516 ล้านครั้ง คือยอดรับชมเพลง เชือกวิเศษ บนแพลตฟอร์ม YouTube ณ เดือนมกราคม พ.ศ. 2564

ใครหลายคนคงรู้สึกประหลาดใจ ว่าทำไมวงดนตรีที่หายหน้าหายตาไปนาน จึงกลับมาผงาดยืนหนึ่งครองแชมป์เพลงไทยที่มียอดวิวสูงสุด ก้าวผ่าน 500 ล้านครั้งเป็นเพลงแรกในประวัติศาสตร์ดนตรีไทย 

แต่ถ้าคุณได้รับรู้ถึงจุดเริ่มต้นของพวกเขาก็อาจจะเข้าใจ เพราะเมื่อ 22 ปีที่แล้ว เด็กหนุ่มธรรมดาๆ กลุ่มนี้ เคยใช้บทเพลงที่ฟังง่ายจริงใจแบบนี้ สร้างปรากฏการณ์สั่นสะเทือนไปทุกชาร์ต จุดกระแส ‘ยามฟีเวอร์’ ให้กึกก้องไปทั่วประเทศ ส่งให้พวกเขากลายเป็นแรงบันดาลใจของคนตัวเล็กๆ ว่าสามารถสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้เหมือนกัน

หากแต่ความสำเร็จที่ทุกคนเห็นวันนี้ มีเบื้องหลังและต้องแลกมาด้วยอะไรมากมาย ยอดมนุษย์..คนธรรมดา จึงขอพาทุกคนมาพูดคุยกับ 3 สมาชิก Labanoon เมธี อรุณ นักร้องนำ-มือกีตาร์ อนันต์ สะมัน มือเบส และ สมเมย์-ณัฐนนท์ ศรีศรานนท์ มือกลอง ถึงเรื่องราวของชีวิตที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ และการกลับมาในอัลบั้มชุดที่ 9 เดลิเวอรี่ ซึ่งพวกเขาอยากย้อนเวลาไปยังจุดเริ่มต้นของตัวเองอีกครั้ง

จากวงดนตรีมัธยมผู้จุดกระแสยามฟีเวอร์ สู่การกลับมาอีกครั้งในอัลบั้มชุดที่ 9 ของ Labanoon

01

โชคชะตาชักนำ

รู้หรือไม่ว่า เมื่อเริ่มตั้งวง Labanoon ไม่ได้มีนักร้องนำชื่อเมธี ไม่ได้มีมือเบสชื่ออนันต์ และแน่นอน สมเมย์ ก็ไม่ใช่มือกลองของพวกเขา

ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2539 เมธี เด็กหนุ่มจากอำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อมาเรียนต่อชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนอิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทย

ครั้งนั้นเขาพบกับรุ่นพี่ชื่อว่า สมพร ยูโซ๊ะ ซึ่งมีบ้านเกิดที่นราธิวาสเหมือนกัน ทั้งคู่สนิทกันอย่างรวดเร็ว เมื่อสมพรฟอร์มวงดนตรีกับเพื่อนก็ชักชวนน้องรักมาเป็นมือกีตาร์ โดยที่ตัวเองรับตำแหน่งมือกลอง

วงดนตรีที่ตั้งขึ้นมีชื่อว่า Labanoon เป็นภาษาอาหรับ แปลว่า นมสด 

“ตอนนั้นมีหลายชื่อ เช่น Green Boy แต่เราชอบ Labanoon ที่สุด เพราะรู้สึกว่านมสดอาจจะดูจืดๆ เหมือนไม่มีอะไร แต่กินแล้วมีค่า เราอยากเป็นวงที่ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่มีอะไรบางอย่างในตัว ซึ่งต่อมาเราก็เป็นแบบนั้นจริงๆ ถ้าสังเกตเพลงของเราแทบไม่มีอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่มาใส่เลย เป็นดนตรีที่เป็นเครื่องดนตรีจริงๆ ไม่ได้สังเคราะห์อะไรทั้งนั้น” เมธีอธิบายนิยามชื่อวง

เริ่มแรก Labanoon เป็นแค่วงที่เล่นสนุกๆ อยู่ในโรงเรียน กระทั่งปีถัดมา คลื่น 91.5 Hotwave จัดประกวดวงดนตรีนักเรียนมัธยม Hotwave Music Award ครั้งที่ 2 พวกเขาจึงส่งผลงานเข้าแข่งด้วย

จากวงดนตรีมัธยมผู้จุดกระแสยามฟีเวอร์ สู่การกลับมาอีกครั้งในอัลบั้มชุดที่ 9 ของ Labanoon

“จริงๆ พวกเราไม่ได้ใฝ่ฝันหรือคิดจะเข้าวงการ ดนตรีก็ไม่เคยเรียนมาก่อน แต่ช่วงนั้น Hotwave เป็นคลื่นที่ร้อนแรงมาก เด็กวัยรุ่นทุกคนต้องฟัง FM 91.5 พอมีโครงการนี้เราก็เลยคิดว่าน่าลองดู”

แต่ก่อนประกวดก็เกิดเหตุการณ์ ทำให้ต้องแก้ปัญหาไม่หยุด ตั้งแต่มือเบสย้ายโรงเรียนไปอยู่ที่เชียงใหม่ ต้องหาสมาชิกใหม่ พอดีเพื่อนของเมธีแนะนำว่ามีเพื่อนร่วมรุ่นคนหนึ่ง ชื่อ อนันต์ เล่นเบสเก่งมาก น่าจะชวนมาร่วมวง

“ไม่รู้จักกัน ไม่เคยคุยกันเลย อยู่คนละห้องด้วย แต่อยู่ชั้นเดียวกัน เมธีเป็นเด็กหอ ผมเป็นเด็กบ้าน ปกติเด็กสองกลุ่มนี้ไม่ค่อยถูกกัน แต่เพื่อนเขาอยู่ห้องเดียวกัน สำหรับผมถือว่าเป็นโชคชะตาจริงๆ” อนันต์เล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

แต่ที่หนักสุดคือก่อนส่งใบสมัครไม่กี่วัน นักร้องนำเกิดขอถอนตัวกะทันหัน เนื่องจากร้องไม่ไหว เมื่อหานักร้องใหม่ไม่ทันแล้ว เมธีจึงจำเป็นต้องทำหน้าที่นี้แทน

เป็นจุดเริ่มต้นของ Labanoon ยุคคลาสสิก – เมธี, อนันต์ และสมพร 

ครั้งนั้นพวกเขาส่งโดเมให้ Hotwave 4 เพลง ประกอบด้วย เพลงจิงเกิลของ Hotwave ซึ่งสถานีกำหนดเนื้อเพลงมาให้แล้ว ส่วนทำนองปล่อยให้วงสร้างสรรค์กันเอง โดยพวกเขาแต่งออกมาเป็นเพลงสไตล์อาหรับหน่อยๆ ซึ่งต่อมาถูกต่อยอดเป็นเพลง ยาม ส่วนเพลงอื่นก็มี SHA-LA-LA-LA ของ Pookie, หลอน ของ Blackhead และ เหงา ของ A-MOB ซึ่งทุกเพลงล้วนเคยติดชาร์ต 20 อันดับของ Hotwave

พวกเขาไม่คาดหวังถึงชัยชนะ เพราะมีคู่แข่งมากถึง 215 วง แต่ผลงานของ Labanoon ก็โดดเด่นผ่านด่าน 30 วง จนเข้ามาแสดงให้กรรมการชมสดๆ ที่ Hollywood Place รัชดา ได้สำเร็จ

ขณะที่ทุกวงเตรียมเครื่องดนตรีมาแบบจัดเต็ม Labanoon กลับมีแค่ไม้กลองคู่เดียว ส่วนที่เหลือก็มาใช้ของส่วนกลาง ทว่าด้วยเสียงร้องที่โดดเด่นไม่เหมือนกันใคร และการเล่นสดที่สนุกเกินคำบรรยาย ทำให้พวกเขาชนะใจกรรมการ ทะลุเข้ารอบ 10 วงสุดท้ายได้แบบไม่น่าเชื่อ

จากวงดนตรีมัธยมผู้จุดกระแสยามฟีเวอร์ สู่การกลับมาอีกครั้งในอัลบั้มชุดที่ 9 ของ Labanoon

ในวันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2540 ทั้งสามคนขึ้นเวทีอีกครั้งในชุดลูกเสือสำรอง มีเพื่อนฝูงมาเชียร์กันเพียบ พวกเขาจับสลากได้ขึ้นเล่นเป็นวงแรก ถึงรู้ว่าสู้ยาก แต่พวกเขาก็แสดงกันเต็มที่

หากใครย้อนไปดูเทปวันนั้น จะพบว่า Labanoon สามารถเนรมิตเวทีให้เป็นคอนเสิร์ตของตัวเอง ถึงขั้นผู้ชมที่มาเชียร์เพื่อนวงอื่นๆ ยังส่งเสียงร้องและกระโดดตาม

“นี่เป็นเวทีตื่นเต้นที่สุดในชีวิตแล้ว ไม่มีเวลาไหนที่เราทำให้เราใจสั่นได้เท่ากับครั้งนั้น ต่อให้เป็นเวทีใหญ่ๆ อย่าง G19, Big Mountain หรือคอนเสิร์ตเปิดกล่องของ Labanoon เองก็ตาม จำได้ว่าตอนนั้นมือสั่นผึ่บๆๆ เลย ความจริงเราไม่ได้สนุกนะ เราเครียดมากกว่า แต่ไม่รู้จะทำให้หายเครียดได้ยังไง ก็เลยกระโดดบนเวทีเลย” เมธีย้อนเวลา 

สุดท้ายพวกเขาไม่ได้รางวัลใดๆ กลับบ้าน แต่การแสดงที่เปี่ยมด้วยพลังก็เข้าตาใครหลายคน

หลังผ่านไปได้เกือบเดือน สมาชิกแต่ละคนแยกย้ายกลับไปตั้งใจเรียนหนังสือ วันหนึ่งอนันต์ก็ได้รับโทรศัพท์จากค่ายเพลง 2 แห่งว่าสนใจอยากให้เข้ามาพูดคุยด้วย

ทั้งสามมุ่งหน้าสู่ตึกซีมิคทาวเวอร์บี สุขุมวิท 21 ก่อน เมธีกับอนันต์ยังจำได้ดีว่า Grammy ในเวลานั้นใหญ่มาก มีคนเดินไปเดินมาเต็มไปหมด พอเข้าไปคุยกับฝ่ายพัฒนาศิลปิน เขาก็ให้ลองกลับไปเขียนเพลงแล้วมาเสนอ หลังจากนั้นอีก 2 – 3 วันต่อมา พวกเขาก็พากันนั่งรถเมล์ไปซอยพร้อมศรี 1 สุขุมวิท 39 เพื่อพูดคุยกับค่ายแมลงดนตรี

จากวงดนตรีมัธยมผู้จุดกระแสยามฟีเวอร์ สู่การกลับมาอีกครั้งในอัลบั้มชุดที่ 9 ของ Labanoon

พวกเขาไม่เคยทราบว่า Music Bugs เคยผลิตผลงานอะไรมาก่อน หรือ เอก-ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ เจ้าของค่ายเป็นใคร มาจากไหน

ธเนศสัมภาษณ์ทั้งสามคมอย่างละเอียด รวมทั้งบอกว่าจะให้ค่าแต่งเพลง เพลงละ 15,000 บาท หากแต่งครบอัลบั้มก็เท่ากับ 150,000 บาท ซึ่งถือว่าสูงมาก ใช้เรียนจนจบปริญญาตรีได้เลย ด้วยบรรยากาศที่อบอุ่นกว่า บวกกับความเชื่อมั่นที่ธเนศมีให้ ทำให้พวกเขาตัดสินใจเลือกค่ายเล็กแห่งนี้เป็นจุดตั้งต้น

“ตอนเซ็นสัญญา เราถามตัวเองว่าจริงเหรอ เรากำลังจะได้ออกอัลบั้มนะ เป็นไปได้เหรอ” เมธีเปิดประเด็น

“แฟนพี่เอกเขายังทักเลยว่า พี่เอาพวกนี้มาทำไม คิดดีแล้วเหรอ” อนันต์เล่าต่อ

“ลองคิดดู เต๋า สมชาย, ศรราม ดังขนาดไหน พื้นฐานของยุคนั้น เพลงดังไม่ดังไม่รู้ แต่หน้าตาต้องมาก่อนแล้ว ชนะเกินครึ่งแล้ว ขณะที่พวกเราดำมาก แต่พี่เอกก็บอกว่าเขาชอบ พวกเราสนุกดี” เมธีช่วยสรุปจบให้

นั่นเองคือจุดเริ่มต้นของตำนานวงดนตรีที่ยังยึดครองใจของแฟนเพลงมาต่อเนื่องกว่า 20 ปี

จากวงดนตรีมัธยมผู้จุดกระแสยามฟีเวอร์ สู่การกลับมาอีกครั้งในอัลบั้มชุดที่ 9 ของ Labanoon

02

กว่านมสดจะพร้อมดื่ม

“จริงๆ เพลง ยาม ยังมีอีกเนื้อหนึ่ง คือ “..จากวันนั้นที่ KFC นัดเธอที่ McDonald..” ตอนนั้นถกกันเยอะมาก แต่สุดท้ายก็เลือกที่พี่เหนือ (เหนือวงศ์ ต่ายประยูร) เขียนมา” เมธีย้อนที่มาของบทเพลงสร้างชื่อให้ Labanoon

“ไม่รู้ว่าถ้าเลือกอีกเนื้อจะเป็นยังไง ตอนนั้นอาจเพราะกลัวเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์ด้วยมั้ง มีชื่อทุกร้านเลย” อนันต์ตบท้ายพร้อมเสียงหัวเราะ

แม้เหตุการณ์นี้อาจดูเป็นเรื่องชวนขำ แต่อีกมุมกลับสะท้อนให้เห็นว่า กว่าที่อัลบั้มหนึ่งจะสำเร็จเป็นรูปเป็นร่างนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โดยเฉพาะเมื่อสมาชิกทั้งสามคนต่างไม่เคยมีพื้นฐานด้านดนตรีมาก่อน

ครั้งนั้น ธเนศต้องลงมาควบคุมการทำงานของ Labanoon แบบใกล้ชิด เขาสอนทุกอย่าง ตั้งแต่วิธีการร้อง จังหวะหนึบ จังหวะเด้งเป็นยังไง วิธีอัดเพลง พาไปซื้อเสื้อผ้า ไปจนถึงสอนความรับผิดชอบในฐานะศิลปิน 

หลายคนอาจไม่ทราบว่ากว่าเพลง ยาม จะปรากฏสู่ผู้ฟังทั่วประเทศ เมธีต้องร้องเป็นร้อยๆ เที่ยว ตั้งแต่เช้ายันเย็น พอร้องเพี้ยนก็ต้องร้องใหม่หมด แม้จะรู้สึกท้อจนอยากเลิก แต่สุดท้ายก็ต้องพยายามสู้เพื่อให้ได้ผลงานออกมาดีที่สุด

จากวงดนตรีมัธยมผู้จุดกระแสยามฟีเวอร์ สู่การกลับมาอีกครั้งในอัลบั้มชุดที่ 9 ของ Labanoon

“พี่เอกสอนเยอะมาก ทำให้เราเข้าใจว่ามืออาชีพเป็นยังไง มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมบอกไม่อยากร้องเลย ไม่มีอารมณ์ พี่เอกบอกว่า ถ้าคนอื่นบอกว่าไม่มีอารมณ์บ้างจะเป็นยังไง ทุกอย่างเป็นค่าใช้จ่ายหมด ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าห้องอัด คือมันไม่ใช่แค่ Labanoon เท่านั้น แต่ยังมีส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งฝ่ายพีอาร์ ฝ่ายโปรดักชันต่างๆ การเป็นมืออาชีพจึงไม่ได้เกิดจากอารมณ์ แต่เป็นเรื่อง Professional เช่น ถ้าเราจะขึ้นเวที ต่อให้มีอารมณ์หรือไม่ ก็ต้องทำเต็มที่” เมธีทบทวนความหลัง

กว่าจะไปถึงจุดนั้น ทีมงานต้องดึงศักยภาพและเรื่องราวของศิลปินออกมาให้ได้มากที่สุุด ดังเช่นที่ธเนศเคยให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อ พ.ศ. 2544 ถึงเคล็ดลับการสร้างเพลงแบบ Music Bugs ในยุคนั้น

“อย่างแรกเลย ต้องเตะหู ส่วนจะเตะด้วยอะไรก็สุดแล้วแต่ อาจเป็นความเท่ของซาวนด์หรือความแปลกของรูปแบบ แต่ฟังแล้วต้องสะดุดจนอยากกลับไปฟังใหม่อีกเรื่อยๆ อย่างที่สอง มันมีอะไรใหม่ๆ ในนั้นไหม สิ่งที่บ่งบอกว่า นี่คือบุคลิกของศิลปินคนนั้น เราหมายถึงสิ่งที่เป็นตัวของคุณเอง และเมื่อเอาสองอย่างมากองเข้าด้วยกัน มันออกมาลงตัวไหม ถ้ามีทั้งหมดที่ว่ามานี้ เราถือเป็นเพลงที่ดี 

“เพราะหนึ่ง มันสะดุดหู สอง มันมีอะไรใหม่ๆ และสาม มันเป็นตัวของคุณเอง ที่เหลือก็คือปล่อยให้มันทำหน้าที่เพลงที่ดีของมันไป” 

เพราะฉะนั้น ก่อนเริ่มงาน จึงต้องมีการพูดคุยกับสมาชิกวงแบบทุกซอกทุกมุม ตั้งแต่ความฝัน ความชอบ ประสบการณ์ที่ผ่านมาในชีวิต ทำไมถึงแต่งเมโลดี้แบบนี้ออกมา มีอะไรอยู่ในหัว จากนั้นก็ค่อยๆ กลั่นกรองออกมาเป็นประเด็น แล้วนำมาขึ้นกระดานเพื่อถกกัน กระทั่งได้เนื้อเพลงที่เหมาะกับ Labanoon จริงๆ

“ถ้าสังเกตเพลงของเราไม่ได้แตกต่างกันมาก คือนอบน้อม ถ่อมตน ต่ำต้อย เป็นตัวแทนของระดับล่างๆ ไม่ได้ไฮโซ ไม่ได้มีความเท่ เพราะตัวเราเป็นแบบนั้นจริงๆ คือไม่ได้หรูหรา หรือทำเพลงด้วยศาสตร์อะไรสูงๆ จำนั่งว่าตอนประชุมมีพี่เอกนั่งอยู่หัวโต๊ะ แล้วก็มีพี่กบ Big Ass (ขจรเดช พรมรักษา) เราต้องตกผลึกกันจริงๆ เพราะกว่าจะได้ 10 เพลงมา ต้องแต่งออกมา 20 กว่าเพลงเลยเพื่อคัดเลือก เพลงนี้ผ่าน เพลงนี้ไม่ผ่าน” เมธีเล่าบรรยากาศภาพการทำงาน

จากวงดนตรีมัธยมผู้จุดกระแสยามฟีเวอร์ สู่การกลับมาอีกครั้งในอัลบั้มชุดที่ 9 ของ Labanoon

“ตอนนั้นทีมเขียนเนื้อเองก็เพิ่งฟอร์มทีมเหมือนกัน พูดง่ายๆ ที่นี่ก็เป็นคล้ายๆ Academy ซึ่งพี่กบเขามาลงเรียน แล้วค่อยๆ พัฒนาต่อยอดจนกลายเป็น Mango Team” อนันต์ช่วยเสริม

หลังใช้เวลาทำงานนานเกือบปี ในที่สุดอัลบั้มแรกของพวกเขาก็ลุล่วง

Labanoon อัลบั้มนมสด วางแผงเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2541 โดยแทบไม่มีสื่อในมือเลย อย่างแผ่นที่ส่งตามสถานีต่างๆ ก็ต้องรอลุ้นว่าดีเจจะเปิดให้หรือไม่ เช่นเดียวกับมิวสิกวีดิโอก็มีเผยแพร่แต่ในเคเบิลทีวีเป็นหลัก 

แต่ด้วยเอกลักษณ์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ทำให้เพลงเปิดหัวอย่าง ‘ยาม’ ทะยานขึ้นชาร์ตอันดับ 1 แทบทุกคลื่นวิทยุ เด็กมัธยม-มหาวิทยาลัยต่างก็ร้อง “..ไม่ได้ยินว่ารัก ฉันก็ยังไม่ไป ต้องหลับในตรงนี้ก็ตาม ไม่ได้ยินว่ารัก ฉันจะขอเป็นยาม อยู่ประจำจนเช้าทุกวัน เฝ้าบ้านให้เธอ..” กันทั่วประเทศ

ไม่เพียงแค่นั้น ความโด่งดังของ ยาม ยังลากเพลงอื่นๆ เช่น หนักใจ เข้ามาอยู่ในกระแสนิยมด้วย ส่งผลให้พวกเขามีคิวงานเข้ามาเต็มไปหมด แต่ที่ไม่เซอร์ไพรส์สุดคือ อัลบั้มนี้มียอดขายเกินล้านตลับ นับเป็นครั้งแรกของ Music Bugs

จากวงดนตรีมัธยมผู้จุดกระแสยามฟีเวอร์ สู่การกลับมาอีกครั้งในอัลบั้มชุดที่ 9 ของ Labanoon

“จำได้ว่าตีคู่กับเพลง ประเทือง ของพี่ไท ธนาวุฒิ คือดังจากตัวเพลงมากกว่า คนไม่ค่อยรู้จักวง” อนันต์เปิดเรื่อง 

“ใช่ๆ คือคนไม่เคยเห็นหน้า เขาฟังจากวิทยุเป็นหลัก ผมยังใส่กางเกงบอล ใส่เสื้อบอล นั่งรถเมล์มา Music Bugs อยู่เลย คือจริงๆ ต้องยอมรับว่าเราไม่เคยตั้งเป้าว่าชุดนั้นจะขายได้ล้านตลับ ได้แค่หมื่นตลับก็ดีใจแล้ว” เมธีกล่าวตาม

“ตอนนั้นเขาบอกว่าต้องขายให้ได้ 30,001 ม้วนขึ้นไป เราถึงจะได้ม้วนละสามบาท หารกันก็เหลือม้วนละบาท ถ้าขายได้สามหมื่นม้วนก็ยังไม่ได้เงิน” อนันต์ขยายความ

ความสำเร็จครั้งนั้นเปลี่ยนชีวิตของเด็กมัธยมสามคนจากหน้ามือเป็นหลังมือ อย่างเมธีก็นำเงินก้อนที่ได้ไปซื้อที่ดินและซื้อบ้านให้แม่อยู่ ซื้อรถคันเล็กๆ ให้ตัวเองขับ ที่เหลือก็นำไปเป็นทุนการศึกษาส่งตัวเองเรียน

หากแต่ยอดขายที่สูงไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันว่าพวกเขาจะเป็นเบอร์ 1 ตลอดไป ในอัลบั้มชุดที่ 2 จึงเต็มไปด้วยความกดดันและการทำงานที่หนักหน่วงไม่แพ้กัน

“เราใช้หลักให้แต่ละเพลงแข่งกันเอง อย่างชุดแรกมีหนักใจ พอชุดที่สอง เรามี บังอาจรักเธอ ถามว่าสู้เพลงเดิมได้ไหม ถ้าไม่ได้ก็แต่งใหม่ คือเราทำงานกันหนักมาก ท่ามกลางความรู้สึกว่าแต่งยังไงก็ยังไม่พอ ซึ่งถ้าเรายอมรับจุดนั้นไม่ได้ก็จบ” เมธีเล่าเบื้องหลังการทำงาน

“แต่โชคดีที่เราไม่มีอีโก้ เราพร้อมเปิดใจรับฟัง” อนันต์ช่วยเสริม

“ทีมพี่เอกเขาอาจมีเซนส์บางอย่างที่รู้ว่าเพลงนี้ถูกจริตคนไทย บางทีเขาก็บอกว่าเพลงนี้มีแวว ลองขยับฮุกให้มันพุ่งหน่อยได้ไหม เอามาเจียน มาตัด มาทอน ให้มันดี ท่อนนี้ไม่จำเป็น ดูยึกยือ ตัดออกเลย หรือบางเพลงเรียบเรียงออกมาแล้วเชยไปก็ไม่ได้ คือกว่าจะเสร็จเพลงหนึ่ง กว่าจะได้ผ่าน ต้องมีร้อง” นักร้องนำลงรายละเอียดให้เห็นภาพ

ผลจากความทุ่มเทสุดกำลัง ส่งให้อัลบั้ม 191 ขายดีไม่แพ้ชุดแรก มีเพลงฮิตเต็มไปหมด ทั้ง 191, บังอาจรักเธอ, แอบรัก, รางวัลปลอบใจ และยังแรงมาถึงอัลบั้มที่ 3 คนตัวดำ ซึ่งทำยอดขายทะลุล้านตลับเช่นกัน

จากวงดนตรีมัธยมผู้จุดกระแสยามฟีเวอร์ สู่การกลับมาอีกครั้งในอัลบั้มชุดที่ 9 ของ Labanoon

“จำได้ว่า ช่วงนั้นเพลงเราดังมาก คลื่นทางใต้เจ็ดถึงแปดเพลงเป็นของเราหมดเลย แล้วก็ยังเป็นขึ้นอันดับหนึ่งอีกหลายจังหวัด คือบางคนอาจจะคิดว่า Labanoon ดังแค่ทางใต้ แต่ไม่ใช่ อย่างเราไปโคราช นึกว่า F4 อ๋อไม่ใช่ Labanoon ต่างหาก” อนันต์เล่าไปยิงมุกไป

Labanoon ออกอัลบั้มกับ Music Bugs ต่อเนื่องถึง 6 ชุด แม้ช่วงหลังกระแสพูดถึงบนสื่ออาจซบเซาลงไปบ้าง แต่คิวการแสดงยังแน่นเหมือนเดิม แต่แล้ววันหนึ่งพวกเขาก็ตัดสินใจหยุดวงชั่วคราว

ปัจจัยหลักมาจากความเปลี่ยนแปลงภายในค่าย คนเบื้องหลังที่ทำงานร่วมกันมาตลอด เช่น Big Ass ก็ย้ายสังกัดไปอยู่ Genie Records อีกส่วนเป็นเพราะความอิ่มตัว เนื่องจากตลอด 8 ปีที่ผ่านมา พวกเขาวนเวียนอยู่ในถนนสายดนตรีจนแทบไม่มีชีวิตด้านอื่นเลย จึงอยากหาประสบการณ์ชีวิตใหม่ๆ บ้าง

ส่งผลให้ชื่อของ Labanoon ค่อยๆ หายไปจากสารบบเพลงไทยในช่วงเวลาหนึ่ง

03

จากวันที่เกือบเลิก

แม้เป็นการหยุดพัก แต่ดูเหมือนสมาชิก Lababoon ต่างคนก็ต่างแยกย้ายไปตามเส้นทางของตัวเอง

เมธีเรียนต่อปริญญาโทที่คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ จากนั้นก็ได้รับการชักชวนให้ลงการเมืองท้องถิ่นที่จังหวัดสตูล โดยรับตำแหน่งเลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล แต่ใน พ.ศ. 2552 กลับเจออุบัติเหตุทางการเมืองต้องเว้นวรรค จึงหันเหไปเป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ตามความต้องการของแม่

ขณะที่อนันต์หันไปทำงานประจำ เป็นพนักงานดูแลฝ่ายไอทีให้แก่บริษัทโทรศัพท์มือถือเจ้าหนึ่ง

มีแต่เพียงสมพรเท่านั้นที่ยังโลดแล่นในวงการดนตรี โดยโยกย้ายไปเป็นมือกลองให้วงกะลาแทน

จากวงดนตรีมัธยมผู้จุดกระแสยามฟีเวอร์ สู่การกลับมาอีกครั้งในอัลบั้มชุดที่ 9 ของ Labanoon

ในห้วงสุญญากาศ พวกเขาแทบไม่มีความคิดที่จะกลับมารวมตัวทำดนตรี ด้วยเชื่อว่ายุคสมัยของ Labanoon สิ้นสุดลงแล้ว ครั้งนั้นเมธีถึงขั้นเกือบเอากีตาร์ที่เก็บไว้ไปขาย

กระทั่งใน พ.ศ. 2553 ก็มีจุดพลิกสำคัญเกิดขึ้น เมื่อเมธีเปิดวิทยุฟังแล้วเจอเพลงของ Labanoon ครั้งนั้นดีเจพูดว่า ไม่รู้วงนี้หายไปไหน พอวันรุ่งขึ้นก็ยังได้ยินอีก บวกกับเวลานั้นไปไหนก็มักมีแต่คนถามว่าไม่ออกอัลบั้มแล้วเหรอ ทำให้เขากลับมาทบทวนชีวิตตัวเองว่า เส้นทางสายนักวิชาการที่เลือกเป็นสิ่งที่อยากทำจริงๆ หรือไม่

“การเป็นอาจารย์สอนปริญญาตรี อย่างน้อยต้องต่อดอกเตอร์ ต้องใช้ทุน รายได้เดือนหนึ่งสองหมื่นกว่าบาท ขณะที่เราเล่นคอนเสิร์ตงานหนึ่งก็ได้แล้ว ที่ผ่านมา Labanoon ให้อะไรกับเราเยอะมาก เรายังอยากจะหนีอีกเหรอ แต่อีกมุม เราเห็นพี่ๆ หลายคนที่ไม่รอดก็กลัวเหมือนกัน สุดท้ายเราก็เลือกจะกลับมา คงเป็นโชคชะตาให้เดินมาทางนี้” 

เมธีตัดสินใจโทรศัพท์ไปหาอนันต์ ชักชวนให้กลับมาฟอร์มทีมกันอีก อนันต์ใช้เวลาคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนตอบตกลง พร้อมกับลาออกจากงานที่มั่นคงเพื่อมาโฟกัสกับงานดนตรีเต็มที่

หากแต่การคืนเวทีครั้งนี้ Lababoon เหลือสมาชิกเพียง 2 คนเท่านั้น

“ตอนหยุดไปกะลา วงแตก หนุ่ม (ณพสิน แสงสุวรรณ) ฟอร์มวงใหม่ เลยเอาพี่สมพรไป ส่วนผมกับอนันต์หลุดแล้ว คือไม่ได้อยู่ในวงการ ถ้าเอาพี่พรกลับมา หนุ่มก็ต้องหามือกลองคนใหม่” เมธีเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงของวง

“อีกอย่างคือเขากำลังเวิร์กอยู่ แต่เราลูกผีลูกคน ไปดึงกลับมาก็ไม่รู้ว่าเวิร์กหรือเปล่า” อนันต์เสริมภาพให้ชัดขึ้น

อัลบั้มชุดที่ 7 พวกเขายังอยู่ภายใต้สังกัด Music Bugs โดยระหว่างนั้นก็ควานหามือกลองคนใหม่ควบคู่ไปด้วย กระทั่งมาลงตัวที่ สมเมย์ อดีตมือกลองวง Oblivious

“เราอยู่ค่ายเดียวกัน เคยแจมกันมาก่อน” อนันต์เท้าความสัมพันธ์กับสมเมย์ 

“ผมเห็นเขาเป็นคนสนุก น่าจะตีกับเราได้ ก็เลยชวนมา นี่คือพื้นฐานการทำงานกับ Labanoon เราเน้นความสนุกก่อน ทำแล้วมีความสุข เราไม่ได้ต้องการเทพอะไรแบบนั้น ซึ่งสุดท้ายเขาก็ตีกับเราได้จริงๆ” เมธีพูดถึงน้องเล็กของวง

“ตอนแรกไม่มั่นใจเลย เหมือนเรากับต้องเรียนรู้การใช้ชีวิตด้วยกัน จำได้ว่าใช้เวลาอยู่กับพี่ๆ นานสามเดือน ไปซ้อม ไปอยู่ ไปกินด้วยกัน กลับบ้านพร้อมกัน คลุกคลีอยู่ตรงนั้นก่อน ถึงมาเริ่มเล่นคอนเสิร์ตด้วยกันจริงๆ” สมเมย์เสริม

แต่ด้วยร้างราเวทีมานาน เมธีกับอนันต์ยอมรับตามตรงว่ารู้สึกกดดันและท้าทายไม่น้อย เพราะไหนจะต้องรื้อฟื้นการเล่นดนตรีใหม่ ต้องหวนกลับไปฟังเพลงเก่าๆ อีกหน แต่ถึงอย่างนั้นทั้งสองก็ยังมั่นใจว่า ถึงตลาดจะเปลี่ยนไปสักเพียงใด แต่กลุ่มคนที่รักและติดตาม Labanoon ก็ยังมีอยู่ เพราะสิ่งที่ Labanoon นำเสนอออกไปไม่มีใครเลียนแบบได้

จากวงดนตรีมัธยมผู้จุดกระแสยามฟีเวอร์ สู่การกลับมาอีกครั้งในอัลบั้มชุดที่ 9 ของ Labanoon

ดังคำสัมภาษณ์ของเมธีเมื่อ 10 ปีก่อนที่ว่า “เรามีแนวเพลงของเรา ต่อให้กระแสอีโมหรือสกาจะมา Labanoon ก็ยังเป็นแนว Labanoon ไม่ตามกระแส เหมือนเพลง ยาม ฟังเมื่อสิบสองปีที่แล้ว มาตอนนี้ก็ยังฟังได้.. หรือเวลาไปเล่นงานกาชาด คนจ้างบอกว่าจ้าง Labanoon ขาดทุนน้อยที่สุด คนดูเยอะสุด เพราะเวลาเราเล่นบนเวทีชั่วโมงหนึ่ง เราใส่เต็มที่ เราคิดว่าเราเป็นอมตะได้เพราะปากต่อปาก คนบอกต่อว่าเราเล่นประทับใจ มีลูกก็จะเล่าให้ลูกฟัง”

เพราะฉะนั้น แม้อัลบั้ม Keep Rocking อาจไม่โด่งดังเหมือนผลงานก่อนหน้านี้ แต่อย่างน้อยๆ ก็เป็นการยืนยันว่า พวกเขาพร้อมแล้วที่จะกลับมาโลดแล่นบนเส้นทางสายนี้อีกครั้ง 

“ถ้าย้อนกลับไปไม่ใช่ว่า Labanoon ไม่มีงาน ความจริงเรามีเยอะ เพียงแต่ไม่ค่อยมีภาพออกมาเท่านั้น จนพี่กบบอกว่า โพสต์คิวงานบ้างเถอะ เพราะตอนนั้นคนนึกว่า เราเงียบไปแล้ว เพลงไม่มา เป็นวงที่เก่าๆ ไปแล้ว” อนันต์อธิบาย

“จำได้ว่าบางเดือนเรามีงานยี่สิบแปดวัน ส่วนอีกสองวันอยู่ในรถตู้” สมเมย์เสริมพร้อมเสียงหัวเราะ

“โชคดีที่ Labanoon ไม่เคยตก ผ่านเกณฑ์ตลอด เพียงแต่ถ้าคะแนนเต็มสิบ บางครั้งเราอาจจะได้หกหรือเจ็ด แต่เราไม่เคยได้หนึ่งหรือสอง คือเราพยายามประคองตัวเองเสมอ” เมธีช่วยสรุปให้

หลังหมดสัญญากับ Music Bugs พวกเขายังคงเดินหน้าทำผลงานชุดใหม่ โดยครั้งนั้นพวกเขายังลังเลว่าจะทำงานแบบใต้ดิน หรือไปอยู่ค่ายใหม่แห่งหนึ่งซึ่งเพิ่งตั้งขึ้น และมีศิลปินยุคเดียวกันไปร่วมงานหลายวง 

พอดีจังหวะนั้น กบ Big Ass โทรศัพท์มาหาเมธี เพื่อถามไถ่ถึงชีวิตที่ผ่านมา และพูดคุยเกี่ยวกับอนาคตของวง ซึ่งเหตุการณ์นั้นเองที่ทำให้พวกเขากลายมาเป็นสมาชิกใหม่ของ Genie Records

“ตอนนั้นไม่ได้คิดว่าจะมาอยู่ที่นี่ เพราะคิดว่าเขาคงไม่รับ แต่พี่กบบอกว่า คิดถึง Labanoon แล้วถามว่าจะเอายังไงต่อ เลยบอกแกว่า ผมไม่ได้คิดว่าค่ายจะทำให้ประสบความสำเร็จ สิ่งที่เราต้องการจริงๆ คือทีม ผมต้องการพี่กบ ต้องการพี่เหนือ ต้องการทีมสมัยที่เราเคยอยู่ Music Bugs พวกพี่อยู่ตรงไหน ผมก็อยู่ตรงนั้น แกเลยบอกว่า มาอยู่กับพวกเราแล้วกัน จากนั้นพี่กบ พี่อ๊อฟ (พูนศักดิ์ จตุระบุล) ก็พามาเซ็นสัญญา” เมธีเล่าถึงก้าวย่างสำคัญของวง

“พอมาถึง พี่นิค (วิเชียร ฤกษ์ไพศาล ผู้ก่อตั้ง Genie Records) ก็พูดว่า Labanoon เป็นเหมือนจิ๊กซอว์ตัวหนึ่งที่ขาดไปในวงการเพลง เขายินดียินงามด้วย สนับสนุน เราจึงเลยเลือกจะอยู่ที่นี่” อนันต์ช่วยเสริม

การเข้าสังกัดค่ายใหญ่เปลี่ยนชีวิตของพวกเขาไปไม่น้อย อย่างแรกคือ Labanoon เริ่มกลับมาเป็นที่รู้จักในวงกว้างอีกครั้ง โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ เช่นเดียวกับเรื่องโปรดักชันที่มีคุณภาพมากขึ้น ทั้งการบันทึกเสียง การถ่ายทำมิวสิกวิดีโอ ช่องทางประชาสัมพันธ์ แต่ที่สำคัญสุดคือ การได้หวนกลับมาทำงานกับคนคุ้นเคยอย่าง Mango Team

จากวงดนตรีมัธยมผู้จุดกระแสยามฟีเวอร์ สู่การกลับมาอีกครั้งในอัลบั้มชุดที่ 9 ของ Labanoon

ผลงานที่พวกเขาผลิตร่วมกันได้รับเสียงตอบรับจากแฟนเพลงสูงมาก ยืนยันได้จากยอดรับชมใน YouTube ที่มากกว่า 1,000 ล้านครั้ง ไม่ว่าจะเป็น ฉันก็คง 213 ล้านครั้ง, พลังงานจน 237 ล้านครั้ง, ใจกลางเมือง 313 ล้าน, แพ้ทาง 401 ล้านครั้ง และ เชือกวิเศษ 516 ล้านครั้ง หรือการที่พวกเขามีคอนเสิร์ตใหญ่ของตัวเองเป็นครั้งแรก และยังได้เข้าร่วมงานเทศกาลดนตรีอีกเพียบ อาทิ G19 Live, Chang Friend Fest และ Big Mountain Music Festival

ทั้งสามคนบอกว่า ตัวเพลงอาจเป็นปัจจัยหนึ่งของความสำเร็จครั้งนี้ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าความคิดถึงก็มีส่วนไม่น้อย เพราะสำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว Labanoon ไม่ต่างจากเพื่อนที่ผูกพันกันมานาน

“เราคิดว่าเพลงที่เราทำมีคุณค่าในตัวเอง บางคนป่วยเป็นมะเร็ง แต่พอฟังเพลง Labanoon ทำให้ลุกขึ้นสู้ได้ บางคนกำลังจะเลิกกับแฟน ก็บอกให้เราช่วยเล่นเพลงนี้ง้อแฟนบนคอนเสิร์ตได้ไหม บางคนบอกว่าเพลงนี้ทำให้ได้แฟนคนนี้ แล้วตอนนี้เขามีลูกแล้ว บางคนเริ่มหัดเบส หัดกีตาร์จากเพลงของเรา เพราะเพลง Labanoon ค่อนข้างเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน คือมันมีหลายโมเมนต์มาก เป็นอะไรที่มากกว่าเพลง” มือเบสเล่าถึงความทรงจำกว่า 20 ปี

“ผมอยากให้เพลงของ Labanoon เป็นเพื่อนทุกช่วงเวลา วันที่เขาเศร้า คิดถึงบ้าน วันที่เขาอกหัก วันที่เขาอยากฉลองอะไรสักอย่าง ผมไม่ต้องการเป็นอันดับหนึ่ง แต่ผมดีใจที่เพลงของ Labanoon สามารถไปได้ทุกที่ ผับเพื่อชีวิตเราก็ไปได้ แก๊งไฮโซทองหล่อเราก็ไปได้ คือเราขอเป็นกะเพราไก่ที่ไม่ว่าใครๆ ก็กินได้เท่านั้นก็พอแล้ว” เมธีสรุปความตั้งใจของตัวเอง

04

คืนสู่จุดเริ่มต้น

หลังว่างเว้นการออกอัลบั้มไปกว่า 4 ปี Labanoon กลับมาอีกครั้ง พร้อมผลงานชุดใหม่ เดลิเวอรี่ 

แม้ใครหลายคนอาจมองว่าไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสม ด้วยเมืองไทยในขณะนี้กำลังเผชิญปัญหาสารพัด ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และโรคระบาด แต่ทั้งสามสมาชิกกลับมองต่าง เพราะพวกเขาหวังให้บทเพลงของ Labanoon คอยเป็นเพื่อน บรรเทาความทุกข์ใจของแฟนเพลงให้ผ่านสถานการณ์อันยากลำบากไปด้วยกัน

“ที่ผ่านมาเรารู้สึกว่าสังคมไทยเครียดมาก แต่ไม่รู้จะช่วยอะไรได้บ้าง เลยคิดว่าอยากจะทำเพลงใหม่ เพื่อให้คนรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมา เหมือนตอนที่เราออกอัลบั้มแรก เวลานั้นเกิดวิกฤตฟองสบู่แตกพอดี เราอยากช่วยให้ทุกคนสงบสติอารมณ์และกลับมายิ้มอีกครั้ง เพราะถ้าอารมณ์ดีขึ้น ทุกอย่างก็จะสวยงามเอง” เมธีเปิดใจ

จากวงดนตรีมัธยมผู้จุดกระแสยามฟีเวอร์ สู่การกลับมาอีกครั้งในอัลบั้มชุดที่ 9 ของ Labanoon

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าวงการเพลงทุกวันนี้เคลื่อนตัวไวมาก การจะอยู่รอดได้จึงต้องอาศัยความเข้าใจตัวเองและความต้องการของแฟนเพลง

สิ่งหนึ่งที่ Labanoon ยึดเป็นแนวทางมาตลอดมา คือความสนุก เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน เน้นเครื่องดนตรีเพียง 3 ชิ้น คือ เบส-กีตาร์-กลอง ไม่สนใจเรื่องเสียงสังเคราะห์หรือองค์ประกอบใดๆ ที่รกรุงรังเกินจำเป็น

“หลายคนมองว่าเราทำแต่เพลงแมส แต่ผมไม่ซีเรียส เพราะส่วนตัวชอบฟังเพลงเพราะอยู่แล้ว แล้วเพลงต่างๆ ก็แต่งมาจากอารมณ์ล้วนๆ ไม่ได้มีศาสตร์ดนตรีแนวไหน แน่นอนถ้าใครฟัง Labanoon อาจรู้สึกว่าสไตล์เดิม ก็ต้องยอมรับ เพราะเราตั้งใจให้เป็นแบบนั้น ซึ่งตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา คนที่ฟังเพลงเรา เขายังชอบสิ่งที่เป็นเราอยู่ เลยตั้งใจว่าจะไม่ไปข้างหน้าแล้ว เพราะถ้าตามกระแสไปทำแรปหรือฮิพฮอพ เราตายแน่”

ด้วยเหตุนี้ อัลบั้มชุดที่ 9 ของ Labanoon จึงยังเต็มไปด้วยกลิ่นอายที่ทุกคนคุ้นเคย คือ ความสนุก เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน เน้นเครื่องดนตรีเพียง 3 ชิ้น คือ เบส กีตาร์ และกลอง และที่พิเศษกว่า คือพวกเขาอยากถอยไปสู่จุดตั้งต้นสมัยทำอัลบั้มชุดแรกๆ 

“ก่อนทำชุดนี้ เราก็คิดว่าจะไปทางไหนดี ถ้าไปข้างหน้าแล้วตัน เราถอยหลังไปยุค 90 เลยดีกว่า กลับไปอย่างที่เราเป็น ง่ายๆ ใครจะว่าอะไรช่าง ถ้าเป็นไปได้อยากอัดแบบแอนะล็อก เหมือนที่เคยทำตอนอายุสิบเจ็ด เพราะเรารู้สึกว่ามันเจ๋งมาก ล่าสุดผมดูหนัง Bohemian Rhapsody แล้วร้องไห้เลย เขาอายุขนาดนั้นยังไปอัดกลองด้วยกัน ผมว่ามันมีความสุข พวกเราก็เลยมานั่งรวมกัน ช่วยกันแต่ง คิดริฟขึ้นก่อน คือถ้าใครฟังจะรู้เลยว่า Labanoon เราย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ.. 2540” 

ในส่วนเนื้อเพลง ยังคงเป็นหน้าที่ของ Mango Team เช่นเดิม เน้นผสมผสานเนื้อหาที่หลากหลาย ทั้งเพลงรัก เพลงอกหัก เพลงฟังสบายๆ โดยเมธีเล่าว่าชุดนี้อาจต่างจากอัลบั้มที่แล้ว เพราะพวกเขาอยากให้เพลงทุกเพลงช่วยเสริมซึ่งกันและกัน เหมือนทีมฟุตบอลที่หวังพึ่งระบบมากกว่าใครเพียงคนเดียว

จากวงดนตรีมัธยมผู้จุดกระแสยามฟีเวอร์ สู่การกลับมาอีกครั้งในอัลบั้มชุดที่ 9 ของ Labanoon

“ถ้าย้อนกลับไปชุดแรก เรามีแค่เพลง ยาม เท่านั้นที่ติดตลาด และทำให้อัลบั้มชุดนั้นขายได้ล้านตลับ พอมาชุดสอง เราไม่มีซูเปอร์สตาร์ แต่เราทำให้ทุกตำแหน่งแข็งแกร่งหมด เรามี 191, ถูกทุกข้อ, แอบรัก, บังอาจรักเธอ แล้วทุกเพลงช่วยกันจนอัลบั้มขายได้ล้านตลับ พอมาถึงชุดนี้เราอยากกลับไปทำแบบนั้นอีก คือเราวางเป็นสเต็ปๆ เลย ถ้าเพลงนี้ไม่เกิด เพลงนี้ช่วยต่อ เพราะชุดที่แล้ว เรามีเพลงช้าอกหักแค่เพลงเดียวคือ เชือกวิเศษ ซึ่งหากไม่เวิร์กก็จบเลยเพลงอกหัก”

สำหรับเพลงแรกที่ปล่อยออกมาแล้ว คือ เดลิเวอรี่ ยังคงเป็นซาวนด์ฟังง่าย เน้นจังหวะชวนโยก และเติมลูกเล่นด้วยท่อนแรป โดยได้แรงบันดาลใจมาจากช่วง COVID-19 ที่ผู้คนรอบตัวหันไปขับรถส่งอาหารหรือทำอาหารขายเดลิเวอรี่ พวกเขาจึงอยากมอบเพลงที่ให้กำลังใจ และบอกว่าไม่ว่าสถานการณ์ไหนก็มีความสุขได้ 

หรือเพลงที่ 2 ดอกฟ้า คือเพลงง่ายๆ อารมณ์เศร้าๆ ที่เป็นจุดขายมาตั้งแต่อัลบั้มแรกๆ อยู่แล้ว เมธีแต่งทำนองเมื่อประมาณ 2 – 3 ปีก่อนจากกีตาร์โปร่งตัวเดียวในห้องนอน และได้กบมาช่วยเขียนเนื้อ ซึ่งตอนแรกกบไม่รู้ว่าจะเขียนเรื่องอะไร จนวันหนึ่งระหว่างกลับบ้านเห็นดอกไม้ร่วงหล่นจากต้นลงสู่พื้นดิน จึงนึกถึงคำว่า ‘ดอกฟ้า’ 

“เราภูมิใจกับอัลบั้มนี้มาก เพราะสำหรับคนที่อยู่ในวงการมานาน สิ่งที่กลัวที่สุดคือความตัน แต่เราโชคดีที่ทำสำเร็จ และหวังว่าเพลงแต่ละเพลงจะมีความหมายให้กับทุกคนที่ได้ฟังจริงๆ” 

กว่า 20 ปีบนเส้นทางสายดนตรี คงไม่ผิดหากกล่าวว่า Labanoon คือตำนานบทสำคัญของวงการเพลงไทย เกือบร้อยเพลงที่พวกเขาช่วยกันสร้างขึ้น ล้วนแต่มีบทบาทและอยู่ในความทรงจำของผู้คนหลายวัย 

แน่นอน ไม่มีใครรู้ว่าสุดท้ายแล้วปลายทางของวงดนตรีเล็กๆ วงนี้จะเป็นเช่นไร สิ่งเดียวที่ทั้งสามคนทำได้ คือทำทุกวันนี้ให้ดีที่สุด และเดินหน้าต่อไปเพื่อสร้างความสุขแก่ผู้ฟัง

“เคยมีคนถามเหมือนกันว่าเราตั้งเป้าอนาคตไว้ยังไง แต่ความจริงเราไม่เคยคิดไว้เลย” อนันต์กล่าว

“อาจเป็นเพราะเราไม่เคยคิดที่จะอยู่ตรงนี้มาก่อน มันเป็นโชคชะตาจริงๆ เพราะฉะนั้น ถึงวันนี้ผมคิดว่าตราบใดที่ยังมีแรงก็เล่นไปเถอะ แล้ววันหนึ่งเวลาจะเป็นตัวบอกเอง ถ้าสุขภาพไม่ไหว เสียงไปแล้ว เล่นไปมีแต่เสีย แบบนั้นให้เขาเก็บภาพดีๆ ของเราไว้ดีกว่า แต่ถ้าเรายังไหว ก็สู้ต่อไปและสนุกไปกับมัน” เมธีทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม

จากวงดนตรีมัธยมผู้จุดกระแสยามฟีเวอร์ สู่การกลับมาอีกครั้งในอัลบั้มชุดที่ 9 ของ Labanoon

ข้อมูลประกอบการเรียบเรียง

  • สัมภาษณ์วง Labanoon วันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563
  • นิตยสาร a day ปีที่ 2 ฉบับที่ 12A เดือนกันยายน พ.ศ. 2544
  • นิตยสาร เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 983 วันที่ 1 – 7 เมษายน พ.ศ. 2554- รายการ คิดถึงจัง สถานีโทรทัศน์ Majung The Original TV วันที่ 11 – 15 ตุลาคม พ.ศ. 2553

Writer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เรื่องของผู้อยู่เบื้องหลังงานดีๆ ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ในสังคมไทย

ทันทีที่เจ้าหุ่นยนต์แมวสีฟ้าข้ามเวลาจากโลกอนาคตมาสู่หน้าจอโทรทัศน์ไทย เมื่อเกือบ 40 ปีก่อน เด็กๆ จำนวนไม่น้อยต่างรอคอยวันเสาร์-อาทิตย์ด้วยใจจดใจจ่อ อยากรู้ว่าวันนี้โดเรมอนจะมีของวิเศษอะไรออกจากกระเป๋าหน้าท้องอีกบ้าง

เรื่องราวของเจ้าแมวพูดได้ ไม่ใช่สิ่งเดียวที่เด็กๆ รอคอย ‘ช่อง 9 การ์ตูน’ ยังมีการ์ตูนสนุกๆ อีกเพียบ ทั้ง หน้ากากเสือ, ดราก้อนบอล, ดร.สลัมป์ กับหนูน้อยอาราเล่, รันม่า ½, เซเลอร์มูน, กัปตันซึบาสะ, สแลมดังก์, หมัดเทพเจ้าดาวเหนือ หรือ ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน ที่พาเหรดกันเข้ามาสร้างความบันเทิงให้เด็กไทยจนได้รับความนิยมล้นหลาม บางช่วงมีจดหมายจากเด็กๆ เข้ามาที่ช่องสัปดาห์ละหลายพันฉบับ แถมยังทำให้ของเล่นของสะสมเกี่ยวกับตัวการ์ตูนขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

ปรากฏการณ์การ์ตูนญี่ปุ่นฟีเวอร์นี้คงเกิดขึ้นไม่ได้ หากขาดคนเบื้องหลังที่คอยสร้างสีสัน เสียงหัวเราะ เติมความสนุกให้เรื่องชวนติดตามมากยิ่งขึ้น หนึ่งในนั้นคือ ชายเจ้าของเสียงพากย์ผู้เปรียบเสมือนโลโก้ของการ์ตูนญี่ปุ่นอย่าง นิรันดร์ บุณยรัตพันธุ์ หรือ น้าต๋อย เซมเบ้

น้าต๋อย เซมเบ้

หลังจากหยุดพากย์ไปพักหนึ่งด้วยปัญหาสุขภาพ วันนี้น้าต๋อยกลับมาลงเสียงอีกครั้งให้กับ ซาเอบะ เรียว พระเอกในภาพยนตร์เรื่อง City Hunter สายลับคาสโนเวอร์ ยอดมนุษย์..คนธรรมดาเลยถือโอกาสชวนนักพากย์การ์ตูนเบอร์ 1 ของเมืองไทยนั่งไทม์แมชชีนกลับไปสู่ยุคเริ่มต้น โดเรมอน และรายการช่อง 9 การ์ตูน ซึ่งมีบทบาทสำคัญที่ช่วยส่งต่อแรงบันดาลใจและจินตนาการแก่คุณหนูๆ ในวันนั้น ให้เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่อย่างทุกวันนี้

น้าต๋อย เซมเบ้

1

ปรากฏการณ์ โดราเอมอน

หลายคนอาจไม่ทราบว่า โดเรมอน เกือบไม่ได้ออกอากาศทางช่อง 9 แล้ว

ถอยกลับไปเมื่อปี 2525 ฮิโรชิ คอนโด ประธานบริษัทแอนนิเมชัน อินเตอร์เนชันแนล ฮ่องกง ตัวแทนลิขสิทธิ์การ์ตูนของ TV ASAHI ได้นำการ์ตูนแมวหุ่นยนต์ซึ่งกำลังเป็นกระแสในหมู่นักอ่านการ์ตูนไทย มียอดพิมพ์กว่า 70,000 เล่มต่อฉบับ มาเสนอต่อ ประวิทย์ มาลีนนท์ แต่นายใหญ่แห่งช่อง 3 ยุคนั้นกลับปฏิเสธ และแนะนำให้ไปเสนอที่ช่อง 9 แทน

“ตอนนั้นเขาเอาไปเสนอคุณประวิทย์ก่อน เพราะช่อง 3 ซื้อ อิคคิวซัง เณรน้อยเจ้าปัญญา ซื้อ นินจาฮาโตริ จากเขา แต่คุณประวิทย์ทราบว่าช่อง 9 กำลังทำการ์ตูน ขณะที่ตัวเองกำลังทำหนังจีนแข่งกับช่อง 7 อาจจะด้วยน้ำใจ ก็เลยบอกให้คอนโดซังไปคุยกับช่อง 9 เพื่อให้ช่อง 9 เกิดดีกว่า” น้าต๋อยรำลึกความหลัง

หลังเจรจากับช่อง 3 ไม่สำเร็จ คอนโดซังจึงหันไปคุยกับผู้ใหญ่ของช่อง 9 ทันทีที่เสนอเรื่องเข้ามาก็ได้รับอนุมัติ เพราะทุกคนต่างมองว่า โดเรมอน เป็นการ์ตูนครอบครัวที่เต็มไปด้วยจินตนาการ ไม่มีพิษภัย และเข้าถึงกลุ่มผู้ชมทุกเพศ ทุกวัยมากกว่าการ์ตูนต่อสู้ ที่สำคัญคือ บุตรหลานของผู้บริหารหลายคนต่างก็เป็นแฟนประจำของแมวหุ่นยนต์ตัวนี้

ก่อนหน้าที่จะปรากฏตัวที่ช่อง 9 โดเรมอน เคยโลดแล่นบนจอทีวีไทยมาแล้วครั้งหนึ่งทางช่อง 5 เมื่อหลายปีก่อน แต่ไม่ได้รับความนิยมมากนัก เพราะเป็นเวอร์ชันเก่า ยุคออกอากาศครั้งแรกที่ NIPPON TELEVISION เมื่อปี 2516 มาฉาย ซึ่งถูกวิจารณ์อย่างหนัก ทั้งเรื่องเสียงพากย์ไม่ค่อยดี เพลงประกอบก็ไม่ค่อยโดน จึงถูกตัดจบในระยะเวลาอันสั้น กระทั่ง 6 ปีต่อมา TV ASAHI จึงนำมาปรับปรุงคุณภาพเสียงและเพลงใหม่ ปรากฏคราวนี้ฮิตติดตลาด และโด่งดังไปทั่วประเทศ ซึ่งเวอร์ชันที่ช่อง 9 หยิบมาฉายก็คือฉบับปรับปรุงนั่นเอง

หากแต่ความสำเร็จของเจ้าแมวสีฟ้าไม่ใช่เพียงเพราะหยิบการ์ตูนที่ดังอยู่แล้วมาฉายเท่านั้น แต่เกิดจากความพยายามของทุกฝ่ายในช่อง 9 ที่ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุด

เริ่มตั้งแต่การตั้งชื่อเรื่อง ซึ่งช่อง 9 ใช้ชื่อว่า ‘โดเรมอน’ แทนที่จะเป็น ‘โดราเอมอน’ ตามชื่อภาษาญี่ปุ่น

จากข้อเขียนของ ดร.นิพนธ์ นาคสมภพ อดีตหัวหน้างานวิจัยและส่งเสริมการตลาด อสมท เล่าว่า ยุคนั้นหนังสือการ์ตูนของวิบูลย์กิจ ซึ่งขายดีสุด ใช้ชื่อว่า โดเรมอน แถมชื่อนี้ยังจำง่าย คล้ายๆ กับเสียงตัวโน้ตโดเรมี ทำให้ฝ่ายการตลาดตัดสินใจเลือกใช้ชื่อยอดนิยมแทนชื่อที่ถูกต้อง

การประชาสัมพันธ์ก็เช่นกัน ช่อง 9 พยายามป่าวประกาศสร้างความน่าเชื่อถือให้พ่อแม่ผู้ปกครองเห็นว่า โดเรมอน เป็นการ์ตูนดี มีประโยชน์ ด้วยการใช้สื่อหนังสือพิมพ์เข้ามาช่วยตั้งแต่ยังไม่ฉาย โดยเดินสายนำหนังสือการ์ตูนไปแจกตามหนังสือพิมพ์ต่างๆ จนหลายฉบับช่วยเขียนแนะนำว่า นี่เป็นหนังสือดีที่เด็กควรอ่าน

แต่สื่อที่ช่วยจุดกระแสได้อย่างแท้จริง คงต้องยกให้หนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ ซึ่งมียอดขายสูงสุดของประเทศ โดยเริ่มจากมังกรห้าเล็บ คอลัมนิสต์เบอร์ต้นๆ เขียนเชียร์ผ่านคอลัมน์ ‘ลั่นกลองรบ’ แถม ชัย ราชวัตร’ ก็นำ โดเรมอน ไปเขียนแทรกในการ์ตูนการเมือง และที่เด็ดสุดคือการนำการ์ตูนไปตีพิมพ์ในหน้าข่าวเยาวชน ตั้งแต่ฉบับวันที่ 29 กรกฎาคม 2525 จนเกิดกระแสเรียกร้องจากผู้ชม และโฆษณาต่างๆ ให้ช่อง 9 รีบนำ โดเรมอน มาฉาย ทีมงานจึงตัดสินใจเลื่อนเวลาออกอากาศ จากเดิมที่วางแผนไว้ในวันที่ 2 ตุลาคม 2525 มาเป็นวันที่ 4 กันยายน 2525

แต่ปัจจัยที่สำคัญสุดคือ บทโทรทัศน์และการพากย์เสียงภาษาไทย เพราะแม้เรื่องจะสนุก แต่ถ้าหากพากย์ไม่ดีก็มีสิทธิ์แป้กได้ ทางสถานีมอบหมายให้น้าต๋อย เซมเบ้ ที่มีลีลาการพากย์โดดเด่นและมีความสนใจเรื่องการ์ตูนเป็นพิเศษ มารับหน้าที่ดูแลเรื่องทุกขั้นตอน ตั้งแต่การวางคน จัดการบท รวมถึงวางแนวทางการลงเสียง พร้อมเปิดโอกาสให้ทุกคนแสดงฝีมืออย่างเต็มที่ เมื่อทีมพากย์ได้ทำงานอย่างสบายใจ ก็ยิ่งเสริมให้งานออกมาดีขึ้น

สำหรับทีมพากย์ช่วงแรกมีสมาชิกเพียง 4 คนเท่านั้น คือตัวน้าต๋อยเองรับบทไจแอนท์กับซูเนะโอะ ส่วนบทโดเรมอนตกเป็นของ ฉันทนา ธาราจันทร์ แล้วก็ ศันสนีย์ สมานวรวงศ์ พากย์เป็นโนบิตะกับชิซูกะ สุดท้ายคือ เรวัติ ศิริสรรพ พากย์เป็นพ่อและครูใหญ่ กระทั่งภายหลังจึงมีการเสริมคนเข้ามา เช่น อรุณี นันมิวาส พากย์เป็นซูเนโอะกับโดเรมี ศรีอาภา เรือนนาค พากย์เป็นชิซูกะ และ สุลัคษณา เทพหัสดิน ณ อยุธยา พากย์เป็นแม่ของโนบิตะกับเดคิสุงิ จนกลายเป็นทีมที่สมบูรณ์

แม้ไม่ใช่การ์ตูนที่ให้เสียงยาก แต่นักพากย์ทุกคนก็สวมจิตวิญญาณลงไปในตัวละครเต็มที่ แต่ละคนจะพากย์โดยตีความอิงกับตัวละครนั้น อย่างโดเรมอนก็ต้องให้ความรู้สึกว่าเป็นแมวที่มีจิตใจดี ชอบช่วยเหลือคนอื่น โนบิตะจะงอแง ออดอ้อนให้โดเรมอนช่วย ขณะที่ไจแอนท์จะเป็นคนร่าเริง ข่มเพื่อนนิดๆ แต่ก็มีความเมตตาอยู่ในตัว

“ผมพากย์เป็นไจแอนท์ คิดว่าเด็กจะเกลียด แต่ทำไปเรื่อยๆ เด็กกลับชอบไจแอนท์เยอะมาก โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงที่เขียนจดหมายมาว่า ไจแอนท์ไม่ใช่คนไม่ดีนะคะ ไจแอนท์เป็นคนรักเพื่อนแต่เขากร่างไปงั้นเอง” น้าต๋อยเคยให้สัมภาษณ์ถึงความรู้สึกที่ผู้ชมวัยเยาว์มีต่อตัวละครในช่วงนั้น

ความเข้าขาไหลลื่นของทีมงานและการสร้างคาแรกเตอร์จนเป็นที่จดจำของเด็กๆ กลายเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ช่องอื่นไม่ซื้อการ์ตูนเรื่องนี้ไปออกอากาศ เพราะผู้ชมต่างติดเสียงพากย์ชุดนี้เรียบร้อยแล้ว

ขณะเดียวกัน ทางสถานียังลงทุนปรับปรุงอุปกรณ์และเปลี่ยนกระบวนการพากย์เป็นแบบใหม่ที่ดีขึ้น จากเดิมที่นักพากย์ 3 – 4 คนจะมารุมกันอยู่ที่ไมโครโฟนตัวเดียว ก็มีการจัดโต๊ะแยกออกมาสำหรับแต่ละคน ทำให้ใส่อารมณ์ และลีลาตามสไตล์ตัวเองได้เต็มที่ รวมทั้งยังแยกไลน์เสียงบรรยากาศกับเสียงพูดของตัวละครออกจากกัน เวลาพากย์จึงไม่ต้องหรี่เสียงบรรยากาศลง ทำให้ผู้ชมติดตามการ์ตูนอย่างเต็มอิ่มโดยไม่เสียอรรถรส ส่วนภาพก็นำต้นฉบับระบบ PAL มาออกอากาศเพื่อให้คงความชัดเจนมากที่สุด

ด้วยองค์ประกอบที่กล่าวมา จึงทำให้ โดเรมอน โด่งดังสุดขีด ขึ้นแท่นเป็นการ์ตูนเบอร์ 1 ของช่อง 9 นานหลายปี ยิ่งมาบวกกับความโด่งดังของการ์ตูนเรื่องถัดๆ มา ทำให้แต่ละสัปดาห์มีจดหมายเข้ามาถึงสถานีรวดเดียวเป็นหมื่นฉบับ ต่อมาก็เพิ่มเป็น 20,000 ฉบับ จนฝ่ายประชาสัมพันธ์ซึ่งมีอยู่เพียง 3 คน เขียนตอบกันไม่ไหว จึงแก้ปัญหาโดยให้น้าต๋อยมาอยู่หน้ากล้อง เลือกจดหมายของเด็กๆ มาตอบ และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้น้าต๋อย เซมเบ้ เป็นที่รู้จักของทั้งเด็กและผู้ใหญ่

“พอออกทีวีก็มีเด็กโทรศัพท์มาคุยตลอด ครั้งหนึ่งมีเด็กโทรมาถามว่าการ์ตูนเรื่องนี้ต่อไปเป็นยังไง ผมก็บอก ‘พี่ไม่รู้นะ ไม่ตอบละกันนะ’ พอจะวางเขาก็ถามผมชื่ออะไร ‘พี่ชื่อนิรันดร์ ชื่อเล่นว่าต๋อย’ เด็กตอบทันทีว่า ‘ผมตั้งชื่อให้เป็นน้าต๋อย เซมเบ้ ล่ะกัน หน้าเหมือนดอกเตอร์เซมเบ้’ เพราะตอนนั้นดอกเตอร์สลัมป์เข้ามาแล้ว เด็กตั้งให้ทางโทรศัพท์ ตอนแรกให้เรียกพี่ เขาก็บอกไม่เอา หน้าแก่ เป็นน้าละกัน ตอนนั้นอายุยังไม่ถึง 30 เลย”

แต่ท่ามกลางกระแสชื่นชม ก็มีผู้ปกครองหรือคุณครูบางคนที่ท้วงติงว่า การ์ตูนเรื่องนี้อาจทำให้เด็กๆ ขี้เกียจทำการบ้านแบบโนบิตะ จนทีมงานต้องอธิบายว่า ถ้าลองดูจนจบจะพบว่าทุกครั้งที่โนบิตะขี้เกียจหรือไม่อยากไปโรงเรียนแล้วไปขอให้โดเรมอนช่วย สุดท้ายแล้วก็จะถูกแม่ดุ ถูกครูลงโทษ หรือสอบได้ศูนย์คะแนนเสมอ เพราะการ์ตูนต้องการสอนให้รู้ว่าของวิเศษโดเรมอนไม่สามารถช่วยให้เขาเก่งได้ เด็กๆ ต้องช่วยเหลือตัวเอง

ตอนหลังผู้ปกครองจึงมีความรู้สึกดีกับทีมงาน อย่างบางคนโทรศัพท์มาบอกว่าลูกไม่กินผัก ไม่แปรงฟัน ขอให้ช่วยหน่อย ทีมพากย์จึงจะบอกเด็กๆ ว่าจบการ์ตูนเรื่องนี้แล้วอย่าลืมไปอาบน้ำแปรงฟัน แล้วผักก็ต้องกินด้วยนะ

อาจกล่าวได้ว่า โดเรมอน ช่วยจุดกระแสความนิยมของการ์ตูนญี่ปุ่นให้โด่งดัง จากผู้ชมวงแคบไปสู่วงกว้าง รวมทั้งทำให้เกิดโฆษณาสำหรับเด็กขึ้นมาโดยเฉพาะ ท่ามกลางยุคที่เอเจนซี่ส่วนใหญ่ต่างมองว่าเด็กไม่มีกำลังซื้อ ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่โด่งดังและขายดีมากคือขนมปักกิ่งของยูโรเปี้ยนฟู้ดและเซี่ยงไฮของยูไนเต็ดฟูดส์ แฟนช่อง 9 การ์ตูนทุกคนคงจำได้ดี

นอกจากนี้ โดเรมอน ยังเป็นผู้เปิดตลาดให้การ์ตูนดีๆ ถูกสั่งเข้ามาฉายในเมืองไทยอีกหลายเรื่อง ทั้ง ดร.สลัมป์ กับหนูน้อยอาราเล่ มูเตคิง ดราก้อนบอล จนรายการช่อง 9 การ์ตูนยืนหยัดอยู่บนจอต่อเนื่องมากว่า 30 ปี ซึ่งถือว่าน้อยมากที่จะมีรายการที่โด่งดังข้ามกาลเวลาเช่นนี้

“ผมว่ามันเป็นการ์ตูนประวัติศาสตร์ของช่อง 9 อสมท ไปแล้ว โดเรมอน ทำให้เกิดเงินแพร่สะพัดในเมืองไทยไม่ต่ำกว่า 3,000 – 4,000 ล้านบาท เหตุผลที่ช่อง 9 ยังอยู่ได้จนถึงปัจจุบันนี้ ต้องยอมรับว่ารายการอย่างข่าวนั้นเปลี่ยนแปลงตลอดตามผู้บริหารที่เข้ามาใหม่ แต่การ์ตูนไม่เคยเปลี่ยนแปลง มีแต่สนุกมากหรือสนุกน้อยเท่านั้นเอง”

น้าต๋อย เซมเบ้ น้าต๋อย เซมเบ้

2

กว่าจะเป็น ‘ช่อง 9 การ์ตูน’

แม้ โดเรมอน จะเป็นจุดพลิกสำคัญที่ทำให้ช่อง 9 หยัดยืนในสมรภูมิจอแก้ว ในยุคที่กำลังค้นหาจุดแข็งของตัวเอง แต่ถ้าเล่าถึงจุดเริ่มต้นของช่อง 9 การ์ตูนจริงๆ แล้ว คงต้องย้อนกลับไปในปี 2523 เมื่อ ประมุท สูตะบุตร ผู้อำนวยการองค์การสื่อมวลชนแห่งประเทศไทยคนแรก ดึง ร.ต.อ.อำพล ภูมิวสนะ จากข้าราชการตำรวจมาเป็นหัวหน้าแผนกธุรกิจ ของ อสมท โดยมอบหมายภารกิจให้หาวิธีดึงเรตติ้งของสถานีหลังจากอยู่รั้งท้ายมาตลอด

ช่วงแรกผู้กองอำพลใช้กลยุทธ์นำหนังจีนประเภทรักอมตะ รักนิรันดร์กาล มาฉายเพื่อดึงคน แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร กระทั่งเมื่อสังเกตพฤติกรรมของบุตรชาย 4 คนที่วันๆ สนใจแต่การ์ตูนอย่างเดียว ก็เลยเกิดความคิดว่าบางทีนี่อาจเป็นทางรอดของช่อง 9 ก็เป็นได้

ตอนนั้นผู้กองอยากได้การ์ตูนแนวยอดมนุษย์มาต่อสู้กับหนังจีนกำลังภายในซึ่งกำลังฮิต โดยเล็งไปที่การ์ตูนญี่ปุ่นซึ่งมีราคาย่อมเยากว่าการ์ตูนฝรั่ง ส่วนเวลาออกอากาศวางไว้ที่ 8 – 10 โมงเช้าทุกอาทิตย์ ก่อนเพิ่มเวลาวันเสาร์เข้าไป ซึ่งข้อดีคือคู่แข่งน้อย อีกอย่างคือช่วยสร้างพฤติกรรมใหม่แก่เด็กๆ ให้รีบตื่นแต่เช้าเพื่อรอชมการ์ตูน

ความจริงช่วงนั้นช่อง 9 ฉายการ์ตูนอยู่ก่อนเรื่องหนึ่งแล้วคือ ไดมอส ยอดขุนพล โดยมีบริษัทเอกชนมาเช่าเวลา และขอใช้บุคลากรของช่องเป็นทีมพากย์ ต่อมาเมื่อเกิดการเปลี่ยนนโยบาย สถานีจึงดึงเวลากลับมาทำเอง โดยนำการ์ตูนเรื่อง หน้ากากเสือ ซึ่งเคยฉายฉบับขาว-ดำสมัยเป็นช่อง 4 บางขุนพรหม เมื่อปี 2511 มาออกอากาศซ้ำ

ความยากของการฉายการ์ตูนในยุคนั้นคือ ญี่ปุ่นจะส่งฟิล์มและบทภาษาญี่ปุ่นมาในเวลากระชั้นชิดมาก เช่นออกอากาศวันอาทิตย์ ฟิล์มมาถึงวันพฤหัสบดี หน้าที่หลักอย่างหนึ่งของน้าต๋อยคือการหาคนแปลบท ซึ่งยุคนั้นคนที่รู้ภาษาญี่ปุ่นมีน้อยมาก เขาเลยขอร้องให้ รศ.คงศักดิ์ สันติพฤกษวงศ์ จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ช่วยแปลให้ในช่วงแรกๆ

“บทที่ได้มามักเป็นสคริปต์ถ่ายหนัง บางทีก็ขีดฆ่าซะมั่วเลย อาจารย์ที่แปลให้ท่านเป็นนักเรียนเก่าญี่ปุ่น อายุมากกว่าผมไม่กี่ปี ถือเป็นรุ่นพี่ พอผมส่งบทให้ แกก็ถามผมเลย คุณนิรันดร์จะให้ผมแปลยังไง มันขีดฆ่าแบบนี้ ผมก็บอกว่า ผมเชื่อมืออาจารย์ เผอิญลูกศิษย์ยืนกันเต็มเลย แกก็ยิ้ม แล้วก็นั่งปั่น 2 วันเสร็จ ผมก็พากย์สดเลยวันอาทิตย์”

แต่ปัญหาไม่จบเพียงแค่นี้ เพราะหลายครั้งบทที่ส่งมาจากญี่ปุ่นก็ไม่สมบูรณ์ บางทีการ์ตูนยังไม่จบ แต่ไม่เหลือบทให้พากย์แล้ว ทีมงานจึงต้องอาศัยความสามารถเฉพาะตัวในการเอาตัวรอดแต่ละครั้ง แต่ไม่มีครั้งใดที่ยากเท่ากับช่วงต้องพากย์ หน้ากากเสือ หลังพบว่าบทหายไปเป็นหลายหน้า ทั้งที่ยังเหลือเวลาอีก 15 นาที

“ผมก็มองหน้าคนพากย์ ตัวใครตัวมันแล้วกันนะ พอจบโฆษณามันฉายล็อตใหม่ขึ้นมา ก็เป็นฉากที่หน้ากากเสือกำลังนั่งกินข้าว แล้วมีนักปล้ำหัวม้าลายไม่ใส่เสื้อเดินเข้ามา หน้ากากเสือหันไปมอง นางเอกชื่อมิโดริก็ถามเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า นั่นใครคะ.. หน้ากากเสือตอบเสียงเข้มว่า ‘อะบูไน’ แปลว่า อันตราย ผมแปลไม่ออก ก็เลยตอบรับแบบนิ่มๆ ว่า เพื่อนผมครับ เสร็จปั๊บไอ้หน้ากากหัวม้าลายกระโดดถีบ เอาโต๊ะตีจนหน้ากากเสือล้มลงไปนอนตัวงอ นางเอกก็กระโดดมาพูดภาษาญี่ปุ่นซึ่งไม่รู้แปลว่าอะไร คุณศันสนีย์ก็เลยพูดว่า อ้าว! ไหนบอกว่าเป็นเพื่อนคุณไง ผมก็เลยตอบไปว่า เดี๋ยวนี้ผมเลิกคบมันละ คือมั่วทั้งเรื่อง” เขาเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

พอการ์ตูนจบปุ๊บ สิ่งที่เขาไม่อยากให้เกิดก็เกิดขึ้น มีโทรศัพท์ดังมาจากอีกห้องหนึ่ง ขอสายคนที่พากย์เป็นหน้ากากเสือหน่อย น้าต๋อยจำได้ว่าตอนนั้นมือไม้สั่นไปหมด คิดว่าต้องโดนด่าแน่ พอรับมาปรากฏว่าปลายสายเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง

“น้องเขาบอกว่า ผมนั่งดูอยู่กับยาย ดูไม่รู้เรื่องเลย ผมก็ตอบไปว่า บทมันไม่ดี พี่ก็เลยว่าไปอย่างนั้น เขาบอกไม่เป็นไรหรอก  ดูไม่รู้เรื่อง แต่มันตลกดี ผมก็เลยมาจับจุดได้ว่าเด็กชอบอะไรตลก”

ตั้งแต่นั้นมา เขาก็เน้นพากย์ให้สนุก ตลก และเข้าใจง่าย คำภาษาญี่ปุ่นที่ยากๆ เช่นเขตอิเคะบุคุโร ก็เปลี่ยนเป็นหนองแขม สนามบินฮะเนดะก็เปลี่ยนเป็นดอนเมือง ชื่อคนก็เหมือนกัน เปลี่ยนสมชาย สมหญิง ทำทุกอย่างให้ตลก เด็กก็เลยยิ่งติด และนับว่าเป็นจุดเปลี่ยนวิธีพากย์การ์ตูนของช่อง 9 อย่างแท้จริง

แม้ หน้ากากเสือ จะฉายไม่จบเพราะถูกติติงเรื่องความรุนแรง แต่ช่อง 9 ก็ยังคงสั่งการ์ตูนมาฉายอย่างต่อเนื่อง ทั้ง เจ้าหญิงอัศวิน เจ้าหนูจอมพลัง อาเธอร์จอมกษัตริย์อัศวิน แต่ปัญหาเดิมที่ไม่เคยหายไปก็คือบท บางทีต้องเติมบทเองบ้าง ดำน้ำบ้าง และหลายครั้งก็เกือบเอาตัวไม่รอด อย่างเช่นตอนหนึ่งในเรื่อง เคนจิ ยอดนักสู้

ตอนนั้นเป็นฉากที่สถานีรถไฟแต่บทหายไปเป็นหน้า ทีมพากย์เข้าใจว่าคงเป็นฉากพ่อจะมาส่งเคนจิขึ้นรถไฟ เพราะก่อนหน้านี้มีเพื่อนของพ่อมาตามจะให้เคนจิไปเรียนหนังสือที่โตเกียวแล้วไปอยู่ค่ายมวยของเขา ทำให้พากย์ร่ำลากันเสียดิบดี  แต่พอรถไฟออกตัวพ้นไปเท่านั้น ปรากฏว่าเคนจิยังยืนอยู่กับพ่อที่เดิม คนที่ไปกับรถไฟมีแต่ลุงเพื่อนพ่อเท่านั้น คนพากย์ตกใจหันไปมองหน้ากัน น้าต๋อยคิดได้ก่อนจึงพากย์ถามว่า “อ้าว..ทำไมลูกไม่ไปกับรถไฟล่ะ” ศันสนีย์ก็รับมุกต่อทันทีว่า “ผมเปลี่ยนใจแล้วล่ะ ไปปีหน้าแล้วกัน กลับไปหาอะไรกินกันไหม” จนการ์ตูนจบตอนด้วยดี

“หลายคนนึกว่าเราพากย์กันเก่ง แต่ความจริงไม่ใช่ เป็นเพราะมั่วต่างหาก” น้าต๋อยกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

ด้วยลีลาที่เป็นเอกลักษณ์ บวกกับช่วงหลังที่ โดเรมอน, ดร.สลัมป์ กับหนูน้อยอาราเล่ และ ดราก้อนบอล ประสบความสำเร็จอย่างสูง ทำให้จำนวนผู้ชมช่อง 9 การ์ตูนพุ่งสูงขึ้น จนเมื่อพูดถึงการ์ตูน ทุกคนจะนึกถึงช่อง 9 ทันที ว่ากันว่าช่วงพีกสุดเคยมีการ์ตูนฉายทุกวัน วันธรรมดาเฉลี่ยวันละ 4 เรื่อง และวันเสาร์-อาทิตย์มีอีก 5 เรื่อง สูงกว่าช่องอื่นเกินเท่าตัว

แต่เมื่อกระแสการ์ตูนญี่ปุ่นฟีเวอร์ ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองหลายคนก็เริ่มออกมาติติง ตั้งคำถามว่าการ์ตูนอาจทำให้เด็กๆ เสพติดและเลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่ดี เช่นการทะเลาะวิวาท ชกต่อย หรือแต่งตัววับๆ แวมๆ หรือเปล่า ซึ่งทีมพากย์และสถานีก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เวลามีฉากที่ไม่เหมาะสม จะมีทีมเซนเซอร์คอยดูแล อย่างเรื่อง ซิตี้ ฮันเตอร์ ที่พระเอกชอบเปิดกระโปรงนางเอก ก็อาจตัดเอาฉากอื่นมาใส่แทน หรือพากย์ให้ตลกไปเลย อย่าง เซเลอร์มูน เวอร์ชันหลังๆ ที่มีฉากจูบ น้าต๋อยก็จะพูดแทรกขึ้นมาว่า “นักเรียนจูบกัน” จนฉากล่อแหลมกลายเป็นเรื่องตลกทันที

ซิตี้ ฮันเตอร์ พระเอกมันทะลึ่งมาก ตอนนั้นโดนผู้ใหญ่ในวงการตำหนิว่า เรื่องนี้ทะลึ่ง มันโป๊ เห็นกางเกงใน ผมก็บอกว่าจะเปลี่ยนให้เป็นมุก อย่างฉากเห็นกางเกงในนางเอกเป็นรูปหมีแพนด้า ผมพากย์ให้ดูเป็นเรื่องน่ารัก แบบหึ้ยยยย..หมีแพนด้า!! พอทำเสียงแบบนี้ไป เด็กก็ไม่สนใจเรื่องโป๊เลย”

นอกจากนี้ เวลามีตัวละครที่มีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงมากๆ น้าต๋อยก็จะสร้างคาแรกเตอร์ขึ้นใหม่ ยกตัวอย่างฟรีซเซอร์ ตัวร้ายใน ดราก้อนบอล ซึ่งเวอร์ชันญี่ปุ่นค่อนข้างก้าวร้าวมาก เขาก็เลยพากย์ให้บุคลิกเป็นอีกแบบไปเลย เช่น “โมกุลมาซิ! วันนี้ฉันทาเล็บมาด้วยสีด๊ำดำ เห็นปะ นี่เอาดัชนีนางไปกินหน่อย” ทำให้บรรยากาศผ่อนคลายลง ที่สำคัญ ทีมพากย์จะไม่ใช้คำหยาบเด็ดขาด เพราะทุกคนต่างตระหนักดีว่ารายการนี้มีอิทธิพลต่อเด็กและครอบครัวช่วงนั้นมากเพียงใด

ในฐานะโลโก้การ์ตูนญี่ปุ่น ตอนนั้นเขาถูกเชิญให้ไปพูดถึงเรื่องนี้หลายครั้ง และเขามักจะอธิบายว่าการ์ตูนต้องมีอรรถรสในการต่อสู้บ้างถึงจะสนุก แต่ว่าเด็กต้องได้รับการปลูกฝังสิ่งที่ดีด้วย อย่าเพิ่งรีบตัดสินว่าเด็กๆ ที่ชอบดูการ์ตูนจะโตขึ้นเป็นอย่างไร เพราะต้องใช้เวลาพิสูจน์หลายสิบปี แต่ส่วนตัวเขาเชื่อว่าเด็กๆ จะโตขึ้นไปเป็นคนดีแน่นอน

ในทางกลับกันเมื่อมีคนถามว่า การ์ตูนให้อะไรบ้าง น้าต๋อยบอกว่า ความสนุกและความอบอุ่นในครอบครัว เพราะยุคนั้นแต่ละบ้านส่วนใหญ่มีโทรทัศน์เพียงเครื่องเดียว เด็กจึงมักดูการ์ตูนพร้อมกับพ่อแม่ สงสัยอะไรก็ถาม พูดคุยกัน พ่อแม่ก็ใช้โอกาสนี้สอนลูกๆ ยิ่งทำให้ครอบครัวเหนียวแน่นและผูกพันกันมากขึ้น

น้าต๋อย เซมเบ้ น้าต๋อย เซมเบ้

3

เส้นทางนักพากย์การ์ตูนเบอร์หนึ่งเมืองไทย

“ผมอยากพากย์การ์ตูนตั้งแต่อยู่ ป.4 แล้ว”

ปู่และพ่อของน้าต๋อยเป็นพนักงานรุ่นบุกเบิกของช่อง 4 บางขุนพรหม สมัยเด็กๆ เขาจึงติดสอยห้อยตามพ่อมาช่วยงานตัดต่อและฉายหนังที่แผนกภาพยนตร์อยู่เสมอ บางครั้งก็ถือโอกาสเยี่ยมชมการทำงานของฝ่ายต่างๆ ในสถานี แต่สิ่งที่โดนใจเขาที่สุดคือการพากย์การ์ตูน ซึ่งช่อง 4 นำเข้ามาหลายเรื่อง ทั้งจากสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น

ตัวละครที่เด็กชายนิรันดร์ติดใจและชื่นชอบที่สุดคือ ‘นาโอโตะ ดาเตะ’ จาก หน้ากากเสือ ฝีมือการพากย์ของนักบรรยายกีฬาชื่อดัง ประชา เทพาหุดี ซึ่งเต็มไปด้วยเทคนิค ลีลาเร้าใจ จนเขาฝันว่า หากโตขึ้นวันหนึ่งก็อยากเป็นนักพากย์หน้ากากเสือแบบนี้บ้าง

พอขึ้นปี 2 ที่วิทยาลัยเทคโนโลยีพณิชยการราชดำเนิน จึงเริ่มมีโอกาสได้ฝึกใช้เสียงจริงจัง โดยได้ครูดีอย่าง ฉลอง สิมะเสถียร เจ้าของบทชายกลางแห่ง บ้านทรายทอง เมื่อปี 2501 และ 2513 มาช่วยฝึกเพื่อให้เป็นผู้ประกาศข่าว แต่ดูเหมือนเส้นทางนี้จะไม่เหมาะกับเขาเท่าใดจึงถูกจับโยกมาอ่านสารคดี ก่อนจะมีโอกาสได้ชิมลางการพากย์หนัง

ภาพยนตร์เรื่องแรกที่ลงเสียงเป็นหนังฝรั่งชื่อ Little House in Paris จากนั้นก็มาพากย์หนังจีนเรื่อง ขบวนการเปาเปียว แล้วก็ข้ามฟากมาพากย์ให้ช่อง 3 เรื่อง เปาบุ้นจิ้น ส่วนใหญ่มักเป็นบทรองๆ มีประโยคพูดแค่ไม่กี่บรรทัด

น้าต๋อยเล่าว่า การพากย์ยุคนั้นไม่ง่ายเลย หนึ่งคือ ยังจับสไตล์ตัวเองไม่ถูก สองคือ มีไอเดียเยอะ แต่ใส่ลงไปไม่ค่อยได้ เนื่องจากทุกคนต่างถือคติว่าต้องพากย์ให้ตรงบท ไม่ควรสอดแทรกมุกเข้าไป แต่ในอีกมุมหนึ่งก็ถือเป็นเรื่องดีที่เขาจะได้เรียนรู้เรื่องการพากย์อย่างเต็มที่ จนปี 2517 จึงได้พากย์เต็มตัวในเรื่อง พ่อลูกสาม ในบทของลูกชายคนโต

น้าต๋อยพากย์หนังอยู่หลายเรื่อง พร้อมเริ่มทำงานประจำเป็นมือตัดต่อของช่อง 9 ไปด้วย กระทั่งอายุ 25 ปีจึงได้รับโอกาสให้ฟอร์มทีมพากย์การ์ตูนเรื่อง ไดมอส ยอดขุนพล เนื่องจากช่วงนั้นทีมพากย์รุ่นใหญ่ๆ ไม่ค่อยอยากพากย์ บางคนบอกว่า ‘มันกินเสียง’ เนื่องจากต้องใช้พลังและอารมณ์สูงมาก

ช่วงนั้นเขารวบรวมทีมพากย์ได้ 4 คน โดยตัวเองรับบทเป็น กาซูย่า ตัวเอกของเรื่อง พากย์อยู่ปีหนึ่งเต็มๆ จนการ์ตูนจบชุด จึงได้รับความไว้วางใจให้ลงเสียงเรื่องที่ 2 ต่อ ในบทของนาโอโตะ ดาเตะ เรื่อง หน้ากากเสือ ซึ่งทันทีที่ทราบ ความทรงจำเก่าๆ ก็หวนกลับมาทันที

“มันเป็นเหมือนปาฏิหาริย์ ผ่านมา 10 ปีแล้วจากวันที่ผมไปยืนดูคุณประชาพากย์ มาวันนี้ ผมได้พากย์เป็นหน้ากากเสือ ขนลุกเลย และทำให้รู้สึกว่าตัวเองต้องเป็นนักพากย์แน่นอน ความจริงอาชีพหลักของผมไม่ใช่งานพากย์ แต่เป็น Copywriter Editor และต่อไปก็อยากเป็น Director แต่วันนั้นตัดทิ้งหมดเลย อยากเป็นนักพากย์อย่างเดียว”

แต่โลกความฝันกับความจริงนั้นต่างกัน เพราะช่วงแรกๆ ไม่ประสบความสำเร็จ เขายังใช้สไตล์แบบหนังฝรั่ง ทำให้เด็กไม่ติด ถึงขั้นเด็กๆ แถวบ้านบอกว่า สู้ ไอ้มดแดง ที่ฉายทางช่อง 5 ไม่ได้เลย แต่เขาก็ไม่เคยท้อถอย พยายามต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งพบสูตรสำเร็จเรื่องการใส่มุกตลกลงไป จากการดำน้ำในเรื่อง หน้ากากเสือ

หากถามว่าความตลกเหล่านี้มาจากไหน น้าต๋อยบอกว่า ไม่ได้มาจากตัวเอง เพราะนอกเวลางานเขาค่อนข้างนิ่ง ชอบฟังเพลงและอยู่กับตัวเองมากกว่า แต่ระหว่างนั้นก็จะคอยสังเกต เก็บข้อมูล สิ่งที่เกิดรอบตัวไว้ในหัว และเมื่อไปนั่งอยู่หน้าไมโครโฟน ทุกอย่างก็จะไหลออกมาเอง

“ผมไม่ได้เตรียมมุกตลก มันออกจากตัวละคร เขาเป็นคนสร้างเข้ามาในหัวผม ถ้าตลกมากๆ มันจะเปลี่ยนเป็นคำพูด น้ำเสียง พร้อมกับพยางค์ที่ยาวขึ้นกว่าเดิม ออกมาเองตามการแสดงของเขา.. เสียงผมมันเป็นแบบนี้ ซึ่งญี่ปุ่นตั้งให้เป็น Funny Man เสียงไม่ใช่คนเสียงหล่อ แต่เป็นเสียงที่ฟังแล้วมันร่าเริง สนุกสนาน แล้วเผอิญมันตรงกับคาแรกเตอร์ของตัวละครหลายๆ ตัว อย่างซาเอบะ เรียว หรือไจแอนท์ พอดี”

นอกจากนี้ เขายังพยายามเรียนรู้จากรุ่นพี่ๆ โดยเฉพาะหนังยอดมนุษย์อย่าง ไอ้มดแดง อุลตร้าแมน ซึ่งฉายทางช่อง 5 ทุกเย็นวันอังคาร-พฤหัสบดี เพื่อนำมาปรับให้การพากย์ของตัวเองให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

หลังทำงานประจำอยู่ที่ อสมท นานหลายปี ก็เริ่มอยากออกไปหาความท้าทายใหม่ๆ จึงตัดสินใจลาออก และหันมาตั้งบริษัทของตัวเอง ชื่อ Toontown Entertainment รับงานนำการ์ตูนเข้ามาฉาย แปลบทภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาไทย แต่งเนื้อเพลงประกอบ นำเข้าโชว์จากญี่ปุ่น ที่โด่งดังมากๆ ก็อย่างอุลตร้าแมนโชว์ และเจ็ทแมน รวมถึงสานฝันที่คั่งค้างมานาน ด้วยการสร้างซูเปอร์ฮีโร่เมืองไทยอย่าง Crystal Knights

การไม่อยู่ในสังกัดช่องใดช่องหนึ่งทำให้สามารถพากย์ได้อย่างอิสระ โดยนอกจากช่อง 9 การ์ตูน เขายังมีผลงานอีกเพียบ ว่ากันว่าตลอด 40 กว่าปี น้าต๋อยพากย์หนังพากย์การ์ตูนรวมกันเกือบ 10,000 เรื่อง โดยเฉพาะในยุคที่ Home Video บูมในบ้านเรา รับรองว่าทุกคนต้องเคยฟังเสียงน้าต๋อย

นักแสดงที่ลงเสียงให้ส่วนใหญ่มักมีบุคลิกสนุกสนาน เฮฮา ดูกวนๆ กุ๊กกิ๊ก น่ารัก อย่าง โจว ซิงฉือ, จิม แครี หรือ เอ็ดดี้ เมอร์ฟี บทพระเอกเท่ๆ ก็มีบ้างเหมือนกันอย่าง ทอม แฮงก์ หรือ ทอม ครูซ หากแต่ความจริงแล้ว น้าต๋อยเคยให้สัมภาษณ์ว่า ตัวเองไม่ค่อยชอบบทพระเอกเท่าใด ชอบบทพระรองกับผู้ร้ายมากกว่า เพราะผู้ร้ายในหนังฝรั่งมักจะเป็นคนธรรมดาแต่ซ่อนความรู้สึกในสีหน้า บางทีท้าทายกว่าบทพระเอกเสียอีก

“ส่วนมากผมจะเลือกบท เพราะเป็นคนแบ่งบทเอง ผู้ร้ายกวนๆ นี่ชอบมาก ผมคิดว่านักพากย์ไม่จำเป็นจะต้องพากย์เป็นตัวเอกเสมอไป จริงๆ ตัวไหนก็ได้ที่ให้เสียงเราตรงกับความรู้สึกของตัวแสดง มันก็จะประสบความสำเร็จเอง”

น้าต๋อย เซมเบ้

4

น้าต๋อย..หัวใจไม่ยอมแพ้

เสียงของน้าต๋อยมักมาพร้อมกับความสนุก ความสุข จนบางทีนึกไม่ออกว่ามุมอื่นๆ ในชีวิตของเขาเป็นอย่างไร

“ผมรู้สึกว่าไม่น่าเกิดขึ้นกับตัวผมอีกแล้ว มันเหมือนหมดยุคของผมแล้ว”  

ความรู้สึก ‘หมดไฟ’ เกิดขึ้นกับน้าต๋อยมาพักใหญ่ หนึ่งเพราะอิ่มตัวกับงานพากย์การ์ตูน ยิ่งช่วงหลังเริ่มรู้สึกว่า การ์ตูนยุคใหม่มุ่งขายแต่สินค้า ไม่ได้ใส่ใจเรื่องคุณภาพเมื่อตอนที่พากย์แรกๆ สองมาจากตัวเองเริ่มมีปัญหาสุขภาพ ทำให้ไม่สามารถทนอากาศหนาวๆ ได้นาน เขาจึงตัดสินใจถอนตัวจากรายการช่อง 9 การ์ตูน เมื่อปี 2554 เหลือเพียงแต่งานให้เสียงหนังจีนกับหนังเกาหลี ทางช่อง 7 สี ซึ่งสามารถปรับอุณหภูมิห้องให้สูงขึ้นได้

มาช่วงหลังอาการป่วยยิ่งหนักขึ้น มีโรคแทรกซ้อนหลายอย่าง ต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อยครั้ง จึงพากย์น้อยลงเรื่อยๆ จนบางครั้งก็อดคิดไม่ได้ว่าอนาคตบนสายอาชีพนี้กำลังหมดลงแล้ว

แต่ด้วยความผูกพันของเด็กๆ ที่โตขึ้นมาพร้อมกับเสียงของน้าต๋อย กลายเป็นกำลังใจที่หล่อเลี้ยงให้เขายังคงยืนหยัดต่อสู้ อย่างในช่วงที่ผ่านมาเปิดร้านกาแฟ Time Machine Cafe by Natoi Sembe อยู่ปีหนึ่งเต็มๆ มีแฟนคลับบางคนบินตรงมาจากเชียงใหม่เพื่อมาเยี่ยมและพูดคุยกับน้าต๋อย พอคุยเสร็จบินกลับเลย

ที่สำคัญ ยังมีค่ายหนังหลายแห่งชวนให้กลับมาพากย์อีกครั้ง ทั้งเรื่อง Stand by Me Doraemon, Dragon Ball Super: Broly รวมทั้ง เซเลอร์มูน ที่พากย์ให้ช่อง 9 การ์ตูนอยู่สิบกว่าตอน และล่าสุดคือ City Hunter ซึ่งน้าต๋อยบอกว่าเคยมีคนติดต่อมาให้พากย์เวอร์ชันญี่ปุ่นครั้งหนึ่ง แต่ดูแล้วรู้สึกไม่ประทับใจเท่าที่ควรจึงปฏิเสธไป ทีมงานจึงให้ลองชมตัวอย่างเวอร์ชันใหม่ที่เป็นของฝรั่งเศสทาง YouTube ก่อน แล้วค่อยตัดสินใจ

“ผมเคยพากย์การ์ตูนเรื่องนี้ตั้งแต่ปี 2527 พอเข้าไปดูแล้วตกใจเลย เพราะทุกอย่างเหมือนการ์ตูนเลย และมันเล่นทะลึ่งได้เหมือนมากทีเดียว เพราะเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของ ซาเอบะ เรียว หรือ นิกกี้ ลาร์สัน ใน City Hunter คือ มันทะลึ่ง ก็เลยมีความรู้สึกว่ามันน่าพากย์ ก็เลยตอบตกลง

“แต่มีเงื่อนไขว่า ขอพากย์คนเดียวนะ คือไม่ใช่เก่งกาจอะไรหรอก แต่ถ้าพากย์ร่วมกัน ผมจะเทคบ่อยและอีกอย่างคือต้องปรับอุณหภูมิห้องให้สูงขึ้นด้วย แล้วอย่างเรื่องมุกก็ไม่ต้องมาคิดให้ผมนะ ผมขออิมโพรไวส์เองทุกอย่าง เพราะถ้ามาคิดให้ ผมพากย์ไม่ได้ ทุกอย่างต้องออกจากหัว เขาก็ยอมให้ผมเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับสถานการณ์ ทำให้พากย์ได้สนุกขึ้น”

สไตล์การพากย์ที่เป็นเอกลักษณ์จึงอยู่ครบ ทั้งการปรับเปลี่ยนเรื่องราวให้ใกล้กับคนดูมากขึ้น อย่างในหนังตัวอย่างจะมีฉากนางเอกเปิดตู้เสื้อผ้าแล้วเจอหนังสือโป๊ที่พระเอกสะสมไว้หล่นลงมากระจายเต็มพื้น น้าต๋อยก็แก้มุกให้สนุกยิ่งขึ้น

“ตามบทพระเอกต้องแก้ต่างว่า ไม่รู้ใครลืมวางไว้ ผมก็เปลี่ยนเลย เออ..เผอิญไปงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติมา มันก็เข้ามุกดีกว่า หรือตอนที่นางเอกเอาค้อนไล่ตีพระเอกไปโดนแจกันแตก แล้วเห็นบราเซีย กางเกงในผู้หญิงที่พระเอกซ่อนไว้ในแจกัน นางเอกก็ถามว่า นี่ของใคร ตามบทบอกว่า ไปถามคนจัดดอกไม้สิ แต่ผมบอกว่า ของคุณไง จำไม่ได้เหรอ ซึ่งพอยิ่งพากย์ก็ยิ่งมีความสุข เหมือนเป็นของขวัญปีใหม่เลย”

แม้วันนี้สุขภาพจะยังไม่สมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่น้าต๋อยก็ไม่เคยหยุดความฝัน ยิ่งเวลาได้พากย์เป็นตัวละครที่สนใจ แรงบันดาลใจและไอเดียจะกลับมาขึ้นมาทันที สิ่งเหล่านี้ทำให้เขารู้สึกอยากต่อสู้ อยากมีชีวิตต่อไป

อย่างที่เขามักพูดเสมอ — หากซุนโงกุนใน ดราก้อนบอล สู้จนแขนขาดแล้วก็ยังคงลุกขึ้นสู้ได้ แล้วคนพากย์จะยอมแพ้ได้อย่างไร

น้าต๋อย เซมเบ้

เรียบเรียงจาก

  • บทสัมภาษณ์คุณนิรันดร์ บุณยรัตพันธุ์ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562
  • นิตยสารภาพยนตร์รีวิวทีวี ปีที่ 4 ฉบับที่ 54 สิงหาคม 2528
  • หนังสือพิมพ์สยามโพสต์ ฉบับวันศุกร์ที่ 18 เมษายน 2540
  • หนังสือประวัติศาสตร์ อสมท 59 ปี สื่อไทย 2495-2554
  • รายการชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร ตอน ชีวิตจริงยิ่งกว่าการ์ตูน สถานีโทรทัศน์ Thai PBS วันที่ 16 มิถุนายน 2558
  • นิตยสาร a day ปีที่ 2 ฉบับที่ 18 กันยายน 2545
  • นิตยสาร a day Bulletin ปีที่ 9 ฉบับที่ 457 วันที่ 13 มกราคม 2560
  • นิตยสาร ผู้จัดการรายเดือน ปีที่ 12 ฉบับที่ 138 มีนาคม 2538
  • เว็บไซต์ ผู้จัดการ Live วันที่ 6 ตุลาคม 2560
  • บทความชุด Doraemon: Design Thinking จาก Facebook Talk with Dr.Niphon Naksompop
  • วิทยานิพนธ์เรื่อง พัฒนาการของภาพยนตร์การ์ตูนนำเข้าจากต่างประเทศที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 9 อ.ส.ม.ท. โดย จรรยา เหลียวตระกูล

Writer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load