516 ล้านครั้ง คือยอดรับชมเพลง เชือกวิเศษ บนแพลตฟอร์ม YouTube ณ เดือนมกราคม พ.ศ. 2564

ใครหลายคนคงรู้สึกประหลาดใจ ว่าทำไมวงดนตรีที่หายหน้าหายตาไปนาน จึงกลับมาผงาดยืนหนึ่งครองแชมป์เพลงไทยที่มียอดวิวสูงสุด ก้าวผ่าน 500 ล้านครั้งเป็นเพลงแรกในประวัติศาสตร์ดนตรีไทย 

แต่ถ้าคุณได้รับรู้ถึงจุดเริ่มต้นของพวกเขาก็อาจจะเข้าใจ เพราะเมื่อ 22 ปีที่แล้ว เด็กหนุ่มธรรมดาๆ กลุ่มนี้ เคยใช้บทเพลงที่ฟังง่ายจริงใจแบบนี้ สร้างปรากฏการณ์สั่นสะเทือนไปทุกชาร์ต จุดกระแส ‘ยามฟีเวอร์’ ให้กึกก้องไปทั่วประเทศ ส่งให้พวกเขากลายเป็นแรงบันดาลใจของคนตัวเล็กๆ ว่าสามารถสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้เหมือนกัน

หากแต่ความสำเร็จที่ทุกคนเห็นวันนี้ มีเบื้องหลังและต้องแลกมาด้วยอะไรมากมาย ยอดมนุษย์..คนธรรมดา จึงขอพาทุกคนมาพูดคุยกับ 3 สมาชิก Labanoon เมธี อรุณ นักร้องนำ-มือกีตาร์ อนันต์ สะมัน มือเบส และ สมเมย์-ณัฐนนท์ ศรีศรานนท์ มือกลอง ถึงเรื่องราวของชีวิตที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ และการกลับมาในอัลบั้มชุดที่ 9 เดลิเวอรี่ ซึ่งพวกเขาอยากย้อนเวลาไปยังจุดเริ่มต้นของตัวเองอีกครั้ง

จากวงดนตรีมัธยมผู้จุดกระแสยามฟีเวอร์ สู่การกลับมาอีกครั้งในอัลบั้มชุดที่ 9 ของ Labanoon

01

โชคชะตาชักนำ

รู้หรือไม่ว่า เมื่อเริ่มตั้งวง Labanoon ไม่ได้มีนักร้องนำชื่อเมธี ไม่ได้มีมือเบสชื่ออนันต์ และแน่นอน สมเมย์ ก็ไม่ใช่มือกลองของพวกเขา

ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2539 เมธี เด็กหนุ่มจากอำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อมาเรียนต่อชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนอิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทย

ครั้งนั้นเขาพบกับรุ่นพี่ชื่อว่า สมพร ยูโซ๊ะ ซึ่งมีบ้านเกิดที่นราธิวาสเหมือนกัน ทั้งคู่สนิทกันอย่างรวดเร็ว เมื่อสมพรฟอร์มวงดนตรีกับเพื่อนก็ชักชวนน้องรักมาเป็นมือกีตาร์ โดยที่ตัวเองรับตำแหน่งมือกลอง

วงดนตรีที่ตั้งขึ้นมีชื่อว่า Labanoon เป็นภาษาอาหรับ แปลว่า นมสด 

“ตอนนั้นมีหลายชื่อ เช่น Green Boy แต่เราชอบ Labanoon ที่สุด เพราะรู้สึกว่านมสดอาจจะดูจืดๆ เหมือนไม่มีอะไร แต่กินแล้วมีค่า เราอยากเป็นวงที่ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่มีอะไรบางอย่างในตัว ซึ่งต่อมาเราก็เป็นแบบนั้นจริงๆ ถ้าสังเกตเพลงของเราแทบไม่มีอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่มาใส่เลย เป็นดนตรีที่เป็นเครื่องดนตรีจริงๆ ไม่ได้สังเคราะห์อะไรทั้งนั้น” เมธีอธิบายนิยามชื่อวง

เริ่มแรก Labanoon เป็นแค่วงที่เล่นสนุกๆ อยู่ในโรงเรียน กระทั่งปีถัดมา คลื่น 91.5 Hotwave จัดประกวดวงดนตรีนักเรียนมัธยม Hotwave Music Award ครั้งที่ 2 พวกเขาจึงส่งผลงานเข้าแข่งด้วย

จากวงดนตรีมัธยมผู้จุดกระแสยามฟีเวอร์ สู่การกลับมาอีกครั้งในอัลบั้มชุดที่ 9 ของ Labanoon

“จริงๆ พวกเราไม่ได้ใฝ่ฝันหรือคิดจะเข้าวงการ ดนตรีก็ไม่เคยเรียนมาก่อน แต่ช่วงนั้น Hotwave เป็นคลื่นที่ร้อนแรงมาก เด็กวัยรุ่นทุกคนต้องฟัง FM 91.5 พอมีโครงการนี้เราก็เลยคิดว่าน่าลองดู”

แต่ก่อนประกวดก็เกิดเหตุการณ์ ทำให้ต้องแก้ปัญหาไม่หยุด ตั้งแต่มือเบสย้ายโรงเรียนไปอยู่ที่เชียงใหม่ ต้องหาสมาชิกใหม่ พอดีเพื่อนของเมธีแนะนำว่ามีเพื่อนร่วมรุ่นคนหนึ่ง ชื่อ อนันต์ เล่นเบสเก่งมาก น่าจะชวนมาร่วมวง

“ไม่รู้จักกัน ไม่เคยคุยกันเลย อยู่คนละห้องด้วย แต่อยู่ชั้นเดียวกัน เมธีเป็นเด็กหอ ผมเป็นเด็กบ้าน ปกติเด็กสองกลุ่มนี้ไม่ค่อยถูกกัน แต่เพื่อนเขาอยู่ห้องเดียวกัน สำหรับผมถือว่าเป็นโชคชะตาจริงๆ” อนันต์เล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

แต่ที่หนักสุดคือก่อนส่งใบสมัครไม่กี่วัน นักร้องนำเกิดขอถอนตัวกะทันหัน เนื่องจากร้องไม่ไหว เมื่อหานักร้องใหม่ไม่ทันแล้ว เมธีจึงจำเป็นต้องทำหน้าที่นี้แทน

เป็นจุดเริ่มต้นของ Labanoon ยุคคลาสสิก – เมธี, อนันต์ และสมพร 

ครั้งนั้นพวกเขาส่งโดเมให้ Hotwave 4 เพลง ประกอบด้วย เพลงจิงเกิลของ Hotwave ซึ่งสถานีกำหนดเนื้อเพลงมาให้แล้ว ส่วนทำนองปล่อยให้วงสร้างสรรค์กันเอง โดยพวกเขาแต่งออกมาเป็นเพลงสไตล์อาหรับหน่อยๆ ซึ่งต่อมาถูกต่อยอดเป็นเพลง ยาม ส่วนเพลงอื่นก็มี SHA-LA-LA-LA ของ Pookie, หลอน ของ Blackhead และ เหงา ของ A-MOB ซึ่งทุกเพลงล้วนเคยติดชาร์ต 20 อันดับของ Hotwave

พวกเขาไม่คาดหวังถึงชัยชนะ เพราะมีคู่แข่งมากถึง 215 วง แต่ผลงานของ Labanoon ก็โดดเด่นผ่านด่าน 30 วง จนเข้ามาแสดงให้กรรมการชมสดๆ ที่ Hollywood Place รัชดา ได้สำเร็จ

ขณะที่ทุกวงเตรียมเครื่องดนตรีมาแบบจัดเต็ม Labanoon กลับมีแค่ไม้กลองคู่เดียว ส่วนที่เหลือก็มาใช้ของส่วนกลาง ทว่าด้วยเสียงร้องที่โดดเด่นไม่เหมือนกันใคร และการเล่นสดที่สนุกเกินคำบรรยาย ทำให้พวกเขาชนะใจกรรมการ ทะลุเข้ารอบ 10 วงสุดท้ายได้แบบไม่น่าเชื่อ

จากวงดนตรีมัธยมผู้จุดกระแสยามฟีเวอร์ สู่การกลับมาอีกครั้งในอัลบั้มชุดที่ 9 ของ Labanoon

ในวันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2540 ทั้งสามคนขึ้นเวทีอีกครั้งในชุดลูกเสือสำรอง มีเพื่อนฝูงมาเชียร์กันเพียบ พวกเขาจับสลากได้ขึ้นเล่นเป็นวงแรก ถึงรู้ว่าสู้ยาก แต่พวกเขาก็แสดงกันเต็มที่

หากใครย้อนไปดูเทปวันนั้น จะพบว่า Labanoon สามารถเนรมิตเวทีให้เป็นคอนเสิร์ตของตัวเอง ถึงขั้นผู้ชมที่มาเชียร์เพื่อนวงอื่นๆ ยังส่งเสียงร้องและกระโดดตาม

“นี่เป็นเวทีตื่นเต้นที่สุดในชีวิตแล้ว ไม่มีเวลาไหนที่เราทำให้เราใจสั่นได้เท่ากับครั้งนั้น ต่อให้เป็นเวทีใหญ่ๆ อย่าง G19, Big Mountain หรือคอนเสิร์ตเปิดกล่องของ Labanoon เองก็ตาม จำได้ว่าตอนนั้นมือสั่นผึ่บๆๆ เลย ความจริงเราไม่ได้สนุกนะ เราเครียดมากกว่า แต่ไม่รู้จะทำให้หายเครียดได้ยังไง ก็เลยกระโดดบนเวทีเลย” เมธีย้อนเวลา 

สุดท้ายพวกเขาไม่ได้รางวัลใดๆ กลับบ้าน แต่การแสดงที่เปี่ยมด้วยพลังก็เข้าตาใครหลายคน

หลังผ่านไปได้เกือบเดือน สมาชิกแต่ละคนแยกย้ายกลับไปตั้งใจเรียนหนังสือ วันหนึ่งอนันต์ก็ได้รับโทรศัพท์จากค่ายเพลง 2 แห่งว่าสนใจอยากให้เข้ามาพูดคุยด้วย

ทั้งสามมุ่งหน้าสู่ตึกซีมิคทาวเวอร์บี สุขุมวิท 21 ก่อน เมธีกับอนันต์ยังจำได้ดีว่า Grammy ในเวลานั้นใหญ่มาก มีคนเดินไปเดินมาเต็มไปหมด พอเข้าไปคุยกับฝ่ายพัฒนาศิลปิน เขาก็ให้ลองกลับไปเขียนเพลงแล้วมาเสนอ หลังจากนั้นอีก 2 – 3 วันต่อมา พวกเขาก็พากันนั่งรถเมล์ไปซอยพร้อมศรี 1 สุขุมวิท 39 เพื่อพูดคุยกับค่ายแมลงดนตรี

จากวงดนตรีมัธยมผู้จุดกระแสยามฟีเวอร์ สู่การกลับมาอีกครั้งในอัลบั้มชุดที่ 9 ของ Labanoon

พวกเขาไม่เคยทราบว่า Music Bugs เคยผลิตผลงานอะไรมาก่อน หรือ เอก-ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ เจ้าของค่ายเป็นใคร มาจากไหน

ธเนศสัมภาษณ์ทั้งสามคมอย่างละเอียด รวมทั้งบอกว่าจะให้ค่าแต่งเพลง เพลงละ 15,000 บาท หากแต่งครบอัลบั้มก็เท่ากับ 150,000 บาท ซึ่งถือว่าสูงมาก ใช้เรียนจนจบปริญญาตรีได้เลย ด้วยบรรยากาศที่อบอุ่นกว่า บวกกับความเชื่อมั่นที่ธเนศมีให้ ทำให้พวกเขาตัดสินใจเลือกค่ายเล็กแห่งนี้เป็นจุดตั้งต้น

“ตอนเซ็นสัญญา เราถามตัวเองว่าจริงเหรอ เรากำลังจะได้ออกอัลบั้มนะ เป็นไปได้เหรอ” เมธีเปิดประเด็น

“แฟนพี่เอกเขายังทักเลยว่า พี่เอาพวกนี้มาทำไม คิดดีแล้วเหรอ” อนันต์เล่าต่อ

“ลองคิดดู เต๋า สมชาย, ศรราม ดังขนาดไหน พื้นฐานของยุคนั้น เพลงดังไม่ดังไม่รู้ แต่หน้าตาต้องมาก่อนแล้ว ชนะเกินครึ่งแล้ว ขณะที่พวกเราดำมาก แต่พี่เอกก็บอกว่าเขาชอบ พวกเราสนุกดี” เมธีช่วยสรุปจบให้

นั่นเองคือจุดเริ่มต้นของตำนานวงดนตรีที่ยังยึดครองใจของแฟนเพลงมาต่อเนื่องกว่า 20 ปี

จากวงดนตรีมัธยมผู้จุดกระแสยามฟีเวอร์ สู่การกลับมาอีกครั้งในอัลบั้มชุดที่ 9 ของ Labanoon

02

กว่านมสดจะพร้อมดื่ม

“จริงๆ เพลง ยาม ยังมีอีกเนื้อหนึ่ง คือ “..จากวันนั้นที่ KFC นัดเธอที่ McDonald..” ตอนนั้นถกกันเยอะมาก แต่สุดท้ายก็เลือกที่พี่เหนือ (เหนือวงศ์ ต่ายประยูร) เขียนมา” เมธีย้อนที่มาของบทเพลงสร้างชื่อให้ Labanoon

“ไม่รู้ว่าถ้าเลือกอีกเนื้อจะเป็นยังไง ตอนนั้นอาจเพราะกลัวเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์ด้วยมั้ง มีชื่อทุกร้านเลย” อนันต์ตบท้ายพร้อมเสียงหัวเราะ

แม้เหตุการณ์นี้อาจดูเป็นเรื่องชวนขำ แต่อีกมุมกลับสะท้อนให้เห็นว่า กว่าที่อัลบั้มหนึ่งจะสำเร็จเป็นรูปเป็นร่างนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โดยเฉพาะเมื่อสมาชิกทั้งสามคนต่างไม่เคยมีพื้นฐานด้านดนตรีมาก่อน

ครั้งนั้น ธเนศต้องลงมาควบคุมการทำงานของ Labanoon แบบใกล้ชิด เขาสอนทุกอย่าง ตั้งแต่วิธีการร้อง จังหวะหนึบ จังหวะเด้งเป็นยังไง วิธีอัดเพลง พาไปซื้อเสื้อผ้า ไปจนถึงสอนความรับผิดชอบในฐานะศิลปิน 

หลายคนอาจไม่ทราบว่ากว่าเพลง ยาม จะปรากฏสู่ผู้ฟังทั่วประเทศ เมธีต้องร้องเป็นร้อยๆ เที่ยว ตั้งแต่เช้ายันเย็น พอร้องเพี้ยนก็ต้องร้องใหม่หมด แม้จะรู้สึกท้อจนอยากเลิก แต่สุดท้ายก็ต้องพยายามสู้เพื่อให้ได้ผลงานออกมาดีที่สุด

จากวงดนตรีมัธยมผู้จุดกระแสยามฟีเวอร์ สู่การกลับมาอีกครั้งในอัลบั้มชุดที่ 9 ของ Labanoon

“พี่เอกสอนเยอะมาก ทำให้เราเข้าใจว่ามืออาชีพเป็นยังไง มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมบอกไม่อยากร้องเลย ไม่มีอารมณ์ พี่เอกบอกว่า ถ้าคนอื่นบอกว่าไม่มีอารมณ์บ้างจะเป็นยังไง ทุกอย่างเป็นค่าใช้จ่ายหมด ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าห้องอัด คือมันไม่ใช่แค่ Labanoon เท่านั้น แต่ยังมีส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งฝ่ายพีอาร์ ฝ่ายโปรดักชันต่างๆ การเป็นมืออาชีพจึงไม่ได้เกิดจากอารมณ์ แต่เป็นเรื่อง Professional เช่น ถ้าเราจะขึ้นเวที ต่อให้มีอารมณ์หรือไม่ ก็ต้องทำเต็มที่” เมธีทบทวนความหลัง

กว่าจะไปถึงจุดนั้น ทีมงานต้องดึงศักยภาพและเรื่องราวของศิลปินออกมาให้ได้มากที่สุุด ดังเช่นที่ธเนศเคยให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อ พ.ศ. 2544 ถึงเคล็ดลับการสร้างเพลงแบบ Music Bugs ในยุคนั้น

“อย่างแรกเลย ต้องเตะหู ส่วนจะเตะด้วยอะไรก็สุดแล้วแต่ อาจเป็นความเท่ของซาวนด์หรือความแปลกของรูปแบบ แต่ฟังแล้วต้องสะดุดจนอยากกลับไปฟังใหม่อีกเรื่อยๆ อย่างที่สอง มันมีอะไรใหม่ๆ ในนั้นไหม สิ่งที่บ่งบอกว่า นี่คือบุคลิกของศิลปินคนนั้น เราหมายถึงสิ่งที่เป็นตัวของคุณเอง และเมื่อเอาสองอย่างมากองเข้าด้วยกัน มันออกมาลงตัวไหม ถ้ามีทั้งหมดที่ว่ามานี้ เราถือเป็นเพลงที่ดี 

“เพราะหนึ่ง มันสะดุดหู สอง มันมีอะไรใหม่ๆ และสาม มันเป็นตัวของคุณเอง ที่เหลือก็คือปล่อยให้มันทำหน้าที่เพลงที่ดีของมันไป” 

เพราะฉะนั้น ก่อนเริ่มงาน จึงต้องมีการพูดคุยกับสมาชิกวงแบบทุกซอกทุกมุม ตั้งแต่ความฝัน ความชอบ ประสบการณ์ที่ผ่านมาในชีวิต ทำไมถึงแต่งเมโลดี้แบบนี้ออกมา มีอะไรอยู่ในหัว จากนั้นก็ค่อยๆ กลั่นกรองออกมาเป็นประเด็น แล้วนำมาขึ้นกระดานเพื่อถกกัน กระทั่งได้เนื้อเพลงที่เหมาะกับ Labanoon จริงๆ

“ถ้าสังเกตเพลงของเราไม่ได้แตกต่างกันมาก คือนอบน้อม ถ่อมตน ต่ำต้อย เป็นตัวแทนของระดับล่างๆ ไม่ได้ไฮโซ ไม่ได้มีความเท่ เพราะตัวเราเป็นแบบนั้นจริงๆ คือไม่ได้หรูหรา หรือทำเพลงด้วยศาสตร์อะไรสูงๆ จำนั่งว่าตอนประชุมมีพี่เอกนั่งอยู่หัวโต๊ะ แล้วก็มีพี่กบ Big Ass (ขจรเดช พรมรักษา) เราต้องตกผลึกกันจริงๆ เพราะกว่าจะได้ 10 เพลงมา ต้องแต่งออกมา 20 กว่าเพลงเลยเพื่อคัดเลือก เพลงนี้ผ่าน เพลงนี้ไม่ผ่าน” เมธีเล่าบรรยากาศภาพการทำงาน

จากวงดนตรีมัธยมผู้จุดกระแสยามฟีเวอร์ สู่การกลับมาอีกครั้งในอัลบั้มชุดที่ 9 ของ Labanoon

“ตอนนั้นทีมเขียนเนื้อเองก็เพิ่งฟอร์มทีมเหมือนกัน พูดง่ายๆ ที่นี่ก็เป็นคล้ายๆ Academy ซึ่งพี่กบเขามาลงเรียน แล้วค่อยๆ พัฒนาต่อยอดจนกลายเป็น Mango Team” อนันต์ช่วยเสริม

หลังใช้เวลาทำงานนานเกือบปี ในที่สุดอัลบั้มแรกของพวกเขาก็ลุล่วง

Labanoon อัลบั้มนมสด วางแผงเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2541 โดยแทบไม่มีสื่อในมือเลย อย่างแผ่นที่ส่งตามสถานีต่างๆ ก็ต้องรอลุ้นว่าดีเจจะเปิดให้หรือไม่ เช่นเดียวกับมิวสิกวีดิโอก็มีเผยแพร่แต่ในเคเบิลทีวีเป็นหลัก 

แต่ด้วยเอกลักษณ์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ทำให้เพลงเปิดหัวอย่าง ‘ยาม’ ทะยานขึ้นชาร์ตอันดับ 1 แทบทุกคลื่นวิทยุ เด็กมัธยม-มหาวิทยาลัยต่างก็ร้อง “..ไม่ได้ยินว่ารัก ฉันก็ยังไม่ไป ต้องหลับในตรงนี้ก็ตาม ไม่ได้ยินว่ารัก ฉันจะขอเป็นยาม อยู่ประจำจนเช้าทุกวัน เฝ้าบ้านให้เธอ..” กันทั่วประเทศ

ไม่เพียงแค่นั้น ความโด่งดังของ ยาม ยังลากเพลงอื่นๆ เช่น หนักใจ เข้ามาอยู่ในกระแสนิยมด้วย ส่งผลให้พวกเขามีคิวงานเข้ามาเต็มไปหมด แต่ที่ไม่เซอร์ไพรส์สุดคือ อัลบั้มนี้มียอดขายเกินล้านตลับ นับเป็นครั้งแรกของ Music Bugs

จากวงดนตรีมัธยมผู้จุดกระแสยามฟีเวอร์ สู่การกลับมาอีกครั้งในอัลบั้มชุดที่ 9 ของ Labanoon

“จำได้ว่าตีคู่กับเพลง ประเทือง ของพี่ไท ธนาวุฒิ คือดังจากตัวเพลงมากกว่า คนไม่ค่อยรู้จักวง” อนันต์เปิดเรื่อง 

“ใช่ๆ คือคนไม่เคยเห็นหน้า เขาฟังจากวิทยุเป็นหลัก ผมยังใส่กางเกงบอล ใส่เสื้อบอล นั่งรถเมล์มา Music Bugs อยู่เลย คือจริงๆ ต้องยอมรับว่าเราไม่เคยตั้งเป้าว่าชุดนั้นจะขายได้ล้านตลับ ได้แค่หมื่นตลับก็ดีใจแล้ว” เมธีกล่าวตาม

“ตอนนั้นเขาบอกว่าต้องขายให้ได้ 30,001 ม้วนขึ้นไป เราถึงจะได้ม้วนละสามบาท หารกันก็เหลือม้วนละบาท ถ้าขายได้สามหมื่นม้วนก็ยังไม่ได้เงิน” อนันต์ขยายความ

ความสำเร็จครั้งนั้นเปลี่ยนชีวิตของเด็กมัธยมสามคนจากหน้ามือเป็นหลังมือ อย่างเมธีก็นำเงินก้อนที่ได้ไปซื้อที่ดินและซื้อบ้านให้แม่อยู่ ซื้อรถคันเล็กๆ ให้ตัวเองขับ ที่เหลือก็นำไปเป็นทุนการศึกษาส่งตัวเองเรียน

หากแต่ยอดขายที่สูงไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันว่าพวกเขาจะเป็นเบอร์ 1 ตลอดไป ในอัลบั้มชุดที่ 2 จึงเต็มไปด้วยความกดดันและการทำงานที่หนักหน่วงไม่แพ้กัน

“เราใช้หลักให้แต่ละเพลงแข่งกันเอง อย่างชุดแรกมีหนักใจ พอชุดที่สอง เรามี บังอาจรักเธอ ถามว่าสู้เพลงเดิมได้ไหม ถ้าไม่ได้ก็แต่งใหม่ คือเราทำงานกันหนักมาก ท่ามกลางความรู้สึกว่าแต่งยังไงก็ยังไม่พอ ซึ่งถ้าเรายอมรับจุดนั้นไม่ได้ก็จบ” เมธีเล่าเบื้องหลังการทำงาน

“แต่โชคดีที่เราไม่มีอีโก้ เราพร้อมเปิดใจรับฟัง” อนันต์ช่วยเสริม

“ทีมพี่เอกเขาอาจมีเซนส์บางอย่างที่รู้ว่าเพลงนี้ถูกจริตคนไทย บางทีเขาก็บอกว่าเพลงนี้มีแวว ลองขยับฮุกให้มันพุ่งหน่อยได้ไหม เอามาเจียน มาตัด มาทอน ให้มันดี ท่อนนี้ไม่จำเป็น ดูยึกยือ ตัดออกเลย หรือบางเพลงเรียบเรียงออกมาแล้วเชยไปก็ไม่ได้ คือกว่าจะเสร็จเพลงหนึ่ง กว่าจะได้ผ่าน ต้องมีร้อง” นักร้องนำลงรายละเอียดให้เห็นภาพ

ผลจากความทุ่มเทสุดกำลัง ส่งให้อัลบั้ม 191 ขายดีไม่แพ้ชุดแรก มีเพลงฮิตเต็มไปหมด ทั้ง 191, บังอาจรักเธอ, แอบรัก, รางวัลปลอบใจ และยังแรงมาถึงอัลบั้มที่ 3 คนตัวดำ ซึ่งทำยอดขายทะลุล้านตลับเช่นกัน

จากวงดนตรีมัธยมผู้จุดกระแสยามฟีเวอร์ สู่การกลับมาอีกครั้งในอัลบั้มชุดที่ 9 ของ Labanoon

“จำได้ว่า ช่วงนั้นเพลงเราดังมาก คลื่นทางใต้เจ็ดถึงแปดเพลงเป็นของเราหมดเลย แล้วก็ยังเป็นขึ้นอันดับหนึ่งอีกหลายจังหวัด คือบางคนอาจจะคิดว่า Labanoon ดังแค่ทางใต้ แต่ไม่ใช่ อย่างเราไปโคราช นึกว่า F4 อ๋อไม่ใช่ Labanoon ต่างหาก” อนันต์เล่าไปยิงมุกไป

Labanoon ออกอัลบั้มกับ Music Bugs ต่อเนื่องถึง 6 ชุด แม้ช่วงหลังกระแสพูดถึงบนสื่ออาจซบเซาลงไปบ้าง แต่คิวการแสดงยังแน่นเหมือนเดิม แต่แล้ววันหนึ่งพวกเขาก็ตัดสินใจหยุดวงชั่วคราว

ปัจจัยหลักมาจากความเปลี่ยนแปลงภายในค่าย คนเบื้องหลังที่ทำงานร่วมกันมาตลอด เช่น Big Ass ก็ย้ายสังกัดไปอยู่ Genie Records อีกส่วนเป็นเพราะความอิ่มตัว เนื่องจากตลอด 8 ปีที่ผ่านมา พวกเขาวนเวียนอยู่ในถนนสายดนตรีจนแทบไม่มีชีวิตด้านอื่นเลย จึงอยากหาประสบการณ์ชีวิตใหม่ๆ บ้าง

ส่งผลให้ชื่อของ Labanoon ค่อยๆ หายไปจากสารบบเพลงไทยในช่วงเวลาหนึ่ง

03

จากวันที่เกือบเลิก

แม้เป็นการหยุดพัก แต่ดูเหมือนสมาชิก Lababoon ต่างคนก็ต่างแยกย้ายไปตามเส้นทางของตัวเอง

เมธีเรียนต่อปริญญาโทที่คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ จากนั้นก็ได้รับการชักชวนให้ลงการเมืองท้องถิ่นที่จังหวัดสตูล โดยรับตำแหน่งเลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล แต่ใน พ.ศ. 2552 กลับเจออุบัติเหตุทางการเมืองต้องเว้นวรรค จึงหันเหไปเป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ตามความต้องการของแม่

ขณะที่อนันต์หันไปทำงานประจำ เป็นพนักงานดูแลฝ่ายไอทีให้แก่บริษัทโทรศัพท์มือถือเจ้าหนึ่ง

มีแต่เพียงสมพรเท่านั้นที่ยังโลดแล่นในวงการดนตรี โดยโยกย้ายไปเป็นมือกลองให้วงกะลาแทน

จากวงดนตรีมัธยมผู้จุดกระแสยามฟีเวอร์ สู่การกลับมาอีกครั้งในอัลบั้มชุดที่ 9 ของ Labanoon

ในห้วงสุญญากาศ พวกเขาแทบไม่มีความคิดที่จะกลับมารวมตัวทำดนตรี ด้วยเชื่อว่ายุคสมัยของ Labanoon สิ้นสุดลงแล้ว ครั้งนั้นเมธีถึงขั้นเกือบเอากีตาร์ที่เก็บไว้ไปขาย

กระทั่งใน พ.ศ. 2553 ก็มีจุดพลิกสำคัญเกิดขึ้น เมื่อเมธีเปิดวิทยุฟังแล้วเจอเพลงของ Labanoon ครั้งนั้นดีเจพูดว่า ไม่รู้วงนี้หายไปไหน พอวันรุ่งขึ้นก็ยังได้ยินอีก บวกกับเวลานั้นไปไหนก็มักมีแต่คนถามว่าไม่ออกอัลบั้มแล้วเหรอ ทำให้เขากลับมาทบทวนชีวิตตัวเองว่า เส้นทางสายนักวิชาการที่เลือกเป็นสิ่งที่อยากทำจริงๆ หรือไม่

“การเป็นอาจารย์สอนปริญญาตรี อย่างน้อยต้องต่อดอกเตอร์ ต้องใช้ทุน รายได้เดือนหนึ่งสองหมื่นกว่าบาท ขณะที่เราเล่นคอนเสิร์ตงานหนึ่งก็ได้แล้ว ที่ผ่านมา Labanoon ให้อะไรกับเราเยอะมาก เรายังอยากจะหนีอีกเหรอ แต่อีกมุม เราเห็นพี่ๆ หลายคนที่ไม่รอดก็กลัวเหมือนกัน สุดท้ายเราก็เลือกจะกลับมา คงเป็นโชคชะตาให้เดินมาทางนี้” 

เมธีตัดสินใจโทรศัพท์ไปหาอนันต์ ชักชวนให้กลับมาฟอร์มทีมกันอีก อนันต์ใช้เวลาคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนตอบตกลง พร้อมกับลาออกจากงานที่มั่นคงเพื่อมาโฟกัสกับงานดนตรีเต็มที่

หากแต่การคืนเวทีครั้งนี้ Lababoon เหลือสมาชิกเพียง 2 คนเท่านั้น

“ตอนหยุดไปกะลา วงแตก หนุ่ม (ณพสิน แสงสุวรรณ) ฟอร์มวงใหม่ เลยเอาพี่สมพรไป ส่วนผมกับอนันต์หลุดแล้ว คือไม่ได้อยู่ในวงการ ถ้าเอาพี่พรกลับมา หนุ่มก็ต้องหามือกลองคนใหม่” เมธีเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงของวง

“อีกอย่างคือเขากำลังเวิร์กอยู่ แต่เราลูกผีลูกคน ไปดึงกลับมาก็ไม่รู้ว่าเวิร์กหรือเปล่า” อนันต์เสริมภาพให้ชัดขึ้น

อัลบั้มชุดที่ 7 พวกเขายังอยู่ภายใต้สังกัด Music Bugs โดยระหว่างนั้นก็ควานหามือกลองคนใหม่ควบคู่ไปด้วย กระทั่งมาลงตัวที่ สมเมย์ อดีตมือกลองวง Oblivious

“เราอยู่ค่ายเดียวกัน เคยแจมกันมาก่อน” อนันต์เท้าความสัมพันธ์กับสมเมย์ 

“ผมเห็นเขาเป็นคนสนุก น่าจะตีกับเราได้ ก็เลยชวนมา นี่คือพื้นฐานการทำงานกับ Labanoon เราเน้นความสนุกก่อน ทำแล้วมีความสุข เราไม่ได้ต้องการเทพอะไรแบบนั้น ซึ่งสุดท้ายเขาก็ตีกับเราได้จริงๆ” เมธีพูดถึงน้องเล็กของวง

“ตอนแรกไม่มั่นใจเลย เหมือนเรากับต้องเรียนรู้การใช้ชีวิตด้วยกัน จำได้ว่าใช้เวลาอยู่กับพี่ๆ นานสามเดือน ไปซ้อม ไปอยู่ ไปกินด้วยกัน กลับบ้านพร้อมกัน คลุกคลีอยู่ตรงนั้นก่อน ถึงมาเริ่มเล่นคอนเสิร์ตด้วยกันจริงๆ” สมเมย์เสริม

แต่ด้วยร้างราเวทีมานาน เมธีกับอนันต์ยอมรับตามตรงว่ารู้สึกกดดันและท้าทายไม่น้อย เพราะไหนจะต้องรื้อฟื้นการเล่นดนตรีใหม่ ต้องหวนกลับไปฟังเพลงเก่าๆ อีกหน แต่ถึงอย่างนั้นทั้งสองก็ยังมั่นใจว่า ถึงตลาดจะเปลี่ยนไปสักเพียงใด แต่กลุ่มคนที่รักและติดตาม Labanoon ก็ยังมีอยู่ เพราะสิ่งที่ Labanoon นำเสนอออกไปไม่มีใครเลียนแบบได้

จากวงดนตรีมัธยมผู้จุดกระแสยามฟีเวอร์ สู่การกลับมาอีกครั้งในอัลบั้มชุดที่ 9 ของ Labanoon

ดังคำสัมภาษณ์ของเมธีเมื่อ 10 ปีก่อนที่ว่า “เรามีแนวเพลงของเรา ต่อให้กระแสอีโมหรือสกาจะมา Labanoon ก็ยังเป็นแนว Labanoon ไม่ตามกระแส เหมือนเพลง ยาม ฟังเมื่อสิบสองปีที่แล้ว มาตอนนี้ก็ยังฟังได้.. หรือเวลาไปเล่นงานกาชาด คนจ้างบอกว่าจ้าง Labanoon ขาดทุนน้อยที่สุด คนดูเยอะสุด เพราะเวลาเราเล่นบนเวทีชั่วโมงหนึ่ง เราใส่เต็มที่ เราคิดว่าเราเป็นอมตะได้เพราะปากต่อปาก คนบอกต่อว่าเราเล่นประทับใจ มีลูกก็จะเล่าให้ลูกฟัง”

เพราะฉะนั้น แม้อัลบั้ม Keep Rocking อาจไม่โด่งดังเหมือนผลงานก่อนหน้านี้ แต่อย่างน้อยๆ ก็เป็นการยืนยันว่า พวกเขาพร้อมแล้วที่จะกลับมาโลดแล่นบนเส้นทางสายนี้อีกครั้ง 

“ถ้าย้อนกลับไปไม่ใช่ว่า Labanoon ไม่มีงาน ความจริงเรามีเยอะ เพียงแต่ไม่ค่อยมีภาพออกมาเท่านั้น จนพี่กบบอกว่า โพสต์คิวงานบ้างเถอะ เพราะตอนนั้นคนนึกว่า เราเงียบไปแล้ว เพลงไม่มา เป็นวงที่เก่าๆ ไปแล้ว” อนันต์อธิบาย

“จำได้ว่าบางเดือนเรามีงานยี่สิบแปดวัน ส่วนอีกสองวันอยู่ในรถตู้” สมเมย์เสริมพร้อมเสียงหัวเราะ

“โชคดีที่ Labanoon ไม่เคยตก ผ่านเกณฑ์ตลอด เพียงแต่ถ้าคะแนนเต็มสิบ บางครั้งเราอาจจะได้หกหรือเจ็ด แต่เราไม่เคยได้หนึ่งหรือสอง คือเราพยายามประคองตัวเองเสมอ” เมธีช่วยสรุปให้

หลังหมดสัญญากับ Music Bugs พวกเขายังคงเดินหน้าทำผลงานชุดใหม่ โดยครั้งนั้นพวกเขายังลังเลว่าจะทำงานแบบใต้ดิน หรือไปอยู่ค่ายใหม่แห่งหนึ่งซึ่งเพิ่งตั้งขึ้น และมีศิลปินยุคเดียวกันไปร่วมงานหลายวง 

พอดีจังหวะนั้น กบ Big Ass โทรศัพท์มาหาเมธี เพื่อถามไถ่ถึงชีวิตที่ผ่านมา และพูดคุยเกี่ยวกับอนาคตของวง ซึ่งเหตุการณ์นั้นเองที่ทำให้พวกเขากลายมาเป็นสมาชิกใหม่ของ Genie Records

“ตอนนั้นไม่ได้คิดว่าจะมาอยู่ที่นี่ เพราะคิดว่าเขาคงไม่รับ แต่พี่กบบอกว่า คิดถึง Labanoon แล้วถามว่าจะเอายังไงต่อ เลยบอกแกว่า ผมไม่ได้คิดว่าค่ายจะทำให้ประสบความสำเร็จ สิ่งที่เราต้องการจริงๆ คือทีม ผมต้องการพี่กบ ต้องการพี่เหนือ ต้องการทีมสมัยที่เราเคยอยู่ Music Bugs พวกพี่อยู่ตรงไหน ผมก็อยู่ตรงนั้น แกเลยบอกว่า มาอยู่กับพวกเราแล้วกัน จากนั้นพี่กบ พี่อ๊อฟ (พูนศักดิ์ จตุระบุล) ก็พามาเซ็นสัญญา” เมธีเล่าถึงก้าวย่างสำคัญของวง

“พอมาถึง พี่นิค (วิเชียร ฤกษ์ไพศาล ผู้ก่อตั้ง Genie Records) ก็พูดว่า Labanoon เป็นเหมือนจิ๊กซอว์ตัวหนึ่งที่ขาดไปในวงการเพลง เขายินดียินงามด้วย สนับสนุน เราจึงเลยเลือกจะอยู่ที่นี่” อนันต์ช่วยเสริม

การเข้าสังกัดค่ายใหญ่เปลี่ยนชีวิตของพวกเขาไปไม่น้อย อย่างแรกคือ Labanoon เริ่มกลับมาเป็นที่รู้จักในวงกว้างอีกครั้ง โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ เช่นเดียวกับเรื่องโปรดักชันที่มีคุณภาพมากขึ้น ทั้งการบันทึกเสียง การถ่ายทำมิวสิกวิดีโอ ช่องทางประชาสัมพันธ์ แต่ที่สำคัญสุดคือ การได้หวนกลับมาทำงานกับคนคุ้นเคยอย่าง Mango Team

จากวงดนตรีมัธยมผู้จุดกระแสยามฟีเวอร์ สู่การกลับมาอีกครั้งในอัลบั้มชุดที่ 9 ของ Labanoon

ผลงานที่พวกเขาผลิตร่วมกันได้รับเสียงตอบรับจากแฟนเพลงสูงมาก ยืนยันได้จากยอดรับชมใน YouTube ที่มากกว่า 1,000 ล้านครั้ง ไม่ว่าจะเป็น ฉันก็คง 213 ล้านครั้ง, พลังงานจน 237 ล้านครั้ง, ใจกลางเมือง 313 ล้าน, แพ้ทาง 401 ล้านครั้ง และ เชือกวิเศษ 516 ล้านครั้ง หรือการที่พวกเขามีคอนเสิร์ตใหญ่ของตัวเองเป็นครั้งแรก และยังได้เข้าร่วมงานเทศกาลดนตรีอีกเพียบ อาทิ G19 Live, Chang Friend Fest และ Big Mountain Music Festival

ทั้งสามคนบอกว่า ตัวเพลงอาจเป็นปัจจัยหนึ่งของความสำเร็จครั้งนี้ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าความคิดถึงก็มีส่วนไม่น้อย เพราะสำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว Labanoon ไม่ต่างจากเพื่อนที่ผูกพันกันมานาน

“เราคิดว่าเพลงที่เราทำมีคุณค่าในตัวเอง บางคนป่วยเป็นมะเร็ง แต่พอฟังเพลง Labanoon ทำให้ลุกขึ้นสู้ได้ บางคนกำลังจะเลิกกับแฟน ก็บอกให้เราช่วยเล่นเพลงนี้ง้อแฟนบนคอนเสิร์ตได้ไหม บางคนบอกว่าเพลงนี้ทำให้ได้แฟนคนนี้ แล้วตอนนี้เขามีลูกแล้ว บางคนเริ่มหัดเบส หัดกีตาร์จากเพลงของเรา เพราะเพลง Labanoon ค่อนข้างเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน คือมันมีหลายโมเมนต์มาก เป็นอะไรที่มากกว่าเพลง” มือเบสเล่าถึงความทรงจำกว่า 20 ปี

“ผมอยากให้เพลงของ Labanoon เป็นเพื่อนทุกช่วงเวลา วันที่เขาเศร้า คิดถึงบ้าน วันที่เขาอกหัก วันที่เขาอยากฉลองอะไรสักอย่าง ผมไม่ต้องการเป็นอันดับหนึ่ง แต่ผมดีใจที่เพลงของ Labanoon สามารถไปได้ทุกที่ ผับเพื่อชีวิตเราก็ไปได้ แก๊งไฮโซทองหล่อเราก็ไปได้ คือเราขอเป็นกะเพราไก่ที่ไม่ว่าใครๆ ก็กินได้เท่านั้นก็พอแล้ว” เมธีสรุปความตั้งใจของตัวเอง

04

คืนสู่จุดเริ่มต้น

หลังว่างเว้นการออกอัลบั้มไปกว่า 4 ปี Labanoon กลับมาอีกครั้ง พร้อมผลงานชุดใหม่ เดลิเวอรี่ 

แม้ใครหลายคนอาจมองว่าไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสม ด้วยเมืองไทยในขณะนี้กำลังเผชิญปัญหาสารพัด ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และโรคระบาด แต่ทั้งสามสมาชิกกลับมองต่าง เพราะพวกเขาหวังให้บทเพลงของ Labanoon คอยเป็นเพื่อน บรรเทาความทุกข์ใจของแฟนเพลงให้ผ่านสถานการณ์อันยากลำบากไปด้วยกัน

“ที่ผ่านมาเรารู้สึกว่าสังคมไทยเครียดมาก แต่ไม่รู้จะช่วยอะไรได้บ้าง เลยคิดว่าอยากจะทำเพลงใหม่ เพื่อให้คนรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมา เหมือนตอนที่เราออกอัลบั้มแรก เวลานั้นเกิดวิกฤตฟองสบู่แตกพอดี เราอยากช่วยให้ทุกคนสงบสติอารมณ์และกลับมายิ้มอีกครั้ง เพราะถ้าอารมณ์ดีขึ้น ทุกอย่างก็จะสวยงามเอง” เมธีเปิดใจ

จากวงดนตรีมัธยมผู้จุดกระแสยามฟีเวอร์ สู่การกลับมาอีกครั้งในอัลบั้มชุดที่ 9 ของ Labanoon

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าวงการเพลงทุกวันนี้เคลื่อนตัวไวมาก การจะอยู่รอดได้จึงต้องอาศัยความเข้าใจตัวเองและความต้องการของแฟนเพลง

สิ่งหนึ่งที่ Labanoon ยึดเป็นแนวทางมาตลอดมา คือความสนุก เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน เน้นเครื่องดนตรีเพียง 3 ชิ้น คือ เบส-กีตาร์-กลอง ไม่สนใจเรื่องเสียงสังเคราะห์หรือองค์ประกอบใดๆ ที่รกรุงรังเกินจำเป็น

“หลายคนมองว่าเราทำแต่เพลงแมส แต่ผมไม่ซีเรียส เพราะส่วนตัวชอบฟังเพลงเพราะอยู่แล้ว แล้วเพลงต่างๆ ก็แต่งมาจากอารมณ์ล้วนๆ ไม่ได้มีศาสตร์ดนตรีแนวไหน แน่นอนถ้าใครฟัง Labanoon อาจรู้สึกว่าสไตล์เดิม ก็ต้องยอมรับ เพราะเราตั้งใจให้เป็นแบบนั้น ซึ่งตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา คนที่ฟังเพลงเรา เขายังชอบสิ่งที่เป็นเราอยู่ เลยตั้งใจว่าจะไม่ไปข้างหน้าแล้ว เพราะถ้าตามกระแสไปทำแรปหรือฮิพฮอพ เราตายแน่”

ด้วยเหตุนี้ อัลบั้มชุดที่ 9 ของ Labanoon จึงยังเต็มไปด้วยกลิ่นอายที่ทุกคนคุ้นเคย คือ ความสนุก เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน เน้นเครื่องดนตรีเพียง 3 ชิ้น คือ เบส กีตาร์ และกลอง และที่พิเศษกว่า คือพวกเขาอยากถอยไปสู่จุดตั้งต้นสมัยทำอัลบั้มชุดแรกๆ 

“ก่อนทำชุดนี้ เราก็คิดว่าจะไปทางไหนดี ถ้าไปข้างหน้าแล้วตัน เราถอยหลังไปยุค 90 เลยดีกว่า กลับไปอย่างที่เราเป็น ง่ายๆ ใครจะว่าอะไรช่าง ถ้าเป็นไปได้อยากอัดแบบแอนะล็อก เหมือนที่เคยทำตอนอายุสิบเจ็ด เพราะเรารู้สึกว่ามันเจ๋งมาก ล่าสุดผมดูหนัง Bohemian Rhapsody แล้วร้องไห้เลย เขาอายุขนาดนั้นยังไปอัดกลองด้วยกัน ผมว่ามันมีความสุข พวกเราก็เลยมานั่งรวมกัน ช่วยกันแต่ง คิดริฟขึ้นก่อน คือถ้าใครฟังจะรู้เลยว่า Labanoon เราย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ.. 2540” 

ในส่วนเนื้อเพลง ยังคงเป็นหน้าที่ของ Mango Team เช่นเดิม เน้นผสมผสานเนื้อหาที่หลากหลาย ทั้งเพลงรัก เพลงอกหัก เพลงฟังสบายๆ โดยเมธีเล่าว่าชุดนี้อาจต่างจากอัลบั้มที่แล้ว เพราะพวกเขาอยากให้เพลงทุกเพลงช่วยเสริมซึ่งกันและกัน เหมือนทีมฟุตบอลที่หวังพึ่งระบบมากกว่าใครเพียงคนเดียว

จากวงดนตรีมัธยมผู้จุดกระแสยามฟีเวอร์ สู่การกลับมาอีกครั้งในอัลบั้มชุดที่ 9 ของ Labanoon

“ถ้าย้อนกลับไปชุดแรก เรามีแค่เพลง ยาม เท่านั้นที่ติดตลาด และทำให้อัลบั้มชุดนั้นขายได้ล้านตลับ พอมาชุดสอง เราไม่มีซูเปอร์สตาร์ แต่เราทำให้ทุกตำแหน่งแข็งแกร่งหมด เรามี 191, ถูกทุกข้อ, แอบรัก, บังอาจรักเธอ แล้วทุกเพลงช่วยกันจนอัลบั้มขายได้ล้านตลับ พอมาถึงชุดนี้เราอยากกลับไปทำแบบนั้นอีก คือเราวางเป็นสเต็ปๆ เลย ถ้าเพลงนี้ไม่เกิด เพลงนี้ช่วยต่อ เพราะชุดที่แล้ว เรามีเพลงช้าอกหักแค่เพลงเดียวคือ เชือกวิเศษ ซึ่งหากไม่เวิร์กก็จบเลยเพลงอกหัก”

สำหรับเพลงแรกที่ปล่อยออกมาแล้ว คือ เดลิเวอรี่ ยังคงเป็นซาวนด์ฟังง่าย เน้นจังหวะชวนโยก และเติมลูกเล่นด้วยท่อนแรป โดยได้แรงบันดาลใจมาจากช่วง COVID-19 ที่ผู้คนรอบตัวหันไปขับรถส่งอาหารหรือทำอาหารขายเดลิเวอรี่ พวกเขาจึงอยากมอบเพลงที่ให้กำลังใจ และบอกว่าไม่ว่าสถานการณ์ไหนก็มีความสุขได้ 

หรือเพลงที่ 2 ดอกฟ้า คือเพลงง่ายๆ อารมณ์เศร้าๆ ที่เป็นจุดขายมาตั้งแต่อัลบั้มแรกๆ อยู่แล้ว เมธีแต่งทำนองเมื่อประมาณ 2 – 3 ปีก่อนจากกีตาร์โปร่งตัวเดียวในห้องนอน และได้กบมาช่วยเขียนเนื้อ ซึ่งตอนแรกกบไม่รู้ว่าจะเขียนเรื่องอะไร จนวันหนึ่งระหว่างกลับบ้านเห็นดอกไม้ร่วงหล่นจากต้นลงสู่พื้นดิน จึงนึกถึงคำว่า ‘ดอกฟ้า’ 

“เราภูมิใจกับอัลบั้มนี้มาก เพราะสำหรับคนที่อยู่ในวงการมานาน สิ่งที่กลัวที่สุดคือความตัน แต่เราโชคดีที่ทำสำเร็จ และหวังว่าเพลงแต่ละเพลงจะมีความหมายให้กับทุกคนที่ได้ฟังจริงๆ” 

กว่า 20 ปีบนเส้นทางสายดนตรี คงไม่ผิดหากกล่าวว่า Labanoon คือตำนานบทสำคัญของวงการเพลงไทย เกือบร้อยเพลงที่พวกเขาช่วยกันสร้างขึ้น ล้วนแต่มีบทบาทและอยู่ในความทรงจำของผู้คนหลายวัย 

แน่นอน ไม่มีใครรู้ว่าสุดท้ายแล้วปลายทางของวงดนตรีเล็กๆ วงนี้จะเป็นเช่นไร สิ่งเดียวที่ทั้งสามคนทำได้ คือทำทุกวันนี้ให้ดีที่สุด และเดินหน้าต่อไปเพื่อสร้างความสุขแก่ผู้ฟัง

“เคยมีคนถามเหมือนกันว่าเราตั้งเป้าอนาคตไว้ยังไง แต่ความจริงเราไม่เคยคิดไว้เลย” อนันต์กล่าว

“อาจเป็นเพราะเราไม่เคยคิดที่จะอยู่ตรงนี้มาก่อน มันเป็นโชคชะตาจริงๆ เพราะฉะนั้น ถึงวันนี้ผมคิดว่าตราบใดที่ยังมีแรงก็เล่นไปเถอะ แล้ววันหนึ่งเวลาจะเป็นตัวบอกเอง ถ้าสุขภาพไม่ไหว เสียงไปแล้ว เล่นไปมีแต่เสีย แบบนั้นให้เขาเก็บภาพดีๆ ของเราไว้ดีกว่า แต่ถ้าเรายังไหว ก็สู้ต่อไปและสนุกไปกับมัน” เมธีทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม

จากวงดนตรีมัธยมผู้จุดกระแสยามฟีเวอร์ สู่การกลับมาอีกครั้งในอัลบั้มชุดที่ 9 ของ Labanoon

ข้อมูลประกอบการเรียบเรียง

  • สัมภาษณ์วง Labanoon วันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563
  • นิตยสาร a day ปีที่ 2 ฉบับที่ 12A เดือนกันยายน พ.ศ. 2544
  • นิตยสาร เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 983 วันที่ 1 – 7 เมษายน พ.ศ. 2554- รายการ คิดถึงจัง สถานีโทรทัศน์ Majung The Original TV วันที่ 11 – 15 ตุลาคม พ.ศ. 2553

Writer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เรื่องของผู้อยู่เบื้องหลังงานดีๆ ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ในสังคมไทย

เคยสงสัยบ้างไหมว่า เหตุใดเนื้อเพลงของ Yokee Playboy จึงเต็มไปด้วยประโยคแปลกๆ มากมาย

‘…เดิมไม่เคยคิดหาคำตอบ เดิมไม่เคยจะรู้ที่บอก ยามไม่มีผู้ใดคอยปลอบว่าสักวัน…’

‘…อ่อนโยนเหมือนแสงสีเทาที่สายตา หากเธอได้มองและลองหยุดดู คงมีใครรู้หมายความ…’

‘…รักข้างเดียว แล้วใครเขาจะรู้ได้ หากมัวเก็บคำถาม ข้างใน จะอย่างไร มากมาย …’

คือตัวอย่างคำร้องที่ โป้-ปิยะ ศาสตรวาหา แกนหลักของวงรังสรรค์ขึ้น

25 ปีบนถนนเสียงเพลงของ โป้-ปิยะ ศาสตรวาหา กับก้าวต่อไปของวงดนตรีรุ่นลุง Yokee Playboy

“เพลงของผมเป็นภาษาความรู้สึกมากกว่า ผมเชื่อว่าการสื่อสารของคน ภาษามันไวไม่เท่าความรู้สึก ถ้าอยากสื่อสารกับใคร ภาษาก็แค่เป็นตัวพาไปเท่านั้น อย่างผมร้องคำว่า ‘หมายความ’ แทนที่จะเป็น ‘ความหมาย’ เพราะเสียงมันไม่ฝืน แต่คิดว่าคนฟังก็น่าจะเข้าใจอยู่ดี” ศิลปินคนดังกล่าวขึ้นอย่างอารมณ์ดี

คงไม่ผิดหากจะบอกว่า ความแหวกแนวและไม่เหมือนใคร คือเอกลักษณ์ที่ทำให้บทเพลงของโป้และสหาย ยังคงยึดครองพื้นที่ในใจของแฟนเพลงกว่า 25 ปี ยืนยันได้จากผลงานระดับมาสเตอร์พีซมากมาย ไม่ว่าจะเป็น คำตอบ, คืนนี้ขอ…หอม, วันเกิด, พรมหมลิขิต, แผลเป็น, หรือขอให้ผม ซึ่งยังคงถูกบรรเลงข้ามกาลเวลาจนถึงปัจจุบัน

25 ปีบนถนนเสียงเพลงของ โป้-ปิยะ ศาสตรวาหา กับก้าวต่อไปของวงดนตรีรุ่นลุง Yokee Playboy

ในวันนี้ เขากลับมาพร้อมอัลบั้มชุดที่ 8 We are new old. ผลงานเพลงที่เปรียบเสมือนการทดลองครั้งใหม่ของชายวัย 48 ปี ยอดมนุษย์..คนธรรมดา ถือโอกาสดีแวะเวียนไปพูดคุยกับโป้ ถึงเส้นทางดนตรีอันยาวนาน และความฝันที่ไม่สิ้นสุดต่อวงการเพลงไทย ท่ามกลางการถือกำเนิดของวงดนตรีรุ่นใหม่ตลอดเวลา

01

พรหมลิขิต

เส้นทางดนตรีของโป้ ถ้าจะพูดไปแล้วก็คงเหมือนเป็นพรหมลิขิต

โป้เติบโตมาในครอบครัวสถาปนิก พ่อของเขาเป็นคนที่มีความฝันมากมาย อยากเป็นทั้งนักดนตรี ทั้งช่างภาพ แต่ด้วยยุคสมัยที่ยังมองว่างานเหล่านั้นไร้ความมั่นคง จึงไม่เคยสนับสนุนให้ลูกๆ เดินทางสายนี้

โป้เล่นกีตาร์เป็นบ้างเพราะเคยเห็นพี่ชายเล่น แต่ที่ชำนาญหน่อยก็คือ เป่าขลุ่ย ถึงขั้นเคยลงแข่งระดับมัธยมได้รองแชมป์ของประเทศ ทว่าทั้งหมดยังเป็นเพียงเป็นกิจกรรมยามว่างเท่านั้น จนกระทั่งเขาได้พบกับบุคคลหนึ่งที่เข้ามาเปลี่ยนชีวิตตลอดกาล

เจอรี่-ศศิศ มิลินทวณิช เป็นเพื่อนร่วมรุ่นของโป้ สมัยเรียนที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน ทั้งคู่เริ่มรู้จักกันจริงจัง ตอน ม.2 เมื่อมีการประกวดวงดนตรีโฟล์กซอง

“ตอนนั้นมีอยู่สองวงที่แข่งกัน คือวงของห้องผม ซึ่งเขาให้ผมมาช่วยเป่าขลุ่ยให้ ถ้าจำไม่ผิดตอนนั้นเล่นเพลง รักคุณเท่าฟ้า ส่วนอีกวงคือห้องเจอรี่ ซึ่งตอนนั้นมันอาวองการ์ดมาก คือเจอรี่เล่นกีตาร์ แล้วก็มีนักร้องคนหนึ่ง ส่วนอีกคนนั่งปั่นสมุดเฉยๆ ผมนี่อ้าปากค้างเลย มันมีวงแบบนี้ด้วยเหรอ ซึ่งสุดท้ายวงของเจอรี่ก็เป็นฝ่ายชนะไป

“แต่เหตุการณ์ที่พีกสุด คือเจอรี่มันเป็นพวกโจรมุมตึก แล้วผมเป็นเด็กเนิร์ด วันหนึ่งผมซื้อไอติมโคนมา กำลังเดินอยู่ดีๆ โจรมุมตึกก็โผล่มาหยิบไอติมไปเลีย แล้วก็ยื่นกลับมา ผมจะกินยังไง ก็ต้องเดินกลับมาซื้ออีกรอบ ตั้งแต่นั้นก็จำมันได้เลย แล้วตอนหลังก็เจอเรื่อยๆ ตามงานแข่งขัน และในที่สุดก็ชวนมารวมวงกัน และออกงานโรงเรียนเรื่อยมา”

ช่วงนั้นโป้เริ่มหมกหมุ่นเรื่องกีตาร์มาก เมื่อกลับถึงบ้าน ทุกเย็นจะต้องโทรศัพท์คุยกับเจอรี่ถึงเทคนิคการเล่นกีตาร์และวงดนตรีที่น่าสนใจ รวมทั้งเริ่มมีโอกาสรู้จักเพื่อนต่างโรงเรียนที่สนใจดนตรี เช่น โต้ง-มณเฑียร แก้วกำเนิด ต่อมาเมื่อเข้าเรียนชั้นปี 1 คณะครุศาสตร์ สาขาศิลปศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขายังไปร่วมกับ ป๊อด-ธนชัย อุชชิน ร้องเพลงเล่นดนตรีเปิดหมวกตามงานต่างๆ

25 ปีบนถนนเสียงเพลงของ โป้-ปิยะ ศาสตรวาหา กับก้าวต่อไปของวงดนตรีรุ่นลุง Yokee Playboy

“ทุกอย่างมันซึมซับเข้าไปเอง ตอนที่ผมย้ายไปเรียนสถาปัตย์ที่ ม.รังสิต ก็เคยสำรวจตัวเองเหมือนกันว่า มีกิจกรรมอะไรที่ทำมาตลอด ก็พบว่ามีแค่เล่นกีตาร์อย่างเดียวเลย แล้วเมื่อก่อนเวลาซื้อเทป ผมจะซื้อสามม้วน ม้วนหนึ่งเอาไว้แกะกีตาร์ ซึ่งพังแน่นอนเพราะกรอไปกรอมา ม้วนที่สอง สำรองสำหรับแกะกีตาร์ และม้วนสามเอาไว้เก็บ ซึ่งตอนนั้นผมจะโตมากับพวกกีตาร์ฮีโร่ ยุค 90 เช่น Van Halen, Steve Vai, Joe Satriani, Paul Gilbert ถามอะไรตอบได้หมดเลย”

หากแต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยคิด คือความคลั่งไคล้นี้จะกลายมาเป็นอาชีพจริงจัง

ในช่วง พ.ศ. 2538 โป้ได้รับคำชวนจาก โต้ง เพื่อนเก่าเพื่อนแก่ ให้มาเล่นดนตรีร่วมกับ อรอรีย์ จุฬารัตน์ ศิลปินน้องใหม่ของ Bakery Music ในคอนเสิร์ต Indie DNA ของ Moderndog โดยตอนนั้น วงของอรอรีย์มีสมาชิกอยู่แล้ว 3 คน คือ เธอเป็นนักร้องนำ โต้งเป็นมือกีตาร์ และ David Brochstein เป็นมือกลอง ขาดก็เพียงแต่มือเบส

ปัญหาคือ โป้ไม่เคยเล่นเบสมาก่อน โต้งจึงคะยั้นคะยอให้ลองดู โป้เห็นว่าไม่เสียหายอะไรจึงตกปากรับคำ ปรากฏว่าทุกคนในวงคิดว่ามันเวิร์ก อรอรีย์จึงตกลงให้มาอัดอัลบั้มด้วยกัน พร้อมกับเดินสายทัวร์คอนเสิร์ตทั่วประเทศ

“ผมเป็นมือเบสที่ไม่ควรเอาเยี่ยงอย่าง เพราะผมเล่นเบสแบบกีตาร์ ฉะนั้น เสียงก็จะสกปรกรกรุงรังไปหมดเลย โชคดีที่มือกลองเป็นซาวนด์เอ็นจิเนียร์ ก็เลยจัดวางซาวนด์แบบใหม่ คือเสียงกีตาร์ของโต้งจะแผ่ซ่านออกไปเลย ส่วนผมก็จะอยู่กับมือกลอง เวลาฟังก็จะได้ยินเสียงเบสกับกลองค่อนข้างชัด ทำให้ผมเล่นเบสในรูปแบบกีตาร์ได้

“แต่ถามว่าดีไหม ไม่ดีหรอก เพราะเราไปฝืนธรรมชาติของเสียง ตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่าอยากโชว์ คุณจะเห็นว่าวงอรอรีย์ มือเบสจะเฟี้ยวฟ้าวหน่อย เหมือนกับแคตวอล์กเป็นของเขาเลย” โป้กล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

25 ปีบนถนนเสียงเพลงของ โป้-ปิยะ ศาสตรวาหา กับก้าวต่อไปของวงดนตรีรุ่นลุง Yokee Playboy

ความกล้าแสดงออกและทำในสิ่งที่ไม่เหมือนใครของหนุ่มมาดเซอร์วัย 20 ปี เข้าตา สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ หนึ่งในผู้บริหารของ Bakery Music ถึงขั้นเปิดโอกาสให้โป้เริ่มแสดงความสามารถอื่นๆ ทางด้านดนตรี อย่างการแต่งเพลงในผลงานชุดใหม่ของเขา Zequence รวมถึงการร้องเพลง ทางออก ซึ่งเป็นเพลงเปิดอัลบั้มด้วย 

“ผมไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงเชื่อมั่นเรา ทุกวันนี้ก็ยังอยากถามเหมือนกัน จำได้ว่าตอนที่ร้องเพลงแรก ทรมานมาก ร้องอยู่เป็นอาทิตย์ จนเริ่มเฟลแล้ว ไม่รอดแน่ๆ กระทั่งพี่สมเกียรติต้องโทรศัพท์ตาม พี่บอย (ชีวิน โกสิยพงษ์) ว่าทำให้ร้องได้หน่อย ซึ่งพี่บอยเก่งมากเลย แกบอกว่า โป้เน้นเสียงแบบ ฉะ ฉับ ให้พี่หน่อย แค่นั้นพอ”

ในที่สุดผลงานการร้องเพลงแรกของโป้ก็ประสบความสำเร็จด้วยดี ได้เป็นเพลงประกอบละครโทรทัศน์ เรื่อง ไอ้คุณผี ทางไทยทีวีสีช่อง 3 และกลายเป็นจุดเริ่มต้นในฐานะศิลปินของชายที่ชื่อ ปิยะ ศาสตรวาหา

02

แผลเป็น

พ.ศ. 2539 ถือเป็นจุดเปลี่ยนหนึ่งที่สำคัญของโป้ เมื่อเขาถูกชักชวนให้มาเป็นศิลปินออกอัลบั้ม

สุกี้-กมล สุโกศล แคลปป์ หัวเรือของค่าย เคยให้สัมภาษณ์กับ 375°F Bakery Music นิตยสารฉลอง 10 ปีของค่ายขนมปังดนตรีว่า เขาจำโป้ได้จากคอนเสิร์ตแรกที่ศิลปินหนุ่มร่วมเล่นกับอรอรีย์ ครั้งนั้นโป้ได้ยื่นหนังสือเพลงที่จดเก็บไว้ พร้อมกับบอกว่า “นี่เพลงผมครับพี่” 

เดิมที Bakery Music ตั้งใจเซ็นสัญญาให้เขาเป็นศิลปินเดี่ยว แต่ด้วยความที่อยากทำงานเป็นวงมากกว่า โป้จึงชักชวนผู้คนรอบกายมาร่วมทำอัลบั้ม ตั้งแต่ ใหญ่-ยิ่งใหญ่ หุณชนะเสวีย์ มือกลอง ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยรังสิต และเคยเล่นดนตรีกลางคืนด้วยกัน ปาเดย์-ภาณุ กันตะบุตร มือเบส เป็นเพื่อนสมัยอยู่ที่จุฬาฯ และยังเคยมาออกอัลบั้มสองเอก ของวง Sepia กับ Bakery Music และคนสุดท้าย ซี-เฟาซี มามะ มือกีตาร์ ซึ่งรู้จักผ่านมือกลองของอรอรีย์อีกที โดยโป้เล่าว่า ครั้งแรกที่เห็นฝีมือการเล่นของเฟาซี เขาถึงกลับอึ้งไปเลย

ส่วนชื่อวงนั้น มาจากไอเดียของ ทอม-วรุตม์ ปันยารชุน Creative Director ของบริษัทที่มองว่า สมาชิกแต่ละคนหน้าตาเหมือนแขกหมดเลย ก็เลยนึกคำว่า ‘โยคี’ ขึ้นมา แต่ด้วยบุคลิกที่เป็นคนสนุกสนาน ขี้เล่น เลยผสมคำว่า ‘เพลย์บอย’ ลงไปด้วย ครั้งแรกที่พวกเขาได้ยินชื่อนี้ ถึงขั้นหัวเราะดังลั่น จากสตูอิโอชั้น 3 ลงมาที่ชั้นล่าง 

อย่างไรก็ตาม แม้จะนำเสนอออกมาในรูปแบบวง แต่ผลงานทั้งหมดกลับมาจากรสนิยมของโป้ล้วนๆ

25 ปีบนถนนเสียงเพลงของ โป้-ปิยะ ศาสตรวาหา กับก้าวต่อไปของวงดนตรีรุ่นลุง Yokee Playboy

“ผมอยากให้มีอีกคนมาฟัง มาร่วมให้ความคิดเห็นด้วยว่า ทิศทางของงานเป็นอย่างไร เพราะผมคิดว่าเป็นแบนด์มันสนุกกว่าเดี่ยว แต่สุดท้ายผมก็เป็นฮิตเลอร์อยู่ดี คือเป็นคนเลือกแนวทางของงาน”

อย่างแนวเพลงก็เป็นโซล-ฟังก์ร็อก ยุค 1970 ซึ่งโป้บอกว่า เป็นแนวเดียวในเวลานั้นที่ทำเป็น ส่วนเนื้อเพลงก็กลั่นมาจากอารมณ์ความรู้สึกอันพลุ่งพล่านของเด็กหนุ่มวัย 20 กว่าที่อยากร้องแบบนี้ ไม่ได้สนใจว่าใครจะเข้าใจหรือไม่ สำหรับโป้แล้ว อัลบั้มชุดนี้เป็นผลของความไม่รู้อย่างแท้จริง คิดว่าอะไรดีก็ใส่มาเต็มที่

ยกตัวอย่างเช่น ตอนทำเดโม่ส่งให้ค่าย ไม่มีเพลงไหนที่ความยาวต่ำกว่า 6 นาทีเลย จนสุกี้ต้องเรียกตัวมาคุยบอกว่า ในธุรกิจดนตรี ไม่สามารถทำแบบนี้ได้ โป้จึงต้องกลับไปเรียบเรียงเพลงใหม่ทั้งหมด ให้กระชับมากขึ้น

อัลบั้ม Yokee Playboys หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ ชุด ‘นมหนาม’ วางแผง เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2539 เป็นหนึ่งในผลงานที่ฉีกกรอบและได้รับคำวิจารณ์เชิงบวกจากบรรดาเซียนเพลงไม่น้อย สำหรับผู้บริหารอย่างสุกี้แล้ว เขาบอกว่าอัลบั้มนี้มีกลิ่นที่ชัดเจนมาก และในแง่ดนตรีนับว่าเป็นผลงานที่ดีชุดหนึ่งของค่ายตั้งแต่เริ่มก่อตั้งมา เช่นเดียวกับโป้ ซึ่งยอมรับตามตรงว่า คาดหวังในผลงานชุดแรกอยู่ไม่น้อย

หากแต่ในโลกของธุรกิจดนตรีมีปัจจัยมากมายที่เกี่ยวข้อง หนึ่งในนั้นคือความชอบของศิลปินสอดคล้องกับคนฟังหรือไม่ ซึ่งอัลบั้ม Yokee Playboys ต้องใช้เวลาพิสูจน์อยู่นานนับสิบปี จึงจะกลายเป็นอัลบั้มที่นักฟังเพลงถามหา และเป็นหนึ่งในงานขึ้นหิ้งของประวัติศาสตร์เพลงไทยยุคอัลเทอร์เนทีฟ 

25 ปีบนถนนเสียงเพลงของ โป้-ปิยะ ศาสตรวาหา กับก้าวต่อไปของวงดนตรีรุ่นลุง Yokee Playboy

“ตอนทัวร์คอนเสิร์ต ผมโดนจับไปทัวร์กับศิลปินค่ายอื่น เช่น คุณเจนนิเฟอร์ คิ้ม, คุณฟอร์ด สบชัย แล้วก็วง BOX เซอร์ ซึ่งทุกวงได้รับเสียงตอบรับดีมาก แต่พอ Yokee Playboy เล่นจบ เหมือนเป็นสุญญากาศ เราเริ่มเข้าใจแล้วว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราคืออะไร ตอนนั้นรู้สึกเฟลมาก มันเฟลถึงขั้นวงแตก สมาชิกแยกย้าย สุดท้ายก็เหลือแค่พี่ซีคนเดียว

“คำถามคือเฟลแล้วยังไงต่อ โชคดีที่ Bakery Music เป็นค่ายที่แปลก คือไม่ใช่ว่าออกไปแล้ว ไม่สำเร็จจะพับไปเลย เขามองในระยะยาวว่า ศิลปินต้องมีการพัฒนาเลยให้เซ็นสามชุด ทำให้เราสู้ต่อ เพราะไม่ใช่ว่าจะเฟลไปตลอดสักหน่อย ถ้าชอบก็ทำต่อ ไม่ได้มีผลร้ายแรงอะไร ซึ่งผมก็ใช้วิธีนี้ตลอดชีวิตการทำงาน เพราะการทำอะไรขึ้นมา อย่างน้อยก็ต้องได้อะไรบางอย่างกลับมา เช่น คุณจะรู้ว่าไม่ได้ชอบแบบนี้ ซึ่งประสบการณ์นี่แหละที่ทำให้ได้เรียนรู้”

บาดแผลจากอัลบั้มชุดแรกนี่เองที่กลายเป็นสะพานให้โป้ค้นพบกับแนวทางใหม่ ที่ทำให้วงดนตรีชื่อแปลกยังคงอยู่ในสารบบเพลงไทยจนถึงปัจจุบัน

03

คำตอบ

“…ยิ้มที่อบอุ่น ให้ใจได้หายจากความสับสน ด้วยยิ้มที่อบอุ่น ให้ใจได้แสงส่องความมืดมนจากเดิม…”

คงไม่ผิด หากจะบอกว่า ยิ้ม ผลงานเปิดตัวของ EP.Super Swinging เมื่อ พ.ศ. 2541 คือการเริ่มต้นตำนานบทใหม่ของโป้และวง Yokee Playboy

“ครั้งแรกผมเขียนเพลงนี้ให้ Soul After Six แต่ผมมองพวกเขาไกลกว่าที่เขามองตัวเอง คือมองเป็นอาวองการ์ดไปเลย แล้วมีอยู่วันหนึ่ง Soul After Six ก็เรียกผมคุย บอกว่า ‘โป้..เพลงนี้ดีจริงๆ นะ แต่ว่าโป้น่าจะทำเองมากกว่า น่าจะออกมาดี’ ผมก็บอกไม่เป็นไร แล้วก็เอากลับมาทำเอง

“ตอนนั้นก็ทดลองใส่ซาวนด์อะไรใหม่ๆ พอดีไปเจอแบนโจตัวหนึ่ง ผมเล่นไม่เป็นหรอก แต่ทดลองไปตีเป็นกรูฟอะไรสักอย่าง กระทั่งได้เสียงออกมา แล้วเอามาใส่ในเพลง ปรากฏว่าเวิร์กมาก จากนั้นผมก็เอายาม เอาแม่บ้านที่บริษัท มาช่วยกันร้อง ฮู้! ฮ้า! เป็นการทดลองแท้ๆ เลย”

ส่วนเรื่องสมาชิกวง ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เนื่องจากโป้เซ็นสัญญาเป็นศิลปินเดี่ยวอยู่แล้ว แต่เขาก็ยังอยากทำงานเป็นทีมเหมือนเดิม จึงหาวิธีใหม่ๆ มาทดลอง โดยโป้เปลี่ยนบทบาทตัวเอง จากหัวหน้าวงมาเป็นผู้ควบคุมหรือคอนดักเตอร์แทน และใช้หลักคิดที่ว่า หากอยากเล่นดนตรีร่วมกับใครก็ชวนมาเลย และถ้าสมมติว่า นักดนตรีคนนั้นไม่สะดวกไปร่วมทัวร์คอนเสิร์ต ก็หาคนมาเล่นแทน

สำหรับในชุดที่ 2 นอกจากเฟาซีที่ยึดตำแหน่งมือกีตาร์แล้ว ยังมีปาเดย์ที่มาช่วยเล่นเบส เพลง ข้างเดียว ส่วนเพลงที่เหลือได้ นรเทพ มาแสง หัวหน้าวง Pause มาร่วมบรรเลง แล้วยังมี มาตรชัย มะกรูดทอง มารับหน้าที่มือกลอง

อีกคนที่สำคัญมากคือ ฆ้อง มงคล นักแต่งเพลงมือดี มาร่วมเล่นเปียโน กีตาร์ และฟลุต รวมทั้งร่วมแต่งทำนองเพลง คืนนี้ขอ…หอม โดยฆ้องเป็นมือกีตาร์ฟิงเกอร์สไตล์ระดับปรมาจารย์ และยังร่วมงานกับโป้มาจนถึงปัจจุบัน

‘โป้ Yokee Playboy’ ศิลปินผู้ไม่เคยหยุดทดลองตลอด 25 ปี พร้อมกับการกลับมาในอัลบั้มชุดที่ 8 ท่ามกลางยุควงดนตรีรุ่นหลาน

“ผมชอบแต่งเพลงกับฆ้องมาก ซึ่งตอนนั้นฆ้องอยู่ Sony Music ด้วยความที่ผมเป็นคนทำอะไรตรงๆ ก็เลยถามฆ้องไปเลยว่า มาอยู่กับเราไหม แล้วก็ทำงานดนตรีกันไปเรื่อยๆ จนแก่ เพราะว่าเราคงไม่เลิกหรอก เราชอบ ฆ้องก็บอกเอาดิ แค่นั้นเอง มันเป็นอะไรที่ง่ายมาก และกลายเป็นที่มาของชุดสอง”

ในมุมมองของผู้ฟัง Super Swinging แทบฉีกขาดจาก Yokee Playboys อย่างชัดเจน โดยเฉพาะความเข้มข้นของงานดนตรี จากฟังก์ร็อกกลายมาเป็นดิสโก้ร็อก เน้นกรูฟสบายๆ ที่ทุกคนสามารถโยกได้ แต่น่าเสียดายที่โป้มีแรงทำเพียง 5 เพลงเท่านั้น เนื่องจากเป็นช่วงที่ต้องทำโปรเจกต์จบพอดี

ความเปลี่ยนแปลงอีกอย่างที่เกิดขึ้นกับโป้ คือเขาเริ่มขายภาพลักษณ์ความเป็นเพลย์บอยมากขึ้น ทั้งรองเท้าหนังงู เสื้อลายเสือดาวเสือโคร่ง เข็มขัดเลื่อมๆ ซึ่งผู้อยู่เบื้องหลังก็คือ ทอม วรุตม์ ซึ่งได้รับโจทย์มาจากบริษัทอีกทีว่า ทำอย่างไรก็ได้ให้โป้กลายเป็นหนุ่มเจ้าเสน่ห์ รวมถึงท่าเต้นส่ายก้น ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ที่อยู่คู่ตัวเขาต่อมาอีกหลายปี

“ผมเริ่มส่ายก้นให้คนดูครั้งแรกที่เชียงใหม่ คือแต่ก่อนตอนไปทัวร์ คนไม่สนใจ เราก็เลยคิดว่าไม่ต้องเห็นหน้า มองก้นแทนแล้วกัน จำได้เลยว่า ครั้งแรกคนงง ร้องๆ อยู่ก็โชว์ก้นให้ดู กลายเป็นคนชอบไป จากนั้นก็เริ่มบานปลาย มีสาดน้ำ กลายเป็นผู้ชายมาดเซอร์ เอวพริ้วไหวที่ยากจะคาดเดา ก็งงเหมือนกัน ทุกคนคงชอบในสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ในโชว์”

แม้ยอดขายของอีพีนี้อาจไม่ได้น่าตื่นเต้นมากนัก แต่หลายคนก็มองว่า Super Swinging พาโป้ไปสู่กระแสป๊อปอย่างแท้จริง เริ่มมีแฟนคลับคอยเชียร์ตามคอนเสิร์ตต่างๆ ซึ่งเป็นแรงผลักดันสำคัญเมื่อเขาทำอัลบั้มชุดถัดมา

หลังเรียนจบปริญญาตรี โป้ตัดสินใจทิ้งงานสถาปนิก ไม่สนใจแม้กระทั่งการสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรม โดยก่อนหน้านั้นเขากลายมาเป็นพนักงานเขียนเพลงประจำของ Bakery Music โดยมีผลงานมากมาย เช่นเพลง เก็บไว้ ของ รัดเกล้า อามระดิษ รวมทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของ Team Darling ผลิตเพลงให้ศิลปินสาวๆ ค่าย Dojo City เช่น ไปพัก ของ Niece รักๆ…รัก, คู่กัน, บ้านของฉัน, อ้วน ของ Triumphs Kingdom เป็นต้น

‘โป้ Yokee Playboy’ ศิลปินผู้ไม่เคยหยุดทดลองตลอด 25 ปี พร้อมกับการกลับมาในอัลบั้มชุดที่ 8 ท่ามกลางยุควงดนตรีรุ่นหลาน
‘โป้ Yokee Playboy’ ศิลปินผู้ไม่เคยหยุดทดลองตลอด 25 ปี พร้อมกับการกลับมาในอัลบั้มชุดที่ 8 ท่ามกลางยุควงดนตรีรุ่นหลาน

“การทำเพลงให้ Dojo เปิดมุมมองเราเข้าไปอีก เพราะเป็นการทำงานที่มีโจทย์ โจทย์คือการพูดเรื่องราว และก็ไม่ใช่ตัวเราแล้วนะ ลองคิดดูว่าถ้าเราเป็นเด็กสาววัยนี้ อยากจะพูดเรื่องอะไร เพราะฉะนั้นมันเริ่มต้นตั้งแต่ตอนที่จะคิดเลย ทุกอย่างจะเริ่มบิดแล้วให้เข้ากับน้องแต่ละวง ภาพลักษณ์เป็นแบบนี้ กลุ่มนี้ซ่า กลุ่มนี้เรียบร้อย ผมเริ่มเรียนรู้ ซึ่งมันเปลี่ยนวิธีคิดของเรา ทำให้อยากค้นหาความป๊อปในตัวเอง ค้นหาฮุกที่ถูกใจเรา อยากแต่งเพลงฮิตให้ตัวเอง”

2 เพลงสำคัญซึ่งกระตุ้นความรู้สึกให้โป้ คือ วันเกิด และ ทำร้าย เขาจำได้ดีว่าตอนที่ทำเสร็จถึงขั้นโทรศัพท์ไปหาสมเกียรติทันที พร้อมบอกว่า นี่แหละคือมาสเตอร์พีซของเขา

“อย่าง ทำร้าย ถือเป็นมหาฮุกเลย ตอนที่แต่งมันมีภาพตามมาด้วย ในหัวผมคือคนถูกมัดแล้วโดนฟาด ให้มาทำร้าย ฟาดผัวะ อะไรอย่างนี้ แต่ไม่ได้ทำเป็นเอ็มวีนะ มันรุนแรงไป แต่ตอนนั้นเรามั่นใจว่าต้องดังแน่ พอทำเสร็จเหมือนมีเอเนอจี้กลับมาที่เรา คือเวลาที่เราทำเพลงที่เพราะที่สุดของเราได้ เราจะรู้ตัว เริ่มมั่นใจอะไรบางอย่าง”

และเมื่อทำเพลงได้ประมาณหนึ่ง โป้ก็นำไปเล่นให้ บอย โกสิยพงษ์ ฟัง ซึ่งพอบอยฟังเสร็จ เขาก็เดินเข้าห้องประชุมบริษัททันที พร้อมบอกให้เลื่อนเอาอัลบั้มชุดนี้มาผลิตก่อน

‘โป้ Yokee Playboy’ ศิลปินผู้ไม่เคยหยุดทดลองตลอด 25 ปี พร้อมกับการกลับมาในอัลบั้มชุดที่ 8 ท่ามกลางยุควงดนตรีรุ่นหลาน

YKPB กลายเป็นอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด ทั้งในแง่ยอดขาย ตัวเพลง และการจดจำของผู้คน แต่สำหรับโป้แล้ว อัลบั้มนี้เป็นการทำเพลงที่สนุกสุดๆ เขานำแนวเพลงทุกแบบที่สนใจมาผสมผสานกันหมด รวมทั้งทดลองทำสิ่งใหม่ๆ อย่างเพลง แผลเป็น เกิดจากไอเดียที่ไม่อยากใช้เครื่องดนตรีเลย โป้จึงระดมศิลปินในค่ายมาช่วยกันร้องและทำเสียงประกอบ จนได้เพลงที่แปลก แหวกแนว ไม่เหมือนใคร

อีกเพลงที่โดดเด่นมาก คือ พรหมลิขิต ผลงานสุดคลาสสิกของ ครูแก้ว อัจฉริยะกุล และ ครูเวส สุนทร​จามร ซึ่งโป้จับมาใส่เสื้อผ้าแบบใหม่ให้ทันสมัย จนกลายเป็นเพลงฮิตหนึ่งของยุค Y2K

“เมื่อก่อนจะมีเกม PlayStation ชื่อ Music วิธีเล่นคือวางเป็นบล็อกๆ แล้วเวลาว่างจากการทำทีสิส ผมก็มานั่งเล่นไปเรื่อยๆ คือสมัยนั้นคอมพิวเตอร์ยังไม่ได้มีโปรแกรมทำเพลง มีแต่ 4 Tracks เกมนี้เลยเหมือนเป็นโปรแกรมทำดนตรีรุ่นแรกในชีวิตของผม จุดเด่นของ Music คือความขาดๆ เกินๆ ของเสียง เพราะเวลาวางบล็อกซ้อนกัน ก็จะมีเสียงจึ๊กกะจั๊กๆ แล้วระหว่างนั้นผมจะร้องเพลงใส่เข้าไปด้วย ตอนนั้นร้องอยู่สองเพลง คือ พรหมลิขิต กับ ไม่เคยง้อใครเท่าคุณ พอจะเอามาใส่อัลบั้มก็เลยต้องเลือกสักเพลง ซึ่งผู้ใหญ่ก็เห็นว่า พรหมลิขิต น่าจะเหมาะสมกว่า”

‘โป้ Yokee Playboy’ ศิลปินผู้ไม่เคยหยุดทดลองตลอด 25 ปี พร้อมกับการกลับมาในอัลบั้มชุดที่ 8 ท่ามกลางยุควงดนตรีรุ่นหลาน

หลังจากนั้น โป้ก็เริ่มมีผลงานเพลงอย่างต่อเนื่อง เช่น เขาไปร่วมกับสหายเก่าแก่ เจอรี่และผองเพื่อนในวงการ ทำวง 2 Days Ago Kids พร้อมก่อตั้งค่ายเพลงเล็กๆ อย่าง Playground Music ผลิตผลงานออกมา 2 – 3 ชุด โดยเพลงที่ดังสุด คือ ไม่มีความหมาย นอกจากนี้ยังเริ่มทำอัลบั้มชุดที่ 4 Love Trend อีกด้วย 

“ยอมรับว่ากดดัน เพราะศิลปินส่วนใหญ่มักคาดหวังว่า เมื่อเคยสำเร็จแล้ว ก็อยากกลับมาดังเหมือนเดิม อยากให้มีเพลงที่คนชอบอีก ซึ่งผมพยายามลืมๆ คำนี้ไป ความสำเร็จเคยเกิดขึ้นก็จริง แต่มันผ่านไปแล้ว จะได้ไม่ต้องกดดันตัวเอง กล้าที่จะทำอะไรใหม่ๆ ไม่ยึดติดกับอะไรเก่าๆ อย่างชุดนี้ก็จะมีความขาดๆ เกินๆ ไม่สมบูรณ์อยู่ เป็นอีกรสชาติหนึ่ง”

แม้ยอดขายของ Love Trend อาจสู้ YKPB ไม่ได้ แต่ก็มีเพลงรักหลากสไตล์ที่โดดเด่นและน่าจดจำ เช่น อีกแล้ว, อยากมองเธอในแง่ร้าย, สบายสไตล์ ซึ่งสำหรับโป้แล้วถือว่าน่าพอใจ และเป็นการบันทึกอีกห้วงอารมณ์ที่อยากเก็บไว้

04

ทางแยก

ท่ามกลางความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง แต่แล้วก็มีจุดที่ทำให้เส้นทางศิลปินของโป้สะดุด

เมื่อ พ.ศ. 2547 3 ผู้บริหารของ Bakery Music ตัดสินใจลาออกจากบริษัท ศิลปินในสังกัดจึงแยกย้ายไปตามทางของตัวเอง บางวงก็ย้ายค่าย บางวงหันไปเป็นศิลปินอิสระ และอีกไม่น้อยที่หายหน้าไปจากวงการ ส่วนโป้เองก็มีอัลบั้มรวมฮิตออกมาชุดหนึ่ง ชื่อว่า The Greatest Grandfather Hits ก่อนจะหมดสัญญา

โป้ยอมรับว่ารู้สึกเคว้งพอสมควร เขายังมีผลงานเพลงออกมาบ้าง แต่ไม่ได้ถือว่าจริงจัง และในที่สุด ศิลปินหนุ่มก็ตัดสินใจกลับมาช่วยธุรกิจของครอบครัว เป็นพนักงานประจำในตำแหน่งสถาปนิกฝึกหัด

ทว่าถึงงานจะมั่นคง มีรายได้แน่นอน แต่โป้กลับไม่มีความสุขเลย

“สิ่งที่หายไปคือความมีชีวิตชีวา ถึงขั้นที่ว่าทำไมแต่ละวันไม่มีความสุขได้ขนาดนี้ จนเริ่มกลับมาคิดว่า จะตายไปพร้อมกับแบบนี้หรือเปล่า ในที่สุดก็ย้อนกลับมาที่เรื่องเดิมคือดนตรี เพราะดนตรีทำให้ผมเป็นผู้เป็นคน ทำให้รู้สึกผิดชอบชั่วดี เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น

“หลังจากหยุดไปได้สี่ห้าปี ผมก็พยายามเริ่มต้นทำดนตรีอีกครั้ง แต่ ณ ยุคนั้น ต้องยอมรับว่ามันไม่ใช่ยุคของผม เป็นยุคของน้องๆ แล้ว ภูเขาความสำเร็จของเรา มันผ่านไปนู่นแล้ว เรานั่งเรือออกมาไกลแล้ว แต่ไม่เป็นไร ผมยอม ส่วนงานสถาปนิก เราก็รับผิดชอบให้เสร็จก่อน แล้วค่อยๆ เฟดตัวเองออกมา”

โป้กลับมาทำอัลบั้มอีกครั้ง ชื่อชุด Telepathy ในสังกัด Plenty Music ในเครือ RS ซึ่งมีสมเกียรติ เป็นหัวเรือใหญ่ โดยนอกจากเฟาซีและฆ้องที่มาช่วยเล่นเหมือนเดิมแล้ว ยังมี อดุลย์ รัชดาภิสิทธิ์ มือกีตาร์จาก Friday ซึ่งคุ้นเคยกับโป้มานานมาก อาณัติ ทองก้อน มือเบสที่เคยฝากผลงานในอัลบั้มของ Playgroud Music และ พิทยา ศิริสวัสดิ์ มือกลองสำเนียงนุ่มที่มีลูกกรูฟเสนาะหู

 ศิลปินหนุ่มเปรียบการทำงานครั้งนั้นเหมือนการลับมีดที่ทื่อไป ความท้าทายคือโลกของดนตรีได้เปลี่ยนไปมากแล้ว แต่โป้ยังคงยึดติดกับรูปแบบเดิมๆ อยู่ ส่งผลให้การทำงานไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวังเสียทีเดียว แต่อย่างน้อย Telepathy ก็เป็นอัลบั้มที่ช่วยสื่อสารไปยังคนฟังว่า เขากลับมาแล้ว และพร้อมสู้ในถนนดนตรีต่อไป

‘โป้ Yokee Playboy’ ศิลปินผู้ไม่เคยหยุดทดลองตลอด 25 ปี พร้อมกับการกลับมาในอัลบั้มชุดที่ 8 ท่ามกลางยุควงดนตรีรุ่นหลาน
‘โป้ Yokee Playboy’ ศิลปินผู้ไม่เคยหยุดทดลองตลอด 25 ปี พร้อมกับการกลับมาในอัลบั้มชุดที่ 8 ท่ามกลางยุควงดนตรีรุ่นหลาน

Yokee Playboy ยังคงมีผลงานอย่างต่อเนื่อง อัลบั้ม Second Sun ในสังกัด Spicy Disc เกิดขึ้นหลังจากเขาแต่งงานและมีลูกสาว หลายคนมองว่างานชุดนี้เติบโตและจริงจังขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับสมัย Bakery Music

โป้บอกว่าหลักคิดในการสร้างเพลงในเวลานั้นคือ ต้องมีประโยชน์กับสังคม รวมทั้งพยายามทดลองใส่ลูกเล่นใหม่ๆ ลงไปเพื่อให้งานสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

“บางเพลงที่ไม่คิดว่าจะแต่งออกมาได้ ก็แต่งออกมาเฉยเลย เช่น เส้นชัย ตอนแรกตั้งใจให้เป็นเพลงบรรเลง แต่ตอนหลังเปลี่ยนเป็นเพลงร้อง คือมันเหมือนเส้นชัยของแต่ละคนจะเปลี่ยนไปตามวัย จากเดิมที่เรานึกถึงแต่งาน แต่พอมีลูกสาว จุดมุ่งหมายของเราก็มาอยู่ที่เขา เพลงนี้ถือเป็นโฟล์กที่แปลกมาก ซึ่งผมไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน”

สำหรับชุดนี้ โป้ได้สมาชิกใหม่เข้ามาเสริมทีมหลายคน คือ สุทัศน์ เพชรมี มือเบส ซึ่งต่อมากลายเป็นนักร่วมเรียบเรียงเพลงประจำวง และ ญานสิทธิ์ ศรีศศิวิไล น้องเล็กของทีม แต่แก่กล้าด้วยฝีมือกีตาร์

แน่นอน แม้หลายคนอาจรู้สึกว่างานของ Yokee Playboy ไม่เหมือนเดิม แต่โป้ก็บอกว่า นี่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ ที่ยิ่งเติบโต ยิ่งผ่าน ยิ่งเห็นอะไรมากขึ้น มุมมองและทัศนคติก็เปลี่ยนไป แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังอยากเรียนรู้ อยากทดลองหาประสบการณ์ใหม่ ทั้งเรื่องการทำเพลงและธุรกิจดนตรี

หลังทำงานภายใต้สังกัดต่างๆ มานานถึง 16 ปีเต็ม โป้ก็ตัดสินใจครั้งสำคัญ ด้วยการมุ่งหน้าเป็นศิลปินอิสระ

“ผมชอบความอิสระ เพราะผมอยากร่วมงานกับทุกคนได้ง่ายๆ อยากทำอะไรผมก็ทำ เพราะฉะนั้น ถ้าทำเองก็น่าจะดีกว่า ส่วนค่าย ผมว่ามันเหมาะสำหรับวงรุ่นน้องมากกว่า ขณะที่วงแบบผม เวลาจะทำอะไรอาจมีความเกรงใจกันอยู่ ก็เลยกลับมาคิดว่า เรามาเริ่มอะไรเล็กๆ ก็ได้”

‘โป้ Yokee Playboy’ ศิลปินผู้ไม่เคยหยุดทดลองตลอด 25 ปี พร้อมกับการกลับมาในอัลบั้มชุดที่ 8 ท่ามกลางยุควงดนตรีรุ่นหลาน
05

เติบโต

หากแต่เส้นทางในฐานะศิลปินอิสระไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

หลังทดลองปล่อยเพลง Aะ HA กับ ME สู่ตลาด ปรากฏว่าแทบจะจมหายไปทันที แต่โป้ก็ไม่ถอย และเริ่มตกผลึกว่า ควรทำอย่างไรจึงจะหยัดยืนบนถนนสายดนตรีได้ต่อไป

เรื่องหนึ่งที่เขาสัมผัสได้คือ ตัวชี้วัดความสำเร็จทุกวันนี้ไม่เหมือนแต่ก่อน ซึ่งแต่ก่อนวัดกันที่อันดับความนิยมบนชาร์ตของสถานีวิทยุ แต่ปัจจุบันวิทยุไม่ได้มีอิทธิพลมากขนาดนั้น บวกกับเพลงใหม่ๆ มีเยอะขึ้น ช่องทางการเผยแพร่ก็หลากหลาย และต่อให้ฮิต ไม่นานนัก เมื่อหมดกระแสก็ไปแล้ว ดังนั้น สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่อันดับ แต่เป็นการทำชื่อของศิลปินคนนั้นยังอยู่ในการรับรู้ของผู้ฟังไปตลอดต่างหาก

“จากการวิเคราะห์แบบสถาปนิก ผมคิดว่าอย่าทำซิงเกิลเดียว แต่ให้ทำสักสองสามเพลง เพราะอย่างน้อยคุณจะได้มีตัวต่อให้เขาได้เห็นหน้าสักระยะ นานขึ้นหน่อย แล้ววิธีนี้ดีกว่าทำอัลบั้มเต็มสิบเพลง เพราะหนึ่งใช้ต้นทุนสูง สองใช้เวลาทำนานเกินไป และสามเวลาโปรโมต คุณก็ต้องโปรโมตทีละเพลงอยู่ดี 

“ผมเลยทำออกมาสักสามสี่ซีรีส์ แล้วค่อยทำอัลบั้มเต็ม นี่คือการตลาดของผม จากนั้นก็ทำคอนเสิร์ตใหญ่ รวบรวมคนที่ชอบเรา เพื่อบอกว่าผมมีอัลบั้มใหม่แล้วนะ แล้วคุณก็ทำเพลงใหม่เพิ่มเข้าไปในอัลบั้มเต็มอีกสี่ห้าเพลง นั่นคือความสมบูรณ์แบบของการทำงาน”

โป้เริ่มต้นทดลองโมเดลนี้ผ่านผลงานลำดับที่ 8 We are new old.

‘โป้ Yokee Playboy’ ศิลปินผู้ไม่เคยหยุดทดลองตลอด 25 ปี พร้อมกับการกลับมาในอัลบั้มชุดที่ 8 ท่ามกลางยุควงดนตรีรุ่นหลาน

ความน่าสนใจของอัลบั้มนี้คือ ความพยายามฉีกกรอบการทำงานเดิมๆ เช่น การนำซาวนด์ดนตรีใหม่ๆ เข้ามา หรือการแต่งเพลงจากเครื่องดนตรีที่เพิ่งหัดเล่น อย่างเปียโนและไวโอลิน

“ช่วงนั้นผมพาลูกสาวไปเรียนเปียโนทุกเช้าวันอาทิตย์ ซึ่งเขาก็ให้ผู้ปกครองไปนั่งด้วย ลูกสาวเรียนไป เราก็เรียนไปด้วย จนครูมาสะกิดว่าพ่อตั้งใจเรียนกว่าลูกอีก เดี๋ยวครูสอนให้เอาไหม ผมก็บอกเลยว่าเอา แล้วมันเป็นคอร์ดอนุบาล โน้ตน้อยๆ ไปช้าๆ ผมเริ่มเรียนตั้งแต่ทฤษฎีดนตรีเลย พอเล่นเป็นก็อยากแต่งเพลง ซึ่งการแต่งเพลงจากเครื่องดนตรีที่ไม่คุ้นเคย มีข้อดีคือคุณจะได้ไปในที่ที่คุณไม่รู้จัก ไม่มีกรอบอะไร”

โป้ย้ำว่าการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ เป็นเรื่องจำเป็นมากสำหรับศิลปินทุกคน แต่ขณะเดียวกัน การรักษาความคาดหวังของแฟนเพลงที่สนับสนุนมาตลอด ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลยเช่นกัน

“สารภาพว่าตอนแรกไม่ได้คิดถึงการทำเพลงแบบเดิมเลย กระทั่งทำไปได้สักพักถึงรู้สึกว่าเรากำลังจะทิ้งคนฟังอยู่หรือเปล่า ก็เลยลองทำอะไรที่ไม่ซับซ้อน ทำแบบที่เคยทำ เพราะฉะนั้น งานใหม่จึงแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือเพลงที่คุณคิดว่าจะได้ฟังจาก Yokee Playboy อีกส่วนคือเพลงที่ผมขอทดลอง อย่างอีพีแรกคือ การแต่งเพลงจากเปียโน จากคนที่เล่นเปียโนไม่เป็น อีพีสองคือการใช้ซาวนด์อิเล็กทรอนิกส์เข้ามาช่วย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเพลงทดลองมักหายไปกับสายลม”

‘โป้ Yokee Playboy’ ศิลปินผู้ไม่เคยหยุดทดลองตลอด 25 ปี พร้อมกับการกลับมาในอัลบั้มชุดที่ 8 ท่ามกลางยุควงดนตรีรุ่นหลาน

น่าเสียดายที่สุดท้ายแผนการที่โป้วางไว้ไม่ได้เป็นไปตามคาดหมาย เพราะ Yokee Playboy Reborn Concert ซึ่งเขาตั้งใจขอบคุณแฟนเพลงต้องเลื่อนแสดงอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 แต่อย่างน้อยๆ ยังดีที่อัลบั้มซึ่งฟูมฟักมานานหลายปีก็เสร็จสมบูรณ์

แน่นอนโป้ไม่ได้คาดหวังถึงความสำเร็จเหมือนครั้งวันวาน ด้วยตระหนักดีว่า Yokee Playboy ได้กลายเป็นวงรุ่นลุงของวงการไปเรียบร้อยแล้ว แต่เขาก็ยังเลือกจะทำต่อไป เพราะอยากนำเสนอสิ่งที่แตกต่าง เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้ฟัง 

“เราผ่านอะไรมาเยอะมากจริงๆ แต่ไม่ใช่เราปิดหูปิดตาแล้วบอกว่าเป็นวงรุ่นใหญ่นะ เรามองเห็นการเกิดและการดับของวงต่างๆ มันเป็นวัฏจักร เป็นธรรมชาติของวงที่เกิดขึ้น ยุคนี้เป็นยุคของวงในรุ่นที่อายุต่ำกว่าผมยี่สิบกว่าปี คนฟังก็ต้องอยากฟังเสียงของคนรุ่นเขา เป็นธรรมชาติของคนทุกรุ่นที่ผ่านมา

“ผมเลยไม่กดดันตัวเอง ก็อยู่กับวัยของวงที่เป็นแบบนี้แหละ แค่คนรุ่นหลานยังร้องเพลงเราอยู่ แถมร้องได้หลายเพลง นี่คือรางวัลของคนทำดนตรีแล้ว คุณภูมิใจได้เลยว่าเพลงคุณข้ามรุ่น ไม่ต้องทำอะไรอีกแล้ว แต่ถ้าคุณอยากทำงานเหมือนผมก็ทำต่อไปเลย สำเร็จไม่สำเร็จ ไม่เป็นไร ขอให้ Fulfill ไว้ก่อน เพราะพอโตขึ้น ผมมีความคิดอย่างหนึ่งคือ อย่ายอมให้เด็กๆ ในประเทศ เห็นน้อย ฟังน้อย ไม่เช่นนั้นโลกจะแคบ ส่วนฟังแล้วจะตัดสินอย่างไร ก็เป็นเรื่องของเขา”

และทั้งหมดนี้เอง คือบทสรุปการเดินทางตลอด 25 ปีของ โป้และวง Yokee Playboy ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง แม้แต่วินาทีเดียว

Writer & Photographer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load