คุณเคยใช้เวลาไปกับการเพ่งมองผ้าสักผืนไหม

เราไม่ได้กำลังพูดถึงผ้าทอมือสุดวิจิตร แต่กำลังพูดถึงเสื้อยืด ถุงผ้า หรือแม้กระทั่งผ้าห่ม

แต่เรากำลังอยากให้คุณลองหยิบเสื้อขึ้นมาสักตัว แล้วลองร่วมจินตนาการว่าในอีก 10 หรือเพียงแค่ 5 ปีข้างหน้า เสื้อในมือคุณจะไปจบลงที่ตรงไหน ในถังขยะ บนพื้น ตู้เสื้อผ้า หรือมันจะถูกส่งต่อไปอยู่ในมือใครอีกสักคน

“ผมว่าผ้าผืนนี้อายุไม่ต่ำกว่า 50 ปีนะ อย่างม่านผืนนี้เป็นผ้ามาจากญี่ปุ่น” นิ-รุ่งโรจน์ จันทร์กระจ่าง เอ่ยปากเล่าเรื่องราวของผ้าม่านตรงหน้า ในบ้านของเขาที่กลายร่างเป็นสตูดิโอสำหรับสร้างสรรค์ผลงานเสื้อผ้าที่อวดโฉมอยู่บนหน้าโทรทัศน์ ตลอดจนเป็นเสื้อผ้าที่คนดังต่างเลือกสวมใส่ ไม่ว่าจะเป็นคนดังในประเทศ หรือไกลจนถึงต่างประเทศก็ตาม

La Rocca, นิ รุ่งโรจน์ จันทร์กระจ่าง

‘La Rocca’ หรือชื่อเต็ม ‘La Rocca Royalgalleryproject’ เริ่มต้นโด่งดังจากการตัดเย็บเสื้อผ้าในสไตล์ Patchwork ด้วยการหยิบเอาผ้าแบดาน่า (Bandana) มาเรียงร้อยเข้าด้วยกัน

แต่ไม่ใช่แค่นั้น นิยังมีมนตร์วิเศษที่เรียกว่าเข็มกับด้าย มาเสกคืนชีวิตให้กับกางเกงยีนส์ผ้าตายที่พร้อมขาดเสมอทุกครั้งที่สวมใส่ รวมถึงพร้อมคืนวิญญาณให้กับถุงผ้ารักษ์โลกที่หมดวาระการใช้งาน ด้วยการเนรมิตให้มันกลายร่างเป็นเสื้อเชิ้ตสีสันจัดจ้าน และสารพัดวิธีที่นิพร้อมงัดขึ้นมาฟื้นสไตล์ให้สารพัดของมือสอง

ที่เราต้องอ้าปากค้างเมื่อมันไม่ได้มีแค่ผ้าแบนดาน่า ยีนส์ ถุงผ้า และเสื้อเชิ้ตเก่า เท่านั้น แต่มันยังมีสิ่งที่คาดไม่ถึงอีกด้วย

แต่ก่อนที่นิจะพาเราไปรู้จักกับงานของเขา นิชี้ชวนให้เรามองม่านผืนหนึ่งที่อยู่ใกล้กันกับบริเวณโต๊ะทำงาน ผ้าม่านที่ดูจะคล้ายกับรวบรวมผ้าหลากหลายผืนผ้าเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งทันทีที่เรามองเห็นก็ชวนให้นึกถึงผลงานของนิที่มักจะเป็นงาน Patchwork

La Rocca, นิ รุ่งโรจน์ จันทร์กระจ่าง

“ผมว่าอันนี้เมื่อก่อนมันต้องเป็นผ้าห่ม เราเองก็ไม่รู้ว่ามันใช้ไปทำอะไร แต่ผมว่าน่าจะเป็นผ้าห่ม” นิยังคงเล่าภาพที่เขาเห็นจากผ้าสีหม่นตรงหน้า ซึ่งถูกปะไปด้วยผ้าภายใต้โทนสีเดียวกัน จนยากจะระบุว่าอะไรคือสีตั้งต้นของม่านปริศนาผืนนี้กันแน่ “เราเคยไปต่างจังหวัด แล้วเห็นคุณยายที่ชุนผ้าที่ขาดแล้วด้วยตัวเอง แต่ด้วยลวดลายบนผ้าผืนนี้ ที่เป็นผ้ามือสอง เมื่อเรามองแล้วเราก็รู้สึกว่า เออ… มันสวยนะ และอยากรู้ว่าเขาทำยังไง”

นิบอกว่า เขาเชื่อว่ากว่าจะได้เป็นลวดลายเช่นนี้บนผืนผ้านั้นอาจใช้เวลานานกว่า 50 ปี กว่าผ้าผืนหนึ่งจะถูกใช้งานจนขาด จากนั้นจึงถูกส่งผ่านมืออันหลากหลาย จนมาหยุดอยู่ด้านหน้าหน้าต่างของนิเช่นนี้

“ผมมองว่ามันเป็นศิลปะชิ้นโบแดงมาก” เขายิ้มภูมิใจ

ม่านผืนเก่งถูกม้วนกลับขึ้นไปดังเดิม เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ นิ-รุ่งโรจน์ จันทร์กระจ่าง เปิดประตูต้อนรับพวกเราสู่โลก Patchwork ของเขาในวันนี้

เริ่มที่จตุจักร

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เด็กชายคนหนึ่งเคยเดินทางจากบ้านของเขาย่านบางซ่อนไปจตุจักร แวะกระโดดเล่นน้ำระหว่างทาง บ้างก็วิ่งเล่นในตลาดจตุจักรอันแสนคุ้นเคย ก่อนที่อีก 10 ปีข้างหน้าเด็กชายคนนั้นจะเติบโตมาเป็นพ่อค้าในห้องหมายเลข 155 ซอย 55/2 โครงการ  5

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของนิกับ La Rocca

“มันเริ่มต้นจากการขายเสื้อผ้ามือสองประมาณ 20 ปี เราขายมาตั้งแต่เรียนจบ ปวส. จากนั้นก็อิ่มตัว เลยมาลองทำกระเป๋าขายก่อน”

กระเป๋าใบแรกเกิดขึ้นจากความไม่ชอบความจำเจของนิ

เขาไม่ชอบอะไรที่มันเหมือนคนอื่น และอยากใช้อะไรที่มันมีแค่ชิ้นเดียว เขาจึงอยากทำอะไรที่มันมีชิ้นเดียวให้กับลูกค้าเช่นเดียวกัน กระเป๋าในตอนนั้นจึงทำมาจากเสื้อ กางเกง แจ็กเก็ต และเสื้อฮาวาย โดยไม่ได้เป็นลักษณะ Patchwork ดังเช่นตอนนี้ แต่คือการใช้เสื้อหนึ่งตัวมาทำเป็นกระเป๋า 1 ใบ ซึ่งทำให้นิเป็นที่รู้จักในหมู่ลูกค้าได้เป็นอย่างดี

ทุกอย่างดูเหมือนจะไปได้สวย จนกระทั่งเวลาผ่านไป

“จู่ๆ ก็ ติสต์แดก” นิว่า ก่อนเอ่ยเสริม “พอเย็บไปปีสองปีก็รู้สึกเบื่อ มันไม่มีช่างที่ตอบโจทย์เราได้อย่างเมื่อก่อน คนเริ่มทำกระเป๋าเยอะด้วย มีตัวเลือกเยอะ เราก็เลิกทำกระเป๋า มาทำเสื้อผ้าแทน”

ความคุ้นเคยและความเข้าใจในวัตถุดิบทำให้เขาตัดสินใจเลือกของที่ใช้แล้วมาแปลงร่างเป็นเสื้อผ้า ไม่ว่าจะเป็นเอากระเป๋ามาทำเป็นเสื้อ จากที่เมื่อก่อนเคยเอาเสื้อมาทำเป็นกระเป๋า เอาเสื้อด้วยกันเองมาแปลงร่างเป็นเสื้ออีกแบบหนึ่ง หรือแม้กระทั่งเอาถุงผ้ารักษ์โลกมาทำเป็นเสื้อและกางเกงก็ตาม

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะค้นหาผ้ามือสองซึ่งมีเพียงชิ้นเดียวแบบเดียวมาประกอบกันเป็นของใหม่ นิจึงเลือกทำเสื้อผ้าแบบที่มีชิ้นเดียวในโลก นั่นทำให้เขาตัดใจยากทุกครั้งที่มีคนมาขอซื้อผลงาน

La Rocca, นิ รุ่งโรจน์ จันทร์กระจ่าง La Rocca, นิ รุ่งโรจน์ จันทร์กระจ่าง

ปะติด-ปะต่อ

เราถามนิว่าเสื้อผ้าหรือกางเกงตัวแรกที่ทำคือตัวไหน

ความน่ารักของผู้ชายน่าดุตรงหน้าคือการตอบอย่างไม่คิดว่า “เป็นกางเกงผู้หญิง… ตอนนั้นเอาเสื้อลายอินเดียนมาทำเป็นกางเกงขาสั้นให้แฟนใส่”

เราทำท่าจะแซว นิจึงรีบเสริมว่า “มันต้องเริ่มจากคนใกล้ตัวก่อน ให้ลูกน้องบ้าง แฟนบ้าง ลูกชายบ้าง คนใกล้ตัวมันจะชอบหรือไม่ชอบก็ต้องใส่ แล้วเราก็ต้องดู และพัฒนาไป”

เราถามนิว่าแฟนชอบไหม — นิจึงตอบอย่างภาคภูมิใจ

“ชอบ นี่เป็นจุดเริ่มต้นเลยก็ว่าได้”

นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ผลตอบรับจากคนใกล้ตัวกลายเป็นสิ่งที่ทำให้นิรู้สึกว่าเขาต้องขยายสิ่งนี้ออกมาให้มีลมหายใจอยู่ในวงกว้างขึ้น “ตอนนั้นลองทำสักห้าตัวสิบตัวไปขายกับกระเป๋า ผลตอบรับจากลูกค้าบอกเราว่าสิ่งนี้เริ่มไปได้”

ซับซ้อน ยุ่งยาก วุ่นวาย คือ นิยามของแบรนด์ La Rocca Royalgalleryproject

La Rocca, นิ รุ่งโรจน์ จันทร์กระจ่าง

นิบอกว่า เขาไม่เคยรู้ว่าความสวยในงานจะไปหยุดอยู่ตรงไหน มีแค่ตัวเขาเองที่รู้ว่าถ้าต้องการให้ผ้าขาดเท่านี้ แปลว่ามันจะสวยในสายตาของเขา สุดท้ายนิก็ค่อยๆ ลองผิดลองถูก เริ่มต้นปะ ตัด และต่อ สารพัดของมือสองให้กลายมาเป็นผ้าผืนใหญ่อย่างที่ชอบ ก่อนจะส่งต่อให้ลุงกับป้าช่างเย็บคู่ใจไปแปลงร่างผ้าให้กลายเป็นเสื้อผ้าต่อไป

เสื้อผ้าเกือบทุกตัว นิจะมีช่างประจำเป็นคนตัดเย็บให้

แต่สำหรับผ้าผืนที่ใช้เป็นผ้าพื้นสำหรับตัดเย็บ จนถึงวันนี้ เขาจะยังคงเป็นคนชุนและปักด้วยตัวเองทุกผืน รวมถึงเป็นคนที่เลือกเอาวัตถุดิบมาใช้ด้วยตัวเอง ก่อนจะเอามาแจกจ่ายมอบหมายงานให้ช่างนำไปทำเป็นเสื้อหรือกางเกงต่อ แต่ยังไงก็ตาม ขั้นตอนการร้อยเรียงผ้าให้เป็นผืน เขาจะต้องเป็นคนทำด้วยตัวเองเสมอ

“เพราะไม่ไว้ใจคนอื่น” นิบอกแบบนั้น เขายืนยันว่าขั้นตอนทุกอย่างไม่ได้เป็นความลับแต่อย่างใด แต่แค่ต้องการทำให้มันถูกใจเท่านั้นเอง

ถึงจะเย็บผ้าทุกวัน แต่นิบอกเราว่า เขาไม่เคยเรียนการตัดเย็บมาก่อนเลย นอกจากในวิชาการงานอาชีพเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เขายืนยันว่าการเย็บผ้าไม่ใช่เรื่องยากหรือทุลักทุเล เพราะเขามองว่ามันจะไม่มีผิดหรือถูก ทุกการปะเกิดจากความถึงพอใจว่าต้องการแบบไหนตามความต้องการของตัวเอง

“จริงๆ เมื่อก่อนเคยรับจ้างปะผ้านะ”​ นิว่า ก่อนหยิบเอากางเกงยีนส์ตัวหนึ่งให้เราได้ดู

“อันนี้กางเกงตั้งแต่สมัยหนุ่มๆ มันเป็นกางเกงที่ผ้ามันตายแล้ว คือผ้ามันขาดทุกทีที่เรามาใส่”

เขาพูดพร้อมฉีกกางเกงให้ดูอย่างที่ว่า

“ที่ชอบตัวนี้เพราะเวลาใส่ทุกครั้งมันจะขาดทุกครั้ง และเราได้ซ่อมมันทุกครั้ง คล้ายๆ กับย้อนไปเรื่องของผ้าม่านเลยใช่ไหมล่ะ”  

La Rocca, นิ รุ่งโรจน์ จันทร์กระจ่าง La Rocca, นิ รุ่งโรจน์ จันทร์กระจ่าง

ให้ผ้านำทาง

นิจัดการกางม่านผืนเดิมลงมาอีกครั้ง ก่อนจะอธิบายให้เราฟังต่อว่าทำไมเขาจึงชื่นชอบการชุนผ้า และหลงรักการนำเอาของมือสองมาแปลงร่างเหลือเกิน

“ผ้าผืนนี้คือเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจ เราชอบเสื้อผ้าขาดๆ ที่มีการปะ มีการชุน เราจึงอยากทำดูในรูปแบบของเรา ลองหัดทำดู ซึ่งมันไม่ได้ใช้เวลานานมาก และเกิดเป็นแบบที่เราต้องการพอดี ซึ่งพอทำ ลูกค้าก็รอ และเราเองก็ขายได้หมด

“สเน่ห์ของผ้าผืนนี้ที่ทำให้รู้สึกว่าเราอยากทำให้ได้แบบนี้ คือการที่มันต้องอาศัยเวลาไม่ต่ำกว่า 30 ปี มันเกิดจากการที่คุณใช้งานจนมันขาด แล้วจึงค่อยๆ ปะและชุนมัน” นิเล่า

ผ้าผืนโปรดผืนนี้นิซื้อมาจากร้านของเพื่อนที่ญี่ปุ่นมาในราคาสองหมื่นกว่าบาท

ด้วยความหลงใหลในลายที่ดูมีมิติ และเกิดจากการตั้งคำถามว่าแต่ละรอยนั้นมันขาดเพราะอะไร จึงนับได้ว่าผ้าผืนหนึ่งสามารถบอกเล่าเรื่องราวให้เกิดขึ้นในหัวของนิได้มากมาย รวมถึงคอลเลกชันใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่นานนี้ด้วยเช่นกัน

ปัจจุบันนี้ นิจัดการนำผ้าจากของมือสองมาเรียงร้อยต่อกันเก็บไว้เป็นจำนวนหนึ่งร้อยถึงสองร้อยผืน แล้วจึงส่งให้ช่างประจำนำไปตัดเป็นเสื้อผ้า และไม่นานมานี้เขาได้นำมาทำเป็นรองเท้าเช่นกัน

La Rocca, นิ รุ่งโรจน์ จันทร์กระจ่าง

แถมยังมีการข้ามน้ำข้ามทะเลไปทำกับแบรนด์ญี่ปุ่นอีกด้วย

“เมื่อก่อนผมทำงานรีเมกกับคนญี่ปุ่น เมื่อก่อนเขาเองก็ใช้วัตถุดิบมือสองมารีเมก เราเองก็ใช้ตรงนั้นมาปรับเป็นตัวเรา อย่างตอนนั้นเขามีดีไซเนอร์มา และเราก็เป็นคนไปหาซื้อวัตถุดิบมาให้ช่างตัดเย็บ เราเจอกับทีมเขาตอนกำลังขายเสื้อผ้ามือสอง ทุกวันนี้ก็ยังคบกันอยู่นะ เขาเองก็มีธุรกิจในไทย”

ไม่ใช่แค่เจ้านายเก่าของนิเท่านั้นที่มีธุรกิจในไทย แต่ปัจจุบันแบรนด์ของนิก็ได้ไปวางที่ญี่ปุ่นเช่นกัน

“กระเป๋าก็ส่งไปที่ Journal Standard ถามว่าญี่ปุ่นชอบของเราไหม เขาก็ชอบ แต่ด้วยของเราที่ราคาแพง จริงๆ ก็เคยโดนดุมาเหมือนกัน แต่ผมบอกตัวเองเสมอว่าเราจะไม่ขายถูก เพราะเราจะไม่ดูถูกฝีมือตัวเอง เมื่อไหร่ก็ตามที่เราขายถูก มันจะหมายความว่าเราดูถูกฝีมือของตัวเอง เพราะเรานั่งปะผ้า ใช้เวลากับมันนานมากกว่าจะได้ผ้าผืนหนึ่ง”

ฟีดแบ็กที่ได้รับมาคือ ผ้าของนิไม่ค่อยเหมือนของคนอื่น เนื่องจากมันเกิดจากผ้านับร้อยผืนที่สะสมความบังเอิญให้กลายมาเป็นเอกลักษณ์บนผ้าผืนใหม่ในที่สุด

La Rocca, นิ รุ่งโรจน์ จันทร์กระจ่าง

นิหยิบผ้ายีนส์ที่กำลังรอวันที่จะได้เปลี่ยนสภาพเป็นเสื้อผ้ามาให้เราดู ก่อนลงมือเล่าถึงกระบวนการให้เราได้ฟัง

“ข้างล่างของผ้าผืนนี้มันคือลายที่เราต้องการ อาจจะมาจากชุดเดรสบ้าง กระเป๋าบ้าง แล้วแต่จะเลือก เราทำสต็อกผ้าไว้สองสามร้อยผืนแล้วค่อยคิดว่าจะทำอะไร แต่จะไม่ทำออกมาทีละเยอะๆ เช่น ทำกระเป๋าห้าใบสิบใบ พอแล้ว มันเป็นทั้งความต้องการของลูกค้าและความต้องการของเรา และมันจะกลับไปที่เราทำน้อย แล้วก็จะไม่ค่อยอยากขาย เพราะถ้าทำเยอะมันก็จะดูน่าเบื่อ”

“เราเทกมันเป็นงานศิลปะ ทำผ้าเก็บไว้สักสองสามร้อยผืนแล้วค่อยเอามาทำเป็นรองเท้าหน่อยหนึ่ง กางเกงอีกสักหน่อย จริงๆ โซฟาก็เคยทำขายไปแล้วนะ” นิกล่าว

เรื่องราวของโซฟากับนิเกิดขึ้นจากความบังเอิญ ตอนนั้นเขาทำและเอาไปวางที่หน้าร้านในจตุจักร บังเอิญว่ามีลูกค้าคนหนึ่งให้ความสนใจและถามราคาอย่างที่นิไม่ได้คิดว่าเขาจะซื้อ

“ปรากฏว่าเขาซื้อในราคาสองหมื่นห้า”

ช่างคู่ใจ

“ผมเป็นคนไม่มีระเบียบในตัวเอง วันนี้อยากทำอันนี้ก็ทำ พรุ่งนี้อยากทำกระเป๋าก็จะทำกระเป๋า ตอนนี้ทำเสื้อ กางเกง กระเป๋า รองเท้า หมวกไม่ค่อยเยอะ เพราะกางเกงตัวหนึ่งต้องใช้ผ้า 6 ผืน และเราไม่มีโรงงานเย็บกางเกงยีนส์ที่ตอบโจทย์ เรายังใช้ช่างลุงป้าน้าอาแถวๆ บ้านอยู่”

ตั้งแต่นาทีแรกที่เราได้คุยกัน นอกจากนิจะย้ำว่าตัวเองเป็นคนรักอิสระแล้ว อีกสิ่งที่เขาย้ำเสมอ คือการให้เครดิตกับช่างคู่ใจที่คอยคืนชีพให้ผ้าของเขาอยู่เสมอ หนึ่งในนั้นคือบุคคลในอินสตาแกรมที่เขารีบเปิดให้เราดู

La Rocca, นิ รุ่งโรจน์ จันทร์กระจ่าง La Rocca, นิ รุ่งโรจน์ จันทร์กระจ่าง

“เคยเห็นยัง… คนนี้เหมือนเป็นนายแบบ เมื่อก่อนเขาไม่อินกับเรา แต่เดี๋ยวนี้พอทำเสร็จเขาจะขอลองใส่ทุกครั้ง  แล้วเราก็จะบอกเขาว่าเราเพิ่งซื้อโทรศัพท์ใหม่ เดี๋ยวจะถ่ายรูปให้ พอถ่ายทุกรูปก็ลงทุกรูป คนในไอจีก็ชอบทุกคน ส่วนเราก็รู้สึกว่าเขาคงภูมิใจกับสิ่งที่เขาทำในระดับหนึ่งแล้วถึงขอใส่ เวลาลงไอจีลูกค้าก็จะบอกว่า โอ้โห คุณพ่อเท่จังเลย”

จริงๆ แล้วบุคคลในรูปนั้นไม่ใช่พ่อของนิแต่อย่างใด แต่คือช่างตัดคู่ใจที่ชื่อว่า ลุงแก้ว  

La Rocca, นิ รุ่งโรจน์ จันทร์กระจ่าง

“ลุงแก้วเป็นคนทำงานช้า ทำงานเยอะไม่ได้ เวลาที่เขาทำแต่ละชิ้นเขาจะประณีตมาก ถ้าลูกค้าได้ของไปมันจึงเป็นของดีแน่นอน”

ความสัมพันธ์ของลุงแก้วกับนินั้นเรียกได้ว่าอยู่ด้วยกันมานานนับสิบปี ผ่านร้อนผ่านหนาวกันมามากมาย นิเล่าให้เราฟังว่า เขาและลุงแก้วนั้นเคยไม่คุยกันนานถึง 8 ปี

“ต่างคนต่างงอน ตอนนั้น” นิบอก ก่อนเล่าเรื่องราวในอดีต “แต่พอเวลาผ่านไปเราก็โตขึ้น เมื่อก่อนเราเกรี้ยวกราดมาก คือเราไม่เข้าใจเขา เราอยากได้งานเยอะๆ เพื่อให้ได้เงินเยอะๆ”

กาลเวลาที่ผันผ่านทำให้นิที่เคยอารมณ์ร้อนค่อยๆ ตกตะกอนความคิด สมัยก่อนนั้นเมื่อได้รายการสั่งซื้อจำนวนมากมาเขาจะรีบเร่งให้ลุงแก้วตัดให้ไวขึ้น แต่ลุงแก้วไม่สามารถทำให้ได้

“ตอนนั้นเราลืมไปว่าเขาแก่แล้ว เขาทำคนเดียว และทำงานประณีต ไม่ได้ทำงานลวกๆ เราจะคิดเอาแต่ใจเราไม่ได้”

สิ่งนี้ทำให้นิค่อยๆ นึกขึ้นได้ว่าสิ่งที่เขาต้องการคือการทำงานเพื่อคุณภาพ ไม่ใช่เพื่อจำนวน และเมื่อเติบโตขึ้น เขาจึงกลับไปขอโทษลุงแก้ว และได้ลุงแก้วกลับมาเป็นช่างคู่ใจอีกครั้ง

“ตอนนั้นที่ทำให้ร้าน BEAMS ผมทำเป็นกระเป๋า เพราะเสื้อผ้าทำยาก แบรนด์ทุกแบรนด์จะเป๊ะเรื่องสัดส่วนมาก ขนาดเป็นเพื่อนกันยังกำหนดละเอียดเลยว่าตรงนี้ 5 เซน ตรงนี้ 6 เซนติเมตร มันต้องทำให้ได้ จริงๆ เราอยากทำแบบนี้ แต่เราไม่สามารถคุมป้า ลุง ที่เรามีอยู่ได้ เขาเคยทำแบบไหนมาเขาจะทำแบบนั้น เขาเคยเย็บลูกโซ่กับกางเกง จู่ๆ มาให้เขาเย็บหมวกให้ เขาไม่ทำให้คุณหรอก

“ช่างที่อยู่กับผมทุกคน หลายๆ คนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นแรงบันดาลใจ เพราะผมวาดรูปไม่เป็น ไม่ได้เรียนด้านนี้มา ทุกอย่างเกิดขึ้นจากความชอบ เพราะฉะนั้น เวลาที่เราทำงานอะไรแบบหนึ่ง สิ่งที่มันอยู่ในหัวคือ เราจะทำยังไงให้เขาเข้าใจสิ่งที่เราคิดได้ เพราะเราวาดรูปไม่เป็น เพราะฉะนั้น มันจะต้องเกิดจากการที่เราอธิบายให้เขาฟังเยอะๆ แล้วเขาเข้าใจไปกับเรา”

La Rocca, นิ รุ่งโรจน์ จันทร์กระจ่าง La Rocca, นิ รุ่งโรจน์ จันทร์กระจ่าง

ถึงแม้จะมีช่างคู่ใจ แต่นิก็ยังเลือกที่จะประกอบชิ้นผ้าเองอยู่ดี เพราะเขาเชื่อว่าในเมื่อทุกอย่างเริ่มต้นจากเขาแล้ว มันจะต้องจบที่เขาเช่นเดียวกัน เพราะเขาจะเป็นคนเดียวที่เข้าใจว่าอยากให้ชิ้นส่วนของผ้าอยู่ตรงไหน สีไหนจะอยู่ตรงไหน ทั้งหมดบีบบังคับให้นิต้องลองเริ่มเหยียบจักรด้วยตัวเอง แม้จะไม่เคยลองเหยียบมาก่อนก็ตาม

“คนเราอยากทำอะไรมันก็ต้องทำได้ เคยอยากทำอะไรแล้วอยากให้มันเสร็จมั้ย แต่ดันทำไม่เป็น เหมือนเวลาขับรถนั่นแหละ ยังไงเราก็ต้องขับรถ ถ้ามันเป็นของเรา มันจะชนก็ช่างมัน”

ทุกวันนี้นิก็ยังทำงานของเขาต่อไปเรื่อยๆ โดยมีแรงผลักดันคือการที่ลูกค้าจัดการคอนเฟิร์มอยู่ตลอดเวลา “อยากกลับไปอยู่กับมันทุกวัน ผมว่ามันสนุกดี” นิว่าพร้อมรอยยิ้ม

ถุงผ้า ผ้าเช็ดหน้า กระเป๋าเดินทาง และผ้าห่อศพ

“ตอนนี้มันเป็นเทรนด์นะที่ไม่ต้องการสัดส่วน ไม่ต้องการเป๊ะ ให้มันสั้นบ้างยาวบ้าง เพราะการรีเมกมันไม่ได้มีกฎเกณฑ์อะไรมาควบคุม นอกจากความลงตัวและสวยงาม ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าคนที่ชอบงานแบบนี้คือไม่อยากแต่งตัวซ้ำใคร” นิยิ้ม เราก็ยิ้ม

ปัจจุบันนี้ นิบอกว่าที่หน้าร้านของเขาที่จตุจักร เสื้อรีเมกถูกขายไปแล้วสี่ร้อยหรือห้าร้อยตัว โดยเฉพาะช่วงนี้ที่ขายได้เยอะมากเป็นพิเศษ จากสเน่ห์ที่เขามองว่ามันเป็นเพราะเสื้อผ้าแบบนี้จะไม่มีทางถูกสวมใส่ซ้ำกันเด็ดขาด

“ลูกค้าที่ชอบ บางคนก็บอกว่ามีเวลาให้เรา 2 วัน เขาจะไปต่างประเทศ เราทำให้ได้ไหม… คือถ้าคุยโอเค ผมก็ทำให้”

เอกลักษณ์ที่การันตีให้ลูกค้าเชื่อใจได้ว่า เมื่อเลือกซื้อเสื้อผ้าจากร้านของนิแล้ว มันจะไม่มีวันเหมือนและซ้ำใครเด็ดขาด โดยนอกจากผ้าเช็ดหน้า Bandana ที่สร้างภาพจำให้กับแบรนด์ของนิแล้ว ลายล่าสุดที่ทำมาจากถุงผ้าลดโลกร้อน ก็ยังเป็นสิ่งที่สร้างเสียงฮือฮาให้กับเขาเช่นกัน

เพราะมันเป็นเสื้อผ้าที่ทำมาจากถุงผ้าน่ะสิ!

La Rocca, นิ รุ่งโรจน์ จันทร์กระจ่าง

“คนไม่ใช้ถุงพลาสติก เปลี่ยนมาใช้ถุงผ้า แต่คุณจะใช้ถุงผ้านานเท่าไหร่ล่ะ สองสามเดือนก็ไม่ใช่แล้วถูกมั้ย แต่มันจะไปอยู่ที่ไหน นอกจากนอนเฉยๆ ในตู้เสื้อผ้า ทุกๆ แบรนด์ต่างรณรงค์ให้ใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก แห่ผลิตมา 10 ล้านใบ ใช้เวลาเห่อกันสองสามเดือน สุดท้ายเราก็สร้างขยะให้โลกอยู่ดี

“คุณบอกว่ารักโลก ส่วนผมเริ่มทำงานนี้มาไม่กี่เดือน แต่น่าจะใช้ถุงผ้าแบบนี้มาประมาณ 60,000 หรือ 70,000 ใบแล้ว บางทีคนเยอรมันมาถามว่า คุณรู้มั้ยว่าถุงนี้เป็นถุงบิ๊กซี เป็นภาษาเยอรมัน เสื้อตัวหนึ่งผมจะใช้ผ้าทั้งหมด 2 ผืน ผืนหนึ่งประกอบด้วยถุงผ้า 25 ใบ ดังนั้น เสื้อ 1 ตัวจะประกอบไปด้วยถุงผ้าทั้งหมด 50 ใบ ปัจจุบันมันเป็นพื้นสีออฟไวท์อยู่ แต่ตอนนี้กำลังทำเป็นพื้นสี อีกสักเดือนหนึ่งคงได้เห็น”

เสื้อคอลเลกชัน ‘ไหนบอกว่ารักโลก’ ของนิ เป็นอีกตัวที่เราพบว่ามันเดินทางมาไกล

แน่นอนว่ามันมาจากทั่วทุกมุมโลก หากลองจับที่เสื้อตัวนั้นดูแล้ว คุณจะพบว่าทุกๆ ตารางเซนติเมตรของผ้าล้วนประกอบไปด้วยเรื่องราวที่ซ่อนไว้เสมอ มันอาจเป็นถุงที่เคยใส่ผลไม้เมื่อสัก 20 ปีที่แล้ว หรือเด็กหญิงคนหนึ่งอาจเคยถือมันไปโรงเรียนในซีกโลกตะวันตกก็เป็นได้ นั่นคือสเน่ห์ของเสื้อผ้าทุกๆ ตัวที่นิทำ คือมันไม่ได้บอกเรื่องราวเพียงแค่ฝีจักรจากมือของลุงและป้า หรือไม่ได้บอกว่าเขากำลังคิดอะไรขณะลงมือทำเท่านั้น แต่มันยังบรรจุสารพัดเรื่องราวไว้แน่นเอี้ยดเสมอ

แต่ไม่ได้มีแค่ถุงผ้าเท่านั้น เพราะนิเดินเข้าไปในส่วนทีเก็บของของตัวเองที่หลังม่าน ก่อนจะกลับมาพร้อมถุงใบใหญ่

“นี่ แคนวาส ถุงทะเล ถุงนอน ที่ห่อศพสมัยสงครามโลก… ผมเอามาทำเสื้อ”

La Rocca, นิ รุ่งโรจน์ จันทร์กระจ่าง

พวกเราแทบจะอ้าปากค้าง แล้วนิก็ลงมือเล่าต่อ “อันนี้ผมเอาไปให้ช่างคนหนึ่งทำ แต่เขาทำงานช้ามาก ชอบรับงานคนอื่นก่อน แต่ผมไม่ต้องคุยอะไรกับแกเลย แค่เอาของไปให้แก แล้วแกก็ทำเป็นเสื้อออกมาให้ได้ มันเกิดจากการคุยกันก่อน ตอนที่เขาได้ถุงพวกนี้มาเขาก็งงนะ แต่เราน่ะงงกว่าที่เขาทำออกมาเป็นสิ่งที่เราต้องการ”  

เรียกได้ว่าเต็มเปี่ยมไปด้วยสตอรี่จริงๆ

“เสื้อพวกนี้มันไปออกรายการบ้าง แต่ผมเลือกขายคนนะ ผมขายคนที่ใส่แล้วมันได้”

สู่ La Rocca Royalgalleryproject

La Rocca Royalgalleryproject มีจุดเริ่มต้นมาจากชื่อ Rude Gallery ซึ่งแต่เดิมเคยเป็นชื่อร้านกระเป๋าของนิที่ไทย และในขณะเดียวกันก็เป็นชื่อร้านแบรนด์สตรีทของเพื่อนที่ญี่ปุ่นด้วย จนกระทั่งชื่อเสียงของร้านค่อยๆ เติบโตขึ้น เขาจึงเปลี่ยนชื่อมาเป็น La Rocca Royalgalleryproject ดังปัจจุบัน

La Rocca, นิ รุ่งโรจน์ จันทร์กระจ่าง

“มีพี่ที่เคารพคนหนึ่ง เป็นคนชอบขายต้นไม้ ตอนนั้นร้านเขาชื่อ La Rocca ส่วนของผมชื่อ Rude Galleryproject เราก็เลยบิดจากคำ่ว่า Rude มาเป็น Royal โดยมีพี่เขาช่วยออกแบบโลโก้”

นับตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ La Rocca Royalgalleryproject ก็เติบโตและมีชื่อเสียงไปทั่วทั้งโลก ถึงขนาดที่ว่าไม่ใช่แค่คนดังชาวไทยเท่านั้นที่สวมใส่เสื้อผ้าของนิ แต่ยังรวมถึงไอดอลวง Winner แห่งค่าย YG จากเกาหลีใต้ ก็เลือกเสื้อของนิไปใส่ด้วยเช่นกัน จากการที่มีเอเจนซี่เลือกเสื้อของเขาไปวางขายที่เกาหลี

ถึงอย่างนั้นนิก็ยังยืนยันกับเราว่าเขาไม่ใช่มืออาชีพ นิไม่สามารถมอบแคตตาล็อกให้ลูกค้าได้ เพราะเขาเลือกที่จะดำเนินไปบนทางที่นิเรียกว่า ‘บ้านๆ’ แต่ยังรักษาความเป็นตัวตนไว้

“ชาวต่างชาติส่งข้อความมาขอซื้อมากนะ แต่ผมไม่ค่อยขาย ผมเลือกคนไทย เพราะเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ผมมีโอกาสทำกระเป๋า แล้วก็ฮิตในคนไทย ตอนนั้นเพื่อนเอาของผมไปขายที่ญี่ปุ่น ผลตอบรับดีมาก เพราะในบ้านเราคนทำน้อยมาก ระหว่างนั้นเองก็มีลูกค้าที่กำลังสนใจเราในไทยเหมือนกัน ตอนนั้นเราได้ข้อเสนอว่าต้องทำให้ทัน เราก็เลือกทำที่ญี่ปุ่น พอทำได้สักปีสองปี ปรากฏลูกค้าคนไทยหายหมด เราไม่สามารถทำให้ทั้งญี่ปุ่นที่ต้องผลิตจำนวนมาก ไปพร้อมๆ กันกับผลิตให้คนไทยที่ซื้อปลีกได้ การซื้อปลีกนั้นหมายความว่าแบบมันต้องอัพเดตเรื่อยๆ แต่เราไม่ได้อัพเดตเลย เราเอาเวลาทั้งหมดไปขายส่งให้ญี่ปุ่น 500 ใบ พอกลับมาไทยคนไทยหายหมดเลย นั่นคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้เรากลับมาทำเสื้อผ้า

“ในวันนี้มันก็เหมือนตอนนั้นที่ทำกระเป๋าเลย แต่เราเลือกไม่เหมือนกันแล้ว ลูกค้าจะให้เราขายส่ง แต่วันนี้เราเลือกทำให้คนไทย เพราะหากวันนี้เราทิ้งเขาอีก เราอาจเจอปัญหาเหมือนครั้งที่แล้ว แต่ถ้าทำคู่กันได้ มันก็โอเค” นิเล่า

ปัจจุบัน เสื้อผ้าของนิมีการไปวางขายที่ Upperground ในห้างเซนทรัลเวิลด์ด้วยเหตุผลที่ว่าอยากเปิดโลกกว้างให้แบรนด์เป็นที่รู้จักกว้างขึ้น และยังมีเอเจนซี่จากหลากประเทศที่ซื้อไปวางขายในประเทศของตน แต่บางทีเขาก็เจอลูกค้าต่างประเทศมาถามว่าจะต้องจ่ายเงินระบบไหนบ้าง

“วุ่นวาย” เขาบอก “แต่ถ้าเขาอยากซื้อจริงๆ บางทีเขาก็บินมาซื้อเช้าเย็น” นิหัวเราะ

La Rocca, นิ รุ่งโรจน์ จันทร์กระจ่าง

วันนี้แบรนด์ของนิเติบโตไปจนมีลมหายใจอยู่แทบจะทั่วทั้งโลก แต่เขาก็ยังเลือกที่จะไม่ทิ้งช่างที่อยู่เคียงข้างเขามาเสมอ สิ่งหนึ่งที่นิบอกเรามาตลอด คือเขาจะไม่คิดราคาเสื้อผ้าที่ดูถูกตัวเอง และในขณะเดียวกัน เขาจะไม่มีทางกดราคาช่างเช่นเดียวกัน

“ปัจจุบันผมไม่คิดว่าจะพาแบรนด์ไปถึงจุดไหน ตอนนี้ผมยังห่วง ยังไม่ไว้ใจใคร บางทีคอลเลกชันหนึ่งเราทำออกมาสัก 50ตัว มันก็ไม่สนุก มันอิ่มแล้ว แต่ถ้าอีก 4 เดือนกลับมาอีกทีมันก็จะยังขายได้”

นิบอกว่า เขาไม่เคยวางแผนว่าจะต้องทำอะไรก่อนและทำอะไรจึงจะดัง เขาบอกว่า บางทีเขาก็อยากจะเริ่มวางแผนบ้างเหมือนกัน แต่ตอนนี้เขายังคิดว่าอยากทำอะไรก็จะทำอยู่เหมือนเดิม และมันทำให้เขามีความสุขในทุกวัน

นิยังยืนยันว่า เขาจะไม่เรียกตัวเองว่าดีไซเนอร์เด็ดขาด แต่เขาจะเรียกตัวเองว่าผู้ผลิตหรือเมกเกอร์ เพราะเขาไม่ใช่แฟชั่นนิสต้าที่ต้องการทำให้แบรนด์โด่งดังขนาดนั้น แม้ตลอดเวลาสองสามเดือนมานี้เขาจะมีความคิดว่าอยากทำงานให้เป็นมืออาชีพมากกว่านี้อยู่บ้างเหมือนกัน

“คนที่เก่งกว่าผมคือช่าง ผมว่าบางทีดีไซเนอร์บางคนก็กำลังลืมเบื้องหลัง” นิบอก ก่อนจะยื่นเสื้อที่ทำจากถุงทะเลให้พวกเราได้ลองสวมใส่

นิบอกว่า งานของเขาจะมีสีสันจัดจ้างแอบแฝงอยู่เสมอ เขายังไม่หยุดทำงานตามใจตัวเอง และยังคงผลิตในจำนวนน้อย ไม่มีกฎระเบียบดังเดิม

La Rocca, นิ รุ่งโรจน์ จันทร์กระจ่าง La Rocca, นิ รุ่งโรจน์ จันทร์กระจ่าง

“วันนี้อยากออกเสื้อ 5 ตัว ทำแล้วลูกค้าชอบก็ไม่ขาย ถ้าลูกค้าชอบ สั่งซื้อ วันนี้ผมไม่ทำ อีก 2 เดือนค่อยมาทำ ถ้าเขายังรอก็แปลว่าเขาชอบ” นิเล่าพร้อมรอยยิ้ม

“เสื้อผ้ามันมีสตอรี่ ผมถึงได้อยู่กับมัน บางทีก็ยังไม่อยากขาย”  

จากกางเกงตัวแรกที่ตัดให้ภรรยาได้สวมใส่ ปัจจุบันเสื้อผ้าของนิเติบโตจนไปวางอยู่ในมุมต่างๆ ของโลก แต่เขาก็ยังไม่หยุดขายของที่จตุจักรอยู่ดี

“จตุจักรเป็นเหมือนแหล่งกำเนิดของคนต้นคิด” นิบอกแบบนั้น

หวนให้เราได้นึกภาพว่าหากเด็กชายตัวเล็กๆ ที่เคยวิ่งเล่นในจตุจักร ได้พบเจอกับเขาที่เป็นเจ้าของแบรนด์สตรีท ‘ฮาร์ทเมด’ ชื่อดังคนนี้ เด็กคนนั้นจะทำอย่างไร

บางทีเด็กคนนั้นอาจจะกำลังมองเขาด้วยสายตาที่สะท้อนความตื่นเต้น — ใครจะไปคิดกันล่ะว่าวันหนึ่งนิที่เคยเป็นพ่อค้าเสื้อผ้ามือสอง จะกลายมาเป็นเจ้าของแบรนด์ที่มีชื่อเสียงข้ามประเทศได้ขนาดนี้

และที่สำคัญคือ เขาไม่เคยลืมว่าใครอยู่เบื้องหลังทุกความสำเร็จ

นั่นคือสิ่งที่นิย้ำให้เราฟังเสมอ ก่อนที่เขาจะเอ่ยบอกคนรุ่นใหม่ที่ต้องการจะเริ่มอะไรสักอย่าง เป็นการปิดท้าย

“จริงจัง ทุ่มเทกับสิ่งที่ทำ และทำแม่งเข้าไปเหอะ ทำไปเยอะๆ สวยไม่สวยมันก็ต้องทำ”

เขากล่าวจริงจังด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความสุข เหมือนดังเช่นชั่วโมงแรกที่เราได้คุยกันอย่างไม่เปลี่ยนแปลง

La Rocca Royalgalleryproject

Facebook : La Rocca Royalgalleryproject
Instagram : larocca_studio

La Rocca, นิ รุ่งโรจน์ จันทร์กระจ่าง

Writer

ฐาปนี ทรัพยสาร

อดีตนักเรียนหนังสือพิมพ์ที่ก้าวเข้าสู่วงการประชาสัมพันธ์ ผู้เชื่อมั่นว่าตัวอักษรสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ หลงใหลในวัฒนธรรมและมนุษย์

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Street View

ความเคลื่อนไหวและแรงบันดาลใจจากผู้คนบนถนนสายสตรีทแฟชั่น

ถ้าย้อนหลังกลับไป 11 ปีก่อน ตอนที่วง Slur ออกอัลบั้มแรก แล้วมีใครสักคนมาบอกผมว่าวันหนึ่งจะต้องมานั่งสนทนากับ มือเบสอย่าง บู้-ธนันต์ บุญญธนาภิวัฒน์ ถึงเรื่องการสร้างแบรนด์ ที่บทสนทนามีศัพท์แสงอย่าง 4P หรือ Market Share ผมคงคิดว่าคนที่พูดนั้นเพี้ยนไปแล้ว

แต่นั่นแหละ วันนี้เกิดขึ้นจริงแล้ว เรานัดกันคุยสารพัดเรื่องเกี่ยวกับแบรนด์ Rompboy ของเขาที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง

พูดถึงแบรนด์สตรีทแวร์ในไทยตอนนี้ Rompboy คือชื่อแรกๆ ที่หลายคนนึกถึงเมื่อคิดถึงรองเท้าผ้าใบทำมือเมดอินไทยแลนด์

วันนี้แบรนด์ที่ชายหนุ่มปลูกปั้นเริ่มแข็งแรงดีแล้ว สังเกตได้จากผลิตภัณฑ์ของเขาเริ่มขายหมดในหลักนาที หลายคนอาจไม่รู้ว่ารองเท้ารุ่นพิเศษของเขาที่ทำร่วมกับศิลปินอย่าง ตั้ม-วิสุทธ์ิ พรนิมิตร ถึงกับมีแฟนๆ ไปเข้าแคมป์ นอนหน้าร้านขายรองเท้าเพื่อรอซื้อในเช้าวันรุ่งขึ้น ซึ่งปกติปรากฏการณ์แบบนี้ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นเฉพาะกับรองเท้าแบรนด์ดังระดับโลก

คำถามที่น่าสนใจคืออะไรทำให้แบรนด์แบรนด์หนึ่งซึ่งผู้ก่อตั้งไม่ได้เรียนแฟชั่นหรือการตลาดใดๆ มาก่อน ออกสินค้าอะไรมาก็ขายหมด-ขายดี-ขายดีมาก

ล่าสุดเขาเพิ่งผลิตรองเท้าหนังรุ่นแรกของแบรนด์ในชื่อ Rompboy Skin ที่ผลิตจำนวน 250 คู่ และแน่นอน หมดเกลี้ยง ไม่มีโอกาสแก้ตัวสำหรับผู้มาช้า

ในยุคสมัยที่แค่เดินเท้าไปโรงงานหรือร้านตัดเสื้อของป้าแถวบ้านก็สร้างแบรนด์ตัวเองได้ง่ายๆ อะไรทำให้แบรนด์สัญชาติไทยแบรนด์นี้โดดเด่นจากแบรนด์อื่น และเป็นแบรนด์ที่ผู้คนเฝ้ารอวินาทีแรกที่สินค้าวางจำหน่าย

นั่นไง เขามาแล้ว ถามเขาด้วยตัวเองเลยดีกว่า

ROMPBOY แบรนด์ที่ใช้สัญชาตญาณนำการตลาดของ บู้ SLUR

คุณดูเป็นคนหัวการค้ามาก ถ้าให้ย้อนมอง คุณคิดว่าตัวเองได้สิ่งนี้มาจากไหน

ถ้าเอาที่มาจริงๆ ผมว่ามันเริ่มจากการที่ผมเป็นคนที่มาจากครอบครัวฐานะปานกลาง แล้วที่บ้านไม่ค่อยตามใจ ถ้าไล่กลับไปตอนเด็กๆ ผมมีพี่ชายที่เป็นลูกพี่ลูกน้อง เวลาเขาอยากได้อะไรเขาจะได้ แต่ผมไม่มีเงิน เวลาอยากได้ของเล่นอะไรเราจะไม่ได้เลย เรารู้สึกว่าเรามีปม เราโตมากับการอยากได้ของ อยากได้นั่นได้นี่ ตอนแรกเข้าใจว่าการเล่นดนตรีคือทางออกที่ดี ถ้าวันนึงซิงเกิลเราดัง เราจะได้ทุกอย่าง แต่ดนตรีมันดีเป็นพักๆ ดีตอนที่เราออกซิงเกิลมา เราก็มีกิน แต่แค่มีกินนะ แต่เราก็ยังไม่ได้สิ่งที่เราต้องการ เรารู้สึกว่า เราต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อที่เราจะสามารถซื้อสิ่งที่เราอยากจะได้ สิ่งที่เรารู้สึกว่าเราฝังใจแต่เด็ก ก็เลยรู้สึกว่า ทำธุรกิจดีกว่า

ถ้าถามว่าเรื่องหัวการค้าเราได้มาจากไหน เราแค่มีความอยากอย่างเดียว ซึ่งเวลาเราอยาก สิ่งพวกนี้มันจะกระเด็นมาหาเราเอง เราก็ไปเปิดดูคลิปสัมภาษณ์ของคนนั้นคนนี้ย้อนหลัง ผมชอบอ่านบทความของพวกนักธุรกิจ มันซึมมาโดยที่เราไม่รู้ตัว เราชอบหาลูกครีเอทีฟของนักธุรกิจมาอ่าน แต่นักธุรกิจที่คุยเรื่องศัพท์เฉพาะมากผมจะไม่เอา เราชอบอ่านบทความของคนที่เริ่มจากศูนย์ เพราะบ้านเราไม่รวยเหมือนกัน เราต้องทำทุกอย่างเอง แต่ถามว่าเรามีหลักสูตรมั้ย ไม่เคยเรียนเลย

แต่คุณดูแม่นยำมากเลยนะ

ไม่เลยครับ (หัวเราะ) ผมแค่คิดว่า สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากๆ คือสัญชาตญาณ อะไรที่เรารู้สึกว่ามันกรี๊ดสำหรับเราแล้ว นั่นแหละ ใช่ ทุกครั้งที่ผมไปดูแบบรองเท้าหรือแบบเสื้อผ้าใหม่ๆ ถ้าดูปุ๊บแล้วไม่เกิดอาการกรี๊ด ผมล้มแบบเลย สมมติว่าทำมาประมาณสามสี่แบบ แบบที่ไม่โดนก็ทิ้งไปเลย บางอันขึ้นแบบเสร็จแล้วด้วยนะ ก็ทิ้ง

ไม่คิดว่าจะมีคนอื่นชอบเหรอ

คิดว่าถ้าเราไม่กรี๊ดก็ไม่ขาย เอาง่ายๆ นะ เหมือนคุณรู้ว่าเฟรนช์ฟรายส์คุณไม่อร่อย หรือคุณทำข้าวขาหมูมาแล้วหนังไม่นุ่ม แล้วเวลาคุณขาย พลังตรงนั้นมันก็จะหายไป ดูเหมือนว่าคนขายมันไม่อยากขายเลย แล้วคนกินมันจะไปอินอะไรกับเราวะ คือมันเคยมีบางล็อตที่เรารู้สึกว่ามันไม่ว้าว แล้วคิดว่ามันอาจจะว้าวสำหรับคนอื่นก็ได้ แล้วพอปล่อยออกไปมันก็ไม่ว้าวจริงๆ เพราะฉะนั้นทุกแบบเราต้องทำให้เราอยากก่อน เราเชื่อว่าถ้าเราอยากได้สิ่งนี้มากๆ มันจะพาให้เราอยากขายมากๆ

อีกอย่างหนึ่งคือเวลาทำเสร็จแล้วผมจะต้องทดลองใส่เอง ผมชอบใส่ของตัวเอง บางไอเทมเราใส่วันนึง พออีกวันเรารู้สึกไม่อยากใส่แล้ว แต่กับบางอันเรารู้สึกอยากใส่เรื่อยๆ หรือบางอันใส่จนมันเปื่อย มันขาด มันเฟด เราก็ยังใส่ออกไป แสดงว่าอันนี้มันเวิร์กมาก ลูกค้าต้องใส่แล้วต้องรู้สึกแบบเดียวกับเราแน่เลย แล้วลูกค้าก็รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ

ROMPBOY แบรนด์ที่ใช้สัญชาตญาณนำการตลาดของ บู้ SLUR ROMPBOY แบรนด์ที่ใช้สัญชาตญาณนำการตลาดของ บู้ SLUR

ย้อนกลับไปมองในแง่คนทำธุรกิจ Rompboy เกิดด้วยความรอบคอบมั้ย

ไม่เลย ผมว่ามันเกิดขึ้นตามธรรมชาติมากกว่า มันเริ่มมาจากเราตั้งคำถามเยอะ ว่าไอ้กางเกงอย่างนี้ทำไมไม่มีคนใส่ ไม่มีคนทำขาย มีแต่กางเกงที่เหมือนๆ กันหมด เราตั้งคำถามเต็มไปหมดเลย เสื้ออย่างนี้ทำไมไม่มีใครทำ หมวกอย่างนี้ทำไมไม่มีใครทำ เรารู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว ทำให้ตัวเองใส่ดีกว่า พอทำให้ตัวเองใส่ปุ๊บ เรารู้สึกว่ามันมีคนอยากได้เหมือนเรา ตอนแรกก็ทำเกินมานิดนึง ให้คนอื่นได้ใส่ แรกๆ เราคิดว่าเราทำเสิร์ฟกลุ่มที่คล้ายๆ กับเรา คือเป็นคนตัวเล็ก ใส่รองเท้าเบอร์ 41 – 42 กางเกงเอว 30 เสื้อไซส์ M ตัดผมสั้นตลอดเวลา เพราะไว้ผมยาวแล้วดูเตี้ย คือเราเข้าใจคนกลุ่มนี้ เราไม่คิดหรอกว่าทุกวันนี้เราจะทำเยอะขนาดนี้ เราไม่เคยคิดมาก่อน

ธุรกิจเราเหมือนร้านข้าวมันไก่ในซอย ที่เราขายแค่มีคนกินในหมู่บ้านก็โอเคแล้ว แค่นี้พอแล้ว เราไม่คิดว่าจะทำมากขนาดนี้ ไม่คิดว่าซอยอื่นจะมากิน จนมีเสื้อผ้าล็อตนึงที่ทำขายแล้วมันตอบเราว่าเราทำธุรกิจได้แล้ว คือมันเริ่มขายหมดในหลักนาที เรารู้สึกว่าวันนั้นรายได้เราเยอะมาก ผมนั่งคิดเครื่องคิดเลขกับแฟนผมแล้วคุยกันว่า ถ้าเราขายได้แบบนี้ตลอดทั้งเดือน เราได้เดือนนึงเป็นล้านเลยนะ จำได้ว่าวันนั้นขายหมดปุ๊บขับรถไปหาซื้อผ้าสต็อกเก่าเต็มรถเลย ซื้อมาแล้วบอกแฟนว่า เธอ เงินล้านอยู่บนรถเราแล้ว เดี๋ยวฉันจะทำให้ได้

ตอนนั้นไม่ได้คิดว่าจะทำรองเท้าเลยนะ เราคิดแค่ว่าเราเริ่มมองเป็นธุรกิจแล้ว แล้วก็ต่อยอดมาเรื่อย ออกมากี่ทีก็ขายหมด หมด หมด ไปเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าเรามีทุนพอที่จะทำไอเทมที่เราชอบแล้ว สมมติเราขายข้าวมันไก่ ที่ผ่านมาเราขายไก่ธรรมดา ตอนนี้เราจะนำเข้าไก่ที่เป็นไก่พรีเมียมแล้ว เงินเราพอแล้ว เราเลยเริ่มทำรองเท้า

การทำรองเท้าเป็นความฝันของคุณ

โอ๊ย ความฝันเลย มันคืออะไรที่เรารู้สึกว่าเราบ้า เราคลั่งมันที่สุด มันมีเสน่ห์ที่สุด มันเป็นไอเทมสามมิติ เรารู้สึกว่าเสื้อผ้าทุกอย่าง เวลาวางกับพื้นมันแบน แต่รองเท้าวางแล้วมันเป็นสามมิติ มันมีเคิร์ฟ มีเลเยอร์ เราเลยชอบ เราเลยหลงใหล เราเสียตังค์กับมันเยอะด้วย เราเลยจะเอาคืน

ROMPBOY แบรนด์ที่ใช้สัญชาตญาณนำการตลาดของ บู้ SLUR

ที่คุณเคยสงสัยว่าทำไมไม่มีคนทำสินค้าแบบที่คุณชอบขาย วันนี้คุณได้คำตอบหรือยังว่าทำไมไม่มีใครทำขาย

นั่นน่ะสิ ทำไมวะ (หัวเราะ) คือผมไม่เข้าใจเลย สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตได้เลยจากการทำธุรกิจก็คือ คนส่วนใหญ่ที่ทำธุรกิจเขาจะไปปิ๊งไอเดียจากธุรกิจนึง แล้วเขาก็พยายามจะทำให้เหมือนธุรกิจนั้น แต่เขาไม่ได้เริ่มคิดอะไรใหม่ๆ

มันคงขึ้นอยู่กับคาแรกเตอร์ของคนด้วย ผมรู้สึกว่าแนวคิดของผมในการทำเสื้อผ้าคือประมาณนี้ ทำอะไรอย่างที่บ้านเรายังไม่มี ตอนนี้รองเท้าผ้าใบมันเยอะมากเลยนะ มีคนทำแล้วก็ยังมีแนวคิดคล้ายๆ กันอยู่ มันเลยไม่มีอะไรใหม่ แต่สิ่งที่ผมรู้สึกตลอดเวลาคือเราทำงานโดยขาดแรงบันดาลใจไม่ได้ เราต้องมีอะไรใหม่ตลอดเวลาให้กับไอเทมของเรา ถ้าวันนึงเราไม่มีไอเดียใหม่ๆ ในงานของเรา เราจะตาย เราจะไม่ไปไหน เราเชื่ออย่างนั้น เราเชื่อว่าครีเอทีฟและแรงบันดาลใจใหม่ๆ สำคัญมากสำหรับผลิตภัณฑ์ ถ้าวันนึงรองเท้าผมยังผลิตอะไรแบบเก่า ผมอาจจะขายได้ ผมมีเงินแน่ๆ แต่ว่าสิ่งที่กำลังจะตายคือแบรนด์ของผม มันจะตายไปเรื่อยๆ

วิธีคิดคุณดูสวนทางจากพ่อค้าทั่วๆ ไปที่อยากขายให้ได้มากที่สุด

ทุกวันนี้แม่ผมก็ถามทุกวันเลยนะ บอกว่า ลูก ไม่ผลิตสีมัสตาร์ดมาขายเพิ่มล่ะ คนถามหาเยอะ ผมก็บอกแม่ว่า แม่อยากได้เงินหรือแม่อยากได้อนาคต ผมคิดว่าทำออกมามันขายได้อยู่แล้วล่ะ แต่ผมกำลังสร้างอนาคต ผมไม่อยากสร้างแค่เงิน ยอมกินน้อยหน่อยแต่เรารู้สึกว่ามีคนรักแบรนด์เราขึ้นเรื่อยๆ ดีกว่า ลูกค้าเก่าเรารักเราดีกว่า ทุกวันนี้คือรู้สึกเวลาออกใหม่ อย่างรุ่น Skin ลูกค้าเก่าก็น่าจะซื้อเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือคือลูกค้าใหม่

เชื่อมั้ย ถ้าตอนนี้ผมยังผลิตรองเท้าแบบแรกอยู่ไปเรื่อยๆ ผมก็จะเจอคนที่ทำได้ดีกว่าผม หรือว่าคนที่ทำแล้วขายถูกกว่าผม แต่ว่าผมทำใหม่ๆ ตลอดเวลาดีกว่า ทั้งที่จริงๆ แล้วทุกวันนี้ลูกค้าถามเราถึงรุ่นเก่าๆ เยอะมาก แต่เราต้องบอกว่า ไม่ผลิตแล้วครับ สมมติว่ามีแบรนด์คู่แข่งทำเหมือนผม เขาก็ได้กลุ่มตรงนั้นไป ถามว่าเสียดายมั้ย เสียดาย แต่มันคือสิ่งที่เราบอกไว้แล้วว่าจะไม่ทำ ไม่ว่าจะจุดติดมาแล้ว แล้วมันเป็นพอร์ตของเรา เราก็จะไม่กลับไปทำอีกแล้ว เสียดายเหมือนกัน

อย่างสีมัสตาร์ดก็เป็นอีกรุ่นที่ทำออกมาแล้วขายดีมาก คนมาถามทุกวัน แต่เราก็คิดว่าไม่ได้ เราต้องรักษาสิ่งนี้ไปเรื่อยๆ เราห่วงลูกค้าเก่า เราห่วงลูกค้าในหมู่บ้านเราอย่างที่บอก กลับไปที่จุดเริ่มต้นว่าเรามาจากอะไร เรามาจากกลุ่มลูกค้ากลุ่มนั้น เราจะไม่ทิ้งเขา เราบอกเขาแล้วว่าไม่ผลิตเพิ่มก็คือไม่ผลิตเพิ่ม เราต้องซื่อสัตย์ ผมห่วงลูกค้ากลุ่มนั้นที่สุด ผมเซอร์วิสเขาตลอด ผมว่าการเซอร์วิสของผมแฟร์ที่สุดเลย ไม่พอใจคืนเงินได้เลยครับ เราโอนเงินเต็มจำนวน หรือต้องการอะไรบอกได้ อันไหนขาดหายไปผมส่งให้ รองเท้าเสียเอามาซ่อม พวกนี้เป็นเซอร์วิสหลังบ้านที่ไม่เคยบอกใครเลย เราแคร์กลุ่มนี้ เรารู้สึกว่าเรามีอยู่มีกินได้เพราะกลุ่มเล็กๆ กลุ่มนี้ เราว่าเรามองเรื่องของคุณค่ามากกว่าราคาที่เราจะต้องได้จากลูกค้า

ROMPBOY แบรนด์ที่ใช้สัญชาตญาณนำการตลาดของ บู้ SLUR ROMPBOY แบรนด์ที่ใช้สัญชาตญาณนำการตลาดของ บู้ SLUR

คุณเชื่ออะไรที่สุดในการสร้างแบรนด์

ผมบอกกับแฟนผม กับคนที่อยู่รอบๆ ตัวผมตลอดว่า โปรดักต์สำคัญที่สุด ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม สุดท้ายแล้วต่อให้เราโปรโมตดี ของขายได้ คุณได้เงินมา แต่อนาคตคุณจะอยู่ต่อได้หรือเปล่าถ้าโปรดักต์คุณไม่ดีจริง ผมรู้สึกว่าผมเป็นพ่อค้าที่บ้าซื้อมาก จนผมรู้ว่าอันนี้เป็นสิ่งที่ควรใช้ เป็นดีเทลที่เราจะพลาดไม่ได้

กว่ารองเท้าแบบหนึ่งของผมจะเสร็จผมแก้ยับ แล้วช่างก็ปวดหัวมาก บางทีเล็กๆ น้อยๆ ก็ยังจะแก้ ผมรู้สึกว่าถ้ามันไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ เราก็จะไม่ขาย เราจะรู้สึกเจ็บปวดทุกครั้งเวลาเราเจอของของเราแล้วมันไม่ใช่อย่างที่เราต้องการ ซึ่งผมคิดว่าลูกค้า ตีสัก 0.5 เปอร์เซ็นต์ หรือ 1 เปอร์เซ็นต์ ถ้าเขาเจอ เขาก็จะรู้สึกว่า นี่แหละ คือดีเทลที่เขาอยากได้ มันมีอยู่ ผมเชื่อว่ามีคนบ้าแบบผม

เหมือนคุณเชื่อในประโยคที่ว่า God is in the detail.

ผมเชื่อในรายละเอียด ผมบอกแล้วว่าโปรดักต์สำคัญที่สุด ผมเชื่อว่าที่ Rompboy ยังขายได้อยู่ทุกวันนี้ ที่มันยังขายดีอยู่ สุดท้ายมันเป็นเพราะโปรดักต์ เราคิดว่ามันสวยจริงๆ เราคิดว่ามันคือโปรดักต์ที่คนทำรองเท้าจริงๆ ทำ ไม่ใช่คนที่อยากขายรองเท้ามาทำ แตกต่างกันนะครับ คนอยากขายรองเท้ากับคนทำรองเท้าจริงๆ

ทำไมคุณถึงเคยให้สัมภาษณ์ว่าการทำรองเท้าขายเป็นเรื่องยากมาก

ผมว่ามันแล้วแต่คนด้วย สำหรับผมรองเท้าเป็นเรื่องยาก ผมรู้สึกว่าถ้าคุณจะทำรองเท้า แล้วคุณวาดแบบส่งให้โรงงาน แล้วคุณบอกโอเค จบ อย่างนั้นน่ะง่าย แต่สำหรับผมรองเท้ามันยาก ยิ่งเราทำรองเท้าให้เรียบเท่าไหร่ ตัดดีเทลออกให้หมดเลยนะ แล้วเน้นแค่ทรง วัตถุดิบ แล้วก็รายละเอียดพวกความสูงของขอบยาง การใช้ไส้ตะเกียง ตาไก่ การที่จะให้ทุกอย่างมันเพอร์เฟกต์น่ะ โคตรยาก

เรื่องทรง ผมขึ้นหุ่นรองเท้าใหม่ใช้เงินประมาณ 5 แสนบาทในการขึ้นหุ่นบ้าๆ บอๆ ของผม อันนี้ไม่เกี่ยวกับตัวรองเท้าเลยนะ นี่เป็นแค่ตัวหุ่นเหล็กที่จะทำให้ทรงมันเพอร์เฟกต์ที่สุด ซึ่งเรื่องนี้คนอื่นไม่รู้หรอก ทุกคนคิดว่ารองเท้าผมแพง คุณไม่รู้หรอกว่าต้นทุนมันคืออะไรบ้าง กว่าหุ่นจะเสร็จผมแก้ระเบิด เคิร์ฟได้หรือยัง เรียวหรือยัง ตรงนี้นิดนึง ไซส์ไม่ได้ว่ะ ไม่มีอะไรง่ายหรอก สำหรับงานดีไซน์ ยิ่งเราบ้าดีเทลเท่าไหร่ มันยิ่งยากเท่านั้น

ROMPBOY แบรนด์ที่ใช้สัญชาตญาณนำการตลาดของ บู้ SLUR

เห็นว่าตอนขึ้นแบบรองเท้าครั้งแรกมันไม่ได้ดั่งใจสักทีจนเกือบจะล้มเลิกไม่ทำแล้ว

ใช่ ผมก็เลยบอกไงว่ามันยาก บางทีผมก็คิดนะว่า เอ๊ะ หรือว่าจริงๆ มันแค่นั้นก็พอแล้ววะ ไม่ต้องแก้แบบอะไรเลย สั่งช่างปุ๊บก็เสร็จ แล้วก็ลดราคาไปเลย ไม่ต้องขึ้นหุ่นใหม่ ไม่ต้องจ่ายเป็นแสน ใช้หุ่นสำเร็จไปเลยจบๆ แล้วก็ขายราคาให้ซื้อง่ายๆ จะไปคิดอะไรมาก แต่สุดท้ายถามว่าเราจะนอนหลับหรือเปล่า ถ้าเราขายอย่างนั้นไปเราจะนอนหลับได้จริงๆ เหรอ มันหลับไม่ลงหรอก เพราะว่าอะไรรู้เปล่า เพราะมันไม่ใช่รองเท้าที่เราอยากจะใส่ มันไม่ใช่รองเท้าที่คนบ้ารองเท้าทำ เราไม่อยากเป็นพ่อค้า เราอยากเป็นคนทำรองเท้า

ก็เลยเหนื่อยยากกว่าชาวบ้านเขา

ก็เลยซับซ้อนกว่าชาวบ้านเขา โคตรเสียเวลาเลย ผมว่าป่านนี้แบรนด์อื่นรวยไปหมดแล้ว มีผมนี่แหละไม่รวย (หัวเราะ)

ความจริงรองเท้าผมไม่ค่อยมีโรงงานอยากทำหรอก โรงงานก็จะคิดว่า ผลิตให้เจ้าใหญ่หมื่นคู่ โอเค จบ ไอ้เราไปขอผลิต 300 คู่ 500 คู่ เขาไม่อยากทำหรอก เงินก็ได้น้อย ปัญหาเยอะปวดหัวอีก ผมเคยไปคุยกับโรงงานนึง ตาผมเป็นประกาย แต่เขาไม่มองหน้าผมเลย แล้วก็บอกว่า มีอย่างนี้เอามั้ย เหมือนเขาไม่อยากคุย แบบมึงเป็นเจ้าเล็ก แล้วโปรเจกต์แบบนี้ตอนนั้นยังไม่มีในประเทศไทย เหมือนเราเป็นผู้กำกับหน้าใหม่เอาหนังไปขายให้พวกนายทุน คือเขาไม่อยากทำ เขาอยากรับงานแมสมากกว่า เราไปคุยกับหลายเจ้าอยู่เหมือนกัน แต่ก็โดนปฏิเสธ ก็ปกติ เราเริ่มต้นอย่างนี้

ทำรองเท้าผ้าใบมาตลอด ทำไมล่าสุดหันมาทำรองเท้าหนัง

ส่วนตัวเราเป็นคนชอบใส่รองเท้าหนังมาก ชอบแบรนด์รองเท้าหนัง เรารู้สึกว่ารองเท้าหนังเป็นวัตถุดิบที่ใส่แล้วดูสำอางขึ้นมานิดนึง ซึ่งเราจะโดนแฟนทักมาตลอดว่าแต่งตัวโทรม แต่เราชอบใส่รองเท้าหนังเบรกให้มันดูสำอางขึ้น ซึ่งช่วยได้หรือเปล่าไม่รู้นะ (หัวเราะ) แต่ชอบ จะสังเกตได้เลยว่าปกติผมใส่รองเท้าหนังมากกว่าสนีกเกอร์ที่เป็นแคนวาส ส่วนตัวชอบ ก็เลยคิดว่าทำมันเป็นโปรเจกต์ทดลอง

ROMPBOY แบรนด์ที่ใช้สัญชาตญาณนำการตลาดของ บู้ SLUR ROMPBOY แบรนด์ที่ใช้สัญชาตญาณนำการตลาดของ บู้ SLUR

ROMPBOY แบรนด์ที่ใช้สัญชาตญาณนำการตลาดของ บู้ SLUR

ทำไมคุณทำแค่ 250 คู่ ทั้งที่รู้ว่าทำมากกว่านี้ก็ขายหมด

ตอนแรกหนักกว่านี้อีก จะทำแค่ 99 คู่ คือผมรู้สึกว่าผมไม่อยากเดินทางซ้ำรอยเดิม ปีที่แล้วเป็นบทเรียนเลย ผมว่าผมทำรองเท้าเยอะเกินไป เชื่อลูกค้ามากเกินไป เชื่อคนรอบตัวมากเกินไป ที่เขาบอกว่าทำน้อยเกินไป เราเลยเพิ่มก็ได้วะ กลายเป็นว่ามันจบด้วยยอดที่ผมรู้สึกว่าไม่ได้แล้ว เราลืมคอนเซปต์เดิมว่าเราทำข้าวมันไก่ให้เฉพาะคนในซอยกิน เรามาห่างไกลเกินไปแล้ว ผมเลยรู้สึกว่าไม่ได้แล้ว ดึงตัวเองกลับมาที่เดิม เราคือลิมิเต็ด แล้วก็อย่างที่บอก มันคือโปรเจกต์ทดลอง แต่ช่วงที่เทสต์ของ ใส่ไปไหนมาไหนมีแต่เพื่อนทัก ก็เลยขยับมาที่ 250 คู่ อีกอย่างเราคิดว่าคนไทยไม่ค่อยใส่รองเท้าหนังด้วย คนไทยชอบใส่รองเท้าผ้าใบกัน ก็เลยคิดว่าทำแค่นี้

คุณคิดว่าการที่สินค้าแบรนด์ Rompboy ขายหมดภายในไม่กี่นาทีมันสะท้อนอะไร

สะท้อนความกดดันน่ะสิ จริงๆ มันกดดันนะ แฟนผมบอกผมตลอดว่า ล็อตใหม่กลัวไม่ปัง ตอนนี้คู่แข่งเยอะด้วย แบ่งมาร์เก็ตแชร์ไปเยอะ แต่ผมไม่คิดแบบนั้น คือจริงๆ ผมแอบกลัวนะ แต่ผมรู้สึกว่า อย่าลืมสิว่าประเด็นเรา สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่ขายเร็ว เราไม่ได้ต้องการเงิน เราบอกตัวเองตลอดว่า ถ้าโปรดักต์มีคุณค่า มันต้องไปถึงมือคนที่เห็นคุณค่าของมัน อันนั้นคือจบแล้ว พอแล้ว

ผมบอกแฟนตลอดว่า ไม่เป็นไร ถ้าเราทำงานที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าแล้วมันจะขายไม่ได้เราจะไม่เสียใจแล้ว ถ้าเราทำงานไม่ดี แล้วมันยังขายไม่ได้อีก เออ อันนั้นสิ ที่ผมรู้สึกว่าผมคงนอนไม่หลับจริงๆ แต่อันนี้ผมนอนหลับแล้ว

ROMPBOY แบรนด์ที่ใช้สัญชาตญาณนำการตลาดของ บู้ SLUR

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load