ชื่อแบรนด์: BEAMS
สัญชาติ:  ญี่ปุ่น
ปีที่ก่อตั้ง: 1976

ถ้าเป็นเรื่องแฟชั่นจากญี่ปุ่นแล้ว โปรดไว้วางใจ…

BEAMS คือ แบรนด์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ครีเอเตอร์ชื่อดังจากญี่ปุ่น

BEAMS เป็นแบรนด์ที่สร้างความประหลาดใจให้แฟนๆ อย่างเราคาดไม่ถึงตลอดเวลา

เช่นเดียวกับวันนี้ที่ทีมงาน BEAMS (ประเทศไทย) นับสิบชีวิตมาเยี่ยมเยียนพวกเราชาว The Cloud ถึงที่ และพร้อมเพรียงกันในชุดคอลเลกชันใหม่ทั้งทีม และเมื่อรู้ว่าเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่คนของ BEAMS พร้อมใจกันจนเป็นเอกลักษณ์ เราก็ได้แต่หวังว่า บ.ก. ที่รักจะอ่านข้ามๆ ประโยคนี้ไป ประโยคที่บอกว่า ขณะนี้นัยน์ตาแวววาวมาก อยู่ๆ ก็เกิดอยากแปรพักตร์ขอย้ายไปเป็นพนักงาน BEAMS ให้ครบทุกรอบที่คอลเลกชันออกใหม่

ระหว่างชื่นชมเสื้อมีระบายหลายเลเยอร์ แต่ไม่ดูหวานมากไป กลับให้ลุคบอยๆ แบบที่ฮิตสุดๆ ในช่วงนี้ ทีม BEAMS (ประเทศไทย) ก็แนะนำให้รู้จักและพูดคุยกับคุณมิซากิ ไอฮาระ (Misaki Ihara) Supervisor Oversea Business Strategy and Management จาก BEAMS (ประเทศญี่ปุ่น) ให้เราได้รู้จัก BEAMS ในแบบพิเศษสุดๆ

มิซากิ ไอฮาระ (Misaki Ihara)

เบื้องหลังที่ทำให้ BEAMS ไปไกลกว่าแบรนด์ร้านแฟชั่นค้าปลีก สู่การเป็นผู้คัดเลือกและสร้างสรรค์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่ทรงอิทธิพลแบรนด์หนึ่งของญี่ปุ่น อยู่เบื้องหลังเทรนด์ฮิตในวงการแฟชั่น ดนตรี ศิลปะ การใช้ชีวิต วัฒนธรรม วัยรุ่นของญี่ปุ่นมากว่า 40 ปี

แดดส่องฟ้าเป็นสัญญาณวันใหม่

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1976 ครอบครัวโยชิตาระ (Etsuzo Shitara) เริ่มต้นร้าน BEAMS ขึ้นจากพื้นที่เพียง 21 ตารางเมตรในย่านฮาราจุกุ มีชื่อร้านว่า “American Life Shop BEAMS”,ซึ่งตั้งขึ้นจากแรงบันดาลใจที่อยากนำเสนอสไตล์วัยรุ่นอเมริกันให้กับคนญี่ปุ่น 

โดยชื่อบริษัท BEAMS แฝงความหมายสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1. ลำแสง หรือการส่องแสงให้เห็นในสิ่งที่มองไม่เห็นและนำเสนอสิ่งนั้นแก่โลก 2. คาน มาจากตัวอักษรคันจิ หมายถึงการสนับสนุนซึ่งกันและกัน และ 3. รอยยิ้ม ที่มาจากทุกคนที่จะทำให้โลกนี้สดใส

ในยุคแรกนั้น ร้าน BEAMS เสนอความแปลกใหม่ด้วยเสื้อผ้าในสไตล์นักศึกษาในมหาวิทยาลัย จึงตกแต่งร้านคล้ายหอพักนักศึกษา UCLA โดยนอกจากเสื้อผ้าแล้วยังมีโรลเลอร์สเก็ตของ Nike และสิ่งละอันพันละน้อยที่เกี่ยวไลฟ์สไตล์ทั้งหมด อย่างล้อสเก็ตบอร์ด ไปจนถึงของเล็กๆ น้อยๆ อย่างกับดักหนู เราจึงไม่แปลกใจที่จะเจอตะกร้าหวาย รองเท้าใส่เล่นในบ้าน ที่รองจานบนโต๊ะอาหาร หรือฟองน้ำล้างจานในร้าน BEAMS ทั้ง 150 สาขาทั่วญี่ปุ่น และ 4 สาขาในเมืองใหญ่ทั่วโลก รวมถึงกรุงเทพฯ ของเรา

คุณมิซากิเล่าโจทย์แรกเริ่มของ BEAMS ให้ฟังว่า BEAMS พยายามที่จะเพิ่มโอกาสและทางเลือกที่มากขึ้นให้กับวัฒนธรรมของวัยรุ่นญี่ปุ่น และเปิดให้โตเกียวเห็นโลกที่กว้างใหญ่ โดย BEAMS เริ่มขายรองเท้าไนกี้ครั้งแรกในปี 1988 ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะทำเพราะในขณะนั้นไม่ค่อยมีใครรู้จัก หรือรู้จักแค่ในวงแคบๆ ของคนที่คลั่งไคล้รองเท้าผ้าใบเท่านั้น ซึ่งในขณะนั้นคนญี่ปุ่นยังไม่รู้วิธีออกเสียง Nike จึงออกเสียงว่า “Nii-Keh”

BEAMS BEAMS

คัดสรรดีมาก

แม้จะเริ่มต้นจากความหลงใหลในสไตล์อเมริกัน BEAMS พาตัวเองไปไกลกว่าการเป็นแค่ร้านขายเสื้อผ้าแฟชั่น

ในปี 1976 BEAMS วางแบบร้านแรกให้เป็นเหมือนหอพักของนักศึกษา UCLA หลังจากนั้นจึงค่อยขยายเป็นเป็นสไตล์ IVY League จากฝั่ง EAST COAST  และจึงพัฒนามาถึงแบรนด์ฝั่งยุโรปตั้งแต่ Italian suit มาจนถึงสไตล์ London street และมาถึงแบรนด์ญี่ปุ่นหน้าใหม่

BEAMS จึงเริ่มต้นค้นหาและเปิดรับสไตล์ใหม่ๆ มากขึ้น ด้วยการคัดเลือกสินค้าที่มีคุณภาพและงานออกแบบดีๆ จากทั่วโลกแล้วนำเสนอแก่คนญี่ปุ่น ถือเป็นการพัฒนาแนวทางของร้านให้ชัดเจน

นายแบบ BEAMS BEAMS รองเท้า BEAMS

“เรานำเสนอสินค้าที่ดึงดูดใจจากทั่วโลกเพื่อทำให้ลูกค้าเรามีความสุข เรามักมีสินค้าเหนือความคาดหมายมานำเสนออยู่เสมอ ไม่เพียงแค่สิ่งนั้นจะไม่เหมือนใคร แต่ยังน่าสนใจและน่าทึ่ง นอกจากนี้ยังนำเสนอกิจกรรมและอีเว้นท์มาตลอด 40 ปี” และนี้คือ BEAMS จากความคิดเห็นของคุณมิซากิ

ขณะที่ร้านแฟชั่นแบรนด์ทั่วไปทำสื่อสารการตลาดเฉพาะสินค้าคอลเลกชันใหม่ ไม่มีใครลุกขึ้นมาสร้างสรรค์วัฒนธรรมการแต่งตัว BEAMS ผู้สนุกกับการทดลองอะไรใหม่ๆ จึงเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความเป็นไปของเทรนด์เสมอมา คุณมิซากิเล่าว่า นี่เป็นวิธีที่แสดงความเคารพแฟชั่น ด้วยการแสดงวิวัฒนาการของวัฒนธรรมและความสนใจของแต่ละบุคคลซึ่งมีแฟชั่นเป็นตัวนำเรื่องราว ที่สำคัญ เป็นโอกาสให้แสดงความเป็นตัวของตัวเองออกมา
BEAMS BEAMS

เป็นคนที่สำคัญ

แม้เรากำลังพูดคุยอยู่กับแบรนด์แฟชั่นชื่อดังจากญี่ปุ่น แต่ตลอดการสนทนาระหว่างเรา คุณมิซากิเน้นย้ำเรื่องความสุขของ BEAMS เยอะครั้งกว่าที่พูดถึงสินค้าและเทรนด์เสื้อผ้าของซีซั่นฤดูร้อนและฤดูใบไม้ผลิประจำปีเสียอีก

BEAMS มีวัฒนะรรมที่เรียกกันเองภายในว่า ‘Happy life solution company’ หลักการความสุขของลูกค้า คู่ค้า แฟนๆ ของแบรนด์ พันธมิตร และทีมงานทุกคน

“ความสุขของแต่ละคนคงจะแตกต่างกันไป แต่สำหรับฉัน การทำงานที่นี่ทำให้ฉันพบผู้คนแปลกๆ และความคิดที่แปลกแหวกแนวมากมายเต็มไปหมด งานของเราคือสร้างความหลงใหลให้แก่ผู้คน คุณจะได้พบเห็นสิ่งน่าสนใจ แรงบันดาลใจ และสิ่งที่น่าตื่นเต้นมากมายจากการทำงานที่ BEAMS” ความสุขของคุณมิซากิส่งผ่านจากตัวเธอมาสู่เรา

มิซากิ ไอฮาระ (Misaki Ihara)

รูปแบบความใกล้ชิดระหว่างทีมงานและผู้บริหารระดับสูงของ BEAMS ที่มีมาตั้งแต่ BEAMS ยังเป็นเพียงร้านเล็กๆ ก็ทำให้ทีมสามารถขายไอเดียใหม่และทำนัดหมายผู้บริหารง่ายมาก

คุณมิซากิเล่าว่า พนักงานเกือบทุกคนของ BEAMS จะเริ่มต้นทำงานในตำแหน่งพนักงานหน้าร้าน เพื่อเรียนรู้และสังเกตการณ์ลูกค้าและแฟนๆ ที่มาที่ BEAMS ว่ามีความต้องการอะไร จึงทำให้แบรนด์มีข้อมูลที่สดใหม่ตลอดเวลา และข้อมูลจากพนักงานหน้าร้านก็ได้ถูกถ่ายทอดมาเป็นไอเดียสำหรับการผลิตสินค้าอยู่เสมอ

นอกจากนี้ คนของ BEAMS ทุกคนล้วนมีความน่าสนใจในแบบฉบับของตัวเอง บางคนเก่งเรื่องวัฒนธรรม บางคนเชี่ยวชาญเรื่องของวินเทจ คาแรกเตอร์ที่หลากหลายทำให้ BEAMS มีข้อมูลมากมายพอที่จะนำไปต่อยอดสร้างสรรค์ เกิดไอเดียใหม่ๆ และไม่ใช่แค่คาแรกเตอร์จากเสื้อผ้าหน้าผมเท่านั้นที่ BEAMS มองหา แต่รวมถึงมุมมองต่อชีวิต ไลฟ์สไตล์ การฟังเพลง ดูหนัง การเลือกเสพสื่อ กิจกรรม กีฬา ที่สนใจด้วย ทั้งหมดนี้เลย คุณมิซากิบอกว่า ไม่ใช่การมองหาว่าใครมีพรสวรรค์ แค่มองหาว่าได้ทำในสิ่งใดแล้วมีความสุขหรือเปล่า

เราจึงชอบแอบมอง styling ของทีมงานของ BEAMS ทุกครั้งที่เข้าไปอัพเดตของใหม่ที่ร้าน BEAMS และเว็บไซต์ แต่อย่าเผลอเข้าไปส่องนานนะคะ เพราะมีหวังเสียเงินแน่ๆ

BEAMS

ดูเพิ่มเติม: www.beams.co.jp

Whatever Will BEAMS Will BEAMS

ครั้งแรกที่ได้ยินว่าภายใต้ BEAMS นั้นมี house brand ถึง 30 label เราสงสัยว่า BEAMS มีวิธีการสื่อสารและทำแบรนดิ้งอย่างไรให้ทุกแบรนด์ในเครือ BEAMS อยู่ปรองดองใต้ร่มคันเดียวกันได้

“ที่ BEAMS เราขายไลฟ์สไตล์แห่งความสุข เราโตมาจากไอเดียที่ว่า ทุกที่มีความต้องการอะไรสักอย่างซ่อนอยู่เสมอ เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องนำเสนอบริการที่ตอบสนองจุดๆ นั้น กล่าวสั้นๆ คือ หนึ่งในลักษณะเฉพาะของ BEAMS คือเราประกอบด้วยหลากหลายมุม” ตัวแทนจากญี่ปุ่นกล่าวด้วยหน้าตาที่ยิ้มแย้ม

แบรนด์ทั้ง 30 แบรนด์ภายใต้ BEAMS นั้นมีขึ้นเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์และความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า นั่นคือเหตุผลที่ BEAMS มีแบรนด์ให้เลือกมากมาย ทั้งเสื้อผ้าแฟชั่น รองเท้า เครื่องประดับ เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน ดนตรี ศิลปะ งานทำมือ และอีกมากมายทั้งสำหรับผู้หญิง ผู้ชายและเด็ก

สินค้า label หลักๆ ได้แก่ BEAMS: เสื้อผ้าผู้ชายของ BEAMS ซึ่งนำเสนอสไตล์ลำลองร่วมสมัยตั้งแต่สไตล์ sport, street, military จนถึง workwear BEAMS PLUS: เสื้อผ้าผู้ชายที่นำเสนอเสื้อผ้าสไตล์ดั้งเดิมซึ่งมีพื้นฐานมาจากสไตล์ American classic  VAPORIZE: เสื้อผ้าผู้ชายสไตล์ลำลองซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากดนตรี ภายใต้การดูแลของ Jams lha มือกีต้าวง Smashing Pumpkins  BEAMS BOY: แบรนด์เสื้อผ้าสำหรับผู้หญิงที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเสื้อผ้าสไตล์ดั้งเดิมของผู้ชายมาทำให้เป็นสไตล์ลำลอง และสุดท้าย Ray BEAMS: เสื้อผ้าผู้หญิงที่นำเสนอสไตล์ตามเทรนด์ที่หลากหลาย โดยมีพื้นฐานมาจากคอนเซ็ป ‘The way of chic’

BEAMS

Speaking Words of Wisdom, Let It BEAMS

แม้การทำ collaboration จะไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลก แต่ต้องยอมรับว่าช่วงหลังมานี้ การร่วมกันทำโปรเจกต์พิเศษขององค์กร ห้างร้าน หรือแบรนด์ ที่ต่างกันกำลังเป็นที่น่าจับตา เพราะเป็นทางออกที่น่าสนใจในการสร้างแบรนด์ให้อยู่รอด ผ่านการสร้างการรับรู้ที่ไปไกลและกว้างกว่าวิธีการเดินเพียงลำพังแบบเดิมเสียอีก

เช่นเดียวกับที่คนไทยไม่น้อยเริ่มต้นรู้จัก BEAMS จากโปรเจกต์พิเศษที่ BEAMS ไปร่วม collaborate กับแบรนด์ชื่อดังมากมาย

BEAMS ทำได้อย่างไร

จริงอยู่ว่าใครๆ ก็ทำ collaboration แต่ส่วนมากก็แค่ทำสีพิเศษขึ้นมาใหม่

การพัฒนาความสัมพันธ์ของแบรนด์, ศิลปิน, ดีไซเนอร์, ผู้ทำงานฝีมือ, โรงงานผลิต เป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่ BEAMS สามารถสร้างโลกของสิ่งนี้ได้อย่างสมบูรณ์ จะเห็นจากการปล่อยสินค้า collaboration ออกมาหลากหลายอย่าง ตั้งแต่ สินค้าจากแบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่นชั้นนำไปจนถึงสินค้า outdoor และ sport หรือข้ามวงการ ไปร่วมกับอย่าง Starbuck, ANA(Airline) และ Panasonic นี่เป็นแค่ตัวอย่าง

“ความสามารถในการสร้าง collaboration ให้ตรงความต้องการของบุคคลและของตลาดโดยไม่ต้องสูญเสียความเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่ทำเป็นกุญแจสำคัญ เราพยายามที่จะทำทุกอย่างล้ำหน้าก่อนคนอื่น

“ตลอดระยะเวลา 40 ปีที่เราทำโปรเจค collaboration มา เรารวบรวมไว้ในหนังสือ “BEAMS Beyond Tokyo” หนังสือที่กล่าวถึงประวัติศาสตร์ของเราและวิวัฒนาการของการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งของการ collaboration ซึ่งจัดพิมพ์โดย Rizzoli เมื่อปีก่อน” ตัวแทนจากญี่ปุ่นกล่าว

สามารถเข้าไปดูได้ที่ www.beams.co.jp

รองเท้า Ura- VANS

BEAMS JAPAN, TEAM JAPAN

BEAMS JAPAN

BEAMS JAPAN เป็นโปรเจกต์ใหม่ที่ BEAMS เริ่มเพื่อฉลองครบรอบ 40 ปี โดยทีมญี่ปุ่น เป็นโปรเจกต์ที่สร้างสรรค์คอนเทนต์ที่หลากหลายโดยมีจุดร่วมคือ “Japan”

“ที่ผ่านมา เรานำของเข้าจากต่างประเทศมามากมาย โดยลืมของที่อยู่ใกล้ตัวมาตลอดทั้งๆ ที่เรามีสิ่งที่ดีในประเทศจำนวนไม่น้อย พวกเราคนญี่ปุ่น ถ้าไม่คิดว่าของญี่ปุ่นเองก็เจ๋ง เราก็จะไม่สามารถส่งออกของเราได้เลย เราจึงริเริ่มโปรเจกต์ BEAMS JAPAN ขึ้นมา” ตัวแทนจากญี่ปุ่นเล่า

ที่ BEAMS JAPAN คุณจะพบกับสิ่งของที่สวยงามมากมายที่ได้รับการคัดสรรจากสายตาที่แหลมคมของ BEAMS ซึ่งแต่ละชั้นก็มี theme ของตัวเองทั้ง 6 ชั้น ; อาหาร, ผลิตภัณฑ์ญี่ปุ่น, สินค้าแฟชั่น, การ collaboration,   วัฒนธรรมศิลปะและงานฝีมือ

ถือเป็นการนำเสนอความเจ๋งของญี่ปุ่นที่มีมากอยู่แล้วให้ชัดเจนขึ้นอีก

BEAMS BEAMS

BEAMS BEAMS

หากใครมีโอกาสไปญี่ปุ่น ก็ลองไปแวะหยิบจับของจาก BEAMS JAPAN รับรองว่าเพลินชนิดว่าอยู่ได้ทั้งวัน เพราะมีทั้งร้านกาแฟที่มีชื่อเสียงโด่งดังคัดสรรพิเศษและสินค้าของดีพื้นเมืองทั่วประเทศ ที่ชั้น 1 เสื้อผ้าแฟชั่นแบรนด์ญี่ปุ่นและเสื้อผ้าที่ผลิตจากดีไซเนอร์ชาวญี่ปุ่นที่ชั้น 2 ส่วนชั้น 3 เป็นโปรเจค collaboration ที่มีกลิ่นไอแบบของ BEAMS ชั้นที่ 4 มีการผสมผสานงานศิลปะ การออกแบบสินค้า และหนังสือเกี่ยวกับวัฒนธรรมป๊อป ชั้น 5 เป็นสินค้าที่เกี่ยวกับศิลปะและงานฝีมือ และสุดท้ายชั้นใต้ดินเป็นร้านอาหารตะวันตกสไตล์ญี่ปุ่นที่ใช้วัตุดิบชั้นดีจากญี่ปุ่น

BEAMS

ท่านผู้นำแฟชั่น

สินค้าจาก BEAMS ชิ้นแรกของผู้เขียนคือ รองเท้าแตะผู้ชาย สีดำ ไซส์เล็กที่สุด จากร้านที่ญี่ปุ่น

รองเท้าสีดำเรียบ ดูไม่มีพิษมีภัย ไม่เรียกร้องความสนใจใดๆ คู่นี้ ตรงกับภาพรองเท้าที่ตามหามานาน 3 เดือนหลังจากนั้น รองเท้าทรงนี้ก็กลายเป็นที่นิยมในบ้านเรา

ผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาจะบอกว่าตัวนั้นเป็นแฟชั่นนิสต้า และคำว่าแฟชั่นนั้นวิ่งเร็วเกินไป ผิดจากงบประมาณที่มี และวิสัยที่ชอบมองหาสิ่งของที่ถูกใจจริงๆ เพื่อใช้ในระยะยาว

สไตล์ สำคัญที่การมองหา เปิดรับความหลากหลาย จนไม่ได้มีคาแรกเตอร์ใดๆ มากำหนดอย่างชัดเจนว่า BEAMS เป็นแบรนด์แบบไหน เป็นหนุ่มสาวที่ใช้ชีวิต มีความจริงจัง มีความลำลอง มีเสื้อผ้า เครื่องประดับ มีสิ่งสำคัญอื่นๆ เติมเต็มตัวตน

หลายคนรู้จัก BEAMS จากการร่วมมือกันทำเพราะสนใจเรื่องราวเบื้องหลัง เคารพตัวตนที่อาจจะแตกต่าง มองหาจุดที่จะลงตัวทั้งสองฝ่าย เพิ่มเติมความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ อย่างตั้งใจ

ขออภัยที่อาจจะไม่มีคำแนะนำให้คุณว่าควรเลือกทดลองกับสิ่งไหน หรือบอกให้คุณจับตาว่าอะไรจะกลายเป็นเทรนด์ต่อไป เพราะเรื่องราวของ BEAMS แบรนด์ผู้นำแฟชั่นและไลฟ์สไตล์นี้ ไม่ใช่ผู้นำทางจิตวิญญาณแฟชั่นที่เรียกร้องให้ใครทำตาม แต่เป็นผู้นำแฟชั่น ที่นำพาแฟชั่นมาหาเรา และหลังจากนั้น ขึ้นอยู่กับตัวเราว่าจะเลือกอะไรที่เหมาะสม ทำให้คุณเปล่งประกาย และ Let it BEAMS

www.beams.co.jp
Facebook | BEAMS Thailand Official

Writers

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Photographer

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

ยาอมแก้ไอสมุนไพรลูกกลม เม็ดเล็ก รสชาติแรกลองเฝื่อนหน่อย ๆ อมไปแล้วหวานนิด ๆ ชื่อนี้ไม่มีใครไม่รู้จักเมื่อเห็นตะขาบเลื้อยอยู่บนซอง

ตราตะขาบ 5 ตัวอยู่คู่คนไทยมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ทุกวันนี้มียอดขายหลายร้อยล้านบาท ส่งออกไปยังอาเซียนและหลากหลายประเทศ โดยยังคงโลโก้ตะขาบขนาบข้างในซองดังเดิม มีสรรพคุณแก้ไอได้ชะงักงัน เป็นดั่งฮีโร่ยาสมุนไพรไทยคู่บ้านที่สืบทอดรุ่นต่อรุ่นมาตลอด ความท้าทายใหม่ของแบรนด์ในยุคนี้ คือทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่สนใจแบรนด์สินค้าจากสมุนไพรไทย ไม่มองว่าเชย ตกยุค แต่เก๋าจนอยากรู้จัก จำสรรพคุณของตะขาบ 5 ตัวได้แบบไม่กลัวความขม

ถ้าเคยตัดสินยาอมแก้ไอจากรูปลักษณ์ วันนี้ขอชวนมาทำความรู้จักตะขาบ 5 ตัวให้ลึกลงอีกสักหน่อย จากวันแรกที่ผู้ก่อตั้งรุ่นหนึ่งแบกกระเป๋าเดินขายยาอมแก้ไอซิมเทียนฮ้อ จนถึงวันนี้ที่คลิปหนังโฆษณาเกิดไวรัล คนดูหลายล้านวิว ฮีโร่คนเดิมคนนี้เข้าไปนั่งในใจคนรุ่นใหม่ได้อย่างไร

The Cloud ชวนมาพูดคุยกับ คุณอรมณส์ แก่นศักดิ์ศิริ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด และ คุณไพบูลย์ สิมะวรา ผู้อำนวยการฝ่ายต่างประเทศ ของบริษัท ห้าตะขาบ (ซิมเทียนฮ้อ) จำกัด เผยให้เห็นเรื่องราวกว่าจะมาเป็นผลิตภัณฑ์ยาแก้ไอตราตะขาบ 5 ตัวในทุกวันนี้

1. ชายลึกลับบนซองตะขาบ 5 ตัว คือ จุ้ยไซ แซ่ซิ้ม ผู้ปรุงยาสมุนไพรเป็นงานพาร์ตไทม์จนได้ดี

ย้อนกลับไปในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 นายจุ้ยไซ แซ่ซิ้ม ผู้เคยเป็นเด็กช่วยปรุงยาในร้านหมอจีน ได้ย้ายถิ่นฐานจากเมืองจีนมาตั้งรกรากที่อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา ทำสวน เลี้ยงเป็ดไก่ไปเพื่อยังชีพ พอเริ่มมีเงินทุนจึงนำไปเปิดร้านขายของชำในตลาด

ราว พ.ศ. 2478 จึงย้ายมาอยู่ที่กรุงเทพฯ ย่านตลาดเก่า เยาวราช เขายังคงรับจ้างแบกหามในตอนกลางวันและปรุงยาตอนกลางคืน แต่ด้วยความรู้ติดตัวด้านยาสมุนไพร เป็นอย่างดี พอมีเวลาว่างจากงานจึงริเริ่มคิดสูตรยาสมุนไพรและทดลองปรุงยาอื่น ๆ อีกหลากหลายชนิดตามแบบฉบับของตนเอง เพื่อใช้กันเองในหมู่ญาติและคนใกล้ชิด ยาแก้ไอเป็นยาที่คนละแวกนั้นเริ่มชอบมากสุด จึงเริ่มนำไปฝากขายตามร้านยาภายใต้ชื่อ ‘ยาอมแก้ไอซิมเทียนฮ้อ’

หากเป็นสมัยนี้คงเรียกงานปรุงยาของนายจุ้ยไซว่างานพาร์ตไทม์ ใช้วิธีทำเป็นงานเสริมปั้นแบรนด์ไปเรื่อย ๆ สลับกับงานประจำเพื่อหาเลี้ยงชีพ

2. หิ้วกระเป๋าขายยาตามร้านกว่า 20 ปี จนเกิด Word of Mouth ชื่อแบรนด์ตะขาบ 5 ตัวติดหูลูกค้า

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นายจุ้ยไซพาครอบครัวอพยพหนีสงครามไปอยู่ที่อำเภอพระประแดงชั่วคราว ครั้งนั้นเจอน้ำท่วมใหญ่ สังเกตเห็นตะขาบหนีน้ำมาเกาะตามฝาบ้าน เห็นสัตว์มีพิษแล้วนึกถึงความเชื่อของศาสตร์การรักษาอาการป่วยแบบจีนสมัยโบราณที่เชื่อว่าพิษล้างพิษ ตะขาบถือเป็นสัญลักษณ์ของสัตว์มีพิษจึงมีสรรพคุณช่วยล้างพิษได้

นายจุ้ยไซจึงเกิดไอเดียนำตะขาบมาทำเป็นเครื่องหมายการค้า ส่วนเลข 5 คือเลขมงคลของชาวจีน หากสังเกตชื่อแบรนด์สินค้าที่คุ้นหูในอดีต จะพบว่าหลายแบรนด์นิยมนำเลข 5 มาตั้งชื่อ ไม่ว่าจะเป็น 5 เจดีย์ หรือ 5 มังกร รวมทั้งครอบครัวของนายจุ้ยไซยังมีลูกถึง 10 คน แบ่งเป็นผู้ชาย 5 คน ผู้หญิง 5 คน เลข 5 จึงเป็นเลขที่ทั้งมีความมงคลและผูกพัน เกิดเป็นชื่อแบรนด์ตะขาบ 5 ตัว พร้อมซองยาที่มีสัญลักษณ์เป็นรูปตะขาบขนาบทั้งสองข้างและรูปนายจุ้ยไซอยู่ตรงกลาง

ด้วยความมุ่งมั่นไม่ย่อท้อและเชื่อมั่นในสรรพคุณยาของตนเอง เขายังคงหิ้วกระเป๋าเดินทางไปฝากขายตามร้านขายยาต่าง ๆ เป็นเวลา 20 กว่าปีจนสินค้าเริ่มติดหู ลูกค้าจดจำได้ ลูกค้าบอกปากต่อปากจนสามารถขยายกิจการ เช่าตึกแถวเปิดร้านขายยาซิมเทียนฮ้อที่ศาลเจ้าแซ่ซิ้ม ตากสิน ซ.8 ฝั่งธนบุรี ใน พ.ศ. 2496 ทั้งขายยาสำเร็จรูป จัดยาสมุนไพร และตรวจผู้ป่วย

3. ตะขาบ 5 ตัวไม่ได้ขายแค่ยาแก้ไอ แต่นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศด้วยเพื่อความหลากหลาย

จากร้านขายยาเติบโตเป็นบริษัทผลิตยาอย่างเดียวแบบเต็มตัว ในยุคของทายาทรุ่นสองภายใต้ชื่อ บริษัท ห้าตะขาบ (ซิมเทียนฮ้อ) จำกัด ในเวลาต่อมา โดยสร้างโรงงานใหม่ที่เขตบางขุนเทียนนี้ สามารถพัฒนากระบวนการผลิตยาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีการนำเครื่องจักรที่ทันสมัยมาใช้ร่วมกับแรงงานคน และเพิ่มบุคลากรที่มีความสามารถเฉพาะทาง เพื่อร่วมทำการวิจัยกระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐานและทันสมัยเรื่อยมา

น้อยคนจะรู้ว่านอกจากยาอมแก้ไอตราตะขาบ 5 ตัวแล้ว บริษัท ห้าตะขาบ (ซิมเทียนฮ้อ) จำกัด ยังมีบริษัทในเครือคือ บริษัท ห้าตะขาบ เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด นำเข้าสินค้ายาจากต่างประเทศหลากหลายชนิด อย่างแผ่นแปะพริก ปอราส แคพซิคัม พลาสเตอร์ แผ่นแปะบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ยาน้ำมันสมุนไพร ยู่ยี่ออยล์ที่มีประวัติกว่า 150 ปีในมาเลเซียและสิงคโปร์ โดยคัดเลือกยาที่เป็นที่ยอมรับในท้องถิ่น มีประวัติขึ้นชื่ออย่างยาวนานในประเทศนั้น ๆ เหมือนยาแก้ไอตะขาบ 5 ตัว เพื่อขยายกลุ่มลูกค้าและเพิ่มความหลากหลายของสินค้า รวบรวมของดีให้คนไทยได้ใช้ โดยไม่ทอดทิ้งเอกลักษณ์ดั้งเดิมของตราตะขาบ ปัจจุบันอยู่ในช่วงข้อต่อเพื่อที่จะมารับช่วงของทายาทรุ่นสองและรุ่นสามของตระกูลที่ทำงานร่วมกันเพื่อขยับขยายกิจการ

7 เรื่อง ‘ตราตะขาบ 5 ตัว’ ยาแก้ไอสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สู่แบรนด์คนรุ่นใหม่ระดับโลก
7 เรื่อง ‘ตราตะขาบ 5 ตัว’ ยาแก้ไอสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สู่แบรนด์คนรุ่นใหม่ระดับโลก

4. ยาสมุนไพรไทยลุคบ้าน ๆ ที่พร้อมคิดค้นสูตรใหม่ให้อมง่าย และปรับแพ็กเกจให้เข้ากับยุคสมัย

คนรุ่นพ่อรุ่นแม่จดจำตะขาบ 5 ตัวเป็นยาอมแก้ไอสมุนไพรที่แก้เจ็บคอได้อย่างชะงักงัน ด้านรสชาตินั้นว่ากันว่า แรก ๆ มันขม แต่อมไปมันจะหวาน โดยความหวานมาจากสมุนไพรล้วน ไม่ใส่น้ำตาล เด็ดขาดแต่ละมุนละม่อม ทำให้ชุ่มคอ เมื่อดื่มน้ำหรือชาร้อนตาม ความชุ่มคอนั้นจะยิ่งทวีคูณ

สิ่งที่ตะขาบ 5 ตัวอยากบอกคือ อย่าตัดสินกันที่รูปลักษณ์ภายนอก เพราะแม้จะเป็นแบรนด์เก่าแก่ เป็นยาสมุนไพรไทย แต่อมแล้วหายได้จริง พิสูจน์แล้วทั้งจากการบอกต่อกันปากต่อปากมาเป็นเวลากว่า 80 ปี และผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์จาก สวทช. พบว่าสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรียได้มากกว่า 99.99 เปอร์เซ็นต์ภายใน 5 นาที ข้อดีของสมุนไพรไทย คือ ไม่ดื้อยา อมได้บ่อยตามต้องการ ต่างจากยาสมัยใหม่ที่อาจมีผลข้างเคียงต่อร่างกาย

นอกจากรสสมุนไพรแบบดั้งเดิมแล้ว แบรนด์ยังพัฒนาสูตรยาอมให้หลากหลาย เคลือบรสมิ้นท์ บ๊วย ตะไคร้ เพื่อตอบโจทย์คนที่กลัวความขม และยังพัฒนาจากบรรจุภัณฑ์แบบซองดั้งเดิม เพิ่มแบบตลับและสเปรย์แก้ไอเข้ามาเพื่อแก้ปัญหาของลูกค้า สำหรับคนที่ชอบภาพลักษณ์ทันสมัย การพกตลับยาอมแก้ไอจะสะดวกกว่า ส่วนคนที่ไม่อยากอมยานาน ไม่อยากอมสมุนไพรแล้วลิ้นดำ แบบสเปรย์ก็เข้ามาตอบโจทย์เป็นทางเลือกใหม่ที่ละลายเสมหะ ทำให้ชุ่มคอได้เหมือนกัน

เรื่องราวของยาแก้ไอตราตะขาบ 5 ตัว แบรนด์คู่คนไทยกว่าศตวรรษ ที่พร้อมปรับตัวให้เก๋า โดนใจคนรุ่นใหม่

5. บทสนทนาระหว่าง 2 เจเนอเรชันที่อยากให้คนรุ่นใหม่เปิดใจให้ตะขาบในหนังโฆษณาฝีมือ ต่อ ธนญชัย

ด้วยเป็นยาอมสมุนไพรแผนโบราณที่โด่งดังมานานร่วมศตวรรษ ความท้าทายของตราตะขาบ 5 ตัว คือ ทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่อยากเปิดใจลอง เพราะแบรนด์มั่นใจว่าถ้ารู้จักแล้วจะรัก ลองแล้วชอบในประสิทธิภาพแน่นอน

ความตั้งใจของแบรนด์ คือสื่อสารภาพลักษณ์ให้มีความคลาสสิกแต่เท่ เป็นแบรนด์จากภูมิปัญญาไทยที่ถูกใจคนรุ่นใหม่แต่ก็ไม่ทิ้งลูกค้าเก่า หนังโฆษณาล่าสุดของตะขาบโดย ต่อ-ธนญชัย ศรศรีวิชัย แห่งฟีโนมีนา เล่าเรื่องการคุยกันของพ่อกับลูก เปรียบสมุนไพรไทยเป็นญาติผู้ใหญ่ที่อบอุ่น เป็นมิตร แก้ปัญหาเก่ง สอดแทรกมุกโดนใจวัยรุ่น ให้ปรับภาพลักษณ์สมุนไพรไทยที่ดูล้าสมัยให้เป็นสิ่งที่เข้าถึงง่าย เล่าเรื่องความแตกต่างระหว่างเจเนอเรชันผ่านการสอดแทรกภูมิปัญญาของคนรุ่นเก่าและการตั้งคำถามของคนรุ่นใหม่ที่แม้แตกต่างกัน แต่ด้วยความรักก็ทำให้เข้าใจกันได้

หากแบรนด์ตะขาบ 5 ตัวที่อายุกว่า 80 ปีเป็นคน คงเป็นแด๊ดดี้สายวินเทจที่ไม่เคยเชยตามกาลเวลา ยังแต่งตัวด้วยชุดเดิมแต่พร้อมเล่นโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook และ TikTok เป็นตะขาบที่พร้อมปรับตัวตามโลกที่เปลี่ยนไปเร็ว ใช้ทั้งสื่อออนไลน์และออฟไลน์ ปรับตามไลฟ์สไตล์ลูกค้าเสมอ พร้อมก้าวเข้าหาคนรุ่นใหม่ โดยยังคงความเป็นตัวเองไปด้วย

เรื่องราวของยาแก้ไอตราตะขาบ 5 ตัว แบรนด์คู่คนไทยกว่าศตวรรษ ที่พร้อมปรับตัวให้เก๋า โดนใจคนรุ่นใหม่

6. ตะขาบไม่ทิ้งลาย Takabb x Greyhound x SAPPE เพิ่มสินค้าที่เข้าไปอยู่ในไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ 

ความเป็นผู้ใหญ่ที่ทันยุคสมัยของตะขาบ 5 ตัว คือการพร้อมสร้างสรรค์สิ่งใหม่กับแบรนด์รุ่นใหม่อยู่เสมอโดยไม่ละทิ้งความเป็นตัวเอง ตราตะขาบเคยคิดอยากทำแบรนด์ให้โมเดิร์นขึ้น มินิมอลขึ้นตามกระแส แต่พบว่าหากขาดภาพตะขาบและอากงไป ก็จะขาดตัวตนของแบรนด์ที่เป็นภาพจำของยาสมุนไพรคู่คนไทยไป จึงยังคงโลโก้เดิม แล้วหาทางทำให้ภาพลักษณ์ของตะขาบเป็นแบรนด์ที่วัยรุ่นอยากรู้จักและอยู่ในไลฟ์สไตล์ให้ได้

เพราะเป็นแด๊ดดี้ก็เก๋าได้ ‘ตะขาบ’ ร่วมกับแบรนด์แฟชั่นสัญชาติไทยอายุ 40 ปีอย่าง Greyhound ที่มีประสบการณ์ในการทำสินค้าไลฟ์สไตล์มากมาย และมีจุดเด่นในการคิดนอกกรอบและทดลองสิ่งใหม่ ๆ สร้างสรรค์ลายวินเทจอย่างตะขาบ 5 ตัวให้เป็นลายคลาสสิกสุดเท่บนสินค้าของที่ระลึกอย่างเสื้อผ้าและกระเป๋า สร้างความผูกพันและติดตากับลายตะขาบในชีวิตประจำวัน

กลางปีที่ผ่านมา Takabb ยังร่วมกับ SAPPE แบรนด์เครื่องดื่มทางเลือกสุขภาพของคนรุ่นใหม่ เช่น บิวตี้ดริงก์ที่เน้นฟังก์ชันสุขภาพหลากหลาย ปรับตามเทรนด์ไลฟ์สไตลรักสุขภาพของคนรุ่นใหม่ ออกสินค้าเครื่องดื่มสมุนไพรไทย Functional Herbal Drink แบบช็อต สำหรับเสริมความมั่นใจในการใช้เสียง ดึงจุดเด่นของสมุนไพรไทยให้เด่นขึ้น เพิ่มทางเลือกให้คนเจเนอเรชั่น Y และ Z ที่พร้อมอยากลองของใหม่

เรื่องราวของยาแก้ไอตราตะขาบ 5 ตัว แบรนด์คู่คนไทยกว่าศตวรรษ ที่พร้อมปรับตัวให้เก๋า โดนใจคนรุ่นใหม่

7. แบรนด์ตะขาบไทยอยากเติบโตไปไกลทั่วโลก มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและไม่หยุดพัฒนา

ความตั้งใจของตะขาบ 5 ตัว ไปอยากเติบโตเป็นแบรนด์ระดับโลก อยากนำตราตะขาบสินค้าภูมิปัญญาไทยให้คนต่างชาติได้รู้จัก

ตราตะขาบเริ่มส่งออกไปยังหลากหลายประเทศ เริ่มจากฮ่องกงเป็นที่แรกใน พ.ศ. 2548 ตั้งแต่สมัยที่ไม่มียาแผนโบราณออกจำหน่ายมากนัก เมื่อเริ่มขยายไปยังประเทศที่มีอิทธิพลอย่างสิงคโปร์ได้แล้ว ก็ขยายต่อไปยังอินโดนีเซีย มาเลเซีย จนขยายครอบคลุมในแถบอาเซียน ทั้งบรูไน กัมพูชา ลาว พม่า พร้อมมีแผนขยายไปยังประเทศอื่น ๆ ทั้งรัสเซียและแถบอินเดียอีกในอนาคต

สมัยก่อนภาพลักษณ์ยาสมุนไพรไทยที่ Made in Thailand ยังคล้ายสินค้าจากจีนอยู่ เมื่อสะสมการสร้างชื่อมาอย่างยาวนาน พิสูจน์สรรพคุณได้จริงทำให้เป็นที่ยอมรับมากขึ้นในต่างประเทศ โดยทุกครั้งที่แบรนด์ตีตลาดใหม่ จะต้องศึกษาวัฒนธรรมของประเทศนั้น ๆ เช่น คนรัสเซียไม่ชอบความหวาน ประเทศมุสลิมมีข้อกำหนดด้านฮาลาล เป็นต้น

ความท้าทายของการเติบโตอย่างยั่งยืน จึงเป็นการไม่หยุดพัฒนาสินค้าและระบบการทำงาน คงตำราสมุนไพรดั้งเดิมแต่ก็ไม่ Out พร้อมสร้างความแปลกใหม่ให้เข้าถึงง่ายอยู่เสมอ

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load