“พอได้ยินคำว่าผ้าไหม เรานึกไม่ออกว่าจะใช้ในชีวิตประจำวันได้ยังไง”

 ‘ใส่ยาก เหมาะกับงานทางการ ดูสูงวัย’ ภาพจำของผ้าไหมทำให้ ออม-สุพัจนา ลิ่มวงศ์ ไม่คิดจะหยิบผ้าไหมมาแต่งองค์ทรงเครื่อง จนกระทั่ง 5 ปีก่อน มีคนแนะนำให้เธอรู้จักกับผ้าไหมไทยจากอำเภอปักธงชัย นับแต่นั้นออมก็ก่อร่างสร้างแบรนด์ละออ (La Orr) แบรนด์เครื่องประดับจากผ้าไหมไทย ที่เธออาสาเปลี่ยนภาพจำของผ้าไหมด้วยการผสานงานออกแบบเข้ากับภูมิปัญญาไทย จนคว้ารางวัลชนะเลิศ GIT’s World Jewelry Design Awards 2018 รางวัล DEmark (Design Excellence Award) ในประเทศไทย และรางวัล G-Mark (Good Design Award) ปี 2016 จากประเทศญี่ปุ่น 

ออม-สุพัจนา ลิ่มวงศ์

ถ้าอยากรู้ว่าเธอเปลี่ยนทัศนคติของตัวเอง และเปลี่ยนภาพจำของผ้าไหมจนได้รับการยอมรับได้อย่างไร มาฟังกัน 

La Orr แบรนด์เครื่องประดับไทยแท้ที่จับสีสันของผ้าไหมอำเภอปักธงชัยมาประดับแทนอัญมณี

ความงามแรกพบ

ออมเรียนจบสาขาออกแบบเครื่องประดับ และทำงานประจำเป็นนักออกแบบ เธอฝันอยากมีแบรนด์ของตัวเอง แต่ยังลังเลว่าจะหยิบภูมิปัญญาไทยด้านไหนมาชูให้เด่น เพราะเธอสนใจงานคราฟต์ไทยทุกประเภท ทั้งจักสาน เซรามิก เบญจรงค์ ย่านลิเภา ถ้าจะเหมามาใช้ทำแบรนด์ทั้งหมด เกรงว่าคาแรกเตอร์ของแบรนด์จะไม่ชัดเจน จนกระทั่งร้านผ้าไหมสุรีพรแนะให้เธอเอาผ้าไหมไทยจากอำเภอปักธงชัยไปทำเครื่องประดับ แวบแรกเธอบอกเราว่า นึกไม่ออกว่าจะเอาผ้าไหมไปอยู่ในชีวิตประจำวันของคนผ่านเครื่องประดับได้อย่างไร แต่พอได้เห็นผ้าไหมผืนสวย เธอกลับเปลี่ยนความคิดและมองว่าผ้าไหมมีคาแรกเตอร์ชัดเจนมาก ทั้งสีสัน ความเงา และเทกซเจอร์ วันนั้นเป็นจุดเริ่มต้นความงามของแบรนด์ละออ

La Orr แบรนด์เครื่องประดับไทยแท้ที่จับสีสันของผ้าไหมอำเภอปักธงชัยมาประดับแทนอัญมณี

“เราเคยเป็นดีไซเนอร์มาก่อน หลังเลิกงานเราจะมานั่งทดลอง ระหว่างนั้นเราค้นตัวเองไปด้วยว่าคาแรกเตอร์เราเป็นยังไง ขณะเดียวกันก็ศึกษาวัสดุที่เราเลือก ความงามอยู่ตรงไหน เสน่ห์อยู่ตรงไหน จุดเด่นของภูมิปัญญาอยู่ตรงไหน เราใช้เวลาสามสี่ปีในการสร้างละออ เราเลยพูดได้เต็มปากว่าเป็นงานของเรามาจากมือและสมองของเราร้อยเปอร์เซ็นต์”

ความงามที่ปลายผ้า

แบรนด์ของเธอเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างออมและแม่ช่างทออำเภอปักธงชัย ด้วยเธอเรียนจบสาขาเครื่องประดับ เลยมีวิชาขึ้นตัวเรือนโลหะติดตัวมาด้วย ละออเลยเป็นแบรนด์ที่จับสีสันของผ้าไหมมาประดับแทนอัญมณี

La Orr แบรนด์เครื่องประดับไทยแท้ที่จับสีสันของผ้าไหมอำเภอปักธงชัยมาประดับแทนอัญมณี

“เราทดลองหาจุดเด่นของผ้าไหมว่ามีความแตกต่างจากผ้าแบบอื่นยังไง จนมาเจอความเหลือบที่คนไม่ค่อยชอบ ความจริงมันเกิดจากการทอของเส้นพุ่งกับเส้นยืนต่างสีกัน เวลาเอามาใช้งานเราจะใช้ผ้าไหมทอสองสี เพื่อเผยภูมิปัญญาของผ้าไหมผ่านความงามที่ปลายผ้า ถ้าปลายผ้าเป็นสีม่วงและสีเขียว แสดงว่าเกิดจากเส้นพุ่งสีเขียว เส้นยืนสีม่วง 

“คู่สีมาจากแม่ช่างทอ เราไม่ได้เข้าไปเปลี่ยนอะไรเขาเลย เพราะเราอยากได้ความดั้งเดิมและรสนิยมทางศิลปะของเขา ส่วนเราเอาการออกแบบเข้าไปช่วยจัดการกับความเหลือบที่คนมองว่าใช้ยาก ให้ใส่ได้จริงในปัจจุบัน”

La Orr แบรนด์เครื่องประดับไทยแท้ที่จับสีสันของผ้าไหมอำเภอปักธงชัยมาประดับแทนอัญมณี

ไม่เพียงแค่สีเหลือบวิบวับ ออมยังเหมาผ้าสีฉูดฉาดค้างสต๊อกมาใช้แทบทั้งหมด เพราะเธอมองว่าเป็น ‘ความกล้า’ ของแม่ช่างทอ เพราะพวกเขามองแล้วว่าจับคู่สีแบบนั้น จับคู่สีแบบนี้ ต้องออกมาสวย บวกกับความยากในการทอแต่ละผืน ไม่ง่าย! คล้ายว่าเป็นงานศิลปะของช่างทอด้วยส่วนหนึ่ง เป็นงานศิลปะของเธอด้วยส่วนหนึ่ง แถมออมมองว่าเป็นอีกหนึ่งเทคนิคที่ไม่จำเป็นต้องไปเริ่มพัฒนาสินค้าเพื่อให้ช่างทอขายได้ในตลาด แต่เธอเข้าไปรักษาความออริจินัลของภูมิปัญญาและดึงออกมาเป็นจุดเด่นของแบรนด์ เพื่อให้คนทั่วไปใส่ผ้าไหมได้จริงในชีวิตประจำวันและเป็นปัจจุบัน 

ความงามของนักสู้

ช่วงแรกของการทำแบรนด์เธอมีท้อบ้าง เพราะนึกไม่ออกว่าสุดท้ายจะออกมาเป็นแบรนด์ได้จริงหรือเปล่า ความเป็นตัวตนของเธอคนจะยอมรับมากน้อยแค่ไหน เครื่องประดับจากผ้าไหมคนจะเข้าใจและเปิดใจยอมรับหรือเปล่า

ออม-สุพัจนา ลิ่มวงศ์

“เราลองสู้อีกครั้ง จากตอนแรกเราใส่ความเป็นตัวเราลงไปร้อยเปอร์เซนต์ เราเปลี่ยนมาเริ่มจากชิ้นเล็กที่สุดให้คนเข้าถึงได้ง่ายก่อน แล้วค่อยใส่ความเป็นตัวเราเยอะขึ้น เริ่มมีชิ้นใหญ่ มีชิ้นมาสเตอร์พีซที่เป็นตัวเราร้อยเปอร์เซ็นต์ เราไม่ได้สนใจว่าใครจะซื้อหรือไม่ซื้อ แต่เราอยากทำ และเริ่มมีชิ้นย่อยแตกออกมาจากชิ้นที่เป็นเราร้อยเปอร์เซ็นต์ ปรับสีให้อ่อนลง แต่ยังเป็นตัวเราอยู่ เป็นเราในขนาดเล็กลง ที่คนใส่ได้ง่ายขึ้น คงไม่มีใครอยากใส่ความเป็นตัวเรา (ออม) ตลอดเวลา” 

La Orr แบรนด์เครื่องประดับไทยแท้ที่จับสีสันของผ้าไหมอำเภอปักธงชัยมาประดับแทนอัญมณี

ความงามของความพยายาม

ขณะละออกำลังเดินไปข้างหน้า ออมก็พัฒนาทักษะของเธอควบคู่ไปด้วยผ่านการลงสนามประกวด ล่าสุดเธอคว้ารางวัลชนะเลิศ GIT’s World Jewelry Design Awards 2018 ด้วยผลงาน ‘ARISE’ แนวคิดจากจันทรุปราคา

“โจทย์ของ GIT ตอนนั้นเกี่ยวกับไข่มุก เราเลยตั้งโจทย์ว่าจะทำยังไงให้ไข่มุกสวยที่สุด ส่วนตัวมองว่ามุกสวยทุกสี อยากจะใช้มุกตั้งแต่สีขาว เทา ดำ ให้ครบทุกเฉดในงานชิ้นเดียว เลยตรงกับแรงบันดาลใจเรื่องจันทรุปราคา คล้ายว่าดวงจันทร์ค่อยๆ ดับลง แล้วก็ค่อยๆ สว่างขึ้น เน้นไล่เฉดของสีไข่มุก สำคัญเลยต้องผลิตในระบบอุตสาหกรรมได้ด้วย” 

La Orr แบรนด์เครื่องประดับไทยแท้ที่จับสีสันของผ้าไหมอำเภอปักธงชัยมาประดับแทนอัญมณี

ความจริงก่อนจะทำแบรนด์ ออมเฝ้าลงสนามของ GIT อยู่ 3 ปี เพื่อทดลองว่าความเป็นตัวตนของเธอจะไปด้วยกันกับระบบอุตสาหกรรมได้หรือไม่ และศึกษาเทคนิคที่เธอยังไม่คุ้นชิน โดยอาศัยความเห็นจากกรรมการผู้เชี่ยวชาญ

“จะเห็นว่างานสองส่วนของเราต่างกันมาก แต่กระบวนการคิดและกระบวนการออกแบบทุกอย่าง มันเป็นกระบวนเดียวกัน ต่างกันแค่โจทย์และวัสดุ ถ้าเป็นละออ โจทย์คือการทำผ้าไหมยังไงให้อยู่ในชีวิตของคน แต่โจทย์ GIT แต่ละปีไม่เหมือนกัน แต่ต้องผลิตในระบบอุตสาหกรรมและขายได้จริง จะเป็นแค่ข้อกำหนดที่ไม่มีในละออ แต่มีในการประกวด

La Orr แบรนด์เครื่องประดับไทยแท้ที่จับสีสันของผ้าไหมอำเภอปักธงชัยมาประดับแทนอัญมณี

”มันเป็นเช็กพอยต์ของเราด้วย เวลาเราไปทำงานขายจริงเรามักจะมีโจทย์ในใจว่าเราจะทำอะไร แล้วเราเช็กพอยต์ได้ตรงหรือเปล่า งานประกวดเปิดโอกาสให้เราได้ลองทำอย่างอื่น ยิ่งกรรมการเลือกผลงานเรายิ่งเสริมความมั่นใจว่าเราสื่อสารได้ ต่อให้เขาให้โจทย์มายังไง สำคัญคือ มันต้องมีคาแรกเตอร์เราอยู่ในงานผ่านกระบวนการออกแบบด้วย”

ความงามจากธรรมชาติ

การออกคอลเลกชันของละออ เธอมองสิ่งใกล้ตัวจากธรรมชาติ ลองเอามาผสมผสานสร้างเป็นแรงบันดาลใจ ที่เน้นรูปธรรมเป็นหลัก เพื่อสื่อสารให้ลูกค้าเข้าใจง่าย ไม่ว่าจะเป็นกล้วยไม้ ผีเสื้อสีสวย ตัวด้วงตาเดียว (ตามจินตนาการ) 

เราขออาสาเราเล่า 6 คอลเลกชันสนุก เต็มไปด้วยจินตนาการและสีสันฉูดฉาดดึงดูดสายตา

 คอลเลกชันแรกเธอเปิดตัวด้วย Blossom Ballet เป็นเครื่องประดับชิ้นเล็ก แรงบันดาลใจจากดอกไม้ที่ห้อยอวดโฉมอยู่ตามต้นไม้ ตัวเรือนก็น้ำหนักเบา ทำให้ใส่ได้บ่อย รับรองว่าไม่มีเบื่อ! ส่วน Overwhelm คอลเลกชันที่ได้แรงบันดาลใจจากขนนก กำลังสะบัดปีกโบยบิน บางชิ้นเธอแอบใส่ขนนกเพิ่มความสมจริงไปด้วย สีสันของผ้าไหมก็อิงมาจากสีของพันธุ์นกหลายชนิด แถมการันตีด้วยรางวัล G-​Mark (2016) จากประเทศญี่ปุ่น ขอต่อด้วย Sense เน้นความงามของสรีระผู้หญิง โทนสีอ่อนละมุนเหมือนสีผิวอมชมพูของหญิงสาว แต่ถ้าคนชอบสีจัดจ้านต้องคอลเลกชัน Orchid Traps ดึงสีมาจากดอกกล้วยไม้ มาหมดทั้งสีม่วง สีชมพู ตัดกับตัวเรือนสีทอง ยิ่งสวยน่าจับจอง แต่งตัวเรียบง่ายแล้วใส่สร้อยคอสักเส้น เก๋!

La Orr แบรนด์เครื่องประดับไทยแท้ที่จับสีสันของผ้าไหมอำเภอปักธงชัยมาประดับแทนอัญมณี

ก่อนจะทำความรู้จักกับคอลเลกชันใหม่ล่าสุด ขอชวนชม Horizon เครื่องประดับเลียนแบบคลื่นทะเลที่มีแสงอาทิตย์ตกดินพาดผ่าน ท้องผ้าสีวานิลลาสกายถูกแทนที่ด้วยผ้าไหมทอมือสีสวย ด้วยตัวเรือนสีดำยิ่งขับให้ผ้าไหมดูเจิดจ้า

La Orr แบรนด์เครื่องประดับไทยแท้ที่จับสีสันของผ้าไหมอำเภอปักธงชัยมาประดับแทนอัญมณี

 ล่าสุดเธอนำเสนอความเชื่อของคนไทยผ่าน ‘แมลง’ ยกทัพตัวด้วงและผีเสื้อที่มีความหมายดีมาล่อตาล่อใจ แต่หน้าตาของแมลงจะเปลี่ยนใจตามจินตนาการของเธอ ขอเพิ่มหินแท้เข้าไปอีกหน่อยเพื่อเสริมความโชคดีและเสริมสิริมงคล

La Orr แบรนด์เครื่องประดับไทยแท้ที่จับสีสันของผ้าไหมอำเภอปักธงชัยมาประดับแทนอัญมณี

ความงามจากภูมิปัญญาไทย 

ละออ มาจากคำศัพท์ภาษาไทย มีความหมายว่า ‘งาม’ 

“เราอยากใช้รากของภาษาไทย เพราะเราทำงานจากวัสดุไทย ต่อไปถ้าเป็นวัสดุอื่นก็ต้องมาจากภูมิปัญญาและท้องถิ่นไทย เลยใช้คำว่า ‘ละออ’ เรามองว่าเครื่องประดับเป็นอะไรก็ได้ แต่ว่ามันต้องมีความงามอยู่ งามในแบบของเรา งามในแบบที่ยังมีเซนส์ของความเป็นไทย และการทำงานกับผ้าไหมของเราก็เปลี่ยนไป ขณะเดียวกันเราก็นำเสนอมุมมองใหม่ของผ้าไหมมากขึ้นด้วย  ผ้าผืนหนึ่งเราใช้คุณค่าของมันอย่างเต็มผืน การทอของเขาที่ทำมาไม่ได้เสียเปล่าเลย”

แม้ครั้งแรกของการสัมผัสผ้าไหมเธอจะไม่กล้าจับ ไม่กล้าพับ และไม่กล้าตัด กว่าจะทอได้แต่ละผืนล้วนใช้เวลา นับจากวันที่เธอเข้าใจและเปลี่ยนทัศนคติ เธอกล้าตัดผ้าไหม กล้าทำทุกอย่างกับผ้ามากขึ้น เพราะเธอไม่ได้ทำให้ผ้าเสียหาย เพียงแต่นำเสนอความงามในมุมมองใหม่ ที่สำคัญ เธอใช้ทุกส่วนของผ้า เหลือผ้าน้อยที่สุดและใช้ให้คุ้มค่ามากที่สุด

“งานของเรามีคนใส่ตั้งแต่วัยรุ่นถึงวัยผู้ใหญ่ เพราะสีและโครงสร้างถูกทอนมาแล้ว ทำให้ผ้าไหมเข้าสู่วงกว้างมากขึ้น การที่วัยรุ่นจะจับผ้าไหมมาใส่สักชิ้น มันยากมาก แต่ตอนนี้ไม่ได้มีทัศนคติตรงนั้นมาปิดแล้วในส่วนของการทำละออ คนมองว่าเราเป็นเครื่องประดับที่ใส่ได้และคุณค่าของผ้าไหมยังอยู่” เจ้าของแบรนด์เล่าด้วยความภูมิใจในภูมิปัญญา

ออม-สุพัจนา ลิ่มวงศ์

ในปีนี้การประกวดออกแบบเครื่องประดับและพลอยเจียระไนได้จัดพิธีมอบรางวัลในงานเทศกาลนานาชาติ ‘พลอยและเครื่องประดับจันทบุรี (International Chanthaburi Gems and Jewelry Festival 2019)’ เป็นครั้งแรก 

จัดขึ้นโดย GIT หรือสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ภายใต้แนวคิด ‘Power of Gemstones and Jewelry’ ระหว่างวันที่ 4 – 8 ธันวาคม 2562 พร้อมจัดนิทรรศการแสดงผลงานและผลิตภัณฑ์จากช่างฝีมือ ตลอดจนผู้ประกอบการที่ได้รับการคัดเลือก ณ บริเวณศูนย์ส่งเสริมอัญมณีและเครื่องประดับจันทบุรี ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมทาง changemsfest.com

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Creative Local

ตัวอย่างการใช้ไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดของดีของชุมชน

ทันทีที่เครื่องมือนำทางพาเรามาถึงจุดหมาย เจ้าบ้านก็ต้อนรับเราด้วยน้ำมะพร้าวหอมๆ พร้อมบทบรรยายละลายพฤติกรรมว่าด้วยเรื่องวิชาสังเกตลูกมะพร้าวและวิธีกินน้ำมะพร้าวให้อร่อย 101

อาทิ การเจาะรูเพื่อกินน้ำมะพร้าว หากสังเกตกะลามะพร้าวให้ดี จะพบการแบ่งพื้นที่เป็น 3 ส่วนไม่เท่ากัน ส่วนที่ใหญ่สุดเป็นส่วนเดียวที่มีรูเจาะได้ หากรู้ ก็จะสามารถใช้หลอดเจาะกินน้ำมะพร้าวด้านในโดยไม่ต้องใช้มีดเปิดฝากะลา 

สีเขียวอ่อนกำลังดีของผิวมะพร้าวลูกโตตรงหน้าบอกเราว่า นี่คือมะพร้าวทึนทึก แก่ ดูเหมือนมีตำหนิ แต่ความจริงน้ำหวาน เนื้อเหนียวแต่อร่อย และเหมือนใครจะรู้ว่าเราอินกับเรื่องราวๆ นี้เป็นพิเศษจึงส่งกลิ่นปลาทูทอดมาตัดความสนใจ

มีคนเคยบอกว่า ปลาทูแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม ที่อร่อยแท้ ต้องหน้างอ คอหัก

นอกจากปลาทูขึ้นชื่อ วันนี้ที่สมุทรสงครามยังมีน้ำตาลมะพร้าวออร์แกนิกที่กินแล้วหน้ายิ้ม ไม่มีงอ

อันที่จริง เรายิ้มตั้งแต่ได้ยินชื่อแล้ว

เพียรหยดตาล เป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่ทำน้ำตาลร่วมกับชาวสวนมะพร้าวด้วยภูมิปัญญาแบบดั้งเดิม ก่อตั้งโดย เก๋-ศิริวรรณ ประวัติร้อย เจ้าของสวนสุวรรณออร์แกนิกและหัวหน้าศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน และ เอก-อัครชัย ยัสพันธุ์ เจ้าของสวนมะพร้าวอินทรีย์ในจังหวัดราชบุรี ร่วมกันจุดประกายให้กลุ่มเกษตรกรคิดถึงคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่ ด้วยการปลุกเตาตาลอายุกว่า 30 ปีที่กำลังหลับใหลให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

เพียรหยดตาล เพียรหยดตาล

อุปกรณ์ชื่อประหลาดที่ใช้ในกระบวนการทำน้ำตาลจึงถูกเช็ดล้างเป็นการใหญ่เพื่อเตรียมนำกลับมาใช้

และดูเหมือนว่าคุณลุงคุณป้าผู้มีอายุมากกว่า 70 ปีแล้ว ก็ยังเต็มไปด้วยพลัง ฝีมือ ความชำนาญ ความคล่องแคล่ว ที่หาได้ลดลงตามวันเวลา จะว่าไปทั้งคนและอุปกรณ์ดูจะมีชีวิตชีวามากกว่าครั้งก่อน

กระบวนการและความเพียรที่ส่งผ่านทุกรายละเอียดทำให้เราไม่แปลกใจว่าทำไมเพียรหยดตาลจึงกำลังเป็นที่นิยมในหมู่เชฟและคนที่ตามหารสชาติดั้งเดิมของน้ำตาลมะพร้าว เช่น ร้านราบของเชฟแวน เฉลิมพล ที่ท่าพระอาทิตย์ ร้านกาแฟ ROOTS และร้านไอศกรีม Guss Damn Good

ก่อนจะพูดคุยกับเก๋และเอกเรื่องวิสาหกิจชุมชนเพียรหยดตาล หมู่ 1 ตำบลนางตะเคียน อำเภอเมืองฯ จังหวัดสมุทรสงคราม กันแบบยาวๆ คุณลุงคุณป้าเจ้าของถิ่นก็ชวนให้เราตามชาวคณะไปดูการทำน้ำตาลมะพร้าวแบบดั้งเดิมก่อน

ผูกเชือกรองเท้าให้พร้อม สวมหมวกกันแสงแดดให้มั่น แล้วเดินตามมาเลยค่ะ

เพียรหยดตาล

บทเพียรที่ 1

คบคนเพียร เพียรพาไปหาวัตถุดิบ

“ปีนเลยๆ” เสียงคุณป้าต๋อยร้องบอกเราเมื่อเห็นว่ากำลังชะเง้อมองเพื่อนคนที่ตัวสูงกว่าเอื้อมมือแตะชิมน้ำหวานจากงวงตาล

เพื่อรับรู้ความรู้สึกของการ ‘ขึ้นตาล’ อย่างชาวบ้าน เราจึงไม่รอช้าให้เสียแรงเชียร์จากป้าต๋อย

เพียรหยดตาล

วิธีการขึ้นสู่ต้นมะพร้าวนั้นง่ายดายด้วย ‘พะอง’ ไม้ไผ่ลำยาวที่มีตาของไผ่ยาวออกมาประมาณ 3 – 5 นิ้ว ใช้เป็นบันไดเพื่อพาดปีนขึ้นต้นมะพร้าวพันธุ์เตี้ยซึ่งชาวบ้านเรียกเหมารวมว่า ‘ตาล’ ชื่อเรียกแทนน้ำที่ได้จากพืชตระกูลปาล์ม อย่างต้นมะพร้าว ต้นตาล ต้นจาก

ก่อนจะไปถึงวิธีการทำน้ำตาลมะพร้าว เรามาทำความรู้จักการ ‘ขึ้นตาล’ หรือการเก็บน้ำตาลแบบดั้งเดิมกันก่อน ในแต่ละวันชาวบ้านจะขึ้นตาลทั้งหมด 2 รอบ ห่างกันรอบละ 8 ชั่วโมง ความแตกต่างระหว่างสวนมะพร้าวอินทรีย์กับสวนมะพร้าวทั่วไปคือระบบนิเวศที่รายรอบในพื้นที่ รวมถึงบรรดาผึ้งนานาพันธุ์ที่บินกินน้ำผึ้งอย่างขันแข็ง

เพียรหยดตาล

เมื่อชาวบ้านปีนพะองขึ้นไปถึงตำแหน่งของ ‘จั่น’ หรือช่อดอกของต้นมะพร้าว ผู้ขึ้นตาลจะใช้มีดปาดจั่นบางๆ จนเกิดหยดน้ำตาลค่อยๆ ไหลสู่กระบอกที่เตรียมไว้ ก่อนจะใส่ ‘ไม้พะยอม’ สับ มีสรรพคุณเป็นสารกันบูดแบบธรรมชาติ แต่ต้องระวังไม่ให้ใส่มากเกิน เพราะจะทำให้น้ำตาลที่ได้มีรสฝาด

เพียรหยดตาล เพียรหยดตาล

จากนั้นนำน้ำตาลที่ได้ไปต้มที่ ‘เตาตาล’ มีลักษณะพิเศษคือเป็นเตาหลุมซึ่งก่อไฟให้ความร้อนพร้อมกันจากจุดเดียว

ขั้นตอนนี้หากตั้งไฟต้มไม่นาน คุณจะได้น้ำตาลสดรสหวานอร่อยกินกับน้ำแข็งเย็นชื่นใจ แต่หากตั้งไฟต้มนานกว่านี้สักพักคุณก็จะได้น้ำตาลมะพร้าวอร่อยๆ ไว้ปรุงอาหารคาวหวานต่อไป

ค่อยๆ กวนน้ำตาลด้วย ‘โพง’ หม้อตักที่ต่อด้าม ระหว่างที่ต้มน้ำตาลจะเกิดฟองจำนวนมาก ขั้นตอนนี้ชาวบ้านจะนำ ‘โค’ ไม้ไผ่สานทรงกระบอกขนาดเล็กกว่ากระทะต้มตาลเล็กน้อยมาครอบ เพื่อให้ฟองลอยสูงขึ้นไม่ล้นออกนอกกระทะ วิธีแก้ตามภูมิปัญญาชาวบ้านคือ ใช้ทางมะพร้าวแตะเบาๆ ที่ปากโค น้ำมันจากใบมะพร้าวจะทำให้ฟองยุบตัวลงอย่างรวดเร็ว เคี่ยวต่อจนน้ำตาลในกระทะข้นระดับหนึ่ง ให้สังเกตความเข้มข้นและสีของน้ำตาลที่ค่อยๆ เข้มงวดขึ้น แสดงว่าได้ที่แล้ว จากนั้นยกออกจากเตาไปกรองตะกอนออกด้วยผ้าขาวบาง และนำมากระทุ้งด้วยไม้กระทุ้งให้อากาศค่อยๆ เข้าแทรกตัวจนเนื้อน้ำตาลเหนียวได้ที่ ก่อนเทใส่แบบเป็นอันเสร็จ

เพียรหยดตาล เพียรหยดตาล เพียรหยดตาล

ระหว่างที่สังเกตการณ์ท่าทีของคุณลุงคุณป้าชาวบ้านที่ผลัดกันรับส่งไม้กระทุ้งน้ำตาลให้ทีมงานดู เราพบว่า แม้ใครจะบอกว่าท่าทางที่ต่างกันไปจะไม่ส่งผลต่อรสชาติ แต่อย่างน้อยความหวานที่เกิดขึ้นต้องมีผลมาจากความร่วมมือทีละเล็กละน้อยเป็นสำคัญ

ขณะที่ทุกคนกำลังตักน้ำตาลอุ่นใส่ถ้วยคนละไม้คนละมืออยู่นั้น เราไม่อาจละสายตาจากน้ำตาลติดกระทะที่ค่อยๆ แข็งตัวเป็นตังเมอุ่นๆ หอมๆ ได้เลย ร้อนถึงลุงเล็ก เจ้าของเตาตาลแห่งนี้ ต้องหาก้านไม้เล็กๆ พันตังเมให้พวกเราลิ้มลอง

“ขั้นตอนไม่มีอะไรซับซ้อน มันคือการรอ” เอกสรุปขั้นตอนการทำน้ำตาลทั้งหมด โดยทั้งกระบวนการนี้ใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่งถึง 2 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับความแรงของไฟและปริมาณน้ำตาลที่ใส่

เพียรหยดตาล เพียรหยดตาล

บทเพียรที่ 2

คนเจ้าน้ำตาล

เคล็ดลับน้ำตาลจากชาวหมู่ 1

ทำน้ำตาลไม่มีตำรา: คุณลุงวิชัยบอกว่า บางคนขึ้นมะพร้าว 10 ต้น ได้น้ำตาล 20 ลิตร บางคนได้น้ำตาล 5 ลิตร และในบางครัวเรือนสูตรที่ใช้ทำน้ำตาลก็แตกต่างกันระหว่างสามีและภรรยา

ทำน้ำตาลต้องรู้ใจน้ำตาล: รู้จักต้นมะพร้าวในสวน รู้จักความอ่อนความแก่ของช่อดอกหรือ ‘จั่น’ ชื่อเรียกของแหล่งกำเนิดหยดน้ำตาลก่อนโน้มงวงตาล ส่งผลต่อแรงที่ใช้โน้มงวงตาล และหยดน้ำตาลมะพร้าวที่จะได้

มีหยดน้ำตาก่อนหยดน้ำตาล: หากตื่นคุณตื่นเช้าทันตามคุณลุงวิชัย ใส่หมวกไฟฉายไปปีนต้นมะพร้าวขึ้นตาลตั้งแต่ตีสี่ โปรดระวังแมงป่องบนต้นมะพร้าวที่พิษมีฤทธิ์ทำให้แสบร้อนจนน้ำตาลไหล เอ้ย น้ำตาไหล คุณลุงวิชัยบอกว่า คนทำตาลมีแผลทุกคน ลำพังหากจะใส่ถุงมือป้องกันก็คงทำให้ปีนต้นไม้ไม่สะดวก

ตาลเช้า (ช่วงตี 4 – 6โมงเช้า) ให้น้ำตาลสดที่หอมหวานกว่าตาลเที่ยง (บ่าย 4 โมงเป็นต้นไป)

น้ำตาลมาจากพืชอะไรก็ได้ในตระกูลปาล์ม ชาวสมุทรสงครามนิยมใช้มะพร้าว ขณะที่ชาวเพชรบุรีนิยมใช้ตาลโตนด

เพียรหยดตาล

บทเพียรที่ 3

เพียรกระซิบบอก

“เราทิ้งไม่ได้ นี่คือสิ่งเรารู้สึก” เก๋รีบตอบ ทันทีที่เราถามถึงเหตุผลของการเปลี่ยนบ้านและสวนมะพร้าวออร์แกนิกของเธอให้เป็นศูนย์รวมใจชุมชน ทั้งศูนย์เรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์ ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน และวิสาหกิจชุมชนเพียรหยดตาล

ผลผลิตจากสวนสุวรรณออร์แกนิกไม่ได้มีแค่พืชท้องถิ่นที่หากินได้เฉพาะที่สมุทรสงคราม เช่น ชะคราม หนามแมงดอหรือหนามพุงดอ เป็นต้น มะพร้าว ชีวภัณฑ์ที่จำเป็นต่อการดูแลสวนด้วยวิถีอินทรีย์ แต่ที่นั้นมีความภูมิใจในความเป็นเกษตรกรของพ่ออยู่

จากน้ำตาลปี๊บขนาด 30 กิโลกรัมของพ่อในอดีต มาวันนี้ น้ำตาลตรงหน้าถูกแบ่งเป็นน้ำตาลปึกก้อนละ 1 กิโลกรัม ก้อนละครึ่งกิโลกรัม

“คนใช้น้ำตาลยังเยอะอยู่นะ แต่เป็นเพราะคนทำน้ำตาลจริงๆ ต่างหากที่มีจำนวนลดน้อยถอยลงไป” เก๋เล่าสถานการณ์น้ำตาลในพื้นที่

เหตุผลที่น้ำตาลมะพร้าวแบบที่เราคุ้นเคยนั้นแข็งจัดจนต้องใช้มีดหั่นเพราะผสมน้ำตาลทรายเข้าไป

ใช่แล้ว คุณอ่านไม่ผิด ภายใต้ป้ายเขียนที่บอกว่าน้ำตาลแท้ๆ นั้นมีน้ำตาลปนอยู่ในน้ำตาล

“น้ำตาลแท้ คือน้ำตาลที่นิ่มๆ นั่นแหละ เพราะมันไม่ได้ผสมอะไร” คำตอบนี้ของเก๋ทำให้เราหันมามองน้ำตาลใหม่อีกครั้ง

เก๋บอกว่า เนื่องจากความเข้าใจของคนในปัจจุบันที่ยอมรับน้ำตาลรูปทรงสวยมากกว่าน้ำตาลมะพร้าวแท้ๆ ที่อ่อนตัวตามอุณหภูมิ ไม่แข็งตัวตลอดเวลา จนคิดว่าเป็นของเสียหรือไม่มีคุณภาพ จึงทำให้กระบวนการผลิตน้ำตาลมะพร้าวแท้ๆ เหล่านี้ค่อยๆ หายไป

กับวัตถุดิบและอาหารการกินอื่นๆ ก็เช่นกัน เราจึงจะเห็นว่าความหลากหลายของสิ่งที่เรากินทุกวันนี้ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะการคัดสรรของผู้จำหน่ายเพื่อความพอใจของผู้บริโภค

เพียรหยดตาล เพียรหยดตาล

บทเพียรที่ 4

เพื่อนพึ่งเพียรยามยาก

จากความสนใจเรื่องเกษตรอินทรีย์ เอกจึงตัดสินใจมาเรียนรู้จากเก๋ ผู้เชี่ยวชาญและทำสวนมะพร้าวอินทรีย์มากว่า 10 ปีที่จังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อหวังความรู้กลับไปทำสวนมะพร้าวอินทรีย์ของตัวเองที่จังหวัดราชบุรี นอกจากความรู้และการแบ่งปันปัจจัยการผลิต เช่น การผลิตแตนเบียนบราคอน แมลงกำจัดหนอนหัวดำ ศัตรูพืชเบอร์หนึ่งของมะพร้าว เป็นการเพิ่มห่วงโซ่ในระบบนิเวศทดแทนความไม่สมดุลที่เกิดจากการใช้สารเคมี

แม้ไม่ได้เติบโตในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม หนุ่มราชบุรีอย่างเอกบอกว่า เขาหลงเสน่ห์ขั้นตอนการทำน้ำตาล ที่ไม่ต่างจากงานฝีมือแสนประณีต

มีรายละเอียดอีกมากมายที่เอกบอกว่าตามดูไม่เคยหมด ตั้งแต่เลือกไม้พะอง การโน้มจั่นตาลก่อนกรีด 7 วัน การตัดแต่งทางน้ำเมื่อฝนตกไม่ให้น้ำฝนลงมาในกระบอกเก็บตาล ทุกครั้งที่คุยกับชาวบ้านก็จะได้ศัพท์แปลกและความรู้ใหม่ทุกครั้ง

“ธรรมชาติของคนในวงการเกษตรอินทรีย์ค่อยๆ ขัดเกลาความคิดเราจากที่เคยสนใจแต่กระบวนการ ทำให้เรามองภาพที่กว้างกว่านั้น มิติของคน สังคม สิ่งแวดล้อม ยิ่งได้เห็นกระบวนการทำน้ำตาลของคนที่นี่ เรารู้สึกว่าเป็นสิ่งที่มีเสน่ห์มาก ยิ่งรู้ว่าหายากและกำลังจะหายไปในปัจุบัน เรายิ่งอยากสื่อสารออกไปให้คนรับรู้กระบวนการขั้นตอน” เอกเล่าถึงความตั้งใจสร้างการรับรู้ผ่านผลผลิตของกลุ่ม และเปิดโอกาสให้คนทั่วไปเข้ามาเรียนรู้ที่นี่ จึงชวนเก๋และชุมชนหมู่ 1 ร่วมจดทะเบียนก่อตั้งวิสาหกิจชุมชนเพียรหยดตาลขึ้นมา

“จุดเริ่มต้นเราไม่ได้มองว่าเรื่องใดเป็นปัญหาและเราอยากแก้ไข แต่เราทำเพราะเราชอบ เราอยากให้คนรับรู้ และถ้าสุดท้ายสิ่งนี้ทำให้คนสนใจกลับมาทำน้ำตาลมากขึ้นก็คงจะดี” แม้เอกจะบอกว่าเขาไม่แน่ใจว่าสิ่งนี้จะเป็นวิธีแก้ปัญหาหรือเปล่า แต่อย่างน้อยสิ่งที่เขาทำก็ใช่ว่าจะสูญเปล่า เพราะทุกกระบวนการเกิดขึ้นในชุมชนอยู่แล้ว เขาเพียงทำหน้าที่สื่อสารข้อมูลเหล่านี้ไปสู่ผู้บริโภค

เอกมองเห็นศักยภาพของกลุ่มจากพื้นฐานของสมาชิกกลุ่มที่ทำเรื่องเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจังอยู่แล้ว เมื่อรวมกับองค์ความรู้จากคุณลุงในกลุ่ม เขาพบว่าแทนที่จะให้ลุงปีนต้นมะพร้าวเก็บน้ำตาล ก็เปลี่ยนให้ลุงเป็นผู้ให้ความรู้ จึงเกิดเป็นโมเดลของกลุ่มที่มีเรื่องการท่องเที่ยวรวมอยู่ด้วย

“กลุ่มมันเหนียวแน่นมากตั้งแต่เป็นกลุ่มเลี้ยงแตนเบียนบราคอนในศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน” เอกเล่า พร้อมชี้ชวนให้รู้ดูที่เพาะแตนเบียนบราคอน

แตนเบียนบราคอนเป็นแมลงที่กินหนอนหัวดำศัตรูหมายเลขหนึ่งของต้นมะพร้าว เพื่อระบบนิเวศที่สมบูรณ์ตามธรรมชาติ ทางกลุ่มจึงเพาะเลี้ยงเพื่อเพิ่มจำนวนแตนเบียนบราคอนทดแทนการสูญหายจากการใช้สารเคมีของสวนใกล้เคียง นอกจากแลกเปลี่ยนความรู้การเพาะพันธุ์แล้วทางกลุ่มยังมอบแตนเบียนบราคอนเพื่อปล่อยในเส้นทางสาธารณะและสวนมะพร้าวทิ้งร้างด้วย เป็นอีกหนึ่งความเข้มแข็งของชาวหมู่ 1 ที่ทำเกษตรมะพร้าวอินทรีย์อย่างยั่งยืน เพราะมีทั้งกระบวนการพึ่งพาตัวเองและการสร้างความร่วมมือตั้งแต่ต้นไปจนถึงปลายทาง

“เราคนเดียวเราไม่สามารถหล่อเลี้ยงและขยายองค์ความรู้สู่ชุมชนได้ แต่ถ้าชุมชนเข้มแข็ง มีเจ้าหน้าที่รัฐและเอกชนร่วมมือเข้ามาช่วยกันเราก็สามารถทำได้” เก๋เสริม

เพียรหยดตาล

บทเพียรที่ 5

เพราะธรรมดาจึงพิเศษ

เอกบอกว่า สิ่งที่ท้าทายที่สุด คือการสื่อสารความพิเศษของน้ำตาลจากกลุ่ม เพราะทั้งหมดคือความธรรมดา

“ผมไม่อยากให้บรรจุภัณฑ์ที่ใส่รบกวนคุณค่าที่แท้จริงของน้ำตาล เพราะเมื่อใดที่มีบรรจุภัณฑ์ดีไซน์สวยงามมันก็เหมือนการขายของฝากมากกว่าคุณค่าที่อยู่ด้านใน” เอกเล่าที่มาของการให้ความสำคัญกับคุณค่าน้ำตาล แทนที่จะเริ่มจากความสวยงามของบรรจุภัณฑ์อย่างวิสาหกิจชุมชนทั่วไป

ปัจจุบันผลผลิตจากเพียรหยดตาลมีขนาด 500 กรัม และ 1 กิโลกรัม ในจำนวนที่จำกัดตามกำลังผลิตที่มี มีลูกค้าประจำเป็นเชฟจากร้านอาหารและลูกค้าปลีกทั่วไปที่สนใจ โดยมีช่องทางจัดจำหน่ายทางออนไลน์และโทรศัพท์

“หากชุมชนอื่นหรือคนรุ่นใหม่สนใจอยากเริ่มต้นรวมตัวกันเพื่อรักษาหรือต่อยอดวิถีชีวิตและภูมิปัญญาท้องถิ่น เขาควรเริ่มต้นหรือความสำคัญกับเรื่องใดเป็นพิเศษ” เราถาม

“ก่อนอื่น ต้องทำความเข้าใจธรรมชาติของคนที่นั่น ในกรณีของเราที่ไม่เติบโตที่นี่ วิถีหรือกระบวนคิดจึงแตกต่างกัน บางเรื่องที่เราคิดว่าจริงจัง ชาวบ้านไม่ได้คิดว่าจริงจัง เหตุผลที่เราไม่ทำเพียรหยดตาลแบบรีบโต ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราพยายามทำความเข้าใจกัน การเติบโตของกลุ่มจึงจะเป็นไปอย่างธรรมชาติตามความคิดที่ค่อยๆ เปลี่ยนไป ไม่ได้เกิดจากตัวเรากำหนดให้เป็น วัยที่ต่างกันก็ทำให้มีความคาดหวังต่างกัน อย่างลุงจิตอาจจะไม่ได้มองที่รายได้ เพราะทำเพื่อความสนุก ผมอาจจะมองว่าสิ่งนี้ต้องสร้างรายได้ด้วย

“แต่ถึงคิดเห็นไม่ตรงกันก็ไม่ใช่ปัญหานะ เพียงแต่เรามองหาสิ่งที่สอดคล้องกัน แรกๆ เราก็แอบเครียดเหมือนกันว่าทำไมไม่เป็นไปตามอุดมคติในใจ แต่วันนี้พบแล้วว่าต้องค่อยๆ เข้าใจและเพียรสื่อสาร” ถ้าคุณได้มีโอกาสมาอยู่ด้วยกันตรงนี้ คุณจะรู้สึกเหมือนเราว่า คำตอบสุดท้ายของเอกทำให้ขนมต้มน้ำตาลในมือเราหวานขึ้นอีก 3 ระดับ

เพียรหยดตาล เพียรหยดตาลFacbookเพียรหยดตาล

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load