ซุ้มอาร์เคด พื้นที่ทางเดินหน้าร้านค้าที่เรียงต่อกันระหว่างห้องตึกแถวคละสีคลุมโทน รูปลักษณ์ภายนอกที่ผสมผสานองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมระหว่างตะวันตกและตะวันออก ป้ายร้านค้าที่เขียนด้วยตัวหนังสือจีนขนาดใหญ่ บ้างสีแดงบ้างสีทอง และสัญลักษณ์เครื่องรางเครื่องตกแต่งของคนจีนทอดแทรกอยู่ตามเสาโรมัน ประตูโค้ง หน้าต่างครึ่งวงกลม ชานระเบียง หรือแม้แต่ซุ้มกระถางต้นไม้ติดหน้าต่าง เหล่านี้เป็นกลิ่นอายและเอกลักษณ์ของตึกแถว ช็อปเฮ้าส์ จากยุคโคโลเนียลของย่านเมืองเก่าเซี่ยงไฮ้ อาจเรียกได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของ ’ยุคโมเดิร์นจีน’ ในช่วงทศวรรษที่ 1930 – 1940

สถาปัตยกรรมเซี่ยงไฮ้ใน คนเล็กหมัดเทวดา อะไรแฝงอยู่ในคาสิโนแก๊งขวานซิ่งและตรอกเล้าหมู
สถาปัตยกรรมเซี่ยงไฮ้ใน คนเล็กหมัดเทวดา อะไรแฝงอยู่ในคาสิโนแก๊งขวานซิ่งและตรอกเล้าหมู

ฉากสถาปัตยกรรมโคโลเนียลของเมืองเซี่ยงไฮ้แบบนี้ เรามักจดจำจากภาพยนตร์จีนคลาสสิกที่บอกเล่าเรื่องราวของเมืองเซี่ยงไฮ้ในยุคอันธพาล เจ้าพ่อ มาเฟียครองเมือง เต็มไปด้วยการต่อสู้ระหว่างแก๊งต่าง ๆ การเข้าแทรกแซงหน่วยงานราชการ และการกดขี่รังแกชาวบ้านผู้หาเช้ากินค่ำ ตรอกเล้าหมู ชุมชนที่มียอดฝีมือแฝงตัวอยู่ได้ลุกขึ้นมาต่อสู้กับความอยุติธรรม 

นั่นคือเรื่องอย่างย่อของหนังจีนกำลังภายใน เรื่อง กังฟูฮัสเซิล ‘Kung Fu Hustle’ (功夫) หรือที่เราคุ้นหูกันในชื่อ ‘คนเล็กหมัดเทวดา’ ซึ่งเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ครั้งแรกใน ค.ศ. 2004 กำกับและแสดงนำโดย โจว ซิงฉือ

ภาพยนตร์แอคชัน-คอเมดี้เล่าและเปรียบเทียบบริบทของเมืองเซี่ยงไฮ้ไว้เหมือนเหรียญสองด้าน 

ด้านหนึ่งเป็นฉากในตัวเมืองที่อยู่ในระบบระเบียบ เมืองต้นแบบในอุดมคติที่ซุกซ้อนสิ่งไม่ประพึงประสงค์ไว้หลังบ้าน เมืองที่ความเจริญของโลกสมัยใหม่เข้ามาปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม ถนนลาดยาง ฟุตพาทคอนกรีต ระบบสาธารณูปโภค ไฟฟ้า น้ำประปา น้ำเสียน้ำทิ้ง รวมไปถึงการจัดการขยะและอื่น ๆ

แต่อีกด้านหนึ่ง เป็นฉากของ ‘ตรอกเล้าหมู’ (猪笼城寨) ชุมชนชานเมืองที่ยังไม่ถูกจัดระบบ ผู้คอยป้อนทรัพยากรให้กับตัวเมือง ชุมชนของคนหาเช้ากินค่ำที่มีความแออัด จำนวนผู้อยู่อาศัยหนาแน่นกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับขนาดและสัดส่วนของตัวอาคาร 

สถาปัตยกรรมเซี่ยงไฮ้ใน คนเล็กหมัดเทวดา อะไรแฝงอยู่ในคาสิโนแก๊งขวานซิ่งและตรอกเล้าหมู

เพราะรูปลักษณะภายนอกที่ดูอึดอัดและผิดระเบียบแบบแผนของทางการ ทำให้ประหนึ่งถูกแปะป้ายจำกัดความว่า ‘ชุมชนคอกหมู’ หรือเป็นชุมชนไม่พึงประสงค์ที่รัฐต้องเข้ามาจัดระเบียบและปรับปรุงจากภายนอก อาจเป็นชีวิตที่ลำบากอันโหดร้าย ซึ่งเป็นความจริงด้านเดียวที่มองผ่านเลนส์ของกฎหมายอาคาร 

แต่เชื่อว่าสำหรับชาวจีนโพ้นทะเล ชาวจีนตอนใต้ หรือชาวฮ่องกง ที่เติบโตกับมาภาพจำในอดีตของฉากเหล่านี้ จะรับชมฉากของตรอกเล้าหมูด้วยรอยยิ้ม เพราะทำให้หวนคิดถึงชีวิตที่เรียบง่าย ทำงานหนัก ตรงไปตรงมา การพึ่งพาอาศัยกันของคนในชุมชนอย่างแท้จริง

01

รู้หรือไม่ว่าฉากย่านเมืองเมืองเก่าสุดไอคอนิกของเซี่ยงไฮ้ที่ปรากฏใน คนเล็กหมัดเทวดา นั้น ถ่ายทำในเมืองจำลองของถนนหนานจิง (南京路) ที่อยู่ใน Shanghai Film Park สถานที่สำหรับภาพยนตร์ย้อนยุคหลายเรื่อง โดยตัวฉากของถนนหนานจิงในฟิล์มพาร์กนี้ ได้ถ่ายทอดบรรยากาศสภาพแวดล้อมของตัวเมืองเก่าเซี่ยงไฮ้ในทศวรรษที่ 1930 ผสมผสานกับตึกอาคารสไตล์ยุโรปยุคโคโลเนียล บ้านวิลล่า โบสถ์ คาสิโน่ ผับบาร์ ร้านอาหาร รวมทั้งรถยนต์เก่า สามล้อถีบ รถม้า และรถราง จำลองไว้ในที่เดียว

เหตุผลที่ถนนเส้นนี้มีอาคารยุโรปลูกผสมหลากหลายรูปแบบ เนื่องมาจากถนนเส้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ในสนธิสัญญาพิเศษ The Shanghai International Settlement (上海公共租界) ซึ่งเริ่มขึ้นใน ค.ศ. 1839 โดยเปิดให้พ่อค้าต่างชาติเข้ามาตั้งถิ่นฐานและทำกิจการค้าขายได้ 

จำนวนประเทศที่เข้ามาร่วมในสนธิสัญญาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และมาสิ้นสุดลงใน ค.ศ. 1943 หลังกองทหารญี่ปุ่นบุกเข้ามาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปัจจุบันมีเพียงอาคารบางส่วนเหลืออยู่ ส่วนถนนหนานจิงนั้นยังคงเป็นแหล่งการค้า เป็นถนนช้อปปิ้งที่พลุกพล่านที่สุดแห่งหนึ่งของโลกที่ผสมระหว่างอาคารเก่าและใหม่ รวมถึงตึกสูงระฟ้าเข้าด้วยกัน

สถาปัตยกรรมเซี่ยงไฮ้ใน คนเล็กหมัดเทวดา อะไรแฝงอยู่ในคาสิโนแก๊งขวานซิ่งและตรอกเล้าหมู
สถาปัตยกรรมเซี่ยงไฮ้ใน คนเล็กหมัดเทวดา อะไรแฝงอยู่ในคาสิโนแก๊งขวานซิ่งและตรอกเล้าหมู
02

ฉากใน คนเล็กหมัดเทวดา ออกแบบโดย Oliver Wong ผู้อำนวยการสร้างของภาพยนตร์เรื่องนี้ เขาเผยความยากลำบากของการสร้างฉากของหนังแอคชันที่ต้องคำนึงถึงจุดต่าง ๆ ที่จะต้องพังเสียหายขณะถ่ายทำฉากต่อสู้ แต่ในขณะเดียวกันพวกมันก็ต้องแข็งแรงพอสำหรับรับน้ำหนัก และต้องตั้งอยู่ได้ด้วยตัวเอง

โดยภาพรวมแล้ว ฉากหลัก ๆ นั้นแยกออกเป็น 2 ส่วน หนึ่งคือฐานที่ตั้งของแก๊งขวานซิ่ง และสองคือตรอกเล้าหมูที่อยู่อาศัยของเหล่ายอดฝีมือ 

ตึกคาสิโนบนถนนหนานจิงเป็นที่ตั้งของแก๊งขวานซิ่ง (斧頭幫) แก๊งมาเฟียคุมเมืองที่มีอิทธิพลเหนือตำรวจ Wong ได้อธิบายถึงแนวแรกที่ต้องการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ให้ความรู้สึกไม่เป็นมิตร ไม่เหมาะสำหรับการอยู่อาศัยในชีวิตจริง เมื่อเข้ามาภายตัวอาคารจะพบกับโถงขนาดใหญ่เต็มไปด้วยแสงไฟประดับ ทั้งจากตัวเพดานกระจกลายดอกไม้และโคมไฟระย้าที่ย้อยลงมาตามโต๊ะพนันจำนวน 5 – 6 ชุดที่อยู่ตั้งกลางห้องโถง 

ต่อมาเมื่อเดินไปจนสุดทางเดินที่ค่อย ๆ มืดลง เราจะพบกับประตูต่อเข้าห้องโถง ที่บัญชาการของแก๊งขวานซิ่ง ห้องโถงโล่ง ๆ ที่มีไฟดาวน์ไลต์เพียงไม่กี่ดวง ทางเดินและลวดลายของพื้นที่เป็นสิ่งที่นำทาง บ่งบอกตำแหน่งและความสำคัญของพื้นที่ ภายในห้องมีเฟอร์นิเจอร์ไม่กี่ชิ้นเมื่อเปิดประตูเข้ามา ทางเดินจะนำสายตาของเราพุ่งตรงไปยังแท่นพื้นต่างระดับ มีชุดโซฟานวมรับแขกที่ตั้งอยู่ตรงกึ่งกลางของห้อง โดยมีฉากหลังเป็นรูปปั้นเทพเจ้ากวนอูพร้อมแบล็กดรอปแสงสีแดงเข้ม ถือเป็นพื้นที่ที่จงใจสร้างขึ้นเพื่อข่มขู่คู่เจรจาก็ว่าได้

ในขณะที่ตัวเมืองถูกครอบงำด้วยมาเฟีย ตรอกเล้าหมูก็ปกครองโดยเจ๊สี่และเฮียแหลม สองผัวเมียเจ้าของที่ดินและตึกห้องเช่าสูง 4 ชั้นจากยุคโคโลเนียล อาคารมีรูปทรงเป็นรูปตัว U และมีลานกว้างอเนกประสงค์อยู่ตรงกลางตามชื่อของมัน

ห้องเช่าของตึกแห่งนี้มีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับจำนวนผู้อยู่อาศัย เปรียบเหมือนคอกหมูขนาดใหญ่ สะท้อนให้เห็นคุณภาพชีวิตที่แตกต่างกันของฉากในตัวเมือง ตัวอาคารนั้นตั้งอยู่ในเขตชนบทของเมืองเซี่ยงไฮ้ บนพื้นดินลูกรังโล่ง ๆ เมื่อมองไปบริเวณรอบอาคาร จะมองเห็นบ้านแถวอีกประมาณ 4 – 5 หลังอยู่ภายในชุมชน โดยซุ้มทางเข้าของชุมชนจะมีป้ายชื่อและสัญลักษณ์รูปหมูเป็นตัวบ่งบอกอาณาเขต

สถาปัตยกรรมเซี่ยงไฮ้ใน คนเล็กหมัดเทวดา อะไรแฝงอยู่ในคาสิโนแก๊งขวานซิ่งและตรอกเล้าหมู

จุดเด่นของตัวตึกคือการจัดวางบันไดทางขึ้น ระเบียงทางเดิน และหน้าบ้าน ประตู หน้าต่าง ของแต่ละห้อง หันหน้าเข้ามาที่ลานคอร์ตยาร์ดรงกลาง จุดศูนย์กลางที่ไม่ว่าใครจะไปไหนมาไหน ก็ต้องได้เห็นหน้าค่าตากันบ้างอย่างแน่นอน 

การออกแบบฉากเสมือนเวทีที่คอยปล่อยตัวนักแสดงออกมาสร้างเสียงฮา ไม่จะการเปิดประตูหน้าต่างเพื่อสอดส่องลูกบ้านของเจ๊สี่และเฮียแหลม ตัวละครที่เดินลงมาจากบันไดกลาง เป็นต้น

สถาปัตยกรรมเซี่ยงไฮ้ใน คนเล็กหมัดเทวดา อะไรแฝงอยู่ในคาสิโนแก๊งขวานซิ่งและตรอกเล้าหมู
Hakka Walled Village
03

อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจคือการใช้รูปทรงตัวยูของตัวตึก เพื่อสร้างกำแพงล้อมรอบ เปิดให้มีทางเข้าทางออกทางเดียว ชวนคิดถึงหมู่บ้านกำแพงทรงกลมของชาว Hakka สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นของชาวจีนทางตอนใต้ที่นิยมสร้างกำแพงล้อมรอบหมู่บ้านเพื่อความปลอดภัย ป้องกันการโจมตีและปล้นสะดม แต่ละชั้นของตัวบ้านจะแบ่งหน้าที่และประโยชน์ใช้สอยที่แตกต่างกัน ชั้นแรกเป็นที่เก็บน้ำ เลี้ยงสัตว์ ชั้นที่ 2 เป็นที่เก็บอาหาร และชั้นที่ 3 แบ่งเป็นพื้นที่อยู่อาศัย

ในรูปแบบที่คล้ายกันนี้ ชั้นแรกของตรอกเล้าหมูเป็นพื้นที่ส่วนรวม แบ่งไว้สำหรับห้องน้ำส่วนกลาง พื้นที่ซักล้าง โรงเก็บข้าว ร้านค้าของลูกบ้าน ไม่ว่าจะเป็นร้านตัดผมใต้บันได ร้านตัดเสื้อ ร้านหมี่โจ๊กปาท๋องโก๋ ฯลฯ ส่วนชั้นอื่น ๆ นั้นแบ่งเป็นที่พื้นที่อยู่อาศัยของแต่ละครอบครัวไป 

ข้อดีของระเบียงทางเดินที่ยื่นออกมาจากตัวอาคารในชั้นที่สูงขึ้นไป คือช่วยบังแดดให้กับร้านค้าและห้องพักที่อยู่ชั้นล่างถัดลงไปได้

สถาปัตยกรรมเซี่ยงไฮ้ใน คนเล็กหมัดเทวดา อะไรแฝงอยู่ในคาสิโนแก๊งขวานซิ่งและตรอกเล้าหมู
Kowloon walled city, HongKong
04

ภาพความทรงจำในวัยเด็กของทั้งโจว ซิงฉือ และ Oliver Wong มีส่วนสำคัญอย่างมากในการถ่ายทอดบรรยากาศของตรอกเล้าหมู เค้าโครงของย่านชุมชนแออัดที่มีเอกลักษณ์ที่สุดอย่างชุมชนแออัดลอยฟ้า ‘เกาลูนวอลล์ซิตี้’ (Kowloon Walled City) ในฮ่องกง เมืองของคนหาเช้ากินค่ำที่เติบโตอย่างรวดเร็วเหนือการควบคุมของภาครัฐ ชุนชนนี้มีขนาดบล็อกกว้าง 213 เมตร ยาว 126 เมตร เริ่มต้นใน ค.ศ. 1898 ด้วยประชากรเพียง 700 คน เพิ่มขึ้นเป็น 2000 คนในช่วงทศวรรษ 1940 และสุดท้ายก่อนจะถูกรื้อถอนใน ค.ศ. 1980 มีตัวเลขผู้อยู่อาศัยราว 50,000 คน 

จากตึกแถว 2 – 3 ชั้น ได้ต่อเติมความสูงไปเรื่อย ๆ จนถึง 6 – 7 ชั้น โดยแต่ละห้องนั้นอาจมีขนาดเล็กเพียง 4 ตารางเมตร

สถาปัตยกรรมเซี่ยงไฮ้ใน คนเล็กหมัดเทวดา อะไรแฝงอยู่ในคาสิโนแก๊งขวานซิ่งและตรอกเล้าหมู

ในฉากเปิดตัวของตรอกเล้าหมู เราจะพบผู้อยู่อาศัยยืนต่อคิวกันเป็นแถวเพื่อใช้น้ำปะปา แต่ไม่ทันไรวาล์วก๊อกน้ำก็ถูกปิด เจ๊สี่เจ้าของที่วิ่งลงมาบ่นเกี่ยวกับการใช้น้ำที่ฟุ่มเฟือยของผู้เช่า ทั้งยังมีกำหนดเปิดปิดน้ำแบบวันเว้นวันอีกด้วย เรื่องนี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงใน Kowloon Walled City ที่ไม่มีแหล่งน้ำปะปาของทางการมาจ่ายน้ำได้มากพอ จนผู้อยู่อาศัยเริ่มขุดบ่อน้ำบาดาลกลางเมือง เพื่อดึงน้ำขึ้นมาใช้กันเอง ซึ่งแน่นอนว่าไม่ส่งผลดีต่อโครงสร้างอาคาร

ต่อมาเมื่อทางการเข้ามาแก้ไขปัญหาด้วยการสร้างท่อน้ำเพิ่มให้ แต่จำนวนประชากรก็กลับยิ่งเพิ่มขึ้นอีก จึงกลายเป็นภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่ภาครัฐแก้ไขไม่ได้

แม้ว่าภาพที่ปรากฏจะดูน่ากลัวสำหรับบุคคลภายนอก แต่สำหรับผู้คนที่เคยอาศัยนั้น หลายคนยังจดจำภาพวิถีชีวิตในอดีตและยังจดจำมันด้วยความรัก ความสัมพันธ์ของชุมชนที่แน่นแฟ้น แม้ยากจนแต่มีความสุข เช่นเดียวกับการในฉากภาพยนตร์ ที่เหล่ายอดฝีมือกังฟูเลือกใช้ชีวิตเรียบง่ายในตรอกเล้าหมู แบบคนธรรมดาหาเช้ากินค่ำ

05

ฉากจากภาพยนตร์ คนเล็กหมัดเทวดา สะท้อนให้เห็นรูปแบบของเมืองใน 2 บริบท เมืองที่อยู่ในระบบระเบียบ มีสาธารณูปโภคครบถ้วน กับอีกชุมชนหนึ่งที่แม้จะยังขาดแคลนระบบต่าง ๆ แต่ก็จัดสรรแบ่งปันทรัพยากรเท่าที่มีได้ แม้ว่าจำนวนของผู้อยู่อาศัยของตรอกเล้าหมูจะไม่ได้หนาแน่น และขยับขยายเทียบเท่าสภาพของเมืองเกาลูนวอลล์ซิตี้ ตรอกเล้าหมูก็สะท้อนให้ความสามารถของเมืองที่พึ่งตนเองได้

เมืองกำแพง Kawloon City อาจเรียกได้ว่าเป็นอุบัติเหตุของการวางผังเมืองและนโยบายสาธารณะของภาครัฐ แต่ก็แสดงความสวยงามอีกด้านหนึ่งทางสถาปัตยกรรมออกมา แม้จะเป็นความงามที่ค่อนไปทางดิสโทเปีย (Dystopia) ก็ตาม

และนั่นอาจทำให้เราตั้งคำถามที่น่าคิดได้ว่า จะเป็นไปได้ไหม ถ้าเราจะอยู่ในชุมชนหรือบ้านที่ไม่เชื่อมต่อกับสาธารณูปโภคหลักกับส่วนกลาง อาทิ ไฟฟ้า น้ำปะปา ระบบน้ำเสีย และการจัดการขยะ หรือแม้แต่การไม่ออกแบบตามระเบียบกฎหมายอาคาร ไม่ว่าจะเป็นกฎ FAR (สัดส่วนพื้นที่อาคาร) การเว้นระยะร่น พื้นที่ว่างของตัวอาคาร และอื่น ๆ

สถาปัตยกรรมเซี่ยงไฮ้ใน คนเล็กหมัดเทวดา อะไรแฝงอยู่ในคาสิโนแก๊งขวานซิ่งและตรอกเล้าหมู

หากความล้มเหลวของ Kowloon Walled City เกิดจากการเติบโตของพื้นที่อยู่อาศัยที่เพิ่มพูนอย่างรวดเร็วเกินไป โดยไม่ได้คำนึงถึงทรัพยากรที่ต้องจัดสรรหาพื้นที่ เพื่อมาสร้างและผลิตพลังงานและทรัพยากร รองรับความต้องการในการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น อย่างเช่นไฟฟ้าหรือน้ำปะปา 

เป็นไปได้ไหมที่เราจะสร้างเมืองที่พึ่งพาตนเองและการเติบโตด้วยตนเองได้ เมืองที่ผลิตพลังงานไฟฟ้า น้ำปะปาสำหรับอุปโภคและบริโภค ได้มากพอต่อความต้องการของจำนวนประชากรที่มี เมืองที่มีวิวัฒนาการแบบออร์แกนิก เมืองที่ไม่ได้เพียงยึดติดกับลายลักษณ์อักษรที่กำหนดไว้ในตัวกฎหมาย

คำถามคือ หน้าตาคือเมืองเหล่านั้นจะเป็นอย่างไร 

เมืองเหล่านั้นจะจุผู้อยู่อาศัยได้กี่คน 

เมืองนอกรีตที่ไม่เชื่อมกับสาธารณูปโภคส่วนกลางจะต้องการพื้นที่จำนวนเท่าไร ในการสร้างพลังงานและทรัพยากรเพื่อให้พึ่งพาตนเองได้

Writer

Avatar

วีรสุ แซ่แต้

เนิร์ดสถาปนิกสัญชาติไทยที่จบการศึกษาและทำงานอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลงใหลในสถาปัตยกรรมและแสวงหาความหมายของสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณ

Set Design

ทฤษฎีสถาปัตยกรรมในภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องสังคม ความเชื่อ และยุคสมัย

18 กุมภาพันธ์ 2564
5 K

*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์

นานๆ ทีจะฝันกับเขาบ้าง แต่พอจะเล่าความฝันให้ใครสักคนฟัง กลับไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะบรรยายฉากในความฝันออกมา บางคนฝันถึงสิ่งที่ตนปรารถนา บางคนฝันเป็นเรื่องเป็นราวเกี่ยวกับตัวเลข บางคนฝันถึงสิ่งที่ตัวเองกลัว พื้นที่ความฝันในบางครั้งถูกมองว่าไร้สาระ ไม่มีตรรกะและเหตุผล แต่ก็เป็นสิ่งที่น่ามหัศจรรย์ ลึกลับ และแปลกประหลาด ในเวลาเดียวกัน 

Dreamscape สถาปัตยกรรมความฝันสุดเซอร์เรียลในหนัง Inception

ภาพวาดจากความฝันในงานศิลปะ อาจถูกมองว่าเป็นเพียงการถ่ายทอดจินตนาการไร้ซึ่งกฎเกณฑ์ เพื่อหนีออกจากโลกแห่งความเป็นจริงของตัวศิลปิน แต่แท้จริงแล้วพื้นที่ความฝันมีพลังมากกว่าที่เราคิด ครั้งหนึ่งพื้นที่ความฝัน หรือ Dreamscape ถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์การประท้วงและเคลื่อนไหวการปฏิวัติรูปแบบทางสังคมในยุโรปในช่วงยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ในกรุงปารีส ค.ศ. 1920 จากสภาพสังคมที่เต็มไปด้วยกฎระเบียบทางสังคม ไม่ว่าเครื่องแต่งกาย หรือกิริยามารยาททางสังคม 

แนวคิดศิลปะเหนือจริงหรือที่รู้จักในนามศิลปะยุคเซอร์เรียลิสม์’ (Surrealism) ว่าด้วยการปลดแอกกฎเกณฑ์ทางความคิด และการตั้งคำถามกับวิถีชีวิตและศิลปะชั้นสูง ศิลปะเซอร์เรียลิสม์ขับเคลื่อนจากจิตไร้สำนึก (Unconscious Mind) โดยมีแนวคิดยึดโยงกับทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของ ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) นักประสาทวิทยาชาวออสเตรียที่ได้อธิบายในไดอะแกรมภูเขาน้ำแข็งที่ลอยอยู่บนทะเล แต่มียอดภูเขาเพียงส่วนน้อยลอยอยู่พ้นระดับน้ำ ว่าสมองมนุษย์ส่วนใหญ่กว่า 90 เปอร์เซ็นต์นั้นประกอบด้วยส่วนจิตไร้สำนึก สมองส่วนนี้ทำงานเวลาเราหลับในรูปแบบความฝัน เขาเชื่อว่าสมองส่วนนี้มีส่วนสำคัญด้านการขับเคลื่อนลักษณะนิสัย พฤติกรรม ความปรารถนา และความคิดของแต่ละบุคคล

0

อินเซ็ปชัน

ย้อนกลับไปเมื่อ 11 ปีที่แล้ว ใน ค.ศ.2010 ภาพยนตร์เรื่อง Inception หรือชื่อภาษาไทย จิตพิฆาตโลก ของ คริสโตเฟอร์ โนแลน (Christopher Nolan) ได้ถ่ายทอดแนวคิดจิตใต้สำนึกผ่านเรื่องราวกลุ่มอาชญากรที่วางแผนจารกรรมข้อมูลทางความคิดผ่านความฝัน ทำให้เห็นว่ามนุษย์นั้นใช้ศักยภาพของสมองเพียงเสี้ยวเดียวในขณะที่ตื่น แต่ในขณะที่เราหลับ สมองของเราทำได้ทุกอย่างในความฝัน 

พื้นที่ในความฝันกลายเป็นตัวชูโรงเสมือนตัวละครหลัก สถาปนิกกลายเป็นผู้สร้างฝันที่ทำให้สถาปัตยกรรมกลายเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อเรื่อง เมื่อโลกแห่งความฝันเป็นอิสระจากกฎเกณฑ์ของโลกแห่งความจริง อะไรคือองค์ประกอบที่โนแลนใช้สร้างพื้นที่ความฝัน ที่ทำให้ผู้คนนอนหลับเพื่อที่จะตื่น เพราะความฝันได้กลายเป็นโลกแห่งความเป็นจริงของพวกเขาไปเสียแล้ว

เรื่องราวการปล้นในความฝันเริ่มขึ้นจากการเทคโนโลยีฝันร่วมกัน (Dream Sharing) พัฒนาขึ้นเพื่อการฝึกฝนทางการทหาร โดย โดมินิก คอบบ์ (Dominick Cobb) รับบทโดย ลีโอนาร์โด ดิแคพรีโอ (Leonardo DiCaprio) และทีมของเขาได้รับการว่าจ้างให้วางแผนจารกรรมครั้งนี้ แม้ว่าเขาเป็นผู้เชื่ยวชาญการแทรกซึมเข้าไปในจิตใต้สำนึกและขโมยความลับของเหยื่อออกมา แต่ปฏิบัติการครั้งนี้ท้าทายกว่าทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา เพราะการว่าจ้างครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อขโมยข้อมูลของเป้าหมาย แต่เป็นการปลูกฝังความคิดในจิตใจหรือที่เรียกว่า ‘อินเซ็ปชัน’ ในสมองของเหยื่อ เพื่อให้ไอเดียนั้นแพร่กระจายไปเหมือนไวรัส ค่อยๆ เติบโตและเปลี่ยนความคิดของคนคนนั้นเมื่อตื่นขึ้นมา

Dreamscape สถาปัตยกรรมความฝันสุดเซอร์เรียลในหนัง Inception

ปฏิบัติการครั้งนี้ พวกเขาต้องสร้างความฝันในความฝันที่ลึกลงไปถึง 3 ระดับ ซึ่งรวมเป็นระยะเวลากว่า 10 ปีที่พวกเขาต้องอยู่ในความฝัน ในโลกของอินเซ็ปชัน การบุกรุกเข้าในจิตใต้สำนึกของเป้าหมายต้องเกิดขึ้นอย่างแนบเนียนที่สุด เพื่อไม่ให้จิตใต้สำนึกของเหยื่อรู้ตัวว่ากำลังถูกจารกรรมอยู่ และสร้างระบบป้องกันตัวเองจากจิตใต้สำนึกขึ้นมาโจมตีผู้บุกรุก และนั่นคือหน้าที่สำคัญของ Ariadne นำแสดงโดย เอลเลียต เพจ (Elliot Page) สถาปนิกผู้ออกแบบสภาพแวดล้อมและสถาปัตยกรรมในความฝัน ที่ต้องสร้างพื้นที่ซับซ้อนมากเพียงพอสำหรับลดช่องว่างระหว่างโลกความฝันจากโลกแห่งความจริง เพื่ออำพรางและซ่อนตัวจากระบบนิรภัยของจิตใต้สำนึกบุคคลเป้าหมาย

1

เขาวงกต

ตามตำนานกรีกโบราณ กษัตริย์ไมนอสสั่งให้สร้างเขาวงกตขึ้นเพื่อกักขังมิโนทอร์ สัตว์อสูรหัวเป็นวัวแต่มีร่างเป็นมนุษย์ นี่อาจเป็นที่มาของการนำชื่อ Ariadne บุตรสาวของกษัตริย์ไมนอสมาใช้ในหนังเรื่องนี้ และหากยังจำกันได้ ก่อน Ariadne จะเข้าร่วมทีม เธอถูกทดสอบให้ออกแบบเขาวงกต ซึ่งเขาวงกตทรงกลมที่เธอวาดออกมาก็ใกล้เคียงกับต้นฉบับกรีกโบราณ 

เขาวงกตถูกนำมาใช้ในงานสถาปัตยกรรมและงานออกแบบอย่างหลากหลาย ตั้งแต่การวางแปลนอาคารสิ่งปลูกสร้าง ลายพื้นหรือผนังกระเบื้องโมเสก ไปจนถึงสวนเขาวงกตกลางแจ้งในยุโรป

Dreamscape สถาปัตยกรรมความฝันสุดเซอร์เรียลในหนัง Inception

ในพื้นที่ความฝัน หนึ่งในชั้นเชิงที่ช่วยพรางตัวผู้บุกรุกจากจิตใต้สำนึกของเป้าหมาย คือการออกแบบพื้นที่ในความฝันให้เป็นเขาวงกต และมันคือหัวใจสำคัญในปฏิบัตการครั้งนี้ บลูพรินต์ของเขาวงกตเชื่อมระดับความฝันทั้งสามเข้าด้วยกัน จากฉากบนท้องถนนในเมือง ฉากในโรงแรม และฉากโรงพยาบาลสุดส่วนตัวที่มีป้อมปราการคอยป้องกันอย่างแน่นหนา เขาวงกตนอกจากช่วยชะลอเวลาและสร้างความสมจริงให้กับความฝันแล้ว ยังช่วยกำหนดตำแหน่งที่เป้าหมายน่าจะนำความลับไปเก็บรักษาไว้ได้อีกด้วย 

การออกแบบเขาวงกตให้เป็นสถานที่ที่มีความปลอดภัย เช่น ห้องนิรภัยของธนาคาร ห้องหลบภัยในบ้าน หรือในการจารกรรมครั้งนี้คือโรงพยาบาลส่วนตัวที่ล้อมรอบด้วยธรรมชาติและประตูนิรภัย ซึ่งเป็นสถานที่ที่เป้าหมายจะได้พูดคุยกับพ่อของเขาเป็นครั้งสุดท้ายนั้นเอง

Dreamscape สถาปัตยกรรมความฝันสุดเซอร์เรียลในหนัง Inception

อีกหนึ่งองค์ประกอบที่ทำให้เขาวงกตเป็นอาวุธชั้นยอดของปฏิบัติการครั้งนี้ คือการสร้างเขาวงกตที่ไม่มีทางออก การสร้างสถาปัตยกรรมที่ขัดแย้งกับความเป็นจริง (Paradoxial Architecture) การสร้างภาพลวงตาทางกายภาพที่ผิดไปจากธรรมชาติ Ariadne เรียนรู้เทคนิคนี้จาก Arthur รับบทโดย โจเซฟ กอร์ดอน-เลวิตต์ (Joseph Gordon-Levitt) หนึ่งในสมาชิกของทีมที่สอนให้เธอโกงสถาปัตยกรรมด้วยการสร้างบันไดวนลูปที่เรียกกันว่า บันไดเพนโรส (Penrose Stairs) เพื่อใช้อำพรางขอบเขตของความฝัน โดยเธอได้นำเทคนิคนี้มาใช้สร้างภูมิทัศน์แห่งความฝันที่ซับซ้อนสำหรับภารกิจในครั้งนี้ 

หากจะพูดให้ง่าย เขาวงกตที่เธอสร้างเปรียบเหมือนมินิแมป 2 มิติที่ปรากฏอยู่ในเกมคอมพิวเตอร์ที่ฉากต่างๆ นั้นเชื่อมเข้ากัน ทำให้บุคคลจากจิตใต้สำนึกของเป้าหมายเดินวนไปอยู่ในแมปนั้นเอง

2

แรงโน้มถ่วง

Dreamscape สถาปัตยกรรมความฝันสุดเซอร์เรียลในหนัง Inception
(ซ้าย) Ascending and Descending – 1960, (ขวา) Relativity – 1953, lithograph, M. C. Escher

ฉากบันไดวนที่ไม่มีวันสิ้นสุดในหนังชวนให้คิดถึงภาพพิมพ์หินผลงานศิลปะในยุคปลายของเซอร์เรียลิสม์ อย่าง Relativity (สัมพัทธภาพ) และ Ascending and Descending (ขึ้นและลง) ใน ค.ศ. 1953 และ 1960 ของ เมาริตส์ กอร์เนลิส แอ็ชเชอร์ (M.C. Escher) ศิลปินชาวดัตช์ ได้ถ่ายทอดแนวคิด Paradoxical Architecture ไว้ในผลงานหลายชิ้น แน่นอนว่าภาพพิมพ์เหล่านี้ยังเป็นแรงบันดาลให้ภาพยนต์หลายๆ เรื่องอ้างอิงอีกด้วย 

รายละเอียดที่น่าสนใจของภาพทั้งสอง คือการที่ชิ้นส่วนและองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม ไม่ว่าจะเป็นบันได หน้าต่าง ประตู รั้ว เฟอร์นิเจอร์ ต้นไม้ ถูกจัดวางโดยแต่ละด้านมีแรงโน้มถ่วงคนละจุด การเคลื่อนไหวไปมาของผู้คนที่ไร้ซึ่งใบหน้า เหมือนหุ่นกระบอกไม้ที่เดินไปๆ มาๆ เข้าๆ ออกๆ สร้างความคลุมเครือว่าพื้นไหนคือภายใน และพื้นที่ไหนคือภายนอกกันแน่

Dreamscape สถาปัตยกรรมความฝันสุดเซอร์เรียลในหนัง Inception
Dreamscape สถาปัตยกรรมความฝันสุดเซอร์เรียลในหนัง Inception

เมื่อพื้นที่ในความฝันไม่จำเป็นต้องยึดติดกับกฎฟิสิกส์ของโลกแห่งความเป็นจริง สภาวะไร้แรงโน้มถ่วงกลายเป็นเสน่ห์อีกอย่างที่ถ่ายทอดพื้นที่ความฝันหลายๆ ซีนของภาพยนตร์เรื่องนี้ เชื่อว่าหลายคนน่าจะยังจดจำได้อย่างแน่นอน หนึ่งในฉากแรกๆ ของเรื่อง เกิดขึ้นขณะที่ Cobb กำลังสอน Ariadne ถึงบทเรียนเบื้องต้นในการสร้างโลกแห่งความฝัน โดยเธอได้จินตนาการเมืองปารีสที่ไม่ยึดโยงกับกฎแรงโน้มถ่วงของโลก เมื่อถนนและพื้นที่ในแต่ละโซนต่างมีจุดกำเนิดของแรงโน้มถ่วงแตกต่างกัน ปรากฏการณ์ที่เหมือนกระจกเงา สร้างภาพสะท้อนให้แก่เมืองปารีส เมืองที่ทิศเหนือใต้ออกตกไม่มีมีความสำคัญอีกต่อไป เมืองที่เราสามารถเดินกลับหัวไปมาได้ เหมือนในภาพพิมพ์ของ Escher

Dreamscape สถาปัตยกรรมความฝันสุดเซอร์เรียลในหนัง Inception

อีกซีนหนึ่งที่โนแลนใช้แรงโน้มถ่วงเพื่อแยกความฝันออกจากโลกความเป็นจริง คือฉากในบาร์ของโรงแรม Cobb บอกเป้าหมายเรื่องภัยจากอาชญากรที่กำลังเข้ามาขโมยความลับในความฝันของเขา และหลอกว่าตนเองคือระบบรักษาปลอดภัยจากจิตใต้สำนึกที่เข้ามาช่วยเหลือ เมื่อจิตใต้สำนึกรู้สึกถึงการบุก น้ำในแก้ว โคมไฟ และ แก้วไวน์ที่แขวนอยู่ ค่อยๆ แกว่งและเอียงไปในองศาแปลกๆ ราวกับว่ามีอะไรเปลี่ยนทิศทางของแรงโน้มถ่วง ทุกอย่างกลับสู่ภาวะปกติหลังจากที่เป้าหมายไว้ใจและเชื่อสิ่งที่ Cobb โน้มน้าว 

เพื่อให้ได้เอฟเฟกต์ที่น้อยแต่มากนี้ ทางทีมงานต้องสร้างฉากของบาร์แห่งนี้บนแพลตฟอร์มโครงเหล็กขนาดใหญ่ และติดตั้งกลไกที่ทำให้ฉากห้องนี้เอียงได้ 20 ถึง 25 องศา ส่วนเฟอร์นิเจอร์ กล้อง และสิ่งของอื่นๆ ที่ไม่ต้องการให้เอียงนั้นจะถูกติดยึดไว้กับตัวฐาน เมื่อแรงโน้มถ่วงค่าคงที่เป็นความจริงของของดาวเคราะห์ที่เราอาศัยอยู่ การปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อยก็สร้างพื้นที่ความฝันขึ้นมาได้แล้ว

3

ยูโทเปียและดิสโทเปีย 

Dreamscape สถาปัตยกรรมความฝันสุดเซอร์เรียลในหนัง Inception
Dreamscape สถาปัตยกรรมความฝันสุดเซอร์เรียลในหนัง Inception

เมื่อคุณตายในความฝันที่ทับซ้อนกันอยู่กัน ลิมโบซิตี้ (Limbo City) หรือ ปรภพ (ภูมิของจิตที่ล่องลอย) อาจกลายเป็นคุกที่จองจำจิตใต้สำนึกของคุณไปตลอดกาล ในโลกของ Inception ดินแดนปรภพคือระดับความฝันที่ลึกที่สุด เวลา 24 ชั่วโมงในโลกแห่งความจริงอาจยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษในที่แห่งนี้ มันคือโลกว่างเปล่าของจิตใต้สำนึกที่หลงทาง พื้นที่แห่งความฝันไม่มีสิ่งปลูกสร้าง เว้นแต่สิ่งปลูกสร้างที่หลงเหลือไว้จากผู้ที่เคยติดอยู่ที่นี่มาก่อน ฉากของความฝันที่ลึกที่สุดนี้ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านเมืองในจินตนาการของ Cobb และภรรยาของเขา ซึ่งทั้งคู่ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยในเมืองแห่งความฝันนี้ยาวนานกว่า 50 ปี 

Dreamscape สถาปัตยกรรมความฝันสุดเซอร์เรียลในหนัง Inception
Dreamscape สถาปัตยกรรมความฝันสุดเซอร์เรียลในหนัง Inception

พวกเขาได้ช่วยกันออกแบบเมืองในอุดมคติ ‘ยูโทเปีย’ (Uptopia) โดยสร้างรูปแบบที่อยู่อาศัยตามที่พวกเขาปรารถนาอย่างไม่มีขีดจำกัด หลายส่วนของเมืองนี้สร้างขึ้นจากสถานที่ในความทรงจำ เหมือนเป็นห้องเก็บสะสมสถาปัตยกรรม จากบ้านของพ่อแม่ในวัยเด็ก อพาร์ตเมนต์หลังเก่าที่เคยอยู่อาศัย บ้านเดี่ยวหลังแรก บ้านหลังแต่งงาน ไปจนถึงเพนต์เฮาส์สุดหรูใจกลางเมือง 

ยูโทเปียกลายลักษณะทางกายภาพของเมืองที่สร้างความแตกต่างระหว่างโลกแห่งความฝันกับโลกแห่งความเป็นจริง เมืองที่ถูกขับเคลื่อนด้วยจินตนาการ เมืองที่ไม่ยึดติดกับกฎหมายอาคารและผังเมือง เมืองที่นำสถาปัตยกรรมต่างชนิดมาพบกัน เมืองที่บ้านเดี่ยวสองชั้นก็เป็นเพื่อนบ้านกับตึกสูงระฟ้าได้ ในทางตรงกันข้าม สภาพเมืองที่ผุพังและทรุดโทรม ตึกและอาคารกำลังถล่มลงมาจากการกัดเซาะของน้ำทะเล เผยสภาพเมืองในรูปแบบ ‘ดิสโทเปีย’ (Distopia) สื่อถึงพื้นที่ในความฝันที่ค่อยลบเลือนหายไป ซึ่งเป็นฉากในช่วงท้ายๆ ที่ Cobb ได้หวนมากลับมาที่ Limbo อีกครั้ง เมืองที่เขาร่วมกันสร้างกับภรรยาที่ล่วงลับกำลังค่อยหายไปในจิตใต้สำนึกของเขา หลังจากที่เขาได้อภัยและเลิกโทษตัวเองถึงการจากไปของเธอ

Dreamscape สถาปัตยกรรมความฝันสุดเซอร์เรียลในหนัง Inception
ส่วนหนึ่งของ Radiant City ‘Plan Voisin. ’- 1920s, Masterplan, Le Corbusier

ในวงการสถาปัตยกรรม เรามักคุ้นชินกับแนวคิดของเมืองแบบยูโทเปีย เมืองที่คาดหวังว่าทุกอย่างนั้นจะต้องออกมาสมบูรณ์แบบ เมืองที่ออกแบบในลักษณะการวางศูนย์อำนาจจากบนสู่ล่าง (Top-Down) เมืองที่สถาปนิกอยากจะเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คน เมืองแห่งโลกอนาคต 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเมือง Cobb และภรรยาของเขาก็ออกแบบในลักษณะนั้น ฉาก Limbo เผยการออกแบบผังเมืองรูปแบบยูโทเปียในยุคโมเดิร์นนิสม์ ยกตัวอย่างมาสเตอร์แปลน การออกแบบผังเมือง ของ La Ville Radieuse (Radiant City) หนึ่งในผลงานของ Le Corbusier สถาปนิกชาวฝรั่งเศส บุคคลที่ไม่มีใครในวงการไม่รู้จัก เขาได้ออกแบบมหานครแห่งอนาคตใจกลางเมืองปารีสประเทศฝรั่งเศสไว้ ในข่วงทศวรรษที่ 1920 โดยเมืองนี้รองรับประชากรได้ถึง 3 ล้านคน การออกแบบเน้นไปที่การแบ่งสัดส่วนของพื้นที่ใช้งานอย่างชัดเจน เมืองที่มีทุกอย่างครบในตัวเอง แผนผังเมืองในอุดมคติของ Le Corbusier อาจเป็นสวรรค์ของผู้รักคอนกรีต แต่ก็อาจจะเป็นดิสโทเปียสำหรับใครอีกหลายๆ คน ถ้าผังเมืองนี้ได้ถูกสร้างขึ้นในยุคนั้น

Dreamscape สถาปัตยกรรมความฝันสุดเซอร์เรียลในหนัง Inception

04

สุญญากาศ

แน่นอนว่าพื้นที่ในความฝันนั้นถ่ายทอดออกมาได้หลากหลายรูปแบบ เหมือนกับภาพวาดแนวความฝันที่พบเห็นในผลงานศิลปะแนวเซอร์เรียลลิสม์ ไม่มีกฎเกณฑ์ที่ตายตัว ไม่มีผิดไม่มีถูก เพียงขอให้ผลงานเหล่านั้นออกมาจากจิตใต้สำนึกก็เป็นพอ โลกแห่งความฝันจากภาพยนตร์ของโนแลนเรื่องนี้เป็นหนึ่งในรูปแบบความฝัน ที่ตั้งใจถ่ายทอดออกมาให้กลมกลืนกับโลกแห่งความเป็นจริง 

การทำน้อยแต่มาก พื้นที่ความฝันที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ในกรอบของโลกแฟนตาซี ฟุ้งๆ หรือมืดดำ ลึกลับ และน่ากลัวเสมอไป แต่ยึดโยงกับภาพจำของโลกแห่งความเป็นจริง โดยค่อยๆ ปรับเปลี่ยนและบิดเบือนตามจินตนาการของผู้สร้างฝันอย่างช้าๆ พื้นที่ความฝันแบบเขาวงกตถูกสร้างขึ้นเพื่อการจารกรรมข้อมูลทางความคิด โลกความฝันที่แรงโน้มถ่วงไม่เป็นไปตามหลักธรรมชาติของโลก ดินแดนแห่งความฝันคือห้องเก็บสถาปัตยกรรมที่รวบรวมความทรงจำ ความสุข ความทุกข์ ความรู้สึกผิด และเรื่องราวในอดีตเอาไว้ เสน่ห์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ คือการใช้ชวนผู้ชมให้แยกแยะความแตกต่างระหว่างความฝันและความจริง 

ภาพยนตร์เรื่องนี้อาจไม่ใช่หนังเรื่องแรกที่นำเรื่องราวของความฝันมาตีแผ่ แต่ผมก็เชื่อว่าหนังเรื่องนี้ได้ถ่ายทอดแนวคิดที่ว่า ‘จินตนาการสำคัญกว่าความรู้’ ที่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เคยให้สัมภาษณ์ไว้ จินตนาการที่ไม่โดนครอบกรอบด้วยขนบธรรมเนียม แนวคิด กระบวนการ กฎเกณฑ์ หรือความกลัวไหนๆ ที่บอกว่าอะไรคือศิลปะและอะไรไม่ใช่ศิลปะ หรืออะไรสวยไม่สวย 

ทุกวันนี้โลกแห่งความเป็นจริงมีกฎเกณฑ์มากมาย เพื่อบอกว่าอะไรถูกอะไรผิด อะไรดีอะไรไม่ดี พวกเราดำเนินชีวิตอยู่ในกรอบของตรรกะและเหตุผล จนบางครั้งเราอาจไปกดทับจิตใต้สำนึก ความคิดสร้างสรรค์ และความฝันของตนเอง แนวคิดของศิลปะเซอร์เรียลลิสม์เชื่อว่าหากเราปลดปล่อยชีวิตออกจากความซ้ำซากจำเจของตรรกะและเหตุผล เข้าสู่สภาวะสุญญากาศ เราอาจจะค้นพบว่าสิ่งที่เหนือกว่าโลกแห่งความเป็นจริงนั้นมีอยู่

Film Citation :

Nolan, Christopher. Inception. Warner Bros., 2010.

Inception (2010); runtime: 148 min

Written & directed by Christopher Nolan

Cinematography: Wally Pfister

Production Design: Guy Hendrix Dyas

Visual Effects: Paul Franklin, Chris Corbould, Andrew Lockley, Peter Bebb, et al.

ข้อมูลอ้างอิง :

www.simplypsychology.org/Sigmund-Freud.html

scenesofarchitecture.com/2017/11/09/drawing-lines/

www.fondationlecorbusier.fr

99percentinvisible.org/article/ville-radieuse-le-corbusiers-functionalist-plan-utopian-radiant-city/

Writer

Avatar

วีรสุ แซ่แต้

เนิร์ดสถาปนิกสัญชาติไทยที่จบการศึกษาและทำงานอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลงใหลในสถาปัตยกรรมและแสวงหาความหมายของสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load