ด้วยความที่คลุกคลีกับพี่น้องเกษตรกรโดยตรง สยามคูโบต้าจึงมองเห็นและเข้าใจปัญหาที่เกษตรกรพบเจอมาตลอด ทั้งผลผลิตไม่ได้ตามที่หวัง ต้นทุนสูงกว่ารายได้ หรือการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่ทำให้ต้องคอยลุ้นว่าจะส่งผลต่อเรือกสวนไร่นาของตัวเองยังไงบ้าง

บริษัทเครื่องจักรกลทางการเกษตรที่โดดเด่นเรื่องแทรกเตอร์ จึงตัดสินใจสร้างฟาร์มต้นแบบของตัวเองขึ้น โดยเริ่มต้นจาก KAS หรือ ​​KUBOTA (Agri) Solutions ที่ช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้กับเกษตรกรไทย มุ่งแก้ปัญหาแบบครบวงจร เพื่อยกระดับการเกษตรไทยให้ทันสมัยและยั่งยืน มีความแม่นยำและเพิ่มประสิทธิภาพ เกษตรกรก็ได้รับผลผลิตอย่างคุ้มค่าตามมา ซึ่งต้องยกนิ้วให้กับทีมพัฒนาโซลูชันของคูโบต้าที่ศึกษาและทำงานเรื่องนี้อย่างจริงจังมากว่า 10 ปี ผนวกกับความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ไม่ว่าจะเป็นปราชญ์ชาวบ้าน คณาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่มีความรู้ด้านเกษตร ทั้งพืชสวน พืชไร่ ไปจนถึงเรื่องปศุสัตว์และความรู้จากต่างประเทศ เก็บเล็กผสมน้อยผสานกับเทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตรของคูโบต้า ต่อยอดมาเป็นบทพิสูจน์ที่นำวิธีการต่าง ๆ มาทำให้เห็นจริงภายในคูโบต้าฟาร์ม

The Cloud ได้รับเกียรติจาก คุณวราภรณ์ โอสถาพันธุ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด บอกเล่าถึงที่มาและความตั้งใจของคูโบต้าฟาร์ม ที่อยากช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องเกษตรกรให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม

“เราอยากทำให้เกษตรกรได้เห็น จึงเป็นที่มาและความตั้งใจของการพัฒนาฟาร์มแห่งนี้ขึ้นมา ฟาร์มที่นี่เป็นแหล่งเรียนรู้ให้ทั้งคนรุ่นเก่า หรือว่าเกษตรกรที่เป็น Smart Farmer นำไปต่อยอดขยายผล และเพิ่มรายได้ตัวเองขึ้นมาได้ เราเอาเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาใช้ เกษตรกรที่มาดูและสนใจ กลับไปทำของตัวเองแล้ว ปรากฏว่าได้ผลจริง” คุณวราภรณ์อธิบายถึงคอนเซ็ปต์ของคูโบต้าฟาร์ม

คูโบต้าฟาร์ม (KUBOTA FARM) มีเนื้อที่ทั้งหมด 220 ไร่ เป็นพื้นที่สร้างประสบการณ์เกษตรสมัยใหม่ให้กับเกษตรกรและผู้สนใจแห่งแรกในอาเซียน ด้วยวิธีการแบบ Smart Farming หรือเกษตรอัจฉริยะ ที่นำเอาเทคโนโลยีล้ำสมัย มาปรับใช้กับวิธีการทำเกษตรแบบดั้งเดิม เพื่อให้ได้ผลผลิตออกมาดีขึ้น

พื้นที่ทั้งหมด 9 โซน เต็มไปด้วยโซลูชัน นวัตกรรม และเทคโนโลยีทางการเกษตรมากมายที่ช่วยให้เกษตรกรได้เลือกหยิบนำไปลองใช้ในเรือกสวนไร่นาของตนเองถึง 60 โซลูชัน (และจะทยอยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต)

คอลัมน์ Share Location ครั้งนี้ เราขอพาไปสำรวจสัก 3 โซนพอเรียกน้ำย่อย หากผู้อ่านสนใจ อยากลองนำโซลูชันต่าง ๆ กลับไปใช้กับพื้นที่ของตัวเอง ลองแพลนทริปติดต่อเข้ามาเที่ยวชมกันได้

ถ้าพร้อมแล้ว ไปสัมผัสวิถีเกษตรกรฉบับคูโบต้าด้วยกัน

KUBOTA Farm พื้นที่สีเขียวที่ชวนสร้างประสบการณ์เกษตรสมัยใหม่แห่งแรกในอาเซียน
KUBOTA Farm พื้นที่สีเขียวที่ชวนสร้างประสบการณ์เกษตรสมัยใหม่แห่งแรกในอาเซียน

01 โซนปรึกษาเกษตรครบวงจร (KAS Consultant Zone)

รู้จักที่มาที่ไปของคูโบต้าฟาร์ม ชมวีดิทัศน์แบบ 360 องศา และดูโซลูชันต่าง ๆ ผ่านจอ Interactive สุดเจ๋ง

หากเข้ามาตามถนนหลักของคูโบต้าฟาร์ม จะเห็น ‘อาคารเกษตรชัยพัฒน์’ ตั้งเด่นมาแต่ไกลอยู่ปลายทาง

ที่นี่ถือเป็นอาคารหลักของคูโบต้าฟาร์ม และยังเป็นโซนปรึกษาเกษตรครบวงจร พร้อมให้คำปรึกษาเรื่องการเกษตรผ่านการนำเอาโซลูชันต่าง ๆ ที่ทางคูโบต้าพัฒนาให้เราเลือกไปใช้ให้เหมาะตามแต่ละพื้นที่

KUBOTA Farm พื้นที่สีเขียวที่ชวนสร้างประสบการณ์เกษตรสมัยใหม่แห่งแรกในอาเซียน

นอกจากนี้ยังมีห้องนิทรรศการที่ถือเป็นจุดสตาร์ทแรกก่อนจะได้เข้าไปเยี่ยมชมด้านในฟาร์ม ซึ่งไฮไลต์คือห้องนิทรรศการวีดิทัศน์แบบ 360 องศา ช่วยปูพื้นให้เราทำความรู้จักคูโบต้าฟาร์มแห่งนี้มากยิ่งขึ้น บอกเล่าตั้งแต่ความเป็นมา ความตั้งใจในการสร้าง รวมถึงเห็นภาพรวมของพื้นที่ทั้งหมด 

คูโบต้าฟาร์มริเริ่มพลิกฟื้นผืนดินที่แทบไม่น่าจะเชื่อว่าจะกลายเป็นพื้นที่สีเขียวอุดมสมบูรณ์ได้อย่างทุกวันนี้ ผ่านการวิเคราะห์ผืนดินทั้งหมด ออกแบบการจัดการน้ำทั้งฟาร์ม และวางแผนการทำเกษตรให้เหมาะสมกับพื้นที่แต่ละส่วน

น้อมนำเอาโครงการในพระราชดำริต่าง ๆ มาเป็นหลักคิดใช้กับทุกโซนของฟาร์ม ที่น่าสนใจอย่างเรื่องของการปรับพื้นที่ หากไม่สังเกตจะไม่รู้ว่า พื้นที่ของฟาร์มมีลักษณะลาดจากภูเขาด้านหลัง ดังนั้นเมื่อทีมคูโบต้าเข้ามาปรับปรุงพื้นที่ จึงนำเอาโคกหนองนาโมเดลมาใช้ วางแผนให้พื้นที่แต่ละส่วนเหมาะกับการทำเกษตรที่ต่างกัน

ซึ่งแต่เดิมอาณาบริเวณทั้งหมดของคูโบต้าฟาร์มเกือบครบองค์ประกอบของโคกหนองนาแล้ว คือ มีโคกที่สูงเพื่อไว้ปลูกพืชสวนพืชไร่ด้านหลัง หนองที่ปัจจุบันขุดไว้ทั่วบริเวณกว่า 9 บ่อ เพื่อใช้จัดการน้ำในพื้นที่ ขาดแต่นาเท่านั้น ทางทีมออกแบบจึงขุดนาข้าวเพิ่มขึ้นบนพื้นที่ราบด้านล่างสุดใกล้กับทางเข้า เสมือนเป็นโคกหนองนาโมเดลขนาดมหึมา

ก้าวเท้าต่อเข้าไปอีกนิดจะพบกับจอ Interactive แสดงภาพพื้นที่ทั้งหมดของฟาร์มเป็นแอนิเมชันน่ารักสดใส ขนาดยาวยึดผนังฟากหนึ่งของห้อง ผู้มาเยี่ยมชมสามารถทำความรู้จักทุกโซนของฟาร์ม และโซลูชันต่าง ๆ หากใครสงสัยอยากรู้จักตรงไหนให้มากขึ้น ก็เพียงจิ้ม Interactive Pen ไปที่จอ ข้อมูลก็จะขึ้นมาอย่างครบถ้วน ชิมลางเตรียมพร้อมไปดูที่จริงต่อไป 

KUBOTA Farm พื้นที่สีเขียวที่ชวนสร้างประสบการณ์เกษตรสมัยใหม่แห่งแรกในอาเซียน
KUBOTA Farm พื้นที่สีเขียวที่ชวนสร้างประสบการณ์เกษตรสมัยใหม่แห่งแรกในอาเซียน

ตรงข้ามกันเป็นส่วนแสดงอุปกรณ์ที่ช่วยให้ทำการเกษตรได้สบายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสารพัดเซนเซอร์ เครื่องวัดปัจจัยต่าง ๆ ทั้งสภาพอากาศ ปริมาณน้ำฝน อุณหภูมิ ความชื้น ฯลฯ ใช้ร่วมกับ ‘KAS Crop Calendar Application’ ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยทางคูโบต้า รวบรวมเอาโซลูชันต่าง ๆ มาใส่ไว้ สะดวกและง่ายต่อการนำไปใช้ ชนิดที่ว่าใคร ๆ ก็ทำเกษตรได้

รู้จักกับคูโบต้าฟาร์มคร่าว ๆ แล้ว ก็ขึ้นรถนำชมเดินทางไปโซนด้านนอกกันต่อ

02 โซนเกษตรแม่นยำข้าวและพืชหลังนา (Precision Rice Farm and Crop Rotation Zone)

เรียนรู้การปลูกข้าวที่นำนวัตกรรมสุดล้ำเข้ามาช่วยสร้างความแม่นยำและใส่ใจสิ่งแวดล้อม

KUBOTA Farm พื้นที่สีเขียวที่ชวนสร้างประสบการณ์เกษตรสมัยใหม่แห่งแรกในอาเซียน

ย้อนกลับมาทางเข้า จะพบกับนาข้าวสีเขียวขจี โซนนี้ใช้เป็นพื้นที่นำเสนอการปลูกข้าวครบวงจร ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมดิน เพาะกล้า เพาะปลูก ดำนา เก็บเกี่ยว จนถึงปลูกพืชหลังนา มีทั้งส่วนที่เป็นนาแห้งและนาน้ำ

หากมองจากภาพถ่ายทางอากาศ จะพบว่านาผืนนี้ของคูโบต้าฟาร์มไม่ได้วางเป็นแนวตรงเหมือนกับที่เคยเห็นกัน แต่วางเป็นแนวคอนทัวร์ยาวโค้งไปตามลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ เวลาข้าวสลับกันออกรวงตามที่ผู้ปลูกวางแผนไว้ จะเห็นเป็นสีเหลืองทองสลับสีเขียวอย่างสวยงาม แถมยังเป็นตัวอย่างของวิธีการทำเกษตรให้เข้ากับพื้นที่ที่มีอยู่เดิมได้อย่างน่าสนใจ

และถ้ากลับมาสังเกตในระดับพื้น จากตรงที่เรายืนอยู่จะเห็นว่าต้นข้าวจะเรียงเป็นแถว เว้นช่องไฟเท่ากันอย่างเป็นระเบียบ เพราะเกิดจากการทำนาดำไม่ใช่นาหว่าน เป็นส่วนหนึ่งของ ‘เกษตรปลอดนาหว่าน’ (Zero Broadcast) ที่ส่งเสริมวิธีการทำนาเป็นนาดำ นาหยอดน้ำตม และนาหยอดแห้ง เป็นอีกวิธีแก้ไขปัญหาฉบับ KAS เมื่อต้นข้าวเรียงกันดูสวยงามตา การดูแลก็ง่ายขึ้น กำจัดวัชพืชก็ง่ายตามมาด้วย ช่วยลดต้นทุนแต่ได้ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุดอย่างสม่ำเสมอ

ตรงคันนาก็ใช่ว่าจะทำแบบส่ง ๆ แต่ผ่านการทดลองทำความสูง-ความกว้างที่ขนาดต่างกัน นำไปเปรียบเทียบกับคันนาของภาคอีสาน เพื่อหาขนาดที่ลงตัวที่สุด

เยี่ยมชม KUBOTA Farm ฟาร์มสร้างประสบการณ์ทำเกษตรที่นำเอานวัตกรรมล้ำสมัย มาปรับใช้เพื่อยกระดับคุณภาพวงการเกษตรไทย
เยี่ยมชม KUBOTA Farm ฟาร์มสร้างประสบการณ์ทำเกษตรที่นำเอานวัตกรรมล้ำสมัย มาปรับใช้เพื่อยกระดับคุณภาพวงการเกษตรไทย

เดินเข้ามาในส่วนของห้องนิทรรศการ จะพบกับจอที่คอยสอดส่องดูแลข้าวผ่านกล้องวงจรปิด นวัตกรรมนี้คือกล้องตรวจวัดสีของใบข้าว เพื่อเตรียมพร้อมให้ปุ๋ย เพราะพืชพรรณต่าง ๆ ก็มีเวลาที่เหมาะสมในการบำรุงให้อาหาร ถ้ากล้องจับได้ว่าใบข้าวเริ่มสีอ่อนไปจากระดับปกติ ก็ถึงเวลาที่สมาชิกข้าวในนาเริ่มต้องได้รับสารอาหารเพิ่มขึ้น วิธีนี้ช่วยให้ข้าวได้ปุ๋ยเมื่อถึงเวลาเหมาะสม และเจริญเติบโตอย่างเต็มที่

เพื่อเพิ่มความแม่นยำเข้าไปอีกขั้น ทางคูโบต้ายังพัฒนา ‘ปฏิทินการเพาะปลูกข้าว (KAS Crop Calendar)’ องค์ความรู้ที่ได้มาจากประเทศญี่ปุ่น เพียงแค่กรอกข้อมูลพันธุ์ข้าว วันที่เริ่มปลูก และขนาดพื้นที่ ก็ประมวลผลออกมาเป็นรายละเอียดขั้นตอนการปลูกในแต่ละเดือน ทำให้ภาพที่เราเห็นว่าข้าวเป็นพืชที่ยุ่งยากมากขั้นตอน กลายเป็นของที่ดูง่ายดายเพียงแค่ทำตามคำแนะนำ

หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวเรียบร้อยแล้ว ขั้นต่อมาคือการเตรียมดินเพื่อให้พร้อมฤดูกาลเพาะปลูกครั้งใหม่ คูโบต้าเห็นถึงปัญหาที่อยู่คู่การทำนาแบบดั้งเดิม คือ การเผาตอซังข้าวเมื่อหมดหน้านา ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก ดังนั้นหลังจากทำนาเสร็จ นอกจากนำไปทำเป็นฟางอัดก้อนโดยไม่เผาให้เปล่าประโยชน์แล้ว พื้นที่นายังสามารถปลูกพืชหลังนาจำพวกปอเทืองและถั่วเขียว เพื่อเพิ่มรายได้ระหว่างรอฤดูกาลใหม่ เป็นส่วนหนึ่งของวิธีการ Zero Burn หรือ ‘เกษตรปลอดการเผา’

แม้ภายนอกอาจจะดูเหมือนท้องนาทั่วไป แต่ท้องทุ่งสีเขียวตรงหน้ากลับอัดแน่นไปด้วยรายละเอียดที่น่าสนใจมากมายเลยทีเดียว

เยี่ยมชม KUBOTA Farm ฟาร์มสร้างประสบการณ์ทำเกษตรที่นำเอานวัตกรรมล้ำสมัย มาปรับใช้เพื่อยกระดับคุณภาพวงการเกษตรไทย

03 โซนเกษตรทฤษฎีใหม่ (New Theory Agriculture Zone)

ปลูกพืชสวนพืชไร่ตามศาสตร์พระราชา เรียนรู้การจัดการน้ำให้คุ้มค่าทุกหยด

ไปต่อกันที่โซนเกษตรทฤษฎีใหม่ พื้นที่ทำเกษตรที่อิงกับศาสตร์พระราชา ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ด้วยการจัดการที่ดินตามอย่างเกษตรทฤษฎีใหม่ คูโบต้าฟาร์มวางห้องนิทรรศการอยู่บนพื้นที่สูงในตำแหน่งที่ตั้งบ้านเรือนอาศัย ที่ต่ำลงมาขุดแหล่งน้ำไว้ใช้และเลี้ยงปลา ขณะที่ราบแบ่งที่บางส่วนไว้ปลูกพืชสวนครัวไว้กินภายในครัวเรือน หากมีเหลือก็มีแนะนำแนวทางไปจำหน่ายเพื่อเพิ่มรายได้

เยี่ยมชม KUBOTA Farm ฟาร์มสร้างประสบการณ์ทำเกษตรที่นำเอานวัตกรรมล้ำสมัย มาปรับใช้เพื่อยกระดับคุณภาพวงการเกษตรไทย

อีกเรื่องที่เราแอบเห็น คือ หญ้าแฝกที่ขอบบ่อและเนินดิน ไม่เพียงแต่โซนนี้เท่านั้น แต่เจออยู่ทั่วพื้นที่ในคูโบต้าฟาร์ม ได้คำตอบว่าเป็นการนำเอาโครงการตามแนวพระราชดำริเรื่องหญ้าแฝกมาใช้ เพราะหนึ่งในปัญหาที่เจอคือ ธรรมชาติของพื้นที่นี้เป็นดินทรายที่ง่ายต่อการพังทลาย ดังนั้นหญ้าแฝงที่มีรากยึดเกาะดินได้ดีจะช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรดินของฟาร์มด้วย ถือเป็นสิ่งหนึ่งที่ฟาร์มนึ้แสดงให้เห็นว่าทำได้จริง

และที่เจ๋งแจ๋วกว่านั้นคือการจัดการน้ำ ซึ่งเป็นสิ่งที่โซนนี้ตั้งใจนำเสนอ ด้วยแนวคิดอยากให้ใช้น้ำทุกหยดเกิดประโยชน์สูงสุด จึงต้องการกักเก็บน้ำไว้ใช้ให้ได้ทั้งพื้นที่ตลอดปี ผ่านการคำนวณปริมาณน้ำจากในบ่อและน้ำฝน หักลบกับปริมาณน้ำใช้ในแปลงเพาะปลูก เพื่อเตรียมพร้อมให้มีน้ำใช้ในฤดูฝนทิ้งช่วง 

ได้ยินมาว่าในฟาร์มแห่งนี้มีบ่อน้ำด้วยกันถึง 9 บ่อทั่วพื้นที่ ด้วยเพราะคิดมาแล้วว่า ปัจจัยใดบ้างที่มีผลต่อการระเหยของน้ำ ทางฟาร์มจึงใช้วิธีต่าง ๆ ที่ช่วยรักษาน้ำให้มากที่สุด ทั้งการวัดขนาดของบ่อให้เหมาะสม ใช้เครื่องมือวัดค่าความชื้นและปริมาณน้ำที่หายไปในแต่ละวัน ซึ่งถึงแม้รอบข้างจะดูแล้ง แต่ภายในฟาร์มกลับมีน้ำใช้ทำเกษตรได้ตลอดปี

เดินมาที่ในส่วนของแปลงผักสวนครัว ริมขอบแปลงมีตู้แสดงการวางท่อใต้ชั้นดินเป็นตัวอย่าง เพื่อแสดงการวางระบบหมุนเวียนน้ำใต้ดินด้วย ‘ท่อระบายน้ำซึมใต้ดิน’ ที่เดินระบบมาแต่แรกเริ่ม คุณประโยชน์คือช่วยให้ระบายน้ำได้เร็ว ช่วยให้เกษตรกรทำงานได้ง่ายขึ้นมากเพราะน้ำจะไม่ขัง

ส่วนพืชในแปลงดูแลด้วย ‘ระบบน้ำพืชอัจฉริยะ’ หรือระบบน้ำหยดที่นำเอาโมเดลจากประเทศอิสราเอล ที่ทำสำเร็จมาแล้วเรื่องการปลูกพืชในทะเลทราย นอกจากจะช่วยประหยัดน้ำ แถมยังสั่งการทางไกลผ่านแอปพลิเคชันได้ ไม่ว่าจะอยู่ไกลแค่ไหน จะในหรือต่างประเทศ ก็สั่งรดน้ำพืชได้จากปลายนิ้ว

เยี่ยมชม KUBOTA Farm ฟาร์มสร้างประสบการณ์ทำเกษตรที่นำเอานวัตกรรมล้ำสมัย มาปรับใช้เพื่อยกระดับคุณภาพวงการเกษตรไทย
เยี่ยมชม KUBOTA Farm ฟาร์มสร้างประสบการณ์ทำเกษตรที่นำเอานวัตกรรมล้ำสมัย มาปรับใช้เพื่อยกระดับคุณภาพวงการเกษตรไทย
เยี่ยมชม KUBOTA Farm ฟาร์มสร้างประสบการณ์ทำเกษตรที่นำเอานวัตกรรมล้ำสมัย มาปรับใช้เพื่อยกระดับคุณภาพวงการเกษตรไทย

ใกล้ ๆ กัน ทำเป็นส่วนของพืชสวนพืชไร่พืชในโรงเรือน Green House สำหรับปลูกพืชต่างประเทศที่มีมูลค่าสูง และหากอ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ หลายคนอาจจะคิดว่าฟาร์มนี้สร้างขึ้นมาเพื่อเกษตรกรเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วกลุ่มเป้าหมายของฟาร์มแห่งนี้คือคนทุกสาขาอาชีพ โรงเรือนที่ว่าก็เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาฟาร์มในร่ม เพื่อสนับสนุนการเพาะปลูกพืชในอาคารที่เราสามารถควบคุมปัจจัยต่าง ๆ ทั้งแสงแดด ก๊าซ น้ำ และอุณหภูมิ จะตอบโจทย์วิถีชีวิตแบบคนเมืองด้วยเช่นกัน

นอกจาก 3 โซนที่เราพาไปชมอย่างละเอียดแล้ว ยังมีอีกหลายโซนสนุกน่าสนใจ ที่เต็มไปด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ อีกมาก ซึ่งสรรค์สร้างคิดค้นมาเพื่อยกระดับวงการเกษตร ไม่ว่าจะเป็น โซนพื้นที่สร้างประสบการณ์นวัตกรรมการเกษตร (Innovation Experience Zone) เปิดโอกาสให้ผู้เยี่ยมชมได้ลองมีประสบการณ์ใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตรที่เหมาะกับการเพาะปลูกของแต่ละคน

โซนวิจัยเกษตรครบวงจร (KAS Research Zone) ส่วนนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของการทดลอง วิจัย และพัฒนาการทำการเกษตร ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีของคูโบต้า ซึ่งจะก่อให้เกิดโซลูชันใหม่ ๆ ตามมาอีกเพียบในอนาคต

โซนอบรมเกษตรครบวงจร (KAS Training Zone) พื้นที่ถ่ายทอดองค์ความรู้แบบองค์รวมให้กับผู้ที่สนใจ ตั้งแต่ขั้นบีกินเนอร์เพิ่งจับจอมเสียมได้พัฒนาทักษะในการทำเกษตร หรือเกษตรกรมือฉมังก็มาเพิ่มองค์ความรู้ให้มากขึ้นได้ เพื่อจะได้นำกลับไปใช้ในไร่นาของตนเอง

โซนระบบโครงสร้างพื้นฐาน (Construction Zone) เป็นการนำเสนอรูปแบบการใช้งานรถขุดของคูโบต้าที่ใช้ในภาคการเกษตรและการก่อสร้าง

โซนเกษตรสมัยใหม่พืชไร่ (Modern Field Crops Farm Zone) โซนนี้จะเน้นพืชเศรษฐกิจในบ้านเรา เพราะเป็นพื้นที่ปลูกอ้อย มันสำปะหลัง และข้าวโพด แบบปลอดการเผา (Zero Burn) ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร ที่สำคัญยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เข้ากับเทรนด์รักษ์โลกในช่วงนี้ 

และโซนสุดท้ายคือ โซนยางพารา ปาล์มน้ำมัน (Para Rubber Oil Palm Zone) อีกกลุ่มพืชเศรษฐกิจสำคัญที่ทางคูโบต้าเสนอการปลูกพืชแซมระหว่างแถวปลูก ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้และลดต้นทุนให้กับเกษตรกร

ทางคูโบต้าฟาร์มบอกว่า อนาคตยังมีโซนใหม่ที่นำเอาโคกหนองนาโมเดลมาปรับใช้เข้ากับภูมิสังคม ปรับเปลี่ยนบางส่วนจากโคกหนองนาที่เราเคยรู้จักกัน ปรับตำแหน่งบางส่วน พัฒนาให้เข้ากับวิถีชีวิตของเกษตรกรที่แตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่น กำลังจะเปิดให้เข้าชมเร็ว ๆ นี้

หลังจากกลับออกมาจากคูโบต้าฟาร์ม เชื่อว่าทั้งชาวนาชาวไร่ เกษตรกรรุ่นเก๋า หรือสมาร์ทฟาร์มเมอร์รุ่นใหม่ ถ้ามีโอกาสได้มาคูโบต้าฟาร์มแห่งนี้เหมือนเรา จะได้องค์ความรู้ใหม่ ๆ นำไปพัฒนาใช้ในสวนของตัวเองได้อย่างยั่งยืน รวมถึงคนเมืองธรรมดาอย่างเรา ๆ ที่ไม่มีสกิลล์การปลูกพืชใด ๆ น่าจะคันไม้คันมืออยากลงไปย่ำดินปลูกผัก มีต้นไม้แสนรักไว้ดูแลในบ้านหรือริมระเบียงคอนโดฯ สักแปลง เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อการทำเกษตรแบบดั้งเดิมไปแน่นอน

เยี่ยมชม KUBOTA Farm ฟาร์มสร้างประสบการณ์ทำเกษตรที่นำเอานวัตกรรมล้ำสมัย มาปรับใช้เพื่อยกระดับคุณภาพวงการเกษตรไทย

KUBOTA FARM

ที่ตั้ง : 789 หมู่ที่ 7 ตำบลหนองอิรุณ อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี 20220 (แผนที่)

โทรศัพท์ : 0-2029-1747

Facebook : Siam Kubota Club

อ่านข้อกำหนดและลงทะเบียนก่อนเข้าไปเยี่ยมชมได้ที่ Website : www.siamkubota.co.th

Writer

พณิช ตั้งวิชิตฤกษ์

นักลองฝึกพิสูจน์อักษร ผู้แสร้งเป็นนักลองฝึกเขียน อดีตเป็นนักเรียนภาษา ผู้สนใจเป็นนักเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ รักในมวลรอบข้างที่ดี กาแฟ ชาเขียว และแมวเหมียว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

ร้านกาแฟขายคู่กับอะไรได้อีกในความคิดของคุณ

ประเมินประมาณความนิยม แน่นอนว่ายืนหนึ่งต้องยกให้เมนูเบเกอรี่ บ้างนำเสนอขนมไทยโบราณ เชื่อไหมว่าบางแห่งมีบริการขนมจีนน้ำเงี้ยวด้วย ถ้าคิดว่า เห้ย! แล้ว อยากบอกว่าร้านนี้ก็น่าสนใจไม่แพ้กันเพราะเขาขายคู่กับรองเท้า!

Basecamp Trail Provision’ คือร้านกาแฟที่ครั้นจะแนะนำให้นักวิ่ง ก็กลัวตัวเองจะหิ้วมะพร้าวห้าวมาขายสวน เพราะหากไม่ใช่หน้าใหม่นักหรือขาจรที่เพิ่งเคยมาเคาะเท้าแถวเชียงใหม่ คงรู้จักมักคุ้นกันดี เนื่องจากไม่เพียงเป็นคาเฟ่บรรยากาศร่มรื่นเขียวขจีที่ทั้งบริหารและบริการโดยนักวิ่งแถวหน้าและนักวิ่งแถวบ้านแทบทั้งทีม ทว่ายังมีโซนจำหน่ายรองเท้า ไม้โพล ไฟคาดหัว นาฬิกา สารพัดอุปกรณ์พื้นฐาน ตลอดจนบริการที่ดีต่อใจมิตรรักนักวิ่ง จึงทำให้ที่นี่เป็นเสมือนฮับของคนรักการวิ่งโดยเฉพาะสายเลนธรรมชาติ รวมถึงสำนักป้ายยาที่จะช่วยจุดประกายไฟในการออกกำลังกายให้ลุกโชน

เราเดินทางมุ่งหน้ามายังเชิงดอยสุเทพ เพื่อพูดคุยกับ เค้ก-ภาวิดา และ แฮรี่-แฮรี่ โวเวลส์ คู่รักนักวิ่งเทรลและเจ้าของร้าน ชวนไขแนวคิด แรงบันดาลใจ และเส้นทางการสรรค์สร้าง Basecamp Trail Provision จากร้านกาแฟเล็ก ๆ ใต้คอนโดสู่การเติบโตอย่างมีเอกลักษณ์ พร้อมเรื่องราวโปรเจกต์ที่พวกเขากำลังผลักดันให้เมืองหลวงแห่งการวิ่งเทรลแห่งนี้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม

Basecamp Trail Provision คาเฟ่สีเขียวและเทรลฮับเชียงใหม่ของสองคู่รักนักวิ่งเทรล

Max Heart R(el)ate

“ก่อนเปิดร้านกาแฟทำอะไรกันมาก่อนเหรอครับ”

ผมปูบทสนทนาด้วยคำถามคลาสสิก กระนั้นก็เดาไม่ออกเลยว่า เค้ก ที่ภายนอกดูเป็นผู้หญิงทะมัดทะแมงแต่งตัวเท่ จะเคยทำงานอยู่ฝ่ายกิจการนักเรียน ส่วนแฮรี่ ชายหนุ่มอัธยาศัยดีและสุภาพนอบน้อม ก่อนหน้าเคยสังกัดองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐานประเทศที่สาม ทั้งคู่เป็นชาวเชียงใหม่ รักการวิ่ง แต่ได้มีโอกาสสบตากันจริงครั้งร่วมงานที่แม่ฮ่องสอน จากนั้นจึงออกวิ่งเคียงข้างกันพลันควงแขนกลับมาปักหลักจังหวัดบ้านเกิด

นับนิ้วย้อนไปราว 7 ปี เป็นช่วงที่เค้กและแฮรี่เริ่มเสพติดการวิ่งผจญป่า โดยมีเส้นทางวิ่งเทรลวัดผาลาด-วัดพระธาตุดอยสุเทพเป็นสนามซ้อมประจำ แต่เรื่องของเรื่องคือ ทุกคราวที่ออกมาวิ่งแล้วอยากเติมคาเฟอีนหรือปวดห้องน้ำ กลับไม่มีร้านไหนให้พึ่งพา ท้ายสุดจึงผุดไอเดียเปิด ‘Basecamp Coffee House’ ร้านกาแฟสำหรับรองรับนักวิ่งและคนออกกำลังกายยามเช้าตรู่ ความใจเด็ดคือทั้งสองจับมือกันลาชีวิตมนุษย์เงินเดือน เพื่อสวมหมวกเจ้าของกิจการแบบนับหนึ่งใหม่หมดจด ชนิดไม่เคยมีประสบการณ์ทำธุรกิจหรือแม้แต่หยิบแทมเปอร์มาก่อน

“มันเป็นความต้องการจากใจของพวกเรามากกว่าครับ” แฮรี่ตอบเมื่อถูกถามถึงความกล้าได้กล้าเสีย “แล้วเราก็ไม่ได้คิดว่าถ้าทำแล้วจะต้องรวยหรือมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ เพียงแต่ต้องการมีความสุขกับการวิ่ง กับการกินกาแฟ และกับคอมมูนิตี้นักวิ่งเป็นหลักครับ”

ร้านกาแฟยุคตั้งไข่ของคู่รักนักวิ่ง อาศัยเช่าพื้นที่ส่วนหนึ่งของโครงการคอนโดมิเนียม บรรยากาศกะทัดรัดและอบอุ่นด้วยลูกค้ากลุ่มเล็ก ๆ แต่เหนียวแน่น ทั้งนักวิ่ง นักปั่น หรือเหล่ายิปซีสะพายแล็ปท็อปที่พอได้แวะเวียนมาบ่อยเข้าก็เปลี่ยนไปสะพายเป้น้ำ สวมคอมเพรสชั่น รับและปันแรงบันดาลใจในเกมกีฬาแก่กัน พลางเติมไฟฟูมฟักคอมมูนิตี้ของคนที่ชอบวิ่ง ปั่น ออกกำลังกาย

Basecamp Trail Provision คาเฟ่สีเขียวและเทรลฮับเชียงใหม่ของสองคู่รักนักวิ่งเทรล
Basecamp Trail Provision คาเฟ่สีเขียวและเทรลฮับเชียงใหม่ของสองคู่รักนักวิ่งเทรล

Community Supporter

บนบันไดสีอ่อนทอดสู่ตัวร้านมีข้อความ ‘Start – Finish’ ประดับกึ่งกลางขั้น เค้กเชื่อมโยงว่ามันเป็นเสมือนหมุดหมายความตั้งใจที่เธออยากปลุกปั้นที่นี่ให้เป็นดัง Trailhead จุดเริ่มของการออกไปวิ่งเทรลในเส้นทางใกล้เมืองชิดเขาและจุดสิ้นสุดหลังวิ่งเสร็จสรรพ พร้อมสำหรับการผ่อนพักหรือทำงานต่อ

ขณะเดียวกันจุดเริ่มของ Basecamp Trail Provision กว่าจะมาถึงวันนี้ไม่ได้มีเพียงระยะเวลาที่ล่วงผ่าน แต่ยังโยกย้ายร้านมาแล้วถึง 2 คราว จึงก้าวมายืนอยู่อีกฝั่งของจุดสิ้นสุด ซึ่งบรรจบฝันของคนทั้งคู่

“จากเป็นห้องเล็ก ๆ ใต้คอนโด เราก็ขยับหาที่ใหม่ไม่ไกลกันเพื่อขยายร้าน ระหว่างทำร้านสองก็ได้ไอเดียขายอุปกรณ์วิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ทำให้มีลูกค้าเพิ่มขึ้น จนประมาณกลางปี 2021 จึงตัดสินใจย้ายร้านมาตรงนี้ ซึ่งเป็นทำเลที่เราเล็งไว้ตั้งแต่เปิดร้านแรกแล้วล่ะ แค่ตอนนั้นหลายอย่างยังไม่พร้อม” เค้กพาย้อนเรื่องราวการเดินทางของร้าน ก่อนเสริมต่อ “เรารู้สึกว่ามันเป็นทำเลในฝันของเราเลย เพราะมีพื้นที่เกือบ 2 ไร่ เพียงพอรองรับลูกค้า แล้วก็ต่อเติมโซนจำหน่ายอุปกรณ์วิ่งแยกส่วนจากคาเฟ่ หรือปลูกสิ่งอำนวยความสะดวกสนับสนุนชุมชนได้สบาย”

พื้นที่กว้างขวางที่เค้กบรรยายเดิมเคยเป็นป่ารกทึบ ปัจจุบันโปร่งโล่ง สดชื่น ทว่ายังคงเขียวครึ้มและเย็นรื่น เนื่องจากการออกแบบร้านนั้นให้ความสำคัญกับการรักษาลักษณะธรรมชาติของพื้นที่และดูแลต้นไม้ใหญ่ บรรยากาศร้านจึงล้อมรอบไปด้วยร่มเงาของมะขาม ลำไย ขนุนป่า มะกอกป่า และอีกนานาชนิดพันธุ์ที่เจ้าตัวพยายามนึกแต่จนใจคล้ายติดอยู่ริมฝีปาก

Basecamp Trail Provision คาเฟ่สีเขียวและเทรลฮับเชียงใหม่ของสองคู่รักนักวิ่งเทรล
Basecamp Trail Provision คาเฟ่สีเขียวและเทรลฮับเชียงใหม่ของสองคู่รักนักวิ่งเทรล

“บรรยากาศตรงนี้ทำให้แนวคิดความเป็น Basecamp ชัดเจนขึ้น” แฮรี่พูด “อีกอย่างพอย้ายมาปุ๊บเราก็คุยกับเค้กว่าอยากปรับชื่อร้านจาก Basecamp Coffee House เป็น Basecamp Trail Cafe เพราะรู้สึกว่าชื่อเดิมเน้นไปทางการเป็นสเปเชียลลิตี้ด้านกาแฟ ซึ่งเรารู้ตัวเองว่าไม่ใช่ ส่วนฝั่งขายอุปกรณ์วิ่งเราใช้ Basecamp Trail Provision แต่พอสื่อสารออกไป คนส่วนใหญ่มักจะติดเรียกร้านเรารวม ๆ ว่า Basecamp Trail Provision มากกว่า”

แม้จะออกตัวว่าไม่ได้สเปเชียลลิตี้ แต่กาแฟของที่นี่ก็เปี่ยมความใส่ใจด้วยการเลือกใช้เมล็ดกาแฟคุณภาพจากผู้ผลิตท้องถิ่น พร้อมสร้างสรรค์เมนูสนุก ๆ มาให้ลองลิ้มทุกเดือน แต่ถ้าใครไม่ถนัดทางคาเฟอีน ก็มีน้ำผลไม้สดและคีเฟอร์เครื่องดื่มโปรไบโอติกเพื่อสุขภาพไว้เติมความสดชื่น ที่สำคัญทางร้านยังสนับสนุนผลิตภัณฑ์และบริการรักษ์โลก เช่น นำแก้วมาเองมีส่วนลด ใช้หลอดและแก้วพลาสติกย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ตลอดจนมุมจำหน่ายสินค้าไลฟ์สไตล์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

Basecamp Trail Provision คาเฟ่สีเขียวและเทรลฮับเชียงใหม่ของสองคู่รักนักวิ่งเทรล
Basecamp Trail Provision คาเฟ่สีเขียวและเทรลฮับเชียงใหม่ของสองคู่รักนักวิ่งเทรล

ส่วนสำนักป้ายยาในคราบของร้านขายอุปกรณ์การวิ่งนั้นจะเน้นนำเสนอแบรนด์ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ตอบโจทย์ครบทั้งสายซ้อม สายแข่ง ยันสายแฟและไม่ซ้ำกับบนห้าง โดยเฉพาะแบรนด์เอเชียและแบรนด์ไทย อาทิ Milestone SCSL YUP Brooo ซึ่งทางร้านเทใจสนับสนุน ควบคู่ออกแบบบริการแพ็กเกจดูแลนักวิ่งต่างชาติที่อยากมาประลองสนามเทรลในบ้านเรา ทั้งเรื่องที่พัก การเดินทาง เซอร์วิสก่อน-หลัง และระหว่างแข่งขัน เพื่อให้พวกเขาได้โฟกัสกับการวิ่งอย่างเต็มที่ มอบความสุข ความประทับใจ เพื่อร่วมผลักดันวงการวิ่งเทรลไทยให้เติบโต

อย่างที่เกริ่นไว้ว่าอีกฝันคือการได้เป็นพื้นที่อำนวยความสะดวกสำหรับนักวิ่ง Basecamp Trail Provision จึงชักชวนเพื่อนฝูงมาเปิดร้านบริการความอร่อยคลายหิว พร้อมโหลดคาร์บ ทั้ง ‘ร้านลุงไก่’ สไตล์ตามสั่งครอบจักรวาล และ Treespoon ที่เสิร์ฟเบรกฟาสต์และสโมกบาร์บีคิว รวมถึงมีบริการพิเศษอย่างห้องอาบน้ำ

“ที่ร้านเรามีห้องอาบน้ำ 2 ห้องค่ะ เพื่อช่วยให้นักวิ่งประหยัดเวลาไม่ต้องกลับไปอาบน้ำที่พัก วิ่งเสร็จแล้วแวะมาอาบน้ำได้ที่ร้าน ใครอยากนั่งชิลล์กินกาแฟ หรือทำงานทำธุระต่อก็ลุยได้เลย”

เจ้าของร้านมาดเท่กระซิบว่าห้องอาบน้ำมีบริการน้ำอุ่น สบู่ แชมพู ครีมนวดผม และไดร์เป่าผมครบเซ็ต แถมไม่คิดค่าบริการ เพราะเป็นสิ่งที่พวกเขาอยากตอบแทนเพื่อนนักวิ่งที่คอยสนับสนุนทางร้านเสมอมา

Great Pacer

ทั้งเห็นมากับตาว่ามักมีบรรดานักวิ่งระดับอีลิตเวียนมาปรากฏกายถ่ายภาพลงโซเชียลอยู่เนือง ๆ ซึ่งดูเหมือนจะช่วยตอกย้ำสิ่งที่ได้ยินกับหูว่า “หากนักวิ่งคนไหนไม่ได้แวะ Basecamp ก็คงเหมือนยังไม่ถึงเชียงใหม่” ให้ดูเป็นเรื่องจริงจัง เมื่อได้อยู่ต่อหน้าผู้อยู่เบื้องหลังเสียงเล่าอ้าง เราจึงถือโอกาสถามกุญแจดอกลับที่ทำให้ Basecamp Trail Provision เดินทางมาถึงจุดนี้

เค้กครุ่นคิด “น่าจะความจริงใจนะคะ”

เรียบง่ายปานนั้น ผมคิด และคำตอบนี้พาให้คิดย้อนไปในคราวแรกที่โทรมาติดต่อขอนัดหมายสัมภาษณ์ผ่านหมายเลขที่แปะหน้าเฟซบุ๊กแฟนเพจของร้าน แนะนำตัวพลางพูดคุยพักใหญ่ กว่าจะรู้ว่าปลายสายสนทนานั่นแหละคือเค้ก หาใช่พนักงาน จนต้องหัวเราะกลบเกลื่อนแก้เก้อ เช่นกับแรกมาถึงที่เจอแฮรี่ทักทายพลันขอโทษขอโพยอย่างรู้สึกผิด เนื่องจากเค้กติดลูกค้าอยู่นานสองนาน

Basecamp Trail Provision คาเฟ่สีเขียวและเทรลฮับเชียงใหม่ของสองคู่รักนักวิ่งเทรล

“เค้กทุ่มเทกับร้านมากครับ เช้ายันเย็นเขาจะติดอยู่กับมือถือตลอด นั่งตอบลูกค้า คุยกับลูกค้าเองหมดเลย” แฮรี่บอก

เค้กอธิบายอย่างเก็บอาการเขิน “เพราะเรารู้สึกว่าเราเข้าถึงลูกค้าได้ง่ายกว่า ก่อนหน้านี้เคยให้น้อง ๆ เป็นแอดมินช่วยตอบ แต่บางครั้งคำตอบมันไม่ได้ไปในทางเดียวกัน เราจึงเลือกตอบเองมากกว่า เบอร์โทรร้านก็ใช้เบอร์ส่วนตัวเลย เนื่องจากเราแคร์เรื่องการให้ข้อมูลลูกค้ามาก ๆ เรายังคงรักษาความตั้งใจแรกว่าอยากเปิดร้านเพราะแค่ต้องการมีความสุขกับการวิ่ง การกินกาแฟ ไม่ใช่นักธุรกิจมองตัวเลขหาผลกำไร ถ้ามีสิ่งไหนที่เราให้ลูกค้าได้เราให้ หรืออันไหนที่มันไม่ขาดทุนจนเกินไป พอจะช่วยส่งเสริมคอมมูนิตี้ได้เราก็ดัน”

แฮรี่เสริมว่านอกจากปัจจัยข้างต้น สิ่งที่ทำให้ Basecamp เติบโตแข็งแรงคือพลังของทีมงาน บางคนล้มลุกคลุกคลานด้วยกันมาตั้งแต่ออกสตาร์ท บ้างช่วยฉุดลากราวเพเซอร์ที่พร้อมเคียงข้างเข้าเส้นชัย

“สมัยทำร้านแรกเรามีลูกค้าคนแรกชื่อน้องบัว ซึ่งน้องบัวนี่แหละที่อยู่กับมาเราจนถึงทุกวันนี้ จากนักศึกษาปี 1 รู้จักกันในฐานะลูกค้ากลายมาเป็นผู้จัดการคาเฟ่ พอร้านสองคนที่มาอยู่ด้วยคือบาส ปัจจุบันบาสเป็นหัวหน้าบาริสต้าที่เก่งมาก เราโตมาได้ก็เพราะทีมนี้ และร้านนี้จะอยู่ไม่ได้เลยถ้าไม่มีทีมของเรา

“การบริหารของเราเป็นลักษณะเปิดคุยกัน น้อง ๆ แต่ละคนมีความคิดใหม่ ๆ มานำเสนอตลอด ความคิดไหนเข้าท่าก็หยิบมาลอง ที่กาแฟของเราดีได้ก็เพราะเด็กเหล่านี้ พวกเขาไม่หยุดที่จะพัฒนา” เค้กสำทับ

ผมผงกหัวหงึกหงักและไม่แปลกใจเลยที่หนึ่งในสนามเมเจอร์ของวงการคาเฟ่ไทย Basecamp Trail Provision ยังไม่หลุดออกจากการแข่งขัน แต่นั่นแหละ ยังสงสัยว่านอกเหนือความจริงใจและให้เกียรติมีอะไรอีกไหมที่เชื่อมร้อยใจทีมงาน สร้างทีมเวิร์ก

Basecamp Trail Provision คาเฟ่ของคู่รักนักวิ่งเทรลแห่งเชียงใหม่ ริมดอยสุเทพ ที่มีทุกอย่างเพื่อนักวิ่งเทรล

จึงชวน บาส-นราธิป จันทร์วัง หัวหน้าบาริสต้า ที่มีตัวตนอีกด้านเป็นนักวิ่งแนวหน้าขาแรงแห่งทีม Kailas Thailand มาเล่าถึงชีวิตหลังเอสเพรสโซ่แมชชีน โดยบาสกล่าวยิ้ม ๆ ว่าสิ่งที่ทำให้เขามีความสุขกับการทำงาน คือการได้มีวันหยุดพัก 2 วันต่อสัปดาห์ และช่วงเวลาที่เอื้อต่อการฝึกซ้อมวิ่ง อีกทั้งทางร้านยังช่วยเป็นสปอนเซอร์ค่าสมัคร ค่าที่พัก หรือค่าเดินทาง หากทีมงานคนไหนสนใจลงงานวิ่งแข่งขัน แถมทุกคนยังได้รับงบพิเศษสำหรับเลือกซื้ออุปกรณ์การวิ่งของร้านด้วย

“ด้วยร้านมีแนวทางสนับสนุนการวิ่งเทรลอยู่แล้ว แต่ไม่ว่าจะสนใจการวิ่งเทรลหรือไม่ก็ตาม เราทุกคนมีงบในการซื้อของอุปกรณ์เหล่านี้ ซึ่งมันดีนะครับ บางคนไม่ค่อยได้ออกกำลังกายเลย พอซื้อของไปแล้วก็อยากใช้ บางครั้งพวกเราก็ชวนกันไปเดินเล่น หรือบางคนวิ่งต่อจนเป็นนิสัย”

ในไอเดียของเค้กกับแฮรี่ พวกเขาเพียงอยากส่งต่อสุขภาพที่ดีให้ทีมงาน ทว่าอีกด้านบาสบอกว่าสิทธิประโยชน์นี้ยังช่วยให้ทุกคนได้ปรับจูนความคิด พูดคุยกันเข้าอกเข้าใจ และทำงานเป็นทีมได้ง่ายขึ้น

ก่อนที่บาริสต้าขาแรงจะกลับไปประจำการหน้าเคาน์เตอร์ ดูแลลูกค้าที่เริ่มคึกคักในมื้อบ่าย ผมขอเขาหล่นคำถามสุดท้ายเพราะอยากรู้สิ่งที่ซ่อนอยู่ในแววตาและน้ำเสียงอิ่มเอมตลอดการสนทนาช่วงสั้น ๆ นี้

“ผมประทับใจการให้โอกาสคนทำงานได้ทำในสิ่งที่ชอบ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของการวิ่งนะครับ คือการที่บริษัทเอกชนให้วันหยุด 2 วันต่อสัปดาห์หายากมากนะในเชียงใหม่ สิ่งนี้เอื้อให้เราได้จัดการธุระของตัวเอง ได้ทำอะไรที่ชื่นชอบ ได้มีเวลาทบทวนว่าการทำงานหรือการใช้ชีวิตของเราเป็นอย่างไร ซึ่งมันช่วยเติมพลังและทำให้รู้สึกอยากกลับมาทำงานในทุก ๆ เช้าครับ”

Trail Destination

ปี 2022 กลางฤดูฝน ต้นเดือนกรกฎาคม ร้าน Basecamp อายุครบ 6 ขวบปี ไม่เพียงจำนวนสมาชิกทีมที่โตตาม เค้กสังเกตว่าชุมชนนักวิ่งก็ขยับขยาย เฉกเช่นไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่หลากหลาย มีทั้ง นักวิ่ง นักปั่น นักศึกษา อาจารย์ Digital Nomad คาเฟ่ฮอปเปอร์ กระทั่งบรรดาคนรักน้องแมว น้องหมา น้องนก เรื่อยไปจนน้องเต่า เพราะทางร้านต้อนรับสัตว์เลี้ยง แต่ที่เธอเอ่ยว่าดีใจสุดคือการได้จุดประกายการออกกำลังกาย

“เราดีใจเวลาได้เห็นลูกค้าแวะมาอุดหนุนแล้วรู้สึกสนใจอยากเดินป่าหรือวิ่งเทรล”

“อีกอย่างสังคมวิ่งเทรลไม่ได้น่ากลัว ดูอย่างหุ่นเราสองคนสิ” แฮรี่ว่ากลั้วหัวเราะ “คือการวิ่งเทรลจะช้าจะเร็วก็ไปได้ทั้งนั้น ถ้าผมมีเวลาว่างก็จะพาลูกค้าที่เป็นมือใหม่ไปลองเดินเทรลด้วยกัน ส่วนใครอยากออกยาว ๆ ก็จะหาเพื่อนที่เขามีโปรแกรมให้พาไปด้วยกัน” แฮรี่หยุดชั่วครู่ เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ “การวิ่งเทรลมันเป็น Love-Hate Relationship นะ คือสำหรับผมขาขึ้นเนี่ยโคตรเกลียดเข้าไส้เลย แต่พอดันตัวเองไปเรื่อย ๆ จนไต่ถึงเป้าหมายได้มันรู้สึกปลอดโปร่ง อีกอย่างความสุขของการวิ่งเทรลนั้นเป็นแบบ Full Package คือไม่ใช่แค่ตอนวิ่ง แต่หลังจากวิ่งเสร็จเราได้อาบน้ำสดชื่น แล้วยังกินดื่มแบบไม่ค่อยรู้สึกผิดเท่าไหร่ด้วย”

“ก็จริง” เค้กเห็นพ้อง “เสน่ห์ของวิ่งเทรลคือเหมือนการพักผ่อน เพราะการได้ใกล้ชิดธรรมชาติ ได้ฟังเสียงนกร้อง หยุดเวลาอยู่ท่ามกลางสีเขียวของผืนป่า บางครั้งก็ช่วยเยียวยาความเครียดเราได้”

ความสุขจากการวิ่งและการงานที่รักสร้างสรรค์พลังบวก ซึ่งเค้กกับแฮรี่อยากแบ่งปัน ทั้งในรูปแบบของการพัฒนาร้านให้เป็นดังบ้านหลังที่สองของทุกคน และคอมมูนิตี้เปี่ยมมิตรภาพสำหรับนักวิ่งหน้าเก่า-ใหม่ กอปรกับยกระดับวงการวิ่งเทรลเชียงใหม่ให้ดียิ่งกว่า ผ่านการจับมือคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขับเคลื่อนเวทีการประชุมหารือกลุ่มนักวิ่งเทรลเชียงใหม่ โปรเจกต์ลงขันความคิดนำเสนอเส้นทางวิ่งเทรลที่ให้นักกีฬาทั่วไป นักเดินป่า นักสํารวจเส้นทางธรรมชาติเข้าพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ได้อย่างถูกต้องและไม่ขัดต่อกฎระเบียบ ควบคู่ปรับปรุงเส้นทางให้มีมาตรฐาน ด้วยการทำป้ายบอกข้อมูลเส้นทาง ป้ายบอกระยะทาง ป้ายบอกพิกัดหากเกิดเหตุฉุกเฉิน หรือแจ้งจุดสัญญาณโทรศัพท์ เพื่อให้เมืองหลวงแห่งการวิ่งเทรลแห่งนี้เป็น Trail Destination สมกับการจัดงานแข่งขันระดับโลกอย่างแท้จริง พร้อมสร้างโอกาสกระจายรายได้สู่ชุมชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

Basecamp Trail Provision คาเฟ่ของคู่รักนักวิ่งเทรลแห่งเชียงใหม่ ริมดอยสุเทพ ที่มีทุกอย่างเพื่อนักวิ่งเทรล

Basecamp Trail Provision

ที่ตั้ง : ถนนสุเทพ ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ เชียงใหม่ (แผนที่

วัน-เวลาทำการ : เปิดทุกวัน เวลา 07.00 – 17.00 น.

โทรศัพท์ : 09 4618 9090

Facebook : BasecampTrailProvision

เว็บไซต์ : www.basecampth.com

Writer

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load