ด้วยความที่คลุกคลีกับพี่น้องเกษตรกรโดยตรง สยามคูโบต้าจึงมองเห็นและเข้าใจปัญหาที่เกษตรกรพบเจอมาตลอด ทั้งผลผลิตไม่ได้ตามที่หวัง ต้นทุนสูงกว่ารายได้ หรือการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่ทำให้ต้องคอยลุ้นว่าจะส่งผลต่อเรือกสวนไร่นาของตัวเองยังไงบ้าง

บริษัทเครื่องจักรกลทางการเกษตรที่โดดเด่นเรื่องแทรกเตอร์ จึงตัดสินใจสร้างฟาร์มต้นแบบของตัวเองขึ้น โดยเริ่มต้นจาก KAS หรือ ​​KUBOTA (Agri) Solutions ที่ช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้กับเกษตรกรไทย มุ่งแก้ปัญหาแบบครบวงจร เพื่อยกระดับการเกษตรไทยให้ทันสมัยและยั่งยืน มีความแม่นยำและเพิ่มประสิทธิภาพ เกษตรกรก็ได้รับผลผลิตอย่างคุ้มค่าตามมา ซึ่งต้องยกนิ้วให้กับทีมพัฒนาโซลูชันของคูโบต้าที่ศึกษาและทำงานเรื่องนี้อย่างจริงจังมากว่า 10 ปี ผนวกกับความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ไม่ว่าจะเป็นปราชญ์ชาวบ้าน คณาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่มีความรู้ด้านเกษตร ทั้งพืชสวน พืชไร่ ไปจนถึงเรื่องปศุสัตว์และความรู้จากต่างประเทศ เก็บเล็กผสมน้อยผสานกับเทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตรของคูโบต้า ต่อยอดมาเป็นบทพิสูจน์ที่นำวิธีการต่าง ๆ มาทำให้เห็นจริงภายในคูโบต้าฟาร์ม

The Cloud ได้รับเกียรติจาก คุณวราภรณ์ โอสถาพันธุ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด บอกเล่าถึงที่มาและความตั้งใจของคูโบต้าฟาร์ม ที่อยากช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องเกษตรกรให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม

“เราอยากทำให้เกษตรกรได้เห็น จึงเป็นที่มาและความตั้งใจของการพัฒนาฟาร์มแห่งนี้ขึ้นมา ฟาร์มที่นี่เป็นแหล่งเรียนรู้ให้ทั้งคนรุ่นเก่า หรือว่าเกษตรกรที่เป็น Smart Farmer นำไปต่อยอดขยายผล และเพิ่มรายได้ตัวเองขึ้นมาได้ เราเอาเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาใช้ เกษตรกรที่มาดูและสนใจ กลับไปทำของตัวเองแล้ว ปรากฏว่าได้ผลจริง” คุณวราภรณ์อธิบายถึงคอนเซ็ปต์ของคูโบต้าฟาร์ม

คูโบต้าฟาร์ม (KUBOTA FARM) มีเนื้อที่ทั้งหมด 220 ไร่ เป็นพื้นที่สร้างประสบการณ์เกษตรสมัยใหม่ให้กับเกษตรกรและผู้สนใจแห่งแรกในอาเซียน ด้วยวิธีการแบบ Smart Farming หรือเกษตรอัจฉริยะ ที่นำเอาเทคโนโลยีล้ำสมัย มาปรับใช้กับวิธีการทำเกษตรแบบดั้งเดิม เพื่อให้ได้ผลผลิตออกมาดีขึ้น

พื้นที่ทั้งหมด 9 โซน เต็มไปด้วยโซลูชัน นวัตกรรม และเทคโนโลยีทางการเกษตรมากมายที่ช่วยให้เกษตรกรได้เลือกหยิบนำไปลองใช้ในเรือกสวนไร่นาของตนเองถึง 60 โซลูชัน (และจะทยอยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต)

คอลัมน์ Share Location ครั้งนี้ เราขอพาไปสำรวจสัก 3 โซนพอเรียกน้ำย่อย หากผู้อ่านสนใจ อยากลองนำโซลูชันต่าง ๆ กลับไปใช้กับพื้นที่ของตัวเอง ลองแพลนทริปติดต่อเข้ามาเที่ยวชมกันได้

ถ้าพร้อมแล้ว ไปสัมผัสวิถีเกษตรกรฉบับคูโบต้าด้วยกัน

KUBOTA Farm พื้นที่สีเขียวที่ชวนสร้างประสบการณ์เกษตรสมัยใหม่แห่งแรกในอาเซียน
KUBOTA Farm พื้นที่สีเขียวที่ชวนสร้างประสบการณ์เกษตรสมัยใหม่แห่งแรกในอาเซียน

01 โซนปรึกษาเกษตรครบวงจร (KAS Consultant Zone)

รู้จักที่มาที่ไปของคูโบต้าฟาร์ม ชมวีดิทัศน์แบบ 360 องศา และดูโซลูชันต่าง ๆ ผ่านจอ Interactive สุดเจ๋ง

หากเข้ามาตามถนนหลักของคูโบต้าฟาร์ม จะเห็น ‘อาคารเกษตรชัยพัฒน์’ ตั้งเด่นมาแต่ไกลอยู่ปลายทาง

ที่นี่ถือเป็นอาคารหลักของคูโบต้าฟาร์ม และยังเป็นโซนปรึกษาเกษตรครบวงจร พร้อมให้คำปรึกษาเรื่องการเกษตรผ่านการนำเอาโซลูชันต่าง ๆ ที่ทางคูโบต้าพัฒนาให้เราเลือกไปใช้ให้เหมาะตามแต่ละพื้นที่

KUBOTA Farm พื้นที่สีเขียวที่ชวนสร้างประสบการณ์เกษตรสมัยใหม่แห่งแรกในอาเซียน

นอกจากนี้ยังมีห้องนิทรรศการที่ถือเป็นจุดสตาร์ทแรกก่อนจะได้เข้าไปเยี่ยมชมด้านในฟาร์ม ซึ่งไฮไลต์คือห้องนิทรรศการวีดิทัศน์แบบ 360 องศา ช่วยปูพื้นให้เราทำความรู้จักคูโบต้าฟาร์มแห่งนี้มากยิ่งขึ้น บอกเล่าตั้งแต่ความเป็นมา ความตั้งใจในการสร้าง รวมถึงเห็นภาพรวมของพื้นที่ทั้งหมด 

คูโบต้าฟาร์มริเริ่มพลิกฟื้นผืนดินที่แทบไม่น่าจะเชื่อว่าจะกลายเป็นพื้นที่สีเขียวอุดมสมบูรณ์ได้อย่างทุกวันนี้ ผ่านการวิเคราะห์ผืนดินทั้งหมด ออกแบบการจัดการน้ำทั้งฟาร์ม และวางแผนการทำเกษตรให้เหมาะสมกับพื้นที่แต่ละส่วน

น้อมนำเอาโครงการในพระราชดำริต่าง ๆ มาเป็นหลักคิดใช้กับทุกโซนของฟาร์ม ที่น่าสนใจอย่างเรื่องของการปรับพื้นที่ หากไม่สังเกตจะไม่รู้ว่า พื้นที่ของฟาร์มมีลักษณะลาดจากภูเขาด้านหลัง ดังนั้นเมื่อทีมคูโบต้าเข้ามาปรับปรุงพื้นที่ จึงนำเอาโคกหนองนาโมเดลมาใช้ วางแผนให้พื้นที่แต่ละส่วนเหมาะกับการทำเกษตรที่ต่างกัน

ซึ่งแต่เดิมอาณาบริเวณทั้งหมดของคูโบต้าฟาร์มเกือบครบองค์ประกอบของโคกหนองนาแล้ว คือ มีโคกที่สูงเพื่อไว้ปลูกพืชสวนพืชไร่ด้านหลัง หนองที่ปัจจุบันขุดไว้ทั่วบริเวณกว่า 9 บ่อ เพื่อใช้จัดการน้ำในพื้นที่ ขาดแต่นาเท่านั้น ทางทีมออกแบบจึงขุดนาข้าวเพิ่มขึ้นบนพื้นที่ราบด้านล่างสุดใกล้กับทางเข้า เสมือนเป็นโคกหนองนาโมเดลขนาดมหึมา

ก้าวเท้าต่อเข้าไปอีกนิดจะพบกับจอ Interactive แสดงภาพพื้นที่ทั้งหมดของฟาร์มเป็นแอนิเมชันน่ารักสดใส ขนาดยาวยึดผนังฟากหนึ่งของห้อง ผู้มาเยี่ยมชมสามารถทำความรู้จักทุกโซนของฟาร์ม และโซลูชันต่าง ๆ หากใครสงสัยอยากรู้จักตรงไหนให้มากขึ้น ก็เพียงจิ้ม Interactive Pen ไปที่จอ ข้อมูลก็จะขึ้นมาอย่างครบถ้วน ชิมลางเตรียมพร้อมไปดูที่จริงต่อไป 

KUBOTA Farm พื้นที่สีเขียวที่ชวนสร้างประสบการณ์เกษตรสมัยใหม่แห่งแรกในอาเซียน
KUBOTA Farm พื้นที่สีเขียวที่ชวนสร้างประสบการณ์เกษตรสมัยใหม่แห่งแรกในอาเซียน

ตรงข้ามกันเป็นส่วนแสดงอุปกรณ์ที่ช่วยให้ทำการเกษตรได้สบายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสารพัดเซนเซอร์ เครื่องวัดปัจจัยต่าง ๆ ทั้งสภาพอากาศ ปริมาณน้ำฝน อุณหภูมิ ความชื้น ฯลฯ ใช้ร่วมกับ ‘KAS Crop Calendar Application’ ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยทางคูโบต้า รวบรวมเอาโซลูชันต่าง ๆ มาใส่ไว้ สะดวกและง่ายต่อการนำไปใช้ ชนิดที่ว่าใคร ๆ ก็ทำเกษตรได้

รู้จักกับคูโบต้าฟาร์มคร่าว ๆ แล้ว ก็ขึ้นรถนำชมเดินทางไปโซนด้านนอกกันต่อ

02 โซนเกษตรแม่นยำข้าวและพืชหลังนา (Precision Rice Farm and Crop Rotation Zone)

เรียนรู้การปลูกข้าวที่นำนวัตกรรมสุดล้ำเข้ามาช่วยสร้างความแม่นยำและใส่ใจสิ่งแวดล้อม
KUBOTA Farm พื้นที่สีเขียวที่ชวนสร้างประสบการณ์เกษตรสมัยใหม่แห่งแรกในอาเซียน

ย้อนกลับมาทางเข้า จะพบกับนาข้าวสีเขียวขจี โซนนี้ใช้เป็นพื้นที่นำเสนอการปลูกข้าวครบวงจร ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมดิน เพาะกล้า เพาะปลูก ดำนา เก็บเกี่ยว จนถึงปลูกพืชหลังนา มีทั้งส่วนที่เป็นนาแห้งและนาน้ำ

หากมองจากภาพถ่ายทางอากาศ จะพบว่านาผืนนี้ของคูโบต้าฟาร์มไม่ได้วางเป็นแนวตรงเหมือนกับที่เคยเห็นกัน แต่วางเป็นแนวคอนทัวร์ยาวโค้งไปตามลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ เวลาข้าวสลับกันออกรวงตามที่ผู้ปลูกวางแผนไว้ จะเห็นเป็นสีเหลืองทองสลับสีเขียวอย่างสวยงาม แถมยังเป็นตัวอย่างของวิธีการทำเกษตรให้เข้ากับพื้นที่ที่มีอยู่เดิมได้อย่างน่าสนใจ

และถ้ากลับมาสังเกตในระดับพื้น จากตรงที่เรายืนอยู่จะเห็นว่าต้นข้าวจะเรียงเป็นแถว เว้นช่องไฟเท่ากันอย่างเป็นระเบียบ เพราะเกิดจากการทำนาดำไม่ใช่นาหว่าน เป็นส่วนหนึ่งของ ‘เกษตรปลอดนาหว่าน’ (Zero Broadcast) ที่ส่งเสริมวิธีการทำนาเป็นนาดำ นาหยอดน้ำตม และนาหยอดแห้ง เป็นอีกวิธีแก้ไขปัญหาฉบับ KAS เมื่อต้นข้าวเรียงกันดูสวยงามตา การดูแลก็ง่ายขึ้น กำจัดวัชพืชก็ง่ายตามมาด้วย ช่วยลดต้นทุนแต่ได้ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุดอย่างสม่ำเสมอ

ตรงคันนาก็ใช่ว่าจะทำแบบส่ง ๆ แต่ผ่านการทดลองทำความสูง-ความกว้างที่ขนาดต่างกัน นำไปเปรียบเทียบกับคันนาของภาคอีสาน เพื่อหาขนาดที่ลงตัวที่สุด

เยี่ยมชม KUBOTA Farm ฟาร์มสร้างประสบการณ์ทำเกษตรที่นำเอานวัตกรรมล้ำสมัย มาปรับใช้เพื่อยกระดับคุณภาพวงการเกษตรไทย
เยี่ยมชม KUBOTA Farm ฟาร์มสร้างประสบการณ์ทำเกษตรที่นำเอานวัตกรรมล้ำสมัย มาปรับใช้เพื่อยกระดับคุณภาพวงการเกษตรไทย

เดินเข้ามาในส่วนของห้องนิทรรศการ จะพบกับจอที่คอยสอดส่องดูแลข้าวผ่านกล้องวงจรปิด นวัตกรรมนี้คือกล้องตรวจวัดสีของใบข้าว เพื่อเตรียมพร้อมให้ปุ๋ย เพราะพืชพรรณต่าง ๆ ก็มีเวลาที่เหมาะสมในการบำรุงให้อาหาร ถ้ากล้องจับได้ว่าใบข้าวเริ่มสีอ่อนไปจากระดับปกติ ก็ถึงเวลาที่สมาชิกข้าวในนาเริ่มต้องได้รับสารอาหารเพิ่มขึ้น วิธีนี้ช่วยให้ข้าวได้ปุ๋ยเมื่อถึงเวลาเหมาะสม และเจริญเติบโตอย่างเต็มที่

เพื่อเพิ่มความแม่นยำเข้าไปอีกขั้น ทางคูโบต้ายังพัฒนา ‘ปฏิทินการเพาะปลูกข้าว (KAS Crop Calendar)’ องค์ความรู้ที่ได้มาจากประเทศญี่ปุ่น เพียงแค่กรอกข้อมูลพันธุ์ข้าว วันที่เริ่มปลูก และขนาดพื้นที่ ก็ประมวลผลออกมาเป็นรายละเอียดขั้นตอนการปลูกในแต่ละเดือน ทำให้ภาพที่เราเห็นว่าข้าวเป็นพืชที่ยุ่งยากมากขั้นตอน กลายเป็นของที่ดูง่ายดายเพียงแค่ทำตามคำแนะนำ

หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวเรียบร้อยแล้ว ขั้นต่อมาคือการเตรียมดินเพื่อให้พร้อมฤดูกาลเพาะปลูกครั้งใหม่ คูโบต้าเห็นถึงปัญหาที่อยู่คู่การทำนาแบบดั้งเดิม คือ การเผาตอซังข้าวเมื่อหมดหน้านา ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก ดังนั้นหลังจากทำนาเสร็จ นอกจากนำไปทำเป็นฟางอัดก้อนโดยไม่เผาให้เปล่าประโยชน์แล้ว พื้นที่นายังสามารถปลูกพืชหลังนาจำพวกปอเทืองและถั่วเขียว เพื่อเพิ่มรายได้ระหว่างรอฤดูกาลใหม่ เป็นส่วนหนึ่งของวิธีการ Zero Burn หรือ ‘เกษตรปลอดการเผา’

แม้ภายนอกอาจจะดูเหมือนท้องนาทั่วไป แต่ท้องทุ่งสีเขียวตรงหน้ากลับอัดแน่นไปด้วยรายละเอียดที่น่าสนใจมากมายเลยทีเดียว

เยี่ยมชม KUBOTA Farm ฟาร์มสร้างประสบการณ์ทำเกษตรที่นำเอานวัตกรรมล้ำสมัย มาปรับใช้เพื่อยกระดับคุณภาพวงการเกษตรไทย

03 โซนเกษตรทฤษฎีใหม่ (New Theory Agriculture Zone)

ปลูกพืชสวนพืชไร่ตามศาสตร์พระราชา เรียนรู้การจัดการน้ำให้คุ้มค่าทุกหยด

ไปต่อกันที่โซนเกษตรทฤษฎีใหม่ พื้นที่ทำเกษตรที่อิงกับศาสตร์พระราชา ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ด้วยการจัดการที่ดินตามอย่างเกษตรทฤษฎีใหม่ คูโบต้าฟาร์มวางห้องนิทรรศการอยู่บนพื้นที่สูงในตำแหน่งที่ตั้งบ้านเรือนอาศัย ที่ต่ำลงมาขุดแหล่งน้ำไว้ใช้และเลี้ยงปลา ขณะที่ราบแบ่งที่บางส่วนไว้ปลูกพืชสวนครัวไว้กินภายในครัวเรือน หากมีเหลือก็มีแนะนำแนวทางไปจำหน่ายเพื่อเพิ่มรายได้

เยี่ยมชม KUBOTA Farm ฟาร์มสร้างประสบการณ์ทำเกษตรที่นำเอานวัตกรรมล้ำสมัย มาปรับใช้เพื่อยกระดับคุณภาพวงการเกษตรไทย

อีกเรื่องที่เราแอบเห็น คือ หญ้าแฝกที่ขอบบ่อและเนินดิน ไม่เพียงแต่โซนนี้เท่านั้น แต่เจออยู่ทั่วพื้นที่ในคูโบต้าฟาร์ม ได้คำตอบว่าเป็นการนำเอาโครงการตามแนวพระราชดำริเรื่องหญ้าแฝกมาใช้ เพราะหนึ่งในปัญหาที่เจอคือ ธรรมชาติของพื้นที่นี้เป็นดินทรายที่ง่ายต่อการพังทลาย ดังนั้นหญ้าแฝงที่มีรากยึดเกาะดินได้ดีจะช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรดินของฟาร์มด้วย ถือเป็นสิ่งหนึ่งที่ฟาร์มนึ้แสดงให้เห็นว่าทำได้จริง

และที่เจ๋งแจ๋วกว่านั้นคือการจัดการน้ำ ซึ่งเป็นสิ่งที่โซนนี้ตั้งใจนำเสนอ ด้วยแนวคิดอยากให้ใช้น้ำทุกหยดเกิดประโยชน์สูงสุด จึงต้องการกักเก็บน้ำไว้ใช้ให้ได้ทั้งพื้นที่ตลอดปี ผ่านการคำนวณปริมาณน้ำจากในบ่อและน้ำฝน หักลบกับปริมาณน้ำใช้ในแปลงเพาะปลูก เพื่อเตรียมพร้อมให้มีน้ำใช้ในฤดูฝนทิ้งช่วง 

ได้ยินมาว่าในฟาร์มแห่งนี้มีบ่อน้ำด้วยกันถึง 9 บ่อทั่วพื้นที่ ด้วยเพราะคิดมาแล้วว่า ปัจจัยใดบ้างที่มีผลต่อการระเหยของน้ำ ทางฟาร์มจึงใช้วิธีต่าง ๆ ที่ช่วยรักษาน้ำให้มากที่สุด ทั้งการวัดขนาดของบ่อให้เหมาะสม ใช้เครื่องมือวัดค่าความชื้นและปริมาณน้ำที่หายไปในแต่ละวัน ซึ่งถึงแม้รอบข้างจะดูแล้ง แต่ภายในฟาร์มกลับมีน้ำใช้ทำเกษตรได้ตลอดปี

เดินมาที่ในส่วนของแปลงผักสวนครัว ริมขอบแปลงมีตู้แสดงการวางท่อใต้ชั้นดินเป็นตัวอย่าง เพื่อแสดงการวางระบบหมุนเวียนน้ำใต้ดินด้วย ‘ท่อระบายน้ำซึมใต้ดิน’ ที่เดินระบบมาแต่แรกเริ่ม คุณประโยชน์คือช่วยให้ระบายน้ำได้เร็ว ช่วยให้เกษตรกรทำงานได้ง่ายขึ้นมากเพราะน้ำจะไม่ขัง

ส่วนพืชในแปลงดูแลด้วย ‘ระบบน้ำพืชอัจฉริยะ’ หรือระบบน้ำหยดที่นำเอาโมเดลจากประเทศอิสราเอล ที่ทำสำเร็จมาแล้วเรื่องการปลูกพืชในทะเลทราย นอกจากจะช่วยประหยัดน้ำ แถมยังสั่งการทางไกลผ่านแอปพลิเคชันได้ ไม่ว่าจะอยู่ไกลแค่ไหน จะในหรือต่างประเทศ ก็สั่งรดน้ำพืชได้จากปลายนิ้ว

เยี่ยมชม KUBOTA Farm ฟาร์มสร้างประสบการณ์ทำเกษตรที่นำเอานวัตกรรมล้ำสมัย มาปรับใช้เพื่อยกระดับคุณภาพวงการเกษตรไทย
เยี่ยมชม KUBOTA Farm ฟาร์มสร้างประสบการณ์ทำเกษตรที่นำเอานวัตกรรมล้ำสมัย มาปรับใช้เพื่อยกระดับคุณภาพวงการเกษตรไทย
เยี่ยมชม KUBOTA Farm ฟาร์มสร้างประสบการณ์ทำเกษตรที่นำเอานวัตกรรมล้ำสมัย มาปรับใช้เพื่อยกระดับคุณภาพวงการเกษตรไทย

ใกล้ ๆ กัน ทำเป็นส่วนของพืชสวนพืชไร่พืชในโรงเรือน Green House สำหรับปลูกพืชต่างประเทศที่มีมูลค่าสูง และหากอ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ หลายคนอาจจะคิดว่าฟาร์มนี้สร้างขึ้นมาเพื่อเกษตรกรเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วกลุ่มเป้าหมายของฟาร์มแห่งนี้คือคนทุกสาขาอาชีพ โรงเรือนที่ว่าก็เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาฟาร์มในร่ม เพื่อสนับสนุนการเพาะปลูกพืชในอาคารที่เราสามารถควบคุมปัจจัยต่าง ๆ ทั้งแสงแดด ก๊าซ น้ำ และอุณหภูมิ จะตอบโจทย์วิถีชีวิตแบบคนเมืองด้วยเช่นกัน

นอกจาก 3 โซนที่เราพาไปชมอย่างละเอียดแล้ว ยังมีอีกหลายโซนสนุกน่าสนใจ ที่เต็มไปด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ อีกมาก ซึ่งสรรค์สร้างคิดค้นมาเพื่อยกระดับวงการเกษตร ไม่ว่าจะเป็น โซนพื้นที่สร้างประสบการณ์นวัตกรรมการเกษตร (Innovation Experience Zone) เปิดโอกาสให้ผู้เยี่ยมชมได้ลองมีประสบการณ์ใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตรที่เหมาะกับการเพาะปลูกของแต่ละคน

โซนวิจัยเกษตรครบวงจร (KAS Research Zone) ส่วนนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของการทดลอง วิจัย และพัฒนาการทำการเกษตร ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีของคูโบต้า ซึ่งจะก่อให้เกิดโซลูชันใหม่ ๆ ตามมาอีกเพียบในอนาคต

โซนอบรมเกษตรครบวงจร (KAS Training Zone) พื้นที่ถ่ายทอดองค์ความรู้แบบองค์รวมให้กับผู้ที่สนใจ ตั้งแต่ขั้นบีกินเนอร์เพิ่งจับจอมเสียมได้พัฒนาทักษะในการทำเกษตร หรือเกษตรกรมือฉมังก็มาเพิ่มองค์ความรู้ให้มากขึ้นได้ เพื่อจะได้นำกลับไปใช้ในไร่นาของตนเอง

โซนระบบโครงสร้างพื้นฐาน (Construction Zone) เป็นการนำเสนอรูปแบบการใช้งานรถขุดของคูโบต้าที่ใช้ในภาคการเกษตรและการก่อสร้าง

โซนเกษตรสมัยใหม่พืชไร่ (Modern Field Crops Farm Zone) โซนนี้จะเน้นพืชเศรษฐกิจในบ้านเรา เพราะเป็นพื้นที่ปลูกอ้อย มันสำปะหลัง และข้าวโพด แบบปลอดการเผา (Zero Burn) ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร ที่สำคัญยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เข้ากับเทรนด์รักษ์โลกในช่วงนี้ 

และโซนสุดท้ายคือ โซนยางพารา ปาล์มน้ำมัน (Para Rubber Oil Palm Zone) อีกกลุ่มพืชเศรษฐกิจสำคัญที่ทางคูโบต้าเสนอการปลูกพืชแซมระหว่างแถวปลูก ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้และลดต้นทุนให้กับเกษตรกร

ทางคูโบต้าฟาร์มบอกว่า อนาคตยังมีโซนใหม่ที่นำเอาโคกหนองนาโมเดลมาปรับใช้เข้ากับภูมิสังคม ปรับเปลี่ยนบางส่วนจากโคกหนองนาที่เราเคยรู้จักกัน ปรับตำแหน่งบางส่วน พัฒนาให้เข้ากับวิถีชีวิตของเกษตรกรที่แตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่น กำลังจะเปิดให้เข้าชมเร็ว ๆ นี้

หลังจากกลับออกมาจากคูโบต้าฟาร์ม เชื่อว่าทั้งชาวนาชาวไร่ เกษตรกรรุ่นเก๋า หรือสมาร์ทฟาร์มเมอร์รุ่นใหม่ ถ้ามีโอกาสได้มาคูโบต้าฟาร์มแห่งนี้เหมือนเรา จะได้องค์ความรู้ใหม่ ๆ นำไปพัฒนาใช้ในสวนของตัวเองได้อย่างยั่งยืน รวมถึงคนเมืองธรรมดาอย่างเรา ๆ ที่ไม่มีสกิลล์การปลูกพืชใด ๆ น่าจะคันไม้คันมืออยากลงไปย่ำดินปลูกผัก มีต้นไม้แสนรักไว้ดูแลในบ้านหรือริมระเบียงคอนโดฯ สักแปลง เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อการทำเกษตรแบบดั้งเดิมไปแน่นอน

เยี่ยมชม KUBOTA Farm ฟาร์มสร้างประสบการณ์ทำเกษตรที่นำเอานวัตกรรมล้ำสมัย มาปรับใช้เพื่อยกระดับคุณภาพวงการเกษตรไทย

KUBOTA FARM

ที่ตั้ง : 789 หมู่ที่ 7 ตำบลหนองอิรุณ อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี 20220 (แผนที่)

โทรศัพท์ : 0-2029-1747

Facebook : Siam Kubota Club

อ่านข้อกำหนดและลงทะเบียนก่อนเข้าไปเยี่ยมชมได้ที่ Website : www.siamkubota.co.th

Writer

พณิช ตั้งวิชิตฤกษ์

นักลองฝึกพิสูจน์อักษร ผู้แสร้งเป็นนักลองฝึกเขียน อดีตเป็นนักเรียนภาษา ผู้สนใจเป็นนักเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ รักในมวลรอบข้างที่ดี กาแฟ ชาเขียว และแมวเหมียว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

เดินลัดเลาะหาทางออกจากเสียงและกลิ่นควันรถยนต์ใจกลางเมืองกรุง ห่างจากสนามกีฬาแห่งชาติเพียงไม่กี่นาทีและห่างจากพิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน ไม่ถึงร้อยก้าว ก็พบอาคารอิฐเปลือยเรียงตัวเป็นลายผ้ามัดหมี่ ห่อหุ้มด้วยปูนและเหล็ก วัสดุซึ่งเผยผิวอย่างสัจจะ 

‘Jim Thompson Art Center’ ภายในตัวอาคาร 4 ชั้น ขนาด 3,000 ตารางเมตร ไม่ได้วางบทบาทของตัวเองเป็นเพียงพื้นที่ทางศิลปะที่เปิดกว้างต่อศิลปินทุกแขนงและขับเคลื่อนศิลปะร่วมสมัยเท่านั้น แต่ยังตั้งใจเป็นพื้นที่ที่เป็นมิตรกับทุกคน มีทั้งคาเฟ่ ห้องสมุด อาร์ตแกลเลอรี่ พื้นที่ส่วนกลางและดาดฟ้า ซึ่งปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่จัดกิจกรรมในอนาคตได้

ไม่รอช้า คอลัมน์ Share Location นัดหมายคุยกับ กฤติยา กาวีวงศ์ ผู้อำนวยการประจำ Jim Tompson Art Center และ มาลินา ปาลเสถียร สถาปนิกแห่งบริษัทดีไซน์-กว่า จำกัด (Design Qua) ผู้ออกแบบอาคาร ถึงเบื้องหลังการก่อตั้งอาร์ตสเปซแห่งใหม่ ไปจนถึงทิศทางต่อไปของศิลปะร่วมสมัย ในอาคารที่นำความได้เปรียบของภูมิอากาศเมืองไทย ผนวกเข้าการออกแบบอย่างยั่งยืนและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

เชิญก้าวขึ้นบันไดเหล็กสีดำ แล้วนั่งลงฟังเรื่องราวของที่แห่งนี้ไปพร้อมกัน

Jim Thompson Art Center พื้นที่สาธารณะที่ตั้งใจผูกมิตรกับผู้คนและเมืองด้วย 'ศิลปะ'
ซ้าย : มาลินา ปาลเสถียร ขวา : กฤติยา กาวีวงศ์

คงต้องเท้าความกันไกล

กฤติยากล่าวออกมาเป็นประโยคแรก เมื่อเราถามถึงที่มาที่ไปของอาคารหลังใหม่แห่งนี้ ก่อนเล่าต่อถึงจุดเริ่มต้นเมื่อครั้งที่ จิม ทอมป์สัน (Jim Thompson) ยังไม่หายตัวไป เขาเปิดบ้านเรือนไทยสัปดาห์ละ 2 ครั้งให้คนเข้าชมของสะสม ส่วนใหญ่เป็นงานจิตรกรรม ประติมากรรม และชามเบญจรงค์ โดยมีผู้เข้าเป็นชนชั้นสูง หลังจากนั้น เมื่อ Henry B. Thompson ผู้เป็นหลานได้รับมรดก มองเห็นความตั้งใจของจิมที่เก็บของเหล่านั้นด้วยความสนใจว่าเมืองไทยมีงานศิลปะแบบไหน และเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ จึงตั้งมูลนิธิ The James H.W. Thompson Foundation ขึ้นใน พ.ศ. 2513 เกิดเป็นพิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน ให้คนมาเก็บเกี่ยวความรู้ เสพศิลปวัฒนธรรม ซึ่งช่วงแรกผู้แวะเวียนมาเยี่ยมชมส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติหรือแขกบ้านแขกเมือง

กระทั่ง พ.ศ. 2546 จึงขยับมาเป็นศูนย์ศิลปะผ้าของไทยและศิลปะร่วมสมัย ภายใต้ชื่อแรกว่า Jim Thompson Center for Art and Textiles ภายหลังใน พ.ศ. 2549 จากเดิมที่มีเพียงนิทรรศการแสดงผ้าสลับกับศิลปะร่วมสมัย ก็ขยายมาจัดโปรแกรมการเรียนรู้ ให้มีพื้นที่เสวนาสำหรับนักศึกษา นักวิชาการ และขยับมาพูดเรื่องศิลปะในโซนอาเซียน ซึ่งตัวแกลเลอรี่เดิมนี้ อยู่ภายใต้ร่มเงาของบ้านไทย บนร้าน Jim Thompson Shop

เมื่อพูดถึงบ้านจิม ทอมป์สัน คนมักนึกถึงนิทรรศการเกี่ยวกับผ้าและบ้านไทยเป็นส่วนใหญ่ จึงเป็นที่มาของการปรับปรุงพื้นที่เพื่อสร้าง Jim Tompson Art Center ด้วยโจทย์การพูดถึงประเด็นร่วมสมัยผ่านงานศิลปะหลายหลายมิติ ทั้งศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ สังคม การเมือง และกลายเป็นพื้นที่สร้างคอมมูนิตี้ให้กับผู้คน

ไม่ใช่แค่ศูนย์ศิลปะ แต่อยากให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

เรามักมองภาพลักษณของพิพิธภัณฑ์ว่าเป็นพื้นที่ของการเรียนรู้ ไม่ใช่พื้นที่พักผ่อน Jim Thompson Art Center จึงมุ่งเน้นให้พื้นที่แห่งนี้เป็นคอมมูนิตี้มากกว่าเป็นเพียงพื้นที่ทางศิลปะ เพราะเชื่อว่าการส่งต่อความรู้ที่ดีที่สุด คือการแลกเปลี่ยนและพูดคุยโดยมีตัวเชื่อมบทสนทนาเป็นนิทรรศการศิลปะ นอกจากนั้นเครื่องมือที่จะยืนยันความเป็นอารยธรรมได้มากที่สุด ก็คือ ‘พื้นที่สาธารณะ’

“โรงเรียนที่เราเรียนตอนเด็ก มีพิพิธภัณฑ์ใหญ่มาก ชื่อ The Art Institute of Chicago มีห้องเล็ก ๆ ห้องหนึ่งอยู่ในหมวด Asian Art สร้างโดย Tadao Ando เป็นห้องที่อยู่ในโซนญี่ปุ่น มันไม่มีใครเลย ทุกครั้งที่คิดถึงบ้านหรือคิดงานไม่ออก เราจะแอบไปนอน เราเลยอยากให้พื้นที่ตรงนี้เป็นแบบนั้น”

กฤติยาเล่าสิ่งที่เธอพบเจอแทนการอธิบายถึงความตั้งใจที่อยากให้ Jim Thompson Art Center เป็น อยากให้ทุกคนนึกถึงและมาใช้งานด้วยความผ่อนคลาย นั่นทำให้เรารู้ว่าสุดท้ายพื้นที่นี้จะไม่เป็นแค่พื้นที่สำหรับการเรียนรู้งานศิลปะ แต่อาจมานั่งพัก ถ่ายรูป หรือพบปะเพื่อน ๆ ก็ได้

ก่อนแวะมา เราขอเล่าให้ฟังคร่าว ๆ ว่า ภายในหอศิลป์แห่งนี้มีทั้งหมด 5 ชั้น รวมที่จอดรถชั้น G แต่ละโซนก็จะแบ่งออกตามชั้น อย่างชั้นแรกโซน ARTZY CAFE มีคาเฟ่ให้มาพักผ่อนหย่อนใจ พูดคุยกับเพื่อนฝูง พร้อมขนมและเครื่องดื่มทั้งกาแฟหอมกรุ่น โซดาและสมูทตี้ มีร้าน JTAC MUSEUM SHOP X MASS ART PROJECT ให้เลือกสรรสินค้าหลากหลายจากงานดีไซน์ของศิลปินที่หมุนเวียนกันไป ไม่ว่าจะถุงผ้า กระเป๋าถือ กระเป๋าสตางค์ หนังสือ และเสื้อผ้า 

Jim Thompson Art Center พื้นที่สาธารณะที่ตั้งใจผูกมิตรกับผู้คนและเมืองด้วย 'ศิลปะ'
Jim Thompson Art Center พื้นที่สาธารณะที่ตั้งใจผูกมิตรกับผู้คนและเมืองด้วย 'ศิลปะ'

ถัดมาชั้นที่ 2 มี WILLIAM WARREN LIBRARY และ MULTI- FUNCTION SPACE เป็นโซนที่คุณจะได้ใช้เวลากับหนังสือหลายแขนงและแสงธรรมชาติอย่างเต็มที่ในห้องสมุดของ WILLIAM WARREN ชายผู้เขียนชีวประวัติของจิมป์ ทอมป์สัน ที่นี่ให้บริการหนังสือ นิตยสาร และดีวีดีที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของจิม ทอมป์สัน รวมถึงรองรับการจัดกิจกรรมอื่น ๆ เช่น การบรรยายและเวิร์กชอป หากเดินออกมายังลานกว้างก็จะเห็นพิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน เป็นการเชื่อมพื้นที่กันทางสายตา

Jim Thompson Art Center พื้นที่สาธารณะที่ตั้งใจผูกมิตรกับผู้คนและเมืองด้วย 'ศิลปะ'
Jim Thompson Art Center พื้นที่สาธารณะที่ตั้งใจผูกมิตรกับผู้คนและเมืองด้วย 'ศิลปะ'

เดินขึ้นบันไดอีกหน่อย เข้าชมงานศิลปะในโซนจัดแสดงชั้นที่ 3 มี JIM THOMPSON ART CENTER GALLERY 1 & 2 ที่ตอนนี้จัดแสดงนิทรรศการ ‘Future Tense’ จากศิลปิน 14 คน ให้คุณขยายกรอบความรู้ของตัวเองด้านประวิตศาสตร์การต่อสู้และการเมืองของประเทศต่าง ๆ ผ่านการเสพศิลป์ ทั้งในรูปแบบภาพวาดและวีดิทัศน์ คุณจะเห็นและฟังความเป็นไปของการต่อสู้เพื่อการอยู่รอด งานส่วนใหญ่ที่จัดแสดงคืองานศิลปะร่วมสมัยทั้งในไทยและต่างประเทศ ซึ่งเปลี่ยนไปทุก ๆ 3 – 4 เดือน (มีค่าเข้าชม 50 บาท)

Jim Thompson Art Center พื้นที่สาธารณะที่ตั้งใจผูกมิตรกับผู้คนและเมืองด้วย 'ศิลปะ'
Jim Thompson Art Center พื้นที่สาธารณะที่ตั้งใจผูกมิตรกับผู้คนและเมืองด้วย 'ศิลปะ'

ชั้นสุดท้าย ROOF TOP ดาดฟ้า ขึ้นไปแล้วคุณจะพบกับวิวใจกลางกรุง เราเองที่ไปมาหลายครั้ง สังเกตเห็นว่าโซนนี้แหละที่เป็นจุดรวมตัวของผู้คนหลากหลายอย่างแท้จริง

Jim Thompson Art Center พื้นที่สาธารณะที่ตั้งใจผูกมิตรกับผู้คนและเมืองด้วย 'ศิลปะ'
Jim Thompson Art Center พื้นที่สาธารณะที่ตั้งใจผูกมิตรกับผู้คนและเมืองด้วย 'ศิลปะ'

แม้ว่าจะเป็นอาคาร 4 ชั้น แต่เราที่เลือกเดินสำรวจทุกพื้นที่โดยไม่ใช่ลิฟต์ก็ไม่ได้รู้สึกเหนื่อยแต่อย่างใด แถมยังมีลมเย็นสบายพัดตลอดเวลาที่อยู่ข้างนอก เพราะการออกแบบด้วยแนวคิดสถาปัตยกรรมเขตร้อนชื้น (Tropical Architecture) ที่เอื้อต่อภูมิกาศของประเทศบ้านเรานั่นเอง

เราอยากให้ตึกนี้อยู่ได้ หลังจากที่เราไม่ได้อยู่แล้ว

เกริ่นไปขนาดนี้ ไม่พูดถึงการออกแบบอันโดดเด่นคงไม่ได้ นอกจากการออกแบบด้วยแนวคิดสถาปัตยกรรมสไตล์ทรอปิคัลอันเป็นลายเซ็นของ มาลินา สถาปนิกแห่งดีไซน์-กว่า ที่เธอเล่าด้วยความสนุกว่า โจทย์เรื่องงบประมาณ รวมถึงอยากให้พื้นที่แกลเลอรี่ใหญ่กว่าเดิม และเรื่องที่จอดรถ ทำให้เกิดความคิดหาวิธีแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืนมากที่สุด

ผลที่ออกมาจึงเป็นอาคารที่วางฟังก์ชันให้พื้นที่ต่าง ๆ อยู่ได้ด้วยตัวเองมากกว่า 20 – 50 ปี จากโจทย์ที่ตั้งต้นจากการอยากได้ห้องจัดนิทรรศการใหญ่ขึ้นขึ้นจาก 230 เมตร เป็นราว ๆ 300 ตารางเมตร และมีส่วนสำหรับกิจกรรมภายใต้พื้นที่ทั้งหมด 3,000 ตารางเมตร ทำให้อาคารแห่งนี้ต้องมีที่จอดรถให้ได้ถึง 50 คันตามกฎหมาย

“เราต้องคิดหนักและรับผิดชอบด้วย ถ้าเราใช้เงิน 50 เปอร์เซ็นต์ไปกับที่จอดรถ มันจะเหลืออะไรข้างบน” เธอเริ่มต้นเล่า

ด้วยความคิดที่จะสร้างหอศิลป์แห่งใหม่เกิดขึ้นเกือบ 10 ปีก่อน ทำให้มีข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีใหม่ ๆ และอีกจุด ซึ่งต่อมากลายเป็นข้อดี คือหน้ากว้างของพื้นที่น้อยไปประมาณ 1.20 เมตรที่จะทำทางลาดสำหรับจอดรถ ซึ่งกินพื้นที่ของตึกไปมาก

“ตอนนี้มี Pallet Parking (ระบบที่จอดรถแบบอาคารสูง) เข้ามา เราเลยลองออกแบบไป เราดีใจมากที่ได้ใช้การออกแบบอย่างยั่งยืน เพราะอยากใช้ปูนให้น้อยที่สุดในสิ่งที่มันไม่คงทนถาวร ในเมื่อพวกเราไม่จำเป็นต้องใช้รถส่วนตัวกันแล้ว ในอนาคตที่ไม่ได้ต้องการที่จอดรถ ก็ทำเป็นแกลเลอรี่เพิ่มได้”

เมื่อที่จอดรถลงตัว ต่อมาคือการสร้างแกลเลอรี่ที่ต้องออกแบบทุกอย่างให้อยู่ร่วมกันได้ ในโจทย์ความท้าทายอื่น ๆ เช่น ความแคบของซอย ถ้าไม่เงยหน้าก็จะไม่เห็นตึก จึงต้องสะดุดตา ตัวอาคารเลยมีรูปทรงเหมือนโคม พอเปิดไฟจะสง่างามมาก

Jim Thompson Art Center พื้นที่สาธารณะที่ตั้งใจผูกมิตรกับผู้คนและเมืองด้วย 'ศิลปะ'
อาร์ตเซ็นเตอร์แห่งใหม่ที่ออกแบบอย่างยั่งยืน และตั้งใจเป็นพื้นที่สาธารณะทางศิลปะที่ผูกมิตรกับผู้คนและเมือง

อีกความท้าทายใหญ่ที่ใหญ่ที่สุด สถาปนิกหญิงพูดติดตลกว่า “ใครจะเดิน 3 ชั้นขึ้นมาดูงานศิลปะ” 

เธอจึงออกแบบให้พื้นที่รองรับการเดินอย่างสบายที่สุด รวมถึงมีจุดดึงดูดความสนใจตลอดทาง เช่น Facade ด้านหน้าที่นอกจากสวยงามทางการมองเห็น เป็นจุดหยุดถ่ายภาพแล้ว ยังช่วยไหลเวียนอากาศด้วย 

อาร์ตเซ็นเตอร์แห่งใหม่ที่ออกแบบอย่างยั่งยืน และตั้งใจเป็นพื้นที่สาธารณะทางศิลปะที่ผูกมิตรกับผู้คนและเมือง

ข้อแตกต่างที่เรามองเห็นอีกอย่างคือ พิพิธภัณฑ์ส่วนใหญ่มักเป็นทรงเป็นกล่อง ไม่มีที่ให้คนหายใจ ต่างไปจากที่นี่ เพราะมีพื้นที่โล่ง เป็นมิตรต่อสถานการณ์โรคระบาด ทำให้คนกล้ามาใช้พื้นที่ และเมื่อ 2 ใน 3 ของอาคารเป็นพื้นที่ Open Air จึงเหลือพื้นที่ที่ต้องใช้เครื่องปรับอากาศเพียง 1 ส่วน เป็นการรับผิดชอบต่อเมืองเรื่องการปล่อยความร้อน ซึ่งเป็นการเพิ่มปัญหา Climate Change ตามความตั้งใจของทีมผู้ออกแบบ

“เราออกแบบให้มันยั่งยืน ตั้งแต่วางอาคารแต่ละก้อน ว่าแสงมาจากไหน ร่มอยู่ตรงไหน อันนี้ช่วยเรื่องแสงธรรมชาติที่จะเข้าแต่ละห้องโดยตรง ส่วนตึกโมเดิร์น เราไม่อยากให้มันเป็นอาคารแบบ Brutalist เพราะจริง ๆ วัฒนธรรมเรามีความนุ่มนวล เลยเติมลายทอผ้าเข้าไปที่การเรียงอิฐ พวกนี้เป็นแรงบันดาลใจจากการที่เราอยู่โซนเดียวกับบ้านจิม ทอมป์สัน และการใช้อิฐก็ยั่งยืน ทำให้นึกถึงวัฒนธรรมของเรา อิฐก็คือดิน เรามีปูนเยอะแล้ว อิฐเป็น Amazing Material ในอนาคต สมมติโลกหายไป อิฐก็กลายเป็นดินอีกครั้ง มันเป็นความสมดุลของการใช้วัสดุ แล้วสีมันก็เหมือนหลังคาของบ้านจิม ทอมป์สัน ด้วย” 

อาร์ตเซ็นเตอร์แห่งใหม่ที่ออกแบบอย่างยั่งยืน และตั้งใจเป็นพื้นที่สาธารณะทางศิลปะที่ผูกมิตรกับผู้คนและเมือง
อาร์ตเซ็นเตอร์แห่งใหม่ที่ออกแบบอย่างยั่งยืน และตั้งใจเป็นพื้นที่สาธารณะทางศิลปะที่ผูกมิตรกับผู้คนและเมือง

Unknow Future

ก่อนจบบทสนทนา เราถามถึงอนาคตที่จะเกิดใน Jim Tompson Art Center กฤติยาผายมือไปยังนิทรรศการ ‘Future Tense’ แทนคำตอบ

“มันคือ Unknow Future เป็นสภาวะที่ทุกคนต้องเผชิญ เราไม่รู้ว่าข้างหน้าจะมีอะไร รู้อย่างเดียวว่ามันจะ Tense มาก ๆ ทีนี้จะทำยังไงให้ก้าวต่อไปข้างหน้าได้ ก่อนจะมีโควิด-19 คำว่า Digital Disruption มันทำให้ชีวิตเรายุ่งเหยิงพออยู่แล้ว ยิ่งเจอโควิดก็ยุ่งเหยิงอีก แถมไม่พอ สิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเราพวกคุณก็รู้อยู่ เราเลยรู้สึกว่ามันต้องตั้งหลัก 

“สุดท้ายพอมาดูสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน มันเคยเกิดขึ้นในยุคสงครามเย็นหมดเลย เพราะฉะนั้น เซนส์ในประวัติศาสตร์ของพวกเรา เราไม่ค่อยสนใจ แต่ว่าช่วงหลัง โดยเฉพาะคนรุ่นพวกคุณที่กลับไปอ่านประวัติศาสตร์และดูสิ่งที่เกิดขึ้น ถ้าเกิดคนไม่ย้อนกลับไปจุดนั้น เราก็ไม่สามารถ Move On ได้ นี้แหละคือคำตอบของโชว์นี้ คือคำตอบที่ไม่ตอบไม่ได้ ว่าเราต้องอยู่ด้วยกัน ต้องรู้ว่าเรามาจากไหน ปัญหามันคืออะไร ก่อนที่เราจะตัดสินใจว่า สุดท้ายเราจะเลือกอะไรให้กับตัวเองในสังคมบ้า ๆ แห่งนี้”

คำพูดของกฤติยาสะท้อนออกมาให้เห็นว่าเราแค่ต้องผ่านมันไป เรียนรู้ข้อผิดพลาดในอดีตดังเช่นนิทรรศเบื้องหน้า สะท้อนให้เห็นช่วงสงครามเย็นจากประเทศอื่น ๆ นอกจากชาติของตัวเอง เป็นตัวอย่าง เพื่อตั้งคำถามและเรียนรู้ถึงปัญหา ก่อนที่มันจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต ซึ่งทุกคนมาเรียนรู้หรือมาหาประสบการณ์อื่น ๆ ตามที่ได้กล่าวไปทั้งหมด เพียงมาเยือน Jim Tompson Art Center สักครั้งครา ที่นี่อาจกลายเป็นที่พักพิงใจแห่งใหม่ของคุณก็ได้ 

Jim Tompson Art Center

ที่ตั้ง : 10/1 ซอยเกษมสันต์ 2 แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330 (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : 

JIM THOMPSON ART CENTER : เปิด 10.00 – 18. 00 น. (ยกเว้นวันอังคาร)

WILLIAM WARREN LIBRARY : เปิด 10.00 – 18. 00 น. (ยกเว้นวันจันทร์และวันอังคาร)

โทรศัพท์ : 0 2216 7368

Website : JIM THOMPSON ART CENTER

YouTube : Jim Thompson Art Center_Channel

Facebook : The Jim Thompson Art Center, William Warren Library

Writer

ปุณณ กาญจนะโภคิน

นักฝึกเขียน ผมไม่ค่อยมีเวลาว่างเพราะไม่ได้หวี ศิลปะยืนยาว ชีวิตขอนั่งก่อนเมื่อย เป็นคนชอบกิน เพื่อนเลยไม่ให้เป็นเจ้ามือ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load