กองทัพ พีค คือเด็กหนุ่มวัย 19 ปี ที่มีความสามารถครบเครื่องทั้งการร้อง เต้น เล่นละคร และเดินแบบ

เริ่มแรกชื่อของเขาเป็นที่รู้จักเพียงชั่วข้ามคืน ด้วยรูปลักษณ์สุดเท่สไตล์เกาหลี ที่มาพร้อมกับเรื่องเซอร์ไพรส์ว่า เขาคือลูกชายคนเดียวของ ปราบ ยุทธพิชัย ดาราและพิธีกรรุ่นใหญ่ที่มีผลงานมายาวนาน

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

จากความตั้งใจแรกที่คุณพ่ออยากให้เขาเดินตามเส้นทางที่ต้องการโดยไม่อยู่ใต้เงาชื่อเสียง ก็กลายเป็นว่าเขาได้มาอยู่กลางสปอร์ตไลต์ที่มีคนพร้อมต้อนรับอย่างอบอุ่น

ด้วยความสามารถรอบด้านที่มี โอกาสที่เข้ามา รวมถึงแต้มต่อในการเป็นทายาทคนในวงการบันเทิง เขาย่อมทำงานที่รักในวงการบันเทิงไทยได้โดยง่าย แต่เขากลับเลือกก้าวไปในจุดหมายที่เหนื่อยหนัก โดยไม่รู้ว่าสุดท้ายปลายทางจะสมหวังหรือผิดหวัง 

ชื่อของ กองทัพ พีค จึงกลายเป็นที่จับตาของคนกลุ่มใหญ่กว่าเดิม เมื่อปรากฏชื่อว่าเขาคือเด็กไทยคนแรกและคนเดียวที่เข้าร่วมแข่งขันในรายการ PRODUCE X 101 ซีซั่น 4 รายการเซอร์ไวเวิลเรียลลิตี้โชว์ชื่อดังของเกาหลีใต้ เพื่อเดบิวต์ไอดอลกรุ๊ปวงใหม่ตามรอยรุ่นพี่อย่าง I.O.I, Wanna One และ IZ*ONE

แม้ครั้งนั้นเขาไม่ได้ไปถึงชัยชนะ แต่ประสบการณ์ที่เก็บเกี่ยวมาระหว่างทางกลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจประเมินค่า และเปลี่ยนความคิดของเด็กหนุ่มไปอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งยังได้เห็นความรักยิ่งใหญ่ของผู้เป็นพ่อได้อย่างชัดเจน

หนึ่งปีผ่านไป หลังจากปิดกล้องละคร ให้รักพิพากษา ละครเรื่องแรกในชีวิตที่เขาได้รับบทพระเอกเล่นคู่กับ เบลล่า-ราณี แคมเปน กองทัพ พีค กำลังเดินทางไปตามความฝันอีกครั้ง โดยเข้าร่วมแข่งขันรายการใหญ่ที่เฟ้นหาไอดอลระดับเอเชีย 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ก่อนออกเดินทางอีกครั้ง เราได้คิวด่วนเพื่อพูดคุยกับเขา ได้เห็นถึงความมุ่งมั่นพยายามและความทุ่มเท ดูเหมือนว่ากับทุกเรื่องที่ตั้งใจ เขาต้องไปให้สุด ทว่าระหว่างทางเขาก็ไม่ลืมมองหาความสุขและเลือกใส่ใจผู้คนรอบข้างไปพร้อมกัน

หลายครั้งขณะที่พูดคุยถึงชีวิตและแง่คิดต่างๆ เราถึงกับลืมไปว่า เด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าอายุเพียง 19 ปีเท่านั้นเอง

ทำไมก่อนหน้านี้ เราไม่เคยเห็นหน้าเห็นตา หรือรู้จักคุณในฐานะที่เป็นลูกของพ่อปราบ ยุทธพิชัย มาก่อนเลย

เป็นความตั้งใจของคุณพ่อครับที่จะไม่บอกใครว่าเราเป็นพ่อลูกกัน (ยิ้ม) คุณพ่อตั้งใจไว้ว่าอยากให้พีคสร้างชื่อเสียงและเดินทางสายนี้ด้วยตัวเองแต่แรก เขาเลยไม่เคยพาเข้าวงการ ขนาดชื่อก็ตั้งกันใหม่ เพราะไม่อยากให้ใช้เป็น ‘พีค-กองทัพ ยุทธพิชัย’ ก็ช่วยกันคิดหลายอย่างว่าจะเป็นแค่ ‘พีค กองทัพ’ ดีไหม ชื่อจะสับสนกับคนอื่นไหม สุดท้ายก็มาเป็น ‘กองทัพ พีค’ ฟังแล้วดูแปลกดี มีอยู่คนเดียว และให้คนจดจำเราในชื่อนี้ 

ทั้งที่คุณพ่อไม่เคยพาไปเปิดตัวที่ไหน แล้วทำไมวันหนึ่งกลับเป็นกระแสข่าวดังได้

พีคเอามิวสิกวิดีโอเพลงตอนสอบจบที่อังกฤษที่ทำเองทั้งหมด ตั้งแต่แต่งเพลงไปจนกำกับมิวสิกวิดีโอมาลงในยูทูบส่วนตัว ปรากฏว่าคนสนใจเยอะมาก และกลายเป็นข่าวว่าคนนี้เป็นลูกของพ่อปราบนะ จำได้ว่าตอนนั้นกำลังทอดไข่เจียวอยู่ที่อังกฤษ แล้วก็มีข่าวพีคเด้งขึ้นมาในฟีด ในใจเราก็ อ้าว เขาเอารูปมาจากไหน เขารู้กันได้ยังไง พอสักพักก็มีข่าวเด้งขึ้นมาเยอะมากจนตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น

พอโทรกลับมาที่บ้าน คุณแม่ก็บอกว่าคนสนใจเยอะมาก ทุกคนที่ไปเจอคุณพ่อก็จะถามถึงพีคตลอด มีคนบอกคุณแม่ว่าในโซเชียลข่าวดังมากเลยนะ ยอดวิวคลิปก็ขึ้นมาเป็นแสนภายในไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งสำหรับเด็กคนหนึ่งที่ไม่ได้มีอะไรเลย ถือว่าเยอะมาก และตั้งแต่วันนั้นมาก็ทำให้พีคมาถึงวันนี้ได้ครับ

เรียกว่าผิดไปจากความตั้งใจแรกของคุณพ่ออย่างมาก

ใช่ครับ (หัวเราะ) แต่คุณพ่อก็บอกว่าสักวันคนก็ต้องรู้ คุณพ่อก็ถามว่า พีคนอยด์ไหมที่ต้องอยู่ใต้ชื่อของพ่อ พีคบอกว่า ไม่นอยด์หรอก เราเป็นพ่อลูกกัน เราเดินจับมือกันไปด้วยกันอย่างนี้สนุกกว่า มีความสุขมากกว่า

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ย้อนไปวัยเด็ก เด็กชายพีคเป็นอย่างไร

เป็นเด็กขี้อายครับ ตอนเด็กๆ พีคเป็นสายนักกีฬา ถ้าไม่ได้มาอยู่ตรงนี้คงเป็นนักกีฬาว่ายน้ำไปแล้ว แต่จริงๆ พีคชอบร้องเพลงมาตั้งแต่เด็กแล้ว ไอดอลในใจคือ จัสติน บีเบอร์ (Justin Bieber) ดังนั้นการว่ายน้ำส่วนหนึ่งก็เพื่อให้ปอดแข็งแรง ช่วยซัพพอร์ตการร้องเพลงให้ดี 

แสดงว่ารู้ตัวว่าอยากมาเส้นทางนี้ตั้งแต่เด็ก

ใช่ครับ คุณพ่อก็รู้ว่าเราชอบร้องเพลง ชอบเต้น เห็นแววมาทางนี้ตั้งแต่เด็กแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้บังคับว่าต้องเข้าวงการนะ จนเส้นทางนี้มาเริ่มต้นตอนที่พีคได้ไปเรียนซัมเมอร์ที่อังกฤษ ได้รู้จักโรงเรียน Sylvia Young Theatre School ที่เขาสอนเรื่องการเต้นการร้องโดยเฉพาะ พีคเลยลองขอคุณพ่อว่าเป็นไปได้ไหมที่จะไปเรียน 

ตอนนั้นคุณพ่อบอกทันที ไม่ได้ เป็นเด็กอายุสิบเอ็ดจะไปอยู่ต่างประเทศคนเดียวโดยที่ไม่มีคนดูแลได้ยังไง แต่คุณแม่ก็ช่วยพูดให้ว่า โรงเรียนนี้ไม่รับชาวต่างชาติที่อายุมากกว่าสิบสองปี ปีนี้เป็นปีสุดท้ายแล้วที่พีคจะเข้าเรียนได้ ให้พีคไปเถอะ แล้วจะไม่เสียใจทีหลัง สุดท้ายคุณพ่อก็ยอม

ทำไมเด็กอายุ 11 ปีวันนั้นถึงมุ่งมั่นที่จะไปเรียนและใช้ชีวิตที่อังกฤษคนเดียว

ตอนนั้นพีครู้สึกว่าอยากไปมาก แต่พอได้ไปจริงๆ ก็ร้องไห้อยากกลับบ้านนะ (หัวเราะ) นี่เป็นทางที่เราเลือกเอง เพราะเมืองไทยไม่ได้มีโรงเรียนที่สำหรับสายนี้โดยเฉพาะ โรงเรียนนี้สอนบัลเลต์ เต้นแท็ป ร้องเพลง การแสดง เขามีเกณฑ์ว่าไม่รับนักเรียนอายุเกินสิบสองปี เพราะร่างกายจะปรับให้เข้ากับการเต้นอย่างบัลเลต์ไม่ได้ เด็กต้องไปออดิชันก่อน แล้วคัดให้เข้าเรียนได้สิบสองคน ซึ่งพอมาเรียนแล้วก็ยังมีการคัดออกอีก สุดท้ายรุ่นของพีคมีรอดจนเรียนจบแค่สามคน

คิดว่าอะไรทำให้คุณเป็นผู้รอด 1 ใน 3 คนนั้น

ไม่รู้เหมือนกันฮะ (ยิ้ม) ตอนแรกเขาบอกว่าพีคเป็นคนไม่เก่ง แต่เป็นคนที่พัฒนาไม่หยุด พีคก็คิดว่าตัวเองไม่เก่งนะ แต่เรียนรู้ได้เร็ว พอได้ย้อนกลับมาดูคลิปเก่าๆ ก็เห็นว่าตัวเองมีข้อบกพร่องเยอะ ช่วงนั้นเสียงแตกหนุ่ม ร้องเพลงก็เป๋ไป แต่ที่โรงเรียนซัพพอร์ตในสิ่งที่เรารู้ตัวว่าขาดได้ดีมาก ส่วนเรื่องภาษาที่ตอนแรกไปแค่พอพูดได้ ก็มีเพื่อนๆ คอยช่วยเหลือ

อีกอย่างที่ทำให้ผ่านมาได้ก็คือ พีคเป็นคนไม่ค่อยคิดมาก และคิดบวกพอสมควรเลย มุมไหนที่มันเป็นลบ พีคก็จะหามุมเล็กๆ ที่เป็นบวกให้ได้ เอาความกดดันมาเป็นแรงผลักดันมากกว่า 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

สกิลล์ไหนที่โดดเด่นที่สุดในตอนที่เรียน

หลักๆ จะเป็นการเต้น ทั้งเต้นแจ๊ส แท็ป บัลเลต์ คอนเทมโพรารี แต่คุณครูชมพีคมากเรื่องเต้นแท็ป เขาชมจนเขินเลยว่า ตั้งแต่เข้าเรียนมาพีคเป็นเด็กที่เลื่อนขั้นจากแท็ป 1 มาถึง 12 ได้เร็วมาก ภายในปีเดียวพีคเลื่อนจาก 1 ไปอยู่ขั้น 10 ได้แล้ว เขาบอกว่าหาได้ยากมาก ซึ่งพีคก็งงตัวเองว่าทำได้ยังไง (หัวเราะ)

เมื่อเป็นเพียง 1 ใน 3 คนที่เหลือรอดในรุ่น หลังเรียนจบวางเส้นทางชีวิตไว้อย่างไร

จริงๆ พีคได้ทุนเรียนร้อยเปอร์เซ็นต์ใน College เขาเห็นศักยภาพและพร้อมจะซัพพอร์ต แต่พอมาปรึกษาที่บ้าน คุณพ่อบอกว่าคิดถึง อยากให้พีคกลับมา โดยยอมแลกกับการที่พีคจะทำอะไรในชีวิตก็ได้ พีคก็อยากกลับมาอยู่กับครอบครัวด้วย เลยทิ้งทุกอย่างแล้วกลับมา กะว่าจะพักสักสี่เดือนค่อยเข้าวงการ แต่กลายเป็นว่ากลับมาวันแรกก็เข้าวงการเลย 

งานแรกที่ได้กลับมาทำที่ไทยคืองานอะไร

งานเพลงอย่างแรกเลย ตอนอายุสิบสี่ เคยได้มาพูดคุยกับ ลุงปิ๊ก (ฌาณฉลาด ทวีทรัพย์) ซึ่งลุงปิ๊กรู้ว่าพีครักเพลงและดนตรีมาก กลับมาก็ให้ทำงานเพลงตามที่พีคชอบก่อน ได้ลองทำเพลง Say No กับค่าย Chandelier Music ของพี่หนึ่ง (ณรงค์วิทย์ เตชะธนะวัฒน์) พีคแต่งเนื้อร้องภาษาอังกฤษ ทำนอง และเรียบเรียงดนตรีเอง สกิลล์การทำเพลงพวกนี้ที่โรงเรียนไม่ได้สอน แต่มาจากความชอบและจากการลองผิดลองถูกของพีคเอง 

ดูเหมือนว่าการกลับมาทำงานในไทย คุณมีแต้มต่อและโอกาสหลายอย่าง ทำไมเลือกเส้นทางที่หนักและโหดอย่างการไปประกวดรายการไอดอล PRODUCE X 101 ที่เกาหลีใต้

เป็นสิ่งที่ไม่คาดฝันมาก จริงๆ พีคอยากเป็นไอดอลอยู่แล้ว เริ่มต้นจากพีคไปแคสต์งานกับลุงปิ๊ก แล้วได้งานเดินแบบ Seoul Fashion Week จากงานนั้นทางเกาหลีได้เห็นเราและดูผลงานของเราที่เมืองไทย เลยติดต่อให้ไปออกรายการ I Can See Your Voice ของเกาหลี 

หลังจากรายการออกอากาศ รายการ PRODUCE X 101 ก็ติดต่อว่าอยากลองไปออดิชันไหม พีคบินไปออดิชันแล้วก็กลับมาทำงานต่อ วันที่กำลังออกอีเวนต์งานกีฬาของช่อง 3 คือวันที่รู้ผลว่าผ่าน แล้วคืนนั้นต้องบินไปเข้าแข่งขันอย่างกะทันหันมาก ไม่ได้เตรียมตัวอะไรทั้งสิ้น

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

การเป็นไอดอลมีความพิเศษแตกต่างไปจากนักร้องยังไง

ตามความคิดของพีคซึ่งไม่รู้ว่าถูกหรือผิดนะครับ ไอดอลคือคนที่เปลี่ยนแปลงตัวเองให้เข้ากับทุกคอนเซปต์ได้ ต้องมีความสามารถครบทุกอย่าง ทั้งร้อง เต้น แรป และเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้ด้วย ส่วนนักร้องจะมีความเป็นตัวของตัวเองได้มากกว่า นี่คือในความคิดของพีค ซึ่งพีคก็อยากจะไปเส้นทางนี้

การแข่งขันในรายการเฟ้นหาไอดอลของเกาหลี ดีกรีความโหดสมกับที่เขาร่ำลือกันไหม

พีคเตรียมใจไว้อยู่แล้วว่าต้องหนัก แต่พอไปเจอจริง โอ้โห หนักมาก (เน้นเสียง) ทุกคนต้องซ้อมหนักมาก บางทีทั้งวันได้นอนสิบห้านาที ก็คือไม่ได้นอนนั่นแหละ (หัวเราะ) แล้วพีคก็ป่วยเข้าโรงพยาบาลอาทิตย์ละหนึ่งวัน เพราะว่าซ้อมหนัก อากาศหนาว อาหารเราก็กินไม่ได้เพราะเผ็ดมาก พีคกินเผ็ดไม่ได้เลย ต้องปรับตัวเยอะมาก

ทำไมรายการต้องโหดขนาดนั้น

จริงๆ มันคือคอนเซปต์ของรายการด้วยที่เป็น Survival Show ใครแกร่งที่สุดก็อยู่รอด ใครอ่อนแอก็แพ้ไป โจทย์ที่เราได้วันนี้ต้องทำให้ได้ภายในหนึ่งอาทิตย์ ถ้าจะมานอนปล่อยให้เวลาผ่านไปก็ไม่ได้เพราะเราต้องโชว์ ตอนแรกผ่านเข้าไป ร้อยเอ็ดคน แล้วเขาก็คัดออกเป็นหกสิบคน สามสิบคน ยี่สิบคน เหลือสิบเอ็ดคนสุดท้ายที่ได้เดบิวต์

เด็กที่เรียนด้านนี้โดยเฉพาะอย่างคุณอยู่ในเกณฑ์ไหนของการแข่งขัน

D ครับ เอาจริงๆ พีคว่ามันเหมาะสำหรับพีคแล้วในตอนนั้น คือตอนแรกเราก็ช็อกนิดหนึ่งเพราะอยากได้ C หรือไม่ก็ B แต่เมื่อเราไม่ได้เตรียมตัวเลย เมื่อวานยังอยู่เมืองไทย รุ่งขึ้นต้องไปถ่ายรายการโดยที่ไปซ้อมในห้องก่อนถ่ายทำ มันก็ไม่ทันอยู่แล้ว ด้วยความเป็นคนคิดบวก พีคก็คิดว่า D ก็ยังดีกว่าที่เราได้ A แล้วเรากดดันมากๆ เราอยู่ที่ D ตรงนี้แล้วไต่ไปเรื่อยๆ ดีกว่า 

แต่จริง ๆ ตอนรู้ผลพีคก็พังนิดหนึ่งแหละ (หัวเราะ) ด้วยความที่เราตั้งใจเต็มที่แล้วนะ ก็ร้องไห้ คือร้องแบบอ่อนแอออกอากาศด้วย ร้องกับตัวเองด้วย พีคก็พังไปหนึ่งวัน แล้วก็คิดว่าเราพังอย่างนี้ตลอดไปไม่ได้นะ ต้องอัปตัวเองขึ้นมาแล้วไปต่อ 

ผ่านไป 6 เดือน สุดท้ายคุณไม่ได้ชัยชนะ แต่ได้อะไรกลับมาบ้าง

ได้เยอะมากกว่าไม่ได้ ได้เพื่อน ได้ครอบครัว ได้เรียนรู้ ได้ความรู้อะไรใหม่ๆ ถึงแม้เหนื่อยมาก แต่รู้สึกได้ว่าเราพัฒนากว่าเดิมเยอะ จากที่เคยซ้อมคนเดียวก็กลายเป็นซ้อมกับเพื่อน แล้วเราก็ปรับตัวได้เรื่อยๆ จนชินไปกับทุกๆ วัน

ในสเตจก่อนที่จะไม่ได้ไปต่อ พีคทำเต็มที่ที่สุดแล้ว ได้เลือกใน Position ที่ไม่เคยทำคือแรป และวันนั้นเป็นคอนเสิร์ตในคอนเซปต์ใหม่พอดี เป็นคอนเซปต์ที่ถ้าเลือกทำสองอย่างจะได้คะแนนเพิ่มมากว่า ตอนนั้นพีคอยู่ในอันท้ายๆ แล้ว ไม่มีสิทธิ์เลือกอะไรมาก สุดท้ายตัวเลือกของพีคคือแร็ป ไม่ก็แร็ปกับเต้น พีคก็เลยเลือกทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน และเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิดว่าตัวเองจะทำได้ นั่นคือแร็ปกับเต้น พีคขอเลือกออกจากเซฟโซนแล้วทำให้เต็มที่มากกว่า

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ผลของการเลือกออกจากเซฟโซนเป็นยังไง

พีคแร็ปได้อยู่แล้ว แต่พอต้องมาแร็ปกับเต้น ต้องคิดท่าเอง แต่งเนื้อร้องเอง มันออกมาดีกว่าที่คิดไว้เยอะมาก เพื่อนร่วมทีมก็บอกว่าพีคเก่งมาก เป็นชาวต่างชาติแต่มาแร็ปเกาหลี คือเรื่องภาษาเราไม่ได้อยู่แล้วแหละ แต่ก็มีเพื่อนคอยช่วย ส่วนเรื่องเต้นพีคก็คอยเสนอไอเดียตลอด จะคอยถามพี่ว่าอย่างนี้ดีไหม ก็ออกมาเต็มที่เท่าที่เราทำได้แล้ว จากเบื้องหลังที่เราคอยช่วยคิดโน่นนี่ คนไม่เห็นหรอก แต่มันทำให้พีคมีวันนี้ได้ ตอนนี้แต่งเพลงเองได้ คิดท่าเต้นเองได้ทุกอย่างหมด

ดูเหมือนคุณให้ความสำคัญกับเรื่องทักษะหรือประสบการณ์มากกว่าเป้าหมายที่ชัยชนะ

พีคแคร์เรื่องความสัมพันธ์ เรื่องที่เราไม่ได้เดินคนเดียวมากกว่า ถ้าใครในทีมตกหล่นไป พีคจะเฟลมาก เราอยากดึงเขาได้ด้วยกัน ถ้าเขาขาดตรงไหนเราก็กระซิบบอก คือจริงๆ มันเกินหน้าที่แหละแต่เราอยากทำ และพีคว่ามันสนุกกว่านะ 

ถ้าเรามุ่งไปที่เป้าหมาย พอถึงเป้าหมายแล้วพีคเห็นคนส่วนใหญ่จะบอกว่าจุดมุ่งหมายมันเปลี่ยน เหมือนกับอยู่ที่จุดอิ่มตัว พีครู้สึกว่ามันเร็วเกินไป เราอยากเอ็นจอยกับการค่อยๆ กระดึ๊บไป ดีกว่าไปถึงแล้วหยุด ไปถึงแล้วไม่รู้ว่าจะไปต่อยังไงดี

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

มีอะไรไหมที่เด็กจากโรงเรียนสอนเป็นไอดอลโดยเฉพาะไม่เคยรู้ และมาได้รู้จากการแข่งขันครั้งนี้

หลักๆ เลยคือพีคได้รู้ว่าเรามีความอดทนมากกว่าเดิมเยอะมาก เพิ่งรู้เลยว่าเราอดทนเก่ง นี่ไม่ได้เข้าข้างตัวเองเลยนะ คือด้วยความที่เป็นคนไม่คิดมาก พีคเลยไม่ได้มองว่าจริงๆ แล้วเราเป็นคนอดทนเก่งแต่เด็กเลยแหละ

ความอดทนกับน้ำตาเป็นของคู่กับไอดอลหรือเปล่า

ใช่ พีคว่าชีวิตไอดอลไม่คงทน มันมีทั้งสมหวัง ผิดหวัง ก็เหมือนชีวิตของทุกอาชีพ มันมีความไม่แน่นอนอยู่แล้ว อะไรจะเกิดขึ้นกับเราก็ไม่รู้ พีคโตขึ้นมากจากการที่คิดแบบนี้ เรามี Mindset ที่ดีขึ้น มีความสุขกับสิ่งเล็กๆ เราเหนื่อยมากในแต่ละวัน แต่เรามีมุมเล็กๆ ที่มีความสุขได้ แค่ได้โยนขวดน้ำพีคก็มีความสุขแล้วนะ (หัวเราะ) 

ตอนแข่งขัน มีข่าวดังที่ว่าคุณพ่อไปเดินช่วยหาคะแนนโหวตที่เกาหลีด้วย เวลานั้นรู้ข่าวนี้ด้วยไหม

รู้ครับ ตอนอยู่ในค่าย ทีมงานเอารูปมาให้ดู เพราะที่เกาหลีก็ลงข่าวเหมือนกัน พีคเห็นแล้วร้องไห้ไม่หยุดจนให้สัมภาษณ์ต่อไม่ไหวเลย ตอนนั้นแปดโมงเช้า คือไม่ได้นอนมาเลย พอมาเจอแบบนี้มันเซนซิทีฟอยู่แล้วก็หนักเข้าไปใหญ่ ตอนนั้นใจเหลือนิดเดียว ใจหนึ่งอยากกลับบ้าน อีกใจก็อยากทำให้ดีที่สุด ดีมากกว่าเดิมสมกับที่พ่อทำให้

เคยคาดคิดไหมว่าคุณพ่อจะทำขนาดนี้

สิ่งที่เขาทำมันเหนือความคาดหมายของพีคมาก ตอนเห็นข่าวพีครู้สึกทั้งตกใจและดีใจ เรารู้ว่าความรักของพ่อยิ่งใหญ่มากขนาดนี้ เพราะปกติแล้วเราจะเหมือนเป็นเพื่อนกัน พ่อเรียกพีคว่า ‘นาย’ พีคเรียกตัวเองว่า ‘เรา’ พอจะทำซึ้งกับพ่อก็ขำกัน เป็นสายเฮฮามากกว่า คุณพ่อไม่ใช่สายแสดงออกหวานๆ อยู่แล้ว แต่พีครู้ว่าเขามีมุมแบบนี้ตลอด ตั้งแต่ที่เขายอมทำงานหนักเพื่อส่งพีคเรียน หรือเขารู้หมดเลยว่าพีคชอบกินอะไร หรือไปรับไปส่งเวลาไปถ่ายละคร ทั้งที่พ่อก็ไม่ค่อยมีเวลา

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ได้คุยเรื่องนี้กับคุณพ่อไหมว่าตอนนั้นเขารู้สึกยังไง

ทุกคนถามตลอดว่า ตอนนั้นคุณพ่อรู้สึกยังไง เขาบอกว่าไม่ได้คิดอะไรเลย ก็แฟนคลับยังทำเพื่อลูกได้ คนเป็นพ่อทำแบบนี้มันน่าอายอะไรเหรอ คุณพ่อบอกว่า เขารู้ว่าต้องมีคนบอกว่ามันอาจจะเสียศักดิ์ศรีนะในการทำแบบนี้ แต่เขาบอกพีคว่าไม่ต้องคิดเรื่องนั้นเลย เพราะคำว่าพ่อไม่ต้องมีความว่าศักดิ์ศรี 

จากงานที่ผ่านมา ชื่อของกองทัพ พีค ไปในสายไอดอลแบบร้องเต้นอย่างเต็มตัว แต่พอกลับไทยคุณก็ได้เล่นละครเรื่องแรกในฐานะพระเอก คิดว่าอะไรทำให้มาทำงานสายการแสดง

บอกตามตรงว่าไม่รู้เลยจริงๆ แต่พีคอยากลองทุกอย่างในวงการบันเทิงอยู่แล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาคาดหวังหรือมั่นใจอะไรในตัวเรา แต่รู้สึกขอบคุณทุกวันที่เลือกให้พีคมาทำงานตรงนี้ ซึ่งพีคไม่คาดคิดว่าจะได้เล่นละครกับพี่เบลล่าด้วย พีคก็ทำเต็มที่เท่าที่ทำได้ อยากให้ละครประสบความสำเร็จ เพื่อทีมงานทุกคนจะได้หายเหนื่อย เพราะรู้ว่าทุกคนเหนื่อยกันมาก 

คุณพ่อได้บอกหรือสอนอะไรกับการทำงานในวงการบ้างไหม

ตั้งแต่ก่อนเข้าวงการ คุณพ่อบอกให้ไหว้ทุกคนนะ เคารพทุกคน เพราะทุกคนมีศักดิ์ศรีในหน้าที่ของตัวเอง 

แล้วก็พกของใช้ส่วนตัวไปนะ พกผ้าเช็ดตัว กางเกงในไป เพราะบางวันเข้าซีนมีฝนตกก็ต้องเปลี่ยน ซึ่งบางวันฝนตกเอาๆ เปลี่ยนก็ไม่พอ ขับมอเตอร์ไซค์สักพักฝนตกอีกแล้ว (หัวเราะ)

เป็นคำตอบที่ไม่คาดว่าจะได้รับนะเนี่ย

พวกเราเป็นคนในแบบที่ไม่มีใครคาดฝันครับ พีคก็งงเหมือนกัน (หัวเราะ) จริงๆ คุณพ่อบอกว่า เขามั่นใจในตัวพีคอยู่แล้ว เพราะรู้ว่าพีคก็เหมือนเขา ตรงที่เป็นคนตลกเฮฮา ชอบทำให้คนอื่นหัวเราะได้ 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

วันที่ได้มาทำงานในวงการเต็มตัวแล้ว คุณพ่อเคยพูดถึงผลงานของคุณอย่างไรบ้าง

คุณพ่อบอกว่าพีคก้าวไปไกลกว่าเขามาก ในมุมที่พีคทำในสิ่งที่เขาทำไม่ได้คือเรื่องเพลง เพราะเขาไม่มีเซนส์ในเรื่องเพลงเลย เขาภูมิใจในตัวพีคมากในทุกวัน วันนี้เขาก็ภูมิใจที่พีคได้เป็นพระเอกได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่เพราะเขาไปฝากหรือดัน สไตล์คุณพ่อก็รู้อยู่แล้วว่า ขนาดเปิดตัวยังไม่อยากเลย (ยิ้ม)

พอปิดกล้องละคร คุณก็ต้องเตรียมตัวไปแข่งขันรายการไอดอลระดับเอเชียต่อเลยทันที

ใช่ครับ รายการนี้ชื่อว่า Asia Super Young ของประเทศจีน เป็นการเฟ้นหาไอดอลระดับเอเชีย ก่อนหน้านี้พีคได้ดูรายการ Street Dance of China ของจีนอยู่แล้วด้วย สำหรับรายการนี้ด้วยโปรดักชันคำว่าเอเชีย ถ้าทำได้พีคก็อยากจะไปให้ถึงระดับนั้น ซึ่งจะไปได้ไกลแค่ไหนไม่รู้เหมือนกัน แต่จะทำให้ดีที่สุด

ครั้งนี้มีเวลาเตรียมตัวเยอะไหม

ได้เตรียมตัวเยอะขึ้น ได้ฝึกภาษาจีนเพิ่มด้วย และที่ผ่านมาการเล่นละครก็เป็นการฝึกฝนอย่างหนึ่ง ที่ทำให้รู้ว่าเราต้องมีเซนส์อะไรบ้าง ทำอะไรได้บ้าง ระหว่างถ่ายละครได้แต่งเพลงประกอบละครสองเพลง ซึ่งพีคแต่งเป็นสามภาษาคือ ภาษาเกาหลี ภาษาไทยกับอังกฤษ และภาษาอังกฤษล้วน ก็ได้เรื่อง Music Production และจากที่เคยไปแข่งที่เกาหลีก็ทำให้พีคได้เรื่องการคิดท่าเต้นเองด้วย

ที่สำคัญคือครั้งนี้พีคพก Mindset ที่ต่างไปจากครั้งที่แล้ว คือจะเป็นตัวของตัวเองมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะรู้สึกว่าเราสบายใจ ไม่กดดัน พีคอยากให้ทุกคนเห็นในมุมนี้มากกว่าที่จะเครียด หรือต้องเก่งไปทุกอย่าง อยากให้เห็นในมุมที่เป็นพีคอย่างทุกวันนี้ที่จะมีมุมเด๋อๆ บ้าง (หัวเราะ)

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

อยากแก้มืออะไรจากการแข่งขันในครั้งที่แล้วบ้าง

ครั้งนี้อยากโชว์สกิลล์ให้มากขึ้นกว่าเดิม อยากให้คนได้เห็นว่าพีคทำอะไรได้มากขึ้นกว่าเดิมนะ แล้วก็มีมุมอื่นๆ ที่โตขึ้นและคนยังไม่ได้เห็นเท่าไหร่ แต่ยังไม่บอกว่าอะไร ต้องรอดู อยากมอบให้เป็นของขวัญกับแฟนๆ ทุกคนที่ซัพพอร์ตพีคมานาน 

จากที่คุยกันมา บอกได้ไหมว่าเคยไปแข่งขันหรือออดิชันมากี่ครั้งแล้ว

โห เริ่มตั้งแต่ประกวดหนูน้อยสงกรานต์ตอนเด็กเลย ก็น่าจะประมาณยี่สิบครั้งได้ ทุกปีต้องมีสักเวที ว่ายน้ำก็เป็นการแข่งขันนะ เยอะมาก ตอนไปเรียนที่อังกฤษก็นับเป็นออดิชันเหมือนกัน

ทั้งหมดกี่ประเทศ

มีไทย อังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ประมาณนี้ แต่ว่าในแต่ละประเทศเหล่านี้ก็ไปมาเยอะมาก 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ทำไมต้องไปออดิชันหลายเวทีขนาดนั้น

พีคว่าการออดิชันเหมือนเป็นการฝึกตัวเองว่า เราปะทะขีดจำกัดได้ที่ตรงไหน เช่น การออดิชันจะมีโจทย์ที่ให้เวลาสองนาที ต้องร้องเพลงนี้ เต้นแบบนี้ พีคว่ามันสนุกดี 

เพียงแค่อายุ 19 ปี คุณก็ผ่านการเดินทางในเส้นทางการทำงานที่หลากหลายและทรหดมาก เคยรู้สึกว่า มีอะไรในช่วงวัยที่หล่นหายไปบ้างไหม

การเข้ามาในวงการนี้ต้องพร้อมเสียสละหลายอย่างไป ซึ่งพีครู้และทำใจได้ตั้งแต่แรกแล้ว จริงๆ ตอนนี้พีคควรอยู่ในวัยที่ใกล้เรียนจบมหาลัย สิ่งที่หล่นหายคือช่วงที่ได้อยู่กับเพื่อน เพื่อนที่อยู่อังกฤษก็ส่งมาให้ดูตลอดว่าเขาอยู่หอ ไปเรียน มีเพื่อน แต่พีคอยู่ในห้องซ้อมคนเดียว แต่ก็ชินแล้วแหละ ไม่ได้คิดอะไรมาก

บางคนอาจมองว่าเราเสียความเป็นส่วนตัวหรือชีวิตส่วนตัวไปด้วยนะ ถ้ามองในมุมนั้นก็จะเป็นแบบนั้น แต่ในมุมของพีคคือ มันก็คือชีวิต มันต้องเสียสละอะไรบางอย่างอยู่แล้ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันน้อยมากกับสิ่งที่เราได้รับกลับมา ไม่ว่าจะเป็นผลงานที่เราได้สร้าง ความรักและแรงซัพพอร์ตจากทุกคน ส่วนที่มันจะหายไปคือเล็กน้อยมากสำหรับสิ่งที่ได้รับมา

มีอะไรที่อยากทำแล้วไม่ได้ทำไหม เช่น ไปกินหมูกระทะกับเพื่อน

นั่นแหละ อย่างนั้นเลย (หัวเราะ) อยากมีฟีลนั้นบ้าง แต่ตอนนี้รู้สึกว่าการที่ได้ไปถ่ายละครก็เหมือนได้ไปเจอเพื่อนนะ ได้มีกลุ่มเพื่อนใหม่ ไปกินข้าวด้วยกัน บางทีอาจจะข้ามรุ่นไปหน่อย แต่รู้สึกว่าเขาเข้าใจวงการ มีฝันเดียวกัน อยู่ในอาชีพเดียวกัน ไปด้วยกันได้ อยู่ในกองก็มีความสุขมาก เหมือนไม่ได้ไปทำงานเลย ทุกคนเทคแคร์ดีมาก อาหารอร่อย อันนี้สำคัญมาก

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ถ้าวันนี้ไม่ได้ทำงานในวงการ คิดว่าตัวเองจะทำอะไรอยู่ตรงไหน

มันหลายทางมากเลย อาจจะเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือไม่ก็หมอ เพราะตอนเรียนพีคได้ท็อปวิชาวิทยาศาสตร์ทุกตัวเลย ได้แบบ A Star เลยนะ ตอนประถมเคยอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ ชอบทดลองแบบเอาส้มไปแช่ช่องฟรีซ แล้วเอาออกมาโยนดูว่าจะแตกไหม หรือทดลองอะไรตลอดเลย ตอนอยู่อังกฤษก็ได้ท็อปวิชาวิทยาศาสตร์ตลอดทั้งที่ไม่ได้อ่านหนังสือ (หัวเราะ) คงเป็นเพราะความชอบด้วยแหละ 

หรืออีกทางก็อาจเป็นได้คือ นักกีฬาว่ายน้ำ (หัวเราะ) ตอนเด็กๆ ก็ไปไกลขนาดเกือบติดทีมชาติแล้ว แต่หยุดไปเพราะซ้อมหนักจนไม่ค่อยมีเวลาเรียน พีคเริ่มเรียนว่ายน้ำตั้งแต่สี่ขวบ พร้อมกับเรียนเปียโนเลย มันควบคู่กันมาตลอด ถ้าไม่ได้มาทางนี้ ก็อาจเป็นนักกีฬาว่ายน้ำก็ได้

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย
กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

คุณบอกว่าชีวิตไอดอลไม่ยั่งยืน แล้วอะไรคือความยั่งยืนที่จะหลงเหลือในวันที่อาจจะไม่ได้ทำงานในวงการนี้แล้ว

ความทรงจำ เพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนจดจำเราในฐานะอะไร ความทรงจำนี่แหละที่ยืนยาวไปเรื่อยๆ อย่าง ไมเคิล แจ็คสัน (Michael Jackson) เรายังจำเขาได้อยู่เลย ไม่หายไปไหน ชื่อนี้แล้วก็ความทรงจำจะยังอยู่ตลอดไป ความสำเร็จและความดังไม่ยั่งยืนอยู่แล้ว แต่คนจะจดจำเราในฐานะอะไรมากกว่าที่อยู่ตลอดไป

แล้วถ้านึกถึงกองทัพ พีค อยากฝากอะไรไว้ในความทรงจำของทุกคน

อยากให้คนนึกถึงแล้วมีรอยยิ้มกับทุกผลงานของเรา

คิดว่าชีวิตนี้มีอะไรที่ได้ทำแล้ว จะไม่ต้องการทำอะไรในวงการนี้อีกแล้วไหม

โอ้โห มันเยอะมากเลยฮะ สิ่งที่อยากทำมันมีมาเพิ่มทุกวันเลย

Writer

Avatar

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

15 กุมภาพันธ์ 2561
7 K

ผมยังจำภาพในค่ำคืนนั้นได้แม่นยำ

ม่านบนเวทีเปิดออก ชายคนหนึ่งยืนอยู่บนเวทีเพียงลำพัง เสียงปรบมือดังยาวนาน เป็นสัญญาณเริ่มต้นการโชว์สแตนด์อัพคอเมดี้ที่ชื่อ A – Katanyu The Man Who Stand Up ของเขาในวันนั้น

หากใครรู้จัก กตัญญู สว่างศรี เป็นการส่วนตัวย่อมรู้ว่าโชว์นี้มีความหมายกับเขามากเพียงใด ยอมรับว่าภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้ผมรู้สึกบางอย่างคล้ายอาการตื้นตัน

จากชายที่บอกว่าชีวิตตัวเอง ‘ห่วยสัส’ ถูกคนมองข้ามมานับครั้งไม่ถ้วน เคยถูกไล่ออกจากงานประจำ เขาใช้เวลาไม่กี่ปีกลายมาเป็นคนที่มีแสงไฟสาดส่อง และเป็นผู้ที่กล้าประกาศว่าจะหว่านเมล็ดวัฒนธรรมสแตนด์อัพคอเมดี้ให้เจริญเติบโตในดินแดนบ้านเกิดให้ได้

จากโชว์ครั้งแรก A Katanyu 30 ปีชีวิตห่วยสัส ที่มีคนดูหลักสิบ เขาใช้เวลาไม่ถึงปี ขยับขยายจัดงาน A – Katanyu The Man Who Stand Up ที่มีคนดูหลักพัน ยังไม่นับโปรเจกต์อีกมากมายที่รออยู่ข้างหน้า อาทิ งาน One Night Stand Up ครั้งที่ 2 ในชื่อ Stand Up Tragedy ที่เขาระดมเพื่อนพ้องมาร่วมโชว์กันในวันที่ 16 – 18 กุมภาพันธ์ นี้

นอกจากสถานะล่าสุดอย่างแสตนด์อัพคอเมเดี้ยนหน้าใหม่ หากลองไล่เรียงสิ่งที่กตัญญูเคยทำ เราจะพบว่าเขาเป็นมาแล้วหลายอย่าง ไล่ตั้งแต่เป็นคนทำนิตยสาร เป็นนักเขียนและคนทำสำนักพิมพ์เพื่อพิมพ์งานวรรณกรรมขายเอง (เอากับเขาสิ) เป็นพิธีกรอีเวนต์คิวชุก เป็นผู้ก่อตั้งและผู้จัดรายการทางพอดแคสต์ที่ชื่อ Get Talks เป็นบรรณาธิการบริหารดิจิทัลพีอาร์และคอนเทนต์ที่ชื่อ Moonshot จนกระทั่งล่าสุดเขาลาออกมาเปิดบริษัทของตัวเองชื่อ Katanyu86

เรานัดพบกันที่ร้านกาแฟไม่ไกลจากสำนักงานของเขา และจากเรื่องเล่าในบ่ายวันนั้น ทำให้ผมพบว่าชีวิตของกตัญญูนอกจากมันจะไม่ตลกเหมือนเรื่องที่เขาเล่าบนเวที

มันกลับชอกช้ำและตรงกันข้ามเลยด้วยซ้ำ

กตัญญู สว่างศรี กตัญญู สว่างศรี กตัญญู สว่างศรี

โชว์ครั้งแรกคุณตั้งชื่อว่า ‘30 ปีชีวิตห่วยสัส’ ถ้าให้ย้อนมอง ชีวิตคุณห่วยสัสจริงไหม

มันเป็นภาวะที่แว้บเข้ามาตอนตั้งชื่อโชว์ เราจองสถานที่ตอนวันเกิดครบรอบ 30 ปี พอดี แล้วชื่อ ‘30 ปีชีวิตห่วยสัส’ มันลั่นออกมาเลย ซึ่งพอลองย้อนกลับไปดูตัวเอง จริงๆ ชีวิตเราเจ็บปวดนะ คือมันไม่ได้ตกอับ ไม่มีจะกิน ยากจน แต่มันเจ็บปวดกับการดิ้นทุรนทุรายของตัวเองที่จะพยายามพิสูจน์อะไรบางอย่าง เราเป็นคนที่มีไฟ มีความทะเยอทะยาน ทำอะไรก็อยากจะขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง อยากจะขึ้นเป็นแถวหน้าอยู่ตลอด แต่ที่ผ่านมาเราอยู่แถวหลัง เคยถูกมองข้าม อยากเข้าทำงานที่นิตยสารที่เราฝึกงานเขาก็ไม่สนใจ ไม่ได้มองอะไรเราเลย ซึ่งตอนเด็กไม่เข้าใจ น้อยใจ แต่ตอนโตขึ้นมาก็รู้ว่าคนที่บริหารเขาก็ต้องมองคนที่มีศักยภาพ

ตอนนั้นเราบอกกับตัวเองว่า กูจะต้องแซงทุกคนที่เขียนหนังสือรุ่นเดียวกับกูให้ได้ ซึ่งมันก็เลยพาเราไปเขียนงานวรรณกรรม เราเข้าใจเอาเองว่าคนเขียนหนังสือเก่งต้องเขียนหนังสือวรรณกรรมเท่ๆ เทพๆ เราก็ไปอ่านหนังสือรางวัล อ่านฟรานซ์ คาฟคา อ่านมูราคามิ ซึ่งก็พาเราถลำลึกเข้าไปสู่แวดวงการเขียนวรรณกรรม ไปอยู่กับคณะพลเมืองเรื่องสั้น ได้เขียนเรื่องสั้นลง ช่อการะเกด หลังจากนั้นก็ได้ทำงานที่นิตยสาร Writer

การที่ผ่านช่วงที่คนไม่เห็นคุณค่ามันมีคุณค่ายังไงกับคุณบ้าง

มันขัดเกลาให้เราแข็งแกร่ง ทำให้เราอดทน มันค่อยๆ ปอกเปลือกตัวเราเอง ช่วงเวลาที่เราไม่มีคุณค่ามันเหมือนเราค่อยๆ ขัดตัวเอง เอาสิ่งที่เปราะบางออก เมื่อก่อนเราจะมีความสะเปะสะปะ แต่เหมือนพอเราได้ลงสนามแข่งหลายๆ สนาม แล้ววันนึงเราก็พบว่ามันผิดที่กีฬาที่มึงเล่น กีฬานี้มึงไม่ถนัด มึงออกมาได้แล้ว ซึ่งการได้เดินออกมาจากจุดหนึ่งมันทำให้เราพบที่ใหม่ เราเจอเรื่องหนักๆ มาเยอะ ชีวิตเราเคยถูกไล่ออก ทำงานอยู่ถูกชี้หน้าด่า ถูกตบที่หน้างาน ถูกกดดัน เราถูกทำหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่เคยคิดว่าชีวิตจะเจอ

ตอนนั้นทำไมถูกไล่ออก

‘คุณใช้แต่ปากทำงาน’ พี่เขาพูดกับเราแค่นี้ แต่ถึงทุกวันนี้เราขอบคุณพี่เขามากนะ ขอบคุณมากที่เขาให้อาชีพเรา เขาผลักเราไปอีกทาง มันเป็นจุดเปลี่ยน ไม่รู้จะพูดยังไง มันต้องขอบคุณเขาเท่านั้น เขาคงเห็นว่าเราไม่ได้เหมาะกับเส้นทางนี้จริงๆ แต่เขาไม่รู้จะอธิบายยังไง เราอ่านหนังสือมาเขาบอกว่า ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ของคนที่ถูกไล่ออก เป็นเพราะว่าคุณไม่ถูกกับงานนั้นจริงๆ อยู่แล้ว ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ดีที่คุณจะได้เปิดตัวเองไปสู่งานใหม่

การถูกไล่ออกเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะว่ามันทำให้เรายกความยิ่งใหญ่ของวรรณกรรม คุณค่าของวรรณกรรมออกจากตัวเอง แล้วไปเห็นคุณค่าอื่นๆ ที่เป็นรายละเอียดในชีวิตเล็กๆ น้อยๆ ที่สามารถหาความสุขได้ เพราะที่ผ่านมาวรรณกรรมมันคือเสาหลักในชีวิตมาตลอด เราอยากเขียนหนังสือให้ได้รางวัลซีไรต์ เราอยากเขียนหนังสือให้เป็นที่ยอมรับ เราอยากเขียนวรรณกรรมให้ผู้คนเชิดชูยกย่อง

การโดนไล่ออกครั้งนั้นสอนอะไรคุณบ้าง

มันสอนว่า คนเราไม่ต้องไปยึดถือว่าเราจะเป็นอะไรไปตลอด เราเคยบอกเพื่อนเลยนะว่า กูก็ยังไม่รู้ว่ากูจะเป็นสแตนด์อัพคอเมเดี้ยนไปถึงเมื่อไหร่ แต่ถามว่าเรารักมันไหม เราอยากทำอาชีพนี้ไหม อยากสร้างวัฒนธรรมนี้ไหม เราชอบมาก เราแฮปปี้ มีความสุขมาก แต่พรุ่งนี้ให้เราเลิกเป็นสแตนด์อัพคอเมเดี้ยนแล้วไปทำอย่างอื่นก็ได้ เราพร้อมนะ เราเลิกยึดติด เลิกยึดถือกับการเป็นอะไร แต่เราเอนจอยกับการลงมือทำอะไรแค่นั้นเอง เฮ้ย วันนี้เอนจอยกับการขายงาน วันนี้เอนจอยกับการกินข้าวกับน้องที่ออฟฟิศ หรือวันนี้มีนัดสัมภาษณ์เว้ย กินกาแฟ ซื้อแพนเค้กแดก ทุกโมเมนต์ในชีวิตมันอะไรก็ได้แล้ว คุณค่าหรือว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มันเพลาลง

คือพอย้อนมองกลับไป ที่เรายึดมั่นถือมั่นมันเป็นเพราะเราไม่มั่นใจในคุณค่าด้านอื่นๆ ของตัวเอง ตอนเด็กๆ เราอยากเป็นนักฟุตบอล และเราก็เป็นนักฟุตบอลอันดับต้นๆ ในโรงเรียน แล้ววันนึงเอ็นข้อเท้าฉีก มันทำให้เราต้องหาที่ยึดจับให้กับตัวเองว่าคุณค่าในชีวิตตัวเองคืออะไร สมมติคนนั้นรวย คนนี้หล่อ คนโน้นเรียนเก่ง เราก็เป็นคนอินดี้ คือคนเขียนหนังสือเหมือนจะเป็นคนที่ลุ่มลึกกว่าคนอื่น แต่จริงๆ กูหลงผิดมาตลอด

กตัญญู สว่างศรี กตัญญู สว่างศรี

ที่ต้องหาที่ยึดจับให้กับตัวเองมันเกิดจากปมที่เป็นคนไม่ได้รับการยอมรับหรือเปล่า

เราไม่แน่ใจว่ามันคือปมหรือเปล่า เราว่ามันเกิดขึ้นจากภาวะปกติของมนุษย์ที่ต้องการยึดจับอะไรบางอย่างให้กับตัวเองเพื่อสร้างคุณค่า เพราะว่ามนุษย์มันอ่อนแอไง เราต้องดิ้นรนอยู่ในสังคม เราต้องติดอาวุธ ถ้าเป็นเกมมึงก็ต้องติดอาวุธให้กับตัวเองเพื่อที่จะให้มึงได้มีที่อยู่ แต่วันนี้เราก็บอกกับตัวเองเหมือนกันว่า ไอ้สิ่งเหล่านี้มันล่มสลายได้ง่ายๆ เลย เพราะว่าที่จริงแล้วมันเป็นคุณค่ากับตัวเราแค่นั้นแหละ เป็นเราที่ยึดจับมันเอาไว้มากที่สุด ในโลกของคนอื่นที่เราล่องลอยอยู่มันไม่ได้มีค่าขนาดนั้น เพราะฉะนั้น ถ้าเราไปยึดติดอยู่กับความรู้สึกว่าเราเป็นอะไรแล้วเรามีคุณค่ากับใครมากๆ เข้า วันนึงพอล้มลงมาแล้วมันพัง

สิ่งที่เรียนรู้สำคัญที่สุดจากการพังทลายของคุณค่าที่ยึดมั่นเอาไว้สูงสุดของตัวเอง มันคือการพบว่า จริงๆ การเป็นมนุษย์ธรรมดาแม่งสบายที่สุดแล้ว คุณเคยมีภาวะนี้มั้ยล่ะ เป็นนักเขียนเป็นนักคิดแล้วก็มองว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่น เหนือกว่าไอ้พวกที่ไปซื้อบ้านซื้อรถหาภาระใส่ชีวิต ไอ้พวกที่ไปงานแมสๆ ที่ใครเขาก็ไป ปีใหม่พาแม่ไปไหว้พระ ซึ่งที่ว่ามาทุกวันนี้กูทำหมดเลย เรารู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ดี สิ่งที่เรียบง่าย สิ่งที่ทำให้เรามีความสุข มันไม่ใช่การทำให้ตัวเอง มันคือการทำให้สิ่งแวดล้อมของเราดีไปด้วย

หลังจากโดนไล่ออก คุณผ่านช่วงที่ชีวิตพังทลายมาได้ยังไง

ไปบวช มันคือด้านกลับของความคิดเลย ตอนนั้นหาทางไปไม่เจอ เออ ว่างแล้วว่ะ ย่าก็อยากให้บวช แม่ก็แฮปปี้ เราก็ไม่มีความหมายอะไรนี่ ก็ไปบวช ซึ่งมันเปลี่ยนชีวิต

การบวชเปลี่ยนชีวิตคุณได้

จริงๆ แล้วจะบอกว่าเพราะการบวชหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ มันแค่เป็นโมเมนต์นึงที่พบว่า นี่แหละ ความหมาย ตอนนั้นเราเป็นนาค ขี่คอเพื่อนสนิท ข้างหน้าเรามีพวกป้าๆ มีเพื่อนสนิทเต็มไปหมดเลย แล้วก็ญาติๆ ดื่มเหล้าขาวเมากัน เต้นรำกัน คือโมเมนต์นั้นเป็นโมเมนต์ที่รวมทั้งคนดีคนบาปมามีความสุขร่วมกัน โดยที่เราทรมาน เพราะเราโกนหัว เราอุบาทว์ เรานั่งไม่สบาย แต่ความทรมานนั้นทำให้เราเห็นว่ามันทำให้คนอื่นมีความสุขว่ะ แล้วพออยู่ไปสักพัก มึงก็ไม่ได้ทรมานนี่หว่า หัวโล้นแล้วไงวะ

โมเมนต์นั้นมันทำให้เราค้นพบความหมาย จากการให้คุณค่า ให้ความสุข ให้ความสำเร็จ ของตัวเองเป็นที่ตั้ง เปลี่ยนมาเห็นคุณค่าของความสุขความสำเร็จของคนรอบข้าง ทุกวันนี้มันกลายเป็นคำติดปากของเรานะว่า น้องแฮปปี้มั้ย ลูกค้าแฮปปี้มั้ย คือเวลาเช็กงานไม่ได้ถามว่างานดีไม่ดี แต่ถามคนรอบข้างว่าแฮปปี้หรือเปล่า จากเดิมที่ถามแค่ว่ากตัญญูแฮปปี้มั้ย มันเปลี่ยนเป็นแม่แฮปปี้มั้ย พ่อแฮปปี้เปล่า ญาติแฮปปี้มั้ย เพื่อนๆ มีความสุขเปล่า เออ มีเหรอ กูก็มี

แล้วเคยคิดมาก่อนไหมว่าวันนึงจะกลายเป็นสแตนด์อัพคอเมเดี้ยนคนใหม่ของประเทศไทย

โดยความบังเอิญ เรารู้สึกว่าสแตนด์อัพคอเมดี้มันเวิร์ก มันเหมาะกับตัวเอง ไม่เคยฝันว่าชีวิตนี้จะต้องจัดสแตนด์อัพคอเมดี้ แต่อยู่ๆ ก็ทำมัน เราเคยอ่านหนังสือของมูราคามิ เขาเล่าว่าตอนที่ค้นพบว่าตัวเองเขียนหนังสือได้ มันคือความรู้สึกที่หล่นมาจากฟ้า อะไรทำนองนั้น คือมันแค่ร่วงหล่นลงมาแล้วเขาก็ทำมัน เหมือนกัน เราอยากทำมัน คือเราคงไม่ได้ยิ่งใหญ่แบบมูราคามิ แต่เรารู้สึกว่าความรู้สึกนั้นมันหล่นลงมาเหมือนกันว่า ยู ทำสแตนด์อัพคอเมดี้เหอะ

ตอนนั้นก็ตั้งสเตตัสเลย คือคิดอะไรก็ต้องประกาศเอาไว้ก่อน ไม่ได้ทำก็เสียหมา ก็ประกาศชวนทีมงานมาเยอะแยะมากมายเลย แล้วก็โพสต์สเตตัสว่าจะจัดงานวันที่เท่าไหร่ โดยที่ยังไม่รู้เลยว่าจะเล่นยังไง จะพูดยังไง ตอนโพสต์มีแค่คำเดียวคือ 30 ปี ชีวิตห่วยสัส

ทำไมเลือกที่จะป่าวประกาศก่อนที่จะรู้วิธีทำ

จริงๆ แล้วเป็นคนที่สนุกที่จะได้โม้มั้ง กูอยากทำนั่น อยากทำนี่ แต่ว่าที่ผ่านมามันก็ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง เราเคยเป็นบรรณาธิการบทสัมภาษณ์อยู่ที่ GM ช่วงหนึ่ง แล้วจะมีคนประเภทหนึ่งที่เราได้สัมภาษณ์บ่อยๆ คือคนที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งเราก็ได้แนวคิดจากคนที่ประสบความสำเร็จมา มีไอเดียหนึ่งของพี่ด้วง (ดวงฤทธิ์ บุนนาค) เขาพูดกับเราเรื่อง possibility in context ความเป็นไปได้ภายใต้บริบทที่เรามี

จำได้เลยคุยที่ร้านอาหารของเขาริมแม่น้ำเจ้าพระยา เขาบอกว่า ‘นี่เป็นความลับของจักรวาลเลยนะครับยู’ แล้วเขาก็เล่าให้ฟังว่า สิ่งที่จะทำให้บางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นคือการเห็นความเป็นไปได้ คือคุณดูตัวเองว่ามันมีอะไรเป็นไปได้บ้าง ชี้ไปตรงจุดนั้น พอตั้งใจจะทำแล้วก็ลิสต์มาว่าหนึ่งถึงสิบมันต้องทำอะไรบ้าง แล้วก็ลงมือทำ ซึ่งดีไม่ดีไม่รู้นะ แต่มันจะเกิดขึ้น

เราเป็นคนเขียนหนังสือมาตั้งนานแล้ว ซึ่งคนเขียนหนังสือมันคือคนชอบจะเสนอความคิดออกไป เรามีความกวนตีนอยู่ในตัว และในขณะเดียวกันการเป็นพิธีกรของเรามันก็ใช้ทักษะของการคอนโทรลบรรยากาศ พอเราทำสิ่งเหล่านี้ได้แล้วเรามีเรื่องเล่า ทั้งหมดรวมกันก็เลยกลายเป็นสแตนอัพคอเมดี้

วันแรกที่ประกาศ คิดสร้างวัฒนธรรมสแตนด์อัพคอเมดี้ให้เกิดขึ้นเลยหรือเปล่า

ไม่ ตอนแรกแค่อยากเล่นเอง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือเราอยากเห็นคนที่เข้ามาช่วยเราเขาเล่นด้วย อยากเห็น แซม (พลสัน นกน่วม) เล่น อยากเห็น ครูทอม คำไทย เล่น

คุณเคยเป็นอย่างนี้มั้ย ตอนที่เขียนหนังสือใหม่ๆ อยากจะไปสนทนากับเพื่อนนักเขียน คอเมเดี้ยนก็เหมือนกันเลย อยากจะไปสนทนากับเพื่อนคอเมเดี้ยนที่เล่นสแตนด์อัพคอเมดี้ด้วยกัน แต่มันไม่มี (หัวเราะ) พี่โน้ต อุดม เขารุ่นใหญ่แล้ว แต่เราอยากได้เพื่อนที่แลกเปลี่ยน ร่วมเล่น ได้ไปเชียร์เขา หรือแข่งขันกันก็ได้ มุกมึงเป็นยังไง แซวกัน คิดถึงสมัยเด็กๆ ที่เตะบอล แล้วไอ้นั่นกองหน้าเก่ง ไอ้นั่นเล่นปีก คืออยากมีเพื่อนที่เล่นสแตนด์อัพคอเมดี้เก่งๆ หลังจากนั้นความรู้สึกอยากให้วัฒนธรรมสแตนด์อัพคอเมดี้เกิดขึ้นในบ้านเรามันก็เริ่มเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ

กตัญญู สว่างศรี

อย่างงาน Stand Up tragedy ที่กำลังจะเกิดขึ้นถือเป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำเพื่อให้สร้างวัฒนธรรมสแตนด์อัพคอเมดี้หรือเปล่า

ใช่ๆ มันต้องมีเวทีที่คนอยากมาเล่น ต้องมีเวทีที่เปิดโอกาสให้คอเมเดี้ยนหน้าใหม่ แต่บอกก่อนว่าเราไม่ได้บุกเบิกเพื่อที่จะเป็นคนเท่นะ เราแค่บุกเบิกเพื่อที่จะให้มันมีอาชีพแล้วคนทำอยู่ได้ หมายความว่า เราก็อยู่ได้ มีคนดู เขาก็มีคนดู วนเวียนกัน สร้างความต้องการให้คนอยากดูเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเกิดมีคนกลุ่มหนึ่งที่ชอบสแตนด์อัพคอเมดี้นะ ไม่ได้ชอบเฉพาะกตัญญู เราเชื่อว่ามันจะเกิดเป็นวงการ

คือคำว่าวงการมันต้องมีคนครบนะ ต้องมีคนดู คนเล่น และสปอนเซอร์ เอาแค่ 3 กลุ่มนี้ก่อน ถ้ามีนักวิจารณ์เข้ามาอีกยิ่งสนุก คิดดูว่าจะมันแค่ไหนถ้าวันนึงมีสแตนด์อัพคอเมดี้ที่เป็นโชว์พิเศษแทบทุกเดือนเลย เดือนนี้ไปดูไอ้นี่ อีกเดือนไปดูไอ้นั่น

คุณคิดว่าที่บ้านเราไม่ค่อยมีสแตนด์อัพคอเมดี้เป็นเพราะไม่มีคนดู หรือจริงๆ แล้วมีคนอยากดูแต่ไม่มีให้ดู

ปัญหามันไก่กับไข่นิดนึง แต่จริงๆ แล้วเราเชื่อว่ามีคนดู ไม่อย่างนั้นเราจะจัดโชว์ของเราได้ยังไง มีคนดูพี่โน้ต อุดม มาเป็นสิบปีแล้ว แล้วในสิบปีนี้จะไม่มีคนประเภทที่อยากดูคนอื่นเล่นบ้างเหรอ

พูดถึงรถไฟฟ้าเรานึกออกว่ามันจำเป็นยังไงกับบ้านเมือง แล้วการมีสแตนด์อัพคอเมดี้จำเป็นยังไง

ชีวิตมันไม่ได้ต้องการแต่ของจำเป็นไง ไม่อย่างนั้นทำไมเราถึงต้องใช้ iPhone X กัน คือชีวิตเราต้องการสิ่งที่มันน่าหลงใหลด้วย สิ่งที่มันฟุ่มเฟือยด้วย สิ่งที่ไม่สามารถบอกว่ามันจำเป็นด้วย แล้วเรารู้สึกว่าเรามีชีวิตเพราะสิ่งเหล่านี้ เรามีชีวิตขึ้นมามันมีสิ่งที่มีความจำเป็นในชีวิตที่เราต้องมี ที่เราต้องใช้ ที่เราต้องอยู่ แต่ว่าเราหาความหมายในชีวิตผ่านสิ่งของเรื่องราวไร้สาระมากมาย

ซึ่งคำว่าไร้สาระมันก็นามธรรม คุณชอบสัมภาษณ์แต่อีกคนไม่ชอบอ่านหนังสือ สิ่งที่คุณทำมันก็ nonsense สำหรับคนที่ไม่ชอบอ่าน สำหรับสแตนด์อัพคอเมดี้ เรารู้สึกว่ามันสามารถหาคนที่หลงใหลได้ ถ้าพูดอย่างมีคุณค่า มันสามารถเปิดโอกาสให้กับเสียงเล็กๆ น้อยๆ ที่อยากจะพูดเรื่องอะไรออกมา ปลดปล่อยอะไรออกมา

ตั้งแต่จัดสแตนด์อัพคอเมดี้ คุณผ่านคำสบประมาทอะไรมาบ้าง

เราเจอคนด่าว่าฝืด แชร์คลิปไปบอกว่าไม่ตลกเลย ไม่ได้ครึ่งพี่โน้ต อุดม เราเจอคนที่เห็นหน้ากัน ยิ้มให้เรา แต่ก็ไปแอบๆ ด่า ซึ่งมันสอนเราเหมือนกันนะ ว่าบางทีอย่าเพิ่งไปดูถูกใคร อย่าเพิ่งไปมองว่าใครมันจะไม่เวิร์ก อย่าเพิ่งไปตัดสินคนอื่น อย่ารีบ บางทีเราต้องเปิดโอกาส ใจกว้างๆ หน่อย

มีใครกล้าเดินมาตบไหล่แล้วบอกว่า ยูไม่ตลกเลย บ้างไหม

ไม่มีนะ ถ้ามีใครกล้ามานะ กูก็จะ ‘เออ กูไม่ตลกหรอก’ มันแน่นอนว่าต้องมีคนมองว่าเราฝืด แต่ไม่เป็นไรหรอก เราไม่ได้ไปฆาตกรรมพ่อใคร เราให้ความสำคัญเฉพาะคนที่อยากทำให้เราดีขึ้น คอมเมนต์ที่อยากให้เราพัฒนา ส่วนคอมเมนต์แจกฝืด แจกคำด่า เราไม่สนใจ แต่ในใจก็มีความรู้สึกว่าเดี๋ยวมึงเจอกู กูจะตลก วันหนึ่งถ้าพลาดขำนะ กูจะด่ามึงกลับ เราไม่ได้เป็นมนุษย์ประเภทใจกว้างที่ใครมาบอกว่าเราแย่แล้วจะดีใจ เข้าใจคนทำหนังห่วยๆ แล้วโดนวิจารณ์แรงๆ เลย แต่เราก็ไม่ได้ทำหนังที่มีสาระ มีความดีงามมากมายนะ เราแค่ทำสิ่งที่ท้าทายอยู่ ถ้าจะห่วยบ้างเราให้อภัยตัวเอง

กตัญญู สว่างศรี

กตัญญู สว่างศรี

การมาเป็นคอเมเดี้ยนมันเปลี่ยนอะไรในตัวคุณบ้างไหม

เราคิดว่ามันเปลี่ยนก่อนที่เราจะเป็น ถ้ามันเปลี่ยนทีหลังเราอาจจะทำสแตนด์อัพคอเมดี้ไม่ได้ เราว่ามันเริ่มด้วยด้วยการเปลี่ยนชุดความคิดของตัวเอง อย่างที่เล่าไปแล้วว่าการทำอะไรให้สำเร็จมันมีหลักคิดของมันอยู่ ตั้งเป้าหมาย เห็นภาพ ไปให้ถึงภาพ

ถ้าถามว่าเล่นเสร็จแล้วเปลี่ยนอะไร เรารู้สึกว่ามันไม่ได้เปลี่ยนเนื้อตัวอะไรเรามากนัก มันแค่เปลี่ยนเป้าหมายในชีวิตว่าเราจะเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ แต่เราจะยังแบกสัมภาระของเราได้อยู่ ตอนนี้เรามีแม่ต้องดูแล บ้านต้องส่ง รถต้องจ่าย เรามีสัมภาระ เราไม่ใช่พวกที่ทิ้งทุกอย่างแล้วไปตามหาความฝันอีกแล้ว เราทำทุกอย่างให้เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขที่ตัวเองยังดูแลได้ทั้งหมด

เห็นเมื่อปีก่อนคุณจัดงานปิดตัวหนังสือ ความรักและแสงสีขาว ที่เคยเขียนและพิมพ์ขายเอง นี่ถือเป็นบทสรุปความล้มเหลวของการทำสำนักพิมพ์หรือเปล่า

ถ้าจะให้ประเมินดูแล้วการทำหนังสือที่ผ่านมา ในแง่ธุรกิจมันไม่ประสบความสำเร็จ หากินไม่ได้เลย ซึ่งถามว่าไร้สาระหรือเปล่า มันก็ไร้สาระ แต่อีกด้านนึงมันเสริมพลังให้เราด้วย ว่ามึงทำอะไรออกมาได้จริงๆ มันทำให้เราเป็นคนที่คิดว่า ถ้ากูจะทำแล้วกูก็จะทำ ถึงไม่มีคนซัพพอร์ตกูก็ไม่อ่อนไหว นี่เป็นบุคลิกนึงที่สำคัญมากของเราเลยนะ คือเราไปเล่าความฝันอะไรให้ใครฟัง เขาอาจจะไม่โอเค แต่เราจะไม่อ่อนไหวกับคำพูดหรือความเชื่อคนอื่น

ความหมายเดียวกับไม่ฟังคำเตือนใครไหม

มันคนละอย่างกันนะ คือคำเตือนมันเห็นอันตรายอยู่ข้างหน้า มันเห็นการลงทุนที่ผิดพลาด เห็นข้อเสียที่จะส่งผล นี่คือไม่ฟังคำเตือน แต่ของเราไม่ใช่ ยกตัวอย่างเช่น มีเพื่อนเห็นงานครั้งแรกที่ร้านซอมบี้บุ๊กส์ เขาก็บอกว่ามึงจัดเล็กๆ แบบนี้โคตรน่ารักเลย มีเสน่ห์ฉิบหาย อย่าเพิ่งจัดใหญ่เลย อย่าเพิ่งรีบร้อน แต่ในใจเรามันค้านว่า ไม่ใช่ กูรู้ว่าแบบนี้มีเสน่ห์ แต่ถ้ากูจะอยู่กับมันได้กูต้องจุดพลุให้ตัวเอง แล้วไม่มีใครเชื่อว่าเราจะจุดพลุได้ เราเลยจัดงานที่ใหญ่ขึ้นมาอีกขั้นนึง คืองาน A-Katanyu One Night Stand (Up) ช่วงกุมภาพันธ์ ซึ่งมันพิสูจน์ว่าคนเยอะขึ้น แล้วทำไมกูจะใหญ่ไม่ได้ งานครั้งแรกที่ซอมบี้บุ๊กส์มันแค่ 70 คน แต่งาน One Night Stand (Up) คนมาประมาณ 300 ทีนี้พอจะขึ้นเป็น 500 – 600 คน โรงละครบ้านเรามันไม่มีที่รองรับ มันก็ต้องทะลุไป 700, 800 หรือ 1,000 ถ้าอย่างนั้นก็จัด 1,000 คนเลย จะเป็นอะไร ซึ่งอันนี้คือเชื่อมั่น ไม่อ่อนไหว

ถ้ามึงทำสิ่งที่ไม่มีใครเขาทำ มึงต้องเจอความกลัวอยู่แล้ว มึงต้องเจอคำพูดหวังดีที่กดความฝันของมึงเอาไว้อยู่แล้ว ซึ่งเรารู้สึกว่าสิ่งที่ยากก็คือการแยกคำเตือนกับแยกสิ่งที่จะมาทำให้มึงอ่อนไหว

กตัญญู สว่างศรี

แล้วตอนที่แสดงบนเวทีใหญ่วันแรกรู้สึกยังไง

ตื่นเต้น มันเบลอๆ เหมือนฝัน แต่โมเมนต์ที่ทัชที่สุด แล้วเราตั้งใจมาพูดบนเวทีวันนั้นเลยก็คือเรื่องที่เราพูดกับแม่ คือเราเคยถามแม่ว่าความสำเร็จของแม่คืออะไร แม่บอกว่าไม่มีหรอก แล้วแกก็คิดแป๊บนึง แล้วก็บอกว่า ก็เลี้ยงลูกโตขึ้นมานี่แหละ โอเคแล้ว วันนั้นเราก็พูดว่า โชว์นี้คือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเราเลย แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จที่มาจากแม่

เรารู้สึกว่าเรื่องนี้มันทัชมากๆ เพราะเรารู้สึกว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จของคนที่ใช้ชีวิตธรรมดา เรียบง่าย เลี้ยงลูกชาย 2 คนมาด้วยบัตรเครดิต ไม่เคยมีโมเมนต์ที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต ก็ใช้ชีวิตเป็นแม่บ้าน ทำงานออฟฟิศ ไปเช้าเย็นกลับ ทำกับข้าวให้ลูกกินไปเรื่อยๆ แต่คนที่หนุนหลังเราอยู่ก็คือคนคนนี้แหละ เขาเปิดโอกาสให้เราคิด ปล่อยให้เราทำ คอยให้แง่คิดหรือปล่อยให้เราคิด ให้เราเถียง

ซึ่งโมเมนต์ที่ได้พูด ได้ยกความสำเร็จของตัวเองให้เป็นความสำเร็จส่วนหนึ่งของแม่ คือสิ่งที่ย้อนกลับมาที่เราเคยบอกว่า สิ่งที่เราสำเร็จมันเป็นของคนอื่นด้วย มันเป็นของคนรอบข้างที่ช่วยเรามา ทุกวันนี้เราเลยกลายเป็นมนุษย์ที่ติดปากคำว่า ขอบคุณ

แล้ววันนั้นบนเวทีภาพเก่าๆ ที่เคยผิดหวังมันย้อนกลับมาเหมือนเวลาเราดูหนังไหม

ไม่ แต่มันจะมีช่วงก่อนหน้าที่เราคิดชื่อโชว์ไม่ออกสักที แล้วมีอยู่คืนนึงเราฝันถึงตอนที่โดนไล่ออก ฝันถึงประโยคที่ว่า มึงใช้แต่ปากทำงาน แล้วตื่นขึ้นมา เฮ้ย เออ กูลุกขึ้นยืนด้วยคำนี้นี่หว่า ทำไมไม่ใช้ชื่อThe Man Who Stand Up วะ แล้วสุดท้ายมันคือเพลง ลุกขึ้นยืน ที่เราแต่งเองแล้วร้องตอนสุดท้ายของโชว์ เนื้อเพลงของมันคือ

“ลุกขึ้นยืนขึ้นยืนขึ้นมา ลุกขึ้นยืนขึ้นยืนขึ้นมา ไม่ว่าจะเจ็บช้ำเพียงไหน ฉันยังคงทำต่อไป จะเป็นยังไง สุดแขนจะเอื้อมคว้าให้ถึงปลายฝัน วันที่ฉันนั้นลุกขึ้นยืน มีเรื่องราวมากมายให้จำ รวมเพื่อนพ้องมากมายพลัง เดินด้วยกันไม่มีถอยไป หมดสิ้นแรงหนทางก้าวเดิน ยังมีพวกเราคอยเติมช่วยกัน จะล้มกี่ครั้งยังไงช่างมัน ส่งใจถึงกันให้ลุกขึ้นยืน”

ตอนนี้คุณมีบริษัทเป็นของตัวเองแล้ว คุณเคยคิดไหมว่าตั้งบริษัท Katanyu86 ขึ้นมาเพื่ออะไร

เพื่อสร้างสแตนด์อัพคอเมดี้ให้เป็นทั้งวัฒนธรรมและเป็นอาชีพในประเทศไทย แต่มิชชันกับธุรกิจหลักในช่วงเวลาบางช่วงอาจจะต่างกัน อย่างตอนนี้ธุรกิจหลักมันว่าด้วยเรื่องของครีเอทีฟเอเจนซี่ โดยมีดิสเพลย์เป็นทอล์กโชว์ คือเราค่อยๆ ทำ แต่ว่าสแตนด์อัพคอเมดี้คือมิชชันของเรา คือโกลสูงสุด ซึ่งเราไม่ได้คิดว่ามันจะเกิดขึ้นภายในปีสองปีนะ เราคิดว่าต้องต่อสู้กับมันเป็นสิบปี ซึ่งอีก 10 ปีเราเพิ่งอายุ 42 กำลังเท่เลย

แล้วภาพของวงการสแตนด์อัพคอเมดี้อีก 10 ปีข้างหน้าที่อยากเห็นเป็นยังไง

เราจะมีสแตนด์อัพคอเมดี้ให้ดูเยอะขึ้น มีคอเมเดี้ยนหน้าใหม่ให้ดูทุกเดือน มีคลับที่เปิดเวทีให้คอเมเดี้ยนและมีสเปเชียลโชว์ทุกๆ 3 เดือน หรืออาจจะทุกๆ เดือนก็ได้ โดยที่สเปเชียลโชว์จะมีซูเปอร์สตาร์คนใหม่เกิดขึ้น ส่วนเราก็อยู่ในฐานะที่เล่นเองบ้าง จัดงานบ้าง แล้วภาพที่ใหญ่ที่สุดคือเราอยากมีเธียเตอร์เป็นของตัวเองเอาไว้จัดสแตนด์อัพคอเมดี้โดยเฉพาะ แล้วมีคลับเล็กๆ อยู่ในเธียเตอร์ให้คนมาโอเพ่นไมค์ ภาพความสำเร็จคือมีคนซื้อตั๋วมาดู คอเมเดี้ยนมีอาชีพ อยู่ได้โดยการขายตั๋วอย่างเดียว

กตัญญู สว่างศรี กตัญญู สว่างศรี

ย้อนมองชีวิตตัวเอง คิดว่ามีอะไรที่สำคัญและจำเป็นมากๆ จนอยากแชร์บ้างมั้ย

กลับไปสู่พื้นฐานของคนยุคพ่อยุคแม่เขาทำมา ก็คืออดทน คนยุคนี้อดทนน้อย อดทนต่อความพ่ายแพ้ อดทนต่อการไม่ถูกมองเห็น อดทนเข้าไว้ อดทนทำสิ่งที่ตัวเองเชื่อ อดทนกับคำว่ากล่าวที่ไม่เข้าใจเรา อดทนกับความดื้อในตัวเองที่อาจจะต้องเชื่อคนอื่นบ้าง อดทนกับวันเวลาที่ยังไม่เป็นใจ แล้วก็เชื่อมั่นกับตัวเองว่ามันจะมีโอกาส ซึ่งมันจะมาตอนไหนก็ไม่รู้นะ แต่ถ้ามันสามารถเปลี่ยนชีวิตแล้วไม่ได้เป็นเรื่องที่ไปทำให้สัมภาระต่างๆ ในชีวิตพังทลายก็ลองทำ ทุกคนมีชีวิตที่ไม่เหมือนกัน ทุกคำคมมีข้อยกเว้น ทุกฮาวทูไม่ได้เหมาะกับทุกคน แต่สิ่งที่เราบอกเลยว่าเหมาะกับทุกคนคืออดทน

ทำไมกูเป็นคนพูดเรื่องการอดทนทั้งๆ ที่กูดูเป็นคนไม่อดทนอะไรเลย แต่ที่จริงแล้ว เรารู้สึกว่าเคล็ดลับที่ทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนคือการอดทน ทนทำงานนี้ให้มันสำเร็จ ทนพิสูจน์ตัวเองจนกว่าเขาจะไม่เอาเราแล้ว ทนทำบางสิ่งบางอย่างจนมันตอบแทนกลับมาให้เรา ทนเชื่อมั่นกับสิ่งที่ทำอยู่ให้มันสุดทาง

พูดไปก็เหมือนไลฟ์โค้ช บอกให้คนลงมือทำ แต่มันเป็นทางเดียวที่จะบอกมึงได้ไงว่ามึงอดทนกับมันได้จริงหรือเปล่า แล้วผลลัพธ์เป็นยังไง บางครั้งชีวิตมันต้องโดนคนอื่นเอาแส้ฟาดนะ มันต้องโดนเฆี่ยน แล้ววันนึงมึงจะขอบคุณคนที่เฆี่ยนมึง

ฟังมาถึงตรงนี้อยากรู้ว่าคุณเชื่อที่มีคนบอกมั้ยว่า ชีวิตเหมือนการต่อจุด

เอาแบบตรงไปตรงมานะ เราไม่ได้สนใจเลยว่ะ คือเราจะถอยไปดูจุดที่มันต่อชีวิตตัวเองมาทำไม ถ้าไม่ได้ถูกสัมภาษณ์เราก็คงไม่ได้ย้อนไปดู เพราะว่าเอาแค่ดูสิ่งตรงหน้าเวลาก็ไม่ได้มากพอแล้ว คือถ้าชีวิตมันเป็นเส้นตรงแล้วมุ่งสู่ความสำเร็จได้เลยตั้งแต่แรกเราก็แนะนำให้ทุกคนทำอย่างนั้นนะ คงไม่ได้แนะนำให้ไปลองดอทตรงนั้นก่อนตรงนี้ก่อน (หัวเราะ) แต่ชีวิตมันทำนายไม่ได้ว่าจะเจออะไร

ถ้าจะมีอะไรสักอย่างที่เรารู้สึกว่าการถอยกลับไปดูชีวิตตามจุดต่างๆ มันสำคัญ คือมันทำให้เราภูมิใจกับตัวเองว่ามึงผ่านเรื่องแบบนั้นมาได้ สุดท้ายแล้ว หนึ่งชีวิตไปจนวันตาย พอไป connecting the dots มันจะเห็นทั้งจุดดี จุดล้ม จุดยืน จุดพุ่ง จุดสูง จุดต่ำ แต่มันไม่ใช่แบบ อ๋อ เพราะเราไปทำสิ่งเหล่านั้นไง เราเลยมีผลมาถึงสิ่งนี้ แต่มันคือแบบมึงเคยอยู่ในจุดนั้นว่ะกตัญญู โอเค มึงผ่านมาได้แล้ว ตระหนักรู้ด้วยนะว่ามึงไม่ได้เป็นคนสำคัญ ตระหนักรู้ด้วยนะว่ามึงไม่ได้ยิ่งใหญ่ ตระหนักรู้ด้วยนะว่ามันแค่จุดหนึ่งที่มึงเคลื่อนผ่าน อย่าประมาท แล้วก็ทำงานให้เต็มที่ ตั้งใจไปต่อ สุดท้ายเราไม่ได้มองไปข้างหลังแล้วว่ะ เรามองไปข้างหน้า

กตัญญู สว่างศรี

Writer

Avatar

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load