กองทัพ พีค คือเด็กหนุ่มวัย 19 ปี ที่มีความสามารถครบเครื่องทั้งการร้อง เต้น เล่นละคร และเดินแบบ

เริ่มแรกชื่อของเขาเป็นที่รู้จักเพียงชั่วข้ามคืน ด้วยรูปลักษณ์สุดเท่สไตล์เกาหลี ที่มาพร้อมกับเรื่องเซอร์ไพรส์ว่า เขาคือลูกชายคนเดียวของ ปราบ ยุทธพิชัย ดาราและพิธีกรรุ่นใหญ่ที่มีผลงานมายาวนาน

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

จากความตั้งใจแรกที่คุณพ่ออยากให้เขาเดินตามเส้นทางที่ต้องการโดยไม่อยู่ใต้เงาชื่อเสียง ก็กลายเป็นว่าเขาได้มาอยู่กลางสปอร์ตไลต์ที่มีคนพร้อมต้อนรับอย่างอบอุ่น

ด้วยความสามารถรอบด้านที่มี โอกาสที่เข้ามา รวมถึงแต้มต่อในการเป็นทายาทคนในวงการบันเทิง เขาย่อมทำงานที่รักในวงการบันเทิงไทยได้โดยง่าย แต่เขากลับเลือกก้าวไปในจุดหมายที่เหนื่อยหนัก โดยไม่รู้ว่าสุดท้ายปลายทางจะสมหวังหรือผิดหวัง 

ชื่อของ กองทัพ พีค จึงกลายเป็นที่จับตาของคนกลุ่มใหญ่กว่าเดิม เมื่อปรากฏชื่อว่าเขาคือเด็กไทยคนแรกและคนเดียวที่เข้าร่วมแข่งขันในรายการ PRODUCE X 101 ซีซั่น 4 รายการเซอร์ไวเวิลเรียลลิตี้โชว์ชื่อดังของเกาหลีใต้ เพื่อเดบิวต์ไอดอลกรุ๊ปวงใหม่ตามรอยรุ่นพี่อย่าง I.O.I, Wanna One และ IZ*ONE

แม้ครั้งนั้นเขาไม่ได้ไปถึงชัยชนะ แต่ประสบการณ์ที่เก็บเกี่ยวมาระหว่างทางกลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจประเมินค่า และเปลี่ยนความคิดของเด็กหนุ่มไปอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งยังได้เห็นความรักยิ่งใหญ่ของผู้เป็นพ่อได้อย่างชัดเจน

หนึ่งปีผ่านไป หลังจากปิดกล้องละคร ให้รักพิพากษา ละครเรื่องแรกในชีวิตที่เขาได้รับบทพระเอกเล่นคู่กับ เบลล่า-ราณี แคมเปน กองทัพ พีค กำลังเดินทางไปตามความฝันอีกครั้ง โดยเข้าร่วมแข่งขันรายการใหญ่ที่เฟ้นหาไอดอลระดับเอเชีย 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ก่อนออกเดินทางอีกครั้ง เราได้คิวด่วนเพื่อพูดคุยกับเขา ได้เห็นถึงความมุ่งมั่นพยายามและความทุ่มเท ดูเหมือนว่ากับทุกเรื่องที่ตั้งใจ เขาต้องไปให้สุด ทว่าระหว่างทางเขาก็ไม่ลืมมองหาความสุขและเลือกใส่ใจผู้คนรอบข้างไปพร้อมกัน

หลายครั้งขณะที่พูดคุยถึงชีวิตและแง่คิดต่างๆ เราถึงกับลืมไปว่า เด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าอายุเพียง 19 ปีเท่านั้นเอง

ทำไมก่อนหน้านี้ เราไม่เคยเห็นหน้าเห็นตา หรือรู้จักคุณในฐานะที่เป็นลูกของพ่อปราบ ยุทธพิชัย มาก่อนเลย

เป็นความตั้งใจของคุณพ่อครับที่จะไม่บอกใครว่าเราเป็นพ่อลูกกัน (ยิ้ม) คุณพ่อตั้งใจไว้ว่าอยากให้พีคสร้างชื่อเสียงและเดินทางสายนี้ด้วยตัวเองแต่แรก เขาเลยไม่เคยพาเข้าวงการ ขนาดชื่อก็ตั้งกันใหม่ เพราะไม่อยากให้ใช้เป็น ‘พีค-กองทัพ ยุทธพิชัย’ ก็ช่วยกันคิดหลายอย่างว่าจะเป็นแค่ ‘พีค กองทัพ’ ดีไหม ชื่อจะสับสนกับคนอื่นไหม สุดท้ายก็มาเป็น ‘กองทัพ พีค’ ฟังแล้วดูแปลกดี มีอยู่คนเดียว และให้คนจดจำเราในชื่อนี้ 

ทั้งที่คุณพ่อไม่เคยพาไปเปิดตัวที่ไหน แล้วทำไมวันหนึ่งกลับเป็นกระแสข่าวดังได้

พีคเอามิวสิกวิดีโอเพลงตอนสอบจบที่อังกฤษที่ทำเองทั้งหมด ตั้งแต่แต่งเพลงไปจนกำกับมิวสิกวิดีโอมาลงในยูทูบส่วนตัว ปรากฏว่าคนสนใจเยอะมาก และกลายเป็นข่าวว่าคนนี้เป็นลูกของพ่อปราบนะ จำได้ว่าตอนนั้นกำลังทอดไข่เจียวอยู่ที่อังกฤษ แล้วก็มีข่าวพีคเด้งขึ้นมาในฟีด ในใจเราก็ อ้าว เขาเอารูปมาจากไหน เขารู้กันได้ยังไง พอสักพักก็มีข่าวเด้งขึ้นมาเยอะมากจนตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น

พอโทรกลับมาที่บ้าน คุณแม่ก็บอกว่าคนสนใจเยอะมาก ทุกคนที่ไปเจอคุณพ่อก็จะถามถึงพีคตลอด มีคนบอกคุณแม่ว่าในโซเชียลข่าวดังมากเลยนะ ยอดวิวคลิปก็ขึ้นมาเป็นแสนภายในไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งสำหรับเด็กคนหนึ่งที่ไม่ได้มีอะไรเลย ถือว่าเยอะมาก และตั้งแต่วันนั้นมาก็ทำให้พีคมาถึงวันนี้ได้ครับ

เรียกว่าผิดไปจากความตั้งใจแรกของคุณพ่ออย่างมาก

ใช่ครับ (หัวเราะ) แต่คุณพ่อก็บอกว่าสักวันคนก็ต้องรู้ คุณพ่อก็ถามว่า พีคนอยด์ไหมที่ต้องอยู่ใต้ชื่อของพ่อ พีคบอกว่า ไม่นอยด์หรอก เราเป็นพ่อลูกกัน เราเดินจับมือกันไปด้วยกันอย่างนี้สนุกกว่า มีความสุขมากกว่า

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ย้อนไปวัยเด็ก เด็กชายพีคเป็นอย่างไร

เป็นเด็กขี้อายครับ ตอนเด็กๆ พีคเป็นสายนักกีฬา ถ้าไม่ได้มาอยู่ตรงนี้คงเป็นนักกีฬาว่ายน้ำไปแล้ว แต่จริงๆ พีคชอบร้องเพลงมาตั้งแต่เด็กแล้ว ไอดอลในใจคือ จัสติน บีเบอร์ (Justin Bieber) ดังนั้นการว่ายน้ำส่วนหนึ่งก็เพื่อให้ปอดแข็งแรง ช่วยซัพพอร์ตการร้องเพลงให้ดี 

แสดงว่ารู้ตัวว่าอยากมาเส้นทางนี้ตั้งแต่เด็ก

ใช่ครับ คุณพ่อก็รู้ว่าเราชอบร้องเพลง ชอบเต้น เห็นแววมาทางนี้ตั้งแต่เด็กแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้บังคับว่าต้องเข้าวงการนะ จนเส้นทางนี้มาเริ่มต้นตอนที่พีคได้ไปเรียนซัมเมอร์ที่อังกฤษ ได้รู้จักโรงเรียน Sylvia Young Theatre School ที่เขาสอนเรื่องการเต้นการร้องโดยเฉพาะ พีคเลยลองขอคุณพ่อว่าเป็นไปได้ไหมที่จะไปเรียน 

ตอนนั้นคุณพ่อบอกทันที ไม่ได้ เป็นเด็กอายุสิบเอ็ดจะไปอยู่ต่างประเทศคนเดียวโดยที่ไม่มีคนดูแลได้ยังไง แต่คุณแม่ก็ช่วยพูดให้ว่า โรงเรียนนี้ไม่รับชาวต่างชาติที่อายุมากกว่าสิบสองปี ปีนี้เป็นปีสุดท้ายแล้วที่พีคจะเข้าเรียนได้ ให้พีคไปเถอะ แล้วจะไม่เสียใจทีหลัง สุดท้ายคุณพ่อก็ยอม

ทำไมเด็กอายุ 11 ปีวันนั้นถึงมุ่งมั่นที่จะไปเรียนและใช้ชีวิตที่อังกฤษคนเดียว

ตอนนั้นพีครู้สึกว่าอยากไปมาก แต่พอได้ไปจริงๆ ก็ร้องไห้อยากกลับบ้านนะ (หัวเราะ) นี่เป็นทางที่เราเลือกเอง เพราะเมืองไทยไม่ได้มีโรงเรียนที่สำหรับสายนี้โดยเฉพาะ โรงเรียนนี้สอนบัลเลต์ เต้นแท็ป ร้องเพลง การแสดง เขามีเกณฑ์ว่าไม่รับนักเรียนอายุเกินสิบสองปี เพราะร่างกายจะปรับให้เข้ากับการเต้นอย่างบัลเลต์ไม่ได้ เด็กต้องไปออดิชันก่อน แล้วคัดให้เข้าเรียนได้สิบสองคน ซึ่งพอมาเรียนแล้วก็ยังมีการคัดออกอีก สุดท้ายรุ่นของพีคมีรอดจนเรียนจบแค่สามคน

คิดว่าอะไรทำให้คุณเป็นผู้รอด 1 ใน 3 คนนั้น

ไม่รู้เหมือนกันฮะ (ยิ้ม) ตอนแรกเขาบอกว่าพีคเป็นคนไม่เก่ง แต่เป็นคนที่พัฒนาไม่หยุด พีคก็คิดว่าตัวเองไม่เก่งนะ แต่เรียนรู้ได้เร็ว พอได้ย้อนกลับมาดูคลิปเก่าๆ ก็เห็นว่าตัวเองมีข้อบกพร่องเยอะ ช่วงนั้นเสียงแตกหนุ่ม ร้องเพลงก็เป๋ไป แต่ที่โรงเรียนซัพพอร์ตในสิ่งที่เรารู้ตัวว่าขาดได้ดีมาก ส่วนเรื่องภาษาที่ตอนแรกไปแค่พอพูดได้ ก็มีเพื่อนๆ คอยช่วยเหลือ

อีกอย่างที่ทำให้ผ่านมาได้ก็คือ พีคเป็นคนไม่ค่อยคิดมาก และคิดบวกพอสมควรเลย มุมไหนที่มันเป็นลบ พีคก็จะหามุมเล็กๆ ที่เป็นบวกให้ได้ เอาความกดดันมาเป็นแรงผลักดันมากกว่า 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

สกิลล์ไหนที่โดดเด่นที่สุดในตอนที่เรียน

หลักๆ จะเป็นการเต้น ทั้งเต้นแจ๊ส แท็ป บัลเลต์ คอนเทมโพรารี แต่คุณครูชมพีคมากเรื่องเต้นแท็ป เขาชมจนเขินเลยว่า ตั้งแต่เข้าเรียนมาพีคเป็นเด็กที่เลื่อนขั้นจากแท็ป 1 มาถึง 12 ได้เร็วมาก ภายในปีเดียวพีคเลื่อนจาก 1 ไปอยู่ขั้น 10 ได้แล้ว เขาบอกว่าหาได้ยากมาก ซึ่งพีคก็งงตัวเองว่าทำได้ยังไง (หัวเราะ)

เมื่อเป็นเพียง 1 ใน 3 คนที่เหลือรอดในรุ่น หลังเรียนจบวางเส้นทางชีวิตไว้อย่างไร

จริงๆ พีคได้ทุนเรียนร้อยเปอร์เซ็นต์ใน College เขาเห็นศักยภาพและพร้อมจะซัพพอร์ต แต่พอมาปรึกษาที่บ้าน คุณพ่อบอกว่าคิดถึง อยากให้พีคกลับมา โดยยอมแลกกับการที่พีคจะทำอะไรในชีวิตก็ได้ พีคก็อยากกลับมาอยู่กับครอบครัวด้วย เลยทิ้งทุกอย่างแล้วกลับมา กะว่าจะพักสักสี่เดือนค่อยเข้าวงการ แต่กลายเป็นว่ากลับมาวันแรกก็เข้าวงการเลย 

งานแรกที่ได้กลับมาทำที่ไทยคืองานอะไร

งานเพลงอย่างแรกเลย ตอนอายุสิบสี่ เคยได้มาพูดคุยกับ ลุงปิ๊ก (ฌาณฉลาด ทวีทรัพย์) ซึ่งลุงปิ๊กรู้ว่าพีครักเพลงและดนตรีมาก กลับมาก็ให้ทำงานเพลงตามที่พีคชอบก่อน ได้ลองทำเพลง Say No กับค่าย Chandelier Music ของพี่หนึ่ง (ณรงค์วิทย์ เตชะธนะวัฒน์) พีคแต่งเนื้อร้องภาษาอังกฤษ ทำนอง และเรียบเรียงดนตรีเอง สกิลล์การทำเพลงพวกนี้ที่โรงเรียนไม่ได้สอน แต่มาจากความชอบและจากการลองผิดลองถูกของพีคเอง 

ดูเหมือนว่าการกลับมาทำงานในไทย คุณมีแต้มต่อและโอกาสหลายอย่าง ทำไมเลือกเส้นทางที่หนักและโหดอย่างการไปประกวดรายการไอดอล PRODUCE X 101 ที่เกาหลีใต้

เป็นสิ่งที่ไม่คาดฝันมาก จริงๆ พีคอยากเป็นไอดอลอยู่แล้ว เริ่มต้นจากพีคไปแคสต์งานกับลุงปิ๊ก แล้วได้งานเดินแบบ Seoul Fashion Week จากงานนั้นทางเกาหลีได้เห็นเราและดูผลงานของเราที่เมืองไทย เลยติดต่อให้ไปออกรายการ I Can See Your Voice ของเกาหลี 

หลังจากรายการออกอากาศ รายการ PRODUCE X 101 ก็ติดต่อว่าอยากลองไปออดิชันไหม พีคบินไปออดิชันแล้วก็กลับมาทำงานต่อ วันที่กำลังออกอีเวนต์งานกีฬาของช่อง 3 คือวันที่รู้ผลว่าผ่าน แล้วคืนนั้นต้องบินไปเข้าแข่งขันอย่างกะทันหันมาก ไม่ได้เตรียมตัวอะไรทั้งสิ้น

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

การเป็นไอดอลมีความพิเศษแตกต่างไปจากนักร้องยังไง

ตามความคิดของพีคซึ่งไม่รู้ว่าถูกหรือผิดนะครับ ไอดอลคือคนที่เปลี่ยนแปลงตัวเองให้เข้ากับทุกคอนเซปต์ได้ ต้องมีความสามารถครบทุกอย่าง ทั้งร้อง เต้น แรป และเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้ด้วย ส่วนนักร้องจะมีความเป็นตัวของตัวเองได้มากกว่า นี่คือในความคิดของพีค ซึ่งพีคก็อยากจะไปเส้นทางนี้

การแข่งขันในรายการเฟ้นหาไอดอลของเกาหลี ดีกรีความโหดสมกับที่เขาร่ำลือกันไหม

พีคเตรียมใจไว้อยู่แล้วว่าต้องหนัก แต่พอไปเจอจริง โอ้โห หนักมาก (เน้นเสียง) ทุกคนต้องซ้อมหนักมาก บางทีทั้งวันได้นอนสิบห้านาที ก็คือไม่ได้นอนนั่นแหละ (หัวเราะ) แล้วพีคก็ป่วยเข้าโรงพยาบาลอาทิตย์ละหนึ่งวัน เพราะว่าซ้อมหนัก อากาศหนาว อาหารเราก็กินไม่ได้เพราะเผ็ดมาก พีคกินเผ็ดไม่ได้เลย ต้องปรับตัวเยอะมาก

ทำไมรายการต้องโหดขนาดนั้น

จริงๆ มันคือคอนเซปต์ของรายการด้วยที่เป็น Survival Show ใครแกร่งที่สุดก็อยู่รอด ใครอ่อนแอก็แพ้ไป โจทย์ที่เราได้วันนี้ต้องทำให้ได้ภายในหนึ่งอาทิตย์ ถ้าจะมานอนปล่อยให้เวลาผ่านไปก็ไม่ได้เพราะเราต้องโชว์ ตอนแรกผ่านเข้าไป ร้อยเอ็ดคน แล้วเขาก็คัดออกเป็นหกสิบคน สามสิบคน ยี่สิบคน เหลือสิบเอ็ดคนสุดท้ายที่ได้เดบิวต์

เด็กที่เรียนด้านนี้โดยเฉพาะอย่างคุณอยู่ในเกณฑ์ไหนของการแข่งขัน

D ครับ เอาจริงๆ พีคว่ามันเหมาะสำหรับพีคแล้วในตอนนั้น คือตอนแรกเราก็ช็อกนิดหนึ่งเพราะอยากได้ C หรือไม่ก็ B แต่เมื่อเราไม่ได้เตรียมตัวเลย เมื่อวานยังอยู่เมืองไทย รุ่งขึ้นต้องไปถ่ายรายการโดยที่ไปซ้อมในห้องก่อนถ่ายทำ มันก็ไม่ทันอยู่แล้ว ด้วยความเป็นคนคิดบวก พีคก็คิดว่า D ก็ยังดีกว่าที่เราได้ A แล้วเรากดดันมากๆ เราอยู่ที่ D ตรงนี้แล้วไต่ไปเรื่อยๆ ดีกว่า 

แต่จริง ๆ ตอนรู้ผลพีคก็พังนิดหนึ่งแหละ (หัวเราะ) ด้วยความที่เราตั้งใจเต็มที่แล้วนะ ก็ร้องไห้ คือร้องแบบอ่อนแอออกอากาศด้วย ร้องกับตัวเองด้วย พีคก็พังไปหนึ่งวัน แล้วก็คิดว่าเราพังอย่างนี้ตลอดไปไม่ได้นะ ต้องอัปตัวเองขึ้นมาแล้วไปต่อ 

ผ่านไป 6 เดือน สุดท้ายคุณไม่ได้ชัยชนะ แต่ได้อะไรกลับมาบ้าง

ได้เยอะมากกว่าไม่ได้ ได้เพื่อน ได้ครอบครัว ได้เรียนรู้ ได้ความรู้อะไรใหม่ๆ ถึงแม้เหนื่อยมาก แต่รู้สึกได้ว่าเราพัฒนากว่าเดิมเยอะ จากที่เคยซ้อมคนเดียวก็กลายเป็นซ้อมกับเพื่อน แล้วเราก็ปรับตัวได้เรื่อยๆ จนชินไปกับทุกๆ วัน

ในสเตจก่อนที่จะไม่ได้ไปต่อ พีคทำเต็มที่ที่สุดแล้ว ได้เลือกใน Position ที่ไม่เคยทำคือแรป และวันนั้นเป็นคอนเสิร์ตในคอนเซปต์ใหม่พอดี เป็นคอนเซปต์ที่ถ้าเลือกทำสองอย่างจะได้คะแนนเพิ่มมากว่า ตอนนั้นพีคอยู่ในอันท้ายๆ แล้ว ไม่มีสิทธิ์เลือกอะไรมาก สุดท้ายตัวเลือกของพีคคือแร็ป ไม่ก็แร็ปกับเต้น พีคก็เลยเลือกทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน และเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิดว่าตัวเองจะทำได้ นั่นคือแร็ปกับเต้น พีคขอเลือกออกจากเซฟโซนแล้วทำให้เต็มที่มากกว่า

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ผลของการเลือกออกจากเซฟโซนเป็นยังไง

พีคแร็ปได้อยู่แล้ว แต่พอต้องมาแร็ปกับเต้น ต้องคิดท่าเอง แต่งเนื้อร้องเอง มันออกมาดีกว่าที่คิดไว้เยอะมาก เพื่อนร่วมทีมก็บอกว่าพีคเก่งมาก เป็นชาวต่างชาติแต่มาแร็ปเกาหลี คือเรื่องภาษาเราไม่ได้อยู่แล้วแหละ แต่ก็มีเพื่อนคอยช่วย ส่วนเรื่องเต้นพีคก็คอยเสนอไอเดียตลอด จะคอยถามพี่ว่าอย่างนี้ดีไหม ก็ออกมาเต็มที่เท่าที่เราทำได้แล้ว จากเบื้องหลังที่เราคอยช่วยคิดโน่นนี่ คนไม่เห็นหรอก แต่มันทำให้พีคมีวันนี้ได้ ตอนนี้แต่งเพลงเองได้ คิดท่าเต้นเองได้ทุกอย่างหมด

ดูเหมือนคุณให้ความสำคัญกับเรื่องทักษะหรือประสบการณ์มากกว่าเป้าหมายที่ชัยชนะ

พีคแคร์เรื่องความสัมพันธ์ เรื่องที่เราไม่ได้เดินคนเดียวมากกว่า ถ้าใครในทีมตกหล่นไป พีคจะเฟลมาก เราอยากดึงเขาได้ด้วยกัน ถ้าเขาขาดตรงไหนเราก็กระซิบบอก คือจริงๆ มันเกินหน้าที่แหละแต่เราอยากทำ และพีคว่ามันสนุกกว่านะ 

ถ้าเรามุ่งไปที่เป้าหมาย พอถึงเป้าหมายแล้วพีคเห็นคนส่วนใหญ่จะบอกว่าจุดมุ่งหมายมันเปลี่ยน เหมือนกับอยู่ที่จุดอิ่มตัว พีครู้สึกว่ามันเร็วเกินไป เราอยากเอ็นจอยกับการค่อยๆ กระดึ๊บไป ดีกว่าไปถึงแล้วหยุด ไปถึงแล้วไม่รู้ว่าจะไปต่อยังไงดี

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

มีอะไรไหมที่เด็กจากโรงเรียนสอนเป็นไอดอลโดยเฉพาะไม่เคยรู้ และมาได้รู้จากการแข่งขันครั้งนี้

หลักๆ เลยคือพีคได้รู้ว่าเรามีความอดทนมากกว่าเดิมเยอะมาก เพิ่งรู้เลยว่าเราอดทนเก่ง นี่ไม่ได้เข้าข้างตัวเองเลยนะ คือด้วยความที่เป็นคนไม่คิดมาก พีคเลยไม่ได้มองว่าจริงๆ แล้วเราเป็นคนอดทนเก่งแต่เด็กเลยแหละ

ความอดทนกับน้ำตาเป็นของคู่กับไอดอลหรือเปล่า

ใช่ พีคว่าชีวิตไอดอลไม่คงทน มันมีทั้งสมหวัง ผิดหวัง ก็เหมือนชีวิตของทุกอาชีพ มันมีความไม่แน่นอนอยู่แล้ว อะไรจะเกิดขึ้นกับเราก็ไม่รู้ พีคโตขึ้นมากจากการที่คิดแบบนี้ เรามี Mindset ที่ดีขึ้น มีความสุขกับสิ่งเล็กๆ เราเหนื่อยมากในแต่ละวัน แต่เรามีมุมเล็กๆ ที่มีความสุขได้ แค่ได้โยนขวดน้ำพีคก็มีความสุขแล้วนะ (หัวเราะ) 

ตอนแข่งขัน มีข่าวดังที่ว่าคุณพ่อไปเดินช่วยหาคะแนนโหวตที่เกาหลีด้วย เวลานั้นรู้ข่าวนี้ด้วยไหม

รู้ครับ ตอนอยู่ในค่าย ทีมงานเอารูปมาให้ดู เพราะที่เกาหลีก็ลงข่าวเหมือนกัน พีคเห็นแล้วร้องไห้ไม่หยุดจนให้สัมภาษณ์ต่อไม่ไหวเลย ตอนนั้นแปดโมงเช้า คือไม่ได้นอนมาเลย พอมาเจอแบบนี้มันเซนซิทีฟอยู่แล้วก็หนักเข้าไปใหญ่ ตอนนั้นใจเหลือนิดเดียว ใจหนึ่งอยากกลับบ้าน อีกใจก็อยากทำให้ดีที่สุด ดีมากกว่าเดิมสมกับที่พ่อทำให้

เคยคาดคิดไหมว่าคุณพ่อจะทำขนาดนี้

สิ่งที่เขาทำมันเหนือความคาดหมายของพีคมาก ตอนเห็นข่าวพีครู้สึกทั้งตกใจและดีใจ เรารู้ว่าความรักของพ่อยิ่งใหญ่มากขนาดนี้ เพราะปกติแล้วเราจะเหมือนเป็นเพื่อนกัน พ่อเรียกพีคว่า ‘นาย’ พีคเรียกตัวเองว่า ‘เรา’ พอจะทำซึ้งกับพ่อก็ขำกัน เป็นสายเฮฮามากกว่า คุณพ่อไม่ใช่สายแสดงออกหวานๆ อยู่แล้ว แต่พีครู้ว่าเขามีมุมแบบนี้ตลอด ตั้งแต่ที่เขายอมทำงานหนักเพื่อส่งพีคเรียน หรือเขารู้หมดเลยว่าพีคชอบกินอะไร หรือไปรับไปส่งเวลาไปถ่ายละคร ทั้งที่พ่อก็ไม่ค่อยมีเวลา

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ได้คุยเรื่องนี้กับคุณพ่อไหมว่าตอนนั้นเขารู้สึกยังไง

ทุกคนถามตลอดว่า ตอนนั้นคุณพ่อรู้สึกยังไง เขาบอกว่าไม่ได้คิดอะไรเลย ก็แฟนคลับยังทำเพื่อลูกได้ คนเป็นพ่อทำแบบนี้มันน่าอายอะไรเหรอ คุณพ่อบอกว่า เขารู้ว่าต้องมีคนบอกว่ามันอาจจะเสียศักดิ์ศรีนะในการทำแบบนี้ แต่เขาบอกพีคว่าไม่ต้องคิดเรื่องนั้นเลย เพราะคำว่าพ่อไม่ต้องมีความว่าศักดิ์ศรี 

จากงานที่ผ่านมา ชื่อของกองทัพ พีค ไปในสายไอดอลแบบร้องเต้นอย่างเต็มตัว แต่พอกลับไทยคุณก็ได้เล่นละครเรื่องแรกในฐานะพระเอก คิดว่าอะไรทำให้มาทำงานสายการแสดง

บอกตามตรงว่าไม่รู้เลยจริงๆ แต่พีคอยากลองทุกอย่างในวงการบันเทิงอยู่แล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาคาดหวังหรือมั่นใจอะไรในตัวเรา แต่รู้สึกขอบคุณทุกวันที่เลือกให้พีคมาทำงานตรงนี้ ซึ่งพีคไม่คาดคิดว่าจะได้เล่นละครกับพี่เบลล่าด้วย พีคก็ทำเต็มที่เท่าที่ทำได้ อยากให้ละครประสบความสำเร็จ เพื่อทีมงานทุกคนจะได้หายเหนื่อย เพราะรู้ว่าทุกคนเหนื่อยกันมาก 

คุณพ่อได้บอกหรือสอนอะไรกับการทำงานในวงการบ้างไหม

ตั้งแต่ก่อนเข้าวงการ คุณพ่อบอกให้ไหว้ทุกคนนะ เคารพทุกคน เพราะทุกคนมีศักดิ์ศรีในหน้าที่ของตัวเอง 

แล้วก็พกของใช้ส่วนตัวไปนะ พกผ้าเช็ดตัว กางเกงในไป เพราะบางวันเข้าซีนมีฝนตกก็ต้องเปลี่ยน ซึ่งบางวันฝนตกเอาๆ เปลี่ยนก็ไม่พอ ขับมอเตอร์ไซค์สักพักฝนตกอีกแล้ว (หัวเราะ)

เป็นคำตอบที่ไม่คาดว่าจะได้รับนะเนี่ย

พวกเราเป็นคนในแบบที่ไม่มีใครคาดฝันครับ พีคก็งงเหมือนกัน (หัวเราะ) จริงๆ คุณพ่อบอกว่า เขามั่นใจในตัวพีคอยู่แล้ว เพราะรู้ว่าพีคก็เหมือนเขา ตรงที่เป็นคนตลกเฮฮา ชอบทำให้คนอื่นหัวเราะได้ 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

วันที่ได้มาทำงานในวงการเต็มตัวแล้ว คุณพ่อเคยพูดถึงผลงานของคุณอย่างไรบ้าง

คุณพ่อบอกว่าพีคก้าวไปไกลกว่าเขามาก ในมุมที่พีคทำในสิ่งที่เขาทำไม่ได้คือเรื่องเพลง เพราะเขาไม่มีเซนส์ในเรื่องเพลงเลย เขาภูมิใจในตัวพีคมากในทุกวัน วันนี้เขาก็ภูมิใจที่พีคได้เป็นพระเอกได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่เพราะเขาไปฝากหรือดัน สไตล์คุณพ่อก็รู้อยู่แล้วว่า ขนาดเปิดตัวยังไม่อยากเลย (ยิ้ม)

พอปิดกล้องละคร คุณก็ต้องเตรียมตัวไปแข่งขันรายการไอดอลระดับเอเชียต่อเลยทันที

ใช่ครับ รายการนี้ชื่อว่า Asia Super Young ของประเทศจีน เป็นการเฟ้นหาไอดอลระดับเอเชีย ก่อนหน้านี้พีคได้ดูรายการ Street Dance of China ของจีนอยู่แล้วด้วย สำหรับรายการนี้ด้วยโปรดักชันคำว่าเอเชีย ถ้าทำได้พีคก็อยากจะไปให้ถึงระดับนั้น ซึ่งจะไปได้ไกลแค่ไหนไม่รู้เหมือนกัน แต่จะทำให้ดีที่สุด

ครั้งนี้มีเวลาเตรียมตัวเยอะไหม

ได้เตรียมตัวเยอะขึ้น ได้ฝึกภาษาจีนเพิ่มด้วย และที่ผ่านมาการเล่นละครก็เป็นการฝึกฝนอย่างหนึ่ง ที่ทำให้รู้ว่าเราต้องมีเซนส์อะไรบ้าง ทำอะไรได้บ้าง ระหว่างถ่ายละครได้แต่งเพลงประกอบละครสองเพลง ซึ่งพีคแต่งเป็นสามภาษาคือ ภาษาเกาหลี ภาษาไทยกับอังกฤษ และภาษาอังกฤษล้วน ก็ได้เรื่อง Music Production และจากที่เคยไปแข่งที่เกาหลีก็ทำให้พีคได้เรื่องการคิดท่าเต้นเองด้วย

ที่สำคัญคือครั้งนี้พีคพก Mindset ที่ต่างไปจากครั้งที่แล้ว คือจะเป็นตัวของตัวเองมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะรู้สึกว่าเราสบายใจ ไม่กดดัน พีคอยากให้ทุกคนเห็นในมุมนี้มากกว่าที่จะเครียด หรือต้องเก่งไปทุกอย่าง อยากให้เห็นในมุมที่เป็นพีคอย่างทุกวันนี้ที่จะมีมุมเด๋อๆ บ้าง (หัวเราะ)

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

อยากแก้มืออะไรจากการแข่งขันในครั้งที่แล้วบ้าง

ครั้งนี้อยากโชว์สกิลล์ให้มากขึ้นกว่าเดิม อยากให้คนได้เห็นว่าพีคทำอะไรได้มากขึ้นกว่าเดิมนะ แล้วก็มีมุมอื่นๆ ที่โตขึ้นและคนยังไม่ได้เห็นเท่าไหร่ แต่ยังไม่บอกว่าอะไร ต้องรอดู อยากมอบให้เป็นของขวัญกับแฟนๆ ทุกคนที่ซัพพอร์ตพีคมานาน 

จากที่คุยกันมา บอกได้ไหมว่าเคยไปแข่งขันหรือออดิชันมากี่ครั้งแล้ว

โห เริ่มตั้งแต่ประกวดหนูน้อยสงกรานต์ตอนเด็กเลย ก็น่าจะประมาณยี่สิบครั้งได้ ทุกปีต้องมีสักเวที ว่ายน้ำก็เป็นการแข่งขันนะ เยอะมาก ตอนไปเรียนที่อังกฤษก็นับเป็นออดิชันเหมือนกัน

ทั้งหมดกี่ประเทศ

มีไทย อังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ประมาณนี้ แต่ว่าในแต่ละประเทศเหล่านี้ก็ไปมาเยอะมาก 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ทำไมต้องไปออดิชันหลายเวทีขนาดนั้น

พีคว่าการออดิชันเหมือนเป็นการฝึกตัวเองว่า เราปะทะขีดจำกัดได้ที่ตรงไหน เช่น การออดิชันจะมีโจทย์ที่ให้เวลาสองนาที ต้องร้องเพลงนี้ เต้นแบบนี้ พีคว่ามันสนุกดี 

เพียงแค่อายุ 19 ปี คุณก็ผ่านการเดินทางในเส้นทางการทำงานที่หลากหลายและทรหดมาก เคยรู้สึกว่า มีอะไรในช่วงวัยที่หล่นหายไปบ้างไหม

การเข้ามาในวงการนี้ต้องพร้อมเสียสละหลายอย่างไป ซึ่งพีครู้และทำใจได้ตั้งแต่แรกแล้ว จริงๆ ตอนนี้พีคควรอยู่ในวัยที่ใกล้เรียนจบมหาลัย สิ่งที่หล่นหายคือช่วงที่ได้อยู่กับเพื่อน เพื่อนที่อยู่อังกฤษก็ส่งมาให้ดูตลอดว่าเขาอยู่หอ ไปเรียน มีเพื่อน แต่พีคอยู่ในห้องซ้อมคนเดียว แต่ก็ชินแล้วแหละ ไม่ได้คิดอะไรมาก

บางคนอาจมองว่าเราเสียความเป็นส่วนตัวหรือชีวิตส่วนตัวไปด้วยนะ ถ้ามองในมุมนั้นก็จะเป็นแบบนั้น แต่ในมุมของพีคคือ มันก็คือชีวิต มันต้องเสียสละอะไรบางอย่างอยู่แล้ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันน้อยมากกับสิ่งที่เราได้รับกลับมา ไม่ว่าจะเป็นผลงานที่เราได้สร้าง ความรักและแรงซัพพอร์ตจากทุกคน ส่วนที่มันจะหายไปคือเล็กน้อยมากสำหรับสิ่งที่ได้รับมา

มีอะไรที่อยากทำแล้วไม่ได้ทำไหม เช่น ไปกินหมูกระทะกับเพื่อน

นั่นแหละ อย่างนั้นเลย (หัวเราะ) อยากมีฟีลนั้นบ้าง แต่ตอนนี้รู้สึกว่าการที่ได้ไปถ่ายละครก็เหมือนได้ไปเจอเพื่อนนะ ได้มีกลุ่มเพื่อนใหม่ ไปกินข้าวด้วยกัน บางทีอาจจะข้ามรุ่นไปหน่อย แต่รู้สึกว่าเขาเข้าใจวงการ มีฝันเดียวกัน อยู่ในอาชีพเดียวกัน ไปด้วยกันได้ อยู่ในกองก็มีความสุขมาก เหมือนไม่ได้ไปทำงานเลย ทุกคนเทคแคร์ดีมาก อาหารอร่อย อันนี้สำคัญมาก

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ถ้าวันนี้ไม่ได้ทำงานในวงการ คิดว่าตัวเองจะทำอะไรอยู่ตรงไหน

มันหลายทางมากเลย อาจจะเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือไม่ก็หมอ เพราะตอนเรียนพีคได้ท็อปวิชาวิทยาศาสตร์ทุกตัวเลย ได้แบบ A Star เลยนะ ตอนประถมเคยอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ ชอบทดลองแบบเอาส้มไปแช่ช่องฟรีซ แล้วเอาออกมาโยนดูว่าจะแตกไหม หรือทดลองอะไรตลอดเลย ตอนอยู่อังกฤษก็ได้ท็อปวิชาวิทยาศาสตร์ตลอดทั้งที่ไม่ได้อ่านหนังสือ (หัวเราะ) คงเป็นเพราะความชอบด้วยแหละ 

หรืออีกทางก็อาจเป็นได้คือ นักกีฬาว่ายน้ำ (หัวเราะ) ตอนเด็กๆ ก็ไปไกลขนาดเกือบติดทีมชาติแล้ว แต่หยุดไปเพราะซ้อมหนักจนไม่ค่อยมีเวลาเรียน พีคเริ่มเรียนว่ายน้ำตั้งแต่สี่ขวบ พร้อมกับเรียนเปียโนเลย มันควบคู่กันมาตลอด ถ้าไม่ได้มาทางนี้ ก็อาจเป็นนักกีฬาว่ายน้ำก็ได้

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย
กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

คุณบอกว่าชีวิตไอดอลไม่ยั่งยืน แล้วอะไรคือความยั่งยืนที่จะหลงเหลือในวันที่อาจจะไม่ได้ทำงานในวงการนี้แล้ว

ความทรงจำ เพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนจดจำเราในฐานะอะไร ความทรงจำนี่แหละที่ยืนยาวไปเรื่อยๆ อย่าง ไมเคิล แจ็คสัน (Michael Jackson) เรายังจำเขาได้อยู่เลย ไม่หายไปไหน ชื่อนี้แล้วก็ความทรงจำจะยังอยู่ตลอดไป ความสำเร็จและความดังไม่ยั่งยืนอยู่แล้ว แต่คนจะจดจำเราในฐานะอะไรมากกว่าที่อยู่ตลอดไป

แล้วถ้านึกถึงกองทัพ พีค อยากฝากอะไรไว้ในความทรงจำของทุกคน

อยากให้คนนึกถึงแล้วมีรอยยิ้มกับทุกผลงานของเรา

คิดว่าชีวิตนี้มีอะไรที่ได้ทำแล้ว จะไม่ต้องการทำอะไรในวงการนี้อีกแล้วไหม

โอ้โห มันเยอะมากเลยฮะ สิ่งที่อยากทำมันมีมาเพิ่มทุกวันเลย

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ช่วงก่อนสิ้นปีที่แล้วมีข่าวลือในโลกออนไลน์ว่า พระเอกหนุ่ม มาริโอ้ เมาเร่อ ประสบอุบัติเหตุขับรถชนต้นไม้เสียชีวิต จนเป็นเหตุให้เจ้าตัวต้องออกมาปฏิเสธให้วุ่นว่ายังมีลมหายใจปกติดี มิได้ประสบเหตุอะไรอย่างในข่าวลือ

“ผมเฉยๆ ครับ ผมเป็นห่วงคนรอบข้างผมมากกว่า เขาตกใจครับ ผมเองไม่เป็นไรเลยครับ” ชายหนุ่มบอกผมเมื่อผมชวนคุยถึงเรื่องวุ่นวายเมื่อปลายปี

ประโยคนั้นสะท้อนนิสัยส่วนตัวบางอย่าง นั่นคือเขาคิดถึงคนใกล้ชิดที่รายล้อมชีวิตอยู่เสมอ ใครที่เคยคุยกับเขาอย่างลงลึกจะได้ยินเขาพูดถึงพ่อผู้ล่วงลับ แม่ และพี่ชายที่เขารัก รวมถึงคนรอบข้างที่เขาเคารพอยู่บ่อยๆ

ล่าสุดเขากลับมามีผลงานทางจอแก้วอีกครั้งในบทบาทของ ‘ทองเอก’ ในละครเรื่อง ทองเอก หมอยา ท่าโฉลง ผมจึงนัดพบเขาเพื่อสนทนาถึงสิ่งต่างๆ ที่เขาตกผลึกในชีวิตช่วงนี้หลังผ่านข่าวลือร้ายๆ มา

หลังจากได้นั่งพูดคุยกันที่อาคารมาลีนนท์ ผมพบว่าพระเอกตรงหน้ามีทั้งสิ่งที่ผมคิดไว้และมีบางอย่างที่เซอร์ไพรส์

ที่แน่ๆ มาริโอ้ในเวอร์ชันที่ไม่มีกล้องตามติดมีอารมณ์ขันกว่าที่ผมคิดไว้มาก ไม่มีมาดพระเอกแบบที่เราติดภาพกัน การพูดคุยของเราจึงค่อนข้างผ่อนคลาย แม้เรื่องที่เขาเล่าบางเรื่องจะเป็นซีเรียสในชีวิต

ก่อนที่เราจะไปติดตามชมผลงานของเขาในจอทีวี ขอชวนอ่านเรื่องราวของเขาในจอนี้กันก่อน

มาริโอ้ เมาเร่อ
มาริโอ้ เมาเร่อ

ตอนเด็กๆ คุณเติบโตมาในครอบครัวแบบไหน

บ้านผมก็ฐานะปานกลาง แม่ผมเป็นคนทำงานหนัก พ่อผมก็ทำงานหนัก ไม่ใช่แบบว่า โอ้โห เป็นลูกคุณหนูที่ทุกสิ่งทุกอย่างกองอยู่ตรงหน้า ไม่ใช่อย่างนั้น ผมต้องทำงาน ช่วยแม่ทำงานบ้าน บ้านแม่ผมทำปั๊มน้ำมัน ผมก็ช่วยแม่ทำนั่นทำนี่ เติมน้ำมัน เก็บตังค์ เก็บค่าจอดรถ ดูดฝุ่น ล้างรถ มันเลยรู้สึกว่าเราต้องทำงานก่อน เราจึงจะได้เงินมาซื้อในสิ่งที่เราชอบหรือว่าทำความฝันเรา

คือโตมากับการเรียนรู้ว่าไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ

ก็เหมือนที่บ้านเขาทำให้เห็น ผมเลยรู้สึกว่าเราต้องไปในทางนี้ แต่ผมไม่เคยรู้สึกขาดนะครับ ทุกคนอาจจะมีพร้อมกว่าผมก็ได้ ผมอาจจะไม่ได้มีอะไรเยอะ แต่ไม่เคยรู้สึกขาด

จริงๆ ที่บ้านเขาค่อนข้างปล่อยผม คือมีอิสระ แต่ว่าก็คอยดูอยู่ในสายตา ผมอยากทำอะไรก็ได้ทำ อยากเล่นกีฬาอะไรก็ได้เล่น กลับบ้านดึกได้ แล้วจะไปไหนมาไหนเขาก็ไม่ได้ค่อยมานั่งกังวลอะไร ผมอายุไม่เท่าไหร่ก็เดินออกไปนอกบ้าน ไปหาเพื่อนที่อยู่ไกลไปอีกหมู่บ้านหนึ่ง ขี่จักรยานกันไป เขาก็ไม่เคยมานั่งตามติดอะไรผม อาจจะเพราะผมเป็นผู้ชายด้วยมั้งครับ

เห็นว่าตอนเด็กๆ คุณผูกพันกับคุณพ่อมาก มีอะไรในตัวคุณที่คุณได้รับอิทธิพลมาจากคุณพ่อบ้างไหม

มีนะครับ พวกสิ่งต่างๆ ที่ผมชอบ ผมเป็นคนชอบสะสมของ เป็นโรคจิต เป็นเหมือนชอบเก็บของ เก็บอะไรบ้าๆ บอๆ เยอะแยะไปหมด แล้วก็มีความสุขด้วยที่ได้ซื้อ ได้หา ได้เก็บ ซึ่งเราก็ได้มาจากคุณพ่อ เพราะว่าพ่อเหมือนสอนให้ผมสะสมอะไรสักอย่างตั้งแต่เด็ก ตอนนั้นผมก็สะสมพวกแบบพวกแบงก์เก่า เหรียญเก่า ส่วนพี่ผมจะสะสมแสตมป์เหมือนเป็นสิ่งที่ฝรั่งเขาชอบสอนลูกเลยครับ ที่ให้ลูกสะสมของ ให้รู้คุณค่าของสิ่งต่างๆ

การสะสมสิ่งต่างๆ มันสอนอะไรเรา อย่างบางคนเขาอาจจะมองว่ามันวัตถุนิยม

วัตถุนิยมมันส่วนหนึ่งครับ แต่ว่าก่อนที่จะวัตถุนิยม คุณต้องมีความรู้ก่อนที่คุณจะเก็บได้ใช่ไหม มันไม่ใช่ว่าเก็บไปโดยที่เงินหายไปเปล่าๆ อย่างเราก็ได้ความรู้ ได้ประสบการณ์ ที่คนอื่นอาจจะไม่เคยมี อย่างเราอาจจะได้จับแสตมป์ดวงแรกของประเทศไทย ซึ่งก่อนหน้านี้เราก็ไม่เคยรู้ เราไม่เคยเห็นใช่ไหมว่าประเทศไทยแสตมป์ดวงแรกเราเป็นยังไง แล้วเราก็อาจจะรู้ว่าเขาผลิตทำไม ปีอะไร เพื่ออะไร เขาเลิกใช้หรือยัง มันก็มีความรู้ขึ้นมา แล้วเราก็สนุกด้วยในการที่ได้เก็บสะสม อย่างผมสะสมแบงก์ผมก็ได้รู้ว่าพวกเงินชั่ง เงินพดด้วง เงินเหรียญเป็นรู เหรียญสตางค์ เป็นยังไง ผมมีโอกาสได้จับ ซึ่งทุกวันนี้ก็คงไม่มีใครได้จับแล้วมั้ง

มาริโอ้ เมาเร่อ
มาริโอ้ เมาเร่อ

แล้วทุกวันนี้สะสมอะไรบ้าง

โห สะสมเยอะครับ ผมสนใจงานศิลปะ ชอบของเล่น รถของเล่น รถจริง รถยนต์ มอเตอร์ไซค์ ผมมี แพสชันในรถโบราณมากๆ

สนใจอะไรในรถโบราณ

มันเหมือนเราได้ย้อนยุค เราได้รู้ว่าสมัยยุค 60 50 40 รถมันเป็นยังไง เขาขับเคลื่อนยังไง สมรรถนะเป็นยังไง ได้เรียนรู้หลายอย่างทั้งการซ่อมแซม เรื่องอะไหล่ อารมณ์ที่เราได้ในการขับขี่ แล้วมันทำให้ผมคิดถึงคุณพ่อ เพราะพ่อผมก็เกิดในยุคนั้น เป็นเหมือนความฝันที่เคยวาดกันไว้ตั้งแต่พ่อยังมีชีวิตอยู่ ตอนนี้เขาไม่อยู่แล้ว แต่ผมก็ยังทำความฝันนั้นอยู่

การสูญเสียคุณพ่อเมื่อกว่า 10 ปีก่อนเปลี่ยนคุณไปยังไงบ้าง

มันทำให้ผมรู้สึกว่าผมต้องเป็นพ่อผมครับ ผมต้องทำให้ได้แบบที่ถ้าพ่อผมยังอยู่พ่อผมคงจะทำแบบนี้

นอกจากเรื่องการสะสมสิ่งต่างๆ มีคำสอนของพ่อไหนบ้างที่มันส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของเรา

พ่อผมสอนไว้เยอะครับ อย่างเช่นตอนผมเด็กๆ ประมาณ 14 – 15 เขาบอกว่า อย่าเอาความสำเร็จกับเงินมาชั่งในตาชั่งเดียวกัน

ตอนที่ฟังครั้งแรกเข้าใจทันทีเลยไหม

ไม่เข้าใจครับ เพราะพ่อพูดเป็นภาษาอังกฤษด้วย คือตอนนั้นพ่อพรินต์กระดาษแผ่นหนึ่งมาให้อ่านเล่นๆ เหมือนเป็นไกด์สำหรับชีวิตที่ความสุข แล้วพ่อก็ฝึกภาษาอังกฤษผมไปด้วย มันเขียนว่า Do not equate money with success.

ตอนนั้นผมก็คิดว่ามันคืออะไรวะ ผมไม่รู้คำว่า Equate แปลว่า ชั่ง ก็เลยถามพ่อว่าเป็นยังไง พ่อก็อธิบายให้ฟัง แล้วมันมีต่อมากกว่านั้นอีก คือพ่อบอกว่า There are many successful money makers who are not successful in life. ตอนนั้นไม่เข้าใจ พอโตมาถึงรู้ แต่พ่อจะยกตัวอย่างให้ฟังตั้งแต่ตอนเด็กๆ เลยว่า ดูคนนี้สิ เขารวยมากเลย แต่สังเกตไหมว่าเขาไม่มีความสุข เหมือนเขานั่งกอดเงินเขาไปอย่างนั้น แต่บางคนเขาอาจจะไม่ได้มีเยอะ เขามีพอประมาณ แต่เขามีความสุข อันนั้นมัน Successful มากกว่าจะมาวัดที่เงิน

มาริโอ้ เมาเร่อ

ทุกวันนี้มีช่วงเวลาไหนที่คิดถึงคำสอนของพ่อไหม

โอ้ย เยอะครับ บางทีเราก็สังเกตคนอื่น หรือเรามองกระทั่งตัวเราเอง เรามีเงินเยอะเลย ตอนเด็กๆ เราก็ไม่ได้มีเงินเยอะขนาดนี้ ตอนนี้มีเงินเยอะเลยแต่มันจะมีโมเมนต์แบบมีอยู่วันหนึ่งมันไม่มีความสุข มันอาจจะนอยด์เรื่องอะไรสักอย่าง มันก็ทำให้เรารู้ว่าต่อให้มึงมีเงินเต็มหัวเต็มบ้านไปหมด มันก็อาจจะมีวันหนึ่งที่มึงไม่มีความสุขได้ มันเป็นเรื่องปกติ ผมก็จำไว้ หรืออย่างบางครั้งเราทำงานแล้วเรารู้สึกว่าไม่ได้ไปใช้ชีวิต ไม่ได้ไปทำอะไรที่เราอยากทำ ผมก็จะคิดถึงคำพ่อแล้วผมก็จะจำอันนี้ไปสอนหลานผมคนหนึ่ง เพราะตอนเด็กๆ เขาจะชอบมองว่าต้องรวย ต้องมีเงิน คือเด็กเขาก็จะคิดอย่างเดียว คือทำอะไรก็ได้ขอแค่ให้มีเงิน ผมก็บอกว่า มันไม่เกี่ยวหรอก เขาโตขึ้นมาก็เริ่มเข้าใจ

ทุกวันนี้เวลาโอ้เห็นคนรอบข้างเขาอยู่กับเราแล้วแฮปปี้ ทำให้เรารู้สึกว่าบางอย่างเงินมันซื้อไม่ได้ แต่เราจะต้องเราไปใช้เวลาด้วยกัน ซึ่งเรารู้สึกว่านี่แหละ มันคุ้มค่าที่เราเกิดมา ที่เราได้ทำอะไรด้วยกัน ได้เอนจอยโมเมนต์ดีๆ ด้วยกัน ซึ่งมีเงินอย่างเดียก็อาจจะทำไม่ได้ ถ้าเราไม่มีมิตรสหายที่ดี บางทีมีเงิน ให้ตายก็ซื้อเพื่อนดีๆ ไม่ได้ ซื้อคนรอบข้างดีๆ ไม่ได้ มันอยู่ที่เราเห็นคุณค่าหรือเปล่า แล้วเราจะเก็บตรงนั้นเอาไว้หรือเปล่า

การเข้าวงการตั้งแต่ตอนมัธยมทำให้คุณสูญเสียอะไรไปบ้างไหมในชีวิต

ผมเป็นคนเรียนช้ากว่าคนอื่น อย่างเพื่อนๆ เขาเรียนมหาวิทยาลัยกันแล้วแต่ผมไม่ได้เรียน เพราะว่าถ่ายละคร ถ่ายหนังอยู่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นานเลย เพราะว่าผมเริ่มต้นตอนอายุ 18 แล้วก็ไม่หยุดเลย ช่วงประมาณอายุ 18 – 25 ก็ไม่ได้ไปมหาวิทยาลัย ผมคิดว่าถ้าวันหนึ่งข้างหน้าเกิดไม่ได้ทำงานถ่ายหนัง ถ่ายละคร แล้วจะทำยังไง แต่ก็มีอีกคำหนึ่งที่พ่อสอนมาตลอดคือ “เรียนเมื่อไหร่ก็ได้ โอกาสมันไม่ได้มาบ่อยๆ เราคว้าโอกาสก่อนดีกว่าไหม คำภาษาไทยคือ มันไม่มีใครแก่เกินเรียนหรอก เรียนเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ถ้าโอกาสมันมา ถ้าเป็นพ่อ พ่อคว้าโอกาสก่อน เพราะเราไม่รู้ว่าโอกาสมันจะมาหาเราอีกหรือเปล่า”

คนก็จะชอบถามว่า แล้วเสียใจไหมที่เลือกอย่างนั้น ผมก็บอกไม่เสียใจ เพราะพ่อผมบอกไว้อยู่แล้วว่า มันเรียนเมื่อไรก็ได้ ซึ่งทุกวันนี้ผมก็เรียนจบและได้เรียนปริญญาโทด้วย มันเหมือนที่พ่อพูด เพราะว่าเราเรียนตอนไหนก็ได้ แต่ว่าถ้าตอนนั้นผมไม่คว้าโอกาส ผมอาจจะเสียใจก็ได้

มีโอกาสจากการแสดงครั้งไหนที่สำคัญกับชีวิตคุณบ้าง

มันก็สำคัญทุกโอกาสนะครับ ยกตัวอย่างก็ได้ ผมไปเล่น พี่มาก..พระโขนง ผมไปแคสติ้ง แล้วก็รู้สึกว่า เออ มันเป็นอะไรที่ถ้าเรามีโอกาสก็ต้องคว้าเอาไว้ ผมยังยึดคอนเซปต์เดิม ถ้าเขาให้แคสต์ผมก็ต้องแคสต์

มาริโอ้ เมาเร่อ
มาริโอ้ เมาเร่อ

เคยคิดไหมว่า ระดับมาริโอ้แล้ว ทำไมต้องแคสต์ด้วย

ไม่เคยคิดครับ เพราะว่าผมไม่ได้คิดว่าผมเป็นระดับมาริโอ้

ไม่มีอีโก้ว่าฉันคือพระเอกชื่อดัง

ไม่มีครับ เป็นคนน่ารักครับ เป็นคน Humble มากๆ (หัวเราะ) ไม่หรอกครับ ผมไม่ได้อีโก้อะไร เพราะรู้สึกว่าอีโก้ไปคนก็จะหมั่นไส้เปล่าๆ ผมรู้ว่าผมมาจากไหน แล้วเราไม่เคยลืมว่าเรามาจากไหน

ช่วงแรกๆ มันมีอยู่แล้วแหละครับ ซึ่งตัวเองไม่ค่อยรู้หรอกว่ากำลังเหลิง เราก็หลงแสงสีเสียง เป็นเรื่องปกติ แต่ว่าผมรู้สึกว่าผมเหลิงได้ไม่นานหรอก เพราะว่าผมรู้สึกว่า ไม่รู้จะเหลิงไปทำไม ทุกวันนี้เราก็สบายๆ ง่ายๆ ผมไม่ได้เป็นคนเรื่องเยอะอยู่แล้ว ไม่ได้เป็นคนที่รู้สึกว่าเหนือกว่าใคร เก่งกว่าใคร ผมรู้สึกว่าเราเท่ากับทุกคน แค่ผมอาจจะมีโอกาสที่ดีกว่าคนอื่นแค่นั้นเอง

โอกาสที่คว้ามันเปลี่ยนชีวิตเราอย่างไร

มันเปลี่ยนสิ้นเชิงเลยครับ จากที่เราเป็นเด็กคนนึงที่ชอบเล่นสเก็ตบอร์ด ฝันอยากโตขึ้นมาเป็นเนักสเก็ตบอร์ด อยากจะเอาความสามารถทางสเก็ตบอร์ดมาหากิน แต่วันหนึ่งก็หยุด เพราะว่ารู้สึกว่างานตรงนี้เงินมันดี ค่าตอบแทนมันสูง ไม่เหมือนกับอย่างอื่น เราเห็นพ่อแม่เราทำธุรกิจปกติทั่วไปเราก็รู้สึกว่า โห กว่าเขาจะได้เงินมาสักหมื่นหนึ่ง สักแสนหนึ่ง กว่าจะทำแพ็กกิ้ง จ้างคน คนงานก็เรื่องเยอะ ความเป็นจริงข้างนอกมันต้องต่อสู้มากเลยว่ากว่าจะได้เงินมาสักบาท ซึ่งเราเองได้โอกาสดีๆ ได้ถ่ายแบบ แล้วตอนนั้นผมก็ได้เงินสด ห้าพันหมื่นหนึ่งเว้ยเฮ้ย เราก็รู้สึกว่าเราไม่ต้องลำบากพ่อแม่ที่ต้องมาซื้อของให้เรา เราก็มองแค่นั้น จากเรื่องเล็กๆ มันก็เลยทำให้เราแบบได้โอกาสดีๆ เราก็ทำไปเรื่อยๆ

นอกจากเรื่องเงินแล้วมีเหตุผลอื่นไหมที่ทำให้คุณเลือกทำงานในวงการนี้

ถ้าไม่พูดถึงเรื่องเงิน ผมว่ามันเหมือนเราได้เจอครูดีๆ ได้เจอพาร์ตเนอร์ดีๆ อย่างตอนที่ผมไปเจอ หม่อมน้อย (หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล) ที่เป็นเหมือนอาจารย์ผม หม่อมก็ทำให้ผมรู้ว่า บางทีไอ้งานเล็กๆ น้อยๆ ที่ผมเล่น อย่างเช่นที่ผมเล่นเป็นทองเอกในละคร ทองเอก หมอยา ท่าโฉลง ซึ่งเป็นคอเมดี้ แต่เราอาจจะสร้างจินตนาการแล้วก็สร้างแรงบันดาลใจให้คนอีกไม่รู้กี่คนที่ได้ดู เราไม่ได้ทำไปเปล่าๆ เราทำแล้วคนดูอาจจะได้อะไรจากเรา ซึ่งที่ผ่านมาเราก็ลืมมองด้านนี้ไป

หม่อมน้อยบอกว่า บางทีแค่คนดูเขาดูเราแล้วเขาหัวเราะได้ เราก็เหมือนประสบความสำเร็จไปแล้ว เพราะว่าเราทำให้เขามีความสุขแล้ว ไม่มากก็น้อย หรือบางทีถ้าแบบพวกหนังหรือละครที่ดราม่าเศร้ามากๆ เราอาจจะสอนใครก็ไม่รู้อยู่ที่บ้าน ที่เขาอาจจะเป็นคนที่เห็นแก่ตัว เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ซึ่งเราได้รับคาแรกเตอร์อย่างนั้นบ่อย พวกพระเอกที่เห็นแก่ตัว แบบกูรวย กูเก่ง กูมีดีทุกอย่าง ซึ่งอาจจะมีใครไม่รู้สักคนหนึ่งที่นั่งดูโอ้เล่นอยู่ที่บ้าน แล้วเขาอาจจะนึกย้อนไปถึงตัวเอง แล้วมันอาจจะสอนเขาด้วย ผมรู้สึกว่านี่เป็นผลพลอยได้นอกจากเงินที่ผมได้ เราได้ให้ความรู้ ได้ให้ข้อคิด ไม่มากก็น้อย หรือแม้กระทั่งความสุข เสียงหัวเราะ มันก็เพียงพอ

แล้ววงการนี้สอนอะไรคุณบ้าง

สอนให้ผมเป็นผมอย่างในวันนี้แหละครับ ถ้าผมไม่ได้ทำงานในวงการชีวิตผมอาจจะเละเทะกว่านี้ ตั้งแต่ผมเป็นนักแสดง ได้ทำงานในวงการ ผมรู้สึกว่ามันขัดเกลาเรา มันทำให้เราตั้งใจมากขึ้น เอาการเอางานมากขึ้น เรารู้สึกว่าเราโชคดีกว่าคนอื่นเยอะเลย เราก็ควรจะทำมันให้ดีต่อไป

อย่างตัวผมเอง ผมรู้สึกว่าเราโชคดีจังเลยที่ได้มาอยู่ตรงนี้ เพราะว่าเราสามารถช่วยเหลือคนทำอะไรได้ตั้งหลายอย่าง อย่างแค่เรี่ยไรเงินผมก็รู้สึกว่า เออ เวลาเราเป็นดาราเราไปเรี่ยไรเงินมันได้เยอะกว่าคนทั่วไปเยอะเลยนะ

มาริโอ้ เมาเร่อ

คุณเองเคยเป็นถึงพระเอกพันล้าน มันทำให้คุณกดดันบ้างไหมจากความสำเร็จนั้น

ไม่นะครับ เพราะว่าเล่นหนังมันก็มีขึ้นมีลง บางเรื่องก็ได้เกือบจะร้อยล้าน บ้างเรื่องอยู่ดีๆ ก็พันล้าน แล้วอีกเรื่องก็ร่วงไปยี่สิบก็มี อันนี้ผมไม่คิดมาก เพราะว่าการเล่นหนังมันก็เหมือนกับเราแทงหวยแหละ เราไม่รู้หรอกว่ามันจะโดนใจคนหรือเปล่า แต่เราทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดก็พอ เพราะว่าหนังเรื่องหนึ่งมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราคนเดียว มันมีหลายองค์ประกอบมาก ผมเลยรู้สึกว่าเราแค่ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด ถ้าผลตอบรับมันออกมาไม่ดีก็ช่างมัน เอาใหม่ ไม่เคยไปนั่งเสียใจ

ผมจะเสียใจอย่างเดียวเวลาที่เราทำได้ไม่ดี ถ้ากลับไปดูแล้วเรารู้สึกว่าทำไมเราไม่ทำให้มันดีกว่านี้วะ จะรู้สึกแย่ตรงนั้นอย่างเดียว แต่ไม่ค่อยมีหรอก เพราะว่าเราเต็มที่ตลอดอยู่แล้ว ถ้าเราต้องไปเล่นเราใส่เต็ม ถ้าผู้กำกับขออีกเราก็ไม่เคยนอยด์แบบว่า เอ้า กูก็ทำแล้วนี่หว่า ไม่มีอย่างนี้ แต่เราจะถามว่า แล้วพี่เอายังไง บอกผมมา ผมจะทำให้ได้

ชีวิตช่วงนี้ของคุณงานเยอะที่สุดแล้วหรือเปล่า

ไม่นะครับ ตอนนี้อาจจะคุ้นชินกว่าตอนแรกๆ ก็เลยรู้สึกว่าตอนแรกๆ จะรู้สึกแน่นกว่า

เคยคิดไหมว่าเวลาในวงการเรามีจำกัด

คิดครับ โอ้คิดว่าวันหนึ่งเราก็แก่ แล้วพอแก่เราก็ต้องไปเล่นบทพ่อ พอเล่นบทพ่อเสร็จก็ต้องมาเป็นปู่ คือเรารู้สึกว่ามันก็ยืดหยุ่น แต่โอเค เราเข้าใจว่าพระเอกมันมีอายุของมัน แล้วมันก็จะมีคลื่นลูกใหม่เข้ามาเรื่อยๆ เราก็ไม่ได้กลัว แต่รู้สึกว่าเราก็ต้องดูแลตัวเองให้ดี แล้วก็ต้องพัฒนาอยู่ตลอด แต่ไม่ได้กลัวว่าในวันนึงเราจะแก่นะ ไม่ได้กลัว

ทุกวันนี้ความสุขก็คือได้ทำงานดีๆ ได้เจอคนดีๆ ได้อยู่ร่วมงานกับคนเก่งๆ เราได้ทำงานที่มีเกียรติมากนะครับ การเป็นนักแสดง

ทำไมถึงคิดว่านักแสดงเป็นอาชีพที่มีเกียรติ

มีเกียรติสิครับ คุณเล่นหนัง คนต้องซื้อตั๋วหนังมาดูคุณนะ คุณเล่นละครเขาก็ต้องเปิดมาดูคุณอีก เขาต้องเสียเวลาของเขามาดูเรา แล้วเราให้ความคิดอะไรพวกเขาได้ด้วย สำหรับผมมันเป็นอาชีพที่มีเกียรติมาก ผมไปเล่นเป็นคนคนหนึ่ง แล้วคุณก็ได้อะไรจากผม ผมได้ส่งอะไรให้คุณด้วย แล้วที่ผมทำผมได้ตังค์ด้วยนะ คือสุดท้ายจะมีเกียรติหรือไม่มีเกียรติมันอยู่ที่เราคิดนั่นแหละ เพราะอาจารย์ผมสอนมาว่า อะไรก็ตาม ถ้าเรามองว่ามันมีเกียรติ มันจะมีเกียรติ แต่ถ้าเรามองว่ามันไม่มีอะไรเลย มันก็จะไม่มีอะไรเลย แค่ผมมองว่าอาชีพนี้มันมีอะไร ก็แค่นั้นเอง

มาริโอ้ เมาเร่อ
มาริโอ้ เมาเร่อ

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load