กองทัพ พีค คือเด็กหนุ่มวัย 19 ปี ที่มีความสามารถครบเครื่องทั้งการร้อง เต้น เล่นละคร และเดินแบบ

เริ่มแรกชื่อของเขาเป็นที่รู้จักเพียงชั่วข้ามคืน ด้วยรูปลักษณ์สุดเท่สไตล์เกาหลี ที่มาพร้อมกับเรื่องเซอร์ไพรส์ว่า เขาคือลูกชายคนเดียวของ ปราบ ยุทธพิชัย ดาราและพิธีกรรุ่นใหญ่ที่มีผลงานมายาวนาน

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

จากความตั้งใจแรกที่คุณพ่ออยากให้เขาเดินตามเส้นทางที่ต้องการโดยไม่อยู่ใต้เงาชื่อเสียง ก็กลายเป็นว่าเขาได้มาอยู่กลางสปอร์ตไลต์ที่มีคนพร้อมต้อนรับอย่างอบอุ่น

ด้วยความสามารถรอบด้านที่มี โอกาสที่เข้ามา รวมถึงแต้มต่อในการเป็นทายาทคนในวงการบันเทิง เขาย่อมทำงานที่รักในวงการบันเทิงไทยได้โดยง่าย แต่เขากลับเลือกก้าวไปในจุดหมายที่เหนื่อยหนัก โดยไม่รู้ว่าสุดท้ายปลายทางจะสมหวังหรือผิดหวัง 

ชื่อของ กองทัพ พีค จึงกลายเป็นที่จับตาของคนกลุ่มใหญ่กว่าเดิม เมื่อปรากฏชื่อว่าเขาคือเด็กไทยคนแรกและคนเดียวที่เข้าร่วมแข่งขันในรายการ PRODUCE X 101 ซีซั่น 4 รายการเซอร์ไวเวิลเรียลลิตี้โชว์ชื่อดังของเกาหลีใต้ เพื่อเดบิวต์ไอดอลกรุ๊ปวงใหม่ตามรอยรุ่นพี่อย่าง I.O.I, Wanna One และ IZ*ONE

แม้ครั้งนั้นเขาไม่ได้ไปถึงชัยชนะ แต่ประสบการณ์ที่เก็บเกี่ยวมาระหว่างทางกลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจประเมินค่า และเปลี่ยนความคิดของเด็กหนุ่มไปอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งยังได้เห็นความรักยิ่งใหญ่ของผู้เป็นพ่อได้อย่างชัดเจน

หนึ่งปีผ่านไป หลังจากปิดกล้องละคร ให้รักพิพากษา ละครเรื่องแรกในชีวิตที่เขาได้รับบทพระเอกเล่นคู่กับ เบลล่า-ราณี แคมเปน กองทัพ พีค กำลังเดินทางไปตามความฝันอีกครั้ง โดยเข้าร่วมแข่งขันรายการใหญ่ที่เฟ้นหาไอดอลระดับเอเชีย 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ก่อนออกเดินทางอีกครั้ง เราได้คิวด่วนเพื่อพูดคุยกับเขา ได้เห็นถึงความมุ่งมั่นพยายามและความทุ่มเท ดูเหมือนว่ากับทุกเรื่องที่ตั้งใจ เขาต้องไปให้สุด ทว่าระหว่างทางเขาก็ไม่ลืมมองหาความสุขและเลือกใส่ใจผู้คนรอบข้างไปพร้อมกัน

หลายครั้งขณะที่พูดคุยถึงชีวิตและแง่คิดต่างๆ เราถึงกับลืมไปว่า เด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าอายุเพียง 19 ปีเท่านั้นเอง

ทำไมก่อนหน้านี้ เราไม่เคยเห็นหน้าเห็นตา หรือรู้จักคุณในฐานะที่เป็นลูกของพ่อปราบ ยุทธพิชัย มาก่อนเลย

เป็นความตั้งใจของคุณพ่อครับที่จะไม่บอกใครว่าเราเป็นพ่อลูกกัน (ยิ้ม) คุณพ่อตั้งใจไว้ว่าอยากให้พีคสร้างชื่อเสียงและเดินทางสายนี้ด้วยตัวเองแต่แรก เขาเลยไม่เคยพาเข้าวงการ ขนาดชื่อก็ตั้งกันใหม่ เพราะไม่อยากให้ใช้เป็น ‘พีค-กองทัพ ยุทธพิชัย’ ก็ช่วยกันคิดหลายอย่างว่าจะเป็นแค่ ‘พีค กองทัพ’ ดีไหม ชื่อจะสับสนกับคนอื่นไหม สุดท้ายก็มาเป็น ‘กองทัพ พีค’ ฟังแล้วดูแปลกดี มีอยู่คนเดียว และให้คนจดจำเราในชื่อนี้ 

ทั้งที่คุณพ่อไม่เคยพาไปเปิดตัวที่ไหน แล้วทำไมวันหนึ่งกลับเป็นกระแสข่าวดังได้

พีคเอามิวสิกวิดีโอเพลงตอนสอบจบที่อังกฤษที่ทำเองทั้งหมด ตั้งแต่แต่งเพลงไปจนกำกับมิวสิกวิดีโอมาลงในยูทูบส่วนตัว ปรากฏว่าคนสนใจเยอะมาก และกลายเป็นข่าวว่าคนนี้เป็นลูกของพ่อปราบนะ จำได้ว่าตอนนั้นกำลังทอดไข่เจียวอยู่ที่อังกฤษ แล้วก็มีข่าวพีคเด้งขึ้นมาในฟีด ในใจเราก็ อ้าว เขาเอารูปมาจากไหน เขารู้กันได้ยังไง พอสักพักก็มีข่าวเด้งขึ้นมาเยอะมากจนตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น

พอโทรกลับมาที่บ้าน คุณแม่ก็บอกว่าคนสนใจเยอะมาก ทุกคนที่ไปเจอคุณพ่อก็จะถามถึงพีคตลอด มีคนบอกคุณแม่ว่าในโซเชียลข่าวดังมากเลยนะ ยอดวิวคลิปก็ขึ้นมาเป็นแสนภายในไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งสำหรับเด็กคนหนึ่งที่ไม่ได้มีอะไรเลย ถือว่าเยอะมาก และตั้งแต่วันนั้นมาก็ทำให้พีคมาถึงวันนี้ได้ครับ

เรียกว่าผิดไปจากความตั้งใจแรกของคุณพ่ออย่างมาก

ใช่ครับ (หัวเราะ) แต่คุณพ่อก็บอกว่าสักวันคนก็ต้องรู้ คุณพ่อก็ถามว่า พีคนอยด์ไหมที่ต้องอยู่ใต้ชื่อของพ่อ พีคบอกว่า ไม่นอยด์หรอก เราเป็นพ่อลูกกัน เราเดินจับมือกันไปด้วยกันอย่างนี้สนุกกว่า มีความสุขมากกว่า

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ย้อนไปวัยเด็ก เด็กชายพีคเป็นอย่างไร

เป็นเด็กขี้อายครับ ตอนเด็กๆ พีคเป็นสายนักกีฬา ถ้าไม่ได้มาอยู่ตรงนี้คงเป็นนักกีฬาว่ายน้ำไปแล้ว แต่จริงๆ พีคชอบร้องเพลงมาตั้งแต่เด็กแล้ว ไอดอลในใจคือ จัสติน บีเบอร์ (Justin Bieber) ดังนั้นการว่ายน้ำส่วนหนึ่งก็เพื่อให้ปอดแข็งแรง ช่วยซัพพอร์ตการร้องเพลงให้ดี 

แสดงว่ารู้ตัวว่าอยากมาเส้นทางนี้ตั้งแต่เด็ก

ใช่ครับ คุณพ่อก็รู้ว่าเราชอบร้องเพลง ชอบเต้น เห็นแววมาทางนี้ตั้งแต่เด็กแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้บังคับว่าต้องเข้าวงการนะ จนเส้นทางนี้มาเริ่มต้นตอนที่พีคได้ไปเรียนซัมเมอร์ที่อังกฤษ ได้รู้จักโรงเรียน Sylvia Young Theatre School ที่เขาสอนเรื่องการเต้นการร้องโดยเฉพาะ พีคเลยลองขอคุณพ่อว่าเป็นไปได้ไหมที่จะไปเรียน 

ตอนนั้นคุณพ่อบอกทันที ไม่ได้ เป็นเด็กอายุสิบเอ็ดจะไปอยู่ต่างประเทศคนเดียวโดยที่ไม่มีคนดูแลได้ยังไง แต่คุณแม่ก็ช่วยพูดให้ว่า โรงเรียนนี้ไม่รับชาวต่างชาติที่อายุมากกว่าสิบสองปี ปีนี้เป็นปีสุดท้ายแล้วที่พีคจะเข้าเรียนได้ ให้พีคไปเถอะ แล้วจะไม่เสียใจทีหลัง สุดท้ายคุณพ่อก็ยอม

ทำไมเด็กอายุ 11 ปีวันนั้นถึงมุ่งมั่นที่จะไปเรียนและใช้ชีวิตที่อังกฤษคนเดียว

ตอนนั้นพีครู้สึกว่าอยากไปมาก แต่พอได้ไปจริงๆ ก็ร้องไห้อยากกลับบ้านนะ (หัวเราะ) นี่เป็นทางที่เราเลือกเอง เพราะเมืองไทยไม่ได้มีโรงเรียนที่สำหรับสายนี้โดยเฉพาะ โรงเรียนนี้สอนบัลเลต์ เต้นแท็ป ร้องเพลง การแสดง เขามีเกณฑ์ว่าไม่รับนักเรียนอายุเกินสิบสองปี เพราะร่างกายจะปรับให้เข้ากับการเต้นอย่างบัลเลต์ไม่ได้ เด็กต้องไปออดิชันก่อน แล้วคัดให้เข้าเรียนได้สิบสองคน ซึ่งพอมาเรียนแล้วก็ยังมีการคัดออกอีก สุดท้ายรุ่นของพีคมีรอดจนเรียนจบแค่สามคน

คิดว่าอะไรทำให้คุณเป็นผู้รอด 1 ใน 3 คนนั้น

ไม่รู้เหมือนกันฮะ (ยิ้ม) ตอนแรกเขาบอกว่าพีคเป็นคนไม่เก่ง แต่เป็นคนที่พัฒนาไม่หยุด พีคก็คิดว่าตัวเองไม่เก่งนะ แต่เรียนรู้ได้เร็ว พอได้ย้อนกลับมาดูคลิปเก่าๆ ก็เห็นว่าตัวเองมีข้อบกพร่องเยอะ ช่วงนั้นเสียงแตกหนุ่ม ร้องเพลงก็เป๋ไป แต่ที่โรงเรียนซัพพอร์ตในสิ่งที่เรารู้ตัวว่าขาดได้ดีมาก ส่วนเรื่องภาษาที่ตอนแรกไปแค่พอพูดได้ ก็มีเพื่อนๆ คอยช่วยเหลือ

อีกอย่างที่ทำให้ผ่านมาได้ก็คือ พีคเป็นคนไม่ค่อยคิดมาก และคิดบวกพอสมควรเลย มุมไหนที่มันเป็นลบ พีคก็จะหามุมเล็กๆ ที่เป็นบวกให้ได้ เอาความกดดันมาเป็นแรงผลักดันมากกว่า 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

สกิลล์ไหนที่โดดเด่นที่สุดในตอนที่เรียน

หลักๆ จะเป็นการเต้น ทั้งเต้นแจ๊ส แท็ป บัลเลต์ คอนเทมโพรารี แต่คุณครูชมพีคมากเรื่องเต้นแท็ป เขาชมจนเขินเลยว่า ตั้งแต่เข้าเรียนมาพีคเป็นเด็กที่เลื่อนขั้นจากแท็ป 1 มาถึง 12 ได้เร็วมาก ภายในปีเดียวพีคเลื่อนจาก 1 ไปอยู่ขั้น 10 ได้แล้ว เขาบอกว่าหาได้ยากมาก ซึ่งพีคก็งงตัวเองว่าทำได้ยังไง (หัวเราะ)

เมื่อเป็นเพียง 1 ใน 3 คนที่เหลือรอดในรุ่น หลังเรียนจบวางเส้นทางชีวิตไว้อย่างไร

จริงๆ พีคได้ทุนเรียนร้อยเปอร์เซ็นต์ใน College เขาเห็นศักยภาพและพร้อมจะซัพพอร์ต แต่พอมาปรึกษาที่บ้าน คุณพ่อบอกว่าคิดถึง อยากให้พีคกลับมา โดยยอมแลกกับการที่พีคจะทำอะไรในชีวิตก็ได้ พีคก็อยากกลับมาอยู่กับครอบครัวด้วย เลยทิ้งทุกอย่างแล้วกลับมา กะว่าจะพักสักสี่เดือนค่อยเข้าวงการ แต่กลายเป็นว่ากลับมาวันแรกก็เข้าวงการเลย 

งานแรกที่ได้กลับมาทำที่ไทยคืองานอะไร

งานเพลงอย่างแรกเลย ตอนอายุสิบสี่ เคยได้มาพูดคุยกับ ลุงปิ๊ก (ฌาณฉลาด ทวีทรัพย์) ซึ่งลุงปิ๊กรู้ว่าพีครักเพลงและดนตรีมาก กลับมาก็ให้ทำงานเพลงตามที่พีคชอบก่อน ได้ลองทำเพลง Say No กับค่าย Chandelier Music ของพี่หนึ่ง (ณรงค์วิทย์ เตชะธนะวัฒน์) พีคแต่งเนื้อร้องภาษาอังกฤษ ทำนอง และเรียบเรียงดนตรีเอง สกิลล์การทำเพลงพวกนี้ที่โรงเรียนไม่ได้สอน แต่มาจากความชอบและจากการลองผิดลองถูกของพีคเอง 

ดูเหมือนว่าการกลับมาทำงานในไทย คุณมีแต้มต่อและโอกาสหลายอย่าง ทำไมเลือกเส้นทางที่หนักและโหดอย่างการไปประกวดรายการไอดอล PRODUCE X 101 ที่เกาหลีใต้

เป็นสิ่งที่ไม่คาดฝันมาก จริงๆ พีคอยากเป็นไอดอลอยู่แล้ว เริ่มต้นจากพีคไปแคสต์งานกับลุงปิ๊ก แล้วได้งานเดินแบบ Seoul Fashion Week จากงานนั้นทางเกาหลีได้เห็นเราและดูผลงานของเราที่เมืองไทย เลยติดต่อให้ไปออกรายการ I Can See Your Voice ของเกาหลี 

หลังจากรายการออกอากาศ รายการ PRODUCE X 101 ก็ติดต่อว่าอยากลองไปออดิชันไหม พีคบินไปออดิชันแล้วก็กลับมาทำงานต่อ วันที่กำลังออกอีเวนต์งานกีฬาของช่อง 3 คือวันที่รู้ผลว่าผ่าน แล้วคืนนั้นต้องบินไปเข้าแข่งขันอย่างกะทันหันมาก ไม่ได้เตรียมตัวอะไรทั้งสิ้น

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

การเป็นไอดอลมีความพิเศษแตกต่างไปจากนักร้องยังไง

ตามความคิดของพีคซึ่งไม่รู้ว่าถูกหรือผิดนะครับ ไอดอลคือคนที่เปลี่ยนแปลงตัวเองให้เข้ากับทุกคอนเซปต์ได้ ต้องมีความสามารถครบทุกอย่าง ทั้งร้อง เต้น แรป และเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้ด้วย ส่วนนักร้องจะมีความเป็นตัวของตัวเองได้มากกว่า นี่คือในความคิดของพีค ซึ่งพีคก็อยากจะไปเส้นทางนี้

การแข่งขันในรายการเฟ้นหาไอดอลของเกาหลี ดีกรีความโหดสมกับที่เขาร่ำลือกันไหม

พีคเตรียมใจไว้อยู่แล้วว่าต้องหนัก แต่พอไปเจอจริง โอ้โห หนักมาก (เน้นเสียง) ทุกคนต้องซ้อมหนักมาก บางทีทั้งวันได้นอนสิบห้านาที ก็คือไม่ได้นอนนั่นแหละ (หัวเราะ) แล้วพีคก็ป่วยเข้าโรงพยาบาลอาทิตย์ละหนึ่งวัน เพราะว่าซ้อมหนัก อากาศหนาว อาหารเราก็กินไม่ได้เพราะเผ็ดมาก พีคกินเผ็ดไม่ได้เลย ต้องปรับตัวเยอะมาก

ทำไมรายการต้องโหดขนาดนั้น

จริงๆ มันคือคอนเซปต์ของรายการด้วยที่เป็น Survival Show ใครแกร่งที่สุดก็อยู่รอด ใครอ่อนแอก็แพ้ไป โจทย์ที่เราได้วันนี้ต้องทำให้ได้ภายในหนึ่งอาทิตย์ ถ้าจะมานอนปล่อยให้เวลาผ่านไปก็ไม่ได้เพราะเราต้องโชว์ ตอนแรกผ่านเข้าไป ร้อยเอ็ดคน แล้วเขาก็คัดออกเป็นหกสิบคน สามสิบคน ยี่สิบคน เหลือสิบเอ็ดคนสุดท้ายที่ได้เดบิวต์

เด็กที่เรียนด้านนี้โดยเฉพาะอย่างคุณอยู่ในเกณฑ์ไหนของการแข่งขัน

D ครับ เอาจริงๆ พีคว่ามันเหมาะสำหรับพีคแล้วในตอนนั้น คือตอนแรกเราก็ช็อกนิดหนึ่งเพราะอยากได้ C หรือไม่ก็ B แต่เมื่อเราไม่ได้เตรียมตัวเลย เมื่อวานยังอยู่เมืองไทย รุ่งขึ้นต้องไปถ่ายรายการโดยที่ไปซ้อมในห้องก่อนถ่ายทำ มันก็ไม่ทันอยู่แล้ว ด้วยความเป็นคนคิดบวก พีคก็คิดว่า D ก็ยังดีกว่าที่เราได้ A แล้วเรากดดันมากๆ เราอยู่ที่ D ตรงนี้แล้วไต่ไปเรื่อยๆ ดีกว่า 

แต่จริง ๆ ตอนรู้ผลพีคก็พังนิดหนึ่งแหละ (หัวเราะ) ด้วยความที่เราตั้งใจเต็มที่แล้วนะ ก็ร้องไห้ คือร้องแบบอ่อนแอออกอากาศด้วย ร้องกับตัวเองด้วย พีคก็พังไปหนึ่งวัน แล้วก็คิดว่าเราพังอย่างนี้ตลอดไปไม่ได้นะ ต้องอัปตัวเองขึ้นมาแล้วไปต่อ 

ผ่านไป 6 เดือน สุดท้ายคุณไม่ได้ชัยชนะ แต่ได้อะไรกลับมาบ้าง

ได้เยอะมากกว่าไม่ได้ ได้เพื่อน ได้ครอบครัว ได้เรียนรู้ ได้ความรู้อะไรใหม่ๆ ถึงแม้เหนื่อยมาก แต่รู้สึกได้ว่าเราพัฒนากว่าเดิมเยอะ จากที่เคยซ้อมคนเดียวก็กลายเป็นซ้อมกับเพื่อน แล้วเราก็ปรับตัวได้เรื่อยๆ จนชินไปกับทุกๆ วัน

ในสเตจก่อนที่จะไม่ได้ไปต่อ พีคทำเต็มที่ที่สุดแล้ว ได้เลือกใน Position ที่ไม่เคยทำคือแรป และวันนั้นเป็นคอนเสิร์ตในคอนเซปต์ใหม่พอดี เป็นคอนเซปต์ที่ถ้าเลือกทำสองอย่างจะได้คะแนนเพิ่มมากว่า ตอนนั้นพีคอยู่ในอันท้ายๆ แล้ว ไม่มีสิทธิ์เลือกอะไรมาก สุดท้ายตัวเลือกของพีคคือแร็ป ไม่ก็แร็ปกับเต้น พีคก็เลยเลือกทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน และเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิดว่าตัวเองจะทำได้ นั่นคือแร็ปกับเต้น พีคขอเลือกออกจากเซฟโซนแล้วทำให้เต็มที่มากกว่า

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ผลของการเลือกออกจากเซฟโซนเป็นยังไง

พีคแร็ปได้อยู่แล้ว แต่พอต้องมาแร็ปกับเต้น ต้องคิดท่าเอง แต่งเนื้อร้องเอง มันออกมาดีกว่าที่คิดไว้เยอะมาก เพื่อนร่วมทีมก็บอกว่าพีคเก่งมาก เป็นชาวต่างชาติแต่มาแร็ปเกาหลี คือเรื่องภาษาเราไม่ได้อยู่แล้วแหละ แต่ก็มีเพื่อนคอยช่วย ส่วนเรื่องเต้นพีคก็คอยเสนอไอเดียตลอด จะคอยถามพี่ว่าอย่างนี้ดีไหม ก็ออกมาเต็มที่เท่าที่เราทำได้แล้ว จากเบื้องหลังที่เราคอยช่วยคิดโน่นนี่ คนไม่เห็นหรอก แต่มันทำให้พีคมีวันนี้ได้ ตอนนี้แต่งเพลงเองได้ คิดท่าเต้นเองได้ทุกอย่างหมด

ดูเหมือนคุณให้ความสำคัญกับเรื่องทักษะหรือประสบการณ์มากกว่าเป้าหมายที่ชัยชนะ

พีคแคร์เรื่องความสัมพันธ์ เรื่องที่เราไม่ได้เดินคนเดียวมากกว่า ถ้าใครในทีมตกหล่นไป พีคจะเฟลมาก เราอยากดึงเขาได้ด้วยกัน ถ้าเขาขาดตรงไหนเราก็กระซิบบอก คือจริงๆ มันเกินหน้าที่แหละแต่เราอยากทำ และพีคว่ามันสนุกกว่านะ 

ถ้าเรามุ่งไปที่เป้าหมาย พอถึงเป้าหมายแล้วพีคเห็นคนส่วนใหญ่จะบอกว่าจุดมุ่งหมายมันเปลี่ยน เหมือนกับอยู่ที่จุดอิ่มตัว พีครู้สึกว่ามันเร็วเกินไป เราอยากเอ็นจอยกับการค่อยๆ กระดึ๊บไป ดีกว่าไปถึงแล้วหยุด ไปถึงแล้วไม่รู้ว่าจะไปต่อยังไงดี

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

มีอะไรไหมที่เด็กจากโรงเรียนสอนเป็นไอดอลโดยเฉพาะไม่เคยรู้ และมาได้รู้จากการแข่งขันครั้งนี้

หลักๆ เลยคือพีคได้รู้ว่าเรามีความอดทนมากกว่าเดิมเยอะมาก เพิ่งรู้เลยว่าเราอดทนเก่ง นี่ไม่ได้เข้าข้างตัวเองเลยนะ คือด้วยความที่เป็นคนไม่คิดมาก พีคเลยไม่ได้มองว่าจริงๆ แล้วเราเป็นคนอดทนเก่งแต่เด็กเลยแหละ

ความอดทนกับน้ำตาเป็นของคู่กับไอดอลหรือเปล่า

ใช่ พีคว่าชีวิตไอดอลไม่คงทน มันมีทั้งสมหวัง ผิดหวัง ก็เหมือนชีวิตของทุกอาชีพ มันมีความไม่แน่นอนอยู่แล้ว อะไรจะเกิดขึ้นกับเราก็ไม่รู้ พีคโตขึ้นมากจากการที่คิดแบบนี้ เรามี Mindset ที่ดีขึ้น มีความสุขกับสิ่งเล็กๆ เราเหนื่อยมากในแต่ละวัน แต่เรามีมุมเล็กๆ ที่มีความสุขได้ แค่ได้โยนขวดน้ำพีคก็มีความสุขแล้วนะ (หัวเราะ) 

ตอนแข่งขัน มีข่าวดังที่ว่าคุณพ่อไปเดินช่วยหาคะแนนโหวตที่เกาหลีด้วย เวลานั้นรู้ข่าวนี้ด้วยไหม

รู้ครับ ตอนอยู่ในค่าย ทีมงานเอารูปมาให้ดู เพราะที่เกาหลีก็ลงข่าวเหมือนกัน พีคเห็นแล้วร้องไห้ไม่หยุดจนให้สัมภาษณ์ต่อไม่ไหวเลย ตอนนั้นแปดโมงเช้า คือไม่ได้นอนมาเลย พอมาเจอแบบนี้มันเซนซิทีฟอยู่แล้วก็หนักเข้าไปใหญ่ ตอนนั้นใจเหลือนิดเดียว ใจหนึ่งอยากกลับบ้าน อีกใจก็อยากทำให้ดีที่สุด ดีมากกว่าเดิมสมกับที่พ่อทำให้

เคยคาดคิดไหมว่าคุณพ่อจะทำขนาดนี้

สิ่งที่เขาทำมันเหนือความคาดหมายของพีคมาก ตอนเห็นข่าวพีครู้สึกทั้งตกใจและดีใจ เรารู้ว่าความรักของพ่อยิ่งใหญ่มากขนาดนี้ เพราะปกติแล้วเราจะเหมือนเป็นเพื่อนกัน พ่อเรียกพีคว่า ‘นาย’ พีคเรียกตัวเองว่า ‘เรา’ พอจะทำซึ้งกับพ่อก็ขำกัน เป็นสายเฮฮามากกว่า คุณพ่อไม่ใช่สายแสดงออกหวานๆ อยู่แล้ว แต่พีครู้ว่าเขามีมุมแบบนี้ตลอด ตั้งแต่ที่เขายอมทำงานหนักเพื่อส่งพีคเรียน หรือเขารู้หมดเลยว่าพีคชอบกินอะไร หรือไปรับไปส่งเวลาไปถ่ายละคร ทั้งที่พ่อก็ไม่ค่อยมีเวลา

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ได้คุยเรื่องนี้กับคุณพ่อไหมว่าตอนนั้นเขารู้สึกยังไง

ทุกคนถามตลอดว่า ตอนนั้นคุณพ่อรู้สึกยังไง เขาบอกว่าไม่ได้คิดอะไรเลย ก็แฟนคลับยังทำเพื่อลูกได้ คนเป็นพ่อทำแบบนี้มันน่าอายอะไรเหรอ คุณพ่อบอกว่า เขารู้ว่าต้องมีคนบอกว่ามันอาจจะเสียศักดิ์ศรีนะในการทำแบบนี้ แต่เขาบอกพีคว่าไม่ต้องคิดเรื่องนั้นเลย เพราะคำว่าพ่อไม่ต้องมีความว่าศักดิ์ศรี 

จากงานที่ผ่านมา ชื่อของกองทัพ พีค ไปในสายไอดอลแบบร้องเต้นอย่างเต็มตัว แต่พอกลับไทยคุณก็ได้เล่นละครเรื่องแรกในฐานะพระเอก คิดว่าอะไรทำให้มาทำงานสายการแสดง

บอกตามตรงว่าไม่รู้เลยจริงๆ แต่พีคอยากลองทุกอย่างในวงการบันเทิงอยู่แล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาคาดหวังหรือมั่นใจอะไรในตัวเรา แต่รู้สึกขอบคุณทุกวันที่เลือกให้พีคมาทำงานตรงนี้ ซึ่งพีคไม่คาดคิดว่าจะได้เล่นละครกับพี่เบลล่าด้วย พีคก็ทำเต็มที่เท่าที่ทำได้ อยากให้ละครประสบความสำเร็จ เพื่อทีมงานทุกคนจะได้หายเหนื่อย เพราะรู้ว่าทุกคนเหนื่อยกันมาก 

คุณพ่อได้บอกหรือสอนอะไรกับการทำงานในวงการบ้างไหม

ตั้งแต่ก่อนเข้าวงการ คุณพ่อบอกให้ไหว้ทุกคนนะ เคารพทุกคน เพราะทุกคนมีศักดิ์ศรีในหน้าที่ของตัวเอง 

แล้วก็พกของใช้ส่วนตัวไปนะ พกผ้าเช็ดตัว กางเกงในไป เพราะบางวันเข้าซีนมีฝนตกก็ต้องเปลี่ยน ซึ่งบางวันฝนตกเอาๆ เปลี่ยนก็ไม่พอ ขับมอเตอร์ไซค์สักพักฝนตกอีกแล้ว (หัวเราะ)

เป็นคำตอบที่ไม่คาดว่าจะได้รับนะเนี่ย

พวกเราเป็นคนในแบบที่ไม่มีใครคาดฝันครับ พีคก็งงเหมือนกัน (หัวเราะ) จริงๆ คุณพ่อบอกว่า เขามั่นใจในตัวพีคอยู่แล้ว เพราะรู้ว่าพีคก็เหมือนเขา ตรงที่เป็นคนตลกเฮฮา ชอบทำให้คนอื่นหัวเราะได้ 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

วันที่ได้มาทำงานในวงการเต็มตัวแล้ว คุณพ่อเคยพูดถึงผลงานของคุณอย่างไรบ้าง

คุณพ่อบอกว่าพีคก้าวไปไกลกว่าเขามาก ในมุมที่พีคทำในสิ่งที่เขาทำไม่ได้คือเรื่องเพลง เพราะเขาไม่มีเซนส์ในเรื่องเพลงเลย เขาภูมิใจในตัวพีคมากในทุกวัน วันนี้เขาก็ภูมิใจที่พีคได้เป็นพระเอกได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่เพราะเขาไปฝากหรือดัน สไตล์คุณพ่อก็รู้อยู่แล้วว่า ขนาดเปิดตัวยังไม่อยากเลย (ยิ้ม)

พอปิดกล้องละคร คุณก็ต้องเตรียมตัวไปแข่งขันรายการไอดอลระดับเอเชียต่อเลยทันที

ใช่ครับ รายการนี้ชื่อว่า Asia Super Young ของประเทศจีน เป็นการเฟ้นหาไอดอลระดับเอเชีย ก่อนหน้านี้พีคได้ดูรายการ Street Dance of China ของจีนอยู่แล้วด้วย สำหรับรายการนี้ด้วยโปรดักชันคำว่าเอเชีย ถ้าทำได้พีคก็อยากจะไปให้ถึงระดับนั้น ซึ่งจะไปได้ไกลแค่ไหนไม่รู้เหมือนกัน แต่จะทำให้ดีที่สุด

ครั้งนี้มีเวลาเตรียมตัวเยอะไหม

ได้เตรียมตัวเยอะขึ้น ได้ฝึกภาษาจีนเพิ่มด้วย และที่ผ่านมาการเล่นละครก็เป็นการฝึกฝนอย่างหนึ่ง ที่ทำให้รู้ว่าเราต้องมีเซนส์อะไรบ้าง ทำอะไรได้บ้าง ระหว่างถ่ายละครได้แต่งเพลงประกอบละครสองเพลง ซึ่งพีคแต่งเป็นสามภาษาคือ ภาษาเกาหลี ภาษาไทยกับอังกฤษ และภาษาอังกฤษล้วน ก็ได้เรื่อง Music Production และจากที่เคยไปแข่งที่เกาหลีก็ทำให้พีคได้เรื่องการคิดท่าเต้นเองด้วย

ที่สำคัญคือครั้งนี้พีคพก Mindset ที่ต่างไปจากครั้งที่แล้ว คือจะเป็นตัวของตัวเองมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะรู้สึกว่าเราสบายใจ ไม่กดดัน พีคอยากให้ทุกคนเห็นในมุมนี้มากกว่าที่จะเครียด หรือต้องเก่งไปทุกอย่าง อยากให้เห็นในมุมที่เป็นพีคอย่างทุกวันนี้ที่จะมีมุมเด๋อๆ บ้าง (หัวเราะ)

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

อยากแก้มืออะไรจากการแข่งขันในครั้งที่แล้วบ้าง

ครั้งนี้อยากโชว์สกิลล์ให้มากขึ้นกว่าเดิม อยากให้คนได้เห็นว่าพีคทำอะไรได้มากขึ้นกว่าเดิมนะ แล้วก็มีมุมอื่นๆ ที่โตขึ้นและคนยังไม่ได้เห็นเท่าไหร่ แต่ยังไม่บอกว่าอะไร ต้องรอดู อยากมอบให้เป็นของขวัญกับแฟนๆ ทุกคนที่ซัพพอร์ตพีคมานาน 

จากที่คุยกันมา บอกได้ไหมว่าเคยไปแข่งขันหรือออดิชันมากี่ครั้งแล้ว

โห เริ่มตั้งแต่ประกวดหนูน้อยสงกรานต์ตอนเด็กเลย ก็น่าจะประมาณยี่สิบครั้งได้ ทุกปีต้องมีสักเวที ว่ายน้ำก็เป็นการแข่งขันนะ เยอะมาก ตอนไปเรียนที่อังกฤษก็นับเป็นออดิชันเหมือนกัน

ทั้งหมดกี่ประเทศ

มีไทย อังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ประมาณนี้ แต่ว่าในแต่ละประเทศเหล่านี้ก็ไปมาเยอะมาก 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ทำไมต้องไปออดิชันหลายเวทีขนาดนั้น

พีคว่าการออดิชันเหมือนเป็นการฝึกตัวเองว่า เราปะทะขีดจำกัดได้ที่ตรงไหน เช่น การออดิชันจะมีโจทย์ที่ให้เวลาสองนาที ต้องร้องเพลงนี้ เต้นแบบนี้ พีคว่ามันสนุกดี 

เพียงแค่อายุ 19 ปี คุณก็ผ่านการเดินทางในเส้นทางการทำงานที่หลากหลายและทรหดมาก เคยรู้สึกว่า มีอะไรในช่วงวัยที่หล่นหายไปบ้างไหม

การเข้ามาในวงการนี้ต้องพร้อมเสียสละหลายอย่างไป ซึ่งพีครู้และทำใจได้ตั้งแต่แรกแล้ว จริงๆ ตอนนี้พีคควรอยู่ในวัยที่ใกล้เรียนจบมหาลัย สิ่งที่หล่นหายคือช่วงที่ได้อยู่กับเพื่อน เพื่อนที่อยู่อังกฤษก็ส่งมาให้ดูตลอดว่าเขาอยู่หอ ไปเรียน มีเพื่อน แต่พีคอยู่ในห้องซ้อมคนเดียว แต่ก็ชินแล้วแหละ ไม่ได้คิดอะไรมาก

บางคนอาจมองว่าเราเสียความเป็นส่วนตัวหรือชีวิตส่วนตัวไปด้วยนะ ถ้ามองในมุมนั้นก็จะเป็นแบบนั้น แต่ในมุมของพีคคือ มันก็คือชีวิต มันต้องเสียสละอะไรบางอย่างอยู่แล้ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันน้อยมากกับสิ่งที่เราได้รับกลับมา ไม่ว่าจะเป็นผลงานที่เราได้สร้าง ความรักและแรงซัพพอร์ตจากทุกคน ส่วนที่มันจะหายไปคือเล็กน้อยมากสำหรับสิ่งที่ได้รับมา

มีอะไรที่อยากทำแล้วไม่ได้ทำไหม เช่น ไปกินหมูกระทะกับเพื่อน

นั่นแหละ อย่างนั้นเลย (หัวเราะ) อยากมีฟีลนั้นบ้าง แต่ตอนนี้รู้สึกว่าการที่ได้ไปถ่ายละครก็เหมือนได้ไปเจอเพื่อนนะ ได้มีกลุ่มเพื่อนใหม่ ไปกินข้าวด้วยกัน บางทีอาจจะข้ามรุ่นไปหน่อย แต่รู้สึกว่าเขาเข้าใจวงการ มีฝันเดียวกัน อยู่ในอาชีพเดียวกัน ไปด้วยกันได้ อยู่ในกองก็มีความสุขมาก เหมือนไม่ได้ไปทำงานเลย ทุกคนเทคแคร์ดีมาก อาหารอร่อย อันนี้สำคัญมาก

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ถ้าวันนี้ไม่ได้ทำงานในวงการ คิดว่าตัวเองจะทำอะไรอยู่ตรงไหน

มันหลายทางมากเลย อาจจะเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือไม่ก็หมอ เพราะตอนเรียนพีคได้ท็อปวิชาวิทยาศาสตร์ทุกตัวเลย ได้แบบ A Star เลยนะ ตอนประถมเคยอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ ชอบทดลองแบบเอาส้มไปแช่ช่องฟรีซ แล้วเอาออกมาโยนดูว่าจะแตกไหม หรือทดลองอะไรตลอดเลย ตอนอยู่อังกฤษก็ได้ท็อปวิชาวิทยาศาสตร์ตลอดทั้งที่ไม่ได้อ่านหนังสือ (หัวเราะ) คงเป็นเพราะความชอบด้วยแหละ 

หรืออีกทางก็อาจเป็นได้คือ นักกีฬาว่ายน้ำ (หัวเราะ) ตอนเด็กๆ ก็ไปไกลขนาดเกือบติดทีมชาติแล้ว แต่หยุดไปเพราะซ้อมหนักจนไม่ค่อยมีเวลาเรียน พีคเริ่มเรียนว่ายน้ำตั้งแต่สี่ขวบ พร้อมกับเรียนเปียโนเลย มันควบคู่กันมาตลอด ถ้าไม่ได้มาทางนี้ ก็อาจเป็นนักกีฬาว่ายน้ำก็ได้

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย
กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

คุณบอกว่าชีวิตไอดอลไม่ยั่งยืน แล้วอะไรคือความยั่งยืนที่จะหลงเหลือในวันที่อาจจะไม่ได้ทำงานในวงการนี้แล้ว

ความทรงจำ เพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนจดจำเราในฐานะอะไร ความทรงจำนี่แหละที่ยืนยาวไปเรื่อยๆ อย่าง ไมเคิล แจ็คสัน (Michael Jackson) เรายังจำเขาได้อยู่เลย ไม่หายไปไหน ชื่อนี้แล้วก็ความทรงจำจะยังอยู่ตลอดไป ความสำเร็จและความดังไม่ยั่งยืนอยู่แล้ว แต่คนจะจดจำเราในฐานะอะไรมากกว่าที่อยู่ตลอดไป

แล้วถ้านึกถึงกองทัพ พีค อยากฝากอะไรไว้ในความทรงจำของทุกคน

อยากให้คนนึกถึงแล้วมีรอยยิ้มกับทุกผลงานของเรา

คิดว่าชีวิตนี้มีอะไรที่ได้ทำแล้ว จะไม่ต้องการทำอะไรในวงการนี้อีกแล้วไหม

โอ้โห มันเยอะมากเลยฮะ สิ่งที่อยากทำมันมีมาเพิ่มทุกวันเลย

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

เพียงช่วงข้ามคืน ชื่อของ คิทตี้-ชิชา อมาตยกุล ก็ถูกพูดถึงไปทั่วโลกออนไลน์

หลายคนอาจจะรู้จักเธอจากบท ‘แนนโน๊ะ’ ใน เด็กใหม่ THE SERIES GIRL FROM NO WHERE ภาพยนตร์ชุดพล็อตเรื่องอินเตอร์ ว่าด้วยนักเรียนหญิงบุคลิกแปลกประหลาดที่ย้ายโรงเรียนทุกครั้งหลังจากฝากบทเรียนสำคัญให้เพื่อนร่วมชั้น ครูพละ และคนที่มีส่วนให้โลกนี้พิกลพิการ

หลายคนอาจรู้จักเธออยู่แล้วจากผลงานในวงการบันเทิง ซิตคอม ละครค่ำ ภาพยนตร์ แคตวอล์ก ตามหน้านิตยสาร หรือแม้แต่เพลงป๊อปของกลุ่มเด็กสาวเนื้อหาฟังสบาย

‘คิทตี้ ชิชา’ ไม่ใช่เด็กสาวหน้าใหม่ในวงการบันเทิงบ้านเรา อย่างที่เราเคยเข้าใจ

ข้อมูลในโลกออนไลน์เปิดเผยข้อมูลการศึกษา ผลงาน และเรื่องราวส่วนตัวของเธอ มากเกินกว่าที่เราร้องขอ และด้วยหน้าที่การงานของเรา เราไม่อาจปักใจเชื่อข้อมูลนั้นจนกว่าจะพูดคุยตัวเป็นๆ กับเธอ

‘แนนโน๊ะ’ พิธีล้างบาปของ คิทตี้-ชิชา อมาตยกุล

ระหว่างสนทนา เราพบความเกี่ยวข้องกันอย่างบังเอิญระหว่าง ‘คิทตี้’ และ ‘แนนโน๊ะ’

สถานภาพ ‘เด็กใหม่’ ของ ‘คิทตี้’ ที่ย้ายจากโรงเรียนอินเตอร์มาเรียนโรงเรียนไทย การเป็นเด็กใหม่ในค่ายเพลงวัยรุ่นชื่อดัง น้องใหม่ในกองถ่ายหนัง การย้ายจากโรงเรียนคนทำงานเบื้องหน้าไปเป็นคนทำงานเบื้องหลัง 

‘คิทตี้’ และ ‘แนนโน๊ะ’ หลงใหลการสังเกตความเป็นไปของคนและสิ่งรอบตัว

และการมีอำนาจในมือคอยควบคุมความเป็นไปของโลก เหมือนที่ ‘แนนโน๊ะ’ เป็นลูกสาวซาตาน ขณะที่ ‘คิทตี้’ เป็นนักเขียนบทภาพยนตร์อิสระที่มีอำนาจชี้ขาดตัวละครที่เธอสร้าง 

นอกจากวิธีคิดและวิธีทำงานของ ‘คิทตี้’ ในบทบาท ‘แนนโน๊ะ’ เราชวนเธอคุยเรื่องชีวิตอีกด้านหนึ่ง ชีวิตในโรงเรียนจริงและโรงเรียนชีวิต

ก่อนเริ่มต้นบทสนทนามีข้อมูลเกี่ยวกับคิทตี้ที่คุณต้องรู้ก่อน 2 ข้อ

ข้อแรก คิทตี้เป็นชื่อเล่นที่พ่อแม่ตั้งให้  

ข้อสอง อย่าถามอายุจริงของคิทตี้ ให้เกียรติชุดนักเรียนทั้ง 11 ชุด (จาก 13 โรงเรียน) ของเธอด้วยค่ะ

‘แนนโน๊ะ’ พิธีล้างบาปของ คิทตี้-ชิชา อมาตยกุล

ย้อนกลับไปสมัยเรียน คุณเป็นเด็กนักเรียนแบบไหน

เป็นเด็กดื้อเงียบ ไม่ชอบถักเปียมาโรงเรียน ชอบเดินเหยียบส้นรองเท้า ครูเห็นก็ไม่ชอบเท่าไหร่ มีวันหนึ่งครูโยนรองเท้าเราจากชั้นสี่ลงไปในถังขยะ ซึ่งแม่นมาก เราก็แสบ วิ่งลงไปเก็บให้เขาเห็น ใส่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น วันต่อมาครูโยนทิ้งเหมือนเดิม คราวนี้ราดน้ำตามลงไปด้วย ทำให้ต้องเดินกลับบ้านทั้งถุงเท้า เจอใครทุกคนก็ถาม แต่เราก็เล่าได้ไม่เต็มปาก

จากที่เคยมั่นใจว่าเราไม่ผิด ก็เริ่มรู้สึกผิดนิดๆ เมื่อต้องเล่าให้ทุกคนฟังว่า ‘ที่ไม่มีรองเท้าใส่เป็นเพราะคิทตี้ใส่รองเท้าเหยียบส้นค่ะ ครูเลยเอารองเท้าไปทิ้ง’

นิสัยแบบเด็กผู้ชายเลย

ใช่ๆ ส่วนหนึ่งเพราะเรามีพี่น้องและญาติๆ เป็นผู้ชายเกือบทั้งหมด แล้วเราเรียนอินเตอร์มาก่อน เราเคยชินกับการใส่อะไรไปโรงเรียนก็ได้ ไม่มีใครบังคับว่าเป็นผู้หญิงต้องใส่กระโปรง อีกเรื่องคือ สมัยเรียนติดเกมมาก ติดถึงขั้นหลับในห้องเรียน แต่ก็เรียนรู้ว่าถ้าจะหลับในห้อง คืนก่อนนั้นเราต้องมีคำตอบทุกอย่างในสมุดการบ้าน เผื่อฉุกเฉินโดนปลุกขึ้นมาจะได้ตอบครูได้

การเป็นเด็กอินเตอร์ที่ย้ายมาเป็นเด็กใหม่ในระบบโรงเรียนไทย เจออะไรบ้าง

แรกๆ ยังตื่นเต้นอยู่ ครูถามอะไรเราก็อยากยกมือขึ้นตอบ จนเริ่มรู้สึกได้ว่าเพื่อนในห้องเริ่มส่งพลังเกลียดชังมา สงสัยว่าเราเป็นอะไร ทำไมต้องตอบครูตลอดเวลา หลังๆ จึงเรียนรู้ว่าอยู่นิ่งๆ ไม่ตอบคำถามก็ได้ เดี๋ยวกริ่งก็ดังแล้ว ต่อให้ขัดกับตัวตนที่เคยเป็น แต่เรารู้ว่าเราเปลี่ยนใครหรือเปลี่ยนทั้งระบบไม่ได้ ถ้าเราจะอยู่ที่นี่เราก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับที่นี่

อะไรคือข้อดีของการปรับตัวเมื่อเราเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม

ข้อดีคือ เราเรียนรู้ที่จะปรับตัวในช่วงเวลาที่เรายังเด็กมากๆ ทำให้เข้าใจว่าในชีวิตข้างหน้าเราจะต้องเจอกับการเปลี่ยนแปลงอีกนับครั้งไม่ถ้วน และเพื่อให้เราอยู่รอดในสังคมที่เปลี่ยนไป เราคงต้องปรับเปลี่ยนบางอย่างให้เข้ากับคนและสิ่งแวดล้อมนั้น

คิทตี้ได้เรียนรู้อะไรจากการเรียนที่โรงเรียนจิตรลดาบ้าง

ไม่ว่าคุณจะเป็นใครมาจากไหน ในโรงเรียนนี้คุณทุกคนมีค่าเท่ากันหมด คนที่โรงเรียนมีตั้งแต่ลูกหลานของข้าราชการระดับสูง นักการเมือง นักการทูต นักธุรกิจ อาจารย์และพนักงานในโรงเรียน ทุกคนใส่ชุดนักเรียน ใช้กระเป๋า รองเท้า และทำผมแบบเดียว ตอนอยู่ชั้นประถมมีระเบียบเปิดกระเป๋าสตางค์ ห้ามไม่ให้นักเรียนพกเงินเกิน 60 บาทด้วย สิ่งนี้ก็ทำให้เราไม่เป็นคนตัดสินหรือให้ค่าคนจากองค์ประกอบภายนอก

สิ่งที่ประทับใจคือ โรงเรียนเราเล็กมากๆ เพื่อนนักเรียนทั้งชั้นมีกันอยู่ 100 คน แม้เรียนจบและแยกย้ายกันไปพวกเราก็ยังติดต่อกันอยู่เสมอ อย่างช่วงนี้ที่มีโปรโมตละคร เด็กใหม่ คิทเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องพูดเรื่องสมัยเรียน ซึ่งเราเป็นห่วงว่าสิ่งที่เราพูดไปอาจจะกระทบจิตใจเพื่อนบางคนที่เคยแกล้งกัน ล้อเล่นกัน จนเขาอาจจะคิดมากว่าตัวเองเป็นสาเหตุที่ทำให้ชีวิตวัยเรียนของใครมีปัญหา นั่นคือสิ่งที่เพื่อนในรุ่นเป็นห่วงกันและกัน

ที่ผ่านมาคือบรรยากาศของการเป็น ‘เด็กใหม่’ ในชีวิตคนอื่น แล้วกับคนใหม่ๆ ที่เข้ามาในชีวิตเรา คุณมีวิธีรับมือยังไง

ไม่ค่อยมีคนใหม่ๆ เข้ามาในชีวิตเรานะ ส่วนมากคิทเป็นคนชอบอยู่ในมุมมืดๆ มากกว่าการเป็นศูนย์กลางความสนใจของใคร เราชอบนั่งอยู่ห่างๆ แต่คอยมอง คอยสังเกต

อะไรคือสิ่งที่คุณเลือกมอง เลือกสังเกต

จริงๆ นอกจากการแสดง อาชีพหลักของเราคือ คนเขียนบทและที่ปรึกษาบทภาพยนตร​์ เราสนใจเรื่องคนในมุมที่เหมือนกับพระจันทร์ นั่นคือ คุณจะเห็นคนคนหนึ่งเพียงแค่ด้านใดด้านหนึ่งของเขา เราไม่มีทางที่จะเห็นทุกด้านพร้อมกันหมด

เราชอบไปนั่งที่ J Avanue ทองหล่อ 15 ตอนดึกๆ ซึ่งฝั่งตรงข้ามคือร้านรวงที่คนมาเที่ยว เรารู้สึกว่าเจ๋งดีเหมือนกัน เพราะเพียงเดินข้ามไปอีกฝั่งของถนน เราจะเจอกับคนแต่งตัวสวยงามมาเที่ยวสังสรรค์กับเพื่อน ขณะที่มองดูฝั่งทางนี้ เราเห็นคนเมาอ้วกแตก คนทะเลาะกับแฟน ไม่เหลือความสวยงามที่แสดงออกตอนแรก ทุกคนแค่เป็นตัวเอง ไม่เก๊ก ไม่มีเกราะกำบัง

สายตาช่างคิดช่างสังเกตของคุณมันเริ่มมาจากไหนและตั้งแต่เมื่อไหร่

เป็นนิสัยที่เป็นมานานแล้ว เริ่มจากเราเล่นเป็นเกมฆ่าเวลา จำไม่ได้ว่าเล่นครั้งแรกกับใคร

ลักษณะคือเป็นเกมแต่งเรื่องให้กับคนที่เราบังเอิญเจอ เช่น นั่งอยู่บนรถไฟฟ้ามองเห็นคนคนหนึ่ง ดูจากเวลาที่เขาใช้ในการเดินทางเขาน่าจะมีอาชีพฟรีแลนซ์ ดูจากการแต่งตัวและสัมภาระที่ไม่มากมาย เขาน่าจะไม่ใช่ช่างภาพ แต่เป็นศิลปินที่ทำงานวาดรูปอยู่ในสตูดิโอของตัวเอง เป็นต้น ความสนุกมันเริ่มจากตอนนั้น

มีครั้งไหนบ้างที่การสังเกตความเป็นไปรอบตัวมีผลกระทบต่อชีวิตเรา

หลายครั้งเลย คนเราชอบคิดว่าชีวิตของตัวเองแย่ที่สุด แต่มันไม่จริงหรอก ชีวิตของทุกคนมันก็แย่เหมือนกันหมดแหละ ทุกคนมีความทุกข์ในแบบของตัวเองทั้งนั้น

ความเข้าใจเรื่องความทุกข์ยากของคนนี่มาจากประสบการณ์ตรงหรือมาจากไหน

เราชอบอ่านหนังสือและดูหนัง เลยทำให้ความคิดเราแก่แดด

ชอบที่สุดคือเรื่อง Requiem for a Dream (2000) ของ Darren Aronofsky ผู้กำกับ Black Swan หนังเรื่องนี้ทำให้คิทกลัวและไม่กล้าลองยาเสพติดทุกชนิด เชื่อมั้ยว่ามีคนบอกว่าบ้าหรือเปล่า หรือมองมันเป็นเหตุผลโง่ๆ แต่สำหรับเราที่ดูหนังเรื่องนี้ครั้งแรกเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว ดูแล้วกลัวมาก เพราะผลลัพธ์ของมันร้ายแรง แม่เข้าโรงพยาบาลบ้า ลูกชายโดนตัดแขน ลูกสาวต้องไปขายตัวแลกยา วิธีการเล่าของหนังเรื่องนี้ไม่ได้มาถึงแล้วบอกว่ายาเสพติดเป็นสิ่งไม่ดีนะจ๊ะ แต่หนังพาเราไปเห็นข้อดีงามของสิ่งเหล่านี้ แล้วอยู่ดีๆ ก็ทิ้งดิ่งลงมาเหมือนเล่นรถไฟเหาะ จำได้เลยว่าตอนที่ดูจบเรายังรู้สึกว่า ‘จริงหรอวะ พูดเป็นเล่นน่า’

ก่อนหน้าที่จะมาเจอกับคุณ เราไปพบกับคุณเจ๋อ ภาวิต จาก GMM Grammy และคุณเล็ก ดมิสาฐ์ แห่ง SOUR Bangkok คุยเรื่องวิธีคิดเบื้องหลัง เด็กใหม่ และการคัดเลือกนักแสดงที่คุณสร้างการจดจำด้วยการร้องเพลงขณะที่แสดงบทถูกข่มขืนเพื่อกระตุ้นให้ตัวละครถูกฆ่า ถามตรงๆ ได้ไหมว่าตอนนั้นคิดอะไรอยู่ถึงแสดงออกมาแบบนั้น

เราเห็นบทแล้วอยากเล่นมาก ในชีวิตไม่เคยอยากได้บทไหนเท่านี้มาก่อน และก็คิดว่าถ้าเราทำเหมือนคนอื่นเราจะไม่มีทางได้บทนี้แน่ๆ เราเป็นคนชอบแหกคอก ก็เลยคิดว่ามันต้องมีช่องว่างสิ

เริ่มจากถามทีมที่ทำ Casting ว่าอะไรคือสิ่งที่เขาอยากได้ คำตอบคือ เราต้องทำยังไงก็ได้ให้ผู้ชายในบทนั้นอยากฆ่าเรา แล้วนึกย้อนถึงหนังหรือการ์ตูนที่เคยดู ก็พบว่าตัวละครแบบนี้ไม่ได้ถูกฆ่าโดยบังเอิญ แต่ตั้งใจทำให้ถูกฆ่าแน่ๆ และจากสถานการณ์นี้เราทำอะไรได้บ้าง ทางเลือกปกติคือ นิ่ง ซึ่งหากเป็นอย่างนั้นคนที่กระทำเราคงสบายใจดี ไม่ได้รู้สึกอยากฆ่า เราจึงเลือกอีกทาง นั่นคือ ร้องเพลง London Bridge Is Falling Down ออกมา จังหวะนี้นักแสดงผู้ช่วยที่แสดงฉากนี้ด้วยกันก็ตกใจ สาปแช่งออกมาว่า ‘ร้องเพลงทำไมวะ’

คุณใช้วิธีคิดนี้กับฉากอื่นๆ ด้วยมั้ย

เพราะชีวิตคนเราไม่ได้แสดงออกอย่างตรงไปตรงมา เช่น คนเราบอกว่าไม่อยากคุย แต่จริงๆ อยากคุย เราจึงพยายามเข้าใจว่าตัวละครต้องการอะไร หรือกำลังคิดอะไรอยู่

แพสชันในการทำงานเรื่อง เด็กใหม่ ของคุณมาจากไหน

มาจากการที่คิทรู้ตัวเองว่าเรามีโอกาสต่ำเตี้ยเรี่ยดินมากที่จะได้รับบทนี้ เพราะช่วงปีที่ผ่านมามีข่าวไม่ดีเกี่ยวกับเราเยอะ เรารู้ว่าหากทีมงานต้องเลือกใครสักคนมารับบทนำ เราคงไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีเท่าไหร่ เพราะภาพลักษณ์เรา แค่เห็นคนก็เกลียดแล้ว

ทีมคัดเลือกนักแสดงถามเราว่า ‘เราเป็นคนยังไงกันแน่ ทำงานด้วยยากมั้ย’ วันนั้นรู้สึกว่าไม่ได้แน่ๆ ต่อให้เรื่องที่เขาได้ยินมาไม่ใช่เรื่องจริงเลย แต่คนก็จดจำเราในภาพนั้นไปแล้ว เราจึงอธิบายเท่าที่เราทำได้ และผลก็ออกมาว่าเราได้รับโอกาส มันน่าเหลือเชื่อมาก เพราะเราไม่ได้มาจาก 0 แต่เรามาจากติดลบ วินาทีนั้นเรารู้ตัวเลยว่าเราต้องทำให้ดีที่สุด ให้สมกับที่ทีมงานทุกคนตกลงปลงใจเลือกเรา เป็นสัญญาใจที่เราต้องยอมรับและแบกไว้ตลอด 9 เดือนที่ทำงานนี้ แนนโน๊ะไม่ใช่เราคนเดียว แต่คือทีมงานทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่

แนนโน๊ะเรียกร้องให้คิทตี้ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง

เรื่องแรก ด้วยความเหนือจริงของแนนโน๊ะ บวกกับตารางถ่ายที่โหดมาก มีถ่ายทุกสัปดาห์ และระหว่างถ่ายก็มีฟิตติ้งและเวิร์กช็อปไปด้วย ทำงานไม่มีวันหยุดเลย ทำงานเสร็จตี 3 นอนอีกวัน มะรืนตื่นมาไปฟิตติ้ง ขณะที่ทุกคนแสดงจบในตอน เราต้องไปต่อให้ครบ 13 ตอน

เรื่องที่สอง มีเวิร์กช็อปที่เราต้องปรับร่างกายจากการตีความแนนโน๊ะว่า ถ้าสิ่งมีชีวิตนี้ไม่กิน ไม่นอน ไม่ต้องการอะไรเลยในชีวิต สิ่งมีชีวิตนี้จะเคลื่อนที่ยังไง ซึ่งไม่ใช่การเคลื่อนที่อย่างซอมบี้แน่ๆ เพราะแนนโน๊ะมีความเกลียดชังเป็นแรงจูงใจ

ยังไง?

ทางพี่เล็ก ดมิสาฐ์ และทีม SOUR Bangkok ซึ่งเป็นครีเอทีฟของ เด็กใหม่ ค่อนข้างละเอียด จึงเป็นหน้าที่ของ ครูบิว (อรพรรณ อาจสมรรถ) กับ ครูโน่ (กรินทร์ ใบไพศาล) จาก Bew’s Act Things มาช่วยปรับเรื่องการแสดงให้ โดยเฉพาะปรับเรื่องของร่างกาย ทำยังไงให้คุ้นเคยกับการเคลื่อนไหวอีกแบบ อย่างตัวแนนโน๊ะจะกะพริบตาน้อย มีวิธีใช้สายตาเหมือนงู คือมองแล้วนะ แต่ก็เหมือนมองให้ลึกลงไปอีก ไม่ว่าเราจะยิ้มหรือจะทำอะไร ตาแนนโน๊ะจะเหมือนงู ต่อให้ยิ้มตาก็ยังมองแข็งอยู่

สรุปแล้วแนนโน๊ะคืออะไรกันแน่

ในช่วงที่เวิร์กช็อปมีการตีความร่วมกันหลายฝ่ายว่า ‘แนนโน๊ะ’ เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่แก่ แต่ก็ไม่เด็ก ไม่มีใครรู้ว่ามาจากไหน อาจจะนั่งอยู่ในห้องสีดำมืด มีหน้าที่สังเกตความเป็นไปของมนุษย์ วันดีคืนดีก็ขอพ่อผู้เป็นซาตานลงมาเล่นกับมนุษย์ ไม่ได้มีความไร้เดียงสา เพราะเห็นความเป็นไปของมนุษย์จนชิน เห็นการข่มขืนมาล้านๆ ครั้ง เห็นการฆ่าแกงกัน เห็นว่ามนุษย์เราไม่ได้เปลี่ยนไปเลย ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่จะตั้งคำถามว่า ‘ทำไมใจร้ายกันจังวะ’

ติดคาแรกเตอร์มาใช้ในชีวิตจริงด้วยแน่ๆ เลยใช่ไหม

ใช่ๆ ตั้งแต่เล่นเรื่องนี้ ใครเจอเราก็จะทักว่าเหมือนเรามากับมวลมืดบางอย่าง

สำหรับคุณการแสดงมีความหมายยังไง

คิทมองว่างานแสดงเป็นงานพาร์ตไทม์ แต่ไม่ได้แปลว่าเราจะทำมันไม่เต็มที่นะ งานแสดงไม่ใช่งานตามสั่ง แต่คืองานที่ใช้ความรู้สึกใส่ลงไป ถ้าเราไม่อยากทำจริงๆ คนดูเขาก็ดูออกนะ เราจึงเลือกเล่นเฉพาะบทที่เรารู้สึกกับมันจริงๆ

อาชีพนักแสดงเป็นหนึ่งในไม่กี่อาชีพในโลกที่อนุญาตให้เราได้ลองเป็นคนอื่น โดยที่ไม่ต้องพยายามโกหกเพื่อจะเป็นใคร เราแค่แสดงออกมา และซึมซับช่วงเวลานั้นไว้ วันนี้เป็นคุณหนู พรุ่งนี้เป็นคนจน มะรืนเป็นคนติดยา อีกวันเป็นคนพิการ หลายครั้งทำให้เรากลับมามองชีวิตตัวเอง

มีบทบาทแบบไหนที่อยากลองเล่นอีกบ้าง

อยากเล่นเป็นคนพิการ เรามักจะประทับใจการแสดงของนักแสดงฮอลลีวูดเวลาเขารับบทผู้พิการ อย่างเรื่อง Don’t Breathe (2016) ที่ Stephen Lang เล่นเป็นคนตาบอด คนที่มองไม่เห็น สัมผัสที่มือเขาต้องดีมากขนาดไหนเขาจึงจะเคลื่อนที่ได้อย่างนั้น สงสัยมาตลอดเลยว่าเขาเล่นได้ยังไง เพราะมากกว่าการทำความเข้าใจตัวละคร นี่คือเป็นบทที่ใช้ร่างกายทั้งเรื่อง

อีกบทบาทคือ บทของคนที่มีตัวตนอยู่จริงๆ ในการแสดงมีกฎว่าห้ามลอกเลียน ห้ามทำตาม แต่ถ้าโจทย์ของบทบาทแบบนี้ คุณต้องแสดงให้เหมือนที่สุด เช่น หนังเรื่อง Rush (2013) ที่ Chris Hemsworth แสดงเป็น James Hunt นักแข่งรถได้เหมือนมาก หรือเรื่อง The Disaster Artist (2017) ที่ James Franco เล่น เขาขึ้นเฟรมช็อตต่อช็อตเลยว่าเล่นเหมือนขนาดไหน น่าสนใจมาก เพราะใช้ทักษะการแสดงคนละแบบเลย

คุณเริ่มรู้ตัวเมื่อไหร่ว่าหลงใหลทั้งงานเบื้องหน้าและเบื้องหลัง

ช่วงที่ไม่ได้เป็นนักร้องแล้ว บังเอิญมีโอกาสไปฝึกงานกองถ่ายหนัง แล้วเราเป็นคนชอบดูหนัง ชอบดูเบื้องหลังของหนังใหญ่ๆ พอได้มาเห็นบรรยากาศจริง เห็นคนทำงาน เห็นนักแสดง เราชอบความรู้สึกนี้ อย่างปีที่แล้วไปช่วย พี่ต้อม (ยุทธเลิศ สิปปภาค) ทำ บุปผาอาริกาโตะ สนุกดี ได้ขับรถรับส่งนักแสดงจากสนามบินไปกองถ่ายที่ญี่ปุ่น (เพิ่มเติม: งานคิทตี้ในหนังเรื่อง บุปผาอาริกาโตะ คือ Assistant Production Manager)

กับงานเขียนบทภาพยนตร์ คุณต้องทำอะไรบ้าง

ช่วงที่ไม่ได้แสดงหนังและละคร เราทำงานเกี่ยวกับบทหนัง งานส่วนแรกคือเป็นที่ปรึกษา (Script Consultant) หน้าที่คืออ่านบทหนังของคนอื่นแล้วเขียนให้ความเห็น ประเมินภาพรวมของหนังว่าตรงกับกลุ่มเป้าหมายมั้ย ซึ่งเป็นงานแรกของเราในสายนี้ ตอนนั้นทำให้กับเรื่อง ตุ๊กแกรักแป้งมาก ตอนที่เห็นชื่อขึ้นใน End Credit แล้วน้ำตาไหลเลย ภูมิใจมากที่ได้เป็นส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งในการสร้างหนังเรื่องหนึ่งขึ้นมา

งานส่วนที่สองคือ ครีเอทีฟ คิด Big Idea ทำทรีตเมนต์หรือบทหนังคร่าวๆ โดยยังไม่ลงรายละเอียดบทสนทนาหรือสถานที่ ส่วนที่สามคือ เขียนบทหนังเต็มๆ เรื่อง ซึ่งตอนนี้กำลังทำบทหนังให้กับทาง Transformation Films อยู่

หนังที่กำกับและเขียนบทโดยคิทตี้จะออกมาหน้าตาเป็นยังไง

เราค่อนข้างได้อิทธิพลจากงานของ Sofia Coppola มาก โดยเฉพาะเรื่อง Lost in Translation (2003) และ The Virgin Suicides (1999) ชอบทั้งในด้านความรู้สึกและมุมมองความเป็นผู้หญิง เหมือนที่หลายคนรู้โซเฟียมีความเฟมินิสม์เยอะมาก สอดแทรกลงไปในงานชัดเจน และต้องการจะสื่อว่าผู้หญิงก็มีความรักได้ เพียงแต่ฉันเป็นเจ้าของความรู้สึกนั้น ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงความรู้สึกฉัน เราว่าเท่มากเลยนะ

ถ้าได้ลองทำหนังของตัวเองสักเรื่องเราคงทำหนังอารมณ์ The Virgin Suicides เราสังเกตว่าปีที่ผ่านมามีผู้หญิงเป็นโรคซึมเศร้าเยอะมากขึ้น อาจจะฟังดูรุนแรง แต่เราก็แอบเห็นด้วยว่า คนเราอาจจะเลือกเกิดไม่ได้ แต่อย่างน้อยเราก็น่าจะเลือกตอนจบของชีวิตเราเองได้ เช่น วันที่ป่วยหนักๆ ไม่รู้ว่าจะไปจากโลกนี้เมื่อไหร่ แต่ถ้าเราเลือกวันสุดท้ายของเราเองได้ ก่อนถึงวันนั้นเราจะออกไปเจอกับทุกคนที่รัก ปรับความเข้าใจกัน มันก็คงเป็นการบอกลาที่สวยงามนะ คิทก็ไม่แน่ใจหรอกแค่รู้สึกแบบนี้

ได้ยินว่าคุณชอบ Lost in Translation ของ Sofia Coppola มากถึงขั้นไปพักโรงแรมเดียวกันที่ญี่ปุ่น

ตอนนั้นเราอีเมลไปที่ Park Hyatt Tokyo ว่าอยากได้ห้องพักที่สการ์เล็ตต์ โจแฮนสัน พักในเรื่อง Lost in Translation เขาก็บอกว่าห้องที่ใช้ถ่ายจริงเป็นห้องที่สร้างขึ้นมา และมีการรีโนเวตไปหลายรอบแล้ว แต่ในโรงแรมมีห้องที่คล้ายกันมาก เห็นวิวเดียวกันกับฉากในเรื่องอยู่ ไปถึงเราก็พยายามตั้งกล้องถ่ายตัวเองนั่งริมหน้าต่าง

มะรืนจะเดินทางไปญี่ปุ่นอีกรอบ เป็นทริปโตเกียว 4 วัน 3 คืน ตั๋วบวกที่พักราคา 10,000 บาท เห็นราคาแล้วใจสั่น ไม่ไปไม่ได้แล้ว

คุณมักจะทำอะไรเมื่อต้องออกเดินทาง

กับเรื่องเที่ยวเราเป็นนักวางแผนจริงจังมากๆ จริงจังเหมือนบริษัททัวร์ (คิทตี้กำลังเปิดภาพพรีเซนเทชันสำหรับทริปอิตาลีให้เราดู) เราเป็นคนนิสัยเหมือนเด็กผู้ชายเล่นเกม ชอบวางแผน ชอบคำนวณว่าแต่ละวันจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ที่ทำการบ้านหนักเพราะอยากรู้สึกปลอดภัย ไม่อยากพลาดสิ่งที่ตั้งใจจะทำ ปีที่แล้วไปชายฝั่งอามาลฟี (Amalfi Coast) ที่อิตาลี เป็นครั้งแรกที่เจอแดดร้อนแต่น้ำเย็นเจี๊ยบ ชอบความรู้สึกนี้มาก

ทุกครั้งที่เดินทางเราจะเขียนโปสการ์ดส่งกลับมาหาตัวเอง เป็นนิสัยที่แม่ปลูกฝังเรามาตั้งแต่เด็กๆ เพราะท่านเดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศอยู่ตลอด กลับมาบ้านเจอหน้ากันแป๊บเดียวก็ต้องออกไปทำงานแล้ว ไม่ได้มีเวลานั่งเล่าให้ฟัง จึงใช้วิธีเขียนโปสการ์ดส่งกลับมาเล่าเรื่องแทน

โปสการ์ดจากแม่เต็มไปด้วยเรื่องราวเสมอ หลายครั้งข้อความจากโปสการ์ดก็ทำให้ของฝากจากที่ต่างๆ มีความหมายขึ้นมา เช่น โปสการ์ดจากบังกลาเทศ เป็นรูปนักเรียนยากจนกำลังเรียนหนังสือ ในโปสการ์ดแม่เขียนเล่าว่าจะซื้อดินสอฝีมือเด็กๆ ที่นี่ไปฝากเรา ก่อนจะลงท้ายว่า ในชีวิตนี้พ่อแม่ไม่มีอะไรจะให้นอกจากความรู้

รู้ตัวมั้ยว่าชีวิตคุณลึกลับพอๆ กับแนนโน๊ะเลย

เหตุผลที่เรารักความเป็นส่วนตัว เพราะเรารู้ตัวว่าถ้าเป็นตัวอย่างที่ดีไม่ได้ เราก็ไม่ขอเป็นเลยละกัน หมายความว่าเราอาจจะโพสต์รูปทั่วๆ ไปในโซเชียล แต่เราจะเขียนบรรยายความรู้สึกที่มีต่อทุกสิ่งรอบตัว เช่น ‘รถคันหน้าเป็นอะไร ทำไมไม่ขยับเสียที’ ที่ผ่านมาเราไม่ได้แสดงความเกี้ยวกราดลงในโซเชียลเท่าไหร่ แต่ต่อให้มีเราก็ลบมันไม่ทันหรอก

ในทางกลับกัน เรากลับเห็นถ้อยคำที่เกรี้ยวกราดใส่คุณเต็มโลกออนไลน์ไปหมด

เรานั่งอยู่ตรงนี้ เราไม่มีทางรู้ว่าใครพูดถึงเรายังไงบ้าง แต่รู้ว่ามันต้องเยอะมาก ขนาดที่ว่าถ้าทุก 1 คำเท่ากับแผล 1 แผล ตอนนี้คงไม่เหลือที่แล้ว มันเยอะมากเลยนะ อยู่ดีๆ ก็มีเรื่องเราในกระทู้พันทิป แต่ไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย เขาพูดเหมือนรู้จักเรา เหมือนสนิทกับเรา เคยคิดว่าถ้าเราไม่จิตแข็งประมาณหนึ่งเราคงช็อกตายไปแล้ว เราควรจะทำยังไงกับตัวเองที่อยู่ดีๆ ก็โดนคนทั้งประเทศด่าแรงๆ บางคนไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์การกระทำ แต่ด่าที่เราหูกาง บอกให้เอาหูไปเก็บ

ณ เวลานั้นที่เราถูกต่อว่า ถ้าเขาแสดงความคิดเห็นว่าสิ่งที่เราทำไม่เหมาะสม น่าเกลียด เราก็ยอมรับว่าสิ่งที่ทำมันเลวร้าย เข้าใจได้ แต่การถูกพูดถึงว่า ‘หูกาง’ ‘ฉีดคางมา’ ‘ไม่ต้องมาทำข่าวคนอย่างนี้หรอก’ บ้างก็ว่า ‘แรด’ บางทีเราก็ไม่เข้าใจว่ามันไม่ใช่เรื่องเดียวกัน มันมารวมกันได้ไง

เคยคิดจะออกมาโต้แย้งหรืออธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นมั้ย

ก่อนหน้านั้นเราเคยคิดอยากจะพูดอะไรเหมือนกัน แต่เรียนรู้ว่าแก้ตัวไปก็โดนด่าอยู่ดี อยู่นิ่งๆ ดีกว่า ถ้าเวลาจะทำให้คนเห็นใจเราขึ้นมา ก็ต้องให้เวลามาทำงาน

‘แนนโน๊ะ’ พิธีล้างบาปของ คิทตี้-ชิชา อมาตยกุล
คิทตี้-ชิชา อมาตยกุล : บทสนทนาว่าด้วยเรื่องความเกรี้ยวกราด แอปเปิ้ลอาบยาพิษ อาชีพนักเขียนบทภาพยนตร์เต็มเวลา และ Sofia Coppola

เหมือนแนนโน๊ะกำลังพาคุณมาล้างบาปหรือเปล่า

ใช่ เวลาผ่านไปมีคนกลับมาชื่นชมเรา ซึ่งเราไม่ได้ลืมนะว่าเราเคยทำผิดอะไรไว้

ถ้าถามว่าเราคิดยังไงกับเรื่องในวันนั้น เราจะไม่ตอบว่า ช่วยไม่ได้ ตอนนี้ดังแล้ว นั่นจะไม่ใช่คำตอบของเรา เพียงแต่เรารู้สึกเราขอโทษที่วันนั้นเราวู่วามเกินไป เราจะฝืนความเป็นตัวเองมั้ย คงไม่ แต่จะหาทางแก้ปัญหาที่ดีกว่านั้น เราคงบอกพี่ๆ นักข่าวว่าหนูไม่ได้เตรียมใจมาตอบคำถามที่งานนี้ หนูจึงให้สัมภาษณ์ไม่ได้จริงๆ เราจะไม่เดินออกไปจากวงแบบที่ทำในวันนั้น

ในซีรีส์ เด็กใหม่ แนนโน๊ะเป็นลูกสาวซาตานที่มาจัดการเปลี่ยนบางอย่างโลกมนุษย์ ชีวิตจริงคิทตี้มีอะไรอยากเปลี่ยนมั้ย

อยากเปลี่ยนให้ทุกคนมีจิตสำนึกขึ้น ทั้งเรื่องการเคารพตัวเองและเคารพคนอื่น คิทมองว่าสมัยนี้คนเราเคารพกันและกันน้อยลง หลายครั้งเราแสดงความคิดเห็น เราสบถด่า กันง่ายเหลือเกิน เราสาปแช่งคนอื่นกันบ่อยขึ้น เราไม่แคร์ความรู้สึก เราคิดว่ามันเป็นแค่ตัวหนังสือ มันน่าเศร้านะ คุณไม่รู้หรอกว่าวันนั้นเขาเจออะไรมา

อะไรคือสิ่งที่แนนโน๊ะฝากคุณมาบอกทุกคน

แนนโน๊ะเหมือนคนที่ยื่นแอปเปิ้ลอาบยาพิษให้ แล้วทำให้เห็นว่าคนที่อ่อนแอที่สุด เขาไม่ได้อ่อนแอเพราะอยากอ่อนแอ แต่เขาแค่ไม่เคยได้พลังอำนาจมา และถ้าเขาได้อำนาจนั้นมา เขาอาจจะเป็นคนที่เลวกว่าคนที่มีพลังอำนาจนั้นอยู่แล้วเสียอีก

การที่เราเป็นคนที่ดี ไม่ใช่การกระทำเพียง 1 – 2 วัน แต่มันใช้เวลาทั้งชีวิตที่เราจะไม่เลือกเดินทางผิด เราต้องพิสูจน์ไปเรื่อยๆ เป็นคนดีมาตลอด ทำผิดครั้งเดียวทำไมคนต้องรุมด่าเรา แนนโน๊ะกำลังจะบอกว่า ถ้าคุณจะเป็นคนดี คุณต้องเป็นคนดีไปให้ได้ตลอดทั้งชีวิต

คิทตี้-ชิชา อมาตยกุล : บทสนทนาว่าด้วยเรื่องความเกรี้ยวกราด แอปเปิ้ลอาบยาพิษ อาชีพนักเขียนบทภาพยนตร์เต็มเวลา และ Sofia Coppola

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load