กองทัพ พีค คือเด็กหนุ่มวัย 19 ปี ที่มีความสามารถครบเครื่องทั้งการร้อง เต้น เล่นละคร และเดินแบบ

เริ่มแรกชื่อของเขาเป็นที่รู้จักเพียงชั่วข้ามคืน ด้วยรูปลักษณ์สุดเท่สไตล์เกาหลี ที่มาพร้อมกับเรื่องเซอร์ไพรส์ว่า เขาคือลูกชายคนเดียวของ ปราบ ยุทธพิชัย ดาราและพิธีกรรุ่นใหญ่ที่มีผลงานมายาวนาน

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

จากความตั้งใจแรกที่คุณพ่ออยากให้เขาเดินตามเส้นทางที่ต้องการโดยไม่อยู่ใต้เงาชื่อเสียง ก็กลายเป็นว่าเขาได้มาอยู่กลางสปอร์ตไลต์ที่มีคนพร้อมต้อนรับอย่างอบอุ่น

ด้วยความสามารถรอบด้านที่มี โอกาสที่เข้ามา รวมถึงแต้มต่อในการเป็นทายาทคนในวงการบันเทิง เขาย่อมทำงานที่รักในวงการบันเทิงไทยได้โดยง่าย แต่เขากลับเลือกก้าวไปในจุดหมายที่เหนื่อยหนัก โดยไม่รู้ว่าสุดท้ายปลายทางจะสมหวังหรือผิดหวัง 

ชื่อของ กองทัพ พีค จึงกลายเป็นที่จับตาของคนกลุ่มใหญ่กว่าเดิม เมื่อปรากฏชื่อว่าเขาคือเด็กไทยคนแรกและคนเดียวที่เข้าร่วมแข่งขันในรายการ PRODUCE X 101 ซีซั่น 4 รายการเซอร์ไวเวิลเรียลลิตี้โชว์ชื่อดังของเกาหลีใต้ เพื่อเดบิวต์ไอดอลกรุ๊ปวงใหม่ตามรอยรุ่นพี่อย่าง I.O.I, Wanna One และ IZ*ONE

แม้ครั้งนั้นเขาไม่ได้ไปถึงชัยชนะ แต่ประสบการณ์ที่เก็บเกี่ยวมาระหว่างทางกลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจประเมินค่า และเปลี่ยนความคิดของเด็กหนุ่มไปอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งยังได้เห็นความรักยิ่งใหญ่ของผู้เป็นพ่อได้อย่างชัดเจน

หนึ่งปีผ่านไป หลังจากปิดกล้องละคร ให้รักพิพากษา ละครเรื่องแรกในชีวิตที่เขาได้รับบทพระเอกเล่นคู่กับ เบลล่า-ราณี แคมเปน กองทัพ พีค กำลังเดินทางไปตามความฝันอีกครั้ง โดยเข้าร่วมแข่งขันรายการใหญ่ที่เฟ้นหาไอดอลระดับเอเชีย 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ก่อนออกเดินทางอีกครั้ง เราได้คิวด่วนเพื่อพูดคุยกับเขา ได้เห็นถึงความมุ่งมั่นพยายามและความทุ่มเท ดูเหมือนว่ากับทุกเรื่องที่ตั้งใจ เขาต้องไปให้สุด ทว่าระหว่างทางเขาก็ไม่ลืมมองหาความสุขและเลือกใส่ใจผู้คนรอบข้างไปพร้อมกัน

หลายครั้งขณะที่พูดคุยถึงชีวิตและแง่คิดต่างๆ เราถึงกับลืมไปว่า เด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าอายุเพียง 19 ปีเท่านั้นเอง

ทำไมก่อนหน้านี้ เราไม่เคยเห็นหน้าเห็นตา หรือรู้จักคุณในฐานะที่เป็นลูกของพ่อปราบ ยุทธพิชัย มาก่อนเลย

เป็นความตั้งใจของคุณพ่อครับที่จะไม่บอกใครว่าเราเป็นพ่อลูกกัน (ยิ้ม) คุณพ่อตั้งใจไว้ว่าอยากให้พีคสร้างชื่อเสียงและเดินทางสายนี้ด้วยตัวเองแต่แรก เขาเลยไม่เคยพาเข้าวงการ ขนาดชื่อก็ตั้งกันใหม่ เพราะไม่อยากให้ใช้เป็น ‘พีค-กองทัพ ยุทธพิชัย’ ก็ช่วยกันคิดหลายอย่างว่าจะเป็นแค่ ‘พีค กองทัพ’ ดีไหม ชื่อจะสับสนกับคนอื่นไหม สุดท้ายก็มาเป็น ‘กองทัพ พีค’ ฟังแล้วดูแปลกดี มีอยู่คนเดียว และให้คนจดจำเราในชื่อนี้ 

ทั้งที่คุณพ่อไม่เคยพาไปเปิดตัวที่ไหน แล้วทำไมวันหนึ่งกลับเป็นกระแสข่าวดังได้

พีคเอามิวสิกวิดีโอเพลงตอนสอบจบที่อังกฤษที่ทำเองทั้งหมด ตั้งแต่แต่งเพลงไปจนกำกับมิวสิกวิดีโอมาลงในยูทูบส่วนตัว ปรากฏว่าคนสนใจเยอะมาก และกลายเป็นข่าวว่าคนนี้เป็นลูกของพ่อปราบนะ จำได้ว่าตอนนั้นกำลังทอดไข่เจียวอยู่ที่อังกฤษ แล้วก็มีข่าวพีคเด้งขึ้นมาในฟีด ในใจเราก็ อ้าว เขาเอารูปมาจากไหน เขารู้กันได้ยังไง พอสักพักก็มีข่าวเด้งขึ้นมาเยอะมากจนตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น

พอโทรกลับมาที่บ้าน คุณแม่ก็บอกว่าคนสนใจเยอะมาก ทุกคนที่ไปเจอคุณพ่อก็จะถามถึงพีคตลอด มีคนบอกคุณแม่ว่าในโซเชียลข่าวดังมากเลยนะ ยอดวิวคลิปก็ขึ้นมาเป็นแสนภายในไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งสำหรับเด็กคนหนึ่งที่ไม่ได้มีอะไรเลย ถือว่าเยอะมาก และตั้งแต่วันนั้นมาก็ทำให้พีคมาถึงวันนี้ได้ครับ

เรียกว่าผิดไปจากความตั้งใจแรกของคุณพ่ออย่างมาก

ใช่ครับ (หัวเราะ) แต่คุณพ่อก็บอกว่าสักวันคนก็ต้องรู้ คุณพ่อก็ถามว่า พีคนอยด์ไหมที่ต้องอยู่ใต้ชื่อของพ่อ พีคบอกว่า ไม่นอยด์หรอก เราเป็นพ่อลูกกัน เราเดินจับมือกันไปด้วยกันอย่างนี้สนุกกว่า มีความสุขมากกว่า

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ย้อนไปวัยเด็ก เด็กชายพีคเป็นอย่างไร

เป็นเด็กขี้อายครับ ตอนเด็กๆ พีคเป็นสายนักกีฬา ถ้าไม่ได้มาอยู่ตรงนี้คงเป็นนักกีฬาว่ายน้ำไปแล้ว แต่จริงๆ พีคชอบร้องเพลงมาตั้งแต่เด็กแล้ว ไอดอลในใจคือ จัสติน บีเบอร์ (Justin Bieber) ดังนั้นการว่ายน้ำส่วนหนึ่งก็เพื่อให้ปอดแข็งแรง ช่วยซัพพอร์ตการร้องเพลงให้ดี 

แสดงว่ารู้ตัวว่าอยากมาเส้นทางนี้ตั้งแต่เด็ก

ใช่ครับ คุณพ่อก็รู้ว่าเราชอบร้องเพลง ชอบเต้น เห็นแววมาทางนี้ตั้งแต่เด็กแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้บังคับว่าต้องเข้าวงการนะ จนเส้นทางนี้มาเริ่มต้นตอนที่พีคได้ไปเรียนซัมเมอร์ที่อังกฤษ ได้รู้จักโรงเรียน Sylvia Young Theatre School ที่เขาสอนเรื่องการเต้นการร้องโดยเฉพาะ พีคเลยลองขอคุณพ่อว่าเป็นไปได้ไหมที่จะไปเรียน 

ตอนนั้นคุณพ่อบอกทันที ไม่ได้ เป็นเด็กอายุสิบเอ็ดจะไปอยู่ต่างประเทศคนเดียวโดยที่ไม่มีคนดูแลได้ยังไง แต่คุณแม่ก็ช่วยพูดให้ว่า โรงเรียนนี้ไม่รับชาวต่างชาติที่อายุมากกว่าสิบสองปี ปีนี้เป็นปีสุดท้ายแล้วที่พีคจะเข้าเรียนได้ ให้พีคไปเถอะ แล้วจะไม่เสียใจทีหลัง สุดท้ายคุณพ่อก็ยอม

ทำไมเด็กอายุ 11 ปีวันนั้นถึงมุ่งมั่นที่จะไปเรียนและใช้ชีวิตที่อังกฤษคนเดียว

ตอนนั้นพีครู้สึกว่าอยากไปมาก แต่พอได้ไปจริงๆ ก็ร้องไห้อยากกลับบ้านนะ (หัวเราะ) นี่เป็นทางที่เราเลือกเอง เพราะเมืองไทยไม่ได้มีโรงเรียนที่สำหรับสายนี้โดยเฉพาะ โรงเรียนนี้สอนบัลเลต์ เต้นแท็ป ร้องเพลง การแสดง เขามีเกณฑ์ว่าไม่รับนักเรียนอายุเกินสิบสองปี เพราะร่างกายจะปรับให้เข้ากับการเต้นอย่างบัลเลต์ไม่ได้ เด็กต้องไปออดิชันก่อน แล้วคัดให้เข้าเรียนได้สิบสองคน ซึ่งพอมาเรียนแล้วก็ยังมีการคัดออกอีก สุดท้ายรุ่นของพีคมีรอดจนเรียนจบแค่สามคน

คิดว่าอะไรทำให้คุณเป็นผู้รอด 1 ใน 3 คนนั้น

ไม่รู้เหมือนกันฮะ (ยิ้ม) ตอนแรกเขาบอกว่าพีคเป็นคนไม่เก่ง แต่เป็นคนที่พัฒนาไม่หยุด พีคก็คิดว่าตัวเองไม่เก่งนะ แต่เรียนรู้ได้เร็ว พอได้ย้อนกลับมาดูคลิปเก่าๆ ก็เห็นว่าตัวเองมีข้อบกพร่องเยอะ ช่วงนั้นเสียงแตกหนุ่ม ร้องเพลงก็เป๋ไป แต่ที่โรงเรียนซัพพอร์ตในสิ่งที่เรารู้ตัวว่าขาดได้ดีมาก ส่วนเรื่องภาษาที่ตอนแรกไปแค่พอพูดได้ ก็มีเพื่อนๆ คอยช่วยเหลือ

อีกอย่างที่ทำให้ผ่านมาได้ก็คือ พีคเป็นคนไม่ค่อยคิดมาก และคิดบวกพอสมควรเลย มุมไหนที่มันเป็นลบ พีคก็จะหามุมเล็กๆ ที่เป็นบวกให้ได้ เอาความกดดันมาเป็นแรงผลักดันมากกว่า 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

สกิลล์ไหนที่โดดเด่นที่สุดในตอนที่เรียน

หลักๆ จะเป็นการเต้น ทั้งเต้นแจ๊ส แท็ป บัลเลต์ คอนเทมโพรารี แต่คุณครูชมพีคมากเรื่องเต้นแท็ป เขาชมจนเขินเลยว่า ตั้งแต่เข้าเรียนมาพีคเป็นเด็กที่เลื่อนขั้นจากแท็ป 1 มาถึง 12 ได้เร็วมาก ภายในปีเดียวพีคเลื่อนจาก 1 ไปอยู่ขั้น 10 ได้แล้ว เขาบอกว่าหาได้ยากมาก ซึ่งพีคก็งงตัวเองว่าทำได้ยังไง (หัวเราะ)

เมื่อเป็นเพียง 1 ใน 3 คนที่เหลือรอดในรุ่น หลังเรียนจบวางเส้นทางชีวิตไว้อย่างไร

จริงๆ พีคได้ทุนเรียนร้อยเปอร์เซ็นต์ใน College เขาเห็นศักยภาพและพร้อมจะซัพพอร์ต แต่พอมาปรึกษาที่บ้าน คุณพ่อบอกว่าคิดถึง อยากให้พีคกลับมา โดยยอมแลกกับการที่พีคจะทำอะไรในชีวิตก็ได้ พีคก็อยากกลับมาอยู่กับครอบครัวด้วย เลยทิ้งทุกอย่างแล้วกลับมา กะว่าจะพักสักสี่เดือนค่อยเข้าวงการ แต่กลายเป็นว่ากลับมาวันแรกก็เข้าวงการเลย 

งานแรกที่ได้กลับมาทำที่ไทยคืองานอะไร

งานเพลงอย่างแรกเลย ตอนอายุสิบสี่ เคยได้มาพูดคุยกับ ลุงปิ๊ก (ฌาณฉลาด ทวีทรัพย์) ซึ่งลุงปิ๊กรู้ว่าพีครักเพลงและดนตรีมาก กลับมาก็ให้ทำงานเพลงตามที่พีคชอบก่อน ได้ลองทำเพลง Say No กับค่าย Chandelier Music ของพี่หนึ่ง (ณรงค์วิทย์ เตชะธนะวัฒน์) พีคแต่งเนื้อร้องภาษาอังกฤษ ทำนอง และเรียบเรียงดนตรีเอง สกิลล์การทำเพลงพวกนี้ที่โรงเรียนไม่ได้สอน แต่มาจากความชอบและจากการลองผิดลองถูกของพีคเอง 

ดูเหมือนว่าการกลับมาทำงานในไทย คุณมีแต้มต่อและโอกาสหลายอย่าง ทำไมเลือกเส้นทางที่หนักและโหดอย่างการไปประกวดรายการไอดอล PRODUCE X 101 ที่เกาหลีใต้

เป็นสิ่งที่ไม่คาดฝันมาก จริงๆ พีคอยากเป็นไอดอลอยู่แล้ว เริ่มต้นจากพีคไปแคสต์งานกับลุงปิ๊ก แล้วได้งานเดินแบบ Seoul Fashion Week จากงานนั้นทางเกาหลีได้เห็นเราและดูผลงานของเราที่เมืองไทย เลยติดต่อให้ไปออกรายการ I Can See Your Voice ของเกาหลี 

หลังจากรายการออกอากาศ รายการ PRODUCE X 101 ก็ติดต่อว่าอยากลองไปออดิชันไหม พีคบินไปออดิชันแล้วก็กลับมาทำงานต่อ วันที่กำลังออกอีเวนต์งานกีฬาของช่อง 3 คือวันที่รู้ผลว่าผ่าน แล้วคืนนั้นต้องบินไปเข้าแข่งขันอย่างกะทันหันมาก ไม่ได้เตรียมตัวอะไรทั้งสิ้น

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

การเป็นไอดอลมีความพิเศษแตกต่างไปจากนักร้องยังไง

ตามความคิดของพีคซึ่งไม่รู้ว่าถูกหรือผิดนะครับ ไอดอลคือคนที่เปลี่ยนแปลงตัวเองให้เข้ากับทุกคอนเซปต์ได้ ต้องมีความสามารถครบทุกอย่าง ทั้งร้อง เต้น แรป และเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้ด้วย ส่วนนักร้องจะมีความเป็นตัวของตัวเองได้มากกว่า นี่คือในความคิดของพีค ซึ่งพีคก็อยากจะไปเส้นทางนี้

การแข่งขันในรายการเฟ้นหาไอดอลของเกาหลี ดีกรีความโหดสมกับที่เขาร่ำลือกันไหม

พีคเตรียมใจไว้อยู่แล้วว่าต้องหนัก แต่พอไปเจอจริง โอ้โห หนักมาก (เน้นเสียง) ทุกคนต้องซ้อมหนักมาก บางทีทั้งวันได้นอนสิบห้านาที ก็คือไม่ได้นอนนั่นแหละ (หัวเราะ) แล้วพีคก็ป่วยเข้าโรงพยาบาลอาทิตย์ละหนึ่งวัน เพราะว่าซ้อมหนัก อากาศหนาว อาหารเราก็กินไม่ได้เพราะเผ็ดมาก พีคกินเผ็ดไม่ได้เลย ต้องปรับตัวเยอะมาก

ทำไมรายการต้องโหดขนาดนั้น

จริงๆ มันคือคอนเซปต์ของรายการด้วยที่เป็น Survival Show ใครแกร่งที่สุดก็อยู่รอด ใครอ่อนแอก็แพ้ไป โจทย์ที่เราได้วันนี้ต้องทำให้ได้ภายในหนึ่งอาทิตย์ ถ้าจะมานอนปล่อยให้เวลาผ่านไปก็ไม่ได้เพราะเราต้องโชว์ ตอนแรกผ่านเข้าไป ร้อยเอ็ดคน แล้วเขาก็คัดออกเป็นหกสิบคน สามสิบคน ยี่สิบคน เหลือสิบเอ็ดคนสุดท้ายที่ได้เดบิวต์

เด็กที่เรียนด้านนี้โดยเฉพาะอย่างคุณอยู่ในเกณฑ์ไหนของการแข่งขัน

D ครับ เอาจริงๆ พีคว่ามันเหมาะสำหรับพีคแล้วในตอนนั้น คือตอนแรกเราก็ช็อกนิดหนึ่งเพราะอยากได้ C หรือไม่ก็ B แต่เมื่อเราไม่ได้เตรียมตัวเลย เมื่อวานยังอยู่เมืองไทย รุ่งขึ้นต้องไปถ่ายรายการโดยที่ไปซ้อมในห้องก่อนถ่ายทำ มันก็ไม่ทันอยู่แล้ว ด้วยความเป็นคนคิดบวก พีคก็คิดว่า D ก็ยังดีกว่าที่เราได้ A แล้วเรากดดันมากๆ เราอยู่ที่ D ตรงนี้แล้วไต่ไปเรื่อยๆ ดีกว่า 

แต่จริง ๆ ตอนรู้ผลพีคก็พังนิดหนึ่งแหละ (หัวเราะ) ด้วยความที่เราตั้งใจเต็มที่แล้วนะ ก็ร้องไห้ คือร้องแบบอ่อนแอออกอากาศด้วย ร้องกับตัวเองด้วย พีคก็พังไปหนึ่งวัน แล้วก็คิดว่าเราพังอย่างนี้ตลอดไปไม่ได้นะ ต้องอัปตัวเองขึ้นมาแล้วไปต่อ 

ผ่านไป 6 เดือน สุดท้ายคุณไม่ได้ชัยชนะ แต่ได้อะไรกลับมาบ้าง

ได้เยอะมากกว่าไม่ได้ ได้เพื่อน ได้ครอบครัว ได้เรียนรู้ ได้ความรู้อะไรใหม่ๆ ถึงแม้เหนื่อยมาก แต่รู้สึกได้ว่าเราพัฒนากว่าเดิมเยอะ จากที่เคยซ้อมคนเดียวก็กลายเป็นซ้อมกับเพื่อน แล้วเราก็ปรับตัวได้เรื่อยๆ จนชินไปกับทุกๆ วัน

ในสเตจก่อนที่จะไม่ได้ไปต่อ พีคทำเต็มที่ที่สุดแล้ว ได้เลือกใน Position ที่ไม่เคยทำคือแรป และวันนั้นเป็นคอนเสิร์ตในคอนเซปต์ใหม่พอดี เป็นคอนเซปต์ที่ถ้าเลือกทำสองอย่างจะได้คะแนนเพิ่มมากว่า ตอนนั้นพีคอยู่ในอันท้ายๆ แล้ว ไม่มีสิทธิ์เลือกอะไรมาก สุดท้ายตัวเลือกของพีคคือแร็ป ไม่ก็แร็ปกับเต้น พีคก็เลยเลือกทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน และเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิดว่าตัวเองจะทำได้ นั่นคือแร็ปกับเต้น พีคขอเลือกออกจากเซฟโซนแล้วทำให้เต็มที่มากกว่า

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ผลของการเลือกออกจากเซฟโซนเป็นยังไง

พีคแร็ปได้อยู่แล้ว แต่พอต้องมาแร็ปกับเต้น ต้องคิดท่าเอง แต่งเนื้อร้องเอง มันออกมาดีกว่าที่คิดไว้เยอะมาก เพื่อนร่วมทีมก็บอกว่าพีคเก่งมาก เป็นชาวต่างชาติแต่มาแร็ปเกาหลี คือเรื่องภาษาเราไม่ได้อยู่แล้วแหละ แต่ก็มีเพื่อนคอยช่วย ส่วนเรื่องเต้นพีคก็คอยเสนอไอเดียตลอด จะคอยถามพี่ว่าอย่างนี้ดีไหม ก็ออกมาเต็มที่เท่าที่เราทำได้แล้ว จากเบื้องหลังที่เราคอยช่วยคิดโน่นนี่ คนไม่เห็นหรอก แต่มันทำให้พีคมีวันนี้ได้ ตอนนี้แต่งเพลงเองได้ คิดท่าเต้นเองได้ทุกอย่างหมด

ดูเหมือนคุณให้ความสำคัญกับเรื่องทักษะหรือประสบการณ์มากกว่าเป้าหมายที่ชัยชนะ

พีคแคร์เรื่องความสัมพันธ์ เรื่องที่เราไม่ได้เดินคนเดียวมากกว่า ถ้าใครในทีมตกหล่นไป พีคจะเฟลมาก เราอยากดึงเขาได้ด้วยกัน ถ้าเขาขาดตรงไหนเราก็กระซิบบอก คือจริงๆ มันเกินหน้าที่แหละแต่เราอยากทำ และพีคว่ามันสนุกกว่านะ 

ถ้าเรามุ่งไปที่เป้าหมาย พอถึงเป้าหมายแล้วพีคเห็นคนส่วนใหญ่จะบอกว่าจุดมุ่งหมายมันเปลี่ยน เหมือนกับอยู่ที่จุดอิ่มตัว พีครู้สึกว่ามันเร็วเกินไป เราอยากเอ็นจอยกับการค่อยๆ กระดึ๊บไป ดีกว่าไปถึงแล้วหยุด ไปถึงแล้วไม่รู้ว่าจะไปต่อยังไงดี

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

มีอะไรไหมที่เด็กจากโรงเรียนสอนเป็นไอดอลโดยเฉพาะไม่เคยรู้ และมาได้รู้จากการแข่งขันครั้งนี้

หลักๆ เลยคือพีคได้รู้ว่าเรามีความอดทนมากกว่าเดิมเยอะมาก เพิ่งรู้เลยว่าเราอดทนเก่ง นี่ไม่ได้เข้าข้างตัวเองเลยนะ คือด้วยความที่เป็นคนไม่คิดมาก พีคเลยไม่ได้มองว่าจริงๆ แล้วเราเป็นคนอดทนเก่งแต่เด็กเลยแหละ

ความอดทนกับน้ำตาเป็นของคู่กับไอดอลหรือเปล่า

ใช่ พีคว่าชีวิตไอดอลไม่คงทน มันมีทั้งสมหวัง ผิดหวัง ก็เหมือนชีวิตของทุกอาชีพ มันมีความไม่แน่นอนอยู่แล้ว อะไรจะเกิดขึ้นกับเราก็ไม่รู้ พีคโตขึ้นมากจากการที่คิดแบบนี้ เรามี Mindset ที่ดีขึ้น มีความสุขกับสิ่งเล็กๆ เราเหนื่อยมากในแต่ละวัน แต่เรามีมุมเล็กๆ ที่มีความสุขได้ แค่ได้โยนขวดน้ำพีคก็มีความสุขแล้วนะ (หัวเราะ) 

ตอนแข่งขัน มีข่าวดังที่ว่าคุณพ่อไปเดินช่วยหาคะแนนโหวตที่เกาหลีด้วย เวลานั้นรู้ข่าวนี้ด้วยไหม

รู้ครับ ตอนอยู่ในค่าย ทีมงานเอารูปมาให้ดู เพราะที่เกาหลีก็ลงข่าวเหมือนกัน พีคเห็นแล้วร้องไห้ไม่หยุดจนให้สัมภาษณ์ต่อไม่ไหวเลย ตอนนั้นแปดโมงเช้า คือไม่ได้นอนมาเลย พอมาเจอแบบนี้มันเซนซิทีฟอยู่แล้วก็หนักเข้าไปใหญ่ ตอนนั้นใจเหลือนิดเดียว ใจหนึ่งอยากกลับบ้าน อีกใจก็อยากทำให้ดีที่สุด ดีมากกว่าเดิมสมกับที่พ่อทำให้

เคยคาดคิดไหมว่าคุณพ่อจะทำขนาดนี้

สิ่งที่เขาทำมันเหนือความคาดหมายของพีคมาก ตอนเห็นข่าวพีครู้สึกทั้งตกใจและดีใจ เรารู้ว่าความรักของพ่อยิ่งใหญ่มากขนาดนี้ เพราะปกติแล้วเราจะเหมือนเป็นเพื่อนกัน พ่อเรียกพีคว่า ‘นาย’ พีคเรียกตัวเองว่า ‘เรา’ พอจะทำซึ้งกับพ่อก็ขำกัน เป็นสายเฮฮามากกว่า คุณพ่อไม่ใช่สายแสดงออกหวานๆ อยู่แล้ว แต่พีครู้ว่าเขามีมุมแบบนี้ตลอด ตั้งแต่ที่เขายอมทำงานหนักเพื่อส่งพีคเรียน หรือเขารู้หมดเลยว่าพีคชอบกินอะไร หรือไปรับไปส่งเวลาไปถ่ายละคร ทั้งที่พ่อก็ไม่ค่อยมีเวลา

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ได้คุยเรื่องนี้กับคุณพ่อไหมว่าตอนนั้นเขารู้สึกยังไง

ทุกคนถามตลอดว่า ตอนนั้นคุณพ่อรู้สึกยังไง เขาบอกว่าไม่ได้คิดอะไรเลย ก็แฟนคลับยังทำเพื่อลูกได้ คนเป็นพ่อทำแบบนี้มันน่าอายอะไรเหรอ คุณพ่อบอกว่า เขารู้ว่าต้องมีคนบอกว่ามันอาจจะเสียศักดิ์ศรีนะในการทำแบบนี้ แต่เขาบอกพีคว่าไม่ต้องคิดเรื่องนั้นเลย เพราะคำว่าพ่อไม่ต้องมีความว่าศักดิ์ศรี 

จากงานที่ผ่านมา ชื่อของกองทัพ พีค ไปในสายไอดอลแบบร้องเต้นอย่างเต็มตัว แต่พอกลับไทยคุณก็ได้เล่นละครเรื่องแรกในฐานะพระเอก คิดว่าอะไรทำให้มาทำงานสายการแสดง

บอกตามตรงว่าไม่รู้เลยจริงๆ แต่พีคอยากลองทุกอย่างในวงการบันเทิงอยู่แล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาคาดหวังหรือมั่นใจอะไรในตัวเรา แต่รู้สึกขอบคุณทุกวันที่เลือกให้พีคมาทำงานตรงนี้ ซึ่งพีคไม่คาดคิดว่าจะได้เล่นละครกับพี่เบลล่าด้วย พีคก็ทำเต็มที่เท่าที่ทำได้ อยากให้ละครประสบความสำเร็จ เพื่อทีมงานทุกคนจะได้หายเหนื่อย เพราะรู้ว่าทุกคนเหนื่อยกันมาก 

คุณพ่อได้บอกหรือสอนอะไรกับการทำงานในวงการบ้างไหม

ตั้งแต่ก่อนเข้าวงการ คุณพ่อบอกให้ไหว้ทุกคนนะ เคารพทุกคน เพราะทุกคนมีศักดิ์ศรีในหน้าที่ของตัวเอง 

แล้วก็พกของใช้ส่วนตัวไปนะ พกผ้าเช็ดตัว กางเกงในไป เพราะบางวันเข้าซีนมีฝนตกก็ต้องเปลี่ยน ซึ่งบางวันฝนตกเอาๆ เปลี่ยนก็ไม่พอ ขับมอเตอร์ไซค์สักพักฝนตกอีกแล้ว (หัวเราะ)

เป็นคำตอบที่ไม่คาดว่าจะได้รับนะเนี่ย

พวกเราเป็นคนในแบบที่ไม่มีใครคาดฝันครับ พีคก็งงเหมือนกัน (หัวเราะ) จริงๆ คุณพ่อบอกว่า เขามั่นใจในตัวพีคอยู่แล้ว เพราะรู้ว่าพีคก็เหมือนเขา ตรงที่เป็นคนตลกเฮฮา ชอบทำให้คนอื่นหัวเราะได้ 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

วันที่ได้มาทำงานในวงการเต็มตัวแล้ว คุณพ่อเคยพูดถึงผลงานของคุณอย่างไรบ้าง

คุณพ่อบอกว่าพีคก้าวไปไกลกว่าเขามาก ในมุมที่พีคทำในสิ่งที่เขาทำไม่ได้คือเรื่องเพลง เพราะเขาไม่มีเซนส์ในเรื่องเพลงเลย เขาภูมิใจในตัวพีคมากในทุกวัน วันนี้เขาก็ภูมิใจที่พีคได้เป็นพระเอกได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่เพราะเขาไปฝากหรือดัน สไตล์คุณพ่อก็รู้อยู่แล้วว่า ขนาดเปิดตัวยังไม่อยากเลย (ยิ้ม)

พอปิดกล้องละคร คุณก็ต้องเตรียมตัวไปแข่งขันรายการไอดอลระดับเอเชียต่อเลยทันที

ใช่ครับ รายการนี้ชื่อว่า Asia Super Young ของประเทศจีน เป็นการเฟ้นหาไอดอลระดับเอเชีย ก่อนหน้านี้พีคได้ดูรายการ Street Dance of China ของจีนอยู่แล้วด้วย สำหรับรายการนี้ด้วยโปรดักชันคำว่าเอเชีย ถ้าทำได้พีคก็อยากจะไปให้ถึงระดับนั้น ซึ่งจะไปได้ไกลแค่ไหนไม่รู้เหมือนกัน แต่จะทำให้ดีที่สุด

ครั้งนี้มีเวลาเตรียมตัวเยอะไหม

ได้เตรียมตัวเยอะขึ้น ได้ฝึกภาษาจีนเพิ่มด้วย และที่ผ่านมาการเล่นละครก็เป็นการฝึกฝนอย่างหนึ่ง ที่ทำให้รู้ว่าเราต้องมีเซนส์อะไรบ้าง ทำอะไรได้บ้าง ระหว่างถ่ายละครได้แต่งเพลงประกอบละครสองเพลง ซึ่งพีคแต่งเป็นสามภาษาคือ ภาษาเกาหลี ภาษาไทยกับอังกฤษ และภาษาอังกฤษล้วน ก็ได้เรื่อง Music Production และจากที่เคยไปแข่งที่เกาหลีก็ทำให้พีคได้เรื่องการคิดท่าเต้นเองด้วย

ที่สำคัญคือครั้งนี้พีคพก Mindset ที่ต่างไปจากครั้งที่แล้ว คือจะเป็นตัวของตัวเองมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะรู้สึกว่าเราสบายใจ ไม่กดดัน พีคอยากให้ทุกคนเห็นในมุมนี้มากกว่าที่จะเครียด หรือต้องเก่งไปทุกอย่าง อยากให้เห็นในมุมที่เป็นพีคอย่างทุกวันนี้ที่จะมีมุมเด๋อๆ บ้าง (หัวเราะ)

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

อยากแก้มืออะไรจากการแข่งขันในครั้งที่แล้วบ้าง

ครั้งนี้อยากโชว์สกิลล์ให้มากขึ้นกว่าเดิม อยากให้คนได้เห็นว่าพีคทำอะไรได้มากขึ้นกว่าเดิมนะ แล้วก็มีมุมอื่นๆ ที่โตขึ้นและคนยังไม่ได้เห็นเท่าไหร่ แต่ยังไม่บอกว่าอะไร ต้องรอดู อยากมอบให้เป็นของขวัญกับแฟนๆ ทุกคนที่ซัพพอร์ตพีคมานาน 

จากที่คุยกันมา บอกได้ไหมว่าเคยไปแข่งขันหรือออดิชันมากี่ครั้งแล้ว

โห เริ่มตั้งแต่ประกวดหนูน้อยสงกรานต์ตอนเด็กเลย ก็น่าจะประมาณยี่สิบครั้งได้ ทุกปีต้องมีสักเวที ว่ายน้ำก็เป็นการแข่งขันนะ เยอะมาก ตอนไปเรียนที่อังกฤษก็นับเป็นออดิชันเหมือนกัน

ทั้งหมดกี่ประเทศ

มีไทย อังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ประมาณนี้ แต่ว่าในแต่ละประเทศเหล่านี้ก็ไปมาเยอะมาก 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ทำไมต้องไปออดิชันหลายเวทีขนาดนั้น

พีคว่าการออดิชันเหมือนเป็นการฝึกตัวเองว่า เราปะทะขีดจำกัดได้ที่ตรงไหน เช่น การออดิชันจะมีโจทย์ที่ให้เวลาสองนาที ต้องร้องเพลงนี้ เต้นแบบนี้ พีคว่ามันสนุกดี 

เพียงแค่อายุ 19 ปี คุณก็ผ่านการเดินทางในเส้นทางการทำงานที่หลากหลายและทรหดมาก เคยรู้สึกว่า มีอะไรในช่วงวัยที่หล่นหายไปบ้างไหม

การเข้ามาในวงการนี้ต้องพร้อมเสียสละหลายอย่างไป ซึ่งพีครู้และทำใจได้ตั้งแต่แรกแล้ว จริงๆ ตอนนี้พีคควรอยู่ในวัยที่ใกล้เรียนจบมหาลัย สิ่งที่หล่นหายคือช่วงที่ได้อยู่กับเพื่อน เพื่อนที่อยู่อังกฤษก็ส่งมาให้ดูตลอดว่าเขาอยู่หอ ไปเรียน มีเพื่อน แต่พีคอยู่ในห้องซ้อมคนเดียว แต่ก็ชินแล้วแหละ ไม่ได้คิดอะไรมาก

บางคนอาจมองว่าเราเสียความเป็นส่วนตัวหรือชีวิตส่วนตัวไปด้วยนะ ถ้ามองในมุมนั้นก็จะเป็นแบบนั้น แต่ในมุมของพีคคือ มันก็คือชีวิต มันต้องเสียสละอะไรบางอย่างอยู่แล้ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันน้อยมากกับสิ่งที่เราได้รับกลับมา ไม่ว่าจะเป็นผลงานที่เราได้สร้าง ความรักและแรงซัพพอร์ตจากทุกคน ส่วนที่มันจะหายไปคือเล็กน้อยมากสำหรับสิ่งที่ได้รับมา

มีอะไรที่อยากทำแล้วไม่ได้ทำไหม เช่น ไปกินหมูกระทะกับเพื่อน

นั่นแหละ อย่างนั้นเลย (หัวเราะ) อยากมีฟีลนั้นบ้าง แต่ตอนนี้รู้สึกว่าการที่ได้ไปถ่ายละครก็เหมือนได้ไปเจอเพื่อนนะ ได้มีกลุ่มเพื่อนใหม่ ไปกินข้าวด้วยกัน บางทีอาจจะข้ามรุ่นไปหน่อย แต่รู้สึกว่าเขาเข้าใจวงการ มีฝันเดียวกัน อยู่ในอาชีพเดียวกัน ไปด้วยกันได้ อยู่ในกองก็มีความสุขมาก เหมือนไม่ได้ไปทำงานเลย ทุกคนเทคแคร์ดีมาก อาหารอร่อย อันนี้สำคัญมาก

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ถ้าวันนี้ไม่ได้ทำงานในวงการ คิดว่าตัวเองจะทำอะไรอยู่ตรงไหน

มันหลายทางมากเลย อาจจะเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือไม่ก็หมอ เพราะตอนเรียนพีคได้ท็อปวิชาวิทยาศาสตร์ทุกตัวเลย ได้แบบ A Star เลยนะ ตอนประถมเคยอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ ชอบทดลองแบบเอาส้มไปแช่ช่องฟรีซ แล้วเอาออกมาโยนดูว่าจะแตกไหม หรือทดลองอะไรตลอดเลย ตอนอยู่อังกฤษก็ได้ท็อปวิชาวิทยาศาสตร์ตลอดทั้งที่ไม่ได้อ่านหนังสือ (หัวเราะ) คงเป็นเพราะความชอบด้วยแหละ 

หรืออีกทางก็อาจเป็นได้คือ นักกีฬาว่ายน้ำ (หัวเราะ) ตอนเด็กๆ ก็ไปไกลขนาดเกือบติดทีมชาติแล้ว แต่หยุดไปเพราะซ้อมหนักจนไม่ค่อยมีเวลาเรียน พีคเริ่มเรียนว่ายน้ำตั้งแต่สี่ขวบ พร้อมกับเรียนเปียโนเลย มันควบคู่กันมาตลอด ถ้าไม่ได้มาทางนี้ ก็อาจเป็นนักกีฬาว่ายน้ำก็ได้

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย
กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

คุณบอกว่าชีวิตไอดอลไม่ยั่งยืน แล้วอะไรคือความยั่งยืนที่จะหลงเหลือในวันที่อาจจะไม่ได้ทำงานในวงการนี้แล้ว

ความทรงจำ เพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนจดจำเราในฐานะอะไร ความทรงจำนี่แหละที่ยืนยาวไปเรื่อยๆ อย่าง ไมเคิล แจ็คสัน (Michael Jackson) เรายังจำเขาได้อยู่เลย ไม่หายไปไหน ชื่อนี้แล้วก็ความทรงจำจะยังอยู่ตลอดไป ความสำเร็จและความดังไม่ยั่งยืนอยู่แล้ว แต่คนจะจดจำเราในฐานะอะไรมากกว่าที่อยู่ตลอดไป

แล้วถ้านึกถึงกองทัพ พีค อยากฝากอะไรไว้ในความทรงจำของทุกคน

อยากให้คนนึกถึงแล้วมีรอยยิ้มกับทุกผลงานของเรา

คิดว่าชีวิตนี้มีอะไรที่ได้ทำแล้ว จะไม่ต้องการทำอะไรในวงการนี้อีกแล้วไหม

โอ้โห มันเยอะมากเลยฮะ สิ่งที่อยากทำมันมีมาเพิ่มทุกวันเลย

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ชื่อของ ‘พี่ปรุง เอสเอ็ม’ เป็นที่พูดถึงในโลกโซเชียลเมื่อครั้งที่พา เตนล์ (TEN) หนุ่มไทยคนเดียวจากวง NCT บอยแบนด์น้องใหม่ที่โดดเด่นด้วยคอนเซปต์รูปแบบใหม่ จาก SM Entertainment มาเข้ารับการตรวจเลือกเพื่อรับใช้ชาติประจำปี

ข้อมูลในโลกอินเทอร์เน็ตบอกว่า พี่ปรุง เอสเอ็ม หรือ ปรุง-ทัชระ ล่องประเสริฐ เป็นคนไทยคนเดียวที่ทำงานกับ SM Entertainment ค่ายเพลงเบอร์หนึ่งของเกาหลีที่มีศิลปินในสังกัดอย่าง TVXQ!, Girls’ Generation, BoA, Super Junior, SHINee, EXO, Red Velvet, NCT

ข้อมูลจากแหล่งเดียวกันยังบอกอีกว่าพี่ปรุงเป็นครูสอนภาษาไทยให้ศิลปินฝึกหัดในค่ายเพลงดังกล่าว และดูแลการตลาดเพลงเกาหลีของค่ายที่ทำกับประเทศไทยและภูมิภาคทั้งหมด

นอกจากนี้พี่ปรุงยังเป็นบัณฑิตดีกรีเกียรตินิยมจากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เคยทำงานในสำนักงานกฎหมาย เป็นผู้ประกาศข่าว เป็นตัวแทนคนไทยในรายการวาไรตี้ชื่อดังของเกาหลี

พี่ปรุงเป็นใครกันแน่ เราสงสัย

นอกจากเรื่องเนื้องานที่ทำกับค่ายเพลงระดับโลกค่ายนี้ เราพบว่าเส้นทางและมุมมองต่อสิ่งที่ผ่านมาของพี่ปรุงน่าสนใจไม่แพ้กัน

จากที่เคยคิดว่าพี่ปรุงเป็นคนโชคดีได้ทำงานในค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ วันนี้ได้รู้แล้วว่าการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งความสำเร็จต้องมีจิตใจที่แข็งแกร่งขนาดไหน

โชคดีที่พี่ปรุงอยู่กรุงเทพฯ พอดีในช่วงวันหยุดสงกรานต์ แต่ต่อให้พี่ปรุงอยู่เกาหลีตอนนี้เราก็จะหาทางพูดคุยมาให้จงได้ เพราะเราอยากให้ทุกคนได้รู้จักผู้ชายคนนี้ ระหว่างพูดคุย เราก็แอบวางแผนไว้แล้วว่าจะขอจบบทสนทนาด้วยการทวงถามถึง ‘น้ำใจน้องพี่สีชมพู~’ เผื่อว่าพี่ปรุงจะใจดียอมให้เราติดสอยห้อยตามไปเสิร์ฟน้ำหรือทำงานเช็ดถูที่บริษัท

เอาล่ะ อันยองฮาเซโยค่ะ

บทสนทนากับคนไทยคนเดียวที่ทำงานในค่ายเพลงเกาหลี S.M. Entertainment

โดยตำแหน่งแล้วหน้าที่ของคุณซึ่งเป็นคนไทยคนเดียวใน SM Entertainment ค่ายเพลงอันดับหนึ่งของเกาหลี ได้แก่อะไรบ้าง

จริงๆ ทำเยอะมาก เพราะเป็นคนไทยคนเดียว และเป็นคนเดียวที่มาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้น อะไรที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยและภูมิภาคนี้เราต้องทำทั้งหมด ทั้งเป็น Strategic Planner เป็น Marketing Communicator เป็น Coordinator เป็น Operation เป็น Project Manager เป็น Local Manager ซึ่งไม่ใช่ผู้ดูแลศิลปินเป็นหลักนะ แต่ดูแลศิลปินเมื่อมาประเทศไทย

ขอสารภาพว่านอกจากเรื่องการเป็นคนไทยคนเดียวที่ทำงานกับค่ายเพลงใหญ่แล้ว เราสนใจเรื่องราวก่อนหน้านี้ที่คุณเป็นนักเรียนกฎหมายมาก่อน

ย้อนกลับไปสมัยเรียน เราเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับการทำกิจกรรมมาก เพราะเราเชื่อในการลองทำและค้นหาคุณค่าในตัวเอง แต่จุดเริ่มต้นที่ทำให้คิดถึงสิ่งที่มากกว่าคือช่วงที่เรียนจบใหม่ๆ เราตัดสินใจออกเดินทางไปญี่ปุ่นและเกาหลีใต้คนเดียวเป็นเวลา 45 วันโดยใช้เงินที่เก็บเงินจากการทำงานพาร์ตไทม์ การเดินทางครั้งนั้นจุดประกายให้เราคิดฝันอยากลองทำงานและใช้ชีวิตในต่างประเทศสักครั้งหนึ่ง

ก่อนจะกลับมาทำงานเป็นทนายในบริษัทที่ปรึกษากฎหมาย เรามีโจทย์ในใจว่าจะทำสิ่งนี้ให้ครบปี จนเมื่อผ่านไป 6 เดือน เราเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่ทำ ระหว่างนั้นเราก็ลองค้นหาสิ่งอื่นที่คิดว่าน่าจะทำได้ เช่น สมัครเป็นสจ๊วตสายการบิน สมัครงานผู้ประกาศข่าว ไปพร้อมๆ กับสมัครสอบทุนเรียนต่อด้านการตลาด โดยระหว่างนั้นก็ลงแข่งทำแผนการตลาดเพื่อเพิ่มทักษะและประสบการณ์ให้ตัวเองก่อนเรียนต่อ ในจังหวะนั้นเราก็เริ่มต้นเป็นผู้ประกาศข่าว แต่แม้ว่าจะชอบงานนี้มากแค่ไหน เราก็ถามตัวเองขึ้นมาระหว่างทางว่าเรามั่นใจในเส้นทางหรือสายอาชีพนี้มากแค่ไหน

บทสนทนากับคนไทยคนเดียวที่ทำงานในค่ายเพลงเกาหลี S.M. Entertainment

ยุคนั้นภาพจำของการไปเรียนต่อและทำงานที่เกาหลีมันไม่ได้ชัดเจนเท่ากับสหรัฐอเมริกา อังกฤษ หรือแม้กระทั่งจีนและญี่ปุ่น อะไรทำให้คุณมั่นใจเลือกไปเรียนต่อที่เกาหลีใต้

เราก็คิดหนักพอสมควรนะ เพราะเกาหลีเมื่อ 6 ปีก่อนมันไม่เหมือนตอนนี้ แต่มีคำพูดหนึ่งของอาจารย์ ดร.กฤตินี พงษ์ธนเลิศ (เกตุวดี Marumura) ซึ่งเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์เกดเป็นอีกคนที่คล้ายเรา เขาเป็นอีกคนที่กล้าก้าวออกจากกรอบความคิดเดิมๆ ที่ต้องไปเรียนต่อที่อเมริกาหรืออังกฤษ โดยการตัดสินใจไปญี่ปุ่นและตั้งใจจนประสบความสำเร็จ เป็นกูรูเกี่ยวกับที่นั่น ตอนนั้นอาจารย์บอกว่าไปที่ไหนก็ได้ แต่มั่นใจให้ได้ว่ากลับมาแล้วจะประสบความสำเร็จ

ก่อนจะเป็น ‘พี่ปรุง เอสเอ็ม’ รู้มาว่าคุณ เดบิวต์เข้าสู่วงการด้วยการออกรายการโทรทัศน์ของเกาหลีระหว่างที่เรียนด้วย จริงๆ แล้วเป็นการจับพลัดจับผลูหรือความตั้งใจ

เป็นความตั้งใจนะ ที่ผ่านมาเราเคยจัดรายการวิทยุ ทำงานเบื้องหน้าเบื้องหลังมาบ้าง ช่วงที่หากิจกรรมระหว่างเรียนเราก็อยากทำในสิ่งที่ชอบและถนัด เราเริ่มจากสร้างโอกาสให้ตัวเองด้วยการไปสมัครทำงานพิเศษของช่อง Arirang TV พอได้รู้จักคนมากขึ้น เขาก็ชวนไปแคสต์รายการ Abnormal Non-Summit เป็นรายการที่ตั้งหัวข้อขึ้นมาให้ผู้ร่วมรายการซึ่งเป็นตัวแทนจากชาติต่างๆ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นโดยใช้ภาษาเกาหลี ซึ่งหัวข้อที่เราได้รับหลากหลายมาก มีตั้งแต่การอุ้มบุญ เพศที่สาม ซึ่งมีส่วนที่เราต้องพูดเพิ่มเติมในรายการโดยอ้างอิงข้อมูลที่เกี่ยวกับกฎหมายไทยเพื่อให้คนต่างชาติเข้าใจ

ดูเหมือนเป็นโอกาสที่ดี แต่เป็นงานที่ทำให้เราเครียดมากเหมือนกัน จากคนที่ไม่รู้ภาษาเกาหลีเลย เพิ่งเรียนได้ปีครึ่ง แล้วต้องมาพูดภาษาเกาหลีในรายการทีวี แม้จะเป็นรายการที่มีแต่คนต่างชาติ แต่ทุกคนก็อยู่เกาหลีมาร่วม 10 ปี แถมเรื่องที่ได้รับก็อ่อนไหวมาก ถ้าพูดผิดอาจจะโดนตำหนิได้จากทุกทาง

ลำพังให้อภิปรายหัวข้อเหล่านี้เป็นภาษาไทยก็ยากแล้ว คุณผ่านมันมาได้อย่างไร?

นี่เป็นจุดที่ทำให้ภาษาเกาหลีเราพุ่งทะยานมากๆ เพราะต่างจากภาษาเกาหลีที่เคยเรียนในชั้นเรียน มีประโยคหนึ่งของเกาหลีที่บอกว่า “คำว่า ‘ทำไม่ได้’ ของคุณคืออะไร ถ้าหากคุณบอกว่าทำไม่ได้ แต่อีกคนหนึ่งทำได้ล่ะ” ประโยคนี้มันฝังในใจเลย และยิ่งทำให้เราพยายามจนได้ไปยืนในรายการนั้น สำหรับเรา เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าเมื่อได้รับโอกาสเราต้องทำให้ถึงที่สุด อย่ายอมปล่อยมือเด็ดขาด

บทสนทนากับคนไทยคนเดียวที่ทำงานในค่ายเพลงเกาหลี S.M. Entertainment

บทสนทนากับคนไทยคนเดียวที่ทำงานในค่ายเพลงเกาหลี S.M. Entertainmentบทสนทนากับคนไทยคนเดียวที่ทำงานในค่ายเพลงเกาหลี S.M. Entertainment

คุณเรียนรู้อะไรจากการทำงานในครั้งนั้นบ้าง

ทำให้รู้วิธีการทำงานกับคนเกาหลีได้เร็วกว่าเพื่อนนักเรียนทุนด้วยกัน และเป็นเราเองที่เลือกจะหาอะไรทำตลอด สำหรับเรามันคือโอกาสที่สร้างด้วยตัวเอง เมื่อรวมกับโอกาสที่เขายื่นให้ เราก็จะมีโอกาสที่มากกว่าคนอื่น คนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องเก่งกาจ แต่ไม่ใช่เลยนะ เราเหมือนเด็กนักเรียนทุนทุกคน สำคัญก็คือเรามีเป้าหมายอย่างไร จะทำให้ตัวเองพิเศษกว่าคนอื่นได้อย่างไร ซึ่งแน่นอนว่ามันต้องเหนื่อยเป็นพิเศษ

รวมถึงเรื่องการเรียนรู้เรื่องการเข้าสังคมคนเกาหลี หรือเรื่องวัฒนธรรมการทำงานกับคนเกาหลี จะช่วยให้เราเริ่มมีตัวตนเข้าไปอยู่ในกลุ่มก้อนเดียวกันกับพวกเขา จะทำให้การไปสมัครงานหรือใช้ชีวิตพบเจอคนทั่วไปง่ายขึ้น

เคยได้ยินเรื่องสังคมรวมกลุ่มของคนเกาหลี สำหรับชาวต่างชาติแล้วเรื่องนี้ทำให้คุณใช้ชีวิตลำบากมั้ย

เกาหลีจะมีคำว่า 눈치 (นุนชี) หรือสายตาที่จับจ้องสอดส่องตลอดเวลา และ 우리끼리 (อูรีกีรี) แปลว่า เฉพาะพวกเรา (Only Us) นั่นทำให้สังคมเกาหลีเป็นสังคมที่เป็นกลุ่มก้อน ไปด้วยกัน เหมือนที่คนไทยเรามี ‘บ้านฉัน’ เกาหลีมี ‘บ้านเรา’ ไม่ว่าจะคิดหรือทำอะไรเขาจะเป็นไปในแนวเดียวกัน การทำหรือคิดในสิ่งที่แตกแยกไปจากกลุ่ม จะทำให้คนมองว่าคุณไม่ใช่พวกเดียวกัน จนในที่สุดจะรู้สึกว่าไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในสังคม

ตัวอย่างง่ายๆ เลยจะเห็นว่าเทรนด์แฟชั่นการแต่งตัวของคนเกาหลีสวย สไตล์ดี ทุกคนดูแต่งตัวเป็น สีไม่ฉีกไปจากกันเหมือนฮาราจุกุ ในความเป็นจริงคือทุกคนคิดมาแล้วว่าจะแต่งตัวแบบไหนเพื่อให้กลมกลืน เพราะต่อให้คุณดูดีแต่โดดเด่นสะท้อนความคิดตัวเองมากเกินไป ก็จะทำให้คนอื่นมองจนเจ้าตัวเริ่มไม่มั่นใจ นี่คือตัวอย่างนิยามคำว่า 눈치 นี้

จะเห็นว่าวัฒนธรรมแบบนี้ทำให้การคิดหาวิธีทำการตลาดนำกระแสเป็นเรื่องสนุก คาดการณ์ความต้องการของตลาด เพราะถ้าชอบคนเขาก็จะชอบเหมือนกันหมด ถ้าไม่ก็ไม่เลย ไม่เหมือนบ้านเราที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ วัฒนธรรม และความต้องการที่แตกต่างกันไป

ฟังดูแล้วการรวมตัวเป็นกลุ่มก้อนก็เป็นเรื่องดีนะคะ แล้วมวลรวมของความเครียดในสังคมเกาหลีนั้นมาจากไหน

ด้วยสังคมเกาหลีเป็นสังคมที่มีการแข่งขันค่อนข้างสูง ทุกคนแข่งกันทำให้ตัวเองขึ้นไปเหนือเส้นมาตรฐาน เกาหลีมีคำว่า สเปก ที่ชี้วัดลักษณะพิเศษของคนหนึ่งคน ฐานะ การศึกษา หน้าที่การงาน และอื่นๆ

จริงๆ เขาก็ไม่ได้เหยียด แต่เขามีลักษณะสังคมที่มีค่านิยม ความเชื่อ และบริบท ที่เป็นแบบนี้มานาน เพื่อให้อยู่รอดบางทีเราก็ต้องมีจิตใจที่แข็งแกร่งประมาณหนึ่ง จะได้ไม่รู้สึกแย่เกินไป จะว่าไปชาติไหนๆ ก็เป็นนะ ดังนั้น มันอยู่ที่ทัศนคติของเราแล้วล่ะ เราอยากให้เขามองเราอย่างไรก็ปฏิบัติแบบนั้น ถ้าเรารู้แล้วว่าเขามองคนที่การแต่งตัว บางทีเราก็ต้องยอมรับ อย่าไปเปรียบเทียบแล้วทำให้ตัวเองดูด้อยค่า ซึ่งมากไปกว่าการพยายามเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเขา คือการเปิดใจ แล้วลองเข้าไปในโลกของเขาบ้าง

ซึ่งวิธีการของคุณก็คือ…

เราไปเข้าร่วม English Talking Club เป็นคลับที่นักเรียนจากต่างประเทศมาเปิดสอนภาษาอังกฤษฟรี มันไม่ใช่แค่การสร้างคุณค่าให้ตัวเองในสังคมเขานะ แต่มันคือการหาอะไรที่เหมาะสมกับเรา เช่น ถ้าชอบกีฬาก็ไปเข้าร่วมชมรมกีฬา ไม่ใช่รอให้ใครเปิดประตูชวนเราเข้ากลุ่มเขา แต่เราต้องเปิดประตูให้ตัวเองซึ่งจะช่วยให้เป็นที่ยอมรับง่ายขึ้น

บทสนทนากับคนไทยคนเดียวที่ทำงานในค่ายเพลงเกาหลี S.M. Entertainment

อย่าหาว่าถามละเอียดเลยนะคะ แต่เพราะไม่ค่อยมีเรื่องนี้ให้อ่านจากที่ไหน เราสนใจวัฒนธรรมการแข่งขันในทุกๆ วงการของเกาหลี อย่างเรื่องสมัครงานนั้นโหดเหมือนการสอบเข้ามหาวิทยาลัยแบบที่เราเห็นในสารคดีมั้ยคะ

ที่เกาหลี บริษัทใหญ่ๆ จะเปิดรับพนักงานปีละ 2 รอบ ได้แก่รอบ Spring และรอบ Autumn ดังนั้น การแข่งขันจึงสูงมาก ต้องเตรียมตัวอย่างแม่นยำ เพราะถ้าพลาดแล้วต้องรอสมัครรอบใหม่เลย เช่นกัน เรามีเวลาแค่ 2 รอบนี้เท่านั้น และวีซ่าก็ใกล้หมด เลยต้องทำให้ได้

ขั้นตอนเริ่มตั้งแต่ส่งเรซูเม่ก่อน โดยจะต้องเข้าไปกรอกฟอร์มในระบบ พร้อมตอบคำถามเป็นความเรียง 7 – 8 ข้อ ซึ่งแต่ละบริษัทก็จะมีคำถามแตกต่างกันไป ตัวอย่างของคำถาม เช่น ทำไมถึงอยากทำงานที่นี่ มีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร จงบอกลักษณะนิสัยพร้อมข้อดีข้อเสียของคุณ โดยแต่ละรอบมีผู้สมัครราว 2 หมื่นคน และฝ่ายบุคคลเขาอ่านคำตอบจริงๆ นะ จากนั้น เมื่อผ่านรอบแรก ผู้สมัครต้องสอบข้อเขียนและข้อสอบ IQ, EQ และสอบสัมภาษณ์อีก 2 รอบ รวมทั้งสิ้น 5 รอบ กว่าจะได้งาน 1 ตำแหน่งจะเห็นว่าการได้งานทำที่เกาหลีเป็นเรื่องไม่ง่าย ดังนั้น คนเกาหลีจึงไม่นิยมเปลี่ยนงาน

ของบริษัท SM ก็เช่นกัน มีรอบยื่นเรซูเม่ สอบข้อเขียน และสอบสัมภาษณ์ 2 รอบ

ฟังดูแล้วไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่เคยเข้าใจว่าคุณได้รับการทาบทามเข้าไปทำงานที่ SM หลังจากที่ทีมงานเห็นคุณในรายการ

หลังจาก SM รู้จักเราจากรายการ เขาก็ติดต่อเข้ามา แต่ติดต่อมาให้เป็นอาจารย์สอนภาษาไทยให้กับเด็กฝึกหัดและศิลปินในค่าย ก่อนจะชวนให้ลองเข้ามาสมัครงานในตำแหน่งพนักงานประจำ แต่ต้องบอกว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่เขาจะยอมรับคนต่างชาติเข้าไปทำงาน ทุกอย่างเป็นไปตามระบบ

จำได้เลยว่าวันแรกที่เข้าไปทำงานมีโทรศัพท์เข้ามาถามหัวหน้าทีมของเราว่าเราเป็นใคร รับเข้ามาทำงานได้อย่างไร คิดดูว่าจากคนทั้งหมด 400 คน มีใครมาจากไหนไม่รู้ และชื่อยังยาวมากอีก คนทั้งบริษัทจึงตั้งคำถามว่าเราจะมาทำอะไรที่นี่

ขณะที่งานในเกาหลีหายากขนาดนั้น คุณก็ยังสอบผ่าน ได้รับข้อเสนอดีๆ จากบริษัทมากมาย อะไรทำให้คุณปัดทุกตัวเลือกตกไปแล้วยอมเลือก SM

มีเรื่องหนึ่งที่คนไม่รู้คือ เรารอคำตอบรับจากทาง SM ถึง 4 เดือน รู้ซึ้งเลยว่าการรอคอยไม่ใช่เรื่องง่าย ตอนนั้นมีบริษัทยาตอบรับ แล้วก็มีบริษัทสตาร์ทอัพเล็กๆ จากอเมริกาที่ให้เงินดีมาก พูดง่าย ทำงานง่าย เพราะเป็นวัฒนธรรมแบบตะวันตก แต่ตอนนั้นคิดแค่ว่าถ้ารอคำตอบจาก SM ก็อาจจะได้ทำงานกับที่นี่ ในอุตสาหกรรมที่ชอบ ได้ทำงานกับบริษัทที่ขึ้นชื่อว่าดีที่สุดในอุตสาหกรรมบันเทิงของประเทศนี้ แต่ไม่ว่าจะถามใคร ทุกคนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าอุตสาหกรรมบันเทิงของเกาหลีนั้นโหดที่สุด มีคนเข้าออกหมุนเวียนมากมายเต็มไปหมด

แต่ในที่สุดเราก็ได้เข้าไปทำงานสมใจ ก่อนจะตามมาด้วยรายละเอียดมากมายรายทาง เช่น การขอวีซ่าทำงาน เพราะบริษัทเองก็ไม่เคยรับคนต่างชาติทำงานเป็นพนักงานประจำมาก่อน ก่อนหน้านี้จะมีแต่ศิลปินหรือการจ้างงานลักษณะสัญญาจ้างระยะสั้น ซึ่งเราก็ต้องไปทำเรื่องสอบวีซ่าให้ผ่าน จะเห็นว่าไม่ง่ายเลย

บทสนทนากับคนไทยคนเดียวที่ทำงานในค่ายเพลงเกาหลี S.M. Entertainment

การเริ่มงานในเส้นทางนี้ทำให้คุณรู้สึกเสียดายสิ่งที่เรียนมาหรือเปล่า

ด้วยเนื้องานที่มีการติดต่อทั้งกับภาครัฐ ภาคเอกชน มีเรื่องสัญญา ทำให้เราไม่เสียใจเลยที่เรียนกฎหมายมา ทุกวันนี้เรารีวิวกฎหมายเอง ช่วยในกระบวนการทำงานหากส่วนนั้นต้องเกี่ยวข้องกับข้อกฎหมายทำให้ทำงานได้เร็วขึ้น แล้วเราก็ยังทำมาร์เก็ตติ้งได้ด้วย จะเห็นว่าการเปลี่ยนสายงานของเรากลายเป็นเรื่องที่เสริมคุณค่าในตัวเราให้มากขึ้นกว่าเดิม เราถึงบอกเสมอว่าอย่ากลัวที่จะเปลี่ยนสาย

ที่เกาหลีมีปัญหาเรื่องการทำงานไม่ตรงสายที่เรียนมามั้ย

ไม่เลย เรียนจบอะไรมาก็สามารถสมัครงานได้หมด เพื่อนร่วมงานเราจบประวัติศาสตร์ ทุกองค์กรมีความคิดเหมือนกันว่าไม่ว่าจะเรียนจบอะไรมา เมื่อเข้ามาทำงานทุกคนเริ่มจากศูนย์เหมือนกันหมด แต่เขาจะดูทัศนคติและความเข้ากันกับองค์กร ความรู้ความสามารถพิสูจน์แล้วที่การสอบข้อเขียนดังนั้นเขาจะไม่สงสัยในตัวเราอีก เพราะมีความรู้พื้นฐานตามที่องค์กรต้องการแล้ว

แต่ส่ิงที่นอกเหนือไปกว่านั้นคือทัศนคติ เขาดูความเข้ากันจริงๆ นะ ไม่ใช่เรื่องผิดหรือถูก เพราะเป็นเรื่องประสบการณ์ที่ผ่านมา พื้นฐานนิสัย ความคิดที่มีมากกว่า

อะไรคือความหนักหนาของการทำงานในบริษัทที่ขึ้นชื่อว่าเป็นอันดับหนึ่งของอุตสาหกรรมบันเทิงของเกาหลี

ด้วยบริบทของการทำงานในสังคมเกาหลี แม้องค์กรใหญ่ๆ จะตั้งใจเปลี่ยนให้เป็นระดับสากล แต่ด้วยทุกคนในองค์กรยังเป็นเกาหลี ทุกอย่างจึงดำเนินด้วยภาษาเกาหลี จะมีภาษาอังกฤษบ้าง แต่การสื่อสารทุกอย่างใช้ภาษาเกาหลีทั้งหมด เราก็ต้องทำงานพิสูจน์ความสามารถตัวเองนานพอสมควร ปัญหาส่วนใหญ่ที่เจอจะเป็นเรื่องภาษาของเรา ลำพังภาษาอังกฤษเพื่อการทำงานก็ยากอยู่แล้ว เมื่อเจอภาษาเกาหลีเพื่อการทำงานเข้าไปก็ยากไปอีก ทางเดียวก็คือมองให้เป็นเรื่องสนุก มองปัญหาที่เจอเป็นความท้าทาย เพราะที่นี่เขาจะไม่มาจับมือสอนเราทุกขั้นตอน แต่เป็นเราที่ต้องทำตัวให้พร้อมเรียนรู้ตลอดเวลา

บทสนทนากับคนไทยคนเดียวที่ทำงานในค่ายเพลงเกาหลี S.M. Entertainment

อะไรคือข้อดี-ข้อเสียของการเป็นคนไทยคนเดียวในบริษัท SM Entertainment

เขาจะมีความสงสัยในตัวเราว่าเราจะทำงานได้มั้ย การพิสูจน์ตัวเองให้เขาเห็นยากมาก และที่ผ่านมาเราเป็นคนมีความมั่นใจในตัวเองประมาณหนึ่ง

มีช่วงที่เราคิดว่า ทำไมเราต้องมาเจอสถานการณ์แบบนี้ด้วย ถ้าเราอยู่ในองค์กรที่ใช้ภาษาไทยหรืออังกฤษในการสื่อสารคงจะดีเสียกว่า คงจะได้เรียนรู้งานมากกว่านี้ ทำงานได้ดีกว่านี้ แรงที่เคยใส่ไปเท่าไหนได้ผลลัพธ์เท่านั้น แต่ตอนนี้แม้จะทุ่มไป 150 ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ 60 ทุกอย่างมันยากเพราะแค่คำว่าภาษา แต่เราก็ต้องยอมรับอุปสรรคนี้ เพราะเป็นข้อตกลงว่าถ้าภาษาไม่ได้ก็ทำงานไม่ได้ แทนที่จะทำงาน 1 2 3 เหมือนทุกคน เราต้อง 1 1.1 1.2 1.3 เพื่อไป 2 เหนื่อยมาก

มีจุดที่ทำให้คิดอยากออกบ้างมั้ย

มีนะ ตอนนั้นคิดทุกวัน

แล้วอะไรทำให้กลับมาสู้ต่อ

เราก็กลับมาที่จุดเดิม คิดถึงวันแรกที่เราอยากเข้าที่นี่มากๆ ช่วงเวลา 4 เดือนที่ต่อสู้ก่อนจะเข้ามาที่นี่ มันยากมากนะ ดังนั้น เราจะไม่ยอมแพ้เพราะแค่เราไม่เก่งภาษาเด็ดขาด จะว่าไปการพิสูจน์ตัวเองของเรามันก็ไม่ได้เกิดจากตัวเราอย่างเดียวนะ มันขึ้นกับโอกาสที่เจ้านายเห็นว่าเราน่าจะทำได้และมอบโอกาสนี้มาให้

ช่วงที่เราทำงานกับ SM ได้ 5 เดือน เรายังไม่เคยไปร่วม Business Trip มาก่อน แต่ครั้งนั้นต้องไปเชียงใหม่กับทีมงานเกาหลี 40 คน โดยที่เราต้องจัดการทุกอย่างคนเดียว อย่างที่รู้ว่าการทำงานที่นี่ค่อนข้างจริงจัง รายละเอียดเยอะ มีทั้งงานเตรียมตัวและดูแลจัดการหน้างาน ดูแลศิลปิน เราต้องอยู่กับพวกเขา 5 วันที่เชียงใหม่เพื่อถ่ายทำรายการที่ชื่อว่า NCT LIFE in CHIANG MAI ทุกอย่างต้องเป๊ะมาก มีติดต่อประสานงาน กันคนและแฟนคลับ ไปพร้อมๆ กับถ่ายรายการ แปลภาษา เป็นพิธีกร ทำทุกอย่างทั้งเบื้องหลังและหน้ากอง ซึ่งหลังจากผ่านงานนี้มาได้ก็เริ่มมีความมั่นใจและเริ่มเป็นที่ไว้ใจมากขึ้น

บทสนทนากับคนไทยคนเดียวที่ทำงานในค่ายเพลงเกาหลี S.M. Entertainment

สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนเมื่อคุณทำงานที่นี่

นิสัยเปลี่ยนไป จากเป็นคนที่อะไรก็ได้ เดี๋ยวนี้เข้มงวดมากขึ้น ชัดเจนว่าอะไรได้ อะไรไม่ได้ ถ้าบางเรื่องไม่เป็นไปตามที่พูด เราก็จะถามกลับว่าที่ไม่ได้นั้นเพราะอะไร ต้องทำอย่างไร ถ้าไม่ได้แล้วมีวิธีแก้ไขอย่างไร

มีเรื่องตลกมากคือเราติดนิสัยนี้ไปใช้ที่บ้าน ช่วงที่ไปเที่ยวหัวหินกับครอบครัว หลังสอบถามราคารถสองแถว เราก็ถามเขาว่าเมื่อคิดราคาที่แพงกว่าปกติแล้ว ปลายทางมีที่ร่มยืนหลบฝนไหม หรือบริการอื่นๆ ตามมาหรือเปล่า เพราะเราเห็นว่าฝนกำลังจะตก ถามจี้เขาจนแม่ต้องบอกให้ใจเย็นๆ

อะไรคือข้อดี-ข้อเสียของสไตล์การทำงานแบบเกาหลี

มันทำให้เรารอบคอบมากขึ้น คิดละเอียดมากขึ้น แต่แน่นอนว่ามันเหนื่อย ช่วงนี้ที่ต้องติดต่อกับองค์กรในไทย บางทีเราก็ต้องปรับเปลี่ยนท่าทีการทำงาน เพราะคนที่ไม่เข้าใจก็จะคิดว่าทำไมเยอะจัง หรือถามว่าย้ำคิดย้ำทำไปหรือเปล่า แต่สำหรับเรามันคือการทำงาน

หลายครั้งเราก็สงสัยว่าคำว่าเยอะมันคืออะไร ถ้าเยอะกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง อันนี้เข้าใจได้ แต่ถ้าเยอะในเรื่องการทำงานอย่างมืออาชีพ แล้วมาบอกว่าเราเยอะ อันนี้ยอมรับไม่ได้

เรารู้สึกว่าการทำให้เท่ากับมาตรฐานมันก็ดี แต่การที่จะอยู่เหนือทุกคนได้คุณต้องทำให้มากกว่านั้น เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่การทำงานในเกาหลีสอนเรา จากชาติที่ไม่มีอะไรมาก่อน การจะก้าวไปสู่จุดที่อยากให้คนยอมรับ คุณต้องทำงานให้มากไปกว่ามาตรฐาน คุณต้องทำงานให้หนัก คุณต้องเข้มงวดเพื่อทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิดข้อผิดพลาดมีน้อยที่สุด

จากคนที่ไม่ได้สนใจ K-Pop มาก่อน การทำงานในวงการนี้เปลี่ยนความคิดของคุณเรื่องไหนบ้าง

สิ่งหนึ่งที่ยอมรับเลยคือการทำงานนี้มันทำให้เรามองน้องๆ ที่ชื่นชอบ K-Pop เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ที่เปลี่ยนไปคือไม่ใช่แค่เข้าใจ แต่เราอยากเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้คนทั่วไปที่อาจจะเคยชอบหรือไม่ชอบ K-Pop ได้เปลี่ยนมุมมองและมีความเข้าใจใหม่

เมื่อทำงานแล้วเราได้เห็นกระบวนการว่าเขาทำแบบนี้ถึงประสบความสำเร็จ เราก็มีโจทย์ในใจว่าแล้วบ้านเราล่ะ? เราจะทำอะไรได้บ้าง จริงอยู่เราเห็นข้อแตกต่าง แต่มันเทียบกันไม่ได้เพราะกระบวนการคิดและทำของเขาและเรามันต่างกัน แต่เราจะนำข้อดีมาปรับใช้อย่างไรให้สิ่งที่บ้านเราเคยมีกลับมามี และทำให้มันดีขึ้น ที่ทำได้ตอนนี้คือทำหน้าที่ที่ได้รับอย่างดีที่สุด เก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่อไป

บทสนทนากับคนไทยคนเดียวที่ทำงานในค่ายเพลงเกาหลี S.M. Entertainmentบทสนทนากับคนไทยคนเดียวที่ทำงานในค่ายเพลงเกาหลี S.M. Entertainment

รู้มาว่าที่วงการเพลงเกาหลีให้ความสำคัญกับเรื่องแบรนดิ้งมาก

ไม่ใช่แค่วงการเพลง แต่เราจะเห็นว่าบริษัทใหญ่ๆ ในเกาหลี ยอมลงทุนกับเรื่องแบรนดิ้งมากๆ แม้จะขาดทุนในเชิงตัวเลข แต่หากสิ่งนั้นนำมาซึ่ง Brand Value ก็ย่อมเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ ซึ่งต่างจากวัฒนธรรมของชาติอื่นๆ ที่มองการวัดผลทางตัวเลขเป็นสำคัญ

และเพื่อทำทุกวิธีทางที่เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุดแล้ว เขาจะพยากรณ์ผลที่จะเกิดขึ้นจาก Database หรือ Big Data ทั้งลักษณะกิจกรรมแบบนี้ การทำการตลาดแบบนี้ การทำเพลงแบบนี้ ผลจากสิ่งที่ผ่านมาทั้งหมดเป็นข้อมูลชั้นดี อย่างที่บอกวิธีการทำงานแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับค่ายเพลง SM นะ แต่เป็นกับทุกอุตสาหกรรมของเกาหลีใต้

เพราะอะไรเรื่องนี้ถึงสำคัญ

ถ้ามองย้อนกลับไปเราจะเห็นว่าเกาหลีเป็นประเทศที่เปลี่ยนตัวเองจากเกษตรกรรมมา สู่อุตสาหกรรมโลหะหนัก สู่เทคโนโลยี สู่ IT Base นั่นแปลว่ามีการเตรียมการ มีการวางแผนล่วงหน้าระยะยาวตลอดเวลา ซึ่งเมื่อเทียบกับบ้านเรา ที่ยึดปฏิบัติในสิ่งที่คิดว่าดีอยู่แล้ว จนไม่ได้ต่อยอดหรือกล้าทำอะไรจากกรอบเดิมๆ ที่มี ขณะที่เกาหลีจะยอมลงทุนทำสิ่งใหม่ไปก่อนตามข้อมูลที่มีเพื่อให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีกว่า มันจึงตอบว่าทำไมการทำงานของเกาหลีเครียด เพราะเขาทำงานในความคิดว่าทำให้ดีที่สุด ผิดพลาดไม่ได้ และไม่มีอะไรจะเสีย

เช่นการทำเพลงสักเพลง ไม่ใช่แค่ว่าทำเพลงออกมาเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด แต่การจะขึ้นมาเป็นค่ายเพลงอันดับหนึ่งของเอเชียได้ ก็ต้องเป็นผู้นำ ไม่ใช่ผู้ตามใคร วิธีการก็คือการคาดการณ์ล่วงหน้าจากข้อมูลชุดใหญ่ที่มี ทั้งจากบริษัทและหน่วนงานราชการ โดยบริษัทจะทำการวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างแน่นหนาเพื่อให้เห็นแนวโน้มตลาดในอนาคตทั้งหมดและป้องกันการผิดพลาดให้มากที่สุด

บทสนทนากับคนไทยคนเดียวที่ทำงานในค่ายเพลงเกาหลี S.M. Entertainment

เรื่องการฟังเพลงพอถึงจุดหนึ่งคนส่วนใหญ่ก็ไม่ตามฟังเพลงของศิลปินรุ่นใหม่แล้ว ที่เกาหลีเขามีปัญหานี้หรือเปล่าคะ

ที่เกาหลีเขาพยายามสร้างให้เกิดสังคมการฟังเพลงแบบครอบครัวหรือการรับคอนเทนต์ร่วมกันแม้จะต่างเจเนอเรชัน เช่น สมมติเราตามฟังเพลง Super Junior ตอนนี้มี EXO แม้อนาคตเราจะไม่ได้ตามฟังเพลงเกาหลีวงใหม่ๆ ต่อ แต่ลูกเราที่ฟังเพลงด้วยกันก็จะได้รับอิทธิพลจากตรงนั้น และตามฟังเพลง EXO หรือวงอื่นๆ ต่อไป เป็นการส่งต่อ ดังนั้น เวลาไปดูคอนเสิร์ตก็จะสามารถดูร่วมกันได้ เป็นแผนที่มีมานานแล้วก่อนเข้าสู่ยุคดิจิทัลเสียอีก สังเกตได้จากการเดบิวต์วงใหม่แต่ละครั้ง จะมีจุดที่เชื่อมต่อกัน เพื่อให้กลุ่มคนฟังโตไปด้วยกัน ผูกพันไปด้วยกัน

การมีอุตสาหกรรมบันเทิงที่ดี สำคัญกับสังคมหรือประเทศยังไงบ้าง

เราคิดว่าเพราะสื่อค่อนข้างมีอิทธิพลต่อคนนะ แม้บ้านเราจะมีปัจจัยแทรกซ้อน แต่ที่เกาหลีจะเข้มงวดและมีอิทธิพลสูงมากจนนำความคิดคนได้

และการเข้ามาทำงานเป็นสื่อของเกาหลีนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย นอกจากขั้นตอนระบบระเบียบ เขามีกฎเกณฑ์การคัดเลือกที่เข้มงวด เพราะการแข่งขันที่สูงมาก และคุณต้องเป็นกระบอกเสียงให้สังคมได้จริงๆ เขาจึงต้องการคนที่มีคุณภาพ มีความสามารถในการวิเคราะห์ เขียนข่าว และนำเสนอ สิ่งที่สะท้อนสังคมให้มากที่สุด จะเห็นว่าสื่อเกาหลีเล่นงานจนประธานาธิบดียังต้องลงจากตำแหน่ง สื่อเขามีสิทธิและเสรีภาพขนาดที่ว่าคุ้ยข่าวจนรู้ว่าปาร์คกึนเฮไปทำหน้า นวดหน้า กี่โมง หรือทำอะไรอยู่ขณะที่เรือล่ม นักข่าวไม่ใช่แค่เขียนข่าวแล้วออกรายงาน แต่เขาสืบข่าว ในขณะเดียวกันต้องรู้ไว้ว่าถ้าคุณเป็นบุคคลในข่าว มีที่ยืนในสังคมแล้ว คุณทำผิดไม่ได้เลยนะ

นั่นคือเรื่องของวงการสื่อ ส่วนอุตสาหกรรมบันเทิงซึ่งเป็นหนึ่งในวงการสื่อ เป็น Soft Power เป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนทัศนะ พฤติกรรม และการกระทำของฝ่ายตรงข้ามได้ โดยส่งผลให้เกิดแรงดึงดูดเป็นที่สนใจ และกลายเป็นที่ยอมรับในที่สุด ซึ่งเกาหลีใต้เป็นชาติที่เก่งเรื่องนี้ ส่งผลให้เกิดประโยชน์ต่อทุกอุตสาหกรรมในประเทศ เช่น อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมการแพทย์เพื่อความงาม อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง อุตสาหกรรมบันเทิง และอื่นๆ จะเห็นว่า ส่งผลถึงกันไปหมด โดยสรุปคือเป็นเรื่องที่ดีนะถ้าอุตสาหกรรมบันเทิงแข็งแรงมากพอ

เดี๋ยวนะ นี่เราเล่าลึกไปมั้ย

ไม่เลยค่ะ กำลังสนุก

ทำให้นึกถึงโจทย์ของบ้านเราในยุคหนึ่งที่ถามว่าอะไรคือ T-Pop ความเป็นไทยคืออะไร คนไทยอาจจะยึดติดว่าต้องใส่อะไรที่คิดว่าไทยลงไป แต่จริงๆ แล้วมันไม่จำเป็นเลย

กลับมาที่ K-Pop อะไรคือซาวนด์ของ K-Pop ในเมื่อก็คล้ายกันกับ F4 ของไต้หวัน หรือเพลงของญี่ปุ่น ดังนั้น มันคือภาษาหรือเปล่า หรือมันคือหน้าตาของศิลปินที่ดูแล้วรู้ว่านี่คือ K-Pop หรือเป็นสไตล์หรือเปล่า คำถามคือสุดท้ายแล้วความเป็นไทยคืออะไร

ขอขอบคุณสถานที่
ร้าน BOYY & SON CAFE
ชั้น G ห้างสรรพสินค้า Gaysorn

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load