กองทัพ พีค คือเด็กหนุ่มวัย 19 ปี ที่มีความสามารถครบเครื่องทั้งการร้อง เต้น เล่นละคร และเดินแบบ

เริ่มแรกชื่อของเขาเป็นที่รู้จักเพียงชั่วข้ามคืน ด้วยรูปลักษณ์สุดเท่สไตล์เกาหลี ที่มาพร้อมกับเรื่องเซอร์ไพรส์ว่า เขาคือลูกชายคนเดียวของ ปราบ ยุทธพิชัย ดาราและพิธีกรรุ่นใหญ่ที่มีผลงานมายาวนาน

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

จากความตั้งใจแรกที่คุณพ่ออยากให้เขาเดินตามเส้นทางที่ต้องการโดยไม่อยู่ใต้เงาชื่อเสียง ก็กลายเป็นว่าเขาได้มาอยู่กลางสปอร์ตไลต์ที่มีคนพร้อมต้อนรับอย่างอบอุ่น

ด้วยความสามารถรอบด้านที่มี โอกาสที่เข้ามา รวมถึงแต้มต่อในการเป็นทายาทคนในวงการบันเทิง เขาย่อมทำงานที่รักในวงการบันเทิงไทยได้โดยง่าย แต่เขากลับเลือกก้าวไปในจุดหมายที่เหนื่อยหนัก โดยไม่รู้ว่าสุดท้ายปลายทางจะสมหวังหรือผิดหวัง 

ชื่อของ กองทัพ พีค จึงกลายเป็นที่จับตาของคนกลุ่มใหญ่กว่าเดิม เมื่อปรากฏชื่อว่าเขาคือเด็กไทยคนแรกและคนเดียวที่เข้าร่วมแข่งขันในรายการ PRODUCE X 101 ซีซั่น 4 รายการเซอร์ไวเวิลเรียลลิตี้โชว์ชื่อดังของเกาหลีใต้ เพื่อเดบิวต์ไอดอลกรุ๊ปวงใหม่ตามรอยรุ่นพี่อย่าง I.O.I, Wanna One และ IZ*ONE

แม้ครั้งนั้นเขาไม่ได้ไปถึงชัยชนะ แต่ประสบการณ์ที่เก็บเกี่ยวมาระหว่างทางกลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจประเมินค่า และเปลี่ยนความคิดของเด็กหนุ่มไปอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งยังได้เห็นความรักยิ่งใหญ่ของผู้เป็นพ่อได้อย่างชัดเจน

หนึ่งปีผ่านไป หลังจากปิดกล้องละคร ให้รักพิพากษา ละครเรื่องแรกในชีวิตที่เขาได้รับบทพระเอกเล่นคู่กับ เบลล่า-ราณี แคมเปน กองทัพ พีค กำลังเดินทางไปตามความฝันอีกครั้ง โดยเข้าร่วมแข่งขันรายการใหญ่ที่เฟ้นหาไอดอลระดับเอเชีย 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ก่อนออกเดินทางอีกครั้ง เราได้คิวด่วนเพื่อพูดคุยกับเขา ได้เห็นถึงความมุ่งมั่นพยายามและความทุ่มเท ดูเหมือนว่ากับทุกเรื่องที่ตั้งใจ เขาต้องไปให้สุด ทว่าระหว่างทางเขาก็ไม่ลืมมองหาความสุขและเลือกใส่ใจผู้คนรอบข้างไปพร้อมกัน

หลายครั้งขณะที่พูดคุยถึงชีวิตและแง่คิดต่างๆ เราถึงกับลืมไปว่า เด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าอายุเพียง 19 ปีเท่านั้นเอง

ทำไมก่อนหน้านี้ เราไม่เคยเห็นหน้าเห็นตา หรือรู้จักคุณในฐานะที่เป็นลูกของพ่อปราบ ยุทธพิชัย มาก่อนเลย

เป็นความตั้งใจของคุณพ่อครับที่จะไม่บอกใครว่าเราเป็นพ่อลูกกัน (ยิ้ม) คุณพ่อตั้งใจไว้ว่าอยากให้พีคสร้างชื่อเสียงและเดินทางสายนี้ด้วยตัวเองแต่แรก เขาเลยไม่เคยพาเข้าวงการ ขนาดชื่อก็ตั้งกันใหม่ เพราะไม่อยากให้ใช้เป็น ‘พีค-กองทัพ ยุทธพิชัย’ ก็ช่วยกันคิดหลายอย่างว่าจะเป็นแค่ ‘พีค กองทัพ’ ดีไหม ชื่อจะสับสนกับคนอื่นไหม สุดท้ายก็มาเป็น ‘กองทัพ พีค’ ฟังแล้วดูแปลกดี มีอยู่คนเดียว และให้คนจดจำเราในชื่อนี้ 

ทั้งที่คุณพ่อไม่เคยพาไปเปิดตัวที่ไหน แล้วทำไมวันหนึ่งกลับเป็นกระแสข่าวดังได้

พีคเอามิวสิกวิดีโอเพลงตอนสอบจบที่อังกฤษที่ทำเองทั้งหมด ตั้งแต่แต่งเพลงไปจนกำกับมิวสิกวิดีโอมาลงในยูทูบส่วนตัว ปรากฏว่าคนสนใจเยอะมาก และกลายเป็นข่าวว่าคนนี้เป็นลูกของพ่อปราบนะ จำได้ว่าตอนนั้นกำลังทอดไข่เจียวอยู่ที่อังกฤษ แล้วก็มีข่าวพีคเด้งขึ้นมาในฟีด ในใจเราก็ อ้าว เขาเอารูปมาจากไหน เขารู้กันได้ยังไง พอสักพักก็มีข่าวเด้งขึ้นมาเยอะมากจนตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น

พอโทรกลับมาที่บ้าน คุณแม่ก็บอกว่าคนสนใจเยอะมาก ทุกคนที่ไปเจอคุณพ่อก็จะถามถึงพีคตลอด มีคนบอกคุณแม่ว่าในโซเชียลข่าวดังมากเลยนะ ยอดวิวคลิปก็ขึ้นมาเป็นแสนภายในไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งสำหรับเด็กคนหนึ่งที่ไม่ได้มีอะไรเลย ถือว่าเยอะมาก และตั้งแต่วันนั้นมาก็ทำให้พีคมาถึงวันนี้ได้ครับ

เรียกว่าผิดไปจากความตั้งใจแรกของคุณพ่ออย่างมาก

ใช่ครับ (หัวเราะ) แต่คุณพ่อก็บอกว่าสักวันคนก็ต้องรู้ คุณพ่อก็ถามว่า พีคนอยด์ไหมที่ต้องอยู่ใต้ชื่อของพ่อ พีคบอกว่า ไม่นอยด์หรอก เราเป็นพ่อลูกกัน เราเดินจับมือกันไปด้วยกันอย่างนี้สนุกกว่า มีความสุขมากกว่า

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ย้อนไปวัยเด็ก เด็กชายพีคเป็นอย่างไร

เป็นเด็กขี้อายครับ ตอนเด็กๆ พีคเป็นสายนักกีฬา ถ้าไม่ได้มาอยู่ตรงนี้คงเป็นนักกีฬาว่ายน้ำไปแล้ว แต่จริงๆ พีคชอบร้องเพลงมาตั้งแต่เด็กแล้ว ไอดอลในใจคือ จัสติน บีเบอร์ (Justin Bieber) ดังนั้นการว่ายน้ำส่วนหนึ่งก็เพื่อให้ปอดแข็งแรง ช่วยซัพพอร์ตการร้องเพลงให้ดี 

แสดงว่ารู้ตัวว่าอยากมาเส้นทางนี้ตั้งแต่เด็ก

ใช่ครับ คุณพ่อก็รู้ว่าเราชอบร้องเพลง ชอบเต้น เห็นแววมาทางนี้ตั้งแต่เด็กแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้บังคับว่าต้องเข้าวงการนะ จนเส้นทางนี้มาเริ่มต้นตอนที่พีคได้ไปเรียนซัมเมอร์ที่อังกฤษ ได้รู้จักโรงเรียน Sylvia Young Theatre School ที่เขาสอนเรื่องการเต้นการร้องโดยเฉพาะ พีคเลยลองขอคุณพ่อว่าเป็นไปได้ไหมที่จะไปเรียน 

ตอนนั้นคุณพ่อบอกทันที ไม่ได้ เป็นเด็กอายุสิบเอ็ดจะไปอยู่ต่างประเทศคนเดียวโดยที่ไม่มีคนดูแลได้ยังไง แต่คุณแม่ก็ช่วยพูดให้ว่า โรงเรียนนี้ไม่รับชาวต่างชาติที่อายุมากกว่าสิบสองปี ปีนี้เป็นปีสุดท้ายแล้วที่พีคจะเข้าเรียนได้ ให้พีคไปเถอะ แล้วจะไม่เสียใจทีหลัง สุดท้ายคุณพ่อก็ยอม

ทำไมเด็กอายุ 11 ปีวันนั้นถึงมุ่งมั่นที่จะไปเรียนและใช้ชีวิตที่อังกฤษคนเดียว

ตอนนั้นพีครู้สึกว่าอยากไปมาก แต่พอได้ไปจริงๆ ก็ร้องไห้อยากกลับบ้านนะ (หัวเราะ) นี่เป็นทางที่เราเลือกเอง เพราะเมืองไทยไม่ได้มีโรงเรียนที่สำหรับสายนี้โดยเฉพาะ โรงเรียนนี้สอนบัลเลต์ เต้นแท็ป ร้องเพลง การแสดง เขามีเกณฑ์ว่าไม่รับนักเรียนอายุเกินสิบสองปี เพราะร่างกายจะปรับให้เข้ากับการเต้นอย่างบัลเลต์ไม่ได้ เด็กต้องไปออดิชันก่อน แล้วคัดให้เข้าเรียนได้สิบสองคน ซึ่งพอมาเรียนแล้วก็ยังมีการคัดออกอีก สุดท้ายรุ่นของพีคมีรอดจนเรียนจบแค่สามคน

คิดว่าอะไรทำให้คุณเป็นผู้รอด 1 ใน 3 คนนั้น

ไม่รู้เหมือนกันฮะ (ยิ้ม) ตอนแรกเขาบอกว่าพีคเป็นคนไม่เก่ง แต่เป็นคนที่พัฒนาไม่หยุด พีคก็คิดว่าตัวเองไม่เก่งนะ แต่เรียนรู้ได้เร็ว พอได้ย้อนกลับมาดูคลิปเก่าๆ ก็เห็นว่าตัวเองมีข้อบกพร่องเยอะ ช่วงนั้นเสียงแตกหนุ่ม ร้องเพลงก็เป๋ไป แต่ที่โรงเรียนซัพพอร์ตในสิ่งที่เรารู้ตัวว่าขาดได้ดีมาก ส่วนเรื่องภาษาที่ตอนแรกไปแค่พอพูดได้ ก็มีเพื่อนๆ คอยช่วยเหลือ

อีกอย่างที่ทำให้ผ่านมาได้ก็คือ พีคเป็นคนไม่ค่อยคิดมาก และคิดบวกพอสมควรเลย มุมไหนที่มันเป็นลบ พีคก็จะหามุมเล็กๆ ที่เป็นบวกให้ได้ เอาความกดดันมาเป็นแรงผลักดันมากกว่า 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

สกิลล์ไหนที่โดดเด่นที่สุดในตอนที่เรียน

หลักๆ จะเป็นการเต้น ทั้งเต้นแจ๊ส แท็ป บัลเลต์ คอนเทมโพรารี แต่คุณครูชมพีคมากเรื่องเต้นแท็ป เขาชมจนเขินเลยว่า ตั้งแต่เข้าเรียนมาพีคเป็นเด็กที่เลื่อนขั้นจากแท็ป 1 มาถึง 12 ได้เร็วมาก ภายในปีเดียวพีคเลื่อนจาก 1 ไปอยู่ขั้น 10 ได้แล้ว เขาบอกว่าหาได้ยากมาก ซึ่งพีคก็งงตัวเองว่าทำได้ยังไง (หัวเราะ)

เมื่อเป็นเพียง 1 ใน 3 คนที่เหลือรอดในรุ่น หลังเรียนจบวางเส้นทางชีวิตไว้อย่างไร

จริงๆ พีคได้ทุนเรียนร้อยเปอร์เซ็นต์ใน College เขาเห็นศักยภาพและพร้อมจะซัพพอร์ต แต่พอมาปรึกษาที่บ้าน คุณพ่อบอกว่าคิดถึง อยากให้พีคกลับมา โดยยอมแลกกับการที่พีคจะทำอะไรในชีวิตก็ได้ พีคก็อยากกลับมาอยู่กับครอบครัวด้วย เลยทิ้งทุกอย่างแล้วกลับมา กะว่าจะพักสักสี่เดือนค่อยเข้าวงการ แต่กลายเป็นว่ากลับมาวันแรกก็เข้าวงการเลย 

งานแรกที่ได้กลับมาทำที่ไทยคืองานอะไร

งานเพลงอย่างแรกเลย ตอนอายุสิบสี่ เคยได้มาพูดคุยกับ ลุงปิ๊ก (ฌาณฉลาด ทวีทรัพย์) ซึ่งลุงปิ๊กรู้ว่าพีครักเพลงและดนตรีมาก กลับมาก็ให้ทำงานเพลงตามที่พีคชอบก่อน ได้ลองทำเพลง Say No กับค่าย Chandelier Music ของพี่หนึ่ง (ณรงค์วิทย์ เตชะธนะวัฒน์) พีคแต่งเนื้อร้องภาษาอังกฤษ ทำนอง และเรียบเรียงดนตรีเอง สกิลล์การทำเพลงพวกนี้ที่โรงเรียนไม่ได้สอน แต่มาจากความชอบและจากการลองผิดลองถูกของพีคเอง 

ดูเหมือนว่าการกลับมาทำงานในไทย คุณมีแต้มต่อและโอกาสหลายอย่าง ทำไมเลือกเส้นทางที่หนักและโหดอย่างการไปประกวดรายการไอดอล PRODUCE X 101 ที่เกาหลีใต้

เป็นสิ่งที่ไม่คาดฝันมาก จริงๆ พีคอยากเป็นไอดอลอยู่แล้ว เริ่มต้นจากพีคไปแคสต์งานกับลุงปิ๊ก แล้วได้งานเดินแบบ Seoul Fashion Week จากงานนั้นทางเกาหลีได้เห็นเราและดูผลงานของเราที่เมืองไทย เลยติดต่อให้ไปออกรายการ I Can See Your Voice ของเกาหลี 

หลังจากรายการออกอากาศ รายการ PRODUCE X 101 ก็ติดต่อว่าอยากลองไปออดิชันไหม พีคบินไปออดิชันแล้วก็กลับมาทำงานต่อ วันที่กำลังออกอีเวนต์งานกีฬาของช่อง 3 คือวันที่รู้ผลว่าผ่าน แล้วคืนนั้นต้องบินไปเข้าแข่งขันอย่างกะทันหันมาก ไม่ได้เตรียมตัวอะไรทั้งสิ้น

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

การเป็นไอดอลมีความพิเศษแตกต่างไปจากนักร้องยังไง

ตามความคิดของพีคซึ่งไม่รู้ว่าถูกหรือผิดนะครับ ไอดอลคือคนที่เปลี่ยนแปลงตัวเองให้เข้ากับทุกคอนเซปต์ได้ ต้องมีความสามารถครบทุกอย่าง ทั้งร้อง เต้น แรป และเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้ด้วย ส่วนนักร้องจะมีความเป็นตัวของตัวเองได้มากกว่า นี่คือในความคิดของพีค ซึ่งพีคก็อยากจะไปเส้นทางนี้

การแข่งขันในรายการเฟ้นหาไอดอลของเกาหลี ดีกรีความโหดสมกับที่เขาร่ำลือกันไหม

พีคเตรียมใจไว้อยู่แล้วว่าต้องหนัก แต่พอไปเจอจริง โอ้โห หนักมาก (เน้นเสียง) ทุกคนต้องซ้อมหนักมาก บางทีทั้งวันได้นอนสิบห้านาที ก็คือไม่ได้นอนนั่นแหละ (หัวเราะ) แล้วพีคก็ป่วยเข้าโรงพยาบาลอาทิตย์ละหนึ่งวัน เพราะว่าซ้อมหนัก อากาศหนาว อาหารเราก็กินไม่ได้เพราะเผ็ดมาก พีคกินเผ็ดไม่ได้เลย ต้องปรับตัวเยอะมาก

ทำไมรายการต้องโหดขนาดนั้น

จริงๆ มันคือคอนเซปต์ของรายการด้วยที่เป็น Survival Show ใครแกร่งที่สุดก็อยู่รอด ใครอ่อนแอก็แพ้ไป โจทย์ที่เราได้วันนี้ต้องทำให้ได้ภายในหนึ่งอาทิตย์ ถ้าจะมานอนปล่อยให้เวลาผ่านไปก็ไม่ได้เพราะเราต้องโชว์ ตอนแรกผ่านเข้าไป ร้อยเอ็ดคน แล้วเขาก็คัดออกเป็นหกสิบคน สามสิบคน ยี่สิบคน เหลือสิบเอ็ดคนสุดท้ายที่ได้เดบิวต์

เด็กที่เรียนด้านนี้โดยเฉพาะอย่างคุณอยู่ในเกณฑ์ไหนของการแข่งขัน

D ครับ เอาจริงๆ พีคว่ามันเหมาะสำหรับพีคแล้วในตอนนั้น คือตอนแรกเราก็ช็อกนิดหนึ่งเพราะอยากได้ C หรือไม่ก็ B แต่เมื่อเราไม่ได้เตรียมตัวเลย เมื่อวานยังอยู่เมืองไทย รุ่งขึ้นต้องไปถ่ายรายการโดยที่ไปซ้อมในห้องก่อนถ่ายทำ มันก็ไม่ทันอยู่แล้ว ด้วยความเป็นคนคิดบวก พีคก็คิดว่า D ก็ยังดีกว่าที่เราได้ A แล้วเรากดดันมากๆ เราอยู่ที่ D ตรงนี้แล้วไต่ไปเรื่อยๆ ดีกว่า 

แต่จริง ๆ ตอนรู้ผลพีคก็พังนิดหนึ่งแหละ (หัวเราะ) ด้วยความที่เราตั้งใจเต็มที่แล้วนะ ก็ร้องไห้ คือร้องแบบอ่อนแอออกอากาศด้วย ร้องกับตัวเองด้วย พีคก็พังไปหนึ่งวัน แล้วก็คิดว่าเราพังอย่างนี้ตลอดไปไม่ได้นะ ต้องอัปตัวเองขึ้นมาแล้วไปต่อ 

ผ่านไป 6 เดือน สุดท้ายคุณไม่ได้ชัยชนะ แต่ได้อะไรกลับมาบ้าง

ได้เยอะมากกว่าไม่ได้ ได้เพื่อน ได้ครอบครัว ได้เรียนรู้ ได้ความรู้อะไรใหม่ๆ ถึงแม้เหนื่อยมาก แต่รู้สึกได้ว่าเราพัฒนากว่าเดิมเยอะ จากที่เคยซ้อมคนเดียวก็กลายเป็นซ้อมกับเพื่อน แล้วเราก็ปรับตัวได้เรื่อยๆ จนชินไปกับทุกๆ วัน

ในสเตจก่อนที่จะไม่ได้ไปต่อ พีคทำเต็มที่ที่สุดแล้ว ได้เลือกใน Position ที่ไม่เคยทำคือแรป และวันนั้นเป็นคอนเสิร์ตในคอนเซปต์ใหม่พอดี เป็นคอนเซปต์ที่ถ้าเลือกทำสองอย่างจะได้คะแนนเพิ่มมากว่า ตอนนั้นพีคอยู่ในอันท้ายๆ แล้ว ไม่มีสิทธิ์เลือกอะไรมาก สุดท้ายตัวเลือกของพีคคือแร็ป ไม่ก็แร็ปกับเต้น พีคก็เลยเลือกทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน และเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิดว่าตัวเองจะทำได้ นั่นคือแร็ปกับเต้น พีคขอเลือกออกจากเซฟโซนแล้วทำให้เต็มที่มากกว่า

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ผลของการเลือกออกจากเซฟโซนเป็นยังไง

พีคแร็ปได้อยู่แล้ว แต่พอต้องมาแร็ปกับเต้น ต้องคิดท่าเอง แต่งเนื้อร้องเอง มันออกมาดีกว่าที่คิดไว้เยอะมาก เพื่อนร่วมทีมก็บอกว่าพีคเก่งมาก เป็นชาวต่างชาติแต่มาแร็ปเกาหลี คือเรื่องภาษาเราไม่ได้อยู่แล้วแหละ แต่ก็มีเพื่อนคอยช่วย ส่วนเรื่องเต้นพีคก็คอยเสนอไอเดียตลอด จะคอยถามพี่ว่าอย่างนี้ดีไหม ก็ออกมาเต็มที่เท่าที่เราทำได้แล้ว จากเบื้องหลังที่เราคอยช่วยคิดโน่นนี่ คนไม่เห็นหรอก แต่มันทำให้พีคมีวันนี้ได้ ตอนนี้แต่งเพลงเองได้ คิดท่าเต้นเองได้ทุกอย่างหมด

ดูเหมือนคุณให้ความสำคัญกับเรื่องทักษะหรือประสบการณ์มากกว่าเป้าหมายที่ชัยชนะ

พีคแคร์เรื่องความสัมพันธ์ เรื่องที่เราไม่ได้เดินคนเดียวมากกว่า ถ้าใครในทีมตกหล่นไป พีคจะเฟลมาก เราอยากดึงเขาได้ด้วยกัน ถ้าเขาขาดตรงไหนเราก็กระซิบบอก คือจริงๆ มันเกินหน้าที่แหละแต่เราอยากทำ และพีคว่ามันสนุกกว่านะ 

ถ้าเรามุ่งไปที่เป้าหมาย พอถึงเป้าหมายแล้วพีคเห็นคนส่วนใหญ่จะบอกว่าจุดมุ่งหมายมันเปลี่ยน เหมือนกับอยู่ที่จุดอิ่มตัว พีครู้สึกว่ามันเร็วเกินไป เราอยากเอ็นจอยกับการค่อยๆ กระดึ๊บไป ดีกว่าไปถึงแล้วหยุด ไปถึงแล้วไม่รู้ว่าจะไปต่อยังไงดี

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

มีอะไรไหมที่เด็กจากโรงเรียนสอนเป็นไอดอลโดยเฉพาะไม่เคยรู้ และมาได้รู้จากการแข่งขันครั้งนี้

หลักๆ เลยคือพีคได้รู้ว่าเรามีความอดทนมากกว่าเดิมเยอะมาก เพิ่งรู้เลยว่าเราอดทนเก่ง นี่ไม่ได้เข้าข้างตัวเองเลยนะ คือด้วยความที่เป็นคนไม่คิดมาก พีคเลยไม่ได้มองว่าจริงๆ แล้วเราเป็นคนอดทนเก่งแต่เด็กเลยแหละ

ความอดทนกับน้ำตาเป็นของคู่กับไอดอลหรือเปล่า

ใช่ พีคว่าชีวิตไอดอลไม่คงทน มันมีทั้งสมหวัง ผิดหวัง ก็เหมือนชีวิตของทุกอาชีพ มันมีความไม่แน่นอนอยู่แล้ว อะไรจะเกิดขึ้นกับเราก็ไม่รู้ พีคโตขึ้นมากจากการที่คิดแบบนี้ เรามี Mindset ที่ดีขึ้น มีความสุขกับสิ่งเล็กๆ เราเหนื่อยมากในแต่ละวัน แต่เรามีมุมเล็กๆ ที่มีความสุขได้ แค่ได้โยนขวดน้ำพีคก็มีความสุขแล้วนะ (หัวเราะ) 

ตอนแข่งขัน มีข่าวดังที่ว่าคุณพ่อไปเดินช่วยหาคะแนนโหวตที่เกาหลีด้วย เวลานั้นรู้ข่าวนี้ด้วยไหม

รู้ครับ ตอนอยู่ในค่าย ทีมงานเอารูปมาให้ดู เพราะที่เกาหลีก็ลงข่าวเหมือนกัน พีคเห็นแล้วร้องไห้ไม่หยุดจนให้สัมภาษณ์ต่อไม่ไหวเลย ตอนนั้นแปดโมงเช้า คือไม่ได้นอนมาเลย พอมาเจอแบบนี้มันเซนซิทีฟอยู่แล้วก็หนักเข้าไปใหญ่ ตอนนั้นใจเหลือนิดเดียว ใจหนึ่งอยากกลับบ้าน อีกใจก็อยากทำให้ดีที่สุด ดีมากกว่าเดิมสมกับที่พ่อทำให้

เคยคาดคิดไหมว่าคุณพ่อจะทำขนาดนี้

สิ่งที่เขาทำมันเหนือความคาดหมายของพีคมาก ตอนเห็นข่าวพีครู้สึกทั้งตกใจและดีใจ เรารู้ว่าความรักของพ่อยิ่งใหญ่มากขนาดนี้ เพราะปกติแล้วเราจะเหมือนเป็นเพื่อนกัน พ่อเรียกพีคว่า ‘นาย’ พีคเรียกตัวเองว่า ‘เรา’ พอจะทำซึ้งกับพ่อก็ขำกัน เป็นสายเฮฮามากกว่า คุณพ่อไม่ใช่สายแสดงออกหวานๆ อยู่แล้ว แต่พีครู้ว่าเขามีมุมแบบนี้ตลอด ตั้งแต่ที่เขายอมทำงานหนักเพื่อส่งพีคเรียน หรือเขารู้หมดเลยว่าพีคชอบกินอะไร หรือไปรับไปส่งเวลาไปถ่ายละคร ทั้งที่พ่อก็ไม่ค่อยมีเวลา

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ได้คุยเรื่องนี้กับคุณพ่อไหมว่าตอนนั้นเขารู้สึกยังไง

ทุกคนถามตลอดว่า ตอนนั้นคุณพ่อรู้สึกยังไง เขาบอกว่าไม่ได้คิดอะไรเลย ก็แฟนคลับยังทำเพื่อลูกได้ คนเป็นพ่อทำแบบนี้มันน่าอายอะไรเหรอ คุณพ่อบอกว่า เขารู้ว่าต้องมีคนบอกว่ามันอาจจะเสียศักดิ์ศรีนะในการทำแบบนี้ แต่เขาบอกพีคว่าไม่ต้องคิดเรื่องนั้นเลย เพราะคำว่าพ่อไม่ต้องมีความว่าศักดิ์ศรี 

จากงานที่ผ่านมา ชื่อของกองทัพ พีค ไปในสายไอดอลแบบร้องเต้นอย่างเต็มตัว แต่พอกลับไทยคุณก็ได้เล่นละครเรื่องแรกในฐานะพระเอก คิดว่าอะไรทำให้มาทำงานสายการแสดง

บอกตามตรงว่าไม่รู้เลยจริงๆ แต่พีคอยากลองทุกอย่างในวงการบันเทิงอยู่แล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาคาดหวังหรือมั่นใจอะไรในตัวเรา แต่รู้สึกขอบคุณทุกวันที่เลือกให้พีคมาทำงานตรงนี้ ซึ่งพีคไม่คาดคิดว่าจะได้เล่นละครกับพี่เบลล่าด้วย พีคก็ทำเต็มที่เท่าที่ทำได้ อยากให้ละครประสบความสำเร็จ เพื่อทีมงานทุกคนจะได้หายเหนื่อย เพราะรู้ว่าทุกคนเหนื่อยกันมาก 

คุณพ่อได้บอกหรือสอนอะไรกับการทำงานในวงการบ้างไหม

ตั้งแต่ก่อนเข้าวงการ คุณพ่อบอกให้ไหว้ทุกคนนะ เคารพทุกคน เพราะทุกคนมีศักดิ์ศรีในหน้าที่ของตัวเอง 

แล้วก็พกของใช้ส่วนตัวไปนะ พกผ้าเช็ดตัว กางเกงในไป เพราะบางวันเข้าซีนมีฝนตกก็ต้องเปลี่ยน ซึ่งบางวันฝนตกเอาๆ เปลี่ยนก็ไม่พอ ขับมอเตอร์ไซค์สักพักฝนตกอีกแล้ว (หัวเราะ)

เป็นคำตอบที่ไม่คาดว่าจะได้รับนะเนี่ย

พวกเราเป็นคนในแบบที่ไม่มีใครคาดฝันครับ พีคก็งงเหมือนกัน (หัวเราะ) จริงๆ คุณพ่อบอกว่า เขามั่นใจในตัวพีคอยู่แล้ว เพราะรู้ว่าพีคก็เหมือนเขา ตรงที่เป็นคนตลกเฮฮา ชอบทำให้คนอื่นหัวเราะได้ 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

วันที่ได้มาทำงานในวงการเต็มตัวแล้ว คุณพ่อเคยพูดถึงผลงานของคุณอย่างไรบ้าง

คุณพ่อบอกว่าพีคก้าวไปไกลกว่าเขามาก ในมุมที่พีคทำในสิ่งที่เขาทำไม่ได้คือเรื่องเพลง เพราะเขาไม่มีเซนส์ในเรื่องเพลงเลย เขาภูมิใจในตัวพีคมากในทุกวัน วันนี้เขาก็ภูมิใจที่พีคได้เป็นพระเอกได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่เพราะเขาไปฝากหรือดัน สไตล์คุณพ่อก็รู้อยู่แล้วว่า ขนาดเปิดตัวยังไม่อยากเลย (ยิ้ม)

พอปิดกล้องละคร คุณก็ต้องเตรียมตัวไปแข่งขันรายการไอดอลระดับเอเชียต่อเลยทันที

ใช่ครับ รายการนี้ชื่อว่า Asia Super Young ของประเทศจีน เป็นการเฟ้นหาไอดอลระดับเอเชีย ก่อนหน้านี้พีคได้ดูรายการ Street Dance of China ของจีนอยู่แล้วด้วย สำหรับรายการนี้ด้วยโปรดักชันคำว่าเอเชีย ถ้าทำได้พีคก็อยากจะไปให้ถึงระดับนั้น ซึ่งจะไปได้ไกลแค่ไหนไม่รู้เหมือนกัน แต่จะทำให้ดีที่สุด

ครั้งนี้มีเวลาเตรียมตัวเยอะไหม

ได้เตรียมตัวเยอะขึ้น ได้ฝึกภาษาจีนเพิ่มด้วย และที่ผ่านมาการเล่นละครก็เป็นการฝึกฝนอย่างหนึ่ง ที่ทำให้รู้ว่าเราต้องมีเซนส์อะไรบ้าง ทำอะไรได้บ้าง ระหว่างถ่ายละครได้แต่งเพลงประกอบละครสองเพลง ซึ่งพีคแต่งเป็นสามภาษาคือ ภาษาเกาหลี ภาษาไทยกับอังกฤษ และภาษาอังกฤษล้วน ก็ได้เรื่อง Music Production และจากที่เคยไปแข่งที่เกาหลีก็ทำให้พีคได้เรื่องการคิดท่าเต้นเองด้วย

ที่สำคัญคือครั้งนี้พีคพก Mindset ที่ต่างไปจากครั้งที่แล้ว คือจะเป็นตัวของตัวเองมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะรู้สึกว่าเราสบายใจ ไม่กดดัน พีคอยากให้ทุกคนเห็นในมุมนี้มากกว่าที่จะเครียด หรือต้องเก่งไปทุกอย่าง อยากให้เห็นในมุมที่เป็นพีคอย่างทุกวันนี้ที่จะมีมุมเด๋อๆ บ้าง (หัวเราะ)

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

อยากแก้มืออะไรจากการแข่งขันในครั้งที่แล้วบ้าง

ครั้งนี้อยากโชว์สกิลล์ให้มากขึ้นกว่าเดิม อยากให้คนได้เห็นว่าพีคทำอะไรได้มากขึ้นกว่าเดิมนะ แล้วก็มีมุมอื่นๆ ที่โตขึ้นและคนยังไม่ได้เห็นเท่าไหร่ แต่ยังไม่บอกว่าอะไร ต้องรอดู อยากมอบให้เป็นของขวัญกับแฟนๆ ทุกคนที่ซัพพอร์ตพีคมานาน 

จากที่คุยกันมา บอกได้ไหมว่าเคยไปแข่งขันหรือออดิชันมากี่ครั้งแล้ว

โห เริ่มตั้งแต่ประกวดหนูน้อยสงกรานต์ตอนเด็กเลย ก็น่าจะประมาณยี่สิบครั้งได้ ทุกปีต้องมีสักเวที ว่ายน้ำก็เป็นการแข่งขันนะ เยอะมาก ตอนไปเรียนที่อังกฤษก็นับเป็นออดิชันเหมือนกัน

ทั้งหมดกี่ประเทศ

มีไทย อังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ประมาณนี้ แต่ว่าในแต่ละประเทศเหล่านี้ก็ไปมาเยอะมาก 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ทำไมต้องไปออดิชันหลายเวทีขนาดนั้น

พีคว่าการออดิชันเหมือนเป็นการฝึกตัวเองว่า เราปะทะขีดจำกัดได้ที่ตรงไหน เช่น การออดิชันจะมีโจทย์ที่ให้เวลาสองนาที ต้องร้องเพลงนี้ เต้นแบบนี้ พีคว่ามันสนุกดี 

เพียงแค่อายุ 19 ปี คุณก็ผ่านการเดินทางในเส้นทางการทำงานที่หลากหลายและทรหดมาก เคยรู้สึกว่า มีอะไรในช่วงวัยที่หล่นหายไปบ้างไหม

การเข้ามาในวงการนี้ต้องพร้อมเสียสละหลายอย่างไป ซึ่งพีครู้และทำใจได้ตั้งแต่แรกแล้ว จริงๆ ตอนนี้พีคควรอยู่ในวัยที่ใกล้เรียนจบมหาลัย สิ่งที่หล่นหายคือช่วงที่ได้อยู่กับเพื่อน เพื่อนที่อยู่อังกฤษก็ส่งมาให้ดูตลอดว่าเขาอยู่หอ ไปเรียน มีเพื่อน แต่พีคอยู่ในห้องซ้อมคนเดียว แต่ก็ชินแล้วแหละ ไม่ได้คิดอะไรมาก

บางคนอาจมองว่าเราเสียความเป็นส่วนตัวหรือชีวิตส่วนตัวไปด้วยนะ ถ้ามองในมุมนั้นก็จะเป็นแบบนั้น แต่ในมุมของพีคคือ มันก็คือชีวิต มันต้องเสียสละอะไรบางอย่างอยู่แล้ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันน้อยมากกับสิ่งที่เราได้รับกลับมา ไม่ว่าจะเป็นผลงานที่เราได้สร้าง ความรักและแรงซัพพอร์ตจากทุกคน ส่วนที่มันจะหายไปคือเล็กน้อยมากสำหรับสิ่งที่ได้รับมา

มีอะไรที่อยากทำแล้วไม่ได้ทำไหม เช่น ไปกินหมูกระทะกับเพื่อน

นั่นแหละ อย่างนั้นเลย (หัวเราะ) อยากมีฟีลนั้นบ้าง แต่ตอนนี้รู้สึกว่าการที่ได้ไปถ่ายละครก็เหมือนได้ไปเจอเพื่อนนะ ได้มีกลุ่มเพื่อนใหม่ ไปกินข้าวด้วยกัน บางทีอาจจะข้ามรุ่นไปหน่อย แต่รู้สึกว่าเขาเข้าใจวงการ มีฝันเดียวกัน อยู่ในอาชีพเดียวกัน ไปด้วยกันได้ อยู่ในกองก็มีความสุขมาก เหมือนไม่ได้ไปทำงานเลย ทุกคนเทคแคร์ดีมาก อาหารอร่อย อันนี้สำคัญมาก

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ถ้าวันนี้ไม่ได้ทำงานในวงการ คิดว่าตัวเองจะทำอะไรอยู่ตรงไหน

มันหลายทางมากเลย อาจจะเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือไม่ก็หมอ เพราะตอนเรียนพีคได้ท็อปวิชาวิทยาศาสตร์ทุกตัวเลย ได้แบบ A Star เลยนะ ตอนประถมเคยอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ ชอบทดลองแบบเอาส้มไปแช่ช่องฟรีซ แล้วเอาออกมาโยนดูว่าจะแตกไหม หรือทดลองอะไรตลอดเลย ตอนอยู่อังกฤษก็ได้ท็อปวิชาวิทยาศาสตร์ตลอดทั้งที่ไม่ได้อ่านหนังสือ (หัวเราะ) คงเป็นเพราะความชอบด้วยแหละ 

หรืออีกทางก็อาจเป็นได้คือ นักกีฬาว่ายน้ำ (หัวเราะ) ตอนเด็กๆ ก็ไปไกลขนาดเกือบติดทีมชาติแล้ว แต่หยุดไปเพราะซ้อมหนักจนไม่ค่อยมีเวลาเรียน พีคเริ่มเรียนว่ายน้ำตั้งแต่สี่ขวบ พร้อมกับเรียนเปียโนเลย มันควบคู่กันมาตลอด ถ้าไม่ได้มาทางนี้ ก็อาจเป็นนักกีฬาว่ายน้ำก็ได้

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย
กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

คุณบอกว่าชีวิตไอดอลไม่ยั่งยืน แล้วอะไรคือความยั่งยืนที่จะหลงเหลือในวันที่อาจจะไม่ได้ทำงานในวงการนี้แล้ว

ความทรงจำ เพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนจดจำเราในฐานะอะไร ความทรงจำนี่แหละที่ยืนยาวไปเรื่อยๆ อย่าง ไมเคิล แจ็คสัน (Michael Jackson) เรายังจำเขาได้อยู่เลย ไม่หายไปไหน ชื่อนี้แล้วก็ความทรงจำจะยังอยู่ตลอดไป ความสำเร็จและความดังไม่ยั่งยืนอยู่แล้ว แต่คนจะจดจำเราในฐานะอะไรมากกว่าที่อยู่ตลอดไป

แล้วถ้านึกถึงกองทัพ พีค อยากฝากอะไรไว้ในความทรงจำของทุกคน

อยากให้คนนึกถึงแล้วมีรอยยิ้มกับทุกผลงานของเรา

คิดว่าชีวิตนี้มีอะไรที่ได้ทำแล้ว จะไม่ต้องการทำอะไรในวงการนี้อีกแล้วไหม

โอ้โห มันเยอะมากเลยฮะ สิ่งที่อยากทำมันมีมาเพิ่มทุกวันเลย

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

นาย-ณภัทร เสียงสมบุญ เข้าสู่วงการครั้งแรกในฐานะนายแบบโฆษณา ถึงขนาดมีคนตั้งกระทู้พันทิปตามหาว่าเขาคือใคร

คุณสมบัติที่เพียบพร้อมไปด้วยหน้าตา บุคลิกภาพและการวางตัวที่ดี ส่งให้เขาเป็นหนุ่มเนื้อหอมที่แบรนด์สินค้า สถานีโทรทัศน์ ค่ายภาพยนตร์ อยากร่วมงานด้วย

The Cloud ก็ด้วย

หลังจากค่ายหนังอารมณ์ดีปล่อยตัวอย่างภาพยนตร์ Friend Zone ระวัง…สิ้นสุดทางเพื่อน เราก็เห็นโอกาส จึงรับนัดหมายโดยเร็ว

หลังจากรับบทนักเรียนทุนเจ้าเสน่ห์ ในภาพยนตร์ พรจากฟ้า ที่ทำให้สาวๆ ทั้งเมืองซ้อมเต้นท่ามือตบแปะ ระวัง…สิ้นสุดทางเพื่อน คือผลงานพระเอกเต็มตัวครั้งแรกของเขา

ตามธรรมเนียมแล้ว เราจะชวนเขาคุยเรื่องการทำงาน ในบทบาทของ ‘ปาล์ม’ สจวร์ตหนุ่มเจ้าเสน่ห์ เจ้าของความสัมพันธ์ที่ไม่อาจข้ามเส้น แต่เมื่อแอบไปดูหนังรอบสื่อมวลชนเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาเราก็เปลี่ยนใจ ขอเขียนต้นฉบับชิ้นนี้ใหม่

ภายใต้รอยยิ้มและนัยย์ตาเหยี่ยวนั้น นาย ณภัทร คือ ชายหนุ่มอายุ 22 ปี ที่ตั้งใจทำงานมากๆ คนหนึ่ง ยิ่งเมื่อรวมกับความสนใจส่วนตัว มุมมองลึกๆ ที่มีต่อผู้คน ราวกับผ่านขวบปีชีวิตมานาน ไม่ผิดสักนิดหากจะยกตำแหน่งดาวรุ่งแก่เขา

มากไปกว่านั้น คือ ความครุ่นคิดเกินวัยที่เราสนใจ

เราขอให้เขาอธิบายอยู่พักใหญ่ ตอนที่เขาบอกว่าตัวเองเป็น Loser ก่อนจะแอบมองตาอันเป็นประกายของเขายามพูดถึง เพลงอินดี้ที่ชอบ บรรยากาศความสนุกจากคอนเสิร์ต Blackpink และคอนเสิร์ตของ John Mayer ที่รอคอย

คุยกันถูกคอขนาดนี้

ระวัง…

นาย ณภัทร
นาย ณภัทร

ในชีวิตจริง คุณมีวิธีเข้าหาคนที่คุณแอบชอบยังไง

เดินเข้าไปคุยเลย

บอกไปเลยว่าชอบ?

ไม่ได้ๆ มันต้องมีชั้นมีเชิงกันหน่อย เวลาเจอใครที่ทำให้รู้สึกประทับใจอยากคุย ผมมองว่าเป็นเรื่องปกติที่จะเข้าไปแนะนำตัวทำความรู้จักนะ ถ้าไม่คุยก็คงไม่รู้ว่าจะชอบหรือเปล่า

ผมเป็นคนหนึ่งที่เชื่อเรื่องความเป็นธรรมชาติ ซึ่งก็คือการเข้ากันได้ดีโดยไม่ต้องมีใครพยายามอะไรมากเกินไป ยิ่งถ้าชอบอะไรคล้ายๆ กัน รู้ใจกัน ก็คงจะดี

บทบาทของชายหนุ่มผู้อยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่อาจข้ามเส้นดึงดูดคุณยังไง

หลังจากอ่านบทไปเพียง 3 ตอน ผมพูดกับตัวเองในหัวเลยว่าบทนี้ต้องเป็นของเรา

อะไรทำให้ทีมงานเลือกคุณมารับบทนี้

ผมคิดว่าพี่หมูต้องเห็นคาแรกเตอร์ความ Loser ที่มีในตัวผมแน่ๆ ซึ่งตัวละครเอกของพี่หมูส่วนใหญ่จะมีความ Loser อยู่

นาย ณภัทร เนี่ยนะ Loser

ชีวิตจริงๆ ผม Loser นะ ตั้งแต่เรื่องจีบผู้หญิง การใช้ชีวิตเป็นเด็กเนิร์ดตั้งใจเรียนมากมาก่อน หรือแม้แต่เรื่องไม่ทันมุกหรือตลกไม่เท่าเพื่อนในกองถ่าย พวกเขาตลกกันมาก ขนาดผมขี้แกล้งยังไม่เท่าทันคนรอบตัว

วิธีการออกแบบให้ ‘ปาล์ม’ เป็นตัวละครแตกต่างจากตัวเอกในหนังแอบรักเพื่อนทั่วไป

มีคนเคยบอกว่า ถ้าอยากรู้จักใครให้ดูเพลย์ลิสต์ของเขา การทำงานกับตัวละครปาล์มก็เช่นกัน ผมสร้างเพลย์ลิสต์ขึ้นมา เพราะจำเป็นจะต้องรู้สึกอย่างที่ตัวละครรู้สึก ซึ่งไม่ได้มีเฉพาะเพลงที่มีความหมาย แต่เป็นเมโลดี้ที่สร้าง Mood & Tone ให้กับตัวละคร เช่น เพลง San Francisco Street ของ Sun Rai

ผมมักจะฟังเมื่อต้องเข้าฉากกับนางเอก โดยตามบทผมต้องคอยทำให้เขาอารมณ์ดีอยู่ตลอดเวลา ผมจะคอยคัดกรองเพลงให้เข้ากับสถานการณ์อยู่ตลอด

ในเมื่อความสัมพันธ์รักที่ไม่อาจข้ามเส้นนั้นช่างน่าอึดอัดเหลือเกิน ถ้าให้อำนาจคุณเขียนเรื่องราวของตัวเองขึ้นมาใหม่ เรื่องราวจะลงเอยยังไง

ผมจะเขียนว่า (นิ่งคิด) จริงๆ ผมเป็นคนใจร้อน ผมคงข้ามขั้นตอนไปเลย ไม่รอถึง 10 ปีแบบปาล์ม ก็บอกไปเลยว่าชอบ แต่ก็ต้องผ่านการคิดอย่างถี่ถ้วนดีแล้วก่อน ถ้าบอกแล้วจะดีขึ้นมั้ย และถ้าไม่บอกจะเป็นยังไง เป็นอย่างนี้ก็ดีอยู่แล้วจริงเหรอ ก็ลองวัดความรู้สึกและจริงใจกับความรู้สึกตัวเอง นี่คงเป็นวิธีของผม

ในชีวิตจริง สำหรับผมความรู้สึกเป็นเรื่องที่โกหกยากมาก

ถ้าวันนี้ไม่ได้เป็นนักแสดง ตอนนี้นาย ณภัทร จะกำลังทำอะไรอยู่

คงทำอะไรหลายอย่างเลย ผมสนใจงานออกแบบ ดนตรี กีฬา กอล์ฟ ฟุตบอล ไปจนถึงการถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์ม ยังไงผมก็ไม่ทิ้งงานออกแบบ ผมตั้งใจจะใช้ความรู้จากงานออกแบบมาทำประโยชน์แก่สังคมให้ได้ปีละครั้ง ปีที่ผ่านมาผมใช้เวลา 8 เดือนในการออกแบบปฏิทินการกุศลนำรายได้ไปสนับสนุนการพัฒนาการศึกษาเด็กที่ขาดแคลน ซึ่งน้อยคนจะรู้ว่าที่ผ่านมาผมเป็นนักเรียนทุนที่ได้รับโอกาสในเรื่องการเรียนหรือกีฬาจากผู้ใหญ่ใจดีมาตลอด ในวันที่ผมมีงานทำ มีรายได้จากการทำงานหนัก ผมก็อยากเป็นผู้ให้บ้าง เกิดเป็นโปรเจกต์สนับสนุนน้องๆ นักกีฬา 12 คน คัดเลือกจากจดหมายแนะนำตัว จึงได้รู้ว่ามีเด็กอย่างผมอยู่มากมาย

นาย ณภัทร
นาย ณภัทร

ทำไมเลือกเรียนออกแบบนิเทศศิลป์

ผมชอบต่อเลโก้ตั้งแต่เด็ก โตมาหน่อยก็ชอบเล่นต่อวงจรไฟฟ้า เลื่อนไม้ ต่อไม้ สร้างกล่องประดิษฐ์สิ่งต่างๆ เริ่มรู้ตัวว่าชอบงานออกแบบ โครงสร้าง แสงและเงา จึงอยากเป็นสถาปนิก จนกระทั้งช่วงเลือกมหาวิทยาลัย ผมรู้สึกชอบบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมในมหาวิทยาลัยมหิดลมาก อยู่ๆ ก็เดินเข้าไปคณะประยุกต์ศิลป์บอกว่า “ผมอยากเรียนที่นี่ อาจารย์ช่วยแนะนำอะไรหน่อยได้ไหมครับ” ผมรู้สึกอยากเรียนมันตอนนั้นเลย จนวันนี้ก็ยังรู้สึกว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกมาก

ถ้าให้ออกแบบภาพภาพหนึ่งที่แทนความรู้สึกตัวคุณช่วงนี้ ภาพจะออกมาหน้าตายังไง

คงจะเป็นงานบนกระดาษขนาด A5 ที่มีรูปครึ่งวงกลมอยู่กลางกระดาษ ด้านในครึ่งวงกลมเป็นสีส้มที่ไล่ระดับสีลงมาเป็นสีขาว (Gradient) ผมรู้สึกว่าชีวิตช่วงนี้ของผมคือการรอคอยเพื่อดูผลตอบรับในสิ่งที่เราทุ่มเทพลังลงไปทั้งหมด ผมไม่ได้คาดหวังเรื่องตัวเลขนะ แค่อยากเห็นรอยยิ้มของผู้ชมซึ่งผมตั้งใจจะเข้าไปดู Reaction ของคนในโรงภาพยนตร์ให้ได้มากที่สุด

ยังไง

ผมบอกตัวเองเสมอว่าผมมีความสุขมากแค่ไหนที่ได้รับบทบาทนี้ และไม่เคยเสียใจแม้แต่วินาทีเดียว ทุกครั้งที่ออกจากบ้านไปทำงานหนังเรื่องนี้ เราทุ่มเทให้เหมือนเป็นวันสุดท้ายจริงๆ เพราะไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้เล่นหนังดีๆ แบบนี้อีกทีเมื่อไหร่ ทั้งหมดที่ทำก็เพื่ออยากเห็นคนดูส่งเสียงหัวเราะดังที่สุดในโรง พอๆ กับที่อยากให้เขาเสียน้ำตา ให้อารมณ์เหมือนไบโพลาร์

นาย ณภัทร
นาย ณภัทร

กับกีฬาและดนตรี จริงจังถึงขั้นไหน

ผมเคยจริงจังกับกอล์ฟถึงขนาดที่เคยเกือบจะลาออกจากโรงเรียนเพื่อไปคัดตัวเป็นทีมชาติ แต่ตอนนี้เล่นเป็นงานอดิเรก ส่วนดนตรีหลังจากมีโอกาสเป็นแขกรับเชิญให้กับ วี-วิโอเลต วอเทียร์ ที่เทศกาลนั่งเล่นก็จุดประกายให้เราอยากทำดนตรีที่ส่งต่อพลังงานบวกให้ทุกคนบ้าง ซึ่งผมชอบฟังเพลงหลายๆ แนว ชอบไปคอนเสิร์ตมากๆ

เห็นนะว่าไปดู Blackpink มา

ใช่ๆ คอนเสิร์ตสนุกมาก จริงๆ ถ้าเป็นดนตรีผมจะอินง่ายมาก ฟังทุกแนวแต่ก็จะมีแนวเพลงที่ชอบ อย่าง Oh Wonder, Honne, Bruno Major, Kodaline หรือ John Mayer ก็รักมาก

กีฬาและดนตรีให้บทเรียนอะไรกับชีวิตบ้าง

ผมคิดว่าเป็นภูมิคุ้มกันชั้นดีของชีวิตเลยนะ เราพบว่ากีฬาช่วยทำให้ชุดความคิดเรื่องการเข้าสังคมแข็งแรงกว่าทั่วไป ทำให้รู้จักแพ้ ชนะ อภัย ขณะที่ดนตรีไม่ว่าจะสุขหรือซึ้งล้วนเป็นส่วนหนึ่งของจังหวะชีวิตที่ทำให้ชีวิตสนุกขึ้น

ใครๆ ก็ชื่นชมคุณ เพราะคุณคือ ‘นาย ณภัทร’ ผู้สมบูรณ์แบบ

เชื่อเถอะ ผมการันตีได้เลย มันไม่ได้สมบูรณ์แบบขนาดนั้น

ผมมีข้อเสีย เพราะผมก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ผมน่ะเด็กดื้อจะตาย ถ้าแม่บอกซ้าย ผมจะไปขวาตลอด ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอยู่ ผมไม่ได้เป็นคนเชื่อฟัง แต่เพราะแม่มีเหตุผลกับทุกเรื่องเสมอ ผมจึงรับฟัง เราจะคุยกันด้วยเหตุผลมากกว่า

อะไรคือเรื่องขบถที่สุดที่เคยทำ

ผมก็เหมือนเด็กผู้ชายทั่วไป แต่ไม่ขอเล่าดีกว่า เพราะไม่อยากให้แม่รู้

นาย ณภัทร

ตอนเด็กๆ ดูผลงานที่แม่แสดงบ้างไหม

ดูครับ ไปดูที่กองถ่ายเลย

รู้สึกยังไง

ตอนเด็กๆ ผมไม่ค่อยชอบเวลาได้ยินใครเรียกเราว่าเป็นลูกดารา และสำหรับผม อาชีพนักแสดงเป็นอาชีพที่ทุ่มเทมาก ตั้งแต่เด็กๆ ผมเห็นแม่อดมื้อกินมื้อเพื่อรักษาหุ่นของเขา ออกกำลังกายตลอดเวลา ต้องตื่นเช้าและนอนตรงเวลา ทุกอย่างคือวินัย และผมเห็นแม่ผมทำสิ่งนี้มาตลอด 30 ปีของเขา

วันที่ผมมายืนอยู่ตรงนี้ก็รู้เลยว่าเรายิ่งต้องทุ่มเทให้มาก มีความเครียดเพราะต้องเล่นกับอารมณ์และความรู้สึกของตัวเอง ไม่เหมือนอาชีพอื่นๆ ที่ใช้ทักษะการวิเคราะห์

อะไรคือความเก่งกาจของแม่ที่คนทั่วไปไม่ค่อยรู้และคุณอยากอวดมากที่สุด

แม่ผมละเอียดรอบคอบมาก (รีบตอบทันที) เขาเป็นคนคิดสิ่งต่างๆ เป็นขั้นตอนและวางแผนล่วงหน้าไปไกลมาก ตอนนี้แม่เป็นทั้งผู้จัดการ บัญชี ทนาย และนักธุรกิจ

จริงไหม ที่คุณเคยให้สัมภาษณ์สื่อว่าชอบผู้หญิงที่เก่งเหมือนแม่

ชอบผู้หญิงชอบทำงาน ลงมือทำสิ่งต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง มีเหตุมีผล

ผู้หญิงเก่งมีเสน่ห์ยังไง

บอกไม่ถูกเหมือนกัน

เรามักจะเจอคุณพร้อมรอยยิ้มเสมอ คุณมีเรื่องที่ยิ้มไม่ออกมั้ย

กระจายเลย

แล้วคุณบอกตัวเองหรือรับมือกับปัญหาที่เจออย่างไร

บอกตัวเองว่าเป็นเรื่องธรรมดา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หลังๆ ผมมองทุกอย่างในแง่บวกเยอะขึ้นมาก

นาย ณภัทร
นาย ณภัทร

อะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้หันมามองโลกในแง่บวกเยอะขึ้น

งานธีสิสจบผมชื่อ แกร่ง แกว่ง อยู่ที่จะเลือกมอง เป็นหนังสือที่ผมเขียน ถ่ายภาพ จัดวางรูปเล่มเองทั้งหมด เนื้อหาเป็นการเล่าเรื่องกฎไตรลักษณ์ผ่านหนังสือ 3 เล่ม นอกจากจะได้ตกผลึกและนำไปปรับใช้กับชีวิตแล้ว ธีสิสชิ้นนี้ยังทำให้ผมเรียนรู้วิธีการทำสื่อสิ่งพิมพ์ทุกขั้นตอน ตั้งแต่เลือกชนิดกระดาษ เลือกเทคนิคการพิมพ์ ไปจนถึงขั้นตอนเย็บเล่ม เป็นงานที่รักและภูมิใจมากๆ ก่อนจะนำเนื้อหาในหนังสือไปต่อยอดเป็นปฏิทินปีใหม่ และนิทรรศการปฏิทินที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

คุณในวัย 22 มองความทุกข์เป็นเรื่องอะไร

มองเป็นเรื่องสนุก มองเป็นเรื่องดี

เวลาที่ทำงานหนัก รู้สึกเครียด หรือแม้แต่มีน้ำตา รู้สึกว่าเหนื่อยและล้าจนท้อ โคตรชอบเลย เพราะสิ่งเหล่านี้บอกว่าเรากำลังจะได้พัฒนาตัวเอง และสุดท้ายเรื่องนั้นก็มักจะผ่านไปด้วยดีเสมอ กลับกันงานไหนที่รู้สึกสบาย เราจะแอบคิดนิดนึงว่าเราทำถูกหรือมาถูกทางหรือเปล่า

นาย ณภัทร ทำงานหนักแค่ไหน

ในการทำงานภาพยนตร์ ไม่ได้มีแค่อ่านบทเพื่อไปออกกองถ่ายหนังแล้วจบไป ทุกอย่างคือการเตรียมตัว และการเตรียมตัวของผมคือทุกวัน ทุกวินาที ที่มันหนักเพราะเป็นงานที่เล่นความคิด อารมณ์ และความรู้สึก มีอะไรให้คิดอยู่ตลอดเวลา

แล้วกับความสุข คุณมองความสุขเป็นเรื่องอะไร

ถ้าเรื่องที่ทำให้สุขเร็วที่สุดคือ ของกิน

ผมมีความสามารถพิเศษ มองของกินแล้วรู้เลยว่าจะอร่อยหรือไม่อร่อย เช่น หมูปิ้งร้านอร่อยจะต้องมันเยิ้มๆ ควันฟุ้ง มีสีที่ออกฉ่ำๆ ผมชอบสรรหาของกินของอร่อย อาหารแปลกๆ เลบานอนบ้าง อินเดียบ้าง ตอนถ่าย Friend Zone ก็ชวนพี่หมู ครูบิว ใบเฟิร์น ตระเวนกิน สนุกมาก

แต่ถ้าเป็นเรื่องความสุขที่อยู่ในชีวิตประจำวันของผม การอยู่กิจกรรมที่ชอบ อยู่กับเพื่อน อยู่กับของที่ชอบ

นาย ณภัทร
ระวัง..สิ้นสุดทางเพื่อน
14 กุมภาพันธ์นี้ ในโรงภาพยนตร์

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load