กองทัพ พีค คือเด็กหนุ่มวัย 19 ปี ที่มีความสามารถครบเครื่องทั้งการร้อง เต้น เล่นละคร และเดินแบบ

เริ่มแรกชื่อของเขาเป็นที่รู้จักเพียงชั่วข้ามคืน ด้วยรูปลักษณ์สุดเท่สไตล์เกาหลี ที่มาพร้อมกับเรื่องเซอร์ไพรส์ว่า เขาคือลูกชายคนเดียวของ ปราบ ยุทธพิชัย ดาราและพิธีกรรุ่นใหญ่ที่มีผลงานมายาวนาน

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

จากความตั้งใจแรกที่คุณพ่ออยากให้เขาเดินตามเส้นทางที่ต้องการโดยไม่อยู่ใต้เงาชื่อเสียง ก็กลายเป็นว่าเขาได้มาอยู่กลางสปอร์ตไลต์ที่มีคนพร้อมต้อนรับอย่างอบอุ่น

ด้วยความสามารถรอบด้านที่มี โอกาสที่เข้ามา รวมถึงแต้มต่อในการเป็นทายาทคนในวงการบันเทิง เขาย่อมทำงานที่รักในวงการบันเทิงไทยได้โดยง่าย แต่เขากลับเลือกก้าวไปในจุดหมายที่เหนื่อยหนัก โดยไม่รู้ว่าสุดท้ายปลายทางจะสมหวังหรือผิดหวัง 

ชื่อของ กองทัพ พีค จึงกลายเป็นที่จับตาของคนกลุ่มใหญ่กว่าเดิม เมื่อปรากฏชื่อว่าเขาคือเด็กไทยคนแรกและคนเดียวที่เข้าร่วมแข่งขันในรายการ PRODUCE X 101 ซีซั่น 4 รายการเซอร์ไวเวิลเรียลลิตี้โชว์ชื่อดังของเกาหลีใต้ เพื่อเดบิวต์ไอดอลกรุ๊ปวงใหม่ตามรอยรุ่นพี่อย่าง I.O.I, Wanna One และ IZ*ONE

แม้ครั้งนั้นเขาไม่ได้ไปถึงชัยชนะ แต่ประสบการณ์ที่เก็บเกี่ยวมาระหว่างทางกลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจประเมินค่า และเปลี่ยนความคิดของเด็กหนุ่มไปอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งยังได้เห็นความรักยิ่งใหญ่ของผู้เป็นพ่อได้อย่างชัดเจน

หนึ่งปีผ่านไป หลังจากปิดกล้องละคร ให้รักพิพากษา ละครเรื่องแรกในชีวิตที่เขาได้รับบทพระเอกเล่นคู่กับ เบลล่า-ราณี แคมเปน กองทัพ พีค กำลังเดินทางไปตามความฝันอีกครั้ง โดยเข้าร่วมแข่งขันรายการใหญ่ที่เฟ้นหาไอดอลระดับเอเชีย 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ก่อนออกเดินทางอีกครั้ง เราได้คิวด่วนเพื่อพูดคุยกับเขา ได้เห็นถึงความมุ่งมั่นพยายามและความทุ่มเท ดูเหมือนว่ากับทุกเรื่องที่ตั้งใจ เขาต้องไปให้สุด ทว่าระหว่างทางเขาก็ไม่ลืมมองหาความสุขและเลือกใส่ใจผู้คนรอบข้างไปพร้อมกัน

หลายครั้งขณะที่พูดคุยถึงชีวิตและแง่คิดต่างๆ เราถึงกับลืมไปว่า เด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าอายุเพียง 19 ปีเท่านั้นเอง

ทำไมก่อนหน้านี้ เราไม่เคยเห็นหน้าเห็นตา หรือรู้จักคุณในฐานะที่เป็นลูกของพ่อปราบ ยุทธพิชัย มาก่อนเลย

เป็นความตั้งใจของคุณพ่อครับที่จะไม่บอกใครว่าเราเป็นพ่อลูกกัน (ยิ้ม) คุณพ่อตั้งใจไว้ว่าอยากให้พีคสร้างชื่อเสียงและเดินทางสายนี้ด้วยตัวเองแต่แรก เขาเลยไม่เคยพาเข้าวงการ ขนาดชื่อก็ตั้งกันใหม่ เพราะไม่อยากให้ใช้เป็น ‘พีค-กองทัพ ยุทธพิชัย’ ก็ช่วยกันคิดหลายอย่างว่าจะเป็นแค่ ‘พีค กองทัพ’ ดีไหม ชื่อจะสับสนกับคนอื่นไหม สุดท้ายก็มาเป็น ‘กองทัพ พีค’ ฟังแล้วดูแปลกดี มีอยู่คนเดียว และให้คนจดจำเราในชื่อนี้ 

ทั้งที่คุณพ่อไม่เคยพาไปเปิดตัวที่ไหน แล้วทำไมวันหนึ่งกลับเป็นกระแสข่าวดังได้

พีคเอามิวสิกวิดีโอเพลงตอนสอบจบที่อังกฤษที่ทำเองทั้งหมด ตั้งแต่แต่งเพลงไปจนกำกับมิวสิกวิดีโอมาลงในยูทูบส่วนตัว ปรากฏว่าคนสนใจเยอะมาก และกลายเป็นข่าวว่าคนนี้เป็นลูกของพ่อปราบนะ จำได้ว่าตอนนั้นกำลังทอดไข่เจียวอยู่ที่อังกฤษ แล้วก็มีข่าวพีคเด้งขึ้นมาในฟีด ในใจเราก็ อ้าว เขาเอารูปมาจากไหน เขารู้กันได้ยังไง พอสักพักก็มีข่าวเด้งขึ้นมาเยอะมากจนตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น

พอโทรกลับมาที่บ้าน คุณแม่ก็บอกว่าคนสนใจเยอะมาก ทุกคนที่ไปเจอคุณพ่อก็จะถามถึงพีคตลอด มีคนบอกคุณแม่ว่าในโซเชียลข่าวดังมากเลยนะ ยอดวิวคลิปก็ขึ้นมาเป็นแสนภายในไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งสำหรับเด็กคนหนึ่งที่ไม่ได้มีอะไรเลย ถือว่าเยอะมาก และตั้งแต่วันนั้นมาก็ทำให้พีคมาถึงวันนี้ได้ครับ

เรียกว่าผิดไปจากความตั้งใจแรกของคุณพ่ออย่างมาก

ใช่ครับ (หัวเราะ) แต่คุณพ่อก็บอกว่าสักวันคนก็ต้องรู้ คุณพ่อก็ถามว่า พีคนอยด์ไหมที่ต้องอยู่ใต้ชื่อของพ่อ พีคบอกว่า ไม่นอยด์หรอก เราเป็นพ่อลูกกัน เราเดินจับมือกันไปด้วยกันอย่างนี้สนุกกว่า มีความสุขมากกว่า

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ย้อนไปวัยเด็ก เด็กชายพีคเป็นอย่างไร

เป็นเด็กขี้อายครับ ตอนเด็กๆ พีคเป็นสายนักกีฬา ถ้าไม่ได้มาอยู่ตรงนี้คงเป็นนักกีฬาว่ายน้ำไปแล้ว แต่จริงๆ พีคชอบร้องเพลงมาตั้งแต่เด็กแล้ว ไอดอลในใจคือ จัสติน บีเบอร์ (Justin Bieber) ดังนั้นการว่ายน้ำส่วนหนึ่งก็เพื่อให้ปอดแข็งแรง ช่วยซัพพอร์ตการร้องเพลงให้ดี 

แสดงว่ารู้ตัวว่าอยากมาเส้นทางนี้ตั้งแต่เด็ก

ใช่ครับ คุณพ่อก็รู้ว่าเราชอบร้องเพลง ชอบเต้น เห็นแววมาทางนี้ตั้งแต่เด็กแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้บังคับว่าต้องเข้าวงการนะ จนเส้นทางนี้มาเริ่มต้นตอนที่พีคได้ไปเรียนซัมเมอร์ที่อังกฤษ ได้รู้จักโรงเรียน Sylvia Young Theatre School ที่เขาสอนเรื่องการเต้นการร้องโดยเฉพาะ พีคเลยลองขอคุณพ่อว่าเป็นไปได้ไหมที่จะไปเรียน 

ตอนนั้นคุณพ่อบอกทันที ไม่ได้ เป็นเด็กอายุสิบเอ็ดจะไปอยู่ต่างประเทศคนเดียวโดยที่ไม่มีคนดูแลได้ยังไง แต่คุณแม่ก็ช่วยพูดให้ว่า โรงเรียนนี้ไม่รับชาวต่างชาติที่อายุมากกว่าสิบสองปี ปีนี้เป็นปีสุดท้ายแล้วที่พีคจะเข้าเรียนได้ ให้พีคไปเถอะ แล้วจะไม่เสียใจทีหลัง สุดท้ายคุณพ่อก็ยอม

ทำไมเด็กอายุ 11 ปีวันนั้นถึงมุ่งมั่นที่จะไปเรียนและใช้ชีวิตที่อังกฤษคนเดียว

ตอนนั้นพีครู้สึกว่าอยากไปมาก แต่พอได้ไปจริงๆ ก็ร้องไห้อยากกลับบ้านนะ (หัวเราะ) นี่เป็นทางที่เราเลือกเอง เพราะเมืองไทยไม่ได้มีโรงเรียนที่สำหรับสายนี้โดยเฉพาะ โรงเรียนนี้สอนบัลเลต์ เต้นแท็ป ร้องเพลง การแสดง เขามีเกณฑ์ว่าไม่รับนักเรียนอายุเกินสิบสองปี เพราะร่างกายจะปรับให้เข้ากับการเต้นอย่างบัลเลต์ไม่ได้ เด็กต้องไปออดิชันก่อน แล้วคัดให้เข้าเรียนได้สิบสองคน ซึ่งพอมาเรียนแล้วก็ยังมีการคัดออกอีก สุดท้ายรุ่นของพีคมีรอดจนเรียนจบแค่สามคน

คิดว่าอะไรทำให้คุณเป็นผู้รอด 1 ใน 3 คนนั้น

ไม่รู้เหมือนกันฮะ (ยิ้ม) ตอนแรกเขาบอกว่าพีคเป็นคนไม่เก่ง แต่เป็นคนที่พัฒนาไม่หยุด พีคก็คิดว่าตัวเองไม่เก่งนะ แต่เรียนรู้ได้เร็ว พอได้ย้อนกลับมาดูคลิปเก่าๆ ก็เห็นว่าตัวเองมีข้อบกพร่องเยอะ ช่วงนั้นเสียงแตกหนุ่ม ร้องเพลงก็เป๋ไป แต่ที่โรงเรียนซัพพอร์ตในสิ่งที่เรารู้ตัวว่าขาดได้ดีมาก ส่วนเรื่องภาษาที่ตอนแรกไปแค่พอพูดได้ ก็มีเพื่อนๆ คอยช่วยเหลือ

อีกอย่างที่ทำให้ผ่านมาได้ก็คือ พีคเป็นคนไม่ค่อยคิดมาก และคิดบวกพอสมควรเลย มุมไหนที่มันเป็นลบ พีคก็จะหามุมเล็กๆ ที่เป็นบวกให้ได้ เอาความกดดันมาเป็นแรงผลักดันมากกว่า 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

สกิลล์ไหนที่โดดเด่นที่สุดในตอนที่เรียน

หลักๆ จะเป็นการเต้น ทั้งเต้นแจ๊ส แท็ป บัลเลต์ คอนเทมโพรารี แต่คุณครูชมพีคมากเรื่องเต้นแท็ป เขาชมจนเขินเลยว่า ตั้งแต่เข้าเรียนมาพีคเป็นเด็กที่เลื่อนขั้นจากแท็ป 1 มาถึง 12 ได้เร็วมาก ภายในปีเดียวพีคเลื่อนจาก 1 ไปอยู่ขั้น 10 ได้แล้ว เขาบอกว่าหาได้ยากมาก ซึ่งพีคก็งงตัวเองว่าทำได้ยังไง (หัวเราะ)

เมื่อเป็นเพียง 1 ใน 3 คนที่เหลือรอดในรุ่น หลังเรียนจบวางเส้นทางชีวิตไว้อย่างไร

จริงๆ พีคได้ทุนเรียนร้อยเปอร์เซ็นต์ใน College เขาเห็นศักยภาพและพร้อมจะซัพพอร์ต แต่พอมาปรึกษาที่บ้าน คุณพ่อบอกว่าคิดถึง อยากให้พีคกลับมา โดยยอมแลกกับการที่พีคจะทำอะไรในชีวิตก็ได้ พีคก็อยากกลับมาอยู่กับครอบครัวด้วย เลยทิ้งทุกอย่างแล้วกลับมา กะว่าจะพักสักสี่เดือนค่อยเข้าวงการ แต่กลายเป็นว่ากลับมาวันแรกก็เข้าวงการเลย 

งานแรกที่ได้กลับมาทำที่ไทยคืองานอะไร

งานเพลงอย่างแรกเลย ตอนอายุสิบสี่ เคยได้มาพูดคุยกับ ลุงปิ๊ก (ฌาณฉลาด ทวีทรัพย์) ซึ่งลุงปิ๊กรู้ว่าพีครักเพลงและดนตรีมาก กลับมาก็ให้ทำงานเพลงตามที่พีคชอบก่อน ได้ลองทำเพลง Say No กับค่าย Chandelier Music ของพี่หนึ่ง (ณรงค์วิทย์ เตชะธนะวัฒน์) พีคแต่งเนื้อร้องภาษาอังกฤษ ทำนอง และเรียบเรียงดนตรีเอง สกิลล์การทำเพลงพวกนี้ที่โรงเรียนไม่ได้สอน แต่มาจากความชอบและจากการลองผิดลองถูกของพีคเอง 

ดูเหมือนว่าการกลับมาทำงานในไทย คุณมีแต้มต่อและโอกาสหลายอย่าง ทำไมเลือกเส้นทางที่หนักและโหดอย่างการไปประกวดรายการไอดอล PRODUCE X 101 ที่เกาหลีใต้

เป็นสิ่งที่ไม่คาดฝันมาก จริงๆ พีคอยากเป็นไอดอลอยู่แล้ว เริ่มต้นจากพีคไปแคสต์งานกับลุงปิ๊ก แล้วได้งานเดินแบบ Seoul Fashion Week จากงานนั้นทางเกาหลีได้เห็นเราและดูผลงานของเราที่เมืองไทย เลยติดต่อให้ไปออกรายการ I Can See Your Voice ของเกาหลี 

หลังจากรายการออกอากาศ รายการ PRODUCE X 101 ก็ติดต่อว่าอยากลองไปออดิชันไหม พีคบินไปออดิชันแล้วก็กลับมาทำงานต่อ วันที่กำลังออกอีเวนต์งานกีฬาของช่อง 3 คือวันที่รู้ผลว่าผ่าน แล้วคืนนั้นต้องบินไปเข้าแข่งขันอย่างกะทันหันมาก ไม่ได้เตรียมตัวอะไรทั้งสิ้น

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

การเป็นไอดอลมีความพิเศษแตกต่างไปจากนักร้องยังไง

ตามความคิดของพีคซึ่งไม่รู้ว่าถูกหรือผิดนะครับ ไอดอลคือคนที่เปลี่ยนแปลงตัวเองให้เข้ากับทุกคอนเซปต์ได้ ต้องมีความสามารถครบทุกอย่าง ทั้งร้อง เต้น แรป และเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้ด้วย ส่วนนักร้องจะมีความเป็นตัวของตัวเองได้มากกว่า นี่คือในความคิดของพีค ซึ่งพีคก็อยากจะไปเส้นทางนี้

การแข่งขันในรายการเฟ้นหาไอดอลของเกาหลี ดีกรีความโหดสมกับที่เขาร่ำลือกันไหม

พีคเตรียมใจไว้อยู่แล้วว่าต้องหนัก แต่พอไปเจอจริง โอ้โห หนักมาก (เน้นเสียง) ทุกคนต้องซ้อมหนักมาก บางทีทั้งวันได้นอนสิบห้านาที ก็คือไม่ได้นอนนั่นแหละ (หัวเราะ) แล้วพีคก็ป่วยเข้าโรงพยาบาลอาทิตย์ละหนึ่งวัน เพราะว่าซ้อมหนัก อากาศหนาว อาหารเราก็กินไม่ได้เพราะเผ็ดมาก พีคกินเผ็ดไม่ได้เลย ต้องปรับตัวเยอะมาก

ทำไมรายการต้องโหดขนาดนั้น

จริงๆ มันคือคอนเซปต์ของรายการด้วยที่เป็น Survival Show ใครแกร่งที่สุดก็อยู่รอด ใครอ่อนแอก็แพ้ไป โจทย์ที่เราได้วันนี้ต้องทำให้ได้ภายในหนึ่งอาทิตย์ ถ้าจะมานอนปล่อยให้เวลาผ่านไปก็ไม่ได้เพราะเราต้องโชว์ ตอนแรกผ่านเข้าไป ร้อยเอ็ดคน แล้วเขาก็คัดออกเป็นหกสิบคน สามสิบคน ยี่สิบคน เหลือสิบเอ็ดคนสุดท้ายที่ได้เดบิวต์

เด็กที่เรียนด้านนี้โดยเฉพาะอย่างคุณอยู่ในเกณฑ์ไหนของการแข่งขัน

D ครับ เอาจริงๆ พีคว่ามันเหมาะสำหรับพีคแล้วในตอนนั้น คือตอนแรกเราก็ช็อกนิดหนึ่งเพราะอยากได้ C หรือไม่ก็ B แต่เมื่อเราไม่ได้เตรียมตัวเลย เมื่อวานยังอยู่เมืองไทย รุ่งขึ้นต้องไปถ่ายรายการโดยที่ไปซ้อมในห้องก่อนถ่ายทำ มันก็ไม่ทันอยู่แล้ว ด้วยความเป็นคนคิดบวก พีคก็คิดว่า D ก็ยังดีกว่าที่เราได้ A แล้วเรากดดันมากๆ เราอยู่ที่ D ตรงนี้แล้วไต่ไปเรื่อยๆ ดีกว่า 

แต่จริง ๆ ตอนรู้ผลพีคก็พังนิดหนึ่งแหละ (หัวเราะ) ด้วยความที่เราตั้งใจเต็มที่แล้วนะ ก็ร้องไห้ คือร้องแบบอ่อนแอออกอากาศด้วย ร้องกับตัวเองด้วย พีคก็พังไปหนึ่งวัน แล้วก็คิดว่าเราพังอย่างนี้ตลอดไปไม่ได้นะ ต้องอัปตัวเองขึ้นมาแล้วไปต่อ 

ผ่านไป 6 เดือน สุดท้ายคุณไม่ได้ชัยชนะ แต่ได้อะไรกลับมาบ้าง

ได้เยอะมากกว่าไม่ได้ ได้เพื่อน ได้ครอบครัว ได้เรียนรู้ ได้ความรู้อะไรใหม่ๆ ถึงแม้เหนื่อยมาก แต่รู้สึกได้ว่าเราพัฒนากว่าเดิมเยอะ จากที่เคยซ้อมคนเดียวก็กลายเป็นซ้อมกับเพื่อน แล้วเราก็ปรับตัวได้เรื่อยๆ จนชินไปกับทุกๆ วัน

ในสเตจก่อนที่จะไม่ได้ไปต่อ พีคทำเต็มที่ที่สุดแล้ว ได้เลือกใน Position ที่ไม่เคยทำคือแรป และวันนั้นเป็นคอนเสิร์ตในคอนเซปต์ใหม่พอดี เป็นคอนเซปต์ที่ถ้าเลือกทำสองอย่างจะได้คะแนนเพิ่มมากว่า ตอนนั้นพีคอยู่ในอันท้ายๆ แล้ว ไม่มีสิทธิ์เลือกอะไรมาก สุดท้ายตัวเลือกของพีคคือแร็ป ไม่ก็แร็ปกับเต้น พีคก็เลยเลือกทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน และเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิดว่าตัวเองจะทำได้ นั่นคือแร็ปกับเต้น พีคขอเลือกออกจากเซฟโซนแล้วทำให้เต็มที่มากกว่า

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ผลของการเลือกออกจากเซฟโซนเป็นยังไง

พีคแร็ปได้อยู่แล้ว แต่พอต้องมาแร็ปกับเต้น ต้องคิดท่าเอง แต่งเนื้อร้องเอง มันออกมาดีกว่าที่คิดไว้เยอะมาก เพื่อนร่วมทีมก็บอกว่าพีคเก่งมาก เป็นชาวต่างชาติแต่มาแร็ปเกาหลี คือเรื่องภาษาเราไม่ได้อยู่แล้วแหละ แต่ก็มีเพื่อนคอยช่วย ส่วนเรื่องเต้นพีคก็คอยเสนอไอเดียตลอด จะคอยถามพี่ว่าอย่างนี้ดีไหม ก็ออกมาเต็มที่เท่าที่เราทำได้แล้ว จากเบื้องหลังที่เราคอยช่วยคิดโน่นนี่ คนไม่เห็นหรอก แต่มันทำให้พีคมีวันนี้ได้ ตอนนี้แต่งเพลงเองได้ คิดท่าเต้นเองได้ทุกอย่างหมด

ดูเหมือนคุณให้ความสำคัญกับเรื่องทักษะหรือประสบการณ์มากกว่าเป้าหมายที่ชัยชนะ

พีคแคร์เรื่องความสัมพันธ์ เรื่องที่เราไม่ได้เดินคนเดียวมากกว่า ถ้าใครในทีมตกหล่นไป พีคจะเฟลมาก เราอยากดึงเขาได้ด้วยกัน ถ้าเขาขาดตรงไหนเราก็กระซิบบอก คือจริงๆ มันเกินหน้าที่แหละแต่เราอยากทำ และพีคว่ามันสนุกกว่านะ 

ถ้าเรามุ่งไปที่เป้าหมาย พอถึงเป้าหมายแล้วพีคเห็นคนส่วนใหญ่จะบอกว่าจุดมุ่งหมายมันเปลี่ยน เหมือนกับอยู่ที่จุดอิ่มตัว พีครู้สึกว่ามันเร็วเกินไป เราอยากเอ็นจอยกับการค่อยๆ กระดึ๊บไป ดีกว่าไปถึงแล้วหยุด ไปถึงแล้วไม่รู้ว่าจะไปต่อยังไงดี

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

มีอะไรไหมที่เด็กจากโรงเรียนสอนเป็นไอดอลโดยเฉพาะไม่เคยรู้ และมาได้รู้จากการแข่งขันครั้งนี้

หลักๆ เลยคือพีคได้รู้ว่าเรามีความอดทนมากกว่าเดิมเยอะมาก เพิ่งรู้เลยว่าเราอดทนเก่ง นี่ไม่ได้เข้าข้างตัวเองเลยนะ คือด้วยความที่เป็นคนไม่คิดมาก พีคเลยไม่ได้มองว่าจริงๆ แล้วเราเป็นคนอดทนเก่งแต่เด็กเลยแหละ

ความอดทนกับน้ำตาเป็นของคู่กับไอดอลหรือเปล่า

ใช่ พีคว่าชีวิตไอดอลไม่คงทน มันมีทั้งสมหวัง ผิดหวัง ก็เหมือนชีวิตของทุกอาชีพ มันมีความไม่แน่นอนอยู่แล้ว อะไรจะเกิดขึ้นกับเราก็ไม่รู้ พีคโตขึ้นมากจากการที่คิดแบบนี้ เรามี Mindset ที่ดีขึ้น มีความสุขกับสิ่งเล็กๆ เราเหนื่อยมากในแต่ละวัน แต่เรามีมุมเล็กๆ ที่มีความสุขได้ แค่ได้โยนขวดน้ำพีคก็มีความสุขแล้วนะ (หัวเราะ) 

ตอนแข่งขัน มีข่าวดังที่ว่าคุณพ่อไปเดินช่วยหาคะแนนโหวตที่เกาหลีด้วย เวลานั้นรู้ข่าวนี้ด้วยไหม

รู้ครับ ตอนอยู่ในค่าย ทีมงานเอารูปมาให้ดู เพราะที่เกาหลีก็ลงข่าวเหมือนกัน พีคเห็นแล้วร้องไห้ไม่หยุดจนให้สัมภาษณ์ต่อไม่ไหวเลย ตอนนั้นแปดโมงเช้า คือไม่ได้นอนมาเลย พอมาเจอแบบนี้มันเซนซิทีฟอยู่แล้วก็หนักเข้าไปใหญ่ ตอนนั้นใจเหลือนิดเดียว ใจหนึ่งอยากกลับบ้าน อีกใจก็อยากทำให้ดีที่สุด ดีมากกว่าเดิมสมกับที่พ่อทำให้

เคยคาดคิดไหมว่าคุณพ่อจะทำขนาดนี้

สิ่งที่เขาทำมันเหนือความคาดหมายของพีคมาก ตอนเห็นข่าวพีครู้สึกทั้งตกใจและดีใจ เรารู้ว่าความรักของพ่อยิ่งใหญ่มากขนาดนี้ เพราะปกติแล้วเราจะเหมือนเป็นเพื่อนกัน พ่อเรียกพีคว่า ‘นาย’ พีคเรียกตัวเองว่า ‘เรา’ พอจะทำซึ้งกับพ่อก็ขำกัน เป็นสายเฮฮามากกว่า คุณพ่อไม่ใช่สายแสดงออกหวานๆ อยู่แล้ว แต่พีครู้ว่าเขามีมุมแบบนี้ตลอด ตั้งแต่ที่เขายอมทำงานหนักเพื่อส่งพีคเรียน หรือเขารู้หมดเลยว่าพีคชอบกินอะไร หรือไปรับไปส่งเวลาไปถ่ายละคร ทั้งที่พ่อก็ไม่ค่อยมีเวลา

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ได้คุยเรื่องนี้กับคุณพ่อไหมว่าตอนนั้นเขารู้สึกยังไง

ทุกคนถามตลอดว่า ตอนนั้นคุณพ่อรู้สึกยังไง เขาบอกว่าไม่ได้คิดอะไรเลย ก็แฟนคลับยังทำเพื่อลูกได้ คนเป็นพ่อทำแบบนี้มันน่าอายอะไรเหรอ คุณพ่อบอกว่า เขารู้ว่าต้องมีคนบอกว่ามันอาจจะเสียศักดิ์ศรีนะในการทำแบบนี้ แต่เขาบอกพีคว่าไม่ต้องคิดเรื่องนั้นเลย เพราะคำว่าพ่อไม่ต้องมีความว่าศักดิ์ศรี 

จากงานที่ผ่านมา ชื่อของกองทัพ พีค ไปในสายไอดอลแบบร้องเต้นอย่างเต็มตัว แต่พอกลับไทยคุณก็ได้เล่นละครเรื่องแรกในฐานะพระเอก คิดว่าอะไรทำให้มาทำงานสายการแสดง

บอกตามตรงว่าไม่รู้เลยจริงๆ แต่พีคอยากลองทุกอย่างในวงการบันเทิงอยู่แล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาคาดหวังหรือมั่นใจอะไรในตัวเรา แต่รู้สึกขอบคุณทุกวันที่เลือกให้พีคมาทำงานตรงนี้ ซึ่งพีคไม่คาดคิดว่าจะได้เล่นละครกับพี่เบลล่าด้วย พีคก็ทำเต็มที่เท่าที่ทำได้ อยากให้ละครประสบความสำเร็จ เพื่อทีมงานทุกคนจะได้หายเหนื่อย เพราะรู้ว่าทุกคนเหนื่อยกันมาก 

คุณพ่อได้บอกหรือสอนอะไรกับการทำงานในวงการบ้างไหม

ตั้งแต่ก่อนเข้าวงการ คุณพ่อบอกให้ไหว้ทุกคนนะ เคารพทุกคน เพราะทุกคนมีศักดิ์ศรีในหน้าที่ของตัวเอง 

แล้วก็พกของใช้ส่วนตัวไปนะ พกผ้าเช็ดตัว กางเกงในไป เพราะบางวันเข้าซีนมีฝนตกก็ต้องเปลี่ยน ซึ่งบางวันฝนตกเอาๆ เปลี่ยนก็ไม่พอ ขับมอเตอร์ไซค์สักพักฝนตกอีกแล้ว (หัวเราะ)

เป็นคำตอบที่ไม่คาดว่าจะได้รับนะเนี่ย

พวกเราเป็นคนในแบบที่ไม่มีใครคาดฝันครับ พีคก็งงเหมือนกัน (หัวเราะ) จริงๆ คุณพ่อบอกว่า เขามั่นใจในตัวพีคอยู่แล้ว เพราะรู้ว่าพีคก็เหมือนเขา ตรงที่เป็นคนตลกเฮฮา ชอบทำให้คนอื่นหัวเราะได้ 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

วันที่ได้มาทำงานในวงการเต็มตัวแล้ว คุณพ่อเคยพูดถึงผลงานของคุณอย่างไรบ้าง

คุณพ่อบอกว่าพีคก้าวไปไกลกว่าเขามาก ในมุมที่พีคทำในสิ่งที่เขาทำไม่ได้คือเรื่องเพลง เพราะเขาไม่มีเซนส์ในเรื่องเพลงเลย เขาภูมิใจในตัวพีคมากในทุกวัน วันนี้เขาก็ภูมิใจที่พีคได้เป็นพระเอกได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่เพราะเขาไปฝากหรือดัน สไตล์คุณพ่อก็รู้อยู่แล้วว่า ขนาดเปิดตัวยังไม่อยากเลย (ยิ้ม)

พอปิดกล้องละคร คุณก็ต้องเตรียมตัวไปแข่งขันรายการไอดอลระดับเอเชียต่อเลยทันที

ใช่ครับ รายการนี้ชื่อว่า Asia Super Young ของประเทศจีน เป็นการเฟ้นหาไอดอลระดับเอเชีย ก่อนหน้านี้พีคได้ดูรายการ Street Dance of China ของจีนอยู่แล้วด้วย สำหรับรายการนี้ด้วยโปรดักชันคำว่าเอเชีย ถ้าทำได้พีคก็อยากจะไปให้ถึงระดับนั้น ซึ่งจะไปได้ไกลแค่ไหนไม่รู้เหมือนกัน แต่จะทำให้ดีที่สุด

ครั้งนี้มีเวลาเตรียมตัวเยอะไหม

ได้เตรียมตัวเยอะขึ้น ได้ฝึกภาษาจีนเพิ่มด้วย และที่ผ่านมาการเล่นละครก็เป็นการฝึกฝนอย่างหนึ่ง ที่ทำให้รู้ว่าเราต้องมีเซนส์อะไรบ้าง ทำอะไรได้บ้าง ระหว่างถ่ายละครได้แต่งเพลงประกอบละครสองเพลง ซึ่งพีคแต่งเป็นสามภาษาคือ ภาษาเกาหลี ภาษาไทยกับอังกฤษ และภาษาอังกฤษล้วน ก็ได้เรื่อง Music Production และจากที่เคยไปแข่งที่เกาหลีก็ทำให้พีคได้เรื่องการคิดท่าเต้นเองด้วย

ที่สำคัญคือครั้งนี้พีคพก Mindset ที่ต่างไปจากครั้งที่แล้ว คือจะเป็นตัวของตัวเองมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะรู้สึกว่าเราสบายใจ ไม่กดดัน พีคอยากให้ทุกคนเห็นในมุมนี้มากกว่าที่จะเครียด หรือต้องเก่งไปทุกอย่าง อยากให้เห็นในมุมที่เป็นพีคอย่างทุกวันนี้ที่จะมีมุมเด๋อๆ บ้าง (หัวเราะ)

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

อยากแก้มืออะไรจากการแข่งขันในครั้งที่แล้วบ้าง

ครั้งนี้อยากโชว์สกิลล์ให้มากขึ้นกว่าเดิม อยากให้คนได้เห็นว่าพีคทำอะไรได้มากขึ้นกว่าเดิมนะ แล้วก็มีมุมอื่นๆ ที่โตขึ้นและคนยังไม่ได้เห็นเท่าไหร่ แต่ยังไม่บอกว่าอะไร ต้องรอดู อยากมอบให้เป็นของขวัญกับแฟนๆ ทุกคนที่ซัพพอร์ตพีคมานาน 

จากที่คุยกันมา บอกได้ไหมว่าเคยไปแข่งขันหรือออดิชันมากี่ครั้งแล้ว

โห เริ่มตั้งแต่ประกวดหนูน้อยสงกรานต์ตอนเด็กเลย ก็น่าจะประมาณยี่สิบครั้งได้ ทุกปีต้องมีสักเวที ว่ายน้ำก็เป็นการแข่งขันนะ เยอะมาก ตอนไปเรียนที่อังกฤษก็นับเป็นออดิชันเหมือนกัน

ทั้งหมดกี่ประเทศ

มีไทย อังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ประมาณนี้ แต่ว่าในแต่ละประเทศเหล่านี้ก็ไปมาเยอะมาก 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ทำไมต้องไปออดิชันหลายเวทีขนาดนั้น

พีคว่าการออดิชันเหมือนเป็นการฝึกตัวเองว่า เราปะทะขีดจำกัดได้ที่ตรงไหน เช่น การออดิชันจะมีโจทย์ที่ให้เวลาสองนาที ต้องร้องเพลงนี้ เต้นแบบนี้ พีคว่ามันสนุกดี 

เพียงแค่อายุ 19 ปี คุณก็ผ่านการเดินทางในเส้นทางการทำงานที่หลากหลายและทรหดมาก เคยรู้สึกว่า มีอะไรในช่วงวัยที่หล่นหายไปบ้างไหม

การเข้ามาในวงการนี้ต้องพร้อมเสียสละหลายอย่างไป ซึ่งพีครู้และทำใจได้ตั้งแต่แรกแล้ว จริงๆ ตอนนี้พีคควรอยู่ในวัยที่ใกล้เรียนจบมหาลัย สิ่งที่หล่นหายคือช่วงที่ได้อยู่กับเพื่อน เพื่อนที่อยู่อังกฤษก็ส่งมาให้ดูตลอดว่าเขาอยู่หอ ไปเรียน มีเพื่อน แต่พีคอยู่ในห้องซ้อมคนเดียว แต่ก็ชินแล้วแหละ ไม่ได้คิดอะไรมาก

บางคนอาจมองว่าเราเสียความเป็นส่วนตัวหรือชีวิตส่วนตัวไปด้วยนะ ถ้ามองในมุมนั้นก็จะเป็นแบบนั้น แต่ในมุมของพีคคือ มันก็คือชีวิต มันต้องเสียสละอะไรบางอย่างอยู่แล้ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันน้อยมากกับสิ่งที่เราได้รับกลับมา ไม่ว่าจะเป็นผลงานที่เราได้สร้าง ความรักและแรงซัพพอร์ตจากทุกคน ส่วนที่มันจะหายไปคือเล็กน้อยมากสำหรับสิ่งที่ได้รับมา

มีอะไรที่อยากทำแล้วไม่ได้ทำไหม เช่น ไปกินหมูกระทะกับเพื่อน

นั่นแหละ อย่างนั้นเลย (หัวเราะ) อยากมีฟีลนั้นบ้าง แต่ตอนนี้รู้สึกว่าการที่ได้ไปถ่ายละครก็เหมือนได้ไปเจอเพื่อนนะ ได้มีกลุ่มเพื่อนใหม่ ไปกินข้าวด้วยกัน บางทีอาจจะข้ามรุ่นไปหน่อย แต่รู้สึกว่าเขาเข้าใจวงการ มีฝันเดียวกัน อยู่ในอาชีพเดียวกัน ไปด้วยกันได้ อยู่ในกองก็มีความสุขมาก เหมือนไม่ได้ไปทำงานเลย ทุกคนเทคแคร์ดีมาก อาหารอร่อย อันนี้สำคัญมาก

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ถ้าวันนี้ไม่ได้ทำงานในวงการ คิดว่าตัวเองจะทำอะไรอยู่ตรงไหน

มันหลายทางมากเลย อาจจะเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือไม่ก็หมอ เพราะตอนเรียนพีคได้ท็อปวิชาวิทยาศาสตร์ทุกตัวเลย ได้แบบ A Star เลยนะ ตอนประถมเคยอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ ชอบทดลองแบบเอาส้มไปแช่ช่องฟรีซ แล้วเอาออกมาโยนดูว่าจะแตกไหม หรือทดลองอะไรตลอดเลย ตอนอยู่อังกฤษก็ได้ท็อปวิชาวิทยาศาสตร์ตลอดทั้งที่ไม่ได้อ่านหนังสือ (หัวเราะ) คงเป็นเพราะความชอบด้วยแหละ 

หรืออีกทางก็อาจเป็นได้คือ นักกีฬาว่ายน้ำ (หัวเราะ) ตอนเด็กๆ ก็ไปไกลขนาดเกือบติดทีมชาติแล้ว แต่หยุดไปเพราะซ้อมหนักจนไม่ค่อยมีเวลาเรียน พีคเริ่มเรียนว่ายน้ำตั้งแต่สี่ขวบ พร้อมกับเรียนเปียโนเลย มันควบคู่กันมาตลอด ถ้าไม่ได้มาทางนี้ ก็อาจเป็นนักกีฬาว่ายน้ำก็ได้

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย
กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

คุณบอกว่าชีวิตไอดอลไม่ยั่งยืน แล้วอะไรคือความยั่งยืนที่จะหลงเหลือในวันที่อาจจะไม่ได้ทำงานในวงการนี้แล้ว

ความทรงจำ เพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนจดจำเราในฐานะอะไร ความทรงจำนี่แหละที่ยืนยาวไปเรื่อยๆ อย่าง ไมเคิล แจ็คสัน (Michael Jackson) เรายังจำเขาได้อยู่เลย ไม่หายไปไหน ชื่อนี้แล้วก็ความทรงจำจะยังอยู่ตลอดไป ความสำเร็จและความดังไม่ยั่งยืนอยู่แล้ว แต่คนจะจดจำเราในฐานะอะไรมากกว่าที่อยู่ตลอดไป

แล้วถ้านึกถึงกองทัพ พีค อยากฝากอะไรไว้ในความทรงจำของทุกคน

อยากให้คนนึกถึงแล้วมีรอยยิ้มกับทุกผลงานของเรา

คิดว่าชีวิตนี้มีอะไรที่ได้ทำแล้ว จะไม่ต้องการทำอะไรในวงการนี้อีกแล้วไหม

โอ้โห มันเยอะมากเลยฮะ สิ่งที่อยากทำมันมีมาเพิ่มทุกวันเลย

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

คู่สนทนาของฉันในช่วงบ่ายวันศุกร์ที่ร้านอาหารใจกลางทองหล่อในเสื้อยืดสีดำ สกรีนคำว่า ‘ขาดสติ’ เขาคือชายคนหนึ่งที่ฉันเคยชมผลงานการแรปของเขาในอินเทอร์เน็ต ซึ่งฉันชื่นชอบเป็นการส่วนตัว

คู่สนทนาที่ว่าคือหนึ่งในผู้แข่งขันที่ตกรอบอย่างสมศักดิ์ศรีจากรายการ The Rapper จากการแข่งขันในรอบ Play-off ของสาย B ซึ่งเป็นการแข่งขันที่สุดแสนจะรักพี่เสียดายน้องเหลือเกิน

ชื่อตามบัตรประชาชนของเขาคือ กัลชาญ อัทรัณ

ชื่อเล่นของเขาคือ โตโย แต่ชื่อในวงการฮิปฮอป หรือที่เราเรียกติดปากกันว่า aka คือ KQ

โตโย, kq, แรป, แรปเปอร์,  The Rapper, Rapper, ฮิปฮอป, hiphop

หนุ่มช่างไฟฟ้าแรงสูงจากเชียงรายคนนี้ คือผู้แข่งขันที่ปรากฏตัวในรายการเป็นคนแรก ด้วยไรม์แสนยียวน และการเลือกเพลงอันแสนชาญฉลาดอย่าง ลูกเสือจับมือ ทำให้เราจดจำเขาได้ในทันที

หนึ่งในเสน่ห์ที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการมัดใจผู้ชมจนมีแฟนๆ ที่ติดตามเขาอย่างเหนียวแน่นไม่แพ้ผู้แข่งขันคนอื่น คือภาษา ลูกล่อลูกชน และการเล่าเรื่องของเขาในแต่ละโชว์เฉกเช่นนักเล่าเรื่องมือฉมัง เมื่อเขาได้กำไมค์เมื่อไหร่ เขาพร้อมจะพรั่งพรูเรื่องราวสุดแสนจะเหนือความคาดหมาย แต่สนุกสนาน และมีสารบางอย่างให้เราได้ฉุกคิด หลังการแสดงของเขาจบลง

เชื่อได้เลยว่า ถ้าคุณได้ชมผลงานของเขาสักครั้ง ไม่ว่าจะหน้าจอช่องเวิร์คพอยท์ 23 ในคืนวันจันทร์ หรือคลิปสั้นย้อนหลังบนยูทูบ คุณคงหลงรักเขาได้ไม่ยาก และปฏิเสธไม่ได้ด้วยว่าแรปของเขามันติดหูจริงๆ ถึงแม้เราจะไม่ได้เจอเขาในรอบ Final Rhyme ก็ตาม

ก่อนที่เราจะได้ผู้ชนะของรายการในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า และการมาถึงของ The Rapper Concert ที่จะเกิดขึ้นในเดือนกันยายน อันเป็นโอกาสที่เขาจะได้วาดลวดลายอันฉกาจฉกรรจ์บนเวทีอีกครั้ง (แถมบัตรจวนเจียนจะ Sold Out แล้วด้วย) ฉันจึงขอนัดพบเขา ก่อนที่เขาจะมีงานต่อในช่วงเย็น

เพื่อขอให้โตโยเล่านิทานชีวิตของเขาให้ฉันฟัง

โตโย, kq, แรป, แรปเปอร์,  The Rapper, Rapper, ฮิปฮอป, hiphop

“กูแรปมานานนม มานมนาน”

นับจากวินาทีนี้ย้อนกลับไป 15 ปี ก็คงจะประมาณปีพุทธศักราช 2546

ขณะที่เด็กชายกัลชาญอยู่ในวัยที่ต้องทำบัตรประชาชนใบแรก เขายังคงใช้ชีวิตสนุกสนานเฉกเช่นเด็กมัธยมคนอื่น แต่เมื่อเขาได้ฟังเพลงของวง Thaitanium ที่ชมรมบีบอยในโรงเรียนของเขาเปิดเพื่อประกอบการเต้น

เขาเริ่มรู้สึกว่าเพลงนี้มันมีจังหวะอะไรบางอย่าง

“ที่โรงเรียนมีชมรมเต้นบีบอย ผมก็เข้าชมรมนี้เพราะว่าอยากเต้น แต่ก็เต้นไม่ไหว ตอนเด็กตัวอ้วนขึ้นเรื่อยๆ ก็เลยมาแรปดีกว่า เพราะจากเพลงของไทยเทเนียมที่ผมได้ยินวันนั้น เลยคิดว่าน่าสนใจ

“ผมเริ่มสนใจแรปจริงๆ ตอน ม.3 ตอนนั้นผมหาเพลงแรปฟังเยอะมาก วันหนึ่งผมเข้าเว็บสยามฮิพฮอพ (www.siamhiphop.com-ปัจจุบันปิดตัวแล้ว) ตอนนั้นที่เว็บแจกโปรแกรมทำเพลงฮิปฮอปให้ฟรี ผมก็โหลดโปรแกรมมาลงในคอม แล้วก็ขโมยไมค์แม่ไปอัด ตอนนั้นยังไม่มีเพลงก็เอาทำนองจากเกม Ragnarok มาแล้วก็แรปกับเพลงมั่วๆ ตอนนั้นผมรู้สึกตื่นเต้นมากเลยนะ ตื่นเต้นตั้งแต่เอาเสียงเราอัดลงไปในคอมได้แล้ว (หัวเราะ) ผมก็คิดในใจเลยว่า ‘อย่างนี้เราก็ต้องทำซีดีขายได้สิวะ’ แต่ก็ไม่ได้ทำขายจริงจัง

“ผมเคยเอาเพลงไปให้เพื่อนฟังด้วยนะ เพื่อนกลุ่มแรกๆ มันก็บอกว่า ‘แรปอะไรของมึงวะ’ ‘Slang Slang Shit Shit Man’ มันก็เอาไรม์ผมไปอ่าน มันก็แรปมั่ง ‘Slang Slang Shit Shit Man’ มันก็ร้องอย่างนั้นทั้งเพลง เห็นเพื่อนๆ สนุกก็เลยชวนเพื่อนไปอัดเพลงด้วยกัน โตโยเล่าเรื่องในวัยเด็กของเขาซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด

โตโย, kq, แรป, แรปเปอร์,  The Rapper, Rapper, ฮิปฮอป, hiphop โตโย, kq, แรป, แรปเปอร์,  The Rapper, Rapper, ฮิปฮอป, hiphop

“แรปมาแหลกลาน แรปตั้งแต่สมัยที่หัวนมกูยังไม่แตกพาน”

เด็กชายกัลชาญในตอนนั้นสู่นายกัลชาญในเวลาต่อมา แม้ลักษณะทางกายภาพเปลี่ยนไปแต่ความเชื่อในฮิปฮอปยังคงเหนียวแน่นไปเปลี่ยนแปลง

จนในที่สุด เขาเริ่มพาตัวเองสู่การประกวดแข่งขันที่เกี่ยวกับฮิปฮอป

“ตอนนั้นผมเคยแข่งออดิโอแบทเทิลกับ ‘ปู่จ๋าน ลองไมค์’ ด้วย” เขาพูดถึงบุคคลที่สุดท้ายจะเวียนมาบรรจบพบเจอในเวลาต่อมา “วันนั้นเราก็แข่งกัน แรปด่ากัน ตอนนั้นผมแพ้ปู่จ๋านยับเลย เขาด่าผมเป็นมาสคอตของยางมิชลิน (หัวเราะ) “ปู่จ๋านๆ MC วิเศษ KQ คนละเกรด” ประมาณนี้ครับ

“หลังจากแข่งจบปู่จ๋านก็ทักมาบอกผมว่า ทำเพลงกันมั้ย ผมก็ตอบตกลงไป ผมก็หาบีทให้แก เลือกเพลงไร้สาระนี่แหละ เพราะทำกันสนุกๆ ทำกันประมาณ 2 วันแล้วก็ลงเลย ก็แบ่งให้กันฟังในวงการเล็กๆ ครับ เพื่อนๆ ที่ได้ฟังก็บอกว่าเพลงนี้พูดได้หลายเรื่องมากเลย ตอนนั้นก็สนุกดีครับที่ได้ทำงานกับปู่จ๋าน”

“แรปกระชับมิตร บางทีก็แรปแบบแดกดัน”

กลับมาที่ปี 2560 ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าวงการฮิปฮอปไทย ‘เดือด’ ขนาดไหน

จากชายที่คลั่งไคล้ในการแรป เขาตัดสินใจลงแข่งขันแรปแบทเทิลนอกกระแสที่โด่งดังมากอย่าง Rap is Now, The War is On Season 3 ซึ่งผลการแข่งขันในครั้งนั้น เขาเป็นรองชนะเลิศ โดยแพ้ OAK แชมป์ในปีนั้นไปอย่างน่าเสียดายจริงๆ

โตโยพาตัวเองเข้าสู่การแข่งขันแรปแบทเทิลมาหลายต่อหลายเวที แต่การแข่ง Rap is Now ในครั้งนั้น คือสถานที่ ‘ฉายแสง’ ของเขาให้เปล่งประกายในวงการฮิปฮอปไทย และทำให้เขาเป็นที่รู้จักมากขึ้น แต่เมื่อมีคนรัก ก็ต้องยอมรับกับคำติชมที่เป็นก้อนหินให้ได้

นั่นคือสัจธรรมประการหนึ่งเมื่อใครสักคนอยู่ในที่แจ้ง

“การแข่ง Rap is Now เครียด แต่มัน เราขึ้นเวทีขึ้นไปให้คนอื่นด่าเรา เราลงจากเวทีมีคนตามด่าเราในคอมเมนต์ด้วย ผู้แข่งขันทุกคนก็โดนครับ แต่มันดีตรงที่ว่าแข่งเสร็จแล้วได้เพื่อนนะ เราขอโทษขอโพยกัน ได้เพื่อน มิตรภาพ ได้สังคมเยอะ ได้คอนเนกชันดีๆ” โตโยพูดถึงการแข่งขัน Rap is Now

1 ปีต่อมาหลังจากการแข่งขัน Rap is Now จบลง มีรายการแข่งขันแรปชื่อว่า The Rapper เกิดขึ้น จึงเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ที่โตโยจะพาตัวเองเข้าสู่การแข่งขันแรปบนสื่อกระแสหลัก

ว่าแต่การพาตัวเองเข้าสู่สมรภูมิรบครั้งใหม่ เขากลัวอะไรบ้างไหม

“กลัวแรปหลุดครับ กลัวอย่างเดียวเลย สำหรับเวทีประกวดแล้วแรปหลุดคือคนที่ตายแล้วบนเวที ถึงคุณจะเก่งแค่ไหนก็ตาม คุณแรปหลุด คุณมีโอกาสตกรอบสูงเลยนะ ผมอาจจะโดนมาตั้งแต่ Rap is Now แต่มันก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนต้องแรปหลุด และแรปเปอร์จะกลัวเรื่องนี้มากที่สุด”

โตโย, kq, แรป, แรปเปอร์,  The Rapper, Rapper, ฮิปฮอป, hiphop โตโย, kq, แรป, แรปเปอร์,  The Rapper, Rapper, ฮิปฮอป, hiphop

“ถ้าอยากจะโชว์สปิริตต้องแรปอาทิตย์ละแปดวัน”

ฉันอดสงสัยไม่ได้ว่าการที่เขามีศิลปะในการแรปที่ไม่เหมือนใคร เขามีวิธีคิดจากอะไร และได้คำแนะนำจากโค้ชหรือโปรดิวเซอร์ในรายการ The Rapper อย่างไรบ้าง

“ผมแต่งมาจากการเล่นคำตลอดเลยครับ แต่ผมไม่ได้คิดวางโครงเรื่องอะไรก่อนเลยนะ ผมจะเล่นคำเน้นเชื่อมโยง ต่อยอดไปเรื่อยๆ เช่น โชว์กระบี่ไร้เทียมทานตอนรอบ Play-off คำว่ากระบี่จะเกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง จังหวัดกระบี่ ไปตีกระบี่ กระบี่เป็นเหมือนมีดนี่หว่า อะไรเปรียบเทียบกับกระบี่ได้บ้าง ก็เป็นมีดปอกผลไม้ เป็นดาบไลต์เซเบอร์ ผมจะเน้น ตอนแรกผมจะเอาแบบเป็นหนังจีนกำลังภายในเลย แต่พอผมไปปรึกษาพี่กอล์ฟ (ฟักกลิ้ง ฮีโร่-ณัฐวุฒิ ศรีหมอก) ผม Respect แก แกก็บอกว่าเอาแค่กลิ่นของหนังจีนกำลังภายในพอ ที่เหลือก็เป็นตัวของตัวเอง

“หรือรอบ Battle ที่ผมต้องแข่งกับพี่อุ้ย (ICE Maiden) ปู่จ๋านให้โจทย์เป็นเพลง บาปบริสุทธิ์ ของ คาราบาว ปู่ให้เล่าเรื่องของผู้ชายที่ผู้หญิงไม่เข้าใจ กับเรื่องของผู้หญิงที่ผู้ชายไม่เข้าใจ ผมก็ปรึกษากับพี่อุ้ยแล้วตกลงกันว่า เราแสดงเป็นสามีภรรยาเลยดีกว่า จะเห็นภาพชัดกว่า ระหว่างซ้อมผมกับพี่อุ้ยจะแลกไรม์ให้กันดูตลอด ช่วยกันปรับว่าอย่างนี้ดีมั้ยๆ ตอนแรกผมก็แต่ง ‘A Yo A Yo What’s up Girl’ พี่อุ้ยเขาก็ ‘A Yo A Yo What’s up boy ว่ายังไงจ้ะ’ ล้อผมกลับมา”

สำหรับเด็กคนหนึ่งที่มีความเป็นฮิปฮอปในตัวอย่างเข้มข้น การที่ได้เข้ามาสู่สังเวียนการแข่งขันที่มีแรปเปอร์มากหน้าหลายตาจากทั่วทุกสารทิศ ถือเป็นการท่องยุทธจักรที่โตโยแทบไม่มีโอกาสสัมผัสในชีวิต ทั้งการแรปต่อหน้าโปรดิวเซอร์ทั้งสอง ซึ่งเป็นที่สุดของวงการฮิปฮอปไทยอย่างโจอี้ บอย และ ขันเงิน เนื้อนวล รวมถึงได้อยู่ในทีมโค้ชปู่จ๋าน ลองไมค์ ที่เคยทำเพลงร่วมกันเมื่อหลายปีก่อน และได้แข่งกับแรปเปอร์หญิงสาย Underground คนแรกๆ ของไทยอย่าง ICE Maiden

“พี่อุ้ยแกเป็นกันเองดีครับ แกเป็นตำนาน ผมฟังแกตั้งแต่ ม.2 ผมหัดแรปก็ได้ยินเสียงแกในอัลบั้ม Mixtape พอมาเจอแก ตอนแรกผมก็เกร็งๆ อยู่ เหมือนแกเป็นผู้หญิงที่มีความมั่นใจ ผมก็ไม่กล้าเล่นอะไรมาก แต่ได้รู้จักแก แกเป็นอัธยาศัยดีครับ

“ส่วนปู่จ๋าน แกสอนผมว่า ทำยังไงก็ได้ให้คนดูสนุกที่สุด และไม่ใช่แค่สนุก แต่ต้องให้คนดูได้อะไรจากเราไปด้วย”

โตโย, kq, แรป, แรปเปอร์,  The Rapper, Rapper, ฮิปฮอป, hiphop

“กูหายใจไม่ค่อยจะทัน”

ถึงแม้ว่า KQ จะตกรอบ Play-off ไปอย่างน่าเสียดาย แต่การตกรอบของเขาก็สร้างคำถามในใจให้กับผู้ชม

ในรอบ ‘8 บาร์เข้าชิง’ ผู้แข่งขันจะต้องแรปสดในโจทย์เดียวกัน และบีทเพลงเดียวกันภายใน 8 บาร์

ซึ่งโจทย์จากโปรดิวเซอร์ประจำรายการในวันนั้นคือ การแรปนำเสนอตัวเอง โดย KQ เล่าถึงการเตรียมตัวในการแข่งขันวันนั้นว่า

“จริงๆ ทีมงานให้โจทย์มาก่อน พอได้ฟังบีตแล้วไรม์ของพี่ขันในเพลงธีมรายการก็โผล่มาในหัว เนื้อเพลงท่อนที่ว่า “ถ้ากรีดเลือดกูไหลออกมา มันหลั่งเป็นเพลงฮิปฮอป” ผมก็คิดว่า เราลองล้อโค้ชกับเพลงธีมดีกว่า ก็เลยแปลงเนื้อเป็น “ถ้ากรีดเลือดออกมา กูบอกได้เลยว่ากรุ๊ปบี”

“แล้วท่อนที่พี่กอล์ฟร้องว่า ถึงเรียนไม่จบ แต่แรปเป็นงาน ปอ-รอ-อะ-จอ-อำ (ประจำ)” ผมก็เอามาล้อเป็น ไม่ได้แรปเป็นงานประจำ ก็ปีนเสาไฟอยู่ทุกที” เพราะผมไม่ได้แรปเป็นงานประจำจริงๆ ส่วนท่อนของปู่จ๋านที่ร้องว่า “พ่อตาผมยังไม่มองหน้าและยังไม่รับเป็นเขยเลย” เราก็หยิบลูกเขยมาเล่น คือเราล้อโค้ชกับโปรดิวเซอร์ทีละคนๆ ตามบีท แล้วบาร์สุดท้ายผมก็ขอโทษ เพราะผมไม่ได้มีเจตนาจะไป Disrespect พี่ๆ เขา”

แรปขนาด 8 บาร์ที่ KQ แรปไปบนเวทีในโชว์นั้น เหมือนจะเป็นการโชว์ศักยภาพที่เอื้อให้เขาได้ไปต่อในรอบ Final Rhyme แต่กลายเป็นว่าไม่มีใครเข้าใจในสิ่งที่เขาจะสื่อเลย

“ตอนแข่งในห้องส่งไม่มีใครเข้าใจเลยครับ จริงๆ พี่โจ้อาจจะรู้ก็ได้ แต่แกก้มหน้าตอนผมแรปอยู่ ผมก็คิดในใจ ‘เอาแล้ว แกโกรธกูเปล่าวะ’ วันต่อมาหลังถ่ายรายการจบ ผมก็ส่งข้อความไปขอโทษแกว่า “พี่ ผมขอโทษนะครับ เมื่อวานอาจจะแบบล่วงเกินหรือลามอะไร” แต่ก็ไม่มีเจตนาจะไป Disrespect อะไรพี่เขา แต่เพื่อความบันเทิง”

เมื่อรายการ The Rapper เทปนั้นออกอากาศ มีแฟนรายการส่วนหนึ่งที่หยิบไรม์เจ้าปัญหาของ KQ มาวิเคราะห์และตีความ จึงทราบว่า นั่นคือการล้อเลียนที่เหนือคาดกว่าที่เขาได้แสดงในการแข่งขัน

จึงเป็นการ ‘ตกรอบ’ ที่น่าเสียดายเสียเหลือเกิน ในความคิดของฉันและผู้ชมหลายๆ คน

“แต่กูจะยังไม่ยอมตาย มึงยังไม่ต้องมาขายประกัน”

ในภาพของแรปเปอร์ที่ลีลาแพรวพราวไม่เป็นสองรองใคร จริงๆ แล้วโตโยยังคงทำงานประจำเป็นช่างไฟแรงสูง ประจำการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จังหวัดเชียงราย

“ตอนแรกพี่ชายไปเรียนก่อนตั้งแต่ ม.3 แล้วแม่ก็ส่งผมไปเรียนต่อ เขาเห็นว่าเรียนจบออกมาแล้วจะได้บรรจุเป็นพนักงานประจำของการไฟฟ้าฯ แม่ก็เลยส่งให้ไปเรียน เรียนจบมาผมก็ทำงานที่นี่ครับ” โตโยเล่าจุดเริ่มต้นของการเข้าเรียนในโรงเรียนช่างไฟฟ้า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

สิ่งหนึ่งที่ฉันสนใจในอาชีพนี้ ไม่ใช่เพียงแต่การเล่นกับไฟฟ้า แต่เป็นเนื้องานที่โตโยรับผิดชอบในแต่ละวัน

“งานของอาชีพช่างไฟฟ้าแรงสูงก็คือเปลี่ยนอุปกรณ์ที่ยังจ่ายไฟปกติ ไปจ่ายหม้อแปลงใหม่ หรือขยายเขตส่งไฟฟ้าใหม่ หรือเวลาการจ่ายไฟฟ้ามีปัญหา ผมสามารถซ่อมไฟฟ้าแบบไม่ต้องดับไฟ ชาวบ้านก็ยังใช้ไฟได้ปกติ”

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับอาชีพของโตโย คือการได้รับผิดชอบการซ่อมบำรุงไฟฟ้าในสถานการณ์ไม่ปกติ เช่น การช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในการค้นหาน้องๆ นักฟุตบอลและโค้ชทีมหมูป่าอคาเดมี่ที่ติดอยู่ในถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

“ผมเข้าไปช่วง 4 – 5 วันแรกที่มีการค้นหาน้องๆ 13 คน ก็ได้รับมอบหมายให้ไปติดหม้อแปลงเพิ่มและเชื่อมไฟในถ้ำ ผมเข้าไปตอนกลางคืนก็เอารถไปจอดรอ คืนนั้นรถเต็มเส้นทางเข้าหน้าถ้ำ และมีคนเยอะมากเลยครับ กว่าจะเริ่มงานได้ กว่าจะเข้าไปได้ก็ตีหนึ่ง แต่ใช้เวลาทำงานไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็เสร็จแล้ว

“ผมเห็นความเหนื่อยของเจ้าหน้าที่ เห็นพี่ๆ ทหารนั่งหมดเรี่ยวหมดแรงกันอยู่หน้าถ้ำ ความเปียก ความแฉะของพื้นที่ปฏิบัติงาน ตอนผมไปรอจะเชื่อม เราก็นั่งมองข้างนอกถ้ำ ผมก็คิดถึงน้องๆ ที่อยู่ข้างในถ้ำ ขนาดเราไปไม่กี่ชั่วโมงเราก็ยังหิว ยังเหนื่อย ผมสงสารน้องๆ มาก ผมนั่งมองอยู่นอกถ้ำก็รู้สึกภูมิใจครับที่ได้ไปช่วย”

โตโย, kq, แรป, แรปเปอร์,  The Rapper, Rapper, ฮิปฮอป, hiphop โตโย, kq, แรป, แรปเปอร์,  The Rapper, Rapper, ฮิปฮอป, hiphop

“จะแรปไปถึงวันที่กูมีสายระโยงระยาง”

ฉันเคยดูบทสัมภาษณ์ของ KQ อยู่บ้าง ซึ่งเขาพูดว่าจริงๆ แล้วเขาเป็นคนเงียบๆ

KQ ที่อยู่ตรงหน้าฉันก็เหมือนกัน เขาไม่ได้มีภาพที่ตรงกับตัวตนในรายการมากสักเท่าไหร่ ในทางกลับกัน เขาบอกเองว่าเขาเป็นคนที่ไม่มี ‘วิถีฮิปฮอป’ อยู่ในตัวอีกด้วย

แล้วมันจะไปด้วยกันได้ยังไงล่ะ ฉันสงสัย

“ผมไม่ได้มีวิถีฮิปฮอปนะ ชีวิตประจำวันก็คือทำงาน กลับมาก็อยู่บ้านเหมือนคนธรรมดา วิถีฮิปฮอปก็อาจจะเป็นแค่ภาพในรายการ แค่ทำเพลง แต่ถ้าจะไปเป็นแก๊งเป็นกลุ่ม ผมไม่มีเลยนะ เมื่อก่อนอาจจะมีนะตอนเด็กๆ ตอนอยู่กรุงเทพฯ ผมก็มีแก๊ง ไม่ใช่ว่าไม่มีใครคบกูเลยนะ (หัวเราะ) ก็มีเพื่อนอยู่ แต่ก็อาจจะเลิกทำเพลงไปแล้ว”

ฉันมีคำถามสงสัยเกี่ยวกับวิถีฮิปฮอปที่ฉันอยากรู้อยู่หลายประการ หนึ่งในนั้นคือการดิสแรป หรือการแรปด่ากันด้วยคำผรุสวาท แรปด่าทอเสียๆ หายๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันแรปแบทเทิลหลายๆ เวที

ฉันสงสัยว่าแรปเปอร์จะแรปด่ากันไปทำไม

“มันก็เหมือนนักมวยครับ ทำไมต้องตีกัน ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันนะ มันอาจจะเป็นวัฒนธรรมฮิปฮอป ถ้าไม่มีมันก็ไม่ใช่แรป แต่ก็ไม่ใช่การด่าแบบโกรธแค้นกันนะ ส่วนตัวผมไม่โกรธหรอก อย่างตอน Rap is Now ที่บอกว่าเตี๊ยมมันก็ไม่มีนะ คนแข่งไม่ได้แบ่งไรม์ให้กันนดู ถ้าเตรียมมาก็ต้องเตรียม ถ้าคุณไม่ได้ขึ้นมาแรปสดบนเวที คุณก็ต้องเตรียมไรม์มาแก้เขาด้วย เขาจะด่าเรื่องอะไรผม ผมก็เตรียมไป เขาจะด่าว่าผมอ้วน ไอ้เอ๋อ ไอ้ปัญญาอ่อน ก็ต้องเตรียมไปว่าเขาจะด่าแบบนี้”

อีกหนึ่งคำถามที่ฉันอยากถามเขา คือเขาเชื่ออะไรมากกว่ากัน ระหว่างแรปสด กับแรปจดที่เตรียมมากจากบ้าน

“ตอนแรกการแข่งแบทเทิลในเมืองไทยคือแรปสด พอขึ้นมาอยู่บนเวทีแข่งขัน จะมีช่วงหนึ่งที่ผมไปดูการแข่งแรปแบทเทิลสดแล้วมันน่าเบื่อมากเลยครับ ยืนดูแล้วก็มีคำซ้ำๆ เดิมๆ เช่น ไอ้ควาย พ่อมึงตาย วนไปวนมา เลยต้องมีการ ‘จด’ เข้ามาช่วย แต่ผมว่ามันไม่เกี่ยวกัน มันอยู่ที่ว่าคุณจะถนัดอะไรมากกว่า แต่ผมถนัดจดมากกว่า เพราะว่าบางทีผมก็คิดไม่ทัน แต่สำหรับคนแรปสดแล้วคิดก็ถือว่าสุดยอดเลย เจ๋งกว่าเยอะเลย”

โตโย, kq, แรป, แรปเปอร์,  The Rapper, Rapper, ฮิปฮอป, hiphop

“ไม่ว่าชีวิตจะขึ้นสูงสุด หรือชีวิตจะลงสะพาน”

“ตลอด 15 ปีที่คุณสนใจแรปและฮิปฮอป คุณเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างในวงการฮิปฮอปไทย” ฉันถาม

“เปลี่ยนแปลงเยอะมากเลยครับ เปลี่ยนจากเพลงนอกกระแสมาเป็นเพลงกระแสหลักไปเลย เมื่อก่อนมันก็มีคนฟังอยู่เฉพาะกลุ่ม ไปไหนก็มีแต่กลุ่มเล็กๆ งานปาร์ตี้เล็กๆ แต่เดี๋ยวนี้ก็เดินไปไหนใครก็ฟังฮิปฮอป ขนาดแม่ผมเอาเพลงกระบี่ไร้เทียมทานที่ผมแรปเปิดออกเสียงตามสายในโรงเรียน”

ฉันถึงกับหัวเราะร่ากับคำตอบนั้น เพราะถ้าขนาดคนในครอบครัวยังนำเพลงของลูกไปเผยแพร่ในที่สาธารณะ ไม่ต้องสืบเลยว่า คนเป็นแม่จะภูมิใจในลูกของเขาขนาดไหน

เส้นทางในวงการแรปของโตโยจะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน ไม่มีใครรู้ เพราะเจ้าตัวเองบอกกับฉันว่านี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น

การท่องยุทธจักรในครั้งนี้ยังไม่จบ แต่การเดินทางแวะในจุดหมายต่างๆ ย่อมมีบทเรียน

ฉันจึงถามเขาว่า บทเรียนที่สำคัญที่สุดของการอยู่ในวงการฮิปฮอปไทย คืออะไร

“ผมได้บทเรียนสองข้อ ข้อแรกคือ เราไม่ได้เจ๋งที่สุด มีคนที่เก่งกว่าเราอีกเยอะ ผมเรียนรู้จากการตกรอบ จากการพ่ายแพ้ แล้วมันทำให้ผมเอาข้อผิดพลาดกลับไปพัฒนาตัวเอง อีกข้อคือ การวางตัวครับ เราต้องวางตัวให้ดี บางทีเรามีชื่อเสียงแล้วเราก็อาจจะหลงระเริงไปบ้าง เราต้องไม่ลืมว่า เราเป็นคนธรรมดาที่ยังทำงานหาเช้ากินค่ำอยู่”

ก่อนที่เราจะแยกกัน ฉันขอให้เขาแรปสั้นๆ ขนาด 8 บาร์ ในหัวข้อ ‘นิทานชีวิตของ KQ’ ให้ฟัง

นื่คือไรม์ที่เขาแรปให้ฉันฟัง

“กูแรปมานานนม มานมนาน แรปมาแหลกหลาน แรปตั้งแต่สมัยที่หัวนมกูยังไม่แตกพาน

แรปกระชับมิตร บางทีก็แรปแบบแดกดัน ถ้าอยากจะโชว์สปิริตต้องแรปอาทิตย์ละแปดวัน

กูหายใจไม่ค่อยจะทัน แต่กูจะยังไม่ยอมตาย มึงยังไม่ต้องมาขายประกัน

จะแรปไปถึงวันที่กูมีสายระโยงระยาง ไม่ว่าชีวิตจะขึ้นสูงสุด หรือชีวิตจะลงสะพาน”

โตโย, kq, แรป, แรปเปอร์,  The Rapper, Rapper, ฮิปฮอป, hiphop

ขอขอบคุณสถานที่
โครงการ The Commons

Writer

สุรพันธ์ แสงสุวรรณ์

เขียนหนังสือบนก้อนเมฆในวันหนึ่งตรงหางแถว และทำเว็บไซต์เล็กๆ ชื่อ ARTSvisual.co

Photographers

วริศรา ศิริพลไพบูลย์

เด็กบัญชี ปีสอง ถิ่นกำเนิดจากขอนแก่น ชอบตื่นเช้ามาออกกำลังรับวิตามินดี รักการท่องเที่ยวธรรมชาติ กำลังเรียนรู้วิถีการเป็นช่างภาพ

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load