ธุรกิจมีขึ้นมีลงตามวัฏจักรของมันเสมอ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรใหญ่หรือเล็กก็ตามที กระทั่งบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC แบรนด์เคมีภัณฑ์ระดับโลกของไทย ก็ยังต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลาเพื่อสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วของโลก พร้อมรับมือกับแรงกดดันจากผู้บริโภคซึ่งคาดหวังว่าผู้ผลิตทั้งหลายจะพัฒนาสินค้าที่ดีและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเรื่อยๆ

ในยุคก่อน COVID-19 พลาสติกถูกแบนจากสังคมจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเรื่องการบริหารจัดการขยะ ทั้งที่พลาสติกมีประโยชน์อย่างมากกับการดำรงชีวิตที่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อมน้อยลง นำกลับมาใช้ใหม่ได้ และเป็นองค์ประกอบสำคัญของนวัตกรรมแห่งอนาคต 

จนเมื่อโลกเผชิญกับโรคระบาดครั้งใหญ่ที่ไม่เคยเจอมาก่อนนี้ บทบาทของพลาสติกจึงยิ่งสำคัญมากยิ่งขึ้นสำหรับสุขอนามัยของผู้คน และกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความมั่นคงด้านสาธารณสุขและการแพทย์ไปโดยปริยาย ซึ่งพลาสติกเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสินค้าหลักที่ GC ผลิตเท่านั้น แกนนำธุรกิจเคมีภัณฑ์ (Chemical Flagship) ของกลุ่ม ปตท. ยังครอบคลุมทั้งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม อะโรเมติกส์ โอเลฟินส์ โพลิเมอร์ เอทิลีนออกไซด์ เคมีภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม ฟีนอล และ Performance Materials & Chemicals

ดร. คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ GC ยังคงเชื่อในคุณค่าหลักขององค์กรที่ปลูกฝังให้คนกล้าคิด กล้าทำ และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เสมอ เขาเห็นว่าไบโอพลาสติกหรือพลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้จะมีพื้นที่มากขึ้นเรื่อยๆ นับจากนี้ แต่ธุรกิจพลาสติกเดิมก็จะยังคงอยู่ เพียงแต่ถูกพัฒนาให้มีคุณภาพที่ดีขึ้นเพื่อการใช้งานที่ยาวนานกว่าเดิม สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียนหรือ Circular Economy ซึ่งถือเป็นพันธกิจสำคัญที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานนับพันรายของ GC ที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องแม้จะปรับใช้กับกระบวนการทางธุรกิจของตนเองมานานแล้วก็ตามที 

มอง Circular Economy ในมุม ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ผ่านสิ่งที่ GC คิดและทำมาตลอด, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

The Cloud ได้พูดคุยกับกัปตันทีมผู้เชื่อเรื่ององค์ความรู้และรักการอ่านหนังสือทุกประเภทเมื่อมีเวลาว่าง และทราบว่ากำลังจะมีงาน GC Circular Living Symposium 2020 ที่ต่อยอดความสำเร็จจากปีที่ผ่านมา โดยมุ่งหวังจะจุดประกายให้ภาคธุรกิจและคนในสังคมได้เห็นประโยชน์ที่นำไปสร้างโอกาสทางธุรกิจได้จริง มีผู้ที่ปฏิบัติจนประสบความสำเร็จแล้วจริงๆ จากทั่วทุกมุมโลกมารวมเอาไว้ในงานเดียว 

ติดตามได้จากบทสัมภาษณ์พิเศษนี้

ตอนนี้เวลาพูดเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน ใครๆ ก็หยิบยกเรื่อง Climate Change มาพูด GC มีมุมมองเรื่องความยั่งยืนอย่างไร

ผมว่าการให้ความสำคัญกับเรื่อง Climate Change เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ความยั่งยืนที่เราเชื่อและทำมาโดยตลอดมันครอบคลุมทุกส่วนอยู่แล้ว มาถึงวันนี้มันไม่ได้เปลี่ยนไป ความยั่งยืนคือการสร้างความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม 

อย่างด้านเศรษฐกิจ เรามองว่าไม่ได้จะเน้นกำไรอย่างเดียว จริงอยู่ที่การทำธุรกิจต้องมีกำไรอยู่แล้ว แต่กำไรต้องครอบคลุมทุกส่วนมากขึ้น เพราะมันไม่ได้มีแค่เราแต่ต้องคิดถึงคนอื่นด้วย ช่วงที่ COVID-19 ส่งผลกระทบนี้ไปถึง ซัพพลายเออร์และลูกค้าของเรา เราก็ต้องพาเขาไปด้วยกันให้ได้ ถ้าจะทำธุรกิจอย่างยั่งยืน คนในห่วงโซ่คุณค่าและห่วงโซ่อุปทานจะต้องไปด้วยกันได้ เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพราะทุกอย่างเชื่อมโยงกันทั้งโลกอยู่แล้ว ถ้าเราอยู่ดีแต่คนอื่นไม่ดี มันก็ไปต่อไม่ได้ ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ของเราก็เกี่ยวพันกับอีกร้อยพันองค์กรครับ เรื่องแบบนี้ต้องคิดให้ยาว เพื่อจะอยู่กันยาวๆ 

อย่างด้านสังคม บ้านของเราก็คือที่โรงงานในจังหวัดระยอง เราก็ต้องดูแลสังคมในระยองด้วย ไม่ว่าจะระดับชุมชน ระดับท้องถิ่น การดูแลพวกเขาก็ต้องยั่งยืน ไม่ใช่การเอาเงินไปให้ แต่ต้องทำให้ชุมชนยืนได้ด้วยตัวเอง เพียงแต่เราช่วยประคองเขาด้วยการช่วยสร้างอาชีพ เพิ่มโควต้ารับคนระยองมาทำงาน สนับสนุนภาคการศึกษา ช่วยด้านประมงหรือเกษตรกรรม ใช้ความรู้ของเราไปสอนเขาพัฒนาสินค้าใหม่ๆ เพื่อทำให้เศรษฐกิจท้องถิ่นแข็งแรง 

ในส่วนของสิ่งแวดล้อม เราใส่ใจกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals : SDGs) สิ่งที่ GC เน้นคือ Climate Change และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) สิ่งที่เราทำอยู่ต้องมีผลต่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีนัยสำคัญด้วยหลักการของ Circular Economy นี่ล่ะครับ 

แล้วทาง GC ทำเรื่อง Circular Economy อย่างไร

เรามีแนวคิดที่สำคัญคือ Chemistry for Better Living นี่เป็นวิสัยทัศน์สำคัญที่อธิบายเรื่องความยั่งยืนได้ เราทำเคมีภัณฑ์เพื่อให้คนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน มีการเดินทางสะดวก มีสุขอนามัยต่างๆ ที่ดีขึ้น นอกจากนี้ คำว่า Chemistry ยังไม่ได้หมายถึงเรื่องของเคมีภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงเคมีระหว่างกัน การอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืนของสังคมกับสิ่งแวดล้อมด้วย เกิดเป็น Better Living

หลักการทำ Circular Economy ของ GC แบ่งออกเป็นสามเรื่องครับ เรื่องแรกคือ Smart Operating เราต้องทำงานอย่างฉลาดเพื่อลดการใช้ทรัพยาการ ลดการปล่อยของเสีย ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ใช้วัตถุดิบให้น้อยลง ประหยัดพลังงานมากขึ้น ซึ่งชี้วัดได้จากกระบวนการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่น้อยลง ไม่ว่าใครก็เอาไปปรับใช้ได้

เรื่องที่สองคือ Responsible Caring ซึ่ง GC มีสินค้าที่ครบวงจร ถ้าเป็นพลาสติกจากปิโตรเคมี ก็จะเอาไปรีไซเคิลหรืออัพไซเคิลได้ ต้องออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ยังมีไบโอพลาสติกหรือพลาสติกชีวภาพ พอเอาไปทิ้งในดินก็ย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยได้ นี่เป็นหน้าที่ของเราที่จะทำของเหล่านี้ออกมา หรือสำหรับในชีวิตประจำวัน อาคารต่างๆ ที่ออกแบบหรือก่อสร้างโดยใช้ทรัพยากรน้อยลง หรือใช้วัสดุที่มีน้ำหนักเบา มีความคงทนแข็งแรง ก็ถือเป็น Responsible Caring เช่นกัน

และเรื่องที่สาม Loop Connecting เป็นการสร้างแนวร่วมเพื่อสร้างระบบนิเวศที่ดี ถ้าเราทำสองอย่างแรกมันก็ดีครับ แต่ถ้าทำกันไม่มากพอ ผลลัพธ์ก็จะอยู่ในวงจำกัด เราจึงต้องสร้างองค์ความรู้ให้กับแนวร่วม เราเริ่มจากปลายน้ำก่อน จากเล็กไปใหญ่ หลายปีที่แล้วเราช่วยกันเก็บขยะพลาสติกจากทะเล เอาไปผ่านขั้นตอนการีไซเคิลและอัพไซเคิล เป็นเส้นใยโพลีเอสเตอร์รีไซเคิล (Recycled Polyester) ก่อนนำไปผสมกับเส้นใยฝ้าย (Cotton) และเส้นใยซิงค์โพลิเอสเตอร์รีไซเคิล (Antibacterial Polyester Zinc) ที่มีคุณสมบัติช่วยลดกลิ่นอับเวลาสวมใส่แล้วนำไปถักทอโดยชาวบ้านชุมชนคุ้งบางกะเจ้า เป็นจีวรรีไซเคิลสีพระราชนิยมที่นุ่งห่มสบาย ไม่ยับง่าย และแห้งไว นี่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันเลย

มอง Circular Economy ในมุม ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ผ่านสิ่งที่ GC คิดและทำมาตลอด, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

ปลูกฝังคนในองค์กรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้เห็นความสำคัญเรื่องนี้อย่างไร

GC เกิดจากการควบรวมสี่บริษัทที่มีวัฒนธรรมที่ต่างกัน เราก็เลยต้องทำเรื่องนี้ตั้งแต่แรกเลย เราทำงานด้วยกัน สร้างวัฒนธรรมองค์กรและคุณค่าหลักขององค์กรร่วมกันสี่เรื่อง มีเรื่องหนึ่งที่เป็นคุณค่าหลัก คือเห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน อันนี้เราปลูกฝังและปรับมาใช้เรื่อง Circular Economy ด้วย 

ถ้าเรามองเห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน มันจึงจะเกิดได้ ตอนนี้เรามีแนวร่วมกับบริษัทในห่วงโซ่อุปทานของเราที่เชื่อเรื่องความยั่งยืนเหมือนกัน สุดท้ายทำแล้วต้องเป็นธุรกิจให้ได้ อย่างตอนนี้ GC ก็ร่วมมือกับกลุ่มไทยเบฟ ผลิตบรรจุภัณฑ์ให้เขาซึ่งก็ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้ หรืออย่างธนาคารกสิกรไทยกับเครือไทยยูเนี่ยนก็จับมือกับเราเช่นกัน

ก่อนหน้านี้คนมองว่าพลาสติกเป็นผู้ร้ายทำลายสิ่งแวดล้อม 

ผมคิดว่าพลาสติกเป็นของที่สร้างขึ้นมาเพื่อช่วยสิ่งแวดล้อมนะครับ เช่น ภาชนะต่างๆ ที่เราใช้กันอยู่ ไม่อย่างนั้นเราก็ต้องไปตัดต้นไม้มาใช้ ปัญหาจริงๆ คือเราทิ้งมันไม่ดี ทิ้งลงไปตามท่อบ้าง ทิ้งบนพื้น ขยะเหล่านี้ก็ถูกพัดพาลงแม่น้ำ ลงทะเล พอลงทะเลปลาก็มากิน สะท้อนว่าปัญหาอยู่ที่การจัดการ

ก่อน COVID-19 เราพยายามสื่อสารไปทุกส่วนว่าวิธีแก้ปัญหาจะต้องมีทางออกเพื่อทุกคน ใครอยากใช้พลาสติกก็ต้องหาทางให้เขาทิ้งได้อย่างถูกต้องเพื่อเอามาใช้ประโยชน์ต่อ หรืออาจมีอีกทางเลือกคือไบโอพลาสติกที่สลายตัวได้ทางชีวภาพ ตอนนี้พอเกิดโรค COVID-19 คนก็กลัว การนำพลาสติกกลับมารีไซเคิลก็น้อยลง เนื่องจากมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยและสุขอนามัย เราก็เลยมองว่าความเข้าใจเรื่อง Circular Economy เป็นสิ่งจำเป็น ต้องมีวิธีทำให้คนช่วยกันมากขึ้น อย่างล่าสุดเราไปร่วมมือกับภาครัฐและผู้ให้บริการจัดส่งอาหารในการช่วยลดขยะพลาสติกซึ่งเป็นทางเลือกให้กับลูกค้า ในแอปพลิเคชันมีให้เลือกได้ว่าจะใช้บรรจุภัณฑ์ไบโอพลาสติกหรือไม่ มีทั้งหลอด ภาชนะ และช้อนส้อม ทุกคนต้องช่วยร่วมมือกันแบบนี้ 

นี่เป็นปีที่ 2 แล้วสำหรับ GC Circular Living Symposium 2020 คุณคาดหวังกับงานนี้แค่ไหน

เราต้องการทำให้สังคมเห็นว่าเรื่อง Circular Economy นี้ทำได้จริง ไม่ใช่แค่ทฤษฎี มีองค์ประกอบสามสี่อย่างที่ทำให้งานนี้แตกต่างจากงานอื่น อย่างแรกก็คือ แนวร่วมและพันธมิตร นี่ไม่ใช่แค่งานที่ GC มาบอกว่าเราทำอะไรบ้าง แต่เป็นที่ที่เราให้แนวร่วมที่เป็นทั้งคู่ค้า ผู้นำความคิด กระทั่งเยาวชนก็มาร่วมงานด้วย 

อย่างที่สองคือ นวัตกรรม มีสินค้าที่ผลิตด้วยแนวคิด Circular Economy ออกมาให้เห็นกันจริงๆ ไม่ใช่แค่ความคิด 

อย่างที่สามคือ ธุรกิจ ทุกคนในงานจะมาคุยกันว่าทำอย่างไรให้เรื่องนี้เป็นธุรกิจขึ้นมาได้จริง 

และเรื่องสุดท้ายคือ ระบบนิเวศ ที่จะแสดงให้เห็นว่าเราจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร สินค้าและโมเดลธุรกิจจะเป็นอย่างไรนับจากนี้ GC ยังมีพันธมิตรระดับโลกอย่าง National Geographic มาร่วมงานด้วย เขาจะมาโชว์ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จให้คนในงานเห็นผ่านโลกออนไลน์ด้วย

มอง Circular Economy ในมุม ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ผ่านสิ่งที่ GC คิดและทำมาตลอด, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

งานปีนี้จะต่างจากปีที่แล้วอย่างไร

ปีที่แล้วเราสร้างการตระหนักรู้ให้คนเห็นความสำคัญของหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ปีนี้เราจึงทำให้เห็นการปฏิบัติได้จริงมากขึ้น ทำให้เห็นชัดไปเลยว่าเป็นอย่างไร เพื่อจุดประกายให้ทุกคนเห็นตัวอย่าง เกิดไอเดียเลยว่าถ้าเราอยากทำเรื่องนี้ จะประยุกต์กับธุรกิจและชีวิตของเราอย่างไร 

ที่น่าทึ่งคือมีผู้นำความคิดหลายสิบคนที่เป็นตัวจริงในแต่ละด้าน ตั้งแต่ Startup ไปจนถึงธุรกิจใหญ่ๆ จะมาแชร์ว่าเขาเอาแนวคิด Circular Economy ไปใช้ในองค์กรอย่างไร สร้างความเชื่อมโยงในรูปแบบไหน เราอยากให้ทุกคนได้เห็นว่าแนวคิดนี้ถูกนำไปทำให้เกิดผลได้อย่างไร เมื่อมีคนเอาไปต่อยอด เราก็ช่วยพวกเขาให้ไปทำต่อ ทำแล้วติดขัดตรงไหนหรือไม่เข้าใจก็กลับมาคุยกัน เรามีเครือข่ายทางธุรกิจต่างๆ ที่พร้อมช่วยเหลือเพื่อขยายผลเรื่องนี้ออกไป

จากนี้โลกของพลาสติกจะเปลี่ยนไปอย่างไร

ทุกวันนี้ธุรกิจก็พยายามทำผลิตภัณฑ์ให้บางลงแต่แข็งแรงขึ้น มีคุณภาพดีขึ้น ทิศทางของพลาสติกคือคนต้องการคุณภาพที่ดีขึ้น ลดปริมาณการใช้ลง อนาคตจะเป็นเรื่องของคอมโพสิต (วัสดุที่มีองค์ประกอบจากเคมีที่แตกต่างกันตั้งแต่สองอย่างขึ้นไปมาผสมกัน) มากขึ้น ไม่ใช่แค่โพลีเมอร์อย่างเดียว มีทั้งนาโนคาร์บอนและไฟเบอร์ต่างๆ การหลอมรวมวัสดุต่างๆเข้าด้วยกันให้มีคุณสมบัติที่ดีขึ้น จะเป็นเทรนด์นับจากนี้ไป อย่างรถยนต์ไฟฟ้าที่จะใช้กัน น้ำหนักต้องเบา มันก็ต้องอาศัยวัสดุพวกโพลีเมอร์มากขึ้น ยางก็จะเป็นยางสังเคราะห์มากขึ้น เราจึงต้องมีความรู้และเทคโนโลยีมากขึ้น นี่ถือเป็นโอกาสทางธุรกิจ 

สำหรับไบโอพลาสติกหรือพลาสติกที่สลายตัวได้ทางชีวภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมปัจจุบันนั้น GC ถือเป็นผู้ผลิตระดับโลก จึงเป็นส่วนเสริมทดแทนพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง จะมาแทนพลาสติกทั้งหมดไม่ได้หรอกครับ ทิศทางของเราคือการก้าวไปสู่การทำสินค้าที่พิเศษมากขึ้น ลดความเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ไปสู่ Performance Product มากยิ่งขึ้น ถึงแม้อาจจะผลิตยากขึ้น กลุ่มลูกค้าก็อยู่ในวงจำกัด มีการใช้เทคโนโลยีที่สูงเพื่อลดการแข่งขัน ซึ่งสุดท้ายก็จะช่วยลดปริมาณขยะลงและตอบโจทย์เรื่องความยั่งยืนอย่างชัดเจน

ผลิตของคุณภาพสูง ใช้ได้นาน อย่างนี้ผู้บริโภคก็จะซื้อไม่บ่อยนะครับ

เราก็หันไปผลิตอย่างอื่นแทนได้ครับ นี่เป็นความท้าทายของเรา ผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ในโลกยังมีอีกมาก ไม่ใช่แค่พลาสติก ซึ่งปัจจุบัน ความต้องการใช้ก็ยังเยอะมาก การผลิตของอย่างเดิมมาสิบๆ ปี สักวันหนึ่งมันก็ต้องหายไป เป็นไปตามวัฏจักรธุรกิจ ของอย่างหนึ่งอยู่มาถึงช่วงหนึ่งก็จะเลิกไปเอง เดี๋ยวก็มีของใหม่มาแทน

วัฒนธรรมองค์กรแบบ GC เป็นอย่างไร

เราทำงานบนหลักคิดสี่อย่าง คือหนึ่ง กล้าคิดกล้าทำ สร้างสรรค์สิ่งที่ดีกว่า สอง พัฒนาตัวเองและทำงานเป็นทีม สาม ทำงานเชิงรุกสนองความต้องการของลูกค้า สี่ คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน 

องค์กรเราผ่านการเปลี่ยนแปลงมาเยอะ ทำเรื่อง Digital Transformation กันมาสักพักแล้ว ต้องปรับตัวให้เร็ว ทำงานร่วมกันโดยไม่ยึดกับไซโลที่แยกขอบเขตงาน และวัดผลงานความสำเร็จเฉพาะภายในหน่วยงานของตัวเอง ตอนนี้เราก็อยู่ระหว่างปรับองค์กร ผมพูดกับทุกคนว่าจะต้องพัฒนาทักษะใหม่กันหมด การที่ทำงานเดิมจนเก่งเป็นเบอร์หนึ่งในงานนั้นหลายๆ ปี อาจจะต้องเปลี่ยนไปลองทำงานอื่นดูบ้าง 

ผมไม่ได้แบ่งว่าใครเป็นคนใหม่หรือคนเก่า ทุกคนสำคัญเท่ากัน เราอยู่ร่วมกัน คุณธรรมพื้นฐานต้องเหมือนกัน ต้องฟังคนอื่น กล้าคิดกล้าทำ แสดงความคิดเห็นได้ ทำงานเป็นทีม ไม่ว่าจะคนรุ่นไหนก็ต้องทำงานแบบนี้ ไม่จำเป็นที่คนรุ่นใหม่จะเป็นปัญหาเสมอไปนะ บางทีคนรุ่นเก่าก็เป็นปัญหาเสียเองเพราะว่าทำแบบเดิมมานาน แต่คนเก่าเขาก็มีข้อดีของเขาที่คนใหม่ยังไม่มี 

สไตล์การบริหารงานของคุณเป็นอย่างไร

ผมมีความเชื่อว่า การทำงานนั้นเราต้องมีความรู้ ความรู้ในที่นี้ไม่ได้แปลว่าตำรานะ และผมก็ไม่เชื่อเรื่องการใช้แต่ประสบการณ์หรือคิดเอาเอง สมัยนี้มีองค์ความรู้เยอะมาก ต้องรู้ในสิ่งที่ทำอยู่ ใช้ความเก๋าอย่างเดียวไม่ได้

อย่างถ้าทำการตลาดก็ต้องรู้จักกระบวนการผลิตด้วย ทุกคนต้องมีความรู้พื้นฐาน ผู้ใหญ่ที่จะขึ้นมาบริหารงานต้องรู้เรื่อง ไม่อย่างนั้นก็จะโดนเด็กๆ โห่ได้ เวลาส่วนใหญ่ของผมใช้ไปกับการคุยกันครับ ส่วนใหญ่ก็ประชุมงาน คุยงาน หน้าที่ผมก็ต้องคุยกับคนนั้นคนนี้ให้เขาเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน 

สำหรับการบริหารองค์กร เรื่องคนนี่ยากที่สุดครับ เพราะว่าเป็นเรื่องที่ซับซ้อน มีองค์ประกอบที่ละเอียดอ่อนพอสมควร สุดท้ายองค์กรต้องเดินไปข้างหน้า เราต้องตัดสินใจ และไม่ใช่ทุกคนที่จะยินดีกับการตัดสินใจของเรา ซึ่งผู้บริหารต้องบริหารสมดุลเรื่องนี้ให้ได้

มอง Circular Economy ในมุม ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ผ่านสิ่งที่ GC คิดและทำมาตลอด, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

Questions answered by CEO of GC

ดื่มกาแฟไหม

เอสเปรสโซ่มัคคิอาโต้ เป็นจุดเริ่มต้นที่ผมลองดื่มกาแฟเลย ปกติไม่ชอบเพราะดื่มแล้วจะมึน แต่จำได้ว่าไปลองกินที่ร้าน Monmouth ที่ลอนดอน อร่อยมาก เขาจะใส่น้ำตาลทรายแดงละเอียดๆ ลงไป 

เครื่องดื่มโปรด

ไวน์ครับ เป็นไวน์แดง ดื่มได้หมดทั้งไวน์ฝรั่งเศสและอิตาลีครับ แต่ละที่ก็มีข้อดีของมัน ไวน์ขวดละสองพันบาทดีๆ ก็มีนะครับ แต่ต้องเลือกหน่อย คนที่เราดื่มไวน์ด้วยก็จะช่วยเพิ่มรสชาติ บางครั้งไม่ดื่มไวน์ เราก็เลือกวิสกี้ครับ

งานแรกที่นึกถึงเมื่อตื่นเช้าขึ้นมา

ปกติผมจะไม่แบ่งเวลาแบบนั้น เวลาทำงานผมก็รีแลกซ์ได้ เวลารีแลกซ์ก็ทำงานได้ ปกติจะเดินทางเยอะช่วงก่อน COVID-19 เราสามารถทำงานเมื่อไหร่ก็ได้หรือไม่ทำก็ได้ มันอยู่กับเราได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว อย่างช่วง COVID-19 นี้ GC นี่เป็นที่แรกๆ ที่ปรับตัวเร็วมาก เรารู้อยู่แล้วโลกจะเป็นแบบนี้ไปอีกนาน ต่อให้ COVID-19 หายก็อาจจะมีโรคอื่นเกิดขึ้นมาได้ เราก็ทำให้พนักงานเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของเราทำงานจากที่บ้านได้ ตอนนี้เราก็ให้คนสองในสามของบริษัททำงานจากที่บ้านและจะเป็นแบบนี้ตลอดไป เดี๋ยวนี้เราประชุมได้ทุกที่อยู่แล้ว 

มีอยู่ทริปหนึ่งช่วงต้นปีที่ปกติผมต้องไปอังกฤษ ตอนนั้น COVID-19 ระบาดหนักมาก แม้เป็นธุระสำคัญ ต้องไปเจอคนนั้นคนนี้ สุดท้ายผมตัดสินใจไม่ไปดีกว่า ใช้การประชุมผ่านวิดีโอคอลและงานก็ผ่านไปได้ ได้ผลดีด้วย ถ้าเราไม่ทำก็จะไม่รู้ พอทำถึงรู้ว่ามันได้ผลดี 

การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ทำให้ปรับความคิดยังไง

ทำให้ผมยิ่งเชื่อว่าต้องทำธุรกิจให้อยู่ได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ มันยังบอกเราอีกว่าใครปรับตัวได้เร็ว ไม่ใช่แค่รอด แต่จะไปได้ดี ที่สำคัญคือ เราต้องปรับตัวให้เร็วกว่าคนอื่นให้ได้

เป็นคนที่วางแผนต่างๆ เป็นกระบวนการดี คุณซึมซับวิธีคิดแบบนี้มาจากไหน

ทุกอย่างที่หล่อหลอมผมมาจากพวกพระเอกในนิยายที่ผมอ่านครับ ผมอ่านทุกอย่าง ทั้งงานของไอแซค อสิมอฟ นี่ดีมาก หรืองานของแอน ไรซ์ ที่เขียนเรื่องแวมไพร์ หรือหนังสือกำลังภายในก็อ่านครับ มันให้แนวคิดที่ดีมาก มังกรหยกก็อ่าน แต่ผมชอบชอลิ้วเฮียง เป็นพระเอกที่สบายๆ ไม่ต้องฝึกอะไรมากแต่เก่ง

แล้วคุณเอ้กับชอลิ้วเฮียงเหมือนกันยังไง

ชอลิ้วเฮียงเป็นคนไม่ซีเรียส สบายๆ ช่วยปราบผู้ร้าย มีคุณธรรม

สิ่งที่ต้องทำก่อนนนอน

สวดมนต์ครับ ผมทำมาตั้งแต่เด็ก ผมไม่ได้สวดอะไรเยอะแยะนะครับ สวดเสร็จแล้วก็นั่งเล่นเกมต่อ

ของที่ต้องพกติดตัวตลอด

โทรศัพท์ครับ ยังไงก็ต้องใช้ แล้วไอแพดกับแว่นตาด้วยครับ เพราะว่าเดี๋ยวนี้สายตายาวแล้ว (หัวเราะ) 

หนังสือเล่มโปรดของคุณ

ผมอ่านหนังสือเยอะครับ มันจะมีเล่มที่ชอบในช่วงชีวิตหนึ่งแต่ไม่ได้มีเล่มโปรดตลอดกาล อย่างที่ชอบก็งานเขียนของอสิมอฟ เรื่อง Foundation ที่มีหลายตอน ได้อ่านต่อเนื่องเป็นระยะเวลากว่าสิบปี หรือของแอน ไรซ์ นี่ก็ล้ำลึกมาก ทำให้เรามีส่วนร่วมกับการตั้งคำถามของตัวละครหลักๆ ว่าเขาเกิดขึ้นมาได้อย่างไรและเพื่ออะไร ล่าสุดก็อ่านหนังสือเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวเรื่อง Salvation ของแฮมิลตัน

ถ้าต้องเขียนหนังสือเองบ้าง จะเขียนเกี่ยวกับอะไร

ถ้าจะเขียนก็คงเขียนพวกนิยายล่ะครับ คงไม่ได้เขียนพวกฮาวทูหรอกครับ

GC Circular Living Symposium 2020: Tomorrow Together งานประชุมด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จัดโดยบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก National Geographic และเครือข่ายพันธมิตรที่รวบรวมกว่า 40 ผู้นำความคิด นวัตกร และนักธุรกิจจากทั่วโลก มาร่วมแบ่งปันความคิดและประสบการณ์เกี่ยวกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อขับเคลื่อนโลกสู่ความยั่งยืน ด้วยนวัตกรรม การสร้าง Business Model เพื่อก่อให้เกิดระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem)

งานนี้มุ่งหวังการแลกเปลี่ยนมุมมองและส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องราวที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ในรูปแบบ Circular in Action รวมพลังปฏิวัติการใช้ทรัพยากรโลก เพื่อสร้างสมดุลเพื่อความยั่งยืน โดยถอดบทเรียนด้วยหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน วิถีการพึ่งพาตนเอง…ใช้สิ่งที่มีให้คุ้มค่า เปลี่ยนแนวความคิดสู่การปฏิบัติที่พร้อมขยายผล ถ่ายทอดจากประสบการณ์ตรงที่เข้าใจง่ายและเกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม เป็นประโยชน์ทั้งในชีวิตประจำวัน SMEs องค์กรและหน่วยงานต่างๆ ตลอดจนสังคม เพื่อเป็นแรงกระเพื่อมให้การนำแนวคิด Circular Economy ขยายผลออกไปให้มากที่สุด เพื่อจะสร้าง ‘วันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า’ ร่วมกัน (Tomorrow Together)

GC Circular Living Symposium 2020 : Tomorrow Together วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน 2563 เวลา 8.30 – 15.30 น. ลงทะเบียนรับชมทางออนไลน์ ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย ที่ https://bit.ly/3jPzR3G

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

12 Questions Answered by President and CEO, Q House

  1. เรื่องใหม่ล่าสุดที่ได้เรียนรู้: ผมเพิ่งรู้เร็วๆ นี้ว่า การเล่นโกะหรือหมากล้อมในกระดานขนาด 19×19 มีวิธีการเล่น 2×10170 วิธีการเล่น อะตอมในจักรวาลยังมีแค่ 1082
  2. ทริปการเดินทางที่เป็นจุดเปลี่ยนของคุณเรื่องการขนส่งสาธารณะ: ทริปที่จดจำถึงทุกวันนี้คือ ทริปเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 ที่ไปดูจุดเกิดเหตุรถบัสตกเหวที่ศาลปู่โทน ถนน 304 มีนักเรียนตาย 16 ศพ ทำให้เห็นว่าหน้าที่ของเรานั้นสำคัญ การคมนาคมที่ดีส่งผลต่อชีวิต มันไม่ใช่แค่เรื่องสะดวกแต่เป็นเรื่องชีวิตคนจำนวนมาก
  3. หนังสือเล่มล่าสุดที่คุณอ่าน: Machine, Platform, Crowd: Harnessing Our Digital Future ของ Andrew McAfee และ Erik Brynjolfsson เล่าถึง 3 สิ่งที่จะควบคุมโลกอนาคต ความสัมพันธ์ของ เครื่องจักรกลกับคน (Machine กับ Mind) ตัวกลางกับสินค้า (Platform กับ Product) และคนกลุ่มใหญ่กับองค์ความรู้ที่แท้จริง (Crowd กับ Core)
  4. ลำดับคณะที่คุณเลือกสมัยเอนทรานซ์: เลือกคณะวิศวกรรมศาสตร์เป็นหลัก สมัยนั้นเป็นข้อกำหนดของสังคมเลยว่าเด็กเรียนเก่งไม่เป็นหมอก็ต้องเป็นวิศวกร เราก็ตกลงกับพี่ชายแล้วให้พี่ชายเสียสละเรียนหมอ สมัยนั้นไม่มีหรอกคำว่า passion
  5. นอกจากเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี คุณคิดว่ายัง …ที่สุดในปฐพี: เป็นห่วงลูกที่สุดในปฐพี (ตอบในทันที) แต่มันอาจจะไม่ดีนะที่เขาได้รับการดูแลมากเกินไป  
  6. รองเท้าวิ่งคู่โปรด: adidas Ultra Boost 11 ครึ่ง บอกเบอร์ไปเลย คนจะได้กลัวไม่กล้ามายุ่งกับผม
  7. Quote คำพูดดีๆ ที่หยิบมาใช้เสมอ: “I am the master of my fate, I am the captain of my soul.” เราเป็นเจ้านายในชะตาชีวิตเรา เราเป็นกัปตันของจิตวิญญาณเรา จากบทกลอน Invictus ของ William Ernest Henley ที่เนลสัน แมนเดลา ใช้เป็นแรงบันดาลใจ ตอนที่ติดคุกอยู่  27  ปี
  8. ชมรมสมัยเรียนมหาวิทยาลัย: ตอนนั้นเป็นเด็กบ้าเรียนนิดหน่อย ไม่ได้ทำชมรม แต่เป็นหัวหน้าชั้นปีไปออกค่ายยุววิศวกรบพิธ ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  9. คุณจะรู้สึกกลับไปเป็นวัยรุ่นอีกครั้งเมื่อคุณ…: ฟังเพลงเก่าๆ นัดเจอเพื่อนสมัยเตรียมอุดมฯ พูดคุยเฮฮาและล้อชื่อพ่อแม่เหมือนสมัยวัยรุ่น
  10. ความสนใจของคุณตอนอายุ 25 35 และปัจจุบัน: 25 สนใจเรื่องเรียน 35 เรื่องงาน ปัจจุบันเรื่องลูก
  11. ชิ้นงานศิลปะที่ติดในห้องทำงาน: รูปผลงานศิลปะของเด็กพิเศษ ที่ประมูลมาจากมูลนิธิ ณ กิตติคุณ (www.nakittikoon.org)
  12. คุณไปแข่งรายการแฟนพันธุ์แท้ตอนไหนได้บ้าง: การคมนาคม และเรื่องประสาทหูเทียม
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

ออกจะเชยไปสักนิด ที่เรายังคงเรียกเขาว่ารัฐมนตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี ไม่ใช่เพราะยังหาใครมาท้ารับตำแหน่งนี้ต่อไม่ได้ แต่ภาพความแข็งแกร่งวันนั้นยังคงติดตาแม้จะผ่านไปนานหลายปี

การสาธยายผลงานที่ผ่านมา อาจจะทำให้พื้นที่คอลัมน์ กัปตันทีม ของเราสั่นคลอนได้ เราจึงขอชวนคุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกรรมการผู้จัดการ บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) แลกเปลี่ยนมุมมอง แนวคิด และการทำงาน ในบทบาทปัจจุบันมากกว่า

แม้บทสนทนาด้านล่างจะเต็มไปด้วยศัพท์แสงและทฤษฎีทางความคิดสายแข็ง แบบที่คุ้นตาในหนังสือพัฒนาตัวเองฉบับอ่านยาก แต่เมื่อปรากฏอยู่ในบทสนทนาระหว่างเราและคุณชัชชาติ ตัวอย่างที่น่าสนใจทำให้เรื่องเหล่านี้ใกล้ตัวเรากว่าที่เคย

ไม่ต้องเสียเวลาคาดเดาหาเหตุผลสักนิดเดียวว่า

กระจกวิเศษบอกข้าเถิด ใครยังคงแข็งแกร่ง (และเลอเลิศ) ที่สุดในปฐพี…

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

ย้อนกลับไปสมัยเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เรื่องที่คุณมักจะสอนนิสิตอยู่เสมอคืออะไร

ผมมักจะสอนนิสิตเรื่อง growth mindset ผมเชื่อในความขยันมากกว่าความฉลาด

ตามทฤษฎีแล้ว mindset ประกอบด้วย fixed mindset คือความเชื่อว่าคนเราเก่งมาแต่กำเนิด คนกลุ่มนี้มักเชื่อว่าความฉลาดเป็นเรื่องพรสวรรค์ ปรับปรุงไม่ได้ และเมื่อไหร่ก็ตามที่เขาเจอความรู้สึกว่าเขาไม่เก่ง เขาจะคิดว่าเป็นความล้มเหลว เพราะนั่นเป็นสิ่งเดียวที่เขามีอยู่ พยายามแวดล้อมอยู่ในสังคมที่ไม่ติกัน เพื่อไม่ให้ตัวเองเสียความมั่นใจ ในขณะที่ growth mindset จะไม่กลัวความผิดพลาด คนเหล่านี้จะยอมอยู่กับพื้นที่ที่พร้อมให้ความคิดเห็นเพราะเชื่อว่าทุกอย่างความสามารถปรับปรุงและพัฒนาได้

ที่ผ่านมา คุณเป็นตัวอย่างของคนที่ใช้การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ทำไมคุณถึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้

การสื่อสารช่วยให้คนรับรู้ตัวตนของเรา แต่มันก็คงไม่จำเป็นถ้าคุณเป็นใครสักคนที่ไม่ต้องมีการสื่อสารปฏิสัมพันธ์กับใคร สองสิ่งที่สำคัญคู่กันคือ ตัวตนของคุณต้องมีคุณภาพ และรู้จักใช้วิธีสื่อสาร หากเป็นคนมีคุณภาพแต่สื่อสารไม่เป็น มันก็ไม่มีประโยชน์ต่อคนอื่น ขณะเดียวกัน หากสื่อสารเป็นแต่คุณภาพไม่ดี ก็เหมือนสื่อสารขยะออกไป เรื่องเหล่านี้มีผลต่อการรับรู้พอสมควรนะ ถ้าเขารู้สึกว่าเราเป็นคนมีความรู้น่าเชื่อถือ การสื่อสารก็จะทำได้ง่ายขึ้น ดีกว่าที่เราพูดออกไปก็ไม่มีใครฟัง ช่วยให้เราทำงานต่างๆ ได้เต็มที่ ทั้งเชิงนโยบาย การหาแนวร่วม และกลยุทธ์ต่างๆ

ต้องยอมรับว่าอารมณ์ขันอย่างเรื่องรัฐมนตรีที่แข็งแกร่งที่สุด ทำให้คนเปิดใจและเข้าถึงคุณมากขึ้น และในบทบาทผู้บริหาร คุณมีวิธีสร้างอารมณ์เหล่านั้นอย่างไร

อารมณ์ขันนี่สำคัญนะ สำคัญมากด้วย เพราะโดยปกติแล้วคนเรามี 2 โหมด ได้แก่ Defense Mode และ Discovery Mode ความเครียดจะทำให้เกิด Defense Mode หรือภาวะไม่เปิดรับ ทุกคนจะสร้างเกราะขึ้นมา ไม่แสดงความคิดเห็น ปกป้องตัวเองอยู่ตลอด ขณะเดียวกัน Discovery Mode คือสถานการณ์ที่ทุกคนเปิดกว้างในการประชุม และมุ่งไปที่จุดหมายเดียวกัน ซึ่งเกิดจากอารมณ์ขันหรือ sense of humor ในการทำงาน อารมณ์ขันที่ง่ายที่สุดคือสิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวนี่แหละ แต่ว่าเราก็คงไม่ต้องฝืนมันนะ

พอมีอารมณ์ขันนะ เวลาเราดุขึ้นมา ลูกน้องก็จะกลัวเรามากกว่าปกติอีก ดีกว่านั่งดุทุกวัน

ดังนั้น คนที่คุณอยากทำงานด้วยจะต้องมีลักษณะที่…

หัวใจสำคัญคือ ความไว้ใจ (Trust) แล้วความไว้ใจมาจากไหน ผมจะบอกเสมอว่ามาจาก 2 องค์ประกอบ หนึ่งคือ ความเก่ง (Competent) คุณต้องมีความรู้ในเรื่องของคุณ มีผลงานเป็นที่ประจักษ์พิสูจน์ให้เห็น สองคือ ความเป็นตัวตน (Integrity) เช่น คนไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว สรุปสั้นๆ คือ เก่งและดี

ดังนั้น คนที่ไว้ใจได้คือคนที่เมื่อได้มอบหมายแล้วเรามั่นใจได้ว่าเขาจะเสนอแนวทางแก้ปัญหาให้เราในกรอบเวลาที่กำหนด

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

คุณเคยบอกว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์คือการสร้างอารมณ์ อะไรทำให้คุณคิดแบบนั้น

มีองค์ความรู้หนึ่งที่กำลังฮิตเลยนะ คือ Thinking Fast and Slow เป็นทฤษฎีหนึ่งของเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม สมองคนเรามี 2 ระบบ ระบบแรก คิดเร็วๆ ใช้อารมณ์และความรู้สึก คิดหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกัน เป็น multitasking ระบบที่สองคือ ระบบใช้เหตุผล เป็น single task ทำงานหนักๆ คิดโจทย์ยากๆ เวลาที่สมองเราเจอกับเรื่องยากและซับซ้อน ระบบการคิดในสมองบางครั้งจะถูกเปลี่ยนเป็นระบบแรกโดยอัตโนมัติ เพราะง่ายกว่า

ในการติดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์บางครั้งก็เป็นโจทย์ที่ยากเพราะต้องเปรียบเทียบรายละเอียดหลายอย่าง บางครั้งผู้บริโภคก็จะใช้อารมณ์ ความรู้สึก ประสบการณ์ที่เคยรับรู้มา ซึ่งเป็นความคิดระบบแรก ช่วยในการตัดสินใจ การได้เห็นบ้านตัวอย่างและบรรยากาศแวดล้อมที่น่าประทับใจ ช่วยทำให้เราตัดสินใจง่ายขึ้น แต่ในระยะยาวสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือคุณภาพของสินค้าและการให้บริการ

แล้วกับโจทย์ยากๆ หรือเรื่องที่ควบคุมไม่ได้ เราควรจะเตรียมรับมืออย่างไร

เรื่องบางอย่างที่ควบคุมไม่ได้ ก็ไม่ได้แปลว่าต้องปล่อยตามยถากรรม หัวใจสำคัญที่สุดคือต้องยอมรับความจริง

ผมอ่านเจอในหนังสือเรื่อง Good to Great ของ James C. Collins ที่รวบรวมเรื่องราวของ 11 บริษัท กับการก้าวเท้าจากบริษัทธรรมดาสู่บริษัทที่ดีที่สุดในโลก หนึ่งในคนที่เขาสัมภาษณ์คืออดีตนักบินในสงครามเวียดนาม Admiral Jim Stockdale ที่ถูกจับขังในคุกฮานอยฮิลตันถึง 7 ปี แต่เขากลับเอาชีวิตรอดมาได้

Stockdale ตอบคำถามของผู้เขียนถึงสาเหตุที่ทำให้ทหารคนอื่นค่อยๆ ตายไปเนื่องจากไม่สามารถทนต่อสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายได้ ว่าเพราะคนพวกนั้นมองโลกในแง่ดีแบบปลอมๆ หวังว่าจะได้รับอิสรภาพในอีก 6 เดือน หวังว่าจะดีขึ้น ดีขึ้น โดยไม่เตรียมรับมือกับความผิดหวัง ใจก็ค่อยๆ ล้มเหลว แต่กับคนที่ยอมรับความจริง และเตรียมตัวรับมือกับสิ่งที่คาดไม่ถึงตลอดเวลา พวกนี้จะรอดเพราะมีการวางแผนการเตรียมตัว

กับชีวิตในการทำงาน หลักในการรับมือปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้นั้น ขั้นแรกคือ ยอมรับความเป็นจริง ซึ่งบางครั้งอาจจะเป็นความจริงที่โหดร้ายในชีวิต หรือ brutal facts คาดการณ์ และเตรียมตัวกับสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ มีศรัทธาต่อบางสิ่งแต่ไม่ใช่คาดหวังมองโลกในแง่ดีแบบปลอมๆ

ความตั้งใจของคุณในการช่วยสังคมแบบนักธุรกิจและนักการเมือง เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

สำหรับตัวผม ผมคิดว่าไม่แตกต่างกันนะ ปรัชญาการทำงานของเรา เราอยากทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรา พนักงาน เจ้าหน้าที่ คนที่ใช้บริการมีชีวิตที่ดีขึ้นทุกคนมีค่าความสำคัญเหมือนกัน ดังนั้นในคอนเซปต์นี้ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทภาครัฐหรือเอกชน สำหรับเราก็คือกรอบความคิดเดียวกัน เราอยากเห็นคนเดินทางไปไหนมาไหนสะดวกขึ้น กลับถึงบ้านอยู่กับลูกและครอบครัวเร็วขึ้น หรืออยากเห็นลูกบ้านเราได้รับการแก้ปัญหา มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ดังนั้นการทำงานไม่แตกต่างกัน ลงไปดูไซต์ ลงพื้นที่ดูแลคนเหมือนกัน ถามว่าแล้วสิ่งนี้ช่วยสังคมยังไง เมื่อชีวิตเขาดีขึ้น สังคมเราก็ดีขึ้นด้วย

แล้วสิ่งที่แตกต่าง?

หัวใจที่ทำให้แตกต่างกันคือเรื่องความไว้ใจ การทำงานในภาครัฐไม่ค่อยมีความไว้ใจกัน ถูกตั้งธงในใจว่าโกงไว้ก่อน ในขณะที่ภาคเอกชนจะเชื่อใจและให้เกียรติในฐานะคนทำงานมากกว่า แต่ประสบการณ์จากการทำงานในภาครัฐก็ทำให้เห็นมุมมองของการตรวจสอบที่เข้มข้นกว่า ที่สำคัญ ความไว้ใจนั้นมีราคา หากมีน้อยเกินไปก็จำเป็นต้องพึ่งกระบวนการตรวจสอบที่ใช้เวลาและค่าใช้จ่าย ขณะเดียวกันหากมีมากเกินไปก็อาจเป็นช่องทางให้เกิดทุจริต วิธีการที่เหมาะสมคือหาสมดุลและนำวัฒนธรรมองค์กรเหล่านั้นมาปรับใช้บ้าง

ตอนเรียนจบใหม่ เราเคยมีความเชื่อว่าถ้าอยากช่วยชาติให้ทำงานในหน่วยงานของรัฐ

ใครบอกเหรอครับ

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

คิดเองเลยค่ะ ตอนนั้นยังเด็กอยู่มาก แต่สุดท้ายก็พบว่าคาแรกเตอร์และตัวตนเราเหมาะที่เรียนรู้งานในหน่วยงานเอกชนมากกว่า คุณมีความคิดเห็นกับเรื่องนี้อย่างไร

จริงๆ ไม่ว่าจะทำงานอยู่ในภาคส่วนไหนนะ มันก็ช่วยชาติได้ทั้งนั้นแหละ ถ้าเรานิยามคำว่าชาติว่าคนในชาติ

ถ้าดูจาก GDP ของประเทศ รายได้ 80% และการจ้างงานที่เกิดขึ้นมาจากภาคเอกชน ภาครัฐเป็นเหมือนหน่วยกำกับดูแลมากกว่า ถ้าดูตัวอย่างต่างประเทศเราก็จะเห็นว่าบทบาทของเอกชนนั้นแข็งแรงกว่า ซึ่งคงต้องถามที่ตัวเรา ว่าใจเราอยากทำอะไร อยากเห็นเพื่อนร่วมงาน อยากเห็นผู้คนที่รักมีชีวิตที่ดีขึ้น ไม่เอาเปรียบคน ผมคิดว่าอยู่ตรงไหนก็ช่วยได้ทั้งนั้น

หลายครั้งที่โครงการดีๆ เกิดจากการรวมตัวกันของภาคเอกชนร่วมชี้ให้เห็นว่าสิ่งไหนคือปัญหา หัวใจสำคัญคือต้องชัดเจนว่าคุณไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัว สุดท้ายภาครัฐก็จะฟังเรา ซึ่งการเคลื่อนไหวแบบนี้จะแข็งแรงกว่าการทำในภาครัฐ เพราะคุณไม่ต้องทำตามกรอบ คุณทำในสิ่งที่สะท้อนความต้องการส่วนรวม และในอนาคตเราจะเห็นการรวมตัวแบบนี้มากขึ้นและเข้มแข็งกว่า ขณะที่ภาครัฐจะขยับอะไรทียากไปหมด ทำได้แค่ไปขันน็อต

เพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่เก่งๆ ให้เข้ามาทำงาน ภาครัฐเองก็คงต้องเปลี่ยนใช่ไหม

ที่ผ่านมาเป็นระบบจ้างจนเกษียณ อันนี้อันตรายนะ ทำให้คนที่ทำงานไม่รู้สึกจูงใจให้เปลี่ยน การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมี sense of urgency รับรู้ว่ากำลังเดือดร้อนและต้องเปลี่ยนแปลง สิ่งหนึ่งที่ลีกวนยูทำในลำดับต้นๆ ของการเปลี่ยนประเทศสิงคโปร์ คือเริ่มจากปรับระบบราชการก่อน และเปลี่ยนให้เป็นระบบที่มีการประเมินอย่างเข้มข้น ไม่จ้างจนเกษียณ

ถ้ามีโจทย์ให้คิดทำโปรเจกต์อะไรก็ได้ที่ไม่มีตัวเลขมากำหนด โปรเจกต์ของคุณจะออกมาเป็นยังไง

เราอยากทำแหล่งความรู้ให้กับคนที่ไม่มีโอกาส เพราะปัจจุบัน คนที่มีโอกาสเขามีวิธีหาความรู้มากมายเต็มไปหมด เรียนตามที่สนใจ มี Co-working space รองรับ แต่ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยในสังคมที่ไม่มีโอกาสไปถึงตรงนั้น และแม้จุดมุ่งหมายไม่ใช่ผลกำไร แต่การจะทำอะไรก็ตามต้องมีตัวชี้วัดเป็นเหมือนเข็มทิศ ซึ่งเราคิดถึงการเลื่อนเปลี่ยนขั้นในสังคม (social mobility) หรือการขยับฐานะให้ดีกว่าพ่อแม่ ลดความเหลื่อมล้ำให้สังคมพัฒนาไปด้วยกัน ด้วยการสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งความรู้

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

อะไรคือความรู้ที่เขาควรจะรู้

นอกจาก hardware ก็ต้องมีคนที่พอมีประสบการณ์ในสาขาต่างๆ กันมาเป็น mentor แนะนำช่วยให้เขามีความรู้ในหลากหลายมิติมากขึ้น หัวใจคือต้องมีคนที่ต่างประสบการณ์มาร่วมด้วยช่วยกัน มันถึงจะเกิด การเชื่อมโยง (connect the dots) เป็นส่วนหนึ่งของคอนเซปต์ Co-working space ที่นำคนต่างความเชี่ยวชาญมาอยู่ด้วยกันแลกเปลี่ยนความคิดกัน

มีคนจำนวนไม่น้อยที่อยากเห็นสังคมไทยดีขึ้น ผมคิดว่ามันก็ต้องเริ่มจากการให้ข้อมูล ให้ข้อเท็จจริง ว่าปัจจุบันสังคมเรามีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำอย่างไร แล้วเรามีทางแก้ปัญหาอย่างไรได้บ้าง ถ้ามีแพลตฟอร์มให้คนได้ทำ ผมก็คิดว่าจะมีคนมาร่วมช่วยกันเยอะมากนะ

การวิ่งที่สวนลุมฯ ทุกวันทำให้คุณเข้าใจประชาชนมากขึ้นใช่ไหม

ก็มีส่วนครับ เพราะทำให้เราเจอเพื่อนเยอะ คนหลากลายอาชีพมากเลยนะ ตั้งแต่เจ้าของโรงงานไปจนถึงแม่บ้าน รปภ. เป็นสังคมที่ไม่มีชนชั้นเลย ทุกคนแต่งชุดเหมือนกัน เสื้อกล้าม กางเกงขาสั้น ไม่มีใครรู้ว่าใครมีฐานะเป็นอย่างไร ทำให้เราได้ฟังเรื่องราวมุมต่างๆ

ซึ่งมีส่วนช่วยในการทำงาน ?

หัวใจของความคิดสร้างสรรค์ คือเรื่อง Cross-discipline หรือการมองข้ามศาสตร์สาขา ไม่ใช่รู้เรื่องอสังหาริมทรัพย์อย่างเดียว ดังนั้นการเจอผู้คนหลากหลายสาขาจุดประกายเรา แล้วถ้าถามว่าแล้วการวิ่งช่วยในเรื่องการทำงานไหม สำหรับผม การวิ่งไม่ได้ช่วยในการทำงาน แต่การวิ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน เป็นการทำสมาธิ เตรียมตัวว่าวันนี้ต้องทำอะไรบ้าง เป็นช่วงเวลาที่เราจะอยู่กับตัวเอง 1 ชั่วโมง โดยที่ไม่มีโทรศัพท์หรือสิ่งรบกวน และการวิ่งเป็นการออกกำลังกายที่สมองใช้ระบบอัตโนมัติ ทำให้เราสามารถใช้เวลาคิดเรื่องอื่นได้ ในหลายครั้ง การแก้ปัญหาที่ดีๆ ก็มาจากช่วงการวิ่งนี่แหละ

บนเวทีเสวนา คุณมักพูดความสำคัญของเรื่อง Creative Disruption หรือเรื่องคลื่นลูกใหม่ที่มาไล่คลื่นลูกเก่าที่มีต่อการพัฒนาสังคม และคนตัวเล็กๆ อย่างพวกเราจะมีส่วนร่วมกับเรื่องนี้อย่างไรได้บ้าง

ถ้าไม่มีการทำลายล้างที่สร้างสรรค์ สังคมก็ไม่เกิดการพัฒนา จริงๆ เรื่องนี้เกิดมาเป็น 100 ปีแล้ว เราเปลี่ยนสังคมจากเกษตรกรรมเป็นอุตสาหกรรม เครื่องจักรไอน้ำเป็นไฟฟ้า เป็นเรื่องธรรมดา สิ่งที่เปลี่ยนไปคือระยะเวลาที่ใช้ในการเปลี่ยนแปลงนั้นค่อยๆ สั้นลง เราเห็นสิ่งที่เจ๊งคาตาพวกเราเยอะมาก ส่วนหนึ่งเป็นพลังของเทคโนโลยี

คำถามที่ทุกคนควรต้องถามตัวเองคือ เรายังมีความสำคัญ (relevant) อยู่มั้ย ความรู้ที่เรามีในปัจจุบันเกี่ยวเนื่องกับสังคมกับเทคโนโลยีมั้ย ถ้าไม่มีเราต้องพยายามพัฒนาตัวเองให้เกี่ยวข้องกับโลกอยู่ แต่ก่อนเราเชื่อว่าความรู้เป็น storage of knowledge เราเรียนปริญญาตรี 4 ปีเพื่อใช้ทำงานจนเกษียณได้ ปัจจุบันไม่ใช่แล้ว มันเป็น flow of knowledge เพราะความรู้นั้นไหลบ่าอยู่ตลอด อะไรที่เคยเก็บไว้ในหัวนั้นไม่มีความหมาย นี่คือกระแสของ Creative Disruption อย่างน้อยเราต้องช่วยตัวเองก่อน ถ้าเราช่วยตัวเองได้ มีความรู้ที่มีความหมายกับสังคมแค่นี้ก็สามารถช่วยเหลือสังคมและส่วนรวมได้

มุมมองและแนวคิดอันแข็งแกร่งหลังโต๊ะทำงานของ คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์

เคยได้ยินว่าคุณอยากทำ startup เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ถ้าทำจริงๆ จะออกมาเป็น startup ที่แก้ปัญหาเรื่องอะไร

ข้อมูลในอสังหาริมทรัพย์มีเยอะมาก ถ้ามีแพลตฟอร์มที่สามารถรวบรวมข้อมูลครบถ้วน พร้อมมีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญก็จะช่วยให้การตัดสินใจง่ายขึ้น

แต่จากประสบการณ์และอายุงานแล้ว คุณยัง startup ไหว

ผมคงทำในแง่ของความรู้และประสบการณ์ที่มีมากกว่า ส่วนรายละเอียดเราละเอียดด้านเทคนิคเรื่องโปรแกรมคงต้องพึ่งเด็กรุ่นใหม่ สำคัญที่สุด คือ อย่าคิดว่าสตาร์ทอัพจะต้องเป็นเรื่องของเด็กรุ่นใหม่ทำอย่างเดียวนะ จริงๆ หัวใจของคนที่ทำสตาร์ทอัพคือ การมี Cross-discipline มีความรู้หลายๆ ด้าน จึงเป็นข้อได้เปรียบของคนที่มีประสบการณ์ ดังนั้นการมี mentor ที่ดีในสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ จึงสำคัญเพราะจะช่วยมองภาพรวมและมิติที่อยู่ในหลากหลายสาขา

แล้วถ้าต้องขึ้นเวทีประกวด pitching แข่งกับเด็กรุ่นใหม่ คิดว่าจะชนะไหม

น่าจะพอไหว ผมว่าชนะหรือไม่ชนะไม่ได้อยู่ที่อายุนะ ขึ้นกับเนื้อหาและไอเดีย

จากชื่อเล่นของคุณว่า Trip อยากให้เล่าถึงการเดินทาง 3 ทริปที่เปลี่ยนชีวิตคุณ

ทริปแรก ไปเรียนต่อที่ MIT สหรัฐอเมริกา ใน พ.ศ. 2530 เป็นทริปที่เปิดโลกการเรียนรู้

ทริปที่สองคือ การเดินทางจากบ้านไปโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ในวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2544 เพื่อฟังคำวินิจฉัยว่าลูกเราหูหนวก เป็นทริปที่บอกเราว่า ความไม่แน่นอนอาจจะมาหาเราไม่อย่างทันตั้งตัว

ทริปสุดท้ายคือ เดินทางพาลูกชายไปรักษาที่ประเทศออสเตรเลีย พ.ศ. 2545 เป็นทริปที่หล่อหลอมตัวตนของเราจริงๆ

มุมมองและแนวคิดอันแข็งแกร่งหลังโต๊ะทำงานของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
มุมมองและแนวคิดอันแข็งแกร่งหลังโต๊ะทำงานของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

คุณเคยบอกว่า leadership ในความหมายของคุณ ไม่ใช่การเป็นผู้นำในองค์กรต่างๆ แต่คือการเป็นผู้นำชีวิตให้กับลูกชาย

Leadership เป็น life story เราไปเรียน leadership จากหลักสูตรไหนๆ ไม่ได้หรอกมันเป็นเรื่องชีวิตที่ตกผลึกของเรา และไม่ใช่เรื่องที่จะแกล้งทำกันได้เพราะสุดท้ายแล้วมันคือตัวตนคนนั้นจริงๆ

บทบาทการเป็นรัฐมนตรีที่ผ่านมา หรือเป็นผู้บริหาร Q House ทั้งหมดนี้เป็นผลจาก life story ช่วงต้นของเรามากกว่า ช่วงที่เราบ่มเพาะและฝ่าฟันอุปสรรค ตัวอย่างหนึ่งของ life story คือเรื่องราวของเนลสัน แมนเดลา ประธานาธิบดีประเทศแอฟริกาใต้ ความเป็นผู้นำของเขาไม่ได้เกิดขึ้นตอนเขาเป็นประธานาธิบดีหรือตอนได้รับรางวัลโนเบล แต่เป็นช่วงที่เขาติดคุกอยู่ 27 ปีที่เขาดำรงความเชื่อในการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน

ช่วงตอนที่พาลูกไปผ่าตัด ชีวิตเราต้องรวบรวมกำลังใจ พยายามหาความรู้ ฝ่าฟันอุปสรรค หล่อหลอมตัวตนของเรา โดยเชื่อว่าถ้าเราทำให้ลูกหายได้ ฟังได้ พูดได้ ไม่ว่าอะไรเราก็จะทำได้ ในบทบาททั้งนักการเมืองและผู้บริหารจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่ leadership จึงไม่ใช่เรื่องโดยตำแหน่ง แต่มันคือการดำเนินชีวิตของเรา

คุณอยากให้ลูกชายจดจำคุณในแบบไหน

เรื่องนี้ผมก็ยังไม่เคยคิดเหมือนกันนะ (นิ่งคิดสักพัก) หลายวันก่อนมีคนรู้จักเสียชีวิต เขาก็ตกใจรีบส่งข้อความหาเราว่า ‘พ่ออย่าเพิ่งตายนะ’ เราก็รีบออกไปออกกำลังกายเลย

อยากให้เขาจดจำว่าเราเป็นเพื่อนที่ดีกับเขา เป็นเพื่อนที่เข้าใจเขา

แล้วเราจะมีโอกาสเห็นคุณในฐานะผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้ว่ากรุงเทพมหานครบ้างไหม

ตอนนี้ไม่คิด ขอทำงานรับผิดชอบหน้าที่นี้ให้เต็มที่ ผมเชื่อว่ายังมีคนเก่งๆ อีกเยอะ

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load