The Cloud x GC Circular Living

นับเป็นเวลาหลายสิบปีที่มนุษย์เราได้รับความสะดวกสบายจากการใช้พลาสติกนานารูปแบบ และไม่ว่าใครจะลุกขึ้นมารณรงค์ชวนลด ละ หรือเลิก ใช้พลาสติก หรือแม้แต่ให้ความรู้เรื่องรีไซเคิลพลาสติกอย่างไร ผู้คนก็ยังมองพลาสติกเป็นผู้ร้าย เหมือนทุกครั้งที่เราต้องโทษใครสักคนไว้ก่อน 

ไม่มีประโยชน์ที่จะหาตัวผู้กระทำผิดที่สุดของปัญหาสิ่งแวดล้อมในตอนนี้ เราย่อมรู้ว่าเราต่างมีส่วนไม่มากก็น้อย คิดแล้วก็รู้สึกไม่ค่อยดีนัก ความทรงจำในห้องเรียนวิชาเคมีสมัยมัธยมปลายสอนให้เห็นกระบวนการกว่าจะเป็นพลาสติก ซึ่งยิ่งใหญ่ ใช้ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ มนุษย์ เงินทุน และเทคโนโลยีมหาศาล แต่กลับได้ผลลัพธ์เป็นบรรจุภัณฑ์อายุงานสั้น เช่น ใส่ของไม่ถึง 5 นาทีก็กลายเป็นขยะในถังแล้ว 

บทความไม่ได้ตั้งใจมาพูดแทนหรือแก้ตัวให้ใครทั้งนั้น เพียงแค่รู้ว่าผู้ผลิตต้นทางไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่พยายามเปลี่ยนวิธีการคิดและบริหารงานของตัวเองซึ่งกระทบผู้ใช้ทั้งอุตสาหกรรม เราจึงอยากเล่าเรื่องนี้ให้คุณฟัง

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ The Cloud จะได้มีโอกาสนัดหมายพูดคุยกับ คุณปฏิภาณ สุคนธมาน ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีขั้นปลาย บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC มากกว่าวิธีคิดที่ผลักดันและยกระดับผู้ใช้พลาสติกทั้งระบบ เราสนใจมุมมองบริหารองค์กรและเคล็ดลับการทำงานที่เปลี่ยนข้อมูลเป็นความเชี่ยวชาญซึ่งเต็มไปด้วยปฏิภาณสมชื่อ

ก่อนคุยกับเขา มีคนเตือนเราว่า เขาเป็นคนดุมาก

วินาทีที่เขายอมรับว่าตัวเองเป็นคนที่ดุจริง บรรยากาศการสนทนาก็เปลี่ยนไป ยิ่งคุยยิ่งพบมุมที่เข้าถึงง่ายของเขา ไม่แปลกใจว่าทำไมผู้ใต้บังคับบัญชาจึงรักและเคารพเขา

ใครอยากได้วิธีทำงานกับเจ้านายดุๆ ไปปรับใช้ ลองฟังเรื่องราวและคำแนะนำจากกัปตันทีมคนนี้พร้อมกัน

การบริหารองค์กรที่ทำเรื่องพลาสติกวันนี้แตกต่างจากอดีตยังไง

สมัยก่อนเราเป็นเพียงผู้ผลิตเม็ดพลาสติกตั้งต้นเกรดต่างๆ เพื่อลูกค้านำไปผลิตต่อตามการใช้งาน แต่วันนี้เราเปลี่ยนมาขายวิธีการแก้ปัญหาให้ลูกค้า เช่น ในอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ต้องการเปลี่ยนโครงสร้างบางส่วนให้กลายเป็นพลาสติกเพื่อลดน้ำหนัก อย่างคานรับน้ำหนักช่วงล่างของรถยนต์ งานของเราคือ พัฒนาคุณสมบัติของพลาสติก เบาอย่างเดียวไม่พอเพราะเขากำลังจะใช้มันแทนที่สิ่งที่แข็งแกร่งอย่างเหล็ก และการพัฒนาจะเกิดจากคิดขึ้นเองไม่ได้ เราต้องคุยกับเขาถึงความต้องการใช้งานจริง โจทย์คือแล้วจะพัฒนาอย่างไรให้หักในส่วนที่ควรหัก และแข็งในส่วนที่ควรแข็ง นอกจากน้ำหนัก ข้อดีของพลาสติกคือพัฒนาต่อได้หลากหลาย เพราะขึ้นรูปง่ายกว่า

ยังไง

ที่อาคารสำนักงานใหญ่ เรามีศูนย์ความร่วมมือและพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือ Customer Solution Center (CSC) เพื่อออกแบบและแก้ปัญหาให้ลูกค้า สำหรับคนทั่วไปที่ทำธุรกิจ เช่น อยากทำเครื่องสำอางขาย ต้องการบรรจุภัณฑ์สวยงาม ดูดี ออกแบบสวย แต่ไม่มีความรู้เรื่องบรรจุภัณฑ์พลาสติกมาก่อน เราก็มีทีมออกแบบ ทีมผลิตแม่พิมพ์ ทีมสร้างสรรค์ เพื่อให้ลูกค้ารายย่อยได้งานที่ต้องการ และเราอยากยกระดับการใช้งานพลาสติก แทนที่จะใช้ผลิตถุง ถัง และกะละมัง ก็ให้ความรู้และตัวอย่างการสร้างสรรค์งานที่เหมาะสม ซึ่งจะทำให้วิถีและความต้องการใช้งานพลาสติกเปลี่ยนไป

ปฏิภาณ สุคนธมาน ผู้บริหารผู้เปลี่ยนความต้องการใช้งานพลาสติกของผู้ผลิตทั้งระบบ

ทำไมบริษัทใหญ่อย่าง GC ถึงเลือกจะลงทุนกับผู้ประกอบการรายย่อย 

เพราะผลจากเรื่องนี้จะยกระดับเราทั้งอุตสาหกรรม การสนับสนุนสตาร์ทอัพหรือผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ทำให้เราได้ทดลองทำโจทย์ที่หลากหลาย เช่น ปัจจุบันมีเครื่องพิมพ์สามมิติ ที่พิมพ์แบบออกมาดูและปรับแก้ ก่อนทดลองผลิต ทำให้ประหยัดเวลาและได้สิ่งที่ตอบโจทย์การใช้งานทุกคนจริงๆ

เรื่องนี้สำคัญยังไง

กระบวนการกว่าจะได้มาซึ่งพลาสติก จากก๊าซธรรมชาติ จากน้ำมันปิโตรเลียม เปลี่ยนให้เป็นปิโตรเคมี เปลี่ยนให้เป็นเม็ดพลาสติก ไม่เพียงเงินลงทุนในแต่ละห่วงโซ่มีมูลค่าหลายแสนล้าน พลาสติกใช้เทคโนโลยีและความพยายามมากมายเหลือเกิน สิ่งที่เราต้องการสื่อสารคือ พลาสติกไม่ใช่สิ่งไม่ดี เพียงแต่วันนี้เราใช้เขาถูกต้องหรือเปล่า ในวันที่ผู้คนเคยชินกับความสะดวกสบาย จะให้ลดการใช้พลาสติกคงทำได้แต่หากจะต้องตัดขาดเลยคงยาก สำคัญที่สุดคือ ให้ความรู้และทำให้เห็นว่าจะอยู่ร่วมและจัดการกับพลาสติกที่ใช้ยังไง 

เราเคยแยกประเภทขยะอย่างตั้งใจมั้ย ทิ้งแล้วรู้ไหมว่านำมันไปทำอะไรต่อได้อีกบ้าง ถ้าทิ้งก็ต้องทิ้งอย่างรับผิดชอบ ผมชอบวิธีของคนญี่ปุ่นไม่เพียงแค่แยกนะ แต่เขาล้างขยะที่รีไซเคิลได้ทุกชิ้นก่อนจะแยก ทำให้ขยะไม่เป็นขยะเพราะกลับไปทำอย่างอื่นต่อได้ในต้นทุนที่ถูกลง

อะไรคือวิธีการที่คุณใช้สื่อสารให้คนเข้าใจว่าพลาสติกไม่ใช่เป็นผู้ร้าย

ในฐานะผู้ผลิตเราเองก็รู้สึกไม่ดีนะ พลาสติกทำมาอย่างลำบากยากเย็น บางทีใช้เป็นถุงใส่ของไม่ถึง 5 นาทีแล้วทิ้ง เราอยากให้คนเห็นคุณค่าทรัพยากรนี้มากกว่าที่เคย จากเม็ดพลาสติกผลิตถุงเป็นของที่เกิดประโยชน์ เช่น ท่อน้ำ สายไฟ ถังน้ำขนาดใหญ่ เส้นใยเสื้อผ้า เปลี่ยนจากพลาสติกใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งเป็นพลาสติกเกรดอื่นที่ขายได้ราคาสูงกว่า ในความเป็นจริงถุงพลาสติกก็ยังต้องมีอยู่ นึกภาพกินปลาหมึกย่างราดน้ำจิ้ม เราพยายามแนะนำทางเลือกให้ผู้ใช้รู้จักไบโอพลาสติกซึ่งย่อยสลายได้ แปลว่าพลาสติกชิ้นนั้นจะกลับกลายเป็นดินเลยนะ ไม่ได้แตกตัวเป็นไมโครพลาสติก นั่นเป็นเพราะพลาสติกทั่วไปทำจากน้ำมัน แต่ไบโอพลาสติกทำจากน้ำตาล

น้ำตาลอ้อย?

ใช่ เราเป็นประเทศเกษตรกรรม ปลูกอ้อยเยอะ และเราลงทุนพัฒนาเรื่องนี้กับอเมริกานานแล้ว ที่อเมริกาใช้น้ำตาลจากข้าวโพด ได้พลาสติกประเภทที่เรียกว่า PLA กระบวนผลิตจะใช้น้ำตาลอ้อยหมักใส่แบคทีเรีย จากนั้นรอให้ทำปฏิกิริยาถ่ายกากออกมา แล้วจึงนำกากนั้นไปผลิตไบโอพลาสติก

กระบวนการเหมือนจะสั้นกว่าการทำพลาสติกจากน้ำมัน

กระบวนการยาวกว่า รอเวลากินเชื้อและย่อยแบคทีเรียออกมา ความยากคือการควบคุมคุณภาพและความเสถียรในการผลิต เราถึงบอกว่าไม่มีทางที่ไบโอพลาสติกจะแทนพลาสติกที่มีในโลกได้ 

ต่อให้ปลูกอ้อยทั้งโลกก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้งาน?

ไม่พอ ที่สำคัญ ราคาสูงเพราะเทคโนโลยีการผลิตเพิ่งเริ่มต้น เพราะฉะนั้น เลือกประเภทการใช้งานให้เหมาะสม เช่น ไปทดแทนบรรจุภัณฑ์ใส่อาหารที่ปกติจะรีไซเคิลไม่ได้ เพราะปนเปื้อนอาหารไปแล้ว เป็นต้น

ปฏิภาณ สุคนธมาน ผู้บริหารผู้เปลี่ยนความต้องการใช้งานพลาสติกของผู้ผลิตทั้งระบบ

จากนักเรียนรัฐศาสตร์มาสู่ผู้บริหารในสายธุรกิจเคมีภัณฑ์ได้ยังไง

หลังจากเรียนจบจากคณะรัฐศาสตร์ สาขารัฐประศาสนศาสตร์การบริหารการคลัง ต่อด้วยปริญญาโทบริหารธุรกิจงานการเงิน ก็ทำงานบริหารการเงินมาตลอด เคยมีคนถามหน้าที่ของ Chief Financial Officers หรือ CFO ผมก็ตอบว่าคือ นักขาย โดยหน้าที่แล้วต้องขายความน่าเชื่อถือของบริษัทให้แก่นักลงทุนและธนาคาร ขายหุ้นแล้วก็ต้องคิดขยายธุรกิจ ขายผลประกอบการ ขายทุกๆ อย่างที่ทำให้บริษัทมีความมั่นคง ระหว่างทำงานเดินสายเจอนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ ยิ่งเปิดโลกการบริหารธุรกิจในอุตสาหกรรมนี้ จนวันที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บริหารก็นำประสบการณ์และความรู้จากที่เคยแลกเปลี่ยนมาต่อยอด

ความเข้าใจในบริษัทและธุรกิจที่ผ่านมาเปลี่ยนแปลงตัวคุณอย่างไรบ้าง

ฟังดูอาจจะรู้สึกว่าวิชาการนะ ในกระบวนแปลงข้อมูลเป็นความรู้ประกอบด้วย 4 ลำดับขั้น ได้แก่ ขั้นแรกข้อมูลดิบ (Data) ข้อมูลตัวเลขที่ขึ้นและลง สังเคราะห์เป็น Information จนรู้ความหมายกลายเป็น Knowledge ที่เมื่อสะสมเยอะๆ จะกลายเป็นปัญญา (Wisdom) ที่การทำงานมันยากเพราะเราไม่รู้ว่าอะไรคือ Knowledge และอะไรคือ Wisdom จนกว่าจะมีประสบการณ์จากการทำงานแก้ปัญหามามากพอ เหตุการณ์ที่เข้ามาไม่ค่อยเหมือนกันหรอก แต่ความรู้และปัญญาที่มีจะช่วยให้แก้ปัญหาต่างๆ ได้

ถ้ามีตำราบริหารธุรกิจสไตล์คุณ เนื้อหาส่วนใหญ่จะพูดเรื่องอะไร

เรื่องการบริหารคน โดยเฉพาะเรื่องการมองเป้าหมายที่ตรงกัน การเห็นประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว การทำงานเป็นทีม วันนี้สิ่งที่ GC พยายามผลักดันหรือเปลี่ยนองค์กร ได้แก่ หนึ่ง กล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออกในสิ่งที่ถูกต้อง สอง พัฒนาตัวเอง ซึ่งการทำงานเหมือนเดิมๆ ไม่ถือเป็นการพัฒนา เมื่อกล้าคิดแล้วต้องกล้าทำในสิ่งใหม่ๆ โดยทำงานเป็นทีมนะ มีหลายเรื่องที่คุณไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเองคนเดียว สาม ทำงานเชิงรุกเพื่อสนองความต้องการของลูกค้า ระลึกเสมอว่าถ้าไม่มีลูกค้า ธุรกิจก็ไม่อาจอยู่รอด และสุดท้าย ทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว เรื่องนี้สำคัญและคุยกันบ่อยมาก ว่าส่วนรวมที่ว่านั้นส่วนรวมของใคร ต้องไม่ใช่ส่วนรวมของฝ่าย แต่เป็นส่วนร่วมของบริษัท

อะไรคือความยากของการบริหารคน

สิ่งที่ยากคือ คนคิดได้หลากหลาย เคยมีคนที่จบสายวิทย์เดินมาถามว่า ที่ให้กล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออกนั้น แบ่งเป็นหัวข้อละกี่เปอร์เซ็นต์ เราก็บอกให้ดูความเหมาะสม คุณต้องรู้ว่าเมื่อไหร่ควรจะทำ หยุด หรือฟัง คนอื่นเขา สำคัญที่ยอมรับข้อตกลงที่มีร่วมกัน สมัยทำงานใหม่ๆ ใครๆ ก็บอกว่าบริหารคนเป็นเรื่องยากสุด เราก็ยังไม่เชื่อ คิดว่างานต่างหากที่ยาก แต่ตอนนี้ยอมรับแต่โดยดี

คุณชอบทำงานกับลูกน้องแบบไหน

ลูกน้องที่อดทน เพราะผมค่อนข้างที่จะกดดัน

ชอบให้ลูกน้องเถียงหรือว่าชอบให้เชื่อฟัง

ทั้งสองแบบ คุณควรจะเถียงในสิ่งที่ควรเถียง คุณควรจะเชื่อฟังในสิ่งที่ควรจะเชื่อฟัง ลูกน้องที่เชื่อฟังอย่างเดียว เราก็ไม่รู้ว่าเขาจะเข้าใจสิ่งที่สั่งไปถูกต้องมั้ย หลายครั้งที่ฟังมุมมองใหม่จากพวกเขาก็เปลี่ยนความคิดได้เหมือนกัน ถ้าถามผมว่าชอบแบบไหนมากกว่า ผมชอบแบบที่มีอะไรก็พูดกันมาตรงๆ ไม่ชอบแบบที่ว่า ‘ครับ ครับ’ โดยที่ไม่เข้าใจ สุดท้ายงานก็ไม่เกิดขึ้นอย่างที่คุยกันไว้ แต่ก็ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตามาเถียง อันนั้นก็อีกแบบหนึ่งนะ

ซึ่งวิธีที่คุณใช้รับมือกับคนแล้วได้ผล ก็คือ…

ผมไม่ใช่ผู้บริหารที่ดีที่สุดหรอกนะ ผมดุมาก แต่ทุกครั้งที่ดุจะบอกทางออกหรือทางแก้ของปัญหาเสมอว่าเขาต้องทำอะไร

ปฏิภาณ สุคนธมาน ผู้บริหารผู้เปลี่ยนความต้องการใช้งานพลาสติกของผู้ผลิตทั้งระบบ

ได้ยินมาว่าคุณดุลูกน้องตามความคาดหวังที่แตกต่างกัน

ใช่ ผมคาดหวัง โชคร้ายหน่อยนะถ้าใครที่ผมให้ความคาดหวังเยอะ จะรู้สึกหนัก แต่เราอยากให้เขาเก่งขึ้นกว่าเดิม นายคนแรกในชีวิตเคยสอนว่า ทำงานกับเขาผิดได้ไม่ว่า แต่ขออย่างเดียว อย่าผิดครั้งที่สอง ซึ่งบ่อยครั้งความผิดเกิดจากที่เขาแยกประเด็นไม่ออก เอาเรื่องนั้นผสมเรื่องนี้ แล้วพยายามแก้ทุกอย่างในเวลาเดียวกัน ซึ่งคุณจะสับสนเอง สิ่งที่ผมช่วยได้คือ แยกเรื่องก่อน แล้วแก้ทีละเรื่อง เหมือนวิชาพีชคณิตที่พวกคุณเรียนกันมานั่นแหละ หาทางพิสูจน์ปัจจัยของเรื่องที่เกิดขึ้น

แสดงว่าปัญหาคือการลำดับความสำคัญของงานเหรอ

ลำดับความสำคัญ หรือจริงๆ แล้วเพราะตั้งโจทย์ไม่เป็น

อะไรคือคำแนะนำที่เราไปปรับใช้ เพราะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับทุกคนทำงาน

ต้องสร้างปัญญาขึ้นมา แล้วจะรู้ว่าจะแก้ปัญหานั้นยังไง เจอบ่อยๆ ระหว่างที่ประชุมรวมกัน เราก็หวังให้ทุกคนรับฟังปัญหาของคนอื่น เรียนรู้จากคนอื่น ฟัง คิด ถาม แต่ในความเป็นจริงคนส่วนใหญ่สนใจแต่เรื่องที่เกี่ยวกับตัวเอง นั่งทำงานของตัวเองขณะที่คนอื่นกำลังพูด สุดท้ายก็ไม่ได้อะไร หนึ่ง คุณรู้สึกเสียเวลา สอง คุณไม่เกิดความรู้ที่เป็น Knowledge และ Wisdom เมื่อมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น คุณก็จะคิดไม่ออกเพราะว่าคุณไม่มีฐานข้อมูลเรื่องอื่นๆ ผมจะบอกให้ทีมตั้งใจฟัง เมื่อฟังเราจะคิดตามและถามจนเข้าใจ อย่าไปคิดว่าการถามคำถามง่ายๆ หรือซ้ำๆ จะดูไม่ฉลาด จากประสบการณ์สมัยเดินสายคุยกับนักลงทุน ผมพบว่าคำถามซ้ำๆ ทำให้ผู้ตอบแตกฉานมากขึ้นจริงๆ

ผู้บริหารผู้เปลี่ยนความต้องการใช้งานพลาสติกของผู้ผลิตทั้งระบบ

6 Questions Answered

by Chief Operating Officer – Downstream Petrochemical Business of  PTT Global Chemical (GC)

  1. โครงการเกี่ยวกับพลาสติกในโลกที่รู้สึกประทับใจ: โรงงานรีไซเคิลเคลื่อนที่ชื่อ Trashpresso ซึ่งตั้งในพื้นที่ที่มีคนเยอะๆ ให้คนเรียนรู้ว่าพลาสติกที่ใช้รีไซเคิลเป็นเม็ดพลาสติกได้ทันทีอย่างไรบ้าง
  2. คำพูดติดปาก: ส่วนใหญ่เป็นประโยคคำถาม เพราะลูกน้องบางคนจะตอบสิ่งที่อยากตอบ จนเราต้องบอกว่า ‘ฟังคำถามนะ’
  3. ไอเทมรักโลกที่อยากอวด: โห เยอะมาก เลือกไม่ได้เลย มีพรมที่ปูในห้องทำงานทำมาจากรีไซเคิล PP สีสวยงามมาก เราอยากทำให้คนเห็นว่าของรีไซเคิลใช้ในชีวิตประจำวันได้จริงนะ อย่างชิ้นนี้เราใช้ตกแต่งห้องทำงาน
  4. ถ้ามีเวลาให้ขึ้นไปกล่าวสุนทรพจน์ให้เด็กจบใหม่ 10 วินาที คุณจะพูดว่า: ความสำเร็จประกอบด้วยสองอย่าง ครึ่งหนึ่งคือดวง อีกครึ่งคือฝีมือ เช่น การได้พบนายดีทำให้เราพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งการได้นายที่ดีหรือไม่ดี คือดวง
  5. เจ้านายที่ดีในนิยามของคุณ: นายดุไม่ได้แปลว่าเขาเป็นคนไม่ดี นายที่ดีของเราคือนายที่สั่งงานเยอะ ครั้งหนึ่งทำงานกับผู้บริหารระดับสูง เขาขอให้จดบันทึกการประชุม แค่คิดว่าเด็กรัฐศาสตร์จดบันทึกการประชุมเรื่องวิศวกรรมก็ยากแล้ว แต่ทำให้เราตั้งใจฟัง ไม่อย่างนั้นจะจดไม่ได้ และต้องทำความเข้าใจ ไม่เช่นนั้นจะเขียนเพื่อไปใช้งานต่อไม่ได้ ทำให้เข้าใจความสำเร็จ ที่มากกว่าความคิด และความรู้ก็คือการพาสิ่งที่เราคิดไปสู่คนอื่น
  6. คุณไปแข่งแฟนพันธุ์แท้ตอนไหนได้บ้าง: แฟนพันธุ์แท้นาฬิกา

หนึ่งในสาเหตุของวิกฤตด้านทรัพยากรธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลก มาจาก ‘สังคมที่ขาดการคิดก่อนใช้’ ซึ่งก่อให้เกิดขยะปริมาณมหาศาลที่ยากต่อการจัดการ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาปรับใช้ โดยสร้างสรรค์แนวทางใหม่ในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่าและยาวนาน ด้วยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาสร้างทางเลือกใหม่ในการใช้ชีวิตหรือการดำเนินธุรกิจแบบยั่งยืน เพื่อลดการสร้างผลกระทบต่อโลก

ถึงเวลาที่เราต้อง ‘ปฏิวัติทรัพยากร’ อย่างจริงจัง ทุกคนสามารถมีบทบาทสำคัญในการร่วมปกป้องอนาคตของโลกใบนี้ได้ด้วยการนำแนวคิด Circular Living ซึ่งเป็นการนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

ดร.ชาคริต พิชญางกูร คือผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA คนปัจจุบัน

CEA คือหน่วยงานที่ทำงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พัฒนาผู้ประกอบการ สนับสนุนบุคลากรสร้างสรรค์ รวมถึงทำเรื่องย่านสร้างสรรค์ ลงพื้นที่ทั่วประเทศไปค้นหาสินทรัพย์ของท้องถิ่น เอามาต่อยอดเพื่อเพิ่มมูลค่าผ่านงานที่หลากหลาย ซึ่งงานใหญ่ที่ทุกคนคุ้นเคยก็ดี ก็คือ ‘Design Week’ ทั้งกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ขอนแก่น และขยายออกไปอีกหลายจังหวัด

CEA เป็นหน่วยงานที่สำคัญกับความคิดสร้างสรรค์ของประเทศ กัปตันทีมขององค์กรนี้จึงมีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน

ดร.ชาคริต พิชญางกูร เป็นผู้อำนวยการคนที่ 2 ของ CEA เพิ่งรับตำแหน่งเมื่อกลาง พ.ศ. 2565 ที่น่าสนใจคือ เขาเป็นคนจากผู้อำนวยการคนแรกที่มาจากภาคเอกชน และก่อนหน้านั้นเขาเคยทำงานอยู่ที่ RS Promotion ยาวนานถึง 15 ปี เคยดูมาแล้วทั้งสิ่งพิมพ์ สื่อต่าง ๆ และในวันที่อาร์เอสลุกขึ้นมาเปลี่ยนโมเดลธุรกิจสู่การขายสินค้า เขาคือกำลังสำคัญในการ Transform องค์กร และพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ในทุกขั้นตอน

ดร.ชาคริต เป็นผู้บริหาร นักคิด นักวางแผน และนักขายฝีมือดี เราเลยชวนเขาคุณเรื่อง CEA ในมือของเขาว่าจะต่างจากเดิมไปอย่างไร รวมไปถึง Soft Power ของประเทศไทยที่เขาช่วยรัฐบาลดูแลอยู่ จะมุ่งหน้าไปทางไหนต่อ

ดร.ชาคริต พิชญางกูร จาก RS สู่ CEA วิธีบริหารองค์กรครีเอทีฟและทิศทาง Soft Power ไทย

คุณเพิ่งกลับมาจากงาน Chiang Mai Design Week คุณมองเมืองเชียงใหม่ว่าพิเศษยังไงบ้าง

มีวัฒนธรรม มีบรรยากาศของความคิดสร้างสรรค์สูง อาจเพราะมีต้นทุนทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับศิลปะเยอะ จึงเอาศิลปะไปทำงานคราฟต์ เสื้อผ้า อาหาร หรือการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ประเทศไหนให้ความสำคัญกับศิลปะ ประชาชนก็มักจะมีความคิดสร้างสรรค์สูง

ถ้าจะหยิบศิลปะไปต่อยอดสร้างรายได้ให้ประเทศ เราควรเอาไปทำอะไรดี

ภารกิจของการทำเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มี 2 มิติ มิติแรก สนับสนุนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ซึ่งมี 15 อุตสาหกรรม เช่น งานคราฟต์ ศิลปะการแสดง ทัศนศิลป์ แฟชั่น เกม แอนิเมชัน ภาพยนตร์และซีรีส์ สถาปัตยกรรม การออกแบบ อาหาร และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

มิติที่ 2 คือการนำผลผลิตจากอุตสาหกรรมเหล่านี้ไปพัฒนาอุตสาหกรรมอื่นที่เกี่ยวข้อง มีงานวิจัยจำนวนมากบอกว่า ผลผลิตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ส่งผลต่ออุตสาหกรรมอื่น เช่น อุตสาหกรรม K-POP ส่งผลในเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมสินค้าสุขภาพ สินค้าความงาม การท่องเที่ยว อาหาร ส่งผลให้อุตสาหกรรมอื่นโตได้ด้วย

ในอุตสาหกรรมทั้ง 15 ด้าน เราแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ Original Business ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นของความคิดสร้างสรรค์ เช่น ทัศนศิลป์ เหมือนเป็นทุนทางวัฒนธรรม อีกกลุ่มคือ Creative Product and Service เช่น การออกแบบ สถาปัตยกรรม สุดท้าย Creative Content เช่น เพลง หนัง ซีรีส์ รวมถึงแพลตฟอร์มด้วย

กลับมาที่คำถาม ศิลปะอยู่ในก้อน Original อีสานมีหมอลำที่ไปดังที่ต่างประเทศ แต่มันต้องร่วมสมัย การต่อยอดศิลปะต้องปรับตัวตามความต้องการของตลาด ตลาดต่างประเทศต้องการแบบไหนเราก็ปรับตัวแบบนั้น การไปเมืองนอก ต้องเอาตลาดเป็นตัวตั้ง มองในมุมสากล การไปแบบดั้งเดิมอาจไม่ใช่คำตอบ แล้วก็ไม่ควรยึดติดกับตรงนั้น เพราะมันเป็นคนละภารกิจ

งาน Bangkok Design Week ที่กำลังจะเกิดขึ้น จะให้อะไรกับกรุงเทพฯ บ้าง

กรุงเทพฯ เป็น Creative City of Design ของยูเนสโก งานนี้ตอบภารกิจเรื่องการออกแบบค่อนข้างชัดเจน มีความน่าสนใจหลายอย่าง มีการจัดงานในย่านใหม่ ๆ หลายย่านที่เราไม่เคยทำ เปิดพื้นที่ใหม่ ๆ อย่าง ประปาแม้นศรี มีความพยายามเชื่อมต่อกับหน่วยงานต่างประเทศ มีองค์กรระหว่างประเทศมาร่วมเยอะขึ้น มีการเชิญตัวแทนจากเมืองในเครือข่ายของยูเนสโกมาขึ้นเวทีพูดคุยแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ว่า ญี่ปุ่นทำอะไร เกาหลีทำอะไร อินโดนีเซียทำอะไรในเมืองสร้างสรรค์ของเขา แล้วก็มีการคอลแลบกับอุตสาหกรรมอื่น เพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มใหม่ ๆ เช่น มีโชว์เคสที่เราทำกับโรงพยาบาลเครือ BDMS ในคอนเซปต์ Design for Better Health Care แล้วก็มีโชว์เคสจากศิลปินต่างประเทศเยอะขึ้น

ถ้าชาวกรุงเทพฯ ถามว่างานนี้เกี่ยวกับเขายังไง

ในงานมีโชว์เคส มีเวิร์กช็อปต่าง ๆ น่าจะดึงคนในอุตสาหกรรมที่สนใจเข้ามามีส่วนร่วมได้ แต่สำหรับคนทั่วไปคงไม่ได้อยากมานั่งฟัง เขาก็มาเดินซื้อของหรือมาขายของในตลาดได้ นั่นคือสิ่งที่ทำให้เขาเกี่ยวกับงานนี้

ดร.ชาคริต พิชญางกูร จาก RS สู่ CEA วิธีบริหารองค์กรครีเอทีฟและทิศทาง Soft Power ไทย

กรุงเทพฯ เป็นเมืองสร้างสรรค์แบบไหน

Diversity และ Inclusivity เวลาคนต่างชาติเข้ามา เขามองว่าสังคมบ้านเราค่อนข้างเปิดกว้าง ยอมรับในความหลากหลาย อย่างเช่น LGBTQI+ แล้วก็เป็นมิตร ผ่อนคลาย มีความยืดหยุ่นสไตล์คนไทย ประเทศอื่นก็มีสตรีทฟู้ด แต่มีข้อจำกัดมากมาย ไม่เหมือนของเรา ผมนึกไม่ออกนะว่าประเทศไหนจะมีเสน่ห์แบบไทย คนจะไม่ได้สัมผัสความรู้สึกนี้จากสิงคโปร์ ฮ่องกง หรือจาการ์ตาแน่นอน

ประเด็นไหนที่รัฐบาลเอาไปเป็นนโยบายแล้วพูดบ่อย ๆ มันจะกลายเป็นสิ่งที่แมสสุด ๆ และเอาต์ทันที ตอนนี้คำว่า Soft Power เอาต์หรือยัง

ผมไม่รู้ว่าเอาต์หรือยัง แต่มันเริ่มเฝือแล้ว พอใช้กันเยอะ ๆ คนก็ไม่อยากพูดถึงแล้ว แต่ตอนนี้คำนิยามของ Soft Power ที่ปรากฏในสื่อยังไม่ชัดเจน เราควรวางกรอบให้ชัด หากใช้อย่างถูกต้อง คำนี้ก็จะอยู่กับเราไปได้นาน แต่ถ้าอะไร ๆ ก็เป็น Soft Power หมด มันจะไม่น่าสนใจ Soft Power ก็ต้องมีนิยามที่ชัด มีตัวชี้วัดที่ชัด แต่ละประเทศวัดกันยังไง ตัวชี้วัดจะบอกเราเองว่า คำนี้ประกอบด้วยเรื่องอะไรบ้าง พอเข้าใจตรงกัน พูดในทิศทางเดียวกัน มันจะกลายเป็น Generic Keyword ไม่ใช่คำที่เฝือหรือเอาต์

คุณอยู่ในบอร์ด Soft Power หรือคณะกรรมการนโยบายส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศด้วย Soft Power คุณอยากใช้โอกาสนี้ทำอะไร

มันเป็นการรวมตัวของงานภาครัฐหลาย ๆ หน่วยงาน ผมเป็นกรรมการและเลขานุการร่วม อย่างแรกผมอยากบอกทุกคนว่า นิยามของ Soft Power ที่สำนักงานเราศึกษามาคืออะไร ผมมองเป็นเรื่องแบรนด์ของประเทศ พอไปดูตัวชี้วัด มันเกี่ยวกับเรื่องการสื่อสารหมดเลย เป็นมุมมองที่คนต่างชาติมองมา ทำให้เขาเชื่อเรา รักเรา การสร้างความเชื่อมี 3 มิติ คือ ความคุ้นเคย ชื่อเสียง และอำนาจชักจูง ใต้ Soft Power มีตัวย่อยอีก 7 แกน เช่น วัฒนธรรม สื่อ และการสื่อสาร ดูจาก 3 มิตินี้แล้วไม่ต่างจากการสร้างแบรนด์ เวลาเราจะให้คนซื้อของ เราไม่ได้บังคับเขา คุณชอบคุณก็ซื้อ ก็เรื่องเดียวกัน อยากให้เขาซื้อของไทย รักประเทศไทย เป็นสาวกประเทศไทย เหมือนที่เป็นสาวกสินค้า เราก็ต้องทำแบรนด์และการสื่อสาร

เรามีแนวทางแบรนด์ของประเทศไทยหรือยัง

การทำสินค้าต้องใช้เงินซื้อสื่อเพื่อทำให้คนรักเรา อยากซื้อของเรา แนวทางที่เรามีตอนนี้คืออุตสาหกรรม ที่ต้องนำก็คือ อุตสาหกรรมสื่อและคอนเทนต์ เพลง หนัง ซีรีส์ แพลตฟอร์มเกี่ยวกับคอนเทนต์ทั้งหมด แล้วคุณก็ Tie-in ความเป็นไทยเข้าไป ไม่จำเป็นต้องเป็นไทยดั้งเดิม ไม่จำเป็นต้องยัดทุกอย่างเข้าไป เหมือนเราทำโฆษณาประเทศ ส่วนจะพูดเรื่องอะไรก็ต้องมาคุยกันตามภารกิจของแต่ละหน่วยงาน

ได้ข้อสรุปหรือยังว่า จะนำเสนอความเป็นไทยอะไรบ้างสู่ชาวโลก

เราเพิ่งประชุมกันครั้งแรก เริ่มจากให้ทุกคนตกลงร่วมกันว่าจะใช้อุตสาหกรรมนี้ บางคนอาจถามว่า ทำไมไม่นำด้วยสิ่งทอ คราฟต์ หรือมวยไทย ผมพยายามบอกทุกคนว่า ได้หมด แต่คุณต้องใส่ไปเป็นส่วนหนึ่งในคอนเทนต์ มันอาจไม่ใช่เรื่องการโปรโมตงานคราฟต์ในงานแฟร์นานาชาติ แต่เป็นการเอางานคราฟต์ไทยมาใส่ในคอนเทนต์ให้คนทั่วโลกดู ให้เงินภาคเอกชนทำก็ได้ มีงานวิจัยออกมาว่า หน่วยงานรัฐในต่างประเทศเป็นสปอนเซอร์ให้ทำหนังเยอะมาก เรื่อง Crazy Rich Asian ซึ่งเป็นหนังสือที่ดังมาก เกี่ยวกับผู้หญิงไชนีสอเมริกันคนหนึ่ง ไปมีแฟนเป็นคนสิงคโปร์ที่สหรัฐฯ วันหนึ่งต้องกลับมางานแต่งงานกับแฟนที่สิงคโปร์ ถึงรู้ว่าแฟนที่ดูปกติของเธอ มีครอบครัวที่รวยระดับท็อปของสิงคโปร์ รัฐบาลสิงคโปร์ลงทุนทำเรื่องนี้ร่วมกับวอร์เนอร์ บราเธอส์ แล้วก็ได้นักท่องเที่ยวกลับมามโหฬารเลย ส่วนจะใส่อะไรเข้าไปก็มาคุยกันต่อไป ขึ้นกับบริบทของแต่ละภูมิภาคด้วย ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องเดียว ถ้าภูมิภาคนี้ชอบเรามุมนี้ก็ทำเรื่องนี้ เราต้องเลือกสัก 3 4 หรือ 5 ประเด็น ไม่จำเป็นต้องเป็นประเด็นเดียว

ดร.ชาคริต พิชญางกูร จาก RS สู่ CEA วิธีบริหารองค์กรครีเอทีฟและทิศทาง Soft Power ไทย

คุณถือเป็นนักขายมือทอง หลักในการขายของให้ได้คืออะไร

ผมสนุกกับงานพัฒนาสินค้ามากกว่างานการตลาด การผลิตสินค้าหนึ่งชิ้นมี 3 ช่วง ก่อนผลิต ผลิต และขายในตลาด ผมว่าความสำเร็จอยู่ที่ช่วงแรกเกินครึ่ง การคิดว่าคอนเซปต์แบบนี้ ต้นทุนเท่านี้ รสชาติแบบนี้ รูปลักษณ์แบบนี้ ถ้ามันถูกต้องแข็งแรงตอบโจทย์ผู้บริโภค โอกาสผิดพลาดจะน้อย ตอนผมอยู่ลอริอัล เราตื่นเต้นกับวิธีคิดสินค้าของเขามาก ๆ จนทำให้ผมเลือกเรียนต่อด้านนี้

ปัญหาที่เจอคือคนจำนวนมากไม่ได้ให้เวลากับมัน แล้วมาแก้ตอนหลัง เช่น อยากขายสินค้าตรงนี้ แต่วางต้นทุนผิด ลดราคาก็ไม่ได้ ทำโปรโมชันก็ไม่ได้ ผิดไปหมด

เคล็ดลับในการคิดคอนเซปต์คือ

คุณต้องเข้าใจผู้บริโภคมาก ๆ ถ้าคุณทำอาหารเสริม ตลาดต้องการแบบเม็ด แต่คุณทำแบบชงดื่ม ก็อาจไม่ตอบโจทย์ตลาด แล้วคุณก็ต้องเข้าใจอุตสาหกรรมด้วยว่ามีใครอยู่บ้าง เพราะคุณไม่ได้สร้างตลาดใหม่ มีโอกาสที่เราจะทำสินค้าที่สร้างตลาดใหม่น้อยมาก เราไม่ได้เป็น Airbnb ได้ทุกคน ส่วนใหญ่ก็อยู่ในตลาดเดิม คุณต้องไปแย่งลูกค้าคนอื่นมา คำถามที่ต้องตอบให้ได้คือ ทำไมเขาต้องเปลี่ยนยี่ห้อมาซื้อของคุณ ถ้าตอบไม่ได้ ไม่ต้องออกสินค้า

เห็นสินค้าพวกนี้ขายดี แล้วแค่ขายตามเขาไม่ได้เหรอ

กลับไปเรื่องเดิม คุณจะทำให้เขาเปลี่ยนมาซื้อของคุณด้วยวิธีไหน คุณต้องหาทางเข้าตลาดด้วยความแตกต่าง ขายราคาเท่าเขาก็ได้ถ้าคุณทำได้ดีกว่า หรือถ้าคนขายออนไลน์เยอะ คุณก็ทำขายตรง ราคาก็เป็นความต่างได้นะ ไม่ถูกไปเลยก็แพงไปเลย ถ้าตลาดที่ผู้เล่นเยอะ แล้วตั้งราคาแพงก็เข้ายากหน่อย แต่ถ้าผู้เล่นไม่มาก ขายแพงก็เข้าได้อยู่ ของแพงมีตลาดนะ เพียงแต่ขายแพงแล้วก็ต้องตอบสนองความคาดหวังของลูกค้าให้ได้ ถ้าขายถูกอาจจะไม่ต้องสนใจตรงนี้

เราจะขายงานสร้างสรรค์ไทยในเวทีโลกแข่งกันประเทศอื่นยังไง

ต้องมองแยกเป็นอุตสาหกรรม เพราะต่างกันพอสมควร เวลาผมมองเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มีตัวแปร 3 ตัว ต้นทุนทางวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ และเทคโนโลยี แต่ละอุตสาหกรรมไม่ต้องใช้เท่ากันก็ได้ อุตสาหกรรมที่ใช้ต้นทุนทางวัฒนธรรมสูง ๆ มีโอกาสสำเร็จสูง เวลาจะไปแข่งกับใคร เราห้ามเหมือน ต้องแข่งในสิ่งที่เขาไม่มี ประเทศเราเด่นเรื่องไหนที่ประเทศอื่นไม่มีก็ผลักดันเรื่องนั้น ไม่ใช่แข่งเรื่องเทคโนโลยีอย่างเดียว

ดร.ชาคริต พิชญางกูร จาก RS สู่ CEA วิธีบริหารองค์กรครีเอทีฟและทิศทาง Soft Power ไทย

คุณไปพูดบนเวที Adman เรื่อง Creator Economy ทำไมถึงสนใจสิ่งนี้

ผมสนใจพลังของ User-generated Content พอมันออกมาจากคนธรรมดาก็มีความน่าเชื่อ น่าสนใจอีกแบบ มันคือเนื้อหาที่ส่งออกไปสู่ตลาดโลกได้ บล็อกเกอร์หลายคนทำเนื้อหาภาษาไทย พอใส่ซับไตเติ้ลก็มีคนดูมาจากต่างประเทศเยอะมาก ยอดวิวเป็นล้าน อย่าง Mark Wiens เขาอยู่ในเมืองไทยทำเรื่องอาหารไทย แต่ไปทำซีรีส์ HBO เรื่องอาหารให้สิงคโปร์ ซึ่งรัฐบาลสิงคโปร์น่าจะลงทุนให้ น่าเสียดาย เขาน่าจะทำเนื้อหาให้ไทยมากกว่า ผมอยากทำระบบนิเวศที่สนับสนุนคนกลุ่มนี้ เราใช้การทำงานรูปแบบเดิมไม่ได้ มันจะช่วยสร้างงานสร้างรายได้ให้คนเล็กคนน้อยเยอะมาก แล้วก็เป็นการส่งออกเนื้อหาของไทยสู่เวทีโลกด้วย ผมมอง 2 มิตินี้

คุณนั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการมา 6 เดือนแล้ว พบวิธีบริหารหน่วยงานรัฐให้ราบรื่นแล้วหรือยัง

กฎระเบียบก็มีอยู่ทุกที่ เอกชนก็มีข้อจำกัดแบบหนึ่ง ภาครัฐก็อีกแบบหนึ่ง แค่มองข้อจำกัดเป็นสิ่งที่ต้องจัดการ แล้วหาทางทำให้บรรลุเป้าหมายให้ได้ ความท้าทายของผมคือ การสร้างภารกิจใหม่ ๆ ให้สำนักงานมากกว่า เราทำคนเดียวไม่ได้ ทีมต้องเป็นคนขับเคลื่อน การเพิ่ม KPI เพิ่มงาน ด้วยงบประมาณที่จำกัด ทีมก็ต้องปรับตัว ซึ่งทุกคนพยายามขับเคลื่อนสิ่งที่ผมอยากทำ เพราะเขารัก CEA มีแพสชันกับงานของเขา เวลาที่เราเสนออะไรที่ต้องเพิ่มงาน แต่มันดีกับสำนักงาน เขาก็ไม่คัดค้าน แต่เราจะคาดหวังความรวดเร็วไม่ได้ ถ้าติดขัดเรื่องงบประมาณก็ใช้วิธีหาพันธมิตร จับมือภาครัฐบ้างเอกชนบ้าง พลิกแพลงกันไป

ทำงานร่วมกับลูกน้องที่เป็นนักสร้างสรรค์ มีความเป็นศิลปินสูง ๆ ยังไง

รางวัลของมนุษย์มี 2 มิติ คือเรื่องเงินกับการยอมรับ นักสร้างสรรค์ต้องการเรื่องหลังค่อนข้างมาก คุณต้องให้อิสระเขา มีเวทีให้เขาได้แสดงผลงาน คุยเป้าหมายให้ชัด คุณจะทำอะไรระหว่างทางก็ทำไป อย่าตีกรอบเขา ให้เขาหาทางเลือกมาให้เรา ถ้ามีจุดไหนที่เราไม่แน่ใจก็ผลักให้เขาคิด ลองแก้ปัญหา เราต้องไม่เข้าไปชี้นำ ต้องให้เขาหาทางออกให้เรา นักสร้างสรรค์คือคนหาทางออก

คุณบ้างานไหม

ไม่ ผมไม่เชื่อเรื่องการทำงานหนักเกินไปด้วยซ้ำ ผมทำงานได้มีประสิทธิภาพเมื่อความกดดันอยู่ระดับกลาง ๆ ถ้ามีเยอะเกินไป ผมจะไม่มีประสิทธิภาพเลย ผมทำงานหนักมากไม่ได้ ผมเลยต้องกระจายงานออก ต้องจัดลำดับความสำคัญ งานเราอยู่ในจุดที่ต้องมองอนาคต วางแผน ต้องไม่มีงานปฏิบัติการที่ยุ่งเกินไป

ดร.ชาคริต พิชญางกูร ผอ. CEA กับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ดีไซน์วีก และการทำธุรกิจโดยใช้ความคิดสร้างสรรค์ในทุกขั้นตอน

คุณวางแผนชีวิตว่าอายุ 50 จะลาออกจากงานธุรกิจมาเป็นอาจารย์สอนหนังสือ อะไรคือหมุดหมายที่คุณต้องไปถึงให้ได้ก่อนวางมือจากธุรกิจ

อยากเป็นคนคิดสินค้าตั้งแต่แรก แล้วทำมันออกมาขายให้ได้ เราเคยทำบริษัทฝรั่งมาก่อน เราได้แต่ขายของที่เขาคิดและทำมาเสร็จแล้ว กระบวนการคิดสินค้าให้ตอบโจทย์ตลาดเป็นความท้าทายที่ผมชอบ ผมอยากเปิดตัวสินค้าที่เราคิดเองแบบวางขายทั่วประเทศ ซึ่งก็ทำสำเร็จแล้วหลายตัว ทั้ง Functional Drink อาหารเสริม อาหารสัตว์เลี้ยง เลยอยากเปลี่ยนบทบาทมาเป็นอาจารย์ เป็นที่ปรึกษางานที่เกี่ยวกับการพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ ๆ ในบ้านเรา แต่พอที่นี่เปิดรับก็ลองดู งานที่นี่ก็เป็นที่ปรึกษาอยู่แล้ว เพราะต้องคุยกับผู้ประกอบการเต็มไปหมด ก็อยากลองดู

ในบรรดาผู้สมัครที่ผ่านถึงรอบสุดท้าย คุณเป็นคนเดียวที่มาจากภาคเอกชน อะไรทำให้คุณได้ตำแหน่งนี้

ผมก็ไม่เคยถามบอร์ดนะ คิดว่าคงไม่เหมือนคนอื่น ผมชอบงานที่นี่อยู่แล้ว เราทำงานในอุตสาหกรรมบันเทิงมานาน ติดต่อกับนักสร้างสรรค์อยู่แล้ว ผลิตภัณฑ์ก็ทำ ของก็ขาย การผลิตคอนเทนต์ก็รู้ ในทุกกระบวนการของ CEA ผมทำมาหมดแล้ว แล้วผมก็เรียนปริญญาเอกด้าน Design Thinking ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญของที่นี่ ด้วยส่วนผสมทั้งหมดนี้มั้งที่ทำให้บอร์ดตัดสินใจเลือกคนที่มาจากภาคเอกชน

ทำไมถึงชอบสอนหนังสือ

ผมได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ เยอะเวลานิสิตพรีเซนต์ สอน 3 ชั่วโมงผมจะเลกเชอร์ชั่วโมงเดียว ที่เหลือให้เขาเอาเคสที่ให้ไปมาคุยกัน แต่ละคนมาจากอุตสาหกรรมที่หลากหลาย บางคนเป็นหมอฟัน เป็นเภสัชกร เป็นลูกเจ้าของโน่นนี่ เราได้เรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ ตลอดเวลา เราไม่ใช่คนที่ฉลาดที่สุดในห้อง เราไปสร้างกระบวนการเรียนรู้ในห้อง นิสิตไทยไม่ค่อยชอบแสดงความคิดเห็น คลาสผมเลยมีคะแนนการมีส่วนร่วมในห้อง 30 เปอร์เซ็นต์ ใครยกมือถาม ยกมือตอบก็ให้คะแนน ใครนั่งนิ่งก็ศูนย์ไป ไม่กล้ายกก็ต้องยก

ถ้าเปิดวิชาใหม่ได้ จะสอนวิชาอะไร

มีการคุยกันแล้ว มหาวิทยาลัยมหิดลเชิญผมไปสอนเทอมหน้า น่าจะชื่อวิชา Business Creativity ผมจะสอนเรื่องการนำความคิดสร้างสรรค์ไปใช้ในแต่ละจุดของกระบวนการทำธุรกิจ ตั้งแต่การคิดผลิตภัณฑ์จนถึงการขาย ความคิดสร้างสรรค์ในแต่ละขั้นตอนการทำงานมีบทบาทในการช่วยให้สินค้าประสบความสำเร็จได้อย่างไร สอนเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยใช้ Design Thinking เพื่อให้เข้าใจผู้บริโภคจริง ๆ การทำ Brand Identity ก็เอานักออกแบบมาสอน แปลงคอนเซปต์ของแบรนด์ออกมาเป็น Corporate Identity อย่างไร ออกแบบแพ็กเกจยังไง ทำการตลาด ทำคอนเทนต์ที่อิมแพกต์ยังไง ตั้งแต่โฆษณาทางโทรทัศน์จนถึง TikTok

ผมอยู่ที่อาร์เอสในช่วง Transform จากบริษัททำเพลงไปสู่บริษัททำสินค้า เราจ้างบริษัทจากอังกฤษที่ชื่อ Pentagram มารีแบรนด์ ผมทำงานร่วมกับเขา เลยได้เห็นวิธีการแบบมืออาชีพ ทำหลายตัวด้วย ทั้งระดับองค์กรและผลิตภัณฑ์ ออกมาเป็น Rule Book เพื่อใช้เป็นกรอบในการทำการสื่อสาร ผมอยากสอนเรื่องพวกนี้

10 Things you never know

about Chakrit Pichyangkul

1.  ในปีที่ผ่านมา คุณฟังเพลงของศิลปินคนไหนบ่อยที่สุด

เอลวิส เพรสลีย์ ผมฟังเพราะคุณแม่ชอบ หนังเรื่อง Elvis ที่ บาซ เลอห์มานน์ เพิ่งทำผมก็ชอบมาก

2.  วันที่เข้าออฟฟิศรับประทานอาหารเที่ยงที่ไหน

ที่โต๊ะทำงาน ประชุมมันจะไหล ๆ ไปถึง 12.20 บ่ายโมงก็มีประชุมต่อ ออกไปไหนไม่ได้หรอก

3.  ลูกน้องประเภทไหนที่รักที่สุด

คนที่ชอบท้าทายผม บางทีเขาเถียงมา เราก็เห็นด้วย มันทำให้เราเห็นว่ามองได้อีกมุม ถ้าเขาเชื่อเราทั้งหมด เราก็ไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย

4.  เรื่องที่กำลังอยากเข้าใจให้ได้

ยูเรเนียน เป็นโหราศาสตร์อย่างหนึ่งของยุโรป เป็นโปรแกรมซอฟต์แวร์ ผมเรียนจบแล้วแต่ยังไม่เข้าใจนัก ต้องฝึกตีความเยอะ ๆ

5.  กิจกรรมโปรดยามเช้า

ผมตื่น 7 โมง ทุกเช้าผมจะทำเมนูเฮลตี้สมูทตี้ ต้องมีอกไก่เป็นส่วนผสมหลัก ที่เหลือเป็นการสร้างสรรค์ประจำวัน มีผักผลไม้อะไรก็เอามาใส่ ใส่นมโอ๊ตบ้าง โดยไม่ได้สนว่ารสมันเข้ากันไหม แล้วก็เอามาทานในรถ

6.  คุณทำอาหารเมนูไหนอร่อยสุด

ข้าวราดกะเพราไก่ ผมทำได้ดีมาก เนื้อไก่ต้องเป็นส่วนนี้เท่านั้น พริกก็ผสมกันหลายประเภท เพราะแต่ละชนิดมีกลิ่น มีความเผ็ดไม่เหมือนกัน ใบกะเพราก็ต้องกะเพราแดง

7.  โกนหนวดครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

ถ้าเกลี้ยงเลยก็ 2 เดือนที่แล้ว ผมแพ้อะไรสักอย่างเลยต้องโกน แต่ทนเห็นหน้าตัวเองตอนไม่มีหนวดไม่ได้ หน้ามันซีด หน้าจืด ผมไว้หนวดมา 10 กว่าปีแล้ว

8.  วันอาทิตย์จะเจอคุณได้ที่

สวนรถไฟ ผมไปวิ่งออกกำลังกาย 3 สวนตรงนั้น 5 – 10 กิโล ชวนเพื่อนไปวิ่งบ้าง วิ่งเสร็จก็กินข้าว เป็นวันที่ผมอยู่กับตัวเอง ตอนเย็นก็ไม่ค่อยมีนัด ผมไม่ค่อยกินข้าวนอกบ้าน ไม่ค่อยออกไปแฮงก์เอาต์

9. แข่งแฟนพันธุ์แท้ตอนไหนได้บ้าง

ตอนออสการ์ ผมชอบดูหนัง บ้าหนังรางวัล ช่วงหนึ่งรู้หมดว่าใครเข้าชิงรางวัลไหน ใครได้

10.  ตอนนี้อยากไปเที่ยวที่ไหน

โครเอเชีย ผมชอบสถาปัตยกรรม แล้วก็เป็นโลเคชันถ่ายฉากสำคัญของซีรีส์ Game of Thrones ซึ่งผมชอบมาก ผมดูหนัง ดูซีรีส์เยอะ ดูแล้วก็อยากตามรอย ดู Chef’s Table ใน Netflix ก็อยากตามไปชิม

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load