The Cloud x GC Circular Living

นับเป็นเวลาหลายสิบปีที่มนุษย์เราได้รับความสะดวกสบายจากการใช้พลาสติกนานารูปแบบ และไม่ว่าใครจะลุกขึ้นมารณรงค์ชวนลด ละ หรือเลิก ใช้พลาสติก หรือแม้แต่ให้ความรู้เรื่องรีไซเคิลพลาสติกอย่างไร ผู้คนก็ยังมองพลาสติกเป็นผู้ร้าย เหมือนทุกครั้งที่เราต้องโทษใครสักคนไว้ก่อน 

ไม่มีประโยชน์ที่จะหาตัวผู้กระทำผิดที่สุดของปัญหาสิ่งแวดล้อมในตอนนี้ เราย่อมรู้ว่าเราต่างมีส่วนไม่มากก็น้อย คิดแล้วก็รู้สึกไม่ค่อยดีนัก ความทรงจำในห้องเรียนวิชาเคมีสมัยมัธยมปลายสอนให้เห็นกระบวนการกว่าจะเป็นพลาสติก ซึ่งยิ่งใหญ่ ใช้ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ มนุษย์ เงินทุน และเทคโนโลยีมหาศาล แต่กลับได้ผลลัพธ์เป็นบรรจุภัณฑ์อายุงานสั้น เช่น ใส่ของไม่ถึง 5 นาทีก็กลายเป็นขยะในถังแล้ว 

บทความไม่ได้ตั้งใจมาพูดแทนหรือแก้ตัวให้ใครทั้งนั้น เพียงแค่รู้ว่าผู้ผลิตต้นทางไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่พยายามเปลี่ยนวิธีการคิดและบริหารงานของตัวเองซึ่งกระทบผู้ใช้ทั้งอุตสาหกรรม เราจึงอยากเล่าเรื่องนี้ให้คุณฟัง

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ The Cloud จะได้มีโอกาสนัดหมายพูดคุยกับ คุณปฏิภาณ สุคนธมาน ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีขั้นปลาย บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC มากกว่าวิธีคิดที่ผลักดันและยกระดับผู้ใช้พลาสติกทั้งระบบ เราสนใจมุมมองบริหารองค์กรและเคล็ดลับการทำงานที่เปลี่ยนข้อมูลเป็นความเชี่ยวชาญซึ่งเต็มไปด้วยปฏิภาณสมชื่อ

ก่อนคุยกับเขา มีคนเตือนเราว่า เขาเป็นคนดุมาก

วินาทีที่เขายอมรับว่าตัวเองเป็นคนที่ดุจริง บรรยากาศการสนทนาก็เปลี่ยนไป ยิ่งคุยยิ่งพบมุมที่เข้าถึงง่ายของเขา ไม่แปลกใจว่าทำไมผู้ใต้บังคับบัญชาจึงรักและเคารพเขา

ใครอยากได้วิธีทำงานกับเจ้านายดุๆ ไปปรับใช้ ลองฟังเรื่องราวและคำแนะนำจากกัปตันทีมคนนี้พร้อมกัน

การบริหารองค์กรที่ทำเรื่องพลาสติกวันนี้แตกต่างจากอดีตยังไง

สมัยก่อนเราเป็นเพียงผู้ผลิตเม็ดพลาสติกตั้งต้นเกรดต่างๆ เพื่อลูกค้านำไปผลิตต่อตามการใช้งาน แต่วันนี้เราเปลี่ยนมาขายวิธีการแก้ปัญหาให้ลูกค้า เช่น ในอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ต้องการเปลี่ยนโครงสร้างบางส่วนให้กลายเป็นพลาสติกเพื่อลดน้ำหนัก อย่างคานรับน้ำหนักช่วงล่างของรถยนต์ งานของเราคือ พัฒนาคุณสมบัติของพลาสติก เบาอย่างเดียวไม่พอเพราะเขากำลังจะใช้มันแทนที่สิ่งที่แข็งแกร่งอย่างเหล็ก และการพัฒนาจะเกิดจากคิดขึ้นเองไม่ได้ เราต้องคุยกับเขาถึงความต้องการใช้งานจริง โจทย์คือแล้วจะพัฒนาอย่างไรให้หักในส่วนที่ควรหัก และแข็งในส่วนที่ควรแข็ง นอกจากน้ำหนัก ข้อดีของพลาสติกคือพัฒนาต่อได้หลากหลาย เพราะขึ้นรูปง่ายกว่า

ยังไง

ที่อาคารสำนักงานใหญ่ เรามีศูนย์ความร่วมมือและพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือ Customer Solution Center (CSC) เพื่อออกแบบและแก้ปัญหาให้ลูกค้า สำหรับคนทั่วไปที่ทำธุรกิจ เช่น อยากทำเครื่องสำอางขาย ต้องการบรรจุภัณฑ์สวยงาม ดูดี ออกแบบสวย แต่ไม่มีความรู้เรื่องบรรจุภัณฑ์พลาสติกมาก่อน เราก็มีทีมออกแบบ ทีมผลิตแม่พิมพ์ ทีมสร้างสรรค์ เพื่อให้ลูกค้ารายย่อยได้งานที่ต้องการ และเราอยากยกระดับการใช้งานพลาสติก แทนที่จะใช้ผลิตถุง ถัง และกะละมัง ก็ให้ความรู้และตัวอย่างการสร้างสรรค์งานที่เหมาะสม ซึ่งจะทำให้วิถีและความต้องการใช้งานพลาสติกเปลี่ยนไป

ปฏิภาณ สุคนธมาน ผู้บริหารผู้เปลี่ยนความต้องการใช้งานพลาสติกของผู้ผลิตทั้งระบบ

ทำไมบริษัทใหญ่อย่าง GC ถึงเลือกจะลงทุนกับผู้ประกอบการรายย่อย 

เพราะผลจากเรื่องนี้จะยกระดับเราทั้งอุตสาหกรรม การสนับสนุนสตาร์ทอัพหรือผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ทำให้เราได้ทดลองทำโจทย์ที่หลากหลาย เช่น ปัจจุบันมีเครื่องพิมพ์สามมิติ ที่พิมพ์แบบออกมาดูและปรับแก้ ก่อนทดลองผลิต ทำให้ประหยัดเวลาและได้สิ่งที่ตอบโจทย์การใช้งานทุกคนจริงๆ

เรื่องนี้สำคัญยังไง

กระบวนการกว่าจะได้มาซึ่งพลาสติก จากก๊าซธรรมชาติ จากน้ำมันปิโตรเลียม เปลี่ยนให้เป็นปิโตรเคมี เปลี่ยนให้เป็นเม็ดพลาสติก ไม่เพียงเงินลงทุนในแต่ละห่วงโซ่มีมูลค่าหลายแสนล้าน พลาสติกใช้เทคโนโลยีและความพยายามมากมายเหลือเกิน สิ่งที่เราต้องการสื่อสารคือ พลาสติกไม่ใช่สิ่งไม่ดี เพียงแต่วันนี้เราใช้เขาถูกต้องหรือเปล่า ในวันที่ผู้คนเคยชินกับความสะดวกสบาย จะให้ลดการใช้พลาสติกคงทำได้แต่หากจะต้องตัดขาดเลยคงยาก สำคัญที่สุดคือ ให้ความรู้และทำให้เห็นว่าจะอยู่ร่วมและจัดการกับพลาสติกที่ใช้ยังไง 

เราเคยแยกประเภทขยะอย่างตั้งใจมั้ย ทิ้งแล้วรู้ไหมว่านำมันไปทำอะไรต่อได้อีกบ้าง ถ้าทิ้งก็ต้องทิ้งอย่างรับผิดชอบ ผมชอบวิธีของคนญี่ปุ่นไม่เพียงแค่แยกนะ แต่เขาล้างขยะที่รีไซเคิลได้ทุกชิ้นก่อนจะแยก ทำให้ขยะไม่เป็นขยะเพราะกลับไปทำอย่างอื่นต่อได้ในต้นทุนที่ถูกลง

อะไรคือวิธีการที่คุณใช้สื่อสารให้คนเข้าใจว่าพลาสติกไม่ใช่เป็นผู้ร้าย

ในฐานะผู้ผลิตเราเองก็รู้สึกไม่ดีนะ พลาสติกทำมาอย่างลำบากยากเย็น บางทีใช้เป็นถุงใส่ของไม่ถึง 5 นาทีแล้วทิ้ง เราอยากให้คนเห็นคุณค่าทรัพยากรนี้มากกว่าที่เคย จากเม็ดพลาสติกผลิตถุงเป็นของที่เกิดประโยชน์ เช่น ท่อน้ำ สายไฟ ถังน้ำขนาดใหญ่ เส้นใยเสื้อผ้า เปลี่ยนจากพลาสติกใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งเป็นพลาสติกเกรดอื่นที่ขายได้ราคาสูงกว่า ในความเป็นจริงถุงพลาสติกก็ยังต้องมีอยู่ นึกภาพกินปลาหมึกย่างราดน้ำจิ้ม เราพยายามแนะนำทางเลือกให้ผู้ใช้รู้จักไบโอพลาสติกซึ่งย่อยสลายได้ แปลว่าพลาสติกชิ้นนั้นจะกลับกลายเป็นดินเลยนะ ไม่ได้แตกตัวเป็นไมโครพลาสติก นั่นเป็นเพราะพลาสติกทั่วไปทำจากน้ำมัน แต่ไบโอพลาสติกทำจากน้ำตาล

น้ำตาลอ้อย?

ใช่ เราเป็นประเทศเกษตรกรรม ปลูกอ้อยเยอะ และเราลงทุนพัฒนาเรื่องนี้กับอเมริกานานแล้ว ที่อเมริกาใช้น้ำตาลจากข้าวโพด ได้พลาสติกประเภทที่เรียกว่า PLA กระบวนผลิตจะใช้น้ำตาลอ้อยหมักใส่แบคทีเรีย จากนั้นรอให้ทำปฏิกิริยาถ่ายกากออกมา แล้วจึงนำกากนั้นไปผลิตไบโอพลาสติก

กระบวนการเหมือนจะสั้นกว่าการทำพลาสติกจากน้ำมัน

กระบวนการยาวกว่า รอเวลากินเชื้อและย่อยแบคทีเรียออกมา ความยากคือการควบคุมคุณภาพและความเสถียรในการผลิต เราถึงบอกว่าไม่มีทางที่ไบโอพลาสติกจะแทนพลาสติกที่มีในโลกได้ 

ต่อให้ปลูกอ้อยทั้งโลกก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้งาน?

ไม่พอ ที่สำคัญ ราคาสูงเพราะเทคโนโลยีการผลิตเพิ่งเริ่มต้น เพราะฉะนั้น เลือกประเภทการใช้งานให้เหมาะสม เช่น ไปทดแทนบรรจุภัณฑ์ใส่อาหารที่ปกติจะรีไซเคิลไม่ได้ เพราะปนเปื้อนอาหารไปแล้ว เป็นต้น

ปฏิภาณ สุคนธมาน ผู้บริหารผู้เปลี่ยนความต้องการใช้งานพลาสติกของผู้ผลิตทั้งระบบ

จากนักเรียนรัฐศาสตร์มาสู่ผู้บริหารในสายธุรกิจเคมีภัณฑ์ได้ยังไง

หลังจากเรียนจบจากคณะรัฐศาสตร์ สาขารัฐประศาสนศาสตร์การบริหารการคลัง ต่อด้วยปริญญาโทบริหารธุรกิจงานการเงิน ก็ทำงานบริหารการเงินมาตลอด เคยมีคนถามหน้าที่ของ Chief Financial Officers หรือ CFO ผมก็ตอบว่าคือ นักขาย โดยหน้าที่แล้วต้องขายความน่าเชื่อถือของบริษัทให้แก่นักลงทุนและธนาคาร ขายหุ้นแล้วก็ต้องคิดขยายธุรกิจ ขายผลประกอบการ ขายทุกๆ อย่างที่ทำให้บริษัทมีความมั่นคง ระหว่างทำงานเดินสายเจอนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ ยิ่งเปิดโลกการบริหารธุรกิจในอุตสาหกรรมนี้ จนวันที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บริหารก็นำประสบการณ์และความรู้จากที่เคยแลกเปลี่ยนมาต่อยอด

ความเข้าใจในบริษัทและธุรกิจที่ผ่านมาเปลี่ยนแปลงตัวคุณอย่างไรบ้าง

ฟังดูอาจจะรู้สึกว่าวิชาการนะ ในกระบวนแปลงข้อมูลเป็นความรู้ประกอบด้วย 4 ลำดับขั้น ได้แก่ ขั้นแรกข้อมูลดิบ (Data) ข้อมูลตัวเลขที่ขึ้นและลง สังเคราะห์เป็น Information จนรู้ความหมายกลายเป็น Knowledge ที่เมื่อสะสมเยอะๆ จะกลายเป็นปัญญา (Wisdom) ที่การทำงานมันยากเพราะเราไม่รู้ว่าอะไรคือ Knowledge และอะไรคือ Wisdom จนกว่าจะมีประสบการณ์จากการทำงานแก้ปัญหามามากพอ เหตุการณ์ที่เข้ามาไม่ค่อยเหมือนกันหรอก แต่ความรู้และปัญญาที่มีจะช่วยให้แก้ปัญหาต่างๆ ได้

ถ้ามีตำราบริหารธุรกิจสไตล์คุณ เนื้อหาส่วนใหญ่จะพูดเรื่องอะไร

เรื่องการบริหารคน โดยเฉพาะเรื่องการมองเป้าหมายที่ตรงกัน การเห็นประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว การทำงานเป็นทีม วันนี้สิ่งที่ GC พยายามผลักดันหรือเปลี่ยนองค์กร ได้แก่ หนึ่ง กล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออกในสิ่งที่ถูกต้อง สอง พัฒนาตัวเอง ซึ่งการทำงานเหมือนเดิมๆ ไม่ถือเป็นการพัฒนา เมื่อกล้าคิดแล้วต้องกล้าทำในสิ่งใหม่ๆ โดยทำงานเป็นทีมนะ มีหลายเรื่องที่คุณไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเองคนเดียว สาม ทำงานเชิงรุกเพื่อสนองความต้องการของลูกค้า ระลึกเสมอว่าถ้าไม่มีลูกค้า ธุรกิจก็ไม่อาจอยู่รอด และสุดท้าย ทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว เรื่องนี้สำคัญและคุยกันบ่อยมาก ว่าส่วนรวมที่ว่านั้นส่วนรวมของใคร ต้องไม่ใช่ส่วนรวมของฝ่าย แต่เป็นส่วนร่วมของบริษัท

อะไรคือความยากของการบริหารคน

สิ่งที่ยากคือ คนคิดได้หลากหลาย เคยมีคนที่จบสายวิทย์เดินมาถามว่า ที่ให้กล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออกนั้น แบ่งเป็นหัวข้อละกี่เปอร์เซ็นต์ เราก็บอกให้ดูความเหมาะสม คุณต้องรู้ว่าเมื่อไหร่ควรจะทำ หยุด หรือฟัง คนอื่นเขา สำคัญที่ยอมรับข้อตกลงที่มีร่วมกัน สมัยทำงานใหม่ๆ ใครๆ ก็บอกว่าบริหารคนเป็นเรื่องยากสุด เราก็ยังไม่เชื่อ คิดว่างานต่างหากที่ยาก แต่ตอนนี้ยอมรับแต่โดยดี

คุณชอบทำงานกับลูกน้องแบบไหน

ลูกน้องที่อดทน เพราะผมค่อนข้างที่จะกดดัน

ชอบให้ลูกน้องเถียงหรือว่าชอบให้เชื่อฟัง

ทั้งสองแบบ คุณควรจะเถียงในสิ่งที่ควรเถียง คุณควรจะเชื่อฟังในสิ่งที่ควรจะเชื่อฟัง ลูกน้องที่เชื่อฟังอย่างเดียว เราก็ไม่รู้ว่าเขาจะเข้าใจสิ่งที่สั่งไปถูกต้องมั้ย หลายครั้งที่ฟังมุมมองใหม่จากพวกเขาก็เปลี่ยนความคิดได้เหมือนกัน ถ้าถามผมว่าชอบแบบไหนมากกว่า ผมชอบแบบที่มีอะไรก็พูดกันมาตรงๆ ไม่ชอบแบบที่ว่า ‘ครับ ครับ’ โดยที่ไม่เข้าใจ สุดท้ายงานก็ไม่เกิดขึ้นอย่างที่คุยกันไว้ แต่ก็ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตามาเถียง อันนั้นก็อีกแบบหนึ่งนะ

ซึ่งวิธีที่คุณใช้รับมือกับคนแล้วได้ผล ก็คือ…

ผมไม่ใช่ผู้บริหารที่ดีที่สุดหรอกนะ ผมดุมาก แต่ทุกครั้งที่ดุจะบอกทางออกหรือทางแก้ของปัญหาเสมอว่าเขาต้องทำอะไร

ปฏิภาณ สุคนธมาน ผู้บริหารผู้เปลี่ยนความต้องการใช้งานพลาสติกของผู้ผลิตทั้งระบบ

ได้ยินมาว่าคุณดุลูกน้องตามความคาดหวังที่แตกต่างกัน

ใช่ ผมคาดหวัง โชคร้ายหน่อยนะถ้าใครที่ผมให้ความคาดหวังเยอะ จะรู้สึกหนัก แต่เราอยากให้เขาเก่งขึ้นกว่าเดิม นายคนแรกในชีวิตเคยสอนว่า ทำงานกับเขาผิดได้ไม่ว่า แต่ขออย่างเดียว อย่าผิดครั้งที่สอง ซึ่งบ่อยครั้งความผิดเกิดจากที่เขาแยกประเด็นไม่ออก เอาเรื่องนั้นผสมเรื่องนี้ แล้วพยายามแก้ทุกอย่างในเวลาเดียวกัน ซึ่งคุณจะสับสนเอง สิ่งที่ผมช่วยได้คือ แยกเรื่องก่อน แล้วแก้ทีละเรื่อง เหมือนวิชาพีชคณิตที่พวกคุณเรียนกันมานั่นแหละ หาทางพิสูจน์ปัจจัยของเรื่องที่เกิดขึ้น

แสดงว่าปัญหาคือการลำดับความสำคัญของงานเหรอ

ลำดับความสำคัญ หรือจริงๆ แล้วเพราะตั้งโจทย์ไม่เป็น

อะไรคือคำแนะนำที่เราไปปรับใช้ เพราะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับทุกคนทำงาน

ต้องสร้างปัญญาขึ้นมา แล้วจะรู้ว่าจะแก้ปัญหานั้นยังไง เจอบ่อยๆ ระหว่างที่ประชุมรวมกัน เราก็หวังให้ทุกคนรับฟังปัญหาของคนอื่น เรียนรู้จากคนอื่น ฟัง คิด ถาม แต่ในความเป็นจริงคนส่วนใหญ่สนใจแต่เรื่องที่เกี่ยวกับตัวเอง นั่งทำงานของตัวเองขณะที่คนอื่นกำลังพูด สุดท้ายก็ไม่ได้อะไร หนึ่ง คุณรู้สึกเสียเวลา สอง คุณไม่เกิดความรู้ที่เป็น Knowledge และ Wisdom เมื่อมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น คุณก็จะคิดไม่ออกเพราะว่าคุณไม่มีฐานข้อมูลเรื่องอื่นๆ ผมจะบอกให้ทีมตั้งใจฟัง เมื่อฟังเราจะคิดตามและถามจนเข้าใจ อย่าไปคิดว่าการถามคำถามง่ายๆ หรือซ้ำๆ จะดูไม่ฉลาด จากประสบการณ์สมัยเดินสายคุยกับนักลงทุน ผมพบว่าคำถามซ้ำๆ ทำให้ผู้ตอบแตกฉานมากขึ้นจริงๆ

ผู้บริหารผู้เปลี่ยนความต้องการใช้งานพลาสติกของผู้ผลิตทั้งระบบ

6 Questions Answered

by Chief Operating Officer – Downstream Petrochemical Business of  PTT Global Chemical (GC)

  1. โครงการเกี่ยวกับพลาสติกในโลกที่รู้สึกประทับใจ: โรงงานรีไซเคิลเคลื่อนที่ชื่อ Trashpresso ซึ่งตั้งในพื้นที่ที่มีคนเยอะๆ ให้คนเรียนรู้ว่าพลาสติกที่ใช้รีไซเคิลเป็นเม็ดพลาสติกได้ทันทีอย่างไรบ้าง
  2. คำพูดติดปาก: ส่วนใหญ่เป็นประโยคคำถาม เพราะลูกน้องบางคนจะตอบสิ่งที่อยากตอบ จนเราต้องบอกว่า ‘ฟังคำถามนะ’
  3. ไอเทมรักโลกที่อยากอวด: โห เยอะมาก เลือกไม่ได้เลย มีพรมที่ปูในห้องทำงานทำมาจากรีไซเคิล PP สีสวยงามมาก เราอยากทำให้คนเห็นว่าของรีไซเคิลใช้ในชีวิตประจำวันได้จริงนะ อย่างชิ้นนี้เราใช้ตกแต่งห้องทำงาน
  4. ถ้ามีเวลาให้ขึ้นไปกล่าวสุนทรพจน์ให้เด็กจบใหม่ 10 วินาที คุณจะพูดว่า: ความสำเร็จประกอบด้วยสองอย่าง ครึ่งหนึ่งคือดวง อีกครึ่งคือฝีมือ เช่น การได้พบนายดีทำให้เราพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งการได้นายที่ดีหรือไม่ดี คือดวง
  5. เจ้านายที่ดีในนิยามของคุณ: นายดุไม่ได้แปลว่าเขาเป็นคนไม่ดี นายที่ดีของเราคือนายที่สั่งงานเยอะ ครั้งหนึ่งทำงานกับผู้บริหารระดับสูง เขาขอให้จดบันทึกการประชุม แค่คิดว่าเด็กรัฐศาสตร์จดบันทึกการประชุมเรื่องวิศวกรรมก็ยากแล้ว แต่ทำให้เราตั้งใจฟัง ไม่อย่างนั้นจะจดไม่ได้ และต้องทำความเข้าใจ ไม่เช่นนั้นจะเขียนเพื่อไปใช้งานต่อไม่ได้ ทำให้เข้าใจความสำเร็จ ที่มากกว่าความคิด และความรู้ก็คือการพาสิ่งที่เราคิดไปสู่คนอื่น
  6. คุณไปแข่งแฟนพันธุ์แท้ตอนไหนได้บ้าง: แฟนพันธุ์แท้นาฬิกา

หนึ่งในสาเหตุของวิกฤตด้านทรัพยากรธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลก มาจาก ‘สังคมที่ขาดการคิดก่อนใช้’ ซึ่งก่อให้เกิดขยะปริมาณมหาศาลที่ยากต่อการจัดการ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาปรับใช้ โดยสร้างสรรค์แนวทางใหม่ในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่าและยาวนาน ด้วยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาสร้างทางเลือกใหม่ในการใช้ชีวิตหรือการดำเนินธุรกิจแบบยั่งยืน เพื่อลดการสร้างผลกระทบต่อโลก

ถึงเวลาที่เราต้อง ‘ปฏิวัติทรัพยากร’ อย่างจริงจัง ทุกคนสามารถมีบทบาทสำคัญในการร่วมปกป้องอนาคตของโลกใบนี้ได้ด้วยการนำแนวคิด Circular Living ซึ่งเป็นการนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

การทำงานกับหลายจังหวัดทำให้ The Cloud สังเกตเห็นความจริงข้อหนึ่ง แต่ละจังหวัดมักมีคนขับเคลื่อนด้านต่าง ๆ หรือที่เราเรียกกันเองในกองบรรณาธิการว่า ‘พ่อเมือง-แม่เมือง’ โดยมากเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กลับมาพัฒนาอำเภอบ้านเกิดให้ดีและสนุก เป็นบุคคลที่รู้จักและรักในจังหวัดเป็นชีวิตจิตใจ 

การมาขอนแก่นครั้งนี้ก็เหมือนกัน พิเศษขึ้นตรงที่ขอนแก่นไม่ได้มีแค่คนกลุ่มที่ว่า แต่ยังมีการรวมตัวของนักธุรกิจ ไม่ใช่แค่ 1 หรือ 2 แต่มากถึง 20 บริษัท เกิดเป็นบริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง (เคเคทีที) จำกัด ที่ร่วมลงทุนพัฒนาจังหวัดโดยเริ่มจากการคมนาคมรถไฟฟ้ารางเบา จนเป็นต้นแบบ ‘ขอนแก่นโมเดล’ ที่ภาคเอกชนและท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทอย่างจริงจัง

หนึ่งใน 20 รายชื่อนั้นคือ บริษัท ช ทวี จำกัด (มหาชน) ภายใต้การบริหารของ คุณสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ทายาทรุ่นสองคนสุดท้องที่เข้ามารับช่วงกิจการครอบครัวที่เริ่มจากโรงสีของอากง ตัวแทนจำหน่ายรถบรรทุกของป๊า ก่อนต่อยอดมาให้บริการออกแบบ ผลิต ประกอบ ติดตั้งระบบวิศวกรรมตัวถัง พัฒนานวัตกรรมอีกมากมาย จนครองตลาดรถลำเลียงอาหารขึ้นเครื่องบินในทวีปเอเชีย และอยู่คู่เมืองขอนแก่นมานานกว่า 50 ปี

ในบรรดาพี่น้อง 11 คน เขาคือคนที่เลือกสานต่อโรงงานแห่งนี้

นอกจากฝีมือการบริหารที่เก่งกาจ วิสัยทัศน์ที่เฉียบขาด และสไตล์การทำงานแบบลงมือทำ ชีวิตของคุณสุรเดชยังมันสุด ๆ ไม่ต่างจากออฟฟิศส่วนตัวของเขา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้านของครอบครัวที่ลูกสาวทั้งสี่เติบโตมา 

ด้านหนึ่งเป็นครัวทำอาหารที่มีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมสรรพ ตรงกลางเป็นโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ ส่วนด้านหลังมีอุปกรณ์เครื่องมือช่างแขวนไว้มากมาย ถ้าไม่อยู่ในบ้านต้องเข้าใจผิดว่าเป็นโรงรถ เขาทำเฟอร์นิเจอร์เองเกือบทั้งหมด ส่วนใหญ่ดัดแปลงจากอะไหล่รถอย่างโต๊ะจากล้อแม็ก หรือโคมไฟจากพวงมาลัยที่มีก้านไฟเลี้ยวเป็นสวิตช์เปิดปิด

ถ้าให้เล่าประวัติสั้น ๆ คุณสุรเดชย้ายโรงเรียน 7 ครั้ง แล้วจึงไปเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่น เข้าบริหาร ช ทวี ก่อนวิกฤต พ.ศ. 2540 ถึงพาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ จนเจอกับวิกฤตอีกครั้งใน พ.ศ. 2563 

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เขาหันกลับมาพิจารณาธุรกิจที่มี พร้อมเตรียมตัวถูกแทรกแซงในอนาคตด้วยการเข้าระดมทุนในตลาดหุ้น Nasdaq ที่สหรัฐอเมริกา วางแผนปรับเปลี่ยนบริษัทให้เป็น Tech Company ที่สนใจ 3 เรื่อง คือ การออกโทเคน KGO การทำ NFT (Non-Fungible Token) และ Metaverse พัฒนาพนักงานให้โตเท่าทันความเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันก็มุ่งพัฒนาเมืองขอนแก่นที่เขารักไปด้วย

ชั้นสองของออฟฟิศทำเป็นเหมืองขุดบิตคอยน์ ด้านข้างเป็นแปลงองุ่นที่ให้พนักงานช่วยกันปลูก และภาพขอนแก่นในหัวของเขา ใคร ๆ ก็บอกว่าเป็นแค่ฝัน

ส่วนเรื่องยาว ๆ จะเป็นอย่างไร ถ้าคุณได้อ่านคำพูดเขาเองน่าจะสนุกกว่า… แถมมันกว่าด้วย

คุณเป็นผู้บริหารที่ทำแชนแนลท่องเที่ยว

ใช่ (หัวเราะ) ผมมียูทูบชื่อ ‘ถนัดจริง กินเที่ยว’ คนดูคิดว่าผมมีทีมถ่ายทำเยอะ นึกว่าไปทีเป็นกองถ่าย แต่จริง ๆ แล้วทำอยู่คนเดียวนะ ทุกครั้งที่มีเวลาจะทำคอนเทนต์บนช่องนี้ อย่างเราชอบรถก็ไปแข่งรถ ขับโกคาร์ตขึ้นภูกระดึง ทำโน่นทำนี่ อีกเรื่องคือความรู้เกี่ยวกับเมืองขอนแก่น เล่าแผนพัฒนาจังหวัดไปเลย 16 ปี 

ผมจบจากญี่ปุ่น เลยมีคอนเทนต์แปลทวิตเตอร์คนญี่ปุ่นที่บอกว่ามาจากโลกอนาคตในปี 2058 น่าจะเป็นเหมือน AI ที่วันนี้ของญี่ปุ่นล้ำหน้าไปมาก คนบอกว่าต้องเอาข้อมูลให้ AI เยอะ ๆ พอมีข้อมูลเยอะ แต่ไม่มีคำถาม ก็ไม่รู้ว่ารู้เรื่องไหน เลยต้องใส่คำถามของมนุษย์เข้าไป จะได้รู้ว่ามันมีข้อมูลอะไรบ้าง คำตอบแต่ละเรื่องก็ใช้ได้นะ

หรือเรื่องโดรนผมก็ชอบ วิดีโอจากโดรนเราก็ถ่ายเอง ลูก ๆ ก็ไป

ลูก ๆ ก็ชอบเที่ยวเหมือนกันเหรอ

ลูกสาวผมก็ชอบ ไปเยอรมนี ไปฝรั่งเศส ก็พกโดรนตัวเล็ก วิดีโอแรก ๆ ไปมัลดีฟส์กับลูก แล้วผมมีลูกสาว 4 คน เขาก็จะ ‘ป๊ามุมนี้ ๆ’ ‘มุมนี้ต้องถ่ายแบบนี้’ เราก็ต้องขึ้นโดรนล็อกไว้ แล้วถือ Go Pro วิ่งตามลูก บางอันลูกก็ถ่ายให้ (หัวเราะ)

ออฟฟิศนี้เลยเป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์รวบรวมสิ่งที่คุณชอบ

มันเป็นเหมือน Experiment ที่เราอยากทำอะไรก็ได้ อยากเอาจักรยานมาซ่อมเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ทำส่วนที่เป็นห้องช็อปเอาไว้ จริง ๆ ตรงกลางนี่ต้องเป็นโต๊ะช็อป แล้วห้องทำงานผมอยู่ชั้นบน แต่มีอาจารย์มาดูฮวงจุ้ยออฟฟิศเขาให้เปลี่ยน เขาบอกดูแล้วให้เอาโต๊ะทำงานมาอยู่ตรงนี้ ตรงนี้ดี ตอนนี้ห้องเดิมข้างบนเลยกลายเป็นที่สำหรับเครื่องขุดบิตคอยน์ที่กำลังทดลองอยู่

คุณสนใจเรื่องนวัตกรรม เทคโนโลยี และเครื่องยนต์ มาตั้งแต่เมื่อไหร่

เราชอบเรื่องพวกนี้ตั้งแต่เด็ก ผมเรียนจบปริญญาตรีตอนปี 1992 จบจากญี่ปุ่น กลับมาก็ชวนพี่สาวกู้เงินธนาคารทำ Search Engine สมัยนั้นมีน้อย มีแค่ AltaVista ส่วน Google ยังเป็นวุ้นอยู่เลย 

ไปถึงธนาคาร เขาก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ธนาคารไทยจะปล่อยกู้เฉพาะสิ่งที่จับต้องได้ มีที่ดินค้ำประกัน เพราะฉะนั้นในปี 1992 เรื่องเทคฯ มันไกลเกินไปมาก ก็ต้องล้มเลิก

เลยเลือกทำธุรกิจโรงงานของที่บ้าน ซึ่งต่างจากพี่น้องคนอื่น

เราเรียนจบวิศวกรรมยานยนต์ สนใจเรื่องนี้อยู่แล้วก็เลยเลือกโรงงานนี่แหละ แล้วค่อย ๆ นำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใส่ ทำให้โรงงานเรามีสินค้าแปลกใหม่ออกมาเยอะแยะไปหมด พอวิกฤตต้มยำกุ้ง (พ.ศ. 2540) ก็เจอปัญหาที่ต้องแก้มาเรื่อย ๆ 

12 ปีจากวิกฤตนั้น เราพาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ ทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้น จนมาเจอโรคโควิด-19 ทำให้รู้ว่า นวัตกรรมต่าง ๆ ที่เราวิจัยพัฒนามากำลังเปลี่ยนไปแล้ว

กลายเป็นว่าในปี 1992 เราอยากทำอะไร เราทำไม่ได้ เพราะขาดฟังก์ชันอยู่หลายอย่าง เช่น เรื่องเงินที่เราหาทุนไม่ได้

แต่วันนี้คุณทำได้

ปีนี้เราอยากทำหลายเรื่อง

2 ปีก่อน เราตัดสินใจระดมทุนในรูปแบบ SPAC (Special Purpose Acquisition Companies) เพราะกองทุนเมืองนอกพร้อมที่จะลงทุนกับนวัตกรรมใหม่ ๆ เราต้องการพาบริษัทนี้ข้ามจากการเป็นบริษัทธรรมดาไปเป็นบริษัทเทค เพราะโควิด-19 บังคับเลยว่าของที่เรามีถูกทุบทิ้งหมด ของที่ขายดีเมื่อวาน วันนี้สายการบินเขาไม่บินกันแล้ว ก็ขายไม่ได้ เงินไม่มี 

โมเดลธุรกิจที่เราวางแผนไว้ตอนนี้เลยมี 2 ส่วน หนึ่งคือของเก่าที่ทำอยู่แล้ว เช่น เราเป็นเจ้าแรกที่นำเทคโนโลยีมาใส่ในรถบัส หรือเรื่อง Bus Operation เราก็ทำ เรื่องยานพาหนะทางทหารก็ทำมานาน มีโครงการใหญ่ ๆ เข้ามาต่อเนื่องเรื่อย ๆ รถลำเลียงอาหารขึ้นเครื่องบิน (Ground Support Equipment : GSE) เราขายทั้งโลก และตอนนี้สายการบินก็ค่อย ๆ กลับมาให้บริการแล้ว ศูนย์ซ่อมรถที่เรามีทั่วประเทศก็น่าจะยังไม่โดน Disrupt เร็ว ๆ นี้ เราเลยเก็บไว้

มาส่วนที่เรากำลังเดินไป อย่างแรกคือรถ EV ที่เรากำลังทำกันอยู่ อีกตัวที่เพิ่งเซ็นสัญญาไปคือตัวราง Light Rail Transit ซึ่งผมว่าเราเข้าใจเทคโนโลยีดีพอสมควร ยังมีทำเรื่อง Blockchain ทำเรื่อง Smart City ให้ขอนแก่น นอกจากนี้ก็มีเรื่องบิตคอยน์ Fintech รถไฟฟ้าไร้คนขับ (Autonomous Car) และ Metaverse

นักลงทุนในประเทศไม่เข้าใจทิศทางที่คุณกำลังเดินไปเหรอ ถึงต้องไประดมทุนในต่างประเทศ

ภาษาวัยรุ่นเขาเรียกว่าอะไรล่ะ ใจไม่กล้าเหรอ

ใจไม่ถึง?

ใช่ ๆ ใจไม่ถึง คือหยอดกับเด็กไม่พอยังเอาเปรียบเด็กอีก ลองคิดดูว่ามีเด็กรุ่นใหม่ หัวคิดดี ๆ แต่ไม่มีเงิน พอไปหาแหล่งเงินทุนก็หมดกำลังใจ ก่อนเราจะไประดมทุนผ่าน SPAC อธิบายให้ใครฟังในบ้านเรา ไม่มีใครเอาเลย เขาไม่เห็นภาพ จนวันที่เราไปซื้อบริษัท AROGO และควบรวมกับ EON Reality Inc. เพื่อทำธุรกิจ Metaverse ด้านการศึกษา ตอนนี้มีมูลค่ารวมราว ๆ 655 ล้านเหรียญฯ

คนก็ตกใจ มันมีแบบนี้ด้วยเหรอวะ เอาเงินไป 4 – 5 ล้านเหรียญฯ แล้วก็ทำกองทุนมูลค่าร้อยล้านเหรียญ แล้วก็ไปควบรวมกับอีกบริษัทหนึ่งจนมีค่าถึง 655 ล้านเหรียญฯ 

คนไทยจะปิดหู เป็นไปไม่ได้หรอก ประเทศนี้เหมือนกับ Monkey see, Monkey believe อย่างเราทำเรื่องพัฒนาเมืองขอนแก่นหรืออะไรบ้า ๆ วันแรกก็ไม่มีใครเชื่อว่ามันจะเป็นไปได้นะ 

แล้วจะทำให้คนเชื่อได้ยังไง

พูดไปเขาอาจจะฟังแค่ 50 – 50 สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องทำให้เห็น อย่างเรื่องเมื่อกี้ก็ต้องทำให้ดูเลยว่าบริษัทมันซื้อได้จริงนะโว้ย ซื้อแล้วเดี๋ยว 9 เดือนมันเสร็จแล้วโว้ย แม่งบันทึกกำไรได้แล้วโว้ย แล้วก็กลับไปอย่างที่บอก เราถูกทุบทิ้ง แต่เรามีทางออก เราคิดตั้งนานแล้วว่าจะไปที่ใหม่ 

สิ่งที่ยากที่สุดในการบริหาร ช ทวี คืออะไร

คือเรื่องคนมั้ง โดยเฉพาะเวลาที่เราต้องแสดงให้เขาเห็นทางข้างหน้าเหมือนกับเรา 

สมมติเราบอกว่าจะไปเชียงใหม่ บางคนเขาไม่เคยไปเชียงใหม่ ความท้าทายคือเราพูดให้เขาเห็นภาพเชียงใหม่ได้ไหม การสื่อสารพวกนี้จึงสำคัญ เราต้องคุยกับคน คุยกับพนักงานทั้งหลายที่จะมาช่วยระดมสมองกันว่าจะทำยังไงดี 

อีกเรื่องคือความไว้ใจ (Trust) และความเชื่อ (Believe) ที่ต้องสร้าง ขณะที่ทำให้คนในเชื่อ ก็ต้องทำให้คนนอกเชื่อด้วย 

ฟังดูเหมือนเลือกเดินทางยากมาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจ แต่ไม่เคยยอมแพ้เลยสักครั้ง

ตั้งแต่ตอนเรียนจบปี 1992 เรารู้ตัวว่าอยากทำอะไร แต่ไม่มีทุน เปรียบเทียบเหมือนกับอยากไปเชียงใหม่ แต่เครื่องมือไม่ครบ มันมีดินแดนเชียงใหม่ที่อยากไป ถ้าไปก็ไปได้ แต่เราไปไม่ได้เพราะไม่มีเงินเติมน้ำมัน ไม่มีใครให้เงินเติม และถ้าถีบจักรยานที่มีอยู่ก็คงไม่ถึงแน่ 

ผ่านมา 20 กว่าปี เราพบแหล่งให้ยืมเงินเติมน้ำมันใหม่ ใหญ่เบ้อเริ่ม เพราะฉะนั้นรอบนี้ไม่ต้องไปแค่เชียงใหม่แล้ว ไปดาวอังคารเลย เรามีทั้งประสบการณ์ มีโครงสร้าง มีทีมที่จะทำให้เราไปถึงตรงนั้นได้ และเมื่อไหร่ที่เราไปอยู่ตรงนั้นจะไม่มีใครตามทันแล้ว

ตั้งแต่ปี 1992 จนถึงตอนนี้ เราไม่เคยลืมสิ่งที่อยากทำ ก่อนหน้านี้อยากทำเทคฉิบหาย แต่พอจะเอาจริงไม่กล้าว่ะ บริษัทก็ยังต้องรันอยู่ ทำไปทำมาเป็นได้แค่งานอดิเรก 

คุณมีเป้าหมายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ทำยังไงให้พนักงานเดินไปพร้อมกันได้

เราให้ทุกคนค่อย ๆ ทำไปด้วยกัน พนักงานของเราเริ่มอบรม Upskill และ Reskill มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ทุกคนมีกระเป๋าตังค์วอลเล็ต ทุกคนรู้เรื่อง Token เข้าใจเรื่อง Digital Currency หรือการ Stake เหรียญ สิ่งสำคัญคือ เราต้องสอนให้เขาเข้าใจในทางที่เราจะไป

หนึ่ง เราให้แต่ละแผนกขุดบิตคอยน์ เอาเครื่องที่เร็วที่สุดขุด สอง เราให้ทุกคนทำเรื่องพลังงานทดแทน และสาม เราให้เขาทำเกษตร 

เรามีที่ดินพันไร่ พันไร่ของเราจะทำการเกษตร แต่เป็นการเกษตรประณีตซึ่งแบ่งเป็น 3 ธุรกิจ เริ่มจากโซลาร์เซลล์ เราทำได้เกือบร้อยเมกะวัตต์ในพื้นที่พันไร่นี้ ร้อยเมกะวัตต์เอาไปทำอะไรได้บ้าง ถ้าเราไม่รู้ก็คงรอภาครัฐ ขายไฟได้เงินนิด ๆ หน่อย ๆ แต่เรามีเหมืองบิตคอยน์ไปด้วย ซึ่งใช้ไฟเยอะมาก พอผลิตไฟได้เองเราก็เอามาใช้ตรงนี้ มีไฟเท่าไหร่เราเอาหมด ส่วนเหมืองเราก็ไม่ได้ทำขึ้นมาให้ได้เหรียญ แต่ทำให้วันหนึ่งมีคนมา Take over เหมืองเราอีกที แล้วทีมงานเราก็ต้องมีความรู้เรื่องพืชด้วย เพราะเราเห็นว่าจากนี้ไปความมั่นคงทางอาหารคือการเกษตร มันอาจพัฒนาไปเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวได้ ซึ่งพืชที่เราเริ่มลองปลูกแล้วคือ องุ่น 

ทำไมต้ององุ่น

พนักงานก็ถามว่าเถ้าแก่จะให้เลี้ยงต้นองุ่นไปทำไมวะ (หัวเราะ) ข้าง ๆ ออฟฟิศผมมีต้นองุ่นเต็มไปหมด ต้นเล็ก ๆ ที่แต่ละคนช่วยรับผิดชอบ ผมบอกเสมอว่า ‘มึงอย่าทำตายนะ!’ 

ที่ให้ปลูกองุ่นเพราะเป็นพืชที่ดูแลยากมาก ๆ คนปลูกต้องอ่าน ต้องศึกษา ต้องวิเคราะห์ และเอาใจใส่มันสุด ๆ เลี้ยงให้รอดก่อน ถ้าปลูกองุ่นได้ พืชอื่นแม่งโคตรง่ายเลย

องค์ประกอบเหล่านี้จะพาบริษัทไปสู่อนาคตได้อีกไกลพอสมควร ทั้งยังเชื่อมกับเรื่อง Metaverse ที่เราทำอยู่ พอเอามารวมกันทั้งสามส่วน ทุกคนเห็นภาพชัดเจน แล้วแต่ละส่วนก็เป็นธรุกิจได้ อนาคตเราไม่ต้องแข่งกับใคร ไม่มีใครมาตามเรา ธุรกิจของเราเลยครบจบในระบบนิเวศตัวเอง เพราะสิ่งที่ยากในประเทศนี้คือการพึ่งพาภาครัฐ

ซึ่งเป็นข้อจำกัดของหลาย ๆ ธุรกิจ

ถูกต้อง ภาครัฐของไทยคือ ภาคที่บอกจะส่งเสริม แต่ส่งเสริมแบบมีข้อจำกัด 

เราทำธุรกิจมาเยอะ เราคุยกับคนเยอะ คุยกับกระทรวงต่าง ๆ พอเป็นระดับนั้น คนที่ไปคุยก็ต้องเป็นเถ้าแก่ ไม่ก็ซีอีโอ มองกลับมา ถ้าให้ลูกน้องหรือลูกเราไปคุยกับรัฐมนตรีจะได้เรื่องไหม เพราะของแบบนี้มันเป็นศิลปะ มันต้องเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ที่มี และแทบจะสอนกันไม่ได้เลย

เรามองแบบนี้ ถ้าวันหนึ่งไม่เหลือคนคุยกับภาครัฐแล้ว บริษัทเราก็ต้องปิด แล้วกระบวนการที่ต้องไปคุยเหล่านั้นมันถูกต้องแต่แรกหรือเปล่า เพราะฉะนั้น เราหันมาทำธุรกิจที่ยั่งยืนที่เราอยู่ได้ด้วยตัวเราเองดีกว่าไหม เป็นแผนการระยะยาวที่คิดรอบนี้แล้วอีก 40 ปีค่อยมาคิดใหม่ 

บริษัทเราซื้อเหรียญคริปโตเก็บไว้ทุกเดือน ครึ่งหนึ่งบิตคอยน์ ครึ่งหนึ่งอีเธอเรียม เก็บไปเรื่อย ๆ ในอัตราที่จะไม่เป็นภาระของบริษัท ขณะที่อีก 4 ปีข้างหน้าคนจะเริ่มรู้งี้ซื้อไว้ดีกว่า รู้งี้ไม่น่าทำคีย์หายเลย ไอ้ ‘รู้งี้’ มันจะมาในอีก 3 – 4 ปีถัดไป

ชีวิตคุณมีอะไรที่ ‘รู้งี้’ บ้างไหม

มี (นิ่งคิด) 

เฮ้ย ไม่มีว่ะ เราอยากทำอะไรก็ได้ทำทุกอย่างเลย หลายอย่างได้ลองแล้วพลาดจนเลิก ผมโชคดีที่เป็นลูกคนเล็กในพี่น้อง 11 คน แล้วที่บ้าน พ่อแม่ก็เอาใจลูกชายคนสุดท้าย เป็นคนที่ได้ไปเรียนเมืองนอก แต่กว่าจะได้ไปย้ายโรงเรียนมา 7 ที่

หลักสูตร 15 ปีรวมอนุบาล คุณย้ายโรงเรียน 7 ครั้งเลยเหรอ

เขาไม่ค่อยให้ผมเรียน (หัวเราะ) ตั้งแต่อนุบาลที่มีให้นอนกลางวัน แล้วก็ร้อนฉิบหาย อาบน้ำเสร็จให้เรานอน อยู่ดี ๆ ก็มีเด็กผู้หญิงมานอนข้าง ๆ ผมไม่ไหว บอกแม่ไม่เรียนแล้ว ออก!

จากนั้นก็ไปเรียนโรงเรียนอนุบาลพระกุมารเยซูขอนแก่น เรียนได้ 2 ปี มีคนบอกว่าถ้าอยากเป็นข้าราชการ ให้ไปเข้าวชิราวุธวิทยาลัย แต่โดนซ้ำชั้น เพราะผมทำข้อสอบไม่ได้ มันเป็นเรื่องกวางที่มองเงาในน้ำแล้วคิดว่าตัวเองสวยมาก พอเสือมาก็วิ่งหนีจนเขาไปพันกับเถาวัลย์ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า สิ่งสวยงามอาจเป็นภัยกับตัวเรา ไอ้เราเป็นเด็กอีสาน เขาให้เขียน ‘กวาง’ เราไปเขียน ‘กวง’ กวงตัวหนึ่ง เลยโดนซ้ำชั้น อยู่ได้ 2 ปี แล้วแอบขึ้นรถหนีกลับขอนแก่นเลย (หัวเราะ)

ตอนนั้นอยู่ ป. อะไร

ป.2 เองมั้ง สมัยนั้น พ่อผมต้องไปรับรถ HINO กลับขอนแก่น แล้วทุกวันผมต้องเดินไปบ้านญาติที่เจริญผล เพื่อขึ้นรถไปโรงเรียนกับเขา วันนั้นระหว่างทางเจอรถป๊าที่กำลังจะกลับขอนแก่นพอดี เลยแอบขึ้นรถซ่อนอยู่ข้างหลัง พอถึงสระบุรีคิดว่าเขาคงไม่เลี้ยวรถกลับไปส่งแล้วเลยเคาะกระจก ป๊าตกใจ มึงมาได้ไง กูนึกว่ามึงอยู่โรงเรียน (หัวเราะ)

พอออกจากวชิรวุธก็กลับมาโดนซ้ำชั้นที่โรงเรียนมหาไถ่ศึกษาขอนแก่น แล้วก็อีก 2 โรงเรียน จนโตหน่อยอยากเตะบอล โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยเขาเตะบอลกัน เลยขอพ่อแม่ไปสอบ เขาบอกว่าจะเข้าสวนกุหลาบฯ ต้องเรียนพิเศษ ผมก็เรียน ง่ายมาก สอบได้แน่ ทีนี้พอถึงตอนสัมภาษณ์ มีคนเอากระดาษมาให้ใบหนึ่ง บอกให้ไปห้องนี้ ตอนแรกก็นึกว่าทุกคนได้เหมือนกัน แต่กลายเป็นว่าคนอื่นสุ่มหยิบกระดาษเอง หยิบได้เบอร์ไหน ไปห้องนั้น เราก็งงว่าทำไมเขาหยิบกันเองหมดเลย

แล้วทำยังไง

ไม่ได้! เราต้องเหมือนคนอื่น เลยทิ้งใบที่เขาให้มาแล้วไปหยิบใหม่ เดินเข้าไปสัมภาษณ์เสร็จก็ตกสัมภาษณ์เลย เพราะเสือกไม่ไปห้องนั้น ผมเลยไม่ชอบเรื่องเส้นสายแต่เด็ก สิ่งที่ทำกับขอนแก่นคือเราต้องการ Disrupt บางอย่าง ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความโปร่งใส ด้วยพลังที่พวกเรามี

สุดท้ายพ่อบอกว่า ‘มึงอยากเตะบอลมากใช่ไหม’ มีที่หนึ่งมีสนามบอลเยอะ ก็พาไปเรียนที่อัสสัมชัญศรีราชา แต่มีเรื่องจนไม่ได้เรียนต่อ เลยกลับมาจบ ม.ปลาย ที่ขอนแก่น 

แต่ล่าสุดเขาก็เรียกไปรับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นนะ ครูบอกว่าไม่เป็นไรหรอก เขาลืมกันหมดแล้ว (หัวเราะ)

การเป็นคนคิดต่างในยุคนั้นเป็นยังไง

บางทีคนเขาจะคิดว่าเราเป็นพวกต่อต้าน

ผมชอบเด็กสมัยนี้ ลูกผมมาถามว่า ‘ป๊า ขอไปประท้วงกับเขาได้ไหม’ ผมบอก ไปเลยลูก แต่ระวังตัวดี ๆ ไม่ต้องลงถนน ให้อยู่ตรงสกายวอร์ก แต่ถ้าจะลงไปให้อยู่บนเวทีนะ อย่าอยู่บนถนน

เราเห็นประวัติศาสตร์การเมืองมาหมดแล้ว ตอนเหตุการณ์เดือนตุลา พ่อผมพาไป นักศึกษาบอกเราชนะแล้ว เชิญพี่ ๆ ไปเลือกตั้ง ปรากฏนักการเมืองที่รับช่วงต่อก็ไปแย่อีก บางงานที่ผมทำเลยเขียนเองทำเอง ส่งโครงการไปให้รัฐบาล เขาถามว่าเอาใครมาทำ เอาเรานี่แหละ หรือจังหวัดถามว่าแล้วตำแหน่งนี้ใครนั่ง 

เราเอง

คนก็สงสัยว่าทำไมทำเองชงเอง เรามองว่าถ้าขึ้นไปแล้วแย่ เราลงเอง ดีกว่าที่เอาใครขึ้นไปทำแล้วคุมไม่ได้ คนที่มีอำนาจในมือแล้วเปลี่ยนไปก็เห็นมาเยอะแล้ว นั่นคือปัญหาของประเทศนี้

ลองคิดดูว่าเด็ก ๆ ที่ประท้วง สมมติได้ค่าขนมเดือนละหมื่นกว่าบาท ถ้าพ่อแม่รวย ๆ ให้เดือนละ 3 หมื่น แต่อยู่ดี ๆ ไปเจอกระเป๋าใบหนึ่งมีเงิน 17 ล้าน มันคนละเรื่องเลยนะ 

ประเทศนี้มีปัญหาทั้งระบบ เอาคนดีมาปกครองก็อยู่ไม่ไหว ผมเกลียดเรื่องแบบนี้เลยเป็นคนมีอะไรต้องทำเอง และไม่เคยไปขอใคร ถ้าจะขอก็ขอเพื่อจังหวัด ธุรกิจที่พยายามทำเลยต้องไปของมันเองได้ ไม่ต้องยุ่งกับการเมือง

ถ้ามีคนเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรี จะเป็นไหม

เป็นไปก็ไม่มีประโยชน์ วันหนึ่งที่ประชาชนกับราชการเชื่อมต่อกันโดยตรงได้ก็ไม่ต้องมีตัวแทน เพราะตัวแทนที่ส่งไปสุดท้ายก็บิดเบี้ยว ไม่ทำตามที่ประชาชนต้องการ ถ้าวันหนึ่งที่ประชาชนออกเสียงเองได้ บางตำแหน่งหรือบางหน่วยงานอาจไม่มีบทบาทอีกต่อไป จริงอยู่ที่ระดับนิติบัญญัติต้องมี ข้าราชการทำงานต้องมี แต่ระดับบริหารอาจไม่จำเป็นแล้ว ในขอนแก่นน่าจะอีก 4 ปีถึงได้เห็นสิ่งนี้

ผูกพันอะไรกับขอนแก่นถึงทุ่มเท่กับการพัฒนาเมืองขนาดนี้

ไม่ว่าจะไปไหนก็ตาม ผมแม่งจะอยากกลับขอนแก่น 

กลับขอนแก่นดีกว่า สนุกกว่า เราอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็ก เราขี่จักรยาน เราเดินเที่ยว บางอย่างที่เคยเห็นแต่เด็ก ถ้าออกแรงหน่อยแล้วทำให้มันดี ให้มันสวยขึ้น จะดีไหม พอมันดีขึ้น ทั้งเมืองและคนก็ดีขึ้นไปด้วย

เราเป็นพ่อค้า พ่อค้าต้องการลูกค้า ถ้าช่วยให้คนที่เงินน้อยรวยขึ้นอีก ให้เขาพ้นเส้นความยากจน ลูกค้าก็เยอะขึ้น 

การบริหารประเทศนี้วันนี้เป็นแบบเลี้ยงไข้ เหมือนกลัวเขารวย อย่ารวย แล้วก็อย่าตาย ฝรั่งบอกทำธุรกิจแล้วต้องคืนสังคม เกิดเป็นโครงการ CSR (Corporate Social Responsibility) แบบที่ถ่ายรูปก็ถือว่าทำแล้ว แต่วันนี้สิ่งที่เรากำลังทำคือตรงกันข้าม เรารวมธุรกิจในขอนแก่น 20 เจ้า เกิดเป็นกลุ่มขอนแก่นพัฒนาเมือง ทำ CSR ขนาดใหญ่เพื่อสร้างเศรษฐกิจในจังหวัด แล้วเดี๋ยวธุรกิจของพวกเราจะดีขึ้นเอง

มันคือการแก้ปัญหาที่ต้นทาง ไม่ใช่การแจกเงินเหมือนที่เห็นบ่อย ๆ 

มันคือการแจกโอกาสให้คนตัวเล็ก ๆ มากกว่า เวลาข้าราชการไปแจกเงิน ชาวบ้านที่ได้รับอาจรู้สึกยกย่องเขา แต่ถามว่าเงินนั้นเงินใคร ก็เงินภาษีของพวกเราเอง พอเป็นโอกาส เขาจะภูมิใจในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทำให้เขายืนบนขาของตัวเองได้

การที่เอกชนลุกขึ้นมาทำเรื่องการพัฒนาเมืองและสังคม มีข้อดี-ข้อเสียต่างจากรัฐทำอย่างไร

เรามีความคล่องตัวมากกว่า ถ้ารัฐบาลทำก็จะเป็นขั้นตอนแบบหนึ่ง แต่ละหน่วยงานเริ่มเขียนภารกิจว่าจะทำอะไร เพราะอย่างนั้นมันจึงไม่มีการบูรณาการ เนื่องจากระเบียบเขียนเอาไว้หมดแล้ว 1 -10 ทำแค่นี้ปลอดภัย ถ้าทำขาดโดน ทำเกินก็โดน ส่วนประชาชนจะเป็นยังไงช่างมัน

สิ่งที่เราทำอยู่คือการบูรณาการโดยมีเป้าหมาย คือ แก้จน ลดความเหลื่อมล้ำ ดังนั้น ภารกิจเราเลยมีหลากหลาย เป็นคนละแบบกับภาครัฐ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราทิ้งข้าราชการนะ

อย่างขอนแก่น สมมติหน่วยงานหนึ่งบอกจะทำ 1 – 10 เราก็ติดต่อไปส่วนกลางที่กรุงเทพฯ บอกกระทรวงให้ไปบอกหน่วยงานนี้หน่อยว่า ให้ทำเรื่อง 11 กับ 12 ด้วย พอหน่วยงานนั้นเห็นกระดาษ 11, 12 ก็เห็นว่าดี ถ้าอย่างนั้นก็ไปช่วยเอกชนด้วยเลย

ขอนแก่นอยากเป็นแบบเมืองไหน

ผมว่าจริง ๆ แล้วไม่มี เราเคยไปดูพอร์ตแลนด์ แต่ก็ไม่ใช่ ขอนแก่นเลยเป็นโมเดลที่เราพยายามทำให้แมตช์กับประเทศไทย เพราะประเทศไทยมีปัญหา เราจึงทำให้ยั่งยืนและเกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐส่วนกลาง ภาครัฐ และภาคเอกชน 

ในขอนแก่นมีโอกาสอะไรที่คนส่วนใหญ่ยังไม่เห็นบ้าง

เยอะแยะเลย เราไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก และไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ขอนแก่นเป็นเมืองแห่งโอกาส โอกาสที่ว่าอาจจะหมายถึงการทำธุรกิจ ทำการค้า หรือย้ายออฟฟิศมาอยู่ที่ดีกันดีกว่า

เรามีศูนย์วิจัย มี Infrastructure ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านดิจิทัล ด้านคมนาคมขนส่ง เรามี Sea, Land, Air ครบ มีท่าเรือบกที่เชื่อมต่อกับท่าเรือแหลมฉบัง สนามบินของเราก็อันดับต้น ๆ โรงพยาบาลก็ดี จะแพงถูกมีหมด 

ต่อไปมนุษย์จะเริ่มตัดสินใจเรื่องความครบความพร้อม เพราะฉะนั้นแต่ละเมืองจะต้องรู้ว่าตัวเอง Need อะไร Want อะไร ไม่ใช่จังหวัดข้าง ๆ มี เราอยากได้บ้าง ถามกลับว่าจะเอาไปทำไม ไม่รู้เหมือนกันแต่อยากได้ นั่นคือเมืองที่ไม่คิด แต่เมืองนี้คิด 

คุณวาดภาพขอนแก่นไว้สวยงาม เคยมีคนบอกไหมว่าสิ่งที่คิดอาจเป็นได้แค่ฝัน

มี (หัวเราะ) ผมเคยให้สัมภาษณ์กับนักข่าวคนหนึ่ง พอพูดจบ เขาอุทานเลยว่า ‘ฝัน’ แต่ผมโคตรชอบคำนี้เลย มนุษย์แม่งต้องมีฝัน แล้วก็ตั้งใจทำฝันนั้น ทำไปทำมาผ่านมา 6 ปี ขอนแก่นเริ่มเข้าใกล้สิ่งที่เราฝันไว้ วันนี้ก็ยังคิดว่ามันจะเป็นไปได้อยู่

Questions answered by CEO of Cho Thavee Plc.

01 ร้านอาหารที่กินบ่อยที่สุดในขอนแก่น…

ไข่กระทะมินเทียน อาหารญี่ปุ่นก็ Hayashi ถ้าอิตาเลียนจะเป็น Pomodoro 

02 ร้านกาแฟเจ้าประจำ…

Trinity Cafe’ กับ Cafe de’ Forest

03 นวัตกรรมที่เจ๋งที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา…

Blockchain

04 โปรเจกต์พัฒนาเมืองที่ท้าทายที่สุด…

ระบบรางที่ขอนแก่น

05 เรื่องที่ได้เรียนรู้ล่าสุด…

องุ่นปลูกยาก!

06 หนังสือที่อยากแนะนำต่อ…

เศรษฐศาสตร์ความจน อ่านแล้วทำให้เห็นเลยว่าวิธีแก้จนของโลกนี้แม่งผิดมา 20 – 30 ปี สิ่งที่เราทำกับขอนแก่นตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่าถูกหรือผิด พออ่านเล่มนี้เลยรู้ว่า มาถูกทางแล้ว

07 ถ้าได้เขียนหนังสือจะเขียนเรื่อง…

เรื่องขอนแก่นโมเดล

08 แนวทางการทำธุรกิจที่เรียนรู้จากป๊า…

ป๊าบอกว่า หิวยังไงก็ต้องอมไม้จิ้มฟันไว้ให้คนคิดว่า เรากินข้าวมาแล้ว ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้กิน แปลว่าเราต้องถ่อมตัวและมุ่งทำสิ่งที่ตั้งใจไปเรื่อย ๆ

09 รถที่ ช ทวี อยากผลิตแต่ยังไม่ได้ผลิต…

กำลังจะทำ Autonomous ไร้คนขับ กำลังจะทดลองขับแล้วด้วย 

10 คุณเป็นพ่อที่…

ตามใจลูกหมดเลย แล้วก็ค่อย ๆ สอน สอนได้ถึง ป.5 ป.6 สอนแบบตามใจ ก่อนนอนจะเล่านิทานให้ลูกฟัง แต่นิทานไม่ใช่หนูน้อยหมวกแดง นิทานคือเรื่องของอนาคตของเรา เราเล่าฝันให้ลูกฟัง แล้วมันก็เข้าไปอยู่ในตัวลูกเราหมด เพราะฉะนั้น โครงสร้างของลูกถูกต้องแล้ว ส่วนการตัดสินใจก็แล้วแต่บุญแต่กรรม แล้ววันหนึ่งเรื่องที่เคยฟังจะสะกิดใจเขา บางทีเขาจำได้เป็นฉาก เรายังงง ๆ ว่านี่โม้ถึงตอนไหนแล้ววะ ลูกมันจำได้ (หัวเราะ)

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load