ธุรกิจมีขึ้นมีลงตามวัฏจักรของมันเสมอ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรใหญ่หรือเล็กก็ตามที กระทั่งบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC แบรนด์เคมีภัณฑ์ระดับโลกของไทย ก็ยังต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลาเพื่อสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วของโลก พร้อมรับมือกับแรงกดดันจากผู้บริโภคซึ่งคาดหวังว่าผู้ผลิตทั้งหลายจะพัฒนาสินค้าที่ดีและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเรื่อยๆ

ในยุคก่อน COVID-19 พลาสติกถูกแบนจากสังคมจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเรื่องการบริหารจัดการขยะ ทั้งที่พลาสติกมีประโยชน์อย่างมากกับการดำรงชีวิตที่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อมน้อยลง นำกลับมาใช้ใหม่ได้ และเป็นองค์ประกอบสำคัญของนวัตกรรมแห่งอนาคต 

จนเมื่อโลกเผชิญกับโรคระบาดครั้งใหญ่ที่ไม่เคยเจอมาก่อนนี้ บทบาทของพลาสติกจึงยิ่งสำคัญมากยิ่งขึ้นสำหรับสุขอนามัยของผู้คน และกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความมั่นคงด้านสาธารณสุขและการแพทย์ไปโดยปริยาย ซึ่งพลาสติกเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสินค้าหลักที่ GC ผลิตเท่านั้น แกนนำธุรกิจเคมีภัณฑ์ (Chemical Flagship) ของกลุ่ม ปตท. ยังครอบคลุมทั้งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม อะโรเมติกส์ โอเลฟินส์ โพลิเมอร์ เอทิลีนออกไซด์ เคมีภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม ฟีนอล และ Performance Materials & Chemicals

ดร. คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ GC ยังคงเชื่อในคุณค่าหลักขององค์กรที่ปลูกฝังให้คนกล้าคิด กล้าทำ และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เสมอ เขาเห็นว่าไบโอพลาสติกหรือพลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้จะมีพื้นที่มากขึ้นเรื่อยๆ นับจากนี้ แต่ธุรกิจพลาสติกเดิมก็จะยังคงอยู่ เพียงแต่ถูกพัฒนาให้มีคุณภาพที่ดีขึ้นเพื่อการใช้งานที่ยาวนานกว่าเดิม สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียนหรือ Circular Economy ซึ่งถือเป็นพันธกิจสำคัญที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานนับพันรายของ GC ที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องแม้จะปรับใช้กับกระบวนการทางธุรกิจของตนเองมานานแล้วก็ตามที 

มอง Circular Economy ในมุม ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ผ่านสิ่งที่ GC คิดและทำมาตลอด, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

The Cloud ได้พูดคุยกับกัปตันทีมผู้เชื่อเรื่ององค์ความรู้และรักการอ่านหนังสือทุกประเภทเมื่อมีเวลาว่าง และทราบว่ากำลังจะมีงาน GC Circular Living Symposium 2020 ที่ต่อยอดความสำเร็จจากปีที่ผ่านมา โดยมุ่งหวังจะจุดประกายให้ภาคธุรกิจและคนในสังคมได้เห็นประโยชน์ที่นำไปสร้างโอกาสทางธุรกิจได้จริง มีผู้ที่ปฏิบัติจนประสบความสำเร็จแล้วจริงๆ จากทั่วทุกมุมโลกมารวมเอาไว้ในงานเดียว 

ติดตามได้จากบทสัมภาษณ์พิเศษนี้

ตอนนี้เวลาพูดเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน ใครๆ ก็หยิบยกเรื่อง Climate Change มาพูด GC มีมุมมองเรื่องความยั่งยืนอย่างไร

ผมว่าการให้ความสำคัญกับเรื่อง Climate Change เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ความยั่งยืนที่เราเชื่อและทำมาโดยตลอดมันครอบคลุมทุกส่วนอยู่แล้ว มาถึงวันนี้มันไม่ได้เปลี่ยนไป ความยั่งยืนคือการสร้างความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม 

อย่างด้านเศรษฐกิจ เรามองว่าไม่ได้จะเน้นกำไรอย่างเดียว จริงอยู่ที่การทำธุรกิจต้องมีกำไรอยู่แล้ว แต่กำไรต้องครอบคลุมทุกส่วนมากขึ้น เพราะมันไม่ได้มีแค่เราแต่ต้องคิดถึงคนอื่นด้วย ช่วงที่ COVID-19 ส่งผลกระทบนี้ไปถึง ซัพพลายเออร์และลูกค้าของเรา เราก็ต้องพาเขาไปด้วยกันให้ได้ ถ้าจะทำธุรกิจอย่างยั่งยืน คนในห่วงโซ่คุณค่าและห่วงโซ่อุปทานจะต้องไปด้วยกันได้ เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพราะทุกอย่างเชื่อมโยงกันทั้งโลกอยู่แล้ว ถ้าเราอยู่ดีแต่คนอื่นไม่ดี มันก็ไปต่อไม่ได้ ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ของเราก็เกี่ยวพันกับอีกร้อยพันองค์กรครับ เรื่องแบบนี้ต้องคิดให้ยาว เพื่อจะอยู่กันยาวๆ 

อย่างด้านสังคม บ้านของเราก็คือที่โรงงานในจังหวัดระยอง เราก็ต้องดูแลสังคมในระยองด้วย ไม่ว่าจะระดับชุมชน ระดับท้องถิ่น การดูแลพวกเขาก็ต้องยั่งยืน ไม่ใช่การเอาเงินไปให้ แต่ต้องทำให้ชุมชนยืนได้ด้วยตัวเอง เพียงแต่เราช่วยประคองเขาด้วยการช่วยสร้างอาชีพ เพิ่มโควต้ารับคนระยองมาทำงาน สนับสนุนภาคการศึกษา ช่วยด้านประมงหรือเกษตรกรรม ใช้ความรู้ของเราไปสอนเขาพัฒนาสินค้าใหม่ๆ เพื่อทำให้เศรษฐกิจท้องถิ่นแข็งแรง 

ในส่วนของสิ่งแวดล้อม เราใส่ใจกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals : SDGs) สิ่งที่ GC เน้นคือ Climate Change และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) สิ่งที่เราทำอยู่ต้องมีผลต่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีนัยสำคัญด้วยหลักการของ Circular Economy นี่ล่ะครับ 

แล้วทาง GC ทำเรื่อง Circular Economy อย่างไร

เรามีแนวคิดที่สำคัญคือ Chemistry for Better Living นี่เป็นวิสัยทัศน์สำคัญที่อธิบายเรื่องความยั่งยืนได้ เราทำเคมีภัณฑ์เพื่อให้คนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน มีการเดินทางสะดวก มีสุขอนามัยต่างๆ ที่ดีขึ้น นอกจากนี้ คำว่า Chemistry ยังไม่ได้หมายถึงเรื่องของเคมีภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงเคมีระหว่างกัน การอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืนของสังคมกับสิ่งแวดล้อมด้วย เกิดเป็น Better Living

หลักการทำ Circular Economy ของ GC แบ่งออกเป็นสามเรื่องครับ เรื่องแรกคือ Smart Operating เราต้องทำงานอย่างฉลาดเพื่อลดการใช้ทรัพยาการ ลดการปล่อยของเสีย ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ใช้วัตถุดิบให้น้อยลง ประหยัดพลังงานมากขึ้น ซึ่งชี้วัดได้จากกระบวนการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่น้อยลง ไม่ว่าใครก็เอาไปปรับใช้ได้

เรื่องที่สองคือ Responsible Caring ซึ่ง GC มีสินค้าที่ครบวงจร ถ้าเป็นพลาสติกจากปิโตรเคมี ก็จะเอาไปรีไซเคิลหรืออัพไซเคิลได้ ต้องออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ยังมีไบโอพลาสติกหรือพลาสติกชีวภาพ พอเอาไปทิ้งในดินก็ย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยได้ นี่เป็นหน้าที่ของเราที่จะทำของเหล่านี้ออกมา หรือสำหรับในชีวิตประจำวัน อาคารต่างๆ ที่ออกแบบหรือก่อสร้างโดยใช้ทรัพยากรน้อยลง หรือใช้วัสดุที่มีน้ำหนักเบา มีความคงทนแข็งแรง ก็ถือเป็น Responsible Caring เช่นกัน

และเรื่องที่สาม Loop Connecting เป็นการสร้างแนวร่วมเพื่อสร้างระบบนิเวศที่ดี ถ้าเราทำสองอย่างแรกมันก็ดีครับ แต่ถ้าทำกันไม่มากพอ ผลลัพธ์ก็จะอยู่ในวงจำกัด เราจึงต้องสร้างองค์ความรู้ให้กับแนวร่วม เราเริ่มจากปลายน้ำก่อน จากเล็กไปใหญ่ หลายปีที่แล้วเราช่วยกันเก็บขยะพลาสติกจากทะเล เอาไปผ่านขั้นตอนการีไซเคิลและอัพไซเคิล เป็นเส้นใยโพลีเอสเตอร์รีไซเคิล (Recycled Polyester) ก่อนนำไปผสมกับเส้นใยฝ้าย (Cotton) และเส้นใยซิงค์โพลิเอสเตอร์รีไซเคิล (Antibacterial Polyester Zinc) ที่มีคุณสมบัติช่วยลดกลิ่นอับเวลาสวมใส่แล้วนำไปถักทอโดยชาวบ้านชุมชนคุ้งบางกะเจ้า เป็นจีวรรีไซเคิลสีพระราชนิยมที่นุ่งห่มสบาย ไม่ยับง่าย และแห้งไว นี่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันเลย

มอง Circular Economy ในมุม ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ผ่านสิ่งที่ GC คิดและทำมาตลอด, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

ปลูกฝังคนในองค์กรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้เห็นความสำคัญเรื่องนี้อย่างไร

GC เกิดจากการควบรวมสี่บริษัทที่มีวัฒนธรรมที่ต่างกัน เราก็เลยต้องทำเรื่องนี้ตั้งแต่แรกเลย เราทำงานด้วยกัน สร้างวัฒนธรรมองค์กรและคุณค่าหลักขององค์กรร่วมกันสี่เรื่อง มีเรื่องหนึ่งที่เป็นคุณค่าหลัก คือเห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน อันนี้เราปลูกฝังและปรับมาใช้เรื่อง Circular Economy ด้วย 

ถ้าเรามองเห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน มันจึงจะเกิดได้ ตอนนี้เรามีแนวร่วมกับบริษัทในห่วงโซ่อุปทานของเราที่เชื่อเรื่องความยั่งยืนเหมือนกัน สุดท้ายทำแล้วต้องเป็นธุรกิจให้ได้ อย่างตอนนี้ GC ก็ร่วมมือกับกลุ่มไทยเบฟ ผลิตบรรจุภัณฑ์ให้เขาซึ่งก็ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้ หรืออย่างธนาคารกสิกรไทยกับเครือไทยยูเนี่ยนก็จับมือกับเราเช่นกัน

ก่อนหน้านี้คนมองว่าพลาสติกเป็นผู้ร้ายทำลายสิ่งแวดล้อม 

ผมคิดว่าพลาสติกเป็นของที่สร้างขึ้นมาเพื่อช่วยสิ่งแวดล้อมนะครับ เช่น ภาชนะต่างๆ ที่เราใช้กันอยู่ ไม่อย่างนั้นเราก็ต้องไปตัดต้นไม้มาใช้ ปัญหาจริงๆ คือเราทิ้งมันไม่ดี ทิ้งลงไปตามท่อบ้าง ทิ้งบนพื้น ขยะเหล่านี้ก็ถูกพัดพาลงแม่น้ำ ลงทะเล พอลงทะเลปลาก็มากิน สะท้อนว่าปัญหาอยู่ที่การจัดการ

ก่อน COVID-19 เราพยายามสื่อสารไปทุกส่วนว่าวิธีแก้ปัญหาจะต้องมีทางออกเพื่อทุกคน ใครอยากใช้พลาสติกก็ต้องหาทางให้เขาทิ้งได้อย่างถูกต้องเพื่อเอามาใช้ประโยชน์ต่อ หรืออาจมีอีกทางเลือกคือไบโอพลาสติกที่สลายตัวได้ทางชีวภาพ ตอนนี้พอเกิดโรค COVID-19 คนก็กลัว การนำพลาสติกกลับมารีไซเคิลก็น้อยลง เนื่องจากมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยและสุขอนามัย เราก็เลยมองว่าความเข้าใจเรื่อง Circular Economy เป็นสิ่งจำเป็น ต้องมีวิธีทำให้คนช่วยกันมากขึ้น อย่างล่าสุดเราไปร่วมมือกับภาครัฐและผู้ให้บริการจัดส่งอาหารในการช่วยลดขยะพลาสติกซึ่งเป็นทางเลือกให้กับลูกค้า ในแอปพลิเคชันมีให้เลือกได้ว่าจะใช้บรรจุภัณฑ์ไบโอพลาสติกหรือไม่ มีทั้งหลอด ภาชนะ และช้อนส้อม ทุกคนต้องช่วยร่วมมือกันแบบนี้ 

นี่เป็นปีที่ 2 แล้วสำหรับ GC Circular Living Symposium 2020 คุณคาดหวังกับงานนี้แค่ไหน

เราต้องการทำให้สังคมเห็นว่าเรื่อง Circular Economy นี้ทำได้จริง ไม่ใช่แค่ทฤษฎี มีองค์ประกอบสามสี่อย่างที่ทำให้งานนี้แตกต่างจากงานอื่น อย่างแรกก็คือ แนวร่วมและพันธมิตร นี่ไม่ใช่แค่งานที่ GC มาบอกว่าเราทำอะไรบ้าง แต่เป็นที่ที่เราให้แนวร่วมที่เป็นทั้งคู่ค้า ผู้นำความคิด กระทั่งเยาวชนก็มาร่วมงานด้วย 

อย่างที่สองคือ นวัตกรรม มีสินค้าที่ผลิตด้วยแนวคิด Circular Economy ออกมาให้เห็นกันจริงๆ ไม่ใช่แค่ความคิด 

อย่างที่สามคือ ธุรกิจ ทุกคนในงานจะมาคุยกันว่าทำอย่างไรให้เรื่องนี้เป็นธุรกิจขึ้นมาได้จริง 

และเรื่องสุดท้ายคือ ระบบนิเวศ ที่จะแสดงให้เห็นว่าเราจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร สินค้าและโมเดลธุรกิจจะเป็นอย่างไรนับจากนี้ GC ยังมีพันธมิตรระดับโลกอย่าง National Geographic มาร่วมงานด้วย เขาจะมาโชว์ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จให้คนในงานเห็นผ่านโลกออนไลน์ด้วย

มอง Circular Economy ในมุม ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ผ่านสิ่งที่ GC คิดและทำมาตลอด, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

งานปีนี้จะต่างจากปีที่แล้วอย่างไร

ปีที่แล้วเราสร้างการตระหนักรู้ให้คนเห็นความสำคัญของหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ปีนี้เราจึงทำให้เห็นการปฏิบัติได้จริงมากขึ้น ทำให้เห็นชัดไปเลยว่าเป็นอย่างไร เพื่อจุดประกายให้ทุกคนเห็นตัวอย่าง เกิดไอเดียเลยว่าถ้าเราอยากทำเรื่องนี้ จะประยุกต์กับธุรกิจและชีวิตของเราอย่างไร 

ที่น่าทึ่งคือมีผู้นำความคิดหลายสิบคนที่เป็นตัวจริงในแต่ละด้าน ตั้งแต่ Startup ไปจนถึงธุรกิจใหญ่ๆ จะมาแชร์ว่าเขาเอาแนวคิด Circular Economy ไปใช้ในองค์กรอย่างไร สร้างความเชื่อมโยงในรูปแบบไหน เราอยากให้ทุกคนได้เห็นว่าแนวคิดนี้ถูกนำไปทำให้เกิดผลได้อย่างไร เมื่อมีคนเอาไปต่อยอด เราก็ช่วยพวกเขาให้ไปทำต่อ ทำแล้วติดขัดตรงไหนหรือไม่เข้าใจก็กลับมาคุยกัน เรามีเครือข่ายทางธุรกิจต่างๆ ที่พร้อมช่วยเหลือเพื่อขยายผลเรื่องนี้ออกไป

จากนี้โลกของพลาสติกจะเปลี่ยนไปอย่างไร

ทุกวันนี้ธุรกิจก็พยายามทำผลิตภัณฑ์ให้บางลงแต่แข็งแรงขึ้น มีคุณภาพดีขึ้น ทิศทางของพลาสติกคือคนต้องการคุณภาพที่ดีขึ้น ลดปริมาณการใช้ลง อนาคตจะเป็นเรื่องของคอมโพสิต (วัสดุที่มีองค์ประกอบจากเคมีที่แตกต่างกันตั้งแต่สองอย่างขึ้นไปมาผสมกัน) มากขึ้น ไม่ใช่แค่โพลีเมอร์อย่างเดียว มีทั้งนาโนคาร์บอนและไฟเบอร์ต่างๆ การหลอมรวมวัสดุต่างๆเข้าด้วยกันให้มีคุณสมบัติที่ดีขึ้น จะเป็นเทรนด์นับจากนี้ไป อย่างรถยนต์ไฟฟ้าที่จะใช้กัน น้ำหนักต้องเบา มันก็ต้องอาศัยวัสดุพวกโพลีเมอร์มากขึ้น ยางก็จะเป็นยางสังเคราะห์มากขึ้น เราจึงต้องมีความรู้และเทคโนโลยีมากขึ้น นี่ถือเป็นโอกาสทางธุรกิจ 

สำหรับไบโอพลาสติกหรือพลาสติกที่สลายตัวได้ทางชีวภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมปัจจุบันนั้น GC ถือเป็นผู้ผลิตระดับโลก จึงเป็นส่วนเสริมทดแทนพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง จะมาแทนพลาสติกทั้งหมดไม่ได้หรอกครับ ทิศทางของเราคือการก้าวไปสู่การทำสินค้าที่พิเศษมากขึ้น ลดความเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ไปสู่ Performance Product มากยิ่งขึ้น ถึงแม้อาจจะผลิตยากขึ้น กลุ่มลูกค้าก็อยู่ในวงจำกัด มีการใช้เทคโนโลยีที่สูงเพื่อลดการแข่งขัน ซึ่งสุดท้ายก็จะช่วยลดปริมาณขยะลงและตอบโจทย์เรื่องความยั่งยืนอย่างชัดเจน

ผลิตของคุณภาพสูง ใช้ได้นาน อย่างนี้ผู้บริโภคก็จะซื้อไม่บ่อยนะครับ

เราก็หันไปผลิตอย่างอื่นแทนได้ครับ นี่เป็นความท้าทายของเรา ผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ในโลกยังมีอีกมาก ไม่ใช่แค่พลาสติก ซึ่งปัจจุบัน ความต้องการใช้ก็ยังเยอะมาก การผลิตของอย่างเดิมมาสิบๆ ปี สักวันหนึ่งมันก็ต้องหายไป เป็นไปตามวัฏจักรธุรกิจ ของอย่างหนึ่งอยู่มาถึงช่วงหนึ่งก็จะเลิกไปเอง เดี๋ยวก็มีของใหม่มาแทน

วัฒนธรรมองค์กรแบบ GC เป็นอย่างไร

เราทำงานบนหลักคิดสี่อย่าง คือหนึ่ง กล้าคิดกล้าทำ สร้างสรรค์สิ่งที่ดีกว่า สอง พัฒนาตัวเองและทำงานเป็นทีม สาม ทำงานเชิงรุกสนองความต้องการของลูกค้า สี่ คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน 

องค์กรเราผ่านการเปลี่ยนแปลงมาเยอะ ทำเรื่อง Digital Transformation กันมาสักพักแล้ว ต้องปรับตัวให้เร็ว ทำงานร่วมกันโดยไม่ยึดกับไซโลที่แยกขอบเขตงาน และวัดผลงานความสำเร็จเฉพาะภายในหน่วยงานของตัวเอง ตอนนี้เราก็อยู่ระหว่างปรับองค์กร ผมพูดกับทุกคนว่าจะต้องพัฒนาทักษะใหม่กันหมด การที่ทำงานเดิมจนเก่งเป็นเบอร์หนึ่งในงานนั้นหลายๆ ปี อาจจะต้องเปลี่ยนไปลองทำงานอื่นดูบ้าง 

ผมไม่ได้แบ่งว่าใครเป็นคนใหม่หรือคนเก่า ทุกคนสำคัญเท่ากัน เราอยู่ร่วมกัน คุณธรรมพื้นฐานต้องเหมือนกัน ต้องฟังคนอื่น กล้าคิดกล้าทำ แสดงความคิดเห็นได้ ทำงานเป็นทีม ไม่ว่าจะคนรุ่นไหนก็ต้องทำงานแบบนี้ ไม่จำเป็นที่คนรุ่นใหม่จะเป็นปัญหาเสมอไปนะ บางทีคนรุ่นเก่าก็เป็นปัญหาเสียเองเพราะว่าทำแบบเดิมมานาน แต่คนเก่าเขาก็มีข้อดีของเขาที่คนใหม่ยังไม่มี 

สไตล์การบริหารงานของคุณเป็นอย่างไร

ผมมีความเชื่อว่า การทำงานนั้นเราต้องมีความรู้ ความรู้ในที่นี้ไม่ได้แปลว่าตำรานะ และผมก็ไม่เชื่อเรื่องการใช้แต่ประสบการณ์หรือคิดเอาเอง สมัยนี้มีองค์ความรู้เยอะมาก ต้องรู้ในสิ่งที่ทำอยู่ ใช้ความเก๋าอย่างเดียวไม่ได้

อย่างถ้าทำการตลาดก็ต้องรู้จักกระบวนการผลิตด้วย ทุกคนต้องมีความรู้พื้นฐาน ผู้ใหญ่ที่จะขึ้นมาบริหารงานต้องรู้เรื่อง ไม่อย่างนั้นก็จะโดนเด็กๆ โห่ได้ เวลาส่วนใหญ่ของผมใช้ไปกับการคุยกันครับ ส่วนใหญ่ก็ประชุมงาน คุยงาน หน้าที่ผมก็ต้องคุยกับคนนั้นคนนี้ให้เขาเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน 

สำหรับการบริหารองค์กร เรื่องคนนี่ยากที่สุดครับ เพราะว่าเป็นเรื่องที่ซับซ้อน มีองค์ประกอบที่ละเอียดอ่อนพอสมควร สุดท้ายองค์กรต้องเดินไปข้างหน้า เราต้องตัดสินใจ และไม่ใช่ทุกคนที่จะยินดีกับการตัดสินใจของเรา ซึ่งผู้บริหารต้องบริหารสมดุลเรื่องนี้ให้ได้

มอง Circular Economy ในมุม ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ผ่านสิ่งที่ GC คิดและทำมาตลอด, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

Questions answered by CEO of GC

ดื่มกาแฟไหม

เอสเปรสโซ่มัคคิอาโต้ เป็นจุดเริ่มต้นที่ผมลองดื่มกาแฟเลย ปกติไม่ชอบเพราะดื่มแล้วจะมึน แต่จำได้ว่าไปลองกินที่ร้าน Monmouth ที่ลอนดอน อร่อยมาก เขาจะใส่น้ำตาลทรายแดงละเอียดๆ ลงไป 

เครื่องดื่มโปรด

ไวน์ครับ เป็นไวน์แดง ดื่มได้หมดทั้งไวน์ฝรั่งเศสและอิตาลีครับ แต่ละที่ก็มีข้อดีของมัน ไวน์ขวดละสองพันบาทดีๆ ก็มีนะครับ แต่ต้องเลือกหน่อย คนที่เราดื่มไวน์ด้วยก็จะช่วยเพิ่มรสชาติ บางครั้งไม่ดื่มไวน์ เราก็เลือกวิสกี้ครับ

งานแรกที่นึกถึงเมื่อตื่นเช้าขึ้นมา

ปกติผมจะไม่แบ่งเวลาแบบนั้น เวลาทำงานผมก็รีแลกซ์ได้ เวลารีแลกซ์ก็ทำงานได้ ปกติจะเดินทางเยอะช่วงก่อน COVID-19 เราสามารถทำงานเมื่อไหร่ก็ได้หรือไม่ทำก็ได้ มันอยู่กับเราได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว อย่างช่วง COVID-19 นี้ GC นี่เป็นที่แรกๆ ที่ปรับตัวเร็วมาก เรารู้อยู่แล้วโลกจะเป็นแบบนี้ไปอีกนาน ต่อให้ COVID-19 หายก็อาจจะมีโรคอื่นเกิดขึ้นมาได้ เราก็ทำให้พนักงานเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของเราทำงานจากที่บ้านได้ ตอนนี้เราก็ให้คนสองในสามของบริษัททำงานจากที่บ้านและจะเป็นแบบนี้ตลอดไป เดี๋ยวนี้เราประชุมได้ทุกที่อยู่แล้ว 

มีอยู่ทริปหนึ่งช่วงต้นปีที่ปกติผมต้องไปอังกฤษ ตอนนั้น COVID-19 ระบาดหนักมาก แม้เป็นธุระสำคัญ ต้องไปเจอคนนั้นคนนี้ สุดท้ายผมตัดสินใจไม่ไปดีกว่า ใช้การประชุมผ่านวิดีโอคอลและงานก็ผ่านไปได้ ได้ผลดีด้วย ถ้าเราไม่ทำก็จะไม่รู้ พอทำถึงรู้ว่ามันได้ผลดี 

การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ทำให้ปรับความคิดยังไง

ทำให้ผมยิ่งเชื่อว่าต้องทำธุรกิจให้อยู่ได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ มันยังบอกเราอีกว่าใครปรับตัวได้เร็ว ไม่ใช่แค่รอด แต่จะไปได้ดี ที่สำคัญคือ เราต้องปรับตัวให้เร็วกว่าคนอื่นให้ได้

เป็นคนที่วางแผนต่างๆ เป็นกระบวนการดี คุณซึมซับวิธีคิดแบบนี้มาจากไหน

ทุกอย่างที่หล่อหลอมผมมาจากพวกพระเอกในนิยายที่ผมอ่านครับ ผมอ่านทุกอย่าง ทั้งงานของไอแซค อสิมอฟ นี่ดีมาก หรืองานของแอน ไรซ์ ที่เขียนเรื่องแวมไพร์ หรือหนังสือกำลังภายในก็อ่านครับ มันให้แนวคิดที่ดีมาก มังกรหยกก็อ่าน แต่ผมชอบชอลิ้วเฮียง เป็นพระเอกที่สบายๆ ไม่ต้องฝึกอะไรมากแต่เก่ง

แล้วคุณเอ้กับชอลิ้วเฮียงเหมือนกันยังไง

ชอลิ้วเฮียงเป็นคนไม่ซีเรียส สบายๆ ช่วยปราบผู้ร้าย มีคุณธรรม

สิ่งที่ต้องทำก่อนนนอน

สวดมนต์ครับ ผมทำมาตั้งแต่เด็ก ผมไม่ได้สวดอะไรเยอะแยะนะครับ สวดเสร็จแล้วก็นั่งเล่นเกมต่อ

ของที่ต้องพกติดตัวตลอด

โทรศัพท์ครับ ยังไงก็ต้องใช้ แล้วไอแพดกับแว่นตาด้วยครับ เพราะว่าเดี๋ยวนี้สายตายาวแล้ว (หัวเราะ) 

หนังสือเล่มโปรดของคุณ

ผมอ่านหนังสือเยอะครับ มันจะมีเล่มที่ชอบในช่วงชีวิตหนึ่งแต่ไม่ได้มีเล่มโปรดตลอดกาล อย่างที่ชอบก็งานเขียนของอสิมอฟ เรื่อง Foundation ที่มีหลายตอน ได้อ่านต่อเนื่องเป็นระยะเวลากว่าสิบปี หรือของแอน ไรซ์ นี่ก็ล้ำลึกมาก ทำให้เรามีส่วนร่วมกับการตั้งคำถามของตัวละครหลักๆ ว่าเขาเกิดขึ้นมาได้อย่างไรและเพื่ออะไร ล่าสุดก็อ่านหนังสือเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวเรื่อง Salvation ของแฮมิลตัน

ถ้าต้องเขียนหนังสือเองบ้าง จะเขียนเกี่ยวกับอะไร

ถ้าจะเขียนก็คงเขียนพวกนิยายล่ะครับ คงไม่ได้เขียนพวกฮาวทูหรอกครับ

GC Circular Living Symposium 2020: Tomorrow Together งานประชุมด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จัดโดยบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก National Geographic และเครือข่ายพันธมิตรที่รวบรวมกว่า 40 ผู้นำความคิด นวัตกร และนักธุรกิจจากทั่วโลก มาร่วมแบ่งปันความคิดและประสบการณ์เกี่ยวกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อขับเคลื่อนโลกสู่ความยั่งยืน ด้วยนวัตกรรม การสร้าง Business Model เพื่อก่อให้เกิดระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem)

งานนี้มุ่งหวังการแลกเปลี่ยนมุมมองและส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องราวที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ในรูปแบบ Circular in Action รวมพลังปฏิวัติการใช้ทรัพยากรโลก เพื่อสร้างสมดุลเพื่อความยั่งยืน โดยถอดบทเรียนด้วยหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน วิถีการพึ่งพาตนเอง…ใช้สิ่งที่มีให้คุ้มค่า เปลี่ยนแนวความคิดสู่การปฏิบัติที่พร้อมขยายผล ถ่ายทอดจากประสบการณ์ตรงที่เข้าใจง่ายและเกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม เป็นประโยชน์ทั้งในชีวิตประจำวัน SMEs องค์กรและหน่วยงานต่างๆ ตลอดจนสังคม เพื่อเป็นแรงกระเพื่อมให้การนำแนวคิด Circular Economy ขยายผลออกไปให้มากที่สุด เพื่อจะสร้าง ‘วันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า’ ร่วมกัน (Tomorrow Together)

GC Circular Living Symposium 2020 : Tomorrow Together วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน 2563 เวลา 8.30 – 15.30 น. ลงทะเบียนรับชมทางออนไลน์ ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย ที่ https://bit.ly/3jPzR3G

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

คุณพิชัย จิราธิวัฒน์ คือ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล และ พี่ใหญ่ของ ‘เซ็นทรัล ทำ (Central Tham)’ 

เซ็นทรัล ทำ เชื่อใน ‘พลังของการลงมือทำ’ มาพร้อมสโกแกนแสนจริงใจ ‘ทำด้วยกัน ทำด้วยใจ’ และเป็นโครงการที่กลุ่มเซ็นทรัลชวนทุกคนมาร่วมแรง-ร่วมใจกัน ‘ทำ’ เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างชุมชนและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแก่พนักงานและสังคมอย่างยั่งยืน เป็นไปตามแนวทางสากลของเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน 17 ข้อ หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) โดยองค์การสหประชาชาติ (United Nations) 

แม้จะเพิ่งคุ้นหูชื่อ เซ็นทรัล ทำ แต่นี่คือความตั้งใจและสิ่งที่กลุ่มเซ็นทรัลทำมาตลอด 75 ปี ไม่ว่าเซ็นทรัลจะปรากฏตัวอยู่ย่านไหน ก็มุ่งมั่นนำความเจริญเข้าไปสู่ย่านนั้น พร้อม ๆ กับการส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี โดยจับมือร่วมกันกับกลุ่มคู่ค้า ลูกค้า พนักงาน ชุมชน ด้วยการอาศัยความชำนาญและเชี่ยวชาญในแบบที่เซ็นทรัลเป็น เข้าไปสร้างคุณค่าร่วมกัน (Creating Shared Values : CSV) ที่สำคัญต้องเติบโตไปพร้อม ๆ กัน เพื่อเป้าหมาย ‘ความยั่งยืน’ 

กลุ่มเซ็นทรัลลงสนาม ‘ทำจริง’ เพียง 6 ปี แต่พัฒนาชุมชนไปมากถึง 44 ชุมชน สนับสนุนครัวเรือนมากกว่า 100,000 ครัวเรือน พัฒนาคุณภาพชีวิตกว่า 500,000 คน สร้างรายได้ให้ชุมชนต่อปีมากกว่า 1,500 ล้านบาท ลดปริมาณขยะอาหารมากกว่า 1,600 ตัน และฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวกว่า 2,000 ไร่ ผ่านโครงการกว่า 100 โครงการ

พิชัย จิราธิวัฒน์ พลังของการลงมือทำ ‘เซ็นทรัล ทำ’ CSV ที่ทำจริงและทำอย่างยั่งยืน
พิชัย จิราธิวัฒน์ พลังของการลงมือทำ ‘เซ็นทรัล ทำ’ CSV ที่ทำจริงและทำอย่างยั่งยืน

นี่คือโครงการที่เราคิดว่าคุณพอจะคุ้นหูและเคยสนับสนุน เช่น โครงการพื้นที่วิถีชีวิตยั่งยืนแม่ทา โครงการจริงใจ Farmers’ Market โครงการตะกร้าสานคนพิการ โครงการพอเพียงเลี้ยงไก่ไข่ โครงการพิพิธภัณฑ์นาหมื่นศรี และโครงการ Journey to Zero – สมุยโมเดล ซึ่งโครงการเหล่านี้ล้วนตอกย้ำ ‘พลังของการลงมือทำ’ ได้อย่างแท้จริง

ในวันนี้ คุณพิชัยเลือกถอดสูท สวมรองเท้าคู่เก่ง เดินเข้าป่า ขึ้นเหนือ ล่องใต้ ลงพื้นที่พูดคุยกับชาวบ้าน สำรวจปัญหา มองหาโอกาสและศักยภาพ เพื่อดึงของดี ทักษะฝีมือ และเสน่ห์ท้องถิ่น ออกมาให้ได้มากที่สุด โดยนำมาพัฒนาต่อยอด ไม่ว่าจะเป็นโครงการ สินค้า หรือการท่องเที่ยว ที่เป็นส่วนหนึ่งที่สร้างรายได้ ทำให้ชุมชนอยู่ได้อย่างยั่งยืน

ซึ่งความน่าสนใจ คือ เซ็นทรัล ทำ ไม่ได้ยัดเยียดโปรเจกต์ใส่มือแล้วก็หายไป แต่เริ่มต้นจากคำถามง่าย ๆ ว่า ‘อยากทำอะไร’ แล้วจับมือกันหาความเป็นไปได้ เพื่อพัฒนาสิ่งนั้นด้วยกันจนยืนด้วยลำแข้งอย่างแข็งแรง ในวันที่ชุมชนแข็งแรง ขอเพียงอย่างเดียว ขอให้ ‘ทำ’ ต่อ และบอกต่อผู้คน ชุมชน หรือองค์กรอื่น ๆ ต่อไป

เป้าหมายของ เซ็นทรัล ทำ คืออะไร

เป้าหมายของผมคือความยั่งยืน ผมอยากเห็นคนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อยากลดความเหลื่อมล้ำให้ได้ทั้งประเทศ อยากให้นักเรียนมีการศึกษา อยากเห็นชาวบ้านมีอาชีพที่แข็งแรง อยากให้สิ่งแวดล้อมในประเทศไทยดีขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้พวกเรากำลังทำผ่าน 6 แนวทางขับเคลื่อนของ เซ็นทรัล ทำ และผมอยากชวนคนอื่นมาทำในแบบของตัวเอง จึงเกิด Series Ad สร้างแรงบันดาลใจ ที่ไม่ใช่แค่คิด แต่ต้องเริ่มต้นลงมือทำ

พิชัย จิราธิวัฒน์ พลังของการลงมือทำ ‘เซ็นทรัล ทำ’ CSV ที่ทำจริงและทำอย่างยั่งยืน

ที่คุณชวน ไก่-ณฐพล บุญประกอบ มาทำหนังโฆษณา ‘วงจรชีวิตของการทำ’ ต้องการสื่อสารเรื่องอะไร

ผมต้องการสื่อสารให้ทุกคนเริ่ม ‘ทำ’ ถ้าทุกคนช่วยกันทำมันจะเร็ว ถ้าเราทำคนเดียวก็คงไม่ทัน และ เซ็นทรัล ทำ ก็เชื่อในการร่วมมือกันของทุกภาคส่วน เชื่อว่าความสามัคคีของทุกคนจะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่าเดิม เลยเป็นที่มาของการสร้าง ‘พลังของการลงมือทำ’ หากดูหนังโฆษณาเรื่องนี้จบแล้ว ผมคิดว่าคนดูน่าจะพอเข้าใจว่า ตัวเขาจะเข้าไปช่วยตรงจุดใดได้บ้าง ผมว่าเนื้อหามันสื่อสารได้กับคนทุกระดับ ตั้งแต่แม่บ้าน วินมอเตอร์ไซค์ ยันผู้บริหาร อีกอย่างผมอยากสร้างการรับรู้ให้มากที่สุด ให้คนไทยหันมาสนใจเรื่องราวพวกนี้ 

คุณเป็นผู้บริหารที่เชื่อใน ‘พลังของการลงมือทำ’ ด้วยมั้ย

แน่นอน เชื่อมากเลย (ตอบทันที) พลังของการร่วมมือกันทำมันยิ่งใหญ่มาก เราทำคนเดียวไม่ได้ เพราะเราไม่ได้เก่งทุกด้าน เราต้องให้คนเก่งแต่ละด้านมาช่วยกันถึงจะประสบความสำเร็จ ในทุก ๆ โครงการของ เซ็นทรัล ทำ เกิดจากความร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ทั้งสิ้น และสิ่งสำคัญคือ ‘ทุกคนต้องเชื่อในการลงมือทำ’

ตัวผมลงพื้นที่บ่อยมาก ถ้าผมไม่ลงไปทำ ไม่ลงไปเห็น ผมก็จะวิเคราะห์ไม่ออก ด้วยความที่ผมเป็นนักธุรกิจ จะมองเห็นอะไรที่คนอื่นมองไม่เห็น บางทีลงพื้นที่เจอเกษตรกร เขาปลูกอันนี้เก่ง แล้วผมดันไปเจอเชฟอีกร้านที่เก่งเหมือนกัน ผมก็จับแพะชนแกะเลย ชวนเขามาคุยกัน ถ้าผมไม่ลงพื้นที่เขาคงไม่โคจรมาเจอกัน 

หรือนาหมื่นศรี จังหวัดตรัง มีช่างทอผ้าอยู่ 9 คน สินค้าเขาขายดีจนทอไม่ทัน ข้าง ๆ มีโรงเรียนอยู่ติดกัน แต่ไม่คุยกัน ผมเลยไปคุยกับ ผอ. ให้เอาหลักสูตรทอผ้าไปใส่ในวิชาเรียน กลุ่มเซ็นทรัลซื้อกี่ให้ด้วย ให้เด็กหัดทอง่าย ๆ เพื่อจะเอาผ้ามาส่งให้นาหมื่นศรี กลายเป็นว่าโรงเรียนมีรายได้ และรั้วที่เคยกั้นระหว่างโรงเรียนกับโรงทอก็ถูกรื้อออก กลายเป็นพื้นที่เดียวกัน เด็กในโรงเรียนถูกสอนให้เป็นมัคคุเทศก์ประจำที่พิพิธภัณฑ์ผ้าทอนาหมื่นศรี ที่น่ารักคือ เด็กดึงพ่อแม่ ผู้ปกครองมาเป็นสมาชิกด้วย ตอนนี้ชุมชนเขาแข็งแรงมากเลย มีความรักและสามัคคี ผมว่ามันเป็นตัวอย่างของการทำด้วยกัน ทำด้วยใจ 

การบริหารคนและบริหารงานก็เหมือนกัน ต้องมีความร่วมมือกัน ต้องเชื่อใจในบุคลากรของเรา แต่ละคนมีความเก่งคนละด้าน เรานำความเก่งของแต่ละคนมารวมกัน ช่วยกันทำงาน ระดมความคิด วางแนวทางร่วมกัน และที่สำคัญคือการลงมือทำ

เวลาลงพื้นที่ สายตาคู่นี้ของผู้บริหาร มองเห็นอะไรในชุมชนนั้น ๆ

ส่วนใหญ่ผมจะคุยกับชาวบ้านมากกว่า ว่าที่นี่มีของดีอะไร แล้วก็ฟังจากเขา 

ไม่นานมานี้ผมลงพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ เขาพาไปดูเขื่อนลำปาว มันใหญ่เท่ากับเขื่อนภูมิพลเลยนะ แต่ไม่มีคนเที่ยวสักคน ผมนั่งแพไปกลางเขื่อน ชาวบ้านก็กระโดดลงน้ำจับกุ้งก้ามกรามขึ้นมาทำให้กิน เขาบอกว่ากุ้งที่นี่ส่งอยุธยาเป็นหลัก คนไม่เคยรู้สิ่งนี้มาก่อน ถ้าอย่างนั้นผมช่วยเอากุ้งพวกนี้ไปขายที่ตลาดจริงใจให้มั้ย หรือทำเขื่อนลำปาวให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว ทำให้ดี ทำให้สะอาด คนน่าจะมาเที่ยวเยอะขึ้น 

อีกอันที่ผมสังเกต คือ คนมากาฬสินธุ์ไม่มีใครนอนค้าง เขาจะไปนอนขอนแก่น ร้อยเอ็ด แล้วทำไมเราไม่ทำโฮมสเตย์น่ารัก ๆ ให้คนมาพัก เพราะที่นี่อากาศดีมาก แม้กลางวันร้อน แต่กลางคืนอากาศเย็นสบาย เพราะอยู่ติดกับภูพาน นี่คือสิ่งที่ผมมองเห็น ผมพยายามให้วิธีการคิดและการต่อยอด

บางอย่างผมไม่เคยรู้มาก่อน แต่การลงพื้นที่ทำให้มองเห็นศักยภาพและความเป็นไปได้ ที่ปรึกษาของ เซ็นทรัล ทำ ก็เห็นโอกาสในการต่อยอดของดีนั้น ๆ ด้วยเหมือนกัน ซึ่งแต่ละที่ผมก็จะมองไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับว่าชุมชนนั้นมีอะไร

พิชัย จิราธิวัฒน์ พลังของการลงมือทำ ‘เซ็นทรัล ทำ’ CSV ที่ทำจริงและทำอย่างยั่งยืน

คุณเป็นผู้บริหารแบบไหน

ผมเป็นผู้บริหารที่ชอบแชร์ความรู้ทั้งหมดที่ผมมี ที่สำคัญผมรับฟังทุกคน เวลาลงพื้นที่ยิ่งต้องฟัง ถ้าไม่ฟังผมจะไม่รู้ปัญหาหรือความต้องการของเขา และสังเกตดูได้เลย ลูกน้องทุกคนไม่ค่อยกลัวผม (หัวเราะ) มีอะไรเขาก็จะพูด เพราะเขารู้ว่าผมรับฟัง ผมไม่ดุ จากนั้นผมจะเอามาวิเคราะห์อีกที สอง ผมฟังเพราะต้องการรับรู้สิ่งใหม่ ๆ และอัปเดตตัวเอง ยิ่งเป็นเรื่องของเด็ก ๆ ที่ผมไม่ค่อยรู้เรื่อง ผมยิ่งอยากฟัง 

ผมว่าทุกคนเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต เพียงแค่เราต้องเปิดใจฟังคนอื่น ไม่ใช่แค่เรื่องการทำงานอย่างเดียว มันรวมถึงเรื่องคน เรื่องลงชุมชน ตรงนี้อาจทำให้ผมชนะใจชาวบ้านก็ได้ เขาเลยพูดกับผมเยอะหน่อย ซึ่งหลายชุมชนที่เราลงไปเขาไม่ค่อยพูดปัญหาที่แท้จริง เพราะโดนหลอกมาสิบหนให้ทำนู่นทำนี่ 

คุณว่าอะไรเป็นเหตุผลให้ชาวบ้านเชื่อใจ เซ็นทรัล ทำ

สิ่งที่ผมเรียนรู้ คือ มันต้องใช้เวลานะ สอง การที่ชุมชนสอนชุมชนมันง่ายกว่า ชาวบ้านจะฟังชาวบ้านกันเอง ผมถึงพยายามสร้างโค้ชให้ส่งต่อองค์ความรู้ซึ่งกันและกัน 

ซึ่งโมเดิลการสร้างโค้ช ก็มีมาตั้งแต่รุ่นคุณปู่ 

เป็นความคิดมาจากคุณปู่ คุณพ่อ และคุณลุงของผม ในสมัยก่อนเวลามีคนมาขายของในห้าง ที่บ้านเราจะ Coaching ให้ ทำไมไม่ดีไซน์แบบนี้ ทำไมไม่ทำสีแบบนี้ เรา Coaching จนเขาเริ่มเก่งและไปสอนคนอื่นต่อ ผมเลยคิดว่าทำไมเราไม่กลับไปทำแบบเดิม การสร้างโค้ชไม่ใช่เรื่องใหม่เลย เป็นเรื่องเก่าที่เรามีความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว 

เซ็นทรัล ทำ พยายาม Coaching เพื่อสร้างโค้ช ในวันที่เราดูแลเขาจนถึงเป้าหมาย เรามีข้อตกลงกันว่า เมื่อไหร่ที่เขาแข็งแรง เขาต้องเป็นพี่เลี้ยงเพื่อให้ชุมชน โรงเรียน หรือเครือข่ายให้แข็งแรงเหมือนกันกับเขา นี่คือสิ่งที่เราตกลงร่วมกัน

พิชัย จิราธิวัฒน์ พลังของการลงมือทำ ‘เซ็นทรัล ทำ’ CSV ที่ทำจริงและทำอย่างยั่งยืน

แล้วคุณมีวิธีปรับมุมมองของพนักงานอย่างไรให้เห็นพ้องกับความเชื่อของ เซ็นทรัล ทำ

เริ่มจาก คุณเตียง, คุณสัมฤทธิ์ และ คุณวันชัย จิราธิวัฒน์ ที่สร้างดีเอ็นเอไว้ตั้งแต่ก่อตั้งเซ็นทรัล มองว่ารวมใจเป็นน้ำหนึ่งเดียวกัน ให้เกียรติต่อผู้อื่นอยู่เสมอ มอบโอกาสให้ผู้อื่นในการรับผิดชอบต่อสังคมได้อย่างเต็มความสามารถ ฝึกฝนและพัฒนาตนเองอยู่เสมอ เพราะทุก ๆ ความสำเร็จของเราเติบโตขึ้นจากความตั้งใจแน่วแน่ที่จะสร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับประเทศ และช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตของชาวไทยทุกคน

และด้วยภารกิจของกลุ่มเซ็นทรัลมีเป้าหมายระยะยาว นั่นคือการพัฒนาธุรกิจควบคู่ไปกับประเทศ โดยการเป็นผู้นำบุกเบิกความเจริญสู่ทุก ๆ ท้องถิ่นในทุกประเทศที่ธุรกิจของเราเข้าไปดำเนินกิจการ พร้อมช่วยพัฒนาคน ชุมชน สังคม และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปพร้อมกัน

ด้วยการปลูกฝังเรื่องนี้และมีการลงมือทำอย่างต่อเนื่องตลอด จนกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรของกลุ่มเซ็นทรัล ความเชื่อนี้เลยถูกส่งต่อกันมาเรื่อย ๆ จนเกิดเป็นโครงการ Central Tham ‘ทำด้วยกัน ทำด้วยใจ’ 

ในวันที่โครงการ เซ็นทรัล ทำ เกิดขึ้น วัฒนธรรมองค์กรที่ว่ายังเหมือนเดิมมั้ย

ไม่ต่างไปจากเดิมครับ แค่เปลี่ยนจากต่างคนต่างทำ มาเป็นร่วมกันทำภายใต้โครงการ เซ็นทรัล ทำ ที่คำนึงเรื่องการดำเนินธุรกิจเชิงคุณภาพให้ตรงกับความต้องการของสังคม เลยยกระดับการทำงานจาก CSR เป็น CSV (Creating Shared Values) เพื่อสร้างคุณค่าร่วมให้กับธุรกิจและสังคมในการพัฒนาอย่างยั่งยืน

แล้วการทำ CSV ในนิยามของคุณคืออะไร

ถ้าพูดให้ง่ายที่สุด คือ เราไม่เอาปลาไปให้เขากิน แต่เราสอนเขาจับปลา แบบนี้มันยั่งยืนกว่า 

การทำ CSV สำหรับผม คือการไปสัมผัสวิถีชุมชน ไปดูว่าแต่ละพื้นที่เป็นอย่างไร ได้พูดคุยกับชาวบ้าน ลูกค้า พันธมิตร ในทุกแง่มุม แล้วนำมาปรับและพัฒนาเพื่อทำงานร่วมกัน ที่สำคัญ ผมได้ให้องค์ความรู้และความช่วยเหลือต่าง ๆ ที่ชุมชนเอาไปต่อยอดหรือพัฒนาต่อ เพื่อให้เขาเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยตัวเขาเอง 

การเริ่มต้น การลงพื้นที่ และการทำอย่างยั่งยืน ของ พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล

แสดงว่าการทำ CSR ในทุกวันนี้ไม่เพียงพอแล้ว

ไม่พอ และไม่อยากให้ทำด้วย (ตอบทันที) จากเดิมกลุ่มเซ็นทรัลก็มีการทำกิจการเพื่อสังคมในรูปแบบ CSR นะ ทุกวันนี้ปรับสู่ CSV ที่เป็นการเข้าไปให้องค์ความรู้ต่าง ๆ แก่ชุมชนและเกษตรกร จนเขาสร้างความแข็งแกร่งให้ตัวเองได้ และเขาก็ส่งต่อความรู้ให้กับชุมชนใกล้เคียงด้วย จนเกิดการพัฒนาต่อในวงกว้าง 

การปรับเปลี่ยนการทำกิจการเพื่อสังคมในรูปแบบ CSR สู่ CSV คุณต้องเผชิญอะไรบ้าง

อันดับแรกพนักงานไม่ค่อยเข้าใจ ช่วงแรกเหนื่อยนะ ต้องเวิร์กชอปให้พนักงานเข้าใจสิ่งที่กลุ่มเซ็นทรัลกำลังจะทำ จากนั้นก็ชวนพนักงานลงพื้นที่ มีลงกันอยู่คนสองคน แล้วขยับเป็น 6 – 7 คน ตอนนี้ต้องจำกัดคน เพราะมีคนอยากลงพื้นที่กันเยอะเลย ผมว่ามันคงเป็นเพราะเขาเริ่มเข้าใจและสนุกกับโปรเจกต์ของ เซ็นทรัล ทำ

ทำไมองค์กรใหญ่ควรให้ความสำคัญและทำกิจการเพื่อสังคมที่มีเป้าหมายเพื่อ ‘ความยั่งยืน’

อย่างกลุ่มเซ็นทรัล เราทำธุรกิจอยู่ในสังคม การที่เราจะเติบโตนั้น เราเติบโตคนเดียวไม่ได้ สังคมและสิ่งแวดล้อมต้องเติบโตไปพร้อมกัน ตอนนี้เริ่มมีองค์กรใหญ่ ๆ มาจับมือกับเรา เช่น เบทาโกร มาสอนเรื่องการเลี้ยงไก่ SCG มาช่วยรีไซเคิลลังกระดาษเป็นเตียงภาคสนามช่วงสถานการณ์โควิด-19 โคคา-โคล่า ก็ร่วมกับกลุ่มเซ็นทรัลทำโครงการโค้กขอคืน (จัดเก็บบรรจุภัณฑ์มารีไซเคิลใหม่ ลดปัญหาขยะและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม) หรือ AIS เราก็จับมือทำโครงการ E-Waste โดยเราใช้พื้นที่ในศูนย์การค้า เป็นจุดติดตั้งรับขยะอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อการทิ้งอย่างถูกที่และถูกวิธี แล้วนำไปกำจัดและ Recycle อย่างถูกต้องตามมาตรฐานสากลในรูปแบบ Zero Landfill

เวลากลุ่มเซ็นทรัลมีโปรเจกต์ใหม่ ๆ ก็จะแลกเปลี่ยนกับองค์กรต่าง ๆ ถ้าเขาปิ๊งอันไหนก็จะมาถามต่อและผมจะแบ่งปัน Best Practice ให้กัน เพื่อช่วยให้เขาไม่ต้องวนเวียนกับปัญหาที่เราเคยเจอ จริง ๆ ผมอยากให้ทุกคนทำเลย จะทำคนเดียว ทำเป็นหมู่บ้าน บริษัทใหญ่ทำได้ บริษัทเล็กทำได้ แค่ทุกคนเริ่มต้นทำมันก็จะเกิดการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ 

คุณคิดว่าอะไรเป็นเหตุผลให้โครงการ เซ็นทรัล ทำ ประสบความสำเร็จ

ผมว่ามันคือการร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ พันธมิตร คู่ค้า เอาความเชี่ยวชาญจากทุกคนมาต่อยอดจนสำเร็จ

การเริ่มต้น การลงพื้นที่ และการทำอย่างยั่งยืน ของ พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล
การเริ่มต้น การลงพื้นที่ และการทำอย่างยั่งยืน ของ พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล

แล้วตลอด 6 ปี ของการลงพื้นที่ในหลายชุมชนทั่วประเทศ คุณเรียนรู้อะไรกลับมาบ้าง

ผมเรียนรู้เยอะแยะเลย ภาพใหญ่ที่สุด คือ เมืองไทยมีของดีอยู่ทุกจังหวัด ทั้งสิ่งของ พืช ผลไม้ อาหาร และสถานที่ท่องเที่ยว กลายเป็นผมชอบลงชุมชนไปเลย เวลาไปมักจะเจออะไรที่คาดไม่ถึง แล้วก็เรียนรู้วิถีชีวิตของชาวบ้าน แต่ละพื้นที่มีนิสัยไม่เหมือนกัน ต้องจูนกันดี ๆ บางที่ก็สามัคคีกันมาก บางที่ก็ปราบเซียน ถ้าไม่ลงพื้นที่ผมก็จะไม่รู้ พอลงแล้วผมจะเห็นวิธีพัฒนาให้มันดีขึ้น ไม่ใช่พัฒนาให้โมเดิร์นนะ แต่คงเอกลักษณ์ของจังหวัดนั้น ๆ เอาไว้

เซ็นทรัล ทำ เข้าไปทำให้คุณภาพชีวิตเขาดีขึ้น แต่ไม่เปลี่ยนวิถีชีวิตเขา 

ผมไม่อยากเปลี่ยนเลย มันควรจะคงไว้อย่างนั้น

ขณะเดียวกัน เซ็นทรัล ทำ ‘ทำ’ แล้วได้อะไรกลับมา

แน่นอนว่าผมมีตัวเลขคอยชี้วัด แต่ผมไม่ได้ต้องการแค่ Quantity ผมต้องการ Quality ด้วย 

ที่สำคัญผมได้เห็นการเติบโต ความแข็งแรงของชุมชนและสังคม ซึ่งในทุก ๆ โครงการที่ผมลงพื้นที่ ผมเห็นการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น การสร้างอาชีพที่มั่นคง สังคมความเป็นอยู่ และสุดท้าย สิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น

ในวันที่ชุมชนอยู่ได้ด้วยตัวเอง เท่ากับ เซ็นทรัล ทำ บรรลุเป้าหมายแล้วหรือยัง

มากกว่าการอยู่ได้ด้วยตัวเอง ผมหวังให้เขาไปบอกต่อ ไปพัฒนาต่อ ไปทำต่อ นั่นคือสิ่งที่ผมกำลังจะบอกว่าทุกคนลงมือทำได้ด้วยตนเอง คุณจะทำแบบไหนก็ได้ ขอให้เป็นสิ่งที่คุณถนัด

บทเรียนสำคัญของการเชื่อใน ‘พลังของการลงมือทำ’ สำหรับผู้บริหารคนนี้คืออะไร

ผมเริ่มจากการทดลอง ‘ทำ’ ทำในสิ่งที่เชื่อ ทำด้วยความมุ่งมั่น ทำด้วยความตั้งใจ ความต่อเนื่องเหล่านี้มันเกิดผลรูปธรรมในระยะยาว ในวันนี้ผมอยากให้เกิดการเริ่มต้นของการ ‘ลงมือทำ’ ถ้ามัวแต่คิด ไม่ลงมือ ก็ไม่เกิดผล 

ผมหวังว่าการลงมือทำของ เซ็นทรัล ทำ จะสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นทำ ขอแค่เริ่มต้นทำ

การเริ่มต้น การลงพื้นที่ และการทำอย่างยั่งยืน ของ พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล

Questions answered by Executive Director of Central Group

1. ถ้าแนะนำหนังสือให้คนอ่านได้ 1 เล่ม เล่มนั้นคือ

Climate Crisis for Beginners ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เป็นเรื่องใกล้ตัวมากกว่าที่เราคิดครับ เพราะจะส่งผลกับทุก ๆ ชีวิตบนโลกในระยะยาว หากไม่ช่วยกันทำความเข้าใจและช่วยกันแก้ไขคนละไม้คนละมือ

2. คำพูดติดปากของคุณคือคำว่า

ทำด้วยกัน ทำด้วยใจ 

3. ถ้าแข่งรายการแฟนพันธุ์แท้ คุณจะลงแข่งตอนอะไร

เพลงสากลยุค 70 80 90 (ไม่รวม Boyband, Girlband นะครับ ฮ่า ๆ)

4. สิ่งที่อยากทำแต่ยังไม่ได้ทำ

กำกับภาพยนตร์ครับ เป็นแพสชันส่วนตัวตั้งแต่เด็ก ไม่เคยมีโอกาสได้ทำเต็มตัวจริง ๆ สักที ผมอยากทำหนังให้สนุกและบอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่น่าสนใจในประเทศไทย ชาวต่างชาติจะได้มาเยี่ยมชมกัน

5. วิธีการให้กำลังใจคนในทีมตามแบบฉบับของคุณเป็นแบบไหน

ผมจะแสดงออกให้เขารู้ว่าผมพร้อมจะซัพพอร์ตเขาในทุก ๆ เรื่อง

6. จังหวัดในประเทศไทยที่คุณอยากแนะนำ

จังหวัดตรังครับ มีโครงการผ้าทอนาหมื่นศรีที่ทำอยู่ และตรังเป็นจังหวัดที่มีอะไรเจ๋ง ๆ อยู่เยอะ มีเกาะกระดาน เกาะสุกร เกาะลิบง ซึ่งมีความสวยงามแบบธรรมชาติ และมีร้านอาหารไทยอร่อย ๆ อยู่ในตรังเยอะมาก

7. เรื่องใหม่ล่าสุดที่คุณเพิ่งค้นพบคืออะไร

วงการ NFT 

8. ความสามารถพิเศษของคุณที่คนไม่ค่อยรู้

ผมชอบวาดรูป (Painting) ถ้ามีเวลาว่าง ซึ่งหลัง ๆ ไม่ค่อยมี

9. ถ้าให้ขึ้นไปกล่าวสุนทรพจน์กับเด็กจบใหม่ เป็นเวลา 10 วินาที คุณจะพูดว่า

ตั้งใจทำในสิ่งที่ตนเองชอบให้ดีที่สุด

10. เพลงในค่าย Spicydisc ที่ชอบที่สุด

เพลง เธอทั้งนั้น – Groove Riders ผมชอบเพราะความหมายของเพลงตีความหมายของความรักได้ในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นความรักในศาสนา รักคนในครอบครัว รักเพื่อนฝูง หรือคนรักของเรา

11. จะหาคุณเจอได้ที่มุมไหนของเซ็นทรัล 

ตลาดจริงใจและร้าน Good Goods อยากให้ทุกคนมาเยี่ยมชมกันเยอะ ๆ ผมรับประกันความพึงพอใจ


สามารถรับชมภาพยนตร์โฆษณาได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=Nj0ML9DnLYs

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load