ธุรกิจมีขึ้นมีลงตามวัฏจักรของมันเสมอ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรใหญ่หรือเล็กก็ตามที กระทั่งบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC แบรนด์เคมีภัณฑ์ระดับโลกของไทย ก็ยังต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลาเพื่อสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วของโลก พร้อมรับมือกับแรงกดดันจากผู้บริโภคซึ่งคาดหวังว่าผู้ผลิตทั้งหลายจะพัฒนาสินค้าที่ดีและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเรื่อยๆ

ในยุคก่อน COVID-19 พลาสติกถูกแบนจากสังคมจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเรื่องการบริหารจัดการขยะ ทั้งที่พลาสติกมีประโยชน์อย่างมากกับการดำรงชีวิตที่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อมน้อยลง นำกลับมาใช้ใหม่ได้ และเป็นองค์ประกอบสำคัญของนวัตกรรมแห่งอนาคต 

จนเมื่อโลกเผชิญกับโรคระบาดครั้งใหญ่ที่ไม่เคยเจอมาก่อนนี้ บทบาทของพลาสติกจึงยิ่งสำคัญมากยิ่งขึ้นสำหรับสุขอนามัยของผู้คน และกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความมั่นคงด้านสาธารณสุขและการแพทย์ไปโดยปริยาย ซึ่งพลาสติกเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสินค้าหลักที่ GC ผลิตเท่านั้น แกนนำธุรกิจเคมีภัณฑ์ (Chemical Flagship) ของกลุ่ม ปตท. ยังครอบคลุมทั้งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม อะโรเมติกส์ โอเลฟินส์ โพลิเมอร์ เอทิลีนออกไซด์ เคมีภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม ฟีนอล และ Performance Materials & Chemicals

ดร. คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ GC ยังคงเชื่อในคุณค่าหลักขององค์กรที่ปลูกฝังให้คนกล้าคิด กล้าทำ และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เสมอ เขาเห็นว่าไบโอพลาสติกหรือพลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้จะมีพื้นที่มากขึ้นเรื่อยๆ นับจากนี้ แต่ธุรกิจพลาสติกเดิมก็จะยังคงอยู่ เพียงแต่ถูกพัฒนาให้มีคุณภาพที่ดีขึ้นเพื่อการใช้งานที่ยาวนานกว่าเดิม สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียนหรือ Circular Economy ซึ่งถือเป็นพันธกิจสำคัญที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานนับพันรายของ GC ที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องแม้จะปรับใช้กับกระบวนการทางธุรกิจของตนเองมานานแล้วก็ตามที 

มอง Circular Economy ในมุม ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ผ่านสิ่งที่ GC คิดและทำมาตลอด, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

The Cloud ได้พูดคุยกับกัปตันทีมผู้เชื่อเรื่ององค์ความรู้และรักการอ่านหนังสือทุกประเภทเมื่อมีเวลาว่าง และทราบว่ากำลังจะมีงาน GC Circular Living Symposium 2020 ที่ต่อยอดความสำเร็จจากปีที่ผ่านมา โดยมุ่งหวังจะจุดประกายให้ภาคธุรกิจและคนในสังคมได้เห็นประโยชน์ที่นำไปสร้างโอกาสทางธุรกิจได้จริง มีผู้ที่ปฏิบัติจนประสบความสำเร็จแล้วจริงๆ จากทั่วทุกมุมโลกมารวมเอาไว้ในงานเดียว 

ติดตามได้จากบทสัมภาษณ์พิเศษนี้

ตอนนี้เวลาพูดเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน ใครๆ ก็หยิบยกเรื่อง Climate Change มาพูด GC มีมุมมองเรื่องความยั่งยืนอย่างไร

ผมว่าการให้ความสำคัญกับเรื่อง Climate Change เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ความยั่งยืนที่เราเชื่อและทำมาโดยตลอดมันครอบคลุมทุกส่วนอยู่แล้ว มาถึงวันนี้มันไม่ได้เปลี่ยนไป ความยั่งยืนคือการสร้างความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม 

อย่างด้านเศรษฐกิจ เรามองว่าไม่ได้จะเน้นกำไรอย่างเดียว จริงอยู่ที่การทำธุรกิจต้องมีกำไรอยู่แล้ว แต่กำไรต้องครอบคลุมทุกส่วนมากขึ้น เพราะมันไม่ได้มีแค่เราแต่ต้องคิดถึงคนอื่นด้วย ช่วงที่ COVID-19 ส่งผลกระทบนี้ไปถึง ซัพพลายเออร์และลูกค้าของเรา เราก็ต้องพาเขาไปด้วยกันให้ได้ ถ้าจะทำธุรกิจอย่างยั่งยืน คนในห่วงโซ่คุณค่าและห่วงโซ่อุปทานจะต้องไปด้วยกันได้ เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพราะทุกอย่างเชื่อมโยงกันทั้งโลกอยู่แล้ว ถ้าเราอยู่ดีแต่คนอื่นไม่ดี มันก็ไปต่อไม่ได้ ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ของเราก็เกี่ยวพันกับอีกร้อยพันองค์กรครับ เรื่องแบบนี้ต้องคิดให้ยาว เพื่อจะอยู่กันยาวๆ 

อย่างด้านสังคม บ้านของเราก็คือที่โรงงานในจังหวัดระยอง เราก็ต้องดูแลสังคมในระยองด้วย ไม่ว่าจะระดับชุมชน ระดับท้องถิ่น การดูแลพวกเขาก็ต้องยั่งยืน ไม่ใช่การเอาเงินไปให้ แต่ต้องทำให้ชุมชนยืนได้ด้วยตัวเอง เพียงแต่เราช่วยประคองเขาด้วยการช่วยสร้างอาชีพ เพิ่มโควต้ารับคนระยองมาทำงาน สนับสนุนภาคการศึกษา ช่วยด้านประมงหรือเกษตรกรรม ใช้ความรู้ของเราไปสอนเขาพัฒนาสินค้าใหม่ๆ เพื่อทำให้เศรษฐกิจท้องถิ่นแข็งแรง 

ในส่วนของสิ่งแวดล้อม เราใส่ใจกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals : SDGs) สิ่งที่ GC เน้นคือ Climate Change และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) สิ่งที่เราทำอยู่ต้องมีผลต่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีนัยสำคัญด้วยหลักการของ Circular Economy นี่ล่ะครับ 

แล้วทาง GC ทำเรื่อง Circular Economy อย่างไร

เรามีแนวคิดที่สำคัญคือ Chemistry for Better Living นี่เป็นวิสัยทัศน์สำคัญที่อธิบายเรื่องความยั่งยืนได้ เราทำเคมีภัณฑ์เพื่อให้คนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน มีการเดินทางสะดวก มีสุขอนามัยต่างๆ ที่ดีขึ้น นอกจากนี้ คำว่า Chemistry ยังไม่ได้หมายถึงเรื่องของเคมีภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงเคมีระหว่างกัน การอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืนของสังคมกับสิ่งแวดล้อมด้วย เกิดเป็น Better Living

หลักการทำ Circular Economy ของ GC แบ่งออกเป็นสามเรื่องครับ เรื่องแรกคือ Smart Operating เราต้องทำงานอย่างฉลาดเพื่อลดการใช้ทรัพยาการ ลดการปล่อยของเสีย ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ใช้วัตถุดิบให้น้อยลง ประหยัดพลังงานมากขึ้น ซึ่งชี้วัดได้จากกระบวนการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่น้อยลง ไม่ว่าใครก็เอาไปปรับใช้ได้

เรื่องที่สองคือ Responsible Caring ซึ่ง GC มีสินค้าที่ครบวงจร ถ้าเป็นพลาสติกจากปิโตรเคมี ก็จะเอาไปรีไซเคิลหรืออัพไซเคิลได้ ต้องออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ยังมีไบโอพลาสติกหรือพลาสติกชีวภาพ พอเอาไปทิ้งในดินก็ย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยได้ นี่เป็นหน้าที่ของเราที่จะทำของเหล่านี้ออกมา หรือสำหรับในชีวิตประจำวัน อาคารต่างๆ ที่ออกแบบหรือก่อสร้างโดยใช้ทรัพยากรน้อยลง หรือใช้วัสดุที่มีน้ำหนักเบา มีความคงทนแข็งแรง ก็ถือเป็น Responsible Caring เช่นกัน

และเรื่องที่สาม Loop Connecting เป็นการสร้างแนวร่วมเพื่อสร้างระบบนิเวศที่ดี ถ้าเราทำสองอย่างแรกมันก็ดีครับ แต่ถ้าทำกันไม่มากพอ ผลลัพธ์ก็จะอยู่ในวงจำกัด เราจึงต้องสร้างองค์ความรู้ให้กับแนวร่วม เราเริ่มจากปลายน้ำก่อน จากเล็กไปใหญ่ หลายปีที่แล้วเราช่วยกันเก็บขยะพลาสติกจากทะเล เอาไปผ่านขั้นตอนการีไซเคิลและอัพไซเคิล เป็นเส้นใยโพลีเอสเตอร์รีไซเคิล (Recycled Polyester) ก่อนนำไปผสมกับเส้นใยฝ้าย (Cotton) และเส้นใยซิงค์โพลิเอสเตอร์รีไซเคิล (Antibacterial Polyester Zinc) ที่มีคุณสมบัติช่วยลดกลิ่นอับเวลาสวมใส่แล้วนำไปถักทอโดยชาวบ้านชุมชนคุ้งบางกะเจ้า เป็นจีวรรีไซเคิลสีพระราชนิยมที่นุ่งห่มสบาย ไม่ยับง่าย และแห้งไว นี่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันเลย

มอง Circular Economy ในมุม ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ผ่านสิ่งที่ GC คิดและทำมาตลอด, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

ปลูกฝังคนในองค์กรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้เห็นความสำคัญเรื่องนี้อย่างไร

GC เกิดจากการควบรวมสี่บริษัทที่มีวัฒนธรรมที่ต่างกัน เราก็เลยต้องทำเรื่องนี้ตั้งแต่แรกเลย เราทำงานด้วยกัน สร้างวัฒนธรรมองค์กรและคุณค่าหลักขององค์กรร่วมกันสี่เรื่อง มีเรื่องหนึ่งที่เป็นคุณค่าหลัก คือเห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน อันนี้เราปลูกฝังและปรับมาใช้เรื่อง Circular Economy ด้วย 

ถ้าเรามองเห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน มันจึงจะเกิดได้ ตอนนี้เรามีแนวร่วมกับบริษัทในห่วงโซ่อุปทานของเราที่เชื่อเรื่องความยั่งยืนเหมือนกัน สุดท้ายทำแล้วต้องเป็นธุรกิจให้ได้ อย่างตอนนี้ GC ก็ร่วมมือกับกลุ่มไทยเบฟ ผลิตบรรจุภัณฑ์ให้เขาซึ่งก็ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้ หรืออย่างธนาคารกสิกรไทยกับเครือไทยยูเนี่ยนก็จับมือกับเราเช่นกัน

ก่อนหน้านี้คนมองว่าพลาสติกเป็นผู้ร้ายทำลายสิ่งแวดล้อม 

ผมคิดว่าพลาสติกเป็นของที่สร้างขึ้นมาเพื่อช่วยสิ่งแวดล้อมนะครับ เช่น ภาชนะต่างๆ ที่เราใช้กันอยู่ ไม่อย่างนั้นเราก็ต้องไปตัดต้นไม้มาใช้ ปัญหาจริงๆ คือเราทิ้งมันไม่ดี ทิ้งลงไปตามท่อบ้าง ทิ้งบนพื้น ขยะเหล่านี้ก็ถูกพัดพาลงแม่น้ำ ลงทะเล พอลงทะเลปลาก็มากิน สะท้อนว่าปัญหาอยู่ที่การจัดการ

ก่อน COVID-19 เราพยายามสื่อสารไปทุกส่วนว่าวิธีแก้ปัญหาจะต้องมีทางออกเพื่อทุกคน ใครอยากใช้พลาสติกก็ต้องหาทางให้เขาทิ้งได้อย่างถูกต้องเพื่อเอามาใช้ประโยชน์ต่อ หรืออาจมีอีกทางเลือกคือไบโอพลาสติกที่สลายตัวได้ทางชีวภาพ ตอนนี้พอเกิดโรค COVID-19 คนก็กลัว การนำพลาสติกกลับมารีไซเคิลก็น้อยลง เนื่องจากมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยและสุขอนามัย เราก็เลยมองว่าความเข้าใจเรื่อง Circular Economy เป็นสิ่งจำเป็น ต้องมีวิธีทำให้คนช่วยกันมากขึ้น อย่างล่าสุดเราไปร่วมมือกับภาครัฐและผู้ให้บริการจัดส่งอาหารในการช่วยลดขยะพลาสติกซึ่งเป็นทางเลือกให้กับลูกค้า ในแอปพลิเคชันมีให้เลือกได้ว่าจะใช้บรรจุภัณฑ์ไบโอพลาสติกหรือไม่ มีทั้งหลอด ภาชนะ และช้อนส้อม ทุกคนต้องช่วยร่วมมือกันแบบนี้ 

นี่เป็นปีที่ 2 แล้วสำหรับ GC Circular Living Symposium 2020 คุณคาดหวังกับงานนี้แค่ไหน

เราต้องการทำให้สังคมเห็นว่าเรื่อง Circular Economy นี้ทำได้จริง ไม่ใช่แค่ทฤษฎี มีองค์ประกอบสามสี่อย่างที่ทำให้งานนี้แตกต่างจากงานอื่น อย่างแรกก็คือ แนวร่วมและพันธมิตร นี่ไม่ใช่แค่งานที่ GC มาบอกว่าเราทำอะไรบ้าง แต่เป็นที่ที่เราให้แนวร่วมที่เป็นทั้งคู่ค้า ผู้นำความคิด กระทั่งเยาวชนก็มาร่วมงานด้วย 

อย่างที่สองคือ นวัตกรรม มีสินค้าที่ผลิตด้วยแนวคิด Circular Economy ออกมาให้เห็นกันจริงๆ ไม่ใช่แค่ความคิด 

อย่างที่สามคือ ธุรกิจ ทุกคนในงานจะมาคุยกันว่าทำอย่างไรให้เรื่องนี้เป็นธุรกิจขึ้นมาได้จริง 

และเรื่องสุดท้ายคือ ระบบนิเวศ ที่จะแสดงให้เห็นว่าเราจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร สินค้าและโมเดลธุรกิจจะเป็นอย่างไรนับจากนี้ GC ยังมีพันธมิตรระดับโลกอย่าง National Geographic มาร่วมงานด้วย เขาจะมาโชว์ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จให้คนในงานเห็นผ่านโลกออนไลน์ด้วย

มอง Circular Economy ในมุม ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ผ่านสิ่งที่ GC คิดและทำมาตลอด, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

งานปีนี้จะต่างจากปีที่แล้วอย่างไร

ปีที่แล้วเราสร้างการตระหนักรู้ให้คนเห็นความสำคัญของหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ปีนี้เราจึงทำให้เห็นการปฏิบัติได้จริงมากขึ้น ทำให้เห็นชัดไปเลยว่าเป็นอย่างไร เพื่อจุดประกายให้ทุกคนเห็นตัวอย่าง เกิดไอเดียเลยว่าถ้าเราอยากทำเรื่องนี้ จะประยุกต์กับธุรกิจและชีวิตของเราอย่างไร 

ที่น่าทึ่งคือมีผู้นำความคิดหลายสิบคนที่เป็นตัวจริงในแต่ละด้าน ตั้งแต่ Startup ไปจนถึงธุรกิจใหญ่ๆ จะมาแชร์ว่าเขาเอาแนวคิด Circular Economy ไปใช้ในองค์กรอย่างไร สร้างความเชื่อมโยงในรูปแบบไหน เราอยากให้ทุกคนได้เห็นว่าแนวคิดนี้ถูกนำไปทำให้เกิดผลได้อย่างไร เมื่อมีคนเอาไปต่อยอด เราก็ช่วยพวกเขาให้ไปทำต่อ ทำแล้วติดขัดตรงไหนหรือไม่เข้าใจก็กลับมาคุยกัน เรามีเครือข่ายทางธุรกิจต่างๆ ที่พร้อมช่วยเหลือเพื่อขยายผลเรื่องนี้ออกไป

จากนี้โลกของพลาสติกจะเปลี่ยนไปอย่างไร

ทุกวันนี้ธุรกิจก็พยายามทำผลิตภัณฑ์ให้บางลงแต่แข็งแรงขึ้น มีคุณภาพดีขึ้น ทิศทางของพลาสติกคือคนต้องการคุณภาพที่ดีขึ้น ลดปริมาณการใช้ลง อนาคตจะเป็นเรื่องของคอมโพสิต (วัสดุที่มีองค์ประกอบจากเคมีที่แตกต่างกันตั้งแต่สองอย่างขึ้นไปมาผสมกัน) มากขึ้น ไม่ใช่แค่โพลีเมอร์อย่างเดียว มีทั้งนาโนคาร์บอนและไฟเบอร์ต่างๆ การหลอมรวมวัสดุต่างๆเข้าด้วยกันให้มีคุณสมบัติที่ดีขึ้น จะเป็นเทรนด์นับจากนี้ไป อย่างรถยนต์ไฟฟ้าที่จะใช้กัน น้ำหนักต้องเบา มันก็ต้องอาศัยวัสดุพวกโพลีเมอร์มากขึ้น ยางก็จะเป็นยางสังเคราะห์มากขึ้น เราจึงต้องมีความรู้และเทคโนโลยีมากขึ้น นี่ถือเป็นโอกาสทางธุรกิจ 

สำหรับไบโอพลาสติกหรือพลาสติกที่สลายตัวได้ทางชีวภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมปัจจุบันนั้น GC ถือเป็นผู้ผลิตระดับโลก จึงเป็นส่วนเสริมทดแทนพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง จะมาแทนพลาสติกทั้งหมดไม่ได้หรอกครับ ทิศทางของเราคือการก้าวไปสู่การทำสินค้าที่พิเศษมากขึ้น ลดความเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ไปสู่ Performance Product มากยิ่งขึ้น ถึงแม้อาจจะผลิตยากขึ้น กลุ่มลูกค้าก็อยู่ในวงจำกัด มีการใช้เทคโนโลยีที่สูงเพื่อลดการแข่งขัน ซึ่งสุดท้ายก็จะช่วยลดปริมาณขยะลงและตอบโจทย์เรื่องความยั่งยืนอย่างชัดเจน

ผลิตของคุณภาพสูง ใช้ได้นาน อย่างนี้ผู้บริโภคก็จะซื้อไม่บ่อยนะครับ

เราก็หันไปผลิตอย่างอื่นแทนได้ครับ นี่เป็นความท้าทายของเรา ผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ในโลกยังมีอีกมาก ไม่ใช่แค่พลาสติก ซึ่งปัจจุบัน ความต้องการใช้ก็ยังเยอะมาก การผลิตของอย่างเดิมมาสิบๆ ปี สักวันหนึ่งมันก็ต้องหายไป เป็นไปตามวัฏจักรธุรกิจ ของอย่างหนึ่งอยู่มาถึงช่วงหนึ่งก็จะเลิกไปเอง เดี๋ยวก็มีของใหม่มาแทน

วัฒนธรรมองค์กรแบบ GC เป็นอย่างไร

เราทำงานบนหลักคิดสี่อย่าง คือหนึ่ง กล้าคิดกล้าทำ สร้างสรรค์สิ่งที่ดีกว่า สอง พัฒนาตัวเองและทำงานเป็นทีม สาม ทำงานเชิงรุกสนองความต้องการของลูกค้า สี่ คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน 

องค์กรเราผ่านการเปลี่ยนแปลงมาเยอะ ทำเรื่อง Digital Transformation กันมาสักพักแล้ว ต้องปรับตัวให้เร็ว ทำงานร่วมกันโดยไม่ยึดกับไซโลที่แยกขอบเขตงาน และวัดผลงานความสำเร็จเฉพาะภายในหน่วยงานของตัวเอง ตอนนี้เราก็อยู่ระหว่างปรับองค์กร ผมพูดกับทุกคนว่าจะต้องพัฒนาทักษะใหม่กันหมด การที่ทำงานเดิมจนเก่งเป็นเบอร์หนึ่งในงานนั้นหลายๆ ปี อาจจะต้องเปลี่ยนไปลองทำงานอื่นดูบ้าง 

ผมไม่ได้แบ่งว่าใครเป็นคนใหม่หรือคนเก่า ทุกคนสำคัญเท่ากัน เราอยู่ร่วมกัน คุณธรรมพื้นฐานต้องเหมือนกัน ต้องฟังคนอื่น กล้าคิดกล้าทำ แสดงความคิดเห็นได้ ทำงานเป็นทีม ไม่ว่าจะคนรุ่นไหนก็ต้องทำงานแบบนี้ ไม่จำเป็นที่คนรุ่นใหม่จะเป็นปัญหาเสมอไปนะ บางทีคนรุ่นเก่าก็เป็นปัญหาเสียเองเพราะว่าทำแบบเดิมมานาน แต่คนเก่าเขาก็มีข้อดีของเขาที่คนใหม่ยังไม่มี 

สไตล์การบริหารงานของคุณเป็นอย่างไร

ผมมีความเชื่อว่า การทำงานนั้นเราต้องมีความรู้ ความรู้ในที่นี้ไม่ได้แปลว่าตำรานะ และผมก็ไม่เชื่อเรื่องการใช้แต่ประสบการณ์หรือคิดเอาเอง สมัยนี้มีองค์ความรู้เยอะมาก ต้องรู้ในสิ่งที่ทำอยู่ ใช้ความเก๋าอย่างเดียวไม่ได้

อย่างถ้าทำการตลาดก็ต้องรู้จักกระบวนการผลิตด้วย ทุกคนต้องมีความรู้พื้นฐาน ผู้ใหญ่ที่จะขึ้นมาบริหารงานต้องรู้เรื่อง ไม่อย่างนั้นก็จะโดนเด็กๆ โห่ได้ เวลาส่วนใหญ่ของผมใช้ไปกับการคุยกันครับ ส่วนใหญ่ก็ประชุมงาน คุยงาน หน้าที่ผมก็ต้องคุยกับคนนั้นคนนี้ให้เขาเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน 

สำหรับการบริหารองค์กร เรื่องคนนี่ยากที่สุดครับ เพราะว่าเป็นเรื่องที่ซับซ้อน มีองค์ประกอบที่ละเอียดอ่อนพอสมควร สุดท้ายองค์กรต้องเดินไปข้างหน้า เราต้องตัดสินใจ และไม่ใช่ทุกคนที่จะยินดีกับการตัดสินใจของเรา ซึ่งผู้บริหารต้องบริหารสมดุลเรื่องนี้ให้ได้

มอง Circular Economy ในมุม ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ผ่านสิ่งที่ GC คิดและทำมาตลอด, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

Questions answered by CEO of GC

ดื่มกาแฟไหม

เอสเปรสโซ่มัคคิอาโต้ เป็นจุดเริ่มต้นที่ผมลองดื่มกาแฟเลย ปกติไม่ชอบเพราะดื่มแล้วจะมึน แต่จำได้ว่าไปลองกินที่ร้าน Monmouth ที่ลอนดอน อร่อยมาก เขาจะใส่น้ำตาลทรายแดงละเอียดๆ ลงไป 

เครื่องดื่มโปรด

ไวน์ครับ เป็นไวน์แดง ดื่มได้หมดทั้งไวน์ฝรั่งเศสและอิตาลีครับ แต่ละที่ก็มีข้อดีของมัน ไวน์ขวดละสองพันบาทดีๆ ก็มีนะครับ แต่ต้องเลือกหน่อย คนที่เราดื่มไวน์ด้วยก็จะช่วยเพิ่มรสชาติ บางครั้งไม่ดื่มไวน์ เราก็เลือกวิสกี้ครับ

งานแรกที่นึกถึงเมื่อตื่นเช้าขึ้นมา

ปกติผมจะไม่แบ่งเวลาแบบนั้น เวลาทำงานผมก็รีแลกซ์ได้ เวลารีแลกซ์ก็ทำงานได้ ปกติจะเดินทางเยอะช่วงก่อน COVID-19 เราสามารถทำงานเมื่อไหร่ก็ได้หรือไม่ทำก็ได้ มันอยู่กับเราได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว อย่างช่วง COVID-19 นี้ GC นี่เป็นที่แรกๆ ที่ปรับตัวเร็วมาก เรารู้อยู่แล้วโลกจะเป็นแบบนี้ไปอีกนาน ต่อให้ COVID-19 หายก็อาจจะมีโรคอื่นเกิดขึ้นมาได้ เราก็ทำให้พนักงานเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของเราทำงานจากที่บ้านได้ ตอนนี้เราก็ให้คนสองในสามของบริษัททำงานจากที่บ้านและจะเป็นแบบนี้ตลอดไป เดี๋ยวนี้เราประชุมได้ทุกที่อยู่แล้ว 

มีอยู่ทริปหนึ่งช่วงต้นปีที่ปกติผมต้องไปอังกฤษ ตอนนั้น COVID-19 ระบาดหนักมาก แม้เป็นธุระสำคัญ ต้องไปเจอคนนั้นคนนี้ สุดท้ายผมตัดสินใจไม่ไปดีกว่า ใช้การประชุมผ่านวิดีโอคอลและงานก็ผ่านไปได้ ได้ผลดีด้วย ถ้าเราไม่ทำก็จะไม่รู้ พอทำถึงรู้ว่ามันได้ผลดี 

การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ทำให้ปรับความคิดยังไง

ทำให้ผมยิ่งเชื่อว่าต้องทำธุรกิจให้อยู่ได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ มันยังบอกเราอีกว่าใครปรับตัวได้เร็ว ไม่ใช่แค่รอด แต่จะไปได้ดี ที่สำคัญคือ เราต้องปรับตัวให้เร็วกว่าคนอื่นให้ได้

เป็นคนที่วางแผนต่างๆ เป็นกระบวนการดี คุณซึมซับวิธีคิดแบบนี้มาจากไหน

ทุกอย่างที่หล่อหลอมผมมาจากพวกพระเอกในนิยายที่ผมอ่านครับ ผมอ่านทุกอย่าง ทั้งงานของไอแซค อสิมอฟ นี่ดีมาก หรืองานของแอน ไรซ์ ที่เขียนเรื่องแวมไพร์ หรือหนังสือกำลังภายในก็อ่านครับ มันให้แนวคิดที่ดีมาก มังกรหยกก็อ่าน แต่ผมชอบชอลิ้วเฮียง เป็นพระเอกที่สบายๆ ไม่ต้องฝึกอะไรมากแต่เก่ง

แล้วคุณเอ้กับชอลิ้วเฮียงเหมือนกันยังไง

ชอลิ้วเฮียงเป็นคนไม่ซีเรียส สบายๆ ช่วยปราบผู้ร้าย มีคุณธรรม

สิ่งที่ต้องทำก่อนนนอน

สวดมนต์ครับ ผมทำมาตั้งแต่เด็ก ผมไม่ได้สวดอะไรเยอะแยะนะครับ สวดเสร็จแล้วก็นั่งเล่นเกมต่อ

ของที่ต้องพกติดตัวตลอด

โทรศัพท์ครับ ยังไงก็ต้องใช้ แล้วไอแพดกับแว่นตาด้วยครับ เพราะว่าเดี๋ยวนี้สายตายาวแล้ว (หัวเราะ) 

หนังสือเล่มโปรดของคุณ

ผมอ่านหนังสือเยอะครับ มันจะมีเล่มที่ชอบในช่วงชีวิตหนึ่งแต่ไม่ได้มีเล่มโปรดตลอดกาล อย่างที่ชอบก็งานเขียนของอสิมอฟ เรื่อง Foundation ที่มีหลายตอน ได้อ่านต่อเนื่องเป็นระยะเวลากว่าสิบปี หรือของแอน ไรซ์ นี่ก็ล้ำลึกมาก ทำให้เรามีส่วนร่วมกับการตั้งคำถามของตัวละครหลักๆ ว่าเขาเกิดขึ้นมาได้อย่างไรและเพื่ออะไร ล่าสุดก็อ่านหนังสือเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวเรื่อง Salvation ของแฮมิลตัน

ถ้าต้องเขียนหนังสือเองบ้าง จะเขียนเกี่ยวกับอะไร

ถ้าจะเขียนก็คงเขียนพวกนิยายล่ะครับ คงไม่ได้เขียนพวกฮาวทูหรอกครับ

GC Circular Living Symposium 2020: Tomorrow Together งานประชุมด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จัดโดยบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก National Geographic และเครือข่ายพันธมิตรที่รวบรวมกว่า 40 ผู้นำความคิด นวัตกร และนักธุรกิจจากทั่วโลก มาร่วมแบ่งปันความคิดและประสบการณ์เกี่ยวกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อขับเคลื่อนโลกสู่ความยั่งยืน ด้วยนวัตกรรม การสร้าง Business Model เพื่อก่อให้เกิดระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem)

งานนี้มุ่งหวังการแลกเปลี่ยนมุมมองและส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องราวที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ในรูปแบบ Circular in Action รวมพลังปฏิวัติการใช้ทรัพยากรโลก เพื่อสร้างสมดุลเพื่อความยั่งยืน โดยถอดบทเรียนด้วยหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน วิถีการพึ่งพาตนเอง…ใช้สิ่งที่มีให้คุ้มค่า เปลี่ยนแนวความคิดสู่การปฏิบัติที่พร้อมขยายผล ถ่ายทอดจากประสบการณ์ตรงที่เข้าใจง่ายและเกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม เป็นประโยชน์ทั้งในชีวิตประจำวัน SMEs องค์กรและหน่วยงานต่างๆ ตลอดจนสังคม เพื่อเป็นแรงกระเพื่อมให้การนำแนวคิด Circular Economy ขยายผลออกไปให้มากที่สุด เพื่อจะสร้าง ‘วันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า’ ร่วมกัน (Tomorrow Together)

GC Circular Living Symposium 2020 : Tomorrow Together วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน 2563 เวลา 8.30 – 15.30 น. ลงทะเบียนรับชมทางออนไลน์ ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย ที่ https://bit.ly/3jPzR3G

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

เมื่อสำรวจชีวิตของผู้บริหารอย่าง พิชัย จิราธิวัฒน์ ผมค่อนข้างสงสัยว่าส่วนผสมทั้งหลายอยู่ในตัวคนคนเดียวกันได้อย่างไร

ด้วยตำแหน่ง, ชายผู้นี้เป็นทั้งกรรมการบริหารผู้แทนบริษัทกลุ่มเซ็นทรัล ซึ่งถือเป็นอาณาจักรค้าปลีกที่ใหญ่ยักษ์ และเป็นทั้งกรรมการผู้จัดการค่ายเพลงทางเลือกอย่าง SPICYDISC

ด้วยความสนใจ, ชายผู้นี้สามารถยกเคสธุรกิจที่น่าสนใจและนวัตกรรมกระแสหลักมาบอกเล่าได้ทันทีเมื่อบทสนทนาวกไปถึงเรื่องนั้น ในขณะเดียวกัน เวลาฟังเพลง ดูภาพยนตร์ หรือเสพงานสร้างสรรค์ เขากลับสนใจสิ่งที่เป็นกระแสรองมากกว่ากระแสหลัก

จะว่าเขาคือผู้บริหารที่อินดี้ที่สุดคนหนึ่งก็ไม่ผิดนัก

แม้ว่ากันด้วยฐานะ เพียงรายได้จากธุรกิจของกลุ่มเซ็นทรัลก็เพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงตัวเขาได้โดยไม่ต้องมาเสี่ยงกับธุรกิจที่ยากขึ้นทุกวันอย่างธุรกิจดนตรีด้วยซ้ำ แต่ด้วยเชื่อในดนตรี เชื่อในทางเลือก เชื่อว่าบ้านเราไม่ควรมีเพียงค่ายใหญ่ 2 ค่าย เขาจึงยังทำ SPICYDISC มาต่อเนื่องเป็นปีที่ 14 แล้ว

ส่วนผลงานเพลงภายใต้การบริหารของชายที่มีทั้งเลือดนักธุรกิจและศิลปินผู้นี้จะถูกหูถูกใจคนฟังเพียงใดก็อยู่ที่ว่าเอารสนิยมใครเป็นที่ตั้ง-แต่ก็ดีกว่าไม่มีทางเลือกใช่ไหม

ล่าสุดค่าย SPICYDISC ของเขากำลังจะจัดงานดนตรีประจำปีของค่ายอย่าง ‘Melody of Life’ ซึ่งจัดมาเป็นครั้งที่ 11 ในวัน 24 – 25 มีนาคม นี้ ที่เซ็นทรัลเวิลด์

ความน่าสนใจคือนอกจากเป็นพื้นที่ให้วงไม่ดังแต่มีคุณภาพแล้ว งานนี้ยังตั้งใจสื่อสารเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมและสังคมให้กับคนที่มาร่วมงาน ฉะนั้น นอกจากได้ฟังเพลงที่อยากฟัง เรายังได้ฟังความจริงที่อาจไม่อยากฟัง แต่จำเป็นต้องฟัง เพื่อจะได้ช่วยกันหาทางแก้ไข

เช้าหนึ่งในวันอากาศร้อน เรานัดกันเพื่อสนทนาถึงหลายๆ เรื่องราวที่ผมสงสัย ทั้งเรื่องส่วนผสมที่น่าสนใจในตัวชายผู้นี้ รวมถึงงานดนตรีประจำปีที่กำลังจะมาถึง ส่วนบทสนทนาเป็นอย่างไร ลองไล่สายตาอ่านดู

พิชัย จิราธิวัฒน์

คุณเป็นทั้งผู้บริหารของกลุ่มเซ็นทรัล และค่ายเพลงอินดี้อย่าง SPICYDISC จริงๆ แล้วจิตวิญญาณคุณเป็นพ่อค้าหรือศิลปิน

จริงๆ สนใจทั้งสองอย่าง

สมัยก่อนเราเกิดมาจน ปู่ผมย้ายมาจากเมืองจีน มีร้านขายกาแฟริมแม่น้ำ พ่อกับลุงผมต้องคอยเฝ้าร้าน แต่รายได้ไม่ใช่มาจากการขายกาแฟ แต่มาจากคนที่เอาเรือมาฝาก ก็เก็บวันละบาท แล้วคนมาฝากเยอะมาก เลยเริ่มมีเงินขึ้นมา

ตอนที่ผมเกิดได้ 6 วัน ที่บ้านก็เอาไปให้ตากับยายเลี้ยง แล้วผมก็อยู่อาศัยตรงภัตตาคารผ่านฟ้า ตรงข้ามโรงหนังเฉลิมไทย พวกอาๆ ผมเขาก็ชอบฟังเพลง เราเลยเป็นดีเจตั้งแต่เด็ก ชอบฟังเพลงก็เปิดไปเรื่อย ตอนนั้นเป็นแผ่นเสียงแผ่นเล็ก ตอนอนุบาลจะไม่ไปเรียนถ้าไม่ได้ฟังเพลงก่อน แล้วเนื่องจากบ้านอยู่ตรงข้ามโรงหนังเฉลิมไทยซึ่งมีฉายหนังฝรั่ง ผมเองก็ชอบดู มีความคิดอยากทำหนังด้วย แต่เราอยู่ในครอบครัวพ่อค้าคนจีน ก็ต้องทำงานตั้งแต่เด็ก พอโตขึ้นมาเริ่มทำธุรกิจก็ชอบ

ซึ่งจริงๆ 2 อย่าง ทั้งธุรกิจห้างสรรพสินค้าและธุรกิจเพลงมันคล้ายกัน มันแค่คนละด้าน คือการทำอะไรเราต้องเข้าใจกฎเกณฑ์ในการทำงานว่าสิ่งที่ทำอยู่คืออะไร แล้วลูกค้าต้องการอะไร เราจะเห็นว่าที่เมืองนอกคนหนึ่งทำงานธนาคารอยู่ดีๆ ก็โดนซื้อตัวมาทำหนัง หรือคนนี้ทำอยู่บริษัทเครื่องดื่ม ก็โดนย้ายมาทำงานบริษัทเพลง ซึ่งคนพวกนี้ไม่ใช่ว่าต้องถนัดอย่างเดียว คนพวกนี้เขามีวิธีคิด พอมาทำแล้วจับจุดได้ก็บริหารได้

คุณเคยเล่าว่าตอนเด็กๆ ที่บ้านยังไม่รวยชีวิตลำบาก อยากรู้ว่าความลำบากมันมีข้อดีบ้างไหม

เฉยๆ นะ ผมเป็นคนไม่ค่อยคิดมาก เพราะชอบทำงาน มีงานก็ทำ เป็นคนไม่เครียด เพราะมันไม่ช่วยอะไร จะคิดทำไม คุณต้องละทิ้งให้หมด อะไรที่มันเลยไปแล้วเอากลับมาไม่ได้ก็ต้องเดินต่อ อันนี้เป็นเรื่องธรรมดา

สมัยก่อน ตอนอายุ 20 ผมอยู่ที่อเมริกา แล้วอยากทำอะไรของตัวเอง ไม่อยากยุ่งกับที่บ้าน ผมก็เลยเปิดร้านอาหารจีนชื่อ Wok Fast คือตอนแรกจะเปิดร้านอาหารไทย แต่พอไปทำเซอร์เวย์ อาหารที่คนอเมริกาชอบกินอันดับ 1 ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์คืออาหารอิตาลี พวกพิซซ่า พาสต้า รองลงมาเป็นอาหารจีนประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอาหารไทยมีแค่ประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ อ้าว แล้วบอกคนชอบอาหารไทย ก็เพราะว่าเขากินแค่ในแอลเอ นิวยอร์ก ไม่ใช่ทั้งประเทศ

เสร็จแล้วถามว่าเราจะขายยังไง ซึ่งมันจะ fast food คือไปกินตามศูนย์ กับ convenience food ที่มาส่งที่บ้าน เราก็มองว่า convenience food ไม่มีคู่แข่ง เพราะว่าตอนนั้นที่อเมริกามีแค่ Domino Pizza มันไม่มีใครส่งที่บ้าน เราก็เลยทำอาหารจีนแล้วส่งตามบ้าน มีแค่ครัวเท่านั้น ปรากฏว่าขายดีมาก

แล้วบังเอิญตอนนั้นมีเหตุการณ์ตำรวจทำร้ายคนดำ ที่แอลเอสู้กันทั้งเมือง แล้วคนที่เป็นหัวหน้าตำรวจไม่ยอมลาออก ทีนี้ลาออกภาษาอังกฤคือ Leave the office เราเลยคิดว่าถ้าเอาตัวตำรวจมาเล่นจะโดนฟ้องมั้ย แล้วมีคนบอกว่าที่อเมริกาถ้าเป็น public figure เล่นได้ ไม่โดนฟ้อง เราก็เลยไปเช่าบิลบอร์ด เอารูปตำรวจแปะ แล้วก็เขียนว่า ‘ถ้าไม่ว่างออก หรือไม่อยากออก ให้โทรมา’ ได้ลงหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ โทรศัพท์ดังไม่หยุด ออกทีวี ฮอลลีวูดชอบมาก ได้ทำ catering ให้งานออสการ์จนมี 14 สาขา ตอนนั้นอายุประมาณ 25 – 26 อยู่อเมริกา 14 ปี กะจะไม่กลับแล้ว ตอนหลังพ่อบอกว่าขยายเยอะขนาดนี้บ้าหรือเปล่า ธุรกิจที่ไทยก็ไม่มีใครดู ไปหาเรื่องทำที่นั่นอีก จนเรากลับมาไทยหุ้นส่วนก็โกงกันแหลก ซึ่งตอนนั้นเป็นการกลับเมืองไทยหลังจากไม่ได้กลับมาเป็นสิบปี พอกลับมามันก็สนุก มีงานแฟตฯ มีอะไร ก็เลยช่างมัน ปิดร้านที่นั่นไปเลย

แล้วอะไรทำให้นักธุรกิจอย่างคุณลุกขึ้นมาเปิดค่ายเพลงอินดี้

พอกลับมาทำธุรกิจที่ไทยเราก็สนิทกับน้องๆ เพราะชอบเรื่องเพลงเรื่องหนัง แล้วเราเคยฟังเพลงอินดี้ตอนอยู่ที่อเมริกา พอกลับมาเราจึงไม่เข้าใจว่าทำไมมันมีแค่ค่ายเพลงใหญ่ 2 ค่าย แล้วค่ายก็เป็นเจ้าของคลื่นวิทยุ แล้วสมัยก่อนมันมีรายการทีวี ตอนกลางคืน 2 ค่ายก็จองกันไป มันก็เหมือนโดนบังคับให้ฟัง แทนที่เด็กๆ จะสามารถเลือกเอง ในขณะเดียวกัน พวกเพื่อนๆ นักดนตรีเขาก็อยากจะทำอะไรที่เขาอยากจะทำ แต่เขาก็ทำไม่ได้ เพราะค่ายบังคับให้ทำแต่อย่างนี้ เราก็เลยคุยกับน้องๆ ว่าทำได้นะ แต่ห้ามเจ๊ง

พอเปิด SPICYDISC จุดยืนคือเราอยากทำเพลงให้มีคุณภาพ แล้วก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งให้ผู้บริโภคฟัง ถามว่า เฮ้ย ค่ายนี้เพลงร็อกเหรอ ไม่ใช่ เพราะเรามีหมด แต่ว่าคนฟังกลุ่มนี้จะฟังคล้ายๆ กัน ก็เลยเริ่มตรงนี้ ก็ดีใจที่วงการเพลงเริ่มมีหลายค่าย ตอนหลังเริ่มมีค่ายทางเลือกอื่นๆ ซึ่งทำให้มีสีสันในวงการ แต่ถ้าไม่มีเลยก็น่าเป็นห่วง

พิชัย จิราธิวัฒน์ พิชัย จิราธิวัฒน์

น่าเป็นห่วงยังไง

สมมติอาหารประเภทฮอตพอตมียี่ห้อเดียว มันคงไม่ใช่แล้ว เพลงก็เหมือนกัน พอมีหลายยี่ห้อมันกลายเป็นผู้บริโภคได้เปรียบ มีตัวเลือกในการฟัง พอการแข่งขันเกิดขึ้นหรือมีหลายชอยส์ นักดนตรีก็ต้องพยายาม input ตัวเอง ฉะนั้น คนฟังก็จะได้เพลงที่มีคุณภาพมากขึ้นๆ ใหม่ขึ้นๆ

ในมุมคนทำธุรกิจ การมีหลายค่ายมันหมายถึงคู่แข่งที่เยอะขึ้นด้วย คุณไม่กลัวเหรอว่าจะมาแย่งฐานคนฟัง

เรื่องนี้เราไม่อยากเรียกว่าคู่แข่ง อาจจะเรียกว่าเห็นตลาด ซึ่งตอนผมกลับมาไทยใหม่ๆ ศิลปินไทยวาดรูปเก่ง ทำหนังเก่ง แต่งเพลงเก่ง แต่อาจจะไม่ได้ฟัง ไม่ได้ยิน ไม่ได้เห็นเยอะ อย่างเมืองนอกศิลปินจะไปดูอาร์ตแฟร์ตลอดเวลา แต่เมื่อก่อนเมืองไทยมันไม่มี เดี๋ยวนี้ดีขึ้นเยอะ พอมันหลากหลายในประเทศ ศิลปินก็สามารถ input ตัวเองได้ มันก็กว้างขึ้น เกิดการพัฒนาตัวเอง ได้เห็นซึ่งกันและกัน และเห็นของต่างประเทศ

การทำค่ายอินดี้หวังรวยจากมันคงยาก ทำไมยังทำ

จริงๆ ไม่ได้อยากจะทำ แต่ทำเพราะอยากจะช่วยให้วงการเพลงมีอะไรที่แตกต่าง แล้วก็อยากให้นักดนตรีแสดงออกสิ่งที่ตัวเองอยากจะทำ เราไม่ได้ไปตั้งกรอบให้เขาเยอะ ดังนั้น ศิลปินที่มาอยู่กับเราค่อนข้างแต่งเพลงเองเป็น เล่นจริง ร้องจริง ไม่ใช่เป็นป๊อปไอดอล ตอนเริ่มทำมันก็เป็นค่ายเล็กๆ

อาจจะไม่ได้ทำให้รวย แต่เราว่าเราก็บริหารได้ดี แล้วเราพยายามตอบโจทย์ลูกค้าและสปอนเซอร์เรา คือเราต้องวัดว่ายอดขายเขาต้องเพิ่มด้วย ซึ่งอันนี้เป็นด้านดีของผม เพราะเราทำสองฝั่ง เป็นผู้ซื้อและผู้ขาย บางทีหลายคนเขาไม่ได้เป็นผู้ซื้อ ดังนั้น เขาก็จะพยายามขาย ซึ่งลูกค้าไม่อยาก สมมติเอาโลโก้มาปิดปกเทป ไม่มีใครอยากได้หรอก แต่เราจะเข้าใจทั้งสองฝั่ง ดังนั้น เราจะพยายามประนีประนอม แต่เรื่องอยากรวยวันนี้คงไม่ได้หวัง แต่คงไม่ได้กะขาดทุน (หัวเราะ) ให้มันอยู่ไปได้ แต่ว่าถ้ามันมีกำไรดีขึ้นก็จะดี

แล้วเคยได้ยินใครดูถูกสิ่งที่เราทำมั้ยว่ามันก็เป็นแค่ของเล่นคนรวย

มีคนพูดอยู่แล้ว แต่คือเรารู้ตัวเองว่าเราทำอะไรอยู่ ดังนั้น เรื่องพวกนี้เราปล่อยวาง ไม่ค่อยแคร์ เราจะแคร์ถ้าคนที่เรารักหรือพ่อแม่เราไม่ชอบมากกว่า ส่วนคนข้างนอกให้พูดไปเถอะ

ในฐานะผู้บริหาร พนักงานออฟฟิศกับศิลปินนั้นรับมือด้วยวิธีการที่ต่างกันไหม

แตกต่าง การบริหารศิลปินอาจจะยากนิดนึง เพราะว่าเขาอารมณ์เยอะ ฉะนั้น วิธีบริหารมันจะไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นพนักงานฝั่งเซ็นทรัลเราก็จะคุย ให้ความเข้าใจ เขาก็จะเข้าใจ แต่ศิลปินต้องเข้าใจอารมณ์นิดนึง คุณก็คงรู้ว่าคนละอย่าง นักเขียนก็เหมือนกันแหละ ผมรู้ บรรณาธิการบอกไม่ให้เขียนอย่างนี้ก็จะเขียน มันก็จะยากนิดนึง ก็เป็นศิลปินน่ะ

พิชัย จิราธิวัฒน์

แล้วอย่างคุณเป็นผู้บริหารที่มีความเป็นศิลปินด้วย มันยิ่งทำให้คุณมีอีโก้ไหม

ผมไม่มีเลยนะ ผมฟังหมด ใครพูดผมก็ฟัง ชอบด้วยซ้ำ ชอบคุยกับเด็กๆ ชอบไปกินเหล้ากับเด็กๆ เราได้อะไรใหม่ๆ เราไม่ชอบอะไรที่มันน่าเบื่อ กลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ เพราะว่าเราแอ็กทีฟมาก ชอบเห็นธุรกิจอะไรใหม่ๆ เกิด ชอบฟังเพลงแนวใหม่ ชอบดูหนังแปลกๆ หนังฮอลลีวูดเราก็ไม่ดู เราก็จะดูแต่หนังอาร์ต หนังฮอลลีวูดมันเป็นสูตร ดูไปก็น่าเบื่อ เปิดมาแล้วกลางเรื่องก็แย่ พอตอนจบก็ชนะ เหมือนกันทุกเรื่อง

ฟังเพลงก็ฟังเพลงอินดี้ ดูหนังก็ดูหนังอาร์ต คุณสนใจอะไรในสิ่งที่เป็นทางเลือกเหล่านี้

เราอยากหาอะไรหรือเสพอะไรที่มันทำให้เราได้อะไรใหม่ๆ เราอยากเห็นอะไรที่มันครีเอทีฟ ที่มันแตกต่าง ที่ไม่จำเจ ดังนั้นเราชอบพวกนี้ เวลาไปดูร้านค้าปลีกต่างประเทศที่ญี่ปุ่นเราก็ไปดูอะไรพวกนี้นะ ร้านอะไรที่ใหม่ๆ แปลกๆ อย่างมูจิที่มีร้านใหม่ซึ่งเป็นสินค้าชุมชนอย่างเดียวแล้วเก๋มาก เราก็อยากไปดูว่ามันคืออะไร เผื่อมาช่วยพัฒนาพวกสินค้าชุมชนบ้านเรา

คุณเสพสิ่งอินดี้ แต่แบรนด์ที่คุณบริหารอย่างกลุ่มเซ็นทรัลนั้นแมสมาก มันไม่ย้อนแย้งกันเหรอ

ลูกค้าสำคัญสุด คือเซ็นทรัลมันใหญ่มาก ซึ่งเราต้องการขายของที่คนอยากจะซื้อ ไม่ใช่ของที่เราอยากจะขาย ไม่อย่างนั้นคุณก็เจ๊งสิครับ ใหญ่ขนาดนี้ (หัวเราะ) เข้าใจไหม แต่เราก็แอบใส่อะไรที่เป็นทางเลือกเข้าไป เรามี Open House เรามี Siwilai City Club มี Think Space พวกนี้เราคิดขึ้นมา เรามีสถานที่เยอะแยะในศูนย์การค้าที่ไม่ได้ทำเงินให้เรา แต่เราคิดว่า เฮ้ย มันเจ๋งว่ะ แต่มันไม่ได้แมสนะ มันบาลานซ์

แต่ในการทำค่าย เรื่องเพลงเรื่องอาร์ตเราว่ามันควรจะกล้าแสดงออก เราต้องการเสนอสิ่งใหม่ๆ ให้ผู้ฟัง เสนอ 10 อย่างอาจจะได้สัก 5 อย่าง ก็โอเค แต่อันนี้มันคืออะไรที่ใหม่จริงๆ แล้วคนเขาเลือกฟัง ส่วนศูนย์การค้าเป็น destination ที่คนต้องมา ดังนั้น ต้องมีครบทุกอย่างให้เขา

เท่าที่ฟังคุณดูไม่ชอบอะไรที่เดาได้ แล้วในการทำธุรกิจที่คุณพยายามหาสูตรสำเร็จมั้ย

ไม่ มันดิ้นได้ตลอด เราจำไม่ได้แล้วว่าใครพูด แต่เขาบอกว่า ”บริษัทที่เคยใหญ่มหาศาลแล้วเจ๊งเขาไม่ได้ทำผิดนะ เขาแค่ทำสิ่งที่ตัวเองถูกมาตลอดแล้วไม่เคยเปลี่ยน” คุณต้องปรับเปลี่ยนไง เพราะโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว

ย้อนกลับไปเมื่อ 14 ปีที่แล้ว ทำไมตอนนั้นลุกขึ้นมาจัดงาน Melody of Life

Melody of Life ก็เหมือนงานแสดงศิลปะในด้านเพลง ให้คนสามารถแสดงออกอะไรใหม่ๆ ดังนั้น จะเห็นว่าสัก 30 – 40 เปอร์เซ็นต์ก็จะเป็นวงไม่ค่อยดัง แต่มีคุณภาพ

คือสมัยก่อนยังไม่มีใครจัดคอนเสิร์ตที่รวมวงเยอะขนาดนี้ จริงๆ ทางแฟต เรดิโอ เริ่มก่อน เป็นคอนเสิร์ตที่วงอินดี้เยอะๆ ตอนนั้นก็ร่วมกับทางแฟตฯ แหละ จัดอีกงานหนึ่ง แต่ไม่อินดี้ทั้งหมด ผสมครึ่งๆ ซึ่งถ้าวงอินดี้มาเล่นเวทีนี้ คนกลุ่มแมสเขาก็จะเห็นด้วย ซึ่งเป็นอะไรที่ใหม่มากๆ ตอนนั้น

พิชัย จิราธิวัฒน์

เห็นว่าในงาน Melody of Life มีส่วนที่พูดเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วย อยู่ๆ ทำไมจึงเรื่องสนใจเรื่องนี้

เขาบอกว่าถ้าอุณหภูมิโลกร้อนขึ้น 1 องศา พายุจะรุนแรงขึ้น 20 เท่า เราก็จะเห็นน้ำท่วมบ่อยขึ้น ผมอยากจะปลูกฝังเรื่องโลกร้อน เรื่องสิ่งแวดล้อม และสังคมด้วย อย่างเมื่อปีที่แล้วมีแผ่นดินไหวที่เนปาล ทาง WWF ก็ทำแผ่นดินไหวจำลองที่สั่นเท่ากับของจริงมาอยู่ในงาน

หรืออย่างปีนี้เวทีเราจะเป็นวัสดุรีไซเคิลหมด จะมี exhibition ซึ่งเอาเงินไปบริจาคให้มูลนิธิ แล้วปีนี้จะเยอะขึ้นกว่าเดิม มีการร่วมกับองค์กรอย่าง UNICEF มาจำลองห้องเรียนในงาน แล้วก็จะมี WWF มาสื่อสารเรื่องการปลูกป่า เพราะเราต้องการให้เด็กที่มางานนี้เข้าใจ ซึ่งเราต้องการเน้นเรื่องนวัตกรรมทุกปี แต่ถ้าใช้คำว่า innovation มันก็จะซ้ำ ปีนี้เราเลยใช้ชื่อ Future Factory เป็นเหมือนโรงงานสร้างสรรค์ที่เราผลิตขึ้นมา เป็นการเล่นคำ แต่หัวใจหลักของงานนั้นเหมือนเดิม คือให้เด็กมาแชร์เรื่องปัญหาโลกร้อน

จากวันแรกที่เปิดค่ายกับวันนี้ วงการเพลงเปลี่ยนไปแค่ไหน

เรื่องเพลงอาจจะไม่ได้เปลี่ยนมาก แต่เรื่องการขาย เรื่องการตลาด เปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่เหมือนเดิม สมัยก่อนสื่อเก่าคือวิทยุกับทีวี เดี๋ยวนี้วิทยุกับทีวีก็แย่แล้ว วิทยุอาจจะไปเร็วหน่อย เด็กมาถึงก็เอาบลูทูธต่อในรถ ไม่ฟังแล้ววิทยุ ผู้บริโภคสามารถเสพอะไรที่ตัวเองต้องการได้ทันที หรือไม่รอดูละครแล้ว ดูยูทูบ อย่างเดียวที่ยังเหมือนเดิมคือดูฟุตบอล ที่ต้องดูพร้อมกัน ไม่อย่างนั้นรู้ผลก่อน นอกนั้นเปลี่ยนไปหมดเลย

บางอย่างออกไปแล้วไม่ดัง มันอาจจะไปดังในอีกปีสองปีก็ได้ มันไม่ใช่ไทม์มิ่งแบบเมื่อก่อน สมัยก่อนเวลาออกซีดีชุดนึงต้องพยายามโปรโมตให้ครบปี แล้วก็เลิก แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ Mild ชุดหลังสุดนี่ 3 ปีครึ่งมั้ง ตัดซิงเกิลออกมาเรื่อยๆ เพราะมันดังอยู่ ก็ต้องโปรโมตให้สุด เดี๋ยวนี้ก็เปลี่ยนไปอีก แทนที่จะปล่อยทีละซิงเกิล ก็ปล่อยทีละ 3 เพลง 5 เพลงก็มี

แล้วทุกวันนี้คุณยังซื้อซีดีมั้ย

ถ้าแผ่นที่ชอบยังซื้ออยู่ เพราะว่าเรื่องคุณภาพเสียงเป็นหลักเลย แล้วมันก็มีเสน่ห์ มันเป็น physical ที่คุณได้จับ ทุกวันนี้คนเริ่มมาถ่ายรูปกล้องฟิล์ม เพราะมันมีความลึก ความมีมิติมันดีกว่าดิจิทัล ซึ่งผมลืมไปแล้ว จนเมื่อวานมีน้องเอารูปมาให้ดู เออ เข้าใจแล้ว มันไม่เหมือนกัน แต่ถามว่าจะกลับมาแซงดิจิทัลหรือเปล่า ไม่มีทาง

มีอะไรไหมที่เคยใช้ในการบริหารได้ผล แต่ทุกวันนี้ใช้ไม่ได้ผลแล้ว

ผมคิดว่าอะไรก็ตามถ้ามันไม่มี innovation สมัยนี้ไม่เวิร์ก เด็กเบื่อ มันต้องมีอะไรแปลกใหม่ ต้องมีสตอรี่ที่แข็งแรง เด็กเขารู้แล้วว่าไอ้นี่ bullshit ไอ้นี่ของจริง ดังนั้น พวกของสะสมหรือพวกเสื้อผ้าก็จะต้องเล่าว่าแบรนด์นี้มายังไง ของชิ้นนี้มายังไง คือมันต้องมีสตอรี่ มีที่มาที่ไปที่เป็นตัวตนจริงๆ

ถามว่าเพลงป๊อปสมัยนี้เปลี่ยนไปมั้ย เปลี่ยน เมื่อก่อนเอาคนร้องเพลงไม่เป็นมาขึ้นเวทีแล้วก็ลิปซิงค์ สมัยนี้คนเริ่มจับได้ ดังนั้น นักร้องป๊อปตัวจริงก็ต้องร้องเพลงเก่ง มันเหมือนเดิมไม่ได้ เต้นก็ต้องเต้นเป๊ะ มันจะไม่เหมือนเดิม เพราะคนสมัยนี้เขาโตขึ้น สมัยก่อนเพลงอินดี้นั้นเริ่มฟังตั้งแต่อยู่มหาวิทยาลัยปี 1 แต่เดี๋ยวนี้ ม.2 ม.3 ก็เริ่มฟังแล้ว

แล้วมีเรื่องอะไรที่คุณมักเน้นย้ำกับคนรุ่นใหม่มั้ย

เยอะ หนึ่ง เรื่องนวัตกรรม ต้องมีอะไรใหม่ตลอด สอง ทำงานต้องมีทีมเวิร์ก ต่อให้คุณเป็นศิลปินเดี่ยวแต่ถ้าคุณไม่ทำงานกับทีม เขาก็ไม่อยากทำให้คุณหรอก มันต้องเป็นทีมเวิร์กอยู่แล้ว

คุณดูสิ หนังกี่เรื่องในฮอลลีวูดเขาแฝงเรื่องทีมเวิร์กตลอด หรืออย่างฟุตบอล ต่อให้คุณมีดาวรุ่งเต็มทีม หรือเป็นนักเตะดังๆ คุณก็แพ้ตลอดถ้าแข่งกันเด่น นักดนตรีก็คล้ายๆ กัน วงนี้มา ไอ้นี่ก็จะโชว์กลอง ไอ้นี่ก็จะโซโล่แหลก ฟังไม่รู้เรื่อง ในขณะที่บางทีมไม่ได้มีตัวเก่งเยอะ แต่ชนะตลอด เพราะว่ามีทีมเวิร์กที่ดี ซึ่งนี่คือสำคัญ

พิชัย จิราธิวัฒน์

9 Questions

Answered by   SPICYDISC’s   President

1. เพลงที่ฟังบ่อยที่สุดในปีนี้

San Francisco Street ของวง Sun Rai ช่วงนี้ฟังบ่อยสุดแล้ว

 

2. แผนกไหนที่เดินบ่อยที่สุดในเซ็นทรัล

แผนกแผ่นเสียง แต่ปิดไปหมดแล้ว ตอนนี้สงสัยเป็น Tops มั้งครับ เพราะชอบไปดูสินค้าชุมชนที่เราสนับสนุนว่ายังดีอยู่รึเปล่า เลยไปดูบ่อยหน่อย

 

3. มีหนังเรื่องไหนที่อยากแนะนำให้ลูกน้องดูบ้างช่วงนี้

เรื่อง Lady Bird ผมว่าได้สาระ ตลก สนุก มันเกี่ยวกับครอบครัวหนึ่งที่แม่กับลูกสาวทะเลาะกันทั้งวัน ตีกัน แต่ในที่สุดยังไงเขาก็รักกัน แล้วอีกเรื่องคือ Call Me by Your Name เจ๋งมาก และซาวนด์แทร็กซูเปอร์เจ๋ง เพลงเพราะทุกเพลง

 

4. คอนเสิร์ตล่าสุดที่ดู

The xx Live in Bangkok

 

5. สิ่งที่กำลังอยากได้ในชีวิต

สิ่งของเฉยๆ แต่อยากให้เกษตรกร ชุมชน โรงเรียน ของคนไทยแข็งแรงขึ้น เพราะว่าเราทำเรื่องนี้อยู่แล้วมันเหนื่อย

 

6. คุณเป็นอาจารย์สอนวิชาอะไรได้บ้าง

Management ก็ได้นะ เมื่อก่อนเคยสอนที่จุฬาฯ

 

7. ถ้าต้องไปพูดในงานปัจฉิมนิเทศ แล้วมีเวลาให้แค่ 10 วินาที คุณจะบอกอะไร

ทำสิ่งที่อยากทำ แล้วตั้งใจทำให้ดีที่สุด นี่คือสิ่งสำคัญ เพราะเด็กเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยตั้งใจ แล้วบางทีก็ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองอยากทำอะไร ทุกคนที่จะมาสมัครงานกับผม ผมจะถามคำแรกเลยว่า จริงๆ แล้วตัวเองอยากทำอะไร

 

8. ถ้าย้อนเวลากลับไปบอกอะไรสักอย่างกับตัวเองในวัย 20 ปี ได้ อยากบอกอะไร

อย่าไปเสียเวลามากกับเรื่องที่ไร้สาระ (หัวเราะ) คือเด็กๆ เราเห็นอะไรก็อยากทำหมด แต่พอโตขึ้นมันต้องเลือก ต้องโฟกัส ไม่ใช่เห็นอะไรก็ทำหมด คิดดีๆ ก่อนว่าตัวเองอยากทำอะไร

 

9. แล้วถ้าถามตัวเองในวัย 80 ปีได้สักอย่าง อยากถามอะไร

แฮปปี้กับสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ทุกวันนี้หรือยัง แล้วได้ทำสิ่งที่ตัวเองอยากจะทำครบหรือเปล่า

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load