ธุรกิจมีขึ้นมีลงตามวัฏจักรของมันเสมอ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรใหญ่หรือเล็กก็ตามที กระทั่งบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC แบรนด์เคมีภัณฑ์ระดับโลกของไทย ก็ยังต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลาเพื่อสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วของโลก พร้อมรับมือกับแรงกดดันจากผู้บริโภคซึ่งคาดหวังว่าผู้ผลิตทั้งหลายจะพัฒนาสินค้าที่ดีและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเรื่อยๆ

ในยุคก่อน COVID-19 พลาสติกถูกแบนจากสังคมจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเรื่องการบริหารจัดการขยะ ทั้งที่พลาสติกมีประโยชน์อย่างมากกับการดำรงชีวิตที่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อมน้อยลง นำกลับมาใช้ใหม่ได้ และเป็นองค์ประกอบสำคัญของนวัตกรรมแห่งอนาคต 

จนเมื่อโลกเผชิญกับโรคระบาดครั้งใหญ่ที่ไม่เคยเจอมาก่อนนี้ บทบาทของพลาสติกจึงยิ่งสำคัญมากยิ่งขึ้นสำหรับสุขอนามัยของผู้คน และกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความมั่นคงด้านสาธารณสุขและการแพทย์ไปโดยปริยาย ซึ่งพลาสติกเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสินค้าหลักที่ GC ผลิตเท่านั้น แกนนำธุรกิจเคมีภัณฑ์ (Chemical Flagship) ของกลุ่ม ปตท. ยังครอบคลุมทั้งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม อะโรเมติกส์ โอเลฟินส์ โพลิเมอร์ เอทิลีนออกไซด์ เคมีภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม ฟีนอล และ Performance Materials & Chemicals

ดร. คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ GC ยังคงเชื่อในคุณค่าหลักขององค์กรที่ปลูกฝังให้คนกล้าคิด กล้าทำ และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เสมอ เขาเห็นว่าไบโอพลาสติกหรือพลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้จะมีพื้นที่มากขึ้นเรื่อยๆ นับจากนี้ แต่ธุรกิจพลาสติกเดิมก็จะยังคงอยู่ เพียงแต่ถูกพัฒนาให้มีคุณภาพที่ดีขึ้นเพื่อการใช้งานที่ยาวนานกว่าเดิม สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียนหรือ Circular Economy ซึ่งถือเป็นพันธกิจสำคัญที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานนับพันรายของ GC ที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องแม้จะปรับใช้กับกระบวนการทางธุรกิจของตนเองมานานแล้วก็ตามที 

มอง Circular Economy ในมุม ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ผ่านสิ่งที่ GC คิดและทำมาตลอด, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

The Cloud ได้พูดคุยกับกัปตันทีมผู้เชื่อเรื่ององค์ความรู้และรักการอ่านหนังสือทุกประเภทเมื่อมีเวลาว่าง และทราบว่ากำลังจะมีงาน GC Circular Living Symposium 2020 ที่ต่อยอดความสำเร็จจากปีที่ผ่านมา โดยมุ่งหวังจะจุดประกายให้ภาคธุรกิจและคนในสังคมได้เห็นประโยชน์ที่นำไปสร้างโอกาสทางธุรกิจได้จริง มีผู้ที่ปฏิบัติจนประสบความสำเร็จแล้วจริงๆ จากทั่วทุกมุมโลกมารวมเอาไว้ในงานเดียว 

ติดตามได้จากบทสัมภาษณ์พิเศษนี้

ตอนนี้เวลาพูดเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน ใครๆ ก็หยิบยกเรื่อง Climate Change มาพูด GC มีมุมมองเรื่องความยั่งยืนอย่างไร

ผมว่าการให้ความสำคัญกับเรื่อง Climate Change เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ความยั่งยืนที่เราเชื่อและทำมาโดยตลอดมันครอบคลุมทุกส่วนอยู่แล้ว มาถึงวันนี้มันไม่ได้เปลี่ยนไป ความยั่งยืนคือการสร้างความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม 

อย่างด้านเศรษฐกิจ เรามองว่าไม่ได้จะเน้นกำไรอย่างเดียว จริงอยู่ที่การทำธุรกิจต้องมีกำไรอยู่แล้ว แต่กำไรต้องครอบคลุมทุกส่วนมากขึ้น เพราะมันไม่ได้มีแค่เราแต่ต้องคิดถึงคนอื่นด้วย ช่วงที่ COVID-19 ส่งผลกระทบนี้ไปถึง ซัพพลายเออร์และลูกค้าของเรา เราก็ต้องพาเขาไปด้วยกันให้ได้ ถ้าจะทำธุรกิจอย่างยั่งยืน คนในห่วงโซ่คุณค่าและห่วงโซ่อุปทานจะต้องไปด้วยกันได้ เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพราะทุกอย่างเชื่อมโยงกันทั้งโลกอยู่แล้ว ถ้าเราอยู่ดีแต่คนอื่นไม่ดี มันก็ไปต่อไม่ได้ ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ของเราก็เกี่ยวพันกับอีกร้อยพันองค์กรครับ เรื่องแบบนี้ต้องคิดให้ยาว เพื่อจะอยู่กันยาวๆ 

อย่างด้านสังคม บ้านของเราก็คือที่โรงงานในจังหวัดระยอง เราก็ต้องดูแลสังคมในระยองด้วย ไม่ว่าจะระดับชุมชน ระดับท้องถิ่น การดูแลพวกเขาก็ต้องยั่งยืน ไม่ใช่การเอาเงินไปให้ แต่ต้องทำให้ชุมชนยืนได้ด้วยตัวเอง เพียงแต่เราช่วยประคองเขาด้วยการช่วยสร้างอาชีพ เพิ่มโควต้ารับคนระยองมาทำงาน สนับสนุนภาคการศึกษา ช่วยด้านประมงหรือเกษตรกรรม ใช้ความรู้ของเราไปสอนเขาพัฒนาสินค้าใหม่ๆ เพื่อทำให้เศรษฐกิจท้องถิ่นแข็งแรง 

ในส่วนของสิ่งแวดล้อม เราใส่ใจกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals : SDGs) สิ่งที่ GC เน้นคือ Climate Change และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) สิ่งที่เราทำอยู่ต้องมีผลต่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีนัยสำคัญด้วยหลักการของ Circular Economy นี่ล่ะครับ 

แล้วทาง GC ทำเรื่อง Circular Economy อย่างไร

เรามีแนวคิดที่สำคัญคือ Chemistry for Better Living นี่เป็นวิสัยทัศน์สำคัญที่อธิบายเรื่องความยั่งยืนได้ เราทำเคมีภัณฑ์เพื่อให้คนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน มีการเดินทางสะดวก มีสุขอนามัยต่างๆ ที่ดีขึ้น นอกจากนี้ คำว่า Chemistry ยังไม่ได้หมายถึงเรื่องของเคมีภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงเคมีระหว่างกัน การอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืนของสังคมกับสิ่งแวดล้อมด้วย เกิดเป็น Better Living

หลักการทำ Circular Economy ของ GC แบ่งออกเป็นสามเรื่องครับ เรื่องแรกคือ Smart Operating เราต้องทำงานอย่างฉลาดเพื่อลดการใช้ทรัพยาการ ลดการปล่อยของเสีย ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ใช้วัตถุดิบให้น้อยลง ประหยัดพลังงานมากขึ้น ซึ่งชี้วัดได้จากกระบวนการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่น้อยลง ไม่ว่าใครก็เอาไปปรับใช้ได้

เรื่องที่สองคือ Responsible Caring ซึ่ง GC มีสินค้าที่ครบวงจร ถ้าเป็นพลาสติกจากปิโตรเคมี ก็จะเอาไปรีไซเคิลหรืออัพไซเคิลได้ ต้องออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ยังมีไบโอพลาสติกหรือพลาสติกชีวภาพ พอเอาไปทิ้งในดินก็ย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยได้ นี่เป็นหน้าที่ของเราที่จะทำของเหล่านี้ออกมา หรือสำหรับในชีวิตประจำวัน อาคารต่างๆ ที่ออกแบบหรือก่อสร้างโดยใช้ทรัพยากรน้อยลง หรือใช้วัสดุที่มีน้ำหนักเบา มีความคงทนแข็งแรง ก็ถือเป็น Responsible Caring เช่นกัน

และเรื่องที่สาม Loop Connecting เป็นการสร้างแนวร่วมเพื่อสร้างระบบนิเวศที่ดี ถ้าเราทำสองอย่างแรกมันก็ดีครับ แต่ถ้าทำกันไม่มากพอ ผลลัพธ์ก็จะอยู่ในวงจำกัด เราจึงต้องสร้างองค์ความรู้ให้กับแนวร่วม เราเริ่มจากปลายน้ำก่อน จากเล็กไปใหญ่ หลายปีที่แล้วเราช่วยกันเก็บขยะพลาสติกจากทะเล เอาไปผ่านขั้นตอนการีไซเคิลและอัพไซเคิล เป็นเส้นใยโพลีเอสเตอร์รีไซเคิล (Recycled Polyester) ก่อนนำไปผสมกับเส้นใยฝ้าย (Cotton) และเส้นใยซิงค์โพลิเอสเตอร์รีไซเคิล (Antibacterial Polyester Zinc) ที่มีคุณสมบัติช่วยลดกลิ่นอับเวลาสวมใส่แล้วนำไปถักทอโดยชาวบ้านชุมชนคุ้งบางกะเจ้า เป็นจีวรรีไซเคิลสีพระราชนิยมที่นุ่งห่มสบาย ไม่ยับง่าย และแห้งไว นี่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันเลย

มอง Circular Economy ในมุม ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ผ่านสิ่งที่ GC คิดและทำมาตลอด, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

ปลูกฝังคนในองค์กรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้เห็นความสำคัญเรื่องนี้อย่างไร

GC เกิดจากการควบรวมสี่บริษัทที่มีวัฒนธรรมที่ต่างกัน เราก็เลยต้องทำเรื่องนี้ตั้งแต่แรกเลย เราทำงานด้วยกัน สร้างวัฒนธรรมองค์กรและคุณค่าหลักขององค์กรร่วมกันสี่เรื่อง มีเรื่องหนึ่งที่เป็นคุณค่าหลัก คือเห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน อันนี้เราปลูกฝังและปรับมาใช้เรื่อง Circular Economy ด้วย 

ถ้าเรามองเห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน มันจึงจะเกิดได้ ตอนนี้เรามีแนวร่วมกับบริษัทในห่วงโซ่อุปทานของเราที่เชื่อเรื่องความยั่งยืนเหมือนกัน สุดท้ายทำแล้วต้องเป็นธุรกิจให้ได้ อย่างตอนนี้ GC ก็ร่วมมือกับกลุ่มไทยเบฟ ผลิตบรรจุภัณฑ์ให้เขาซึ่งก็ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้ หรืออย่างธนาคารกสิกรไทยกับเครือไทยยูเนี่ยนก็จับมือกับเราเช่นกัน

ก่อนหน้านี้คนมองว่าพลาสติกเป็นผู้ร้ายทำลายสิ่งแวดล้อม 

ผมคิดว่าพลาสติกเป็นของที่สร้างขึ้นมาเพื่อช่วยสิ่งแวดล้อมนะครับ เช่น ภาชนะต่างๆ ที่เราใช้กันอยู่ ไม่อย่างนั้นเราก็ต้องไปตัดต้นไม้มาใช้ ปัญหาจริงๆ คือเราทิ้งมันไม่ดี ทิ้งลงไปตามท่อบ้าง ทิ้งบนพื้น ขยะเหล่านี้ก็ถูกพัดพาลงแม่น้ำ ลงทะเล พอลงทะเลปลาก็มากิน สะท้อนว่าปัญหาอยู่ที่การจัดการ

ก่อน COVID-19 เราพยายามสื่อสารไปทุกส่วนว่าวิธีแก้ปัญหาจะต้องมีทางออกเพื่อทุกคน ใครอยากใช้พลาสติกก็ต้องหาทางให้เขาทิ้งได้อย่างถูกต้องเพื่อเอามาใช้ประโยชน์ต่อ หรืออาจมีอีกทางเลือกคือไบโอพลาสติกที่สลายตัวได้ทางชีวภาพ ตอนนี้พอเกิดโรค COVID-19 คนก็กลัว การนำพลาสติกกลับมารีไซเคิลก็น้อยลง เนื่องจากมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยและสุขอนามัย เราก็เลยมองว่าความเข้าใจเรื่อง Circular Economy เป็นสิ่งจำเป็น ต้องมีวิธีทำให้คนช่วยกันมากขึ้น อย่างล่าสุดเราไปร่วมมือกับภาครัฐและผู้ให้บริการจัดส่งอาหารในการช่วยลดขยะพลาสติกซึ่งเป็นทางเลือกให้กับลูกค้า ในแอปพลิเคชันมีให้เลือกได้ว่าจะใช้บรรจุภัณฑ์ไบโอพลาสติกหรือไม่ มีทั้งหลอด ภาชนะ และช้อนส้อม ทุกคนต้องช่วยร่วมมือกันแบบนี้ 

นี่เป็นปีที่ 2 แล้วสำหรับ GC Circular Living Symposium 2020 คุณคาดหวังกับงานนี้แค่ไหน

เราต้องการทำให้สังคมเห็นว่าเรื่อง Circular Economy นี้ทำได้จริง ไม่ใช่แค่ทฤษฎี มีองค์ประกอบสามสี่อย่างที่ทำให้งานนี้แตกต่างจากงานอื่น อย่างแรกก็คือ แนวร่วมและพันธมิตร นี่ไม่ใช่แค่งานที่ GC มาบอกว่าเราทำอะไรบ้าง แต่เป็นที่ที่เราให้แนวร่วมที่เป็นทั้งคู่ค้า ผู้นำความคิด กระทั่งเยาวชนก็มาร่วมงานด้วย 

อย่างที่สองคือ นวัตกรรม มีสินค้าที่ผลิตด้วยแนวคิด Circular Economy ออกมาให้เห็นกันจริงๆ ไม่ใช่แค่ความคิด 

อย่างที่สามคือ ธุรกิจ ทุกคนในงานจะมาคุยกันว่าทำอย่างไรให้เรื่องนี้เป็นธุรกิจขึ้นมาได้จริง 

และเรื่องสุดท้ายคือ ระบบนิเวศ ที่จะแสดงให้เห็นว่าเราจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร สินค้าและโมเดลธุรกิจจะเป็นอย่างไรนับจากนี้ GC ยังมีพันธมิตรระดับโลกอย่าง National Geographic มาร่วมงานด้วย เขาจะมาโชว์ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จให้คนในงานเห็นผ่านโลกออนไลน์ด้วย

มอง Circular Economy ในมุม ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ผ่านสิ่งที่ GC คิดและทำมาตลอด, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

งานปีนี้จะต่างจากปีที่แล้วอย่างไร

ปีที่แล้วเราสร้างการตระหนักรู้ให้คนเห็นความสำคัญของหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ปีนี้เราจึงทำให้เห็นการปฏิบัติได้จริงมากขึ้น ทำให้เห็นชัดไปเลยว่าเป็นอย่างไร เพื่อจุดประกายให้ทุกคนเห็นตัวอย่าง เกิดไอเดียเลยว่าถ้าเราอยากทำเรื่องนี้ จะประยุกต์กับธุรกิจและชีวิตของเราอย่างไร 

ที่น่าทึ่งคือมีผู้นำความคิดหลายสิบคนที่เป็นตัวจริงในแต่ละด้าน ตั้งแต่ Startup ไปจนถึงธุรกิจใหญ่ๆ จะมาแชร์ว่าเขาเอาแนวคิด Circular Economy ไปใช้ในองค์กรอย่างไร สร้างความเชื่อมโยงในรูปแบบไหน เราอยากให้ทุกคนได้เห็นว่าแนวคิดนี้ถูกนำไปทำให้เกิดผลได้อย่างไร เมื่อมีคนเอาไปต่อยอด เราก็ช่วยพวกเขาให้ไปทำต่อ ทำแล้วติดขัดตรงไหนหรือไม่เข้าใจก็กลับมาคุยกัน เรามีเครือข่ายทางธุรกิจต่างๆ ที่พร้อมช่วยเหลือเพื่อขยายผลเรื่องนี้ออกไป

จากนี้โลกของพลาสติกจะเปลี่ยนไปอย่างไร

ทุกวันนี้ธุรกิจก็พยายามทำผลิตภัณฑ์ให้บางลงแต่แข็งแรงขึ้น มีคุณภาพดีขึ้น ทิศทางของพลาสติกคือคนต้องการคุณภาพที่ดีขึ้น ลดปริมาณการใช้ลง อนาคตจะเป็นเรื่องของคอมโพสิต (วัสดุที่มีองค์ประกอบจากเคมีที่แตกต่างกันตั้งแต่สองอย่างขึ้นไปมาผสมกัน) มากขึ้น ไม่ใช่แค่โพลีเมอร์อย่างเดียว มีทั้งนาโนคาร์บอนและไฟเบอร์ต่างๆ การหลอมรวมวัสดุต่างๆเข้าด้วยกันให้มีคุณสมบัติที่ดีขึ้น จะเป็นเทรนด์นับจากนี้ไป อย่างรถยนต์ไฟฟ้าที่จะใช้กัน น้ำหนักต้องเบา มันก็ต้องอาศัยวัสดุพวกโพลีเมอร์มากขึ้น ยางก็จะเป็นยางสังเคราะห์มากขึ้น เราจึงต้องมีความรู้และเทคโนโลยีมากขึ้น นี่ถือเป็นโอกาสทางธุรกิจ 

สำหรับไบโอพลาสติกหรือพลาสติกที่สลายตัวได้ทางชีวภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมปัจจุบันนั้น GC ถือเป็นผู้ผลิตระดับโลก จึงเป็นส่วนเสริมทดแทนพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง จะมาแทนพลาสติกทั้งหมดไม่ได้หรอกครับ ทิศทางของเราคือการก้าวไปสู่การทำสินค้าที่พิเศษมากขึ้น ลดความเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ไปสู่ Performance Product มากยิ่งขึ้น ถึงแม้อาจจะผลิตยากขึ้น กลุ่มลูกค้าก็อยู่ในวงจำกัด มีการใช้เทคโนโลยีที่สูงเพื่อลดการแข่งขัน ซึ่งสุดท้ายก็จะช่วยลดปริมาณขยะลงและตอบโจทย์เรื่องความยั่งยืนอย่างชัดเจน

ผลิตของคุณภาพสูง ใช้ได้นาน อย่างนี้ผู้บริโภคก็จะซื้อไม่บ่อยนะครับ

เราก็หันไปผลิตอย่างอื่นแทนได้ครับ นี่เป็นความท้าทายของเรา ผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ในโลกยังมีอีกมาก ไม่ใช่แค่พลาสติก ซึ่งปัจจุบัน ความต้องการใช้ก็ยังเยอะมาก การผลิตของอย่างเดิมมาสิบๆ ปี สักวันหนึ่งมันก็ต้องหายไป เป็นไปตามวัฏจักรธุรกิจ ของอย่างหนึ่งอยู่มาถึงช่วงหนึ่งก็จะเลิกไปเอง เดี๋ยวก็มีของใหม่มาแทน

วัฒนธรรมองค์กรแบบ GC เป็นอย่างไร

เราทำงานบนหลักคิดสี่อย่าง คือหนึ่ง กล้าคิดกล้าทำ สร้างสรรค์สิ่งที่ดีกว่า สอง พัฒนาตัวเองและทำงานเป็นทีม สาม ทำงานเชิงรุกสนองความต้องการของลูกค้า สี่ คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน 

องค์กรเราผ่านการเปลี่ยนแปลงมาเยอะ ทำเรื่อง Digital Transformation กันมาสักพักแล้ว ต้องปรับตัวให้เร็ว ทำงานร่วมกันโดยไม่ยึดกับไซโลที่แยกขอบเขตงาน และวัดผลงานความสำเร็จเฉพาะภายในหน่วยงานของตัวเอง ตอนนี้เราก็อยู่ระหว่างปรับองค์กร ผมพูดกับทุกคนว่าจะต้องพัฒนาทักษะใหม่กันหมด การที่ทำงานเดิมจนเก่งเป็นเบอร์หนึ่งในงานนั้นหลายๆ ปี อาจจะต้องเปลี่ยนไปลองทำงานอื่นดูบ้าง 

ผมไม่ได้แบ่งว่าใครเป็นคนใหม่หรือคนเก่า ทุกคนสำคัญเท่ากัน เราอยู่ร่วมกัน คุณธรรมพื้นฐานต้องเหมือนกัน ต้องฟังคนอื่น กล้าคิดกล้าทำ แสดงความคิดเห็นได้ ทำงานเป็นทีม ไม่ว่าจะคนรุ่นไหนก็ต้องทำงานแบบนี้ ไม่จำเป็นที่คนรุ่นใหม่จะเป็นปัญหาเสมอไปนะ บางทีคนรุ่นเก่าก็เป็นปัญหาเสียเองเพราะว่าทำแบบเดิมมานาน แต่คนเก่าเขาก็มีข้อดีของเขาที่คนใหม่ยังไม่มี 

สไตล์การบริหารงานของคุณเป็นอย่างไร

ผมมีความเชื่อว่า การทำงานนั้นเราต้องมีความรู้ ความรู้ในที่นี้ไม่ได้แปลว่าตำรานะ และผมก็ไม่เชื่อเรื่องการใช้แต่ประสบการณ์หรือคิดเอาเอง สมัยนี้มีองค์ความรู้เยอะมาก ต้องรู้ในสิ่งที่ทำอยู่ ใช้ความเก๋าอย่างเดียวไม่ได้

อย่างถ้าทำการตลาดก็ต้องรู้จักกระบวนการผลิตด้วย ทุกคนต้องมีความรู้พื้นฐาน ผู้ใหญ่ที่จะขึ้นมาบริหารงานต้องรู้เรื่อง ไม่อย่างนั้นก็จะโดนเด็กๆ โห่ได้ เวลาส่วนใหญ่ของผมใช้ไปกับการคุยกันครับ ส่วนใหญ่ก็ประชุมงาน คุยงาน หน้าที่ผมก็ต้องคุยกับคนนั้นคนนี้ให้เขาเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน 

สำหรับการบริหารองค์กร เรื่องคนนี่ยากที่สุดครับ เพราะว่าเป็นเรื่องที่ซับซ้อน มีองค์ประกอบที่ละเอียดอ่อนพอสมควร สุดท้ายองค์กรต้องเดินไปข้างหน้า เราต้องตัดสินใจ และไม่ใช่ทุกคนที่จะยินดีกับการตัดสินใจของเรา ซึ่งผู้บริหารต้องบริหารสมดุลเรื่องนี้ให้ได้

มอง Circular Economy ในมุม ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ผ่านสิ่งที่ GC คิดและทำมาตลอด, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

Questions answered by CEO of GC

ดื่มกาแฟไหม

เอสเปรสโซ่มัคคิอาโต้ เป็นจุดเริ่มต้นที่ผมลองดื่มกาแฟเลย ปกติไม่ชอบเพราะดื่มแล้วจะมึน แต่จำได้ว่าไปลองกินที่ร้าน Monmouth ที่ลอนดอน อร่อยมาก เขาจะใส่น้ำตาลทรายแดงละเอียดๆ ลงไป 

เครื่องดื่มโปรด

ไวน์ครับ เป็นไวน์แดง ดื่มได้หมดทั้งไวน์ฝรั่งเศสและอิตาลีครับ แต่ละที่ก็มีข้อดีของมัน ไวน์ขวดละสองพันบาทดีๆ ก็มีนะครับ แต่ต้องเลือกหน่อย คนที่เราดื่มไวน์ด้วยก็จะช่วยเพิ่มรสชาติ บางครั้งไม่ดื่มไวน์ เราก็เลือกวิสกี้ครับ

งานแรกที่นึกถึงเมื่อตื่นเช้าขึ้นมา

ปกติผมจะไม่แบ่งเวลาแบบนั้น เวลาทำงานผมก็รีแลกซ์ได้ เวลารีแลกซ์ก็ทำงานได้ ปกติจะเดินทางเยอะช่วงก่อน COVID-19 เราสามารถทำงานเมื่อไหร่ก็ได้หรือไม่ทำก็ได้ มันอยู่กับเราได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว อย่างช่วง COVID-19 นี้ GC นี่เป็นที่แรกๆ ที่ปรับตัวเร็วมาก เรารู้อยู่แล้วโลกจะเป็นแบบนี้ไปอีกนาน ต่อให้ COVID-19 หายก็อาจจะมีโรคอื่นเกิดขึ้นมาได้ เราก็ทำให้พนักงานเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของเราทำงานจากที่บ้านได้ ตอนนี้เราก็ให้คนสองในสามของบริษัททำงานจากที่บ้านและจะเป็นแบบนี้ตลอดไป เดี๋ยวนี้เราประชุมได้ทุกที่อยู่แล้ว 

มีอยู่ทริปหนึ่งช่วงต้นปีที่ปกติผมต้องไปอังกฤษ ตอนนั้น COVID-19 ระบาดหนักมาก แม้เป็นธุระสำคัญ ต้องไปเจอคนนั้นคนนี้ สุดท้ายผมตัดสินใจไม่ไปดีกว่า ใช้การประชุมผ่านวิดีโอคอลและงานก็ผ่านไปได้ ได้ผลดีด้วย ถ้าเราไม่ทำก็จะไม่รู้ พอทำถึงรู้ว่ามันได้ผลดี 

การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ทำให้ปรับความคิดยังไง

ทำให้ผมยิ่งเชื่อว่าต้องทำธุรกิจให้อยู่ได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ มันยังบอกเราอีกว่าใครปรับตัวได้เร็ว ไม่ใช่แค่รอด แต่จะไปได้ดี ที่สำคัญคือ เราต้องปรับตัวให้เร็วกว่าคนอื่นให้ได้

เป็นคนที่วางแผนต่างๆ เป็นกระบวนการดี คุณซึมซับวิธีคิดแบบนี้มาจากไหน

ทุกอย่างที่หล่อหลอมผมมาจากพวกพระเอกในนิยายที่ผมอ่านครับ ผมอ่านทุกอย่าง ทั้งงานของไอแซค อสิมอฟ นี่ดีมาก หรืองานของแอน ไรซ์ ที่เขียนเรื่องแวมไพร์ หรือหนังสือกำลังภายในก็อ่านครับ มันให้แนวคิดที่ดีมาก มังกรหยกก็อ่าน แต่ผมชอบชอลิ้วเฮียง เป็นพระเอกที่สบายๆ ไม่ต้องฝึกอะไรมากแต่เก่ง

แล้วคุณเอ้กับชอลิ้วเฮียงเหมือนกันยังไง

ชอลิ้วเฮียงเป็นคนไม่ซีเรียส สบายๆ ช่วยปราบผู้ร้าย มีคุณธรรม

สิ่งที่ต้องทำก่อนนนอน

สวดมนต์ครับ ผมทำมาตั้งแต่เด็ก ผมไม่ได้สวดอะไรเยอะแยะนะครับ สวดเสร็จแล้วก็นั่งเล่นเกมต่อ

ของที่ต้องพกติดตัวตลอด

โทรศัพท์ครับ ยังไงก็ต้องใช้ แล้วไอแพดกับแว่นตาด้วยครับ เพราะว่าเดี๋ยวนี้สายตายาวแล้ว (หัวเราะ) 

หนังสือเล่มโปรดของคุณ

ผมอ่านหนังสือเยอะครับ มันจะมีเล่มที่ชอบในช่วงชีวิตหนึ่งแต่ไม่ได้มีเล่มโปรดตลอดกาล อย่างที่ชอบก็งานเขียนของอสิมอฟ เรื่อง Foundation ที่มีหลายตอน ได้อ่านต่อเนื่องเป็นระยะเวลากว่าสิบปี หรือของแอน ไรซ์ นี่ก็ล้ำลึกมาก ทำให้เรามีส่วนร่วมกับการตั้งคำถามของตัวละครหลักๆ ว่าเขาเกิดขึ้นมาได้อย่างไรและเพื่ออะไร ล่าสุดก็อ่านหนังสือเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวเรื่อง Salvation ของแฮมิลตัน

ถ้าต้องเขียนหนังสือเองบ้าง จะเขียนเกี่ยวกับอะไร

ถ้าจะเขียนก็คงเขียนพวกนิยายล่ะครับ คงไม่ได้เขียนพวกฮาวทูหรอกครับ

GC Circular Living Symposium 2020: Tomorrow Together งานประชุมด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จัดโดยบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก National Geographic และเครือข่ายพันธมิตรที่รวบรวมกว่า 40 ผู้นำความคิด นวัตกร และนักธุรกิจจากทั่วโลก มาร่วมแบ่งปันความคิดและประสบการณ์เกี่ยวกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อขับเคลื่อนโลกสู่ความยั่งยืน ด้วยนวัตกรรม การสร้าง Business Model เพื่อก่อให้เกิดระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem)

งานนี้มุ่งหวังการแลกเปลี่ยนมุมมองและส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องราวที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ในรูปแบบ Circular in Action รวมพลังปฏิวัติการใช้ทรัพยากรโลก เพื่อสร้างสมดุลเพื่อความยั่งยืน โดยถอดบทเรียนด้วยหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน วิถีการพึ่งพาตนเอง…ใช้สิ่งที่มีให้คุ้มค่า เปลี่ยนแนวความคิดสู่การปฏิบัติที่พร้อมขยายผล ถ่ายทอดจากประสบการณ์ตรงที่เข้าใจง่ายและเกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม เป็นประโยชน์ทั้งในชีวิตประจำวัน SMEs องค์กรและหน่วยงานต่างๆ ตลอดจนสังคม เพื่อเป็นแรงกระเพื่อมให้การนำแนวคิด Circular Economy ขยายผลออกไปให้มากที่สุด เพื่อจะสร้าง ‘วันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า’ ร่วมกัน (Tomorrow Together)

GC Circular Living Symposium 2020 : Tomorrow Together วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน 2563 เวลา 8.30 – 15.30 น. ลงทะเบียนรับชมทางออนไลน์ ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย ที่ https://bit.ly/3jPzR3G

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

วันนี้เรามีนัดสัมภาษณ์ คุณตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นิว เอ็นเนอร์จี พลัส โซลูชั่นส์ (New Energy Plus Solutions) หรือ NEPS ในฐานะผู้ให้บริการจำหน่ายและติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่น่าสนใจมาก

แต่ชีวิตและงานของเขาก่อนหน้านี้ก็น่าสนใจมากเช่นกัน

เขาได้เข้าสู่วงการเพลง เป็นศิลปินฝึกหัดตั้งแต่อายุ 15 ปี ผ่านการชักชวนของ เอฟู-ณรงค์ศักดิ์ ศรีบรรฎาศักดิ์วัชรากรณ์ โปรดิวเซอร์ผู้ร่วมก่อตั้งค่ายกามิกาเซ่ ได้เป็นศิลปินออกอัลบั้มในชื่อวงเอพริลฟูลส์เดย์ กับค่ายอาร์เอส ตอนอายุ 18 ปี จากนั้นก็ได้แต่งเพลง เป็นโปรดิวเซอร์ และทำคอนเสิร์ตให้ศิลปินกามิกาเซ่ อย่าง วงเค-โอติก วงเฟย์ ฟาง แก้ว และวงเซเวนเดส์

เขาเรียนจบสาขาธุรกิจดนตรี วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล พอทำงานเพลงมาจนถึงอายุ 21 ปี เขาก็ขอยกเลิกสัญญากับค่ายเพื่อกลับมาช่วยธุรกิจของครอบครัว

เขาคือทายาทรุ่นสามของบริษัทตัวแทนจำหน่ายกระดาษและนำเข้ากระดาษ แต่เขาเลือกที่จะไม่ทำธุรกิจครอบครัว เขาขอบุกเบิก ‘เปเปอร์กรีน’ กระดาษถนอมสายตารักษาสิ่งแวดล้อม นวัตกรรมใหม่ของวงการสิ่งพิมพ์ไทย

ล่าสุดเขาขยับมาทำธุรกิจโซลาร์เซลล์ในนามบริษัท NEPS ด้วยวิธีคิดเดียวกับการทำดนตรีและกระดาษ

คือตั้งใจสร้างความสุขให้ลูกค้า

ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส จากศิลปิน RS สู่ CEO บริษัทกระดาษกรีน และโซลาร์เซลล์คิดต่าง

คุณโตมากับความคาดหวังว่าต้องมารับช่วงธุรกิจของครอบครัวต่อไหม

ตอนเด็ก ๆ คุณพ่ออยากให้ผมทำธุรกิจมาก แต่ผมไม่ทำ คุณพ่อเลยบอกว่า ถ้าอยากมาสายดนตรี ก็ต้องหาเลี้ยงชีพด้วยตัวเอง ดนตรีจึงเป็นบทพิสูจน์ของผมว่า ในสายอาชีพนี้ผมจะไปได้สุดแค่ไหน ผมได้ทำอัลบั้ม ได้เป็นโปรดิวเซอร์ ก่อนหน้านี้ผมก็เล่นดนตรีกลางคืน เล่นเปียโนในงานแต่งงานมาไม่ต่ำกว่า 40 งาน เพื่อพิสูจน์ให้ที่บ้านเห็นว่า แม้เราจะไม่ทำการค้า แต่ก็สามารถเลี้ยงดูตนเองได้เช่นกัน ถึงจะสร้างความมั่นคงได้ไม่มากนัก แต่ก็เป็นอาชีพที่มีความสุขมาก ได้สร้างความสุขให้ลูกค้า ให้คนฟังของเรา และนั่นกลายเป็น Core Value ในการทำงานของผมมาตลอดถึงทุกวันนี้

การได้ทำงานทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 20 ถือว่าประสบความสำเร็จ คุณไม่อยากไปต่อหรือ

จริง ๆ อยากไปไกลมากกว่านี้ แต่วงการเพลงไทยไม่เอื้อต่อคนทำเพลงสักเท่าไหร่ เช่น เราทำเพลงไป ลิขสิทธิ์ก็เป็นของค่ายเพลง เราเป็นเสมือนโปรดักต์หนึ่งของเขา อยู่ล่างสุดของห่วงโซ่อุปทาน ผมไม่อยากรับบรีฟจากผู้บริหารค่ายว่า ให้ทำวงนี้ให้เหมือนวงนั้น เราไม่มีอิสระในการทำงาน ทำให้เราสูญเสียความเป็นตัวเองในท้ายที่สุด ยิ่งในตำแหน่งโปรดิวเซอร์จะมียอด KPI เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ยอดวิว ยอดดาวน์โหลด มันไม่ใช่การทำศิลปินให้เขาเป็นเขา แต่กลายเป็นเราไปสร้างตัวเขาให้เป็นสิ่งที่เราอยากให้เขาเป็น เลยเป็นจุดที่ผมไม่มีความสุขแล้ว

คุณก็เลยลาออก

ไปบวชจำพรรษาอยู่ที่วัดสระเกศฯ อยู่ 4 เดือน สอบนักธรรมชั้นตรีเลยครับ จริงจังเลย บวชเสร็จคุณพ่อก็มาคุยว่า ได้ใช้ชีวิตในระดับหนึ่งแล้ว ควรจะกลับมาช่วยงานที่บ้านได้แล้ว ผมก็เลยยอม แต่มีข้อแม้ว่าขอทำในแบบของผมเอง ผมจะไม่ยุ่งกับธุรกิจเดิมของที่บ้าน แต่จะทำธุรกิจของผมเอง เลยเปิดบริษัทกระดาษชื่อ เปเปอร์กรีน

ถือเป็นกระดาษตัวหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงวงการสิ่งพิมพ์ไทยเลย

ผมไปเมืองนอกแล้วก็เห็นว่าหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊กของเขามีน้ำหนักเบา ถนอมสายตา แล้วก็มีเรื่องความยั่งยืนด้วย เลยสนใจในนวัตกรรมของเขา ได้เห็นแนวคิดเรื่องป่าปลูก หากตัดต้นไม้ 1 ต้น ต้องปลูกคืน 2 ต้น ซึ่งผมได้ไปโรงงานกระดาษที่สวีเดนและแคนาดา ที่น่าสนใจคือการผลิตกระดาษด้วยเยื่อใยยาว ซึ่งเขาบอกว่าเมืองไทยนี่ต้นไม้ใช้เยื่อในสั้น เช่น ต้นยูคาลิปตัส หากยกตัวอย่าง 1 ต้น แปลงเป็นกระดาษได้ 1,000 รีม แต่ถ้าหากใช้ต้นสนของบ้านเขา ซึ่งทำมาจากเยื่อใยยาวที่มาความทนกว่า 1 ต้นอาจจะได้กระดาษถึง 2,000 รีมทีเดียว

ผมจึงตัดสินใจนำเข้ากระดาษประเภทนี้เข้ามาทำตลาดในเมืองไทยเป็นคนแรก ซึ่งตอนนั้นผมอายุ 21 ปี มีลูกค้าชั้นนำหลาย ๆ รายที่ให้โอกาสเรา นิตยสาร a day, a day bulletin สำนักพิมพ์ a book, อัมรินทร์, เนชั่น, Vogue Magazine ก็ใช้กระดาษของเรา เราสามารถปฏิวัติวงการพิมพ์ไทยจากการคุ้นเคยกระดาษปอนด์ขาว ๆ มาเป็นกระดาษถนอมสายตาที่เบาขึ้น และที่ผมภูมิใจมากคือ การได้เข้ามาเปลี่ยนกระดาษในหนังสือแบบเรียนของเด็กนักเรียน ทำให้เด็ก ๆ ถือหนังสือไปเรียนได้ แบกกระเป๋าที่มีน้ำหนักน้อยลง ตอนนั้นถือว่าเราประสบความสำเร็จมาก จนบริษัทอย่าง SCG ต้องออกกระดาษถนอมสายตากรีนรีดออกมาขาย

ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส จากศิลปิน RS สู่ CEO บริษัทกระดาษกรีน และโซลาร์เซลล์คิดต่าง

คุณไปเรียนการทำธุรกิจมาจากไหน

ผมโตมาในครอบครัวคนจีนที่เต็มไปด้วยการค้า ทุกวันดื่มชากับอาม่าก็พูดเรื่องหุ้น เรื่องค้าขาย มันอยู่ในหัวเรา สิ่งที่ผมได้จากการเล่นดนตรีคือหลักคิด เวลาเราไปเล่นโชว์ มีเวลา 10 นาทีทำให้คนรักเรา แล้วเราก็ต้องทำให้เขามีความสุขกลับบ้าน ดนตรีคือการสื่อด้วยอีโมชันและแพสชันด้วยหลักคิดเดียวกัน ผมบอกตัวเองเสมอว่าเราไม่ได้แค่ขายกระดาษ แต่ผมใส่อารมณ์ ความรู้สึก กลิ่น ฟีลลิ่ง ลงไปในโปรดักต์ของเรา เพื่อให้ลูกค้ามีแพสชันเหมือนเรา การขายต้องไม่ใช่แค่ขาย แต่ต้องรู้สึกดีใจที่ได้ของชิ้นนี้ เพื่อให้ประสบการณ์ของลูกค้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ซึ่งผมทำแบบนี้กับทุกอย่าง รวมถึงการขายโซลาร์เซลล์ด้วย

คุณมาทำธุรกิจโซลาร์เซลล์ได้ยังไง

เริ่มที่บ้านหลังนี้เลย เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ตอนนั้นผมอายุ 28 ปี ผมคุยกับคุณพ่อว่าน่าเอาโซลาร์เซลล์มาติดที่บ้านนะ เพราะเราอยากได้บ้านที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แล้วก็ช่วยลดค่าไฟ ตอนนั้นรัฐบาลมีโครงการรับซื้อไฟฟ้าคืน และซื้อแพงด้วย ทำให้ดูคุ้มค่าในการติด

ณ ตอนนั้น ผมคิดว่าธุรกิจนี้น่าจะไปได้ดี หากเราเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นพลังงานทางเลือกให้เป็นพลังงานหลักได้จะยั่งยืนมาก ๆ ผมบอกคุณพ่อว่าลองไปดูต่างจังหวัด ในจุดที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง หากติดโซลาร์ในสถานที่เหล่านั้น เราจะสร้างระบบนิเวศการผลิตไฟฟ้าให้สถานที่นั้น ๆ เองได้เลย แม้ไฟฟ้าเข้าไม่ถึงก็ตาม คิดไปคิดมา ผมเลยคุยกับที่บ้านจริงจังว่า เรามาเปิดบริษัทโซลาร์เซลล์กันเถอะ

บริษัทของคุณจะเข้ามาแก้ปัญหาอะไร

หนึ่ง คนไม่รู้ว่าโซลาร์เซลล์ช่วยประหยัดไฟยังไงได้บ้าง สอง ไม่มีข้อมูล ไม่รู้ว่าจะติดยี่ห้อไหน คืนทุนจริงไหม บ้านเราติดได้ไหม นี่แหละโอกาสของเราที่จะทำให้คนรับรู้ เราก็ลองทำเริ่มต้นจากการเน้นติดตั้งให้โรงงานก่อน เพราะพื้นที่กว้าง ติดตั้งได้เยอะ ใช้ไฟฟ้าในเวลากลางวันเป็นหลัก

คุณเอาโซลาร์เซลล์มาจากไหน

ผมติดต่อโรงงานผลิตโซลาร์เซลล์ชื่อ Jinko Solar ซึ่งเป็นผู้ผลิตแผงโซลาร์อันดับต้นของโลก และประเภท Tier 1 คือเกรดดีที่สุด มีอายุการใช้ได้อย่างน้อย 25 ปี พร้อมมีรับประกัน ซึ่งผมได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนจัดจำหน่ายในไทย นั่นคือจุดเริ่มต้น เราจึงตัดสินใจเปิดบริษัท NEPS โดยมุ่งเน้นการให้บริการเกี่ยวกับโซลาร์รูฟครบวงจร ตั้งแต่จำหน่ายแผงโซลาร์ ทั้งขายส่งและขายปลีกให้ผู้ที่สนใจซื้อแผงไปติดตั้ง DIY เองที่บ้าน นอกจากนี้ เรายังมีให้บริการพร้อมติดตั้ง รวมไปถึงการให้บริการขอใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องทั้งหมดด้วย 

ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส จากศิลปิน RS สู่ CEO บริษัทกระดาษกรีน และโซลาร์เซลล์คิดต่าง
ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส จากศิลปิน RS สู่ CEO บริษัทกระดาษกรีน และโซลาร์เซลล์คิดต่าง

คุณอยากเข้าไปอยู่ตรงไหนในตลาด

เจ้าตลาดส่วนใหญ่เป็นเจ้าใหญ่ที่อยู่มานาน ซึ่งเขาจะเน้นลูกค้ากลุ่ม PPA ที่มักได้สัญญาการขายไฟให้เอกชนหรือรัฐ แต่ผมกลับมองต่าง ในขณะที่บริษัทจำนวนมากวิ่งไปแข่งขันประมูลงานใหญ่ ๆ ผมกลับเน้นเข้าอุตสาหกรรม ธุรกิจขนาดกลาง และขนาดเล็ก รวมไปถึงโรงเรียน บ้านพักอาศัย โครงการหมู่บ้านจัดสรร เพราะผมอยากให้ทุกคนมีโอกาสเข้าถึงโซลาร์ให้มากที่สุด

เชื่อมั้ยว่าผมเปิดบริษัทมา 4 ปี ทำยอดขายรวมหลายร้อยล้านบาท ผมไม่คิดวิ่งเต้น อยากประมูลงานขายไฟให้รัฐ หรือเอกชนรายใหญ่เลย แม้จะมีหลายคนเข้ามาขอลงทุนร่วม เพราะผมมองว่าอยากขยายตลาดโซลาร์ให้กับทุกคน ให้ประชาชนทั่วไป เพื่อที่พวกเขาจะได้ไม่ต้องง้อรัฐ เวลาค่าไฟขึ้นแพง ไม่อยากให้ประชาชนเป็นส่วนล่างสุดของห่วงโซ่อุปทาน เราจึงจะทำให้เขาเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าเอง

ทำไมเราต้องผลิตไฟฟ้าใช้เอง

ประเทศไทยซื้อไฟฟ้าแพงมากทั้งจากเอกชนผู้ได้สัญญาขายไฟให้รัฐ และการนำเข้าไฟจากต่างประเทศ ถ้าผมไม่ขยายตลาดโซลาร์สู่ภาคประชาชน ให้กลุ่มธุรกิจหรือบ้านพักอาศัยผลิตไฟฟ้าเอง ประชาชนจะตกเป็นทาสของรัฐตลอดไป ไม่มีทางเลือกนอกจากซื้อไฟในราคาแพงจากรัฐ

และวันนี้กระแสรถอีวีก็มาแรงมาก ซึ่งเขาไม่ต้องจ่ายค่าน้ำมันก็จริง แต่ต้องจ่ายค่าไฟมาเติมไฟให้กับรถอีวีนะ ถ้าติดโซลาร์ ค่าไฟก็จะลดลง และเทคโนโลยีโซลาร์วันนี้เองทำให้การติดโซลาร์คืนทุนเร็วกว่าเดิมมาก แผงหนึ่งเคยให้กำลังผลิตไฟได้ 300 วัตต์ แต่เทคโนโลยีวันนี้ผลิตได้ถึง 600 วัตต์ ด้วยขนาดเท่ากัน และยังใช้งานได้ยาวถึง 25 – 30 ปี ส่วนระบบที่เราให้ลูกค้าก็จะมาพร้อมแอปพลิเคชันดูการผลิตไฟได้แบบเรียลไทม์ ว่าตอนนี้ประหยัดค่าไฟแล้วกี่บาท ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เท่าไหร่ เป็นต้น

ขายโซลาร์เซลล์มา 4 ปี ต่างจากขายกระดาษยังไง

ฟีลกู๊ดกว่าครับ มันเป็นการขายของที่ผมรู้สึกว่าเป็นการส่งมอบความสุข มีลูกค้าจำนวนมากมาขอบคุณเราที่ช่วยให้เขาประหยัดค่าไฟที่บ้านหรือโรงงาน ลูกค้าส่วนใหญ่มักบอกกับผมว่า รู้งี้ติดนานแล้ว ชีวิตดีขึ้น เปิดแอร์ให้ลูกทั้งวันเลย ไม่ต้องบ่นลูกเรื่องไม่ปิดทีวี มีอิสรภาพในการใช้ไฟฟ้าในบ้านมากขึ้น ค่าไฟจะขึ้นเท่าไหร่เราก็รับได้ เพราะไม่มีนัยยะต่อการค่าใช้จ่าย คำพูดเหล่านี้ทำให้ผมยิ่งมุ่งเน้นความตั้งใจเพื่อเปลี่ยนพลังงานทางเลือกสู่พลังงานหลัก เปลี่ยนการซื้อไฟฟ้าจากรัฐให้เป็นพลังงานสำรอง และใช้พลังงานแสงอาทิตย์ที่ได้มาฟรีให้มากที่สุดเท่าที่ได้

คุณจะพาบริษัทไปทางไหนต่อ

ในอนาคต ธุรกิจโซลาร์จะมีผู้เล่นมากขึ้น มีการแข่งขันมากขึ้น วันนี้กลุ่มลูกค้าที่ขยายตัวมากที่สุดคือกลุ่มลูกค้าขนาดกลางและขนาดเล็ก เช่น โฮมออฟฟิศ สถานที่โชว์สินค้า หรือบ้านพักอาศัย มีการขยายเติบโตขึ้น 4 – 5 เท่าจากปีที่แล้ว มีงานติดตั้งทุกวัน เป็นกลุ่มลูกค้าที่มาแรง ซึ่งเราจะมุ่งเพิ่มฐานลูกค้าในกลุ่มนี้ต่อไปเพื่อรองรับความต้องการของตลาด 

ส่วนลูกค้าขนาดใหญ่ แม้การแข่งขันจะดุเดือด และหลายเจ้าได้ลงทุนติดโซลาร์ไปมากแล้ว แต่การขยายตัวก็ยังมีอยู่ ซึ่งเราเองก็ต้องรักษาสัดส่วนธุรกิจให้ได้ แม้การเติบโตของภาคอุตสาหกรรมจะไม่มากเท่าตลาดบ้านพักอาศัยก็ตาม

และกลุ่มสุดท้ายที่ทางเราเน้น คือลูกค้ากลุ่มธุรกิจด้านการบริการ เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงแรม ฟิสเนส สปา เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มกลับมาที่ให้มีการขยายตัวของลูกค้ากลุ่มนี้จำนวนมาก 

ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส CEO บริษัทโซลาร์เซลล์ NEPS นักธุรกิจคิดต่างที่เริ่มจากการทำกระดาษถนอมสายตาและเป็นศิลปิน RS
ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส CEO บริษัทโซลาร์เซลล์ NEPS นักธุรกิจคิดต่างที่เริ่มจากการทำกระดาษถนอมสายตาและเป็นศิลปิน RS

การทำเพลงกับขายโซลาร์เซลล์เหมือนกันตรงไหน

ให้ความรู้สึกสุดท้ายเหมือนกัน รอยยิ้มของคนดูกับรอยยิ้มของผู้บริโภคคือรอยยิ้มเดียวกัน เราส่งมอบสิ่งเดียวกัน คือความสุขให้กับเขา

ยังอยากทำเพลงอยู่ไหม

ผมยังเล่นดนตรีอยู่นะ ดนตรีอยู่ในสายเลือดผม ผมเล่นดนตรีเพราะพี่ชาย เขาพิการทางสมองตั้งแต่เกิด ตอนเด็ก ๆ ผมไม่ได้ดูการ์ตูน ดูหนัง ดูละคร เพราะพี่ชายผมไม่อิน เขาพูดไม่ได้ เดินไม่ได้ สิ่งเดียวที่เขาเก็ตคือ ดนตรี พอผมเล่นดนตรีเขาจะเงียบฟังเราเล่น ดนตรีคือภาษาที่เราใช้คุยกัน มันคือความสุข คือความรัก ฉะนั้น ผมจะไม่มีวันหยุดเล่นดนตรีแน่นอน

ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส CEO บริษัทโซลาร์เซลล์ NEPS นักธุรกิจคิดต่างที่เริ่มจากการทำกระดาษถนอมสายตาและเป็นศิลปิน RS

10 คำถามสำหรับคนอยากรู้

1. การติดโซลาร์เซลล์เหมาะกับคนประเภทไหน

ทุกคนที่ใช้ไฟฟ้า คุ้มที่สุดคือคนที่ใช้ไฟฟ้าเยอะช่วงกลางวัน เปิดแอร์ตอนกลางวัน มีลูกเรียนออนไลน์หรือ Work from Home หรือมีผู้สูงอายุอยู่ที่บ้าน หรือเลี้ยงน้องหมาแล้วอยากเปิดแอร์ให้หมาตอนกลางวัน กลุ่มที่สองคือ ออฟฟิศ โชว์รูม ห้างสรรพสินค้า และโรงงาน

2. อาคารประเภทไหนที่ไม่เหมาะจะติดโซลาร์เซลล์

มีพื้นที่รับแสงน้อย มีเงาเยอะ จะคืนทุนช้า ปัจจัยหลักของการผลิตไฟอยู่ที่ความเข้มของแสง ช่วงที่ผลิตไฟได้มากคือ 10 โมงถึงบ่าย 3 ถ้ามีพื้นที่หลังคาติดเงา เราจะจำลองให้ดูว่าจะโดนเงาบังกี่ชั่วโมง จะแก้ไขได้อย่างไร ถ้าหลังคาไม่ดีก็เปลี่ยนหลังคาได้ ทุกอย่างทำได้หมด หลังคาประเภทที่ติดยากจริง ๆ คือ หลังคาที่เป็นกระเบื้องเกล็ด ๆ แบบหลังคาวัด

3. ถ้าเป็นบ้านเก่า เราจะรู้ได้ยังไงว่าหลังคาบ้านแข็งแรงพอ

โทรหา NEPS ได้เลยครับ ทางเรามีทีมติดตั้งเข้าไปดูหน้างานทุกไซต์ก่อนเสนอราคาอยู่แล้ว หรือจะส่งรูปมาให้ทีมเราดูเบื้องต้นก่อนก็ได้  

ส่วนใหญ่ถ้าเป็นหลังคาซีเมนต์หรือเมทัลชีท สามารถติดโซลาร์ได้อยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นหลังคาทีมีอายุค่อนข้างเก่า หรือหลังคาพิเศษแบบบ้านทรงไทย ทางทีมวิศวกรที่เข้าไปสำรวจบ้านก็จะมีคำแนะนำให้ลูกค้าครับ

4. การติดตั้งต้องขออนุญาตจากหน่วยงานไหนบ้าง

3 หน่วยงาน อันดับแรก ต้องขอแก้ไขดัดแปลงอาคาร หรือ อ.1 ที่หน่วยงานด้านมหาดไทย ท้องถิ่นในพื้นที่นั้น ๆ เช่น กรุงเทพฯ ขอที่สำนักงานเขต ต่างจังหวัดขอที่เทศบาล ถ้าเป็นบ้านพักอาศัยได้รับการยกเว้นไม่ต้องขออนุญาต อ.1 อันดับที่สอง ต้องขอใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าจาก คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และกรมพลังงานทดแทน  (พ.พ.) อันดับสาม เมื่อได้เอกสารครบแล้วต้องไปขอขนานไฟกับการไฟฟ้า เขาจะได้ไม่งงว่าทำไมค่าไฟถึงลดลง ซึ่งทางรัฐอนุโลมให้เราผลิตไฟฟ้าใช้ได้ก่อนจะขออนุญาตเสร็จได้ แต่ยังไงก็ต้องยื่นขออนุญาตใบดัดแปลงอาคารให้ผ่านก่อน

5. การขายไฟฟ้าคืนให้การไฟฟ้าได้ผลตอบแทนดีไหม

ถ้าจะขายไฟคืนให้การไฟฟ้า ต้องติดต่อการไฟฟ้าขอสมัครเข้าโครงการโซลาร์ภาคประชาชน ซึ่งเปิดรับเป็นรอบ ๆ ปัจจุบันการไฟฟ้าขายไฟให้เราประมาณหน่วยละ 4.86 บาท แต่โครงการรับซื้อไฟคืนจากโซลาร์ภาคประชาชน เขาจะซื้อในราคาหน่วยละ 2.20 บาทเท่านั้น ไม่ค่อยคุ้มหรอก แต่เผื่อกลางวันเราไม่ได้ใช้ไฟฟ้าก็ขายได้ เราแนะนำให้ใช้โซลาร์เซลล์ควบคู่กับไฟฟ้าหลัก แล้วเปลี่ยนมาจ่ายค่าไฟแบบ TOU แทนที่จะซื้อไฟในอัตราเดียวคือ 4.86 บาท ก็จ่ายแบบ TOU ในช่วงกลางวันและหัวค่ำคิดค่าไฟ 6 บาทกว่า ๆ หลัง 2 ทุ่มและวันหยุดคิด 2 บาทกว่า ช่วงกลางวันค่าไฟแพง ๆ เราก็ใช้โซลาร์เซลล์ ช่วงกลางคืนค่าไฟถูก ๆ ก็ซื้อไฟจากการไฟฟ้าใช้ เราต้องช่วยให้คำปรึกษากับลูกค้าเรื่องพวกนี้ด้วย

6. เราควรซื้อแบตเตอรี่เพื่อเก็บไฟฟ้าใช้ตอนกลางคืนไหม

วันนี้ผมไม่เชียร์เรื่องแบตเตอรี่เลย การติดโซลาร์เซลล์ขนาด 5 กิโลวัตต์ ราคาประมาณ 180,000 ต่อบ้าน 1 หลัง เพื่อผลิตไฟฟ้าให้ได้เดือนละ 3,000 บาท ถ้าจะติดแบตเตอรี่ เราต้องเหลือไฟฟ้าในตอนกลางวัน เพื่อให้มีกำลังไฟเหลือเข้าชาร์จแบตเตอรี่ โดยค่าใช้จ่ายแบตเตอรี่ลูกละ 200,000 บาท โซลาร์เซลล์ใช้งานได้ 25 ปี แต่แบตเตอรี่ใช้งานได้ประมาณ 8 ปี ถ้าซื้อแบตเตอรี่ระยะเวลาคืนทุนจะนานขึ้นไปอีก แต่แบตเตอรี่จะเหมาะกับบ้านที่อยู่ในพื้นที่ซึ่งไฟตกบ่อยหรือไฟฟ้าเข้าไม่ถึง เป็นการติดเพื่อให้มีไฟฟ้าใช้

7. เราต้องดูแลซ่อมบำรุงโซลาร์เซลล์ยังไง

ถ้ามีแผงโซลาร์สกปรก ประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าจะลดลงทันที ซึ่งคราบสกปรก ได้แก่ ฝุ่นหรือขี้นก ซึ่งบริษัทเรามีบริการดูแลทำความสะอาดให้ลูกค้าฟรีปีละ 2 ครั้ง ระยะเวลา 2 ปี ที่เหลือก็จ่ายเพิ่มได้ หรือทำเองก็ได้ด้วยการใช้ไม้ม็อบเช็ดทำความสะอาด ใส่น้ำยา ตอนที่เราคำนวณว่าจะคืนทุนในเวลา 5 – 6 ปี เราเอาต้นทุนค่าบำรุงรักษาใส่ลงไปให้แล้ว

การดูแลอีกอย่างคือ ดูว่าแผงโซลาร์ทำงานปกติดีไหม แผงของเรามีระบบเซนเซอร์ซึ่งดูเรียลไทม์ผ่านแอปพลิเคชันเลยว่า แผงไหนผลิตไฟได้เท่าไหร่ ทำงานปกติไหม เมื่อมีความผิดปกติจะมีการแจ้งเตือนผ่าน SMS ทันที

8. การสลับไฟใช้ระหว่างโซลาร์เซลล์กับการไฟฟ้ายากไหม

เป็นระบบอัตโนมัติ จะดึงจากโซลาร์เซลล์ให้มากที่สุด แล้วค่อยดึงจากการไฟฟ้า ในแอปพลิเคชันจะบอกว่าตอนนี้ใช้ไฟจากแหล่งไหนเท่าไหร่ และในแอปฯ ยังบอกด้วยว่า เดือนนี้ประหยัดค่าไฟไปได้แล้วเท่าไหร่ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่าไหร่ เท่ากับการปลูกต้นไม้กี่ต้น

9. มีหน่วยงานไหนให้การสนับสนุนค่าติดตั้งบ้าง

มีแบบเอกชนสู่เอกชน คือมีธนาคารให้เงินกู้สำหรับติดตั้งโดยคิดดอกเบี้ยตามเครดิตผู้กู้แต่ไม่ถึง 4 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับเงินกู้ทั่วไป แต่ธนาคารจะให้กู้เฉพาะแผงโซลาร์ที่อยู่ใน Tier 1 เท่านั้น

10. ถ้าอยากติดโซลาร์เซลล์ ควรเลือกผู้ให้บริการอย่างไร

ทุกวันนี้โซลาร์เซลล์แข่งกันด้วยราคา แต่ผมอยากแนะนำให้ หนึ่ง เลือกติดกับผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือ เพราะมันจะอยู่กับบ้านเราไปอีก 25 ปี ไม่ใช่ติดไป 3 ปี แผงเจ๊ง โทรไป อ้าวปิดบริษัทไปแล้ว บางทีราคาต่างกันนิดเดียว แต่อาจจะมีผลต่างกันมากในระยะยาวก็ได้

สอง การรับประกัน ติดตั้งโดยใคร มีประกันหรือเปล่า สิ่งนี้สำคัญมาก เพราะบริษัทผมต้องไปซ่อมให้เคสที่ติดกับเจ้าอื่น แต่ติดต่อมาซ่อมไม่ได้เยอะมาก

สาม ควรหาความรู้พื้นฐานก่อน จะได้รู้ว่าบ้านเราเหมาะกับการติดไหม แต่ถ้าไม่รู้จะเริ่มยังไงก็โทรหาผมได้ครับ (หัวเราะ)

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load