ธุรกิจมีขึ้นมีลงตามวัฏจักรของมันเสมอ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรใหญ่หรือเล็กก็ตามที กระทั่งบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC แบรนด์เคมีภัณฑ์ระดับโลกของไทย ก็ยังต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลาเพื่อสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วของโลก พร้อมรับมือกับแรงกดดันจากผู้บริโภคซึ่งคาดหวังว่าผู้ผลิตทั้งหลายจะพัฒนาสินค้าที่ดีและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเรื่อยๆ

ในยุคก่อน COVID-19 พลาสติกถูกแบนจากสังคมจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเรื่องการบริหารจัดการขยะ ทั้งที่พลาสติกมีประโยชน์อย่างมากกับการดำรงชีวิตที่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อมน้อยลง นำกลับมาใช้ใหม่ได้ และเป็นองค์ประกอบสำคัญของนวัตกรรมแห่งอนาคต 

จนเมื่อโลกเผชิญกับโรคระบาดครั้งใหญ่ที่ไม่เคยเจอมาก่อนนี้ บทบาทของพลาสติกจึงยิ่งสำคัญมากยิ่งขึ้นสำหรับสุขอนามัยของผู้คน และกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความมั่นคงด้านสาธารณสุขและการแพทย์ไปโดยปริยาย ซึ่งพลาสติกเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสินค้าหลักที่ GC ผลิตเท่านั้น แกนนำธุรกิจเคมีภัณฑ์ (Chemical Flagship) ของกลุ่ม ปตท. ยังครอบคลุมทั้งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม อะโรเมติกส์ โอเลฟินส์ โพลิเมอร์ เอทิลีนออกไซด์ เคมีภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม ฟีนอล และ Performance Materials & Chemicals

ดร. คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ GC ยังคงเชื่อในคุณค่าหลักขององค์กรที่ปลูกฝังให้คนกล้าคิด กล้าทำ และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เสมอ เขาเห็นว่าไบโอพลาสติกหรือพลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้จะมีพื้นที่มากขึ้นเรื่อยๆ นับจากนี้ แต่ธุรกิจพลาสติกเดิมก็จะยังคงอยู่ เพียงแต่ถูกพัฒนาให้มีคุณภาพที่ดีขึ้นเพื่อการใช้งานที่ยาวนานกว่าเดิม สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียนหรือ Circular Economy ซึ่งถือเป็นพันธกิจสำคัญที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานนับพันรายของ GC ที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องแม้จะปรับใช้กับกระบวนการทางธุรกิจของตนเองมานานแล้วก็ตามที 

มอง Circular Economy ในมุม ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ผ่านสิ่งที่ GC คิดและทำมาตลอด, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

The Cloud ได้พูดคุยกับกัปตันทีมผู้เชื่อเรื่ององค์ความรู้และรักการอ่านหนังสือทุกประเภทเมื่อมีเวลาว่าง และทราบว่ากำลังจะมีงาน GC Circular Living Symposium 2020 ที่ต่อยอดความสำเร็จจากปีที่ผ่านมา โดยมุ่งหวังจะจุดประกายให้ภาคธุรกิจและคนในสังคมได้เห็นประโยชน์ที่นำไปสร้างโอกาสทางธุรกิจได้จริง มีผู้ที่ปฏิบัติจนประสบความสำเร็จแล้วจริงๆ จากทั่วทุกมุมโลกมารวมเอาไว้ในงานเดียว 

ติดตามได้จากบทสัมภาษณ์พิเศษนี้

ตอนนี้เวลาพูดเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน ใครๆ ก็หยิบยกเรื่อง Climate Change มาพูด GC มีมุมมองเรื่องความยั่งยืนอย่างไร

ผมว่าการให้ความสำคัญกับเรื่อง Climate Change เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ความยั่งยืนที่เราเชื่อและทำมาโดยตลอดมันครอบคลุมทุกส่วนอยู่แล้ว มาถึงวันนี้มันไม่ได้เปลี่ยนไป ความยั่งยืนคือการสร้างความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม 

อย่างด้านเศรษฐกิจ เรามองว่าไม่ได้จะเน้นกำไรอย่างเดียว จริงอยู่ที่การทำธุรกิจต้องมีกำไรอยู่แล้ว แต่กำไรต้องครอบคลุมทุกส่วนมากขึ้น เพราะมันไม่ได้มีแค่เราแต่ต้องคิดถึงคนอื่นด้วย ช่วงที่ COVID-19 ส่งผลกระทบนี้ไปถึง ซัพพลายเออร์และลูกค้าของเรา เราก็ต้องพาเขาไปด้วยกันให้ได้ ถ้าจะทำธุรกิจอย่างยั่งยืน คนในห่วงโซ่คุณค่าและห่วงโซ่อุปทานจะต้องไปด้วยกันได้ เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพราะทุกอย่างเชื่อมโยงกันทั้งโลกอยู่แล้ว ถ้าเราอยู่ดีแต่คนอื่นไม่ดี มันก็ไปต่อไม่ได้ ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ของเราก็เกี่ยวพันกับอีกร้อยพันองค์กรครับ เรื่องแบบนี้ต้องคิดให้ยาว เพื่อจะอยู่กันยาวๆ 

อย่างด้านสังคม บ้านของเราก็คือที่โรงงานในจังหวัดระยอง เราก็ต้องดูแลสังคมในระยองด้วย ไม่ว่าจะระดับชุมชน ระดับท้องถิ่น การดูแลพวกเขาก็ต้องยั่งยืน ไม่ใช่การเอาเงินไปให้ แต่ต้องทำให้ชุมชนยืนได้ด้วยตัวเอง เพียงแต่เราช่วยประคองเขาด้วยการช่วยสร้างอาชีพ เพิ่มโควต้ารับคนระยองมาทำงาน สนับสนุนภาคการศึกษา ช่วยด้านประมงหรือเกษตรกรรม ใช้ความรู้ของเราไปสอนเขาพัฒนาสินค้าใหม่ๆ เพื่อทำให้เศรษฐกิจท้องถิ่นแข็งแรง 

ในส่วนของสิ่งแวดล้อม เราใส่ใจกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals : SDGs) สิ่งที่ GC เน้นคือ Climate Change และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) สิ่งที่เราทำอยู่ต้องมีผลต่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีนัยสำคัญด้วยหลักการของ Circular Economy นี่ล่ะครับ 

แล้วทาง GC ทำเรื่อง Circular Economy อย่างไร

เรามีแนวคิดที่สำคัญคือ Chemistry for Better Living นี่เป็นวิสัยทัศน์สำคัญที่อธิบายเรื่องความยั่งยืนได้ เราทำเคมีภัณฑ์เพื่อให้คนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน มีการเดินทางสะดวก มีสุขอนามัยต่างๆ ที่ดีขึ้น นอกจากนี้ คำว่า Chemistry ยังไม่ได้หมายถึงเรื่องของเคมีภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงเคมีระหว่างกัน การอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืนของสังคมกับสิ่งแวดล้อมด้วย เกิดเป็น Better Living

หลักการทำ Circular Economy ของ GC แบ่งออกเป็นสามเรื่องครับ เรื่องแรกคือ Smart Operating เราต้องทำงานอย่างฉลาดเพื่อลดการใช้ทรัพยาการ ลดการปล่อยของเสีย ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ใช้วัตถุดิบให้น้อยลง ประหยัดพลังงานมากขึ้น ซึ่งชี้วัดได้จากกระบวนการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่น้อยลง ไม่ว่าใครก็เอาไปปรับใช้ได้

เรื่องที่สองคือ Responsible Caring ซึ่ง GC มีสินค้าที่ครบวงจร ถ้าเป็นพลาสติกจากปิโตรเคมี ก็จะเอาไปรีไซเคิลหรืออัพไซเคิลได้ ต้องออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ยังมีไบโอพลาสติกหรือพลาสติกชีวภาพ พอเอาไปทิ้งในดินก็ย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยได้ นี่เป็นหน้าที่ของเราที่จะทำของเหล่านี้ออกมา หรือสำหรับในชีวิตประจำวัน อาคารต่างๆ ที่ออกแบบหรือก่อสร้างโดยใช้ทรัพยากรน้อยลง หรือใช้วัสดุที่มีน้ำหนักเบา มีความคงทนแข็งแรง ก็ถือเป็น Responsible Caring เช่นกัน

และเรื่องที่สาม Loop Connecting เป็นการสร้างแนวร่วมเพื่อสร้างระบบนิเวศที่ดี ถ้าเราทำสองอย่างแรกมันก็ดีครับ แต่ถ้าทำกันไม่มากพอ ผลลัพธ์ก็จะอยู่ในวงจำกัด เราจึงต้องสร้างองค์ความรู้ให้กับแนวร่วม เราเริ่มจากปลายน้ำก่อน จากเล็กไปใหญ่ หลายปีที่แล้วเราช่วยกันเก็บขยะพลาสติกจากทะเล เอาไปผ่านขั้นตอนการีไซเคิลและอัพไซเคิล เป็นเส้นใยโพลีเอสเตอร์รีไซเคิล (Recycled Polyester) ก่อนนำไปผสมกับเส้นใยฝ้าย (Cotton) และเส้นใยซิงค์โพลิเอสเตอร์รีไซเคิล (Antibacterial Polyester Zinc) ที่มีคุณสมบัติช่วยลดกลิ่นอับเวลาสวมใส่แล้วนำไปถักทอโดยชาวบ้านชุมชนคุ้งบางกะเจ้า เป็นจีวรรีไซเคิลสีพระราชนิยมที่นุ่งห่มสบาย ไม่ยับง่าย และแห้งไว นี่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันเลย

มอง Circular Economy ในมุม ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ผ่านสิ่งที่ GC คิดและทำมาตลอด, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

ปลูกฝังคนในองค์กรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้เห็นความสำคัญเรื่องนี้อย่างไร

GC เกิดจากการควบรวมสี่บริษัทที่มีวัฒนธรรมที่ต่างกัน เราก็เลยต้องทำเรื่องนี้ตั้งแต่แรกเลย เราทำงานด้วยกัน สร้างวัฒนธรรมองค์กรและคุณค่าหลักขององค์กรร่วมกันสี่เรื่อง มีเรื่องหนึ่งที่เป็นคุณค่าหลัก คือเห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน อันนี้เราปลูกฝังและปรับมาใช้เรื่อง Circular Economy ด้วย 

ถ้าเรามองเห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน มันจึงจะเกิดได้ ตอนนี้เรามีแนวร่วมกับบริษัทในห่วงโซ่อุปทานของเราที่เชื่อเรื่องความยั่งยืนเหมือนกัน สุดท้ายทำแล้วต้องเป็นธุรกิจให้ได้ อย่างตอนนี้ GC ก็ร่วมมือกับกลุ่มไทยเบฟ ผลิตบรรจุภัณฑ์ให้เขาซึ่งก็ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้ หรืออย่างธนาคารกสิกรไทยกับเครือไทยยูเนี่ยนก็จับมือกับเราเช่นกัน

ก่อนหน้านี้คนมองว่าพลาสติกเป็นผู้ร้ายทำลายสิ่งแวดล้อม 

ผมคิดว่าพลาสติกเป็นของที่สร้างขึ้นมาเพื่อช่วยสิ่งแวดล้อมนะครับ เช่น ภาชนะต่างๆ ที่เราใช้กันอยู่ ไม่อย่างนั้นเราก็ต้องไปตัดต้นไม้มาใช้ ปัญหาจริงๆ คือเราทิ้งมันไม่ดี ทิ้งลงไปตามท่อบ้าง ทิ้งบนพื้น ขยะเหล่านี้ก็ถูกพัดพาลงแม่น้ำ ลงทะเล พอลงทะเลปลาก็มากิน สะท้อนว่าปัญหาอยู่ที่การจัดการ

ก่อน COVID-19 เราพยายามสื่อสารไปทุกส่วนว่าวิธีแก้ปัญหาจะต้องมีทางออกเพื่อทุกคน ใครอยากใช้พลาสติกก็ต้องหาทางให้เขาทิ้งได้อย่างถูกต้องเพื่อเอามาใช้ประโยชน์ต่อ หรืออาจมีอีกทางเลือกคือไบโอพลาสติกที่สลายตัวได้ทางชีวภาพ ตอนนี้พอเกิดโรค COVID-19 คนก็กลัว การนำพลาสติกกลับมารีไซเคิลก็น้อยลง เนื่องจากมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยและสุขอนามัย เราก็เลยมองว่าความเข้าใจเรื่อง Circular Economy เป็นสิ่งจำเป็น ต้องมีวิธีทำให้คนช่วยกันมากขึ้น อย่างล่าสุดเราไปร่วมมือกับภาครัฐและผู้ให้บริการจัดส่งอาหารในการช่วยลดขยะพลาสติกซึ่งเป็นทางเลือกให้กับลูกค้า ในแอปพลิเคชันมีให้เลือกได้ว่าจะใช้บรรจุภัณฑ์ไบโอพลาสติกหรือไม่ มีทั้งหลอด ภาชนะ และช้อนส้อม ทุกคนต้องช่วยร่วมมือกันแบบนี้ 

นี่เป็นปีที่ 2 แล้วสำหรับ GC Circular Living Symposium 2020 คุณคาดหวังกับงานนี้แค่ไหน

เราต้องการทำให้สังคมเห็นว่าเรื่อง Circular Economy นี้ทำได้จริง ไม่ใช่แค่ทฤษฎี มีองค์ประกอบสามสี่อย่างที่ทำให้งานนี้แตกต่างจากงานอื่น อย่างแรกก็คือ แนวร่วมและพันธมิตร นี่ไม่ใช่แค่งานที่ GC มาบอกว่าเราทำอะไรบ้าง แต่เป็นที่ที่เราให้แนวร่วมที่เป็นทั้งคู่ค้า ผู้นำความคิด กระทั่งเยาวชนก็มาร่วมงานด้วย 

อย่างที่สองคือ นวัตกรรม มีสินค้าที่ผลิตด้วยแนวคิด Circular Economy ออกมาให้เห็นกันจริงๆ ไม่ใช่แค่ความคิด 

อย่างที่สามคือ ธุรกิจ ทุกคนในงานจะมาคุยกันว่าทำอย่างไรให้เรื่องนี้เป็นธุรกิจขึ้นมาได้จริง 

และเรื่องสุดท้ายคือ ระบบนิเวศ ที่จะแสดงให้เห็นว่าเราจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร สินค้าและโมเดลธุรกิจจะเป็นอย่างไรนับจากนี้ GC ยังมีพันธมิตรระดับโลกอย่าง National Geographic มาร่วมงานด้วย เขาจะมาโชว์ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จให้คนในงานเห็นผ่านโลกออนไลน์ด้วย

มอง Circular Economy ในมุม ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ผ่านสิ่งที่ GC คิดและทำมาตลอด, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

งานปีนี้จะต่างจากปีที่แล้วอย่างไร

ปีที่แล้วเราสร้างการตระหนักรู้ให้คนเห็นความสำคัญของหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ปีนี้เราจึงทำให้เห็นการปฏิบัติได้จริงมากขึ้น ทำให้เห็นชัดไปเลยว่าเป็นอย่างไร เพื่อจุดประกายให้ทุกคนเห็นตัวอย่าง เกิดไอเดียเลยว่าถ้าเราอยากทำเรื่องนี้ จะประยุกต์กับธุรกิจและชีวิตของเราอย่างไร 

ที่น่าทึ่งคือมีผู้นำความคิดหลายสิบคนที่เป็นตัวจริงในแต่ละด้าน ตั้งแต่ Startup ไปจนถึงธุรกิจใหญ่ๆ จะมาแชร์ว่าเขาเอาแนวคิด Circular Economy ไปใช้ในองค์กรอย่างไร สร้างความเชื่อมโยงในรูปแบบไหน เราอยากให้ทุกคนได้เห็นว่าแนวคิดนี้ถูกนำไปทำให้เกิดผลได้อย่างไร เมื่อมีคนเอาไปต่อยอด เราก็ช่วยพวกเขาให้ไปทำต่อ ทำแล้วติดขัดตรงไหนหรือไม่เข้าใจก็กลับมาคุยกัน เรามีเครือข่ายทางธุรกิจต่างๆ ที่พร้อมช่วยเหลือเพื่อขยายผลเรื่องนี้ออกไป

จากนี้โลกของพลาสติกจะเปลี่ยนไปอย่างไร

ทุกวันนี้ธุรกิจก็พยายามทำผลิตภัณฑ์ให้บางลงแต่แข็งแรงขึ้น มีคุณภาพดีขึ้น ทิศทางของพลาสติกคือคนต้องการคุณภาพที่ดีขึ้น ลดปริมาณการใช้ลง อนาคตจะเป็นเรื่องของคอมโพสิต (วัสดุที่มีองค์ประกอบจากเคมีที่แตกต่างกันตั้งแต่สองอย่างขึ้นไปมาผสมกัน) มากขึ้น ไม่ใช่แค่โพลีเมอร์อย่างเดียว มีทั้งนาโนคาร์บอนและไฟเบอร์ต่างๆ การหลอมรวมวัสดุต่างๆเข้าด้วยกันให้มีคุณสมบัติที่ดีขึ้น จะเป็นเทรนด์นับจากนี้ไป อย่างรถยนต์ไฟฟ้าที่จะใช้กัน น้ำหนักต้องเบา มันก็ต้องอาศัยวัสดุพวกโพลีเมอร์มากขึ้น ยางก็จะเป็นยางสังเคราะห์มากขึ้น เราจึงต้องมีความรู้และเทคโนโลยีมากขึ้น นี่ถือเป็นโอกาสทางธุรกิจ 

สำหรับไบโอพลาสติกหรือพลาสติกที่สลายตัวได้ทางชีวภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมปัจจุบันนั้น GC ถือเป็นผู้ผลิตระดับโลก จึงเป็นส่วนเสริมทดแทนพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง จะมาแทนพลาสติกทั้งหมดไม่ได้หรอกครับ ทิศทางของเราคือการก้าวไปสู่การทำสินค้าที่พิเศษมากขึ้น ลดความเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ไปสู่ Performance Product มากยิ่งขึ้น ถึงแม้อาจจะผลิตยากขึ้น กลุ่มลูกค้าก็อยู่ในวงจำกัด มีการใช้เทคโนโลยีที่สูงเพื่อลดการแข่งขัน ซึ่งสุดท้ายก็จะช่วยลดปริมาณขยะลงและตอบโจทย์เรื่องความยั่งยืนอย่างชัดเจน

ผลิตของคุณภาพสูง ใช้ได้นาน อย่างนี้ผู้บริโภคก็จะซื้อไม่บ่อยนะครับ

เราก็หันไปผลิตอย่างอื่นแทนได้ครับ นี่เป็นความท้าทายของเรา ผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ในโลกยังมีอีกมาก ไม่ใช่แค่พลาสติก ซึ่งปัจจุบัน ความต้องการใช้ก็ยังเยอะมาก การผลิตของอย่างเดิมมาสิบๆ ปี สักวันหนึ่งมันก็ต้องหายไป เป็นไปตามวัฏจักรธุรกิจ ของอย่างหนึ่งอยู่มาถึงช่วงหนึ่งก็จะเลิกไปเอง เดี๋ยวก็มีของใหม่มาแทน

วัฒนธรรมองค์กรแบบ GC เป็นอย่างไร

เราทำงานบนหลักคิดสี่อย่าง คือหนึ่ง กล้าคิดกล้าทำ สร้างสรรค์สิ่งที่ดีกว่า สอง พัฒนาตัวเองและทำงานเป็นทีม สาม ทำงานเชิงรุกสนองความต้องการของลูกค้า สี่ คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน 

องค์กรเราผ่านการเปลี่ยนแปลงมาเยอะ ทำเรื่อง Digital Transformation กันมาสักพักแล้ว ต้องปรับตัวให้เร็ว ทำงานร่วมกันโดยไม่ยึดกับไซโลที่แยกขอบเขตงาน และวัดผลงานความสำเร็จเฉพาะภายในหน่วยงานของตัวเอง ตอนนี้เราก็อยู่ระหว่างปรับองค์กร ผมพูดกับทุกคนว่าจะต้องพัฒนาทักษะใหม่กันหมด การที่ทำงานเดิมจนเก่งเป็นเบอร์หนึ่งในงานนั้นหลายๆ ปี อาจจะต้องเปลี่ยนไปลองทำงานอื่นดูบ้าง 

ผมไม่ได้แบ่งว่าใครเป็นคนใหม่หรือคนเก่า ทุกคนสำคัญเท่ากัน เราอยู่ร่วมกัน คุณธรรมพื้นฐานต้องเหมือนกัน ต้องฟังคนอื่น กล้าคิดกล้าทำ แสดงความคิดเห็นได้ ทำงานเป็นทีม ไม่ว่าจะคนรุ่นไหนก็ต้องทำงานแบบนี้ ไม่จำเป็นที่คนรุ่นใหม่จะเป็นปัญหาเสมอไปนะ บางทีคนรุ่นเก่าก็เป็นปัญหาเสียเองเพราะว่าทำแบบเดิมมานาน แต่คนเก่าเขาก็มีข้อดีของเขาที่คนใหม่ยังไม่มี 

สไตล์การบริหารงานของคุณเป็นอย่างไร

ผมมีความเชื่อว่า การทำงานนั้นเราต้องมีความรู้ ความรู้ในที่นี้ไม่ได้แปลว่าตำรานะ และผมก็ไม่เชื่อเรื่องการใช้แต่ประสบการณ์หรือคิดเอาเอง สมัยนี้มีองค์ความรู้เยอะมาก ต้องรู้ในสิ่งที่ทำอยู่ ใช้ความเก๋าอย่างเดียวไม่ได้

อย่างถ้าทำการตลาดก็ต้องรู้จักกระบวนการผลิตด้วย ทุกคนต้องมีความรู้พื้นฐาน ผู้ใหญ่ที่จะขึ้นมาบริหารงานต้องรู้เรื่อง ไม่อย่างนั้นก็จะโดนเด็กๆ โห่ได้ เวลาส่วนใหญ่ของผมใช้ไปกับการคุยกันครับ ส่วนใหญ่ก็ประชุมงาน คุยงาน หน้าที่ผมก็ต้องคุยกับคนนั้นคนนี้ให้เขาเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน 

สำหรับการบริหารองค์กร เรื่องคนนี่ยากที่สุดครับ เพราะว่าเป็นเรื่องที่ซับซ้อน มีองค์ประกอบที่ละเอียดอ่อนพอสมควร สุดท้ายองค์กรต้องเดินไปข้างหน้า เราต้องตัดสินใจ และไม่ใช่ทุกคนที่จะยินดีกับการตัดสินใจของเรา ซึ่งผู้บริหารต้องบริหารสมดุลเรื่องนี้ให้ได้

มอง Circular Economy ในมุม ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ผ่านสิ่งที่ GC คิดและทำมาตลอด, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

Questions answered by CEO of GC

ดื่มกาแฟไหม

เอสเปรสโซ่มัคคิอาโต้ เป็นจุดเริ่มต้นที่ผมลองดื่มกาแฟเลย ปกติไม่ชอบเพราะดื่มแล้วจะมึน แต่จำได้ว่าไปลองกินที่ร้าน Monmouth ที่ลอนดอน อร่อยมาก เขาจะใส่น้ำตาลทรายแดงละเอียดๆ ลงไป 

เครื่องดื่มโปรด

ไวน์ครับ เป็นไวน์แดง ดื่มได้หมดทั้งไวน์ฝรั่งเศสและอิตาลีครับ แต่ละที่ก็มีข้อดีของมัน ไวน์ขวดละสองพันบาทดีๆ ก็มีนะครับ แต่ต้องเลือกหน่อย คนที่เราดื่มไวน์ด้วยก็จะช่วยเพิ่มรสชาติ บางครั้งไม่ดื่มไวน์ เราก็เลือกวิสกี้ครับ

งานแรกที่นึกถึงเมื่อตื่นเช้าขึ้นมา

ปกติผมจะไม่แบ่งเวลาแบบนั้น เวลาทำงานผมก็รีแลกซ์ได้ เวลารีแลกซ์ก็ทำงานได้ ปกติจะเดินทางเยอะช่วงก่อน COVID-19 เราสามารถทำงานเมื่อไหร่ก็ได้หรือไม่ทำก็ได้ มันอยู่กับเราได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว อย่างช่วง COVID-19 นี้ GC นี่เป็นที่แรกๆ ที่ปรับตัวเร็วมาก เรารู้อยู่แล้วโลกจะเป็นแบบนี้ไปอีกนาน ต่อให้ COVID-19 หายก็อาจจะมีโรคอื่นเกิดขึ้นมาได้ เราก็ทำให้พนักงานเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของเราทำงานจากที่บ้านได้ ตอนนี้เราก็ให้คนสองในสามของบริษัททำงานจากที่บ้านและจะเป็นแบบนี้ตลอดไป เดี๋ยวนี้เราประชุมได้ทุกที่อยู่แล้ว 

มีอยู่ทริปหนึ่งช่วงต้นปีที่ปกติผมต้องไปอังกฤษ ตอนนั้น COVID-19 ระบาดหนักมาก แม้เป็นธุระสำคัญ ต้องไปเจอคนนั้นคนนี้ สุดท้ายผมตัดสินใจไม่ไปดีกว่า ใช้การประชุมผ่านวิดีโอคอลและงานก็ผ่านไปได้ ได้ผลดีด้วย ถ้าเราไม่ทำก็จะไม่รู้ พอทำถึงรู้ว่ามันได้ผลดี 

การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ทำให้ปรับความคิดยังไง

ทำให้ผมยิ่งเชื่อว่าต้องทำธุรกิจให้อยู่ได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ มันยังบอกเราอีกว่าใครปรับตัวได้เร็ว ไม่ใช่แค่รอด แต่จะไปได้ดี ที่สำคัญคือ เราต้องปรับตัวให้เร็วกว่าคนอื่นให้ได้

เป็นคนที่วางแผนต่างๆ เป็นกระบวนการดี คุณซึมซับวิธีคิดแบบนี้มาจากไหน

ทุกอย่างที่หล่อหลอมผมมาจากพวกพระเอกในนิยายที่ผมอ่านครับ ผมอ่านทุกอย่าง ทั้งงานของไอแซค อสิมอฟ นี่ดีมาก หรืองานของแอน ไรซ์ ที่เขียนเรื่องแวมไพร์ หรือหนังสือกำลังภายในก็อ่านครับ มันให้แนวคิดที่ดีมาก มังกรหยกก็อ่าน แต่ผมชอบชอลิ้วเฮียง เป็นพระเอกที่สบายๆ ไม่ต้องฝึกอะไรมากแต่เก่ง

แล้วคุณเอ้กับชอลิ้วเฮียงเหมือนกันยังไง

ชอลิ้วเฮียงเป็นคนไม่ซีเรียส สบายๆ ช่วยปราบผู้ร้าย มีคุณธรรม

สิ่งที่ต้องทำก่อนนนอน

สวดมนต์ครับ ผมทำมาตั้งแต่เด็ก ผมไม่ได้สวดอะไรเยอะแยะนะครับ สวดเสร็จแล้วก็นั่งเล่นเกมต่อ

ของที่ต้องพกติดตัวตลอด

โทรศัพท์ครับ ยังไงก็ต้องใช้ แล้วไอแพดกับแว่นตาด้วยครับ เพราะว่าเดี๋ยวนี้สายตายาวแล้ว (หัวเราะ) 

หนังสือเล่มโปรดของคุณ

ผมอ่านหนังสือเยอะครับ มันจะมีเล่มที่ชอบในช่วงชีวิตหนึ่งแต่ไม่ได้มีเล่มโปรดตลอดกาล อย่างที่ชอบก็งานเขียนของอสิมอฟ เรื่อง Foundation ที่มีหลายตอน ได้อ่านต่อเนื่องเป็นระยะเวลากว่าสิบปี หรือของแอน ไรซ์ นี่ก็ล้ำลึกมาก ทำให้เรามีส่วนร่วมกับการตั้งคำถามของตัวละครหลักๆ ว่าเขาเกิดขึ้นมาได้อย่างไรและเพื่ออะไร ล่าสุดก็อ่านหนังสือเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวเรื่อง Salvation ของแฮมิลตัน

ถ้าต้องเขียนหนังสือเองบ้าง จะเขียนเกี่ยวกับอะไร

ถ้าจะเขียนก็คงเขียนพวกนิยายล่ะครับ คงไม่ได้เขียนพวกฮาวทูหรอกครับ

GC Circular Living Symposium 2020: Tomorrow Together งานประชุมด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จัดโดยบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก National Geographic และเครือข่ายพันธมิตรที่รวบรวมกว่า 40 ผู้นำความคิด นวัตกร และนักธุรกิจจากทั่วโลก มาร่วมแบ่งปันความคิดและประสบการณ์เกี่ยวกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อขับเคลื่อนโลกสู่ความยั่งยืน ด้วยนวัตกรรม การสร้าง Business Model เพื่อก่อให้เกิดระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem)

งานนี้มุ่งหวังการแลกเปลี่ยนมุมมองและส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องราวที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ในรูปแบบ Circular in Action รวมพลังปฏิวัติการใช้ทรัพยากรโลก เพื่อสร้างสมดุลเพื่อความยั่งยืน โดยถอดบทเรียนด้วยหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน วิถีการพึ่งพาตนเอง…ใช้สิ่งที่มีให้คุ้มค่า เปลี่ยนแนวความคิดสู่การปฏิบัติที่พร้อมขยายผล ถ่ายทอดจากประสบการณ์ตรงที่เข้าใจง่ายและเกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม เป็นประโยชน์ทั้งในชีวิตประจำวัน SMEs องค์กรและหน่วยงานต่างๆ ตลอดจนสังคม เพื่อเป็นแรงกระเพื่อมให้การนำแนวคิด Circular Economy ขยายผลออกไปให้มากที่สุด เพื่อจะสร้าง ‘วันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า’ ร่วมกัน (Tomorrow Together)

GC Circular Living Symposium 2020 : Tomorrow Together วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน 2563 เวลา 8.30 – 15.30 น. ลงทะเบียนรับชมทางออนไลน์ ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย ที่ https://bit.ly/3jPzR3G

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

แบรนด์ Uniqlo เดินทางมาประเทศไทยเมื่อ 11 ปีก่อน โดยเปิดสาขาแรกที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ และได้รับความนิยมทันทีจากลูกค้าชาวไทยใหม่ ๆ รวมถึงแฟนของแบรนด์ที่เคยอุดหนุนทุกครั้งเวลาไปเที่ยวญี่ปุ่น

อาจเรียกได้ว่าเป็นแบรนด์เสื้อผ้าไม่กี่แบรนด์ในโลก ที่ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงอยากสร้างสรรค์เสื้อผ้าดี ๆ แต่มองไปไกลถึงชีวิตที่ดีขึ้นของผู้สวมใส่ 

ยูนิโคล่จึงไม่ได้นิยามตัวเองเป็น Workwear, Sportswear หรืออื่น ๆ แต่ให้คำจำกัดความว่า LifeWear ซึ่งแปลว่า 

“เสื้อผ้าที่ถูกออกแบบให้ผู้สวมใส่ทุกคนมีชีวิตที่ดีขึ้น เสื้อผ้าที่เรียบง่าย คุณภาพสูง มีความสวยงามในทุกรายละเอียด เหมาะกับการใช้งาน โดยคำนึงถึงความต้องการในชีวิตประจำวัน และมีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง”

Hiroyuki Matsumoto เดินทางมาประเทศไทยเมื่อ 4 เดือนก่อน เพื่อรับตำแหน่ง Chief Operation Officer ประจำยูนิโคล่ ประเทศไทย ประจวบเหมาะในปีที่แบรนด์วางแผนจะสื่อสารเรื่องความยั่งยืนอย่างจริงจัง 

เพราะรู้ดีว่าอุตสาหกรรมเสื้อผ้าโดยรวมสร้างขยะและใช้ทรัพยากรที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมจำนวนมหาศาล 

การผลิตยีนส์ 1 ตัวต้องใช้น้ำถึง 8,000 แกลลอน ซึ่งคือปริมาณน้ำที่มนุษย์ดื่มได้ถึง 7 ปี 

ในแต่ละปีมีการผลิตเสื้อผ้าใหม่แสนล้านชิ้น และมีขยะที่ต้องฝังกลบถึง 21 พันล้านตัน 

ตลอดกว่า 20 ปี ยูนิโคล่ในฐานะผู้จำหน่ายเสื้อผ้ารายใหญ่ของโลก จึงตั้งใจพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อผลิตเสื้อผ้าที่มีความยั่งยืน โดยคำนึงตั้งแต่การหาแหล่งวัตถุดิบที่น่าเชื่อถือ กระบวนการผลิตที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด การออกแบบที่คงทน เรียบง่าย และใช้ได้เป็นเวลานาน การขายและกิจกรรมหลังการขายที่คิดแบบ Circular Economy บริการรับคืนเสื้อผ้าเก่า ส่วนหนึ่งทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อส่งต่อให้ผู้ที่ต้องการ อีกส่วนนำกลับไปรีไซเคิลที่โรงงานเพื่อผลิตอีกครั้ง 

บริษัทนี้ไม่มียูนิฟอร์ม มีเพียงนโยบายให้พนักงานใส่เสื้อผ้าของแบรนด์ เพราะเชื่อว่าทุกคนเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของยูนิโคล่

วันนี้คุณมัตสึโมโตะมาในชุดทางการ เขาใส่ Ultra Light Jacket ทับเสื้อเชิ้ตแบบไม่ต้องรีด คู่กับกางเกง Ultra Light Pants สีเดียวกัน 

เขาเป็นแฟนตัวยงของแบรนด์มานานก่อนจะเข้าทำงานที่นี่ ซึ่งที่นี่ได้ปรับมุมมองและพฤติกรรมในการใส่เสื้อผ้า และทำให้มั่นใจว่าเสื้อผ้าที่ดีจะเปลี่ยนแปลงโลกได้

Hiroyuki Matsumoto ซีโอโอ Uniqlo Thailand แบรนด์ที่เชื่อว่าเสื้อผ้าที่ดีจะเปลี่ยนโลกได้

ในยุคหนึ่ง ยูนิโคล่สื่อสารเรื่องเสื้อผ้าสำหรับทุกคน​ (Made for all) อีกยุคหนึ่ง พูดเรื่อง LifeWear หรือเสื้อผ้าสำหรับการใช้ชีวิต มาปีนี้ แบรนด์นำเสนอคำว่า The Power of Clothing อะไรคือพลังของเสื้อผ้าในมุมมองของคุณ

คำว่า LifeWear แปลได้หลายความหมาย เสื้อผ้าของเราออกแบบมาสำหรับทุกคน ทั้งสวมใส่สบาย มีดีไซน์เรียบง่าย เหมาะสำหรับการใช้ชีวิตของทุกคนจริง ๆ ซึ่งที่ผ่านมาเราพยายามพิสูจน์เรื่องนี้อย่างมาก แต่มาถึงวันนี้ เสื้อผ้าสำหรับเราไม่ใช่แค่เครื่องนุ่งห่มอีกต่อไป เรามองมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย ดังนั้นเสื้อผ้าก็ควรจะเป็นตัวแทนของความตั้งใจ ความคิด และอุดมการณ์ต่าง ๆ ของผู้สวมใส่ด้วยเช่นกัน นั่นคือพลังของเสื้อผ้าในมุมมองของผม

พลังของเสื้อผ้าเกิดขึ้นตั้งแต่ขั้นตอนแรก ยกตัวอย่างเช่น เรามีไอเท็มอย่าง DRY-EX ที่ผลิตจากเส้นใยรีไซเคิล พัฒนาออกมาเป็นเสื้อที่ใส่สบาย ดีไซน์สวย เหมาะกับการใช้ชีวิตของผู้คน เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้ใช้งาน และสิ่งที่จะทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้น 

คุณใช้ตัวการ์ตูนโดราเอมอนเป็นแอมบาสเดอร์ และเปลี่ยนสีโลโก้จากสีแดงเป็นสีเขียวในการสื่อสารเรื่องความยั่งยืนด้วย

คาแรกเตอร์โดราเอมอนถือกำเนิดในประเทศญี่ปุ่น เป็นที่รักของคนทั่วโลกมายาวนาน เช่นเดียวกันกับยูนิโคล่ โดราเอมอนจึงเป็นเหมือนนักเดินทางจากอนาคต ผู้จะมาช่วยเปลี่ยนโลกให้ไปสู่อนาคตที่ดีกว่า

ส่วนสีเขียวเป็นตัวแทนของสิ่งแวดล้อม ของการรักษาธรรมชาติ มันง่ายต่อความเข้าใจและง่ายต่อการสื่อสาร ไม่ว่าจะกับลูกค้าหรือพนักงานของเราเอง 

เราจึงเลือกใช้โดราเอมอนและโลโก้สีเขียวในการสื่อสารประเด็นความยั่งยืน เพราะอยากให้มองเป็นเรื่องสนุกและเข้าใจง่าย

‘เสื้อผ้าที่จะทำให้ชีวิตผู้คนดีขึ้น’ คือความตั้งใจตั้งแต่วันแรกของยูนิโคล่ ผ่านมาเกือบ 50 ปี นิยามของชีวิตที่ดีกว่าเปลี่ยนไปบ้างไหม

ผมว่ามันเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ถ้าพูดถึงชีวิตที่ดีขึ้น มันขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน ความหมายของ ‘ความสบาย’ ของแต่ละคนก็แตกต่างกันไปอีกนะ บางคนชอบวิ่งออกกำลังกาย อาจต้องการเสื้อที่มีฟังก์ชันระบายเหงื่อ แห้งไว อีกคนอยู่ชนบท ชอบทำสวน ปลูกต้นไม้ อยู่กลางแจ้งบ่อย ๆ ก็มองหาเสื้อที่จะปกป้องผิวเขาจากแสงยูวี เพื่อให้ชีวิตนั้นง่ายและดียิ่งขึ้น

วิถีชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกันหรอก แต่ผมพูดได้เลยว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของลูกค้ามีความต้องการพื้นฐานจากเสื้อผ้าไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่หรือทำอาชีพอะไร เช่น ทุกคนต้องการเสื้อผ้าที่คุณภาพคุ้มราคา หรือในบางวัฒนธรรมคนนิยมใส่เสื้อทับ ในประเทศที่ร้อนอย่างประเทศไทย เราต้องมีไอเท็มหน้าร้อนขายทุกฤดู และถ้าสังเกตดี ๆ ร้านในไทยจะสีสันสดใสกว่าประเทศอื่น ๆ 

เพราะคนไทยชอบสีสัน

ใช่ครับ (ยิ้ม) คนไทยชอบสีหลากหลาย เหมือนคุณมีสีมงคลที่ต้องใส่ในแต่ละวันด้วยใช่ไหม นั่นก็เป็นเอกลักษณ์หนึ่งเหมือนกัน 

คนไทยชอบแต่งตัว ชอบแฟชั่น ชอบติดตามเทรนด์ใหม่ ๆ ในฐานะร้านเสื้อผ้า เราพยายามอย่างมากเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าให้ได้ ในร้านก็เลยโชว์เสื้อสีสดใสเยอะหน่อย ต่างจากร้านในญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นชอบสีโมโนโทน สีเรียบ ๆ ชอบดีไซน์ทรงปล่อย ๆ หลวม ๆ ชอบลายขวาง 

ลูกค้าชาวไทยยังชอบคอลเลกชันใหม่ ๆ เวลามีอะไรใหม่ ๆ ออกมาจะได้รับความสนใจมาก โดยเฉพาะการคอลแลบกับดีไซเนอร์แบรนด์อื่น ๆ สิ่งที่เราพยายามทำมาตลอด คือการหาความต้องการของแต่ละประเทศที่ธุรกิจเราไปอยู่ แล้วตอบสนองความต้องการนั้นในแบบของเรา

Hiroyuki Matsumoto ซีโอโอ Uniqlo Thailand แบรนด์ที่เชื่อว่าเสื้อผ้าที่ดีจะเปลี่ยนโลกได้

ก่อนที่จะเข้าทำงานที่นี่ คุณเป็นแฟนคลับยูนิโคล่อยู่แล้วไหม

ใช่เลย ผมเป็นแฟนแบรนด์นี้อยู่แล้ว ตอนเริ่มทำงานที่นี่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของตัวเองอยู่อย่างหนึ่ง ตอนทำงานที่อื่น ผมใส่เสื้อผ้าแบรนด์อะไรก็ได้ ที่นี่แม้จะไม่ได้มียูนิฟอร์มตายตัว แต่เราเลือกที่จะใส่เสื้อผ้าของยูนิโคล่มาทำงาน

วันนี้ก็ใส่ทั้งตัวนะ (ชี้ให้ดูสูทสีดำที่ใส่อยู่) หลายคนอาจคิดว่าเรามีแค่เสื้อผ้าลำลอง แต่จริง ๆ เรามีชุดทางการด้วย ตัวที่ใส่อยู่คือ แจ็กเก็ต เสื้อเชิ้ต แล้วก็กางเกงสแล็ก

เชื่อไหมว่าหลังจากเข้าทำงานที่นี่ ตู้เสื้อผ้าผมลดขนาดเหลือแค่ 10 เปอร์เซ็นต์จากเมื่อก่อน แต่ที่น่าทึ่งไปกว่านั้นคือ ผมเก็บเสื้อผ้าทั้งหมดได้ในกระเป๋าเดินทางใบเดียว

จะเป็นไปได้ยังไง

ไม่ได้อวยนะ (หัวเราะ) เสื้อผ้ายูนิโคล่ทนทานมาก ผ่านไปสองสามปีก็ยังใส่ได้ดี ดีไซน์ก็เรียบง่าย คุณอาจจะมีเสื้อแบบเดียวกันแต่หลายสี ไว้ใส่สับเปลี่ยนไปแต่ละโอกาสในแต่ละวัน จากที่เคยต้องมีเสื้อผ้าหลาย ๆ แบบในตู้ ก็เหลือแค่ชิ้นเบสิก ถ้าคิดจากมุมมองเรื่องความยั่งยืน นี่เป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่เหมือนกัน อย่างน้อยก็กับตู้เสื้อผ้าของผม

ยูนิโคล่ทำเรื่องความยั่งยืนมากว่า 20 ปีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของแหล่งที่มาวัตถุดิบในการผลิต กระบวนการผลิตเอง สินค้า ไปจนถึงชีวิตของเสื้อผ้าหลังการขาย แต่คนกลับไม่ค่อยรู้เรื่องเหล่านี้ ทำไมแบรนด์ถึงตัดสินใจออกมาสื่อสารเรื่องนี้ในปีนี้

ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เราจัดงานแถลงข่าวหรือเชิญสื่อมวลชนมาเล่าเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่ได้ แต่ปีนี้ลูกค้าจะได้กลับมาใช้ชีวิตหลังโควิด-19 หลังจากที่คนส่วนใหญ่ฉีดวัคซีนกันไปแล้ว ผมว่าผู้คนกำลังจะเริ่มใช้ชีวิตอีกครั้ง สนุกกับการเดินทางอีกครั้ง นี่จึงเป็นเวลาที่เหมาะที่สุดที่จะเล่าเรื่องความยั่งยืนของแบรนด์ให้ทุกคนฟัง

2 ปีที่ผ่านมาเราพยายามพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ยั่งยืนยิ่งขึ้น ทำให้ธุรกิจยั่งยืนยิ่งขึ้น อย่างเดือนหน้าเราจะมีจัดประกวดแผนธุรกิจร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในงาน Chula Expo 2022 โดยธีมในปีนี้เป็นเรื่องความยั่งยืน เราจึงอยากเป็นส่วนหนึ่งในการให้ความรู้คนรุ่นใหม่เกี่ยวกับการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนด้วย

อุตสาหกรรมเสื้อผ้าเปลี่ยนไปแค่ไหนในช่วงโควิด-19 

เปลี่ยนไปเยอะ

เพราะคนทำงานที่บ้านด้วยหรือเปล่า

นั่นก็ด้วย ความต้องการของลูกค้าเปลี่ยนไปเยอะ คนนิยมใส่ชุดลำลองอยู่บ้าน ที่เราเรียกกันว่า Loungewear ไม่ค่อยได้ใส่สูท อย่าว่าแต่สูทเลย เสื้อเชิ้ตก็แทบจะไม่ได้ใส่ (หัวเราะ) 

แต่ขณะที่คนชอบทำงาน Work from Home พวกเขาก็ยังตั้งตารอที่จะออกไปใช้ชีวิตนอกบ้าน และยังสนุกกับชีวิตนอกบ้านอยู่ เราพยายามตอบความต้องการตรงนั้น แต่จะทำยังไงให้มันยั่งยืนล่ะ เพราะถ้าพูดถึง Fast Fashion มันหมายถึงการผลิตเร็วในจำนวนมาก ๆ เพื่อสนองความต้องการที่เปลี่ยนตลอดเวลา 

คุณคิดว่าเสื้อผ้าจะเปลี่ยนโลกได้จริง ๆ เหรอ

ไม่ใช่แค่คิด แต่ผมเชื่ออย่างนั้น 

เราเปลี่ยนโลกได้ เราเปลี่ยนวงการเสื้อผ้าได้ และเราจะไม่หยุดพัฒนา แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต้องการกำลังจากหลายทาง ในเรื่องความยั่งยืน ยูนิโคล่ยังถือเป็นคนตัวเล็ก เราต้องการแรงสนับสนุนจากบริษัทใหญ่ ๆ ในเมืองไทยที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้มาก่อน เราเป็นบริษัทผลิตเสื้อผ้า เราเชี่ยวชาญด้านการผลิตเสื้อผ้าที่ดี ขายเสื้อผ้าที่ดี เลยต้องมีพันธมิตรที่ถนัดคนละด้านมาร่วมอุดมการณ์ เช่น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) ที่มีความสนใจและเป้าหมายที่ดีร่วมกัน

ผมเชื่อว่า เราทำอะไรมากกว่าการดำเนินงานปกติที่เราทำอยู่แล้วได้

Hiroyuki Matsumoto ซีโอโอ Uniqlo Thailand แบรนด์ที่เชื่อว่าเสื้อผ้าที่ดีจะเปลี่ยนโลกได้

ความยั่งยืนของยูนิโคล่แบ่งได้เป็น 3 เรื่องใหญ่ ๆ คือ ผู้คน โลก และคอมมูนิตี้ ธุรกิจวางแผนว่าจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ยังไง

เราให้ความสำคัญเรื่องการศึกษา สนับสนุนโรงเรียนต่าง ๆ และพยายามคิดหาวิธีที่จะทำให้ชีวิตประจำวันของคนไทยดีขึ้น การพัฒนาคุณภาพชีวิตทำงานก็เป็นอีกหนึ่งโฟกัสของธุรกิจ

เรื่องสิ่งแวดล้อมก็อย่างที่เล่าไปก่อนหน้านี้ แม้เราไม่ได้มีการผลิตอยู่ในประเทศไทย แต่เราก็ส่งฟีดแบ็กลูกค้าคนไทยไปให้โกลบอลเพื่อพัฒนาเป็นประจำ เรายังร่วมมือกับ UNHCR เพื่อช่วยเหลือผู้ลี้ภัยด้วย

เพราะเราไม่ได้มีร้านไปตั้งในทุกจังหวัด การทำโปรเจกต์ที่ร้านเพื่อสนับสนุนลูกค้าเลยยังไม่ครอบคลุม แต่เราก็ทำผ่านพาร์ตเนอร์ด้านต่าง ๆ และตั้งใจจะเปิดสาขาให้มากขึ้น

ตอนนี้มีทั้งหมดกี่สาขา

ตอนนี้มี 56 สาขาครับ

ปีนี้จะเปิดสาขาใหม่ไหม

น่าจะนะครับ (ยิ้ม) อาจจะบอกตัวเลขเป๊ะ ๆ ไม่ได้ 

เราพยายามฟังเสียงจากพนักงานและลูกค้า หลายครั้งมักมีลูกค้ามาถามว่า เมื่อไหร่จะไปเปิดสาขาที่จังหวัดเขา 

นอกจากจะได้บริการลูกค้า ยังสร้างงานให้พื้นที่นั่นด้วย

ใช่ครับ พนักงานเราเองก็มาจากหลายที่ทั่วประเทศ เขาเสนอให้ไปเปิดเมืองนั้นเมืองนี้ ถ้าที่ไหนมีศักยภาพ เราก็พร้อมที่จะพิจารณาต่อ

ในฐานะซีโอโอของบริษัท คุณสร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานเข้าใจเรื่องความยั่งยืนยังไง

การสื่อสารเป็นคีย์สำคัญ เรามีพนักงานที่สำนักงานใหญ่และอีกมากมายหน้าร้าน แต่ละคนยุ่งกับการให้บริการลูกค้าและทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด

ในร้านยูนิโคล่ ลูกค้าคือราชา ขณะเดียวกันเราก็ต้องสื่อสารให้พนักงานเข้าใจด้วยว่า สิ่งที่เขากำลังทำอยู่ในทุกวันคืออะไร เราทำให้บริษัทยั่งยืนขึ้นได้ยังไง และจะมีส่วนช่วยประเทศไทยในทางไหนบ้าง

ยูนิโคล่เป็นแบรนด์สัญชาติญี่ปุ่น แต่เราอยากเป็นแบรนด์ของคนไทยด้วย พนักงานระดับผู้จัดการส่วนใหญ่ของเราก็เป็นคนไทย คงจะดีไม่น้อยถ้าวันหนึ่งลูกค้ามองว่าเราเป็นแบรนด์ไทย เพราะเราไม่ได้แค่เข้ามาทำธุรกิจ แต่อยากแบ่งปันคุณค่าบางอย่าง 

Hiroyuki Matsumoto ซีโอโอ Uniqlo Thailand แบรนด์ที่เชื่อว่าเสื้อผ้าที่ดีจะเปลี่ยนโลกได้

เล่าการเดินทางของเสื้อผ้ายูนิโคล่ตั้งแต่เป็นวัสดุจนถึงหลังการขายให้ฟังได้ไหม

อย่างการผลิตยีนส์ขึ้นมาหนึ่งตัวมีผู้เกี่ยวข้องมากมาย ตั้งแต่หาเส้นใยคอตตอน โดยเลือกซัพพลายเออร์ที่มีคุณภาพและให้ความสำคัญเรื่องความยั่งยืน รวมถึงตั้งใจจะลดการใช้น้ำและสารเคมี 

หลังจากได้แหล่งเส้นใยที่ดีแล้วก็นำมาผลิตในโรงงานคู่ค้า เพราะเราไม่มีโรงงานของตัวเอง แต่ทำงานร่วมกับโรงงานพาร์ตเนอร์ โดยส่งคนเข้าไปอบรม สอนให้เขาทำงานตามมาตรฐาน แล้วก็ค่อย ๆ พัฒนาการผลิตไปด้วยกัน โดยให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนของแรงงานเป็นอย่างมาก

ถัดมาคือการออกแบบ จะออกแบบยังไงให้ออกมาเป็น LifeWear หรือเสื้อผ้าสำหรับการใช้ชีวิต

อย่างวันนี้แจ็กเก็ตที่ผมใส่มา มองเผิน ๆ เหมือนสูททั่วไป แต่เบากว่า ใส่ได้หลายโอกาสมากกว่า ผมอาจจะพูดเป็นข้อ ๆ ไม่ได้ แต่นี่คือตัวอย่างของความพยายามในการสร้างเสื้อผ้าที่ยั่งยืนของเรา ถ้าเราทำสิ่งเหล่านี้สะสมไปเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Supply Chain หรือบริการหลังจากขาย อย่าง RE:Uniqlo ที่ให้ลูกค้านำเสื้อผ้าที่ไม่ใช้แล้วมาบริจาค วันหนึ่งเราจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้แน่ ๆ

วันนี้ ลูกค้าอาจยังไม่รู้ว่าข้างหลังเราทำอะไรบ้าง แต่อย่างน้อย ๆ ถ้าเขาซื้อเสื้อผ้าของเราไป ก็เป็นการสนับสนุนความยั่งยืนต่อคน โลก และคอมมูนิตี้

ปีที่ผ่านมานอกจากโควิด-19 ยังมีเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นในโลก ทั้งสงครามระหว่างยูเครนกับรัสเซีย หรือการละลายของน้ำแข็งขั้วโลก คุณมองว่าธุรกิจระดับโลกใหญ่ ๆ จำเป็นต้องมีส่วนร่วมหรือรับผิดชอบในสิ่งเหล่านี้ไหม

แน่นอนครับ อย่างกรณียูเครนกับรัสเซีย เราอาจจะช่วยไม่ได้ทุกอย่าง แต่ก็พยายามทำให้มากที่สุด เพราะในประเทศเหล่านั้นก็มีประชาชนเหมือน ๆ กับเราอยู่ เราจึงพยายามเปิดร้านให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้จะตัดสินใจปิดร้านในรัสเซียชั่วคราวก็ตาม

หรือเมื่อหลายปีก่อน เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงในญี่ปุ่น เราก็พยายามเปิดร้านในบริเวณนั้นเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในด้านเครื่องนุ่งห่ม ถ้าเราช่วยเขาได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ก็จะไม่ลังเลเลย นั่นคือปรัชญาและดีเอ็นเอของยูนิโคล่เลยครับ

ส่วนเรื่อง Climate Change ที่น้ำแข็งขั้วโลกละลาย เราแก้ปัญหาโดยตรงไม่ได้หรอก แต่เราทำผ่านการดำเนินธุรกิจที่มี ลดการทำลายสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรในกระบวนการผลิต หาพลังงานทางเลือกมาใช้ ทำให้มันเป็นส่วนหนึ่งในพันธกิจของเรา

Hiroyuki Matsumoto ซีโอโอคนใหม่ของ Uniqlo Thailand แบรนด์เสื้อผ้าที่เชื่อว่า เสื้อผ้าที่ดีจะเปลี่ยนโลกได้

อุตสาหกรรมเสื้อผ้าจะเดินไปทางไหนใน 10 ปีข้างหน้า

ผมว่าอุตสาหกรรมนี้จะโตขึ้นเรื่อย ๆ ถ้ามองอีก 50 ปี อาจจะค่อย ๆ ลดลง เพราะประชากรโลกน้อยลงทุกวัน แต่ถ้าใน 10 ปี ผมว่ายังโตได้อีก นั่นแปลว่าจะมีเสื้อผ้ามากมายและมีขยะจากเสื้อผ้าอีกมหาศาล เราต้องหาทางลดขยะตรงนั้น หนึ่ง โดยการผลิตเสื้อผ้าที่ทนทาน ใช้ได้ในระยะยาว ลดการซื้อเสื้อผ้าใหม่ ซึ่งเป็นเป้าหมายของเราในระยะยาว

ถ้าภาคธุรกิจไม่ขยับตัวตามเทรนด์และความต้องการของผู้บริโภค ก็อาจจะต้องปิดตัวลงในที่สุด

ก่อนหน้านี้คนอาจจะพูดกันว่า ไม่ใช่ลูกค้าทุกคนที่สนใจเรื่องนี้ แต่โควิด-19 ทำให้เห็นว่าเขาตระหนักถึงสิ่งนี้มากขึ้น อย่างในประเทศไทยเอง ผมว่าเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ของลูกค้าเลือกซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่มีความยั่งยืนมากกว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคขยับแล้ว เราในฐานะธุรกิจต้องขยับตาม ความยั่งยืนเลยไม่ใช่แค่เรื่องของใครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นการร่วมมือกันระหว่างแบรนด์กับลูกค้า

ถ้าไปพูดเรื่องนี้กับนักเคลื่อนไหวเรื่องสิ่งแวดล้อม เขาอาจบอกว่า การหยุดผลิตคือวิธีแก้ปัญหาที่ยั่งยืนที่สุด ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับธุรกิจรีเทลอย่างยูนิโคล่ คุณบาลานซ์ระหว่างเป้าหมายทางธุรกิจและความยั่งยืนยังไง

ผมเห็นด้วยว่าวิธีที่ดีที่สุดคือการเลิกผลิต ขณะเดียวกันก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าทุกคนจะใช้ชีวิตโดยไม่ซื้อเสื้อผ้าใหม่เลยได้จริง ๆ หรือเปล่า บางคนอาจจะได้นะ แต่บางคนเขายังเอ็นจอยกับการแต่งตัวอยู่ เขาไม่สามารถใส่เสื้อเดิม ๆ ซ้ำ ๆ เพราะมันเป็นความสนุกอย่างหนึ่งของชีวิต เราจึงต้องบาลานซ์ระหว่างความสนุกนั้นกับความยั่งยืน

ในหนึ่งปี อุตสาหกรรมเสื้อผ้าสร้างขยะจำนวนมากจากกระบวนการผลิตแต่ละครั้ง ใช้น้ำจำนวนมหาศาล ซึ่งส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมโดยตรง เราพยายามพัฒนานวัตกรรมเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการผลิตของเรา ยกตัวอย่างเช่น กางเกงยีนส์ยูนิโคล่ที่ลดการใช้น้ำในการผลิตได้มากถึง 99 เปอร์เซ็นต์ เรายังพยายามใช้วัสดุรีไซเคิลและหาวิธีการอื่น ๆ กับสินค้าอื่น ๆ ที่จะสร้างผลกระทบน้อยที่สุด 

ถ้าคุณไปดูตามท้องตลาด จะเห็นเสื้อผ้าตามเทรนด์มากมายที่จะกลายเป็นขยะในอนาคต แต่ถ้าลองไปร้านของเรา จะเห็นเลยว่า 80 เปอร์เซ็นต์เป็นเสื้อผ้าเบสิกที่มีขายตลอด เราตั้งใจให้เสื้อผ้ายูนิโคล่ทนทานและยั่งยืน แบบที่ลูกค้าจะใช้งานได้เป็นเวลานาน ซึ่งจะทำให้จำนวนการบริโภคลดลงไปอีก

สมมติคุณซื้อยีนส์ 2 ตัวในปีนี้ และหวังว่าหนึ่งในสองตัวนั้นจะเป็นของยูนิโคล่ (หัวเราะ) คุณก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาสิ่งแวดล้อม เราพยายามอย่างมากในการพัฒนาการดำเนินงานต่าง ๆ และเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่แค่ตัวธุรกิจเท่านั้น แต่ก้าวไปข้างหน้าพร้อมลูกค้าด้วย

ความสำเร็จเรื่องความยั่งยืนของยูนิโคล่สำหรับคุณคืออะไร

คือการที่ได้เห็นลูกค้าใช้เสื้อผ้าของเราไปนาน ๆ ด้วยความทนทานและดีไซน์เรียบง่ายไม่ตกยุค สิ่งนี้สำเร็จในญี่ปุ่นแล้วนะ พ่อแม่หลายคนส่งต่อเสื้อผ้าของเราให้ลูก ๆ ลูกสาวบางคนใช้ชุดที่คุณแม่เคยใส่ บางกลุ่มก็เอาสินค้าที่เขาไม่ชอบสไตล์หรือไซส์ไม่พอดีแล้วไปขายในตลาดมือสอง ที่ญี่ปุ่นมีตลาดออนไลน์ที่ชื่อว่า Mercari ถ้าลองเข้าไปดูจะเห็นเลยว่ามีเสื้อผ้าแบรนด์เราเยอะมาก ผมได้ยินมาว่ามีมากกว่าครึ่ง เลยคิดว่านี่ก็เป็นก้าวสำคัญเรื่องความยั่งยืนอีกเช่นกัน 

อะไรจะทำให้แบรนด์ยูนิโคล่อยู่ไปได้ถึง 100 ปี

สำหรับผมคือการมีคนที่ดี เราเป็นบริษัทผลิตเสื้อผ้าที่มี ‘คน’ เป็นคนสร้างสรรค์สิ่งเหล่านั้น และผมไม่ได้พูดแค่พนักงานยูนิโคล่อย่างเดียว แต่รวมไปถึงคู่ค้าทางธุรกิจอื่น ๆ เราทำคนเดียวไม่ได้หรอกครับ ถ้าเรามีคนดี ๆ มีพาร์ตเนอร์ดี ๆ ลูกค้าดี ๆ ที่จะสนับสนุนธุรกิจของเรา ธุรกิจก็จะเติบโตไปได้เรื่อย ๆ 

เรามีแนวคิดของเรา ลูกค้าก็มีแนวคิดของเขา การสื่อสารให้เขาเข้าใจในเจตนารมณ์ของแบรนด์จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เรากำลังทำอะไร เราจะเดินไปทางไหน 

100 ปีเท่ากับหลายเจเนอเรชัน เราจึงหมั่นพัฒนาสินค้าและบริการให้เท่าทันลูกค้า เพื่อซัพพอร์ตการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัยของเขา

ยูนิโคล่คือบริษัทระดับนานาชาติ เราลงทุนในหลายประเทศทั่วโลก แต่จริง ๆ แล้ว ธุรกิจของเรานั้นง่ายนิดเดียว เราขายเสื้อผ้า และเราก็ตั้งใจขายเสื้อผ้า แค่นั้นเอง ถ้าเราโฟกัสกับสิ่งนี้ ไม่หยุดพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการผลิต การดำเนินงาน สินค้า หรือบริการ ด้วยการสนับสนุนของพนักงาน พาร์ตเนอร์ และลูกค้าที่น่ารัก ไม่ว่ายังไงเราต้องเดินทางไปสู่ปีที่ 100 ได้แน่นอน

Hiroyuki Matsumoto ซีโอโอคนใหม่ของ Uniqlo Thailand แบรนด์เสื้อผ้าที่เชื่อว่า เสื้อผ้าที่ดีจะเปลี่ยนโลกได้

Questions answered by COO of Uniqlo Thailand

01 ไอเท็มยูนิโคล่ที่ชอบที่สุดคือ…

Super Non-iron Shirt เปลี่ยนชีวิตผมเลย  ผมอยู่กรุงเทพฯ คนเดียว ครอบครัวอยู่ที่ญี่ปุ่นทั้งหมด อยู่นี่ผมไม่มีเตารีดนะ เสื้อรุ่นนี้เลยมีประโยชน์มาก แค่ซักและแขวนตากไว้ อีกวันก็ใส่ได้ ที่ใส่มา 95 เปอร์เซ็นต์คือเรียบกริบ ไม่ต้องรีดเลย

02 ไอเท็มยูนิโคล่ที่มีมากที่สุดคือ…

น่าจะเป็นเสื้อกีฬา เพราะผมเล่นเทนนิส

03 ความประทับใจแรกในวัฒนธรรมการทำงานของคนไทยคือ…

คนไทยชอบพูดว่า ‘ไม่เป็นไร’ ซึ่งผมชอบมาก ๆ ตอนเด็ก ๆ ผมเคยใช้ชีวิตที่ตุรกีพักหนึ่ง ที่นั่นก็มีวลีคล้าย ๆ กัน ความหมายประมาณว่า ถ้าคุณทำสิ่งหนึ่งในพรุ่งนี้ได้ ทำไมวันนี้ไม่สนุกกับชีวิตก่อนล่ะ

คนไทยยังยิ้มเก่งและใจดีอีกด้วย ที่ญี่ปุ่นมีหนังสือเล่มหนึ่งอธิบายรอยยิ้มของคนไทยว่ามี 12 ประเภท คุณต้องแยกแยะให้ออกว่ายิ้มแบบไหนหมายถึงอะไร (หัวเราะ)

04 วิชาที่ชอบที่สุดตอนเรียนที่ MIT Sloan คือ…

นานมากแล้วนะ (หัวเราะ) ที่ชอบที่สุดน่าจะเป็นวิชา Diversity Management อาจารย์สอนเกี่ยวกับการบริหารคนในบริษัทโกลบอลใหญ่ๆ เช่น โตโยต้าที่มีผู้บริหารจากหลายประเทศ ซึ่งสุดท้ายก็เป็นเรื่องการสื่อสารและการเรียนรู้ที่จะยอมรับความแตกต่างของวัฒนธรรม

04 ถ้าได้รับเลือกให้พูดบนเวที TED Talk คุณจะพูดเรื่อง…

ผมอยากพูดเรื่องความยั่งยืนผ่านประสบการณ์จริงของตัวเอง อยากเล่าเรื่องอิมแพคที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อเสื้อผ้า ตอนอยู่ญี่ปุ่น ตู้เสื้อผ้าผมเต็มไปด้วยเสื้อผ้าที่เก็บมานาน จนภรรยาถามบ่อย ๆ ว่าทำไมยังเก็บบางชิ้นอยู่ทั้งที่ไม่ได้ใช้เลย พอเริ่มทำงานที่นี่ ผมอยู่ได้ด้วยเสื้อผ้าชิ้นสำคัญ ๆ อย่างเสื้อยืดกับแจ็กเก็ต ซึ่งผมมีไว้หลายสีเลยแหละ

05 ร้านที่ไปบ่อยในสามย่าน…

Wawee Coffee ผมชอบที่เขาใช้เมล็ดกาแฟของไทย ผลิตในไทย วันไหนที่เข้าออฟฟิศก็จะซื้อกาแฟร้านนี้

06 นักเทนนิสในดวงใจคือ…

Roger Federer ไม่ใช่เพราะเขาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของยูนิโคล่นะ แต่เพราะสไตล์การเล่นเทนนิสของเขาเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร การเคลื่อนไหวแต่ละครั้งมีเป้าหมาย ไม่เสียเปล่า สมูท ผมตีแบ็กแฮนด์มือเดียวเหมือนกัน ก็เลยชอบดูวิดีโอที่เขาเล่น แล้วพยายามเลียนแบบวิธีการ แต่ก็ยังอีกไกลครับ (หัวเราะ)

07 คำพูดติดปากของคุณคือ…

ก้าวเล็ก ๆ ทุก ๆ วันก็เปลี่ยนชีวิตคุณได้ ผมคิดว่าเราเปลี่ยนแปลงได้ ทั้งชีวิต ทั้งการงาน แต่อย่าลืมสนุกกับวันนี้ อย่ากังวลเรื่องพรุ่งนี้ให้มาก จงอยู่กับปัจจุบัน

การที่ผมเจอคุณในวันนี้อาจเป็นโอกาสเดียวเลยก็ได้นะ ดังนั้นผมจึงเอ็นจอยบทสนทนากับคุณวันนี้

08 ไอเท็มล่าสุดที่ซื้อจากร้านยูนิโคล่…

เสื้อ UV Protection Parka ผมซื้อช่วงสงกรานต์เพราะอากาศร้อนมาก และไม่ชอบทาครีมกันแดดตอนไปเล่นเทนนิส เพราะมันเหนียวเหนอะหนะ ล่าสุดใส่ไปเล่น ผิวคล้ำเฉพาะมือ คนก็ทักว่าไปทำอะไรมา เอาเป็นว่าผมทดลองใช้เสื้อนี้แล้ว มันเวิร์กครับ

09 คุณซื้อ UV Protection Parka สีอะไรมา…

สีกรมท่าครับ ผมยังใจไม่ถึงพอที่จะซื้อสีเหลืองหรือสีแดง (หัวเราะ)

Hiroyuki Matsumoto ซีโอโอ Uniqlo Thailand แบรนด์ที่เชื่อว่าเสื้อผ้าที่ดีจะเปลี่ยนโลกได้

ยูนิโคล่ ประเทศไทย ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดรับสมัคร CHULA EXPO 2022′ Case Competition ในหัวข้อเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs Goal) และมองหาผู้เข้าสมัครเป็นทีมนิสิตนักศึกษา 1 – 5 คนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรีทั่วประเทศ
ดูรายละเอียดในการสมัครและการเข้าแข่งขันเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/3KGgAPH สมัครได้ตั้งแต่วันนี้ – 20 พ.ค. 2565 (23.59 น.)
Facebook: Chula Expo

Instagram: chulaexpo2022

E-mail : [email protected]

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load