ช่วงปีที่ผ่านมา กระแส ‘รักษ์โลก’ ผ่านเข้ามาหน้าฟีดโซเชียลมีเดียของเรานับครั้งไม่ถ้วน หนึ่งในนั้นคือคลิปสั้นๆ ที่อัดแน่นไปด้วยข้อมูลของ ‘ขยะ’ สิ่งที่ใครหลายคนอาจนึกถึงแต่ความสกปรก ไม่น่าอภิรมย์ แต่วันนี้ Konggreengreen จะทำให้ภาพจำเรื่องขยะของคุณกลายเป็นเรื่องที่สนุกมากขึ้น

วันนี้ เราตื่นเต้นที่จะได้พูดคุยกับอินฟลูเอนเซอร์สายเขียวและพิธีกรผู้รอบรู้ ไอดอลของเด็กๆ ยุคทีวีรุ่งเรือง ใครหลายคนคุ้นเคยเขาในชื่อ ‘กบก้อง’ หรือ ก้อง-ชณัฐ วุฒิวิกัยการ อดีตพิธีกรรายการสารคดีน้ำดีอย่าง กบนอกกะลา ที่จะพาทุกคนไปสำรวจสิ่งต่างๆ รอบตัว และนำเสนอชุดความรู้นอกเหนือจากห้องเรียน

ก้องเรียนจบปริญญาตรีจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาวิชาศิลปอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง หลังเรียนจบ เขาได้ทำงานในวงการสื่อหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นครีเอทีฟในสายงานบันเทิง พิธีกรและครีเอทีฟรายการเชิงสารคดี กบนอกกะลา และ หลงเทศกาลโลก พอได้เดินทางผ่านการทำงาน ไปสำรวจอะไรๆ มากขึ้น ก้องจึงได้รับรู้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่ปรากฏมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน และในที่สุด เขาก็ได้ก้าวเข้าสู่วงการ ‘แยกขยะ’

Konggreengreen สื่อสนุกโดยอินฟลูเอนเซอร์สายเขียวที่ชวนทุกคนสนใจเรื่องขยะ

กว่าจะมาแยกขยะ

“เรารู้ว่าขยะมันขายได้ เพราะเราเอาขยะที่บ้านไปขายให้คุณป้ากับคุณพ่อ พอที่บ้านอ่านหนังสือพิมพ์กันเสร็จแล้ว ก็จะพากันขับรถไปขายที่วงษ์พาณิชย์ เราเริ่มสังเกตว่า ทำไมขยะพวกนี้มันมีคนซื้อ เราก็เริ่มไปดูต่อว่า ทำไมเราขายได้แค่ไม่กี่บาท แล้วไปดูว่าขยะอะไรขายได้แพง อ๋อ กระดาษขาวขายได้แพงเหรอ กระดาษลังเขาก็รับเหรอ เราเลยได้รู้ว่าขยะพวกนี้มันมีค่า ไม่ได้เป็นแค่ขยะ แต่ถูกเอากลับไปทำประโยชน์ เราก็เลยเริ่มรู้จักแยกขยะตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา”

ถึงแม้ว่าในอดีต ก้องจะยังไม่ได้แยกขยะละเอียดอย่างทุกวันนี้ แต่เขายืนยันกับเราว่า ตัวเองเป็นคนที่มีใจอยากแยกขยะเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และตั้งคำถามกับถังขยะในไทยมาโดยตลอด

หลายๆ ครั้งเวลาที่เรามีขวดน้ำพลาสติกอยู่ในมือ และมองหาจุดทิ้งขยะในที่สาธารณะ เรามักจะเห็นถังแบ่งแยกสีไว้ ทั้งเหลือง เขียว น้ำเงิน แดง แต่พอเปิดดูแต่ละถัง ไม่ว่าขยะถังนั้นจะเป็นสีอะไร ก็จะเจอกับขยะทุกรูปแบบอยู่ในถังเดียว จนสุดท้ายเราอาจต้องจำใจทิ้งขยะที่รีไซเคิลได้ใส่ลงในถังสีเหลืองที่มีขยะชนิดอื่นอยู่ด้วย ก้องจึงชวนเราตั้งข้อสังเกตถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้เห็นว่าสังคมเรายังไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้มากพอ ไม่ว่าจะเป็นทั้งเรื่องการให้ความรู้ หรือการออกข้อบังคับเกี่ยวกับขยะอย่างเข้มงวด

หลังจากที่ทำงานสื่อทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังมาสักพักใหญ่ หลังออกจากรายการ กบนอกกะลา ก้องเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ เด็กหนุ่มชาวกรุงผู้หลงรักการเดินทาง ตัดสินใจไปเรียนต่อด้านการทำหนังสารคดีและโฆษณาที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา กว่า 2 ปี ระหว่างที่เขาใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น เขาได้เห็นชีวิตและการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างออกไป

“ตอนไปอยู่อเมริกา เป็นจุดสำคัญจุดหนึ่งของความสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม ที่นั่นเขาบังคับให้ทุกคนแยกขยะตามบ้านและคอนโดฯ ถ้าไม่แยก คนที่ให้เช่าจะมาดุ มาปรับเรา เราเลยต้องแยกกล่องนม UHT ขวดน้ำ กระดาษลัง หลักๆ คือแยกขยะที่รีไซเคิลได้ออกมา หรือถ้าเรามีขยะชิ้นใหญ่อยู่ เขาจะมีวันนัดทิ้ง ทำให้เรารู้สึกว่า ระบบการจัดการขยะนี่มันดีเนาะ” ก้องเล่าให้ฟังถึงความประทับใจที่มีต่อการจัดการขยะที่เขาได้ไปพบเจอมาในต่างแดน และสิ่งเหล่านี้ทำให้เขาหมั่นแยกขยะโดยไม่รู้ตัว

Konggreengreen สื่อสนุกโดยอินฟลูเอนเซอร์สายเขียวที่ชวนทุกคนสนใจเรื่องขยะ
Konggreengreen สื่อสนุกโดยอินฟลูเอนเซอร์สายเขียวที่ชวนทุกคนสนใจเรื่องขยะ

Konggreengreen สื่อเพื่อสิ่งแวดล้อม

หลังจากร่ำเรียนจนสำเร็จการศึกษา ก้องมีโอกาสได้รับงานจากกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อจัดทำรายการเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมขึ้น

“เราทำรายการชื่อว่า The Green Diary ขึ้นมา ตอนนั้นไม่รู้จะเอาใครเป็นพิธีกรก็เลยเป็นเอง ทำไปทำมา เราได้ไปสัมผัสกลุ่มที่เขาใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมจริงๆ แล้วได้ไปเห็นว่า เฮ้ย สิ่งที่เขาทำมันก็ไม่ได้ยากหรือว่ารบกวนชีวิตอะไรเขามากมายเหมือนที่คิดไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการลดขยะ การแยกขยะ การผลิตของออกมา หรือแม้แต่การจัดอีเวนต์ต่างๆ มันก็ลดขยะหรือทำแบบไม่มีขยะได้ เราเลยซึมซับมาเรื่อยๆ ลองเอามาใช้กับทั้งในออฟฟิศเรา ทั้งในชีวิตประจำวันของเรา ใช้กับที่บ้านเรา ว่าจะแยกขยะตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา”

หลังเสร็จสิ้นภารกิจการทำรายการ The Green Diary ก้องยังคงสนุกและอยากเล่าเรื่องที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมต่อ Konggreengreen จึงเกิดขึ้นเพื่อเล่าเรื่องขยะ โดยมีจังหวะที่สนุก

Konggreengreen สื่อสนุกโดยอินฟลูเอนเซอร์สายเขียวที่ชวนทุกคนสนใจเรื่องขยะ

ลองไหม ลองมาแยกขยะกัน

“คอนเซ็ปต์ของ Konggreengreen มันคือรักษ์โลก แล้วต้องสนุกด้วย เรื่องขยะต้องเป็นจังหวะสนุก ไม่ใช่เรื่องสกปรกอีกต่อไปแล้ว ถ้าเราทำขยะให้สะอาด มันก็คือพลาสติก มันก็คือกระป๋อง มันก็คืออะลูมิเนียม แต่พอสกปรก มันก็คือขยะ ฉะนั้น เราเลยทำให้ขยะเป็นเรื่องใกล้ตัว เรื่องง่าย เรื่องสนุก หลักๆ ก็จะว่าด้วยเรื่องการจัดการขยะและการลดขยะ ทำยังไงให้เกิดขยะน้อยที่สุด ถ้าเกิดแล้วทำยังไง เอาสองเรื่องนี้ก่อน”

โดยปกติแล้วพอพูดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม สิ่งที่เรามักจะคิดถึงตามมาติดๆ คือปรากฏการณ์ภาวะโลกร้อน น้ำแข็งที่ขั้วโลกกำลังจะละลาย หมีขั้วโลกจะไม่มีบ้านอยู่ ทำให้บางครั้งเรามองเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องใหญ่เกินตัว ไม่รู้จะเริ่มต้นช่วยเหลือโลกอย่างไร Konggreengreen จึงอยากชวนมองอะไรที่เล็กลงมา และอยู่ใกล้ตัวมากขึ้น

“ถ้าเราอยากให้ประเทศเราดีขึ้น หรือเอาง่ายๆ ว่าถ้าอยากให้บ้านเราดีขึ้น เราก็ควรจะทำให้มันสะอาดใช่ไหม เราควรทำให้ถูกสุขอนามัยหรือเป็นระเบียบมากขึ้น ถ้าอยากให้บ้านเราจัดการขยะดีขึ้น แล้วนั่งรอแค่คนที่มีอำนาจ เราไม่รู้ว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่ถ้าสมมติภาคประชาชนทุกคนช่วยกันทำ มันก็เห็นแรงกระตุ้น ขยะก็จะถูกนำไปจัดการได้ถูกต้องกว่าเดิมเยอะ ตอนนี้ก็เริ่มมีคนช่วยกัน คนเขารู้ว่าจะต้องส่งขยะไปที่ไหน เริ่มมีสื่อออกมาพูดมากขึ้น มีเพจเกี่ยวกับเรื่องขยะ เรื่องสิ่งแวดล้อมออกมามากขึ้น เราลองมองเท่านี้ก่อน ไม่ต้องมองไปถึงปัญหาระดับโลกขนาดนั้น มันจะทำให้เรามีกำลังใจทำมากขึ้น”

Konggreengreen สื่อสนุกโดยอินฟลูเอนเซอร์สายเขียวที่ชวนทุกคนสนใจเรื่องขยะ

จาก YouTuber สู่ TikToker

จากการสังเกตของคนทำงานสื่อ ก้องเห็นว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ยูทูบกลายเป็นช่องทางที่มีคนประสบความสำเร็จมากมายจากการสร้างคอนเทนต์ดีๆ เขาจึงทดลองถ่ายทอดเรื่องราวการจัดการขยะในช่องทางนี้ดูเช่นกัน แต่เมื่อเผยแพร่ออกไป คนไม่ได้ให้ความสนใจเท่าที่ควร ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับคลิปวิดีโอสั้นๆ ง่ายๆ อย่างใน TikTok โด่งดังขึ้นมาพอดี

“เราลองเอาคลิปสั้นๆ ในยูทูบมาตัดลง TikTok แล้วมันก็มีคลิปที่ดังแบบฟลุ๊กๆ คือคลิปที่เราไปนั่งสัมภาษณ์แม่ค้าร้านวัสดุก่อสร้าง เขารียูสเอาถุงน้ำยาล้างจาน มาตัดเป็นถุงใช้แทนถุงพลาสติกให้ลูกค้า คนดูคลิปนั้นเป็นล้าน จากนั้นก็ลองทำอีกแบบง่ายๆ เช่น การขึ้นตัวหนังสือว่า ฉันในเมื่อก่อน ทิ้งถุงแกงลงถังขยะทันที แล้วเราก็บอกต่อไปว่า แต่ฉันในตอนนี้ เปลี่ยนการกระทำคือ เอาถุงแกงมาล้าง ปรากฏคนมาดูเป็นแสน คนเริ่มมาตาม เราก็เลยรู้สึกว่า เอ๊ะ หรือมันมีคนสนใจจริงๆ บางคนบอกว่า เฮ้ย เราก็ล้างถุงแกงเหมือนกัน เกิดเป็นคอมมูนิตี้ล้างถุงแกงขึ้นใน TikTok ของเรา

@konggreengreen

ถุงพลาสติกในมือ อย่าพึ่งทิ้ง!!!!! ดูคลิปนี้ให้จบแล้วคุณจะเข้าใจ #plasticbag #tiktokuni #greenery #konggreengreen #recycle #ใช้ซ้ําปังสุด

♬ original sound – Kong GreenGreen – Kong GreenGreen
@konggreengreen

พอรู้ว่าถุงแกงส่งไปรีไซเคิลได้ ก็ล้างถุงใหญ่เลย #konggreengreen #ลดโลกร้อนเริ่มที่เรา #รักษ์โลก #greenery

♬ #เมื่อก่อนvsตอนนี้ – นะ มิ้นต์ 🌻

พอจับทางได้ว่าคนใน TikTok ชอบอะไร ชอบแบบไหน ก้องจึงเริ่มเดินตามเส้นทางนั้น การเล่าเรื่องยากๆ ให้กลายเป็นเรื่องง่าย เป็นสิ่งที่ก้องคำนึงถึงแทนการใช้โปรดักชันใหญ่ๆ แบบที่เคยทำมา

“เราว่า TikTok เป็นพื้นที่ที่น่ารักและง่ายดี เราเล่าอะไรง่ายๆ ผลิตอะไรง่ายๆ จากนั้นก็เริ่มเพิ่มความรู้เข้าไป เริ่มเพิ่มเทคนิคในการแยกขยะที่มากขึ้น แต่เราต้องจำกัดด้วยว่า อย่าให้ข้อมูลอะไรที่ยากมาก เอาที่รู้สึกว่า เฮ้ย เราก็ทำได้นี่หว่า อะไรที่มันใกล้ตัวเขา เช่น ถุงขนมที่เขาเรียกว่าซองวิบวับ อันนี้พี่บอกว่าส่งไปโครงการ Green Road ทำอิฐบล็อกปูถนนหรือทำเป็นม้านั่งสาธารณะได้ คนก็ชอบกัน เพราะว่าคนก็กินขนมกันทุกวัน”

วางความเนี้ยบ เติมความง่าย

ในช่วงแรกของการทำคลิปใน TikTok ก้องบอกกับเราว่ามีขลุกขลักอยู่บ้าง เพราะความเนี้ยบที่ติดมาจากการทำงานโปรดักชันที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโฆษณา วิดีโอเพลง หรือภาพยนตร์ ที่มีความละเอียดของเนื้องานอยู่สูงมาก แต่พอลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ ก็เริ่มปรับตัวได้

“อาชีพของเราคือการทำสื่อ ทำโปรดักชันเฮาส์ด้วยซ้ำไป เวลาทำงานโฆษณากับงานที่มันต้องคราฟต์มากๆ ต้องนั่งไล่ดูทุกวินาที ต้องมานั่งเลือกฟอนต์กับกราฟิกว่าเอาแบบไหนดี เลือกกันอยู่นั่นแหละ แต่พอมาเป็น TikTok ปุ๊บ ช่วงแรกก็อยากจะทำให้มันเนี้ยบ เพราะรู้สึกว่ามันไม่ได้เว้ย เรามีศักดิ์ศรี เราเป็นผู้กำกับโฆษณา ทำรายการทีวีมาก่อนนะเว้ย เลยทำคลิปจากข้างนอกแอปฯ ถ่ายสวยๆ ทำกราฟิกดีๆ พอโพสต์ไปใน TikTok คนกลับไม่ค่อยยอมรับมันสักเท่าไหร่

“แต่พอเราไม่ได้ทำอะไรกับมันมาก ใช้กราฟิกในตัวแอปฯ เลย เวลาตัดต่อ บางทีคำพูดยังค้างอยู่ เราก็ตัดทิ้งแล้ว ถ่ายมาแบบหน้ามันๆ หัวยุ่งๆ เสื้อย้วยๆ มืดๆ มีเงาแว่นพาดหน้า คนกลับชอบแบบนี้มากกว่า เรื่องของความเนี้ยบอาจจะไม่ต้องมีมากเท่ากับตอนที่ทำโปรดักชัน ซึ่งเป็นอาชีพหลักของเรา เราก็ต้องปล่อยวาง ละวางความเนี้ยบลงไป แล้วใส่ความเป็นธรรมชาติมากขึ้น ปรากฏว่ามันได้รับการตอบรับ คนสนใจการเล่าเรื่องสไตล์นี้ ก็เลยเป็นที่รู้จักมากขึ้นครับ”

การทำคลิปในแต่ละครั้ง ก้องจึงกลายเป็น One Man Show โดยสมบูรณ์ ไม่ว่าจะทั้งเขียนบท พิธีกร ตัดต่อ หาเพลง ลงโพสต์ครบจบที่แอปฯ และคนเดียว

อินฟลูเอนเซอร์ที่ถูกปัดดูมาแล้วกว่า 20 ล้านวิว

ไม่นานมานี้ เราเห็นโพสต์จาก Konggreengreen เกี่ยวกับข่าวดีที่ #Konggreengreen ใน TikTok มียอดคนดูกว่า 20 ล้านวิว เป็นอีกก้าวสำคัญที่ยืนยันว่า มีคนในสังคมสนใจและอยากรู้เกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้นจริงๆ

“รู้สึกดีใจมาก ไม่ได้ดีใจกับตัวเองเลยนะ เราดีใจที่คนอยากฟังเรื่องขยะกันเยอะขนาดนี้ สมมติว่าทำรายการนี้ คลิปแบบนี้เมื่อสิบห้าปีก่อน จะมีคนฟังเยอะขนาดนี้หรอวะ ยุคที่มันเกิดยูทูเบอร์มาแรกๆ ของโลก ถ้าเขาพูดเรื่องขยะ คนไทยจะมีคนฟังเยอะขนาดนี้เลยไหม มันเกิดอะไรขึ้น หรือว่าคนรอไม่ได้แล้ว เรื่องขยะไมใช่เรื่องรองหรือเรื่องที่เอาไว้ก่อนสำหรับคนทั่วไปแล้ว

“ในอินสตาแกรมเรา เมื่อก่อนไม่มีใครสนใจติดตามหรอก เราเป็นแค่พิธีกรสารคดีท่องเที่ยวธรรมดาๆ คนหนึ่ง ตอนแรกเขินมากเลยนะที่จะเอาเรื่องขยะลงไอจี คิดภาพออกมั้ย ไอจีมันต้องคุมโทน ต้องเท่ ไอจีคือการโชว์ไลฟ์สไตล์ เราลังเลใจมากที่จะเอาเรื่องขยะลงไอจี แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจลง ปรากฏว่าเพื่อนกดไลก์มากกว่าไลฟ์สไตล์ปกติอีก จากนั้นเลยเริ่มเอาเรื่องขยะมาลง คนเริ่มมาคุยด้วย คนมากดติดตาม ไม่ได้บ้ายอดฟอลนะ แต่รู้สึกว่าพอเรามีเพื่อนมากขึ้น มีช่องทางในการบอกต่อมากขึ้น เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่คนเขาใส่ใจเรื่องนี้เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเขาอยากดูแต่เรื่องสวยๆ งามๆ เท่ๆ หล่อๆ อย่างเดียว”

20 ล้านวิวที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้บอกว่า ก้องมีไลฟ์สไตล์เกี่ยวกับขยะอย่างโดดเดี่ยว แต่ยอดวิวทั้งหมดนี้ กำลังบอกว่า มีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่กำลังพาขยะให้เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ด้วยเช่นเดียวกันกับเขา

Konggreengreen กับการไปต่อเรื่องขยะ

หลังจากแบ่งปันเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมากว่าขวบปี เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2564 สื่อรักษ์โลกสื่อนี้ได้รับรางวัล Best Green Change Maker Influencer จากงานประกาศรางวัล Thailand Influencer Awards 2021 Presented by Tellscore เราจึงอยากรู้ว่า Konggreengreen จะเล่าอะไรให้ทุกคนฟังอีก

“ก้าวต่อไปของ Konggreengreen เราอยากไปเรียน ไปฝึกงานเรื่องขยะอย่างจริงจัง”

ก้องพูดถึงแผนที่วางไว้อย่างหนักแน่น ถึงแม้ว่าเขาจะทำสื่อเกี่ยวกับเรื่องขยะมาไม่น้อย แต่ก็ยอมรับว่า ยังมีอีกหลายคำถามที่คนถามมาแล้วเขาตอบไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็น

‘เครื่องสำอางทิ้งยังไง’

‘ซองกันชื้นทิ้งยังไง’

‘สิ่งที่เราแยกๆ กันอยู่ มันละเอียดเกินไปไหม’

‘ขยะอะไรที่ขายได้ราคา’

“เราอยากเอาคำตอบมาบอกเขา เพื่อให้เขามีแรงจูงใจในการแยกขยะให้ถูกมากขึ้น เราอยากจะไปฝึกงานร้านแยกขยะ แล้วก็อาจจะถ่ายเรียลลิตี้ที่เราไปเรียนรู้เรื่องขยะแต่ละอย่างไว้ด้วย ถ่านไฟฉายมาถึงเป็นยังไง โทรศัพท์มือถือที่เขาทิ้งแล้ว แงะอะไรออกมายังไง อยากให้คนดูเรียนรู้ไปพร้อมกับเรา อยากให้รู้จักขยะมากขึ้น”

ก้องย้ำกับเราว่า อยากไปเรียนรู้เพื่อทำความเข้าใจให้กระจ่างว่า ที่เราแยกกันอยู่มันถูกไหม ถึงปลายทางอย่างปลอดภัยหรือเปล่า พอถึงแล้วถูกจัดการอย่างไรต่อ เรียกได้ว่าการพาไปสำรวจการเดินทางของขยะ เป็นสิ่งที่ก้องอยากพาทุกคนร่วมเดินทางเป็นเพื่อนกันไปตลอดทาง

Facebook: Konggreengreen

YouTube: Konggreengreen

TikTok : Konggreengreen

Instagram : Konggreengreen

Writer

ชลณิชา ทะภูมินทร์

นักเล่าเรื่องฝึกหัดกำลังตามหาความฝันที่หล่นหาย คนน่าน-เชียงใหม่ที่รักบ้านเกิดแต่ก็หลงรักการเดินทาง

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

แฟนเธอประหลาดมาก บ่นเรื่องประเทศไทยประเทศญี่ปุ่นอย่างโน้นอย่างนี้ ทำไมไม่เขียนเรื่องของแฟนเธอล่ะ” 

คำพูดติดตลกของเพื่อนเป็นจุดเปิดสวิตช์ให้ อายากะ สาวญี่ปุ่นผู้ชื่นชอบการเขียนการ์ตูน คว้าปากกามาวาดการ์ตูนร่วมกับแฟนหนุ่มชาวไทยอย่าง ซัน-ประเสริฐ ประเสริฐวิทยาการ บนเพจเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ชื่อ อายากะซังกับซันคุง《タイ人パクチー食べないから》จนเป็นที่รู้จักมากขึ้นในหมู่นักอ่านญี่ปุ่นและนักอ่านไทย

อายากะซังกับซันคุง 《タイ人パクチー食べないから》เพจเฟซบุ๊กเล่าเรื่องราววัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น ฉบับภาษาไทยที่หาไม่ได้ในหนังสือเดินทาง จากสองคู่รักผู้มอบเสียงหัวเราะผ่านตัวละคร ‘อายากะซัง’ สาวญี่ปุ่นผู้ชื่นชอบภูติญี่ปุ่นกับการวาดภาพแมว และ ‘ซันคุง’ แฟนหนุ่มชาวไทยนักออกแบบเกมที่ได้แต่งงานใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นมาสิบกว่าปี 

ความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่สร้างข้อขัดข้องใจไปพร้อมกับบทสนทนาชวนหัวเราะ เต็มไปด้วยเกร็ดความรู้แฝงอยู่ในการ์ตูนทุกตอน เรายกหูต่อสายข้ามน้ำข้ามทะเลถึงแดนอาทิตย์อุทัย เพื่อพูดคุยกับนักวาดมังงะ ผู้อยากถ่ายทอดเรื่องราวความไทย ๆ และความเป็นนิฮงจิน (คนญี่ปุ่น) ให้ทุกคนได้ลองมาสัมผัสความสนุกไปด้วยกัน

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

ตอนที่ 1 จุดเริ่มต้นที่แปลก

“เราเจอกันเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ผมมาเรียนต่อโทที่ญี่ปุ่นและได้เข้าชมรมร้องประสานเสียง ผมเข้ามาเป็นรุ่นพี่เขา 1 ปี เราเจอกันและร้องเพลงด้วยกันในวงคอรัสตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับการวาดรูปเลย”

ซันหัวเราะก่อนจะหันไปคุยกับแฟนสาวที่นั่งข้างกันด้วยภาษาญี่ปุ่นแล้วเล่าต่อ

“สมัยก่อนอายากะทำงานประจำ แต่เขาอยากเขียนการ์ตูน เลยตัดสินใจลาออกจากงานแล้วมาเขียนการ์ตูนเป็นหลัก ตอนแรกรับวาดภาพเหมือนก่อน แล้วก็วาดการ์ตูนเกี่ยวกับแมวเพราะเขาชอบแมวมาก แต่ตลาดการแข่งขันของแมวที่ญี่ปุ่นสูงมาก”

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยแมวและคนรักแมว เป็นที่รู้กันดีว่าญี่ปุ่นแมวเยอะเสียจนมีเกาะแมวอยู่หลายแห่งอย่างเกาะทาชิโระจิมะ เกาะอาโอชิมะหรือเกาะเอโนะชิมะ ความนิยมแมวของคนที่นี่มีสูงมาก การวาดภาพให้แมวมีความเป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใครจึงเป็นเรื่องยาก

แต่เพราะพลังของเพื่อนที่ช่วยจุดประกายจากสิ่งใกล้ตัว ทำให้เกิดการ์ตูนเรื่องนี้ขึ้นจนได้

“ทำไมไม่เขียนเรื่องของแฟนเธอล่ะ แฟนเธอประหลาดพอแล้ว ไม่ซ้ำกับคนอื่นด้วย” 

แม้จะเป็นคำพูดชวนขำของเพื่อน แต่ทั้งคู่ก็มานั่งไตร่ตรองกันจริงจัง ซันเป็นคนชอบเล่าและบ่นเกี่ยวกับประเทศไทยอยู่แล้ว ชอบพูดถึงเกร็ดความรู้ออกมาโดยธรรมชาติ ถ้านำสิ่งที่ซันเล่ามาเขียนเป็นการ์ตูนคงเล่าได้เยอะ แถมยังยูนีกไม่ซ้ำใคร จุดเริ่มต้นแสนประหลาดที่อยากแชร์ความแปลกใหม่จึงเริ่มจากตรงนี้

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

ตอนที่ 2 ยากแท้จริงหนอการวาดมังงะ

การเริ่มต้นตรงนั้น อายากะเปิดเพจบนทวิตเตอร์เพื่อเล่าเรื่องราวของเธอและซันเป็นภาษาญี่ปุ่นก่อน ในชื่อ アヤカシ (@ayakashidesuyo) ล่าสุดเขียนได้ถึงตอนที่ 50 แล้ว ส่วนภาคภาษาไทย เป็นการทำงานร่วมกันกับซัน แฟนหนุ่มที่คอยเป็นนักแปลเรื่องราวที่อายากะเขียนให้คนไทยได้อ่านกันอย่างออกรสบนเพจเฟซบุ๊ก อายากะซังกับซันคุง 《タイ人パクチー食べないから》ตอนนี้มีถึงตอนที่ 47 แล้ว ซึ่งกว่าจะออกมาเป็นแต่ละตอนไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ 

“บางตอนใช้เวลาทั้งคิดทั้งเขียน 10 นาทีเสร็จก็มี บางเรื่องที่ต่อกันยาวและข้อมูลเยอะ ต้องใช้เวลากว่า 2 สัปดาห์ เราคิดว่าข้อมูลนั้นจะนำมาเรียงลำดับยังไง การคิดว่าต้องเริ่มยังไงและจบยังไง ต้องวางช่องวางแบบไหน กี่หน้า เป็นสิ่งที่ใช้เวลานานและยากที่สุด ส่วนเรื่องการลงเส้น ไม่นานเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว”

อายากะเล่าถึงเทคนิคต่อว่า การแบ่งช่องเป็นตัวช่วยและเป็นเทคนิคสำคัญที่ทำให้นักอ่านเข้าถึงอารมณ์ รวมถึงเข้าใจเนื้อเรื่องได้ดีขึ้น ถ้าการแบ่งช่องทำออกมาดี คนอ่านก็จะสนุกและอินไปกับเรื่องได้ดีขึ้น ซันเล่าให้เราฟังต่อ

“ไม่รู้ว่าเมืองไทยมีพวกศาสตร์การเขียนมังงะไหมนะ เพราะที่ญี่ปุ่นเขามีศาสตร์แบบนี้อยู่ มีเทคนิคที่เปิดเพจออกมายังไงให้มันเจออะไรใหญ่ ๆ สร้างความอิมแพค หรือจะเก็บความอิมแพคใส่ให้จบทีละหน้า อายากะต้องคิดเรื่องพวกนี้เยอะ มันเป็นศาสตร์และศิลป์ที่ยาก เขาพยายามทำเรื่องพวกนี้อยู่ครับ

“ผมได้ช่วยเขาดูตรงนี้ด้วย เพราะผมทำงานเกี่ยวกับด้านนี้มา เราพยายามบอกให้เขาลดตัวหนังสือลง ทำให้คนอ่านเข้าใจง่ายที่สุด เราพยายามคุยกันแล้วแก้ บางทีเขาก็จะมาปรึกษาว่าอ่านรู้เรื่องไหม สนุกไหม เราก็จะบอกว่าตรงนี้อ่านเข้าใจยากนะ เราแก้ส่งกันกลับไปกลับมา รู้ตัวอีกทีผ่านมา 2 – 3 สัปดาห์ก็มี”

อายากะคิดและเขียน ส่วนซันเป็นคนแปลไทยพร้อมกับรอคอมเมนต์งาน ทำงานร่วมด้วยช่วยกันดีแบบนี้ เราเลยสงสัยว่าเวลาเลือกเรื่องที่จะวาด ทั้งสองคนช่วยกันเลือกยังไง

“ออกตัวก่อนการ์ตูนเรื่องนี้ ผมจะไม่ยุ่งเรื่องวิธีการคิด การเขียน และการจัดมุกของอายากะ เพราะผมอยากให้มันเป็นผลงานของเขาเอง ฉะนั้นผมแค่บ่นไปทุกวัน เขาจะจับเรื่องไหนมาเขียนก็แล้วแต่เลย” 

ส่วนเนื้อหาที่ออกมาให้เราได้อ่านกันในภาคภาษาไทย คนไทยอาจจะดูไม่ออกว่าอายากะเลือกเรื่องนำมาเขียนยังไง แต่เธอเฉลยกับเราว่า เธอเสนอเรื่องราวตามแรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นใน 4 ฤดูกาลของญี่ปุ่น (ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว) 

อย่างหน้าร้อนในญี่ปุ่น อายากะเขียนเรื่องฤดูร้อน พอถึงหน้าหนาวเขียนเรื่องเทศกาลปีใหม่ เมืองไทยไม่ได้มีฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูใบไม้ร่วง ก็อาจจะมองกันไม่ออก แต่ถ้ามองมุมมองของคนญี่ปุ่น การ์ตูนของอายากะเต็มไปด้วยบรรยากาศของทุกฤดูกาลเลยทีเดียว

แม้ว่าโทนการเล่าเรื่องจะมีความญี่ปุ่น แต่เนื้อหาเรื่องวัฒนธรรมไทยก็แน่นไม่แพ้กัน ทุกตอนของการ์ตูนมักมีเกร็ดความรู้แลกเปลี่ยนกันระหว่างวัฒนธรรมไทยและญี่ปุ่นอยู่ท้ายตอนเสมอ

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

“ข้อมูลเกี่ยวกับเมืองไทยก็ฟังมาจากซันบ้าง ฟังแล้วก็ค่อยไปหาข้อมูลเพิ่ม เพราะว่าซันมีความรู้ที่ค่อนข้างไม่สมดุลและไม่สมบูรณ์ บางทีซันเข้าใจผิด เพราะงั้นก็จะไปหาถามเพื่อนคนไทยคนอื่น เช็กจากหลาย ๆ ที่ว่า เรื่องที่ซันคุงพูดมาจริงหรือไม่จริงยังไง”

ซันเริ่มยกตัวอย่างความรู้ที่ไม่สมดุลบางอย่างของตัวเอง

“เรื่อง Valcano Milo Lava ตอนผมอยู่เมืองไทยมันไม่มี ผมไม่ได้อยู่ไทยมานานแล้ว ผมไม่รู้เรื่องนี้ อายากะก็จะไปถามน้องนักเรียนไทย เด็ก ๆ ที่อยู่เมืองไทยตอนนี้ ผมก็อ้าว เอ๊ะ อ๋อ จริง ๆ มันมีเหรอตอนนี้ ผมก็เอ๊ะ เห โซนันดะ ?” 

อีกสิ่งที่ทำให้มังงะข้ามวัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น เรื่องนี้มีเสน่ห์ คงไม่พ้นคาแรกเตอร์ของอายากะซังและซันคุงที่มีนิสัยต่างกันสุดขั้ว แต่กลับสร้างเสียงหัวเราะและสีสันให้กับเรื่องได้ดีมาก

“ตามความเป็นจริง ซันก็จะเป็นแบบนี้ ยิ้มไปบ่นไป พูดจาทำลายล้างแต่ยังยิ้มอยู่ ตัวซันคุงที่เขาเขียน คือตัวผมที่เขาอยากให้คนอื่นเห็น ส่วนอายากะต่างนิดหน่อยคือ อายากะตัวจริงยิ้มมากกว่าในการ์ตูน ในการ์ตูนเขาหน้าเฉยมาก ไม่หือไม่อือ แต่เรื่องที่คุยเป็นเรื่องที่เราคุยกันจริง ๆ”

ไม่ใช่แค่อายากะและซันคุงที่คาแรกเตอร์ตรงกับตัวจริง แมวสอง 2 ตัวอย่างโกมะคิจิและคิบิสุเกะ ก็มีหน้าตาและนิสัยตรงปกไม่แพ้กัน

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ
อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

ตอนที่ 3 ไทจิน vs นิฮงจิน

หลังเปลี่ยนเป้าหมายจากการวาดการ์ตูนแมวมาเป็นการวาดเรื่องราว 2 วัฒนธรรม เป้าหมายที่เคยตั้งไว้เปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่เป้าหมายใหม่เป็นสิ่งที่อายากะและซันหวังอยากทำให้ดีขึ้นในอนาคต

“สิ่งหนึ่งที่อยากสื่อตลอด คือเรื่องราวไทย-ญี่ปุ่น ที่ไม่ได้อยู่ในหนังสือนำเที่ยว เช่น คนไทยไม่ได้กินผักชีขนาดนั้น หรือคนไทยนามสกุลยาวจนใช้ชีวิตในญี่ปุ่นลำบาก ข้อมูลเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่รู้จะไปหาจากไหน เป็นสิ่งที่มีแค่คนที่อยู่ด้วยกันอย่างเรารู้ เราพยายามหาข้อมูลที่น่าสนใจมาเล่าให้คนอื่นฟัง

“อีกเรื่องที่พยายามทำคือ อยากให้คนที่อ่านการ์ตูนของฉัน อ่านแล้วรู้สึกดี จึงพยายามเขียนโทน Positive ให้คนอ่านแล้วเขามีความสุข เรานำด้านบวกมาเสียดสีและพูดถึงบ้านเมืองให้เป็นบวก แต่ต้องไม่ทำให้ใครรู้สึกแย่ เพราะคนที่จะซวยในการ์ตูนเรื่องนี้มีแค่ซันคุงคนเดียว” 

อายากะเล่าต่อพร้อมกับรอยยิ้มถึงอีกเป้าหมายในการเขียนการ์ตูนเรื่องนี้ “ฉันชอบเวลาที่ซันคุงพล่าม ทั้งน่ารักและน่ารำคาญ อยากจะแสดงความน่ารักและน่ารำคาญไปให้คนทั้งโลกได้เห็นค่ะ”

ความน่ารักและน่ารำคาญของซันคุง ในรูปชายหนุ่มสวมเชิ้ตกางเกงยีนส์ใส่ต่างหูเท่ ๆ ให้คนไทยและคนญี่ปุ่นอ่านได้เดินทางครบ 1 ปีเต็มในปีนี้ มังงะอายากะซังกับซันคุงได้เพิ่มชุมชนนักอ่านที่ชื่นชอบเรื่องราวระหว่างประเทศมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว เป็นอีกชุมชนหนึ่งที่คนญี่ปุ่นเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมไทย และคนไทยเองก็ได้ย้อนมองวัฒนธรรมบ้านเกิดพร้อม ๆ กับเรียนรู้วัฒนธรรมญี่ปุ่นด้วย

“คนญี่ปุ่นชอบเรื่องที่มีเกร็ดความรู้เกี่ยวกับประเทศไทยค่ะ ชอบสาระความรู้ แต่คนไทยเจอเกร็ดสาระเยอะ ๆ จะไม่ค่อยชอบ ส่วนใหญ่ชอบดูตัวละครมากกว่า ชอบดูซันคุงบ่น แล้วถ้าซันคุงโดนซัดหงอ คนก็จะสะใจ คนไทยและคนญี่ปุ่นต่างกันชัดมาก”

อายากะอธิบายต่อว่า จริง ๆ แล้วคนญี่ปุ่นชอบคนไทย ปกติคนญี่ปุ่นไม่ได้ชอบชาติไหนเป็นพิเศษนัก แต่สำหรับคนไทย ในสายตาคนญี่ปุ่นมีแต่ความน่ารัก สดใส และตลก ความเป็นมิตรไม่เป็นภัย ทำให้นิฮงจินชอบไทจินเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว 

รายละเอียดที่เราเขียน ทำให้คนญี่ปุ่นนึกถึงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ขึ้นมาได้ อย่างเรื่องพริกขี้หนู เขาก็คอมเมนต์มาว่า ‘เฮ้ย จริงด้วย มันโคตรเผ็ดเลย’ คนญี่ปุ่นเขาชอบเมืองไทยมาก เขาอาจจะไม่ได้เปลี่ยนไปจากการอ่านการ์ตูนของเรา เพราะเขาก็รักคนไทยอยู่แล้ว”

คนไทยเองก็คงไม่ต่างกันมากนัก ทั้งมังงะและอนิเมะญี่ปุ่นเป็นที่นิยมในประเทศไทยมานาน คนไทยเรียนรู้วัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านสื่อมากมาย แต่ยังคงมีบางเรื่องที่คนไทยไม่รู้ หากไม่ได้ไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นด้วยตัวเอง ซันจึงอยากให้คนไทยรู้เรื่องราวแปลกใหม่ที่น่าสนใจของญี่ปุ่นมากขึ้น พร้อม ๆ กับให้คนไทยได้ทบทวนถึงวัฒนธรรมไทยไปในตัวด้วย

“เราพยายามจะเลือกเรื่องที่คนส่วนใหญ่อาจไม่รู้ หลายอย่างคนเขารู้กันทั่วไป แต่ยังมีอีกหลายอย่างที่ถ้าไม่ได้มาอยู่จริงเขาก็จะมองไม่เห็น ผมว่าญี่ปุ่นยังมีอีกหลายเมืองที่คนไทยยังมองไม่เห็นเหมือนกัน”

เพราะคนไทยรู้จักญี่ปุ่นและอ่านมังงะกันเยอะ เราเลยสงสัยว่านั่นเป็นเหตุผลที่ซันตั้งใจให้คนไทยได้อ่านการ์ตูนจากขวาไปซ้าย แบบการ์ตูนญี่ปุ่นแท้ ๆ เลยหรือเปล่า

“ตอนแรกอายากะอยากเขียนให้คนญี่ปุ่นอ่าน ผมเลยเป็นคนบอกเขาว่า ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว แปลไทยเถอะ แล้วเดี๋ยวนี้การ์ตูนญี่ปุ่นที่ไทยเขาก็อ่านจากขวาไปซ้ายกันเยอะแล้ว มันมีความเป็นญี่ปุ่น ผมก็เลยให้อ่านขวาไปซ้ายเลย

“ผมว่าการ์ตูนญี่ปุ่นมีดีอย่างหนึ่งนะ มันไม่เหมือนการ์ตูนที่คนไทยเขียน มีความญี่ปุ๊นญี่ปุ่นอยู่ในเรื่อง เช่น วิธีใส่คำพูด การ์ตูนญี่ปุ่นมีบอลลูนคำพูด แต่ก็จะมีประโยคเพิ่มเติมโผล่ออกมานอกบอลลูนด้วย สิ่งนี้ไม่เจอในการ์ตูนภาษาไทย ผมว่าเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ สำคัญมาก ถ้าเราปรับมากเกินไป เสน่ห์จะหาย เราพยายามเหลือไว้เท่าที่ทำได้ครับ”

นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ
นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ

ตอนที่ 4 เรื่องระหว่างเรา…

วัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น ที่ออกมาแล้วถึง 50 ตอนถือว่าเป็นจำนวนไม่น้อย และไม่ง่ายเลยกับการเขียนถึงวัฒนธรรมนอกกระแส แต่ก่อนจะมาเป็นเรื่องราวให้พวกเราได้อ่าน การได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของทั้งคู่ คงสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อความสัมพันธ์ไม่น้อย

“เยอะเลยครับ เหมือนเรามารีวิววัฒนธรรมของเราสองคนใหม่อีกรอบ ต่อให้เราคบกันมานาน 15 ปีแล้ว มันก็ยังมีวัฒนธรรมใหม่ ๆ ซึ่งเราไม่เคยรู้ ไม่เคยสนใจมาก่อน

“อย่างเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เราไปวัดด้วยกัน ก็คุยกันว่าศาสนาพุทธไทยกับศาสนาพุทธญี่ปุ่นมันคนละอย่างกันเลย คนไทยเวลาไหว้พระขอพรก็มักขอให้มีเงินมีทอง แล้วอายากะก็ถามว่า ขอพระพุทธเจ้าเนี่ยนะ พระพุทธเจ้าสอนให้สละทรัพย์ แล้วทำไมไปขอเงินพระพุทธเจ้า ซึ่งเราไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเวลาสวดมนต์ขอพรไปเราขอจากใคร เราไม่เคยมองศาสนาตัวเองแบบนี้ มันเป็นมุมมองใหม่ที่เราได้จากการพูดคุยกัน”

อายากะเสริมต่อ

“พวกเราเป็นคู่ที่คุยกันมากกว่าคู่อื่นตั้งแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว การเขียนมังงะเรื่องนี้ทำให้เราได้คุยกันมากขึ้นไปอีก เพราะไม่ใช่แค่ซันคุงพล่ามฝั่งเดียว และฉันก็ไม่ได้แค่ฟังอย่างเดียวแล้ว”

ซันยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ ว่าด้วยเรื่องการไปเดตกันของทั้งคู่

“เวลาไปเดตกัน พอผมเล่าเรื่องเกี่ยวกับเมืองไทย เขาก็จะบอกให้หยุดเดิน ขอจดให้เสร็จก่อน ผมว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดี แต่สิ่งที่ไม่ดีก็มีบ้าง บางทีทะเลาะกันเพราะเขาวาดรูปช้า ผมบ่นว่าเมื่อไหร่จะเสร็จ เขาก็จะตอบกลับมาว่าอย่าบ่น ผมบอกให้แก้ตรงนั้น แต่เขาก็ไม่แก้ มันเล็กน้อยแต่ไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน ผมว่าสนุกดีที่ได้คุยกันเรื่องวัฒนธรรม พอไปเที่ยวกัน เราก็ได้หามุกใหม่ ๆ นั่งคุยกันแลกเปลี่ยน”

เพราะเป็นคู่ที่พูดคุยกันทุกเรื่องอยู่แล้ว ความแตกต่างทางวัฒนธรรมจึงไม่เป็นอุปสรรคในการอยู่ร่วมกันของอายากะและซัน 

คิดว่ามันจะมีปัญหามากกว่านี้ค่ะ แต่ก็ไม่มีปัญหาเลยนะที่แต่งงานกัน อยู่ด้วยกัน อาจมีเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น คนไทยไม่ค่อยซีเรียสว่าจะต้องถอดรองเท้าตรงไหน ไม่มีเส้นชัดเจน แต่คนญี่ปุ่นจะมีเส้นชัดเจน ซึ่งสำหรับฉันมันไม่ใช่ปัญหา ขำมากกว่า”

อีกเหตุผลคือ ซันปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมญี่ปุ่นได้เยอะอยู่แล้วด้วย

นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ

“อีกอย่างคือ ผมว่าเพราะอายากะเป็นผู้หญิงญี่ปุ่นด้วยนะ ถ้ากลับกัน เป็นสาวไทยแต่งงานชายญี่ปุ่น แล้วแม่คนไทยเรียกสินสอด คนญี่ปุ่นก็จะงง สินสอดคืออะไร ทำไมฉันต้องจ่ายเงินให้พ่อแม่เธอ แต่คู่เรามันกลับกัน เราบอกอายากะว่าที่เมืองไทยผู้ชายต้องจ่ายเงินให้พ่อแม่ผู้หญิง แต่เธอเป็นคนญี่ปุ่น เพราะงั้นฉันไม่ให้นะ”

ซันหัวเราะก่อนที่เราจะคุยกันต่อเรื่องภาพวาดฝันถึงมังงะของทั้งคู่ในอนาคต ที่แม้ว่าตอนนี้ทั้งคู่ยังไม่ได้วางแผนว่าจะเขียนสิ้นสุดไว้ที่กี่ตอน คาดว่าคงเขียนด้วยกันไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะหมดมุกให้มาเล่นกับนักอ่านทั้งไทจินและนิฮงจิน

มีแพลนนิดหน่อยว่าตอนนี้อาจจะเป็นภาคแรก เราก็จะยังอยู่ที่ญี่ปุ่นแล้วคุยกันเรื่องเมืองไทยไปก่อน พอจบภาคนี้แล้ว อาจจะได้ต่อภาคที่อายากะได้ไปผจญเมืองไทย เพราะเราแต่งงานกันที่เมืองไทยด้วยครับ งานแต่งงานเมืองไทยเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก คนญี่ปุ่นไม่รู้จัก และตอนนี้เราก็มีตัวน้อยแล้ว คงเขียนเรื่องตัวน้อยด้วยในอนาคต

“อีกเรื่องคือเป้าหมายของหนังสือ อายากะอยากจะมีสักวันที่ได้พิมพ์หนังสือออกมาเป็นเล่ม ๆ ที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่ในเว็บไซต์ เราก็ต้องเขียนให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น พยายามสู้เพื่อให้ได้พิมพ์หนังสือในสักวัน”

ซันเล่าให้เราฟังจบก็หันหน้ากลับไปคุยอายากะเบา ๆ อย่างอบอุ่น “สักวันถ้าทำออกมาเป็นแบบมังงะได้ก็คงรู้สึกดีเลยเนอะ”

ก่อนบอกเล่ากันไป เราขอให้อายากะลองพูดไทยให้เราฟังสักประโยค 

“อายากะพูดภาษาไทยไม่ได้ค่ะ”

เธอตอบกลับมาอย่างน่ารัก พร้อมกับสัญญาว่าจะตั้งใจเรียนภาษาไทย ไปพร้อม ๆ กับความตั้งใจที่อยากสร้างการ์ตูนให้คนไทยและคนญี่ปุ่น ได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะเสมอ

นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ

Facebook : อายากะซังกับซันคุง 《タイ人パクチー食べないから》 

Twitter : twitter.com/ayakashidesuyo

Writer

กชกร ด่านกระโทก

มนุษย์แมนนวล ผู้หลงใหลในกลิ่นและสัมผัสของหนังสือ ใช้เวลาว่างไปกับการอ่านนิยาย/มังงะ สนุกไปกับการเดินทาง และชื่นชอบในการเรียนรู้โลกทัศน์ของกลุ่มชาติพันธุ์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load