“ทานตะวันหรือกุหลาบขาวดี”

“อะไรก็ได้ครับ ได้หมดเลย สบายมาก”

อาจเป็นความสุภาพ ความช่างเกรงใจ ความเป็นมืออาชีพที่ทำงานหน้ากล้องนับสิบปี หรือทั้งหมดทั้งมวลผสมกัน เขื่อน-ภัทรดนัย เสตสุวรรณ จึงรับดอกไม้สีเหลืองที่เราเลือกให้ไปถือพร้อมรอยยิ้มบางๆ เมื่อหันหลัง รอยสักกุหลาบแดงกลางหลังของเขาจึงโผล่พ้นชุดกระโปรงลายดอกไม้สีหวาน มวลบุปผาสารพัดสีโอบล้อมอดีตสมาชิกวงบอยแบนด์อย่างนุ่มนวล

เขื่อน ภัทรดนัย เสตสุวรรณ สมาชิกวง K-Otic ที่ผันตัวเป็นนักจิตบำบัดฝึกหัดและนักศึกษาป.เอก
เขื่อน ภัทรดนัย เสตสุวรรณ สมาชิกวง K-Otic ที่ผันตัวเป็นนักจิตบำบัดฝึกหัดและนักศึกษาป.เอก

“ลายนี้สำหรับพี่สาว พี่สาวเขื่อนชอบกุหลาบแดง”

เขื่อนเล่าถึงสมาชิกครอบครัวด้วยความรัก ซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดการพูดคุยและถ่ายภาพ เขาตอบคำขอของเราด้วยคำว่า “ได้ครับ ยินดีครับ” อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ดูเหมือนว่านิสัยทุ่มเทเพื่อสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ไม่ว่าครอบครัวหรือการงาน จะเป็นอุปนิสัยติดตัวนักศึกษาปริญญาเอกจิตบำบัดในสหราชอาณาจักรคนนี้

จากเด็กอายุ 13 ที่ก้าวเข้าสู่แสงไฟวงการบันเทิง จังหวะเติบโตของนักร้องรุ่นเยาว์ผิดแปลกจากเด็กวัยเดียวกัน ขณะที่ชื่อเสียงเงินทองแตกกิ่งก้านงอกงาม ดอกไม้ในใจภัทรดนัยซุกตัวเงียบเชียบในกระถางที่คนอื่นเตรียมไว้ให้ จนเมื่อข้ามฝั่งไปใช้ชีวิตและสัมผัสสภาพแวดล้อมอีกฟากหนึ่งของโลก ตัวตนของเขื่อนผลิบานสะพรั่งอย่างไม่เคยเป็น 

ภัทรดนัยคนที่อยู่ตรงหน้าเราแตกต่างจากเขื่อน K-Otic วัยเด็กลิบลับ เด็กวัยรุ่นสนุกสนานที่พร้อมมอบความสุขให้ผู้ชมคนนั้นไม่ได้หายตัวไป เพียงแต่เขื่อนคนนี้ยอมรับว่าชีวิตเขามีทั้งสุขและทุกข์ ได้รับทั้งความรักและความเกลียดชัง สิ่งที่เขื่อนในวัย 28 ปีอยากแบ่งปันให้สังคมไม่ใช่เสียงเพลงและรอยยิ้ม 

เขาอยากให้ความรู้สึกยอมรับตัวเองเกิดขึ้นในใจคน ไม่ว่ารสนิยมทางเพศหรือสภาวะอึดอัดที่อยู่ในจิตใจ นักจิตบำบัดฝึกหัดจึงเล่าเรื่องราวเบื้องหลังแสงไฟให้เราฟัง  

เขื่อน ภัทรดนัย เสตสุวรรณ สมาชิกวง K-Otic ที่ผันตัวเป็นนักจิตบำบัดฝึกหัดและนักศึกษาป.เอก

ตอนนี้เขื่อนทำอะไรอยู่บ้าง

ตั้งแต่กลับมาเมืองไทย ตอนนี้หนึ่งเขื่อนช่วยธุรกิจที่บ้าน สองยังทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกสาขา Existential psychotherapy อยู่ สามยังคงทำงานนักจิตบำบัดฝึกหัดกับคลินิกที่อังกฤษ และกำลังมองหาคลินิกที่เมืองไทยที่จะร่วมงานด้วยอยู่ครับ อยากเข้าร่วมกับองค์กรที่ดูแลเรื่อง Addiction จะเป็นการเสพติดอะไรก็ได้ครับ เสพติดเซ็กส์ เสพติดยา หรือติดแอลกอฮอล์ ได้หมดเลย

พอพูดถึงเรื่องการเสพติด คนจะนึกถึงแต่เหล้าหรือยาเสพติดใช่ไหมครับ แต่จริงๆ แล้วการเสพติดมันมาได้หลายแบบ หรือว่าเป็น Disorder ก็ได้ เช่น การเสพติดการเก็บของไว้ในบ้าน ที่เขื่อนสนใจเรื่องนี้เพราะในสังคม LGBTQ+ มีอาการเสพติดเยอะ เพราะว่าเป็นหนทางหลบหนีจากความกดดันของสังคม จิตบำบัดเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่ช่วยให้ค้นพบตัวเองและหลุดออกมาจากตรงนั้นได้ 

คือใช้กระบวนการทางจิตวิทยาในการคลี่คลายปัญหา

อาจไม่ใช่คำว่าคลี่คลาย เราสามารถทำให้เขาเรียนรู้ความสัมพันธ์ของตัวเองกับปัญหา และอยู่ร่วมกับปัญหาที่มีได้ ถ้า Client บอกว่าอยากให้ช่วยรักษาเขาให้หาย หรืออยากให้กำจัดความคิด เขื่อนจะบอกเขาเลยว่าเขื่อนทำให้ไม่ได้นะ แต่เขื่อนสามารถเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เขาได้ ให้เราค้นพบว่าความกลัวของคุณคืออะไร เรียนรู้ที่จะอยู่กับความกลัวพวกนี้ และรู้จักความกลัวพวกนี้มากขึ้น

Søren Kierkegaard (นักปรัชญาชาวเดนมาร์ก) บอกว่าความวิตกกังวลเป็นธรรมชาติของมนุษย์ เรากังวลเมื่อเราเลือกเผชิญอุปสรรคที่เกิดกับเรา เพราะเรารู้ว่าชีวิตเปราะบางมีที่สิ้นสุด ถ้าเราไม่กังวลอะไรเลย แปลว่าเราไม่ได้ใช้ชีวิต 

A person who learned to be anxious the right way have learned to live. จิตบำบัดที่เขื่อนเรียนไม่ได้พยายามจะรักษาความกังวลให้หายไป แต่อยู่ร่วมและทำความเข้าใจกับมัน 

สภาวะสุขภาพจิตที่อังกฤษเป็นยังไงบ้าง 

จากประสบการณ์ของเขื่อนที่ทำกับหน่วยงานที่ชื่อว่า Headstrong ก็ค่อนข้างหลากหลาย ทั้ง Panic Attack (โรคตื่นตระหนก) Anxiety (โรควิตกกังวล) แล้วก็เรื่องตัวตนทางเพศของสังคม LGBTQ+ มีทั้งเรื่องความกดดันไม่สามารถเปิดเผยตัวตนได้ เรื่องยาเสพติด 

Client ของเขื่อนมีหลากหลาย ปกติทางองค์กรเขาก็จะประเมินมาเรียบร้อยแล้วว่าเคสเป็นอย่างนี้ เขาต้องการอย่างนี้ คุณโคเอ็นจัดการได้ไหม ฝรั่งออกเสียงชื่อเขื่อนไม่ถูก เขื่อนเลยให้เขาเรียกว่าโคเอ็น (Koen) 

ตอนนี้เขื่อนมี Client ที่อังกฤษสามคน ใช้เวลาปรึกษาสี่ทุ่มถึงตีสองเวลาไทย เสร็จปุ๊บต้องเขียนรายงานต่อทันที จำนวนนี้สำหรับนักบำบัดฝึกหัดถือว่าค่อนข้างเยอะ แต่เขื่อนเคยถืออยู่ในมือสูงสุดหกคน กลับบ้านแล้วร้องไห้เลย เราไม่ได้เครียดเพราะเรื่องของเขานะครับ แต่เราเห็นใจเขา แล้วเรื่องของเขามันไปสะกิดเรื่องของเราเองขึ้นมา แผลที่ปิดมานานแล้วมันเปิดขึ้นมาอีกทีนึง 

เขื่อน ภัทรดนัย เสตสุวรรณ สมาชิกวง K-Otic ที่ผันตัวเป็นนักจิตบำบัดฝึกหัดและนักศึกษาป.เอก

นักจิตบำบัดมีสภาวะทางจิตได้ไหม

แน่นอน เขื่อนเชื่อว่าทุกคนมี Baggage ของตัวเอง แต่ในวันที่เราจะเลือกทางนี้เป็นอาชีพ เราต้องเคลียร์ตัวเองให้ได้ก่อน และคนที่ Vulnerable จะเข้าใจความเจ็บปวดของผู้อื่น และเป็นนักจิตบำบัดที่ดี เข้าไปในโลกของเขาได้ 

การเป็นนักบำบัดฝึกหัดต่างชาติ อายุน้อย ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของคุณไหม

เขื่อนรู้สึกและมีความคิดแบบนั้นเข้ามาในหัวตลอดเวลาครับ แต่พูดแบบนั้นเท่ากับว่าเขื่อนเอาความไม่มั่นใจของตัวเองออกมาตัดสินคนอื่น เพราะมันคือความรู้สึกของเขื่อนเอง ไม่ใช่ของใคร Client บางคนเขื่อนก็รู้สึกว่ายากสำหรับเรา เช่น กลุ่มผู้ชายแท้ ผิวขาว วัยกลางคน เขื่อนโตมาด้วยความคิดว่าเขามีสิทธิพิเศษมากเลย น่าเกรงขามมาก เขื่อนรู้ตัวว่าตัวเองไม่มั่นใจ รู้สึกว่าเราอาจไม่ดีพอ ไม่น่าเชื่อถือ เพราะเป็นคนผิวสี เป็นเกย์ อายุน้อย

แต่หลายคนก็บอกว่าเพราะเขื่อนมาจากวัฒนธรรมไทย ภาษากายของเราช่วยให้เขารู้สึกสบายใจ เปิดใจได้มากขึ้น พอขาดตรงนี้เพราะต้องคุยกันออนไลน์ เราก็ต้องพยายามมากขึ้นที่จะเชื่อมต่อกับคนไข้และทำให้เขารู้สึกปลอดภัยพอที่จะดิ่งไปกับเรา 

ในแง่รูปธรรม วิธีการบำบัดจิตด้วยปรัชญาทำอย่างไร

นั่งคุยกันตรงๆ ถึง Trauma ที่เคยเกิดขึ้น ถึงสิ่งที่ติดอยู่ข้างในตลอดชีวิต และค้นหาตัวเอง ถ้า Client มาบอกว่าเขารู้สึกวิตกกังวล คำถามแรกที่เขื่อนจะถามคือ คุณช่วยอธิบายได้ไหมว่าความวิตกกังวลของคุณเป็นยังไง ถ้าเราสรุปว่าเขาเป็นโรควิตกกังวล แปลว่าเราไปตัดสินเขาแล้ว เราจะช่วยกันค้นหาว่าเขารู้สึกตรงไหน หน้าตาความกังวลมันเป็นยังไง 

แปลว่าก่อนไปบำบัดคนอื่น คุณต้องเข้าใจตัวเองและปัญหาตัวเองอย่างถ่องแท้ก่อน

แน่นอนครับ ตามคอร์สเรียน เขากำหนดมาเลยว่าต้องไปเจอนักจิตวิทยาของตัวเองทุกอาทิตย์ ค่าใช้จ่ายอยู่นอกค่าเทอม ที่เขื่อนเจอคือห้าสิบนาทีตกอยู่ที่สี่พันบาท แต่พอเราเริ่มเจอคนไข้ เรารู้เลยว่าทำไมต้องไปเจอ ที่อังกฤษมีข้อกำหนดทางจริยธรรมมาก เราต้องมีจุดยืนว่าไม่มีอคติ ไม่ตัดสินล่วงหน้า 

อาชีพนักจิตบำบัดไม่สร้างความร่ำรวยใช่ไหม แล้วทำไมถึงตัดสินใจเลือกเดินเส้นทางนี้

เขื่อนไม่ได้คิดเรื่องนี้มานานแล้ว ถ้าไม่ทำเป็นธุรกิจจ๋าจริงๆ อาชีพนี้ที่อังกฤษทำให้พออยู่พอกิน ไม่ได้ร่ำรวย แต่วันที่เลือกทางเดินนี้ เขื่อนยอมรับเรื่องนี้ได้เรียบร้อยแล้ว เป้าหมายของเขื่อนแต่แรกตั้งแต่ตอนไปเรียนปริญญาโท คือไปเอาประสบการณ์ แล้วกลับมาเปิดคลินิกสุขภาพจิตที่เมืองไทย 

ทำไมตั้งเป้าไว้ที่ปริญญาเอก 

เพราะเขื่อนรู้ว่าถ้าจบปริญญาโท แล้วเขื่อนบอกว่าจะมาเป็นนักจิตบำบัด เขื่อนยังไม่เชื่อตัวเองเลย แล้วคนไข้จะเชื่อเขื่อนได้ยังไง แล้วเราจะสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยได้ยังไง  เขื่อนรู้สึกว่ายังมีอาวุธในมือไม่พร้อม ประสบการณ์ในการเจอคนยังไม่พร้อม ถ้าเรียนจบเอกแล้วยังไม่พร้อมก็ไปหาที่เก็บประสบการณ์เพิ่ม เขื่อนเก่งไม่เก่งไม่รู้ แต่รู้สึกว่าเขื่อนต้องทำให้คนรู้สึกปลอดภัยให้ได้

เขื่อน ภัทรดนัย เสตสุวรรณ สมาชิกวง K-Otic ที่ผันตัวเป็นนักจิตบำบัดฝึกหัดและนักศึกษาป.เอก

คุณทำงานในวงการบันเทิง เรียนจบด้านท่องเที่ยว แต่ทำไมถึงไปเบนเข็มไปสาขาจิตวิทยา

เพราะเขื่อนโตมากับครอบครัวที่มีประเด็นเรื่องสุขภาพจิต It was there. ไม่ว่าจะรู้จักในรูปแบบอะไรก็ตาม มันอยู่ตรงนั้น พี่สาวเขื่อนเป็นออทิสติกระดับรุนแรง ตั้งแต่จำความได้คุณพ่อคุณแม่บอกว่าเขื่อนเป็น Care Taker ของพี่สาวนะ เกิดมาเขื่อนรู้เลยว่าต้องดูแลพี่สาวในวันที่คุณพ่อคุณแม่คุณตาคุณยายไม่อยู่ 

เขื่อนโตมากับการเห็นพี่ทรมานเยอะ เพราะเครื่องไม้เครื่องมือและระบบที่รองรับพี่สาวมีน้อยมาก ส่วนคุณแม่เขื่อนเป็นไบโพลาร์ เขื่อนโตมาในบ้านที่หลายอย่างเปลี่ยนเร็วมาก เพราะคุณแม่มีช่วงที่ซึมเศร้า และช่วงที่ Mania ชีวิตเหวี่ยงมาก จะย้ายบ้าน จะลงทุน 

โค้งสุดท้ายคือหลายปีก่อน ตอนที่เขื่อนมีความรับผิดชอบต่อครอบครัวมากขึ้น เราตัดสินใจให้พี่กับคุณแม่เข้ารับการบำบัด กินยา และพบความช่วยเหลือ จำได้เลยว่าอาการของพี่ดีขึ้น คนออทิสติกมีปัญหาเกี่ยวกับการแสดงออกอารมณ์ตัวเอง ซึ่งกดทับมานาน เราเห็นเขาสบายขึ้น ใช้ชีวิตได้ดีขึ้น นอนได้ดีขึ้น ส่วนคุณแม่ก็ดีขึ้น ถึงขั้นที่เขามาบอกเขื่อนว่าเขาเสียดาย ทำไมไม่มีใครเคยพาเขาไปบำบัดตั้งแต่ตอนเด็ก ทำไมคนไม่เข้าใจเขา ชีวิตเขาควรดีกว่านี้  

สองเหตุการณ์นี้กับการเห็นว่าพี่สาวกับแม่ทุกข์ทรมานอย่างไรบ้าง คือจุดที่ดันให้เขื่อนออกจากวงการบันเทิง ไม่เอาแล้วครับ หนึ่งเขื่อนรู้สึกเติมเต็มแล้ว สองมันไม่ใช่ความหมายของชีวิตของเขื่อนอีกต่อไปแล้ว เป็นจุดเปลี่ยนให้ไปเรียนต่ออังกฤษเลยครับ 

ตอนนั้นคุณอายุเท่าไหร่

น่าจะประมาณยี่สิบสามยี่สิบสี่

ถ้าเทียบกับคนวัยเดียวกัน คือช่วงเริ่มออกจากมหาวิทยาลัยและทำงาน แต่ตอนนั้นคุณอิ่มตัวแล้ว

ใช่ พอแล้ว ย้อนกลับไป เขื่อนเป็นเด็กกรุงเทพฯ ที่ไปโตระยอง เป็นเด็กระยองอายุสิบสามที่อยู่ดีๆ ก็โดนโยนจับเข้าวงการบันเทิงแล้วดันโชคดี สิบปีในวงการ เขื่อนได้ทำสิ่งที่เขื่อนคิดว่าอยากทำ แล้วมันดีมาก เขื่อนซาบซึ้งกับทุกประสบการณ์และทุกแรงสนับสนุน แล้วก็มาถึงวันที่เรารู้สึกว่าไม่อยากทำแล้ว เรื่องที่เข้ามาทำให้เราตระหนักรู้ เหมือนกินอะไรไม่อร่อย แปรงฟันแล้วรสคาวไม่อร่อยมันยังอยู่ในฟัน นี่มันไม่ใช่ตัวเราแล้ว เขื่อนก็เลยออกมา 

เขื่อน ภัทรดนัย เสตสุวรรณ สมาชิกวง K-Otic ที่ผันตัวเป็นนักจิตบำบัดฝึกหัดและนักศึกษาป.เอก

ทำไมถึงเลือกไปเรียนต่อที่อังกฤษ

เพราะถ้าเขื่อนเลือกอยู่ที่นี่ต่อ เขื่อนทำอะไรไม่ได้ ไม่รู้ว่าจะเริ่มตรงไหนจริงๆ ถึงเมืองไทยจะมีที่เรียน แต่เขื่อนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราคือใคร การไปอังกฤษได้อะไรหลายอย่าง หนึ่งคือการเอาความรู้กลับมา สองคือเป็นเส้นทางค้นพบตัวเองของเขื่อนด้วย

ชีวิตที่เมืองนอกเป็นยังไงบ้าง

ต่างจากเมืองไทยมากครับ เขื่อนใช้ชีวิตเป็นเขื่อนได้ คนมาเจอเขื่อน เขาไม่ได้คิดภาพว่าเขื่อนเป็นยังไง เขามารู้จักเขื่อนที่เป็นเขื่อนจริงๆ เขื่อนจะใส่กระโปรง ทาปาก พูดรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างก็ได้ ตอนอยู่เมืองไทย คนติดภาพในสื่อว่าเขื่อนเป็นคนขี้เล่น เล่นใหญ่ เสียงดัง พอมาเจอตัวจริงแล้วไม่เข้าใจว่าทำไมไม่เหมือนที่เขาคิดไว้ ทำไมเป็นคนจริงจัง 

อะไรคือสิ่งที่รู้สึกว่าแตกต่างที่สุดระหว่างเมืองไทยกับอังกฤษ

เขื่อนไม่เหมารวมคนอังกฤษ และเขื่อนไม่เหมารวมคนไทยนะครับ ทุกคนคือปัจเจกชน แต่กลุ่มสังคมที่เขื่อนได้เข้าไปอยู่เป็นกลุ่มที่ไม่ตัดสินกันจริงๆ ไม่ว่าจะมาจากสังคมไหน เราและเขาได้โอกาสรู้จักกันโดยไม่ได้มีสมมติฐานอะไรมาเลย อยู่ด้วยกันแล้วได้ค้นพบตัวเองเร็วมาก รู้สึกว่าได้เติบโต 

วันแรกที่เขื่อนไปเรียนปริญญาเอก เขื่อนทาปากแดงไปนั่งเรียน ครูถามว่าเธอชื่ออะไร เราก็ตอบชื่อ Elizabeth เชื่อไหมว่าไม่มีใครตัดสิน ไม่มีใครหัวเราะแล้วคิดว่าเป็นมุกตลกเลยสักคน ทุกคนแค่หันมาแล้วบอกว่า Can you please tell me more about Elizabeth? เขื่อนมองว่ามันเป็นเหตุการณ์ที่เจ๋งมาก

ที่อังกฤษ พื้นที่เป็นตัวของตัวเองมีเยอะมาก อย่างไปงานปาร์ตี้ ผู้ชายแท้จะแต่งหน้าหรือแต่งชุดว่ายน้ำผู้หญิงก็ได้ ไม่มีใครว่า เขื่อนชอบที่เขามีพื้นที่ปลอดภัยให้เราได้ค้นพบตัวเอง

เขื่อน ภัทรดนัย เสตสุวรรณ สมาชิกวง K-Otic ที่ผันตัวเป็นนักจิตบำบัดฝึกหัดและนักศึกษาป.เอก
เขื่อน ภัทรดนัย เสตสุวรรณ สมาชิกวง K-Otic ที่ผันตัวเป็นนักจิตบำบัดฝึกหัดและนักศึกษาป.เอก

เท่าที่เข้าใจ คุณ Come Out ตอนอยู่อังกฤษใช่ไหม

ถูกบังคับให้ Come Out เพราะว่ารูปคู่กับคุณ Damian หลุดออกมา เขาเล่นเฟซบุ๊กเหมือนเขื่อนคือเล่นไม่เป็น อัปรูปทีสี่ร้อยรูป แล้วบังเอิญในสี่ร้อยรูปนั้นมีรูปคู่หรือรูปที่ครอบครัวของพวกเราอยู่ด้วยกัน ซึ่งดูชัดเจนมากกว่าเป็นคู่รัก พอหลุดออกมาเราก็ถูกบีบให้ Come Out ตอนนั้นยังไม่พร้อม แต่ถึงวันนั้นแทนที่จะโทษตัวเอง เราเลือกยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นและ Come Out ว่าเราเป็น Queer 

สังคมที่นี่ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัยรึเปล่าที่จะเปิดเผยตัวตน 

เขื่อนไม่โทษใครเลยครับ เขื่อนโทษตัวเอง เขื่อนต้องยอมรับกับตัวเองก่อนว่าการที่อยู่เมืองไทยแล้วไม่รู้สึกปลอดภัยที่จะเปิดเผยตัวตน ก็เพราะว่าเขื่อนมีกลไกป้องกันตัวเอง ตอนเด็กๆ ช่วงเริ่มเข้าวงการ มีคนมาบอกเราว่าการเป็นเกย์ไม่ถูกต้อง พอคนเริ่มสงสัยก็มีการจับผิด มีการกลั่นแกล้งล้อเลียนกัน เพราะฉะนั้นเขื่อนจึง Stay in the closet.

เขื่อนว่าคนรอบข้างที่ได้ใช้เวลากับเขื่อนรู้แหละว่าเขื่อนแตกต่าง เขื่อนหลอกตัวเองมาตลอดว่า ถ้าเขาไม่สามารถยอมรับเพศของเราได้เนี่ย เขาต้องยอมรับความสำเร็จของเราให้ได้ ฉะนั้นโตมาเขื่อนเป็นเด็กที่บอกว่าเราทำได้ และเราให้ความสำคัญกับงานก่อนตัวเองเสมอ แน่นอนว่าการทำอย่างนั้นในระยะยาวตั้งแต่อายุสิบสามสิบสี่ ก็ต้องมีวันที่เราทนไม่ไหว 

ก่อนไปอยู่อังกฤษ คุณเคยไปพบนักบำบัดด้วยตัวเองไหม

เคยครับ ตอน K-Otic มี Mental Breakdown เรารู้สึกกดดันตลอดเวลา รู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ ทุกวันนี้ก็ยังมีบ้าง แต่ตอนนี้เขื่อนอยู่ร่วมกับความรู้สึกนี้ได้ ตอนนั้นไม่ได้ อายุสิบหกสิบเจ็ดต้องกินยานอนหลับ กินยาต้านเศร้าเพื่อให้ตื่นมาทำงานได้  

หนักหนาเกินไปรึเปล่าสำหรับเด็กคนหนึ่ง

(เงียบไปพักหนึ่ง) เขื่อนเคยคิดว่าวัยเด็กของเขื่อนแม่งโคตรเจ๋งเลย เขื่อนมีเงิน มีชื่อเสียง มีโอกาสมากมาย เพิ่งมารู้ตอนอายุยี่สิบกว่าๆ ว่าตอนเด็กเราไม่มีความสุขเลย สังคมบอกเราว่าชื่อเสียงกับเงินคือความสุข เราก็เลยพูดตามคนอื่นว่าความดังนั้นมันคือความสุข 

ตอนอยู่ที่นู่น เขื่อนสามารถค่อยๆ แกะสิ่งที่เขื่อนบอกตัวเองมาตลอด ค่อยๆ ทำความเข้าใจว่า โห เขื่อนแบกสิ่งที่สังคมบอกว่าเขื่อนต้องเป็น เขื่อนแบกแผลในใจตัวเอง แบกความรับผิดชอบ และความคาดหวังของคนที่รักเรา จนมาวันนี้ก็เข้าใจตัวเองได้มากขึ้น 

อย่างไรก็ดี เขื่อนได้มีชีวิตที่ดีมากนะครับ ต้นทุนจากวัยเด็กทำให้เขื่อนไปเรียนต่อได้โดยไม่ต้องทำงาน ถึงเราจะไปทำงานเสริมเสิร์ฟอาหาร ไปขัดส้วม แต่เขื่อนมีชีวิตที่อู้ฟู่มาก (ยิ้ม) 

เขื่อน ภัทรดนัย เสตสุวรรณ สมาชิกวง K-Otic ที่ผันตัวเป็นนักจิตบำบัดฝึกหัดและนักศึกษาป.เอก

ต้นทุนชีวิตของคุณสามารถไปอยู่เมืองนอกได้ ทำไมถึงตัดสินใจว่าไม่ว่ายังไงก็จะกลับมาเมืองไทย

ข้อแรก เพราะเมืองไทยคือบ้าน ทุกครั้งที่ขึ้นเครื่องบินกลับไทยแล้วหายใจ รู้สึกเหมือนอกมันสบาย รู้สึกว่าได้หายใจอากาศเมืองไทย 

ข้อที่สองคือคุณแม่และพี่สาวอยู่ที่เมืองไทย สองคนนี้เขื่อนกล้าพูดว่าเขื่อนยอมตายเพื่อเขา ถ้าเกิดเขาบอกว่าขอตับ ขอไตเขื่อน ไม่ต้องถามเลย เอาไปเลย เพราะฉะนั้นเขื่อนต้องอยู่ไทย ช่วงนี้ยิ่งต้องกลับมาดูแลครอบครัวและธุรกิจที่บ้าน เพราะคุณยายไม่สบาย 

ข้อสุดท้าย เขื่อนอยากให้สังคมไทยเข้าใจเรื่องสุขภาพจิต และอยากช่วยให้ LGBTQ+ Community ในเมืองไทยเติบโต พร้อมลุยเรื่องพวกนี้มาก การไปอยู่ที่ที่ชีวิตมีอภิสิทธิ์ดีเราทำไม่ได้ มันไม่ทำให้เกิดการตระหนักรู้ตรงนี้ขึ้น เขื่อนไม่ต้องการปฏิรูปอะไรยิ่งใหญ่นะ แค่อย่างน้อยได้คุยกับคน แล้วบอกให้เขารู้ว่าสิ่งที่เขาเผชิญอยู่หรือสิ่งที่เป็นไม่ได้แตกต่าง หรือแตกต่างก็ไม่เป็นไร หรือ It’s okay to suffer or to be not okay. แค่นั้นเอง 

คุณปรากฏตัวใน Instagram และช่อง YouTube สม่ำเสมอ ปฏิกิริยาของคนไทยต่อเขื่อนคนปัจจุบันเป็นอย่างไร

มีทั้งบวกและลบครับ คนยอมรับมีเยอะนะ แต่คอมเมนต์แย่ๆ ก็มี คนมาเหยียด ใช้คำหยาบ มาเขียนว่ากูอยากฆ่ามึงว่ะ ก็เยอะเหมือนกัน แต่ถ้ามีอีกห้าข้อความบอกว่า ขอบคุณพี่เขื่อนที่ทำให้หนูรู้ว่าหนูไม่ผิดปกติ เขื่อนก็พอใจแล้วครับ 

เขื่อนโตมาในโลกที่ต้องเปิดเผย เหมือนอยู่ในทุ่งกว้างแล้วทุกคนเขม่นได้ตลอด เพราะฉะนั้นเวลาโดนขู่ฆ่า หรือทำให้อับอายเพราะรสนิยมทางเพศของเรา เขื่อนมีเกราะป้องกันตัวเองระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้แปลว่าคนที่เด็กกว่าเขื่อนหรือคนที่อยากเปิดเผยตัวเองคนอื่นเขาจะรับได้ บางทีต้องระวังเรื่องนี้มาก การที่ไปโจมตีใครมันเปลี่ยนชีวิตเขาได้ ทำร้ายชีวิตเขาได้

ปัญหาอะไรในวงการ LGBTQ+ เมืองไทยที่คุณอยากช่วยแก้ไข 

ปัญหาเยอะมากเลย เช่น Body Shaming เยอะมาก ถ้าเป็นคนอ้วน คาแรกเตอร์ต้องไม่สวย เป็นคนตลก พอผอมปุ๊บเป็นนางเอกเลย รู้สึกว่าไม่โอเค ต้องหยุดได้แล้ว เข้าเรื่องเลยว่าทำยังไง การที่เราพูดอย่างงี้ง่ายมาก พวกเรานี่แหละครับ เขื่อนนี่แหละ คุณ หรือคนอ่าน ถึงเวลาแล้วที่เราต้องออกมาจัดการเวลามีเหตุการณ์ Sexist หรือ Racist

เขื่อน ภัทรดนัย เสตสุวรรณ สมาชิกวง K-Otic ที่ผันตัวเป็นนักจิตบำบัดฝึกหัดและนักศึกษาป.เอก

กลับมาเมืองไทย รู้สึกว่ามีความเปลี่ยนแปลงอะไรในแง่ที่ดีขึ้นบ้างไหม

เขื่อนเห็นว่ามีคนกล้าแสดงออกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ชอบความสู้ตายของ Gen Z โคตรเจ๋งเลย คนเจเนอเรชันนี้รู้ว่าโลกมีปัญหา ชีวิตมีปัญหา เขาเลยมี Awareness สูงมาก เปิดกว้างกว่าเจเนอเรชันอื่น ซึ้งใจมาก รู้สึกผิดเลยนะว่าตอนเราอายุเท่าเขาฉันทำอะไรอยู่ ฉันมัวแต่รักสวยรักงาม

การแต่งตัวของคุณเป็นการบำบัดอย่างหนึ่งรึเปล่า

ถ้าเราอยากทำให้เป็นการบำบัด เป็นได้ สำหรับเขื่อนการแต่งตัวคือการค้นหาตัวเอง และเป็น Political Statement เขื่อนไม่ได้เพิ่งมาใส่ชุดผู้หญิง ถ้าคุยกับเพื่อนเขื่อน คุยกับแม่ที่บ้าน จะรู้ว่าเขื่อนใส่มาตั้งนานแล้ว แต่เขื่อนเลือกที่จะออกโซเชียลมีเดียตอนนี้ เพราะเขื่อนรู้สึกปลอดภัย 

เขื่อนไม่รู้สึกสบายใจถ้าต้องใส่แค่ชุดแบบผู้ชาย บางวันเขื่อนรู้สึก Masculine ก็ใส่เชิ้ตแบบหล่อๆ ใส่นาฬิกา ใส่เชิ้ต ใส่กางเกง แต่บางวันตื่นมารู้สึก Feminine อยากทาครีม แต่งหน้าสวยๆ ใส่อะไรหวานขึ้นมาหน่อย หรือว่าทำให้เรารู้สึกตัวเล็ก เราก็ควรจะใส่ได้สิ ถ้าเกิดสังคมหรือคนอื่นบอกว่าไม่เห็นด้วย มันก็เป็นปัญหาของเขา ถูกไหมครับ ทำไมผู้ชายจะใส่เสื้อผ้าแบบอื่นไม่ได้ 

เขื่อนอยากพูดถึงการเป็นตัวเอง อยากบอกว่ามันโอเคที่จะเป็นตัวเอง ถ้าสังคมบอกว่ามันไม่ปกติ ก็บอกไปเลยว่าความปกติของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เขื่อนคิดจริง แล้วเขื่อนทำจริง ตอนนี้ยังไม่ได้ออกไปวิ่งเล่นใส่กระโปรง แต่เตรียมเสื้อผ้าพร้อม เดี๋ยวเราจะได้เห็นกันแน่นอน (หัวเราะ) 

ถ้ากลับไปบอกเด็กชายเขื่อนตอนเด็กได้ จะบอกอะไรเขาหนึ่งอย่าง 

อยากกลับไปบอกเขาว่า ยูไม่ได้ผิดปกตินะ แล้วยูเตรียมพร้อมเลยนะ เพราะว่ายูจะโดนหนักมาก ฉะนั้นยูรักตัวเองให้มากๆ นะ และยูเต็มที่เลย เพราะว่าวันวันหนึ่งยูจะได้ทำสิ่งที่ตัวเองรักมาก

ถ้าให้แนะนำเรื่องสุขภาพจิตกับคนได้หนึ่งอย่าง คุณจะบอกว่าอะไร

Mental Health เป็นเรื่องจริง ถ้าคิดว่าเป็นซึมเศร้าแล้วไม่ต้องฟังคนที่ไม่เชื่อเรา ขอความช่วยเหลือจากมืออาชีพเลย เพราะมันควรเป็นสิ่งที่ปกติ เขื่อนจะพยายามที่สุดให้คนรู้สึกว่าการไปพบนักจิตวิทยา กับการไปร้านสะดวกซื้อเป็นเรื่องง่ายเท่ากันเลยครับ

เขื่อน ภัทรดนัย เสตสุวรรณ สมาชิกวง K-Otic ที่ผันตัวเป็นนักจิตบำบัดฝึกหัดและนักศึกษาป.เอก

“ทานตะวันหรือกุหลาบขาวดี”

“อะไรก็ได้ครับ ได้หมดเลย สบายมาก”

อาจเป็นความสุภาพ ความช่างเกรงใจ ความเป็นมืออาชีพที่ทำงานหน้ากล้องนับสิบปี หรือทั้งหมดทั้งมวลผสมกัน เขื่อน-ภัทรดนัย เสตสุวรรณ จึงรับดอกไม้สีเหลืองที่เราเลือกให้ไปถือพร้อมรอยยิ้มบางๆ เมื่อหันหลัง รอยสักกุหลาบแดงกลางหลังของเขาจึงโผล่พ้นชุดกระโปรงลายดอกไม้สีหวาน มวลบุปผาสารพัดสีโอบล้อมอดีตสมาชิกวงบอยแบนด์อย่างนุ่มนวล

เขื่อน ภัทรดนัย เสตสุวรรณ สมาชิกวง K-Otic ที่ผันตัวเป็นนักจิตบำบัดฝึกหัดและนักศึกษาป.เอก
เขื่อน ภัทรดนัย เสตสุวรรณ สมาชิกวง K-Otic ที่ผันตัวเป็นนักจิตบำบัดฝึกหัดและนักศึกษาป.เอก

“ลายนี้สำหรับพี่สาว พี่สาวเขื่อนชอบกุหลาบแดง”

เขื่อนเล่าถึงสมาชิกครอบครัวด้วยความรัก ซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดการพูดคุยและถ่ายภาพ เขาตอบคำขอของเราด้วยคำว่า “ได้ครับ ยินดีครับ” อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ดูเหมือนว่านิสัยทุ่มเทเพื่อสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ไม่ว่าครอบครัวหรือการงาน จะเป็นอุปนิสัยติดตัวนักศึกษาปริญญาเอกจิตบำบัดในสหราชอาณาจักรคนนี้

จากเด็กอายุ 13 ที่ก้าวเข้าสู่แสงไฟวงการบันเทิง จังหวะเติบโตของนักร้องรุ่นเยาว์ผิดแปลกจากเด็กวัยเดียวกัน ขณะที่ชื่อเสียงเงินทองแตกกิ่งก้านงอกงาม ดอกไม้ในใจภัทรดนัยซุกตัวเงียบเชียบในกระถางที่คนอื่นเตรียมไว้ให้ จนเมื่อข้ามฝั่งไปใช้ชีวิตและสัมผัสสภาพแวดล้อมอีกฟากหนึ่งของโลก ตัวตนของเขื่อนผลิบานสะพรั่งอย่างไม่เคยเป็น 

ภัทรดนัยคนที่อยู่ตรงหน้าเราแตกต่างจากเขื่อน K-Otic วัยเด็กลิบลับ เด็กวัยรุ่นสนุกสนานที่พร้อมมอบความสุขให้ผู้ชมคนนั้นไม่ได้หายตัวไป เพียงแต่เขื่อนคนนี้ยอมรับว่าชีวิตเขามีทั้งสุขและทุกข์ ได้รับทั้งความรักและความเกลียดชัง สิ่งที่เขื่อนในวัย 28 ปีอยากแบ่งปันให้สังคมไม่ใช่เสียงเพลงและรอยยิ้ม 

เขาอยากให้ความรู้สึกยอมรับตัวเองเกิดขึ้นในใจคน ไม่ว่ารสนิยมทางเพศหรือสภาวะอึดอัดที่อยู่ในจิตใจ นักจิตบำบัดฝึกหัดจึงเล่าเรื่องราวเบื้องหลังแสงไฟให้เราฟัง  

เขื่อน ภัทรดนัย เสตสุวรรณ สมาชิกวง K-Otic ที่ผันตัวเป็นนักจิตบำบัดฝึกหัดและนักศึกษาป.เอก

ตอนนี้เขื่อนทำอะไรอยู่บ้าง

ตั้งแต่กลับมาเมืองไทย ตอนนี้หนึ่งเขื่อนช่วยธุรกิจที่บ้าน สองยังทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกสาขา Existential psychotherapy อยู่ สามยังคงทำงานนักจิตบำบัดฝึกหัดกับคลินิกที่อังกฤษ และกำลังมองหาคลินิกที่เมืองไทยที่จะร่วมงานด้วยอยู่ครับ อยากเข้าร่วมกับองค์กรที่ดูแลเรื่อง Addiction จะเป็นการเสพติดอะไรก็ได้ครับ เสพติดเซ็กส์ เสพติดยา หรือติดแอลกอฮอล์ ได้หมดเลย

พอพูดถึงเรื่องการเสพติด คนจะนึกถึงแต่เหล้าหรือยาเสพติดใช่ไหมครับ แต่จริงๆ แล้วการเสพติดมันมาได้หลายแบบ หรือว่าเป็น Disorder ก็ได้ เช่น การเสพติดการเก็บของไว้ในบ้าน ที่เขื่อนสนใจเรื่องนี้เพราะในสังคม LGBTQ+ มีอาการเสพติดเยอะ เพราะว่าเป็นหนทางหลบหนีจากความกดดันของสังคม จิตบำบัดเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่ช่วยให้ค้นพบตัวเองและหลุดออกมาจากตรงนั้นได้ 

คือใช้กระบวนการทางจิตวิทยาในการคลี่คลายปัญหา

อาจไม่ใช่คำว่าคลี่คลาย เราสามารถทำให้เขาเรียนรู้ความสัมพันธ์ของตัวเองกับปัญหา และอยู่ร่วมกับปัญหาที่มีได้ ถ้า Client บอกว่าอยากให้ช่วยรักษาเขาให้หาย หรืออยากให้กำจัดความคิด เขื่อนจะบอกเขาเลยว่าเขื่อนทำให้ไม่ได้นะ แต่เขื่อนสามารถเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เขาได้ ให้เราค้นพบว่าความกลัวของคุณคืออะไร เรียนรู้ที่จะอยู่กับความกลัวพวกนี้ และรู้จักความกลัวพวกนี้มากขึ้น

Søren Kierkegaard (นักปรัชญาชาวเดนมาร์ก) บอกว่าความวิตกกังวลเป็นธรรมชาติของมนุษย์ เรากังวลเมื่อเราเลือกเผชิญอุปสรรคที่เกิดกับเรา เพราะเรารู้ว่าชีวิตเปราะบางมีที่สิ้นสุด ถ้าเราไม่กังวลอะไรเลย แปลว่าเราไม่ได้ใช้ชีวิต 

A person who learned to be anxious the right way have learned to live. จิตบำบัดที่เขื่อนเรียนไม่ได้พยายามจะรักษาความกังวลให้หายไป แต่อยู่ร่วมและทำความเข้าใจกับมัน 

สภาวะสุขภาพจิตที่อังกฤษเป็นยังไงบ้าง 

จากประสบการณ์ของเขื่อนที่ทำกับหน่วยงานที่ชื่อว่า Headstrong ก็ค่อนข้างหลากหลาย ทั้ง Panic Attack (โรคตื่นตระหนก) Anxiety (โรควิตกกังวล) แล้วก็เรื่องตัวตนทางเพศของสังคม LGBTQ+ มีทั้งเรื่องความกดดันไม่สามารถเปิดเผยตัวตนได้ เรื่องยาเสพติด 

Client ของเขื่อนมีหลากหลาย ปกติทางองค์กรเขาก็จะประเมินมาเรียบร้อยแล้วว่าเคสเป็นอย่างนี้ เขาต้องการอย่างนี้ คุณโคเอ็นจัดการได้ไหม ฝรั่งออกเสียงชื่อเขื่อนไม่ถูก เขื่อนเลยให้เขาเรียกว่าโคเอ็น (Koen) 

ตอนนี้เขื่อนมี Client ที่อังกฤษสามคน ใช้เวลาปรึกษาสี่ทุ่มถึงตีสองเวลาไทย เสร็จปุ๊บต้องเขียนรายงานต่อทันที จำนวนนี้สำหรับนักบำบัดฝึกหัดถือว่าค่อนข้างเยอะ แต่เขื่อนเคยถืออยู่ในมือสูงสุดหกคน กลับบ้านแล้วร้องไห้เลย เราไม่ได้เครียดเพราะเรื่องของเขานะครับ แต่เราเห็นใจเขา แล้วเรื่องของเขามันไปสะกิดเรื่องของเราเองขึ้นมา แผลที่ปิดมานานแล้วมันเปิดขึ้นมาอีกทีนึง 

เขื่อน ภัทรดนัย เสตสุวรรณ สมาชิกวง K-Otic ที่ผันตัวเป็นนักจิตบำบัดฝึกหัดและนักศึกษาป.เอก

นักจิตบำบัดมีสภาวะทางจิตได้ไหม

แน่นอน เขื่อนเชื่อว่าทุกคนมี Baggage ของตัวเอง แต่ในวันที่เราจะเลือกทางนี้เป็นอาชีพ เราต้องเคลียร์ตัวเองให้ได้ก่อน และคนที่ Vulnerable จะเข้าใจความเจ็บปวดของผู้อื่น และเป็นนักจิตบำบัดที่ดี เข้าไปในโลกของเขาได้ 

การเป็นนักบำบัดฝึกหัดต่างชาติ อายุน้อย ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของคุณไหม

เขื่อนรู้สึกและมีความคิดแบบนั้นเข้ามาในหัวตลอดเวลาครับ แต่พูดแบบนั้นเท่ากับว่าเขื่อนเอาความไม่มั่นใจของตัวเองออกมาตัดสินคนอื่น เพราะมันคือความรู้สึกของเขื่อนเอง ไม่ใช่ของใคร Client บางคนเขื่อนก็รู้สึกว่ายากสำหรับเรา เช่น กลุ่มผู้ชายแท้ ผิวขาว วัยกลางคน เขื่อนโตมาด้วยความคิดว่าเขามีสิทธิพิเศษมากเลย น่าเกรงขามมาก เขื่อนรู้ตัวว่าตัวเองไม่มั่นใจ รู้สึกว่าเราอาจไม่ดีพอ ไม่น่าเชื่อถือ เพราะเป็นคนผิวสี เป็นเกย์ อายุน้อย

แต่หลายคนก็บอกว่าเพราะเขื่อนมาจากวัฒนธรรมไทย ภาษากายของเราช่วยให้เขารู้สึกสบายใจ เปิดใจได้มากขึ้น พอขาดตรงนี้เพราะต้องคุยกันออนไลน์ เราก็ต้องพยายามมากขึ้นที่จะเชื่อมต่อกับคนไข้และทำให้เขารู้สึกปลอดภัยพอที่จะดิ่งไปกับเรา 

ในแง่รูปธรรม วิธีการบำบัดจิตด้วยปรัชญาทำอย่างไร

นั่งคุยกันตรงๆ ถึง Trauma ที่เคยเกิดขึ้น ถึงสิ่งที่ติดอยู่ข้างในตลอดชีวิต และค้นหาตัวเอง ถ้า Client มาบอกว่าเขารู้สึกวิตกกังวล คำถามแรกที่เขื่อนจะถามคือ คุณช่วยอธิบายได้ไหมว่าความวิตกกังวลของคุณเป็นยังไง ถ้าเราสรุปว่าเขาเป็นโรควิตกกังวล แปลว่าเราไปตัดสินเขาแล้ว เราจะช่วยกันค้นหาว่าเขารู้สึกตรงไหน หน้าตาความกังวลมันเป็นยังไง 

แปลว่าก่อนไปบำบัดคนอื่น คุณต้องเข้าใจตัวเองและปัญหาตัวเองอย่างถ่องแท้ก่อน

แน่นอนครับ ตามคอร์สเรียน เขากำหนดมาเลยว่าต้องไปเจอนักจิตวิทยาของตัวเองทุกอาทิตย์ ค่าใช้จ่ายอยู่นอกค่าเทอม ที่เขื่อนเจอคือห้าสิบนาทีตกอยู่ที่สี่พันบาท แต่พอเราเริ่มเจอคนไข้ เรารู้เลยว่าทำไมต้องไปเจอ ที่อังกฤษมีข้อกำหนดทางจริยธรรมมาก เราต้องมีจุดยืนว่าไม่มีอคติ ไม่ตัดสินล่วงหน้า 

อาชีพนักจิตบำบัดไม่สร้างความร่ำรวยใช่ไหม แล้วทำไมถึงตัดสินใจเลือกเดินเส้นทางนี้

เขื่อนไม่ได้คิดเรื่องนี้มานานแล้ว ถ้าไม่ทำเป็นธุรกิจจ๋าจริงๆ อาชีพนี้ที่อังกฤษทำให้พออยู่พอกิน ไม่ได้ร่ำรวย แต่วันที่เลือกทางเดินนี้ เขื่อนยอมรับเรื่องนี้ได้เรียบร้อยแล้ว เป้าหมายของเขื่อนแต่แรกตั้งแต่ตอนไปเรียนปริญญาโท คือไปเอาประสบการณ์ แล้วกลับมาเปิดคลินิกสุขภาพจิตที่เมืองไทย 

ทำไมตั้งเป้าไว้ที่ปริญญาเอก 

เพราะเขื่อนรู้ว่าถ้าจบปริญญาโท แล้วเขื่อนบอกว่าจะมาเป็นนักจิตบำบัด เขื่อนยังไม่เชื่อตัวเองเลย แล้วคนไข้จะเชื่อเขื่อนได้ยังไง แล้วเราจะสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยได้ยังไง  เขื่อนรู้สึกว่ายังมีอาวุธในมือไม่พร้อม ประสบการณ์ในการเจอคนยังไม่พร้อม ถ้าเรียนจบเอกแล้วยังไม่พร้อมก็ไปหาที่เก็บประสบการณ์เพิ่ม เขื่อนเก่งไม่เก่งไม่รู้ แต่รู้สึกว่าเขื่อนต้องทำให้คนรู้สึกปลอดภัยให้ได้

เขื่อน ภัทรดนัย เสตสุวรรณ สมาชิกวง K-Otic ที่ผันตัวเป็นนักจิตบำบัดฝึกหัดและนักศึกษาป.เอก

คุณทำงานในวงการบันเทิง เรียนจบด้านท่องเที่ยว แต่ทำไมถึงไปเบนเข็มไปสาขาจิตวิทยา

เพราะเขื่อนโตมากับครอบครัวที่มีประเด็นเรื่องสุขภาพจิต It was there. ไม่ว่าจะรู้จักในรูปแบบอะไรก็ตาม มันอยู่ตรงนั้น พี่สาวเขื่อนเป็นออทิสติกระดับรุนแรง ตั้งแต่จำความได้คุณพ่อคุณแม่บอกว่าเขื่อนเป็น Care Taker ของพี่สาวนะ เกิดมาเขื่อนรู้เลยว่าต้องดูแลพี่สาวในวันที่คุณพ่อคุณแม่คุณตาคุณยายไม่อยู่ 

เขื่อนโตมากับการเห็นพี่ทรมานเยอะ เพราะเครื่องไม้เครื่องมือและระบบที่รองรับพี่สาวมีน้อยมาก ส่วนคุณแม่เขื่อนเป็นไบโพลาร์ เขื่อนโตมาในบ้านที่หลายอย่างเปลี่ยนเร็วมาก เพราะคุณแม่มีช่วงที่ซึมเศร้า และช่วงที่ Mania ชีวิตเหวี่ยงมาก จะย้ายบ้าน จะลงทุน 

โค้งสุดท้ายคือหลายปีก่อน ตอนที่เขื่อนมีความรับผิดชอบต่อครอบครัวมากขึ้น เราตัดสินใจให้พี่กับคุณแม่เข้ารับการบำบัด กินยา และพบความช่วยเหลือ จำได้เลยว่าอาการของพี่ดีขึ้น คนออทิสติกมีปัญหาเกี่ยวกับการแสดงออกอารมณ์ตัวเอง ซึ่งกดทับมานาน เราเห็นเขาสบายขึ้น ใช้ชีวิตได้ดีขึ้น นอนได้ดีขึ้น ส่วนคุณแม่ก็ดีขึ้น ถึงขั้นที่เขามาบอกเขื่อนว่าเขาเสียดาย ทำไมไม่มีใครเคยพาเขาไปบำบัดตั้งแต่ตอนเด็ก ทำไมคนไม่เข้าใจเขา ชีวิตเขาควรดีกว่านี้  

สองเหตุการณ์นี้กับการเห็นว่าพี่สาวกับแม่ทุกข์ทรมานอย่างไรบ้าง คือจุดที่ดันให้เขื่อนออกจากวงการบันเทิง ไม่เอาแล้วครับ หนึ่งเขื่อนรู้สึกเติมเต็มแล้ว สองมันไม่ใช่ความหมายของชีวิตของเขื่อนอีกต่อไปแล้ว เป็นจุดเปลี่ยนให้ไปเรียนต่ออังกฤษเลยครับ 

ตอนนั้นคุณอายุเท่าไหร่

น่าจะประมาณยี่สิบสามยี่สิบสี่

ถ้าเทียบกับคนวัยเดียวกัน คือช่วงเริ่มออกจากมหาวิทยาลัยและทำงาน แต่ตอนนั้นคุณอิ่มตัวแล้ว

ใช่ พอแล้ว ย้อนกลับไป เขื่อนเป็นเด็กกรุงเทพฯ ที่ไปโตระยอง เป็นเด็กระยองอายุสิบสามที่อยู่ดีๆ ก็โดนโยนจับเข้าวงการบันเทิงแล้วดันโชคดี สิบปีในวงการ เขื่อนได้ทำสิ่งที่เขื่อนคิดว่าอยากทำ แล้วมันดีมาก เขื่อนซาบซึ้งกับทุกประสบการณ์และทุกแรงสนับสนุน แล้วก็มาถึงวันที่เรารู้สึกว่าไม่อยากทำแล้ว เรื่องที่เข้ามาทำให้เราตระหนักรู้ เหมือนกินอะไรไม่อร่อย แปรงฟันแล้วรสคาวไม่อร่อยมันยังอยู่ในฟัน นี่มันไม่ใช่ตัวเราแล้ว เขื่อนก็เลยออกมา 

เขื่อน ภัทรดนัย เสตสุวรรณ สมาชิกวง K-Otic ที่ผันตัวเป็นนักจิตบำบัดฝึกหัดและนักศึกษาป.เอก

ทำไมถึงเลือกไปเรียนต่อที่อังกฤษ

เพราะถ้าเขื่อนเลือกอยู่ที่นี่ต่อ เขื่อนทำอะไรไม่ได้ ไม่รู้ว่าจะเริ่มตรงไหนจริงๆ ถึงเมืองไทยจะมีที่เรียน แต่เขื่อนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราคือใคร การไปอังกฤษได้อะไรหลายอย่าง หนึ่งคือการเอาความรู้กลับมา สองคือเป็นเส้นทางค้นพบตัวเองของเขื่อนด้วย

ชีวิตที่เมืองนอกเป็นยังไงบ้าง

ต่างจากเมืองไทยมากครับ เขื่อนใช้ชีวิตเป็นเขื่อนได้ คนมาเจอเขื่อน เขาไม่ได้คิดภาพว่าเขื่อนเป็นยังไง เขามารู้จักเขื่อนที่เป็นเขื่อนจริงๆ เขื่อนจะใส่กระโปรง ทาปาก พูดรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างก็ได้ ตอนอยู่เมืองไทย คนติดภาพในสื่อว่าเขื่อนเป็นคนขี้เล่น เล่นใหญ่ เสียงดัง พอมาเจอตัวจริงแล้วไม่เข้าใจว่าทำไมไม่เหมือนที่เขาคิดไว้ ทำไมเป็นคนจริงจัง 

อะไรคือสิ่งที่รู้สึกว่าแตกต่างที่สุดระหว่างเมืองไทยกับอังกฤษ

เขื่อนไม่เหมารวมคนอังกฤษ และเขื่อนไม่เหมารวมคนไทยนะครับ ทุกคนคือปัจเจกชน แต่กลุ่มสังคมที่เขื่อนได้เข้าไปอยู่เป็นกลุ่มที่ไม่ตัดสินกันจริงๆ ไม่ว่าจะมาจากสังคมไหน เราและเขาได้โอกาสรู้จักกันโดยไม่ได้มีสมมติฐานอะไรมาเลย อยู่ด้วยกันแล้วได้ค้นพบตัวเองเร็วมาก รู้สึกว่าได้เติบโต 

วันแรกที่เขื่อนไปเรียนปริญญาเอก เขื่อนทาปากแดงไปนั่งเรียน ครูถามว่าเธอชื่ออะไร เราก็ตอบชื่อ Elizabeth เชื่อไหมว่าไม่มีใครตัดสิน ไม่มีใครหัวเราะแล้วคิดว่าเป็นมุกตลกเลยสักคน ทุกคนแค่หันมาแล้วบอกว่า Can you please tell me more about Elizabeth? เขื่อนมองว่ามันเป็นเหตุการณ์ที่เจ๋งมาก

ที่อังกฤษ พื้นที่เป็นตัวของตัวเองมีเยอะมาก อย่างไปงานปาร์ตี้ ผู้ชายแท้จะแต่งหน้าหรือแต่งชุดว่ายน้ำผู้หญิงก็ได้ ไม่มีใครว่า เขื่อนชอบที่เขามีพื้นที่ปลอดภัยให้เราได้ค้นพบตัวเอง

เขื่อน ภัทรดนัย เสตสุวรรณ สมาชิกวง K-Otic ที่ผันตัวเป็นนักจิตบำบัดฝึกหัดและนักศึกษาป.เอก
เขื่อน ภัทรดนัย เสตสุวรรณ สมาชิกวง K-Otic ที่ผันตัวเป็นนักจิตบำบัดฝึกหัดและนักศึกษาป.เอก

เท่าที่เข้าใจ คุณ Come Out ตอนอยู่อังกฤษใช่ไหม

ถูกบังคับให้ Come Out เพราะว่ารูปคู่กับคุณ Damian หลุดออกมา เขาเล่นเฟซบุ๊กเหมือนเขื่อนคือเล่นไม่เป็น อัปรูปทีสี่ร้อยรูป แล้วบังเอิญในสี่ร้อยรูปนั้นมีรูปคู่หรือรูปที่ครอบครัวของพวกเราอยู่ด้วยกัน ซึ่งดูชัดเจนมากกว่าเป็นคู่รัก พอหลุดออกมาเราก็ถูกบีบให้ Come Out ตอนนั้นยังไม่พร้อม แต่ถึงวันนั้นแทนที่จะโทษตัวเอง เราเลือกยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นและ Come Out ว่าเราเป็น Queer 

สังคมที่นี่ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัยรึเปล่าที่จะเปิดเผยตัวตน 

เขื่อนไม่โทษใครเลยครับ เขื่อนโทษตัวเอง เขื่อนต้องยอมรับกับตัวเองก่อนว่าการที่อยู่เมืองไทยแล้วไม่รู้สึกปลอดภัยที่จะเปิดเผยตัวตน ก็เพราะว่าเขื่อนมีกลไกป้องกันตัวเอง ตอนเด็กๆ ช่วงเริ่มเข้าวงการ มีคนมาบอกเราว่าการเป็นเกย์ไม่ถูกต้อง พอคนเริ่มสงสัยก็มีการจับผิด มีการกลั่นแกล้งล้อเลียนกัน เพราะฉะนั้นเขื่อนจึง Stay in the closet.

เขื่อนว่าคนรอบข้างที่ได้ใช้เวลากับเขื่อนรู้แหละว่าเขื่อนแตกต่าง เขื่อนหลอกตัวเองมาตลอดว่า ถ้าเขาไม่สามารถยอมรับเพศของเราได้เนี่ย เขาต้องยอมรับความสำเร็จของเราให้ได้ ฉะนั้นโตมาเขื่อนเป็นเด็กที่บอกว่าเราทำได้ และเราให้ความสำคัญกับงานก่อนตัวเองเสมอ แน่นอนว่าการทำอย่างนั้นในระยะยาวตั้งแต่อายุสิบสามสิบสี่ ก็ต้องมีวันที่เราทนไม่ไหว 

ก่อนไปอยู่อังกฤษ คุณเคยไปพบนักบำบัดด้วยตัวเองไหม

เคยครับ ตอน K-Otic มี Mental Breakdown เรารู้สึกกดดันตลอดเวลา รู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ ทุกวันนี้ก็ยังมีบ้าง แต่ตอนนี้เขื่อนอยู่ร่วมกับความรู้สึกนี้ได้ ตอนนั้นไม่ได้ อายุสิบหกสิบเจ็ดต้องกินยานอนหลับ กินยาต้านเศร้าเพื่อให้ตื่นมาทำงานได้  

หนักหนาเกินไปรึเปล่าสำหรับเด็กคนหนึ่ง

(เงียบไปพักหนึ่ง) เขื่อนเคยคิดว่าวัยเด็กของเขื่อนแม่งโคตรเจ๋งเลย เขื่อนมีเงิน มีชื่อเสียง มีโอกาสมากมาย เพิ่งมารู้ตอนอายุยี่สิบกว่าๆ ว่าตอนเด็กเราไม่มีความสุขเลย สังคมบอกเราว่าชื่อเสียงกับเงินคือความสุข เราก็เลยพูดตามคนอื่นว่าความดังนั้นมันคือความสุข 

ตอนอยู่ที่นู่น เขื่อนสามารถค่อยๆ แกะสิ่งที่เขื่อนบอกตัวเองมาตลอด ค่อยๆ ทำความเข้าใจว่า โห เขื่อนแบกสิ่งที่สังคมบอกว่าเขื่อนต้องเป็น เขื่อนแบกแผลในใจตัวเอง แบกความรับผิดชอบ และความคาดหวังของคนที่รักเรา จนมาวันนี้ก็เข้าใจตัวเองได้มากขึ้น 

อย่างไรก็ดี เขื่อนได้มีชีวิตที่ดีมากนะครับ ต้นทุนจากวัยเด็กทำให้เขื่อนไปเรียนต่อได้โดยไม่ต้องทำงาน ถึงเราจะไปทำงานเสริมเสิร์ฟอาหาร ไปขัดส้วม แต่เขื่อนมีชีวิตที่อู้ฟู่มาก (ยิ้ม) 

เขื่อน ภัทรดนัย เสตสุวรรณ สมาชิกวง K-Otic ที่ผันตัวเป็นนักจิตบำบัดฝึกหัดและนักศึกษาป.เอก

ต้นทุนชีวิตของคุณสามารถไปอยู่เมืองนอกได้ ทำไมถึงตัดสินใจว่าไม่ว่ายังไงก็จะกลับมาเมืองไทย

ข้อแรก เพราะเมืองไทยคือบ้าน ทุกครั้งที่ขึ้นเครื่องบินกลับไทยแล้วหายใจ รู้สึกเหมือนอกมันสบาย รู้สึกว่าได้หายใจอากาศเมืองไทย 

ข้อที่สองคือคุณแม่และพี่สาวอยู่ที่เมืองไทย สองคนนี้เขื่อนกล้าพูดว่าเขื่อนยอมตายเพื่อเขา ถ้าเกิดเขาบอกว่าขอตับ ขอไตเขื่อน ไม่ต้องถามเลย เอาไปเลย เพราะฉะนั้นเขื่อนต้องอยู่ไทย ช่วงนี้ยิ่งต้องกลับมาดูแลครอบครัวและธุรกิจที่บ้าน เพราะคุณยายไม่สบาย 

ข้อสุดท้าย เขื่อนอยากให้สังคมไทยเข้าใจเรื่องสุขภาพจิต และอยากช่วยให้ LGBTQ+ Community ในเมืองไทยเติบโต พร้อมลุยเรื่องพวกนี้มาก การไปอยู่ที่ที่ชีวิตมีอภิสิทธิ์ดีเราทำไม่ได้ มันไม่ทำให้เกิดการตระหนักรู้ตรงนี้ขึ้น เขื่อนไม่ต้องการปฏิรูปอะไรยิ่งใหญ่นะ แค่อย่างน้อยได้คุยกับคน แล้วบอกให้เขารู้ว่าสิ่งที่เขาเผชิญอยู่หรือสิ่งที่เป็นไม่ได้แตกต่าง หรือแตกต่างก็ไม่เป็นไร หรือ It’s okay to suffer or to be not okay. แค่นั้นเอง 

คุณปรากฏตัวใน Instagram และช่อง YouTube สม่ำเสมอ ปฏิกิริยาของคนไทยต่อเขื่อนคนปัจจุบันเป็นอย่างไร

มีทั้งบวกและลบครับ คนยอมรับมีเยอะนะ แต่คอมเมนต์แย่ๆ ก็มี คนมาเหยียด ใช้คำหยาบ มาเขียนว่ากูอยากฆ่ามึงว่ะ ก็เยอะเหมือนกัน แต่ถ้ามีอีกห้าข้อความบอกว่า ขอบคุณพี่เขื่อนที่ทำให้หนูรู้ว่าหนูไม่ผิดปกติ เขื่อนก็พอใจแล้วครับ 

เขื่อนโตมาในโลกที่ต้องเปิดเผย เหมือนอยู่ในทุ่งกว้างแล้วทุกคนเขม่นได้ตลอด เพราะฉะนั้นเวลาโดนขู่ฆ่า หรือทำให้อับอายเพราะรสนิยมทางเพศของเรา เขื่อนมีเกราะป้องกันตัวเองระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้แปลว่าคนที่เด็กกว่าเขื่อนหรือคนที่อยากเปิดเผยตัวเองคนอื่นเขาจะรับได้ บางทีต้องระวังเรื่องนี้มาก การที่ไปโจมตีใครมันเปลี่ยนชีวิตเขาได้ ทำร้ายชีวิตเขาได้

ปัญหาอะไรในวงการ LGBTQ+ เมืองไทยที่คุณอยากช่วยแก้ไข 

ปัญหาเยอะมากเลย เช่น Body Shaming เยอะมาก ถ้าเป็นคนอ้วน คาแรกเตอร์ต้องไม่สวย เป็นคนตลก พอผอมปุ๊บเป็นนางเอกเลย รู้สึกว่าไม่โอเค ต้องหยุดได้แล้ว เข้าเรื่องเลยว่าทำยังไง การที่เราพูดอย่างงี้ง่ายมาก พวกเรานี่แหละครับ เขื่อนนี่แหละ คุณ หรือคนอ่าน ถึงเวลาแล้วที่เราต้องออกมาจัดการเวลามีเหตุการณ์ Sexist หรือ Racist

เขื่อน ภัทรดนัย เสตสุวรรณ สมาชิกวง K-Otic ที่ผันตัวเป็นนักจิตบำบัดฝึกหัดและนักศึกษาป.เอก

กลับมาเมืองไทย รู้สึกว่ามีความเปลี่ยนแปลงอะไรในแง่ที่ดีขึ้นบ้างไหม

เขื่อนเห็นว่ามีคนกล้าแสดงออกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ชอบความสู้ตายของ Gen Z โคตรเจ๋งเลย คนเจเนอเรชันนี้รู้ว่าโลกมีปัญหา ชีวิตมีปัญหา เขาเลยมี Awareness สูงมาก เปิดกว้างกว่าเจเนอเรชันอื่น ซึ้งใจมาก รู้สึกผิดเลยนะว่าตอนเราอายุเท่าเขาฉันทำอะไรอยู่ ฉันมัวแต่รักสวยรักงาม

การแต่งตัวของคุณเป็นการบำบัดอย่างหนึ่งรึเปล่า

ถ้าเราอยากทำให้เป็นการบำบัด เป็นได้ สำหรับเขื่อนการแต่งตัวคือการค้นหาตัวเอง และเป็น Political Statement เขื่อนไม่ได้เพิ่งมาใส่ชุดผู้หญิง ถ้าคุยกับเพื่อนเขื่อน คุยกับแม่ที่บ้าน จะรู้ว่าเขื่อนใส่มาตั้งนานแล้ว แต่เขื่อนเลือกที่จะออกโซเชียลมีเดียตอนนี้ เพราะเขื่อนรู้สึกปลอดภัย 

เขื่อนไม่รู้สึกสบายใจถ้าต้องใส่แค่ชุดแบบผู้ชาย บางวันเขื่อนรู้สึก Masculine ก็ใส่เชิ้ตแบบหล่อๆ ใส่นาฬิกา ใส่เชิ้ต ใส่กางเกง แต่บางวันตื่นมารู้สึก Feminine อยากทาครีม แต่งหน้าสวยๆ ใส่อะไรหวานขึ้นมาหน่อย หรือว่าทำให้เรารู้สึกตัวเล็ก เราก็ควรจะใส่ได้สิ ถ้าเกิดสังคมหรือคนอื่นบอกว่าไม่เห็นด้วย มันก็เป็นปัญหาของเขา ถูกไหมครับ ทำไมผู้ชายจะใส่เสื้อผ้าแบบอื่นไม่ได้ 

เขื่อนอยากพูดถึงการเป็นตัวเอง อยากบอกว่ามันโอเคที่จะเป็นตัวเอง ถ้าสังคมบอกว่ามันไม่ปกติ ก็บอกไปเลยว่าความปกติของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เขื่อนคิดจริง แล้วเขื่อนทำจริง ตอนนี้ยังไม่ได้ออกไปวิ่งเล่นใส่กระโปรง แต่เตรียมเสื้อผ้าพร้อม เดี๋ยวเราจะได้เห็นกันแน่นอน (หัวเราะ) 

ถ้ากลับไปบอกเด็กชายเขื่อนตอนเด็กได้ จะบอกอะไรเขาหนึ่งอย่าง 

อยากกลับไปบอกเขาว่า ยูไม่ได้ผิดปกตินะ แล้วยูเตรียมพร้อมเลยนะ เพราะว่ายูจะโดนหนักมาก ฉะนั้นยูรักตัวเองให้มากๆ นะ และยูเต็มที่เลย เพราะว่าวันวันหนึ่งยูจะได้ทำสิ่งที่ตัวเองรักมาก

ถ้าให้แนะนำเรื่องสุขภาพจิตกับคนได้หนึ่งอย่าง คุณจะบอกว่าอะไร

Mental Health เป็นเรื่องจริง ถ้าคิดว่าเป็นซึมเศร้าแล้วไม่ต้องฟังคนที่ไม่เชื่อเรา ขอความช่วยเหลือจากมืออาชีพเลย เพราะมันควรเป็นสิ่งที่ปกติ เขื่อนจะพยายามที่สุดให้คนรู้สึกว่าการไปพบนักจิตวิทยา กับการไปร้านสะดวกซื้อเป็นเรื่องง่ายเท่ากันเลยครับ

เขื่อน ภัทรดนัย เสตสุวรรณ สมาชิกวง K-Otic ที่ผันตัวเป็นนักจิตบำบัดฝึกหัดและนักศึกษาป.เอก

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

เก้า-จิรายุ ละอองมณี อาจเป็นคนที่แค่เห็นปราดเดียว แม้เขาจะสวมหน้ากากอนามัย แต่ผมจะจำได้ทันทีว่าเป็นเขา ในขณะเดียวกัน เขาก็คือคนที่หากผมมองผ่านๆ ท่ามกลางคนมากมายที่กำลังข้ามถนนตรงสี่แยก เขาก็คือชายวัยรุ่นปกติคนหนึ่งที่ผมไม่เอะใจ และคงปล่อยให้เดินผ่านไปเหมือนคนอื่นๆ

หรือถ้าผมเกิดจำเขาได้ตอนเดินสวนกัน ก็คงไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไร

อย่าเข้าใจผมผิดนะครับ ไม่ใช่ว่าการเจอกับ เก้า จิรายุ นั้นไม่น่าตื่นเต้น แต่เป็นเพราะนี่คือนักแสดงชายเพียงไม่กี่คนที่ผมรู้สึกคุ้นหน้ากว่าญาติบางคน และรู้สึกคุ้นเคยมากยามเจอตัวจริง จะมีสักกี่คนที่เราเห็นเขาตั้งแต่เด็กจนโต ราวกับเราเติบโตมาด้วยกัน และคงไม่เกินจริงนักหากผมจะขอเหมารวมว่านักอ่านหลายท่านคงรู้สึกคล้ายกัน 

บันทึกทรรศนะของ เก้า-จิรายุ ละอองมณี ในวัยย่าง 26 ปี

คุณนึกหน้าเด็กชายที่รับบท ‘ไอ้ทิ้ง’ ใน ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 1 ออกไหม หากยังคลับคล้ายคลับคลา ลองนึกหน้า ‘โต้ง’ ในวัยเยาว์จาก รักแห่งสยาม นั่นแหละครับ คนเดียวกัน แต่หากต่อมการแยกแยะหน้าตาเด็กชายของคุณนั้นบกพร่องเหมือนผม (ที่มองว่าเด็กชายที่ไหนก็หน้าตาคล้ายกันไปหมด) ลองนึกถึงวัยรุ่นชายสะพายเบส บุคลิกจ๋อยๆ ที่ชื่อ ‘เป็ด’ จาก Suckseed ห่วยขั้นเทพ นั่นก็ใช่ ไปจนถึงบทบาทนอกจอเงินอย่างการเป็นมือกีตาร์ประจำวง Bad Baboon เจ้าของเพลงร็อกเมทัลหนักๆ แต่เนื้อหากวนประสาท นั่นก็เขา 

แต่เป็นเก้า คนละเก้าเดียวกันกับที่เรารู้จัก เพราะครั้งนี้เขาสวมบทบาทเป็นตัวเอง

ผมเจอเก้าที่สตูดิโอซูเปอร์จิ๋ว เขาเพิ่งถ่ายรายการ Super 10 เสร็จ (ที่ระหว่างนั่งรอ ก็ได้ยินเพลง ทุ้มอยู่ในใจ เปิดซ้อมวนไปมา) แม้เวลาจะล่วงเลยมาเกือบ 2 ทุ่ม และคงเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย แต่เก้ากลับบอกว่า “ยินดีครับ” หากเราจะใช้เวลาต่อจากนี้อย่างเต็มที่ 

เราคุยกันในห้องแต่งตัวของสตูดิโอ อาจไม่ใช่สถานที่ที่น่ารื่นรมย์นักต่อการเจาะใจ แต่นี่คงเป็นสถานที่ที่ เก้า จิรายุ ในวัยย่าง 26 ต้องเผชิญมาตลอดการทำงานกว่า 20 ปี ในวงการที่หน้าม่านฉาบด้วยแสงสปอตไลต์ แต่หลังม่านอบอวลไปด้วยกลิ่นฝุ่นเสื้อผ้า กลิ่นอาหารที่ผสานอยู่ในละอองของแอร์คอนดิชัน และกลิ่นความทรงจำ (ที่คล้ายกลิ่นเหงื่อจากการทำงานหนัก) ของชายวัย 25 ปีที่ต้องแลกและเรียนรู้หลายบทเรียน กว่าเขาจะพาชีวิตมานั่งอยู่ตรงนี้

บันทึกทรรศนะของ เก้า-จิรายุ ละอองมณี ในวัยย่าง 26 ปี

เก้าแรก : เด็ก ดวง ดารา

“ถ้าผมจะให้เครดิตว่าทำไมผมอยู่ได้ต่อเนื่อง มันเป็นเรื่องโชคส่วนหนึ่ง โอกาสส่วนหนึ่ง” เก้าตอบเนิบๆ หลังจากที่ผมถามว่า อะไรทำให้ชายวัย 25 ทำงานในวงการนี้ได้นานเกือบ 20 ปี และยังยืนระยะมาได้จนถึงตอนนี้ 

“ผมต้องขอบคุณทุกคนที่มีพระคุณ ผู้ใหญ่ ผู้จัดละคร โปรดิวเซอร์ ผู้กำกับ ที่มอบโอกาส ทำให้เราได้มีอาชีพ ได้เงิน ได้ประสบการณ์”

ส่วน ‘โชคส่วนหนึ่ง’ ที่เขากล่าวถึง คือการมีพ่อแม่ที่คอยสนับสนุนให้เขาทำงานนี้มาตลอด 

“แม่นี่แหละครับหลักๆ ที่เขาดีลกับทุกอย่างได้ดี ดีมากๆ เพราะผมก็คือเด็กทั่วไปคนหนึ่ง หากปราศจากงานนี้ ผมก็คือเด็กทั่วไป เด็กมันไม่เหมือนผู้ใหญ่ อย่างผู้ใหญ่ ถ้าเราทำงานได้ไม่ตรงตามที่เขาจ้างมา เราก็รู้สึกไม่ดี เราถึงต้องทำให้ดีขึ้น แต่สำหรับเด็ก มันไม่มีเหตุผลแบบนั้นครับ เด็กๆ มัน ก็แล้วไง ถ้าไม่อยากทำขึ้นมาก็ไม่ทำ”

และอาจจะเป็นไปได้ที่คนจ้างก็ยอมรับกับเงื่อนไขแบบนั้น-ผมถาม

“มันก็ไม่แน่นอนฮะ ซึ่งมันก็มีอย่างนั้นอยู่แล้ว แต่ว่าส่วนหนึ่ง ผมเองก็เป็นเด็กที่เหมือนจะดื้อ แต่ต่อให้แย่สุดแค่ไหน ก็ยังคงทำงาน ไม่เคยหรือน้อยมากที่จะถึงขั้นว่าทำให้งานเขาต้องช้าไปเลยเพราะเรางอแง ก็เป็นโชคดี อาจเป็นเพราะแม่เลี้ยงมาดีด้วย แม่เขาจะรู้ว่า ต้องดีลยังไงเราถึงจะเล่น แต่ขณะเดียวกัน มันไม่มีความรู้สึกว่าเราถูกบังคับขนาดนั้นนะ เพราะเวลาที่ผมไม่อยากทำจริงๆ แม่จะถามก่อน อาจมีการ Convince บ้าง แต่เขาไม่เคยบังคับเราในเรื่องนี้ ยิ่งชัดเจนเลย พอเราโตขึ้น ถ้าเขารู้ว่าเราเหนื่อย ช่วงนี้ไม่ค่อยได้ไปโรงเรียน ไม่ค่อยได้เล่นกับเพื่อน เราจะเริ่มไม่มีความสุข เริ่มมีอาการแปลกๆ เขาก็ไม่เคยฝืน” 

คงไม่ใช่งานง่ายๆ เลยสำหรับเด็กที่เคย ‘เป็นแบบ’ ถ่ายโฆษณามาตั้งแต่ 2 ขวบเศษ ถ่ายละครจริงๆ จังๆ ตอน 6 ขวบกว่าๆ (และเริ่มเป็นที่รู้จักในบทบาท ‘ผีน้อย’ จากละคร ผีขี้เหงา ในช่วง พ.ศ. 2545) และถ่ายหนังตอน 9 ขวบ นั่นทำให้นักแสดงเด็ก มีชีวิตวัยเด็กที่ไม่เหมือนกับเด็กทั่วไป

“ช่วงเด็กๆ มันอาจจะแบบ…พึ่งดวง ” คล้ายพูดติดตลกและถ่อมตัว แต่น้ำเสียงและท่าทางบ่งบอกว่าเขาคิดอย่างนั้นจริงๆ “เพราะเด็ก ความสามารถมันไม่หนีกันมากหรอกครับ เมืองไทยไม่เหมือนเมืองนอก น้อยคนมากที่จะโคตรพรสวรรค์แบบ ดาโคทา แฟนนิง (Dakota Fanning) คือส่วนใหญ่ผู้กำกับเล่นให้ดูเลย แล้วเราก็เล่นตามเขา อยู่ที่ว่าเด็กคนไหนก็อปปี้เก่ง 

“อาจจะเป็นโชคดีของผมที่ผมก็อปปี้เก่ง ทำเหมือนเขาเดี๊ยะ ก็โอเค แต่ว่าโตขึ้นเนี่ย การจะรักษาอาชีพเราไว้ได้คือเราต้องแสดงเป็นจริงๆ ต้องรู้จริง โชคดีที่ว่าพอถึงเวลาที่เราต้องพิสูจน์ตัวเองในฐานะนักแสดงที่โตแล้ว ก็ดันทำได้ โชคดี มีครูดี พี่เงาะ (รสสุคนธ์ กองเกตุ) ก็สอน โชคดีว่าเราได้ครูที่ดี แล้วเราก็ดันจำได้ ดันเอาไปใช้ได้ถูกทาง ผู้กำกับชอบ คนดูชอบ มันเลยอยู่ได้ คนก็บอกว่า​ โอเค นี่เป็นนักแสดงที่เก่ง แต่จริงๆ ผมว่า ผมไม่ได้เก่งได้ด้วยตัวเองหรอก มันก็ไม่ได้อย่างเดียวอะนะครับ มันหลายๆ อย่าง”

บันทึกทรรศนะของ เก้า-จิรายุ ละอองมณี ในวัยย่าง 26 ปี

เก้าที่สอง : ความสามารถ โชคชะตา และคำสอนของแม่

คำก็ดวง สองคำก็โชค ฟังเก้ามาถึงตรงนี้ ทำให้ผมตรึกตรองถึงกฎแห่งความโชคดีที่เคยอ่านผ่านๆ เมื่อนานมาแล้ว มันกล่าวว่า มนุษย์สร้างโชคดีได้เสมอ โชคดีจะเกิดขึ้นเมื่อ ‘โอกาส’ มาเจอกับคนที่ ‘พร้อม’ รับโอกาสนั้น แน่นอนว่าเก้าพร้อมรับโอกาสต่างๆ ที่เข้ามาเสมอ แม้ว่าเขาจะบอกว่า “จริงๆ แล้ว ผมปฏิเสธงานนะ เยอะด้วย มีหลายงานที่ผมยังนึกเสียดายมาถึงทุกวันนี้ว่าทำไมไม่รับวะ เป็นเพราะเหตุผลโง่ๆ ง่ายๆ อย่างขี้เกียจ เหนื่อย หรืองานนั้นมันดู ‘ไม่น่าจะดี’ 

“ผมไม่ค่อยอยากทำงานพร้อมกันหลายเรื่อง บางคนที่เขาทำได้พร้อมกันแล้วออกมาดีก็ดีไป แต่พอผมทำดูแล้ว มักจะรู้สึกว่า มันน่าจะดีได้กว่านี้อีก ผมว่าสภาพจิตใจหรือสภาพร่างกายในช่วงนั้นก็สำคัญ ผมคิดง่ายๆ ตามคนปกติทั่วไปว่า สัปดาห์หนึ่ง อย่างน้อยๆ เราน่าจะมีวันว่างสักสองวัน ผมว่ามันมีเหตุผลอะไรสักอย่างที่คนเรามีกฎหมายแรงงาน ว่าทำงานวีกละไม่เกินกี่ชั่วโมง ผมไม่รู้ว่าประเทศไทยซีเรียสแค่ไหน แต่ต่างประเทศซีเรียสมาก เพราะเขาวิจัยออกมาแล้วว่า งานมันจะออกมาดีกว่า ถ้าคุณทำในชั่วโมงที่เหมาะสม และปริมาณที่คุณทำได้ มันเยอะกว่าที่คุณทำงานหนักอีก ผมเลยรู้สึกว่า เออ มันก็ดี เพราะเราทำน้อย แต่เราได้มาก ย่อมดีกว่าอยู่แล้ว” 

แต่โชคดีที่เกิดจากความพร้อมที่ว่า จะไม่เกิดขึ้นเลยหากเขาไม่เปิดรับและเรียนรู้จากคนอื่น อย่างที่กฎแห่งความโชคดีอีกข้อได้กล่าวว่า โชคดีจะมาจากคนอื่นเสมอ 

อีโก้ คือศัตรูตัวฉกาจที่สามารถดับอาชีพนักแสดงได้ในพริบตา และถ้าจะพูดให้ถูก ไม่ใช่แค่อาชีพนักแสดง แต่มันอาจหักเหชีวิตของวัยรุ่นคนหนึ่งจากหน้ามือเป็นหลังมือได้เพียงอึดใจ การรักษาความสมดุลระหว่างความเป็นตัวของตัวเอง และการรับฟังและเรียนรู้จากคนรอบข้าง คือสิ่งที่เก้าแสดงให้ผมเห็นตลอดการสนทนา ผ่านการให้เครดิตผู้มีพระคุณทุกครั้งที่มีโอกาสว่า เขามีวันนี้ได้ ไม่ใช่แค่ความสามารถและการทำงานหนักของเขา (ที่เขามักกล่าวถึงมันในนามว่า เขาแค่โชคดี) แต่เป็นเพราะความช่วยเหลือของทุกๆ คน และที่สำคัญ เขาไม่ลืมที่จะขอบคุณคุณแม่ 

“แม่มีส่วนเยอะมาก ในการจัดการ ในการบริหาร ในเรื่องทัศนคติด้วย คือผมก็มีช่วงหลุด ยิ่งตอนเป็นวัยรุ่นนี่ โอ้โห ยิ่งหนักเลย คือแม่ผมทำงานด้วยและเป็นแม่ด้วย มันจะมีช่วงเวลาที่ยากมากๆ ทุกวันนี้ก็ยังมี เรายังต้องปรับกันเรื่อยๆ ผมไม่ได้เหมือนเดิมทุกวัน แม่ก็ไม่ได้เหมือนเดิมทุกวัน สุดท้ายมันก็คือธุรกิจครอบครัว ผมคิดอย่างนี้นะ ผมแค่ออกไปข้างหน้า ส่วนแม่ก็ซัพพอร์ตและแก้ปัญหาอยู่ข้างหลัง”

คุณแม่สอนอะไรคุณมากที่สุด-ผมถามเขา

“หลายอย่างมาก ไอ้ที่เขาพูดก็เยอะ แต่บางทีเขาก็ไม่ได้พูด มันก็เป็นแนวทางการสอนแนวทางหนึ่งที่เราเรียนรู้จากข้อผิดพลาดของกันและกัน บางทีเราไม่ต้องมารอให้คนนู้นมาสอนสิ คนนี้มาสอนสิ เราดูเอาเลย แล้วก็เรียนรู้เอา ครูของเราเป็นได้ทุกอย่าง มันเป็นสิ่งที่เราเห็นได้หมด เรานำมาใช้ได้หมด ผมว่าเรื่องหนึ่งที่ติดมากับผมตั้งแต่เด็กๆ คือ เมื่อพูดว่าเป็นงาน มันก็คือเรื่องใหญ่ มันเป็นเรื่องที่ต้องรับผิดชอบ ทำยังไงก็ได้ให้งานมันออกมาดี ทำแบบที่ไม่ต้องมานั่งเสียใจทีหลัง ใช่ ตั้งแต่เด็กอะครับ มันยากนะที่จะทำให้เด็กคนหนึ่งรู้สึกถึงคำนี้ แต่ผมว่าแม่ทำได้”

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

เก้าที่สาม : จากการก็อปปี้ สู่การตระหนักว่าอาชีพนี้มีคุณค่า

“อย่างที่บอก ตอนเด็กๆ ผมแสดงตามที่คนบอกให้ทำ ผมไม่ได้คิดหรอกว่าการแสดงมันมีเสน่ห์ยังไง ประสบการณ์ชีวิตตอนนั้นมันไม่ได้หลากหลายจนเราบอกได้ว่า นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดแล้วสำหรับฉัน แม้กระทั่งตอนเล่นหนังอย่าง 5 แพร่ง ที่มันยากจริงๆ ผมไม่ได้รู้สึกว่าผมมีแพสชันอะไรขนาดนั้น ผมแค่รู้สึกว่ามันยาก แต่ผมก็อยากเอาชนะนะ ผมเป็นเด็กคนหนึ่งที่ถ้าทำอะไรดีสักอย่างแล้วมีคนชมจะรู้สึกภูมิใจ ทำอะไรก็ดีไปหมดเลยช่วงนั้น ผิดกับวันนี้” เขาหัวเราะให้ตัวเองเบาๆ 

“คือตอนนั้นเราชอบให้คนชม ไม่รู้หรอกว่าการแสดงเป็นแพสชันหลักของเราไหม เป็นแบบนั้นเรื่อยมา จนมาถึงการแสดงบางเรื่องที่มันเริ่มมีผลกระทบกับคนดู อย่าง Suckseed ผมยกตัวอย่างนะ ตอนเล่น เราสนุก ก็ไปเจอเพื่อน เล่นดนตรี ได้เจอคนนู้นคนนี้ พี่ตูนมากองถ่าย กูโคตรโชคดีเลยว่ะ ถามว่าชอบแสดงไหม เฉยๆ ไม่ได้ชอบอะไรขนาดนั้น แต่ว่าเล่นแล้วมีความสุขกับชีวิตก็พอ แต่ที่มันมากไปกว่านั้นคือ อย่างทุกวันนี้ ผมมาถ่ายรายการ Super 10 เด็กๆ รุ่นนี้ บางทีผมยังงงเลยนะ โห เขายังดู Suckseed กันทันหรอวะ บางคนก็บอก เพิ่งดูใน Netflix พ่อเปิดให้ดู พ่อชอบมาก พ่อเขาก็รุ่นๆ เดียวกับผมนะบางที (หัวเราะ) 

“ผมก็แบบ เอ้ย โอ้โห มันทำให้เด็กบางคนหันมาเล่นดนตรีเว้ย เห้ย มันเป็นงานที่สร้างแรงบันดาลใจไม่มากก็น้อยนะ ผมไม่รู้นะว่าคนที่ได้แรงบันดาลใจจากสิ่งนี้มีมากน้อยแค่ไหน แค่มีสักคนสองคน ผมก็รู้สึกว่าดีว่ะ อันนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่างานเรามันมีคุณค่า”

“แต่ว่าไอ้แพสชันที่มันมากับการแสดง ที่เรารู้สึกว่ามันโอเคด้วยตัวมันเองเลย เล่นเสร็จกลับบ้านก็พอใจแล้ว ไม่ต้องรอหนังฉาย วันนี้แม่งกูมีความสุขกับการแสดงจังเลย ก็คือเรื่อง ตุ๊กแกรักแป้งมาก

หากใครยังไม่เคยดู มันคือเรื่องราวความรัก ความทรงจำของอดีตเด็กวาดคัทเอาต์ในโรงหนัง ที่อยากจะเป็นผู้กำกับ และอยากทำหนังเพื่อให้คนคนหนึ่งได้ดู 

“สิ่งเดียวในเรื่องนั้นที่ผมว่ามันติดอยู่ในใจผม คือวิกผมที่มันแบบ มีบางฉากที่ดี มันเนียนเหมือนจริง แต่บางฉากมันก็… นั่นคือแค่เรื่องเดียวเลยครับ แต่นอกจากนั้น ทุกอย่างของเรื่องนั้น เรารู้สึกชอบการแสดงของเรา พอได้เล่นแล้ว เหมือนมันถูกไปหมด คือผมจะไม่ค่อยดูหนังตัวเองซ้ำไปซ้ำมา แต่ผมรู้สึกว่าดูเรื่องนั้นแล้วผมไม่เขินตัวเองเลย ทั้งๆ ที่วิกมันไม่ได้ดีด้วยซ้ำ ผมไม่ได้โทษคนทำวิกนะครับ มันเป็นวิกอะ ใครทำมันก็ยากทั้งนั้นแหละ แต่จะบอกว่า ผมมองข้ามจุดนั้นไปเลย ผมมีความสุขด้วยการแสดงจริงๆ” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนทุกๆ ครั้ง

เมื่อฟังเก้าเล่ามาจนถึงตรงนี้ ผมติดใจในน้ำเสียงเขาราบเรียบของเขา

ประสบการณ์จากการสัมภาษณ์คนมาจำนวนหนึ่ง มันมีเรื่องให้ผมประหลาดใจอยู่อย่างคือ คนที่ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งมานานจนเชี่ยวชาญ ผมพบว่าเขาเหล่านั้นมักมีคุณสมบัติบางอย่างร่วมกันคือ ไม่มีใครคิดว่าตัวเองเก่งในสิ่งที่ทำเลย รู้สึกเสมอว่าตัวเองคือน้ำที่ไม่เต็มแก้ว พวกเขากระหายใคร่รู้ตลอดเวลา และรู้สึกเสมอว่า งานที่ตัวเองทำอยู่ ยังมีเรื่องที่เขาไม่เข้าใจ และยังมีสิ่งใหม่ให้ค้นหาไม่รู้จบ (แม้หลายคนจะทำมาเกินหมื่นชั่วโมงจนเข้าขั้นเซียนแล้วก็ตาม) 

และพวกเขาเหล่านั้น ส่วนใหญ่ (อย่างน้อยก็เท่าที่ผมเคยเจอมา) มักรู้สึกกับสิ่งที่เขาทำว่า ก็เป็นแค่สิ่งปกติธรรมดา ก็แค่อาชีพอาชีพหนึ่งที่ไม่ได้สำคัญไปกว่าอาชีพอื่นใด (นี่อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้เขาทำสิ่งนั้นๆ ได้นาน) ซึ่งต่างจากที่ผมคาดไว้ก่อนหน้านี้ว่า คนพวกนี้จะต้องพูดถึงสิ่งที่เขาทำด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ออกนอกหน้า แต่ในความเป็นจริง พวกเขามักนิ่งกว่าที่คิดครับ

นิ่ง จนบางครั้งก็เผลอรู้สึกไม่ได้ว่า พวกเขายังเหลือแพสชันในสิ่งที่ทำอีกหรือเปล่า

หลายครั้งผมกลับมาบ้าน ฟังเทปสัมภาษณ์ของคนเหล่านั้น และรู้สึกผิดหวัง 

จนกระทั่งผมปิดเทป และเปิดดูผลงานล่าสุดที่คนเหล่านั้นทำ จึงจะเห็นว่าเขายังเหลือแพสชันในสิ่งนั้นอยู่หรือไม่

ไม่ใช่ทุกคนจะถนัดสื่อสารความรู้สึกทางการพูดครับ และเราตีความจากแค่ตรงนั้นไม่ได้

เพราะน้ำเสียง ปั้นได้ คำพูด หลอกง่าย 

แต่ผลงานที่เขาทำต่างหาก ที่จะแสดงให้เห็นว่า เขาให้คุณค่ากับมันแค่ไหน 

เพราะมันไม่เคยหลอกตัวเองเลย

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

เก้าที่สี่ : หมดไฟ จุดไฟ และความสุขจากการอยู่กับปัจจุบัน

ผมเคยเจอเก้าราวๆ เมื่อ 4 ปีก่อน สมัยที่ผมทำงานในนิตยสารแฟชั่นหัวฝรั่งเศสฉบับหนึ่ง ตอนนั้นเก้าติด 1 ใน 10 ของลิสต์ผู้ชายที่น่าสนใจที่สุดแห่ง ค.ศ. 2017 เขามาถ่ายแฟชั่นและสัมภาษณ์ด้วยท่าทีเงียบๆ แต่ตั้งใจ แน่นอน ครั้งนั้นผมไม่ได้สัมภาษณ์เขา แต่ผมแอบไปอ่านบทสัมภาษณ์นั้นและติดใจคำถามหนึ่ง

ครับ ในฐานะนักเขียน เรามีโอกาสเจอคนเดิมๆ ในช่วงวัยที่ต่างไป และการถามคำถามเขาด้วยบางคำถามเดิมในวันที่เขามีวุฒิภาวะที่เปลี่ยนไป (เหมือนที่ Andy Warhol เคยทำในนิตยสาร Interview) ย่อมบอกอะไรเราได้บ้าง ไม่มาก… ก็น้อย

ทำงานมาจะยี่สิบปีแล้ว มีหมดไฟบ้างไหม

“มีครับ มี” เก้าตอบทันที

แล้วคุณจัดการกับอารมณ์ตัวเองยังไง

“ก็นั่นแหละ ย้อนกลับไปเรื่องที่บอกว่า บางอย่างเราชอบทำเพราะทำแล้วมีคนชม มีผลตอบรับที่ดี ถ้าเป็นยุคนี้ก็คือยอดวิว เมื่อก่อนคือหนังได้ร้อยล้าน แต่ผมว่าถ้าเอาสิ่งนั้นเป็นตัวตั้ง มันจะ Burn Out อย่างที่บอก โอกาสมันง่ายมาก ชีวิตคนเรา บางคนทำมาทั้งชีวิต ไม่ประสบความสำเร็จแบบที่เราตั้งใจเลย แต่เราลืมไปว่าเราได้อะไรจากสิ่งนั้นบ้าง หรือบางคนทำสำเร็จแค่เรื่องเดียวเองทั้งชีวิต บางคนมาดังตอนห้าสิบ อย่างคนที่เพิ่งได้ออสการ์ผู้หญิงที่เป็นชาวเอเชียอะครับ ที่เล่นหนัง แบรด พิตต์ (Brad Pitt) ไรสักอย่าง (เก้าหมายถึง ยุนยอจอง (Youn Yuh-Jung) เป็นนักแสดงหญิงวัย 73 ปี เธอป็นชาวเกาหลีใต้คนแรกที่ได้รับรางวัลออสการ์ สาขานักแสดงหญิงสมทบยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง Minari ซึ่งแบรด พิตต์ เป็นหนึ่งในโปรดิวเซอร์) เขาเพิ่งมาได้เมื่ออายุเท่านั้นอะ เราจะไปรู้ได้ไงว่ามันเมื่อไหร่ 

“สิ่งสำคัญคือ ผมว่าถ้าเขามีความสุขกับสิ่งที่เขาทำ โดยที่ไม่ต้องพึ่งว่ามันจะฮิตไหม มันจะได้ผลตอบรับที่ดีหรือคำชมไหม อาจจะถูกด่ามาตลอด แต่กูชอบอะ มันเหมือนชิซูกะเล่นไวโอลินโคตรห่วยเลย แต่เล่นเปียโนเพราะมากเลย ทำไมไม่เล่นเปียโนวะ เอ้า ก็ชอบไวโอลินอะ แล้วก็เล่นไปอย่างนั้นแหละ ไม่ฟัง ก็ไม่ต้องฟัง แต่วันหนึ่ง ผมว่าเดี๋ยวมันก็เพราะเว้ย มันก็แค่นั้นแหละ มันต้องหาสิ่งนั้นให้เจอก่อน ซึ่งผมเองก็ต้องเอาจิตใจไปอยู่กับตรงนั้นว่า อะไรที่เราทำแล้วมีความสุข ก็โฟกัสกับสิ่งนั้นมากกว่าผลตอบรับภายนอก ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคาดเดาไม่ได้ คิดแบบนี้ ไฟมันก็กลับมา

“และสิ่งนี้ มันไม่ควรมีสิ่งเดียวด้วย สิ่งที่เรียกว่าแพสชัน เราถึงต้องมีงานอดิเรก ซึ่งหลังๆ ผมพบกับดนตรี ผมว่าผมสวิตช์สองแชนแนลนี้ อันหนึ่งได้พัก อันหนึ่งได้ทำ สลับกันไป ดนตรีกับการแสดง ผมโอเค ผมว่าต้องบาลานซ์ชีวิตดีๆ บางคนอาจมีความอดทนสูง ทำได้เรื่อยๆ ทำอย่างเดียวทุกวันก็ดีไป แต่ผมทำไม่ได้ ก็ต้องหาอะไรที่มันพอดีกับตัวเรา อะไรก็ได้ที่เรารู้สึกว่า เราไหว ฝืนบ้างนิดหน่อย ดูขีดจำกัดตัวเอง แต่ไม่ต้องฝืนจนต้องตั้งคำถามว่า ฝืนเพื่อ? ให้มันฝืนพอท้าทายก็พอ”

ถ้าถามว่า คำถามเดิมจากเมื่อ 4 ปีก่อน มีคำตอบที่เปลี่ยนไปไหมในวันนี้

ใจความคงเดิม แต่มันเข้มข้มขึ้นตามวัย วัยที่ยังเร็วเกินไปหากไฟฝันจะมอดดับ

และดูท่า นอกจากจะไม่ดับแล้ว มันยังลามไปจุดไฟในหัวใจผู้ฟังด้วย

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก
ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

เก้าที่ห้า : ลบล้าง เขียนทับใหม่ ก่อนจะก้าวต่อในในบทบาทที่ไม่คุ้นเคย

ขอสารภาพว่า ในระหว่างการสัมภาษณ์ แม้ เก้า จิรายุ จะเป็นคนตอบคำถามตรงหน้า แต่ในบางแวบของการสบตา ผมกลับรู้สึกถึงความเป็น ‘เป็ด’ หนุ่มน้อยจาก Suckseed ห่วยขั้นเทพ บางครั้งก็เหมือนจะเห็นการแสดงอารมณ์แบบ ‘ตุ๊กแก’ จาก ตุ๊กแกรักแป้งมาก (ขาดแค่การสวมวิกผมยาวเซอร์ และเปิดเพลง เพียงสบตา ของ พี่แจ้-ดนุพล แก้วกาญจน์

น่าคิดว่า นั่นเป็นเพราะคาแรกเตอร์เหล่านั้นเหมือนตัวเก้าเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หรือนั่นคือตะกอนจากการสวมบทบาทที่ยังนอนก้นในตัวเขา หรือทั้งสองอย่าง

เพราะบทที่คุณเล่นนั้นหลากหลายมาก และหลายครั้ง นักแสดงอาจต้องสวมบทบาทเป็นใครที่ไม่ใช่ตัวเอง คุณเคยซัฟเฟอร์จากการทำงานตรงนี้ไหม-ผมถาม

“มันเกิดขึ้นได้ครับ เหมือนเป็นความเคยชิน กล้ามเนื้อมันจำ อย่างตอนที่ผมเล่น Suckseed ผมก็รู้สึกว่า ต่ำต้อย กูตัวเล๊กกก (เสียงสูง) ตามคาแรกเตอร์ มันก็ติดมา ทุกวันนี้บางทีก็ยังรู้สึกว่ายังมีอยู่เหมือนกัน อาจเป็นส่วนหนึ่งของเราไปแล้ว ด้วยความที่มันมีบางอย่างเชื่อมโยงกับเราด้วย เพราะเราไม่ได้คิดว่าตัวเองมีความมั่นใจสูงอยู่แล้ว ผมคิดอย่างนั้นนะ แต่ก็ไม่ต้องไปเครียดกับมันครับ ถ้ามันไม่ได้กระทบต่อชีวิตก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเราต้องไปเล่นคาแรกเตอร์อื่น ‘การล้าง’ ก็สำคัญ ผมจะไม่ใช้วิธีที่ต้องไปนั่งล้างอะไรเก่าๆ คนเราไม่ใช่คอมพิวเตอร์ที่ลบไปได้เลย แต่เราเขียนสิ่งใหม่ทับไปได้ มันคืออย่างนั้น 

“ถ้าเปรียบเทียบง่ายๆ เขาบอกเลยว่าวิธีเดียวของการแสดงที่ทำยากที่สุด ถึงข้ั้นทำไม่ได้เลย คือการที่มีแววตาที่ไร้เดียงสา อันนี้ยากมาก บทอื่นมันเปลี่ยนกันได้ ความรู้สึกบางอย่างเราแค่เขียนทับมันลงไป อันเก่าก็ไม่ได้หายไปไหนหรอก แค่เขียนทับมันลงไปแล้วคาแรกเตอร์ใหม่มันชัดกว่า แต่ถ้าเราจะทำตัวเองให้กลับไปไร้เดียงสาเหมือนเด็กอะครับ ยากมาก คนดูอาจรู้สึกว่า นี่ไง เหมือนเด็กเลย แต่มันเป็นเด็กในร่างผู้ใหญ่ ไปดูดีๆ ครับว่ามันเหมือนจริงหรือเปล่า แววตาน่ะ มันมีจังหวะเผลอ ไม่เหมือน เพราะการไร้เดียงสาไม่ต้องแสดง ทุกอย่างคือสัญชาตญาณ นึกออกไหมครับ แล้วการที่จะมีแววตากลับไปเป็นอย่างนั้นได้มันยากมาก อันนี้เป็นบทหนึ่งที่ผมกล้าพูดเลยว่า ใครที่เล่นได้แล้วมันใช่นี่โคตรเก่ง ผมยังคิดเลย ถ้าผมทำได้ ผมคงรู้สึกว่าตัวเองเก่งมาก” เขาพูดถึงความท้าทายในอาชีพอย่างออกรส

“แต่ถ้าพูดถึงการติดคาแรกเตอร์ ผมเองก็มีบ้างเหมือนกันหากเจอบทเครียดๆ บทเจอผีเยอะๆ ที่มัน Intense หน่อย” เก้ากล่าว หนึ่งในเรื่องที่ล้างยากที่สุดเรื่องหนึ่งของเขาคือการสวมทบาทเป็น ‘เป้’ นักเลงปาหินที่ฆ่าพ่อตัวเองโดยไม่ตั้งใจใน 5 แพร่ง ตอน หลาวชะโอน

“ครูสอนการแสดงก็จะมีวิธีเบื้องต้นคือ สะบัดร่างกาย สะกดจิตตัวเองให้รู้สึกว่าความเครียดมันออกไป คือเมื่อรีแล็กซ์ร่างกายแล้ว จะช่วยให้จิตใจดีขึ้นด้วย แต่บางคนที่เป็นหนักมากๆ อาจต้องใช้การออกกำลังกาย หรือมีวันพัก อย่างผมก็ใช้วิธีเล่นดนตรีบ้าง ฟังเพลงบ้าง ผมอาจจะถือว่าไม่ใช่คนที่ล้างยากมาก หรือผมอาจจะไม่ได้ Deep เท่านักแสดงคนอื่นก็ได้ หรือผมอาจจะไม่ได้ลงถึงแก่นเท่าเขาก็ได้ มันก็แล้วแต่วิธีของแต่ละคนน่ะครับ

โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ (Robert Downey, Jr.) ยังบอกเลยว่า เขาไม่ได้เป็นคนที่อินอะไรกับการแสดง เขาไม่เคยอินเลย เขาแค่เสแสร้งเก่ง แต่มันเก่งจริง เราก็ยอมรับ แต่ผมไม่เชื่อมันหรอก ผมว่ามันเรียนเยอะ มันต้องศึกษาแหละ อาจจะมีพรสวรรค์ แต่พวกนี้ทุกคน นักร้องร็อกงี้ ศิลปินร็อกต่างประเทศที่บอกว่า อุ้ย ภาพลักษณ์ออกมา กินเหล้า สูบบุหรี่ เมายา ตื่นเช้ามา วิ่งทุกคน ผมกล้าพูดเลย ไอ้พวกนี้…

“จริงพี่… มันวิ่งทุกคน” เขาอมยิ้ม 

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

เก้าที่หก : ร็อก แรป เมทัล กับชีวิตอีกบทบาทในวง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนึ่งในเพลงที่ทำให้คนรู้จักเก้าในบทบาทนักดนตรี คือ ทุ้มอยู่ในใจ เพลงประกอบภาพยนตร์ Suckseed ห่วยขั้นเทพ ไม่ใช่แค่การเป็นศิลปินเดี่ยว แต่เก้ายังเคยฟอร์มวงกับเพื่อนในชื่อวง Sleep Runway ดนตรีป็อปร็อกสมวัยที่ครองใจผู้ฟังในช่วงนั้น 

“พูดตรงๆ ตอนนั้น ผมไม่ได้มีสกิลล์การร้องเพลงที่สูง จะให้ร้องแหบๆ พร่าๆ แบบร็อกมากๆ ผมก็ทำไม่ได้ เพลงมันก็เลยทำออกมาตามเสียงของผมด้วย ซึ่งอยู่ในภาคดนตรีที่เราก็ยังพอรับได้ ก็เป็นป็อปร็อกปกติทั่วไป แต่พอมาถึงจุดหนึ่ง เราคิดว่าถ้าเป็นแนวดนตรีที่เราชอบร้อยเปอร์เซ็นต์ล่ะ ดนตรีของเราจะออกมาเป็นแบบไหน”

ดนตรีไม่ใช่เรื่องใหม่ในชีวิตเก้า แต่สิ่งที่ค่อนข้างใหม่สำหรับใครหลายๆ คนคือ ครั้งนี้ เก้ากลับมาทำดนตรีในสไตล์ที่หนักหน่วงกว่าที่ใครหลายคนคาดไว้

Bad Baboon คือวงล่าสุดของเขา คือพลังหนุ่มจากสี่สมาชิกคือ กลอง-ฐาฬ์ กุณฑลบุตร (ร้องนำ), โดม-วีรยุทธ์ ห่อนาค (กลอง), บอม-วิชาวัฒน์ บุดดาบุญ (เบส) และเก้าเองที่ครั้งนี้ เขากำชับหนักแน่นกับเพื่อนว่าเขาอยากเล่นกีตาร์ในวง 

“พอดีว่ามีเพื่อนที่โตมาแบบเรา เป็นเพื่อนกันตั้งแต่เด็ก พูดอะไรก็เข้าใจว่าเราจะทำแนวไหน นั่นคือคุณกลอง มันชอบแรป เลยคุยกันว่าอยากทำเพลง ผมพูดตรงๆ เลย อยากเล่นกีตาร์ อยากเล่นเมทัล มึงก็มาแรปแล้วกัน ร้องไม่ต้องมีเมโลดี้เลย จะได้ทำดนตรีง่ายด้วย ไม่ต้องมีเรื่องของฮาร์โมนี่ ตัดทิ้งไปได้เลย เอาความสะใจล้วนๆ

“เราก็คิด Riff กีตาร์ไป แรปก็เล่าเรื่องไปโดยไม่ต้องคิดว่าคำมันจะลงเมโลดี้ไหม มันพูดอะไรออกมาตรงๆ ได้ นี่คือเสน่ห์อย่างหนึ่งของแรป คือคำไทยมันมักมีปัญหา สังเกตเพลงไทยในตลาดนะครับ ในยุคก่อนฮิปฮอปมา ว่ามันจะมีคำที่ถูกใช้วนไปวนมา เหมือนเป็นชุดคำที่ลงกับเมโลดี้แล้วร้องออกมาได้โดยไม่โกงโน้ต 

“แต่ในยุคหลัง พอมาเป็นยุคฮิปฮอป เราจะเห็นว่าต่อให้มีเมโลดี้ก็เถอะเริ่มมีการโกงโน้ต มันก็ใช้ได้กับแนวดนตรีบางแนว จะมีความกวน มีเสน่ห์ไปอีกแบบ แต่ผมรู้สึกว่า นี่แหละเป็นจุดเริ่มต้น อิจฉาคนฝรั่งน่ะครับที่เขามีเพลงที่พูดคำอะไรก็ได้ มันลงโน้ต ลงเมโลดี้ได้หมดเลย คือภาษาเขามันดันเป็นแบบนั้น แต่ว่าภาษาเราอาจจะต้องเลือกคำนิดหนึ่งเวลาร้องเมโลดี้ แต่พอเป็นแรปปุ๊บ มึงรัวเลย ขอแค่ Rhyme สวย ฟังแล้วเข้าหู ใช่มันก็คือใช่ และผมว่า ความชอบมันก็เป็นไปตามวัย เรารู้สึกว่า วัยนี้เราไม่ต้องมานั่งคิดแล้วว่ามันจะฮิตหรือไม่ฮิต ถ้าคนชอบ มันก็ชอบครับ”

วันนั้น ผมบอกเก้าว่า การได้ฟังเพลงของ Bad Baboon นั้นกระตุกต่อมความทรงจำยิ่งนัก เหมือนได้นั่งไทม์แมชชีนที่พาผู้ชายวัย 30 เดินทางกลับไปสู่สมัยไว้ผมเกรียนขาวสามด้าน ขอเงินแม่ไปซื้อเทปคาสเซ็ต ใส่เทปนั้นในเครื่องเสียงในรถแม่ เปิดลำโพงสุดเสียง เพียงอินโทรเพลง Paper Cut จากอัลบั้มในตำนาน Hybrid Theory ของ Linkin Park ดังขึ้น แม่ก็หันขวับและถามว่า “ซื้อเพลงอะไรมา” นั่นคือแทร็กแรกของการเดินทางไกลในชีวิตวัยรุ่นยุค 2000 ยุคที่ดนตรีร็อกผสมแรป (หรือ Nu Metal หรือเฮฟวี่เมทัลผสมฮิปฮอป แล้วแต่จะนิยาม) แบบนี้ยังเฟื่องฟูมาก มันนำไปสู่การแสวงหา Limb Bizkit และผองเพื่อนมากระแทกโสต และนี่คือแนวดนตรีที่ไม่ใช่ดนตรีเมนสตรีมอีกต่อไปในยุคนี้

“ใช่ครับ ใช่ๆ ผมก็โตมาแบบนั้นเหมือนกัน มันยากนะ แต่มองในแง่ดีมันก็ท้าทายไง ถ้าเราทำให้ดนตรีร็อกหรือเมทัลกลับขึ้นมาให้สูงที่สุด เรารู้สึกว่าเป็นความท้าทาย เราอยากเล่นแบบนี้มากกว่า ส่วนใครจะมาดูเพราะว่าเป็นตัวผม ผมก็ไม่สน แต่ตอนเขากลับออกไป แล้วเขารู้สึกยังไงกับสิ่งนี้ นั่นสำคัญกว่า”

เก้าที่เจ็ด : Yes แม่ แปลว่าใช่ครับแม่ ถูกต้อง ใช่เลย ครับผม ครับแม่

ผมเชื่อเสมอว่า ถ้าอยากเข้าใจใครสักคน วิธีที่ดีที่สุดคือศึกษาชีวิตและเสพผลงานของเขา

ตอนนี้ Bad Baboon ปล่อยออกมาแล้ว 4 ซิงเกิล คือ Yes แม่, ข้าวราดแกง, อับดุล และล่าสุด เอาแฟนเก่ากูคืนมาโดยสมาชิกในวงรับผิดชอบพาร์ตตัวเอง และช่วยกันขัดเกลาให้กลมกล่อมทั้งเนื้อร้อง ทำนอง และดนตรี 

ต้องยอมรับว่า แค่ได้ฟังชื่อเพลง อาจทำให้หลายคนด่วนตัดสิน 

คำมันชัดเจน ตรงไปตรงมา ไม่หลอกด่า ไม่อ้อมค้อม

ดนตรีมันสาดโสตซะสะใจ และอาจจะหนักหูเกินไปสำหรับคนที่ไม่เข้าใจ หรือใจไม่เปิดรับดนตรีเมทัล

แต่นี่แหละคือเมทัล นี่แหละคือความขบถ นี่แหละคือพลังสร้างสรรค์แห่งวัยหนุ่ม

ในฐานะของคนที่ฟังแล้ว ผมอยากบอกคุณอย่างนี้ครับว่า

เปิดใจ เปิดลำโพงให้สุด และจงอ่านระหว่างบรรทัดให้ดีๆ

“อันนี้ผมพูดแทนนักร้องนะครับ ตีความจากนักร้องอีกที เพราะผมก็ไม่รู้ว่าอะไรอยู่ในหัวเขาเหมือนกัน” เก้ากล่าว ก่อนจะเล่าความหมายที่ซ่อนอยู่ในแต่ละเพลง

“อย่างเพลง Yes แม่ เป็นเพลงแรกของวง คอนเซปต์อาจจะยังไม่ชัดเจนนัก ผมแค่มีดนตรีให้ แล้วให้นักร้องไปเขียนเนื้อมา ได้ท่อนฮุกมาก่อนว่า ‘Yes แม่ แปลว่าใช่ครับแม่’ ผมก็รู้สึกว่า แม่ง เป็นคำที่กวนตีนดี ‘ถูกต้อง ใช่เลย ครับผม ครับแม่’ มันเป็นคำที่เหมือนจะด่าเหรอ แต่ไม่ใช่ บอกว่า Yes แม่ ก็คือเชื่อฟังพ่อแม่ ตามนั้น เป็นคอนเซ็ปต์ที่พูดถึงคนที่อายุมากๆ แล้วใช้อายุมาเป็นอาวุธน่ะครับ

“มีอยู่ท่อนหนึ่งในเพลง ‘ฆ่าคนด้วยความแก่แต่ว่าจริงๆ ไร้ Attitude’ เหมือนคนที่ใช้อายุมาข่มว่ากูเจ๋ง กูรู้มากกว่ามึง ทั้งที่จริงๆ แล้วเขาอาจจะเป็นแค่ผู้ใหญ่ไก่กา ไม่ได้รู้อะไรจริงๆ ด้วยซ้ำไป เราไม่จำเป็นต้องนับถือคนแบบนั้น อันนี้คือแนวความคิดของเรา คือมันไม่สำคัญว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ มันสำคัญว่าข้างในคุณอายุเท่าไหร่มากกว่า”

แล้วซิงเกิลที่ 2 อย่าง ข้าวราดแกง ล่ะ-ผมถามเขา

“สั่งข้าวราดแกงเมื่อไหร่ แต่สุดท้ายได้แกงราดข้าวทุกครั้ง เปรียบเปรยกับสภาพสังคมปัจจุบันที่พูดอย่างทำอย่าง คืออันนี้มันเล่นคำแหละ เรารู้ว่ามันเหมือนกันแหละ ข้าวราดแกงกับแกงราดข้าว แต่ว่าไปดูจริงๆ มันไม่เหมือนนะ สำหรับผมคือ ไม่อันใดอันหนึ่งคือข้าวอยู่ข้างบน อีกอันหนึ่งคือข้าวอยู่ข้างล่าง มันไม่เหมือนกัน บางที บางเรื่องที่เรารู้สึกว่า เฮ้ย เหมือนๆ กันก็ได้มั้ง จริงๆ มันไม่เหมือน ถ้าเขาสั่ง เขาเป็นลูกค้า คุณก็ต้องทำตามที่เขาบอก ไม่ใช่มาขายผ้าเอาหน้ารอด เอาผักชีโรยหน้าแล้วบอกว่ามันเหมือนกัน หรือบางทีคนพูดอย่างทำอย่าง มันเยอะในสังคม เราก็เอามาพูดในเชิงกวนตีน ไม่ได้ไปด่าเขาตรงๆ เพลงนี้ก็จะจิกๆ กัดๆ หน่อย เออ เหมือนปะยาง เขียนปะยาง 24 ชั่วโมง แต่ปะจริงๆ ปะแค่ครึ่งชั่วโมงเอง มันคือความกวนอ่ะครับ 

“จริงๆ มันมีอะไรอีกในนั้น มีความเสียดสีอยู่เกือบทุกเพลง แต่เราฉาบมันด้วยความกวน ไม่อยากให้คนฟังรู้สึกว่า โห เมทัลมันเครียดจังวะ เราก็ยังต้องการให้มีอารมณ์ที่กวน แบบยิ้มได้อยู่ เพราะผมว่ามันสำคัญนะเวลาที่เราฟังเพลง อย่างพี่มานั่งคุยกับผมวันนี้ กับเวลาที่พี่กลับไปฟังเพลง พี่ต้องนึกถึงคนคนเดียวกันหน่อย เราไม่อยากเป็นแบบวงที่ก่อนจะขึ้นคอนเสิร์ตนี่นั่งเล่นเกมกัน หัวเราะคึกคัก สนุกน่ารัก แต่ขึ้นไปบนเวทีแล้วคุณพูดแต่เรื่องเลือด เรื่องการเมืองอย่างนี้ แค่เพราะแนวดนตรีเมทัลเขาทำกัน แบบนั้นมันก็ไม่ใช่ตัวคุณแล้ว มันไม่ใช่แค่ว่าแนวนี้ต้องพูดเรื่องนี้เท่านั้น แนวไหนมันจะพูดเรื่องไหนก็ได้ครับ ทำได้หมด”

มาถึงเพลง อับดุล ซิงเกิลที่ 3 ที่เก้าดูท่าว่าจะชอบมาก เพลงนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากเพลง สาวบางโพธิ์ ของตู้ ดิเรก

“ผมไปร้านเหล้ากับเพื่อน คุยกันว่าเพลงต่อไปเอาอะไรดี วงดนตรีที่ร้านก็เล่นเพลง สาวบางโพธิ์ (เก้าฮัมทำนอง) แล้วเพื่อนผมก็ร้องขึ้นมา ‘อับดุล เอ้ย อับดุล เอ้ย’ ผมก็ เออ ได้นี่หว่า มันเป็นคำของตลกเล่นกัน เราเอาไปทำต่อได้นี่หว่า ผมก็ไปขึ้นโครงดนตรีมา นักร้องก็ไปเขียนแรป แรปมันมา ดีมากเลย อับดุล นี่ผมชอบมาก เป็นเพลงที่พูดถึงเรื่องของคนที่รู้จริงแต่ไม่จังครับ รู้จังแต่ไม่จริง มันก็เหมือนกับโชว์ปาหี่ เหมือนกับโชว์อับดุล อย่างนี้เลย 

“โดยเฉพาะกับคนบางคนที่มีคนนับหน้าถือตาอยู่ในสังคม เป็นคนใหญ่คนโตด้วยซ้ำไป คือเขาไปพูดอะไรคนก็เชื่อหมด แต่จริงๆ มันอาจไม่มีอะไรจริงเลยด้วยซ้ำที่เขาพูด มันก็มีอะครับ ในสังคมเรา ผมยกตัวอย่างไลฟ์โค้ชบางคน ใช้คำว่าบางคนนะครับ ผมรู้สึกว่า เขาจะรู้อะไรวะ นึกออกไหม ที่เขาพูดไปเป็นสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วบ้างก็มี แต่บางคนก็ยังจะเชื่อ ยังจะฟัง เลยเป็นที่มาของเพลงนี้ เราเปรียบเทียบกับคนที่ทำเหมือนรู้ แต่จริงๆ ไม่รู้อะไรเลย”

ส่วนเพลงล่าสุด เอาแฟนเก่ากูคืนมา “เพลงนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของนักร้อง เป็นเพลงแรกที่นักร้องเขามีเนื้อมาจบหมดแล้วเลย เราก็ไปทำดนตรีเลยออกมาเป็นอย่างที่เห็น” 

ตัวผมเองได้ฟังแล้วครับ พูดเลยว่าเพลงนี้แสบจริง ได้ฟังฮุกแรกเท่านั้นแหละ เล่นเอาถอดแว่นแทบไม่ทัน

แม้ตัวผลงานจะการันตีฝีมือของวงได้เป็นอย่างดี แต่ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าหลายคนอาจยังปิดใจ หรือไม่ก็เข้ามาฟังเพราะเป็นวงที่มี เก้า จิรายุ เป็นสมาชิก ซึ่งดูเหมือนเก้าก็เข้าใจข้อดีนี้

“ผมอยากมีงานเล่น แล้วไปเล่นในฐานะวง ผมคิดเสมอว่า ผมไม่ได้อยากมีสปอตไลต์ คือโอเค คนต้องมองอยู่แล้วว่าเป็นวงเก้า แต่ท้ายที่สุด ก็ถ้าเขาอยู่กับโชว์สี่สิบห้านาทีหรือชั่วโมงนึงที่ผมไม่ได้ร้องเพลงเลย ผมแค่คอรัสอย่างนี้ ถ้าเขาอยู่กับเราได้ แสดงว่านี่ความสามารถเราแล้วนะ แต่ผมก็ไม่ได้ปิดกั้นนะ ใครอยากจะดูเพราะผม ก็ไม่เป็นไร แต่ท้ายที่สุด เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า วงจะทำให้คนรู้สึกสนุกได้คือ ณ ตอนนี้ วงยังไม่ได้เป็นยอดฝีมืออะไรอย่างนั้น แต่ผมมองว่า หน้าที่เรามีอย่างเดียวครับ เราขึ้นชื่อว่าเป็นวงดนตรี เราแค่ต้องเล่นดนตรี แล้วก็ต้องเล่นให้เขาปฏิเสธเราไม่ได้ 

“ผมไม่ได้บอกว่า ดีจนปฏิเสธไม่ได้ มันต้องเป็นความพอดีอะไรบางอย่าง ที่แบบไม่ได้เล่นโชว์ออฟ ปฏิเสธไม่ได้ในที่นี้คือ มันจะมีบางคนที่เราไม่ชอบเขาเลย ศิลปินคนนี้ แต่บางทีเรานั่งดูคลิปเขาเล่น ทำไมกูหยุดดูไม่ได้วะ รู้ตัวอีกที กูว่ากูชอบมึงแล้วล่ะ มันต้องเป็นความรู้สึกอย่างนั้น แล้วเราไม่ได้หวังว่าจะต้องเกิดขึ้นกับทุกคนนะครับ เราหวังว่ามันอาจจะเกิดขึ้นกับแค่คนบางคน แค่นั้นเราก็มีความสุขแล้ว นั่นแหละครับ แค่เล่นกับเพื่อนๆ แล้วก็เป็นตัวของตัวเองครับ”

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก
ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

เก้าที่แปด : ความสัมพันธ์ในมุมมองของคนหนุ่ม

ในยุคโซเชียลมีเดียที่ความหมายของความเป็นส่วนตัวเริ่มเปลี่ยนไป นอกจากผลงานเบื้องหน้าแล้ว ชีวิตส่วนตัวและความสัมพันธ์หลังม่านมายาก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คนล้วนจับตามอง โดยเฉพาะคนหนุ่มวัยกลาง 20 เขามีมุมมองต่อความสัมพันธ์อย่างไร ในช่วงวัยที่แพสชันแห่งความรักกำลังเข้มข้นและเบ่งบาน

“ความสัมพันธ์เหมือนเป็นสิ่งที่เราคาดเดาไม่ได้ เราไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง เราไม่รู้ว่าจะคบกับใครนานแค่ไหน เขาจะอยู่ในชีวิตเรานานไหม เขาจะรับเราได้ไหม เราจะรักเขาได้ไหม มีแต่คำถามเต็มไปหมดเลยครับ คิดมากไปผมว่าก็ปวดหัว ก็เลยกลับมาที่ว่า ตอนนี้มีความสุขก็พอ คิดเผื่อไปข้างหน้าได้นะ แต่ไม่ต้องเยอะมากจนกวนใจเรา แค่รู้สึกว่า ตอนนี้ คบกันแล้วมีความสุข มองไปข้างหน้าแล้วยังโอเค ก็ไม่ต้องคิดอะไรแล้ว”

สำหรับคุณ อะไรคือสิ่งที่จะรักษาความสัมพันธ์ได้นาน-ผมถามเขา

“พูดถึงความแฟร์ มันก็สำคัญ แต่แฟร์ของแต่ละคนไม่เท่ากันอีก งั้นมาพูดเรื่องทัศนคติดีกว่า สมมติเรามองสิ่งหนึ่ง มันอาจจะไม่ได้มองเป็นสิ่งเดียวกันเสียทีเดียว แต่ถ้าเราเข้าใจว่าทำไมเขาถึงมองแบบนั้นก็จบ อีกอย่างก็ใจเขาใจเราด้วยครับ ช่วงที่เราเครียด เราอยากได้การปลอบประโลม ถ้าเขาเครียดก็คงเหมือนกัน จริงๆ ผมไม่อยากคิดไปเยอะว่ามันจะต้องเป็นยังไง คือพอมาอยู่ในวงการ คอมเมนต์มันเยอะ ส่วนหนึ่งผมก็เป็นคนที่มีโลกส่วนตัว ผมไม่พูดว่าผมมีโลกส่วนตัวสูง เพราะผมไม่รู้สึกว่าสูงขนาดนั้น แต่มันมีอยู่ ผมว่าเราก็จะให้เขาเห็นเฉพาะสิ่งที่เราสบายใจที่จะให้เขาเห็น เพราะท้ายที่สุดแล้ว เราไม่อยากให้คนดูจากทางบ้านมาเป็นคนตัดสินชี้ชะตาเรา มันไม่ใช่ 

“ท้ายที่สุด มันต้องมาจากตัวเราเองว่าเรารู้สึกแบบไหนจริงๆ ผมเชื่อว่าหลายคนในวงการต้องมีผลกระทบบ้างแหละ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งกับความสัมพันธ์ ก็เป็นห่วงนะครับ (ยิ้ม) ขอให้ทุกคนสู้ๆ ครับ มันไม่ง่ายอยู่แล้ว ต่อให้เราไม่ได้อยู่ในวงการนี้ เขาก็จะมีความท้าทายแบบอื่น ที่พระเจ้าหรือใครสักคนส่งมาให้เราต้องต่อสู้กับสิ่งนั้น มันเป็นบททดสอบ 

“ถ้าพูดถึงของผม ผมรู้สึกว่า มันเหมือนเป็นการซื้อหวยที่เลขเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ซึ่งมันขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราประพฤติตัวด้วย กับสิ่งที่เขาประพฤติตัวด้วย มันประกอบกัน บางทีเราซื้อมา ก็ไม่รู้ว่าถูกหรือเปล่าแหละ มันไม่รู้จนกว่าวันที่หวยจะออก” 

ฟังเขาพูดจบ ผมคิดในใจ และหวังอย่างยิ่งครับว่า เขาจะถูกหวยงวดนี้

เก้าที่เก้า : ย้อนรอยเก้า ก่อนก้าวต่อไป

การสนทนาดำเนินมาถึงจุดสุดท้าย แต่ผมนึกย้อนกลับไปก่อนวันสัมภาษณ์ วันที่ผมโทรหาเขาเพื่อบอกประเด็นและจุดมุ่งหมายที่เราจะคุยกัน และถือโอกาสถามเขาตรงๆ ว่า อยากคุยอะไรนอกเหนือจากประเด็นที่วางไว้บ้างไหม “จริงๆ คุยอะไรก็ได้นะครับ ผมเป็นคนอ่านง่ายครับ ไม่ซับซ้อน” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งที่ชวนตีความได้หลายอย่าง

มาวันนี้ที่ผมได้สนทนา ได้ฟังเสียงเขาเต็มสองหู ได้จ้องเขาเต็มสองตา จริงอยู่ที่คุยเรื่องอะไรก็ได้ แต่เขาไม่ใช่คนที่อ่านง่ายนัก และหลายครั้งก็ก้ำกึ่งระหว่างความเข้าใจง่ายและซับซ้อนอยู่ในที

น้ำเสียงของ เก้า จิรายุ ให้จินตนาการถึงเสียงโทนต่ำ ราบเรียบ และค่อนข้างนิ่ง 

จะตื่นเต้น ยินดี หรือเศร้าใจ น้ำเสียงจึงไม่ต่างกันนัก แต่มันเต็มไปด้วยความครุ่นคิดของวัยหนุ่ม อาจพูดติดขัดบ้าง ในระหว่างที่กำลังเลือกสรรค์คำมาบรรยายความรู้สึกนึกคิดอย่างระมัดระวัง ถ้าเขาไม่คั่นด้วยคำว่า ‘แบบ…’ แล้วตามด้วยข้อความ เขาก็จะใช้ความเงียบตัดประโยคอย่างชะงักงัน แม้การร้อยเรียงประโยคจะชวนสับสนในบางครั้ง แต่นั่นกลับเป็นสิ่งที่ผมชอบที่สุด เมื่อได้กลับมาฟังเสียงสนทนาของเขาอีกครั้งระหว่างถอดเทป 

มันคือความครุ่นคิดของวัยหนุ่มจริงๆ

บางจังหวะนั้นหนักแน่นชวนคล้อยตามและชวนตั้งคำถาม ว่านี่คือบทเรียนชีวิตที่มาจากชายวัย 25 จริงหรือ 

บางจังหวะก็ลังเลกับคำตอบ จนชวนให้สงสัยว่าเขาหมายความว่าอย่างไรกันแน่ 

แต่กระนั้น ก็สมวัยย่าง 26 เป็นตัวของตัวเองและเปี่ยมเสน่ห์อย่างร้ายกาจในทุกจังหวะ

น่าคิดว่าถ้าให้มองย้อนกลับไป ชีวิตมอบบทเรียนใดให้เขาได้เรียนรู้มากที่สุดในวัยนี้

“มันไม่มีอันไหนเฉพาะเจาะจงหรอกครับ แต่ว่าช่วงเวลาที่เราได้เรียนรู้มากที่สุด คือช่วงเวลาที่มันแย่ อาจจะเรารู้สึกว่า งานช่วงนี้ไม่ใช่งานที่เราอยากทำ ผมพูดตามตรงเลย ผมไม่ได้ทางสะดวกมาตลอดนะ มีบางงานที่แบบ… เราอยากทำมากเลยว่ะ ไปออดิชันไม่ได้ก็มี หลังๆ มานี่ผมออดิชันไม่ค่อยติดเลยนะครับ ส่วนใหญ่งานที่เราได้เห็นกันจะเป็นงานที่ติดต่อเข้ามาว่าอยากได้เรา อันนี้คือยกตัวอย่างจากในหลายๆ เหตุการณ์ บางทีมันก็เศร้าไปเลย หรือเครียดไปเลย หรือเซ็งตัวเองไปเลย 

“แต่ไอ้ช่วงเวลาแบบนี้ มันทำให้เราเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน ได้มองเห็นชีวิต และยิ่งเห็นชัดเวลาที่มันผ่านมาแล้ว เมื่อเราเอาชนะความเครียดในครั้งแรกได้ ครั้งที่สอง ครั้งที่สาม ก็จะทำได้ต่อๆ ไป มันอาจจะยากขึ้น มันอาจจะมองไม่เห็น มันอาจจะมืดแปดด้าน แต่ผมรู้สึกว่า มองย้อนกลับไปนี่แบบ โหย มันมีคุณค่ากับเรามากเลยนะ ไอ้ความไม่สำเร็จต่างๆ เนี่ย ความหกล้มคลุกคลาน มีคนด่า อะไรอย่างนี้ มันมีค่ากับผมมาก ที่จะพูดทั้งหมดทั้งมวลก็คือ ผมขอบคุณข้อผิดพลาดพวกนี้มากเลย ส่วนใหญ่มันจะฉุดรั้งเรา ดึงเราให้ต่ำลงไป 

“แต่ผมรู้สึกว่ามันไม่มีอะไรที่จะฉุดเราได้จริงๆ หรอก นอกจากเรายอมแพ้ของเราเอง”

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของ เก้า จิรายุ จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

เก้า-จิรายุ ละอองมณี อาจเป็นคนที่แค่เห็นปราดเดียว แม้เขาจะสวมหน้ากากอนามัย แต่ผมจะจำได้ทันทีว่าเป็นเขา ในขณะเดียวกัน เขาก็คือคนที่หากผมมองผ่านๆ ท่ามกลางคนมากมายที่กำลังข้ามถนนตรงสี่แยก เขาก็คือชายวัยรุ่นปกติคนหนึ่งที่ผมไม่เอะใจ และคงปล่อยให้เดินผ่านไปเหมือนคนอื่นๆ

หรือถ้าผมเกิดจำเขาได้ตอนเดินสวนกัน ก็คงไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไร

อย่าเข้าใจผมผิดนะครับ ไม่ใช่ว่าการเจอกับ เก้า จิรายุ นั้นไม่น่าตื่นเต้น แต่เป็นเพราะนี่คือนักแสดงชายเพียงไม่กี่คนที่ผมรู้สึกคุ้นหน้ากว่าญาติบางคน และรู้สึกคุ้นเคยมากยามเจอตัวจริง จะมีสักกี่คนที่เราเห็นเขาตั้งแต่เด็กจนโต ราวกับเราเติบโตมาด้วยกัน และคงไม่เกินจริงนักหากผมจะขอเหมารวมว่านักอ่านหลายท่านคงรู้สึกคล้ายกัน 

บันทึกทรรศนะของ เก้า-จิรายุ ละอองมณี ในวัยย่าง 26 ปี

คุณนึกหน้าเด็กชายที่รับบท ‘ไอ้ทิ้ง’ ใน ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 1 ออกไหม หากยังคลับคล้ายคลับคลา ลองนึกหน้า ‘โต้ง’ ในวัยเยาว์จาก รักแห่งสยาม นั่นแหละครับ คนเดียวกัน แต่หากต่อมการแยกแยะหน้าตาเด็กชายของคุณนั้นบกพร่องเหมือนผม (ที่มองว่าเด็กชายที่ไหนก็หน้าตาคล้ายกันไปหมด) ลองนึกถึงวัยรุ่นชายสะพายเบส บุคลิกจ๋อยๆ ที่ชื่อ ‘เป็ด’ จาก Suckseed ห่วยขั้นเทพ นั่นก็ใช่ ไปจนถึงบทบาทนอกจอเงินอย่างการเป็นมือกีตาร์ประจำวง Bad Baboon เจ้าของเพลงร็อกเมทัลหนักๆ แต่เนื้อหากวนประสาท นั่นก็เขา 

แต่เป็นเก้า คนละเก้าเดียวกันกับที่เรารู้จัก เพราะครั้งนี้เขาสวมบทบาทเป็นตัวเอง

ผมเจอเก้าที่สตูดิโอซูเปอร์จิ๋ว เขาเพิ่งถ่ายรายการ Super 10 เสร็จ (ที่ระหว่างนั่งรอ ก็ได้ยินเพลง ทุ้มอยู่ในใจ เปิดซ้อมวนไปมา) แม้เวลาจะล่วงเลยมาเกือบ 2 ทุ่ม และคงเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย แต่เก้ากลับบอกว่า “ยินดีครับ” หากเราจะใช้เวลาต่อจากนี้อย่างเต็มที่ 

เราคุยกันในห้องแต่งตัวของสตูดิโอ อาจไม่ใช่สถานที่ที่น่ารื่นรมย์นักต่อการเจาะใจ แต่นี่คงเป็นสถานที่ที่ เก้า จิรายุ ในวัยย่าง 26 ต้องเผชิญมาตลอดการทำงานกว่า 20 ปี ในวงการที่หน้าม่านฉาบด้วยแสงสปอตไลต์ แต่หลังม่านอบอวลไปด้วยกลิ่นฝุ่นเสื้อผ้า กลิ่นอาหารที่ผสานอยู่ในละอองของแอร์คอนดิชัน และกลิ่นความทรงจำ (ที่คล้ายกลิ่นเหงื่อจากการทำงานหนัก) ของชายวัย 25 ปีที่ต้องแลกและเรียนรู้หลายบทเรียน กว่าเขาจะพาชีวิตมานั่งอยู่ตรงนี้

บันทึกทรรศนะของ เก้า-จิรายุ ละอองมณี ในวัยย่าง 26 ปี

เก้าแรก : เด็ก ดวง ดารา

“ถ้าผมจะให้เครดิตว่าทำไมผมอยู่ได้ต่อเนื่อง มันเป็นเรื่องโชคส่วนหนึ่ง โอกาสส่วนหนึ่ง” เก้าตอบเนิบๆ หลังจากที่ผมถามว่า อะไรทำให้ชายวัย 25 ทำงานในวงการนี้ได้นานเกือบ 20 ปี และยังยืนระยะมาได้จนถึงตอนนี้ 

“ผมต้องขอบคุณทุกคนที่มีพระคุณ ผู้ใหญ่ ผู้จัดละคร โปรดิวเซอร์ ผู้กำกับ ที่มอบโอกาส ทำให้เราได้มีอาชีพ ได้เงิน ได้ประสบการณ์”

ส่วน ‘โชคส่วนหนึ่ง’ ที่เขากล่าวถึง คือการมีพ่อแม่ที่คอยสนับสนุนให้เขาทำงานนี้มาตลอด 

“แม่นี่แหละครับหลักๆ ที่เขาดีลกับทุกอย่างได้ดี ดีมากๆ เพราะผมก็คือเด็กทั่วไปคนหนึ่ง หากปราศจากงานนี้ ผมก็คือเด็กทั่วไป เด็กมันไม่เหมือนผู้ใหญ่ อย่างผู้ใหญ่ ถ้าเราทำงานได้ไม่ตรงตามที่เขาจ้างมา เราก็รู้สึกไม่ดี เราถึงต้องทำให้ดีขึ้น แต่สำหรับเด็ก มันไม่มีเหตุผลแบบนั้นครับ เด็กๆ มัน ก็แล้วไง ถ้าไม่อยากทำขึ้นมาก็ไม่ทำ”

และอาจจะเป็นไปได้ที่คนจ้างก็ยอมรับกับเงื่อนไขแบบนั้น-ผมถาม

“มันก็ไม่แน่นอนฮะ ซึ่งมันก็มีอย่างนั้นอยู่แล้ว แต่ว่าส่วนหนึ่ง ผมเองก็เป็นเด็กที่เหมือนจะดื้อ แต่ต่อให้แย่สุดแค่ไหน ก็ยังคงทำงาน ไม่เคยหรือน้อยมากที่จะถึงขั้นว่าทำให้งานเขาต้องช้าไปเลยเพราะเรางอแง ก็เป็นโชคดี อาจเป็นเพราะแม่เลี้ยงมาดีด้วย แม่เขาจะรู้ว่า ต้องดีลยังไงเราถึงจะเล่น แต่ขณะเดียวกัน มันไม่มีความรู้สึกว่าเราถูกบังคับขนาดนั้นนะ เพราะเวลาที่ผมไม่อยากทำจริงๆ แม่จะถามก่อน อาจมีการ Convince บ้าง แต่เขาไม่เคยบังคับเราในเรื่องนี้ ยิ่งชัดเจนเลย พอเราโตขึ้น ถ้าเขารู้ว่าเราเหนื่อย ช่วงนี้ไม่ค่อยได้ไปโรงเรียน ไม่ค่อยได้เล่นกับเพื่อน เราจะเริ่มไม่มีความสุข เริ่มมีอาการแปลกๆ เขาก็ไม่เคยฝืน” 

คงไม่ใช่งานง่ายๆ เลยสำหรับเด็กที่เคย ‘เป็นแบบ’ ถ่ายโฆษณามาตั้งแต่ 2 ขวบเศษ ถ่ายละครจริงๆ จังๆ ตอน 6 ขวบกว่าๆ (และเริ่มเป็นที่รู้จักในบทบาท ‘ผีน้อย’ จากละคร ผีขี้เหงา ในช่วง พ.ศ. 2545) และถ่ายหนังตอน 9 ขวบ นั่นทำให้นักแสดงเด็ก มีชีวิตวัยเด็กที่ไม่เหมือนกับเด็กทั่วไป

“ช่วงเด็กๆ มันอาจจะแบบ…พึ่งดวง ” คล้ายพูดติดตลกและถ่อมตัว แต่น้ำเสียงและท่าทางบ่งบอกว่าเขาคิดอย่างนั้นจริงๆ “เพราะเด็ก ความสามารถมันไม่หนีกันมากหรอกครับ เมืองไทยไม่เหมือนเมืองนอก น้อยคนมากที่จะโคตรพรสวรรค์แบบ ดาโคทา แฟนนิง (Dakota Fanning) คือส่วนใหญ่ผู้กำกับเล่นให้ดูเลย แล้วเราก็เล่นตามเขา อยู่ที่ว่าเด็กคนไหนก็อปปี้เก่ง 

“อาจจะเป็นโชคดีของผมที่ผมก็อปปี้เก่ง ทำเหมือนเขาเดี๊ยะ ก็โอเค แต่ว่าโตขึ้นเนี่ย การจะรักษาอาชีพเราไว้ได้คือเราต้องแสดงเป็นจริงๆ ต้องรู้จริง โชคดีที่ว่าพอถึงเวลาที่เราต้องพิสูจน์ตัวเองในฐานะนักแสดงที่โตแล้ว ก็ดันทำได้ โชคดี มีครูดี พี่เงาะ (รสสุคนธ์ กองเกตุ) ก็สอน โชคดีว่าเราได้ครูที่ดี แล้วเราก็ดันจำได้ ดันเอาไปใช้ได้ถูกทาง ผู้กำกับชอบ คนดูชอบ มันเลยอยู่ได้ คนก็บอกว่า​ โอเค นี่เป็นนักแสดงที่เก่ง แต่จริงๆ ผมว่า ผมไม่ได้เก่งได้ด้วยตัวเองหรอก มันก็ไม่ได้อย่างเดียวอะนะครับ มันหลายๆ อย่าง”

บันทึกทรรศนะของ เก้า-จิรายุ ละอองมณี ในวัยย่าง 26 ปี

เก้าที่สอง : ความสามารถ โชคชะตา และคำสอนของแม่

คำก็ดวง สองคำก็โชค ฟังเก้ามาถึงตรงนี้ ทำให้ผมตรึกตรองถึงกฎแห่งความโชคดีที่เคยอ่านผ่านๆ เมื่อนานมาแล้ว มันกล่าวว่า มนุษย์สร้างโชคดีได้เสมอ โชคดีจะเกิดขึ้นเมื่อ ‘โอกาส’ มาเจอกับคนที่ ‘พร้อม’ รับโอกาสนั้น แน่นอนว่าเก้าพร้อมรับโอกาสต่างๆ ที่เข้ามาเสมอ แม้ว่าเขาจะบอกว่า “จริงๆ แล้ว ผมปฏิเสธงานนะ เยอะด้วย มีหลายงานที่ผมยังนึกเสียดายมาถึงทุกวันนี้ว่าทำไมไม่รับวะ เป็นเพราะเหตุผลโง่ๆ ง่ายๆ อย่างขี้เกียจ เหนื่อย หรืองานนั้นมันดู ‘ไม่น่าจะดี’ 

“ผมไม่ค่อยอยากทำงานพร้อมกันหลายเรื่อง บางคนที่เขาทำได้พร้อมกันแล้วออกมาดีก็ดีไป แต่พอผมทำดูแล้ว มักจะรู้สึกว่า มันน่าจะดีได้กว่านี้อีก ผมว่าสภาพจิตใจหรือสภาพร่างกายในช่วงนั้นก็สำคัญ ผมคิดง่ายๆ ตามคนปกติทั่วไปว่า สัปดาห์หนึ่ง อย่างน้อยๆ เราน่าจะมีวันว่างสักสองวัน ผมว่ามันมีเหตุผลอะไรสักอย่างที่คนเรามีกฎหมายแรงงาน ว่าทำงานวีกละไม่เกินกี่ชั่วโมง ผมไม่รู้ว่าประเทศไทยซีเรียสแค่ไหน แต่ต่างประเทศซีเรียสมาก เพราะเขาวิจัยออกมาแล้วว่า งานมันจะออกมาดีกว่า ถ้าคุณทำในชั่วโมงที่เหมาะสม และปริมาณที่คุณทำได้ มันเยอะกว่าที่คุณทำงานหนักอีก ผมเลยรู้สึกว่า เออ มันก็ดี เพราะเราทำน้อย แต่เราได้มาก ย่อมดีกว่าอยู่แล้ว” 

แต่โชคดีที่เกิดจากความพร้อมที่ว่า จะไม่เกิดขึ้นเลยหากเขาไม่เปิดรับและเรียนรู้จากคนอื่น อย่างที่กฎแห่งความโชคดีอีกข้อได้กล่าวว่า โชคดีจะมาจากคนอื่นเสมอ 

อีโก้ คือศัตรูตัวฉกาจที่สามารถดับอาชีพนักแสดงได้ในพริบตา และถ้าจะพูดให้ถูก ไม่ใช่แค่อาชีพนักแสดง แต่มันอาจหักเหชีวิตของวัยรุ่นคนหนึ่งจากหน้ามือเป็นหลังมือได้เพียงอึดใจ การรักษาความสมดุลระหว่างความเป็นตัวของตัวเอง และการรับฟังและเรียนรู้จากคนรอบข้าง คือสิ่งที่เก้าแสดงให้ผมเห็นตลอดการสนทนา ผ่านการให้เครดิตผู้มีพระคุณทุกครั้งที่มีโอกาสว่า เขามีวันนี้ได้ ไม่ใช่แค่ความสามารถและการทำงานหนักของเขา (ที่เขามักกล่าวถึงมันในนามว่า เขาแค่โชคดี) แต่เป็นเพราะความช่วยเหลือของทุกๆ คน และที่สำคัญ เขาไม่ลืมที่จะขอบคุณคุณแม่ 

“แม่มีส่วนเยอะมาก ในการจัดการ ในการบริหาร ในเรื่องทัศนคติด้วย คือผมก็มีช่วงหลุด ยิ่งตอนเป็นวัยรุ่นนี่ โอ้โห ยิ่งหนักเลย คือแม่ผมทำงานด้วยและเป็นแม่ด้วย มันจะมีช่วงเวลาที่ยากมากๆ ทุกวันนี้ก็ยังมี เรายังต้องปรับกันเรื่อยๆ ผมไม่ได้เหมือนเดิมทุกวัน แม่ก็ไม่ได้เหมือนเดิมทุกวัน สุดท้ายมันก็คือธุรกิจครอบครัว ผมคิดอย่างนี้นะ ผมแค่ออกไปข้างหน้า ส่วนแม่ก็ซัพพอร์ตและแก้ปัญหาอยู่ข้างหลัง”

คุณแม่สอนอะไรคุณมากที่สุด-ผมถามเขา

“หลายอย่างมาก ไอ้ที่เขาพูดก็เยอะ แต่บางทีเขาก็ไม่ได้พูด มันก็เป็นแนวทางการสอนแนวทางหนึ่งที่เราเรียนรู้จากข้อผิดพลาดของกันและกัน บางทีเราไม่ต้องมารอให้คนนู้นมาสอนสิ คนนี้มาสอนสิ เราดูเอาเลย แล้วก็เรียนรู้เอา ครูของเราเป็นได้ทุกอย่าง มันเป็นสิ่งที่เราเห็นได้หมด เรานำมาใช้ได้หมด ผมว่าเรื่องหนึ่งที่ติดมากับผมตั้งแต่เด็กๆ คือ เมื่อพูดว่าเป็นงาน มันก็คือเรื่องใหญ่ มันเป็นเรื่องที่ต้องรับผิดชอบ ทำยังไงก็ได้ให้งานมันออกมาดี ทำแบบที่ไม่ต้องมานั่งเสียใจทีหลัง ใช่ ตั้งแต่เด็กอะครับ มันยากนะที่จะทำให้เด็กคนหนึ่งรู้สึกถึงคำนี้ แต่ผมว่าแม่ทำได้”

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

เก้าที่สาม : จากการก็อปปี้ สู่การตระหนักว่าอาชีพนี้มีคุณค่า

“อย่างที่บอก ตอนเด็กๆ ผมแสดงตามที่คนบอกให้ทำ ผมไม่ได้คิดหรอกว่าการแสดงมันมีเสน่ห์ยังไง ประสบการณ์ชีวิตตอนนั้นมันไม่ได้หลากหลายจนเราบอกได้ว่า นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดแล้วสำหรับฉัน แม้กระทั่งตอนเล่นหนังอย่าง 5 แพร่ง ที่มันยากจริงๆ ผมไม่ได้รู้สึกว่าผมมีแพสชันอะไรขนาดนั้น ผมแค่รู้สึกว่ามันยาก แต่ผมก็อยากเอาชนะนะ ผมเป็นเด็กคนหนึ่งที่ถ้าทำอะไรดีสักอย่างแล้วมีคนชมจะรู้สึกภูมิใจ ทำอะไรก็ดีไปหมดเลยช่วงนั้น ผิดกับวันนี้” เขาหัวเราะให้ตัวเองเบาๆ 

“คือตอนนั้นเราชอบให้คนชม ไม่รู้หรอกว่าการแสดงเป็นแพสชันหลักของเราไหม เป็นแบบนั้นเรื่อยมา จนมาถึงการแสดงบางเรื่องที่มันเริ่มมีผลกระทบกับคนดู อย่าง Suckseed ผมยกตัวอย่างนะ ตอนเล่น เราสนุก ก็ไปเจอเพื่อน เล่นดนตรี ได้เจอคนนู้นคนนี้ พี่ตูนมากองถ่าย กูโคตรโชคดีเลยว่ะ ถามว่าชอบแสดงไหม เฉยๆ ไม่ได้ชอบอะไรขนาดนั้น แต่ว่าเล่นแล้วมีความสุขกับชีวิตก็พอ แต่ที่มันมากไปกว่านั้นคือ อย่างทุกวันนี้ ผมมาถ่ายรายการ Super 10 เด็กๆ รุ่นนี้ บางทีผมยังงงเลยนะ โห เขายังดู Suckseed กันทันหรอวะ บางคนก็บอก เพิ่งดูใน Netflix พ่อเปิดให้ดู พ่อชอบมาก พ่อเขาก็รุ่นๆ เดียวกับผมนะบางที (หัวเราะ) 

“ผมก็แบบ เอ้ย โอ้โห มันทำให้เด็กบางคนหันมาเล่นดนตรีเว้ย เห้ย มันเป็นงานที่สร้างแรงบันดาลใจไม่มากก็น้อยนะ ผมไม่รู้นะว่าคนที่ได้แรงบันดาลใจจากสิ่งนี้มีมากน้อยแค่ไหน แค่มีสักคนสองคน ผมก็รู้สึกว่าดีว่ะ อันนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่างานเรามันมีคุณค่า”

“แต่ว่าไอ้แพสชันที่มันมากับการแสดง ที่เรารู้สึกว่ามันโอเคด้วยตัวมันเองเลย เล่นเสร็จกลับบ้านก็พอใจแล้ว ไม่ต้องรอหนังฉาย วันนี้แม่งกูมีความสุขกับการแสดงจังเลย ก็คือเรื่อง ตุ๊กแกรักแป้งมาก

หากใครยังไม่เคยดู มันคือเรื่องราวความรัก ความทรงจำของอดีตเด็กวาดคัทเอาต์ในโรงหนัง ที่อยากจะเป็นผู้กำกับ และอยากทำหนังเพื่อให้คนคนหนึ่งได้ดู 

“สิ่งเดียวในเรื่องนั้นที่ผมว่ามันติดอยู่ในใจผม คือวิกผมที่มันแบบ มีบางฉากที่ดี มันเนียนเหมือนจริง แต่บางฉากมันก็… นั่นคือแค่เรื่องเดียวเลยครับ แต่นอกจากนั้น ทุกอย่างของเรื่องนั้น เรารู้สึกชอบการแสดงของเรา พอได้เล่นแล้ว เหมือนมันถูกไปหมด คือผมจะไม่ค่อยดูหนังตัวเองซ้ำไปซ้ำมา แต่ผมรู้สึกว่าดูเรื่องนั้นแล้วผมไม่เขินตัวเองเลย ทั้งๆ ที่วิกมันไม่ได้ดีด้วยซ้ำ ผมไม่ได้โทษคนทำวิกนะครับ มันเป็นวิกอะ ใครทำมันก็ยากทั้งนั้นแหละ แต่จะบอกว่า ผมมองข้ามจุดนั้นไปเลย ผมมีความสุขด้วยการแสดงจริงๆ” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนทุกๆ ครั้ง

เมื่อฟังเก้าเล่ามาจนถึงตรงนี้ ผมติดใจในน้ำเสียงเขาราบเรียบของเขา

ประสบการณ์จากการสัมภาษณ์คนมาจำนวนหนึ่ง มันมีเรื่องให้ผมประหลาดใจอยู่อย่างคือ คนที่ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งมานานจนเชี่ยวชาญ ผมพบว่าเขาเหล่านั้นมักมีคุณสมบัติบางอย่างร่วมกันคือ ไม่มีใครคิดว่าตัวเองเก่งในสิ่งที่ทำเลย รู้สึกเสมอว่าตัวเองคือน้ำที่ไม่เต็มแก้ว พวกเขากระหายใคร่รู้ตลอดเวลา และรู้สึกเสมอว่า งานที่ตัวเองทำอยู่ ยังมีเรื่องที่เขาไม่เข้าใจ และยังมีสิ่งใหม่ให้ค้นหาไม่รู้จบ (แม้หลายคนจะทำมาเกินหมื่นชั่วโมงจนเข้าขั้นเซียนแล้วก็ตาม) 

และพวกเขาเหล่านั้น ส่วนใหญ่ (อย่างน้อยก็เท่าที่ผมเคยเจอมา) มักรู้สึกกับสิ่งที่เขาทำว่า ก็เป็นแค่สิ่งปกติธรรมดา ก็แค่อาชีพอาชีพหนึ่งที่ไม่ได้สำคัญไปกว่าอาชีพอื่นใด (นี่อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้เขาทำสิ่งนั้นๆ ได้นาน) ซึ่งต่างจากที่ผมคาดไว้ก่อนหน้านี้ว่า คนพวกนี้จะต้องพูดถึงสิ่งที่เขาทำด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ออกนอกหน้า แต่ในความเป็นจริง พวกเขามักนิ่งกว่าที่คิดครับ

นิ่ง จนบางครั้งก็เผลอรู้สึกไม่ได้ว่า พวกเขายังเหลือแพสชันในสิ่งที่ทำอีกหรือเปล่า

หลายครั้งผมกลับมาบ้าน ฟังเทปสัมภาษณ์ของคนเหล่านั้น และรู้สึกผิดหวัง 

จนกระทั่งผมปิดเทป และเปิดดูผลงานล่าสุดที่คนเหล่านั้นทำ จึงจะเห็นว่าเขายังเหลือแพสชันในสิ่งนั้นอยู่หรือไม่

ไม่ใช่ทุกคนจะถนัดสื่อสารความรู้สึกทางการพูดครับ และเราตีความจากแค่ตรงนั้นไม่ได้

เพราะน้ำเสียง ปั้นได้ คำพูด หลอกง่าย 

แต่ผลงานที่เขาทำต่างหาก ที่จะแสดงให้เห็นว่า เขาให้คุณค่ากับมันแค่ไหน 

เพราะมันไม่เคยหลอกตัวเองเลย

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

เก้าที่สี่ : หมดไฟ จุดไฟ และความสุขจากการอยู่กับปัจจุบัน

ผมเคยเจอเก้าราวๆ เมื่อ 4 ปีก่อน สมัยที่ผมทำงานในนิตยสารแฟชั่นหัวฝรั่งเศสฉบับหนึ่ง ตอนนั้นเก้าติด 1 ใน 10 ของลิสต์ผู้ชายที่น่าสนใจที่สุดแห่ง ค.ศ. 2017 เขามาถ่ายแฟชั่นและสัมภาษณ์ด้วยท่าทีเงียบๆ แต่ตั้งใจ แน่นอน ครั้งนั้นผมไม่ได้สัมภาษณ์เขา แต่ผมแอบไปอ่านบทสัมภาษณ์นั้นและติดใจคำถามหนึ่ง

ครับ ในฐานะนักเขียน เรามีโอกาสเจอคนเดิมๆ ในช่วงวัยที่ต่างไป และการถามคำถามเขาด้วยบางคำถามเดิมในวันที่เขามีวุฒิภาวะที่เปลี่ยนไป (เหมือนที่ Andy Warhol เคยทำในนิตยสาร Interview) ย่อมบอกอะไรเราได้บ้าง ไม่มาก… ก็น้อย

ทำงานมาจะยี่สิบปีแล้ว มีหมดไฟบ้างไหม

“มีครับ มี” เก้าตอบทันที

แล้วคุณจัดการกับอารมณ์ตัวเองยังไง

“ก็นั่นแหละ ย้อนกลับไปเรื่องที่บอกว่า บางอย่างเราชอบทำเพราะทำแล้วมีคนชม มีผลตอบรับที่ดี ถ้าเป็นยุคนี้ก็คือยอดวิว เมื่อก่อนคือหนังได้ร้อยล้าน แต่ผมว่าถ้าเอาสิ่งนั้นเป็นตัวตั้ง มันจะ Burn Out อย่างที่บอก โอกาสมันง่ายมาก ชีวิตคนเรา บางคนทำมาทั้งชีวิต ไม่ประสบความสำเร็จแบบที่เราตั้งใจเลย แต่เราลืมไปว่าเราได้อะไรจากสิ่งนั้นบ้าง หรือบางคนทำสำเร็จแค่เรื่องเดียวเองทั้งชีวิต บางคนมาดังตอนห้าสิบ อย่างคนที่เพิ่งได้ออสการ์ผู้หญิงที่เป็นชาวเอเชียอะครับ ที่เล่นหนัง แบรด พิตต์ (Brad Pitt) ไรสักอย่าง (เก้าหมายถึง ยุนยอจอง (Youn Yuh-Jung) เป็นนักแสดงหญิงวัย 73 ปี เธอป็นชาวเกาหลีใต้คนแรกที่ได้รับรางวัลออสการ์ สาขานักแสดงหญิงสมทบยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง Minari ซึ่งแบรด พิตต์ เป็นหนึ่งในโปรดิวเซอร์) เขาเพิ่งมาได้เมื่ออายุเท่านั้นอะ เราจะไปรู้ได้ไงว่ามันเมื่อไหร่ 

“สิ่งสำคัญคือ ผมว่าถ้าเขามีความสุขกับสิ่งที่เขาทำ โดยที่ไม่ต้องพึ่งว่ามันจะฮิตไหม มันจะได้ผลตอบรับที่ดีหรือคำชมไหม อาจจะถูกด่ามาตลอด แต่กูชอบอะ มันเหมือนชิซูกะเล่นไวโอลินโคตรห่วยเลย แต่เล่นเปียโนเพราะมากเลย ทำไมไม่เล่นเปียโนวะ เอ้า ก็ชอบไวโอลินอะ แล้วก็เล่นไปอย่างนั้นแหละ ไม่ฟัง ก็ไม่ต้องฟัง แต่วันหนึ่ง ผมว่าเดี๋ยวมันก็เพราะเว้ย มันก็แค่นั้นแหละ มันต้องหาสิ่งนั้นให้เจอก่อน ซึ่งผมเองก็ต้องเอาจิตใจไปอยู่กับตรงนั้นว่า อะไรที่เราทำแล้วมีความสุข ก็โฟกัสกับสิ่งนั้นมากกว่าผลตอบรับภายนอก ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคาดเดาไม่ได้ คิดแบบนี้ ไฟมันก็กลับมา

“และสิ่งนี้ มันไม่ควรมีสิ่งเดียวด้วย สิ่งที่เรียกว่าแพสชัน เราถึงต้องมีงานอดิเรก ซึ่งหลังๆ ผมพบกับดนตรี ผมว่าผมสวิตช์สองแชนแนลนี้ อันหนึ่งได้พัก อันหนึ่งได้ทำ สลับกันไป ดนตรีกับการแสดง ผมโอเค ผมว่าต้องบาลานซ์ชีวิตดีๆ บางคนอาจมีความอดทนสูง ทำได้เรื่อยๆ ทำอย่างเดียวทุกวันก็ดีไป แต่ผมทำไม่ได้ ก็ต้องหาอะไรที่มันพอดีกับตัวเรา อะไรก็ได้ที่เรารู้สึกว่า เราไหว ฝืนบ้างนิดหน่อย ดูขีดจำกัดตัวเอง แต่ไม่ต้องฝืนจนต้องตั้งคำถามว่า ฝืนเพื่อ? ให้มันฝืนพอท้าทายก็พอ”

ถ้าถามว่า คำถามเดิมจากเมื่อ 4 ปีก่อน มีคำตอบที่เปลี่ยนไปไหมในวันนี้

ใจความคงเดิม แต่มันเข้มข้มขึ้นตามวัย วัยที่ยังเร็วเกินไปหากไฟฝันจะมอดดับ

และดูท่า นอกจากจะไม่ดับแล้ว มันยังลามไปจุดไฟในหัวใจผู้ฟังด้วย

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก
ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

เก้าที่ห้า : ลบล้าง เขียนทับใหม่ ก่อนจะก้าวต่อในในบทบาทที่ไม่คุ้นเคย

ขอสารภาพว่า ในระหว่างการสัมภาษณ์ แม้ เก้า จิรายุ จะเป็นคนตอบคำถามตรงหน้า แต่ในบางแวบของการสบตา ผมกลับรู้สึกถึงความเป็น ‘เป็ด’ หนุ่มน้อยจาก Suckseed ห่วยขั้นเทพ บางครั้งก็เหมือนจะเห็นการแสดงอารมณ์แบบ ‘ตุ๊กแก’ จาก ตุ๊กแกรักแป้งมาก (ขาดแค่การสวมวิกผมยาวเซอร์ และเปิดเพลง เพียงสบตา ของ พี่แจ้-ดนุพล แก้วกาญจน์

น่าคิดว่า นั่นเป็นเพราะคาแรกเตอร์เหล่านั้นเหมือนตัวเก้าเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หรือนั่นคือตะกอนจากการสวมบทบาทที่ยังนอนก้นในตัวเขา หรือทั้งสองอย่าง

เพราะบทที่คุณเล่นนั้นหลากหลายมาก และหลายครั้ง นักแสดงอาจต้องสวมบทบาทเป็นใครที่ไม่ใช่ตัวเอง คุณเคยซัฟเฟอร์จากการทำงานตรงนี้ไหม-ผมถาม

“มันเกิดขึ้นได้ครับ เหมือนเป็นความเคยชิน กล้ามเนื้อมันจำ อย่างตอนที่ผมเล่น Suckseed ผมก็รู้สึกว่า ต่ำต้อย กูตัวเล๊กกก (เสียงสูง) ตามคาแรกเตอร์ มันก็ติดมา ทุกวันนี้บางทีก็ยังรู้สึกว่ายังมีอยู่เหมือนกัน อาจเป็นส่วนหนึ่งของเราไปแล้ว ด้วยความที่มันมีบางอย่างเชื่อมโยงกับเราด้วย เพราะเราไม่ได้คิดว่าตัวเองมีความมั่นใจสูงอยู่แล้ว ผมคิดอย่างนั้นนะ แต่ก็ไม่ต้องไปเครียดกับมันครับ ถ้ามันไม่ได้กระทบต่อชีวิตก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเราต้องไปเล่นคาแรกเตอร์อื่น ‘การล้าง’ ก็สำคัญ ผมจะไม่ใช้วิธีที่ต้องไปนั่งล้างอะไรเก่าๆ คนเราไม่ใช่คอมพิวเตอร์ที่ลบไปได้เลย แต่เราเขียนสิ่งใหม่ทับไปได้ มันคืออย่างนั้น 

“ถ้าเปรียบเทียบง่ายๆ เขาบอกเลยว่าวิธีเดียวของการแสดงที่ทำยากที่สุด ถึงข้ั้นทำไม่ได้เลย คือการที่มีแววตาที่ไร้เดียงสา อันนี้ยากมาก บทอื่นมันเปลี่ยนกันได้ ความรู้สึกบางอย่างเราแค่เขียนทับมันลงไป อันเก่าก็ไม่ได้หายไปไหนหรอก แค่เขียนทับมันลงไปแล้วคาแรกเตอร์ใหม่มันชัดกว่า แต่ถ้าเราจะทำตัวเองให้กลับไปไร้เดียงสาเหมือนเด็กอะครับ ยากมาก คนดูอาจรู้สึกว่า นี่ไง เหมือนเด็กเลย แต่มันเป็นเด็กในร่างผู้ใหญ่ ไปดูดีๆ ครับว่ามันเหมือนจริงหรือเปล่า แววตาน่ะ มันมีจังหวะเผลอ ไม่เหมือน เพราะการไร้เดียงสาไม่ต้องแสดง ทุกอย่างคือสัญชาตญาณ นึกออกไหมครับ แล้วการที่จะมีแววตากลับไปเป็นอย่างนั้นได้มันยากมาก อันนี้เป็นบทหนึ่งที่ผมกล้าพูดเลยว่า ใครที่เล่นได้แล้วมันใช่นี่โคตรเก่ง ผมยังคิดเลย ถ้าผมทำได้ ผมคงรู้สึกว่าตัวเองเก่งมาก” เขาพูดถึงความท้าทายในอาชีพอย่างออกรส

“แต่ถ้าพูดถึงการติดคาแรกเตอร์ ผมเองก็มีบ้างเหมือนกันหากเจอบทเครียดๆ บทเจอผีเยอะๆ ที่มัน Intense หน่อย” เก้ากล่าว หนึ่งในเรื่องที่ล้างยากที่สุดเรื่องหนึ่งของเขาคือการสวมทบาทเป็น ‘เป้’ นักเลงปาหินที่ฆ่าพ่อตัวเองโดยไม่ตั้งใจใน 5 แพร่ง ตอน หลาวชะโอน

“ครูสอนการแสดงก็จะมีวิธีเบื้องต้นคือ สะบัดร่างกาย สะกดจิตตัวเองให้รู้สึกว่าความเครียดมันออกไป คือเมื่อรีแล็กซ์ร่างกายแล้ว จะช่วยให้จิตใจดีขึ้นด้วย แต่บางคนที่เป็นหนักมากๆ อาจต้องใช้การออกกำลังกาย หรือมีวันพัก อย่างผมก็ใช้วิธีเล่นดนตรีบ้าง ฟังเพลงบ้าง ผมอาจจะถือว่าไม่ใช่คนที่ล้างยากมาก หรือผมอาจจะไม่ได้ Deep เท่านักแสดงคนอื่นก็ได้ หรือผมอาจจะไม่ได้ลงถึงแก่นเท่าเขาก็ได้ มันก็แล้วแต่วิธีของแต่ละคนน่ะครับ

โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ (Robert Downey, Jr.) ยังบอกเลยว่า เขาไม่ได้เป็นคนที่อินอะไรกับการแสดง เขาไม่เคยอินเลย เขาแค่เสแสร้งเก่ง แต่มันเก่งจริง เราก็ยอมรับ แต่ผมไม่เชื่อมันหรอก ผมว่ามันเรียนเยอะ มันต้องศึกษาแหละ อาจจะมีพรสวรรค์ แต่พวกนี้ทุกคน นักร้องร็อกงี้ ศิลปินร็อกต่างประเทศที่บอกว่า อุ้ย ภาพลักษณ์ออกมา กินเหล้า สูบบุหรี่ เมายา ตื่นเช้ามา วิ่งทุกคน ผมกล้าพูดเลย ไอ้พวกนี้…

“จริงพี่… มันวิ่งทุกคน” เขาอมยิ้ม 

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

เก้าที่หก : ร็อก แรป เมทัล กับชีวิตอีกบทบาทในวง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนึ่งในเพลงที่ทำให้คนรู้จักเก้าในบทบาทนักดนตรี คือ ทุ้มอยู่ในใจ เพลงประกอบภาพยนตร์ Suckseed ห่วยขั้นเทพ ไม่ใช่แค่การเป็นศิลปินเดี่ยว แต่เก้ายังเคยฟอร์มวงกับเพื่อนในชื่อวง Sleep Runway ดนตรีป็อปร็อกสมวัยที่ครองใจผู้ฟังในช่วงนั้น 

“พูดตรงๆ ตอนนั้น ผมไม่ได้มีสกิลล์การร้องเพลงที่สูง จะให้ร้องแหบๆ พร่าๆ แบบร็อกมากๆ ผมก็ทำไม่ได้ เพลงมันก็เลยทำออกมาตามเสียงของผมด้วย ซึ่งอยู่ในภาคดนตรีที่เราก็ยังพอรับได้ ก็เป็นป็อปร็อกปกติทั่วไป แต่พอมาถึงจุดหนึ่ง เราคิดว่าถ้าเป็นแนวดนตรีที่เราชอบร้อยเปอร์เซ็นต์ล่ะ ดนตรีของเราจะออกมาเป็นแบบไหน”

ดนตรีไม่ใช่เรื่องใหม่ในชีวิตเก้า แต่สิ่งที่ค่อนข้างใหม่สำหรับใครหลายๆ คนคือ ครั้งนี้ เก้ากลับมาทำดนตรีในสไตล์ที่หนักหน่วงกว่าที่ใครหลายคนคาดไว้

Bad Baboon คือวงล่าสุดของเขา คือพลังหนุ่มจากสี่สมาชิกคือ กลอง-ฐาฬ์ กุณฑลบุตร (ร้องนำ), โดม-วีรยุทธ์ ห่อนาค (กลอง), บอม-วิชาวัฒน์ บุดดาบุญ (เบส) และเก้าเองที่ครั้งนี้ เขากำชับหนักแน่นกับเพื่อนว่าเขาอยากเล่นกีตาร์ในวง 

“พอดีว่ามีเพื่อนที่โตมาแบบเรา เป็นเพื่อนกันตั้งแต่เด็ก พูดอะไรก็เข้าใจว่าเราจะทำแนวไหน นั่นคือคุณกลอง มันชอบแรป เลยคุยกันว่าอยากทำเพลง ผมพูดตรงๆ เลย อยากเล่นกีตาร์ อยากเล่นเมทัล มึงก็มาแรปแล้วกัน ร้องไม่ต้องมีเมโลดี้เลย จะได้ทำดนตรีง่ายด้วย ไม่ต้องมีเรื่องของฮาร์โมนี่ ตัดทิ้งไปได้เลย เอาความสะใจล้วนๆ

“เราก็คิด Riff กีตาร์ไป แรปก็เล่าเรื่องไปโดยไม่ต้องคิดว่าคำมันจะลงเมโลดี้ไหม มันพูดอะไรออกมาตรงๆ ได้ นี่คือเสน่ห์อย่างหนึ่งของแรป คือคำไทยมันมักมีปัญหา สังเกตเพลงไทยในตลาดนะครับ ในยุคก่อนฮิปฮอปมา ว่ามันจะมีคำที่ถูกใช้วนไปวนมา เหมือนเป็นชุดคำที่ลงกับเมโลดี้แล้วร้องออกมาได้โดยไม่โกงโน้ต 

“แต่ในยุคหลัง พอมาเป็นยุคฮิปฮอป เราจะเห็นว่าต่อให้มีเมโลดี้ก็เถอะเริ่มมีการโกงโน้ต มันก็ใช้ได้กับแนวดนตรีบางแนว จะมีความกวน มีเสน่ห์ไปอีกแบบ แต่ผมรู้สึกว่า นี่แหละเป็นจุดเริ่มต้น อิจฉาคนฝรั่งน่ะครับที่เขามีเพลงที่พูดคำอะไรก็ได้ มันลงโน้ต ลงเมโลดี้ได้หมดเลย คือภาษาเขามันดันเป็นแบบนั้น แต่ว่าภาษาเราอาจจะต้องเลือกคำนิดหนึ่งเวลาร้องเมโลดี้ แต่พอเป็นแรปปุ๊บ มึงรัวเลย ขอแค่ Rhyme สวย ฟังแล้วเข้าหู ใช่มันก็คือใช่ และผมว่า ความชอบมันก็เป็นไปตามวัย เรารู้สึกว่า วัยนี้เราไม่ต้องมานั่งคิดแล้วว่ามันจะฮิตหรือไม่ฮิต ถ้าคนชอบ มันก็ชอบครับ”

วันนั้น ผมบอกเก้าว่า การได้ฟังเพลงของ Bad Baboon นั้นกระตุกต่อมความทรงจำยิ่งนัก เหมือนได้นั่งไทม์แมชชีนที่พาผู้ชายวัย 30 เดินทางกลับไปสู่สมัยไว้ผมเกรียนขาวสามด้าน ขอเงินแม่ไปซื้อเทปคาสเซ็ต ใส่เทปนั้นในเครื่องเสียงในรถแม่ เปิดลำโพงสุดเสียง เพียงอินโทรเพลง Paper Cut จากอัลบั้มในตำนาน Hybrid Theory ของ Linkin Park ดังขึ้น แม่ก็หันขวับและถามว่า “ซื้อเพลงอะไรมา” นั่นคือแทร็กแรกของการเดินทางไกลในชีวิตวัยรุ่นยุค 2000 ยุคที่ดนตรีร็อกผสมแรป (หรือ Nu Metal หรือเฮฟวี่เมทัลผสมฮิปฮอป แล้วแต่จะนิยาม) แบบนี้ยังเฟื่องฟูมาก มันนำไปสู่การแสวงหา Limb Bizkit และผองเพื่อนมากระแทกโสต และนี่คือแนวดนตรีที่ไม่ใช่ดนตรีเมนสตรีมอีกต่อไปในยุคนี้

“ใช่ครับ ใช่ๆ ผมก็โตมาแบบนั้นเหมือนกัน มันยากนะ แต่มองในแง่ดีมันก็ท้าทายไง ถ้าเราทำให้ดนตรีร็อกหรือเมทัลกลับขึ้นมาให้สูงที่สุด เรารู้สึกว่าเป็นความท้าทาย เราอยากเล่นแบบนี้มากกว่า ส่วนใครจะมาดูเพราะว่าเป็นตัวผม ผมก็ไม่สน แต่ตอนเขากลับออกไป แล้วเขารู้สึกยังไงกับสิ่งนี้ นั่นสำคัญกว่า”

เก้าที่เจ็ด : Yes แม่ แปลว่าใช่ครับแม่ ถูกต้อง ใช่เลย ครับผม ครับแม่

ผมเชื่อเสมอว่า ถ้าอยากเข้าใจใครสักคน วิธีที่ดีที่สุดคือศึกษาชีวิตและเสพผลงานของเขา

ตอนนี้ Bad Baboon ปล่อยออกมาแล้ว 4 ซิงเกิล คือ Yes แม่, ข้าวราดแกง, อับดุล และล่าสุด เอาแฟนเก่ากูคืนมาโดยสมาชิกในวงรับผิดชอบพาร์ตตัวเอง และช่วยกันขัดเกลาให้กลมกล่อมทั้งเนื้อร้อง ทำนอง และดนตรี 

ต้องยอมรับว่า แค่ได้ฟังชื่อเพลง อาจทำให้หลายคนด่วนตัดสิน 

คำมันชัดเจน ตรงไปตรงมา ไม่หลอกด่า ไม่อ้อมค้อม

ดนตรีมันสาดโสตซะสะใจ และอาจจะหนักหูเกินไปสำหรับคนที่ไม่เข้าใจ หรือใจไม่เปิดรับดนตรีเมทัล

แต่นี่แหละคือเมทัล นี่แหละคือความขบถ นี่แหละคือพลังสร้างสรรค์แห่งวัยหนุ่ม

ในฐานะของคนที่ฟังแล้ว ผมอยากบอกคุณอย่างนี้ครับว่า

เปิดใจ เปิดลำโพงให้สุด และจงอ่านระหว่างบรรทัดให้ดีๆ

“อันนี้ผมพูดแทนนักร้องนะครับ ตีความจากนักร้องอีกที เพราะผมก็ไม่รู้ว่าอะไรอยู่ในหัวเขาเหมือนกัน” เก้ากล่าว ก่อนจะเล่าความหมายที่ซ่อนอยู่ในแต่ละเพลง

“อย่างเพลง Yes แม่ เป็นเพลงแรกของวง คอนเซปต์อาจจะยังไม่ชัดเจนนัก ผมแค่มีดนตรีให้ แล้วให้นักร้องไปเขียนเนื้อมา ได้ท่อนฮุกมาก่อนว่า ‘Yes แม่ แปลว่าใช่ครับแม่’ ผมก็รู้สึกว่า แม่ง เป็นคำที่กวนตีนดี ‘ถูกต้อง ใช่เลย ครับผม ครับแม่’ มันเป็นคำที่เหมือนจะด่าเหรอ แต่ไม่ใช่ บอกว่า Yes แม่ ก็คือเชื่อฟังพ่อแม่ ตามนั้น เป็นคอนเซ็ปต์ที่พูดถึงคนที่อายุมากๆ แล้วใช้อายุมาเป็นอาวุธน่ะครับ

“มีอยู่ท่อนหนึ่งในเพลง ‘ฆ่าคนด้วยความแก่แต่ว่าจริงๆ ไร้ Attitude’ เหมือนคนที่ใช้อายุมาข่มว่ากูเจ๋ง กูรู้มากกว่ามึง ทั้งที่จริงๆ แล้วเขาอาจจะเป็นแค่ผู้ใหญ่ไก่กา ไม่ได้รู้อะไรจริงๆ ด้วยซ้ำไป เราไม่จำเป็นต้องนับถือคนแบบนั้น อันนี้คือแนวความคิดของเรา คือมันไม่สำคัญว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ มันสำคัญว่าข้างในคุณอายุเท่าไหร่มากกว่า”

แล้วซิงเกิลที่ 2 อย่าง ข้าวราดแกง ล่ะ-ผมถามเขา

“สั่งข้าวราดแกงเมื่อไหร่ แต่สุดท้ายได้แกงราดข้าวทุกครั้ง เปรียบเปรยกับสภาพสังคมปัจจุบันที่พูดอย่างทำอย่าง คืออันนี้มันเล่นคำแหละ เรารู้ว่ามันเหมือนกันแหละ ข้าวราดแกงกับแกงราดข้าว แต่ว่าไปดูจริงๆ มันไม่เหมือนนะ สำหรับผมคือ ไม่อันใดอันหนึ่งคือข้าวอยู่ข้างบน อีกอันหนึ่งคือข้าวอยู่ข้างล่าง มันไม่เหมือนกัน บางที บางเรื่องที่เรารู้สึกว่า เฮ้ย เหมือนๆ กันก็ได้มั้ง จริงๆ มันไม่เหมือน ถ้าเขาสั่ง เขาเป็นลูกค้า คุณก็ต้องทำตามที่เขาบอก ไม่ใช่มาขายผ้าเอาหน้ารอด เอาผักชีโรยหน้าแล้วบอกว่ามันเหมือนกัน หรือบางทีคนพูดอย่างทำอย่าง มันเยอะในสังคม เราก็เอามาพูดในเชิงกวนตีน ไม่ได้ไปด่าเขาตรงๆ เพลงนี้ก็จะจิกๆ กัดๆ หน่อย เออ เหมือนปะยาง เขียนปะยาง 24 ชั่วโมง แต่ปะจริงๆ ปะแค่ครึ่งชั่วโมงเอง มันคือความกวนอ่ะครับ 

“จริงๆ มันมีอะไรอีกในนั้น มีความเสียดสีอยู่เกือบทุกเพลง แต่เราฉาบมันด้วยความกวน ไม่อยากให้คนฟังรู้สึกว่า โห เมทัลมันเครียดจังวะ เราก็ยังต้องการให้มีอารมณ์ที่กวน แบบยิ้มได้อยู่ เพราะผมว่ามันสำคัญนะเวลาที่เราฟังเพลง อย่างพี่มานั่งคุยกับผมวันนี้ กับเวลาที่พี่กลับไปฟังเพลง พี่ต้องนึกถึงคนคนเดียวกันหน่อย เราไม่อยากเป็นแบบวงที่ก่อนจะขึ้นคอนเสิร์ตนี่นั่งเล่นเกมกัน หัวเราะคึกคัก สนุกน่ารัก แต่ขึ้นไปบนเวทีแล้วคุณพูดแต่เรื่องเลือด เรื่องการเมืองอย่างนี้ แค่เพราะแนวดนตรีเมทัลเขาทำกัน แบบนั้นมันก็ไม่ใช่ตัวคุณแล้ว มันไม่ใช่แค่ว่าแนวนี้ต้องพูดเรื่องนี้เท่านั้น แนวไหนมันจะพูดเรื่องไหนก็ได้ครับ ทำได้หมด”

มาถึงเพลง อับดุล ซิงเกิลที่ 3 ที่เก้าดูท่าว่าจะชอบมาก เพลงนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากเพลง สาวบางโพธิ์ ของตู้ ดิเรก

“ผมไปร้านเหล้ากับเพื่อน คุยกันว่าเพลงต่อไปเอาอะไรดี วงดนตรีที่ร้านก็เล่นเพลง สาวบางโพธิ์ (เก้าฮัมทำนอง) แล้วเพื่อนผมก็ร้องขึ้นมา ‘อับดุล เอ้ย อับดุล เอ้ย’ ผมก็ เออ ได้นี่หว่า มันเป็นคำของตลกเล่นกัน เราเอาไปทำต่อได้นี่หว่า ผมก็ไปขึ้นโครงดนตรีมา นักร้องก็ไปเขียนแรป แรปมันมา ดีมากเลย อับดุล นี่ผมชอบมาก เป็นเพลงที่พูดถึงเรื่องของคนที่รู้จริงแต่ไม่จังครับ รู้จังแต่ไม่จริง มันก็เหมือนกับโชว์ปาหี่ เหมือนกับโชว์อับดุล อย่างนี้เลย 

“โดยเฉพาะกับคนบางคนที่มีคนนับหน้าถือตาอยู่ในสังคม เป็นคนใหญ่คนโตด้วยซ้ำไป คือเขาไปพูดอะไรคนก็เชื่อหมด แต่จริงๆ มันอาจไม่มีอะไรจริงเลยด้วยซ้ำที่เขาพูด มันก็มีอะครับ ในสังคมเรา ผมยกตัวอย่างไลฟ์โค้ชบางคน ใช้คำว่าบางคนนะครับ ผมรู้สึกว่า เขาจะรู้อะไรวะ นึกออกไหม ที่เขาพูดไปเป็นสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วบ้างก็มี แต่บางคนก็ยังจะเชื่อ ยังจะฟัง เลยเป็นที่มาของเพลงนี้ เราเปรียบเทียบกับคนที่ทำเหมือนรู้ แต่จริงๆ ไม่รู้อะไรเลย”

ส่วนเพลงล่าสุด เอาแฟนเก่ากูคืนมา “เพลงนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของนักร้อง เป็นเพลงแรกที่นักร้องเขามีเนื้อมาจบหมดแล้วเลย เราก็ไปทำดนตรีเลยออกมาเป็นอย่างที่เห็น” 

ตัวผมเองได้ฟังแล้วครับ พูดเลยว่าเพลงนี้แสบจริง ได้ฟังฮุกแรกเท่านั้นแหละ เล่นเอาถอดแว่นแทบไม่ทัน

แม้ตัวผลงานจะการันตีฝีมือของวงได้เป็นอย่างดี แต่ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าหลายคนอาจยังปิดใจ หรือไม่ก็เข้ามาฟังเพราะเป็นวงที่มี เก้า จิรายุ เป็นสมาชิก ซึ่งดูเหมือนเก้าก็เข้าใจข้อดีนี้

“ผมอยากมีงานเล่น แล้วไปเล่นในฐานะวง ผมคิดเสมอว่า ผมไม่ได้อยากมีสปอตไลต์ คือโอเค คนต้องมองอยู่แล้วว่าเป็นวงเก้า แต่ท้ายที่สุด ก็ถ้าเขาอยู่กับโชว์สี่สิบห้านาทีหรือชั่วโมงนึงที่ผมไม่ได้ร้องเพลงเลย ผมแค่คอรัสอย่างนี้ ถ้าเขาอยู่กับเราได้ แสดงว่านี่ความสามารถเราแล้วนะ แต่ผมก็ไม่ได้ปิดกั้นนะ ใครอยากจะดูเพราะผม ก็ไม่เป็นไร แต่ท้ายที่สุด เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า วงจะทำให้คนรู้สึกสนุกได้คือ ณ ตอนนี้ วงยังไม่ได้เป็นยอดฝีมืออะไรอย่างนั้น แต่ผมมองว่า หน้าที่เรามีอย่างเดียวครับ เราขึ้นชื่อว่าเป็นวงดนตรี เราแค่ต้องเล่นดนตรี แล้วก็ต้องเล่นให้เขาปฏิเสธเราไม่ได้ 

“ผมไม่ได้บอกว่า ดีจนปฏิเสธไม่ได้ มันต้องเป็นความพอดีอะไรบางอย่าง ที่แบบไม่ได้เล่นโชว์ออฟ ปฏิเสธไม่ได้ในที่นี้คือ มันจะมีบางคนที่เราไม่ชอบเขาเลย ศิลปินคนนี้ แต่บางทีเรานั่งดูคลิปเขาเล่น ทำไมกูหยุดดูไม่ได้วะ รู้ตัวอีกที กูว่ากูชอบมึงแล้วล่ะ มันต้องเป็นความรู้สึกอย่างนั้น แล้วเราไม่ได้หวังว่าจะต้องเกิดขึ้นกับทุกคนนะครับ เราหวังว่ามันอาจจะเกิดขึ้นกับแค่คนบางคน แค่นั้นเราก็มีความสุขแล้ว นั่นแหละครับ แค่เล่นกับเพื่อนๆ แล้วก็เป็นตัวของตัวเองครับ”

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก
ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

เก้าที่แปด : ความสัมพันธ์ในมุมมองของคนหนุ่ม

ในยุคโซเชียลมีเดียที่ความหมายของความเป็นส่วนตัวเริ่มเปลี่ยนไป นอกจากผลงานเบื้องหน้าแล้ว ชีวิตส่วนตัวและความสัมพันธ์หลังม่านมายาก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คนล้วนจับตามอง โดยเฉพาะคนหนุ่มวัยกลาง 20 เขามีมุมมองต่อความสัมพันธ์อย่างไร ในช่วงวัยที่แพสชันแห่งความรักกำลังเข้มข้นและเบ่งบาน

“ความสัมพันธ์เหมือนเป็นสิ่งที่เราคาดเดาไม่ได้ เราไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง เราไม่รู้ว่าจะคบกับใครนานแค่ไหน เขาจะอยู่ในชีวิตเรานานไหม เขาจะรับเราได้ไหม เราจะรักเขาได้ไหม มีแต่คำถามเต็มไปหมดเลยครับ คิดมากไปผมว่าก็ปวดหัว ก็เลยกลับมาที่ว่า ตอนนี้มีความสุขก็พอ คิดเผื่อไปข้างหน้าได้นะ แต่ไม่ต้องเยอะมากจนกวนใจเรา แค่รู้สึกว่า ตอนนี้ คบกันแล้วมีความสุข มองไปข้างหน้าแล้วยังโอเค ก็ไม่ต้องคิดอะไรแล้ว”

สำหรับคุณ อะไรคือสิ่งที่จะรักษาความสัมพันธ์ได้นาน-ผมถามเขา

“พูดถึงความแฟร์ มันก็สำคัญ แต่แฟร์ของแต่ละคนไม่เท่ากันอีก งั้นมาพูดเรื่องทัศนคติดีกว่า สมมติเรามองสิ่งหนึ่ง มันอาจจะไม่ได้มองเป็นสิ่งเดียวกันเสียทีเดียว แต่ถ้าเราเข้าใจว่าทำไมเขาถึงมองแบบนั้นก็จบ อีกอย่างก็ใจเขาใจเราด้วยครับ ช่วงที่เราเครียด เราอยากได้การปลอบประโลม ถ้าเขาเครียดก็คงเหมือนกัน จริงๆ ผมไม่อยากคิดไปเยอะว่ามันจะต้องเป็นยังไง คือพอมาอยู่ในวงการ คอมเมนต์มันเยอะ ส่วนหนึ่งผมก็เป็นคนที่มีโลกส่วนตัว ผมไม่พูดว่าผมมีโลกส่วนตัวสูง เพราะผมไม่รู้สึกว่าสูงขนาดนั้น แต่มันมีอยู่ ผมว่าเราก็จะให้เขาเห็นเฉพาะสิ่งที่เราสบายใจที่จะให้เขาเห็น เพราะท้ายที่สุดแล้ว เราไม่อยากให้คนดูจากทางบ้านมาเป็นคนตัดสินชี้ชะตาเรา มันไม่ใช่ 

“ท้ายที่สุด มันต้องมาจากตัวเราเองว่าเรารู้สึกแบบไหนจริงๆ ผมเชื่อว่าหลายคนในวงการต้องมีผลกระทบบ้างแหละ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งกับความสัมพันธ์ ก็เป็นห่วงนะครับ (ยิ้ม) ขอให้ทุกคนสู้ๆ ครับ มันไม่ง่ายอยู่แล้ว ต่อให้เราไม่ได้อยู่ในวงการนี้ เขาก็จะมีความท้าทายแบบอื่น ที่พระเจ้าหรือใครสักคนส่งมาให้เราต้องต่อสู้กับสิ่งนั้น มันเป็นบททดสอบ 

“ถ้าพูดถึงของผม ผมรู้สึกว่า มันเหมือนเป็นการซื้อหวยที่เลขเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ซึ่งมันขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราประพฤติตัวด้วย กับสิ่งที่เขาประพฤติตัวด้วย มันประกอบกัน บางทีเราซื้อมา ก็ไม่รู้ว่าถูกหรือเปล่าแหละ มันไม่รู้จนกว่าวันที่หวยจะออก” 

ฟังเขาพูดจบ ผมคิดในใจ และหวังอย่างยิ่งครับว่า เขาจะถูกหวยงวดนี้

เก้าที่เก้า : ย้อนรอยเก้า ก่อนก้าวต่อไป

การสนทนาดำเนินมาถึงจุดสุดท้าย แต่ผมนึกย้อนกลับไปก่อนวันสัมภาษณ์ วันที่ผมโทรหาเขาเพื่อบอกประเด็นและจุดมุ่งหมายที่เราจะคุยกัน และถือโอกาสถามเขาตรงๆ ว่า อยากคุยอะไรนอกเหนือจากประเด็นที่วางไว้บ้างไหม “จริงๆ คุยอะไรก็ได้นะครับ ผมเป็นคนอ่านง่ายครับ ไม่ซับซ้อน” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งที่ชวนตีความได้หลายอย่าง

มาวันนี้ที่ผมได้สนทนา ได้ฟังเสียงเขาเต็มสองหู ได้จ้องเขาเต็มสองตา จริงอยู่ที่คุยเรื่องอะไรก็ได้ แต่เขาไม่ใช่คนที่อ่านง่ายนัก และหลายครั้งก็ก้ำกึ่งระหว่างความเข้าใจง่ายและซับซ้อนอยู่ในที

น้ำเสียงของ เก้า จิรายุ ให้จินตนาการถึงเสียงโทนต่ำ ราบเรียบ และค่อนข้างนิ่ง 

จะตื่นเต้น ยินดี หรือเศร้าใจ น้ำเสียงจึงไม่ต่างกันนัก แต่มันเต็มไปด้วยความครุ่นคิดของวัยหนุ่ม อาจพูดติดขัดบ้าง ในระหว่างที่กำลังเลือกสรรค์คำมาบรรยายความรู้สึกนึกคิดอย่างระมัดระวัง ถ้าเขาไม่คั่นด้วยคำว่า ‘แบบ…’ แล้วตามด้วยข้อความ เขาก็จะใช้ความเงียบตัดประโยคอย่างชะงักงัน แม้การร้อยเรียงประโยคจะชวนสับสนในบางครั้ง แต่นั่นกลับเป็นสิ่งที่ผมชอบที่สุด เมื่อได้กลับมาฟังเสียงสนทนาของเขาอีกครั้งระหว่างถอดเทป 

มันคือความครุ่นคิดของวัยหนุ่มจริงๆ

บางจังหวะนั้นหนักแน่นชวนคล้อยตามและชวนตั้งคำถาม ว่านี่คือบทเรียนชีวิตที่มาจากชายวัย 25 จริงหรือ 

บางจังหวะก็ลังเลกับคำตอบ จนชวนให้สงสัยว่าเขาหมายความว่าอย่างไรกันแน่ 

แต่กระนั้น ก็สมวัยย่าง 26 เป็นตัวของตัวเองและเปี่ยมเสน่ห์อย่างร้ายกาจในทุกจังหวะ

น่าคิดว่าถ้าให้มองย้อนกลับไป ชีวิตมอบบทเรียนใดให้เขาได้เรียนรู้มากที่สุดในวัยนี้

“มันไม่มีอันไหนเฉพาะเจาะจงหรอกครับ แต่ว่าช่วงเวลาที่เราได้เรียนรู้มากที่สุด คือช่วงเวลาที่มันแย่ อาจจะเรารู้สึกว่า งานช่วงนี้ไม่ใช่งานที่เราอยากทำ ผมพูดตามตรงเลย ผมไม่ได้ทางสะดวกมาตลอดนะ มีบางงานที่แบบ… เราอยากทำมากเลยว่ะ ไปออดิชันไม่ได้ก็มี หลังๆ มานี่ผมออดิชันไม่ค่อยติดเลยนะครับ ส่วนใหญ่งานที่เราได้เห็นกันจะเป็นงานที่ติดต่อเข้ามาว่าอยากได้เรา อันนี้คือยกตัวอย่างจากในหลายๆ เหตุการณ์ บางทีมันก็เศร้าไปเลย หรือเครียดไปเลย หรือเซ็งตัวเองไปเลย 

“แต่ไอ้ช่วงเวลาแบบนี้ มันทำให้เราเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน ได้มองเห็นชีวิต และยิ่งเห็นชัดเวลาที่มันผ่านมาแล้ว เมื่อเราเอาชนะความเครียดในครั้งแรกได้ ครั้งที่สอง ครั้งที่สาม ก็จะทำได้ต่อๆ ไป มันอาจจะยากขึ้น มันอาจจะมองไม่เห็น มันอาจจะมืดแปดด้าน แต่ผมรู้สึกว่า มองย้อนกลับไปนี่แบบ โหย มันมีคุณค่ากับเรามากเลยนะ ไอ้ความไม่สำเร็จต่างๆ เนี่ย ความหกล้มคลุกคลาน มีคนด่า อะไรอย่างนี้ มันมีค่ากับผมมาก ที่จะพูดทั้งหมดทั้งมวลก็คือ ผมขอบคุณข้อผิดพลาดพวกนี้มากเลย ส่วนใหญ่มันจะฉุดรั้งเรา ดึงเราให้ต่ำลงไป 

“แต่ผมรู้สึกว่ามันไม่มีอะไรที่จะฉุดเราได้จริงๆ หรอก นอกจากเรายอมแพ้ของเราเอง”

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของ เก้า จิรายุ จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

Writer

กรกฎ อุ่นพาณิชย์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจและ 2 ช่องทางยูทูบ คือ Outsiders Journal เล่าเรื่องไลฟ์สไตล์ วัฒนธรรม การกินดื่ม และการเดินทางผ่านมุมมองของ ‘คนนอก’ และช่อง Americano Taste เล่าเรื่องแฟชั่นและสไตล์ที่เป็นมากกว่าแค่เสื้อผ้า และจะบอกทุกคนว่า ‘สไตล์คือความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่แค่การเล่นแต่งตัวไปวันๆ’ นอกจากงานเขียน กรกฎยังหัดเย็บสูทเองในเวลาว่าง เพื่อเตรียมทำร้านตัดเสื้อในอนาคต

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load