“ทานตะวันหรือกุหลาบขาวดี”

“อะไรก็ได้ครับ ได้หมดเลย สบายมาก”

อาจเป็นความสุภาพ ความช่างเกรงใจ ความเป็นมืออาชีพที่ทำงานหน้ากล้องนับสิบปี หรือทั้งหมดทั้งมวลผสมกัน เขื่อน-ภัทรดนัย เสตสุวรรณ จึงรับดอกไม้สีเหลืองที่เราเลือกให้ไปถือพร้อมรอยยิ้มบางๆ เมื่อหันหลัง รอยสักกุหลาบแดงกลางหลังของเขาจึงโผล่พ้นชุดกระโปรงลายดอกไม้สีหวาน มวลบุปผาสารพัดสีโอบล้อมอดีตสมาชิกวงบอยแบนด์อย่างนุ่มนวล

เขื่อน ภัทรดนัย เสตสุวรรณ สมาชิกวง K-Otic ที่ผันตัวเป็นนักจิตบำบัดฝึกหัดและนักศึกษาป.เอก
เขื่อน ภัทรดนัย เสตสุวรรณ สมาชิกวง K-Otic ที่ผันตัวเป็นนักจิตบำบัดฝึกหัดและนักศึกษาป.เอก

“ลายนี้สำหรับพี่สาว พี่สาวเขื่อนชอบกุหลาบแดง”

เขื่อนเล่าถึงสมาชิกครอบครัวด้วยความรัก ซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดการพูดคุยและถ่ายภาพ เขาตอบคำขอของเราด้วยคำว่า “ได้ครับ ยินดีครับ” อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ดูเหมือนว่านิสัยทุ่มเทเพื่อสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ไม่ว่าครอบครัวหรือการงาน จะเป็นอุปนิสัยติดตัวนักศึกษาปริญญาเอกจิตบำบัดในสหราชอาณาจักรคนนี้

จากเด็กอายุ 13 ที่ก้าวเข้าสู่แสงไฟวงการบันเทิง จังหวะเติบโตของนักร้องรุ่นเยาว์ผิดแปลกจากเด็กวัยเดียวกัน ขณะที่ชื่อเสียงเงินทองแตกกิ่งก้านงอกงาม ดอกไม้ในใจภัทรดนัยซุกตัวเงียบเชียบในกระถางที่คนอื่นเตรียมไว้ให้ จนเมื่อข้ามฝั่งไปใช้ชีวิตและสัมผัสสภาพแวดล้อมอีกฟากหนึ่งของโลก ตัวตนของเขื่อนผลิบานสะพรั่งอย่างไม่เคยเป็น 

ภัทรดนัยคนที่อยู่ตรงหน้าเราแตกต่างจากเขื่อน K-Otic วัยเด็กลิบลับ เด็กวัยรุ่นสนุกสนานที่พร้อมมอบความสุขให้ผู้ชมคนนั้นไม่ได้หายตัวไป เพียงแต่เขื่อนคนนี้ยอมรับว่าชีวิตเขามีทั้งสุขและทุกข์ ได้รับทั้งความรักและความเกลียดชัง สิ่งที่เขื่อนในวัย 28 ปีอยากแบ่งปันให้สังคมไม่ใช่เสียงเพลงและรอยยิ้ม 

เขาอยากให้ความรู้สึกยอมรับตัวเองเกิดขึ้นในใจคน ไม่ว่ารสนิยมทางเพศหรือสภาวะอึดอัดที่อยู่ในจิตใจ นักจิตบำบัดฝึกหัดจึงเล่าเรื่องราวเบื้องหลังแสงไฟให้เราฟัง  

เขื่อน ภัทรดนัย เสตสุวรรณ สมาชิกวง K-Otic ที่ผันตัวเป็นนักจิตบำบัดฝึกหัดและนักศึกษาป.เอก

ตอนนี้เขื่อนทำอะไรอยู่บ้าง

ตั้งแต่กลับมาเมืองไทย ตอนนี้หนึ่งเขื่อนช่วยธุรกิจที่บ้าน สองยังทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกสาขา Existential psychotherapy อยู่ สามยังคงทำงานนักจิตบำบัดฝึกหัดกับคลินิกที่อังกฤษ และกำลังมองหาคลินิกที่เมืองไทยที่จะร่วมงานด้วยอยู่ครับ อยากเข้าร่วมกับองค์กรที่ดูแลเรื่อง Addiction จะเป็นการเสพติดอะไรก็ได้ครับ เสพติดเซ็กส์ เสพติดยา หรือติดแอลกอฮอล์ ได้หมดเลย

พอพูดถึงเรื่องการเสพติด คนจะนึกถึงแต่เหล้าหรือยาเสพติดใช่ไหมครับ แต่จริงๆ แล้วการเสพติดมันมาได้หลายแบบ หรือว่าเป็น Disorder ก็ได้ เช่น การเสพติดการเก็บของไว้ในบ้าน ที่เขื่อนสนใจเรื่องนี้เพราะในสังคม LGBTQ+ มีอาการเสพติดเยอะ เพราะว่าเป็นหนทางหลบหนีจากความกดดันของสังคม จิตบำบัดเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่ช่วยให้ค้นพบตัวเองและหลุดออกมาจากตรงนั้นได้ 

คือใช้กระบวนการทางจิตวิทยาในการคลี่คลายปัญหา

อาจไม่ใช่คำว่าคลี่คลาย เราสามารถทำให้เขาเรียนรู้ความสัมพันธ์ของตัวเองกับปัญหา และอยู่ร่วมกับปัญหาที่มีได้ ถ้า Client บอกว่าอยากให้ช่วยรักษาเขาให้หาย หรืออยากให้กำจัดความคิด เขื่อนจะบอกเขาเลยว่าเขื่อนทำให้ไม่ได้นะ แต่เขื่อนสามารถเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เขาได้ ให้เราค้นพบว่าความกลัวของคุณคืออะไร เรียนรู้ที่จะอยู่กับความกลัวพวกนี้ และรู้จักความกลัวพวกนี้มากขึ้น

Søren Kierkegaard (นักปรัชญาชาวเดนมาร์ก) บอกว่าความวิตกกังวลเป็นธรรมชาติของมนุษย์ เรากังวลเมื่อเราเลือกเผชิญอุปสรรคที่เกิดกับเรา เพราะเรารู้ว่าชีวิตเปราะบางมีที่สิ้นสุด ถ้าเราไม่กังวลอะไรเลย แปลว่าเราไม่ได้ใช้ชีวิต 

A person who learned to be anxious the right way have learned to live. จิตบำบัดที่เขื่อนเรียนไม่ได้พยายามจะรักษาความกังวลให้หายไป แต่อยู่ร่วมและทำความเข้าใจกับมัน 

สภาวะสุขภาพจิตที่อังกฤษเป็นยังไงบ้าง 

จากประสบการณ์ของเขื่อนที่ทำกับหน่วยงานที่ชื่อว่า Headstrong ก็ค่อนข้างหลากหลาย ทั้ง Panic Attack (โรคตื่นตระหนก) Anxiety (โรควิตกกังวล) แล้วก็เรื่องตัวตนทางเพศของสังคม LGBTQ+ มีทั้งเรื่องความกดดันไม่สามารถเปิดเผยตัวตนได้ เรื่องยาเสพติด 

Client ของเขื่อนมีหลากหลาย ปกติทางองค์กรเขาก็จะประเมินมาเรียบร้อยแล้วว่าเคสเป็นอย่างนี้ เขาต้องการอย่างนี้ คุณโคเอ็นจัดการได้ไหม ฝรั่งออกเสียงชื่อเขื่อนไม่ถูก เขื่อนเลยให้เขาเรียกว่าโคเอ็น (Koen) 

ตอนนี้เขื่อนมี Client ที่อังกฤษสามคน ใช้เวลาปรึกษาสี่ทุ่มถึงตีสองเวลาไทย เสร็จปุ๊บต้องเขียนรายงานต่อทันที จำนวนนี้สำหรับนักบำบัดฝึกหัดถือว่าค่อนข้างเยอะ แต่เขื่อนเคยถืออยู่ในมือสูงสุดหกคน กลับบ้านแล้วร้องไห้เลย เราไม่ได้เครียดเพราะเรื่องของเขานะครับ แต่เราเห็นใจเขา แล้วเรื่องของเขามันไปสะกิดเรื่องของเราเองขึ้นมา แผลที่ปิดมานานแล้วมันเปิดขึ้นมาอีกทีนึง 

เขื่อน ภัทรดนัย เสตสุวรรณ สมาชิกวง K-Otic ที่ผันตัวเป็นนักจิตบำบัดฝึกหัดและนักศึกษาป.เอก

นักจิตบำบัดมีสภาวะทางจิตได้ไหม

แน่นอน เขื่อนเชื่อว่าทุกคนมี Baggage ของตัวเอง แต่ในวันที่เราจะเลือกทางนี้เป็นอาชีพ เราต้องเคลียร์ตัวเองให้ได้ก่อน และคนที่ Vulnerable จะเข้าใจความเจ็บปวดของผู้อื่น และเป็นนักจิตบำบัดที่ดี เข้าไปในโลกของเขาได้ 

การเป็นนักบำบัดฝึกหัดต่างชาติ อายุน้อย ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของคุณไหม

เขื่อนรู้สึกและมีความคิดแบบนั้นเข้ามาในหัวตลอดเวลาครับ แต่พูดแบบนั้นเท่ากับว่าเขื่อนเอาความไม่มั่นใจของตัวเองออกมาตัดสินคนอื่น เพราะมันคือความรู้สึกของเขื่อนเอง ไม่ใช่ของใคร Client บางคนเขื่อนก็รู้สึกว่ายากสำหรับเรา เช่น กลุ่มผู้ชายแท้ ผิวขาว วัยกลางคน เขื่อนโตมาด้วยความคิดว่าเขามีสิทธิพิเศษมากเลย น่าเกรงขามมาก เขื่อนรู้ตัวว่าตัวเองไม่มั่นใจ รู้สึกว่าเราอาจไม่ดีพอ ไม่น่าเชื่อถือ เพราะเป็นคนผิวสี เป็นเกย์ อายุน้อย

แต่หลายคนก็บอกว่าเพราะเขื่อนมาจากวัฒนธรรมไทย ภาษากายของเราช่วยให้เขารู้สึกสบายใจ เปิดใจได้มากขึ้น พอขาดตรงนี้เพราะต้องคุยกันออนไลน์ เราก็ต้องพยายามมากขึ้นที่จะเชื่อมต่อกับคนไข้และทำให้เขารู้สึกปลอดภัยพอที่จะดิ่งไปกับเรา 

ในแง่รูปธรรม วิธีการบำบัดจิตด้วยปรัชญาทำอย่างไร

นั่งคุยกันตรงๆ ถึง Trauma ที่เคยเกิดขึ้น ถึงสิ่งที่ติดอยู่ข้างในตลอดชีวิต และค้นหาตัวเอง ถ้า Client มาบอกว่าเขารู้สึกวิตกกังวล คำถามแรกที่เขื่อนจะถามคือ คุณช่วยอธิบายได้ไหมว่าความวิตกกังวลของคุณเป็นยังไง ถ้าเราสรุปว่าเขาเป็นโรควิตกกังวล แปลว่าเราไปตัดสินเขาแล้ว เราจะช่วยกันค้นหาว่าเขารู้สึกตรงไหน หน้าตาความกังวลมันเป็นยังไง 

แปลว่าก่อนไปบำบัดคนอื่น คุณต้องเข้าใจตัวเองและปัญหาตัวเองอย่างถ่องแท้ก่อน

แน่นอนครับ ตามคอร์สเรียน เขากำหนดมาเลยว่าต้องไปเจอนักจิตวิทยาของตัวเองทุกอาทิตย์ ค่าใช้จ่ายอยู่นอกค่าเทอม ที่เขื่อนเจอคือห้าสิบนาทีตกอยู่ที่สี่พันบาท แต่พอเราเริ่มเจอคนไข้ เรารู้เลยว่าทำไมต้องไปเจอ ที่อังกฤษมีข้อกำหนดทางจริยธรรมมาก เราต้องมีจุดยืนว่าไม่มีอคติ ไม่ตัดสินล่วงหน้า 

อาชีพนักจิตบำบัดไม่สร้างความร่ำรวยใช่ไหม แล้วทำไมถึงตัดสินใจเลือกเดินเส้นทางนี้

เขื่อนไม่ได้คิดเรื่องนี้มานานแล้ว ถ้าไม่ทำเป็นธุรกิจจ๋าจริงๆ อาชีพนี้ที่อังกฤษทำให้พออยู่พอกิน ไม่ได้ร่ำรวย แต่วันที่เลือกทางเดินนี้ เขื่อนยอมรับเรื่องนี้ได้เรียบร้อยแล้ว เป้าหมายของเขื่อนแต่แรกตั้งแต่ตอนไปเรียนปริญญาโท คือไปเอาประสบการณ์ แล้วกลับมาเปิดคลินิกสุขภาพจิตที่เมืองไทย 

ทำไมตั้งเป้าไว้ที่ปริญญาเอก 

เพราะเขื่อนรู้ว่าถ้าจบปริญญาโท แล้วเขื่อนบอกว่าจะมาเป็นนักจิตบำบัด เขื่อนยังไม่เชื่อตัวเองเลย แล้วคนไข้จะเชื่อเขื่อนได้ยังไง แล้วเราจะสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยได้ยังไง  เขื่อนรู้สึกว่ายังมีอาวุธในมือไม่พร้อม ประสบการณ์ในการเจอคนยังไม่พร้อม ถ้าเรียนจบเอกแล้วยังไม่พร้อมก็ไปหาที่เก็บประสบการณ์เพิ่ม เขื่อนเก่งไม่เก่งไม่รู้ แต่รู้สึกว่าเขื่อนต้องทำให้คนรู้สึกปลอดภัยให้ได้

เขื่อน ภัทรดนัย เสตสุวรรณ สมาชิกวง K-Otic ที่ผันตัวเป็นนักจิตบำบัดฝึกหัดและนักศึกษาป.เอก

คุณทำงานในวงการบันเทิง เรียนจบด้านท่องเที่ยว แต่ทำไมถึงไปเบนเข็มไปสาขาจิตวิทยา

เพราะเขื่อนโตมากับครอบครัวที่มีประเด็นเรื่องสุขภาพจิต It was there. ไม่ว่าจะรู้จักในรูปแบบอะไรก็ตาม มันอยู่ตรงนั้น พี่สาวเขื่อนเป็นออทิสติกระดับรุนแรง ตั้งแต่จำความได้คุณพ่อคุณแม่บอกว่าเขื่อนเป็น Care Taker ของพี่สาวนะ เกิดมาเขื่อนรู้เลยว่าต้องดูแลพี่สาวในวันที่คุณพ่อคุณแม่คุณตาคุณยายไม่อยู่ 

เขื่อนโตมากับการเห็นพี่ทรมานเยอะ เพราะเครื่องไม้เครื่องมือและระบบที่รองรับพี่สาวมีน้อยมาก ส่วนคุณแม่เขื่อนเป็นไบโพลาร์ เขื่อนโตมาในบ้านที่หลายอย่างเปลี่ยนเร็วมาก เพราะคุณแม่มีช่วงที่ซึมเศร้า และช่วงที่ Mania ชีวิตเหวี่ยงมาก จะย้ายบ้าน จะลงทุน 

โค้งสุดท้ายคือหลายปีก่อน ตอนที่เขื่อนมีความรับผิดชอบต่อครอบครัวมากขึ้น เราตัดสินใจให้พี่กับคุณแม่เข้ารับการบำบัด กินยา และพบความช่วยเหลือ จำได้เลยว่าอาการของพี่ดีขึ้น คนออทิสติกมีปัญหาเกี่ยวกับการแสดงออกอารมณ์ตัวเอง ซึ่งกดทับมานาน เราเห็นเขาสบายขึ้น ใช้ชีวิตได้ดีขึ้น นอนได้ดีขึ้น ส่วนคุณแม่ก็ดีขึ้น ถึงขั้นที่เขามาบอกเขื่อนว่าเขาเสียดาย ทำไมไม่มีใครเคยพาเขาไปบำบัดตั้งแต่ตอนเด็ก ทำไมคนไม่เข้าใจเขา ชีวิตเขาควรดีกว่านี้  

สองเหตุการณ์นี้กับการเห็นว่าพี่สาวกับแม่ทุกข์ทรมานอย่างไรบ้าง คือจุดที่ดันให้เขื่อนออกจากวงการบันเทิง ไม่เอาแล้วครับ หนึ่งเขื่อนรู้สึกเติมเต็มแล้ว สองมันไม่ใช่ความหมายของชีวิตของเขื่อนอีกต่อไปแล้ว เป็นจุดเปลี่ยนให้ไปเรียนต่ออังกฤษเลยครับ 

ตอนนั้นคุณอายุเท่าไหร่

น่าจะประมาณยี่สิบสามยี่สิบสี่

ถ้าเทียบกับคนวัยเดียวกัน คือช่วงเริ่มออกจากมหาวิทยาลัยและทำงาน แต่ตอนนั้นคุณอิ่มตัวแล้ว

ใช่ พอแล้ว ย้อนกลับไป เขื่อนเป็นเด็กกรุงเทพฯ ที่ไปโตระยอง เป็นเด็กระยองอายุสิบสามที่อยู่ดีๆ ก็โดนโยนจับเข้าวงการบันเทิงแล้วดันโชคดี สิบปีในวงการ เขื่อนได้ทำสิ่งที่เขื่อนคิดว่าอยากทำ แล้วมันดีมาก เขื่อนซาบซึ้งกับทุกประสบการณ์และทุกแรงสนับสนุน แล้วก็มาถึงวันที่เรารู้สึกว่าไม่อยากทำแล้ว เรื่องที่เข้ามาทำให้เราตระหนักรู้ เหมือนกินอะไรไม่อร่อย แปรงฟันแล้วรสคาวไม่อร่อยมันยังอยู่ในฟัน นี่มันไม่ใช่ตัวเราแล้ว เขื่อนก็เลยออกมา 

เขื่อน ภัทรดนัย เสตสุวรรณ สมาชิกวง K-Otic ที่ผันตัวเป็นนักจิตบำบัดฝึกหัดและนักศึกษาป.เอก

ทำไมถึงเลือกไปเรียนต่อที่อังกฤษ

เพราะถ้าเขื่อนเลือกอยู่ที่นี่ต่อ เขื่อนทำอะไรไม่ได้ ไม่รู้ว่าจะเริ่มตรงไหนจริงๆ ถึงเมืองไทยจะมีที่เรียน แต่เขื่อนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราคือใคร การไปอังกฤษได้อะไรหลายอย่าง หนึ่งคือการเอาความรู้กลับมา สองคือเป็นเส้นทางค้นพบตัวเองของเขื่อนด้วย

ชีวิตที่เมืองนอกเป็นยังไงบ้าง

ต่างจากเมืองไทยมากครับ เขื่อนใช้ชีวิตเป็นเขื่อนได้ คนมาเจอเขื่อน เขาไม่ได้คิดภาพว่าเขื่อนเป็นยังไง เขามารู้จักเขื่อนที่เป็นเขื่อนจริงๆ เขื่อนจะใส่กระโปรง ทาปาก พูดรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างก็ได้ ตอนอยู่เมืองไทย คนติดภาพในสื่อว่าเขื่อนเป็นคนขี้เล่น เล่นใหญ่ เสียงดัง พอมาเจอตัวจริงแล้วไม่เข้าใจว่าทำไมไม่เหมือนที่เขาคิดไว้ ทำไมเป็นคนจริงจัง 

อะไรคือสิ่งที่รู้สึกว่าแตกต่างที่สุดระหว่างเมืองไทยกับอังกฤษ

เขื่อนไม่เหมารวมคนอังกฤษ และเขื่อนไม่เหมารวมคนไทยนะครับ ทุกคนคือปัจเจกชน แต่กลุ่มสังคมที่เขื่อนได้เข้าไปอยู่เป็นกลุ่มที่ไม่ตัดสินกันจริงๆ ไม่ว่าจะมาจากสังคมไหน เราและเขาได้โอกาสรู้จักกันโดยไม่ได้มีสมมติฐานอะไรมาเลย อยู่ด้วยกันแล้วได้ค้นพบตัวเองเร็วมาก รู้สึกว่าได้เติบโต 

วันแรกที่เขื่อนไปเรียนปริญญาเอก เขื่อนทาปากแดงไปนั่งเรียน ครูถามว่าเธอชื่ออะไร เราก็ตอบชื่อ Elizabeth เชื่อไหมว่าไม่มีใครตัดสิน ไม่มีใครหัวเราะแล้วคิดว่าเป็นมุกตลกเลยสักคน ทุกคนแค่หันมาแล้วบอกว่า Can you please tell me more about Elizabeth? เขื่อนมองว่ามันเป็นเหตุการณ์ที่เจ๋งมาก

ที่อังกฤษ พื้นที่เป็นตัวของตัวเองมีเยอะมาก อย่างไปงานปาร์ตี้ ผู้ชายแท้จะแต่งหน้าหรือแต่งชุดว่ายน้ำผู้หญิงก็ได้ ไม่มีใครว่า เขื่อนชอบที่เขามีพื้นที่ปลอดภัยให้เราได้ค้นพบตัวเอง

เขื่อน ภัทรดนัย เสตสุวรรณ สมาชิกวง K-Otic ที่ผันตัวเป็นนักจิตบำบัดฝึกหัดและนักศึกษาป.เอก
เขื่อน ภัทรดนัย เสตสุวรรณ สมาชิกวง K-Otic ที่ผันตัวเป็นนักจิตบำบัดฝึกหัดและนักศึกษาป.เอก

เท่าที่เข้าใจ คุณ Come Out ตอนอยู่อังกฤษใช่ไหม

ถูกบังคับให้ Come Out เพราะว่ารูปคู่กับคุณ Damian หลุดออกมา เขาเล่นเฟซบุ๊กเหมือนเขื่อนคือเล่นไม่เป็น อัปรูปทีสี่ร้อยรูป แล้วบังเอิญในสี่ร้อยรูปนั้นมีรูปคู่หรือรูปที่ครอบครัวของพวกเราอยู่ด้วยกัน ซึ่งดูชัดเจนมากกว่าเป็นคู่รัก พอหลุดออกมาเราก็ถูกบีบให้ Come Out ตอนนั้นยังไม่พร้อม แต่ถึงวันนั้นแทนที่จะโทษตัวเอง เราเลือกยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นและ Come Out ว่าเราเป็น Queer 

สังคมที่นี่ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัยรึเปล่าที่จะเปิดเผยตัวตน 

เขื่อนไม่โทษใครเลยครับ เขื่อนโทษตัวเอง เขื่อนต้องยอมรับกับตัวเองก่อนว่าการที่อยู่เมืองไทยแล้วไม่รู้สึกปลอดภัยที่จะเปิดเผยตัวตน ก็เพราะว่าเขื่อนมีกลไกป้องกันตัวเอง ตอนเด็กๆ ช่วงเริ่มเข้าวงการ มีคนมาบอกเราว่าการเป็นเกย์ไม่ถูกต้อง พอคนเริ่มสงสัยก็มีการจับผิด มีการกลั่นแกล้งล้อเลียนกัน เพราะฉะนั้นเขื่อนจึง Stay in the closet.

เขื่อนว่าคนรอบข้างที่ได้ใช้เวลากับเขื่อนรู้แหละว่าเขื่อนแตกต่าง เขื่อนหลอกตัวเองมาตลอดว่า ถ้าเขาไม่สามารถยอมรับเพศของเราได้เนี่ย เขาต้องยอมรับความสำเร็จของเราให้ได้ ฉะนั้นโตมาเขื่อนเป็นเด็กที่บอกว่าเราทำได้ และเราให้ความสำคัญกับงานก่อนตัวเองเสมอ แน่นอนว่าการทำอย่างนั้นในระยะยาวตั้งแต่อายุสิบสามสิบสี่ ก็ต้องมีวันที่เราทนไม่ไหว 

ก่อนไปอยู่อังกฤษ คุณเคยไปพบนักบำบัดด้วยตัวเองไหม

เคยครับ ตอน K-Otic มี Mental Breakdown เรารู้สึกกดดันตลอดเวลา รู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ ทุกวันนี้ก็ยังมีบ้าง แต่ตอนนี้เขื่อนอยู่ร่วมกับความรู้สึกนี้ได้ ตอนนั้นไม่ได้ อายุสิบหกสิบเจ็ดต้องกินยานอนหลับ กินยาต้านเศร้าเพื่อให้ตื่นมาทำงานได้  

หนักหนาเกินไปรึเปล่าสำหรับเด็กคนหนึ่ง

(เงียบไปพักหนึ่ง) เขื่อนเคยคิดว่าวัยเด็กของเขื่อนแม่งโคตรเจ๋งเลย เขื่อนมีเงิน มีชื่อเสียง มีโอกาสมากมาย เพิ่งมารู้ตอนอายุยี่สิบกว่าๆ ว่าตอนเด็กเราไม่มีความสุขเลย สังคมบอกเราว่าชื่อเสียงกับเงินคือความสุข เราก็เลยพูดตามคนอื่นว่าความดังนั้นมันคือความสุข 

ตอนอยู่ที่นู่น เขื่อนสามารถค่อยๆ แกะสิ่งที่เขื่อนบอกตัวเองมาตลอด ค่อยๆ ทำความเข้าใจว่า โห เขื่อนแบกสิ่งที่สังคมบอกว่าเขื่อนต้องเป็น เขื่อนแบกแผลในใจตัวเอง แบกความรับผิดชอบ และความคาดหวังของคนที่รักเรา จนมาวันนี้ก็เข้าใจตัวเองได้มากขึ้น 

อย่างไรก็ดี เขื่อนได้มีชีวิตที่ดีมากนะครับ ต้นทุนจากวัยเด็กทำให้เขื่อนไปเรียนต่อได้โดยไม่ต้องทำงาน ถึงเราจะไปทำงานเสริมเสิร์ฟอาหาร ไปขัดส้วม แต่เขื่อนมีชีวิตที่อู้ฟู่มาก (ยิ้ม) 

เขื่อน ภัทรดนัย เสตสุวรรณ สมาชิกวง K-Otic ที่ผันตัวเป็นนักจิตบำบัดฝึกหัดและนักศึกษาป.เอก

ต้นทุนชีวิตของคุณสามารถไปอยู่เมืองนอกได้ ทำไมถึงตัดสินใจว่าไม่ว่ายังไงก็จะกลับมาเมืองไทย

ข้อแรก เพราะเมืองไทยคือบ้าน ทุกครั้งที่ขึ้นเครื่องบินกลับไทยแล้วหายใจ รู้สึกเหมือนอกมันสบาย รู้สึกว่าได้หายใจอากาศเมืองไทย 

ข้อที่สองคือคุณแม่และพี่สาวอยู่ที่เมืองไทย สองคนนี้เขื่อนกล้าพูดว่าเขื่อนยอมตายเพื่อเขา ถ้าเกิดเขาบอกว่าขอตับ ขอไตเขื่อน ไม่ต้องถามเลย เอาไปเลย เพราะฉะนั้นเขื่อนต้องอยู่ไทย ช่วงนี้ยิ่งต้องกลับมาดูแลครอบครัวและธุรกิจที่บ้าน เพราะคุณยายไม่สบาย 

ข้อสุดท้าย เขื่อนอยากให้สังคมไทยเข้าใจเรื่องสุขภาพจิต และอยากช่วยให้ LGBTQ+ Community ในเมืองไทยเติบโต พร้อมลุยเรื่องพวกนี้มาก การไปอยู่ที่ที่ชีวิตมีอภิสิทธิ์ดีเราทำไม่ได้ มันไม่ทำให้เกิดการตระหนักรู้ตรงนี้ขึ้น เขื่อนไม่ต้องการปฏิรูปอะไรยิ่งใหญ่นะ แค่อย่างน้อยได้คุยกับคน แล้วบอกให้เขารู้ว่าสิ่งที่เขาเผชิญอยู่หรือสิ่งที่เป็นไม่ได้แตกต่าง หรือแตกต่างก็ไม่เป็นไร หรือ It’s okay to suffer or to be not okay. แค่นั้นเอง 

คุณปรากฏตัวใน Instagram และช่อง YouTube สม่ำเสมอ ปฏิกิริยาของคนไทยต่อเขื่อนคนปัจจุบันเป็นอย่างไร

มีทั้งบวกและลบครับ คนยอมรับมีเยอะนะ แต่คอมเมนต์แย่ๆ ก็มี คนมาเหยียด ใช้คำหยาบ มาเขียนว่ากูอยากฆ่ามึงว่ะ ก็เยอะเหมือนกัน แต่ถ้ามีอีกห้าข้อความบอกว่า ขอบคุณพี่เขื่อนที่ทำให้หนูรู้ว่าหนูไม่ผิดปกติ เขื่อนก็พอใจแล้วครับ 

เขื่อนโตมาในโลกที่ต้องเปิดเผย เหมือนอยู่ในทุ่งกว้างแล้วทุกคนเขม่นได้ตลอด เพราะฉะนั้นเวลาโดนขู่ฆ่า หรือทำให้อับอายเพราะรสนิยมทางเพศของเรา เขื่อนมีเกราะป้องกันตัวเองระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้แปลว่าคนที่เด็กกว่าเขื่อนหรือคนที่อยากเปิดเผยตัวเองคนอื่นเขาจะรับได้ บางทีต้องระวังเรื่องนี้มาก การที่ไปโจมตีใครมันเปลี่ยนชีวิตเขาได้ ทำร้ายชีวิตเขาได้

ปัญหาอะไรในวงการ LGBTQ+ เมืองไทยที่คุณอยากช่วยแก้ไข 

ปัญหาเยอะมากเลย เช่น Body Shaming เยอะมาก ถ้าเป็นคนอ้วน คาแรกเตอร์ต้องไม่สวย เป็นคนตลก พอผอมปุ๊บเป็นนางเอกเลย รู้สึกว่าไม่โอเค ต้องหยุดได้แล้ว เข้าเรื่องเลยว่าทำยังไง การที่เราพูดอย่างงี้ง่ายมาก พวกเรานี่แหละครับ เขื่อนนี่แหละ คุณ หรือคนอ่าน ถึงเวลาแล้วที่เราต้องออกมาจัดการเวลามีเหตุการณ์ Sexist หรือ Racist

เขื่อน ภัทรดนัย เสตสุวรรณ สมาชิกวง K-Otic ที่ผันตัวเป็นนักจิตบำบัดฝึกหัดและนักศึกษาป.เอก

กลับมาเมืองไทย รู้สึกว่ามีความเปลี่ยนแปลงอะไรในแง่ที่ดีขึ้นบ้างไหม

เขื่อนเห็นว่ามีคนกล้าแสดงออกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ชอบความสู้ตายของ Gen Z โคตรเจ๋งเลย คนเจเนอเรชันนี้รู้ว่าโลกมีปัญหา ชีวิตมีปัญหา เขาเลยมี Awareness สูงมาก เปิดกว้างกว่าเจเนอเรชันอื่น ซึ้งใจมาก รู้สึกผิดเลยนะว่าตอนเราอายุเท่าเขาฉันทำอะไรอยู่ ฉันมัวแต่รักสวยรักงาม

การแต่งตัวของคุณเป็นการบำบัดอย่างหนึ่งรึเปล่า

ถ้าเราอยากทำให้เป็นการบำบัด เป็นได้ สำหรับเขื่อนการแต่งตัวคือการค้นหาตัวเอง และเป็น Political Statement เขื่อนไม่ได้เพิ่งมาใส่ชุดผู้หญิง ถ้าคุยกับเพื่อนเขื่อน คุยกับแม่ที่บ้าน จะรู้ว่าเขื่อนใส่มาตั้งนานแล้ว แต่เขื่อนเลือกที่จะออกโซเชียลมีเดียตอนนี้ เพราะเขื่อนรู้สึกปลอดภัย 

เขื่อนไม่รู้สึกสบายใจถ้าต้องใส่แค่ชุดแบบผู้ชาย บางวันเขื่อนรู้สึก Masculine ก็ใส่เชิ้ตแบบหล่อๆ ใส่นาฬิกา ใส่เชิ้ต ใส่กางเกง แต่บางวันตื่นมารู้สึก Feminine อยากทาครีม แต่งหน้าสวยๆ ใส่อะไรหวานขึ้นมาหน่อย หรือว่าทำให้เรารู้สึกตัวเล็ก เราก็ควรจะใส่ได้สิ ถ้าเกิดสังคมหรือคนอื่นบอกว่าไม่เห็นด้วย มันก็เป็นปัญหาของเขา ถูกไหมครับ ทำไมผู้ชายจะใส่เสื้อผ้าแบบอื่นไม่ได้ 

เขื่อนอยากพูดถึงการเป็นตัวเอง อยากบอกว่ามันโอเคที่จะเป็นตัวเอง ถ้าสังคมบอกว่ามันไม่ปกติ ก็บอกไปเลยว่าความปกติของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เขื่อนคิดจริง แล้วเขื่อนทำจริง ตอนนี้ยังไม่ได้ออกไปวิ่งเล่นใส่กระโปรง แต่เตรียมเสื้อผ้าพร้อม เดี๋ยวเราจะได้เห็นกันแน่นอน (หัวเราะ) 

ถ้ากลับไปบอกเด็กชายเขื่อนตอนเด็กได้ จะบอกอะไรเขาหนึ่งอย่าง 

อยากกลับไปบอกเขาว่า ยูไม่ได้ผิดปกตินะ แล้วยูเตรียมพร้อมเลยนะ เพราะว่ายูจะโดนหนักมาก ฉะนั้นยูรักตัวเองให้มากๆ นะ และยูเต็มที่เลย เพราะว่าวันวันหนึ่งยูจะได้ทำสิ่งที่ตัวเองรักมาก

ถ้าให้แนะนำเรื่องสุขภาพจิตกับคนได้หนึ่งอย่าง คุณจะบอกว่าอะไร

Mental Health เป็นเรื่องจริง ถ้าคิดว่าเป็นซึมเศร้าแล้วไม่ต้องฟังคนที่ไม่เชื่อเรา ขอความช่วยเหลือจากมืออาชีพเลย เพราะมันควรเป็นสิ่งที่ปกติ เขื่อนจะพยายามที่สุดให้คนรู้สึกว่าการไปพบนักจิตวิทยา กับการไปร้านสะดวกซื้อเป็นเรื่องง่ายเท่ากันเลยครับ

เขื่อน ภัทรดนัย เสตสุวรรณ สมาชิกวง K-Otic ที่ผันตัวเป็นนักจิตบำบัดฝึกหัดและนักศึกษาป.เอก

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

แม้นางงามที่ชื่อ แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส จะไปไม่ถึงฝันในเวทีประกวดระดับจักรวาล แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้หญิงที่ชื่อ แอนชิลี สก็อต-เคมมิส มอบบางสิ่งบางอย่างที่มีคุณค่ามากกว่าความสวยให้กับประเทศไทย

ก่อนที่แฮชแท็ก #RealSizeBeauty จะโลดแล่นอยู่บนหน้าจอมือถือ พร้อมกับรูปภาพผู้คนที่อวดโฉมเรือนร่างของตนด้วยความมั่นใจ 

สำหรับแอนชิลี แสงไฟบนเวทีอาจมีไว้ให้ใครบางคนเฉิดฉาย มงกุฎหรือสายสะพายก็อาจมีไว้แค่เป็นสัญลักษณ์ เธอตั้งใจมาที่นี่เพื่อบอกว่าความสวยไม่เคยมีมาตรฐาน

แอนก้าวขาขึ้นมาบนเวทีนางงามพร้อมกับค่านิยมใหม่สุดกล้าหาญ ด้วยโครงร่างสูงใหญ่ 183 เซนติเมตรของสาวลูกครึ่งออสเตรเลีย-ไทย และร่างกายแข็งแรงแบบฉบับกัปตันทีมวอลเลย์บอล 2 ปีซ้อน แต่ถึงกระนั้นเธอก็ยังฉีกยิ้มกว้าง ทำลายทุกข้อครหา ตอบคำถามอย่างชาญฉลาด ปิดท้ายด้วยการสร้างตำนาน คว้ารางวัลชนะเลิศจากความแตกต่างที่เธอมี 

บอกตามตรงว่าเราเข้าใจได้ทันทีตั้งแต่แรกเห็น ว่านางงามผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดเป็นเช่นไร จากละอองไอแห่งความมั่นใจที่ปกคลุมรอบตัวเธอ และจากทุกคำตอบที่ชัดถ้อยชัดคำ แม้จะมีบางคำถามที่เข้าใจยาก แต่สาวลูกครึ่งก็พยายามอย่างสุดฝีมือ อาจเพราะรู้ว่าทุกการกระทำของเธอจะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนอีกมากมาย ต่อให้แสงไฟบนเวทีจะดับลงแล้วก็ตาม

พบกันคราวนี้ เราขออนุญาตชวนแอนชิลี ในฐานะพรีเซนเตอร์คนใหม่ของคอลเกต กลับไปออดิชันรอบ Keyword อีกครั้งโดยไม่จับเวลา และถามเธอถึงเรื่องราวสำคัญที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มกว้าง 

คอลเกตอ๊อพติคไวท์โอทู,Smile Out Loud,ยิ้มมั่นสวยมั่น,Colgate,แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส,

Keyword No.1 ผู้หญิง

“ผู้หญิงเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังที่สุด เราทุกคนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผู้หญิงคิดในมุมมองที่แตกต่าง ผู้หญิงไม่อยากทำเหมือนใคร ไม่มีอะไรจะให้พลังผู้หญิงมากไปกว่าการที่ผู้หญิงให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เพื่อให้เราได้เป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ เมื่อไรที่คุณยอมรับในสิ่งที่คุณเป็น เมื่อนั้นคุณจะสู้สุดกำลัง และจะไม่มีใครหยุดยั้งคุณได้”

ชีวิตเปลี่ยนไปยังไงบ้างหลังจบการประกวด

เปลี่ยนมาก จากคนที่มีชีวิตสนุกมาก เที่ยวทะเล อาบแดด อิสระ ไม่มีข้อจำกัด หลังได้มงกุฎ เรารู้ว่าเราเป็นต้นแบบให้กับใครหลายคน เรามีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ 

เพราะแอนเชื่อว่าเด็ก ๆ ที่กำลังมองอยู่เขาจะเลียนแบบหลายอย่างที่แอนทำ ซึ่งเด็กเหล่านี้เขาต้องการ Role Model ที่ดี ที่ไม่ได้สอนอะไรผิด ๆ ให้เขา แอนเลยตั้งใจย้อนกลับมาดูตัวเองว่าแอนเป็นคนยังไง เราจะพัฒนาตัวเองยังไงให้เด็กพวกนี้เติบโตมาในโลกที่ไม่วัดคุณค่าของเขาจากรูปร่าง ที่ปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเคารพ กล้าที่จะพูด แต่ขณะเดียวกันก็ให้เกียรติคนอื่นด้วย 

ถ้า Role Model ของเด็ก ๆ คือแอน แล้ว Role Model ของแอนคือใคร

คุณพ่อค่ะ เขาเป็นคนที่ฉลาดมาก ไม่เคยหยุดเรียนรู้ ไม่เคยคิดว่าตัวเองรู้เยอะเกินไป ถ้าไม่รู้อะไรเขาจะยอมรับว่าไม่รู้ เขาเลือกด้วยว่าอะไรที่ควรใช้เวลา อะไรไม่ควร แล้วเขาก็เชื่อว่าทุกคนมีข้อดีในตัวเอง 

คุณหยิบอะไรจากพ่อมาปรับใช้กับตัวเองบ้าง

My curiosity ความอยากรู้ แอนชอบการเรียนรู้มาก (ลากเสียง) อยากรู้อะไรก็จะอ่าน แล้วก็การฟัง พ่อเป็นคนที่ตั้งใจฟังมาก พ่อฟังโดยไม่ได้คิดว่าจะตอบอะไร แต่คิดว่าจะช่วยเขาได้ยังไง

คอลเกตอ๊อพติคไวท์โอทู,Smile Out Loud,ยิ้มมั่นสวยมั่น,Colgate,แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส,

คุณเป็นคนมั่นใจแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร

แอนมั่นใจตั้งแต่เด็ก เพราะแอนไม่เคยมองคุณค่าของตัวเองหรือคนอื่นจากภายนอก คุณค่าของแอนไม่ได้มาจากภาพลักษณ์ เสื้อผ้าที่แอนใส่ จากสิว กระบนใบหน้า หรือแผลเป็น 

แอนเห็นคุณค่าของตัวเองจากการคิดว่า ฉันปฏิบัติต่อคนอื่นดีไหม ฉันพัฒนาตัวเองตลอดไหม ฉันช่วยเหลือเพื่อนหรือเปล่า แอนมองแบบนั้นแทน แอนไม่เคยไม่มั่นใจเรื่องรูปร่าง มันไม่ใช่เรื่องที่แอนคิดในชีวิตประจำวัน 

พอเรากลับมาไทย แล้วเรามีหุ่นฝรั่ง ชอบมีคนบอกว่าเราอ้วน เราตัวใหญ่ คือปฏิเสธไม่ได้ว่าบางทีก็เจ็บ แต่กลับมาคิดดูแล้ว แอนว่ามันเป็นโอกาสมากกว่าที่เราจะพูดเรื่องนี้ 

ทุกวันนี้เวลาโดนว่าเรื่องหุ่น ความมั่นใจของแอนมาจากแคมเปญ #RealSizeBeauty แอนเชื่อว่ามันไม่ได้เป็นแคมเปญที่แอนสร้างมาเอง แต่มันเป็นของทุกคนที่ร่วมกันสร้างแรงบันดาลใจ

รู้ไหมว่าหลายคนไม่ได้ชื่นชอบคุณแค่เพราะหุ่นหรือหน้าตา แต่ชอบเพราะสิ่งที่คุณทำ 

เวลาคนมาพูดว่าชอบทัศนคติ ชอบความคิดของแอน แอนภูมิใจมาก เพราะคนเห็นคุณค่าของแอนที่ไม่ได้มาจากภายนอก แอนขอบคุณพ่อแม่ที่สอนแอนมาอย่างดี แล้วก็ทำให้แอนเป็นคนที่พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ แอนคิดว่าการเลี้ยงลูกเป็นสิ่งที่ยากมาก ๆ อยากขอบคุณที่เขาใช้เวลากับแอน 

แสดงว่าการเลี้ยงดูของครอบครัวส่งผลต่อความมั่นใจ

การที่แอนเป็นผู้หญิงแบบทุกวันนี้ แอนต้องยกความดีความชอบให้คุณพ่อ คุณแม่ น้องชาย เพราะเขาจะถามตลอดว่าเรียนเป็นยังไงบ้าง เรียนหนังสือเพิ่มไหม ถามว่าแอนปฏิบัติต่อเพื่อนที่โรงเรียนยังไง เขาสอนให้แอนเคารพความเป็นมนุษย์ของคนอื่น และทุกคนมีศักดิ์ศรีในตัวเอง 

ความมั่นใจเลยมาจากข้างใน จากจิตใจของแอนเอง สะท้อนออกมาว่าแอนเป็นคนแบบไหน แอนให้ของขวัญคนไหม ทำกับข้าวให้คนกินรึเปล่า ไม่เคยมีอะไรมาจากรูปลักษณ์ภายนอกของแอนเลย

ฟังดูเหมือนคุณเป็นเด็กที่เติบโตมาอย่างดี แล้วเริ่มรู้ตัวตอนไหนว่า Beauty Standard ส่งผลกับชีวิต

แอนเคยไปแคสงานตอนอายุ 13 ปี แล้วโดนบอกให้ไปลดน้ำหนัก 10 กิโล ตอนนั้นแอนยังไม่รู้เลยว่า Beauty Standard คืออะไร เพราะยังเด็กมาก จำได้แค่เราโกรธ แต่ไม่รู้ว่าโกรธอะไร แล้วแอนก็กลับไปคิด ว่าทำไมเราต้องลดน้ำหนักด้วย เราก็ยังเรียนดี เพื่อนก็ยังรักเรา เล่นกีฬาก็ได้ มันเกี่ยวอะไรกับน้ำหนัก 

แอนโดนล้อเรื่องปากเยอะมากด้วย เพราะแอนเป็นคนปากใหญ่ เคยกลับไปบ้านแล้วร้องไห้ถามคุณแม่ว่า ‘Mom, Can I make my lips smaller?’ ให้เขาตัดปากออกให้เล็กลงได้ไหม แต่สังคมมันเปลี่ยนไปแล้ว 

เช่น เรื่องหุ่น เมื่อก่อน Muscular Body หุ่นแบบนักกีฬา มีกล้ามเนื้อ เขาไม่ค่อยชอบกัน ทุกวันนี้คือแสดงถึงความแข็งแรง สวยมาก 

ทำไมเราต้องมาเป็นเหยื่อของมาตรฐานสังคมที่ไม่เหมือนเดิมตลอดเวลา แค่ฉลองให้ตัวเอง เป็นตัวของตัวเอง ถามตัวเองให้มั่นใจว่าฉันชอบตัวเองแล้วหรือยัง แอนคิดว่าชีวิตจะสบายขึ้น เป็นอิสระ ไม่ต้องคอยต่อสู้กับตัวเอง

โตมาแบบฝรั่ง มีความมั่นใจเต็มเปี่ยม สนุกกับการเล่นกีฬา ทำไมคุณถึงต้องมาประกวดนางงาม

เราเป็นลูกครึ่ง มีคุณยายคนไทยที่การดูนางงามคือความสุขของเขา อยากให้หลานเป็นตั้งแต่เด็ก คุณแม่ก็ชอบแซวให้เราเป็น แอนก็ไม่เคยคิดว่าจะไปเป็นนะ แค่เก็บไว้ในใจตัวเองว่า โอเค อาจจะไปก็ได้ แต่แอนรู้ว่าถ้าแอนจะไปประกวดหรือไปทำอะไร แอนต้องมีจุดประสงค์ 

ตอนย้ายกลับไปออสเตรเลีย แอนเห็นวัฒนธรรมที่แตกต่างกันมาก โดยเฉพาะเรื่อง Beauty Standard ที่ออสเตรเลียมันก้าวผ่านไปได้แล้ว ถึงเวลาที่ประเทศไทยของเราควรสนับสนุนเรื่องนี้ แอนเลยมาประกวดด้วยจุดประสงค์ที่อยากช่วยเหลือสังคม

คิดยังไงถึงกล้าทำเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีนางงามที่มีมาตรฐานกำหนดชัดเจน

แอนเห็นว่ามันจำเป็น สิ่งที่แอนกำลังทำคือสิ่งที่สังคมต้องการ 

ถ้าเราอยากทำเพื่อสังคมจริง ๆ เราจะไม่กลัวว่าใครจะว่าอะไรไหม ความกล้าหาญมันจะมาเอง แต่ก็ต้องยอมรับว่าทีมที่ส่งแอนไป ครอบครัวแอน สนับสนุนทุกอย่าง นี่เป็นจุดแข็งของแอน มีพวกเขาเป็นพื้นที่ปลอดภัย ทำให้แอนหยัดยืนได้ตลอด แอนก็เลยมีความกล้า เพราะแอนรู้ว่าถ้าไม่ประสบความสำเร็จ เรายังมีคนอยู่ข้าง ๆ

ชีวิตที่เปลี่ยนอดีตให้เป็นพลังของ แอนชิลี ผู้หญิงที่เชื่อว่าความสวยไม่ต้องมีมาตรฐาน

Keyword No.2 ความสวย

ความสวยจะออกมาจากตัวตนที่แท้จริงข้างใน สะท้อนให้เห็นว่าคุณเป็นใครในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง คุณมีวิธีปฏิบัติหรือโต้ตอบกับเพื่อนมนุษย์อย่างไร สิ่งที่งดงามที่สุดคือการที่คุณอนุญาตให้ตัวเองเปล่งประกาย มอบทุกความจริงใจ มอบทุกความสุขให้คนอื่นได้สัมผัส 

“เราจะสวยได้มากกว่าถ้าเราทุกคนแตกต่างกัน เพราะความสวยนั้นหลากหลาย เป็นเอกลักษณ์ เป็นตัวคุณ แอนหวังว่าคุณจะเฉลิมฉลองและภาคภูมิใจกับการเป็นตัวเอง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม”

นอกจากเรื่องรูปร่าง คุณเคยโดนล้อเรื่องอะไรอีกบ้างไหม

ส่วนมากจะเป็นเรื่องเชื้อชาติ ด้วยความที่เราเป็นลูกครึ่ง เขาจะเรียกเราว่า ‘ฝรั่ง’ ซึ่งทำให้เรารู้สึกแปลกแยกมาก แต่แอนโชคดีที่คุณพ่อเป็นคนบอกว่า หนูเกิดที่ไทย เติบโตที่ไทย ความคิด ทัศนคติ การเคารพผู้ใหญ่ มันมาจากการที่หนูเป็นคนไทย ถึงแม้รูปร่างหน้าตาอาจจะไม่ใช่ แต่ข้างในเราเป็นคนไทย

หรือความ Feminine แอนไม่ค่อยได้ทำตัวเหมือนผู้หญิงหวาน ๆ แอนเป็นคนพูดเยอะ พูดเก่ง กล้าแสดงออก ไม่ใช่ผู้หญิงที่ตรงตามวัฒนธรรมไทย เขาจะชอบแซวกันว่า ‘เป็นแบบนี้จะหาแฟนได้ไหมเนี่ย’ 

อีกเรื่องคือฟันกระต่ายของแอน ตอนเด็ก ๆ โดนล้อเยอะมากนะ เมื่อก่อนก็ไม่ค่อยยิ้มโชว์ฟัน เพราะไม่อยากโดนเรียกว่ากระต่าย บางคนอาจจะคิดว่าน่ารัก แต่แอนไม่ค่อยมั่นใจ 

ตอนนั้นคุณผ่านมาได้ยังไง

เราเริ่มหัวเราะกลับ เพื่อนเรียกเราว่า Bugs Bunny แอนก็ตอบกลับว่า Yes, I am. มันเป็นสัญลักษณ์ของแอน แอนเป็นคนปากใหญ่ ยิ้มก็ต้องใหญ่ แอนเลือกไม่ให้คำพูดของคนอื่นมีผลกระทบกับชีวิต 

แอนเชื่อว่าไม่มีใครฟันไม่สวย มันคือเอกลักษณ์ของเขา ต่อให้โดนล้อเรื่องฟันกระต่ายเยอะมาก แต่ฟันคู่นี้ก็ทำให้แอนเป็นแอน เวลาแอนยิ้ม คนจะยิ้มตาม เพราะแอนยิ้มแบบจริงใจ ยิ้มแบบ Smile Out Loud ถ้าเรายิ้มแล้วคนอื่นมีความสุข ทำไมเราจะไม่ยิ้ม 

สำหรับคนที่ต้องการกำลังใจ ไม่ว่ารอยยิ้มของคุณจะเป็นแบบไหน ทุกคนสวยได้ในแบบของตัวเอง รอยยิ้มของทุกคนแตกต่างกันก็จริง แต่สิ่งที่เหมือนกันคือคุณกำลังเติมความสดใสให้กับโลก ไม่ต้องกังวลค่ะ

เพราะอะไรทุกคนถึงต้องยอมรับตัวเอง หรือหัวเราะกลับไปแบบที่คุณทำเวลาโดนล้อ

เพราะความแตกต่างจะอยู่กับเราตลอดไป มันเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ทุกคนมีสิทธิ์เลือกว่าเราจะเสียใจขนาดไหน มีความสุขขนาดไหน นี่คือร่างกายของเรา หน้าตาของเรา รอยยิ้มของเรา และแอนเลือกที่จะไม่เศร้าไปกับมัน

แล้วในวงการนางแบบที่การทำหน้านิ่ง ขึงขัง เวลาถ่ายภาพ กลายเป็นลุคของผู้หญิงทำงาน มากกว่าการยิ้มสดใส 

แอนว่าแล้วแต่สไตล์นะ เราไม่ยิ้มเพราะเรากำลังขายเสื้อผ้า ซึ่งหน้าเฟียส (Fierce) ก็กลายเป็นงานอีกแบบหนึ่งไปแล้ว 

หรือมันเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ที่ผู้หญิงไม่เคยเป็นผู้นำ ต้องต่อสู้อย่างหนักเพื่อสิทธิ เพื่อสวัสดิการ ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเด็กผู้หญิงที่ร่าเริงตลอดเวลา การไม่ยิ้มคงทำให้รู้สึกเหมือน ฉันไม่ได้มาเล่น ๆ ฉันมาสู้กลับ แต่แอนว่าถ้ายิ้มมันจะคอนเนกกับคนได้มากกว่านะ

ทำไมคุณถึงคิดว่ารอยยิ้มเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นใจ

Because It’s you เพราะมันเป็นตัวคุณไง เหมือนกับประโยคที่บอกว่า Eyes don’t lie ดวงตาไม่เคยโกหก เวลาเรายิ้ม ตาเราก็จะยิ้มไปด้วย มันเห็นเลยว่าคุณกำลังมีความสุขหรือกำลังมั่นใจจริง ๆ รึเปล่า

ชีวิตที่เปลี่ยนอดีตให้เป็นพลังของ แอนชิลี ผู้หญิงที่เชื่อว่าความสวยไม่ต้องมีมาตรฐาน

กลัวไหมถ้าคนจะมองว่าคุณมั่นใจเกิน

คนคิดไปแล้วค่ะว่าแอนมั่นใจเกิน

เพราะแอนไม่อยากให้คนที่มองแอนเป็นต้นแบบ เห็นแอนไม่โอเค เห็นแอนไม่มั่นใจ เขาอาจจะไม่โอเคมากกว่าแอนอีก 

แอนเองก็ไม่ได้มั่นใจตลอดเวลา เวลาเราโดนบูลลี่เรื่องรูปร่าง ทั้งที่เราพยายามมาก ๆ ที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง บางทีแอนก็รู้สึกว่านี่ไม่ต่างอะไรกับ Me VS The World 

คนที่รู้จักแอนจริง ๆ จะรู้ว่าแอนเจ็บปวดมากที่คนชอบคิดว่าแอนมั่นใจเกินไป เพราะแอนไม่ใช่คนแบบนั้น แอนรู้ว่าลิมิตของความมั่นใจอยู่ตรงไหน แต่หลังได้ตำแหน่ง แอนก็ยอมให้คนคิดว่าแอนมั่นใจเกินไปเลย เพราะแอนรู้ว่าแอนมีบทบาทสำคัญมาก ๆ ต่อสังคม แอนกำลังทำเรื่อง Beauty Standard เพื่อเปลี่ยนแปลงค่านิยม ให้ทุกคนมีความมั่นใจ เป็นตัวของตัวเองได้โดยไม่ต้องฟังเสียงของใคร

นอกจากเรื่องรูปร่าง รอยยิ้ม มีเรื่องอะไรอีกที่คุณอยากรณรงค์เพื่อให้คนมองข้ามความสวยและวัดกันที่ความสามารถ

Cyberbullying แอนคิดว่าเราควรรณรงค์เรื่องนี้ด้วยกันถ้าอยากให้สังคมพัฒนา ควรพูดถึงเยอะ ๆ ไม่ควรทำเป็นมองไม่เห็นอีกต่อไปแล้ว 

สำหรับแอน มันคือการไม่ให้เกียรติ เรามีหน้าที่สอนเด็กรุ่นใหม่ที่กำลังใช้โซเชียลว่า คำบางคำสร้างความเจ็บปวดได้ มนุษย์คนหนึ่งไม่มีสิทธิ์มาทำให้มนุษย์อีกคนเจ็บปวดขนาดนั้นโดยไม่มีเหตุผล และถ้าจะแชร์ความคิดเห็น แอนว่าอย่างน้อยต้องติเพื่อก่อ สมมติมีคนไม่ชอบชุดที่แอนใส่ ก็บอกว่าชุดนี้ไม่ค่อยสวย อยากให้ใส่อีกชุดหนึ่ง แทนที่จะบอกว่าไม่สวยเพราะแอนใส่แล้วหน้าอกห้อย มันมีวิธีที่เราจะช่วยให้เขาสวยขึ้นได้ โดยไม่ด้อยค่าเขา

แล้วกับคนธรรมดาที่ไม่มีชื่อเสียงโด่งดัง เขาจะร่วมรณรงค์ยังไง

Educate yourself เราควรให้ความรู้แก่ตัวเอง เรียนรู้ว่าการบูลลี่มีผลกระทบรุนแรงขนาดไหน ทุกคนควรรู้ว่าการบูลลี่คืออะไร มีแบบไหนบ้าง ไม่ว่าจะในอินเทอร์เน็ต ในโรงเรียน ในชีวิตจริง เราทุกคนมีหน้าที่ เพราะเราอยู่ในสังคมเดียวกัน แล้วก็อย่าทำเป็นมองไม่เห็น เรียกร้องเลย กล้าที่จะพูดออกมาว่ามันผิด ถ้าเราทำจนสิ่งนี้เป็นเรื่องธรรมดา สังคมมันจะเปลี่ยนแปลงได้

อยากบอกอะไรกับคนที่ยังคิดว่าคุณมาถึงจุดนี้ได้ง่าย ๆ เพราะ Beauty Privilege 

ไม่อยาก ไม่ต้องรู้หรอกว่ามันยากขนาดไหน แอนไม่ชอบพูดเลย แต่แอนจะใช้เวลา ใช้พลังงานทั้งหมดที่มีของแอน ผลักดันประเด็นสังคมให้กับคนที่เขาอยากฟัง ส่วนคนที่ไม่อยาก แอนจะรอจนกว่าเขาจะพร้อม เพราะนั่นก็เป็นสิทธิ์ของเขาเช่นกัน

แอนมี Beauty Privilege ไหม แอนต้องยอมรับว่ามี แต่แอนทำอะไรกับสิ่งนี้ล่ะ แอนรณรงค์เรื่องรูปร่างหน้าตา เรื่องความมั่นใจในตัวเอง เรื่องรอยยิ้มให้ไปไกลขึ้น ให้สังคมนี้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทำลายมาตรฐานความสวย ค่านิยมแบบเดิม ๆ

การที่เรามี Privileges ไม่ใช่เฉพาะหน้าตา แค่เราได้เรียนโรงเรียนดี ๆ  เกิดในครอบครัวดี ๆ เราก็มีความรับผิดชอบต่อสังคมแล้วนะ เพราะคนที่เขามีความยากลำบาก มันไม่ใช่ความผิดของเขาคนเดียว 

คุณเหนื่อยกับสิ่งที่ทำอยู่บ้างไหม

เหนื่อยเรื่องโดนบูลลี่ แต่ว่าไม่ท้อ เพราะแอนท้อไม่ได้ สิ่งที่แอนต้องก้าวข้ามมาเพื่อจะมาอยู่จุดนี้ทำให้เราท้อไม่ได้ มีหลายคนกำลังมองแอนเป็นต้นแบบ มีทีมที่ตั้งใจช่วยแอนทุกวินาที ทำให้แอนต้องมั่นใจ เดินหน้าต่อ แล้วแอนก็รักในสิ่งที่แอนทำ

แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส นางงามที่กล้าพูดเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีประกวด และคว้ารางวัลชนะเลิศด้วยทรวดทรงอันแท้จริง

Keyword No.3 รอยยิ้ม

“เวลาที่ใครสักคนยิ้มออกมา เหมือนเขามอบทั้งความสดใส ความสุข ความจริงใจ โลกใบนี้งดงามขึ้นได้จากทุกรอยยิ้มที่ส่งต่อถึงกัน ถ้าสามารถบอกอะไรกับทุกคนได้หนึ่งอย่าง แอนอยากจะบอกให้ทุกคนยิ้มต่อไป และขอให้ยิ้มออกมาอย่างมั่นใจค่ะ”

จากวันที่คุณยังเด็ก ผ่านมาแล้วเป็นสิบปี ทำไมทุกวันนี้ยังมีการล้อเลียนกันอยู่

เพราะว่าเรายังไม่มีคนต้นแบบที่กล้าโชว์ความแตกต่าง ต้นแบบที่เด็ก ๆ เห็นแล้วจะโตมาเอาเยี่ยงอย่าง ทุกวันนี้โซเชียลมีเดียมีแต่ความสวยงามตามมาตรฐาน แอนว่ามันคล้าย ๆ กับ Soft Power

วัฒนธรรมเราก็เป็นแบบนี้ เราคอมเมนท์รูปร่างหน้าตากันทุกวัน มันถูกส่งต่อกันมาจนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ทำให้คนไทยไม่กล้าที่จะมั่นใจในตัวเองสักที

แล้วคุณรับมือยังไง

เราเข้าใจว่าทุกคนมีความแตกต่าง และความแตกต่างเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้เราโดดเด่น มีออร่าของตัวเอง คนจะว่าเรื่องรูปร่างก็ว่าได้ แต่แอนรู้ว่าแอนแข็งแรง แอนสุขภาพดี แอนก็ปล่อยวางได้ในระดับหนึ่ง 

แต่ในมุมมองที่แอนก็เป็นมนุษย์ เป็นผู้หญิง อายุแค่ 22 ปี บางทีเราก็รับมือไม่ได้เป็นธรรมดาค่ะ ซึ่งแอนกล้าที่จะยอมรับว่าแอนไม่โอเค แอนคิดว่า การที่ทุกคนกล้าที่จะยอมรับว่าตัวเองไม่โอเค มันจะช่วยสร้างความมั่นใจให้คนอื่นได้ ว่าเราทุกคนไม่ต้องรู้สึกดีตลอดเวลา

ในวันที่คุณยิ้มไม่ออก รู้สึกท้อ คุณดึงเอาความมั่นใจกลับมาด้วยวิธีไหน

เราเลือกได้ว่าจะให้สิ่งเหล่านั้นเข้ามามีผลกับชีวิตหรือปล่อยวาง เวลามีคนบอกให้เราไปทำฟันให้เท่ากัน บางทีเราก็ไม่ยิ้มดีกว่า ทำหน้านิ่งไปเลย เพราะจิตใจเราไม่พร้อมรับความคิดเห็นแย่ ๆ แล้วแอนเป็นคนยิ้มปลอม ๆ ไม่ได้ จะเห็นเลยว่า แอนยิ้มพร้อมกับตา 

แต่ต้องยอมรับว่าการได้เป็นพรีเซนเตอร์งานนี้ดึงความมั่นใจของแอนกลับมานะ เพราะแบรนด์ระดับโลกมองเห็นความแตกต่างของแอน ช่วยทำให้แอนมั่นใจมากขึ้นว่าแอนไม่ได้พยายามขับเคลื่อนสังคมอยู่คนเดียว และถ้าเราช่วยกันทำทุกคนมันจะดีขนาดไหน สังคมมันจะเปลี่ยน

แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส นางงามที่กล้าพูดเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีประกวด และคว้ารางวัลชนะเลิศด้วยทรวดทรงอันแท้จริง

อะไรบ้างที่จะเปลี่ยน หลังจากแคมเปญนี้ออกไป

ทัศนคติ ความคิด การตัดสินกันที่รูปร่างหน้าตา มันจะเปลี่ยนไป ถามว่ายังมีอยู่ไหม มีแน่นอนค่ะ แต่ทุกคนจะมีความมั่นใจมากขึ้น เป็นตัวของตัวเองได้มากขึ้น ไม่ยอมให้ใครมาตัดสินเราจากภายนอกอีก คิดดูว่าสังคมที่เต็มไปด้วยความแตกต่างหลากหลายจะงดงามมากขึ้นขนาดไหน เพราะประเทศไทยเรามีความสวยงามมากอยู่แล้ว มีวัฒนธรรมที่ดี เพียงแต่ตัวตนที่แท้จริงของเราถูกกดทับด้วยมาตรฐานความสวยมานานเกินไป 

อยากให้สังคมก้าวข้ามผ่านเรื่องรูปร่างและมองที่ความสามารถมากกว่า เพราะมาตรฐานของความสวยเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เราเป็นใครถึงไปบังคับให้ใครเป็นแบบไหน เราต้องภูมิใจในสิ่งที่เราเป็น ทั้งรูปร่าง สีผิว ความสูง ฯลฯ

คุณจะขับเคลื่อน #SmileOutLoud ในฐานะพรีเซนเตอร์ของคอลเกต ไปพร้อม ๆ กับแคมเปญ #RealSizeBeauty ยังไง

สำหรับแอน สิ่งที่คอลเกตทำมันมากกว่าการขายยาสีฟันออกใหม่นะ แต่เขากำลังเปลี่ยนแปลงค่านิยมของสังคม เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้แอนเลือกรับงานนี้ ทุกคนจะได้รู้ว่าความเป๊ะมันไม่มีในโลก เราไม่ต้องเป็นคนที่สวยเป๊ะทุกอย่างก็ได้ 

#RealSizeBeauty ไม่ใช่แค่เรื่องหุ่น แต่คือการเฉลิมฉลองให้กับการเป็นตัวเอง ส่วน #SmileOutLoud ก็คือความมั่นใจที่สะท้อนออกมาผ่านรอยยิ้ม  ไม่ว่าเราจะมีฟันแบบไหน ฟันไม่สวยแต่เราก็สามารถยิ้มสวยมั่นใจในแบบของเราได้ ซึ่งสองแคมเปญนี้เป็นเรื่องเดียวกันด้วยซ้ำ  ขอบคุณที่คอลเกตมองเห็นความสำคัญในจุดนี้ และเลือกแอน เพราะฟันแอนก็ไม่ได้เท่ากัน แต่มันก็ทำให้แอนเป็นแอน

แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส นางงามที่กล้าพูดเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีประกวด และคว้ารางวัลชนะเลิศด้วยทรวดทรงอันแท้จริง

ตอกย้ำความเชื่อของแบรนด์ Colgate ที่อยากเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความมั่นใจให้ทุกคนผ่าน Smile Out Loud ที่ร่วมกับ แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส, ซูซี่-ณัฐวดี ไวกาโล และผู้หญิงอีกหลายคนทั่วเอเชีย ที่อยากเปลี่ยนนิยามและสนับสนุนให้คนอื่น ๆ มั่นใจในความเป็นตัวเอง เราจึงมี #คอลเกตอ๊อพติคไวท์โอทู ยาสีฟันที่ช่วยเสริมความมั่นใจสำหรับกิจวัตร Beauty Oral Care ที่มี O2 Technology จะช่วยให้ทุกคนมั่นใจที่จะยิ้มแสดงออกความเป็นตัวของตัวเอง พร้อมที่จะ Smile Out Loud กันทั้งประเทศ

และติดตามอ่านเรื่องราวของ ซูซี่-ณัฐวดี ไวกาโล ได้ที่ readthecloud.co/suziewadee/ 

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load