บรรยากาศการพูดคุยกับทายาทวันนี้เป็นสีพาสเทล

ไม่ใช่แค่เพราะผลิตภัณฑ์ที่ นุช-วรีรัตน์ ว่องระวัง ทายาทรุ่นที่ 3 จากโรงงานธูปหอมวังทอง นำมาฝากพวกเราเป็นธูปสีพาสเทลบรรจุในกล่องกระดาษลวดลายน่ารักเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะบุคลิกที่นุ่มนวลของนุช ที่ทำให้บทสนทนาระหว่างเรามีโทนสีแสนอ่อนโยน

ทายาทธูปหอมวังทองกับการต่อยอดจากปู่ย่าเป็น กลิ่นเกษม ธูปแบบใหม่สีพาสเทลจากข้าวโพด

หลังจากวางตะกร้าสานที่เต็มไปด้วยกล่องธูปลงข้างกาย นุชจึงเริ่มเราให้เราฟังถึงอดีตที่เคยวิ่งเล่นในโรงงานธูปหอมวังทองของปู่ย่า ช่วงเวลาที่กลิ่นธูปจางไปจากชีวิตของเธอ มาจนถึงวันที่เธอตั้งใจนำกลิ่นนั้นกลับมาในชีวิต ด้วยการเริ่มต้นแบรนด์ธูปใหม่ของตัวเองในชื่อ ‘กลิ่นเกษม

เราก็นั่งฟังกันเพลินไป โดยมีกลิ่นธูปบางๆ เป็นฉากหลัง

โรงงานธูปในความทรงจำ

แรกเริ่มเดิมทีที่บ้านของนุชเป็นร้านขายของชำธรรมดาอยู่ในย่านบางขุนเทียน พระรามสอง คุณปู่มีอาชีพเป็นนายหน้าค้าที่ดิน แต่อยู่มาวันหนึ่งคุณย่าดำริอยากทำธุรกิจสักอย่าง บรรดาคนรอบตัวจึงส่งไอเดียกันเข้าประกวด

ทายาทธูปหอมวังทองกับการต่อยอดจากปู่ย่าเป็น กลิ่นเกษม ธูปแบบใหม่สีพาสเทลจากข้าวโพด
ทายาทธูปหอมวังทองกับการต่อยอดจากปู่ย่าเป็น กลิ่นเกษม ธูปแบบใหม่สีพาสเทลจากข้าวโพด

มีธุรกิจทำธูปนี่แหละที่เข้าตาคุณย่า เป็นที่มาของการเริ่มผลิตธูปในห้องแถว จนลามปามใหญ่โตเป็นโรงงานธูปหอมวังทอง แบรนด์ธูปที่มียอดขายติดอันดับ 1 ใน 4 ของประเทศมาโดยตลอดในวันที่ยังรุ่งเรือง

เคล็ดลับความสำเร็จของธูปหอมวังทองนั้นคงเป็นอะไรไปไม่ได้ นอกจากความเป็นคน ‘เสียเงินไม่ว่า เสียหน้าไม่ได้’ ของคุณย่า

ทายาทธูปหอมวังทองกับการต่อยอดจากปู่ย่าเป็น กลิ่นเกษม ธูปแบบใหม่สีพาสเทลจากข้าวโพด

“ตั้งแต่ไม้ทำก้านธูปที่ต้องเป็นไม้ไผ่จากอยุธยาเท่านั้น จึงจะเรียวพอดิบพอดีไม่เปราะง่าย จนถึงน้ำหอมที่เราใช้ซัดก้านธูป เป็นน้ำหอมอย่างดี ฉีดอัดเต็มที่ ทำให้มีกลิ่นหอมฟุ้งจนคนติดใจ เป็นผลจากความที่คุณย่าทำธุรกิจนี้เพราะอยากทำจริงๆ เลยจัดเต็ม ทำให้ดีทุกอย่าง ถึงขั้นเคยมีคนงานแอบเอาฉลากของเราไปสวมขายกับธูปที่ผลิตจากที่อื่นก็ยังขายได้ เรียกว่าขอแค่มีฉลากเป็นชื่อธูปหอมวังทองก็ขายได้แล้ว” นุชเล่าติดตลก

ในตอนนั้นคุณปู่คุณย่าเป็นผู้ดูแลการผลิต รุ่นคุณพ่อมีหน้าที่จัดจำหน่าย ส่วนนุชเองก็เกิดมาทันได้วิ่งเล่นในโรงงานกับเขาบ้างเหมือนกัน

“เราเคยเข้าไปขี่จักรยานเล่นในโรงงาน ดูผ่านๆ ว่าเขาซัดธูปกันอย่างนี้ มีข้าวของวางเรียงราย แล้วก็ติดรถคุณพ่อที่ขับออกต่างจังหวัดไปส่งธูปเท่านั้น ความทรงจำของเรากับโรงงานธูปเลยค่อนข้างเลือนราง”

แต่ใครจะเชื่อว่า ความทรงจำสีจางเหล่านี้จะได้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหลังจากผ่านช่วงชีวิตไป

ทายาทธูปหอมวังทองกับการต่อยอดจากปู่ย่าเป็น กลิ่นเกษม ธูปแบบใหม่สีพาสเทลจากข้าวโพด
ทายาทธูปหอมวังทองกับการต่อยอดจากปู่ย่าเป็น กลิ่นเกษม ธูปแบบใหม่สีพาสเทลจากข้าวโพด

วันที่กลิ่นธูปจาง

จุดเปลี่ยนของโรงงานธูปวังทอง คือวันที่คุณปู่ของนุชกำลังจะจากลูกหลานไป

“ธูปหอมวังทองในตอนที่รุ่งเรืองที่สุดเราส่งขายไปทั่วประเทศ เหนือจรดใต้ ทุกคนในครอบครัวช่วยกันประคับประคองธุรกิจผลิตธูปนี้มาเรื่อยๆ จนกระทั่งคุณปู่กำลังจะเสีย ท่านก็กังวลว่าถ้าปล่อยให้คุณย่าทำคนเดียวอาจไม่ไหว เลยเริ่มคิดแบ่งธุรกิจออกเป็นส่วนๆ ให้ลูกหลานที่สนใจรับไปดูแล

“บรรดาคุณป้าคุณอาผู้หญิงที่เห็นว่าทำธูปน่าจะหนักเกินไป เลยหันไปเรียนตัดเสื้อ ทำผมกันตามสมัยนิยมก็มี แต่มีคุณอาผู้ชายกับคุณอาผู้หญิงสองคนที่ได้รับสืบทอดโรงผลิตธูปและยังคงผลิตธูปกันอยู่ ส่วนพ่อของเราซึ่งเป็นลูกชายคนโตเป็นคนจัดจำหน่าย เรื่อยมาจนกระทั่งคุณพ่อของเราป่วย จึงได้หยุดทำธุรกิจตรงนั้นไป” นุชเล่าถึงการหักเหของธุรกิจธูปหอมวังทอง

ทายาทธูปหอมวังทองกับการต่อยอดจากปู่ย่าเป็น กลิ่นเกษม ธูปแบบใหม่สีพาสเทลจากข้าวโพด

แม้ว่านุชจะเป็นลูกสาวคนโตของลูกชายคนโตในตระกูลคนจีน แต่ครอบครัวของนุชไม่ได้เคร่งครัดในเรื่องการรับช่วงต่อธุรกิจมากนัก กลิ่นของโรงงานธูปจึงเลือนรางไปจากชีวิตของเธอในวันที่คุณพ่อจากไป เธอได้ใช้ชีวิตตามครรลองของคนรุ่นใหม่อยู่ราว 20 ปี มีอาชีพเป็นนักออกแบบกราฟิก ทำงานให้กับบริษัทต่างๆ เรื่อยมา ไม่มีใครสักคน ทั้งเพื่อน ครอบครัว หรือแม้แต่ตัวเธอเอง ที่จะคิดว่าเธอจะหันกลับมาจับธุรกิจทำธูป

นั่นทำให้เราติดอกติดใจ ต้องถามให้ได้ว่าอะไรทำให้เธอกลับมา

“เราทำอาชีพกราฟิกดีไซเนอร์มาตั้งแต่เรียนจบ ไม่เคยเบี่ยงไปทำอาชีพอื่นเลย เพราะรู้สึกว่าเราเป็นคนชอบคิด ทำแล้วจบงานด้วยตัวเอง ไม่ถนัดการสื่อสารกับคนอื่น แต่อยู่มาวันหนึ่ง เราได้เห็นทายาทของบริษัทที่เราทำงานอยู่ เขาได้เริ่มต้นต่อยอดธุรกิจอะไรบ้าง เราก็เลยคิดขึ้นมาได้ว่า ที่บ้านเราก็มีอะไรแบบนี้อยู่นี่นา คิดวันนั้นแล้วก็ลาออกเลย

“นึกย้อนไปถึงตอนที่เราโดนทวงงานตอนตีสาม เราเหนื่อยมาก เราเคยร้องไห้ แต่พอมาทำธูป เหนื่อยแค่ไหนก็ยังอยากจะตื่นมาทำต่อตอนเช้าจังเลย” เธอยิ้ม

ดูเหมือนว่าช่วงเวลา 20 ปี จะไม่ได้ทำให้กลิ่นของธูปจากโรงงานของปู่ย่านั้นจางไปเสียทีเดียว

ทายาทธูปหอมวังทองกับการต่อยอดจากปู่ย่าเป็น กลิ่นเกษม ธูปแบบใหม่สีพาสเทลจากข้าวโพด

ต่อธูป

สิ่งที่น่าสนุกในการกลับมาทำธูปอีกครั้งของทายาทรุ่นที่ 3 คนนี้ คือเธอกล้าที่จะกรุยทางเดินใหม่ๆ ให้ธูปกลิ่นเกษมของตัวเอง

“แรกสุดเราคิดแค่ออกแบบแพ็กเกจใหม่ เพราะรู้สึกว่าซองธูปมันเหมือนกันไปหมด แต่พอบอกเพื่อนๆ ว่าจะออกมาทำธูปขาย ก็ได้รับฟีดแบ็กว่ามีความกังวลเรื่องสารเคมี เราเลยเริ่มศึกษาเรื่องวัตถุดิบ 

ทายาทธูปหอมวังทองกับการต่อยอดจากปู่ย่าเป็น กลิ่นเกษม ธูปแบบใหม่สีพาสเทลจากข้าวโพด
ทายาทธูปหอมวังทองกับการต่อยอดจากปู่ย่าเป็น กลิ่นเกษม ธูปแบบใหม่สีพาสเทลจากข้าวโพด

“ปรากฏว่าเคมีมาจากการใช้ขี้เลื่อยจากโรงไม้มาทำธูป ซึ่งขี้เลื่อยมีส่วนผสมของสารเคมีอย่างแลกเกอร์อยู่ เราเลยเปลี่ยนมาใช้ผงจากซังข้าวโพด ซึ่งได้จากโรงงานผลิตอาหารสัตว์ภายในประเทศเป็นวัตถุดิบหลัก พอใช้ตัวนี้แทนขี้เลื่อยก็จะตัดเคมีตัวนั้นออกไป

“แล้วเราก็ใช้สีผสมอาหารผสมกับซังข้าวโพดเพื่อให้เกิดสีก่อนนำไปซัดกับก้านธูป แทนที่จะใช้วิธีการจุ่มแท่งธูปที่ขึ้นรูปแล้วลงไปในสีเคมีอีกทาง ดังนั้นสารเคมีเดียวที่อยู่ในกระบวนการผลิตก็คือสีผสมอาหารเท่านั้น นี่เป็นการลดเคมีเท่าที่เราทำได้” นุชเล่าให้ฟังถึงส่วนผสมของธูปกลิ่นเกษม ที่มาจากความช่างคิดและใส่ใจ

ทายาทธูปหอมวังทองกับการต่อยอดจากปู่ย่าเป็น กลิ่นเกษม ธูปแบบใหม่สีพาสเทลจากข้าวโพด
ทายาทธูปหอมวังทองกับการต่อยอดจากปู่ย่าเป็น กลิ่นเกษม ธูปแบบใหม่สีพาสเทลจากข้าวโพด

“เรื่องสีที่เลือกมาทำ ตอนแรกเราคิดทำเป็นสีไทยโทน แต่ดูแล้วซ้ำกับที่มีอยู่ในตลาด เราเลยฉีกมาเป็นแนวพาสเทล ซึ่งอันที่จริงผสมค่อนข้างยาก แต่เราก็ทดลองผสมเองไปเรื่อย ตอนนี้ก็ยังทำสีฟ้าไม่ได้ (ยิ้ม) เรามีสตอรี่เป็นเจ็ดวัน เจ็ดสี แค่เป็นโทนพาสเทล ส่วนกลิ่นก็มีที่มาจากกลิ่นดอกไม้มงคลของคนที่เกิดในแต่ละวัน” 

ทายาทธูปหอมวังทองกับการต่อยอดจากปู่ย่าเป็น กลิ่นเกษม ธูปแบบใหม่สีพาสเทลจากข้าวโพด
ทายาทธูปหอมวังทองกับการต่อยอดจากปู่ย่าเป็น กลิ่นเกษม ธูปแบบใหม่สีพาสเทลจากข้าวโพด

สำหรับเราแล้ว แม้นุชจะบอกว่าตัวเองไม่ได้เก่งเรื่องการตลาดมาจากไหน อยากทำอะไรก็ทำ จนเรารู้สึกว่าเหมือนสวมวิญญาณคุณย่ามาเอง แต่การคิดเรื่องผลิตภัณฑ์อย่างละเอียดลออขนาดนี้ นี่แหละคือการตลาดที่จริงใจสุดๆ

เราไถ่ถามต่อไปว่าทำไมถึงต้องเป็น ‘ธูปทำมือ’ ซึ่งคำตอบที่ได้กลับมาจากนุชนั้นไม่ใช่แค่เรื่องของการตลาด แต่เป็นการเก็บรักษาวิถีชีวิตของผู้คน

“ตอนที่เราไปตามหาโรงงานทำธูป เราถามเขาว่า ธูปที่เราใช้กันทุกวันนี้มาจากไหน เขาบอกว่า นำเข้ามาจากจีนเกือบหมด ทำในไทยกันน้อยมาก เพราะแรงงานไทยรุ่นใหม่ไม่อยากทำงานฝีมือแล้ว อยากเข้าไปทำงานในโรงงานกันมากกว่า 

ทายาทธูปหอมวังทองกับการต่อยอดจากปู่ย่าเป็น กลิ่นเกษม ธูปแบบใหม่สีพาสเทลจากข้าวโพด

“คุณอาเลยพาไปหาพี่ที่เคยทำงานกับโรงงานเรา เขายังทำโรงงานธูปเล็กๆ ของตัวเองอยู่คนเดียวอยู่ที่สุพรรณฯ เราก็ชวนเขาให้ทำสูตรของเรา แต่พอเราจะเปลี่ยนวัตถุดิบ เขาก็บอกว่ามันยาก แต่เราก็ง้อเขา คุยกันอยู่นาน เราเข้าไปยืนดูเขาทำ พัฒนากระบวนการผลิตไปพร้อมกับเขา จนวันหนึ่งคุณตาคนหนึ่งที่ช่วยเราผลิต พูดออกมาว่า เดี๋ยวเขาจะสอนให้หลานเขาทำธูปบ้าง หลานเขาก็บอกว่าอยากทำ 

“เราไม่ได้คาดหวังอะไรเยอะจากการทำกลิ่นเกษม การทำธุรกิจต้องคุยกับลูกค้า กับผู้ผลิต มันยากสำหรับคนที่พูดไม่เก่งอย่างเราด้วยซ้ำไป แต่เราอยากทำให้ปู่ ย่า พ่อภูมิใจ แม้ว่าเขาจะไม่อยู่แล้ว ชื่อแบรนด์กลิ่นเกษม ก็มาจากชื่อคุณปู่ที่ชื่อเกษม

“ถึงเราจะไม่มีครอบครัว แต่เราก็อยากทำอะไรบางอย่างทิ้งเอาไว้ แม้ว่าอาจจะไม่มีใครสานต่อ” นุชทิ้งท้ายถึงเจตนารมณ์ในการออกมาทำธุรกิจต่อธูปของเธอด้วยดวงตาที่รื้นน้ำตา

ทายาทธูปหอมวังทองกับการต่อยอดจากปู่ย่าเป็น กลิ่นเกษม ธูปแบบใหม่สีพาสเทลจากข้าวโพด

กลิ่นของความสุข

นี่คือเรื่องราวจากบทสนทนา เคล้ากลิ่นของสรรพพืชพันธุ์ที่ถูกซัดสาดอยู่บนก้านธูป จากนุช ทายาทรุ่นที่ 3 จากธูปหอมวังทอง สู่ชื่อกลิ่นเกษม จากธูปไหว้พระธรรมดา วันนี้ธูปสีพาสเทลของเธอเป็นที่สนใจจากผู้คนหลากหลาย ตั้งแต่ชาวฝรั่งเศสที่เพื่อนของนุชส่งธูปไปให้ลองใช้ ไปจนถึงเจ้าอาวาสจากวัดในอินเดียที่เจ้านายเก่าของนุชเป็นคนซื้อไปถวาย

ธูปอาจเป็นวัตถุชิ้นเล็กที่หลายคนมองข้ามไป แม้แต่เพื่อนของนุชก็ยังตั้งคำถามว่า ทำไมต้องเล่นใหญ่กับการทำธูปขนาดนี้ แต่เธอก็ยังคงยืนยันว่า ธูปจะไม่มีวันหายไป ตราบใดที่เรายังคงมีวัฒนธรรมการจุดธูปไหว้พระ แถมธูปของเธออาจจะเป็นการเอื้อมมือไปหากลุ่มผู้ใช้ใหม่ ที่อยากได้ความรื่นรมย์จากธูปสวยงามมากกว่าแค่ประโยชน์ใช้สอย

สำหรับผู้ใช้คนอื่น เราก็ไม่อาจพูดแทนได้ แต่สำหรับเราที่ได้รับรู้เรื่องราวเบื้องหลังก้านธูปนี้ กลิ่นเกษมกลายเป็นกลิ่นที่เตือนใจให้เรานึกถึงความสุขไปเรียบร้อยแล้ว

ทายาทธูปหอมวังทองกับการต่อยอดจากปู่ย่าเป็น กลิ่นเกษม ธูปแบบใหม่สีพาสเทลจากข้าวโพด

ภาพ : ธูปกลิ่นเกษม

Writer

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : โรงเรียนสอนขับรถยนต์ ส.สะพานมอญ

ประเภทธุรกิจ : โรงเรียน

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2490

ผู้ก่อตั้ง : สวง ยังเจริญ และ พิศพงศ์ ยังเจริญ

ทายาทรุ่นสอง : ฑิตยาภรณ์ ทาบทอง และ สันติสุข ทาบทอง

ทายาทรุ่นสาม : พิศริยาภรณ์ ทาบทอง

พ.ศ. 2490 คือปีที่โรงเรียนก่อตั้ง

พ.ศ. 2590 คือปีที่โรงเรียนจะมีอายุครบรอบ 100 ปี

พ.ศ. 2565 คือปีที่โรงเรียนอายุครบรอบ 75 ปี และเป็นปีที่ The Cloud ได้พูดคุยถึงเรื่องราวของโรงเรียนสอนขับรถอายุเกือบศตวรรษซึ่งผ่านมรสุมมามากมาย จนกลายเป็นโรงเรียนสอนขับรถที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รักอย่าง ‘ส.สะพานมอญ’ ในทุกวันนี้

สนามฝึกซ้อมขับรถยนต์พื้นที่ 4 ไร่ใจกลางกรุงเทพมหานคร เต็มไปด้วยรถจี๊ปคันเก่าและต้นไม้น้อยใหญ่ โลโก้และรูปถ่ายเก่าแก่ของอดีตลูกศิษย์ในภาพสีขาวดำ คงสะท้อนให้เห็นถึงความรุ่งเรืองในอดีตที่คราคร่ำไปด้วยนักเรียนและผู้มาเยือนไม่มากก็น้อย 

ทายาท ส.สะพานมอญ โรงเรียนสอนขับรถอายุ 75 ปี ไม่สร้างแค่คนขับรถเก่ง แต่สร้างคนขับรถดี

หลังจากเลื่อนนัดกันมาหลายครั้ง เพราะสถานการณ์โรคระบาดที่คาดการณ์ล่วงหน้าไม่ได้ 3 เดือนถัดมาจากนัดครั้งแรก เราได้มานั่งอยู่ตรงข้าม ครูแต่ม-ฑิตยาภรณ์ ทาบทอง ทายาทรุ่นสองและครูใหญ่ประจำโรงเรียน พร้อม อาร์ททิส-พิศริยาภรณ์ ทาบทอง ว่าที่ทายาทรุ่นสาม เพื่อทำความรู้จักกับ ส.สะพานมอญ โรงเรียนสอนขับรถอายุเกือบ 100 ปีที่ใส่ใจคุณภาพของลูกศิษย์และคุณครู อีกทั้งรักษามาตรฐานการสอนมาตั้งแต่รุ่นก่อตั้ง

พันธกิจของโรงเรียนแห่งนี้ไม่ใช่แค่สร้างคนขับรถเก่ง แต่ต้องเป็นคนขับรถดี

มาหาคำตอบกันว่า เหตุใดโรงเรียนสอนขับรถขนาดเล็กใจกลางกรุงแห่งนี้ ถึงดำเนินธุรกิจอยู่ได้เกือบร้อยปี และเป็นที่พูดถึงจากทั้งนักเรียนวัยคุณปู่และวัยรุ่น จนมีลูกศิษย์ไปแล้วมากกว่า 86 รุ่น

ทายาท ส.สะพานมอญ โรงเรียนสอนขับรถอายุ 75 ปี ไม่สร้างแค่คนขับรถเก่ง แต่สร้างคนขับรถดี

สวง สะพานมอญ 

ขณะนั่งสนทนากับทายาทรุ่นสองและรุ่นสามของ ส.สะพานมอญ ภายใต้บรรยากาศแสนร่มรื่นของโรงเรียนสอนขับรถ ซึ่งเปรียบเสมือนสวนหย่อมขนาดย่อมใจกลางกรุง ครูใหญ่เริ่มเล่าประวัติของโรงเรียนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

เรื่องราวของโรงเรียนแห่งนี้เริ่มต้นจาก คุณพ่อสวง และ คุณแม่พิศพงศ์ ยังเจริญ ตกลงใช้ชีวิตร่วมกัน และเปิดปั๊มน้ำมันเชลล์บริเวณถนนเจริญกรุง ซึ่งเป็นปั๊มที่ขายดีที่สุดในกรุงเทพมหานคร ณ เวลานั้น เนื่องจากเป็นถนนสายหลักสายแรกของจังหวัด

ทายาท ส.สะพานมอญ โรงเรียนสอนขับรถอายุ 75 ปี ไม่สร้างแค่คนขับรถเก่ง แต่สร้างคนขับรถดี

และด้วยความที่คุณพ่อเคยช่วยคุณลุงทำโรงเรียนสอนขับรถ พอมีความรู้เรื่องรถติดตัวมา จึงตัดสินใจเปิดโรงเรียนสอนขับรถ ส.สะพานมอญ โดยการนำชื่อคุณพ่อ ‘สวง’ มาใส่กับชื่อสถานที่ของโรงเรียน และคิดค่าเล่าเรียนเพียง 15 บาทแบบไม่จำกัดครั้ง

แรกเริ่มเดิมทีมีนักเรียนแค่คนเดียว แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนแตะหลักร้อยคน จนกระทั่งมีการออกกฎหมายควบคุมความปลอดภัยของสถานีบริการเชื้อเพลิง ครอบครัวนี้จึงต้องเลิกกิจการปั๊มเชลล์ซึ่งอยู่ริมถนน คงเหลือแต่โรงเรียนสอนขับรถ

ทำเลที่ตั้งของโรงเรียนที่ดีทำให้เป็นที่นิยมของผู้เรียน เพราะอยู่ใกล้สนามหลวง พาหุรัด ถ้าเปรียบกับสมัยนี้ก็เป็นศูนย์กลางเมืองอย่าง Central World

ทายาท ส.สะพานมอญ โรงเรียนสอนขับรถอายุ 75 ปี ไม่สร้างแค่คนขับรถเก่ง แต่สร้างคนขับรถดี

ประกอบกับเพลงโฆษณาโรงเรียน ที่คุณแม่พิศพงศ์เกิดไอเดียอยากทำขึ้น หลังจากเห็นความสำเร็จของเพลง ถ่านไฟฉายตรากบ จึงไปจ้างนักแต่งเพลง คุณนคร มงคลายน ในราคา 10,000 บาท จนได้เพลงที่มีประโยคคุ้นหูอย่าง ถ้าอยากขับรถ ต้องเรียนเสียก่อน ส.สะพานมอญ สอนให้ได้ผล” ซึ่งเผยแพร่ทางวิทยุไปทั่ว ทำให้เป็นที่รู้จักของคนทั้งกรุงเทพฯ

การเรียนของ ส.สะพานมอญ สมัยก่อน เมื่อมีนักเรียนมาสมัคร จะให้ฝึกออกถนนจริงทันที โดยฝึกขับบริเวณถนนเจริญกรุงและพระราชวังสราญรมย์ 

“ออกถนนจริงกันไปเลย บางทีไปถึงเมืองนนท์ ตอนนั้นคุณแม่กะเกณฑ์ว่ารอบ 9 โมงเช้า นักเรียนมากี่คน กระจายไปตามรถจี๊ป มากสุดนั่งไป 5 คน บรรทุกกันไป น้อง ก ขับเสร็จหมดเวลาก็ไปนั่งข้างหลัง ให้น้อง ข มานั่งขับ จนกระทั่งน้อง ค น้อง ง กลับมา 11 โมงถึงเที่ยง คนที่นั่งก็รอดูเพื่อนขับ ใจหายใจคว่ำ เรียนรู้ไปด้วยว่าเพื่อนคนนี้ทำไม่ดียังไง เอามาปรับปรุงตัว สนุกดีนะ บางครั้งก็ซอกแซกในสวนเพราะคดเคี้ยวดี ส่วนเมืองนนท์เนี่ย ทำให้นักเรียนเลี้ยวไปเลี้ยวมาจนมีความชำนาญ” ครูใหญ่กล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

นอกเหนือจากการสอนขับรถ โรงเรียนยังได้เปิดแผนกเครื่องยนต์ ได้แก่ หลักสูตรช่างยนต์และไฟฟ้า แต่ก็ปิดตัวลงเนื่องจากทางรัฐบาลได้จัดตั้งโรงเรียนเพาะช่างขึ้นมาทั่วประเทศ ณ เวลานั้น

สานต่อ สะพานมอญ 

แรกเริ่มเดิมที ครูใหญ่ไม่เคยคิดจะสานต่อกิจการโรงเรียนสอนขับรถ แต่มีเหตุผล 2 ประการ ทำให้เธอหันมาบริหารธุรกิจครอบครัวให้กลับไปสู่จุดรุ่งเรืองอีกครั้ง

ครูใหญ่เล่าให้พวกเราฟังว่า ท่านมีพี่น้องทั้งหมด 4 คน ครูใหญ่เป็นน้องเล็กสุด ตอนเด็กเรียนอยู่โรงเรียนราชินี ต่อมาเรียนคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง หลังเรียนจบก็ไปศึกษาต่อเนติบัณฑิตที่ศาลสนามหลวง เข้าทำงานที่สำนักงานทนายความในละแวกเดียวกับโรงเรียนสอนขับรถ พอเลิกเรียนหรือเลิกงานก็กลับมาช่วยคุณแม่ ชีวิตของท่านอยู่ใกล้ ส.สะพานมอญ ตั้งแต่ยังเด็กจนมีความผูกพัน

แม้ว่าคุณแม่จะไม่ได้บังคับให้สืบทอดธุรกิจ แต่เหตุผลสำคัญอีกประการคือ คำสั่งเสียจากคุณพ่อ ตอนที่ท่านป่วยหนัก ท่านบอกลูกสาวคนนี้ว่า ให้ทำโรงเรียนต่อไป

ทายาท ส.สะพานมอญ โรงเรียนสอนขับรถอายุ 75 ปี ไม่สร้างแค่คนขับรถเก่ง แต่สร้างคนขับรถดี

โลกเปลี่ยน รถเปลี่ยน โรงเรียนก็ต้องเปลี่ยน

การกลับมาในครั้งนั้น ทำให้พบว่าโรงเรียนเสื่อมโทรมไปมาก บางวันแทบไม่มีคนมาเรียนเลย 

“แต่คุณแม่ครูก็ยังนั่งทำงานด้วยความรัก ถึงแม้บางวันไม่มีนักเรียนมาสมัครเลย คุณแม่ก็ยังนั่งรับโทรศัพท์ ท่านรักโรงเรียนมาก และยังนั่งทำงานจนอายุเกือบ 90” 

สิ่งแรกที่ครูใหญ่ทำ คือสำรวจโรงเรียนอย่างถี่ถ้วนว่าทำไมความนิยมถึงลดลง ขณะนั้นมีโรงเรียนสอนขับรถคู่แข่งเปิดมากมาย หลายโรงเรียนราคาถูกกว่าเกือบครึ่งหนึ่ง บางโรงเรียนมีข้อตกลงกับกรมการขนส่งทางบก เพื่ออำนวยความสะดวกเรื่องการสอบใบขับขี่ จึงตอบโจทย์ผู้เรียนมากกว่า

โจทย์ใหญ่ของทายาทคนนี้คือ ต้องพื้นฟูโรงเรียนสอนขับรถอายุเกือบ 100 ปี ให้กลับมามีชีวิตสดใสอีกครั้งหนึ่ง

เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่กรมการขนส่งทางบกกำลังมองหาโรงเรียนสอนขับรถที่มีมาตรฐานและศักยภาพเพียงพอเข้าสู่ระบบ สามารถสอบใบขับขี่แทนกรมการขนส่งทางบกได้ และยังมีเป้าหมายลดอุบัติเหตุทางรถยนต์ ซึ่งประเทศไทยมีตัวเลขสถิติเป็นอันดับหนึ่งของโลก

ส.สะพานมอญ ซึ่งตั้งใจสร้างคนขับรถที่ดี จึงไม่รอช้าที่จะเข้าร่วม

“หลังจากที่กรมการขนส่งทางบกมอบอำนาจให้เราสอบใบขับขี่ได้ ครูพอใจและมีความสุขที่สุดเลย เพราะสิ่งที่ทุกคนมุ่งหมายในการมาเรียนขับรถ คือได้ใบขับขี่ ในเมื่อเราทำหน้าที่นี้แทนได้ มันจะมีอะไรดีไปกว่านี้” 

พื้นที่เดิมแถวเจริญกรุงคับแคบเกินไป คุณแม่จึงมาซื้อที่ดินใหม่ขนาด 4 ไร่ ใกล้วัดบุปผารามวรวิหาร โดยมีครูใหญ่เป็นคนออกแบบเองทั้งหมด จนเกิดเป็นสนามซ้อมขับรถที่มีคุณภาพ ออกแบบอย่างใส่ใจ เพื่อช่วยให้การฝึกมีประสิทธิภาพและเป็นการสร้างความปลอดภัยแก่ผู้เรียน

“ถ้าหัดตรงนี้ไม่ดีก็เปลี่ยนใหม่ สะพานอยู่ตรงไหนดี อยู่รอบนอกไม่ดี เพราะนักเรียนหัดทุกรอบต้องใช้ความเร็ว คนขับไม่เป็นทำยังไง ถ้าต้องวนเลี้ยวแล้วชนกันก็ไม่เอา” ครูใหญ่กล่าว

ทั้งการนำโรงเรียนเข้าสู่ระบบและการสร้างสนามใหม่ ช่วยดึงดูดให้ผู้เรียนจำนวนมากกลับมาเรียนกับ ส.สะพานมอญ อีกครั้ง จากที่เคยเงียบเหงาก็กลับมามีชีวิตชีวา มีนักเรียนมากหน้าหลายตาแวะเวียนมาเสมอ 

“มันเหมือนกับบอกว่า เฮ้ย ส.สะพานมอญ ยังอยู่นะ” ครูใหญ่ยิ้มกว้าง

ทายาท ส.สะพานมอญ โรงเรียนสอนขับรถอายุ 75 ปี ไม่สร้างแค่คนขับรถเก่ง แต่สร้างคนขับรถดี
ทายาท ส.สะพานมอญ โรงเรียนสอนขับรถอายุ 75 ปี ไม่สร้างแค่คนขับรถเก่ง แต่สร้างคนขับรถดี

เปลี่ยนแปลงแต่ไม่เปลี่ยนไป

ครูใหญ่เปลี่ยนแปลงโรงเรียนหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรการสอนที่ได้ร่วมมือกับกรมการขนส่งทางบก และการย้ายที่ตั้งเพื่อให้ทันต่อความต้องการของคนรุ่นใหม่ และให้อยู่รอดในช่วงเวลาที่มีโรงเรียนสอนขับรถหน้าใหม่เกิดขึ้นจำนวนมาก

แต่ยังมีบางสิ่งที่คงไว้ไม่เปลี่ยนแปลง

ประการแรกคือ การให้ฝึกขับรถจี๊ป ถึงแม้ปัจจุบัน ส.สะพานมอญ จะนำรถเก๋งรุ่นใหม่มาให้นักเรียนฝึก แต่ทางโรงเรียนยังคงเอกลักษณ์รถวัยคุณปู่เอาไว้ โดยนักเรียนใหม่ต้องฝึกขับรถชนิดนี้ เพื่อเรียนรู้การใช้เกียร์และคลัตช์เป็นเวลา 2 ชั่วโมง เนื่องจากรถจี๊ปขับง่าย ทนทาน มองเห็นทัศนะรอบข้างชัดเจน อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของ ส.สะพานมอญ 

ประการที่สอง คือความซื่อสัตย์และจริงใจ ครูใหญ่มักพูดเสมอว่าต้องจริงใจและซื่อสัตย์กับลูกค้า ความดีเหล่านี้จะทำให้โรงเรียนอยู่ได้ เหมือนการมาเรียน 10 ชั่วโมงเพื่อได้ใบขับขี่ ไม่ได้ทำให้ขับชำนาญ ทางโรงเรียนต้องพูดกับผู้เรียนตรง ๆ ต้องมีการฝึกฝนเพิ่มเติมอีก ทั้งครูใหญ่ยังคอยชี้แนะนักเรียนเสมอว่ายังบกพร่องในจุดใด ความดีเหล่านี้ทำให้โรงเรียนเป็นที่พูดถึงกันปากต่อปากจากอดีตนักเรียนสู่นักเรียนใหม่ ๆ

และประการที่สาม คือพันธกิจที่ส่งต่อมาตั้งแต่รุ่นแรกว่า จะไม่สร้างแค่คนขับรถเป็น แต่ต้องสร้างพลเมืองที่ดีและมีความรับผิดชอบบนท้องถนน

เคล็ดลับครองใจมือใหม่หัดขับ

“ส.สะพานมอญ เป็นที่ที่ค่าเรียนแพงที่สุด”

ครูใหญ่เล่าให้ฟังว่า ปัจจุบันค่าเรียนขับรถมีหลายระดับราคา โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 5,000 บาท บางโรงเรียนลดราคาต่ำกว่านั้นเพื่อการแข่งขันที่มีมากขึ้นในท้องตลาด แต่ ส.สะพานมอญ มีค่าเรียนแพงที่สุดที่ 6,500 บาท และไม่เคยคิดจะลดราคา

ครูใหญ่ให้เหตุผลว่า ค่าดูแลสถานที่ ค่าซ่อมบำรุง ค่าน้ำมัน ค่าจ้างครูฝึก เพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี การลดราคาจะทำให้มาตรฐานและคุณภาพการเรียนการสอนที่พยายามรักษามาตั้งแต่อดีตลดลงได้

การเอาใจใส่ผู้เรียนเป็นหลักการบริหารโรงเรียนข้อแรก เป็นเหตุผลที่โรงเรียนได้รับความไว้วางใจเสมอมา โดยไม่เกี่ยงเรื่องราคา

“เราเลือกครูฝึกที่เหมาะสมกับนักเรียนแต่ละคน เพื่อให้นักเรียนได้ประโยชน์สูงสุดจากการเรียน ถ้าเป็นครูมีอายุมากนิดหนึ่ง เขาก็จะชอบนักเรียนหัวอ่อน ไม่ชอบนักเรียนดื้อ ถ้าครูที่วัยรุ่น ก็จะรับนักเรียนที่วัยรุ่นเหมือนกัน เคมีจะเข้ากัน

“ในกรณีที่นักเรียนเข้ากับครูฝึกไม่ได้ เราจะให้เปลี่ยนครู เพราะอยากให้ทั้งผู้เรียนและครูสบายใจกับการเรียนการสอน หรือกรณีที่ต้องฝึกถึงตอนเย็น เราจะอยู่ด้วยตลอด ไม่ปล่อยให้นักเรียนอยู่ลำพังกับครูฝึก จะเย็นแค่ไหนก็ต้องอยู่ จะกลับก็กลับพร้อมกัน”

นั่นคือภาคปฏิบัติ 

ส่วนภาคทฤษฎี ด้วยความที่ครูใหญ่เรียนจบด้านกฎหมาย จึงเป็นคนสอนหลักการ วิธีการสอนก็ไม่ใช่แค่เพียงท่องจำ แต่ต้องยกกรณีศึกษามาเป็นตัวอย่าง เพื่อให้นักเรียนเป็นผู้ขับขี่ที่ดี

“เรามองนักเรียนเป็นผ้าขาวสะอาด เขาไม่รู้หรอกว่าความทุกข์ยากในการต่อสู้คดีบนชั้นศาลเป็นยังไง ดังนั้น เราต้องพูดให้เขาฟัง ให้เขาเห็นถึงความจำเป็นในการปฏิบัติตามกฎจราจร”

ในทุกการเรียน ครูใหญ่จะติดตามผลว่านักเรียนแต่ละคนยังไม่แข็งแรงในเรื่องใด ควรไปฝึกเพิ่มในจุดไหน พร้อมทั้งแนะนำช่องทางการเรียนรู้เพิ่มเติม 

“การทำข้อสอบในคอมพิวเตอร์ก็เหมือนกับการขับรถ ข้อสอบถามมาว่า ถ้าระหว่างขับรถเกิดยางระเบิดต้องทำยังไง เวลานั้นเราไม่มีเวลามาคิดนะ ต้องคิดในเครื่องก่อนนี่แหละ” 

นอกจากนี้ ที่นี่ยังสอนความรู้อื่น ๆ อย่างเรื่องเครื่องยนต์กลไกพื้นฐาน การดูแลเบื้องต้น เช่น ระบบหม้อน้ำ แบตเตอรี่ และยางรถยนต์ เป็นต้น เป็นการย้ำเตือนว่านักเรียนทุกคนต้องรู้กฎหมายและการดูแลความปลอดภัยขั้นแรก เพราะในสถานการณ์จริงจะทำให้นักเรียนเป็นนักขับขี่ที่ดี มีทัศนคติที่ดีบนท้องถนน เพื่อสร้างสังคมแห่งการขับขี่ปลอดภัยต่อไป

“เราคือโรงเรียนที่ให้มากกว่าใบขับขี่ แต่คุณจะได้อย่างอื่นกลับไป เช่น การเป็นผู้ขับขี่ที่ดี”

โรงเรียนสอนขับรถ ส.สะพานมอญ ในมือของทายาท ผู้เข้ามาพัฒนาให้เท่าทันยุคสมัย และยังคงไว้ซึ่งคุณความดีของรุ่นก่อน

สาม สะพานมอญ

ส.สะพานมอญ ดำเนินธุรกิจอย่างแข็งแกร่งจนเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งเกิดการระบาดโควิด-19 และทายาทรุ่นสามได้เข้ามาช่วยสานต่อ

อาร์ททิส-พิศริยาภรณ์ ทาบทอง ทายาทรุ่นสาม สำเร็จการศึกษาจากอังกฤษและไปค้นหาตัวเองจากการทำงานอาชีพอื่น กระทั่งช่วงโรคระบาด คุณอาร์ทได้หันกลับมามองว่า ส.สะพานมอญ พัฒนาไปได้ไกลกว่านี้ โรงเรียนสอนขับรถแห่งนี้จึงเข้าสู่ยุคสมัยใหม่

  ในช่วงโควิด-19 อาร์ททิสได้ทดลองสอนนักเรียนผ่าน Zoom และรับสมัครนักเรียนทางออนไลน์ ทำให้นักเรียนสมัครและเรียนได้ทันที

“แต่ออนไซต์จะดีกว่าค่ะ มาตรการอบรมคือครูจะเรียกถาม ถ้าใครหลับนะ ครูจะเรียกเลย” ครูใหญ่ซึ่งเป็นผู้สอน เสริมขึ้นมาพร้อมเสียงหัวเราะ

ขณะเดียวกันทางโรงเรียนได้เพิ่มหลักสูตรภาษาอังกฤษขึ้นมา เพราะพบว่ามีชาวต่างชาติในประเทศไทยจำนวนมากต้องการสอบใบขับขี่ ทางโรงเรียนนำครูฝึกที่มีศักยภาพไปอบรมภาษาอังกฤษเพื่อฝึกสอนภาคปฏิบัติ ส่วนการสอนภาคทฤษฎีจะมีคำบรรยายภาษาอังกฤษจากกรมการขนส่งทางบกมาให้ 

เรื่องหมู ๆ ที่ไม่หมู

การบริหารโรงเรียนที่กลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งยังคงดำเนินต่อไปเหมือนไม่มีอุปสรรค แต่ทั้งครูใหญ่และอาร์ททิสกลับพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การบริหารที่ยากที่สุดคือ การสอนภาคปฏิบัติและตัวครูผู้สอน 

อาร์ททิสพูดให้เราเห็นภาพชัดขึ้นว่า “การปฏิบัติยากที่สุด เพราะครูฝึกต้องมีศักยภาพ ต้องมีวุฒิที่จะสอนนักเรียนได้ ไม่ใช่ว่าใครก็สอนได้ เพราะฉะนั้น ทรัพยากรบุคคลจึงหายากที่สุด ไม่ใช่แค่เฉพาะโรงเรียนเรา แต่เป็นทุกโรงเรียน เพราะถ้าไม่มีครูฝึก ก็ไม่มีทางทำโรงเรียนได้”

ครูฝึกสอนขับรถต้องเชี่ยวชาญในการขับรถ เพราะนักเรียนที่มาเรียนคือมือใหม่ที่ขับรถไม่เป็น ครูจึงต้องชำนาญและช่วยนักเรียนได้เมื่อเกิดอุบัติเหตุ 

ครูฝึกต้องผ่านการอบรมใบอนุญาตและต่ออายุอยู่เสมอ ซึ่งเป็นการสอบที่ยากมาก มีทั้งข้อเขียนและภาคปฏิบัติ ครูฝึกสอนขับรถดี ๆ หาไม่ได้ง่าย ๆ โรงเรียนจึงต้องดูแลครูฝึกให้ดีที่สุด

“เรามีครูฝึกก็ต้องรักษาเขาไว้ ต้องดูแลเขาดี ๆ ให้พอใจที่จะทำงานกับเรา” ครูใหญ่กล่าวให้พวกเราฟัง

“เราให้ครูฝึกทำงาน 8 โมงถึงบ่ายโมง 3 ครึ่ง หากใครขยันจะปล่อยให้ถึง 5 โมงครึ่ง ซึ่งถือเป็นโรงเรียนที่ให้ครูฝึกทำงานน้อยมาก เพราะทางโรงเรียนจ่ายเงินเดือนเป็นรายเดือน ขณะที่โรงเรียนอื่น ๆ ให้เงินวัดจากชั่วโมงทำงาน บางคนทำ 6 โมงเช้าถึง 2 ทุ่ม 

“มีครูคนหนึ่งเคยปั่นชั่วโมงจนร่างกายพังพินาศ ไม่ไหว พอมาอยู่กับเราแม้ได้เงินน้อยกว่า แต่ชั่วโมงการทำงานเหมาะสมขึ้น เขาก็มีความสุขขึ้น” ครูใหญ่เล่าให้ฟัง

ครูใหญ่ อาร์ททิส และ ส.สะพานมอญ ตั้งใจดูแลครูฝึกอย่างดี มีสวัสดิการอาหารกลางวัน ครูฝึกจะได้ไม่ต้องออกไปซื้อข้างนอก ที่สำคัญ เป็นโรงเรียนที่ให้เกียรติครู เพราะอาชีพนี้มีความเสี่ยงสูง

โรงเรียนสอนขับรถ ส.สะพานมอญ ในมือของทายาท ผู้เข้ามาพัฒนาให้เท่าทันยุคสมัย และยังคงไว้ซึ่งคุณความดีของรุ่นก่อน
โรงเรียนสอนขับรถ ส.สะพานมอญ ในมือของทายาท ผู้เข้ามาพัฒนาให้เท่าทันยุคสมัย และยังคงไว้ซึ่งคุณความดีของรุ่นก่อน

เดินช้า แต่เดินไปข้างหน้าเสมอ

ถึงแม้ตอนนี้ทายาทรุ่นสองยังคงสนุกกับการทำงาน แต่ทายาทรุ่นสามก็เริ่มวางอนาคตในแบบของตัวเองเอาไว้แล้ว

อาร์ททิสตั้งใจจะเพิ่มหลักสูตรการขับขี่รถจักรยานยนต์และรถบรรทุก แต่ปัจจุบันยังติดปัญหาเรื่องสถานที่ เนื่องจากสนามฝึกขับรถบริเวณซอยจรัญสนิทวงศ์ 13 มีขนาดคับแคบไป และหาซื้อที่ดินบริเวณใกล้เคียงไม่ได้ เนื่องจากเป็นที่พักอาศัย 

“ก่อนหน้านี้เราเปิดสอนขับขี่จักรยานยนต์ที่นี่ เพราะตอนนั้นยังไม่ได้เคร่งครัดเรื่องเนื้อที่ใหญ่อะไรมาก” ครูใหญ่เอ่ย พร้อมเล่าว่าจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะที่มีความเสี่ยงอุบัติเหตุสูง ก่อนหน้านี้จึงไม่อยากสอน แต่ภายหลังกลายเป็นความจำเป็นของทักษะอาชีพ เพราะความนิยมของเดลิเวอรี่ ทำให้อาชีพไรเดอร์เป็นที่นิยม มีผู้สนใจสมัครเรียนมาก เนื่องจากใบขับขี่รถจักรยานยนต์ทำได้ตั้งแต่อายุ 15 ปี เด็กวัยนั้นยังไม่รู้กฎจราจรดีนัก ความคิดของครูใหญ่จึงเริ่มเปลี่ยนไป ถ้าโรงเรียนแห่งนี้เปิดสอนแล้วช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ก็คงดีไม่น้อย

Business Lesson

ครูใหญ่นิยามบทเรียนที่ได้รับจากการเข้ามาบริหาร ส.สะพานมอญ ไว้ว่า

“ส.สะพานมอญทำให้ครูมีกินมีใช้ เงินทุกบาททุกสตางค์ที่พ่อแม่ได้มาก็ส่งเสียลูกเรียนต่างประเทศ มีความเป็นอยู่ในครอบครัวที่ไม่ได้กระเบียดกระเสียรอะไร ก็หล่อหลอมให้ครูเป็นคนที่มีความใจกว้าง”

“บางทีเรามองในเชิงธุรกิจเกินไป คุณภาพจะลดลง เพราะฉะนั้น ต้องมองว่าธุรกิจไม่ได้มีแต่เรื่องเงิน คุณภาพของบริการต้องควบคู่ไปด้วย มันเป็นสิ่งที่ถูกต้องและต้องไปด้วยกัน” ทายาทรุ่นสามตอบอย่างภาคภูมิใจ

ส.สะพานมอญ 

ทายาทรุ่นสองเข้ามาเปลี่ยนแปลงหลายอย่างนับตั้งแต่วันแรก

จากเด็กผู้หญิงที่อยู่ใกล้ชิดกับ ส.สะพานมอญ ตลอดช่วงชีวิต และได้ออกไปเดินทางตามเส้นทางตัวเอง สู่การกลับมาสานต่อกิจการครอบครัวอีกครั้งในวัย 50 ปี

นี่คือการเดินทางครั้งใหม่ของโรงเรียนอายุเกือบ 100 ปี

โรงเรียนแห่งนี้ค่อย ๆ เติบโต แม้จะผ่านมา 75 ปี จากยุคที่ใช้รถจี๊ปจนถึงยุครถเก๋ง ส.สะพานมอญ พร้อมจะเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษามาตรฐานให้กับนักเรียนเสมอ

ในอนาคต รถที่ใช้ในโรงเรียนอาจเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้าตามเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าทุกวัน แต่การรักษาไว้ซึ่งความดี ความซื่อสัตย์ การบริหารอย่างจริงใจ เป็นสิ่งที่ทายาททั้งสองจะไม่ยอมเปลี่ยน

ธุรกิจที่ดีไม่ควรนึกถึงผลกำไรมากเกินไป 

นี่คือบทเรียนสำคัญของครูใหญ่ เพราะการได้เห็นนักเรียนอยากมาสมัครเรียน มีความสุขกับการเรียน และจบออกไปเป็นผู้ขับขี่ที่ดี คือความภาคภูมิใจที่สุดในฐานะทายาทธุรกิจนี้

โรงเรียนสอนขับรถ ส.สะพานมอญ ในมือของทายาท ผู้เข้ามาพัฒนาให้เท่าทันยุคสมัย และยังคงไว้ซึ่งคุณความดีของรุ่นก่อน

Writer

สตางค์ พูลสวัสดิ์

วัยรุ่นผู้ชื่นชอบอาหารเวียดนาม ภาษาเวียดนาม ชอบสะสมรองเท้าและหนังสือพิมพ์เก่า ฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์และมาดริด

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load