หากใครติดตามอ่าน The Cloud อยู่เป็นประจำ คงเคยผ่านตาคำว่า ‘ริเน็น’ อยู่บ้าง ริเน็น คือปรัชญาการทำธุรกิจของญี่ปุ่นที่ไม่ได้มุ่งทำธุรกิจเพื่อกำไรอย่างเดียวแต่ขุดลึกลงไปว่า ธุรกิจของเราดำรงอยู่เพื่ออะไร 

ในช่วงที่ธุรกิจทั้งรายเล็กและใหญ่ต่างแย่งชิงกันกระโดดเข้ามาผลิตสบู่และเจลล้างมือขาย หลายเจ้ามาไวไปไว หลายแบรนด์ฉวยโอกาสขายสบู่ล้างมือในราคาสูง

Kirei Kirei (キレイ キレイ) แบรนด์ผลิตภัณฑ์ล้างมืออันดับหนึ่งจากญี่ปุ่นไม่ได้ตั้งใจขายแค่
โฟมล้างมือที่มีประสิทธิภาพในการลดแบคทีเรีย 99.99 เปอร์เซ็นต์ และเจลล้างมือที่มีแอลกอฮอล์ 70 เปอร์เซ็นต์ ผ่านตามเกณฑ์มาตรฐานเท่านั้น

สิ่งที่แบรนด์ตั้งใจอยากทำ คือการดูแลสุขอนามัยในระยะยาว สร้างคุณค่าของแบรนด์ให้ไปไกลมากกว่าการล้างมือป้องกันตัวในช่วงโรคระบาด ปลูกฝังระเบียบวินัยการล้างมือในชีวิตประจำวันให้เด็ก และสื่อสารเรื่องความสัมพันธ์ที่อบอุ่นในครอบครัว

ในโอกาสที่ทุกคนใส่ใจการล้างมือเยอะเป็นพิเศษในปีนี้และถึงช่วงวันล้างมือโลกในวันที่ 15 ตุลาคมพอดี ขอชวนตามมาฟังเรื่องราวของสบู่ล้างมือจากญี่ปุ่นที่ผ่านช่วงโรคระบาดครั้งใหญ่มาแล้วถึง 3 ครั้ง 

11 เรื่องเล่าของธุรกิจคิเรเนะ Kirei Kirei สบู่ที่ชวนล้างมือสนุกตามวิธีฝึกวินัยเด็กญี่ปุ่น

1. แบรนด์สบู่ล้างมือจากญี่ปุ่นที่มีจุดเริ่มต้นจากโรคระบาด 

คิเรอิคิเรอิ มีต้นกำเนิดมาจากประเทศญี่ปุ่น

พ.ศ. 2539 เกิดการแพร่ระบาดของโรคอุจจาระร่วงจากเชื้อแบคทีเรียอีโคไลในเด็กนักเรียนญี่ปุ่น โรคนี้เกิดจากพาหะปนเปื้อนในอาหาร มีผู้ป่วยกว่า 9,000 คน และเสียชีวิต 11 คน คนญี่ปุ่นโดยเฉพาะครอบครัวที่มีลูกจึงเริ่มหันมาใส่ใจการล้างมือนับแต่นั้น

จากเหตุการณ์โรคระบาดในครั้งนี้ บริษัท ไลอ้อน คอร์ปอเรชัน ได้เปิดตัวโฟมล้างมือคิเรอิคิเรอิที่ญี่ปุ่นใน พ.ศ. 2540 เพื่อพิทักษ์สุขอนามัยของครอบครัว และนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยใน พ.ศ. 2549 และใน พ.ศ. 2552 ช่วงเกิดโรคระบาดไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 (ไข้หวัด A/H1N1) ซึ่งเริ่มเกิดวลีฮิตอย่าง “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” ทำให้คิเรอิคิเรอิเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในสังคม

11 เรื่องเล่าของธุรกิจคิเรเนะ Kirei Kirei สบู่ที่ชวนล้างมือสนุกตามวิธีฝึกวินัยเด็กญี่ปุ่น

2. ฉีกภาพลักษณ์ของตลาดสบู่ล้างมือที่จริงจัง ด้วยการชักชวนให้ครอบครัวล้างมืออย่างมีความสุข

สมัยก่อน ตลาดสบู่ล้างมือมักแข่งขันกันชูความอันตรายของแบคทีเรีย ความน่ากลัวของโรคร้ายเป็นจุดขาย แบรนด์ส่วนใหญ่มีภาพลักษณ์ที่จริงจัง เข้าถึงยาก ผู้ที่ใช้สบู่ล้างมือเป็นประจำมักมีเพียงบุคลากรในวงการแพทย์ อนามัย และสาธารณสุข คนทั่วไปยังไม่คุ้นเคยกับการใช้สบู่ล้างมือโดยเฉพาะสักเท่าไหร่ เพราะมองว่าสบู่สำหรับล้างมือโดยเฉพาะเป็นสินค้าที่ฟุ่มเฟือย จึงเลือกใช้สบู่ก้อน สบู่เหลว และน้ำยาล้างจานสำหรับล้างมือแทน

คิเรอิคิเรอิ เห็นโอกาสนี้ จึงอยากเป็นแบรนด์สบู่ล้างมือที่แตกต่างด้วยนวัตกรรมฟองโฟมที่มีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อโรค แต่มีภาพลักษณ์อ่อนโยนที่เข้าถึงคนทั่วไปได้มากขึ้น และทำให้ทุกคนในครอบครัวสนุกและเพลิดเพลินกับการล้างมือในชีวิตประจำวันจนติดเป็นนิสัย ไม่ใช่แค่ในช่วงโรคระบาดเท่านั้น 

3. ประโยคชวนล้างมือจากคุณแม่ Kirei อ่านว่า คิ-เหร่ แปลว่า สะอาด

“Kirei Kirei Shite” แปลว่า ไปทำให้สะอาด เป็นประโยคติดปากที่คุณแม่ชาวญี่ปุ่นใช้บอกลูกให้ทำความสะอาดร่างกาย ทั้งแปรงฟัน ล้างมือ หลังกลับมาจากโรงเรียนหรือเล่นนอกบ้าน

แม้ประเทศไทยจะไม่มีวัฒนธรรมการบอกให้เด็กล้างมือเมื่อกลับบ้านชัดเจนเท่าญี่ปุ่น แต่คิเรอิคิเรอิ ก็ตั้งใจสร้างความเคยชินในการล้างมือเป็นประจำให้เหมือนคนญี่ปุ่นโดยเฉพาะในกลุ่มแม่และเด็ก เพราะการปลูกฝังวินัยการดูแลสุขอนามัยของตัวเองตั้งแต่เด็ก ย่อมยั่งยืนมากกว่าการโฆษณาสรรพคุณการล้างมือให้ผู้ใหญ่ที่อาจไม่เคยชินกับการล้างมือในชีวิตประจำวันมาก่อน

4. แจ้งเกิดจากฟองโฟมสูตรอ่อนโยนที่ทำให้การล้างมือเป็นเรื่องสนุก 

ใครที่ชินกับการล้างมือด้วยสบู่เหลวและสบู่ก้อน จะพบว่าต้องใช้เวลาถูมือนานหน่อยกว่าจะเกิดฟอง เด็กเล็กที่ไม่ชอบการล้างมืออาจบ่ายเบี่ยงได้ง่าย แล้ววิธีไหนที่จะทำให้เด็กชอบล้างมือได้ล่ะ

คำตอบคือ Bubble Foam โฟมเนียนนุ่ม เนื้อละเอียด กลิ่นหอม ที่เป็นการเล่นแสนโปรดระหว่างอาบน้ำในวัยเด็กของหลายคนนั่นเอง

คิเรอิคิเรอิเป็นเจ้าแรกในไทยที่นำฟองโฟมในอ่างอาบน้ำมาอยู่ในอ่างล้างมือของทุกคน น้อยคนจะรู้ว่านอกจากโฟมจะทำให้การชำระล้างสิ่งสกปรกเป็นเรื่องสนุกแล้ว เนื้อนุ่มของโฟมนั้นเป็นอนุภาคขนาดเล็กจำนวนมาก ทำให้มีพื้นที่ผิวในการสัมผัสสิ่งสกปรกได้ทั่วถึง ซอกซอนได้มากกว่าสบู่แบบอื่น ทำให้ลดการสะสมของแบคทีเรียได้ถึง 99.99 เปอร์เซ็นต์* นอกจากนี้ ยังลดการเสียดสีบนผิว ทำให้สัมผัสอ่อนโยน ผิวยังคงความชุ่มชื่น เด็กๆ ก็ใช้ได้ เพราะทำจากสารสกัดจากธรรมชาติที่อ่อนโยนต่อผิว

11 เรื่องเล่าของธุรกิจคิเรเนะ Kirei Kirei สบู่ที่ชวนล้างมือสนุกตามวิธีฝึกวินัยเด็กญี่ปุ่น

5. สอนประสาทสัมผัสให้เด็กผ่านการล้างมือ

หากนึกถึงตัวเองในวัยเด็ก จะพบว่าช่วงเวลาเหล่านั้นเรามักเรียนรู้เรื่องประสาทสัมผัสไวเป็นพิเศษ เป็นวัยที่จดจำผิวสัมผัสและกลิ่นได้ง่าย

การสอนให้เด็กล้างมือด้วยคิเรอิคิเรอิ จึงเป็นการฝึกฝนพัฒนาประสาทสัมผัสไปด้วย

กดโฟม 1 ปั๊ม เพื่อล้างมือ 1 ครั้ง สัมผัสโฟมหนานุ่ม แล้ว ถู…ถู…ถู

ดมกลิ่นหอมสะอาด หรือกลิ่น Fruity อย่างพีชและองุ่น หรือกลิ่นอโรม่าของลาเวนเดอร์ แล้ว ถู…ถู…ถู 

ความพิเศษของคิเรอิคิเรอิ คือการออกแบบหัวปั๊มกดฟองโฟมที่ถูกพัฒนาโดยเฉพาะ เพื่อให้เด็กใช้งานง่าย

เมื่อกดปุ๊บ จะได้ฟองโฟมที่มีเนื้อโฟมอยู่ตัวปั๊บ ฟองแน่นนุ่มละเอียด พอเหมาะที่จะซอกซอนไปตามนิ้วและล้างมือได้สนุก

11 เรื่องเล่าของธุรกิจคิเรเนะ Kirei Kirei สบู่ที่ชวนล้างมือสนุกตามวิธีฝึกวินัยเด็กญี่ปุ่น
11 เรื่องเล่าของธุรกิจคิเรเนะ Kirei Kirei สบู่ที่ชวนล้างมือสนุกตามวิธีฝึกวินัยเด็กญี่ปุ่น

6. จัดกิจกรรมตามโรงเรียน (School Tour) สอนล้างมือผ่านนิทานและบทเพลง

นอกจากนี้ คิเรอิคิเรอิ ยังเชื่อว่าการสร้างระเบียบวินัยให้เด็กนั้นไม่สามารถสร้างผ่านกฎระเบียบวินัยที่เข้มงวด แต่ต้องทำให้เด็กๆ อยากล้างมือด้วยความสมัครใจและสนุกสนานเพลิดเพลิน จึงจัดกิจกรรม School Tour สอนการล้างมือ 7 ขั้นตอนตามหลักการล้างมือที่ถูกต้องของกรมอนามัย ด้วยท่าล้างมือประกอบบทเพลงที่จำง่าย อย่างท่าปลา เอามือมาถูกัน ท่าปลาดาว ใช้ฝ่ามือถูหลังมือและนิ้วถูซอกนิ้ว ท่าหอยเชลล์ ท่าปลาโลมา ท่าสาหร่าย ท่าแมงกะพรุน ท่าช้าง

เมื่อเด็กร้องเพลงได้ ทำท่าได้ ก็ล้างมืออย่างถูกต้องได้ และยังมีการเล่านิทานที่ไม่ได้สอนแค่การล้างมืออย่างเดียว แต่สอดแทรกข้อคิดในนิทานให้เด็กด้วย โดยกิจกรรม School Tour ของคิเรอิคิเรอิ จัดอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องมา 7 ปีแล้ว เพื่อปลูกฝังให้เด็กเห็นความสำคัญของการล้างมือ

7. สังเกตปัญหา (Pain Point) และเปลี่ยนการล้างมือให้สนุกขึ้นด้วยของแถมพรีเมี่ยม

คิเรอิคิเรอิ ยังสังเกตเห็นว่าเด็กหลายคนเอื้อมมือไม่ถึงก๊อกน้ำ ทำให้ล้างมือไม่สะดวก จึงแถมหัวต่อก๊อกน้ำรูปสัตว์เพื่อให้เด็กๆ ล้างมือได้ง่ายและสนุกเพลิดเพลินกับการล้างมือมากขึ้น

เป็นของแถมที่เป็นมากกว่าของเล่น เพราะจูงใจให้เด็กอยากล้างมือในทุกๆ วันมากขึ้น

8. จดจำความละมุนและอ่อนโยนได้จากตัวการ์ตูนครอบครัวคิเรอิ

สำหรับผู้ใหญ่ ภาพจำของคิเรอิคิเรอิ อาจไม่ใช่บทเพลง แต่เป็นภาพตัวการ์ตูนครอบครัวอันคุ้นหน้าคุ้นตาของคุณแม่และลูกๆ ที่มีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสบนขวดสบู่

คุณแม่คิเรอิเป็นคนอ่อนโยน สดใส และใจดี เลี้ยงลูกอย่างผ่อนคลายและสอนให้มีระเบียบวินัย ในขณะเดียวกัน

โยชิโอะ ลูกชายคนโตชั้นประถมต้น เป็นเด็กแข็งแรง ชอบเล่นกีฬาและทำกิจกรรมกลางแจ้ง ส่วนโยชิโกะ ลูกสาวคนเล็กชั้นอนุบาลชอบเล่นกับสัตว์เลี้ยงแสนรักและของเล่น ส่วนคุณพ่อคิเรอิทำงานเป็นวิศวกรไฟฟ้าอยู่ต่างประเทศ คุณแม่จึงดูแลลูกๆ เป็นหลัก 

11 เรื่องเล่าของธุรกิจคิเรเนะ Kirei Kirei สบู่ที่ชวนล้างมือสนุกตามวิธีฝึกวินัยเด็กญี่ปุ่น

ตัวการ์ตูนครอบครัวคิเรอิสะท้อนให้เห็นถึงความอบอุ่นในครอบครัว ความรักของคุณแม่ที่มีต่อลูกๆ รวมไปถึงการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันของสมาชิกในครอบครัวที่เอาใจใส่การล้างมือ โดยเฉพาะในเด็ก หรือการเที่ยวพักร้อนช่วงวันหยุดกับครอบครัว ก็ควรนึกถึงการรักษาความสะอาดด้วยเสมอ ดังเช่นรูปครอบครัวคิเรอิแต่งชุดยูกาตะเที่ยวเทศกาลดอกไม้ไฟบนขวด Special Edition ที่ชวนให้นึกถึงกลิ่นลาเวนเดอร์ของโฟมล้างมือ

หากปลูกฝังจนเคยชิน เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมา ไม่ว่าจะทำกิจกรรมอะไรก็จะนึกถึงการล้างมือเป็นประจำ ทั้งก่อนและหลังกินข้าว ก่อนแต่งหน้า หลังหยิบจับข้าวของต่างๆ

11 เรื่องเล่าของธุรกิจคิเรเนะ Kirei Kirei สบู่ที่ชวนล้างมือสนุกตามวิธีฝึกวินัยเด็กญี่ปุ่น

9. กลยุทธ์การตลาดให้คนมีโอกาสใช้ ไปที่ไหนก็เจอ ใช้ที่ไหนก็ได้

เนื่องจากสบู่ล้างมือแบบโฟมมักเหมาะกับการใช้ที่บ้าน แต่ในช่วง พ.ศ. 2552 ที่มีไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ระบาด มีหลายบ้านที่ไม่มีแหล่งน้ำสะอาดเพียงพอและห่างไกลจากสถานพยาบาล คิเรอิคิเรอิจึงเพิ่มผลิตภัณฑ์ล้างมือแบบเจล ซึ่งไม่ต้องล้างน้ำออก เหมาะสำหรับพกพาระหว่างเดินทาง หรือสำหรับคนที่ไม่สะดวกล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาด

ในช่วง COVID-19 นอกจากการพัฒนาเจลล้างมือ และสเปรย์ทำความสะอาดมือ ให้เป็นสูตรที่มีแอลกอฮอล์ 70 เปอร์เซ็นต์ ลดการสะสมของแบคทีเรียได้ถึง 99.999%** แล้ว  คิเรอิคิเรอิอยากทำให้ผู้คนเข้าถึงการล้างมือได้สะดวกและทั่วถึงขึ้น จึงได้นำเจลล้างมือคิเรอิคิเรอิไปวางตามจุดให้บริการของสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส และทำตู้ขายอัตโนมัติ (Vending Machine) พร้อมกับร่วมมือกับกรมอนามัยในการส่งเสริมการให้ความรู้เรื่องการล้างมืออย่างถูกวิธี 7 ขั้นตอนสำหรับช่วงที่ไม่ได้เกิดโรคระบาด คิเรอิคิเรอิใช้กลยุทธ์ให้คนได้ทดลองใช้ โดยเป็นพาร์ตเนอร์กับโรงพยาบาลต่างๆ และ Kidzania โรงเรียนสำหรับเด็กซึ่งเป็นสถานที่ที่เด็กๆ และผู้ปกครองมักแวะไป

จะเห็นได้ว่าคิเรอิคิเรอิ ไม่ได้เพิ่มประเภทสินค้า ช่องทางการขาย และการโปรโมต เพราะเริ่มต้นคิดจากกำไรเท่านั้นแต่เริ่มคำนึงจากความต้องการและพฤติกรรมของลูกค้าเป็นหลักก่อนเสมอ 

10. องค์กรที่เชื่อมั่นว่าธุรกิจการค้าที่ยั่งยืนต้องขับเคลื่อนด้วยความดี

เห็นแบรนด์ตั้งใจทำทุกอย่างโดยคำนึงถึงคนอื่นแบบนี้แล้ว ไม่น่าแปลกใจเลยว่า วัฒนธรรมองค์กรของบริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) ผู้ผลิตคิเรอิคิเรอิ คือการ ‘ยกย่องคนดี  ส่งเสริมคนเก่ง’ เพราะองค์กรที่จะเติบใหญ่อย่างมั่นคงและยั่งยืน ต้องมี ‘ความดี’ เป็นรากฐาน และมี ‘ความเก่ง’ เป็นยอด 

ความตั้งใจดีเหล่านี้ถูกส่งต่อผ่านสินค้าและการตลาดทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการมีอักษรเบรลล์ที่ขวดสำหรับผู้พิการทางสายตา แพ็กเกจแบบถุงสำหรับ Refill เพื่อช่วยรักษ์โลก การทำแคมเปญเพื่อสังคมสำหรับบริจาคเงินให้มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม การมอบผลิตภัณฑ์เพื่อใช้เป็นสาธารณประโยชน์ การให้ความสำคัญกับการศึกษา หรือทำกิจกรรมร่วมกับโรงเรียน

11. สร้างความผูกพันกับลูกค้าด้วยการส่งต่อความห่วงใยในระยะยาว

คิเรอิคิเรอิ เชื่อว่าการปลูกฝังการล้างมือตั้งแต่เด็กเป็นการสร้างนิสัยให้รักษาสุขอนามัยและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในระยะยาวกับแบรนด์ เด็กที่เริ่มฝึกดูแลตัวเองตั้งแต่เล็กจะเติบโตไปพร้อมกับคิเรอิคิเรอิ ในระยะยาว

ไม่ว่าโรคระบาดจะวนกลับมากี่ครั้งหรืออยู่ในช่วงไหนของชีวิต ก็มีภูมิคุ้มกันการดูแลตัวเองที่เผื่อแผ่ไปยังสมาชิกในครอบครัวต่อไป

‘สบู่ล้างมือ’ เป็นจุดเริ่มต้นในการรักษาสุขอนามัยที่ราคาไม่แพงและป้องกันโรคได้อย่างมหาศาล ในอนาคต คิเรอิคิเรอิ มีความตั้งใจที่จะสร้างสุขนิสัยที่ดี และดูแลสุขอนามัยไม่เฉพาะกับเด็ก ๆ เท่านั้น แต่กับทุกคนในสังคม ความตั้งใจดีอย่างยั่งยืนที่ลงลึกถึงพันธกิจของแบรนด์ ไม่ฉวยโอกาสขึ้นราคาในยามเกิดวิกฤตโรคระบาด

ทำให้ลูกค้าสัมผัสได้ถึงความห่วงใยที่แบรนด์ส่งต่อให้และคิดถึงคิเรอิคิเรอิ เป็นสบู่ล้างมืออันดับหนึ่งทั้งในญี่ปุ่นและไทยตลอดมา

*จากผลการทดสอบในห้องปฏิบัติการด้วยวิธีมาตรฐาน ASTM E2315 กับเชื้อ Escherichia coli (ATCC25922) และ Pseudomonas aeruginosa (ATCC27853) สำหรับสูตรออริจินัล, รีเฟรชชิ่ง เกรป และมุราซากิ ลาเวนเดอร์

**จากผลการทดสอบในห้องปฏิบัติการด้วยวิธี ตามมาตรฐานสหภาพยุโรป 1276 (EN 1276:2009 Chemical disinfectants and antiseptics) กับเชื้อ Staphylococcus aureus (ATCC 6538), Escherichia coli (ATCC 10536), Enterococcus hirae (ATCC 10541) และ Pseudomonas aeruginosa (ATCC 15442)

11 เรื่องเล่าของธุรกิจคิเรเนะ Kirei Kirei สบู่ที่ชวนล้างมือสนุกตามวิธีฝึกวินัยเด็กญี่ปุ่น

เนื่องในวันที่ 15 ตุลาคมซึ่งเป็นวันล้างมือโลกในปีนี้ คิเรอิคิเรอิ ขอชวนทุกคนร่วมส่งต่อมือสะอาดและร่วมสมทบทุนให้กับน้องๆ มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม เพียงเปิด Kirei Kirei IG Filter กดถ่ายภาพนิ่งหรือวิดีโอ แชร์ลงใน IG Story ทุกๆ การถ่าย จะเปลี่ยนเป็นเงินบริจาคมูลค่า 10 บาทให้มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม (รวมมูลค่าทั้งหมด 200,000 บาท)

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

8 มิถุนายน 2564
4 K

คงไม่มีใครไม่รู้จัก ‘มาม่า’ 

และเชื่อว่าหลายๆ คนก็คงเป็นเหมือนเราที่เรียกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทุกแบรนด์จนติดปากว่า มาม่า ไปแล้ว

ย้อนกลับไปในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 พ.ศ.2501 บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปถูกคิดค้นในญี่ปุ่นโดย โมโมฟุกุ อันโด (Momofuku Ando) ผู้อยากสร้างอาหารที่ทานได้ทุกวันโดยไม่ต้องออกไปข้างนอก ก่อนจะขยายไปยังประเทศต่างๆ เช่นเดียวกับประเทศไทยที่ได้รับอิทธิพลเช่นกัน

ใน พ.ศ. 2515 บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) เห็นโอกาสในการสร้างแบรนด์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในประเทศไทย โดยร่วมทุนกับยูนิ-เพรสซิเดนท์จากประเทศไต้หวัน เพื่อก่อตั้งบริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) เพื่อผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปขึ้นมา

12 เคล็ดลับของ ‘มาม่า’ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคู่ครัว ที่ไม่ได้ขายดีแค่เฉพาะสิ้นเดือน

ชื่อยี่ห้อ ‘มาม่า’ มีต้นกำเนิดมาจากคำว่า ‘แม่’ ด้วยเหตุผล 2 ข้อใหญ่ๆ

หนึ่ง เพราะเป็นคำแรกที่เด็กๆ มักจะพูดได้

สอง แม่คือคนที่ทำอาหารอร่อยๆ ให้เรากินอยู่เสมอ

เพชร พะเนียงเวทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและกรรมการบริษัท มาม่า

The Cloud มีนัดกับ เพชร พะเนียงเวทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและกรรมการบริษัท ซึ่งจะมาเล่าเรื่องแบรนด์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ธุรกิจไม่ได้ราบรื่นตั้งแต่วันแรก แต่ด้วยจุดแข็ง กลยุทธ์ที่แก้ปัญหาทั้งตอบโจทย์ลูกค้าได้ตรงจุด และให้ความสำคัญกับ ‘สินค้าดี’ เป็นอันดับแรก ทำให้มาม่าเติบโตมาเรื่อยๆ จนกลายเป็นแบรนด์ที่มียอดผลิตมากกว่า 6 ล้านซองต่อวัน

นี่อาจจะเป็นหนึ่งในสินค้าที่เราเห็นกันบนชั้นขายของจนคุ้นตา แต่ตลอดบทสนทนานี้ เราพบว่ามันไม่ใช่เพียงผลิตภัณฑ์ที่เรากินจนคุ้นปาก หากเป็นสิ่งที่อยู่กับเราในแทบทุกช่วงสำคัญของชีวิต 

ข้อแนะนำ : หากต้มมาม่ากินระหว่างอ่านบทความนี้จะได้อรรถรสมากขึ้น

1. มาม่าเข้าตลาดในวันที่ราคาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแพงกว่าบะหมี่ชาม และเป็นผู้นำร่องกลยุทธ์การขายแบบชงชิม

ย้อนกลับไปวันแรกที่เข้าตลาดใน พ.ศ. 2515 ปีที่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไทยหลายยี่ห้อวางจำหน่ายในเวลาไล่เลี่ยกัน ด้วยราคาขายที่แพงกว่าบะหมี่ชามที่ขายทั่วไปตามท้องถนน ธุรกิจในตอนนั้นตามคำบอกเล่าของเพชรคือ ‘ขายแทบไม่ได้เลย’

แบรนด์ต้องเจออุปสรรคมากหมาย ตั้งแต่ปัญหาในกระบวนการผลิต การกระจายสินค้าที่ยังไม่สะดวกสบายเหมือนทุกวันนี้ จนยูนิ-เพรสซิเดนท์ บริษัทหุ้นส่วนจากไต้หวันตัดสินใจแยกทางไป

“แต่สหพัฒน์ฯ ไม่ยอมแพ้หรอก เราต้องไปให้ถึงเป้าหมาย” ผู้บริหารหนุ่มกล่าวด้วยเสียงหนักแน่น

บริษัทตัดสินใจลองทุกวิถีทางตั้งแต่วิทยาศาสตร์จนถึงไสยศาสตร์ หากลยุทธ์ใหม่ๆ ในการทำให้คนรู้จักสินค้าที่ไม่คุ้นชื่อ แบรนด์ใช้วิธีชงชิม (แบบที่เราคุ้นชินกันในวันนี้) เพื่อให้คนได้ลองทาน ในยุคที่ห้างสรรพสินค้ายังไม่เฟื่องฟู ก็ต้องไปตามสถานีรถสาธารณะทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด อาศัยจุดแข็งในการกระจายสินค้า ทำให้มาม่าสามารถครอบคลุมได้ถึง 90 เปอร์เซ็นทั่วประเทศ พัฒนาจนสินค้าดี อร่อย มีคุณภาพ เพราะเชื่อว่าธุรกิจอาหารยังไงสินค้าก็ต้องดีเป็นอันดับหนึ่ง

2. การเรียกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปว่า ‘มาม่า’ เป็นทั้งข้อได้เปรียบและข้อเสียเปรียบทางธุรกิจ

หลังจากเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องและประสบความสำเร็จในการสื่อสารกับลูกค้าอย่างสูง ชื่อของ ‘มาม่า’ กลายมาเป็นชื่อเรียกแทนประเภทสินค้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป (Generic Name) เมื่อเราพูดคำว่า ‘มาม่า’ คำถามที่ต้องเจอต่อก็คือ “ยี่ห้อไหน” ทั้งๆ ที่มาม่าก็เป็นยี่ห้ออยู่แล้ว

ข้อได้เปรียบคือ คนชื่อชอบ ติดปาก เรียกง่าย ใครๆ ก็พูดถึง แต่พอถึงจุดหนึ่ง การเรียกเหมารวมผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทั้งหมดส่งผลต่อการจดจำแบรนด์ของผู้บริโภค และกลายเป็นข้อเสียเปรียบ

“เวลาทำโฆษณาก็กลายเป็นโฆษณาให้ยี่ห้ออื่นไปด้วย” เพชรเล่าติดตลก “แต่เราก็ภูมิใจนะ วันนี้ดีกว่าแต่ก่อนเยอะ เมื่อก่อนรสชาติซ้ำกัน แพ็กเกจจิ้งก็เหมือนกัน หยิบผิดได้เลย มาวันนี้การรับรู้สื่อของผู้บริโภคเปลี่ยนไป

“การทำธุรกิจของเราก็เปลี่ยนไป เราจะพยายามไม่ออกรสชาติใหม่เหมือนคู่แข่ง ถ้าเขาออกแล้ว เราจะไม่ออกซ้ำ ฝั่งเขาก็เช่นเดียวกัน”

นอกจากนี้ แบรนด์ใช้วิธีเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ให้เป็นเอกลักษณ์ แบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในสินค้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป รวมถึงใช้รูปพรีเซนเตอร์บนซองให้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทโดดเด่น แตกต่างจากคู่แข่ง และให้คนจดจำได้ง่ายยิ่งขึ้น

12 เคล็ดลับของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคู่ครัว ที่ไม่ได้ขายดีแค่เฉพาะสิ้นเดือน

3. สาเหตุหนึ่งที่รสต้มยำกุ้งเป็นรสชาติที่ขายดีที่สุด เพราะมีน้ำหนักน้อยที่สุด

บะหมี่สำเร็จรูปที่นำเข้ามาจัดจำหน่ายในช่วงแรกๆ มีน้ำหนักถึง 70 กรัม ตามอิทธิพลที่ได้รับมาจากวัฒนธรรมประเทศญี่ปุ่น ซึ่งไม่พอดีกับผู้บริโภคคนไทย เพราะตัวเล็กกว่า ทานน้อยกว่า บะหมี่ก้อนขนาดใหญ่จึงมีจำนวนมากเกินไป 

เมื่อทานได้น้อย เส้นก็อืดน้ำ รสชาติไม่ถูกปาก จึงไม่เกิดการซื้อซ้ำ แบรนด์เห็นดังนั้นจึงตัดสินใจลดน้ำหนักของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเหลือ 60 กรัมให้เหมาะสำหรับคนไทย 

จนกระทั่งวันที่มาม่ารสต้มยำกุ้งออกสู่ตลาดด้วยโฉมใหม่กับซอง Metalized (ฟิล์มพลาสติกฉาบด้วยโลหะอะลูมิเนียม) แบบมันวาวต่างจากบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอื่นๆ บนชั้น มีเครื่องปรุงอย่างน้ำพริกเผาเพิ่มเข้ามา และด้วยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น บริษัทจึงต้องลดน้ำหนักเส้นบะหมี่เหลือ 55 กรัม ซึ่งกลายเป็นน้ำหนักที่พอดิบพอดี เมื่อเส้นรวมกับเครื่องปรุง เกิดรสเข้มข้นจนเป็นรสชาติที่ขายดีที่สุด เทียบให้เห็นง่ายๆ ว่าถ้ายอดขายทั้งหมดคือ 100 เปอร์เซ็นต์ ยอดขายต้มยำกุ้งก็เกือบ 40 เปอร์เซ็นต์แล้ว 

ทีมงานของมาม่าจึงพูดกันทีเล่นทีจริงเสมอว่า ต้มยำกุ้งขายดีที่สุดเพราะน้ำหนักน้อย

12 เคล็ดลับของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคู่ครัว ที่ไม่ได้ขายดีแค่เฉพาะสิ้นเดือน

4. วิสัยทัศน์ของผู้บริหาร คือเห็นความสำคัญของแพ็กเกจจิ้ง

มาม่าเป็นแบรนด์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเจ้าแรกในโลกที่นำวัสดุ Metalized มาใช้กับบรรจุภัณฑ์ของรสต้มยำกุ้ง

เพราะผู้บริหารมองว่า นี่คือปัจจัยหนึ่งที่จะสร้างความแตกต่างให้แบรนด์จากสินค้ายี่ห้ออื่นๆ ในท้องตลาด จึงมีการพัฒนาแพ็กเกจจิ้งอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากกระดาษแก้ว ก่อนปรับเปลี่ยนไปตามเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เข้ามา

อย่างบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบถ้วย ใช้วัสดุหลักๆ อยู่ 3 อย่าง คือ พลาสติก โฟม และกระดาษ ฮ่องกงใช้โฟม ประเทศไทยใช้พลาสติกมาก่อน ส่วนจีนก็เคยใช้พลาสติกแบบประเทศไทย

จีนเป็นประเทศแรกที่เปลี่ยนจากถ้วยพลาสติกเป็นกระดาษ เพราะเจอปัญหาเวลาที่มีวันหยุดประจำชาติ ข้างทางรถไฟจะเต็มไปด้วยขยะพลาสติก จึงออกกฎหมายว่าไม่อนุญาตให้ใช้พลาสติกเป็นบรรจุภัณฑ์

12 เคล็ดลับของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคู่ครัว ที่ไม่ได้ขายดีแค่เฉพาะสิ้นเดือน

มาม่าเองก็ศึกษาเกี่ยวกับแพ็กเกจจิ้งหลายรูปแบบที่จะมาทดแทนพลาสติก เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีข้อแม้ว่าราคาขายต้องเท่าเดิม ยุคนั้นถ้วยกระดาษมีใช้แค่กับกาแฟและไอศกรีม จนได้เจอวัสดุกระดาษที่ทำให้ไม่ต้องขึ้นราคาขายเมื่อ 15 ปีก่อน และเป็นเจ้าแรกในประเทศที่เปลี่ยนจากถ้วยพลาสติกมาเป็นกระดาษ ก่อนที่ประเทศญี่ปุ่นจะปรับตัวด้วยซ้ำ

5. ตีตลาดต่างประเทศ โดยไม่คิดจะไปแทนที่แบรนด์ของชาติ

มาม่ามีโรงงานอยู่ใน 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย เมียนมา กัมพูชา บังกลาเทศ และฮังการี ส่งออกไปยัง 60 ประเทศทั่วโลก โดยมียอดขายอันดับหนึ่งอยู่ที่สหรัฐอเมริกา

รสซุปไก่ขายดีที่สุดในต่างประเทศ แต่ไม่มีขายในไทย

ในยุโรปไม่มีรสหมูสับ เพราะโรงงานเป็นฮาลาล เครื่องปรุงทั้งหมดส่งตรงจากเมืองไทย น้ำมันปาล์มจากอินโดนีเซีย ส่วนแป้งเป็นของในทวีป

บางประเทศมีรสชาติพิเศษที่ปรุงขึ้นเพื่อให้เข้ากับวัฒนธรรมการกินของประเทศนั้นๆ เช่น รสหมี่กะทิในเมียนมา หรือรสอาหารประจำของบังกลาเทศ ซึ่งออกมาในรูปแบบบะหมี่แห้ง เพราะวัฒนธรรมเขาใช้มือกิน

แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ไม่เคยคิดจะไปแทนแบรนด์ของแต่ละชาติ และยังไงก็จะเป็นสินค้า Niche Market อย่างการเข้าไปตีตลาดในญี่ปุ่น ประเทศที่บริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นกิจวัตร แบรนด์ก็เลือกจะไม่ทำรสชาติแบบญี่ปุ่น เพื่อเข้าไปแข่งขันในตลาด แต่ยืนยันจะทำในสิ่งที่ตัวเองทำได้ดี ขายในสิ่งที่ตัวเองทำได้ดี 

6. ใครๆ ก็สร้างรสชาติใหม่ได้

นอกจากการมีศูนย์วิจัยและพัฒนาสินค้า เพื่อค้นหารสชาติใหม่ที่โรงงานแล้ว เมื่อพูดถึงการคิดรสชาติใหม่ แบรนด์มีวิธีที่เรียบง่ายกว่านั้น 

ใครๆ ก็สร้างรสชาติใหม่ได้ ตั้งแต่ผู้บริหารไปจนถึงพนักงานปฏิบัติการ โดยเริ่มจากคนไหนอยากกินอะไรก็แบ่งปันกัน ทำได้หรือเปล่ายังไม่รู้ แต่จะลองโดยเริ่มจากการทำรีเสิร์ชกลุ่มเล็กๆ ถ้าดูเข้าท่าก็เปลี่ยนไปทำรีเสิร์ชกลุ่มใหญ่ขึ้น หรือบางทีไอเดียก็มาจากพาร์ตเนอร์ที่ทำเรื่องรสและกลิ่น

รสชาติใหม่ๆ ของมาม่าจึงเริ่มจากทุกส่วน ไม่เพียงแต่ R&D Center ที่โรงงานเท่านั้น บางรสชาติใช้เวลาพัฒนาเพียง 3 เดือน แต่บางรสชาติก็นานกว่านั้นมาก

เส้นทางรสชาติความสำเร็จอันกลมกล่อมของ ‘มาม่า’ บะหมี่คู่ใจคนไทยทุกชนชั้นตลอด 48 ปี

“ยกตัวอย่างเช่น รสไข่เค็ม” เพชรบอกว่าโปรดักต์นี้เริ่มต้นจากเขา “ผมได้กินมันฝรั่งทอดกรอบรสไข่เค็มที่มาเลเซีย บริษัทผลิตบะหมี่และมันฝรั่งทอดกรอบที่นั่นเอามาให้ลองชิมว่าโอเคไหม จำได้ว่านั่งกันสี่ห้าคนในร้านกาแฟ เปิดถุงมา กลิ่นตีขึ้นมาเหมือนจะกินไม่ได้ แต่พอเริ่มกิน มันหยุดไม่ได้เลย หลังจากนั้นก็มี Irvins ของสิงคโปร์ออกมา”

เขาตั้งคำถามว่า ถ้าทำบะหมี่รสไข่เค็มจะเป็นไปได้ไหม

“เราคุยกับ R&D ตอนแรกกินแล้วไม่เหมือน ก็ปรับๆ กันจนได้ เสร็จแล้วเลยเอาไปให้ คุณเวทิต โชควัฒนา ชิม แกกินเสร็จปุ๊บก็บอกเลยว่า ‘ตัวนี้ต้องขายทันที’ แล้วก็หลุดทุกโผ แซงทุกอย่าง แซงตั้งแต่ตอนทำรีเสิร์ช ผลรีเสิร์ชออกมาทุกคนตกใจมาก เพราะ Purchasing Intention เก้าสิบแปดเปอร์เซ็นต์ เต็มร้อย”

ทุกอย่างที่เกี่ยวกับสินค้าตัวนี้ฉีกวิธีคิดของแบรนด์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นซองบรรจุพื้นผิวด้าน วิธีการขายที่ผ่านออนไลน์อย่างเดียวให้เป็น Rare Item จนมีกระแสหามาม่าไข่เค็มไม่ได้ และทำให้โปรดักต์นี้กลายเป็นรสชาติใหม่ รองจากหมูสับ ต้มยำกุ้ง และต้มยำกุ้งน้ำข้น

เส้นทางรสชาติความสำเร็จอันกลมกล่อมของ ‘มาม่า’ บะหมี่คู่ใจคนไทยทุกชนชั้นตลอด 48 ปี

7. ฟังเสียงกลุ่มเล็กๆ ของผู้บริโภคแม้ไม่ตามเทรนด์ เพื่อตอบสนองความต้องการให้ครอบคลุมที่สุด

ในวันที่ทุกคนมองว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสเผ็ดมาแรงมาก โดยเฉพาะช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อต่างๆ พากันออกสินค้ารสจัดจ้านตามกระแสในตอนนั้น นั่นคือเสียงคนส่วนใหญ่

แต่ยังมีเสียงของผู้บริโภคบางส่วนที่ไม่กินเผ็ด

มาม่าได้ยินเสียงนั้น และเข้าใจว่าสินค้าหนึ่งไม่สามารถถูกใจคนทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ทำสิ่งนั้นออกไปให้เพื่อจะตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด

เช่นเดียวกับเทรนด์สุขภาพที่กำลังได้รับความนิยมมากในวันนี้ หากคุณลองสังเกต จะพบว่ามาม่าบางซองเริ่มมีตรา Healthy Choice เพื่อบอกผู้บริโภคว่ารสชาตินี้ปรับส่วนผสมให้เหมาะสำหรับสุขภาพมากยิ่งขึ้น หรือแม้กระทั่งไอเดียในอนาคตที่ตั้งใจจะเพิ่มเส้นบอกระดับน้ำ เพื่อบอกผู้บริโภคว่าหากทานน้ำซุปถึงแค่เส้นนี้ จะลดโซเดียมลงได้อีกมาก เป็นต้น

8. เลือกใช้วัตถุดิบธรรมชาติ เพื่อรสชาติและคุณภาพที่ดีที่สุด

99 เปอร์เซ็นต์ของเครื่องปรุงมาม่า คือวัตถุดิบธรรมชาติจากแหล่งผลิตภายในประเทศ ทุกเช้าจะมีรถของชาวบ้านนำวัตถุดิบทางการเกษตรต่างๆ เช่น ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด หอม กระเทียม มาส่งที่โรงงาน แล้วจึงนำวัตถุดิบมาทำความสะอาด ก่อนบดเป็นผงละเอียดเป็นซองเครื่องปรุงที่เราคุ้นเคย

9. มีวิธีจัดการกับบะหมี่ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ เพื่อลดปริมาณของเสียให้น้อยที่สุด

การควบคุมคุณภาพเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อทุกธุรกิจ ตลอดสายพานการผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แน่นอนว่าย่อมมีบะหมี่ที่ไม่ได้มาตรฐาน เช่น น้ำหนักไม่ถึงเกณฑ์ หรือรูปร่างไม่สวย ทางบริษัทมีวิธีการจัดการกับผลิตภัณฑ์เหล่านี้ต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าไม่ผ่านเกณฑ์ในขั้นตอนไหน 

หากไม่ผ่านในขั้นตอนสารอันตรายจะถูกนำไปทำลายทิ้ง แต่หากไม่ผ่านในขั้นตอนอื่นๆ ที่ไม่มีผลต่อความปลอดภัยของอาหาร จะมีวิธีจัดการต่อโดยไม่เหลือทิ้งให้เป็นของเสีย

ก้อนบะหมี่ที่น้ำหนักเบา ไม่ถึงมาตรฐาน สีอ่อน หรือแก่เกินไป แต่ยังปลอดภัยต่อผู้รับประทาน ก็นำไปจำหน่ายเป็นหมี่ราคาประหยัดให้แก่พนักงานและคนในท้องที่ 

ในขณะที่บะหมี่ที่ร่วงหล่นเป็นเศษๆ ระหว่างการผลิต หรือมีลักษณะไม่สวยงาม ก็จะรวบรวมเพื่อจำหน่ายเป็นอาหารสัตว์ต่อไป

เส้นทางรสชาติความสำเร็จอันกลมกล่อมของ ‘มาม่า’ บะหมี่คู่ใจคนไทยทุกชนชั้นตลอด 48 ปี

10. มองว่าตัวเองเป็นผู้นำเทรนด์ ไม่ใช่ผู้ตามเทรนด์

ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่ารสชาติของมาม่านำเทรนด์หรือมาพร้อมเทรนด์เสมอ ยกตัวอย่างเช่น รสไข่เค็มซึ่งเป็นเจ้าแรกของ Mass Consumer Products ที่ออกรสชาตินี้ รสเกาหลีก็มาตั้งแต่เทรนด์ยังไม่บูม แม้กระทั่งรสชาเขียวในยุคที่ทุกอย่างเป็นชาเขียวทั้งหมด

ในปัจจุบัน การปรับตัวเป็นเรื่องที่จำเป็นสำหรับทุกๆ แบรนด์ ไม่เว้นแม้แต่แบรนด์ที่มีอายุกว่า 50 ปีที่มีกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่เพิ่มเข้ามาเรื่อยๆ มาม่าจึงออกผลิตภัณฑ์ Oriental Kitchen เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคกลุ่มนั้น ด้วยการนำพรีเซนเตอร์มาใช้ ทำให้ Oriental Kitchen กลายเป็นผลิตภัณฑ์พรีเมี่ยมเหมือนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจากญี่ปุ่นหรือเกาหลี ภายใต้ราคาที่สมเหตุสมผล

มากไปกว่านั้น แบรนด์ยังสร้างความแปลกใหม่ให้กับรสชาติของสินค้า ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนจากเส้นที่ใช้แป้งสาลี 100 เปอร์เซ็นต์ในการผลิตมาเป็นการเติมแป้งชนิดอื่นๆ เข้าไป เพื่อให้ได้ความเหนียวนุ่มมากยิ่งขึ้น หรือการสร้างสรรค์สิ่งที่ยังไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย อย่างบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบแห้งเป็นเจ้าแรก

“เรามองตัวเองเป็น Trend Setter เราไม่ใช่ Follower” เพชรว่าอย่างนั้น

ส่วนจะประสบความสำเร็จหรือไม่และมีคนเดินรอยตามหรือเปล่า ผู้บริโภคจะเป็นคนบอกเอง

11. สิ่งที่ทำให้แบรนด์แตกต่างคือเอกภาพ

จุดเด่นของแบรนด์ไม่ว่าจะเป็นในอดีต ปัจจุบัน หรือทิศทางในอนาคต สำหรับเพชรคือความเป็นหนึ่งเดียวกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ระหว่างผู้ผลิต คู่ค้า คนทำการตลาดและโฆษณา 

การเป็นผู้นำของแบรนด์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากเส้นทางที่ราบเรียบ แต่ทุกปัญหาที่เกิดขึ้นต้องเอากลับมานั่งถกกัน แล้วต่างคนต่างทำหน้าที่ตามแต่ตัวเองถนัด

“เราไม่สามารถเก่งทุกอย่าง ทุกๆ คน ทุกๆ ปัจจัย ทำให้มาม่าประสบความสำเร็จทั้งหมด”

12. ผลิตภัณฑ์คือสิ่งที่สำคัญที่สุด และสโลแกนไม่เคยเปลี่ยนเลยตลอด 48 ปี

กลยุทธ์การตลาดเบื้องต้นที่ทุกองค์กรต้องใช้คือ 4P ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ (Product) ราคา (Price) สถานที่จำหน่าย (Place) และโปรโมชัน (Promotion)

แม้วันนี้ Positioning ของมาม่าจะเปลี่ยนจากอาหารพรีเมี่ยมที่ราคาแพงกว่าบะหมี่ทั่วไปในวันแรก เป็นอาหารที่คนนึกถึงเพราะราคาถูก แต่สิ่งที่แบรนด์ให้ความสำคัญที่สุดกลับไม่เคยเปลี่ยน

“Product” เพชรตอบแบบไม่ต้องหยุดคิด

เส้นทางรสชาติความสำเร็จอันกลมกล่อมของ ‘มาม่า’ บะหมี่คู่ใจคนไทยทุกชนชั้นตลอด 48 ปี

สโลแกนมาม่าที่ไม่เคยเปลี่ยนตลอด 48 ปีคือ อร่อย สั้นๆ ง่ายๆ และเป็นเหตุผลที่แบรนด์พยายามคิดค้นรสชาติใหม่ๆ หาวิธีใหม่ๆ ให้สินค้าออกมารสชาติดีที่สุด ตอบโจทย์ผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด

โปรดักต์หลายชิ้นผ่านอุปสรรคและการลองผิดลองถูกมามากมาย อย่างต้มยำกุ้งน้ำข้นที่ตอนแรกต้องแก้ปัญหาเรื่องวัตถุดิบสำหรับน้ำกะทิ

และก็เป็นโปรดักต์นี้เองที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของหลายๆ คน

“เราอยากให้คนมีประสบการณ์กับสินค้าของเรา อยากให้จดจำว่ามันเป็นมากกว่าอาหารที่คุณกินตอนสิ้นเดือน แต่ละคนจะมีโมเมนต์ว่าเคยกินกับเพื่อนสมัยมหาลัย กินตอนโดนเจ้านายไล่ออก มีเรื่องราวและความประทับใจของเขา

“เราเปรียบมาม่าเป็นความรัก”

แต่การจะผลิตสินค้าที่สร้างความรัก ก็ต้องเกิดจากความสุขของคนทำ บรรยากาศการทำงานที่นี่อยู่แบบพี่น้องเพื่อให้ทุกคนตั้งแต่ผู้บริหารจนถึงพนักงานเปิดใจคุยกันได้ ทำให้งานที่ทำอยู่เป็นเรื่องสนุก ถ้าพนักงานสนุก เขาจะรักงานตัวเอง ผลงานที่ออกมาก็จะเกิดจากความสุข ซึ่งก็เหมือนกับการส่งต่อความรักออกไป”

เส้นทางรสชาติความสำเร็จอันกลมกล่อมของ ‘มาม่า’ บะหมี่คู่ใจคนไทยทุกชนชั้นตลอด 48 ปี

Writers

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load