ผักครึ่งหนึ่ง อย่างอื่นครึ่งหนึ่ง

คือสิ่งที่กระทรวงสาธารณสุขบอกไว้ เป็นประโยคที่ชัดเจนมากว่าผักสำคัญกับชีวิตเราขนาดไหน
น่าแปลก ในขณะที่มีอุตสาหกรรมเนื้อ ทำไมถึงไม่มีอุตสาหกรรมผัก

“เพราะมันยาก!” คือคำตอบของ จอย-จิรภัสร เจียรรุ่งแสง เธอเป็นทายาทรุ่นที่ 3 ของธุรกิจผักสด ‘ป.โอ่ง’ แห่งปากคลองตลาด ผู้กลายมาเป็นผู้ร่วมบริหารบริษัท King’s Cabbage และหนึ่งในเจ้าของร้าน Farm to Table ร้านไอศครีมผักออร์แกนิกสุดโด่งดังที่เรากำลังนั่งกินกันอยู่ตอนนี้

กะหล่ำ, King’s Cabbage

“ธุรกิจผักเป็นธุรกิจที่เวลาเราลงทุนพระเจ้าหุ้นกับเราครึ่งหนึ่ง” จอยอธิบาย “ฟ้าฝนจะถอนหุ้นเมื่อไรไม่รู้ จะขึ้นลงเมื่อไร มันมีความเสี่ยงสูงในการทำ”

แต่ครอบครัวของเธอ ประกอบด้วย คุณพ่อมานพ เจียรรุ่งแสง และลูกสาวทั้งสาม เจี๊ยบ-พรรณสุนันท์ พินิจพิชิตกุล จอย และ จิ๊บ-จิราภา เจียรรุ่งแสง ก็ทำจนได้

ผ่านมา 50 ปี ธุรกิจยังคงแข็งแกร่ง โดยผักส่วนหนึ่งส่งออกไปกลายร่างเป็นกะหล่ำม้วนในร้านสะดวกซื้อที่ญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง และร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยหลายเจ้าก็ใช้ผักจากไร่ของเธอ ไม่เพียงเท่านั้น ร้าน Farm to Table ยังเป็นผู้บุกเบิกคำว่า ‘ออร์แกนิก’ ในประเทศไทย และยืนหยัดใช้คำนี้มาหลายปี จนทุกวันนี้คำว่าออร์แกนิกแพร่หลายกลายเป็นเทรนด์

พวกเธอทำทั้งหมดนี้ได้อย่างไร ลองให้จอยเล่าให้ฟัง

กะหล่ำ, King’s Cabbage

ตลาด

เจี๊ยบ จอย และจิ๊บ เกิดและเติบโตในปากคลองตลาด

ย้อนกลับไปเมื่อสมัยที่กรุงเทพฯ มีตลาดสดอยู่ไม่กี่ตลาด ปากคลองนับเป็นตลาดค้าส่งของสดระดับพรีเมียม ส่วนหนึ่งเพราะอยู่กลางเมืองและแต่ละร้านอยู่ประจำ หนึ่งในร้านประจำเหล่านั้นคือร้านของครอบครัวจอย ที่มีทั้งร้าน ป.ฮะเฮ็ง ของคุณปู่ ป.โอ่ง ของคุณพ่อ และร้านขายผักผลไม้อื่นๆ ของพี่น้องคุณพ่อ

กะหล่ำ, King’s Cabbage

“ตอนเด็กๆ ไปโรงเรียน เวลาถามว่าคุณพ่อทำอาชีพอะไร เราก็จะตอบว่าค้าขาย ครูก็จะถามว่าขายอะไร แล้วทำไมเราต้องตอบครูด้วยวะว่าเราขายผัก ก็เขินเหมือนกันนะ” จอยเล่าอย่างขำๆ

“แต่เราได้รับการปลูกฝังมาตลอดว่าสิ่งที่เราทำเป็นสิ่งที่ดี แล้วก็จะเชื่อมาตลอดว่าสิ่งที่เราทำเป็นสิ่งที่ดี ขายสินค้าที่ดี ไม่ได้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ช่วยคนได้เยอะแยะ แล้วยังช่วยครอบครัวได้ด้วย มันไม่มีตรงไหนที่ไม่ควรจะทำต่อเลย”

การรู้จักตัวตนอย่างชัดเจนทำให้ทั้งสามเติบโตโดยมีเป้าหมาย

นั่นคือ จะร่ำเรียนและเก็บเกี่ยวประสบการณ์เพื่อกลับมารับช่วงต่อธุรกิจที่บ้านให้ดีที่สุด

มหาวิทยาลัย

ในขณะที่เจี๊ยบเรียนวิทยาศาสตร์อาหารและจิ๊บเรียนการออกแบบ จอยก็ไปเรียนบริหารธุรกิจ

เธอเลือกเรียนบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ เพราะรู้ว่าลูกค้าส่วนใหญ่ของที่บ้านคือชาวญี่ปุ่น

เล่าถึงตรงนี้ จอยอธิบายแทรกเล็กน้อยว่า คนชอบถามว่าได้ลูกค้าญี่ปุ่นมายังไง แต่จริงๆ ความยากของธุรกิจผักสดไม่ได้อยู่ตรงการซื้อครั้งแรกของลูกค้า แต่คือการกลับมาซื้ออีก เพราะไม่ว่าลูกค้าจะกลับมากี่ครั้ง ตอนไหน ก็ยังต้องได้ผักในปริมาณและคุณภาพตามที่เขาต้องการ

“ความท้าทายคือ จะทำยังไงให้มันเสถียรอยู่ได้ แล้วลูกค้าอยากซื้อไปนานๆ” เธอบอก

กะหล่ำ, King’s Cabbage กะหล่ำ, King’s Cabbage

เธอได้เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่จบเอกธุรกิจญี่ปุ่นจากธรรมศาสตร์ เนื่องจากเป็นปริญญาโทที่เปิดอยู่แค่ 3 ปีเท่านั้น หลักสูตรประกอบด้วยการเรียนที่ไทย 1 ปี แล้วเรียนที่ญี่ปุ่นอีก 1 ปี

ปริญญาสุดพิเศษใบนี้ทำให้เธอได้มีโอกาสทำความเข้าใจวัฒนธรรมองค์กรของชาวญี่ปุ่น เช่น คนญี่ปุ่นมีมาตรฐานชัดเจน จะขายผักก็ต้องทำให้ตรวจวัดค่าได้ตามตัวเลขที่กำหนด ไม่งั้นไม่มีทางซื้อ หรือคนญี่ปุ่นทำธุรกิจกันด้วยระบบบอกต่อ ถ้าทำดีกับเจ้าหนึ่งแล้ว โอกาสได้ลูกค้าเพิ่มก็จะมาอีกเพียบ

“เขาสอนให้เราคิดงานเหมือนเราเป็นลูกค้า ลูกค้าอยากได้อะไร แล้วหาสิ่งที่คิดว่าลูกค้าอยากได้ไปให้ โอกาสที่ไม่ถูกใจมันจะน้อย” นักธุรกิจหญิงอธิบาย

บริษัท

นอกจากในห้องเรียน จอยยังสั่งสมประสบการณ์จากการทำงานจริงด้วย

“ตอนเรียนจบแล้วก็คิดว่าสิ่งที่ต้องทำต่อไปคือหางานในบริษัทอาหารเท่านั้น เพื่อหาประสบการณ์มาทำธุรกิจต่อ” จอยบอก ก่อนเสริมว่า การตัดสินใจแน่วแน่และชัดเจนเกิดจากการที่เธอรู้ชัดเจนว่าทุกก้าวที่เดินต้องใช้เพื่อเข้าใกล้จุดหมายที่ตั้งไว้ตอนแรก คือการต่อยอดธุรกิจที่บ้าน

บริษัทอาหารที่จอยเลือก คือเนสท์เล่

เธอเข้าไปทำงานในตำแหน่ง Management Trainee ทำให้ได้ทำทุกอย่างในทุกแผนก และรายงานต่อผู้จัดการของประเทศโดยตรง เธอเล่าถึงชีวิตการทำงานในเนสท์เล่อย่างสนุกสนาน แต่ก็ตบท้ายด้วยการบอกว่า แม้จะสนุกแค่ไหน ก็ยังต้องทดไว้ในใจว่าวันหนึ่งจะออกมาทำ King’s Cabbage ต่อ

“ตอนนั้นเราเข้างานที่เนสท์เล่เก้าโมง แต่ต้องตื่นหกโมงมาเข้าออฟฟิศที่บ้านตัวเองก่อน ทำงานถึงแปดโมง แล้วค่อยออกไปทำงาน ทำงานที่เนสท์เล่ก็หนักมาก กลับถึงบ้านสองทุ่มครึ่ง ก็เข้าออฟฟิศ ทำงานถึงสี่ทุ่ม เป็นอย่างนี้อยู่สามปี” จอยเล่าชีวิต 2 ออฟฟิศให้ฟัง

แม้ว่าจะเหนื่อย แต่เธอยืนยันว่าเป็นการเตรียมตัวที่คุ้มค่าสุดๆ เพราะเมื่อถึงวันที่ลาออก เธอก็มีอาวุธทุกอย่างพร้อมสำหรับทำธุรกิจนี้แล้ว

ไร่

แน่นอนว่า ธุรกิจผักสดไม่ได้อยู่แค่ในออฟฟิศ

จอยใช้ชีวิตอีกครึ่งหนึ่งอยู่ในฐานทัพผักของ King’s Cabbage บนดอยห่างจากภูชี้ฟ้าไม่ถึง 1 กิโลเมตร
เวลาเธอยืนอยู่ที่ไร่ ก็จะคำนวณด้วยสายตาได้ว่าผักในไร่มีน้ำหนักเท่าไร รวมถึงมองเห็นภาพการเติบโตของผักแต่ละต้นอย่างชัดเจน “เช่นผักสลัดอายุสี่สิบห้าวัน วันที่หนึ่งถึงวันที่สิบห้า เราจะต้องเห็นผักไซส์ยี่สิบเซนติเมตรแล้วระหว่างสิบห้าวันนั้นเราต้องทำทุกวิถีทางให้มันไปถึงวันที่สิบห้าตามที่คิดในหัวให้ได้ ถ้าเรารู้ว่าผักโตช้า เราใส่ปุ๋ยเพิ่มมั้ย หรือถ้าแต่ละต้นงอกไม่สม่ำเสมอกัน เมล็ดอาจจะไม่ดี หรือมีแมลงมีโรคหรือเปล่า”

สายตาในการทำธุรกิจของจอยคมชัดเกินใคร

เธออธิบายว่า สายตาคมชัดนี้จำเป็น เพราะจะช่วยทำธุรกิจได้พอดีกับความต้องการ ไม่ต้องปลูกผักเหลือเผื่อเกินจนกลายเป็นขยะผัก แต่ก็มีพอดีเท่าที่ลูกค้าต้องการ ทุกพลังและทรัพยากรที่ทุ่มเทลงไปก็จะคุ้มค่ากำลังดี
“เราต้องมั่นใจว่าผักทุกหัวที่เราเหนื่อยลงแรงมาจะขายได้” จอยบอก

ญี่ปุ่น

ไร่ของเธอมี 2 แบบ คือไร่สำหรับขายส่ง และไร่ออร์แกนิก

ทำไมไม่ทำทุกไร่ให้เป็นออร์แกนิก? หากคิดตามความเข้าใจผู้บริโภคทั่วไปแบบเรา ยังไงออร์แกนิกก็ดีต่อโลกกว่า แต่ที่จริงแล้ว ในบางกรณีการใช้ผักออร์แกนิกในระดับอุตสาหกรรมอาจสิ้นเปลืองยิ่งกว่า และอาจแย่ต่อทั้งโลก ทั้งธุรกิจ ด้วยซ้ำ

จอยยกตัวอย่างจากลูกค้ารายหลักของเธอ นั่นคือกะหล่ำม้วนในเซเว่นญี่ปุ่น “กะหล่ำม้วนถูกขายในหน้าหนาว ซึ่งเป็นช่วงที่คนไม่อยากทำกับข้าว แต่เซเว่นเขาคิดค้นให้มันง่ายขึ้น ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่มากขึ้น มันเลยบูมมากในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา ซึ่งญี่ปุ่นผลิตกะหล่ำได้แค่กรกฎา สิงหา แต่เราผลิตได้ทั้งปี

“เราเลยทำกะหล่ำให้ตอบกับโจทย์ของเขา นั่นคือต้องใบใหญ่ ไม่มีรอยเลย เพื่อให้ทำเป็นกะหล่ำม้วนได้ ซึ่งผักออร์แกนิกมันจะออกมาบิดๆ เบี้ยวๆ ใบเป็นรู ทำแบบนี้ไม่ได้”

เธอย้ำว่า “สินค้าเกษตรที่ดีคือสินค้าที่ลูกค้าต้องการ”

ร้าน

ถ้าไร่หนึ่งใช้ส่งออก แล้วไร่ออร์แกนิกล่ะใช้ทำอะไร

นี่แหละคือที่มาของ Farm to Table

จอยยังคงยึดแนวคิดเดิม ว่าการทำธุรกิจที่ดีคือต้องมีลูกค้ารองรับ แต่ในยุคนั้นผักออร์แกนิกยังไม่มีตลาดเลย เพราะคนยังไม่เข้าใจว่าความดีงามของเจ้าผักหน้าตาแปลกๆ เหล่านี้

เพื่อทำไร่ต่อ เธอต้องคิดโมเดลที่จะตอบโจทย์ 3 ข้อให้ได้ คือ หนึ่ง ต้องมีอายุยืน เพราะกว่าผักจากภูชี้ฟ้าจะมาถึงกรุงเทพฯ ก็ตั้ง 12 ชั่วโมงแล้ว จะแข่งกับไร่ใกล้ๆ คงไม่ไหว สอง ต้องเป็นของกินง่าย เพื่อเปลี่ยนแนวคิดในยุคนั้นว่าออร์แกนิกคือชีวจิต ขมๆ เขียวๆ ไม่อร่อย และสาม ต้องไม่เห็นหน้าตาเดิมที่บิดๆ เบี้ยวๆ ดูไม่สวยงาม
คำตอบที่เธอได้คือ ไอศครีม

กะหล่ำ, King’s Cabbage กะหล่ำ, King’s Cabbage กะหล่ำ, King’s Cabbage

ตัดภาพมาในปัจจุบัน ร้าน Farm to Table organic cafe และ Farm to Table hideout อยู่ในบริเวณปากคลองตลาดเช่นกัน ร้านแรกเน้นขายไอศครีมจากผักผลไม้ออร์แกนิก เช่น ไอศครีมใบข้าวหอมมะลิอ่อน โดยวิธีการทำไอศครีม จอยก็ไปเรียนมาจากเชฟที่อิตาลี ส่วนอีกร้านหนึ่งมีเมนูอื่นๆ ด้วย เช่นสลัด อาหาร และขนมไทยประยุกต์ เช่น ไอศครีมไข่เค็มกินกับบัวลอยเผือก เป็นต้น

กะหล่ำ, King’s Cabbage กะหล่ำ, King’s Cabbage

เรียกได้ว่ารสชาติที่พวกเธอสร้างสรรค์ หากินที่อื่นไหนไม่ได้ (และขอยืนยันโดยส่วนตัวว่าอร่อยทุกอย่าง!)

“ตอนทำร้านก็คิดนะว่าใครจะมาวะ ร้านอยู่ลึกขนาดนี้”

จอยยังไม่ทันพูดจบ ก็มีลูกค้าเปิดประตูร้านเข้ามาอีกคู่แล้ว

เมื่อมีร้านรองรับสินค้า ก็ทำฟาร์มออร์แกนิกได้เต็มที่ โดยเป้าหมายคือ การหาทางช่วยให้เกษตรกรทำฟาร์มให้ดีได้ง่ายที่สุด

กะหล่ำ, King’s Cabbage กะหล่ำ, King’s Cabbage

บ้าน

King’s Cabbage คงมาถึงทุกวันนี้ไม่ได้ หากไม่ใช่เพราะความเป็นครอบครัว

ครอบครัว หมายความถึงทั้งความสัมพันธ์ภายในครอบครัวเจียรรุ่งแสงเอง และความสัมพันธ์ของทุกคนที่ทำงานร่วมกันในธุรกิจ

เราได้เห็นความจริงข้อนี้ด้วยสายตาตัวเอง ทั้งตอนที่เธออยู่ในร้าน Farm to Table และในปากคลองตลาด เราเห็นคุณพ่อที่เป็น ‘เฮีย’ ประจำตลาด คอยนั่งที่โต๊ะ เก็บเงิน และดูแลให้น้องๆ ทำงานจัดการผัก ส่วนในพื้นที่ร้านจอยก็จะเป็นคนคอยดูแล

“ทำงานกับคนในครอบครัวไม่ยาก ถ้าเราเข้าใจเขา” จอยบอก “มีปัญหามั้ย มี เป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าเรายึดความเข้าใจและความเคารพกัน ไม่ไปวุ่นวายกันในส่วนที่แต่ละคนรับผิดชอบ มันทำให้งานมันง่ายขึ้น”
ถ้าทุกคนต่างทำตามหน้าที่ของตัวเอง ครอบครัวก็จะช่วยกันผลักดันให้ธุรกิจไปได้ไกล

กะหล่ำ, King’s Cabbage

Facebook : Farm to Table, Organic Cafe
Facebook : Farm to Table, Hideout

Lesson Learnt

เราถามจอยว่า ถ้าเกษตรกรคนอื่นๆ อยากประสบความสำเร็จอย่างจอยบ้าง ต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง เธอตอบมาแค่ 3 อย่าง “หนึ่งคือ หน้าที่ คือรู้ว่าตัวเองทำอะไรอยู่ สองคือ เข้าใจคนอื่น รู้ว่าคนในครอบครัวอยากทำอะไร รู้ว่าเพื่อนร่วมงานต้องการอะไร รู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร และเราจะประนีประนอมยังไงให้ไปถึงตรงนั้นได้ ส่วนสุดท้ายคือ เคารพ เคารพหน้าที่ของตัวเองและหน้าที่ของคนอื่น ต่างคนต่างทำงานของตัวเอง ไม่เหยียบเท้ากัน มี 3 อย่างนี้ จบแล้ว ทำอะไรก็ได้ในโลกนี้”

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

สำหรับ ‘โรงเรียนปิติศึกษา’ (Pitisuksa School Chiang Rai Montessori) Montessori แห่งแรกของจังหวัดเชียงราย ‘ต้นไม้ สายลม แสงแดด ดิน หญ้า’ ไม่ใช่ของตกแต่งที่ทำให้สถานศึกษาดูดี แต่ทั้งหมดคือสื่อการเรียนการสอนและเครื่องมือส่งเสริมพัฒนาการชิ้นสำคัญจากธรรมชาติ เพื่อการเติบโตตามธรรมชาติของเด็ก

ว่าแต่การศึกษา Montessori (มอนเตสซอรี่) ที่เราพูดถึงคืออะไร

Montessori คือหลักสูตรอายุกว่า 120 ปี มีต้นกำเนิดจากแพทย์หญิงชาวอิตาลี มาเรีย มอนเตสซอรี่ (Maria Montessori) โดยเน้นให้เด็กเรียนรู้อย่างอิสระ เติบโตตามธรรมชาติและความต้องการของตนเองอย่างมีความสุข ซึ่งในหลายประเทศ สิ่งนี้ไม่ใช่การศึกษาทางเลือก แต่คือรูปแบบการเรียนรู้ที่ใช้ทั่วไป

แล้ว Montessori ที่เน้นการเล่นมากกว่าการเรียนแบบท่องจำ ได้ผลจริงหรือ

การพัฒนาการศึกษาที่เป็น ‘ทางเลือก’ ในสังคมไทยต้องเผชิญความท้าทายอะไรบ้าง

เหล่าผู้บริหารสร้างความเชื่อมั่นและทำให้โรงเรียนเติบโตได้อย่างไร

The Cloud ขอเดินตาม ณัฐฬส วังวิญญู, นุก-ทรงธรรม ศรีนัครินทร์ กรรมการ และ ครูอ้อย-ปิยะนุช ชัชวรัตน์ ผู้อำนวยการ ไปหาคำตอบทั้งหมดใต้เงาไม้ ในอาคารที่เป็นมิตรต่อคนและสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางเสียงภาษาอังกฤษดังเจื้อยแจ้วของเด็ก ๆ ที่เป็นเครื่องบ่งบอกว่าพวกเขากำลังมีความสุขแค่ไหน

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

2542

Welcome to Pitisuksa School

25 ปีก่อน เชียงรายเป็นจังหวัดที่โรคเอดส์และวัณโรคระบาดหนัก นักวิจัยจากต่างประเทศ ทั้ง CDC สหรัฐอเมริกา RIT ของญี่ปุ่น และอังกฤษ เข้ามาทำวิจัยในพื้นที่พร้อมครอบครัว ทำให้ผู้ปกครองต้องการหาสถานศึกษาให้ลูก แต่ในยุคนั้นยังไม่มีโรงเรียนนานาชาติ พวกเขาจึงรวมตัวกันก่อตั้ง ‘มูลนิธิปิติศึกษา’ ขึ้นใน พ.ศ. 2542 มีนักเรียน 12 คน คละวัยกันทั้งหมด

ปรากฏว่าสิ่งที่ริเริ่มได้ผลตอบรับดี จากตำบลป่างิ้ว ทางตอนใต้ของเชียงราย พวกเขาจึงย้ายมายังพื้นที่ปัจจุบันใน พ.ศ. 2545 เปลี่ยนสวนลิ้นจี่ เงินบริจาคจากเจ้าของที่ดิน และการระดมทุนจากผู้ปกครองมาเป็นอาคารและปัจจัยในการพัฒนาลูกหลาน

เรามองดูสภาพแวดล้อมโดยรอบและคิดว่า บรรยากาศดี ต้นไม้เยอะ พื้นที่วิ่งเล่นแยะ

แต่พวกเขาทั้งหมดหันมาบอกเราพร้อมกันว่า ยังไม่เพียงพอ

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

ช่วงนี้โรงเรียนกำลังเติบโต มีนักเรียน 240 คน ที่ดินเดิมกลับกลายเป็นคับแคบอีกครั้ง พวกเขาจึงวางแผนเพื่อไปยังสถานที่ที่กว้างพอให้เด็กเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพ โดย Master Plan แห่งใหม่ออกแบบโดย อาจารย์จุลพร นันทพานิช ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘ป่า’ เพราะเชื่อว่าธรรมชาติสำคัญต่อการเรียนรู้ มีสระน้ำเพื่อศึกษาวิถีชีวิตดั้งเดิมเสมือนลำเหมืองในภาคเหนือ มีทุ่งนาสำหรับทำกิจกรรม เรียนรู้เรื่องป่า เวิร์กชอปงานฝีมือ และสร้างความสุนทรีให้ตัวเด็กเอง

ครูอ้อยเล่าว่า เธอตั้งใจลาออกจากงานเพื่อมาเลี้ยงลูกคนที่สองซึ่งเป็นออทิสติก สามีของเธอเป็นกรรมการโรงเรียนยุคก่อนจึงชวนมาทำงานที่นี่ พร้อมให้ลูกมาเรียน จากที่จบเศรษฐศาสตร์จึงเรียนครูเพิ่มในสาขา Montessori สำหรับเด็กพิเศษ และเรียนต่อทางการบริหารการศึกษาเพื่อมาเป็นผู้จัดการโรงเรียน

โครงสร้างดั้งเดิมเป็นรูปแบบมูลนิธิ แต่มีข้อจำกัดเยอะ เมื่อไม่แสวงหาผลกำไรจึงระดมทุนพัฒนาต่อได้ยาก ไม่เกิดการบริหารอย่างยั่งยืน เมื่อไม่ยั่งยืน ความเชื่อมั่นของผู้ปกครองจึงไม่เกิด โรงเรียนก็ขยับขยายไม่ได้ นอกจากนี้ยังต้องมีการเปลี่ยนวาระของผู้รับอนุญาต ซึ่งต้องดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิ ทางกรรมการจึงพิจารณาโครงสร้างใหม่ให้เลี้ยงต้นเองได้ เพื่อพาทุกคนเดินไปข้างหน้า

“คุณณัฐฬส ชวน นายแพทย์ธีระวัฒน์ ศรีนัครินทร มา เขาจึงบอกว่าเราต้องเปลี่ยนเป็นบริษัทจำกัด จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล บริษัทไตรสิกขา คุณณัฐฬสเป็นผู้รับใบอนุญาต 

“ครูอ้อยทำหน้าที่ School Director ควบ School Manager ถ้าโรงเรียนรัฐบาลจะไม่มีตำแหน่งหลัง เพราะไม่ต้องคิดวิธีหาเงิน แต่ในเอกชนต้องมี บริหารเงินอย่างไร พัฒนาบุคลากรอย่างไร เก็บค่าเทอมมาเท่าไหร่ต้องบริหารให้พอ ประเด็นคือต้องไม่ขาดทุน พอได้โครงแบบนี้เราก็ต้องทำให้ผู้ปกครองเห็นว่าเราเปลี่ยนแปลงและยังคงอยู่ คุณนุกก็เริ่มรีโนเวตสถานที่อีกทาง”

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

หลังจากนั้นปิติศึกษาก็ไม่เคยหยุดอยู่ที่เดิม แม้จะมีคำถามจากสังคมถึงความไม่เชื่อมั่นในรูปแบบการเรียนการสอน แต่ศักยภาพของเด็กที่จบไปกลับแสดงผลลัพธ์ของความสำเร็จได้เป็นอย่างดี

“หลายคนถามว่าสถานศึกษาแบบนี้เหมาะสมกับสังคมเราอย่างไร ผมถามต่อว่า จริง ๆ แล้วสังคมต้องการสถานศึกษาแบบไหน ที่มีในปัจจุบันตอบโจทย์หรือเปล่า ตอนนี้เราทำในสิ่งที่เชื่อว่าการศึกษาควรจะเป็น เส้นทางการศึกษาที่แท้จริงไม่ได้มุ่งสู่ความเป็นเลิศด้านวิชาการ แต่คือการพัฒนาความเป็นมุนษย์ให้สมบูรณ์ในแบบของพวกเขาเอง” 

นุกทิ้งท้ายก่อนเริ่มอธิบายถึงสิ่งที่โรงเรียนตั้งใจมอบให้เด็ก เพื่อให้เด็กไปมอบกับสังคม

Montessori

โรงเรียนที่ไม่ควรเป็นทางเลือก

“เรานิยามตัวเองว่าเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ ทุกคนเรียนรู้ด้วยกันทั้งเด็ก ครู และผู้ปกครอง โดยให้ความอิสระ (Independent) เป็นเรื่องใหญ่ สังคมบอกว่าคุณฉลาด คุณเก่ง จริง ๆ ไม่ใช่ เรามีคุณค่าในตัวเอง

“สังคมบางส่วนยังคงความเชื่อเรื่องการท่องจำและวัดผลด้วยการสอบไม่ต่างจากโรงงานผลิตคน แต่ Montessori เชื่อว่าศักภาพของมนุษย์ไปได้ไกลและหลากหลายกว่านั้น โดยไม่จำเป็นต้องถนัดสิ่งเดียวกัน”

ณัฐฬสยืนยันว่า เด็กต้องมีอิสระทั้งร่างกายและจิตใจถึงจะนำไปสู่การพัฒนาที่ดี พวกเขาคือผู้สร้างความหมายและคุณค่าของตัวเอง แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนในสังคมจะมีความคิดนี้ การสร้างทัศนคติดังกล่าวตั้งแต่เด็กจึงเป็นรากฐานสำคัญ

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

ปิติศึกษาใช้หลักสูตรบูรณาการไทย-มอนเตสซอรี่ ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก โดยจัดตามโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการ แบ่งหลักสูตรเป็น 5 ระดับ ได้แก่ เตรียมอนุบาล (อายุ 2 – 3 ปี) อนุบาล (อายุ 3 – 6 ปี) ประถมต้น (อายุ 6 – 9 ปี) ประถมปลาย (อายุ 9 – 12 ปี) และมัธยมศึกษาตอนต้น (อายุ 12 – 15 ปี) 

ทั้งหมดเป็นการแบ่งแบบคละ ไม่มีการแบ่งเกรด ไม่มีการตีตราว่าเด็กเก่งหรือไม่เก่ง แม้อายุจะต่างกันแต่ก็เป็นการเรียนรู้ตามช่วงวัย ให้น้องเรียนรู้จากพี่ และพี่พัฒนาความเป็นผู้นำจากน้อง โดย 1 ห้องมีนักเรียนไม่เกิน 25 คน พร้อมครูไทย 1 คน และครูต่างชาติ 1 คน

ปรัชญาการสื่อสารแบบ Montessori ไม่เน้นท่องจำ แต่เป็นการเรียนรู้ผ่านการทำงานกับสื่อ ซึ่งลักษณะคล้ายของเล่น มีการแบ่งพื้นที่ในห้องเรียนเป็น 5 ส่วน ได้แก่ ทักษะชีวิต ประสาทสัมผัส ภาษา คณิตศาสตร์ และ Cultural Science เช่น ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ พืช หรือสัตว์ โดยการจัดห้องเรียนเป็นอิสระของครูผู้ดูแล

“Help me to do it myself เด็กอนุบาลของเราช่วยเหลือตัวเองได้ 

“เด็กประถมศึกษาเรียน Cosmic Education แปลว่า ทุกสิ่งในโลกล้วนเชื่อมโยงกัน เรียนรู้จาก 5 เรื่อง คือ การกำเนิดจักรวาล การกำเนิดโลก การกำเนิดสิ่งมีชีวิต การกำเนิดตัวอักษร และตัวเลข จากนั้นจึงกระจายออกเป็นวิชาต่าง ๆ ซึ่งต้องเรียนผ่านการกระทำ ไม่ใช่กระดาน

“สำหรับเด็กโตต้องเตรียมเขาให้เป็นผู้ใหญ่ Help me to become an independent adult ไม่ได้เรียนแค่ 8 กลุ่มสาระ แต่มีเรื่อง Humanity ทักษะชีวิต การทำงาน การพัฒนาตนเอง มีกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กรู้จักแบ่งปันและดูแลคนอื่น เป็น Golbal Citizen ที่ดี ภายใต้เงื่อนไข 3 ข้อ คือ เคารพตนเอง เคารพผู้อื่น และเคารพสิ่งแวดล้อม” ผู้อำนวยการอธิบาย

เป้าหมายของการศึกษา คือการทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้น

จุดหมายปลายทางของปิติศึกษาคือ สันติภาพ เริ่มจากเด็กที่จบไปแล้วปรับตัวได้ไม่ว่าจะอยู่ในสังคมไหน ดูแลตนเองและผู้อื่นได้ เข้าใจและชื่นชมความหลากหลายทางวัฒนธรรมของสังคมโลก 

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

Parenting Classroom

ห้องเรียนดูแลผู้ปกครอง

“ความท้าทายที่เจอคือการสร้างความเข้าใจกับผู้ปกครอง เขาต้องเข้าใจในแบบเรา เพราะรูปแบบการเรียนค่อนข้างแตกต่างและละเอียดอ่อน ผู้ปกครองต่างชาติจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ง่ายกว่า” 

ครูอ้อยเล่าถึงเรื่องที่เคยเป็นประเด็นน่ากังวล แต่ในตอนนี้พวกเขารู้แล้วว่าต้องจัดการกับความไม่เข้าใจอย่างไร

“เรามี Parenting Classroom ให้ความรู้พ่อแม่ว่า ถ้าคุณเลือกส่งลูกมาเรียนที่ปิติศึกษา คุณควรรู้อะไร เรายังต้องทำเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องและต้องทำมากขึ้น เพราะพวกเขาต้องช่วยสนับสนุนการเรียนรู้แบบนี้ที่บ้าน ทั้งในแง่การสื่อสาร การจัดการสิ่งแวดล้อม และเวลา

“สมมติพ่อแม่ไม่เห็นคุณค่าของเวลา กลับบ้านไปลูกเปิดโทรทัศน์ดู ให้คนอื่นเลี้ยง อยู่โรงเรียนล้างจานเอง แต่กลับบ้านมีคนล้างให้ แม้เราจะสอน แต่ที่บ้านสปอยล์เหมือนเดิม สิ่งที่ท้าทายจึงเป็นการเอาพ่อแม่มาเรียนด้วย การทำโรงเรียนคือการทำการเรียนรู้ให้พ่อแม่ไปพร้อมกัน โตไปพร้อมกับเด็ก ไม่ใช่พ่อแม่อยู่ที่เดิมจะกลายเป็นอุปสรรค” ณัฐฬสอธิบาย

“ยิ่งถ้าเป็นเด็กเล็ก กล้ามเนื้อมัดเล็กกับมัดใหญ่เป็นตัวทำให้เซลล์สมองถูกประดิษฐ์ในช่วง 0 – 6 ปี ถ้าเกิดให้ดูแต่จอ เซลล์สมองจะหยุดพัฒนา แต่ถ้าเกิดเขาได้จับหรือปีนต้นไม้จะยิ่งผลิตเยอะ” นุกเสริมในฐานะคุณพ่อที่ส่งลูกมาเรียนที่ปิติศึกษาเช่นกัน

แผนของพวกเขาคือการจัดเวิร์กชอปผู้ปกครอง นั่งคุยและให้ผู้ใหญ่ซึบซับสิ่งเดียวกับที่ลูกจะได้

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

“ผู้ปกครองสำคัญมาก เพราะเป็นเอกชนที่ไม่รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล เราต้องอยู่ได้ด้วยค่าเทอม จำนวนของเด็กจึงสำคัญ ค่าเทอมเราโปร่งใส เก็บเท่าไหร่ ขออนุญาตเขตเท่านั้น ไม่มีเพิ่มเติมยกเว้นไปทัศนศึกษาที่ต่างจังหวัดก็แจ้งผู้ปกครอง เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น”

การบริหารความเชื่อมั่นคือสิ่งที่ห้ามละเลย ครูอ้อยรับหน้าที่พาทัวร์โรงเรียน ประเมินความพร้อมเด็ก และอธิบายให้ผู้ปกครองฟังทุกอย่าง ดังนั้นผู้ปกครองทุกคนจะต้องได้พบผู้อำนวยการ พร้อมข้อมูลที่ครบทุกรายละเอียด

We are your supporters

ส่งเสริมในทุกทาง

01 หลักสูตรสู่ความสุข

ความสุขเกิดได้ใน 3 มิติ อย่างแรกคือ ตัวตนของเด็ก พวกเขาต้องปรับตัวให้เข้าได้กับทุกสภาพแวดล้อม มีแรงจูงใจในการเรียนด้วยตัวเอง เป็นตัวเอง พึ่งตนเอง เป็นอิสระ เชื่อมั่น และดูแลคนอื่นได้

ด้านสังคม พวกเขามีความเห็นอกเห็นใจ อยากช่วยเหลือสังคม เรียนรู้วิธีการบอกความต้องการของตนเองอย่างเหมาะสม เช่นเดียวกับการสร้างและรักษาความสัมพันธ์

มิติด้านการศึกษา หลายคนอาจมองว่าสิ่งที่ผ่านมาดูเป็นนามธรรม ทดสอบไม่ได้ด้วยกระดาษข้อสอบ นั่นก็เพราะทางโรงเรียนไม่เน้นการแข่งขัน ไม่มีการสอบ ไม่มีการบ้าน เด็กได้ความรู้ในสิ่งที่ต้องการ โดยมีครูเป็นผู้จัดหาความรู้ให้เพียงพอต่อการส่งเด็กไปรู้จักโลกกว้าง

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

“แต่หากต้องการดูคะแนน เราเห็นคะแนน O-net ด้วยความที่เรียนเป็นอังกฤษ เรื่องภาษาดีมากอยู่แล้ว หากดูคะแนนเฉลี่ยทุกวิชาล้วนสูงกว่าระดับภาคและระดับชาติ คะแนนที่เกาะกลุ่มสะท้อนภาพรวมแต่ละวิชา วิธีการเรียนการสอนไม่ได้มีท่องจำ ไม่ได้มีสอบ แต่เราก็พัฒนาให้ผู้ปกครองเห็นเสมอ” ครูอ้อยอธิบาย

02 ครูเป็นตัวของตัวเอง

ปิติศึกษามองว่า ครูคือผู้อำนวยความสะดวกให้เด็ก ไม่ใช่ผู้สอน เพราะหากสอนนักเรียนในห้องที่มีอายุต่างกันย่อมมีเด็กที่เรียนไม่ทัน ครูจึงเป็นผู้ประเมินและดูแลเด็กตามที่ธรรมชาติของเขาต้องการ

ครูในโรงเรียนมาจากหลายประเทศ ทั้งเปรู รัสเซีย อังกฤษ อเมริกา ฟิลิปปินส์ อินเดีย ทุกคนได้รับอนุญาตให้เป็นตัวเอง ถือเป็นการนำเข้าวัฒนธรรมที่หลากหลาย ภายในห้องมีทั้งครูไทยและครูต่างชาติ ทำงานกันเป็นทีม

หากเกิดปัญหาให้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ไขและนึกถึงความสัมพันธ์เป็นหลัก ครูไม่ต้องทำงานเอกสารและเสนอกรรมการโรงเรียนได้ว่ามีสิ่งที่ไหนต้องการเพิ่มเติมหรือปรับปรุง

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

03 อาหารดีและอิ่มท้อง

ปิติศึกษาจัดอาหารโดยคำนึงถึงโภชนาการเป็นหลัก อาหารกลางวัน 1 มื้อ เลือกวัตถุดิบที่ปลอดสารพิษมากที่สุด โดยติดต่อไปยังหมู่บ้านที่ปลูกโดยตรง ไม่ใส่ผงชูรสเด็ดขาด ส่วนอาหารว่าง 2 มื้อ ส่วนใหญ่เป็นผลไม้ตามฤดูกาล

นักเรียนไม่ต้องมีเงินติดตัว เพราะไม่ขายขนม ไม่มีของหวาน แม้กระทั่งเด็กที่เอานมมาดื่มจะขอความร่วมมือผู้ปกครองงดนมรสหวาน นมรสช็อกโกแลต หรือนมเปรี้ยว ให้เด็กดื่มนมรสธรรมชาติ

04 ให้ทุกวันเป็นรันเวย์

วันจันทร์เป็นวันเดียวที่ใส่ชุดนักเรียน เสื้อสีขาว กระเปงสีส้มสำหรับผู้หญิง และกางเกงสีเดียวกันสำหรับผู้ชาย ที่เหลือแต่งอะไรมาเรียนก็ได้ที่เสริมความมั่นใจให้กับพวกเขา

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

05 อาคารที่สร้างจากความใส่ใจ

อาคารหลังใหม่ได้รับการออกแบบโดยนุก ซึ่งเป็นสถาปนิก อาคารหลังนี้ประหยัดพลังงานแบบ Passive คือลดการใช้งานมากกว่าการหาพลังงานสะอาดมาทดแทน หน้าต่างรับลมจากทิศทางที่เหมาะสม ไฟไม่จำเป็นต้องเปิดตลอดเวลา หลังคาเป็นแบบสองชั้นเพื่อให้มีการระบายอากาศ

ห้องเรียนปกติเปิดประตูออกไปเรียนด้านนอกได้ แต่เนื่องจากอาคารหลังนี้มี 2 ชั้น และห้องเรียนอยู่ชั้นบน ทำให้มีการเติมชั้นลอยให้เด็กเล่นเพื่อรู้สึกผ่อนคลาย

โซน Practical Life ช่วยจำลองการใช้ชีวิตจริง มีครัวให้เด็กเตรียมของว่างให้เพื่อน ๆ นอกจากนี้ห้องเรียนของ Montessori ยังออกแบบให้มี Wet Area หรือพื้นที่เปียก มีที่ให้เด็กซักล้าง และทำความสะอาด 

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

06 สิ่งแวดล้อมที่ดีในทุกแง่มุม

ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้ความสะอาด ความปลอดภัย และเอื้อต่อการเรียนรู้ สิ่งแวดล้อมภายนอกมีสิ่งที่เป็นธรรมชาติที่ให้เด็กสัมผัส สำรวจ และค้นหา 

ผู้ปกครองหลายคนสะท้อนมาว่า เข้ามาแล้วไม่รู้สึกกดดัน เพราะมีต้นไม้เยอะ ด้านหลังเป็นสวนให้เด็กเลี้ยงกระต่ายและปลากันเอง

07 กิจกรรมหลากหลาย

การลงมือทำคือการเรียนรู้ที่ดีที่สุด ปิติศึกษามีการพัฒนาหลักสูตรใหม่เสมอ พร้อมเปิดกิจกรรมที่หลากหลายทั้งในและนอกห้องเรียน เช่น Farming ให้เด็กลองทำการเกษตร Product Exchange เรียนรู้การผลิตสินค้าเพื่อจำหน่าย Self-Expression การแสดงออกในลักษณะศิลปะ ไม่ว่าจะเป็น การพูดในที่สาธารณะ หรือการแสดงละคร

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

Lessons Learned

  • แม้โรงเรียนจะต้องทำกำไรในฐานะธุรกิจ แต่อย่ามองเรื่องธุรกิจเป็นหลัก ให้มองเป็นเรื่องการบริหารการศึกษาและการพัฒนาคน เพื่อสร้างเด็กที่เคารพตนเองและผู้อื่น ให้นำไปสู่สังคมที่น่าอยู่กว่าเดิม
  • อย่ายึดติดและอย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในเวลาที่ความเดิม ๆ ไม่ช่วยให้เกิดการพัฒนา
  • ทำโรงเรียน ต้องมองให้กว้าง ดูแลทั้งเด็ก ผู้ปกครอง ครู และสิ่งแวดล้อม เพราะทุกอย่างเชื่อมโยงและมีผลกระทบต่อกันหมด
  • อย่าวัดผลความสำเร็จด้วยตัวเลขเพียงอย่างเดียว เพราะมนุษย์มีศักยภาพที่ซับซ้อนเกินกว่าจะมีกฎเกณฑ์มาประเมินผล
  • จงเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำและรักษาความเชื่อใจผ่านการกระทำอย่างสม่ำเสมอ แม้หลายครั้งคนอื่นจะมองว่าแปลกแยกก็ตาม
  • อย่าละทิ้งความรอบคอบและความใส่ใจในรายละเอียด แม้ธุรกิจจะเติบโตแล้ว

 

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load