22 พฤศจิกายน 2562
35 K

เกี๊ยง–เกียรติศักดิ์ เวทีวุฒาจารย์ คือ เกี๊ยง แห่งวงเฉลียง ที่ใครๆ คุ้นหน้าคุ้นตากันดี นอกจากการมาร่วมรียูเนียนแบบนานๆ ทีหลายปีหนกับวงดนตรีวงนี้แล้ว หลายคนอาจจะรู้อยู่แล้วว่าเกียรติศักดิ์มีอาชีพหลักเป็นสถาปนิก เป็นงานหลักที่เขาทำมาแล้ว 32 ปี 

เขาไม่ได้อยู่แค่วงดนตรีวงเดียวมาตลอดชีวิต แต่เขายังเติบโตจากการทำงานในบริษัทสถาปนิก 49 (A49) มาตั้งแต่เริ่มเรียนจบ และเติบโตจากพนักงานระดับจูเนียร์ กลายเป็นซีเนียร์ กลายเป็นผู้บริหาร และได้รับมอบหมายให้เปิดบริษัทในเครือ A49 ที่รับออกแบบบ้านโดยเฉพาะ ชื่อว่า A49HD จนมาถึงวันนี้ วันที่บริษัทสถาปนิก 49 และบริษัทในเครือได้ดำเนินมาครบวาระ 35 ปี

เกียรติศักดิ์ เวทีวุฒาจารย์ หรือ เกี๊ยง วงเฉลียง สถาปนิกที่สร้างบ้านให้เป็นบ้าน และทำงานให้เป็นงานที่มีความสุข

หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า เกียรติศักดิ์ เวทีวุฒาจารย์ เป็นสถาปนิกที่เชี่ยวชาญและมีความสุขกับการออกแบบบ้าน

เรานัดสัมภาษณ์กับเขาในบ้านที่มีชื่อโปรเจกต์ว่า Higher Ground ซึ่งผลงานการออกแบบของเขา เป็นงานที่ได้รับรางวัลผลงานสถาปัตยกรรมดีเด่นประจำปี 2559

ท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่น ต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงาครึ้มเย็นสบาย ตัวบ้านวัสดุปูนเปลือย กระจก ไม้ ประกอบกันอย่างลงตัวอยู่ในสิ่งแวดล้อมอันรื่นรมย์ บทสนทนาของเราเริ่มต้นขึ้น

ถ้อยคำต่อไปนี้คือเรื่องราวเส้นทางในการเป็นนักออกแบบบ้านของ เกียรติศักดิ์ เวทีวุฒาจารย์ ตั้งแต่วันแรกที่เขาเริ่มสนใจงานด้านนี้ ค่อยๆ เจริญงอกงามมาตามเส้นทางภายใต้ร่มเงาของบริษัทสถาปนิกชื่อดังของประเทศ จนถึงวันนี้ วันที่เขามองจากที่สูง และกลายเป็นคนที่ต้องให้ร่มเงากับคนรุ่นใหม่ต่อไป

เกียรติศักดิ์ เวทีวุฒาจารย์ หรือ เกี๊ยง วงเฉลียง สถาปนิกที่สร้างบ้านให้เป็นบ้าน และทำงานให้เป็นงานที่มีความสุข

หน้ากากเสือกับสถาปนิก

“ตอนเด็กๆ ผมชอบการ์ตูนเรื่อง หน้ากากเสือ (ฉายในไทยเมื่อปี 2510) ตอนนั้นน่าจะสัก 5 ขวบ ในการ์ตูนเกี่ยวกับนักมวยปล้ำเรื่องนี้ การวาดการ์ตูน เขียนด้วยเส้นน้อยๆ มีการกระชากเส้น เขียนได้อารมณ์ เลยชอบเรื่องนี้มาก ผมได้จากเรื่องนี้สองอย่าง คือการวาดรูปกับการร้องเพลงการ์ตูนญี่ปุ่น พอวาดรูปก็เป็นแรงบันดาลใจให้เรียนสถาปัตย์ ส่วนร้องเพลงก็เป็นแรงบันดาลใจให้ชอบและเล่นดนตรี

“เดิมทีผมไม่ได้คิดที่จะเรียนสถาปัตย์ ผมแค่ชอบวาดภาพเหมือน ภาพวิวต่างๆ ตอน ม. ต้น ผมอยากเรียนวาดรูปแบบเพาะช่างเลย เพราะสนิทกับอาจารย์ที่จบเพาะช่างมา แล้วรู้สึกว่าเขาเท่มาก เลยขอพ่อแม่ไปเรียนเพาะช่าง พ่อแม่ผมเขาเซย์โนเลย (หัวเราะ) ไม่เด็ดขาด ไม่อยากให้เรียน พ่อแม่ขอให้เรียน ม. ปลายต่อแล้วที่เหลือก็ตามใจเรา วิชาที่เรียนแล้วผมทำคะแนนได้ดีคือฟิสิกส์-คณิตศาสตร์ แต่ชอบวาดรูป ก็เลยเหลือตัวเลือกแค่สถาปัตย์”

เกียรติศักดิ์ เวทีวุฒาจารย์ หรือ เกี๊ยง วงเฉลียง สถาปนิกที่สร้างบ้านให้เป็นบ้าน และทำงานให้เป็นงานที่มีความสุข

บรรยากาศของการออกแบบ

“ก่อนมาเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผมรู้แค่ว่าต้องออกแบบบ้าน คิดว่าจะได้ใช้ฟิสิกส์-คณิตศาสตร์ แต่แทบไม่มีเลย ตอนเรียนจะหนักไปทางวาดรูป ดีไซน์ต่างๆ เรียนปีแรกผมเรียนไม่ดีเลย แต่ปีต่อๆ มาก็ดีขึ้นเรื่อยๆ

“จำได้ว่าตอนเรียนผมชอบบรรยากาศของคณะ ผมทำกิจกรรมทุกอย่างเลย เล่นรักบี้ ละครเวที แต่ไม่ได้เป็นคนที่ไปเล่นละครนะ เป็นคนทำงานเบื้องหลังมากกว่า เป็นพวกฝ่ายเสียง ผมชอบทำกิจกรรมมากๆ เป็นเด็กกิจกรรมน่ะ

Higher Ground งานที่ได้รับรางวัลผลงานสถาปัตยกรรมดีเด่นประจำปี 2559 ของ A49HD

“ตอนอยู่ปี 4 พี่จิก (ประภาส ชลศรานนท์) ก็มาชวนผมไปเป็นสมาชิกวงเฉลียง แต่จริงๆ แกชวนผมไปร่วมงานด้านดนตรีมาตั้งแต่ปีสองแล้ว เป็นงานพวกร้องเพลงโฆษณา ตอนผมอยู่ปีหนึ่ง พี่จิกอยู่ปีห้า เขาเห็นเราเล่นดนตรีที่คณะ เห็นว่าเล่นกีตาร์ร้องเพลงได้ พอเรียนจบพี่จิกเขาไปทำงานในวงการ ก็เลยชวนเรามาร่วมงานแต่ยังไม่เป็นเฉลียง แต่ตอนผมปีหนึ่ง เฉลียงก็ออกไปชุดหนึ่งแล้วนะ ชื่อชุด ปรากฏการณ์ฝน (2525) ซึ่งผมก็ได้เปิดฟังกันในคณะนี่แหละ ชอบมาก ตอนนั้นผมเป็นแฟนเพลงวงนั้น พอแกจะทำวงนี้อีกครั้งแล้วมาชวน เราก็เลยไปร่วมวงเฉลียงด้วย

“ไม่น่าเชื่อนะ จากแฟนเพลงของวงเฉลียงได้กลายมาเป็นสมาชิกของวง (หัวเราะ)”

Higher Ground งานที่ได้รับรางวัลผลงานสถาปัตยกรรมดีเด่นประจำปี 2559 ของ A49HD

นักดนตรีหรือสถาปนิก

“หลายคนบอกว่าวงเฉลียงดังมาก แต่จริงๆ ผมว่าไม่ถึงกับดังมาก (หัวเราะ) คือดังในกลุ่มๆ หนึ่ง ในกรุงเทพฯ เมืองใหญ่ๆ ตามต่างจังหวัด เมืองมหาวิทยาลัยนี่ก็ดังอยู่ แต่ชาวบ้านไม่ค่อยฟัง แต่อย่างไรก็ตาม การไปออกอัลบั้มและเล่นคอนเสิร์ตกับวงเฉลียงก็มีผลกับเรื่องการเรียนของผมนะ เพราะอาจารย์เขาเพ่งเล็งมาก อาจารย์จ้องจับผิดเลยว่าผมจะเกเรไหม ผมเลยพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าผมทำได้ทั้งสองอย่าง แล้วคะแนนออกมาดีจน Thesis ออกมาได้ A แล้วก็ได้เกียรตินิยมด้วย อีกทางหนึ่งคือที่บ้านก็กลัวเราจะเสียคน เราเลยทำให้เขาเห็นให้ได้ แต่ผมก็มุ่งมั่นว่าจบมาจะทำสถาปนิกเป็นหลักอยู่แล้วนะ ส่วนเฉลียงเป็นอาชีพเสริม เป็นรายได้เสริมที่ทำให้เรามีเงินทองมาทำอะไรได้ ถ้าทำสถาปนิกคงช้ามากที่จะรวบรวมเงินทองได้

“ผมมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ ว่าจะประกอบอาชีพเป็นสถาปนิก เพราะตอนฝึกงานที่ A49 จบ ก็มาสมัครงาน พี่เต้ย (นิธิ สถาปิตานนท์) ยังบอกว่า ‘ผมไม่ค่อยมั่นใจคุณ แต่โปรไฟล์คุณดี เลยให้พิสูจน์’ ส่วนทางด้านเพลงผมก็ต้องคุยกับวงเฉลียงว่าจะรับงานแค่เสาร์อาทิตย์เท่านั้น หรือไม่ก็ต้องเป็นตอนกลางคืน ถ้าจะมีงานก็มีเป็นครั้งคราวที่ต้องใช้การลาพักร้อน แต่ไม่มีเกเร เข้างานทุกวันครับ”

Higher Ground งานที่ได้รับรางวัลผลงานสถาปัตยกรรมดีเด่นประจำปี 2559 ของ A49HD

สถาปนิกมือใหม่

“ตอนทำงานแรกๆ ผมเครียดมาก รู้สึกว่างานยากมาก ทำอะไรไม่เป็นเลย ตอนเรียนก็คิดว่าเราออกแบบสบายมาก แต่พอเข้ามาทำงานจริงๆ พบว่ายังมีอะไรให้คิดอีกเพียบเลย แค่ออกแบบบันไดอันหนึ่งยังเป็นใบ้เลย (หัวเราะ) ไม่รู้เลยว่าต้องใช้สเกลของราวบันไดเท่าไร เลยต้องไปถามพี่ๆ ที่ผ่านการทำงานมาเยอะมากกว่าเรา

“งานชิ้นแรกที่ผมได้จับใน A49 เป็นการทำแบบบ้านที่รุ่นพี่โยนแบบมา แล้วให้ผมคิดดีเทลต่อ ซึ่งยากมาก เพราะตอนนั้นผมไม่เคยทำแบบลงรายละเอียดแบบนั้น ทำให้ผมต้องไปคุยกับวิศวกรหลายคน ต้องคอยถามจากพี่ๆ ตลอดเวลาว่าอันโน้น อันนี้ต้องทำอย่างไร คือตอนเรียนก็กะๆ เอา แต่ของจริงเขียนเสาแค่เส้นเดียวกลายเป็นเงินหมดเลย ก็ถือว่าทำงานแรกแล้วได้ความรู้เยอะมาก พองานที่สองเป็นโปรเจกต์คอนโดมิเนียมแถวพัทยา”

เกียรติศักดิ์ เวทีวุฒาจารย์ หรือ เกี๊ยง วงเฉลียง สถาปนิกที่สร้างบ้านให้เป็นบ้าน และทำงานให้เป็นงานที่มีความสุข

“ถือว่าช่วงแรกๆ ที่ผมเริ่มงาน เราทำงานกันหนักพอสมควร ออฟฟิศไหนมีชื่อเสียงก็จะยิ่งงานหนัก อย่าง A49 จะมีงานเข้ามาเยอะและงานดีด้วย ไม่ใช่งานทั่วๆ ไป เป็นงานที่มีคุณภาพ เป็นลูกค้าที่เจาะจงจะให้เราทำจริง ยอมจ่ายค่าออกแบบที่มันไม่ได้ถูกเหมือนชาวบ้านเขา ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ”

“เรื่องหนึ่งที่ผมประทับใจในการทำงานที่ A49 คือบรรยากาศการทำงานสนุกๆ ถ้าไม่ใช่ช่วงเวลาที่คิดงานซึ่งก็ต้องจริงจัง แต่พอเป็นช่วงเบรกก็คุยกันเฮฮา เปิดเพลงลั่นเลย ตอนที่ผมทำงานใหม่ๆ ออฟฟิศมีแค่ 20 กว่าคน ก็แซวกันไปกันมา บางทีก็โดนแกล้ง พวกพี่ๆ แอบรับโทรศัพท์แล้วแอบปลอมตัวเป็นเกี๊ยงวงเฉลียงแทนผมก็มี (หัวเราะ)”

จุดเริ่มต้นที่มากับต้มยำกุ้ง

“ผมเริ่มทำงานปี 2530 พอถึงปี 2540 เกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง งานอสังหาริมทรัพย์หยุดชะงักทุกอย่าง ตอนนั้น A49 ก็เกือบตายเหมือนกัน ก่อนที่จะถึงต้มยำกุ้ง เรามีงานเยอะมาก เด็กคนหนึ่งจับคอนโดฯ หนึ่งหลังเลยก็มี ผมเคยทำคอนโดฯ ทีละสามสี่โครงการด้วยซ้ำ แต่พอฟองสบู่แตก ลูกค้าโทรมาแคนเซิลเป็นรายวันจนหมดเลย จากที่ A49 มีคนเป็นร้อยก็มีการเลย์ออฟเรื่อยๆ จะมีคนโดนเรียกไปคุยในแต่ละวัน เพื่อบอกว่าบริษัทจำเป็นต้องให้คุณออกนะ มันเป็นบรรยากาศที่ตึงเครียดมาก จนเหลืออยู่ประมาณห้าสิบคนเท่านั้น แล้วเรามีการให้หยุดวันศุกร์เพื่อให้ไปหารายได้ทางอื่น ลดเงินเดือนครึ่งหนึ่ง ตอนนั้นในออฟฟิศจะมีงานเล็กๆ บ้าง เป็นพวกงานออกแบบบ้าน แต่ก็ไม่พอที่จะเลี้ยงองค์กรหรอก ทุกคนพยายามคิดว่าทำยังไงองค์กรเราถึงจะหารายได้เพิ่ม ก็พยายามทุกทาง จนใช้เวลาสี่ห้าปีถึงจะเริ่มกลับมาทำงานเต็มที่กันเหมือนเดิม แล้วก็ทยอยรับคนเพิ่มขึ้น” 

Higher Ground งานที่ได้รับรางวัลผลงานสถาปัตยกรรมดีเด่นประจำปี 2559 ของ A49HD
Higher Ground งานที่ได้รับรางวัลผลงานสถาปัตยกรรมดีเด่นประจำปี 2559 ของ A49HD

“ช่วงที่กำลังแย่ๆ นั่นเอง วันหนึ่งพี่เต้ยเรียกผมเข้าไปคุย ในใจผมก็คิดว่าถึงคิวเราต้องออกแล้วเหรอ (หัวเราะ) แต่พี่เขาก็แค่ถามว่าเราชอบงานออกแบบบ้านไหม คือพี่เขาชวนให้ผมทำสตูดิโอที่รับงานออกแบบบ้านโดยเฉพาะ ให้ผมเป็นคนดูแลสตูดิโอนี้เลย สตูดิโอของผมเลยเริ่มจากการมีทีมงานแค่สองคนจนค่อนข้างแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ จนมียี่สิบคน แล้วพอถึงเมื่อเจ็ดปีที่แล้ว เราก็แยกออกมาเป็นบริษัท ชื่อว่า A49 HD ซึ่งย่อมาจากคำว่า House Design ซึ่งจะรับออกแบบทั้งงานสถาปัตยกรรมและงานออกแบบตกแต่งภายใน ควบคู่กันไป

“ก่อนหน้านี้ตอนที่เราทำแบบงานสถาปัตย์อย่างเดียวแล้วให้ลูกค้าเป็นคนหาอินทีเรียมาเองก็พบว่าบางทีเขาจะไม่ค่อยเข้าใจการทำงานของ A49 เท่าไร ส่วนใหญ่จะตามใจลูกค้า แต่เราอยากให้มันกลมกลืนเข้าด้วยกัน เลยเกิดเป็นส่วนที่มีทั้งสถาปนิกและงานตกแต่งภายในในบริษัท ให้มีความกลมกลืนกันทั้งข้างนอกข้างใน”

Higher Ground งานที่ได้รับรางวัลผลงานสถาปัตยกรรมดีเด่นประจำปี 2559 ของ A49HD

คนที่ต้องดูแลคน

“ผมคิดว่าทุกคนที่อยู่ในองค์กร มีความสำคัญหมดเลย แม้กระทั่งคนขับรถ ถ้าเราได้คนขับรถไม่ดี วันที่จะไปส่งแบบแล้วเขามาสาย หรือขับหลงทาง การทำงานก็จะไม่ราบรื่น ลูกค้าก็อาจจะไม่ชอบ แล้วไม่อนุมัติให้ทำงานต่อไป ผมจึงคิดว่าทุกคนมีความสำคัญทั้งหมด ต้องพยายามเอาใจเขามาใส่ใจเรา เห็นเขาทำงานก็จะเข้าไปคลุกคลีทำงานหนักกับเขา หรือซื้อขนมนมเนยมาให้ พยายามเป็นพี่ที่ดี ไม่ทำตัวเป็นเจ้านาย ทำตัวเป็นเพื่อนมากกว่า พยายามให้บรรยากาศในการทำงานมันดี จริงๆ ผมก็อาจจะถูกปลูกฝังมาตั้งแต่ตอนเข้ามาทำงานที่ A49 ใหม่ๆ ที่พี่ๆ เขาจะทำให้เราไม่รู้สึกว่าเป็นเจ้านายหรือลูกน้องนั่นเอง

“เวลาตำหนิใคร ผมจะเรียกมาตำหนิส่วนตัว แต่ถ้าชมก็จะชมต่อหน้า เพราะรู้สึกว่าการตำหนิเขาต่อหน้าคนเยอะๆ จะทำให้รู้สึกไม่ดีมากๆ หรือจะต้องตำหนิก็จะพูดถึงส่วนรวมมากกว่า ไม่ได้เจาะจงว่ากำลังติใคร

“พอเป็นผู้บริหารแล้วก็ปวดหัวเหมือนกันนะ โดยเฉพาะเรื่องเงิน (หัวเราะ) ตอนเด็กๆ ไม่เคยคิดเรื่องนี้ แต่ขึ้นมาเป็นผู้บริหารแล้วต้องพยายามทำให้มันดีที่สุด ในปลายปีก็คิดว่าจะให้เด็กเยอะมากที่สุดเท่าที่จะเยอะได้ ถ้าปีนั้นรายได้ไม่ถึงตามเป้าก็จะกัดฟันให้น้องหมด ผมจะดูภาพรวมว่าปีนั้นทำงานหนักกันหรือเปล่า บางทีเอาเงินจากกระเป๋ามาจ่าย ที่สุดแล้ว ผมคิดว่าเผลอๆ เรื่องการดูแลคนจะยากกว่าเรื่องงานเสียอีก (หัวเราะ)”

เกียรติศักดิ์ เวทีวุฒาจารย์ หรือ เกี๊ยง วงเฉลียง สถาปนิกที่สร้างบ้านให้เป็นบ้าน และทำงานให้เป็นงานที่มีความสุข

สิ่งที่ได้จากบ้านสามร้อยกว่าหลัง

 “ผมคิดว่าตัวเองไม่ใช่อาร์ติสต์มากนะ เวลาทำงานก็ไม่ใช่สถาปนิกที่แข็งมากที่เอาแต่ความชอบตัวเองเป็นหลัก แต่พยายามจะทำให้ลูกค้าชอบมากที่สุด พยายามเอาความรู้ของเราไปสานฝันให้เขา ผมออกแบบบ้านมาสามร้อยกว่าหลังแล้ว ส่วนใหญ่ได้สร้าง แต่ไม่ได้สร้างบ้างก็มี ทำงานมาสามสิบปีก็เฉลี่ยปีละสิบหลัง ซึ่งโดยเฉลี่ยปัจจุบันก็รับเดือนละหลัง แล้วก็มีการเลือกรับและไม่รับงาน เล่นตัวพอประมาณ (หัวเราะ) เพราะอยากทำงานกับคนที่อยากทำงานร่วมกับเราจริงๆ

“การออกแบบบ้านทำให้เราค่อนข้างสนิทกับลูกค้า ต้องคลุกคลี แลกเปลี่ยนความคิดกันเยอะ สถาปนิกบางคนไม่ชอบทำงานบ้านเพราะจุกจิกแล้วมันเหนื่อย ใช้เวลาทำเยอะด้วย ลูกค้างานบ้านส่วนใหญ่ไม่ค่อยแคร์เรื่องเวลาในการทำงาน แต่ขอแค่ทำให้ดีที่สุด ให้ถูกใจที่สุด แต่ถ้าเป็นงานคอนโดฯ มักจะเร่ง และต้องอยู่ในงบประมาณที่ให้มา ในขณะที่งานบ้านส่วนใหญ่จะใช้เวลาอยู่ที่สี่ห้าปีเลย ช่วงระหว่างก่อสร้างสถาปนิกก็ต้องมาคอยดูแลจนบ้านเสร็จ แม้กระทั่งผู้รับเหมาบ้านทั่วไปๆ ก็จะคอยมาดูแลบ้านที่เขาเป็นคนสร้างต่อไปด้วย เรียกว่าดูแลกันตลอดชีวิต

Higher Ground งานที่ได้รับรางวัลผลงานสถาปัตยกรรมดีเด่นประจำปี 2559 ของ A49HD
Higher Ground งานที่ได้รับรางวัลผลงานสถาปัตยกรรมดีเด่นประจำปี 2559 ของ A49HD

“งานออกแบบบ้านทำให้เราได้มิตรภาพกับลูกค้า บางครั้งมีมากกว่านั้นด้วย อย่างตอนแรกลูกค้ารายหนึ่งให้ผมทำบ้านให้ แล้วเขามีโรงงานอยู่ อยากทำแวร์เฮาส์ ผมเลยแนะนำให้ A49 ทำให้ แต่ลูกค้าก็บอกว่าอยากให้ผมเป็นคนทำมากกว่า ผมเลยต้องไปคุยว่าลูกค้าอยากให้ทำจริงๆ เลยต้องเป็น A49HD ทำแวร์เฮาส์ให้เขา (หัวเราะ) ก็จะมีเคสแบบนี้อยู่บ้าง เพราะมันเป็นเรื่องความผูกพันและความเข้าใจกันระหว่างสถาปนิกกับลูกค้านะ”

“การออกแบบบ้านเป็นงานที่ดีนะ นอกจากเราจะได้คิด ได้สานฝันจากกระดาษแล้ว เรายังได้แก้ปัญหาต่างๆ ที่พบในช่วงระหว่างทางที่คาดไม่ถึง มันเป็นการช่วยฝึกสมอง จากที่คิดในกระดาษแล้วออกมาสร้างจริง พอเสร็จเป็นรูปเป็นร่างแล้วเจ้าของบ้านเขามาขอบคุณเรา การได้เห็นความสุขของลูกค้านั่นแหละคือจุดที่ผมรู้สึกดีที่สุด แล้วมันทำให้อยากทำอาชีพนี้มาอีกเรื่อยๆ และก็ยังช่วยคุณนิธิทำสำนักพิมพ์ลายเส้นที่ทำหนังสือเกี่ยวกับงานสถาปัตยกรรม

“ผมชอบความรู้สึกเวลาเปิดดูหนังสือนะ ชอบมากกว่าดูในคอมฯ”

เกียรติศักดิ์ เวทีวุฒาจารย์ หรือ เกี๊ยง วงเฉลียง สถาปนิกที่สร้างบ้านให้เป็นบ้าน และทำงานให้เป็นงานที่มีความสุข

รางวัลของสถาปนิก

“อย่างบ้านหลังนี้ที่ได้รางวัล ผมคิดว่ารางวัลควรจะแชร์ทั้งคู่ ทั้งสถาปนิกและเจ้าของบ้าน เพราะมันเป็นการทำงานร่วมกัน งานนี้ได้โล่และใบประกาศนียบัตร ผมก็ให้เอาโล่เอามาติดที่บ้านเลย ส่วนใบประกาศนียบัตรก็เอามาติดที่ออฟฟิศ

“การได้ทำงานในองค์กรที่ดี ที่ลงตัวกับเรา ก็ถือเป็นรางวัลเหมือนกัน อย่างที่นี่ก็ลงตัวกับผมแล้ว ผมได้ทำงานที่ดี ได้โจทย์มีแต่บ้านที่มีคุณภาพ ไม่ใช่งานทั่วๆ ไป บรรยากาศในการทำงานก็ดี ผมก็เลยทำมาเรื่อยๆ ที่นี่ที่เดียว แต่ผมก็เข้าใจเด็กรุ่นใหม่ที่อาจจะทำงานในองค์กรต่างๆ ไม่นานนะ ตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่างมันเปลี่ยนไป สมัยก่อนเราอยากได้หนังสือเล่มหนึ่งในห้องสมุดมาดู เราต้องไปต่อคิวจอง ปัจจุบันแค่กดมือถือก็ได้ดูแล้ว ความรู้สึกของคนรุ่นใหม่ไม่เหมือนเราหรอก เราใช้ความอดทน ใช้ความพยายาม ความรู้สึกเขาคงอยากได้อะไรรวดเร็วขึ้น โตเร็วขึ้น ประสบความสำเร็จเร็วขึ้น แต่งานสถาปนิกไม่มีทางประสบความสำเร็จเร็วนะ เพราะการทำงานนี้ต้องผ่านประสบการณ์ต่างๆ มากมาย ต้องรู้รายละเอียดเยอะ ต้องแก้ปัญหาต่างๆ ประสบการณ์จะทำให้เราประสบความสำเร็จ เด็กที่เพิ่งจบใหม่ๆ มักจะไม่เข้าใจดีเทลของงานสถาปัตยกรรม เหมือนสมัยที่ผมจบใหม่ๆ ก็ยังไม่เข้าใจเช่นกัน แต่จริงๆ งานสถาปัตยกรรมที่มีคุณค่าก็เพราะดีเทลนี่แหละ ถ้าเอาแค่ทำออกมาให้ถ่ายรูปสวย ผมคิดว่าใครๆ ก็ทำได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นสถาปนิก”

เกียรติศักดิ์ เวทีวุฒาจารย์ หรือ เกี๊ยง วงเฉลียง สถาปนิกที่สร้างบ้านให้เป็นบ้าน และทำงานให้เป็นงานที่มีความสุข

Writer

Avatar

วิภว์ บูรพาเดชะ

บรรณาธิการ happening ที่เป็นสื่อด้านศิลปะ ซึ่งกำลังพยายามสื่อสารให้ผู้คนเห็นความสำคัญของศิลปะในหลายๆ มิติ FB: facebook.com/khunvip TWIT: @viphappening IG: @viphappening

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

1 กุมภาพันธ์ 2566
4 K

“รางวัลกินรีทอง มหาชน ครั้งที่ 8 สาขาอนุรักษ์การแสดงศิลปะพื้นบ้าน ได้แก่…”

ในฮอล์ที่กระหึ่มไปด้วยเสียงเฮฮา จู่ ๆ ก็เงียบดุจดั่งป่าช้า เสมือนรอคอยแสงอาทิตย์สาดส่องให้พื้นที่นี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง จนกระทั่งทราบว่า รางวัลนี้ตกเป็นของ คลังพลอย ไวยพัฒน์ จากหมอลำเสียงวิหค พ่อยกแม่ยกหมอลำชาวที่ราบสูงหลาย ๆ ท่านคงต้องทำหน้าฉงนสงสัย ว่าเด็กสาวที่ได้รับรางวัลนี้คือใครกันหนอ

แต่พอได้ทราบว่านั่นคือชื่อเสียงเรียงนามที่แท้จริงของ ยูกิ เพ็ญผกา จากใบหน้าที่ฉงนสงสัยก็แปรเปลี่ยนเป็นร้องอ๋อกันทันใด

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

ก่อนเริ่มพูดคุยกัน ภาพของสาวชาวอำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ นางเอกหมอลำในวัยเพียง 15 ปี ได้ปรากฏขึ้นมายังจอคอมพิวเตอร์ ภาพลักษณ์ของสาวน้อยแลดูอ่อนน้อม เหนียมอาย ไร้เดียงสา ช่างแตกต่างจากตอนเธอสวมหัวโขนเป็นนางเอกหมอลำที่พกความมั่นใจและพลังเกินร้อยอย่างสิ้นเชิง

ตอนนี้เรากำลังพูดคุยกับ ‘ยูกิ คลังพลอย’ ไม่ใช่ ‘ยูกิ เพ็ญผกา’ ที่เราและหลาย ๆ ท่านคุ้นเคย

ออกจะเป็นเรื่องแปลกที่นักแสดงหมอลำมีชื่อเล่นเหมือนการ์ตูนอนิเมะ ทั้งที่ปากยังเว้าภาษาอีสานแจ๋ว ๆ ยูกิย้ำว่านี่คือชื่อที่มารดาตั้งให้ เนื่องจากเลือดครึ่งหนึ่งในกายเธอสืบมาจากแดนอาทิตย์อุทัย

“ชื่อ ยูกิ เป็นชื่อตั้งแต่เกิด คุณแม่เป็นคนตั้งให้ค่ะ หนูเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น คุณแม่เป็นคนอีสาน คุณพ่อเป็นคนญี่ปุ่น” เธอตอบคำถามที่หลายคนคาใจ

“ยูกิ (雪) แปลว่า หิมะ ค่ะ” เด็กสาวกล่าวเสริมเผื่อคนที่ไม่มีความรู้ด้านภาษาข้างพ่อเธอ

13 เมษายน พ.ศ. 2550 คือวันที่เด็กหญิงคลังพลอยหรือยูกิลืมตาดูโลก เธอเติบโตมาภายใต้การเลี้ยงดูของคุณแม่และพ่อเลี้ยงแสนดี ห้อมล้อมด้วยกลิ่นอายของวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำโขง ยูกิค้นพบว่าเสียงเพลงคือของขวัญจากฟากฟ้าที่ประทานความสุขสำราญให้กับเธอมาแต่เล็กแต่น้อย เธอจึงหลงใหลในเสียงเพลงและดนตรีนานาชนิด ทั้งเพลงสมัยใหม่และสมัยเก่า

“หนูชอบร้องเพลงมากค่ะ ร้องมาตั้งแต่ 3 ขวบได้ เพลงที่ร้องตอนนั้นก็เป็นเพลงลูกทุ่ง ยังไม่ใช่เพลงหมอลำ เพลงแรกที่ร้องคือเพลง นักร้องบ้านนอก ค่ะ” สาวลูกครึ่งเผยงานอดิเรกของตนด้วยยิ้มพิมพ์ใจ 

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“นอกจากเพลงลูกทุ่งแล้ว หนูชอบฟังพวกเพลงสตริง เพลงแร็ป เพลง K-POP ด้วย พี่ลิซ่า BLACKPINK หนูก็ชอบ ชอบมาก ๆ ค่ะ”

อย่างไรก็ดี ความชอบทั้งหมดทั้งมวลนี้ยังเป็นรองดนตรีหมอลำ

พจนานุกรมภาษาถิ่นไทยอีสานแจงรากศัพท์ของหมอลำออกเป็น 2 คำ ได้แก่ ‘หมอ’ ที่หมายถึงผู้มีความชำนาญ กับ ‘ลำ’ ที่แปลว่าการบรรยายเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยทำนองอันไพเราะ ‘หมอลำ’ จึงเป็นคำประสมที่แปลเป็นภาษาไทยกลางได้ว่า ผู้ชำนาญด้านการขับทำนองเล่าเรื่อง

เพลงหมอลำเป็นประเพณีการละเล่นที่แพร่หลายไปทั้ง 2 ฝั่งโขง จะประเทศลาวหรือภาคอีสานของไทย งานวัดงานบุญของ 2 แผ่นดินนี้ไม่เคยขาดเสียงแคนและคำร้องที่มีต้นแบบมาจากเพลงลูกทุ่ง ความแพร่หลายของหมอลำนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดเป็นหมอลำสารพัดชนิด

“หมอลำจะมีหลายประเภทค่ะ เช่น หมอลำซิ่ง หมอลำกลอน หมอลำหมู่ ฯลฯ แตกต่างกันออกไปในบางสาขาอาชีพ แต่ที่หนูลำอยู่ทุกมื้อนี้เป็นหมอลำหมู่ ลำเรื่องต่อกลอนทำนองขอนแก่นค่ะ”

นี่คือหมอลำชนิดที่กำเนิดใหม่เมื่อหลายสิบปีก่อน เป็นรูปแบบหมอลำที่เติบโตมาจากการผสมผสานระหว่างหมอลำพื้นกับลิเกของภาคกลาง เห็นได้จากชุดผู้แสดงที่รับมาจากลิเกเต็ม ๆ กับการร้องแบบหมอลำพื้น ร้องรำกันเป็นหมู่คณะ แต่ละคนสวมบทบาทเป็นตัวละครแนวจักร ๆ วงศ์ ๆ เช่น พระราชา เจ้าหญิง ฤๅษี เทวดา ผีสาง เรื่องที่ใช้ลำโดยมากอ้างอิงจากนิทานชาดกท้องถิ่นของภาคอีสาน ใจความของเรื่องที่ใช้แสดงคือการมุ่งสอนให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ

แต่หมอลำหมู่ในยุคนี้ได้ปรับปรุงรูปแบบการแสดงให้ถูกจริตคนยุคใหม่ การแสดงของยูกิจึงมีมากกว่าหมอลำตามแบบฉบับดั้งเดิมที่ทุกคนคุ้นเคย

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“จะมีช่วงคอนเสิร์ต ก็ร้องเพลงตลาดทั่วไป เพลงอินดี้ เพลงหมอลำ ร้องสลับกันไป พอตกดึกก็ลำเรื่องต่อกลอน เป็นคล้าย ๆ ลิเก แต่ว่าเป็นภาษาอีสาน คนละทำนองกัน แล้วก็มีแสดงละครเข้าถึงบทบาทกันบ้าง” เธอเริ่มใช้ภาษาบ้านเกิดเมื่อบรรยากาศการพูดคุยอบอวลไปด้วยความสนุกสนาน

เมื่อพิจารณาอายุของยูกิ อาจคิดว่าเส้นทางหมอลำของเธอเพิ่งเริ่มต้นขึ้น แต่ถ้าย้อนกลับไปจริง ๆ แล้ว บนถนนเส้นนี้ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่เธอยังเป็นวัยรุ่นฟันน้ำนม เรียนอยู่ชั้น ป.2 โน่นแล้ว

“ตอนเด็ก ๆ คุณพ่อคุณแม่พาเบิ่งหมอลำ ส่วนใหญ่ดูหมอลำซิ่ง ตอนนั้นหนูดูในคลิปอยู่เลยค่ะ ยังไม่ได้ไปดูหน้างาน พอโตขึ้นก็มีโอกาสได้ไปหน้างาน เห็นพี่เขาแต่งตัวสวย มีคนดูเยอะ อยากแต่งตัว อยากเป็นแบบพี่เขาบ้าง” แววตาเป็นประกายถูกส่งทอดจากหน้าจอคอมพิวเตอร์สี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ทำให้เหมือนย้อนเห็นภาพเด็กหญิงอายุไม่เกิน 10 ปีที่มีแววตาเต็มไปด้วยความฝัน

“หนูมีไอดอลคือ พี่แอน อรดี แล้วก็ พี่ใหม่ พัชรี ค่ะ หนูชอบดูพวกพี่เขามาก ดูคลิปตลอด ดูทั้งวันเลยค่ะ” ยูกิบอกด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ

“หลังจากตอนนั้นก็ได้ไปบอกคุณพ่อคุณแม่ว่าอยากเป็นหมอลำ เลยหาประสบการณ์ด้วยการประกวดร้องเพลงไปเรื่อย ๆ ก่อน จุดเปลี่ยนอยู่ที่เขาพาหนูขึ้นรถแห่ ไปร้องเพลงอยู่บนรถแห่ตอนอายุ 10 ปี ตอนนั้นไปที่อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ พ่อกับแม่ค่อยมาตัดสินใจว่าจะพาขึ้นวงหมอลำจริง ๆ เลยมาเป็นหมอลำหมู่ค่ะ” เธอจูงมือพาเราหวนคืนยังอดีตที่เป็นจุดเริ่มต้นในการเดินตามความฝันของเธอ

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

เรียกว่าหมอลำเสียงวิหคกับยูกิเติบโตมาด้วยกันคงจะได้ เพราะวันที่คุณพ่อและคุณแม่ของเธอพาไปสมัคร หมอลำเสียงวิหคก็เพิ่งเปิดใหม่ได้ปีแรก

“ตอนคุณพ่อคุณแม่พาไปสมัคร ตอนนั้นคณะเขาเพิ่งเปิดใหม่ปีแรก หนูอายุ 11 จะเข้า 12 ขวบ ตอนนั้นเราแสดงเป็นตัวลูก ยังไม่ได้เป็นนางเอก”

หมอลำรุ่นเยาว์เล่าความรู้สึกวันแรกบนเวทีซึ่งเธอยังจำได้ไม่มีเลือน

“ตอนนั้นไปแสดงที่วัดสีชมพู กรุงเทพฯ ความรู้สึกของการเป็นคนดูกับคนที่ได้ขึ้นแสดงมันต่างกันมาก ๆ เลยนะคะ ตอนดูหน้าเวทีเหมือนเราไปนั่งดูผลงานเขาเฉย ๆ แต่ตอนนี้เราเป็นผู้สร้างผลงานให้ผู้ชมหน้าเวทีดู ตอนแรกก็กดดัน แต่ตอนนี้เริ่มชินแล้วค่ะ”

เพราะคณะหมอลำเสียงวิหค ยูกิ เพ็ญผกา จึงมีตัวตนขึ้นมาท่ามกลางเสียงแคน

“ชื่อ ยูกิ เพ็ญผกา หัวหน้าวงเป็นคนตั้งให้ค่ะ เป็นชื่อที่ใช้ในวงการ หนูว่ามันเพราะดี”

จากสเต็ปการเติบโตของกันและกัน คณะกับนักแสดง ยูกิเข้ามารับบทบาทในฐานะนักแสดงสมทบ ฝึกร้องเพลง ฝึกการแสดง และศึกษาสิ่งที่เกี่ยวกับหมอลำในทุก ๆ วัน

“ท่าทางไม่ยาก เรื่องร้องยากกว่าค่ะ ร้องหมอลำยากกว่าร้องเพลงลูกทุ่งด้วย เพราะเพลงหมอลำจะมีเกริ่น หัวเพลงจะเป็นการเกริ่น แล้วก็จะเป็นทำนองรำซึ่งจะแตกต่างกันออกไป แล้วช่วงถัดมาจะเป็นเพลงธรรมดาเลยค่ะ เป็นทำนองที่แล้วแต่อาจารย์นักแต่งเพลงจะแต่งไป จะมีช่วงรำสลับกันกับท่อนร้อง ส่วนท่อนลงก็จะมีลูกเอื้อนนิดหน่อย ผสมกันไปจนจบเพลง

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“หนูก็ฝึกร้องเพลงอยู่เรื่อย ๆ ร้องเพลงทุกวัน ฝึกการแสดง ดูอะไรหลาย ๆ อย่างที่เกี่ยวกับหมอลำ เวลาซ้อมต้องมาซ้อมเองที่บ้าน ให้คุณพ่อ (พ่อเลี้ยง) ซ้อมให้ เพราะคุณพ่อร้องได้ค่ะ”

ครั้นแล้ววันหนึ่ง โอกาสพลิกชีวิตก็ล่องลอยมาหาเมื่อเธอมีอายุได้ 13 ปี

“หัวหน้าคณะเขามาบอกคุณแม่ค่ะว่าจะให้น้องมาเป็นนางเอก แต่น้องต้องลดหุ่น เพราะตอนนั้นหนูอ้วนอวบ ตัวกลมเลย” กว่ายูกิจะก้าวขึ้นมาเป็นนางเอก ไม่ได้มาด้วยโชคช่วย แต่เป็นความพยายาม มุ่งมั่น พัฒนาทั้งการร้องและภาพลักษณ์ 

“หนูใช้เวลา 2 เดือน ลดน้ำหนักไปเกือบ 10 กิโลกรัม ออกกำลังกาย งดอาหารเย็น บวกกับลดปริมาณอาหาร จากที่เคยกินของหวาน น้ำหวาน ช่วงนั้นหนูก็งดไปเลยค่ะ”

ในวัย 13 ปี เด็กผู้หญิงส่วนใหญ่น่าจะยังดิ้นรนกับชีวิตใหม่ในชั้นมัธยมศึกษา แต่เด็กหญิงยูกิกลับต้องเผชิญความกดดันเพิ่มจากภาระการเรียน นั่นคือการเดินสายออกแสดงไปทั่วภูธร

“หมอลำจะมีงานแสดงตามงานวัดหรืองานอื่น ๆ ที่เจ้าภาพจ้างไป เช่น งานทำบุญบ้านใหม่ ไปภาคอื่นด้วย อย่างเวลาลงกรุงเทพฯ ก็จะมีผู้จัดเขาจ้างไปลง 3 – 4 วัน งานจะไม่ไกลกันมาก แต่กรุงเทพฯ เล่นได้ถึงเที่ยงคืน ปกติเล่นถึงสว่าง”

ในช่วงแรกที่เพชรเม็ดใหม่ในวงการเริ่มเฉิดฉาย ชื่อต้นของเธอเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจจากพ่อแก่แม่เฒ่าไม่น้อย หลายคนลุกลี้ลุกลนที่จะได้รู้จักนางเอกอายุ 13 ที่มีชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่น

“การที่เป็นลูกครึ่งและอายุน้อย หนูว่าน่าจะมีส่วนให้มีชื่อเสียงนะคะ คนที่เขามาดูพอรู้ว่าชื่อยูกิ ก็สงสัยและตื่นเต้นด้วยค่ะ บางคนก็มีเข้ามาถาม เราก็อธิบายให้เขาฟังไปว่าเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น เลยชื่อยูกิ”

จากตัวสมทบ สู่ตัวหลักของการแสดงหมอลำ ความกดดัน ความตื่นเต้น เสียงติชม เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องพบเจอ

“วันแรกที่ได้ขึ้นเป็นนางเอก ตอนนั้นหนูไปเล่นอำเภอโนนสะอาด จังหวัดอุดรธานี เปิดวงปีที่ 2 ค่ะ ตอนนั้นรู้สึกกดดันมาก ๆ อยู่ในห้องแต่กับเสียงเพลงอย่างเดียวเลยค่ะ ซ้อมทั้งวัน กดดัน กลัวมันออกมาไม่ดีเลยซ้อม ๆ ตลอดเลยค่ะ” เธอยังจดจำเรื่องราวทุกรายละเอียดของวันนั้นได้เป็นอย่างดี

“พอแสดงเสร็จก็โล่งเลยค่ะ โล่งมาก ๆ ความรู้สึกตอนนั้นคือตื่นเต้นแล้วก็ดีใจ เหมือนมันตื้นตันใจอยู่ตลอดเวลาที่มีคนหน้าเวที แล้วก็ดีใจที่ตัวเองได้ขึ้นเป็นนางเอก คืนนั้นก็คือสั่นทั้งคืนเลยค่ะ”

เป็นธรรมดาของมือใหม่ที่ต้องประสบผลตอบรับทั้งแง่บวกแง่ลบ ยูกิได้เก็บคำวิจารณ์เหล่านั้นมาใช้ในการผลักดันตนเองให้มีพลังสู้ต่อ ชั่วเวลาไม่นานก็มีแม่ยกทยอยมาติดพันเธอ

“ก็มีทั้งคนชมแล้วก็คนตินะคะ ปน ๆ กันไป” ยูกิ เพ็ญผกา กล่าวยิ้ม ๆ “หนูก็จำทุกคำพูดของทุกคนที่มาหา เพราะหนูดีใจและปลื้มใจทุกครั้งที่มีคนมาให้กำลังใจ ประทับใจทุกคน ทุกคำพูดเลย”

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

ภายในเวลาไม่กี่ปีที่ได้เลื่อนขั้นเป็นนางเอกประจำคณะ หมอลำสาวลูกครึ่งรายนี้ได้ตระเวนไปทั่วภาคอีสาน งานที่จังหวัดไหนเป็นอย่างไร เธอสาธยายได้เป็นฉาก ๆ

“ที่แสดงในอีสาน จะไปแถวอุดรธานี ขอนแก่น มหาสารคาม อุบลราชธานีเป็นส่วนมากค่ะ อีสานใต้ก็ไปบ่อยเหมือนกัน แต่ละงานก็จะเหมือน ๆ กัน จังหวัดที่คนดูเยอะก็มีที่นครพนม บึงกาฬ แล้วก็หลายจังหวัด น่าจะเยอะหลายที่เลยค่ะ แต่หนูก็จำได้ไม่หมด

“เดินทางบ่อย ๆ ก็เหนื่อยอยู่ค่ะ อย่างเวลามีงานติดต่อกันหลายงาน ก็มีเพลียบ้างนิดหนึ่ง”

เสียงไก่ขันมักใช้เป็นสัญญาณของการแจ้งว่าเช้าวันใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่เหล่าหมอลำใช้เสียงนี้เป็นสัญญาณของการจบการแสดงของพวกเขา

“วันที่มีแสดง หลังจากเล่นจนสว่างของงานที่แล้วมา หนูจะขึ้นรถมาล้างหน้า เสร็จแล้วหนูก็กินข้าวและนอนบนรถค่ะ พอถึงหน้างานก็ลงไปอาบน้ำ แต่งหน้าเตรียมขึ้นแสดงค่ะ แสดงทั้งคืนเลยถึงสว่างอีกเหมือนเดิมค่ะ แล้วก็นอนบนรถอีกเหมือนเดิม” ชีวิตที่วนลูปของเธอถูกบรรยายเหมือนวงกลมที่ไม่มีวันจบสิ้น แต่เปี่ยมไปด้วยพลังไฟที่เธอสนุกไปกับมัน

ภาพสวยงามบนเวทีหมอลำเบื้องหลังต้องแลกมาด้วยความยากลำบาก เสื้อผ้าสวยงามที่สวมใส่ต้องคอยปกป้องไม่ให้เลอะโคลนดินที่ชื้นแฉะจากฝนที่โหมกระหน่ำ เวทีที่ตกแต่งสวยงาม ด้านหลังต้องเนรมิตให้กลายเป็นเหมือนบ้านเพื่ออยู่อาศัยตลอดคืน

“ชีวิตหมอลำ นอนกลางดิน กินกลางทราย ถ่ายกลางทุ่งนาค่ะ ไปหน้างานบางวันมีแต่ป่า ห้องน้ำไม่มีเลย ลำบากในการเดินทาง ในการใช้ชีวิตอยู่หลังเวที มีบ้างที่มีฝนตก ขึ้นเวทีก็ต้องตากฝนเล่น แต่ถ้าฝนตกหนักก็ต้องหยุด เพราะไม่งั้นฉากเวทีมันอาจจะล้มทับคน อันตรายมากค่ะ” เธอถ่ายทอดชีวิตของหมอลำอีกด้านหนึ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ “เวลานอนก็มีเต็นท์ที่กาง เป็นเต็นท์ส่วนตัว เต็นท์ใครเต็นท์มัน เอาผ้าสีฟ้า ๆ มาอ้อมเต็นท์ ปูเสื่อนอนกันในนั้น เหมือนเป็นบ้าน”

กาลเวลาผันเปลี่ยน ความคิด และความรู้สึกของผู้คนย่อมแปรเปลี่ยนตาม สิ่งที่เป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านของไทยกลับถูกคนไทยด้วยกันด้อยค่า มองเป็นของราคาถูก

เส้นทางชีวิต ยูกิ เพ็ญผกา ที่กังวานด้วยเสียงแคนของลูกอีสานเชื้อญี่ปุ่น ในวันที่เป็นนางเอกคณะหมอลำหมู่อายุน้อยสุดคนหนึ่งในไทย

“น่าจะมีช่วงหนึ่งที่มีดราม่าบ่อย ๆ ก็จะกดดันตัวเอง ชอบไปอ่านคอมเมนต์ที่เขาเมนต์มา เมนต์ดราม่า เมนต์ด่า แต่ช่วงหลัง ๆ ก็โฟกัสไปที่คนให้กำลังใจ พ่อกับแม่ก็จะคอยบอกว่าอย่าคิดมาก”

แม้จะมีอาชีพการงานที่หาเลี้ยงครอบครัวได้เป็นมั่นเหมาะ แต่ยูกิก็ยังไม่ทอดทิ้งการเรียนเฉกเช่นเยาวชนทุกคน เธอยังคงศึกษาด้านคอมพิวเตอร์ธุรกิจในวิทยาลัยอาชีวศึกษาที่จังหวัดบ้านเกิด

ถึงอย่างไร ความฝันของเธอก็ยังคงมีหมอลำเป็นที่หนึ่งในใจเสมอ

“อยากมีชื่อเสียงโด่งดังค่ะ อนาคตที่วางไว้ก็น่าจะเกี่ยวกับครู อยากสอนหมอลำ”

อนาคตนั้นทำท่าจะเฉียดใกล้ความจริงเข้าไปทุกที ด้วยความเป็นคนกล้าฝัน กล้าลงมือทำ ตั้งใจจริง และไม่ละเลยความอ่อนน้อมถ่อมตน ผู้ใหญ่ในแวดวงหมอลำเพลงลูกทุ่งหลายคนจึงพากันเอ็นดูยูกิ และหยิบยื่นโอกาสแสดงฝีมือให้เธอเนือง ๆ หนึ่งในนั้นคือเจ้าของสมญา ‘ราชินีลูกทุ่งหมอลำ’ จินตหรา พูนลาภ ที่ยูกิออกปากเรียก ‘แม่จิน’ ได้โดยสนิทใจ

เธอเชื่อว่าต่อไปภายภาคหน้า ศิลปะการแสดงที่เธอรักอาจเป็นที่สนอกสนใจมากขึ้น จากการที่สื่อสังคมออนไลน์อย่าง TikTok นิยมเอาคลิปหมอลำไปเผยแพร่กัน

“หนูบังคับความคิดของใครไม่ได้ บางคนไม่ชอบหมอลำ ก็ไม่ได้บังคับให้มาชอบหมอลำ หนูเองแค่อยากอนุรักษ์ อยากสืบสานศิลปะของคนอีสานไว้ ถ้าไม่มีใครสืบสาน มันก็จะหายไป แล้วหนูเองก็ชอบของหนู ใครไม่ชอบก็ไม่เป็นไร” ความคิดที่ดูโตเกินวัยและแรงปราถนาอันแรงกล้าเปล่งออกมาจากสาวลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่นจากเมืองชัยภูมิคนนี้

“อยากฝากสำหรับคนที่ยังไม่รู้จักพวกเรานะคะ หมอลำเสียงวิหคถือว่าเป็นหมอลำน้องใหม่ของวงการหมอลำ เพิ่งตั้งมาได้ 3 ปี อาจจะผิดพลาดบ้าง อยากให้ทุกคนได้ลองมาดู ลองเปิดใจ และมาสนุกร่วมกัน การแสดงรับรองว่าน่าจะม่วน ติดตามคิวงานได้ที่เพจหมอลำเสียงวิหค มีอัปเดตทุก ๆ เดือน ใครไปดูหน้างานไม่ได้ก็มีไลฟ์ออนไลน์อยู่ตลอดค่ะ” นางเอกหมอลำหน้าละอ่อนเชิญชวนทิ้งท้าย

ความพยายามตลอดเส้นทางหมอลำของยูกิ จากจุดเริ่มต้นมันช่างยาวไกล ในระหว่างการเดินทางอาจเจอลูกรัง ดินทรุด การจราจรติดขัดบ้าง แต่ทุกอย่างเป็นเหมือนบทเรียนที่ทำให้เธอกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งมากขึ้น และถนนที่มีชื่อว่าหมอลำเส้นนี้คงมีความยาวอีกไกลแสนไกล ให้เธอได้โลดแล่นไปอีกนานแสนนาน

เส้นทางชีวิต ยูกิ เพ็ญผกา ที่กังวานด้วยเสียงแคนของลูกอีสานเชื้อญี่ปุ่น ในวันที่เป็นนางเอกคณะหมอลำหมู่อายุน้อยสุดคนหนึ่งในไทย

Writers

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Avatar

ธนกร จตุรงค์ชัยสถิต

นัก(เรียน)วิทยาศาสตร์ ที่อยากเป็น นักวิจัยการเล่าเรื่อง แต่ตอนนี้เป็นเป็ดที่อยากบินให้สูงเหมือนนก อยากตัวใหญ่ให้เหมือนห่าน

Photographer

Avatar

ทศพล คามะดา

เรียนจบมหาลัย ปี 2555 ทำอาชีพช่างภาพ มาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน เป็นคนอารมณ์ดี ชอบเลี้ยงแมวไว้ 2 ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load