13 พฤศจิกายน 2562
39 K

นิธิ สถาปิตานนท์ เป็นสถาปนิกระดับตำนานของประเทศไทย

เขาเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่ขับเคลื่อนวงการสถาปัตยกรรมร่วมสมัยของประเทศมาเกือบครึ่งศตวรรษ

เขาเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทสถาปนิก 49 (A49) หนึ่งในบริษัทสถาปนิกที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดของประเทศไทย

เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะสถาปัตยกรรม (แบบร่วมสมัย) ประจำ พ.ศ. 2544

เขาได้รับรางวัลในด้านการออกแบบเยอะมาก

นิธิ สถาปิตานนท์ สถาปนิกและผู้ก่อตั้งบริษัท A49 ผู้เชื่อว่าลูกค้าเป็นผู้ร่วมงาน ไม่ใช่พระเจ้า

ตัวอย่างผลงานออกแบบที่เขาชอบเป็นพิเศษคือ หอประชุมนวมภูมินทร์ โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร, วัดสุนันทวนาราม จังหวัดกาญจนบุรี, สถานปฏิบัติธรรมศศิภาวัน จังหวัดนครราชสีมา, บ้านริมใต้-สายธาร จังหวัดเชียงใหม่ และ กระทรวงการต่างประเทศ กรุงเทพมหานคร

นิธิ สถาปิตานนท์ ปฏิเสธการขอนัดสัมภาษณ์หลายครั้ง เขาให้เหตุผลว่า ตอนนี้วางมือจากบริษัท A49 แล้ว ถ้าจะให้พูดถึงงานของบริษัท ควรจะเป็นบทบาทของผู้บริหารชุดปัจจุบันมากกว่า

ในวาระที่บริษัทสถาปนิก 49 มีอายุครบ 35 ปี นิธิ สถาปิตานนท์ ยินดีนั่งสนทนากับ The Cloud ในเรื่องของชีวิต ความคิด และการทำงานที่ผ่านมา

เราชวนสถาปนิกวัย 72 ปี คุยเรื่องต่างๆ แล้วเรียบเรียงออกมาเป็นก้อนความคิดที่ตกผลึกแล้วตามวันและวัย ให้ได้เรียนรู้กัน

นิธิ สถาปิตานนท์ สถาปนิกและผู้ก่อตั้งบริษัท A49 ผู้เชื่อว่าลูกค้าเป็นผู้ร่วมงาน ไม่ใช่พระเจ้า

01

ความฝันของผมคือการสร้างบริษัทสถาปนิกอย่างที่ผมอยากเห็น ผมขลุกอยู่กับความฝันนี้มาห้าสิบปี”

“ผมอยากสร้างบริษัทที่ทุกคนทำงานกับผมด้วยความมุ่งมั่นสร้างงานสถาปัตยกรรมที่ดี และไม่ฝักใฝ่เรื่องรับสินจ้างรางวัล สินบน ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นเรื่องสำคัญในวิชาชีพ เป็นจรรยาบรรณที่สถาปนิกที่ดีต้องตระหนัก นอกจากค่าออกแบบแล้ว เราจะไม่ยุ่งเรื่องการรับผลประโยชน์อื่น เราจะทำงานอย่างใสสะอาดและเป็นมืออาชีพจริงๆ”

02

ผมไม่เอาชื่อตัวเองมาตั้งเป็นชื่อบริษัท แต่ใช้ชื่อกลางๆ เพื่อให้วันที่ผมเกษียณแล้วบริษัทต้องยังอยู่ได้”

“นี่คือปรัชญาที่ผมมองยาวขนาดนั้นเลย คนคือหัวใจในการสร้างองค์กร สิ่งที่ผมทำคือ สร้างคน ทำให้เขารักบริษัท เป็นส่วนหนึ่งของบริษัท สถาปนิกทุกคนต้องอยู่ด้วยกันอย่างมีชีวิตที่มั่นคงทั้งตัวเขาและครอบครัว วันที่ผมเกษียณแล้ว ผมขอไม่ยุ่งเลยทั้งนโยบาย ทั้งการบริหาร ผมก็ไปเขียนรูปเขียนหนังสือโดยไม่ต้องคิดเรื่องบริษัท แต่องค์กรยังขับเคลื่อนต่อไปได้ ทุกคนยังเข้มแข็งเมื่อผมออกไปแล้ว”

03

“งานของคนอื่นอยู่บนกระดาษ แต่งานของเราเป็นอาคาร”

“งานของสถาปนิกมีเกียรติน่าภาคภูมิใจตรงที่งานของเราไม่ได้ทำเพื่อวันนี้และพรุ่งนี้เท่านั้น แต่เป็นสิ่งก่อสร้างที่จะอยู่บนโลกใบนี้ไปอีกเป็นร้อยๆ ปี ถ้างานของเราดีมีคุณภาพก็จะมีคนมาอนุรักษ์ต่อไปอีก แม้ว่าเราจะตายไปแล้ว แต่งานของเราก็ยังอยู่ไปอีกเป็นพันปี”

นิธิ สถาปิตานนท์ สถาปนิกและผู้ก่อตั้งบริษัท A49 ผู้เชื่อว่าลูกค้าเป็นผู้ร่วมงาน ไม่ใช่พระเจ้า

04

เราจะเก่งในกระดาษไม่ได้ ต้องตัดสินกันตอนสร้างเสร็จ”

“คนเราจะเก่งไม่เก่งก็คุยไปเหอะ แต่สุดท้ายมีแค่ผลงานเท่านั้นที่จะบอกได้ว่าบริษัทนี้ใช้ได้ สถาปนิกหลายคนเริ่มเป็นที่รู้จักด้วยผลงานที่สร้างเสร็จแล้วไม่กี่ชิ้น มีแต่ผลงานเท่านั้นที่จะพิสูจน์ฝีมือของคุณได้ว่าเก่งจริงไหม

“ผมไม่เคยพูดว่า A49 เป็นบริษัทสถาปนิกที่ดีที่สุด ดังที่สุด หรือใหญ่ที่สุด เราต้องให้คนอื่นมองเรา ต้องให้คนอื่นพูด ไม่มีใครเก่งอยู่บนยอดได้ตลอด ถ้าอยากรักษาแชมป์ก็ต้องทำงานให้หนัก รักษามาตรฐานไว้ให้ได้”

05

“อย่าเรียกว่าทำงานหนัก เพราะผมไม่รู้ว่าทำงานหนักเป็นยังไง”

“ผมไม่ได้บ้างาน ผมแค่ให้เวลากับงาน ผมไม่เครียดกับการทำงาน เวลาทำงานจะงานใหญ่แค่ไหน ใช้เวลาแค่ไหน ผมก็คุยตลกได้ตลอดเวลา ความเครียดจะทำลายทุกอย่าง ทำลายบรรยากาศการทำงานของคนอื่นด้วย ต้องไม่เครียด สิ่งที่ทำมาตลอดชีวิตผมทำมันด้วยความรัก เลิกงานห้าทุ่มก็โอเค เลิกตีหนึ่งก็โอเค ทำจนเช้าก็โอเค ทำงานด้วยความรักทำให้ไม่รู้สึกว่ามันหนัก เราอยากจบงานให้สวย ทำให้ดีที่สุด ก็ต้องใช้เวลากับมัน”

06

ผมให้เวลากับการคิดเยอะที่สุด”

“ผมให้เวลากับการคิดเต็มที่ เป็นช่วงเวลาที่ผมให้ความสำคัญที่สุดในชีวิต แต่ก็ต้องแบ่งเวลาสำหรับขั้นตอนอื่นๆ ด้วย พอคิดจบแล้วเด็กๆ จะได้มาลุยเขียนแบบต่อได้ มีเวลาให้เขาเอาไปเตรียมเขียนแบบ”

นิธิ สถาปิตานนท์ สถาปนิกและผู้ก่อตั้งบริษัท A49 ผู้เชื่อว่าลูกค้าเป็นผู้ร่วมงาน ไม่ใช่พระเจ้า

07

“การคุยกับเจ้าของบ้าน แค่มองตาก็ต้องอ่านเขาให้ออก”

“เราต้องเข้าใจเจ้าของบ้าน เข้าไปให้ถึงใจคนให้ได้ จะออกแบบบ้านสักหลังต้องมีจิตวิทยา ป้อนคำถามไป คุยกับเขาต้องสังเกตว่าเขาเห็นด้วยกับสิ่งที่เราพูดไหม ต้องพยายามปะติดปะต่อว่าลึกๆ แล้วเขาชอบอะไร อยากได้อะไร ถ้าเราอ่านออกก็จะสร้างบ้านให้ถูกใจเขาได้

“สถาปนิกต้องพูดเก่ง ต้องมีจิตวิทยาสูง ทำให้ลูกค้าคล้อยตามได้ น้ำเสียงก็สำคัญ สิ่งพวกนี้ต้องฝึกนะ ต้องพูดให้สั้นที่สุด พูดให้เข้าเป้า อย่าพูดอะไรฟุ้งเฟ้อมาก ถ้าพูดแล้วลูกค้าเบื่อก็ต้องพูดเรื่องอื่น พูดติดตลกบ้าง พูดเรื่องซีเรียสไม่ให้ซีเรียส อยู่ที่ไหวพริบ

“ท้ายที่สุดแล้วจะสวยแปลกใหม่อลังการแค่ไหน ต้องอยู่ในงบประมาณที่เขามีอยู่ในใจ ถ้าเกินต้องมีเหตุผลที่เขารับได้ เช่นแพงเพราะวัสดุที่ใช้แพงมาก ถ้าไม่ใช้วัสดุนี้ราคาก็จะถูกลง”

08

“ลูกค้าไม่ใช่พระเจ้า”

“ผมพูดเสมอว่า ลูกค้าที่มาหาผมไม่ใช่พระเจ้าที่จะมาสั่งเราได้ทุกเรื่อง ผมจะไม่ยอมให้ลูกค้าข่มผม หรือว่าไม่ให้เกียรติผม ถ้าไม่ให้เกียรติเมื่อไหร่ก็เลิกกันเมื่อนั้น เขามาจ้างผมก็เพราะผมเป็นสถาปนิกที่จะสร้างสิ่งที่ดีให้เขา ถ้าจะให้ทำตามสิ่งที่เขาฝันมาทั้งหมด เช่นอยากได้บ้านโรมันมีโดม ผมก็ไม่ทำ เราต้องมีจุดยืน

“ลูกค้าคือผู้ร่วมงานของผม เราต้องทำงานเป็นทีมเดียวกัน นั่งคุยกัน ทำความเข้าใจกัน ทำงานร่วมกันตลอดเวลา ถึงจะได้อะไรที่สมหวังทั้งคู่”

นิธิ สถาปิตานนท์ สถาปนิกและผู้ก่อตั้งบริษัท A49 ผู้เชื่อว่าลูกค้าเป็นผู้ร่วมงาน ไม่ใช่พระเจ้า

09

ผมออกแบบบ้านผมให้เป็นที่อยู่อาศัยของผม ไม่ได้เอาไว้โชว์ใคร”

“บ้านคือที่อยู่อาศัยที่เหมาะกับคนที่เข้าไปอยู่ แต่ละคนมีความต้องการไม่เหมือนกัน บ้านผมก็เหมาะกับชีวิตของผมและภรรยาคือ เราไม่ชอบรับรองแขก ผมไม่เคยเชิญลูกค้าไปเลี้ยงที่บ้านเลย พอบอกว่าไม่รับแขก บ้านก็ไม่ต้องมีห้องรับแขก ไม่มีห้อง Sit down dinner ขนาดยี่สิบคน เดินเข้าบ้านมาก็เจอครัว Kitchen Pantry เป็นที่นั่งกินข้าวสี่ห้าคน ไม่เจอห้องรับแขก ใครจะยอมรับได้หรือเปล่าไม่รู้ แต่ผมชอบของผมแบบนี้ ผมมีเฉลียงใหญ่ๆ อันหนึ่งร้อยกว่าตารางเมตร เป็นหัวใจของบ้านเลย ผมใช้เฉลียงนั่งอ่านหนังสือ กินข้าวเช้า มองไปเห็นสระว่ายน้ำเล็กๆ เห็นสนาม เป็นหัวใจของบ้าน เป็นพื้นที่ที่ใช้มากที่สุดในบ้าน มีความสุขมาก ถ้ามีเพื่อนหรือพนักงานไปกินข้าวปีใหม่ ก็เลี้ยงที่เฉลียงนั่งกับพื้นกัน

“สถาปนิกบางคนทำบ้านไว้โชว์ ให้ลูกค้ามาดูบ้าน ผมไม่เคยเชิญลูกค้าไปที่บ้านเลยนะ ไม่อยากให้เขาดูบ้านผม เพราะชีวิตความเป็นอยู่ของผมเรียบง่ายมาก ไม่มีอะไรหรูหราเลย”

10

บ้านผมผมออกแบบคนเดียว แล้วเอาแบบไฟนอลให้เมียดู”

“เราไม่เคยออกแบบงานด้วยกัน เนื่องจากเมียผม (ศาสตราจารย์เลอสม สถาปิตานนท์ อดีตคณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ) มั่นใจในตัวผม เขาเชื่อว่าผมทำได้ดี ผมก็ออกแบบไปเสร็จแล้วก็ไปบอกว่าคอนเซปต์เป็นแบบนี้ เราจะอยู่กันแบบนี้นะ ต้องทำบ้านให้ใหญ่โต ไม่มีห้องรับแขก เขาก็เห็นด้วย เรารู้นิสัยกัน เขาก็ไม่ชอบรับแขก ก็สบาย ลูกผมก็เป็นสถาปนิก ถ้าต้องปรึกษาทุกคนไม่จบหรอก”

นิธิ สถาปิตานนท์ สถาปนิกและผู้ก่อตั้งบริษัท A49 ผู้เชื่อว่าลูกค้าเป็นผู้ร่วมงาน ไม่ใช่พระเจ้า
นิธิ สถาปิตานนท์ สถาปนิกและผู้ก่อตั้งบริษัท A49 ผู้เชื่อว่าลูกค้าเป็นผู้ร่วมงาน ไม่ใช่พระเจ้า
นิธิ สถาปิตานนท์ สถาปนิกและผู้ก่อตั้งบริษัท A49 ผู้เชื่อว่าลูกค้าเป็นผู้ร่วมงาน ไม่ใช่พระเจ้า

11

ทำหนังสือไม่ได้ร่ำรวย แต่เราต้องทำ”

“ผมได้เรียนรู้จากหนังสือของสถาปนิกจำนวนมาก จากหลายประเทศ ในเอเชียผมซื้อหนังสือของอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลี แต่สถาปนิกไทยไม่มีใครคิดทำหนังสือเลย ทุกคนมุ่งหวังแต่จะหาเงินจากวิชาชีพ ออกแบบอาคารได้เงินแน่ๆ แต่ทำหนังสือติดลบ ต้องลงทุน ผมทำงานมายี่สิบปี คนไทยก็ยังไม่มีใครทำหนังสือ เราเริ่มล้าหลังกว่าประเทศเพื่อนบ้านแล้ว เด็กรุ่นหลังจะศึกษาอะไร คอนเซปต์ที่ครูบาอาจารย์หรือรุ่นพี่คิดก็ไม่มีการถ่ายทอดต่อ ไม่ช่วยพัฒนาวิชาชีพของเราเลย ถ้าผมไม่ทำหนังสือ ประเทศไทยล้าหลังแน่ๆ ถึงเวลาที่ผมต้องลงทุนทำหนังสือแล้ว

“หนังสือของสำนักพิมพ์ Li-Zenn ไม่ได้ทำเพื่อผลงานของบริษัท A49 อย่างเดียวเท่านั้น ผมอยากผลักดันให้สถาปนิกทุกคน ใครอยากเผยแพร่ผมยินดีพิมพ์ให้เลย ทำให้วันนี้มีหนังสือของสถาปนิกไทยเข้าไปอยู่ในตลาดในภูมิภาคนี้สองร้อยปกแล้ว ผลงานของสถาปนิกไทยก็เป็นที่รู้จัก

เปิดมาสิบกว่าปี ห้าปีแรกอาจจะล้มลุกคลุกคลาน เราไปงาน Frankfurt Book Fair มาตั้งห้าปี เผื่อจะมีใครสั่งหนังสือเรา แต่ไม่มีเลย ยุโรปกับอเมริกาไม่ให้เครดิตหนังสือจากเอเชียเลย เขารู้สึกว่ายูลอกผลงานพวกไอทั้งนั้นเลย เราสู้ในตลาดเอเชียได้ เริ่มเป็นที่รู้จักกว้างขวาง ตอนนี้ไม่กำไรนะ แต่อยู่ได้แล้ว มันทำให้รู้ว่าทำหนังสือไม่รวย

12

งานสถาปัตยกรรมในโลกมันเกือบจะเหมือนกันหมดแล้ว”

“อิทธิพลของสื่อสมัยใหม่ โดยเฉพาะสื่อดิจิทัลทำให้งานเกือบจะเป็นภาษาเดียวกันหมด ซึ่งมันน่าเสียดาย แต่ละประเทศ แต่ละพื้นถิ่น มีอัตลักษณ์ของตัวเอง ต้องรักษาไว้ ต้องภาคภูมิใจกับมัน อย่างงานสถาปัตยกรรมของศรีลังกา เขาก็ยังเก็บความเป็นศรีลังกาไว้ได้ มีชื่อเสียงในระดับโลกด้วยตัวตนของเขา ถ้าเราทิ้งไปหมดแล้วดูจากนิตยสารอย่างเดียว ในที่สุดสถาปัตยกรรมทั้งโลกก็จะเหมือนกันหมด คือเป็นกล่องสี่เหลี่ยม บางคนบอกภูมิใจว่าเป็นโมเดิร์น เป็นสากลแล้ว แต่ฝรั่งเขาไม่ตื่นเต้นด้วยนะ เขาบอกไอ้พวกนี้ลอกกูมา กูทำมาก่อนพวกมึง”

ภาพสเกตช์ ภาพลายเส้น แปลน

13

ถ้าไม่มีใครทำแล้วผมทำ มันจะอยู่กับโลกนี้ไปอีกนาน”

“ลายเส้นแบบนี้เมื่อห้าสิบปีร้อยปีที่แล้วมีคนวาดกันเยอะนะ ตอนนี้สถาปนิกหลายคนทำได้นะ แต่ไม่มีใครเสียเวลาทำแล้ว ตั้งแต่ตอนเริ่มอาชีพนี้ผมเขียนตีฟ (Perspective) เองเป็นส่วนใหญ่ ยุคผมเวลาเราเขียนออกแบบอะไรมันมีความสัมพันธ์ระหว่างสมองที่คิดกับมือที่เขียน ออกมาเป็นลายเส้นของแต่ละคน มันก็จะมีคนนี้เขียนสวย คนนั้นเขียนสไตล์นี้ ยุคนี้เส้นมาจากคอมพิวเตอร์หมด เส้นสายเป็นภาษาเดียวกันหมดทั้งโลก

“ผมชอบเขียนลายเส้นมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว ผมทำธิสิสเรื่องสวนสัตว์ ผมอาจจะเป็นคนแรกของประเทศที่ทำธิสิสด้วยเขียนภาพทั้งหมดแบบฟรีแฮนด์ ไม่ว่าจะเป็นภาพสเกตช์ ภาพลายเส้น แปลน เป็นอะไรก็ตาม เป็นฟรีแฮนด์หมด ไม่มีเศษสเกล โมเดลก็ใช้ดินน้ำมันปั้น

“ที่ผมรวมเป็นเล่มได้เพราะผมไม่เคยทิ้งมัน ตอนเรียนกับตอนนี้ฝีมือต่างกันเยอะมาก เขียนแล้วจะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ละเอียดขึ้น เขียนต้นไม้เหมือนขึ้น ผมอยากจะสอนเด็กรุ่นใหม่ว่า คุณทำแล้วต้องทำต่อเนื่องนะ ไม่ต้องกลัวว่าจะเหมือนผม หรือกลัวไม่สวย ต้องฝึกไปเรื่อยๆ เรียนรู้ด้วยตัวเอง แก้ไปเรื่อยๆ คุณก็จะมีลายเซ็นของตัวเอง

ภาพสเกตช์ ภาพลายเส้น แปลน
ภาพสเกตช์ ภาพลายเส้น แปลน

14

ทุกครั้งที่ว่าง ไม่มีอะไรทำ ผมจะกลับมาเขียนรูปทันที”

“ผมวาดรูปเป็นงานอดิเรก รูปนึงใช้เวลาวาดสิบวัน เขียนแล้วไม่เบื่อ บางทีลืมตัวนั่งห้อยเท้าวาดไปแปดชั่วโมง สิบชั่วโมง เท้าบวมเพราะเลือดไม่เดิน ผมไม่อยากให้เวลาผ่านไปเฉยๆ เราก็แก่ตัวมากขึ้น อายุเจ็ดสิบสองแล้ว ไม่รู้ว่าสายตาจะเขียนได้อีกกี่ปี

“ผมเลือกเขียนภาพที่คิดว่าเขียนด้วยลายเส้นแล้วสวย เส้นคือความละเอียด ต้นไม้ผมเขียนสวยแน่ ก้อนหินสวยแน่ เวลาเส้นสโตรกลงไปจะได้อารมณ์ของก้อนหิน เส้นที่เราวาดลงไปเป็นพันๆ หมื่นๆ เส้น มันให้ภาพเขียนโรแมนติกกว่าภาพถ่ายเยอะ อะไรก็ตามที่หลับตาแล้วเห็นว่าเขียนด้วยเส้นแล้วสวย เช่น ต้นไม้ กิ่งไม้ ใบไม้ หิน กำแพงหิน บ้านที่มีลายไม้ แผ่นไม้ ผมจะเขียนรูปนั้น แต่ถ้าเป็นวิวทั่วไป วาดแล้วออกมาไม่สวย

“กิ่งไม้ต้องวาดทับกันเป็นสิบชั้น วาดแล้วลบไม่ได้ ต้องจินตนาการว่ากิ่งไหนอยู่หน้ากิ่งไหนอยู่หลัง ค่อยๆ แกะไป ถึงใช้เวลาเป็นสิบวัน

“ผมไม่ได้ทำเพื่อเงิน ไม่เคยขายรูปออริจินัลเลย ตอนนี้เขียนมาเจ็ดสิบแปดสิบรูปแล้ว ถ้าคนรุ่นหลังอยากมาศึกษางานที่ผมทำก็ทำได้ ถ้าผมมีโอกาสจะสร้างมิวเซียมโชว์รูปผมอย่างเดียว อาจมีเป็นร้อยรูป หรือไม่ก็มอบรูปทั้งหมดให้พิพิธภัณฑ์ที่ไหนสักแห่งที่ผมตายไปแล้วก็ยังแสดงงานต่อได้ ผมทำหนังสือรวมภาพก็ด้วยเหตุผลนี้ มันจะได้อยู่ตลอดไป เล่มนี้เป็นเล่มที่สอง ปีหน้าจะพิมพ์เล่มที่สาม”

ภาพสเกตช์ ภาพลายเส้น แปลน
ภาพสเกตช์ ภาพลายเส้น แปลน

15

“ต้นไม้อัศจรรย์ มีชีวิต มีความงดงาม ในตัวของมัน

“เวลาไปเจอต้นไม้ที่ฟอร์มสวยๆ ใบอลังการ ผมอดไม่ได้ที่ถ่ายรูปแล้วกลับมาเขียน ผมมีรูปต้นไม้จากหลายประเทศมาก ต้นไม้สวยได้ด้วยสัดส่วนของมัน แล้วก็มีความสมดุลในตัวเอง ซ้ายขวา หน้าหลัง ถ้าไม่สมดุลมันก็อยู่ไม่ได้ ดูแล้วสดชื่นในทุกฤดูกาล

“เวลาออกแบบอาคาร ผมคิดตลอดว่าตรงนี้ต้องมีต้นไม้ใหญ่ ต้นไม้ตรงนี้เป็นแบ็กกราวนด์ ต้นไม้ตรงนี้เป็นโฟร์กราวนด์ งานของผมจะคิดเรื่องต้นไม้ไปด้วย ทำให้แต่ละงานโรแมนติก”

ภาพสเกตช์ ภาพลายเส้น แปลน

16

อาชีพนี้ไม่ทำให้ผมรวย แต่ผมภูมิใจที่ได้ทำ”

“ผมพูดกับเมีย กับลูก กับคนในบริษัท แบบนี้ ผมไม่ได้หวังจะร่ำรวย แค่ทำด้วยความรัก งานฟรีผมก็ทำตลอด ให้ออกแบบวัดก็ทำ ทำอาคารเล็กๆ ก็ทำ ก็อยู่ได้อย่างมั่นคง และผมไม่เคยเบ้ไปทำอย่างอื่นเลย มุ่งมาทางวิชาชีพสถาปนิกอย่างเดียว”

17

ตอนผมเป็นศิลปินแห่งชาติ มีคนคิดว่าต้องออกแบบวัดได้ เลยมาขอให้ผมออกแบบวัด”

“ในชีวิตผมไม่เคยออกแบบวัด ไม่เคยคิดจะทำงานสถาปัตยกรรมไทย แต่พอมีคนมาขอให้ทำมันก็ท้าทาย ในที่สุดก็คิดว่า ในอดีตคนที่ออกแบบวัด ออกแบบเจดีย์ ก็ไม่ได้เรียนสถาปัตย์ แต่เขาทำได้ ทำด้วยความชำนาญ ด้วยจิตวิญญาณของเขา ก็สวยงาม เป็นลายเส้นของเขา แต่ผมรู้จักเรื่องสัดส่วน ความแข็งแรงของอาคาร รู้เรื่องงานวิศวกรรม ผมก็น่าจะทำได้ พอก่อสร้างเสร็จคนก็ชอบ ก็เริ่มมั่นใจขึ้น เลยทำมาเรื่อยๆ

“โรงเรียนวชิราวุธอยากจะทำหอประชุมใหม่เป็นอาคารแบบไทย ซึ่งสถาปนิกทั่วไปไม่กล้าทำ คนในบริษัทผมก็ไม่มีใครกล้าทำ รู้สึกว่าทำงานไทยไม่เป็น แต่ผมบอกว่า มาลองศึกษาลองทำกัน ค่อยๆ คิดรายละเอียด ก็ออกมาสวยงาม

“ผมบอกพระหรือคนที่ว่าจ้างทุกคนว่า อย่าคาดหวังว่าผมจะออกแบบวัดแบบไทยประเพณีให้นะ ผมทำไม่เป็น ถ้าให้ผมทำมันจะเป็นตัวตนผม ผมทำศาลาปฏิบัติธรรมให้ คุณหญิงศศิมา ศรีวิกรม์ เป็นโมเดิร์นไทยเลย ก็ออกมาเป็นเจดียร์คริสตัลแห่งแรกของไทยเลย”

18

คนขับรถ ยาม แม่บ้าน ผมก็พาเขาไปเที่ยวต่างประเทศ”

“สมัยเป็นสถาปนิกผมคุยกับคนในบริษัทได้ทุกระดับ ซีเนียร์ จูเนียร์ ดราฟต์แมน ไปกินข้าวกับเขา นั่งเล่นไพ่กับเขา นั่นคือคาแรกเตอร์ของผม ตอนนี้ผมเป็นเจ้าของบริษัทอารี พร็อพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ ดูแลอาคาร พนักงานของผมคือ แม่บ้าน คนขับรถ ยาม ผมก็พาเขาไปเที่ยวต่างประเทศ แยกทริปกับของ A49 นะ ผมพาพวกนี้ไปเที่ยวลาว พม่า กัมพูชา ปีที่แล้วไปไต้หวัน แค่เขาได้นั่งเครื่องบิน ได้กินอะไรแปลกๆ เขาก็ตื่นเต้นแล้ว”

19

ถ้าผมส่งเสียใครให้เขามีอนาคตได้ ผมก็จะทำ”

“พอชีวิตเริ่มลงตัว ไม่ใช่รวยนะ แต่ก็พอมีเงิน ผมมีลูกคนเดียว มีหลานคนเดียว ถ้าผมเห็นว่าเด็กคนไหนมีแวว มีความซื่อสัตย์ผมก็สนับสนุนเขาเต็มที่

“มีเด็กคนหนึ่งชื่อ ดอล บุญมั่น เป็นลูกคนงานก่อสร้าง ตอนผมเปิดบริษัทใหม่ๆ ผมไปพบเขาที่ไซต์ก่อสร้าง อายุเจ็ดแปดขวบ เขาเดินมาถามผมว่า พี่มาทำอะไร ผมก็บอกว่ามาดูที่จะก่อสร้าง เขาก็เดินหายเข้าไปในบ้าน เอาน้ำเย็นใส่ถาดมาให้ผม เราก็ เฮ้ย เด็กคนนี้แปลกมาก เขาบอกว่ามาจากต่างจังหวัด ตอนนี้ปิดเทอมพ่อแม่มาทำงานก็ตามมาด้วย ถ้าเปิดเทอมก็กลับไปอยู่กับปู่ย่า ผมถามว่าไม่อยากอยู่กรุงเทพฯ เหรอ ถ้าอยากอยู่เดี๋ยวผมส่งเรียน มาอยู่บ้านผมได้ ไปคุยกับพ่อแม่เลย

“หายไปเป็นเดือน วันหนึ่งพ่อแม่ก็โทรหาผม เขาคุยกับลูกแล้ว ลูกอยากอยู่กรุงเทพฯ ก็มาอยู่บ้านผม ส่งเรียนได้สักสี่ปี พ่อแม่เขาก็ไปทำงานกับ คุณปิยะ ภิรมย์ภักดี คุณปิยะถามว่า ทำไมเอาลูกไปให้คนอื่นเลี้ยง เอากลับมาเดี๋ยวเขาส่งเสียเอง คุณปิยะก็ขอกลับไปเลี้ยง ตอนนี้ดอลกลายเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทบุญรอดแล้ว ขับรถบีเอ็มคันเบ้อเริ่ม เขามาหาผมทุกปีใหม่เลย จะขอความช่วยเหลืออะไรจากบุญรอด เขาช่วยได้หมดเลย

“อั๊ตเป็นลูกคนขับรถ เป็นเด็กผู้ชาย อยู่กับผมมาตั้งแต่เกิด โตมาในบ้านผม ผมกับเมียผมรักเหมือนลูกคนหนึ่ง ก็ส่งเรียนจนจบ นี่ก็กำลังจะส่งไปเรียนปริญญาโทที่อังกฤษ การส่งเขาเรียนก็เหมือนเราสร้างคนขึ้นมาคนหนึ่งเลยนะ”

นิธิ สถาปิตานนท์ สถาปนิกและผู้ก่อตั้งบริษัท A49 ผู้เชื่อว่าลูกค้าเป็นผู้ร่วมงาน ไม่ใช่พระเจ้า

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“วันนี้เริ่มซ้อมตอน 5 ทุ่มค่ะพี่ พอดีหนูยังชินกับเวลาอังกฤษอยู่”

คำพูดข้างต้นคือประโยคที่ มิงค์-ณัชชารัตน์ วงศ์หฤทัย หรือ มิงค์ สระบุรี กล่าวกับผมขณะพูดคุยกันอย่างผ่อนคลายในช่วงถ่ายรูปหลังจบการสัมภาษณ์

หากมองชีวิตของมิงค์ในฐานะแชมป์โลกสนุกเกอร์หญิงอาชีพ มันคงไม่แปลกที่นักกีฬาซึ่งประสบความสำเร็จขนาดนี้ จะเคยชินกับเวลาต่างประเทศมากกว่า GMT+7 ของบ้านเรา

แต่ถ้ามองชีวิตของบุคคลตรงหน้าในฐานะผู้หญิงไทยอายุ 22 ปี ที่เลือกเดินออกจากโรงเรียนหลังจบชั้นมัธยมต้น เพื่อมาเอาดีบนเส้นทางชีวิตอีกด้าน จนก้าวไปถึงตำแหน่งแชมป์โลก

มันคงเป็นความรู้สึกที่น่ามหัศจรรย์ไม่น้อยที่หญิงสาวเบื้องหน้าเราคนนี้ ก้าวไปยืนในฐานะนักกีฬาระดับโลกด้วยอายุวัยที่หลายคนพูดได้อย่างเต็มปากว่า “ตอนอายุ 22 ปี ฉันทำอะไรอยู่นะ”

แต่สำหรับ มิงค์ สระบุรี เธอคือแชมป์โลกสนุกเกอร์หญิงคนแรกของเมืองไทย… แม้ในใจลึก ๆ เธออาจยังคงมองหาความสนุกในชีวิต เช่น การเล่นเกมอะไรสักอย่างที่มอบความท้าทาย และเป้าหมายเพื่อก้าวเดินต่อไปในเส้นทางที่เลือก

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

เกมเดินขึ้นบันได คือคำนิยามของเกมที่เธอกำลังเล่น และภารกิจของเธอในแต่ละด้าน คือการคว้าความสำเร็จหรือเอาชนะคู่แข่งบนเวทีสนุกเกอร์ การแข่งขันที่คุณไม่มีวันรีเซฟหรือโหลดเกมเพื่อมาแก้ตัวใหม่ แพ้คือแพ้ จบคือจบ

นี่จึงเป็นความรู้สึกที่น่ามหัศจรรย์ เมื่อเรื่องราวที่จะได้อ่านต่อไปนี้ เป็นชีวิตจริงของผู้หญิงอายุเพียง 22 ปี

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

1

“ความจริงชีวิตหนูคลุกคลีกับกีฬาสนุกเกอร์ตั้งแต่เด็ก เพราะคุณแม่ทำงานอยู่ที่โต๊ะสนุกเกอร์ เมื่อเลิกเรียนหนูก็ต้องไปที่นั่น เพื่อรอคุณแม่เลิกงาน หนูเลยไปทำการบ้านหรือใช้ชีวิตช่วงเย็นกับช่วงวันหยุดที่นั่นเป็นส่วนใหญ่

“ตอนแรกหนูไม่ได้สนใจจะเล่นสนุกเกอร์ เพราะเรายังเป็นเด็ก แค่มองเห็นว่านี่คือสนุกเกอร์ จนช่วงเรียนอยู่ชั้น ป.4 เจ้าของโต๊ะที่แม่หนูทำงานอยู่ เขาเห็นว่าหนูเลิกเรียนแล้วก็มาที่นี่ทุกวัน บวกกับช่วงนั้นหนูตัวสูงกว่าคนอื่น เขาก็มองว่าหนูน่าจะเล่นสนุกเกอร์ได้ ก็เลยให้ พี่บิ๊ก สระบุรี (อรรถสิทธิ์ มหิทธิ) ที่เป็นอดีตแชมป์โลกมาสอนให้”

จุดเริ่มต้นของ มิงค์ สระบุรี บนเวทีสนุกเกอร์อาจแตกต่างจากเรื่องราวของหลายนักกีฬารุ่นเยาว์ที่เราเคยได้ยินมา เพราะก่อนหน้าที่เธอจะได้รับคำชักชวนโต๊ะสักหลาด น้องมิงค์เป็นเพียงเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่รักสนุก ชอบทำกิจกรรมโรงเรียน และซุกซนไม่ต่างจากเด็กทั่วไป

แต่เมื่อเธอตัดสินใจเริ่มหยิบจับไม้คิว และใช้สมาธิเพื่อเพ่งเล็งไปยังลูกหลากสีเบื้องหน้า นี่คือช่วงเวลาที่ชีวิตของเด็กคนหนึ่งกำลังเปลี่ยนไปตลอดกาล แม้ในเวลานั้นเธอจะไม่เคยคิดถึงมันไปมากกว่าการเล่นเพื่อความสนุกเลยก็ตาม

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

“ตอนแรกก็สนุก เพราะด้วยความเป็นเด็ก มันเหมือนกับเราได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ การเล่นสนุกเกอร์ก็เลยไม่น่าเบื่อสำหรับหนู” มิงค์ ย้อนเล่าความรู้สึกแรกที่ได้เริ่มเล่นกีฬาชนิดนี้

“คือก่อนเริ่มเล่นสนุกเกอร์หนูคุยกับคุณพ่อ พ่อแนะนำว่าลองดูสักครั้งก็ไม่เป็นไร เราเล่นได้หรือไม่ได้ค่อยว่ากันอีกที แต่ขอให้ลองไปก่อน อีกอย่างคุณพ่อก็มองว่า อยากให้หนูลองเล่นเพื่อเป็นนักกีฬาจริง ๆ ด้วย

“หลังจากนั้น ชีวิตหนูเปลี่ยนไปเลยค่ะ เพราะหลังเลิกเรียนแล้วกลับมาที่โต๊ะสนุกเกอร์ หนูต้องซ้อมอย่างน้อยวันละ 2 – 3 ชั่วโมง ส่วนเสาร์-อาทิตย์แทนที่เราจะได้ออกไปเล่นกับเพื่อน คุณพ่อก็จับหนูซ้อมอย่างเดียว”

แล้วมิงค์เคยรู้สึกอึดอัดบ้างไหมที่ถูกบอกให้ซ้อมหนักขนาดนั้น – ผมถามกลับ

“ความจริงหนูก็มีช่วงที่อึดอัดนะ เพราะคุณพ่อก็เป็นคนที่เล่นสนุกเกอร์พอใช้ได้ พ่อเลยจะมองรูปเกมออกเวลาหนูไปแข่งขัน เมื่อหนูแพ้หรือบางทีรู้สึกไม่ค่อยอยากจะซ้อม เพราะตัวเองยังเป็นเด็ก อยากออกไปเล่นข้างนอกกับเพื่อนบ้าง แต่คุณพ่อจะพยายามบอกให้ซ้อมตลอด

“หนูก็คิดในใจว่า ทำไมเราไม่ได้ไปเล่นกับเพื่อนนะ ทำไมเราต้องมาซ้อม”

หากเป็นเด็กคนอื่นในช่วงวัยเดียวกัน พวกเขาอาจยอมแพ้และเลือกหันหลังให้กับเส้นทางสายกีฬาของตัวเองไปแล้ว แต่สำหรับมิงค์ เธอยังคงมุ่งมั่นฝึกฝนเพื่อเป็นนักสนุกเกอร์ต่อไป แม้ใจจะรู้สึกอึดอัดกับสิ่งที่ตัวเองกำลังทำ

ความจริงตรงนี้ทำให้ผมสงสัยว่าอะไรคือแรงผลักดันที่ทำให้เธอไม่ยอมแพ้ และก้าวเดินต่อบนเส้นทางสายนี้ถึงปัจจุบัน

“หนูว่าเป็นเรื่องของครอบครัวด้วยค่ะ” มิงค์ ตอบกลับออกมาทันควัน หลังจากผมเอ่ยปากถามสิ่งที่สงสัย

“ถามว่ามีแรงผลักดันอื่นไหม หนูคิดว่าเมื่อตัวเองออกไปแข่งขันแล้วเริ่มทำได้ มันเหมือนมีอะไรสักอย่างที่ทำให้หนูคิดว่า ตรงนี้เราสร้างรายได้ให้ตัวเองได้ อีกอย่างคือ ถึงกีฬาสนุกเกอร์จะใช้เวลาการฝึกซ้อมเยอะมาก แต่ยิ่งหนูลงแข่งแล้วทำได้ดี มันยิ่งสนุกมากขึ้น หนูก็เริ่มสนุกกับมัน”

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

2

ในวัยเด็ก มิงค์ สระบุรี จะมีนักสนุกเกอร์คนหนึ่งที่เธอชอบดูมากเป็นพิเศษ และยกให้เป็นไอดอลในดวงใจที่ตัวเองอยากเดินรอยตาม เขาคือ รอนนี่ โอซัลลิแวน แชมป์โลก 7 สมัยชาวอังกฤษ ผู้เริ่มต้นคว้าแชมป์รายการแข่งขันสนุกเกอร์เป็นครั้งแรกตั้งแต่อายุ 9 ขวบ

ไม่ต้องสงสัยเลยว่านักสนุกเกอร์ทุกคนย่อมอยากมีเส้นทางที่ประสบความสำเร็จไม่ต่างจากต้นแบบของตน แต่เด็กหญิงจากประเทศไทยคนนี้มีจุดเริ่มต้นบนเวทีการแข่งขันในทิศทางตรงกันข้าม เพราะมิงค์ต้องพบเจอกับความพ่ายแพ้ในการแข่งขันรายการแรกของตน และพบว่าตัวเองยังอยู่ห่างจากความฝันที่วาดไว้อีกหลายก้าว

“ครั้งแรกก็ยอมรับเลยว่าแพ้ เพราะแข่งครั้งแรกคือตื่นเต้นมาก แทงไม่ออกเลย คือด้วยความที่หนูไม่เคยลงแข่งขันมาก่อน แถมประสบการณ์อะไรก็ไม่มี หนูเลยเล่นตามแบบที่ตัวเองซ้อมมา

“ตอนนั้นยังสนุกกับมันอยู่ เพราะหนูยังเด็ก แถมเป็นการแข่งขันครั้งแรกด้วย ความกดดันอะไรก็ยังไม่มี หนูเองเพิ่งเล่นได้ปีเดียว เหมือนคุณพ่ออยากให้หาประสบการณ์เพิ่มมากกว่า ชนะก็โอเค แพ้ถือว่าไม่เป็นไร หนูเองเลยไม่คาดหวังจะคว้าชัยชนะตั้งแต่แรก”

ผลลัพธ์ที่จบลงด้วยความพ่ายแพ้มากพอกับคำว่าชัยชนะ มิงค์รู้ตัวดีว่าเธอคงไม่ใช่นักสนุกเกอร์ที่ฝีมือพิเศษกว่าใคร เธอจึงยังคงตั้งใจเอาดีด้านการเรียนเหมือนเด็กคนอื่นทั่วไป กระทั่งเรียนจบชั้น ม.3 เธอกลับพลาดสอบไม่ติดเข้าโรงเรียนประจำจังหวัดสระบุรี

ความผิดหวังครั้งนี้เองจึงนำมาสู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิต แบบที่มิงค์เองไม่เคยคิดถึงเส้นทางนี้มาก่อนเลยด้วยซ้ำ

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

“ตอนเด็กหนูฟังคุณพ่อเยอะมากค่ะ พ่อคอยบอกเสมอว่า สนุกเกอร์มันเป็นอาชีพได้นะ คอยบอกหนูทุกวันว่ามันหารายได้ให้เราได้ คือต้องบอกว่าทางบ้านหนูไม่ใช่ครอบครัวที่มีฐานะอะไร คุณพ่อก็พูดกับหนูตรง ๆ เลยว่า ถ้าส่งเรียนก็ไม่รู้ว่าจะส่งได้ไกลถึงไหน จะส่งถึงมหาวิทยาลัยได้หรือเปล่า”

“แต่พ่อมองว่าบนเส้นทางสนุกเกอร์ ถ้าหนูไม่เลิกเล่น อย่างไรก็เล่นเป็นอาชีพได้ เหมือนคุณพ่ออยากหาอาชีพให้หนูในเวลานั้นเลย คุณพ่อจึงถามว่าอยากเรียนต่อหรือจะลองเล่นสนุกเกอร์เต็มตัว ซึ่งหนูก็โอเคนะ ไหน ๆ ก็สอบไม่ติดแล้ว ลองดูสักตั้งก็ไม่เสียหาย เพราะคุณพ่อบอกว่า ถ้าผ่านไปปีนึงยังไม่มีอะไรดีขึ้นก็ค่อยกลับไปเรียนต่อ”

ทำไมมิงค์ถึงกล้าตัดสินใจแบบนั้น ผมถามต่อ

“หนูมองว่าช่วงที่ก่อนจะไปเล่นเต็มตัว หนูเองก็มีการแข่งขันเข้ามาเรื่อย ๆ เมื่อมองจากตรงนั้นเราก็มีแพ้บ้างชนะบ้างสลับกันไป หนูเองก็มองภาพรวมหลายอย่างว่าตัวเราไปต่อได้ไหม เราควรจะลองเล่นจริงจังไหม อีกอย่างในสังคมสนุกเกอร์เราก็มีเพื่อนบ้าง หนูเลยโอเคค่ะ”

3

หลังตัดสินใจไม่เรียนต่อในระดับมัธยมปลาย มิงค์ออกเดินทางจากจังหวัดสระบุรี เพื่อย้ายไปฝึกซ้อมร่วมกับ ใบพัด ศรีราชา (ศิริภาพร นวนทะคำจัน) เพื่อนสนิทของเธอที่จังหวัดชลบุรี โดยมี หยิก สำโรง (พิสิษฐ์ จันทร์ศรี) คุณพ่อของใบพัดเป็นผู้ฝึกสอนให้ มิงค์จึงได้พัฒนาฝีมือของตัวเองในฐานะนักสนุกเกอร์อย่างเต็มที่ ผ่านการฝึกซ้อมถึงวันละ 9 – 10 ชั่วโมง

“หนูซ้อมทุกวันตั้งแต่เช้าถึงเย็น ยกเว้นมีรายการแข่งขัน แต่พอแข่งเสร็จก็คือต้องกลับมาซ้อม ตั้งแต่ 9 – 10 โมงเช้า จนถึงราว 1 ทุ่ม

“ตอนนั้นหนูมองว่าตัวเองพัฒนาขึ้นตามวัย เพราะช่วงนั้นหนูยังคอยพัฒนาสิ่งที่ตัวเองขาด คือต้องอธิบายก่อนว่า สนุกเกอร์มีวิธีการแทงหลากหลายรูปแบบ แล้วช่วงแรกหนูไม่ใช่คนที่แทงแม่นมากค่ะ เน้นเล่นป้องกันแล้วค่อย ๆ เก็บแต้มมากกว่า แต่เมื่อย้ายไปอยู่ศรีราชา หนูถึงเริ่มได้พัฒนาเรื่องเบสิกหรือเทคนิคต่าง ๆ ให้มากขึ้น”

หลังจากคุยกันได้สักพัก ทำให้ผมเริ่มมองเห็นอะไรบางอย่างที่หลายคนอาจเข้าใจผิดไปเกี่ยวกับชีวิตของเธอ เพราะเมื่อมองย้อนหลังจากปัจจุบันที่มิงค์ประสบความสำเร็จในฐานะแชมป์โลกหญิงด้วยอายุเพียง 22 ปี คนส่วนใหญ่จึงน่าจะเข้าใจว่าเธอเป็น ‘เด็กเทพ’ ที่เก่งกาจเหนือใครตั้งแต่ต้น

แต่จากคำบอกเล่าของมิงค์ที่ผ่านมา ทุกอย่างชี้ให้เห็นว่า เธอไม่ได้เก่งกว่าใครมาตั้งแต่แรก และต้องพัฒนาตัวเองเพื่อก้าวสู่ระดับต่อไปเหมือนกับนักกีฬาคนอื่น

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

“ไม่ใช่ค่ะ ไม่ใช่” มิงค์กล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ เมื่อผมถามว่าเธอคือเด็กเทพแบบที่คนทั่วไปเข้าใจหรือไม่  

“หนูไม่เคยมองว่าตัวเองเก่งที่สุดค่ะ เพราะกว่าเราจะใต่ไปแต่ละระดับ เราต้องก้าวมาจากข้างล่าง เพราะเราจะเก่งเลยมันก็ไม่ใช่ หนูแค่เป็นนักกีฬาคนหนึ่งที่เป็นรองคนอื่นที่ต้องผลักดันตัวเองขึ้นอยู่ระดับต้น ๆ ให้ได้”

ในช่วงเวลานั้น มิงค์ สระบุรี ถือเป็นหมายเลข 3 ของวงการสนุกเกอร์หญิงไทย โดยเธอยังเป็นรอง แอม นครปฐม (วรัตน์ฐนัน ศุภ์กฤศธเนส) นักกีฬารุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วมากมาย ส่วนอีกคนคือ ใบพัด เพื่อนสนิทของเธอที่ผ่านการคว้าแชมป์รายการใหญ่มาแล้ว

หมายเลข 3 ในกีฬาอื่นอาจไม่ใช่อันดับที่แย่เกินไปนัก แต่สำหรับกีฬาสนุกเกอร์ นี่อาจเป็นลำดับที่น่าเจ็บปวดมากที่สุด เพราะโควต้านักกีฬาสนุกเกอร์ทีมชาติไทยในแต่ละรายการแข่งขัน จะมอบโควต้าให้แก่มือวาง 2 อันดับแรกเท่านั้น นั่นหมายความว่า หากมิงค์พัฒนาตัวเองให้แซงหน้าแอมหรือใบพัดไม่ได้ เธอจะไม่มีวันก้าวสู่เวทีระดับโลกตามความฝันของตัวเองได้เลย

“ตอนนั้นแต่ละคนก็มองต่างกันไป บางคนก็มองว่าหนูไม่ได้ห่างจากสองคนมาก ส่วนบางคนก็บอกว่าหนูต้องพัฒนาอีกเยอะถึงจะไล่ทัน ซึ่งมันเป็นแรงกระตุ้นที่ทำให้หนูพยายามพัฒนาตัวเอง และสร้างผลงานเพื่อจะก้าวไปอยู่ตรงนั้น เพราะหนูไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองนำใครแล้ว รู้สึกแค่ว่าเรายังต้องพัฒนาต่อไป”

“เมื่อหนูย้ายกลับมาอยู่กับ โค้ชโหน่ง สระบุรี เขาก็แนะนำหนูตลอดว่า ตอนนี้เราอยู่อันดับ 3 นะ ถ้าอยากสร้างรายได้ให้มากกว่านี้ เราต้องติดหนึ่งในสองเท่านั้น เราต้องพยายามถีบตัวเองขึ้นไปยืนเป็นตัวหลักให้ได้ มันก็เป็นแรงผลักดันของหนูในการแข่งขันหรือการฝึกซ้อมแต่ละครั้ง บอกกับตัวเองว่า เราต้องทำให้ได้”

มิงค์เล่าให้ฟังว่าเธอมองชีวิตของตัวเองเหมือนกับเกมที่ต้องปลดล็อกแต่ละด่าน เพื่อก้าวสู่ระดับต่อไปในชีวิตนักกีฬาสนุกเกอร์ โดยบอสด่านแรกที่เธอต้องเอาชนะให้ได้ ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจาก ใบพัด ศรีราชา เพื่อนสนิทของตัวเองที่มิงค์ไม่เคยเอาชนะได้เลย

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

เหมือนฟ้าลิขิตให้ทั้งสองต้องเผชิญหน้ากันบนเวทีสำคัญ มิงค์และใบพัดโคจรมาพบกันในรอบชิงชนะเลิศศึกแชมป์เยาวชนโลกหญิง รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี เป็นครั้งที่สองในปี 2016 หลังทั้งคู่เจอกันมาแล้วในปีก่อนหน้า แต่คราวนี้ผลลัพธ์กลับจบในทิศทางที่แตกต่างออกไป เพราะกลายเป็นมิงค์ที่คว้าชัยชนะ กำจัดบอสด่านแรกที่เธอไม่เคยเอาชนะในชีวิตนักสนุกเกอร์ได้สำเร็จ

“หลังจากคว้าแชมป์ครั้งนั้น หนูรู้สึกเหมือนปลดล็อกตัวเองเลยค่ะ เพราะมันเป็นการคว้าแชมป์ครั้งแรกในต่างประเทศ และยังเป็นการชนะเพื่อนของตัวเองที่เคยแพ้มาตลอด หนูยังจำความรู้สึกตอนนั้นได้ถึงทุกวันนี้ คือมันดีใจมาก หลังจากจบเกมหนูเลยรีบโทรหาคุณแม่แล้วก็ร้องไห้เลย บอกกับแม่ว่าหนูทำได้แล้วนะ คุณแม่ก็ร้องไห้ หนูก็เลยร้องไห้ตาม” มิงค์หัวเราะ

“เมื่อมองย้อนกลับไป จะบอกว่าการคว้าแชมป์ครั้งนั้นเป็นจุดเริ่มต้นอีกครั้งของหนูก็ได้ เหมือนว่าพอเราได้แชมป์หรือชนะใครสักคนที่เรารอคอยมานาน มันเหมือนกับการปลดล็อกไปทีละขั้น เพราะทุกครั้งที่หนูได้แชมป์ หนูจะคิดว่าฝีมือเราพัฒนามาระดับหนึ่ง แต่ถ้าเราแพ้ คือเรายืนอยู่ที่เดิม

“เหมือนเราเล่นเกมก้าวขึ้นบันได สมมติว่าก้าวมาถึงขั้นที่ 3 แล้ว การจะก้าวไปขั้นที่ 4 มันยากมาก ๆ แต่เมื่อหนูชนะคนนี้ได้หรือคว้าแชมป์ได้ มันผลักเราให้ก้าวไปสู่ขั้นที่ 4 ได้ง่ายกว่า และเมื่อหนูก้าวสู่ขั้นต่อไป เหมือนมีสิ่งใหม่ที่หนูต้องปลดล็อกให้ได้ต่อไป”

4

มิงค์ สระบุรี เอาชนะเกมอีกหลายด่านที่ผ่านเข้ามาในชีวิตนักสนุกเกอร์ของเธอ ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันแชมป์โลกเยาวชนหญิง 3 สมัย การลงแข่งขันในฐานะนักกีฬาทีมชาติไทย หรือการก้าวไปแข่งขันในรายการอาชีพที่ประเทศอังกฤษ (สนุกเกอร์นอกอังกฤษ นับเป็นรายการสมัครเล่น) ซึ่งมีผู้หญิงไทยเพียงไม่กี่คนที่ก้าวถึงจุดนี้

แต่ถึงจะประสบความสำเร็จมากมายแค่ไหน มิงค์บอกเล่าว่าเธอไม่เคยมองตัวเองเก่งเหนือกว่าใคร เพราะในมุมมองที่เห็น นักสนุกเกอร์แต่ละคนต่างมีความสามารถที่ใกล้เคียงกัน แต่สิ่งสำคัญคือ คุณจะแสดงฝีมือที่มีอยู่ในตัวออกมาได้มากแค่ไหน ภายใต้สถานการณ์ที่แสนกดดันในการแข่งขัน

“ความสำเร็จที่เข้ามาตอนนั้น มันเป็นช่วงจังหวะเวลาที่เราพัฒนาตัวเองจากเด็กที่เล่นไม่เป็น ค่อยพัฒนาต่อไปทีละขั้นจนมาถึงตรงนี้ แต่หนูไม่เคยมองว่าตัวเองเก่งที่สุดในโลก เพราะสนุกเกอร์คือกีฬาที่เป็นการแข่งขันวันเดียว เกมหนึ่งเกมไม่สามารถวัดได้หรอกว่า หนูเก่งที่สุด

“อาจจะเป็นแค่วันนั้นมันเป็นวันของเรา หรือทุกอย่างเป็นใจให้เราหมดเลย สำหรับหนูคือทุกคนมีฝีมือใกล้เคียงกันหมด แต่มันอยู่ที่ว่าตอนนั้นใครเอาศักยภาพออกมาได้มากที่สุด”

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

สนุกเกอร์เป็นกีฬาที่น่าประหลาด ผู้เข้าแข่งขันอาจไม่เสียเหงื่อสักหยดตลอดทั้งเกม แถมยังแทบจะไม่ต้องออกแรงอะไรเลยด้วยซ้ำ แต่ในทางกลับกัน สนุกเกอร์อาจเป็นกีฬาที่ใช้สมาธิและความเข้มแข็งของจิตใจมากกว่ากีฬาไหน นั่นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่นักกีฬาอายุน้อยอย่างมิงค์จะรับมือกับความกดดันหรือความตื่นเต้นที่เข้ามา

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเธอเดินทางไปแข่งขันยังรายการอาชีพที่ประเทศอังกฤษ แม้ว่าเธอจะอายุไม่ถึง 20 ปี

“ช่วงแรกรู้สึกเลยว่าเราฝีมือห่างกับนักกีฬาต่างประเทศ ทั้งด้วยเรื่องของประสบการณ์และการจัดการสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะตอนนั้นหนูยังเป็นหน้าใหม่ เรายังไม่เคยชินกับอะไรแบบนั้น แต่พอได้แข่งสัก 2 – 3 ปี หนูเริ่มรู้แล้วว่าต้องจัดการตัวเองอย่างไรกับความรู้สึกหรือความตื่นเต้นที่เข้ามา เราควรจะทำอย่างไรเพื่อให้ผลการแข่งขันออกมาดีที่สุด

“ความจริงถ้าพูดตรง ๆ ว่า ความตื่นเต้นหายไปเลยไหม มันไม่หายไปแน่นอน เพราะมันยากที่จะบอกกับตัวเองว่า เราไม่ตื่นเต้น เราไม่กดดัน เพราะทุกครั้งที่หนูเข้ารอบชิงชนะเลิศ หนูคาดหวังแชมป์อยู่แล้ว

“แต่เมื่อตัวเองคาดหวังกับบางจังหวะมากเกินไป เช่น แทงช็อตนี้แล้วหนูจะได้แชมป์ มันคือความกดดันมาก ๆ ณ เวลานั้นจนควบคุมตัวเองไม่ได้ คือใจเราจะเต้นแรงมาก ๆ แล้วก็จะหลุดโฟกัส เพราะมัวแต่ไปคิดว่าเราจะได้แชมป์แล้ว แต่เราลืมโฟกัสลูกเดียวข้างหน้าที่ควรจะแทงมันให้ลง

“แน่นอนว่ามันก็มีช่วงเวลาที่หนูเฟลมาก ๆ คิดกับตัวเองตลอดว่า เราแพ้ได้ยังไง ทำไมเราแทงออกมาแล้วผลการแข่งขันถึงเป็นแบบนี้ ทำไมสิ่งที่เราซ้อมมาเราทำไมได้ คือตอนหนูไปแข่งรายการอาชีพผู้หญิงใหม่ ๆ หนูซ้อมหนักมาก ซึ่งในการฝึกซ้อมหนูเล่นดีมาก แต่พอเข้าไปอยู่ในการแข่งขัน หนูกลับสร้างผลการแข่งขันไม่ดีเท่าที่คาดหวังไว้ มันทำให้หนูคิดว่า สิ่งที่เราทำมันถูกอยู่หรือเปล่า”

แล้วกลับมาจากความผิดหวังตรงนั้นได้อย่างไร ผมถามต่อ

“มีช่วงหนึ่งที่หนูเข้าไปคุยกับนักจิตวิทยา และลองเริ่มนั่งสมาธิ หนูเลยลองคิดกับตัวเองเสมอว่า เราทำอะไรอยู่ พยายามอยู่กับตัวเองให้มากที่สุด ถ้าพูดโดยทั่วไปก็เหมือนอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับสิ่งตรงหน้าที่ควรจะทำ แน่นอนว่ามีบางครั้งที่เราหลุดไป แต่ก็ต้องเตือนตัวเองว่าทำอย่างไรให้กลับมาได้เร็วที่สุด

“หลังจากนั้น ทุกครั้งหนูเริ่มคิดกับตัวเองว่า ทำไมเราถึงแพ้ หนูจะพยายามบอกตัวเองว่า เกมที่เราแพ้ไปแล้ว เรากลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่เราต้องทำเกมหน้าให้ดีกว่านี้ หนูแก้ไขด้วยการพยายามใหม่ เริ่มคิดใหม่ เราก็จะมามองเรื่องของเกมว่าเราพลาดอะไร อาจจะเพราะสมาธิไม่พอ หรือการตัดสินใจไม่ถูกต้อง เราอาจมีความผิดพลาดเยอะเกินไปกว่าที่ควรจะเป็น หนูก็เลือกมามองตรงนี้ พยายามแก้ไขสิ่งที่เคยเกิดขึ้น เอาอะไรที่เราผิดพลาดไปแก้ไขต่อไป

“แต่แมตช์ที่แพ้หนูไม่ได้ลืมนะคะ มันยังอยู่ข้างในตลอดเวลา จนถึงทุกวันนี้ เกมที่แพ้หนูก็ยังคงจำได้อยู่ มันเป็นบทเรียนที่ทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น”

5

มิงค์ สระบุรี ไม่เคยลืมความพ่ายแพ้ที่เคยผ่านมาในชีวิต เช่นเดียวกับที่เธอยังคงจดจำทุกชัยชนะสำคัญได้ดี เมื่อผมเอ่ยปากถามถึงเรื่องราวและความรู้สึกในวันที่เธอคว้าแชมป์โลกหญิง มิงค์ไม่ลังเลที่จะเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะความรู้สึกที่เธอสัมผัสว่า โชคชะตา มีบทบาทสำคัญในการเขียนประวัติศาสตร์ครั้งนี้

“ตอนนั้นหนูตามเขา 5 – 3 เฟรม คิดในใจว่าคงแพ้ไปแล้ว เพราะว่าใครถึง 6 เฟรมก่อนก็ชนะ แถมเขา (เวนดี้ แจนส์) ก็เล่นดีมาก ๆ เลยคิดไปว่าเราคงแพ้แล้ว

“โชคดีที่หนูพยายามดึงตัวเองกลับมา คือไม่ได้คาดหวังว่าเราต้องกลับมาชนะ แต่คิดแค่ว่า ลูกนี้หนูจะทำออกมาให้ดีที่สุด เกมนี้หนูจะทำออกมาให้ดีที่สุด คิดเป็นเกมต่อเกม ลูกต่อลูก ช็อตต่อช็อต แค่พยายามเก็บแต้มให้ได้เยอะที่สุดในเกมที่เหลือหลังจากนี้”

จากที่เคยตามหลัง 5 – 3 เฟรม เพียงพริบตาเดียว มิงค์ไล่ต้อนคู่แข่งขันจากประเทศเบลเยียมจนเสมอกันที่ 5 – 5 เฟรม เท่ากับว่าใครคว้าชัยชนะในเฟรมสุดท้ายได้ก็จะครองแชมป์โลกทันที

การแข่งขันดำเนินไปอย่างสูสี ต่างคนต่างมีโอกาสปิดเกมได้ และดูเหมือนจะเป็น เวนดี้ แจนส์ ที่คว้าโอกาสนั้นได้ก่อน แต่เหมือนกับที่มิงค์เล่าให้ฟังว่าโชคชะตาคงเลือกให้เธอเป็นผู้ชนะ เวนดี้กลับพลาดวางลูกดำไว้ให้มิงค์จัดการปิดงานอย่างง่ายดาย (ในกีฬาสนุกเกอร์ ลูกดำต้องแทงเป็นลูกสุดท้ายของเกม) ในสายตาของคนทั่วโลก นี่คือลูกที่ง่ายแสนง่ายแบบที่มองอย่างไรมิงค์คงไม่พลาด

แต่ในการพูดคุยกันครั้งนี้ เราถึงได้รู้ว่าตลอดอาชีพนักสนุกเกอร์ของ มิงค์ สระบุรี นี่คือจังหวะที่ยากที่สุดในชีวิตของเธอ

“ถ้าใครได้ดูเกมนั้น คงรู้ว่ามันตื่นเต้นมาก ๆ ตอนลูกสุดท้ายที่เขาแทงลูกดำมาจ่อให้หนู มันเป็นลูกที่ตื่นเต้นที่สุดเท่าที่หนูเคยจำได้ในชีวิต ทั้งที่ถ้าเป็นลูกแบบนี้ในตอนซ้อม คือหนูแทง 100 ครั้ง ต้องลง 100 ครั้ง มันง่ายมาก ใครเห็นก็บอกว่าไม่ยาก แทงยังไงก็ลง

“แต่ว่า ณ ตอนนั้น แค่หนูเดินออกไปข้างหน้า หัวใจมันเต้นจนเหมือนจะหลุดออกมาจากอก คือตอนนั้นมันยากมากจริง ๆ”

มิงค์ไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่าหายใจเข้าลึก ๆ ควบคุมความตื่นเต้นให้มากที่สุด แล้วแทงออกไปเหมือนที่เคยซ้อมมา… อีกไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น หญิงสาวจากประเทศไทยกลายเป็นแชมป์โลกหญิงคนใหม่ของกีฬาสนุกเกอร์

6

ในช่วงท้ายของการสนทนา มิงค์เล่าให้ฟังถึงเป้าหมายอีกมากมายในอนาคตที่เธออยากก้าวไปให้ถึง ทั้งการคว้าตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ของโลกในประเภทผู้เล่นหญิง การเอาชนะผู้เล่นอาชีพชายให้มากที่สุด รวมไปถึงการผ่านเข้าสู่รอบ 32 คนสุดท้ายของการแข่งขันชิงแชมป์โลกอาชีพชาย ซึ่งเธอบอกว่าเป็นเป้าหมายที่อาจจะยากเกินไปแม้แต่จะคิดฝัน แต่ในใจก็อยากก้าวไปให้ถึง

ด้วยความสงสัย ผมจึงถามเธอกลับไปว่า หากชีวิตตอนนี้ของเธอเป็นเกมก้าวขึ้นบันไดแบบที่เคยเล่าให้ฟัง คิดว่าชีวิตตอนนี้ของ มิงค์ สระบุรี อยู่ที่ขั้นไหน จากบรรดาบันไดทั้ง 10 ขั้นที่เกมกำหนดไว้ให้

“หนูว่าตัวเองคงก้าวผ่านมามากกว่า 5 ขั้น แต่ว่าเราก็ต้องเดินต่อไปเรื่อย ๆ ถึงต่อให้วันหนึ่งหนูก้าวถึงขั้นที่ 10 แล้ว หนูอาจจะสร้างขั้นที่ 11 และ 12 ขึ้นมาเองก็ได้

“คือมันไม่เชิงว่าเราจะไม่มีวันยืนอยู่บนจุดสูงสุด แต่ถ้าเราเริ่มคิดว่าตัวเองเก่งที่สุด มันเหมือนเป็นการหยุดตัวเองไว้ เพราะเมื่อไหร่ที่เราเลือกหยุดแค่ขั้นที่ 10 และไม่เลือกที่จะก้าวสู่ขั้นต่อไป สักวันก็จะมีคนที่เดินตามหลังแล้วก้าวผ่านเราไปยังขั้นที่ 11 หรือ 12 อยู่ดี”

Writer

ณัฐนันท์ จันทร์ขวาง

คนรักหนังที่เหนื่อยกับชีวิตกองถ่ายมากเกินไป เลยเปลี่ยนใจมาทำงานเป็นนักเขียน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load