13 พฤศจิกายน 2562
35,558

นิธิ สถาปิตานนท์ เป็นสถาปนิกระดับตำนานของประเทศไทย

เขาเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่ขับเคลื่อนวงการสถาปัตยกรรมร่วมสมัยของประเทศมาเกือบครึ่งศตวรรษ

เขาเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทสถาปนิก 49 (A49) หนึ่งในบริษัทสถาปนิกที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดของประเทศไทย

เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะสถาปัตยกรรม (แบบร่วมสมัย) ประจำ พ.ศ. 2544

เขาได้รับรางวัลในด้านการออกแบบเยอะมาก

นิธิ สถาปิตานนท์ สถาปนิกและผู้ก่อตั้งบริษัท A49 ผู้เชื่อว่าลูกค้าเป็นผู้ร่วมงาน ไม่ใช่พระเจ้า

ตัวอย่างผลงานออกแบบที่เขาชอบเป็นพิเศษคือ หอประชุมนวมภูมินทร์ โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร, วัดสุนันทวนาราม จังหวัดกาญจนบุรี, สถานปฏิบัติธรรมศศิภาวัน จังหวัดนครราชสีมา, บ้านริมใต้-สายธาร จังหวัดเชียงใหม่ และ กระทรวงการต่างประเทศ กรุงเทพมหานคร

นิธิ สถาปิตานนท์ ปฏิเสธการขอนัดสัมภาษณ์หลายครั้ง เขาให้เหตุผลว่า ตอนนี้วางมือจากบริษัท A49 แล้ว ถ้าจะให้พูดถึงงานของบริษัท ควรจะเป็นบทบาทของผู้บริหารชุดปัจจุบันมากกว่า

ในวาระที่บริษัทสถาปนิก 49 มีอายุครบ 35 ปี นิธิ สถาปิตานนท์ ยินดีนั่งสนทนากับ The Cloud ในเรื่องของชีวิต ความคิด และการทำงานที่ผ่านมา

เราชวนสถาปนิกวัย 72 ปี คุยเรื่องต่างๆ แล้วเรียบเรียงออกมาเป็นก้อนความคิดที่ตกผลึกแล้วตามวันและวัย ให้ได้เรียนรู้กัน

นิธิ สถาปิตานนท์ สถาปนิกและผู้ก่อตั้งบริษัท A49 ผู้เชื่อว่าลูกค้าเป็นผู้ร่วมงาน ไม่ใช่พระเจ้า

01

ความฝันของผมคือการสร้างบริษัทสถาปนิกอย่างที่ผมอยากเห็น ผมขลุกอยู่กับความฝันนี้มาห้าสิบปี”

“ผมอยากสร้างบริษัทที่ทุกคนทำงานกับผมด้วยความมุ่งมั่นสร้างงานสถาปัตยกรรมที่ดี และไม่ฝักใฝ่เรื่องรับสินจ้างรางวัล สินบน ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นเรื่องสำคัญในวิชาชีพ เป็นจรรยาบรรณที่สถาปนิกที่ดีต้องตระหนัก นอกจากค่าออกแบบแล้ว เราจะไม่ยุ่งเรื่องการรับผลประโยชน์อื่น เราจะทำงานอย่างใสสะอาดและเป็นมืออาชีพจริงๆ”

02

ผมไม่เอาชื่อตัวเองมาตั้งเป็นชื่อบริษัท แต่ใช้ชื่อกลางๆ เพื่อให้วันที่ผมเกษียณแล้วบริษัทต้องยังอยู่ได้”

“นี่คือปรัชญาที่ผมมองยาวขนาดนั้นเลย คนคือหัวใจในการสร้างองค์กร สิ่งที่ผมทำคือ สร้างคน ทำให้เขารักบริษัท เป็นส่วนหนึ่งของบริษัท สถาปนิกทุกคนต้องอยู่ด้วยกันอย่างมีชีวิตที่มั่นคงทั้งตัวเขาและครอบครัว วันที่ผมเกษียณแล้ว ผมขอไม่ยุ่งเลยทั้งนโยบาย ทั้งการบริหาร ผมก็ไปเขียนรูปเขียนหนังสือโดยไม่ต้องคิดเรื่องบริษัท แต่องค์กรยังขับเคลื่อนต่อไปได้ ทุกคนยังเข้มแข็งเมื่อผมออกไปแล้ว”

03

“งานของคนอื่นอยู่บนกระดาษ แต่งานของเราเป็นอาคาร”

“งานของสถาปนิกมีเกียรติน่าภาคภูมิใจตรงที่งานของเราไม่ได้ทำเพื่อวันนี้และพรุ่งนี้เท่านั้น แต่เป็นสิ่งก่อสร้างที่จะอยู่บนโลกใบนี้ไปอีกเป็นร้อยๆ ปี ถ้างานของเราดีมีคุณภาพก็จะมีคนมาอนุรักษ์ต่อไปอีก แม้ว่าเราจะตายไปแล้ว แต่งานของเราก็ยังอยู่ไปอีกเป็นพันปี”

นิธิ สถาปิตานนท์ สถาปนิกและผู้ก่อตั้งบริษัท A49 ผู้เชื่อว่าลูกค้าเป็นผู้ร่วมงาน ไม่ใช่พระเจ้า

04

เราจะเก่งในกระดาษไม่ได้ ต้องตัดสินกันตอนสร้างเสร็จ”

“คนเราจะเก่งไม่เก่งก็คุยไปเหอะ แต่สุดท้ายมีแค่ผลงานเท่านั้นที่จะบอกได้ว่าบริษัทนี้ใช้ได้ สถาปนิกหลายคนเริ่มเป็นที่รู้จักด้วยผลงานที่สร้างเสร็จแล้วไม่กี่ชิ้น มีแต่ผลงานเท่านั้นที่จะพิสูจน์ฝีมือของคุณได้ว่าเก่งจริงไหม

“ผมไม่เคยพูดว่า A49 เป็นบริษัทสถาปนิกที่ดีที่สุด ดังที่สุด หรือใหญ่ที่สุด เราต้องให้คนอื่นมองเรา ต้องให้คนอื่นพูด ไม่มีใครเก่งอยู่บนยอดได้ตลอด ถ้าอยากรักษาแชมป์ก็ต้องทำงานให้หนัก รักษามาตรฐานไว้ให้ได้”

05

“อย่าเรียกว่าทำงานหนัก เพราะผมไม่รู้ว่าทำงานหนักเป็นยังไง”

“ผมไม่ได้บ้างาน ผมแค่ให้เวลากับงาน ผมไม่เครียดกับการทำงาน เวลาทำงานจะงานใหญ่แค่ไหน ใช้เวลาแค่ไหน ผมก็คุยตลกได้ตลอดเวลา ความเครียดจะทำลายทุกอย่าง ทำลายบรรยากาศการทำงานของคนอื่นด้วย ต้องไม่เครียด สิ่งที่ทำมาตลอดชีวิตผมทำมันด้วยความรัก เลิกงานห้าทุ่มก็โอเค เลิกตีหนึ่งก็โอเค ทำจนเช้าก็โอเค ทำงานด้วยความรักทำให้ไม่รู้สึกว่ามันหนัก เราอยากจบงานให้สวย ทำให้ดีที่สุด ก็ต้องใช้เวลากับมัน”

06

ผมให้เวลากับการคิดเยอะที่สุด”

“ผมให้เวลากับการคิดเต็มที่ เป็นช่วงเวลาที่ผมให้ความสำคัญที่สุดในชีวิต แต่ก็ต้องแบ่งเวลาสำหรับขั้นตอนอื่นๆ ด้วย พอคิดจบแล้วเด็กๆ จะได้มาลุยเขียนแบบต่อได้ มีเวลาให้เขาเอาไปเตรียมเขียนแบบ”

นิธิ สถาปิตานนท์ สถาปนิกและผู้ก่อตั้งบริษัท A49 ผู้เชื่อว่าลูกค้าเป็นผู้ร่วมงาน ไม่ใช่พระเจ้า

07

“การคุยกับเจ้าของบ้าน แค่มองตาก็ต้องอ่านเขาให้ออก”

“เราต้องเข้าใจเจ้าของบ้าน เข้าไปให้ถึงใจคนให้ได้ จะออกแบบบ้านสักหลังต้องมีจิตวิทยา ป้อนคำถามไป คุยกับเขาต้องสังเกตว่าเขาเห็นด้วยกับสิ่งที่เราพูดไหม ต้องพยายามปะติดปะต่อว่าลึกๆ แล้วเขาชอบอะไร อยากได้อะไร ถ้าเราอ่านออกก็จะสร้างบ้านให้ถูกใจเขาได้

“สถาปนิกต้องพูดเก่ง ต้องมีจิตวิทยาสูง ทำให้ลูกค้าคล้อยตามได้ น้ำเสียงก็สำคัญ สิ่งพวกนี้ต้องฝึกนะ ต้องพูดให้สั้นที่สุด พูดให้เข้าเป้า อย่าพูดอะไรฟุ้งเฟ้อมาก ถ้าพูดแล้วลูกค้าเบื่อก็ต้องพูดเรื่องอื่น พูดติดตลกบ้าง พูดเรื่องซีเรียสไม่ให้ซีเรียส อยู่ที่ไหวพริบ

“ท้ายที่สุดแล้วจะสวยแปลกใหม่อลังการแค่ไหน ต้องอยู่ในงบประมาณที่เขามีอยู่ในใจ ถ้าเกินต้องมีเหตุผลที่เขารับได้ เช่นแพงเพราะวัสดุที่ใช้แพงมาก ถ้าไม่ใช้วัสดุนี้ราคาก็จะถูกลง”

08

“ลูกค้าไม่ใช่พระเจ้า”

“ผมพูดเสมอว่า ลูกค้าที่มาหาผมไม่ใช่พระเจ้าที่จะมาสั่งเราได้ทุกเรื่อง ผมจะไม่ยอมให้ลูกค้าข่มผม หรือว่าไม่ให้เกียรติผม ถ้าไม่ให้เกียรติเมื่อไหร่ก็เลิกกันเมื่อนั้น เขามาจ้างผมก็เพราะผมเป็นสถาปนิกที่จะสร้างสิ่งที่ดีให้เขา ถ้าจะให้ทำตามสิ่งที่เขาฝันมาทั้งหมด เช่นอยากได้บ้านโรมันมีโดม ผมก็ไม่ทำ เราต้องมีจุดยืน

“ลูกค้าคือผู้ร่วมงานของผม เราต้องทำงานเป็นทีมเดียวกัน นั่งคุยกัน ทำความเข้าใจกัน ทำงานร่วมกันตลอดเวลา ถึงจะได้อะไรที่สมหวังทั้งคู่”

นิธิ สถาปิตานนท์ สถาปนิกและผู้ก่อตั้งบริษัท A49 ผู้เชื่อว่าลูกค้าเป็นผู้ร่วมงาน ไม่ใช่พระเจ้า

09

ผมออกแบบบ้านผมให้เป็นที่อยู่อาศัยของผม ไม่ได้เอาไว้โชว์ใคร”

“บ้านคือที่อยู่อาศัยที่เหมาะกับคนที่เข้าไปอยู่ แต่ละคนมีความต้องการไม่เหมือนกัน บ้านผมก็เหมาะกับชีวิตของผมและภรรยาคือ เราไม่ชอบรับรองแขก ผมไม่เคยเชิญลูกค้าไปเลี้ยงที่บ้านเลย พอบอกว่าไม่รับแขก บ้านก็ไม่ต้องมีห้องรับแขก ไม่มีห้อง Sit down dinner ขนาดยี่สิบคน เดินเข้าบ้านมาก็เจอครัว Kitchen Pantry เป็นที่นั่งกินข้าวสี่ห้าคน ไม่เจอห้องรับแขก ใครจะยอมรับได้หรือเปล่าไม่รู้ แต่ผมชอบของผมแบบนี้ ผมมีเฉลียงใหญ่ๆ อันหนึ่งร้อยกว่าตารางเมตร เป็นหัวใจของบ้านเลย ผมใช้เฉลียงนั่งอ่านหนังสือ กินข้าวเช้า มองไปเห็นสระว่ายน้ำเล็กๆ เห็นสนาม เป็นหัวใจของบ้าน เป็นพื้นที่ที่ใช้มากที่สุดในบ้าน มีความสุขมาก ถ้ามีเพื่อนหรือพนักงานไปกินข้าวปีใหม่ ก็เลี้ยงที่เฉลียงนั่งกับพื้นกัน

“สถาปนิกบางคนทำบ้านไว้โชว์ ให้ลูกค้ามาดูบ้าน ผมไม่เคยเชิญลูกค้าไปที่บ้านเลยนะ ไม่อยากให้เขาดูบ้านผม เพราะชีวิตความเป็นอยู่ของผมเรียบง่ายมาก ไม่มีอะไรหรูหราเลย”

10

บ้านผมผมออกแบบคนเดียว แล้วเอาแบบไฟนอลให้เมียดู”

“เราไม่เคยออกแบบงานด้วยกัน เนื่องจากเมียผม (ศาสตราจารย์เลอสม สถาปิตานนท์ อดีตคณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ) มั่นใจในตัวผม เขาเชื่อว่าผมทำได้ดี ผมก็ออกแบบไปเสร็จแล้วก็ไปบอกว่าคอนเซปต์เป็นแบบนี้ เราจะอยู่กันแบบนี้นะ ต้องทำบ้านให้ใหญ่โต ไม่มีห้องรับแขก เขาก็เห็นด้วย เรารู้นิสัยกัน เขาก็ไม่ชอบรับแขก ก็สบาย ลูกผมก็เป็นสถาปนิก ถ้าต้องปรึกษาทุกคนไม่จบหรอก”

นิธิ สถาปิตานนท์ สถาปนิกและผู้ก่อตั้งบริษัท A49 ผู้เชื่อว่าลูกค้าเป็นผู้ร่วมงาน ไม่ใช่พระเจ้า
นิธิ สถาปิตานนท์ สถาปนิกและผู้ก่อตั้งบริษัท A49 ผู้เชื่อว่าลูกค้าเป็นผู้ร่วมงาน ไม่ใช่พระเจ้า
นิธิ สถาปิตานนท์ สถาปนิกและผู้ก่อตั้งบริษัท A49 ผู้เชื่อว่าลูกค้าเป็นผู้ร่วมงาน ไม่ใช่พระเจ้า

11

ทำหนังสือไม่ได้ร่ำรวย แต่เราต้องทำ”

“ผมได้เรียนรู้จากหนังสือของสถาปนิกจำนวนมาก จากหลายประเทศ ในเอเชียผมซื้อหนังสือของอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลี แต่สถาปนิกไทยไม่มีใครคิดทำหนังสือเลย ทุกคนมุ่งหวังแต่จะหาเงินจากวิชาชีพ ออกแบบอาคารได้เงินแน่ๆ แต่ทำหนังสือติดลบ ต้องลงทุน ผมทำงานมายี่สิบปี คนไทยก็ยังไม่มีใครทำหนังสือ เราเริ่มล้าหลังกว่าประเทศเพื่อนบ้านแล้ว เด็กรุ่นหลังจะศึกษาอะไร คอนเซปต์ที่ครูบาอาจารย์หรือรุ่นพี่คิดก็ไม่มีการถ่ายทอดต่อ ไม่ช่วยพัฒนาวิชาชีพของเราเลย ถ้าผมไม่ทำหนังสือ ประเทศไทยล้าหลังแน่ๆ ถึงเวลาที่ผมต้องลงทุนทำหนังสือแล้ว

“หนังสือของสำนักพิมพ์ Li-Zenn ไม่ได้ทำเพื่อผลงานของบริษัท A49 อย่างเดียวเท่านั้น ผมอยากผลักดันให้สถาปนิกทุกคน ใครอยากเผยแพร่ผมยินดีพิมพ์ให้เลย ทำให้วันนี้มีหนังสือของสถาปนิกไทยเข้าไปอยู่ในตลาดในภูมิภาคนี้สองร้อยปกแล้ว ผลงานของสถาปนิกไทยก็เป็นที่รู้จัก

เปิดมาสิบกว่าปี ห้าปีแรกอาจจะล้มลุกคลุกคลาน เราไปงาน Frankfurt Book Fair มาตั้งห้าปี เผื่อจะมีใครสั่งหนังสือเรา แต่ไม่มีเลย ยุโรปกับอเมริกาไม่ให้เครดิตหนังสือจากเอเชียเลย เขารู้สึกว่ายูลอกผลงานพวกไอทั้งนั้นเลย เราสู้ในตลาดเอเชียได้ เริ่มเป็นที่รู้จักกว้างขวาง ตอนนี้ไม่กำไรนะ แต่อยู่ได้แล้ว มันทำให้รู้ว่าทำหนังสือไม่รวย

12

งานสถาปัตยกรรมในโลกมันเกือบจะเหมือนกันหมดแล้ว”

“อิทธิพลของสื่อสมัยใหม่ โดยเฉพาะสื่อดิจิทัลทำให้งานเกือบจะเป็นภาษาเดียวกันหมด ซึ่งมันน่าเสียดาย แต่ละประเทศ แต่ละพื้นถิ่น มีอัตลักษณ์ของตัวเอง ต้องรักษาไว้ ต้องภาคภูมิใจกับมัน อย่างงานสถาปัตยกรรมของศรีลังกา เขาก็ยังเก็บความเป็นศรีลังกาไว้ได้ มีชื่อเสียงในระดับโลกด้วยตัวตนของเขา ถ้าเราทิ้งไปหมดแล้วดูจากนิตยสารอย่างเดียว ในที่สุดสถาปัตยกรรมทั้งโลกก็จะเหมือนกันหมด คือเป็นกล่องสี่เหลี่ยม บางคนบอกภูมิใจว่าเป็นโมเดิร์น เป็นสากลแล้ว แต่ฝรั่งเขาไม่ตื่นเต้นด้วยนะ เขาบอกไอ้พวกนี้ลอกกูมา กูทำมาก่อนพวกมึง”

ภาพสเกตช์ ภาพลายเส้น แปลน

13

ถ้าไม่มีใครทำแล้วผมทำ มันจะอยู่กับโลกนี้ไปอีกนาน”

“ลายเส้นแบบนี้เมื่อห้าสิบปีร้อยปีที่แล้วมีคนวาดกันเยอะนะ ตอนนี้สถาปนิกหลายคนทำได้นะ แต่ไม่มีใครเสียเวลาทำแล้ว ตั้งแต่ตอนเริ่มอาชีพนี้ผมเขียนตีฟ (Perspective) เองเป็นส่วนใหญ่ ยุคผมเวลาเราเขียนออกแบบอะไรมันมีความสัมพันธ์ระหว่างสมองที่คิดกับมือที่เขียน ออกมาเป็นลายเส้นของแต่ละคน มันก็จะมีคนนี้เขียนสวย คนนั้นเขียนสไตล์นี้ ยุคนี้เส้นมาจากคอมพิวเตอร์หมด เส้นสายเป็นภาษาเดียวกันหมดทั้งโลก

“ผมชอบเขียนลายเส้นมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว ผมทำธิสิสเรื่องสวนสัตว์ ผมอาจจะเป็นคนแรกของประเทศที่ทำธิสิสด้วยเขียนภาพทั้งหมดแบบฟรีแฮนด์ ไม่ว่าจะเป็นภาพสเกตช์ ภาพลายเส้น แปลน เป็นอะไรก็ตาม เป็นฟรีแฮนด์หมด ไม่มีเศษสเกล โมเดลก็ใช้ดินน้ำมันปั้น

“ที่ผมรวมเป็นเล่มได้เพราะผมไม่เคยทิ้งมัน ตอนเรียนกับตอนนี้ฝีมือต่างกันเยอะมาก เขียนแล้วจะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ละเอียดขึ้น เขียนต้นไม้เหมือนขึ้น ผมอยากจะสอนเด็กรุ่นใหม่ว่า คุณทำแล้วต้องทำต่อเนื่องนะ ไม่ต้องกลัวว่าจะเหมือนผม หรือกลัวไม่สวย ต้องฝึกไปเรื่อยๆ เรียนรู้ด้วยตัวเอง แก้ไปเรื่อยๆ คุณก็จะมีลายเซ็นของตัวเอง

ภาพสเกตช์ ภาพลายเส้น แปลน
ภาพสเกตช์ ภาพลายเส้น แปลน

14

ทุกครั้งที่ว่าง ไม่มีอะไรทำ ผมจะกลับมาเขียนรูปทันที”

“ผมวาดรูปเป็นงานอดิเรก รูปนึงใช้เวลาวาดสิบวัน เขียนแล้วไม่เบื่อ บางทีลืมตัวนั่งห้อยเท้าวาดไปแปดชั่วโมง สิบชั่วโมง เท้าบวมเพราะเลือดไม่เดิน ผมไม่อยากให้เวลาผ่านไปเฉยๆ เราก็แก่ตัวมากขึ้น อายุเจ็ดสิบสองแล้ว ไม่รู้ว่าสายตาจะเขียนได้อีกกี่ปี

“ผมเลือกเขียนภาพที่คิดว่าเขียนด้วยลายเส้นแล้วสวย เส้นคือความละเอียด ต้นไม้ผมเขียนสวยแน่ ก้อนหินสวยแน่ เวลาเส้นสโตรกลงไปจะได้อารมณ์ของก้อนหิน เส้นที่เราวาดลงไปเป็นพันๆ หมื่นๆ เส้น มันให้ภาพเขียนโรแมนติกกว่าภาพถ่ายเยอะ อะไรก็ตามที่หลับตาแล้วเห็นว่าเขียนด้วยเส้นแล้วสวย เช่น ต้นไม้ กิ่งไม้ ใบไม้ หิน กำแพงหิน บ้านที่มีลายไม้ แผ่นไม้ ผมจะเขียนรูปนั้น แต่ถ้าเป็นวิวทั่วไป วาดแล้วออกมาไม่สวย

“กิ่งไม้ต้องวาดทับกันเป็นสิบชั้น วาดแล้วลบไม่ได้ ต้องจินตนาการว่ากิ่งไหนอยู่หน้ากิ่งไหนอยู่หลัง ค่อยๆ แกะไป ถึงใช้เวลาเป็นสิบวัน

“ผมไม่ได้ทำเพื่อเงิน ไม่เคยขายรูปออริจินัลเลย ตอนนี้เขียนมาเจ็ดสิบแปดสิบรูปแล้ว ถ้าคนรุ่นหลังอยากมาศึกษางานที่ผมทำก็ทำได้ ถ้าผมมีโอกาสจะสร้างมิวเซียมโชว์รูปผมอย่างเดียว อาจมีเป็นร้อยรูป หรือไม่ก็มอบรูปทั้งหมดให้พิพิธภัณฑ์ที่ไหนสักแห่งที่ผมตายไปแล้วก็ยังแสดงงานต่อได้ ผมทำหนังสือรวมภาพก็ด้วยเหตุผลนี้ มันจะได้อยู่ตลอดไป เล่มนี้เป็นเล่มที่สอง ปีหน้าจะพิมพ์เล่มที่สาม”

ภาพสเกตช์ ภาพลายเส้น แปลน
ภาพสเกตช์ ภาพลายเส้น แปลน

15

“ต้นไม้อัศจรรย์ มีชีวิต มีความงดงาม ในตัวของมัน

“เวลาไปเจอต้นไม้ที่ฟอร์มสวยๆ ใบอลังการ ผมอดไม่ได้ที่ถ่ายรูปแล้วกลับมาเขียน ผมมีรูปต้นไม้จากหลายประเทศมาก ต้นไม้สวยได้ด้วยสัดส่วนของมัน แล้วก็มีความสมดุลในตัวเอง ซ้ายขวา หน้าหลัง ถ้าไม่สมดุลมันก็อยู่ไม่ได้ ดูแล้วสดชื่นในทุกฤดูกาล

“เวลาออกแบบอาคาร ผมคิดตลอดว่าตรงนี้ต้องมีต้นไม้ใหญ่ ต้นไม้ตรงนี้เป็นแบ็กกราวนด์ ต้นไม้ตรงนี้เป็นโฟร์กราวนด์ งานของผมจะคิดเรื่องต้นไม้ไปด้วย ทำให้แต่ละงานโรแมนติก”

ภาพสเกตช์ ภาพลายเส้น แปลน

16

อาชีพนี้ไม่ทำให้ผมรวย แต่ผมภูมิใจที่ได้ทำ”

“ผมพูดกับเมีย กับลูก กับคนในบริษัท แบบนี้ ผมไม่ได้หวังจะร่ำรวย แค่ทำด้วยความรัก งานฟรีผมก็ทำตลอด ให้ออกแบบวัดก็ทำ ทำอาคารเล็กๆ ก็ทำ ก็อยู่ได้อย่างมั่นคง และผมไม่เคยเบ้ไปทำอย่างอื่นเลย มุ่งมาทางวิชาชีพสถาปนิกอย่างเดียว”

17

ตอนผมเป็นศิลปินแห่งชาติ มีคนคิดว่าต้องออกแบบวัดได้ เลยมาขอให้ผมออกแบบวัด”

“ในชีวิตผมไม่เคยออกแบบวัด ไม่เคยคิดจะทำงานสถาปัตยกรรมไทย แต่พอมีคนมาขอให้ทำมันก็ท้าทาย ในที่สุดก็คิดว่า ในอดีตคนที่ออกแบบวัด ออกแบบเจดีย์ ก็ไม่ได้เรียนสถาปัตย์ แต่เขาทำได้ ทำด้วยความชำนาญ ด้วยจิตวิญญาณของเขา ก็สวยงาม เป็นลายเส้นของเขา แต่ผมรู้จักเรื่องสัดส่วน ความแข็งแรงของอาคาร รู้เรื่องงานวิศวกรรม ผมก็น่าจะทำได้ พอก่อสร้างเสร็จคนก็ชอบ ก็เริ่มมั่นใจขึ้น เลยทำมาเรื่อยๆ

“โรงเรียนวชิราวุธอยากจะทำหอประชุมใหม่เป็นอาคารแบบไทย ซึ่งสถาปนิกทั่วไปไม่กล้าทำ คนในบริษัทผมก็ไม่มีใครกล้าทำ รู้สึกว่าทำงานไทยไม่เป็น แต่ผมบอกว่า มาลองศึกษาลองทำกัน ค่อยๆ คิดรายละเอียด ก็ออกมาสวยงาม

“ผมบอกพระหรือคนที่ว่าจ้างทุกคนว่า อย่าคาดหวังว่าผมจะออกแบบวัดแบบไทยประเพณีให้นะ ผมทำไม่เป็น ถ้าให้ผมทำมันจะเป็นตัวตนผม ผมทำศาลาปฏิบัติธรรมให้ คุณหญิงศศิมา ศรีวิกรม์ เป็นโมเดิร์นไทยเลย ก็ออกมาเป็นเจดียร์คริสตัลแห่งแรกของไทยเลย”

18

คนขับรถ ยาม แม่บ้าน ผมก็พาเขาไปเที่ยวต่างประเทศ”

“สมัยเป็นสถาปนิกผมคุยกับคนในบริษัทได้ทุกระดับ ซีเนียร์ จูเนียร์ ดราฟต์แมน ไปกินข้าวกับเขา นั่งเล่นไพ่กับเขา นั่นคือคาแรกเตอร์ของผม ตอนนี้ผมเป็นเจ้าของบริษัทอารี พร็อพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ ดูแลอาคาร พนักงานของผมคือ แม่บ้าน คนขับรถ ยาม ผมก็พาเขาไปเที่ยวต่างประเทศ แยกทริปกับของ A49 นะ ผมพาพวกนี้ไปเที่ยวลาว พม่า กัมพูชา ปีที่แล้วไปไต้หวัน แค่เขาได้นั่งเครื่องบิน ได้กินอะไรแปลกๆ เขาก็ตื่นเต้นแล้ว”

19

ถ้าผมส่งเสียใครให้เขามีอนาคตได้ ผมก็จะทำ”

“พอชีวิตเริ่มลงตัว ไม่ใช่รวยนะ แต่ก็พอมีเงิน ผมมีลูกคนเดียว มีหลานคนเดียว ถ้าผมเห็นว่าเด็กคนไหนมีแวว มีความซื่อสัตย์ผมก็สนับสนุนเขาเต็มที่

“มีเด็กคนหนึ่งชื่อ ดอล บุญมั่น เป็นลูกคนงานก่อสร้าง ตอนผมเปิดบริษัทใหม่ๆ ผมไปพบเขาที่ไซต์ก่อสร้าง อายุเจ็ดแปดขวบ เขาเดินมาถามผมว่า พี่มาทำอะไร ผมก็บอกว่ามาดูที่จะก่อสร้าง เขาก็เดินหายเข้าไปในบ้าน เอาน้ำเย็นใส่ถาดมาให้ผม เราก็ เฮ้ย เด็กคนนี้แปลกมาก เขาบอกว่ามาจากต่างจังหวัด ตอนนี้ปิดเทอมพ่อแม่มาทำงานก็ตามมาด้วย ถ้าเปิดเทอมก็กลับไปอยู่กับปู่ย่า ผมถามว่าไม่อยากอยู่กรุงเทพฯ เหรอ ถ้าอยากอยู่เดี๋ยวผมส่งเรียน มาอยู่บ้านผมได้ ไปคุยกับพ่อแม่เลย

“หายไปเป็นเดือน วันหนึ่งพ่อแม่ก็โทรหาผม เขาคุยกับลูกแล้ว ลูกอยากอยู่กรุงเทพฯ ก็มาอยู่บ้านผม ส่งเรียนได้สักสี่ปี พ่อแม่เขาก็ไปทำงานกับ คุณปิยะ ภิรมย์ภักดี คุณปิยะถามว่า ทำไมเอาลูกไปให้คนอื่นเลี้ยง เอากลับมาเดี๋ยวเขาส่งเสียเอง คุณปิยะก็ขอกลับไปเลี้ยง ตอนนี้ดอลกลายเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทบุญรอดแล้ว ขับรถบีเอ็มคันเบ้อเริ่ม เขามาหาผมทุกปีใหม่เลย จะขอความช่วยเหลืออะไรจากบุญรอด เขาช่วยได้หมดเลย

“อั๊ตเป็นลูกคนขับรถ เป็นเด็กผู้ชาย อยู่กับผมมาตั้งแต่เกิด โตมาในบ้านผม ผมกับเมียผมรักเหมือนลูกคนหนึ่ง ก็ส่งเรียนจนจบ นี่ก็กำลังจะส่งไปเรียนปริญญาโทที่อังกฤษ การส่งเขาเรียนก็เหมือนเราสร้างคนขึ้นมาคนหนึ่งเลยนะ”

นิธิ สถาปิตานนท์ สถาปนิกและผู้ก่อตั้งบริษัท A49 ผู้เชื่อว่าลูกค้าเป็นผู้ร่วมงาน ไม่ใช่พระเจ้า

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

3 พฤศจิกายน 2564
1,109

กลับมา, พื้นที่เล็กๆ, ผูกพัน, ชั่วโมงต้องมนต์, เผลอ, เปลี่ยนไปทุกอย่าง,​ ความลับ, เหนื่อย ฯลฯ เหล่านี้คือชื่อเพลงฮิตบางเพลงที่มาจากฝีมือการแต่งของ บอย-ตรัย ภูมิรัตน โดยบางเพลงถูกปล่อยในนามวง Friday บางเพลงเป็นผลงานของเขาในฐานะศิลปินเดี่ยว และบางเพลงถูกขับร้องโดยศิลปินคนอื่นๆ

เล่าสั้นๆ แค่ย่อหน้าข้างต้น ก็พอจะบอกได้ว่าบอยอยู่ในแวดวงดนตรีไทยมานาน…ให้เจาะจงขึ้นหน่อยก็คือมากกว่า 20 ปีแล้ว (อัลบั้มชุดแรกของวงฟรายเดย์ออกเมื่อ พ.ศ. 2540-ปีที่มีวิกฤตต้มยำกุ้ง) เขาผ่านบทบาทหลากหลายในวงการทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ผ่านการมีเพลงฮิตที่ร้องกันทั่วบ้านทั่วเมือง ไปจนถึงการปล่อยเพลงแบบสบายๆ ที่หวังเพียงตอบสนองความฝันส่วนตัวบางอย่าง

หากลองไล่เรียงเรื่องราวในบทเพลงของบอย เราจะพบว่ามีความหลากหลายและเติบโตมากขึ้นตามวันเวลา มีทั้งเรื่องความรักในวัยหนุ่มสาว ความรักแบบผู้ใหญ่ ความฝัน การเปลี่ยนแปลงในชีวิต การยึดติดกับอดีต และวัยเยาว์อันงดงาม มิตรภาพที่เติบโตคลี่คลาย และมีกระทั่งเพลงที่พยายามสรุปสิ่งสำคัญที่ได้เรียนรู้จากชีวิต (คุณเคยลองฟังเพลง ไม่มีสิ่งไหน ในอัลบั้มของ The BOYKOR ที่เขาทำร่วมกับ ก้อ-ณฐพล ศรีจอมขวัญ หรือยัง) ผลงานเพลงหลายร้อยชิ้นของบอยพิสูจน์ว่า เขาเป็นนักแต่งเพลงที่มีแนวทางของตัวเอง มีลายเซ็นชัดเจน แต่ก็ไม่เคยหยุดนิ่ง เพราะผลงานเพลงของเขาก็เป็นเหมือนบทบันทึกมุมมองที่เติบโตไปตามชีวิตเช่นกัน

หลังจากอัลบั้ม Colorfication ของวงฟรายเดย์ที่ออกมาเมื่อ พ.ศ. 2554 และอัลบั้มเดี่ยวของเขาชุด ขุนเขาแห่งหมี ที่ออกมาเมื่อ พ.ศ. 2560 ผ่านมาถึงปลายเดือนกันยายน พ.ศ. 2564 บอยก็มีงานใหม่ แต่คราวนี้ไม่ใช่ในนามวง ไม่ใช่ในนามศิลปินเดี่ยว แต่เป็นในฐานะนักแต่งเพลงที่ชื่อว่า Zentrady ซึ่งเป็นนามปากกาที่เขาใช้แต่งเพลงให้กับศิลปินต่างๆ มาเนิ่นนาน (เป็นนามปากกาที่เขาได้แรงบันดาลใจจากแอนิเมชันญี่ปุ่นยุค 80 เรื่อง Macross) โดยคราวนี้เขาไม่ได้ทำอัลบั้มเพื่อวางขายทั่วไป แต่จะใช้วิธีบอกรับสมาชิก!

ไม่ใช่แค่จะมีงานเพลงใหม่ในฐานะคนดนตรีเท่านั้น แต่มาถึงวันนี้ บอยยังเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เป็นคุณพ่อลูกสอง และเป็นคนหนึ่งผ่านเรื่องราวอะไรๆ มาไม่น้อย ทั้งสุขและเศร้า เท่าที่ชีวิตคนคนหนึ่งได้ผ่านพบเมื่อมาถึงวัยปลาย 40 ไปแล้ว

คงไม่ใช่แค่เรื่องความผูกพัน และไม่ควรจะเป็นความลับอะไร ถ้าเราจะกลับมาหาพื้นที่เล็กๆ ให้บทสนทนาของผู้ชายคนนี้อีกสักครั้ง

บอย-ตรัย ภูมิรัตน นักร้อง นักแต่งเพลง และนักฝัน ในวันที่เป็นคุณพ่อลูกสอง

ชีวิตช่วงนี้ของคุณเป็นอย่างไรบ้าง

ชีวิตรวมๆ ตอนนี้ก็ปกติสุข คือก็แฮปปี้ดี แต่อาจจะแฮปปี้ไม่สุดนะ แต่เวลาทุกข์ก็จะรู้ว่าทุกข์นานไม่ได้ (หัวเราะ) ต้องหาทางออก เหมือนคนทั่วไปมั้ง เผชิญปัญหากันอยู่ตอนนี้ไม่ใช่สภาวะที่เป็นปกตินัก ถ้ารวมๆ ก็คือผมมีชีวิตที่มีความสุขดี อยู่พร้อมหน้ากับครอบครัว มีปัญหาบ้างอะไรบ้าง เราก็เผชิญปัญหาไปด้วยกัน หาทางออกไปด้วยกัน มันก็คือเป็นปุถุชนน่ะ

ตอนนี้คุณทำงานอะไร แบบไหนอยู่บ้าง

พูดสั้นๆ ก็คือ รับทุกอย่างที่จ้าง (หัวเราะ) ทุกอย่างที่ทำเป็น แต่ก็ยังทำเพลงเป็นหลัก ก็คือยังเป็นนักดนตรีอยู่และมีงานด้านอื่นด้วย คือเป็นอาจารย์พิเศษ ซึ่งเป็นมาปีที่เจ็ดแล้ว ที่คณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร สอนเรื่องการแต่งเพลง เป็นดีเจรายการวิทยุที่ Cat Radio เขียนบทละครทีวีด้วย อันนี้ที่เป็นงานหลักๆ นะ นอกนั้นคืองานจ้างอะไรก็รับหมดครับ ไปเล่นละครก็มี (หัวเราะ)

มีงานที่ติดต่อมาแล้วเรายังไม่รับบ้างไหม

ไม่มี จริงๆ ก็คือรับหมด แต่ว่าเวลาทำไปแล้วก็มีคิดอยู่เหมือนกันว่า ‘เราทำไรอยู่วะ’ (หัวเราะ)

อย่างเช่นงานแสดงใช่ไหม

ใช่ๆ (หัวเราะ) งานแสดงนี่แบบ ‘เฮ้ย มันจริงเหรอวะ’ (หัวเราะ) มันก็มีมุมที่ท้าทายตัวเองที่รู้สึกว่า เออ เขาอุตส่าห์ให้โอกาส เราก็ลองดูหน่อย อะไรอย่างนี้ ผมชอบคิดแบบนี้ ชอบคิดว่ามีโอกาสก็ลองทำดู เป็นประสบการณ์ ถ้าทำออกมาไม่ดีอย่างมากก็โดนเพื่อนแซว แต่ทุกอย่างที่ทำก็ไม่รู้สึกว่า ไม่น่าไปทำเลย อย่างนั้นไม่มี

บอย-ตรัย ภูมิรัตน นักร้อง นักแต่งเพลง และนักฝัน ในวันที่เป็นคุณพ่อลูกสอง

เคยสัมภาษณ์คุณเมื่อหลายปีก่อนตอนที่คุณมีลูกคนแรก คุณบอกว่า ‘การมีลูกทำให้เป็นคนที่ใช้ได้มากขึ้น’ อยากรู้ว่าตอนนี้มีลูก 2 คนแล้ว เป็นอย่างไรบ้าง

ไอ้ครั้งแรกที่ตอบไป ประโยคนั้นก็จำเขามา (หัวเราะ) คนที่บอกผมคือ พี่บอย โกสิยพงษ์ ตอนนี้ถ้าถามผมที่มีลูกสองแล้วเนี่ย (หัวเราะ) ก็ไม่รู้ว่าเป็นคนที่ใช้ได้มากขึ้นหรือเปล่า แต่เชื่อว่าเป็นคนที่ถูกคาดหวังว่าจะต้องทำอะไรให้มันอยู่กับร่องกับรอยนะ เป็นพ่อแม่ลูกกันนี่ สามเหลี่ยมพันผูก พ่อคาดหวังแม่ แม่ก็คาดหวังพ่อ ลูกก็คาดหวังพ่อแม่ ในบทบาทที่เราควรจะเป็น เราก็ไม่อยากทำให้ใครผิดหวัง ทำให้คนในครอบครัวผิดหวัง เรารู้สึกมากขึ้นทีละนิดว่าเราอยากจะพยายามให้มากกว่านี้ ผิดชอบชั่วดีที่ไม่อยากทำให้คนที่เรารักผิดหวัง มันเป็นความรู้สึกที่ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นเองมั้ง เวลาที่เป็นครอบครัว แล้วมันต้องเดินไปในทิศทางเดียวกัน ประคับประคองกันไป

คุณมีวิธีการสอนลูกอย่างไร

(หยุดคิด) ผมไม่ได้สอนแบบสอนๆๆ นะ แต่จะพยายามเรียนรู้ไปด้วยกันนี่แหละ เอาสิ่งที่พบเจอเรียนรู้ไปด้วยกัน ผมเรียนรู้ว่าการสอนสั่งไม่ได้ประโยชน์อะไรเท่าไหร่ อย่างการบ่นเนี่ย แรกๆ ผมก็เป็น ชื่นใจ เคยโดนผมบ่นนู่นบ่นนี่ตอนเขายังเด็กๆ คือเราไม่เข้าใจเขาว่าทำไมเขาไม่ทำอย่างที่เรานึกภาพไว้ เราโตกว่า เราเห็นภาพแล้วทำอย่างนี้มันจะง่ายกว่านะ หรือมันจะตรงประเด็นกว่า ทำไมลูกไม่ทำอย่างนี้ บอกบทไปก่อนทุกที ผมไปเห็นภาพของตัวเอง แล้วอยากให้ลูกทำแบบนั้น 

บ่นมากๆ เสียงเราจะกลายเป็นอากาศที่เขาฟังผ่านไป พูดให้คอแห้งก็เท่านั้น แต่พอเรียนรู้การอยู่ด้วยกันกับเด็กๆ ไปเรื่อยๆ ก็พบว่าการบ่น การดุ หรือบังคับให้ทำมันไม่เกิดประโยชน์ การเรียนรู้ต่างหากที่เกิดประโยชน์ คือทั้งผิดทั้งถูกน่ะทำไปเถอะ แล้วเขาจะค่อยๆ ตักเอาส่วนที่มันใช้ได้มาเป็นประสบการณ์ของตัวเองได้เอง 

ก็เลยพบว่า อ๋อ เด็กๆ เขาไม่ได้ต้องการคนมาบอกให้ทำอะไร แต่ว่าการมีคนไปอยู่ข้างๆ เป็นเพื่อนเขา ทำไปด้วยกันกับเขา หรือเราจะไม่ทำก็ได้ แค่เฝ้ามองเขาอยู่ก็ได้ ให้เขารู้สึกอุ่นใจ แล้วให้เขาทำของเขาเอง เรียนรู้ด้วยตัวเอง มีความเห็นของตัวเอง อย่างเรื่องการเรียนออนไลน์นี่ ตั้งแต่ชื่นใจอยู่ ป.2 ผมแทบไม่ต้องช่วยดูอะไรเลย คือเข้าเรียนกี่โมง เขาดูตารางสอนปุ๊บ ดูนาฬิกา ไปหยิบไอแพด หยิบสายชาร์จมานั่งรอ พร้อมเองเสร็จสรรพ เขานั่งอยู่กับที่ นั่งเรียนไปจนจบ เรียนเสร็จแล้วก็ไปเล่น คือหลายๆ เรื่อง เราแทบไม่ต้องไปคอยบอกว่าทำอย่างนี้สิ นั่งอยู่ตรงนี้ก่อน อย่าเพิ่งไปโดดโซฟาอะไรแบบนั้น เขาไม่ได้เป็นอย่างนั้นแล้ว

บอย-ตรัย ภูมิรัตน นักร้อง นักแต่งเพลง และนักฝัน ในวันที่เป็นคุณพ่อลูกสอง

คุณเรียนรู้เรื่องอะไรจากการเป็นพ่อคนอีกบ้าง

(นิ่งคิด) เรียนรู้ว่าเราผิดได้ เราเป็นพ่อ ไม่ใช่แปลว่าต้องถูกต้องเสมอ หรือคำพูดเราจะเป็นประกาศิตเด็ดขาด ไม่ใช่อย่างนั้น เหมือนกับว่าพ่อเป็นหลายๆ บทบาทนะ พ่อเป็นพ่อ บางทีพ่อก็เป็นเพื่อน บางทีพ่อก็เป็นคนที่เล่นอะไรกับเขาแล้วแพ้เขาก็ได้ หรือพ่อเล่นไม่เป็น จะให้เขาสอนก็ได้ หรือว่าพ่อบางทีเข้าใจผิด พ่อก็ขอโทษได้ มันไม่ได้เป็นอะไรที่ใหญ่โตสูงส่งไปกว่ากัน ก็แค่เป็นพ่อลูกกัน แล้วก็ใช้ชีวิตแบบอะลุ่มอล่วยนิดหนึ่ง 

ฉะนั้น พอเราลดความใหญ่ของคำว่า ‘พ่อ’ ลงไป การที่เราจะพยายามทำความเข้าใจกัน มันก็เหมือนจะง่ายขึ้น มันอาจจะมีผิดบ้าง ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย ผิดก็ขอโทษ อ่าว มันต้องยังไงนะ ไหนอธิบายพ่อหน่อยสิ ก็แค่นั้นเอง

แต่อย่าผิดบ่อย ผิดบ่อยๆ ก็ไม่ดี (หัวเราะ)

ที่สำคัญคือ พ่อกับแม่อย่างน้อยควรจะไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อที่ลูกจะไม่งง ลูกก็จะเห็นว่าทิศทางที่ถูกต้องเป็นอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าพ่อกับแม่ขัดแย้งกันอยู่ตลอดเวลา ลูกก็คงจะเครียดที่ต้องคอยเลือกว่าไปอยู่ข้างใดข้างหนึ่งใช่ไหม เราคิดว่าพ่อกับแม่ต้องตกลงกันก่อนว่า นโยบายทิศทางต่างๆ ของบ้านจะเป็นอย่างไร

การเป็นพ่อคนส่งผลยังไงกับการทำงานเพลงของคุณบ้างไหม

ส่งผลมากในแง่อิสระของเวลาหรือสมาธิที่น้อยลง แต่ก็เป็นความสุขอีกแบบหนึ่ง พอเวลาในการทำเพลงมีจำกัด เวลาที่เราได้ใช้ก็จะใช้อย่างมีความสุขมาก ตอนได้ทำเพลงมันเป็นโลกของเรา เป็นเวลาของเรานะ เราเห็นคุณค่าของเวลามากขึ้น ผมชอบมองแบบนี้นะ ผมจะไม่ชอบคิดแบบว่า ‘มีเวลาเหลือแค่นี้ จะไปคิดออกได้ไง’ (หัวเราะ) 

การมีเงื่อนไขให้ไม่สะดวกหรือง่ายเกินไป ก็มองให้มันท้าทายตัวเองไปซะ แต่การเป็นพ่อคนก็ส่งผลในแง่ของการมองโลกด้วย คือก่อนมีลูกผมพยายามมองโลกด้วยความเข้าใจ พยายามจะมีเพลงรักที่เข้าใจ๊เข้าใจจังเลย แต่มาตอนนี้พอหลังจากที่มีลูก ลูกโตพอจะฟังเพลงเราได้แล้ว ผมก็เจอกับคำวิจารณ์เพลงจากลูกด้วยนะ เออ มันก็เริ่มรู้สึกว่า ทำอย่างไรถึงจะมีเพลงที่สื่อสารกับเขาได้นะ

บอย-ตรัย ภูมิรัตน นักร้อง นักแต่งเพลง และนักฝัน ในวันที่เป็นคุณพ่อลูกสอง

เขาวิจารณ์ว่าอย่างไร

‘เพลงพ่อเศร้าอะ’ ‘เพลงพ่อหดหู่จังเลย ไม่หนุกเลย’ อะไรอย่างนี้ เยอะแยะไปหมด หรือไม่บางทีก็บอกสั้นๆ ว่า ‘ไม่ชอบ!’ (หัวเราะ) 

ชื่นใจเขาเป็นคนร่าเริง เขาก็จะชอบอะไรที่มีความเบิกบาน หรือเพลงที่มันวัยรุ่นๆ น่ะ ผมก็อยากจะทำเพลงให้สื่อสารกับเขานะ มันอาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นเพลงที่เบิกบานก็ได้ แต่มันควรเป็นเพลงที่เขาเอ็นจอยไปด้วยได้ หรือเป็นสะพานระหว่างเราได้ ผมก็พยายามแต่งหลายเพลงนะ แต่งเพลงสอนใจในวันที่เขาเป็นวัยรุ่นหรืออะไรอย่างนี้ ก็มีแต่งเก็บไว้ เรียกว่าการมีลูกก็เป็นแรงบันดาลใจในการแต่งเพลงได้เหมือนกัน

อัลบั้มเดี่ยวชุดก่อนหน้านี้ของคุณคือ ‘ขุนเขาแห่งหมี’ (2017) มีลักษณะปกอัลบั้มคล้ายหนังสือนิทาน เรื่องนี้เกี่ยวกับความเป็นพ่อคนด้วยไหม

ถ้าเรื่องราวในอัลบั้มอาจจะไม่ค่อยเกี่ยว เพลงในอัลบั้มนั้นเขียนไปตามสภาวะจิตใจของผมในช่วงเวลานั้น เป็นวัยที่ผมรู้สึกว่าการทำอัลบั้มมันยากจัง คำถามในใจเยอะ โลกเปลี่ยนไป ไม่เหมือนเมื่อก่อน มันเหมือนขึ้นภูเขาน่ะ รู้สึกว่าทำไมเราต้องมาวัดกันที่ยอดวิว ทำไมเราต้องมีเพลงตัดซิงเกิ้ล ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนผมชอบทำเพลงเป็นอัลบั้ม แล้วเพลงเพราะๆ ที่เราชอบมักจะเป็นเพลงประกอบในอัลบั้มไง ไม่ใช่เพลงโปรโมตเสมอไป ซึ่งในสมัยนี้ไม่ได้เป็นแบบนั้น สมัยนี้มันคือการตัดซิงเกิ้ล ทำเพลงทีละเพลง แล้วต้องโดนทุกเพลง ต้องเรียกร้องความสนใจให้ได้เร็วที่สุด มีเวลาให้น้อยที่สุด ซึ่งจะว่าไปการคิดแบบนั้นก็เป็นการที่ผมตีโพยตีพายไปเองในวันนั้นแหละ (หัวเราะ) 

อัลบั้มนั้นเป็นบทบันทึกของชายในวัยสี่สิบกว่าคนหนึ่ง แต่ว่าการทำให้เป็นรูปเล่มนิทาน ก็อาจเป็นเพราะว่าเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกับตัวเองในช่วงเวลานั้นมั้ง เป็นวัยที่อ่านนิทานให้ลูกฟัง

ทำไมงานใหม่ของคุณถึงทำในนาม Zentrady

พยายามจะหาแง่มุมที่ตัวเองยังไม่ได้ทำ แล้วก็ท้าทายตัวเองว่า ลองทำแบบนี้จะไหวไหม ลองอะไรในมุมอื่นๆ บ้าง Zentrady เป็นมุมหนึ่งที่ผมรู้สึกว่า ตลอดการทำงานเพลงผมค่อนข้างจะเป็นคนขี้อาย เป็นคนที่ไม่ค่อยไปนู่นไปนี่อะไรกับใคร งานชุดนี้เลยเป็นชุดที่ผมอยากตั้งโจทย์กับตัวเองเลยว่า อยากจะไปยุ่งกับคนอื่นเยอะๆ เราจะทำส่วนที่ใช้ความคิดจริงๆ คือเรื่องแต่งเพลงกับการโปรดิวซ์ ส่วนงานนอกนั้น ถ้าเราชวนใครได้ก็จะไปชวน

งานนี้ชื่อชุดว่า Zentrady Galaxy เป็นกาแล็กซี่ของมนุษย์ Zentrady ครับ ตั้งใจจะแบ่งเป็นสามชุด ชุดละห้าเพลง ศิลปินที่ชวนๆ ก็มี พี่ก้อง (สหรัถ สังคปรีชา) มี แสตมป์ (อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข) มี พี่เล็ก Greasy Cafe บอกประมาณนี้ก่อนนะ พยายามชวนคนที่เราชื่นชอบชื่นชมหลายๆ คนน่ะ แต่ว่าเขายอมมาหรือไม่มานั่นอีกเรื่องหนึ่ง

ทำเป็นอัลบั้มแบบปกตินี่แหละ มีให้ฟังทุกช่องทาง แต่จะเพิ่มส่วนที่เป็นสมาชิกขึ้นมา จริงๆ แล้วมันไม่ได้อะไรซับซ้อน ผมรู้สึกว่าตัวเองทำงานมาถึงจุดที่อยากใกล้ชิดกับแฟนๆ บ้าง เมื่อก่อนนี้ก็ทำตัวไม่เป็น ถ้าเป็นไปได้ ถ้ารู้ว่าใครเป็นแฟน ก็อยากเอาใจเขาเยอะๆ อยากทำอะไรพิเศษให้เขา หาของขวัญให้เขา เรื่องการปล่อยเพลงก็คงจะปล่อยไปเรื่อยๆ ทีละเพลงนะ แต่จะรวมเป็นอัลบั้มหรือเปล่าก็ยังไม่แน่ใจ แต่สำหรับสมาชิก เราจะให้สมัครเป็นเซ็ต เซ็ตแรกมีห้าเพลง ทั้งโปรเจกต์น่าจะมีสิบห้า 15 เพลง ก็รวมเป็นสามเซ็ต แต่สมาชิกจะได้ซีดีเพลงและได้ของขวัญที่เราคิดว่าเหมาะกับเพลงนั้นๆ เป็นเซอร์ไพรซ์บ็อกซ์ส่งให้ด้วย รวมทั้งโอกาสที่จะได้เจอกัน ได้มาร่วมกิจกรรมกัน 

นอกเหนือจากทั้งหมดทั้งมวล คือผมก็อาจจะแค่หาเหตุผลที่จะให้ตัวเองยังได้ทำเพลงน่ะ (หัวเราะ)

คุณจะรับสมาชิกรับกี่คน

แหม กี่คนก็รับครับ (หัวเราะ) แต่มีสองร้อยถึงสามร้อยคน ผมก็แฮปปี้แล้วนะ คือเรื่องจุดคุ้มทุนนี่ผมไม่รู้หรอก (หัวเราะ) แต่ว่าทั้งหมดทั้งมวลผมได้แรงบันดาลใจมาจาก ตุ๊กตา (พนิดา เอี่ยมศิรินพกุล-ภรรยา) เขาทำหนังสือที่ให้คนบอกรับเป็นสมาชิกชื่อ Smileplease:-) ซึ่งก็ทำให้เขาได้ใช้ไอเดียเต็มที่ สนุกกับการทำหนังสือของเขาได้ แล้วผมก็รู้สึกว่ามันน่าสนุกดีนะ มันทำให้กลับมามีแพสชันในการทำงาน จริงใจกับงาน ได้เห็นหน้าเห็นตาแฟนๆ ที่สนับสนุนเราจริงๆ เราก็ทำเต็มที่ไปเลย วันหนึ่งก็เลยถามตุ๊กตาไปว่า นี่เราทำแบบนี้กับเพลงบ้างได้ไหม จากนั้นก็เลยมาช่วยกันทำเป็นโปรเจกต์นี้นี่แหละ

เวลาทำงานในนาม Zentrady ซึ่งเป็นการชวนเพื่อนๆ มาร้องเพลงที่คุณแต่ง คุณเริ่มแต่งเพลงจากอะไร จากตัวเพลงก่อน หรือจากตัวคนของคนที่ชวนมาร้อง

นี่แหละปัญหา (หัวเราะ) จริงๆ ทุกเพลงที่แต่งไปก็แต่งจากตัวเอง จากแง่มุมอะไร บางอย่างในตัวเองนะ พอเสร็จแล้ว ผมก็จะนึกภาพว่าใครจะมาช่วยเราถ่ายทอดเพลงนั้นๆ ได้ แต่ก็มีบางเพลงที่แต่งๆ ไปแล้วรู้สึกว่า เออ อยากชวนคนนี้นะ แล้วผมก็แต่งสำหรับเขาเลย โดยที่ยังไม่ได้ไปชวน นี่ก็กังวลว่าเดี๋ยวไปชวนแล้วเขาไม่มาจะทำไง (หัวเราะ)

แต่จริงๆ อะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น มันแปลกดี พอผมเริ่มทำโปรเจกต์นี้แล้ว ก็เริ่มรู้สึกว่าหลายๆ อย่างมันสนุกจัง มันกลับมาสนุกจากที่เมื่อก่อนนี้ จะเริ่มอะไรมันจะมีเงื่อนไขในใจไปหมด กระบวนการมันต้องอย่างนี้ ระบบมันต้องอย่างนี้ แต่ว่าพอทำเป็นโปรเจกต์ของตัวเอง ก็คิดว่าทำอย่างที่ตัวเองอยากทำนี่แหละ จะบาดเจ็บก็ด้วยตัวเอง ไม่เดือดร้อนลำบากใคร มันก็จะลดความกลัวทั้งหลายไปได้เยอะ จะทำได้หรือไม่ได้ก็ยังไม่รู้ แต่รู้สึกว่า นี่แหละ สนุกแล้ว

พื้นที่เล็กๆ ที่บอย-ตรัย ภูมิรัตน บอกเล่าชีวิตในฐานะนักร้อง นักแต่งเพลง อาจารย์มหาวิทยาลัย คุณพ่อลูกสอง และชายวัยปลาย 40
พื้นที่เล็กๆ ที่บอย-ตรัย ภูมิรัตน บอกเล่าชีวิตในฐานะนักร้อง นักแต่งเพลง อาจารย์มหาวิทยาลัย คุณพ่อลูกสอง และชายวัยปลาย 40

ตั้งแต่อัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของคุณ ‘My Diary Original Soundtrack’ (2004) เพลงของคุณเหมือนจะมีความเป็นบทบันทึกชีวิตอยู่ไม่น้อย แม้กระทั่งชุด ‘ขุนเขาแห่งหมี’ ก็ยังให้ความรู้สึกแบบนั้น อยากรู้ว่าพอมาเป็นโปรเจกต์ที่เน้นความเป็นนักแต่งเพลงแบบ Zentrady Galaxy มันเป็นบทบันทึกของคุณตอนนี้ไหม หรือเป็นเรื่องที่คุณอยากสื่อสารตอนนี้ด้วยใช่ไหม  

ตอนที่เริ่มชุดนี้ไม่คิดไว้ว่าจะเป็นแบบนั้นเลยนะ คิดว่าเป็นเหมือนกับเน้นด้านที่เป็นนักแต่งเพลงของเรา ชวนคนอื่นมาร้องเพลงกัน แต่ช่วงเวลาที่แต่งเพลงชุดนี้ เริ่มแต่งช่วง ค.ศ. 2019 ก็คือช่วงโควิด-19 นี่เอง ปรากฏว่าพอย้อนๆ ไปฟังก็มีการบันทึกความรู้สึกในช่วงเวลาอยู่เหมือนกัน เป็นในแง่มุมของความอ่อนไหวที่ตอนนั้นเราก็ไม่รู้ตัวนะ 

มันมีเหตุการณ์อะไรหลายๆ อย่าง ที่เราหวั่นไหวไปกับการไม่เห็นอนาคตข้างหน้าว่าจะเป็นอย่างไร หรือเป็นเรื่องที่ให้กำลังใจ หรือเรื่องของคนที่อยู่ข้างๆ คนที่เป็นอัลไซเมอร์ ซึ่งทุกเรื่องราวเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวของผมในช่วงที่ผ่านมา แล้วผมอยากจะพูดถึงมัน คือสุดท้ายพอมันมารวมๆ กัน ดูเหมือนจะกลายเป็นอัลบั้มสีเทาๆ อีกชุดหนึ่ง (หัวเราะ) แต่ว่ามันเป็นสีเทาอีกเฉดนะ เป็นสีเทาที่เรายังมีความหวังมั้ง เรายังมองหาความหวังอยู่ตลอดในความมืดหม่นนี้

คุณเปิดโปรเจกต์ด้วยเพลง ‘โอเครึเปล่า’ ซึ่งได้คนที่มีชื่อเสียงมากๆ มาร่วมงานหมดเลย ทั้ง ก้อง สหรัถ​, โบว์ (เมลดา สุศรี), อาเล็ก (ธีรเดช เมธาวรายุทธ) รวมทั้งได้โดนัท (มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์กุล) มากำกับมิวสิกวิดีโอด้วย คุณทำได้อย่างไร

ฟลุ๊กทั้งนั้นเลยครับ (หัวเราะ) เหมือนงานชุดนี้เป็นการทำงานที่แปลกประหลาด ดวงดาวโคจรมาเรียงกันพอดี คือผมไม่ได้มีทีมวางแผนอะ เราทำกันเองสองคนกับตุ๊กตา ไม่ได้มีแผนมาร์เก็ตติ้งอะไรที่สลับซับซ้อน พี่ก้องนี่ก็คือเราก็ทำงานละคร Cat Radio Tv เลยรู้จักกัน วันหนึ่งได้คุมร้องพี่เขามาร้องเพลงละคร พอร้องเสร็จก็ถามเขาเลยว่า ‘พี่ก้องครับ ถ้าผมทำเพลง อยากชวนพี่มาร้องด้วยได้มั้ยครับ’ พี่เขาก็ตอบว่า ‘เอาเลย’ แค่นี้เลย ง่ายๆ แล้วคือตอนนั้นเราอาจจะดูไม่ค่อยน่าไว้ใจด้วยนะทีแรกน่ะ แต่เขาก็ยอม (หัวเราะ)

ส่วนน้องโดนัทนี่จริงๆ เราเคยร่วมงานกันมาก่อน เขาเคยทำเอ็มวีให้วง Friday อยู่สองเพลงแล้วก็หายกันไปหลายปี อยู่ดีๆ ผมก็นึกถึงขึ้นมาว่าแบบเพลงนี้มันน่าจะเหมาะกับโดนัทนะ เขามีความละเอียดอ่อนบางอย่าง และก็มีความเท่แบบที่เราคิดว่า ต้องเป็นการเล่าเรื่องที่ใช่ ก็ส่งไปให้โดนัทฟัง พอเขาได้ฟังเพลงก็หายไปวันสองวัน แล้วก็กลับมาพร้อมกับพล็อตที่แบบ โอ้โห เรานึกไม่ถึงว่าจะมาในมุมนี้ เพลงมันอาจจะตีความไปได้หลายอย่าง แต่เขาตีความมาแบบนี้ ผมอึ้งเลย มันเจ๋งมาก ไม่ได้เล่าไปตามเนื้อเพลง แต่เป็นการตีความอีกแบบ 

คิดในใจเลยว่า โห โดนัทไม่เจอกันสักพัก นี่เธอไปอีกขั้นแล้วนะ คือเมื่อก่อนเขาก็จะงานสไตล์นี้แหละ มีความหมาย มีนัยยะ มีองค์ประกอบเท่ๆ แต่วันนี้ความเหงาเท่ของเขากลมกล่อม ทำได้จริง และที่สำคัญ มันอยู่ในงบประมาณด้วย (หัวเราะ) ผมโชคดีมากจริงๆ ที่ได้เจอโดนัท

โดนัทมีดารามาให้เลือกหลายคน ผมก็ไม่รู้ว่าจะเลือกใครเหมือนกัน มีบิ๊กเนมมาด้วยนะ ผมก็ ‘โห จะมาแย่งชีนพี่ก้องไหม’ สุดท้ายผมก็เอาให้ตุ๊กตาดู ต้องพึ่งพาสายตาของบรรณาธิการเก่า นิตยสาร Knock Knock ซะหน่อย ตุ๊กตาก็จิ้มเลยว่าเอานักแสดงสองคนนี้ ผมก็รู้สึกว่าทั้งสองคนเคมีดูเขาเข้ากันดี น่ารัก ดูแล้วมันเข้ากับมู้ดโทนที่โดนัทเขาวางไว้

จากเอ็มวีเพลงนี้ แสดงว่าเพลงต่อๆ ไปเราก็จะไม่ได้เห็นหน้าคุณในเอ็มวีของโปรเจกต์นี้ใช่ไหม

ใช่ ผมก็รู้สึกเสียดายเหมือนกันนะ แต่นี่มันเป็นโปรเจกต์ของ Zentrady เป็นคนเบื้องหลังเนอะ ผมก็เสียดายนะ ตอนที่ผมส่งเพลงไปที่บริษัทที่เขาดูแลเรื่องการสตรีมมิ่ง เขาก็บอกว่าต้องเปิดแอคเคาต์ใหม่ขึ้นมานะ เพราะว่าเป็นศิลปินใหม่ ไม่มีประวัติมาก่อน ไม่มีการลิงก์ไปเพลงบอยตรัย ฟรายเดย์ หรือเพลงใดๆ เป็นนิวอาร์ติสต์ ก็เสียดายเหมือนกัน แต่ไม่เป็นไรหรอกมั้ง มันเรียกว่าเริ่มใหม่หรือเปล่าไม่รู้ แต่รู้สึกว่าพอเราไม่สวมบทบาท เออ ทั้งๆ ที่มันเป็นการสวมบทบาทนะ (หัวเราะ) มันเหมือนกับเราได้วางตัวเองลงไป ทิ้งตัวตนไป ทิ้งความเป็นหัวโขนของเรา ทิ้งชื่อเสียง หรือความเป็นอะไรต่อมิอะไรที่เรามีมาก่อน มันก็ทำให้รู้สึกอิสระดี มันเบา ตรงที่ว่าคราวนี้อยากจะทำอะไรก็ทำเลย

พื้นที่เล็กๆ ที่บอย-ตรัย ภูมิรัตน บอกเล่าชีวิตในฐานะนักร้อง นักแต่งเพลง อาจารย์มหาวิทยาลัย คุณพ่อลูกสอง และชายวัยปลาย 40

อยากคุยเรื่องที่คุณสอนแต่งเพลงบ้าง อยากรู้ว่าอาจารย์บอยสอนสอนแต่งเพลงอย่างไร

ผมสอนแบบเป็นโค้ชมากกว่า ให้เอาเพลงมาแชร์กัน ผมก็บอกนักศึกษาอย่างนี้ทุกปี ‘เอาเพลงมาแชร์กันนะ’ ผมก็พอจะมีสูตรของตัวเองอยู่บ้าง ผมก็จะบอกสูตรของผมว่า วิธีของผมมันคือแบบนี้ ขั้นตอนแบบนี้ แต่ถ้าใครส่งเพลงมาแบบเสร็จหมดแล้ว จะไม่ได้เห็นกระบวนการนะ ผมอยากดูกระบวนการ ก็ให้เขาค่อยๆ ปั้น แล้วก็มาแชร์กัน ตกผลึกความคิดตั้งแต่ก่อนจะเริ่มเพลงให้นานๆ ว่าเราจะแต่งอะไร 

ส่วนใหญ่ก็เหมือนเป็นพี่เลี้ยงมากกว่า แล้วก็แนะนำว่าอันนี้ผิดประเด็น บางทีคุณมีสองเรื่องอยู่ในเพลงนะ คุณทำให้มันชัดเจนจะดีกว่า แต่ผมก็ไม่ได้สอนทฤษฎีอะไร ผมไม่ได้มีทฤษฎี ไม่ได้ร่ำเรียนมา ไม่ได้มีอะไรที่มันมีศาสตร์ซะทีเดียว มีแต่ประสบการณ์ ก็จะบอกนักเรียนไปทุกครั้งว่า สิ่งที่ผมมีคือประสบการณ์ ถ้าคุณยิ่งอยากรู้ ผมก็น่าจะมีอะไรมาแชร์กับคุณได้เยอะนะ แต่ว่าผมไม่มีอะไรมาสอนนะ (หัวเราะ)

คุณสอนมาตั้ง 7 ปี แสดงว่าชอบการสอนเหมือนกันนะ

ปีแรกก็กลัวมาก ว่าคนอย่างเรานี่นะจะไปสอนใคร เหมือนตอนเป็นพ่อเลย กลัวไปก่อน แต่เอาเข้าจริง ทุกอย่างนั้นเรียนรู้ได้ ก็เรียนรู้ไปด้วยกันกับนักเรียนนี่แหละ แล้วก็ดูว่าถ้าเป็นเราอายุเท่าเขา ตอนนั้นเราอยากได้คำแนะนำอะไร เราอาจจะยังงงกับอะไรอยู่ไหม พยายามเป็นพี่เลี้ยงเท่านั้นเอง แล้วก็แชร์สิ่งที่พอจะมีไปให้หมด ใครเอาอะไรไปได้ก็เอาไปเลย

เวลาเห็นลูกศิษย์แต่งเพลง คุณมีความคิดอย่างไรบ้าง

พวกเขาเก่งกว่าผมมากๆ นะ ผมบอกได้เลยว่าไม่ต้องห่วง วงการเพลงไทยจะมีแต่งนักแต่งเพลงที่เก่งๆ เพิ่มขึ้นอีกเยอะ พวกเขาเร็วมาก แล้วมันคือการมาต่อยอด ถ้าเขารู้นะว่าต้องการอะไร เขาจะไปเร็วมาก บางคนอยากแต่งเพลงฮิต เขาก็จะโฟกัสได้ชัดเจน ไม่เหมือนคนยุคเรา ที่ถ้าจิตวิญญาณเราไม่ได้เป็นเฮฟวีเมทัล เป็นเรกเก้ เราก็คงไม่กล้าแต่งตัวเป็นชาวร็อกหรือบุปผาชนใช่ไหม แต่เด็กสมัยนี้เขาเห็นแนวทางแล้วกล้าหยิบองค์ประกอบต่างๆ มาใช้ได้อย่างแม่นยำ เพราะเขามีตัวอย่างให้เห็นหมดแล้ว 

ปีหนึ่งๆ จะมีสองสามคนที่ผมเห็นงานแล้วรู้สึกว่า ‘โห ออกไปท่องยุทธจักรได้แล้วเนี่ย’ คือมีเพลงที่น่าสนใจแล้วน่ะ เหมือนเขาหาตัวเองเจอเร็ว แต่ก็จะมีหลายคนเหมือนกันที่ได้รับอิทธิจากเพลงที่เขาชอบแล้วพยายามจะเป็นอย่างนั้น มีคนที่ยังบาลานซ์ไม่ได้ว่าจะตกผลึกให้เป็นตัวเองยังไง ผมจะได้ยินเพลงแบบ Greasy Cafe แบบ Hugo หรือ Boy Imagine อยู่บ่อยๆ พอใครชอบอะไร เขาก็จะซึมซับเป็นอย่างนั้น เขาต้องระวังและใช้เวลาตกผลึกเพื่อเป็นตัวเองอีกสักหน่อย

คิดว่าจะสอนไปเรื่อยๆ ไหม

ยังไม่รู้นะ แต่ตอนนี้ไม่มีปัญหาอะไร คงยังสอนต่อไปได้ หลายเดือนก่อนมีช่วงที่ชีวิตผมเจออะไรหนักๆ โดนทัวร์ลง ตอนนั้นคือเสียศูนย์ไปเหมือนกัน ความรู้สึกที่หลงเหลือหลังจากนั้นก็จะกลัวผู้คนนะ มีความคิดแวบๆ เข้ามาเหมือนกันว่าจะเลิก ไปทำอย่างอื่นดีไหม ไปทำอะไรที่ไม่ต้องเจอใครดีกว่า อยู่สงบๆ ดีกว่า แต่ก็มีคนแนะนำว่า ถ้าอยากหาย ควรจะออกมาเจอคนเยอะๆ แล้วจะดีขึ้น ความคิดนี้ทำให้ผมคิดว่าสอนต่อไปก่อนแล้วกัน แล้วก็พบว่ามันเป็นเรื่องที่ตัดสินใจถูกนะ บางครั้งความกลัวก็เป็นเรื่องที่เราคิดไปเองทั้งนั้น

ถามเรื่องเหตุการณ์หลังจากที่คุณโดนทัวร์ลงได้ไหม

จะพูดได้แค่ไหนนะ (หัวเราะเบาๆ ) ผมโดนทัวร์ลงตอนนั้น มันก็มีเรื่องที่เป็นแผล สำหรับผม คือคนมาด่าอะไรผมรับฟังได้หมดนะ ไม่ได้อะไร คือไม่ได้ไปโกรธเขากลับน่ะ แต่สิ่งที่เป็นแผลจริงๆ ก็คือคำพูดของผมเอง ที่ผมพูดว่า ‘ดนตรีไม่ใช่อาวุธ’ แล้วสุดท้ายผมก็โดนคำพูดนี้ย้อนกลับมา มีหลายคนแย้งว่า ‘ไม่ใช่เว้ย เพลงมันใช้ต่อสู้ได้ เพลงเป็นอาวุธที่ใช้ต่อต้านระบบ หรือสิ่งที่อยู่เหนือกว่าเราได้’

คือในวันนั้น ผมคิดแค่ว่าสำหรับผม ดนตรีไม่ใช่อาวุธ มันไม่เคยเป็นอาวุธ จะบอกว่าผมใช้ดนตรีในแบบนั้นไม่เป็นก็ได้ สำหรับผม ดนตรี บทเพลง ผมมองมันเป็นสิ่งที่เยียวยามาตลอดชีวิต ดนตรีคือเพื่อนน่ะ แต่สุดท้ายผมก็ไม่ได้พูดออกไปนะ ว่าผมไม่ได้คิดมองข้ามคนมากมายในโลกนี้ที่ใช้ดนตรีเพื่อขับเคลื่อนสังคม ปลุกพลังการต่อสู้ ผมเข้าใจ แต่ผมก็ไม่ได้ไปตอบอะไรหลังจากนั้น

แต่ตอนที่ตัดสินใจกลับไปสอน ตอนนั้นลึกๆ ผมกลัวมากเลยนะ ในใจคิดว่าเราไม่รู้เลยว่าเด็กๆ คิดอะไร จะมีคนไม่พอใจเราอยู่ไหม ช่วงนั้นแผลยังสด เวลาเจอใคร ในใจก็จะระแวงแบบนี้ตลอด แต่พอสอนๆ ไปได้สักพัก เจอคน พูดคุยกับคนจริงๆ จิตใจเราก็ค่อยๆ เริ่มคลี่คลาย เรามีโจทย์ให้เด็กๆ แต่งเพลง ผ่านไป สองเพลงแล้ว พอเพลงที่สาม คิดว่าเราพอจะรู้จักกับลูกศิษย์บ้างแล้ว เลยลองให้เป็นโจทย์ให้เขาได้แต่งเพลงเรื่องการเมืองดู คือเรียกว่าเป็นเพลงเพื่อชีวิตก็ได้ ฝรั่งเรียกว่า Protest Song คือเพลงประท้วง เพลงขับเคลื่อน เพลงที่ใช้ในการเรียกร้อง เพลงหนุนใจ เพลงตีแผ่เสียดสี หรือมันอาจจะฟังคล้ายๆ เพลงรักก็ได้นะ 

อย่างเพลง Imagine ของ จอห์น เลนนอน ก็เป็นเพลงเพื่อชีวิตเหมือนกันนะ เขาเรียกร้องสันติภาพ ผมลองให้โจทย์แบบนี้ ไม่รู้สิ อาจจะเพื่อปลดล็อกตัวเองด้วยมั้ง ว่าเราพยายามจะเข้าใจเรื่องนี้นะ เด็กก็แต่งกันมาทุกแบบ คือในสิบคนนี่ก็มีเพลงสิบแบบ ไม่ได้แบบสุดโต่งกันไปหมด คือแบบสุดโต่งแรงๆ เลยก็มี แต่ไปในทางให้กำลังใจก็มี ไปในทางเรียกร้องความยุติธรรมให้คนรุ่นใหม่ก็มี มีหลากหลาย ทำให้เราคิดว่า เออ นี่แหละ มันก็คือหน่วยย่อยของสังคม การจะตีความเพลงเพื่อชีวิต Protest Song ที่มันจะใช้หนุนใจ ขับเคลื่อนความเชื่อความคิดต่างๆ มันก็ทำได้หลายแบบจริงๆ

พื้นที่เล็กๆ ที่บอย-ตรัย ภูมิรัตน บอกเล่าชีวิตในฐานะนักร้อง นักแต่งเพลง อาจารย์มหาวิทยาลัย คุณพ่อลูกสอง และชายวัยปลาย 40

ทุกวันนี้อายุ 40 ปลายๆ แล้ว คุณตื่นเต้นกับอะไรบ้าง

ก็ตื่นเต้นอะไรดีล่ะ หนังใหม่ออกมาก็รอดู หรือได้ขึ้นเวทีอีกก็ตื่นเต้นแล้ว (หัวเราะ) หรือแค่ขุนเขา (ลูกชาย) นับหนึ่งถึงสิบได้ก็ตื่นเต้นแล้ว เขาพูดยังไม่ชัดเลย แต่ว่านับเลขได้ เห็นแล้วก็ตื่นเต้น ผมมาคิดว่า อยากตื่นเต้นกับอะไรก็ได้ง่ายๆ 

เคยเป็นไหมเวลาดูข่าวแล้วเรารู้สึกว่า ไอ้คนนี้นี่มันพูดจริงหรือเปล่าวะ คือตอนนี้กลายเป็นเวลาดูข่าว เราก็จะดูแบบไม่ได้ฟังข่าว แต่ดันต้องมาคอยเช็กว่านี่มันเชื่อถือได้แค่ไหน กลายเป็นอย่างนั้นไป คือมันไม่ได้เป็นเรื่องฟังข่าวแล้วก็รับรู้ข่าว แต่ว่าเป็นเรื่องหลายชั้นซับซ้อน เหมือนชีวิตสังคมมนุษย์หล่อหลอมให้เราต้องมีชีวิตกันแบบนี้ 

ผมรู้สึกว่าด้วยวัยที่แก่ขึ้นเนี่ย บางทีเราก็อยากจะให้ชีวิตมันง่ายๆ ไม่ซับซ้อน รู้สึกดีใจก็ดีใจ รู้สึกไม่สบายใจก็ไม่สบายใจ ผมพยายามสอนชื่นใจว่า การรู้สึกอย่างตรงไปตรงมาเป็นเรื่องดีที่สุด ตื่นเต้นกับอะไรง่ายๆ ก็ได้ แต่ก็อย่าตื่นเต้นมากไป เห็นอะไรนิดๆ หน่อยๆ แล้วประทับใจได้ มันก็มีความสุขดีออก

คุณยังอ่านหนังสือการ์ตูนอยู่ไหม

อ่านนะ ตอนนี้อ่าน ดาบพิฆาตอสูร น่าจะเป็นเรื่องที่ฮิตที่สุดในโลกตอนนี้ บางคนชอบ บางคนอาจจะไม่ชอบ แต่ผมลองอ่านก่อน เพราะเดี๋ยวชื่นใจก็จะมาอ่านบ้างแล้ว เขาเรียกว่า ชิมให้ก่อนว่ามีพิษหรือเปล่า (หัวเราะ) แต่ก็สนุกดีนะ ให้อารมณ์เหมือนกับตอนที่เราอ่านการ์ตูนเหมือนเมื่อก่อนเลย นานมากแล้วที่เราอ่านการ์ตูนแล้วมันไม่ค่อยสนุก ทีแรกนึกว่าเป็นเพราะเราแก่ไปแล้ว แต่เรื่องนี้ทำให้เรารู้สึกสนุกเหมือนเมื่อก่อนเลย

คือเอาจริงๆ ก็คือสนุกมาก (เน้นเสียง) คือตอนนี้มันจบอวสานไปแล้วล่ะ แต่ผมอ่านถึงแค่เล่มยี่สิบสอง ผมเก็บเล่มสุดท้ายไว้ยังไม่ยอมอ่าน กลัวมันจบ (หัวเราะ)

ตอนแรกถามว่าคุณทำงานอะไรอยู่บ้าง คุณบอกว่าใครจ้างอะไรก็ทำ แต่ถ้าถามคำถามนี้ใหม่ว่า คุณมีคำอธิบายตัวเองว่าทำงานอะไร คุณจะใช้คำไหน

ถ้าเป็นไปได้ อยากจะใช้คำว่า ‘นักร้อง-นักแต่งเพลง’ ไปตลอดชีวิตนะ คือรู้สึกว่ามันเป็นอาชีพที่ภูมิใจ แล้วก็เหมือนเป็นอาชีพที่ไม่ได้ไปเบียดเบียนทรัพยากรอะไรของโลกมาใช้เลย นอกจากกลั่นกรองความคิดของเราออกมา ปล่อยความคิดในท่วงทำนองในใจออกไป ไปเป็นเพื่อนให้กำลังใจใครๆ ที่บังเอิญได้ฟัง เรารู้สึกว่างานของเราคงไม่ได้ไปลิดรอนเบียดเบียนอะไรใคร ก็เลยรู้สึกว่ามันก็เป็นอาชีพที่ภูมิใจได้นะ เวลาบอกลูกว่าเราทำอะไร ก็จะบอกว่า ‘อืม พ่อเป็นนักแต่งเพลง’ นี่แหละ

พื้นที่เล็กๆ ที่บอย-ตรัย ภูมิรัตน บอกเล่าชีวิตในฐานะนักร้อง นักแต่งเพลง อาจารย์มหาวิทยาลัย คุณพ่อลูกสอง และชายวัยปลาย 40

Writer

วิภว์ บูรพาเดชะ

บรรณาธิการ happening ที่เป็นสื่อด้านศิลปะ ซึ่งกำลังพยายามสื่อสารให้ผู้คนเห็นความสำคัญของศิลปะในหลายๆ มิติ FB: facebook.com/khunvip TWIT: @viphappening IG: @viphappening

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load