เสียงเพลงฟังสบายจากวง Carpenter ดังขึ้นภายใต้บรรยากาศชวนฝันด้วยแสงสลัวในร้านกาแฟในย่านพระนครที่เป็นส่วนผสมอันลงตัวระหว่างกลิ่นโอเรียนทัลกับความเป็นตะวันตก มันคือสถานที่นัดหมายระหว่างเรากับเจ้าของผลงานภาพเคลื่อนไหวสุดเท่แห่งยุค ผู้ฝากผลงานที่แฝงไปด้วยกลิ่นไอของความวินเทจและงดงามในทุกจังหวะ ไว้ในวงการภาพเคลื่อนไหวของประเทศไทยไว้มากมาย และนับได้ว่าเป็นหนึ่งในผู้กำกับสายเลือดใหม่ที่มาแรงและน่าติดตามมากที่สุด

เธอชื่อว่า จีน-คำขวัญ ดวงมณี

จีน คำขวัญ ดวงมณี

ย้อนกลับไปหลายปีที่แล้ว จีนคือเด็กสาวขี้อายในคณะศิลปกรรมศาสตร์ ผู้ไม่ได้เรียนด้านการทำภาพยนตร์มาโดยตรง และในวันนี้จีนในวัย 25 ปี ก็ได้ฝากผลงานไว้เกินกว่า 60 ชิ้น ตลอดการเดินทางภายใต้นามผู้กำกับสาวเพียงแค่ 2 ปีเศษๆ เท่านั้น

“ตั้งแต่ต้นปีผ่านมาจนถึงตอนนี้ จีนมีงานเอ็มวีที่เลื่อนถ่ายมา 2 ตัวค่ะ แล้วก็มีแฟชั่นฟิล์มของ Pomelo และได้รับการติดต่อให้กำกับงานของ Calvin Klein ในแคมเปญ International Women’s Day for Asia”

ผู้หญิงตรงหน้าเราผู้อยู่ภายใต้หมวกเบเรต์ทรงเก๋กับเรือนผมหน้าม้าสีเบอร์กันดี้อ่อนๆ ในแบบฉบับของเด็กหญิงชาวฝรั่งเศส ซึ่งรับกันกับรองเท้าบู้ทเก๋ บอกเล่าเรื่องราวผลงานให้เราได้ฟัง

อันที่จริงแล้ว เมื่อเราเอ่ยถึงชื่อ คำขวัญ ดวงมณี — ภาพที่ชัดเจนที่สุดที่ปรากฏขึ้นคงหนีไม่พ้นภาพเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเป็นมิวสิกวิดีโอ แฟชั่นฟิล์ม และโฆษณา ในมิวสิกวิดิโอเพลง Lover Boy ของ Phum Viphurit, Don’t You Go ของ STAMP ดำสนิท ของ ฮิวโก้–จุลจักร จักรพงษ์, คิดถึง ของ Palmy, Hurts ของ Tahiti80, คิดถึงขนาด ของ Somkiat, ยังอยู่ ของ SCRUBB ไปจนถึงเพลงที่ฮิปฮอปอย่าง เหอะ ของ The RedTape แม้ผลงานของเธอจะมีหลากหลาย แต่สิ่งที่เหมือนกันคือกลิ่นของความวินเทจผสานกันกับความเท่ที่สะท้อนออกมาผ่านภาพ  

ทั้งหมดนี้จุดประกายความสงสัยให้แก่เรา ว่าอะไรกันแน่ที่ทำให้งานของผู้หญิงขี้อายคนนี้มีความเท่อย่างน่าเหลือเชื่อ วันนี้เราจึงชวนเธอมาย้อนเวลาแห่งชีวิตของเธอให้เราได้ฟัง

จีน คำขวัญ ดวงมณี

Scene 1

Little Jean

เด็กหญิงจีน

ก่อนจะมาเป็นผู้กำกับสาวมือทองที่ฝากผลงานกับแบรนด์ระดับโลกไว้บนบิลบอร์ดใจกลางฮ่องกง จีนเล่าให้เราฟังว่า เธอในวัยเด็กเป็นเด็กเงียบๆ ไม่ค่อยพูด ไม่ค่อยกล้าแสดงออก เวลาพูดหน้าชั้นเรียนเธอจะนิ่งและเงียบ

จีนไม่ใช่เด็กหน้าห้อง — เธอไม่ใช่เด็กนั่งแถวแรกที่คอยยกมือขึ้นถามครู หากมีอะไรสงสัย เธอมักจะไม่ค่อยเอ่ยปากถาม ด้วยความที่เป็นคนไม่กล้าแสดงออก และอาจเรียกได้ว่าเป็นเด็กที่นั่งหลังห้องอยู่กับเด็กผู้ชายเกเร และหลายครั้งนักที่เธอนั่งหลับในห้องเรียนเพราะมัวแต่ทำการบ้านเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย

“เราเอาการบ้านที่ต้องใช้สอบตรงสำหรับเข้าคณะศิลปกรรมศาสตร์ขึ้นมาทำในห้องเรียนเลย ถามว่าตั้งใจเรียนมั้ย… เราเป็นคนเรียนปานกลางค่อนไปทางดี ไม่ได้โดดเด่นว่าเก่งวิทย์หรือคณิต เพราะเราจะเก่งไปในพวกศิลปะและดนตรี”

จีนรู้ตัวว่าตัวเองมาทางสายศิลปะตั้งแต่ตอนเด็กๆ เธอบอกเราว่า เธอไม่สามารถเลือกได้ว่าชอบวิชาศิลปะหรือดนตรีมากกว่ากัน นั่นเพราะว่าคุณแม่พาเธอไปเล่นเปียโนตั้งแต่เด็ก หลังจากนั้นจีนก็เริ่มต้นลองหัดกีตาร์เอง และเริ่มเล่นปิคโคโลเมื่อสมัครเข้าวงโยธวาทิต อีกทั้งยังสามารถเล่นวิโอลาได้นิดหน่อย เมื่อครั้งอยู่ในวงออร์เคสตร้าโรงเรียน

เมื่อเราถามเธอว่าเธอพอจะมีความทรงจำเกี่ยวกับการวาดภาพแรกได้บ้างไหม จีนตอบว่า ภาพแรกของเธอเกิดขึ้นในสมัยอนุบาล เมื่อติดตามคุณแม่ไปทำกิจกรรมเวิร์กช็อปให้นักเรียน “ตอนนั้นเหมือนเขาจะเตรียมสีปั๊มนิ้วไป ให้เราปั๊มนิ้วลงกระดาษ จากนั้นก็วาดต่อเป็นหนอน เป็นไก่ค่ะ ส่วนวาดอีกทีก็เป็นภาพคลาสสิกเลย ที่วาดภูเขาต่อเป็นเต้น แล้วมีพระอาทิตย์ มีนกเป็นรูปตัวเอ็ม”

ไม่ใช่แค่เรื่องของการวาดภาพและเล่นดนตรีเท่านั้น แต่คุณแม่ของจีนผู้เป็นแอร์โฮสเตสยังชื่นชอบในศิลปะและแฟชั่น และเป็นหนึ่งในแบบอย่างในการใช้ชีวิตให้กับจีนในวันนี้ อาจเรียกได้ว่าครอบครัวของจีนเป็นส่วนอันยิ่งใหญ่ที่หล่อหลอมให้เธอกลายเป็น คำขวัญ ดวงมณี ในวันนี้ เพราะไลฟ์สไตล์ของทั้งคุณพ่อและคุณแม่ยังทำให้เธอหลงใหลในความสวยงามในแบบย้อนยุคอีกด้วย

“พ่อกับแม่ของจีนชอบฟังเพลงสากลย้อนยุค แล้วเขาชอบแต่งบ้าน อย่างคุณพ่อจีนที่เป็นสจวร์ตจะชอบบินไปต่างประเทศแล้วซื้อของเก่ามาแต่งบ้าน ในบ้านก็จะรกมากนิดหนึ่งค่ะ” เธอหัวเราะเสียงใส เป็นจังหวะเดียวกันกับเสียงเพลง Close to You ดังขึ้นพอดี

จีน คำขวัญ ดวงมณี

จีน คำขวัญ ดวงมณี

Film and Jean

ภาพยนตร์กับจีน

นอกจากการวาดรูปและฟังเพลงแล้ว เราชวนจีนคุยกันถึงเรื่องภาพยนตร์ที่ชอบ — เธอนิ่งไปสักพักด้วยความที่ชอบดูหนังตามความสนใจ แต่สุดท้ายเธอก็เอ่ยตอบเราด้วยคำตอบที่ชวนให้แปลกใจจนได้

“ตอนเด็กๆ จีนชอบเพลงการ์ตูนของ Fox จากเรื่อง Anastasia ค่ะ”

คำตอบของจีนดังขึ้นพร้อมดวงตาเป็นประกาย ก่อนเล่าเรื่องราวที่เราไม่เคยคิดว่าจะได้ยินให้ฟัง

“จีนชอบเพลงซาวนด์แทร็กมาตลอด จีนโหลดเพลงสกอร์เปียโนของหนังเรื่องนี้มาแล้วก็เล่น จริงๆ ตั้งแต่ชอบมาจนถึงตอนนี้ก็ยังเล่นไม่จบ คือจีนเล่นจบเพลงแล้วแต่ยังไม่คล่องจนร้อยเปอร์เซ็นต์”

ผู้กำกับสาวคนนี้มีงานอดิเรกคือการเล่นเปียโน และเพลงโปรดที่เธอชอบก็คือเพลง Once Upon A December

นอกจากนี้ จีนยังชอบหนังเพลงเรื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น Grease และ La La Land รวมถึงชอบผลงานของผู้กำกับชาวฝรั่งเศส เจ้าของบทตำนานในวงการภาพยนตร์ และเป็นเจ้าของแรงบันดาลใจให้กับผู้กำกับทั่วโลกอีกมากมายอย่าง Jacques Demy อีกด้วย

จีนในตอนนั้นยังไม่เคยรู้เลยว่าวันหนึ่งเธอเองนั่นแหละที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้กำกับที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนมากมายเช่นเดียวกัน

เมื่อเติบโตขึ้น เธอได้ลองใช้กล้องถ่ายรูปครั้งแรกขณะไปทัศนศึกษากับที่โรงเรียน และเริ่มได้ลงมือตัดต่อวิดีโอและลงมือถ่ายเป็นครั้งแรกกับกลุ่มเพื่อนสมัยมัธยม

“การทำวิดีโอครั้งแรกที่มีการตัดต่อ ตอนนั้นจีนใช้ BlackBerry ถ่าย ซึ่งมันเป็นคลิปแก๊งเพื่อนตอนโรงเรียนพากันโดดเรียนแล้วขึ้นไปบนดาดฟ้า ซึ่งจริงๆ ตอนนั้นเขาไม่ให้ขึ้น แล้วตอนนั้น Prison Break กำลังดังพอดี จีนเลยทำเป็น Prison Break เวอร์ชันโดดเรียนแล้วขึ้นดาดฟ้า”

จีนโพสต์คลิปนั้นลงบนเฟซบุ๊ก — แน่นอนล่ะว่ามีคุณครูมาคอมเมนต์ว่าให้ลบ แต่จีนในวันนั้นก็ไม่ได้ลบออกไปแต่อย่างใด

“ผลตอบรับตอนนั้นดีเลย เพื่อนบางคนก็ขึ้นบ้าง” เธอตอบพร้อมเสียงหัวเราะ

นั่นอาจจะเป็นสัญญาณแรกของความสำเร็จของเธอก็เป็นได้

จีน คำขวัญ ดวงมณี

Scene 2

Fashion and Jean

แฟชั่นและจีน

“คำว่าแฟชั่นสำหรับจีน คือการเป็นตัวของตัวเอง”

แม้จะชอบจับกล้องเล่นๆ กับเพื่อนสมัยมัธยม แต่จีนก็ตัดสินใจเรียนด้านแฟชั่น ทว่าก่อนตัดสินใจเข้าคณะศิลปกรรมศาสตร์นั้น ครั้งหนึ่งจีนเคยเกือบจะเรียนด้านดนตรีโดยเฉพาะ แต่สุดท้ายเธอก็เปลี่ยนให้ดนตรีกลายเป็นงานอดิเรก และเริ่มต้นติววาดภาพตั้งแต่ ม.2

“ตอนนั้นอยู่ดีๆ มีเพื่อนมาชวนว่าไปเรียนแฟชั่นมั้ย… ถามว่าเราอินแฟชั่นมั้ย ก็ไม่… เราชอบดูคนแต่งตัว แต่ตัวเราเป็นคนเรียบมากๆ แต่ก็ไปตามเพื่อน”

สุดท้ายเธอก็สอบติดแขนงวิชาแฟชั่นและสิ่งทอ ภาควิชานฤมิตศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

จีนตอนปี 1 ยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับแฟชั่นมากนัก ด้วยความที่คลาสเรียนเป็นการเรียนรวม และเธอต้องเรียนวิชาอื่นไปด้วย รวมถึงทฤษฎีศิลป์และกราฟิก

“พอได้เรียนตามเมเจอร์ แรกๆ ยังตื่นเต้นอยู่เพราะไม่เคยทำ แต่พอทำไปสักพัก เราคิดแบบเสื้อผ้าที่ตัดเย็บได้ใกล้เคียงของจริงไม่ค่อยได้ เราก็เลยรู้สึกเริ่มท้อแล้วก็ไม่ค่อยอินการทำแพตเทิร์น แต่ว่าถามว่าเราชอบแฟชั่นมั้ย เราชอบในแง่กระบวนการกว่าจะมาเป็นเสื้อผ้า ดีไซเนอร์ต้องคิดมาจากอะไรและดึงแรงบันดาลใจมาจากอะไรบ้าง เพื่อที่จะแปลงออกมาเป็นเสื้อผ้า”  

ในตอนนั้นจีนชอบออกแบบเสื้อผ้าที่ค่อนข้างเรียบ ใส่ลูกเล่นลงบนลายของผ้า โดยครั้งหนึ่งเธอเคยออกแบบเสื้อผ้าที่ดึงมาจากบทเพลงของ Kraftwerk ลงมาสรรค์สร้างลายบนเสื้อผ้า ให้เป็นลายที่ชวนให้นึกถึงคอมพิวเตอร์รุ่นแอนะล็อกกับแผ่นซีดี เข้ากันกับบทเพลงที่เธอฟัง

ทว่าเมื่อเริ่มต้นลงทำเสื้อผ้าจริงๆ จีนกลับรู้สึกว่าเธอไม่สามารถจะเป็นดีไซเนอร์ได้ และนั่นพาเรามาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของจีน

จีน คำขวัญ ดวงมณี

จีน คำขวัญ ดวงมณี

Turning Point

จุดเปลี่ยน

“ตอนทำทีสิส จีนชอบหนังเรื่องหนึ่งของ Jean Cocteau มันเป็นหนังที่มีความกรีก-โรมัน จีนเลยใช้ลายเส้นแฮนด์ดรอว์อิ้ง มาพัฒนาเป็นรายละเอียดของเสื้อผ้า” จีนเล่าพร้อมเปิดสมุดเล่มใหญ่ตรงหน้าไปด้วย — ในตอนนั้นเราได้เห็นรูปภาพมากมายถูกตัดแปะไว้บนหน้ากระดาษ หนึ่งในนั้นคือภาพผ้าที่จีนกลัดไว้บนตัวหุ่น “ตอนนั้นจีนไม่ค่อยอินกับเสื้อผ้าแล้ว จีนแปะคอลลาจลงบนสมุดใหญ่เลยนะ แต่พอเอาแบบไปส่งให้ช่าง ตอนนั้นเหมือนเราแทบจะบอกให้ช่างเอาไปทำให้จบๆ แล้วไปรอวันเดินแบบอย่างเดียว จีนรู้เลยว่าจีนไม่ได้ให้ใจกับมันอีกแล้ว

“สมัยอยู่โรงเรียนจีนหลับในห้องตลอดเลย ทุกคนจะจำว่าจดๆ อยู่ก็จะเนียนเอามือเท้าคาง แล้วก็หลับไปเลย เพราะบางทีเหมือนเราติวเข้าแฟชั่นแล้วงานมันเยอะเราก็จะนอนดึก จีนเป็นคนที่ถ้านอนไม่พอจีนจะนั่งฟังอะไร ฟังใคร พูดโมโนโทนไม่ได้ จีนจะหลับ” จีนเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์การออกไปฝึกงานของเธอที่แบรนด์เสื้อผ้าแบรนด์หนึ่ง ที่เธอยืนยันว่าเธอเคยนั่งทำงานแล้วหลับไปด้วยจริงๆ “นั่นอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้รู้สึกว่าจีนต้องทำงานอะไรที่ไม่ต้องอยู่กับที่แล้วล่ะ”

จีน คำขวัญ ดวงมณี

On Set

ออกกอง

เมื่อรู้ตัวว่าต้องทำงานที่ไม่อยู่กับที่ เธอจึงตัดสินใจกระโดดเข้ามาในวงการภาพเคลื่อนไหว ด้วยความหลงใหลในโจทย์ที่มีความท้าทาย และคนหลากหลายที่ได้เจอ จีนจึงรู้สึกว่าการถ่ายภาพนั้นเหมือนกับการจำลองจินตนาการในหัวของเธอ ให้ออกมาเป็นภาพจริงอย่างใกล้เคียงที่สุด

“จีนเย็บผ้าไม่เก่ง แต่กับฟิล์มจีนรู้สึกดีกับมัน เพราะเราได้ถ่ายทอดภาพออกมา ด้วยความที่เราเป็นคนฟังเพลงแล้วชอบนึกภาพตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นฟังเสียงนี้หรือดนตรีแบบนี้ จีนจะนึกถึงภาพคนคนนึงกำลังทำอะไรอยู่”

กองถ่ายแรกที่จีนออก — แบบไม่นับภาพยนตร์สั้นๆ เลียนแบบ Prison Break สมัยมัธยม — คือกองถ่ายที่เธอทำกับเพื่อนสมัยมหาวิทยาลัย มันเป็นการร่วมมือกันของนิสิตคณะศิลปกรรมศาสตร์ที่ต้องการสะสมผลงานไว้ในพอร์ตฟอลิโอ จากนั้นเธอก็เริ่มไปช่วยงานเพื่อนๆ และรุ่นพี่ทั้งงานภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว ที่เธอใช้มือตัวเองแทนขาตั้งกล้อง

“แรกๆ จีนไม่ได้รู้จักภาพเคลื่อนไหวมากขนาดนั้น มันเหมือนมุมมองในภาพเคลื่อนไหวของเราไม่ได้เป็นไปตามหลักการเท่าไหร่ เหมือนเป็นเด็กแฟชั่นที่คิดภาพนิ่งเป็นมู้ดๆ มาต่อกัน คาแรกเตอร์งานเลยค่อนข้างต่างจากตอนนี้”

การไม่ได้จบมาจากคณะที่สอนเรื่องการทำภาพยนต์มาโดยตรง บางครั้งก็ทำให้จีนเกิดความกดดันกับตัวเองเมื่อต้องก้าวเข้าสู่สนามการแข่งขันในวงการภาพเคลื่อนไหว แต่เธอก็ค่อยๆ สะสมประสบการณ์ตามที่เรียนรู้มาจากการ ‘ออกกอง’ ในแต่ละกอง ที่เธอบอกว่าเธอลองมาแล้วทุกสเกล ไม่ว่าจะเป็นงานเล็กหรืองานใหญ่ก็ตาม

“บางงานจีนทำเองหมดก็เคย ตั้งแต่ถ่าย อัดเสียง ตัดต่อ ไปจนถึงทำจนจบงาน ถามว่าตอนนั้นดีมั้ย ก็ไม่ดี แต่เราแค่รู้ขั้นตอนคร่าวๆ”

จีน คำขวัญ ดวงมณี

จีน คำขวัญ ดวงมณี

Scene 3

Professional

มืออาชีพ

งานจริงจังแรกของจีนเริ่มต้นในฐานะผู้ช่วยผู้กำกับ หลังจากที่เธอตัดสินใจสมัครเข้าเป็นเด็กฝึกงานที่โปรดักชันเฮาส์ถึง 2 ที่ และถูกทาบชวนจากคนในบริษัทให้ลองทำงานจริง นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาจีนก็ค่อยๆ สะสมผลงานของตัวเอง และไม่กลัวที่จะลงมือทำงานในฐานะผู้กำกับ จนกระทั่งถึงวันนี้ และไม่ลืมที่จะหยิบยื่นโอกาสให้คนอื่น ในวันที่เธอสามารถยื่นให้ได้

ด้วยความที่ความชอบแฟชั่นของเธอแบ่งออกเป็น 2 ทาง ทั้งทางมินิมอล และทาง Wearable Art หรือการเอาศิลปะมาประดับอยู่บนชุดที่มีโครงสร้างค่อนข้างเรียบ งานของจีนจึงมีความเรียบที่แฝงอยู่บนความเรโทร

“ตอนนี้จีนกำลังหาสิ่งใหม่ในการทำงาน หลายๆ คนบอกว่า ดูแต่ละอันมันยังสะท้อนบุคลิกของเราอยู่ เพียงแต่ว่ารูปแบบของงานมันกำลังเปลี่ยนไปมากขึ้น”

ปัจจุบัน จีนทำงานทั้งแฟชั่นฟิล์ม มิวสิกวิดีโอ และโฆษณา เธอเล่าให้เราฟังถึงวิธีการทำงานว่าเธอกำลังทำงานที่เล่าเรื่องมากขึ้น ด้วยการเอาเส้นเรื่องมาผสมกับภาพ ให้ออกมาเป็นภาพที่เล่นกับความรู้สึกของคนดู ให้ออกมาเป็นมิวสิกวิดีโอ ซึ่งแตกต่างจากแฟชั่นฟิล์มที่เธอมักพูดถึงการตีความจากคอลเลกชันนั้นๆ และโฆษณาที่เริ่มต้นจากสคริปต์ของเอเจนซี่

จีน คำขวัญ ดวงมณี จีน คำขวัญ ดวงมณี

Behind the Jean

เบื้องหลังของภาพจีน

จีนค่อยๆ สะสมประสบการณ์ในวงการภาพเคลื่อนไหวมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นมิวสิกวิดีโอ โฆษณา หรือแฟชั่นฟิล์มก็ตาม — จากชื่อจีนที่แพร่สะพัดในวงการของคนแฟชั่น ก็ค่อยๆ เติบโตขึ้นผ่านโอกาสที่เธอได้รับ และความสามารถที่สะท้อนชัดในงานของเธอ บนมิวสิกวิดีโอของนักร้องดังจากหลากหลายค่าย แบรนด์แฟชั่น ไปจนถึงแบรนด์ขนม

ในที่สุด — วันหนึ่งในเดือนมกราคม จีนก็ได้รับการติดต่อจากแบรนด์ในฝันอย่าง Calvin Kilen กับแคมเปญ International Women’s Day แคมเปญที่ในปีนี้ต้องการแสดงพลังของผู้หญิงเอเชีย ด้วยการเชิญอินฟลูเอนเซอร์ทั่วเอเชียเข้ามาร่วมค้นหาและเข้าใจตัวตน เพื่อเอาชนะขีดจำกัดและความท้าทายทางเพศ

“ไม่ว่าจะเป็นยังไง จีนต้องทำงานนี้ให้ได้” เธอพูด ขณะเปิดตารางงานในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาให้เราดู และมันเป็นจริงอย่างที่เธอว่า เพราะตารางการทำงานของ Calvin Klein นั้นซ้อนทับกับงานอื่นๆ อย่างที่เธอพูดจริงๆ แต่สุดท้ายจีนก็สามารถผ่านไปได้ จนผลงานของเธอนั้นได้ฉายอยู่ที่ประเทศฮ่องกง

“มันเป็นตัวชี้วัดเลยกับตลอด 2 ปีกว่าๆ ที่ผ่านมาของเรา”

แม้ความรู้สึกแรกหลังจากได้รับงานนี้ จะเป็นความเหงา เพราะรุ่นพี่ในวงการเคยบอกไว้ว่าโดยปกติแล้ว ถ้ารับงานนอกจะต้องมีโปรดิวเซอร์ไทยมาช่วย และมีโปรดักชันเฮาส์ที่ไทยมาซัพพอร์ต แต่ในครั้งนี้จีนกำลังเอาตัวเองเข้าไปลุยงานนี้ด้วยคนเดียว โดยที่เธอไม่มาก่อนว่าบริษัทที่ทำงานด้วยเป็นใคร และใครเป็นผู้ร่วมงานบ้าง “ทีมที่ออกกองที่เป็นคนไทยมีแค่ตากล้อง พี่ช่างไฟ และทีมเสียง ที่เหลือเป็นชาวต่างชาติหมดเลยค่ะ”

สำหรับจีนแล้ว นี่คือตัวชี้วัดว่างานกำลังเริ่มต้นไปในระดับอินเตอร์มากขึ้น และเธอเองก็ต้องท้าทายตัวเอง ว่าจะสามารถเปลี่ยนคำศัพท์ในการกำกับได้ชัดเจนแค่ไหน

จีนบอกว่า กองถ่ายในครั้งนี้แตกต่างไปจากที่เธอเคยเห็นในประเทศไทย — เพราะมันคือการถ่ายทำที่เธอได้ใกล้ชิดกับลูกค้ามาก แม้ในวันแรกเธอจะสัมผัสได้ว่าทั้งเธอและลูกค้ายังไม่ได้ไว้ใจกันขนาดนั้น แต่พอรู้จักกันและกัน และรู้ว่าต่างคนต่างต้องการอะไร กลายเป็นว่าเธอสนุกกับกองถ่ายในครั้งนี้มาก

นั่นคือครั้งแรกที่เธอต้องนั่งทำงานด้วยการที่ฟังบทสัมภาษณ์จากคน 10 คน ในครั้งนั้นจีนได้ทำทั้งวิ่งสาดน้ำกับพื้นเพื่อให้ได้แสงสะท้อน วิ่งไปหยิบของ และฟังเรื่องราวของผู้หญิงทั้งสิบคนไปด้วย

“มันมีตอนหนึ่งเหมือนกันที่จะต้องเลิกถ่ายแล้ว ที่หมดคิวแล้ว แต่ไอเดียที่จีนคิดมามันยังไม่ได้ถ่าย แล้วจีนคิดว่ายังไงมันต้องถ่ายซีนนี้

มันเป็นซีนกระจกของเรื่องคนสุดท้ายที่เขาเป็น LGBT แล้วจีนแค่คิดว่าความท้าทายมันคือผู้หญิง 10 คนในบ้านหลังเดียว มุมที่ให้เล่นมันก็น้อยแล้ว เรารู้สึกว่าเราต้องได้ภาพที่แตกต่างกัน เรานึกขึ้นได้ว่าเรายังไม่ได้เล่นกับกระจกเลย แล้วด้วยนักแสดงคนสุดท้ายเขาผ่านจุดที่ต้องยอมรับตัวเองก่อน จึงค่อยกล้าแสดงออกหรือว่าแสดงจุดยืนทางเพศสภาพได้ขนาดนี้ จีนก็เลยคุยกับผู้ช่วยว่า อยากให้เขาเข้าไปในกระจก แล้วลองมองตัวเอง มองตาตัวเอง

ไอเดียนี้จีนได้จากที่เข้าไปในบ้านวันแรกแล้วเห็นว่ากระจกเยอะมาก มีกระจกบานหนึ่งที่จีนเข้าไปส่อง กลายเป็นว่าวันนั้นเป็นวันแรกที่เรามองตาตัวเองครั้งแรก เราก็แปลกใจว่าปกติเราไม่เคยมองตาตัวเองเลย แต่พอเราได้มองตาตัวเองมันกลายเป็นว่าเราได้รู้จักตัวเองมากขึ้น จีนก็เลยบอกผู้ช่วยว่าอยากให้เขาค่อยๆ เดินเข้าไปในกระจก มองเข้าไปในตาตัวเอง แล้วค่อยๆ ปรับอารมณ์ จากสับสนอยู่ก็เรียนรู้ที่จะรักตัวเอง และได้ยิ้มออกมาด้วยความมั่นใจ โดยที่มีภาพน้ำไหลออกมาเรื่อยๆ ตอนแรกมันอาจจะเป็นความไม่เคลียร์ มีหยดน้ำเต็มไปหมดเลย แต่พอเขาเรียนรู้ที่จะรักตัวเองแล้ว เอามือปาดน้ำที่ไหลไม่หยุด แล้วเห็นตัวตนของตัวเอง”

สุดท้าย เราก็ได้เห็นฉากสวยๆ ฉากนั้นในแคมเปญของ Calvin Klein ในที่สุด

“เราไม่เคยทำงานที่ใกล้กับคนเท่านี้มาก่อน มันมีหลายเรื่องราวที่เราฟังแล้วทำให้เราได้รับแรงซัพพอร์ตจากเรื่องเล่าของเขา จากที่เราเคยไปอย่างไม่มั่นใจ มันมีหลายอารมณ์ในงานนี้มาก ทั้งกดดันและท้าทาย แต่จีนก็ผ่านไปได้ด้วยตัวเองในที่สุด โดยมีทีมงานคอยซัพพอร์ต สุดท้ายลูกค้าก็ประทับใจเรา และเราก็ทำได้จริงๆ”

จีน คำขวัญ ดวงมณี จีน คำขวัญ ดวงมณี

Dream Comes True

ฝันที่เป็นจริง

ผลงาน International Women’s Day for Asia ที่ร่วมเดินทางกับจีนมาเป็นเวลา 3 เดือนเต็มๆ ในครั้งนี้ ได้ถูกฉายบนจอใหญ่ในเมืองฮ่องกง ที่เธอเล่าให้เราฟังว่าเธออยากจะหาเวลาไปเดินเล่นและดูด้วยตาตัวเองสักครั้ง
“งานนี้ทำให้จีนเห็นผลของความพยายามที่มีมาตลอด 2 ปี และการมาถึงจุดนี้ได้เกิดจากตัวของเราเอง ก็ยิ่งทำให้รู้สึกตื้นตันมาก เอนทรานซ์ติดจีนยังไม่มีความสุขเท่านี้เลย” จีนกล่าว

ตลอดเวลา 2 ปีกว่าๆ ที่ผ่านมา จีนได้ฝากผลงานภาพเคลื่อนไหวรวมทั้งหมดราวหกสิบชิ้นงาน และหนึ่งในงานที่ทำให้เรารู้จักเธอมากที่สุด ก็คืองานที่เธอได้ทำกับศิลปินอินดี้ ที่เธอเอ่ยปากบอกด้วยความตื่นเต้นว่า เธอเป็นแฟนมาตั้งแต่สมัยมัธยมอย่าง Tahiti 80

การโคจรมาพบกันของจีนและ Tahiti 80 ในฐานะเพื่อนร่วมงานนั้น เริ่มต้นจากการที่ Tahiti 80 มาเล่นคอนเสิร์ตในเมืองไทย และต้องการจะถ่ายมิวสิกวิดีโอ ทางค่าย SpicyDisc ที่เคยร่วมงานกับจีนจึงเสนอชื่อของเธอให้กับทางศิลปิน — ในที่สุดผลงานของเธอก็เข้าตาศิลปินในดวงใจ

“ตอนแรกจีนวางพล็อตให้พระเอกเป็นชาวฝรั่งเศส เจอสาวไทย และตกหลุมรักกัน มันเป็นการเดินทางครั้งใหม่ของทั้งคู่ แล้วพอถึงวันคอนเสิร์ตจีนก็ไปแชร์ไอเดียให้กับวง”

ด้วยความที่ชื่นชอบศิลปินวงนี้ จีนจึงอยากเห็นพวกเขาอยู่ในมิวสิกวิดีโอของเธอ — เธอเล่าให้เราฟังอย่างอารมณ์ดีว่าเธอตื๊ออยู่หลายรอบ แต่เขาไม่อยากมีตัวเองในเอ็มวีนี้จริงๆ เพราะเขาอยากได้อะไรที่ ‘ไทย’ มากๆ

“เขาชอบเอ็มวีไทย เพราะบอกว่ามันเป็นเหมือนเรื่องสั้น เกิดหลายๆ อย่างขึ้นในเพลงเดียว”

พล็อตที่ 2 ที่เกิดขึ้นจึงเป็นเรื่องราวของผู้ชายที่อยู่ต่างจังหวัดและเข้ากรุงเทพฯ มาเริ่มชีวิตใหม่ แต่สุดท้ายก็อกหัก

แต่ซาเวียร์ (นักร้องนำ) ที่ร่วมแชร์ไอเดียกับจีนนั้นเล็งเห็นว่าตัวเขามีเสียงที่สูง ประกอบกันกับช่วงนั้นมีการใช้แฮชแท็ก #MeToo อย่างแพร่หลาย ซาเวียร์จึงอยากเปลี่ยนตัวละครจากผู้ชายให้เป็นผู้หญิง เพื่อเล่าเรื่องว่าถึงอดีตจะเป็นอย่างไร แต่วันนี้ผู้หญิงคนนั้นได้เริ่มชีวิตใหม่แล้ว

จึงเกิดเป็นมิวสิกวิดีโอภาพฟุ้งๆ ประกอบจังหวะของเพลงฟังสบาย บอกเล่าเรื่องราวของหญิงสาวกับเรื่องราวความรักในเมืองใหญ่ ถ่ายทำในสถานที่ต่างๆ ของกรุงเทพมหานคร ทั้งสวนลุมฯ สะพานลอยบริเวณถนนวิทยุ ไปจนถึงรถไฟไทย และเรือด่วนเจ้าพระยา

นับว่าเป็นการดึงเสน่ห์ของเมืองไทยให้ออกมาผสานกับเรื่องราวความรักและความเจ็บปวด ด้วยภาพที่ให้กลิ่นของความเป็นตะวันตกอ่อนๆ ตามแบบฉบับของ จีน คำขวัญ อดีตแฟนคลับที่กลายมาเป็นผู้กำกับของศิลปินในดวงใจ

นอกจากนี้ เธอยังเล่าอีกหนึ่งเหตุการณ์ประทับใจ ในการทำงานกับอีกคนหนึ่งที่เรียกได้ว่าเป็นศิลปินในดวงใจอย่าง ฮิวโก้-จุลจักร จักรพงษ์ ผู้ให้อิสระในการทำงานกับเธอจนเกิดเป็นผลงานมิวสิกวิดีโอเพลง ดำสนิท

นี่คืออีกครั้งที่จีนเปิดสมุดสเกตช์ผลงานให้เราได้ดู หลังจากที่เธอเปิดโชว์ผลงานการออกแบบเสื้อผ้าเมื่อชั่วโมงก่อน

ภาพตรงหน้าคือแผนภูมิที่เธอแตกคำว่า ดำสนิท ออกมาเป็นคำต่างๆ ประกอบกับคำบอกเล่าในวันแรกที่เธอได้เข้าไปพบเจอกับศิลปินที่เธอชอบมาตลอดคนนี้

“มันเหมือนในหนังเลย เพราะภาพแรกที่เห็นคือตู้ปลายาวๆ มองออกไปเห็นแม่น้ำเจ้าพระยา จีนเกร็งมาก เพราะพี่เล็กคือศิลปินที่จีนอยากทำเอ็มวีให้มากที่สุด”

จากคำว่า ดำ ขาว ดี เลว เกิด เด็ก ไข่ไก่ ถูกร้อยเรียงให้ออกมาเป็นมิวสิกวิดีโอ บอกเล่าเรื่องราวการอยู่ในสังคมที่ผู้คนถูกบีบบังคับและตัดสินว่าขาวคือดี ดำคือไม่ดี ประกอบกับภาพแอนิเมชัน แม้จีนจะไม่ได้เป็นคนวาดแอนิเมชันเอง แต่ลายเส้นชวนให้เรานึกถึงผลงานการออกแบบเสื้อผ้าเมื่อครั้งที่จีนยังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย นั่นทำให้เราพบว่าลายเส้นยังคงถูกสรรค์สร้างและแต่งแต้มอยู่ในผลงานของจีนเสมอมา

จีนทิ้งท้ายให้เราว่า หากเธอได้ย้อนเวลากลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน เด็กหญิงจีนคนนั้นคงกำลังยืนมองเธออยู่ด้วยรอยยิ้ม “จีนในตอนนั้นคงจะพูดว่า โห… ตัวโตจัง แล้วงานก็โตขึ้นด้วย”

ในอนาคตข้างหน้า จีนวาดฝันว่าจะไปหาแรงบันดาลใจที่ประเทศสเปน สำหรับสักวันหนึ่งที่เธอจะได้สร้างหนังขึ้นมาเองสักชิ้น

“ถ้าจีนได้ทำหนังชีวประวัติตัวเอง มันคงเป็นเรื่องราวของเด็กเงียบๆ ขี้อาย ไม่มีความมั่นใจและไม่ได้พอใจในตัวเอง” เธอว่าพร้อมรอยยิ้ม “แต่เด็กคนนี้อาจจะต้องการออกไปจากสิ่งที่สังคมคาดไว้ และเป็นเด็กที่ออกมาจากความเรียบง่าย ได้ลองหนีออกจากบ้าน และลองอยู่ในที่ที่ไม่ควรอยู่…

“มันคงจะเป็นหนังสีฟ้า ที่เมื่อดำเนินมาถึงช่วงเติบโตแล้วจะมีสีสันมากขึ้น เพราะจีนเองก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะอยู่ตรงนี้ได้เหมือนกัน”  

ติดตามชมผลงานภาพถ่ายของจีนได้ใน @afilmbykhamkwan
และผลงานภาพเคลื่อนไหวใน Vimeo

จีน คำขวัญ ดวงมณี จีน คำขวัญ ดวงมณี

Writer

ฐาปนี ทรัพยสาร

อดีตนักเรียนหนังสือพิมพ์ที่ก้าวเข้าสู่วงการประชาสัมพันธ์ ผู้เชื่อมั่นว่าตัวอักษรสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ หลงใหลในวัฒนธรรมและมนุษย์

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

In Design

วิธีคิดและแรงบันดาลใจของนักออกแบบที่น่าทำความรู้จัก

ไม่นานมานี้ทาง รถจักรยานยนต์ฮอนด้า ได้เปิดตัวรถรุ่นใหม่ล่าสุด CB150R ซึ่งเป็นรถรุ่นใหม่เอี่ยมที่ไม่เคยมีมาก่อนในโลก นอกจากรูปลักษณ์ที่ดูดีเหมือนรถมอเตอร์ไซค์ยุโรปแล้ว มอเตอร์ไซค์รุ่นนี้ยังออกแบบโดยคนไทยที่เดินทางไปดูแลโปรเจกต์นี้ที่ญี่ปุ่น 1 ปีเต็ม

นับเป็นเรื่องน่ายินดี แล้วอีกเรื่องที่น่ายินดีย้อนหลังก็คือ มอเตอร์ไซค์ฮอนด้าเกือบทุกรุ่นที่ใช้งานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ล้วนออกแบบโดยคนไทย และรถส่วนใหญ่ในภูมิภาคนี้ก็ผลิตในประเทศไทย

แล้วพวกเขาไปออกแบบรถมอเตอร์ไซค์ให้ชาวโลกใช้กันได้อย่างไร

ผมเดินทางมายังซอยเล็ก ๆ แถวสนามบินสุวรรณภูมิ หลังจากแลกบัตรผ่านประตูเข้ามาในตึกสำนักงานใหญ่โต ก็เห็นมอเตอร์ไซค์มากมายที่จอดอยู่ตรงโถง พร้อม ๆ กับป้ายโลโก้ปีกสีแดงขนาดใหญ่ ที่นี่คือ Honda RESEARCH & DEVELOPMENT SOUTHEAST ASIA ผมมาพบกับ คุณพีช-ณัฐพัชร์ จรรยาพาณิชย์ ผู้ออกแบบมอเตอร์ไซค์รุ่น CB150R คนที่ทำงานออกแบบรถมอเตอร์ไซค์ทันทีตั้งแต่เรียนจบ

และเรียนจบด้วยการทำวิทยานิพนธ์ออกแบบมอเตอร์ไซค์ ซึ่งเขาได้เกรด D

Honda CB150R

มอเตอร์ไซค์

มีวันนี้เพราะของเล่นให้

ครอบครัวของพีชอยากให้เขาเป็นเภสัชกร แต่เขาก็ตัดสินใจเลือกเรียนสาขาวิชาศิลปอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ส่วนหนึ่งก็เพราะชีวิตวัยเด็กของเขาเติบโตมากับการวาดรูปและสะสมโมเดลรถเด็กเล่น พอโตขึ้นมาอีกนิดก็ติดตามซื้อนิตยสารรถยนต์

“ผมชอบรถยนต์จากเส้นสายและผิวพรรณของรถแต่ละคัน ตอนเด็ก ๆ ไม่เข้าใจหรอกว่าความสวยคืออะไร รู้แค่เราชอบคันนี้ แต่อธิบายคนอื่นไม่ได้ว่าทำไมถึงชอบ คันนี้สวยยังไง ทำให้เรายิ่งสนใจขึ้นไปอีก แล้วก็เริ่มวาดรูปรถ พอรู้ว่ามีนักออกแบบวาดแบบรถพวกนี้ขึ้นมาแล้วส่งต่อให้วิศวกรไปทำให้เป็นรถจริง ๆ ผมก็ขัดใจพ่อแม่เลือกเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ หลัก ๆ เพราะชอบวาดรูป พอรู้ว่าคณะนี้สอนออกแบบยานยนต์โดยอาจารย์ที่จบด้านนี้จากอังกฤษ ก็ตั้งเป้าว่าต้องเรียนออกแบบยานยนต์ให้ได้ ผมเลยตั้งใจเรียนและมุ่งมั่นพัฒนาตัวเองเต็มที่” พีชย้อนเล่าที่มาของความสนใจ

ล้มบ้างก็ได้

เมื่อถึงช่วงที่ต้องทำโปรเจกต์เพื่อจบการศึกษา พีชเริ่มเปลี่ยนความสนใจจากการออกแบบรถยนต์มาเป็นรถจักรยานยนต์แทน ส่วนหนึ่งเพราะเคยมีคนออกแบบรถยนต์เป็นโปรเจกต์จบแล้วหลายคน และเขามองว่า การออกแบบมอเตอร์ไซค์ท้าทายกว่า

“รถยนต์มีเหล็กมาคลุมทุกชิ้นส่วน เหลือแค่ล้อที่พ้นตัวถังออกมา เราออกแบบเหล็กที่คลุมทุกอย่างนั้นไว้ให้สวยงาม ออกแบบยังไงก็ได้ ส่วนมอเตอร์ไซค์ไม่ได้มีแค่บอดี้อย่างเดียว แต่มีเรื่องเครื่องยนต์กลไกที่ไม่ได้ถูกครอบไปทั้งหมด มีถังน้ำมัน เครื่องยนต์ ช่วงล่าง ตัวครีบระบายความร้อน หรือท่อต่าง ๆ ล้วนต้องการการออกแบบให้ดูเรียบร้อยและสวยงาม เลยท้าทายกว่า”

พีช-นันท์นภัส จรรยาพาณิชย์

“ผมทำวิทยานิพนธ์เรื่องการออกแบบมอเตอร์ไซค์ที่มีกลิ่นอายของรถสปอร์ต ปรากฏว่าได้เกรด D โคตรห่วยแตกเลยครับ” พีชเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ “แต่ผมไม่ได้เข็ดหรือแหยงเลย เพราะผมชอบและหลงใหลการออกแบบมอเตอร์ไซค์มาก ๆ การที่ได้เกรดไม่ดีจากงานที่เรียนแค่ชิ้นเดียวมันวัดผลทุกอย่างเกี่ยวกับเราไม่ได้ ผมเชื่อเรื่องการเรียนรู้ ถ้าเรามีประสบการณ์มากกว่านี้ก็จะทำออกมาได้ดีกว่านี้ แค่นั้นล่ะครับ”

หลังจากส่งวิทยานิพนธ์ เขาก็รู้ว่าฮอนด้า R&D (RESEARCH & DEVELOPMENT) เปิดรับนักออกแบบ เลยลองสมัคร ปรากฏว่าได้งาน เลยเริ่มทำงานที่ฮอนด้าตั้งแต่ตอนนั้น

ขี่แล้วภาคภูมิใจ รถคนไทยออกแบบเอง

เรา-ในที่นี้หมายถึงคนไทย ออกแบบมอเตอร์ไซค์กันเอง รวมไปถึงผลิตใช้เองมานานแล้ว แล้วก็ยังออกแบบให้เพื่อนบ้านของเราใช้ด้วย

ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่มีสภาพถนน เศรษฐกิจ ผังเมือง รวมไปจนถึงวัฒนธรรมการใช้ชีวิตไม่ต่างกันมาก และมีความต้องการใช้มอเตอร์ไซค์มากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก การให้คนญี่ปุ่นที่ขึ้นรถไฟไปทำงานมาออกแบบมอเตอร์ไซค์ให้คนไทยใช้ คงเข้าไม่ถึงความต้องการของคนไทยแน่ ๆ ค่ายมอเตอร์ไซค์ยักษ์ใหญ่อย่างฮอนด้าจึงตั้งบริษัท Honda R&D Southeast Asia Co.,Ltd. ขึ้นมาเพื่อพัฒนามอเตอร์ไซค์ให้ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ในภูมิภาคนี้

“ตอนแรกผมเข้าใจว่าหลัก ๆ คนญี่ปุ่นคงออกแบบเป็นหลัก แล้วให้คนไทยช่วยบ้าง แต่ได้มาทำถึงรู้ว่า ทางญี่ปุ่นให้คนไทยออกแบบมอเตอร์ไซค์แทบทั้งคัน เขาเชื่อมือทีมดีไซเนอร์ไทยมากเลยให้ดูแลตลาดในแถบละแวกนี้ด้วยทั้งหมด”

พีช-นันท์นภัส จรรยาพาณิชย์

ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ

ภารกิจของ Honda R&D Southeast Asia คือการออกแบบมอเตอร์ไซค์ให้ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ให้ได้มากที่สุด ส่วนที่สำคัญที่สุดไม่ใช่การออกแบบหรือการผลิต แต่เป็นการทำความเข้าใจความต้องการของผู้ใช้งานจริงๆ ทีมงานจึงต้องลงพื้นที่ไปสำรวจความต้องการของผู้ใช้ว่าคนในเมืองขี่รถไปทำอะไร คนนอกเมืองใช้รถทำอะไร แล้วก็วิเคราะห์ออกมาเป็นรูปธรรมหรือฟังก์ชัน เช่น ช่องเก็บของที่ใหญ่พอจะวางหมวกกันน็อกลงไปได้เพื่อป้องกันหมวกหาย จากนั้นก็นำไปสู่กระบวนการออกแบบรถ แม้จะศึกษามาเป็นอย่างดี แต่บางทีก็มีสิ่งที่คาดไม่ถึงเหมือนกัน

“มอเตอร์ไซค์รุ่นเล็ก ๆ ในบ้านเรามี 2 ระบบคือ เปลี่ยนเกียร์เองหรือแมนวล กับเกียร์ออโต้ เราคิดว่ากลุ่มผู้ใช้รถมอเตอร์ไซค์เพื่อส่งของซึ่งเป็นลูกค้ากลุ่มใหญ่ ใช้เวลาบนรถนานต้องชอบเกียร์ออโต้แน่ ๆ แต่กลับกลายเป็นว่าทุกคนชอบเกียร์ธรรมดามากกว่า เพราะรถเกียร์ออโต้พอเตะขาตั้งลงแล้วเครื่องจะดับ แต่พวกเขาชอบจอดติดเครื่องไว้ ส่งของ เสร็จก็ขี่ต่อได้เลย นี่เป็นประเด็นสำคัญสำหรับนักออกแบบ บางอย่างที่เราคิดกลับไม่ตอบโจทย์ผู้ใช้”

แต่งทุกอย่างให้เธอแล้ว

“จุดเด่นของบ้านเราน่าจะเป็นเรื่องการแต่งรถครับ”

พีชเล่าถึงความต้องการพิเศษของผู้ใช้มอเตอร์ไซค์ในประเทศไทย

“เราแต่งรถโดยไม่สนใจราคารถเลย ซื้อมาสามสี่หมื่นบาท แต่งกันจนไปจบที่ห้าหรือหกหมื่นบาท เพราะผู้ใช้ต้องการความโดดเด่นและแตกต่างจากคนอื่นเวลาอยู่บนถนน ผมมองเป็นข้อดีนะครับ ทางญี่ปุ่นเห็นว่าเรามีความคิดสร้างสรรค์และรสนิยมมากกว่าชาติอื่น ๆ แถวนี้ สิ่งนี้ส่งผลต่อการออกแบบเยอะเหมือนกัน เราต้องออกแบบรถให้พอดี ๆ สวยโดดเด่น แต่ยังให้คนที่ซื้อจินตนาการต่อได้ว่าจะแต่งรถยังไงได้อีก เป็นการออกแบบที่ตอบโจทย์ผู้ใช้อีกแบบหนึ่ง”

อาวุธของนักออกแบบคือการสังเกต

พีชเล่าถึงขั้นตอนการออกแบบมอเตอร์ไซค์หนึ่งคันตั้งแต่ต้นจนจบว่า หลังจากได้ข้อมูลจากการรีเสิร์ชและสำรวจตลาดมาแล้ว จะมีการประชุมเพื่อสรุปเรื่องสไตล์รถให้เหล่าดีไซเนอร์ลงมือสเกตช์รูปรถมอเตอร์ไซค์ออกมา พอวาดได้จำนวนหนึ่งแล้วจะนำเอาแบบทั้งหมดแปะบนผนังให้ดีไซเนอร์แต่ละคนโหวตแบบที่ชอบ แบบที่ได้คะแนนน้อยที่สุดจะถูกหยิบลงทีละใบ ๆ จนสุดท้ายได้แบบที่ทุกคนในทีมชอบ จะนำแบบนั้นไปพัฒนาต่อจนเสร็จ แล้วส่งให้ทีมเคลย์โมเดลลิ่งปั้นขึ้นรูปรถมอเตอร์ไซค์จากดินที่เอาไว้ขึ้นแบบยานยนต์โดยเฉพาะ

จากนั้นดีไซเนอร์จะมาตรวจโมเดลดินนี้ ถ้าผ่านก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการเอากล้องสามมิติมาถ่ายโมเดลเพื่อแปลงเป็นไฟล์ในคอมพิวเตอร์ แล้วส่งเข้าสู่กระบวนการพิจารณาภายในบริษัทต่อไป

ผมเข้าใจมาตลอดว่าเหล่าดีไซเนอร์คงใช้โปรแกรมสามมิติหรือโปรแกรมเขียนแบบเพื่อเขียนดรอว์อิ้งยาก ๆ แต่พีชตอบว่าโปรแกรมที่เขาใช้ในการออกแบบคือโปรแกรมที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยกันดีอย่าง Photoshop แถมบางครั้งก็ใช้วิธีวาดบนกระดาษ

พีช-นันท์นภัส จรรยาพาณิชย์ สเกตช์

พีชกลัวผมไม่เชื่อ เลยหยิบกระดาษมาวาดให้ดูต่อหน้า ระหว่างที่นักออกแบบกำลังวุ่นกับการวาดรถ ผมถามเขาถึงหัวใจของการออกแบบมอเตอร์ไซค์

“สิ่งที่ยากที่สุดคือ การศึกษาเทรนด์ให้ชัดเจน เพื่อออกแบบให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ให้ได้ ผมมักจะเข้าไปเป็นสมาชิกในกลุ่ม Facebook ของผู้ใช้มอเตอร์ไซค์รุ่นต่าง ๆ ทั้งในและนอกประเทศ จะได้เห็นว่าคนแต่งรถกันแบบไหน สังเกตมาก ๆ ก็จะพอเห็นแนวโน้มในการแต่งรถช่วงนั้น ๆ

“ตอนเริ่มออกแบบรุ่น CB150R เมื่อ 2 ปีก่อน เราเริ่มเห็นว่าการแต่งรถจะเป็นไปในแนวที่ทำให้รถดูมินิมอลขึ้น เปิดโครงสร้างที่ติดบังพาร์ทต่าง ๆ ออกให้เห็นถังน้ำมัน เครื่องยนต์ หม้อน้ำ อย่างชัดเจน การแต่งรถเหล่านี้คือการแต่งสไตล์ที่เรียกว่า Cafe เรามั่นใจว่ารถสไตล์นี้ต้องมาแน่ ๆ เลยออกแบบให้ออกมาสอดคล้องกับเทรนด์ที่เราคาดการณ์ไว้”

สเกตช์

รถรุ่นที่ไม่เคยมีมาก่อน

“การออกแบบรถรุ่น CB150R ทีมดีไซน์ได้รับบรีฟว่าอยากให้ออกแบบรถรุ่นใหม่สำหรับตลาดภูมิภาคนี้ โดยมีประเทศไทยเป็นตลาดหลัก และเปิดตัวเป็นที่แรก ให้มองถึงผู้ใช้ที่มีรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่อยู่แล้ว แต่ต้องการหารถเล็กอีกสักคันเพื่อใช้ในเมือง ทีมดีไซน์เลยโฟกัสขอบเขตการออกแบบให้เป็นรถที่มีขนาดเล็กลง เพื่อความคล่องตัวในการใช้งานในเมือง ซอกแซกเข้าช่องเล็กช่องน้อย เบาะที่นั่งซึ่งปกตินั่งได้ 2 คนก็หดลงมาเหลือแค่คนขับเป็นหลัก แต่ถึงรถจะมีขนาดเล็กลงแต่ก็ยังมีประสิทธิภาพที่ดีอยู่ เพราะเราอยากให้ผู้ใช้ขี่รถคันนี้ด้วยความสนุก คีย์เวิร์ดที่เราใช้ออกแบบคือคำว่า Modern Café

คำว่า Café ในที่นี้คือรถมอเตอร์ไซค์แบบ Naked หรือเปลือยในช่วงยุค 60 มีจุดเริ่มต้นจากประเทศอังกฤษ ยุคนั้นอังกฤษได้รับอิทธิพลจากวงร็อกต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น The Rolling Stones, Pink Floyd, Bob Dylan (บ้านเราคือยุคโก๋หลังวัง) อิทธิพลของเพลงร็อกก็ไม่ได้มีแค่เรื่องของแฟชั่นเพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงความขบถ ความห้าว และชีวิตอิสระเสรี การแข่งขันมอเตอร์ไซค์เลยเริ่มต้นจากจุดนั้น จุดรวมตัวของเหล่านักแข่งคือคาเฟ่ต่าง ๆ มีการหยอดเหรียญเปิดเพลงร็อกที่ชอบจากตู้เพลงก่อนเริ่มแข่งขัน ผู้ชนะคือคนที่กลับมาถึงคาเฟ่ก่อนเพลงจบ หรือบางทีก็มีเส้นชัยเป็นคาเฟ่อีกที่หนึ่งแทน

“ตัวมอเตอร์ไซค์ Café เป็นการเอามอเตอร์ไซค์ที่มีในยุคนั้นมาดัดแปลงเพื่อเอามาแข่งขันบนถนนจริง ๆ มีคาแรกเตอร์รวม ๆ คือ ไฟหน้าเป็นดวงกลม ๆ แฮนด์ต่ำเพื่อให้ควบคุมรถได้ดีขึ้น ถังน้ำมันที่เว้ารับเข่าช่วยให้กระชับในการขี่ เอาพาร์ทอุปกรณ์ที่ติดรถซึ่งไม่จำเป็นออกเพื่อลดน้ำหนักลง ด้านหลังรถก็สั้นขึ้น บางคนก็เอาฝากลม ๆ ที่เรียกว่าตูดมดมาครอบด้านหลังสุดไว้ ผมเอาคอนเซปต์นี้มาทำใหม่เป็น Modern Café รูปทรงและชิ้นส่วนของพาร์ตต่าง ๆ ยังคงมีกลิ่นอายแบบรถวินเทจ แต่ใส่เทคโนโลยีใหม่เข้าไปให้เข้ายุคเข้าสมัยมากขึ้น รวมถึงออกแบบโดยคำนึงถึงสรีระของคนไทยเป็นหลักด้วย”

Honda CB150R Honda CB150R

เลือกฉันอย่าหลงไปเลือกใคร

หลังจากที่ทีมดีไซเนอร์ลองสเกตช์รถรุ่นนี้หลายสิบรูป ผ่านการถกเถียงและวิจารณ์หลายที แบบที่ได้คะแนนสูงสุดคือแบบที่พีชเป็นคนวาด เขาจึงได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าพัฒนาโปรเจกต์ต่อจนจบ พีชเดาเหตุผลที่คนส่วนใหญ่เลือกแบบของเขาว่า “คงเพราะตรงกับโจทย์ที่ได้รับมา ผมเห็นเทรนด์การแต่งรถสไตล์นี้มานานแล้ว เห็นมามาก ก็เลยรู้ว่าคนที่ชอบรถสไตล์นี้เขาชอบอะไรกันมั่ง ผมก็ออกแบบไปในทิศทางแบบนั้น พอพัฒนารถคันนี้ไปได้สักพักก็เจอปัญหาว่า รถที่เราออกแบบต้องพัฒนาเฟรมขึ้นมาใหม่ (โครงสร้างของรถมอเตอร์ไซค์ที่เป็นเหมือนกระดูก โดยยึดบอดี้กับเครื่องยนต์ไว้ด้วยกัน)

ในประเทศไทยยังมีข้อจำกัดในการออกแบบและผลิตเฟรมมอเตอร์ไซค์อยู่ ทางบริษัทต้องเอาเฟรมไปพัฒนาต่อที่ญี่ปุ่น ผมเลยย้ายไปทำงานที่ญี่ปุ่นประมาณปีหนึ่ง เพราะนักออกแบบต้องทำงานร่วมกับวิศวกร

“หลายคนอาจคิดว่าดีไซเนอร์ออกแบบเฉพาะตัวบอดี้อย่างเดียว แต่เราต้องออกแบบตั้งแต่ตัวเฟรม ตัวถังน้ำมัน ฝาปิดถังน้ำมัน ดิสก์เบรก ล้อ ทุกอย่างที่เห็นผ่านการดีไซน์ทั้งหมด วิศวกรจะเอาแบบที่เราวาดไปพัฒนาให้ออกมาแข็งแรงรองรับการใช้งานได้อย่างปลอดภัย และใกล้เคียงกับแบบที่วาดมาให้มากที่สุด โชคดีที่ทาง R&D ของบ้านเรามีวิธีการทำงานและขั้นตอนไม่แตกต่างกับ R&D ที่ญี่ปุ่น เลยไม่ต้องปรับตัวเยอะ”

Honda CB150R

อยู่ที่เรียนรู้อยู่ที่ยอมรับมัน

สิ่งที่พีชได้เรียนรู้จากการทำงานถึงญี่ปุ่นเป็นเวลา 1 ปีคือ

“ระบบการทำงานของที่ญี่ปุ่นคล้ายกับของไทยมาก ๆ ผมเลยตื่นเต้นที่ได้เรียนรู้ความแตกต่างทางความคิดในการออกแบบของดีไซเนอร์คนอื่น ๆ มากกว่า เพราะที่ญี่ปุ่นมีดีไซเนอร์จากหลากหลายประเทศ มีทั้งคนญี่ปุ่นและคนยุโรป เวลาวิจารณ์แบบกันเลยได้เห็นวิธีแก้ปัญหาทางการออกแบบใหม่ ๆ ซึ่งไม่เหมือนที่เห็นในบ้านเรา แต่ไม่ใช่ว่าดีไซเนอร์ไทยไม่เก่ง หรือรสนิยมไม่ดีสู้ฝรั่งไม่ได้นะครับ เพราะตอนนี้เป็นยุคของอินเทอร์เน็ต สิ่งที่เราเสพเราชอบก็เป็นของแบบเดียวกันกับของที่คนอื่น ๆ ในโลกเสพเช่นเดียวกัน คนทั่วโลกก็ได้ใช้ของแบบเดียวกันในเวลาไล่เลี่ยกัน รสนิยมของคนทั้งโลกจึงสอดคล้องไปในทางเดียวกัน เดี๋ยวนี้นักออกแบบไทยหรือต่างประเทศจึงไม่ค่อยแตกต่างกันมากเหมือนในอดีตแล้วครับ”

พีช-นันท์นภัส จรรยาพาณิชย์

หัวใจนักออกแบบ

“เราควรศึกษาเรื่องเทรนด์ไว้เยอะ ๆ ดูรูปของที่เราจะออกแบบไว้ให้มาก ๆ ในคอมพิวเตอร์ผมมีอยู่โฟลเดอร์หนึ่งเก็บภาพมอเตอร์ไซค์ไว้มากกว่า 3 – 4 พันรูป เวลาผมคิดงานไม่ออกก็จะเปิดรูปดูไปเรื่อย ๆ ไม่ได้ลอกนะครับ แต่เพื่อดูว่าคนอื่น ๆ ทำอะไรไปแล้วบ้าง หรือมีแง่มุมไหนที่ยังไม่มีคนทำบ้าง ข้อดีอีกอย่างก็คือ เวลาที่เราเห็นรถรุ่นใหม่ ๆ ซึ่งมีดีไซน์แตกต่างออกไปปุ๊บ เราจะรู้ทันทีว่าเทรนด์ในอนาคตต่อจากนี้จะเป็นยังไง เพราะเราเห็นภาพรวมของทั้งหมดที่มีแล้ว จะช่วยให้เรารู้ว่าเทรนด์การออกแบบต่อไปจะไปในทิศทางไหน”

อุปกรณ์จำเป็นบนโต๊ะทำงานของนักออกแบบยานยนต์

  1. กระดานวาด

เนื่องด้วยงานที่นี่ถือว่าเป็นความลับ ผมเลยไม่สามารถเอางานกลับไปทำที่บ้านได้ ดังนั้นถ้าช่วงเสาร์-อาทิตย์ที่มีไอเดียเกิดขึ้นมา ผมก็จด ๆ วาด ๆ ไว้บนกระดาษแล้วมาทำต่อที่ออฟฟิศ

  1. หูฟัง

ในบางช่วงที่เรามีไอเดียขึ้นมา เราก็จะใช้หูฟังมาช่วย เพื่อให้เรามีสมาธิจดจ่ออยู่กับการออกแบบมากกว่าของรอบ ๆ ตัวครับ

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load