เสียงเพลงฟังสบายจากวง Carpenter ดังขึ้นภายใต้บรรยากาศชวนฝันด้วยแสงสลัวในร้านกาแฟในย่านพระนครที่เป็นส่วนผสมอันลงตัวระหว่างกลิ่นโอเรียนทัลกับความเป็นตะวันตก มันคือสถานที่นัดหมายระหว่างเรากับเจ้าของผลงานภาพเคลื่อนไหวสุดเท่แห่งยุค ผู้ฝากผลงานที่แฝงไปด้วยกลิ่นไอของความวินเทจและงดงามในทุกจังหวะ ไว้ในวงการภาพเคลื่อนไหวของประเทศไทยไว้มากมาย และนับได้ว่าเป็นหนึ่งในผู้กำกับสายเลือดใหม่ที่มาแรงและน่าติดตามมากที่สุด

เธอชื่อว่า จีน-คำขวัญ ดวงมณี

จีน คำขวัญ ดวงมณี

ย้อนกลับไปหลายปีที่แล้ว จีนคือเด็กสาวขี้อายในคณะศิลปกรรมศาสตร์ ผู้ไม่ได้เรียนด้านการทำภาพยนตร์มาโดยตรง และในวันนี้จีนในวัย 25 ปี ก็ได้ฝากผลงานไว้เกินกว่า 60 ชิ้น ตลอดการเดินทางภายใต้นามผู้กำกับสาวเพียงแค่ 2 ปีเศษๆ เท่านั้น

“ตั้งแต่ต้นปีผ่านมาจนถึงตอนนี้ จีนมีงานเอ็มวีที่เลื่อนถ่ายมา 2 ตัวค่ะ แล้วก็มีแฟชั่นฟิล์มของ Pomelo และได้รับการติดต่อให้กำกับงานของ Calvin Klein ในแคมเปญ International Women’s Day for Asia”

ผู้หญิงตรงหน้าเราผู้อยู่ภายใต้หมวกเบเรต์ทรงเก๋กับเรือนผมหน้าม้าสีเบอร์กันดี้อ่อนๆ ในแบบฉบับของเด็กหญิงชาวฝรั่งเศส ซึ่งรับกันกับรองเท้าบู้ทเก๋ บอกเล่าเรื่องราวผลงานให้เราได้ฟัง

อันที่จริงแล้ว เมื่อเราเอ่ยถึงชื่อ คำขวัญ ดวงมณี — ภาพที่ชัดเจนที่สุดที่ปรากฏขึ้นคงหนีไม่พ้นภาพเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเป็นมิวสิกวิดีโอ แฟชั่นฟิล์ม และโฆษณา ในมิวสิกวิดิโอเพลง Lover Boy ของ Phum Viphurit, Don’t You Go ของ STAMP ดำสนิท ของ ฮิวโก้–จุลจักร จักรพงษ์, คิดถึง ของ Palmy, Hurts ของ Tahiti80, คิดถึงขนาด ของ Somkiat, ยังอยู่ ของ SCRUBB ไปจนถึงเพลงที่ฮิปฮอปอย่าง เหอะ ของ The RedTape แม้ผลงานของเธอจะมีหลากหลาย แต่สิ่งที่เหมือนกันคือกลิ่นของความวินเทจผสานกันกับความเท่ที่สะท้อนออกมาผ่านภาพ  

ทั้งหมดนี้จุดประกายความสงสัยให้แก่เรา ว่าอะไรกันแน่ที่ทำให้งานของผู้หญิงขี้อายคนนี้มีความเท่อย่างน่าเหลือเชื่อ วันนี้เราจึงชวนเธอมาย้อนเวลาแห่งชีวิตของเธอให้เราได้ฟัง

จีน คำขวัญ ดวงมณี

Scene 1

Little Jean

เด็กหญิงจีน

ก่อนจะมาเป็นผู้กำกับสาวมือทองที่ฝากผลงานกับแบรนด์ระดับโลกไว้บนบิลบอร์ดใจกลางฮ่องกง จีนเล่าให้เราฟังว่า เธอในวัยเด็กเป็นเด็กเงียบๆ ไม่ค่อยพูด ไม่ค่อยกล้าแสดงออก เวลาพูดหน้าชั้นเรียนเธอจะนิ่งและเงียบ

จีนไม่ใช่เด็กหน้าห้อง — เธอไม่ใช่เด็กนั่งแถวแรกที่คอยยกมือขึ้นถามครู หากมีอะไรสงสัย เธอมักจะไม่ค่อยเอ่ยปากถาม ด้วยความที่เป็นคนไม่กล้าแสดงออก และอาจเรียกได้ว่าเป็นเด็กที่นั่งหลังห้องอยู่กับเด็กผู้ชายเกเร และหลายครั้งนักที่เธอนั่งหลับในห้องเรียนเพราะมัวแต่ทำการบ้านเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย

“เราเอาการบ้านที่ต้องใช้สอบตรงสำหรับเข้าคณะศิลปกรรมศาสตร์ขึ้นมาทำในห้องเรียนเลย ถามว่าตั้งใจเรียนมั้ย… เราเป็นคนเรียนปานกลางค่อนไปทางดี ไม่ได้โดดเด่นว่าเก่งวิทย์หรือคณิต เพราะเราจะเก่งไปในพวกศิลปะและดนตรี”

จีนรู้ตัวว่าตัวเองมาทางสายศิลปะตั้งแต่ตอนเด็กๆ เธอบอกเราว่า เธอไม่สามารถเลือกได้ว่าชอบวิชาศิลปะหรือดนตรีมากกว่ากัน นั่นเพราะว่าคุณแม่พาเธอไปเล่นเปียโนตั้งแต่เด็ก หลังจากนั้นจีนก็เริ่มต้นลองหัดกีตาร์เอง และเริ่มเล่นปิคโคโลเมื่อสมัครเข้าวงโยธวาทิต อีกทั้งยังสามารถเล่นวิโอลาได้นิดหน่อย เมื่อครั้งอยู่ในวงออร์เคสตร้าโรงเรียน

เมื่อเราถามเธอว่าเธอพอจะมีความทรงจำเกี่ยวกับการวาดภาพแรกได้บ้างไหม จีนตอบว่า ภาพแรกของเธอเกิดขึ้นในสมัยอนุบาล เมื่อติดตามคุณแม่ไปทำกิจกรรมเวิร์กช็อปให้นักเรียน “ตอนนั้นเหมือนเขาจะเตรียมสีปั๊มนิ้วไป ให้เราปั๊มนิ้วลงกระดาษ จากนั้นก็วาดต่อเป็นหนอน เป็นไก่ค่ะ ส่วนวาดอีกทีก็เป็นภาพคลาสสิกเลย ที่วาดภูเขาต่อเป็นเต้น แล้วมีพระอาทิตย์ มีนกเป็นรูปตัวเอ็ม”

ไม่ใช่แค่เรื่องของการวาดภาพและเล่นดนตรีเท่านั้น แต่คุณแม่ของจีนผู้เป็นแอร์โฮสเตสยังชื่นชอบในศิลปะและแฟชั่น และเป็นหนึ่งในแบบอย่างในการใช้ชีวิตให้กับจีนในวันนี้ อาจเรียกได้ว่าครอบครัวของจีนเป็นส่วนอันยิ่งใหญ่ที่หล่อหลอมให้เธอกลายเป็น คำขวัญ ดวงมณี ในวันนี้ เพราะไลฟ์สไตล์ของทั้งคุณพ่อและคุณแม่ยังทำให้เธอหลงใหลในความสวยงามในแบบย้อนยุคอีกด้วย

“พ่อกับแม่ของจีนชอบฟังเพลงสากลย้อนยุค แล้วเขาชอบแต่งบ้าน อย่างคุณพ่อจีนที่เป็นสจวร์ตจะชอบบินไปต่างประเทศแล้วซื้อของเก่ามาแต่งบ้าน ในบ้านก็จะรกมากนิดหนึ่งค่ะ” เธอหัวเราะเสียงใส เป็นจังหวะเดียวกันกับเสียงเพลง Close to You ดังขึ้นพอดี

จีน คำขวัญ ดวงมณี

จีน คำขวัญ ดวงมณี

Film and Jean

ภาพยนตร์กับจีน

นอกจากการวาดรูปและฟังเพลงแล้ว เราชวนจีนคุยกันถึงเรื่องภาพยนตร์ที่ชอบ — เธอนิ่งไปสักพักด้วยความที่ชอบดูหนังตามความสนใจ แต่สุดท้ายเธอก็เอ่ยตอบเราด้วยคำตอบที่ชวนให้แปลกใจจนได้

“ตอนเด็กๆ จีนชอบเพลงการ์ตูนของ Fox จากเรื่อง Anastasia ค่ะ”

คำตอบของจีนดังขึ้นพร้อมดวงตาเป็นประกาย ก่อนเล่าเรื่องราวที่เราไม่เคยคิดว่าจะได้ยินให้ฟัง

“จีนชอบเพลงซาวนด์แทร็กมาตลอด จีนโหลดเพลงสกอร์เปียโนของหนังเรื่องนี้มาแล้วก็เล่น จริงๆ ตั้งแต่ชอบมาจนถึงตอนนี้ก็ยังเล่นไม่จบ คือจีนเล่นจบเพลงแล้วแต่ยังไม่คล่องจนร้อยเปอร์เซ็นต์”

ผู้กำกับสาวคนนี้มีงานอดิเรกคือการเล่นเปียโน และเพลงโปรดที่เธอชอบก็คือเพลง Once Upon A December

นอกจากนี้ จีนยังชอบหนังเพลงเรื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น Grease และ La La Land รวมถึงชอบผลงานของผู้กำกับชาวฝรั่งเศส เจ้าของบทตำนานในวงการภาพยนตร์ และเป็นเจ้าของแรงบันดาลใจให้กับผู้กำกับทั่วโลกอีกมากมายอย่าง Jacques Demy อีกด้วย

จีนในตอนนั้นยังไม่เคยรู้เลยว่าวันหนึ่งเธอเองนั่นแหละที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้กำกับที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนมากมายเช่นเดียวกัน

เมื่อเติบโตขึ้น เธอได้ลองใช้กล้องถ่ายรูปครั้งแรกขณะไปทัศนศึกษากับที่โรงเรียน และเริ่มได้ลงมือตัดต่อวิดีโอและลงมือถ่ายเป็นครั้งแรกกับกลุ่มเพื่อนสมัยมัธยม

“การทำวิดีโอครั้งแรกที่มีการตัดต่อ ตอนนั้นจีนใช้ BlackBerry ถ่าย ซึ่งมันเป็นคลิปแก๊งเพื่อนตอนโรงเรียนพากันโดดเรียนแล้วขึ้นไปบนดาดฟ้า ซึ่งจริงๆ ตอนนั้นเขาไม่ให้ขึ้น แล้วตอนนั้น Prison Break กำลังดังพอดี จีนเลยทำเป็น Prison Break เวอร์ชันโดดเรียนแล้วขึ้นดาดฟ้า”

จีนโพสต์คลิปนั้นลงบนเฟซบุ๊ก — แน่นอนล่ะว่ามีคุณครูมาคอมเมนต์ว่าให้ลบ แต่จีนในวันนั้นก็ไม่ได้ลบออกไปแต่อย่างใด

“ผลตอบรับตอนนั้นดีเลย เพื่อนบางคนก็ขึ้นบ้าง” เธอตอบพร้อมเสียงหัวเราะ

นั่นอาจจะเป็นสัญญาณแรกของความสำเร็จของเธอก็เป็นได้

จีน คำขวัญ ดวงมณี

Scene 2

Fashion and Jean

แฟชั่นและจีน

“คำว่าแฟชั่นสำหรับจีน คือการเป็นตัวของตัวเอง”

แม้จะชอบจับกล้องเล่นๆ กับเพื่อนสมัยมัธยม แต่จีนก็ตัดสินใจเรียนด้านแฟชั่น ทว่าก่อนตัดสินใจเข้าคณะศิลปกรรมศาสตร์นั้น ครั้งหนึ่งจีนเคยเกือบจะเรียนด้านดนตรีโดยเฉพาะ แต่สุดท้ายเธอก็เปลี่ยนให้ดนตรีกลายเป็นงานอดิเรก และเริ่มต้นติววาดภาพตั้งแต่ ม.2

“ตอนนั้นอยู่ดีๆ มีเพื่อนมาชวนว่าไปเรียนแฟชั่นมั้ย… ถามว่าเราอินแฟชั่นมั้ย ก็ไม่… เราชอบดูคนแต่งตัว แต่ตัวเราเป็นคนเรียบมากๆ แต่ก็ไปตามเพื่อน”

สุดท้ายเธอก็สอบติดแขนงวิชาแฟชั่นและสิ่งทอ ภาควิชานฤมิตศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

จีนตอนปี 1 ยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับแฟชั่นมากนัก ด้วยความที่คลาสเรียนเป็นการเรียนรวม และเธอต้องเรียนวิชาอื่นไปด้วย รวมถึงทฤษฎีศิลป์และกราฟิก

“พอได้เรียนตามเมเจอร์ แรกๆ ยังตื่นเต้นอยู่เพราะไม่เคยทำ แต่พอทำไปสักพัก เราคิดแบบเสื้อผ้าที่ตัดเย็บได้ใกล้เคียงของจริงไม่ค่อยได้ เราก็เลยรู้สึกเริ่มท้อแล้วก็ไม่ค่อยอินการทำแพตเทิร์น แต่ว่าถามว่าเราชอบแฟชั่นมั้ย เราชอบในแง่กระบวนการกว่าจะมาเป็นเสื้อผ้า ดีไซเนอร์ต้องคิดมาจากอะไรและดึงแรงบันดาลใจมาจากอะไรบ้าง เพื่อที่จะแปลงออกมาเป็นเสื้อผ้า”  

ในตอนนั้นจีนชอบออกแบบเสื้อผ้าที่ค่อนข้างเรียบ ใส่ลูกเล่นลงบนลายของผ้า โดยครั้งหนึ่งเธอเคยออกแบบเสื้อผ้าที่ดึงมาจากบทเพลงของ Kraftwerk ลงมาสรรค์สร้างลายบนเสื้อผ้า ให้เป็นลายที่ชวนให้นึกถึงคอมพิวเตอร์รุ่นแอนะล็อกกับแผ่นซีดี เข้ากันกับบทเพลงที่เธอฟัง

ทว่าเมื่อเริ่มต้นลงทำเสื้อผ้าจริงๆ จีนกลับรู้สึกว่าเธอไม่สามารถจะเป็นดีไซเนอร์ได้ และนั่นพาเรามาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของจีน

จีน คำขวัญ ดวงมณี

จีน คำขวัญ ดวงมณี

Turning Point

จุดเปลี่ยน

“ตอนทำทีสิส จีนชอบหนังเรื่องหนึ่งของ Jean Cocteau มันเป็นหนังที่มีความกรีก-โรมัน จีนเลยใช้ลายเส้นแฮนด์ดรอว์อิ้ง มาพัฒนาเป็นรายละเอียดของเสื้อผ้า” จีนเล่าพร้อมเปิดสมุดเล่มใหญ่ตรงหน้าไปด้วย — ในตอนนั้นเราได้เห็นรูปภาพมากมายถูกตัดแปะไว้บนหน้ากระดาษ หนึ่งในนั้นคือภาพผ้าที่จีนกลัดไว้บนตัวหุ่น “ตอนนั้นจีนไม่ค่อยอินกับเสื้อผ้าแล้ว จีนแปะคอลลาจลงบนสมุดใหญ่เลยนะ แต่พอเอาแบบไปส่งให้ช่าง ตอนนั้นเหมือนเราแทบจะบอกให้ช่างเอาไปทำให้จบๆ แล้วไปรอวันเดินแบบอย่างเดียว จีนรู้เลยว่าจีนไม่ได้ให้ใจกับมันอีกแล้ว

“สมัยอยู่โรงเรียนจีนหลับในห้องตลอดเลย ทุกคนจะจำว่าจดๆ อยู่ก็จะเนียนเอามือเท้าคาง แล้วก็หลับไปเลย เพราะบางทีเหมือนเราติวเข้าแฟชั่นแล้วงานมันเยอะเราก็จะนอนดึก จีนเป็นคนที่ถ้านอนไม่พอจีนจะนั่งฟังอะไร ฟังใคร พูดโมโนโทนไม่ได้ จีนจะหลับ” จีนเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์การออกไปฝึกงานของเธอที่แบรนด์เสื้อผ้าแบรนด์หนึ่ง ที่เธอยืนยันว่าเธอเคยนั่งทำงานแล้วหลับไปด้วยจริงๆ “นั่นอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้รู้สึกว่าจีนต้องทำงานอะไรที่ไม่ต้องอยู่กับที่แล้วล่ะ”

จีน คำขวัญ ดวงมณี

On Set

ออกกอง

เมื่อรู้ตัวว่าต้องทำงานที่ไม่อยู่กับที่ เธอจึงตัดสินใจกระโดดเข้ามาในวงการภาพเคลื่อนไหว ด้วยความหลงใหลในโจทย์ที่มีความท้าทาย และคนหลากหลายที่ได้เจอ จีนจึงรู้สึกว่าการถ่ายภาพนั้นเหมือนกับการจำลองจินตนาการในหัวของเธอ ให้ออกมาเป็นภาพจริงอย่างใกล้เคียงที่สุด

“จีนเย็บผ้าไม่เก่ง แต่กับฟิล์มจีนรู้สึกดีกับมัน เพราะเราได้ถ่ายทอดภาพออกมา ด้วยความที่เราเป็นคนฟังเพลงแล้วชอบนึกภาพตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นฟังเสียงนี้หรือดนตรีแบบนี้ จีนจะนึกถึงภาพคนคนนึงกำลังทำอะไรอยู่”

กองถ่ายแรกที่จีนออก — แบบไม่นับภาพยนตร์สั้นๆ เลียนแบบ Prison Break สมัยมัธยม — คือกองถ่ายที่เธอทำกับเพื่อนสมัยมหาวิทยาลัย มันเป็นการร่วมมือกันของนิสิตคณะศิลปกรรมศาสตร์ที่ต้องการสะสมผลงานไว้ในพอร์ตฟอลิโอ จากนั้นเธอก็เริ่มไปช่วยงานเพื่อนๆ และรุ่นพี่ทั้งงานภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว ที่เธอใช้มือตัวเองแทนขาตั้งกล้อง

“แรกๆ จีนไม่ได้รู้จักภาพเคลื่อนไหวมากขนาดนั้น มันเหมือนมุมมองในภาพเคลื่อนไหวของเราไม่ได้เป็นไปตามหลักการเท่าไหร่ เหมือนเป็นเด็กแฟชั่นที่คิดภาพนิ่งเป็นมู้ดๆ มาต่อกัน คาแรกเตอร์งานเลยค่อนข้างต่างจากตอนนี้”

การไม่ได้จบมาจากคณะที่สอนเรื่องการทำภาพยนต์มาโดยตรง บางครั้งก็ทำให้จีนเกิดความกดดันกับตัวเองเมื่อต้องก้าวเข้าสู่สนามการแข่งขันในวงการภาพเคลื่อนไหว แต่เธอก็ค่อยๆ สะสมประสบการณ์ตามที่เรียนรู้มาจากการ ‘ออกกอง’ ในแต่ละกอง ที่เธอบอกว่าเธอลองมาแล้วทุกสเกล ไม่ว่าจะเป็นงานเล็กหรืองานใหญ่ก็ตาม

“บางงานจีนทำเองหมดก็เคย ตั้งแต่ถ่าย อัดเสียง ตัดต่อ ไปจนถึงทำจนจบงาน ถามว่าตอนนั้นดีมั้ย ก็ไม่ดี แต่เราแค่รู้ขั้นตอนคร่าวๆ”

จีน คำขวัญ ดวงมณี

จีน คำขวัญ ดวงมณี

Scene 3

Professional

มืออาชีพ

งานจริงจังแรกของจีนเริ่มต้นในฐานะผู้ช่วยผู้กำกับ หลังจากที่เธอตัดสินใจสมัครเข้าเป็นเด็กฝึกงานที่โปรดักชันเฮาส์ถึง 2 ที่ และถูกทาบชวนจากคนในบริษัทให้ลองทำงานจริง นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาจีนก็ค่อยๆ สะสมผลงานของตัวเอง และไม่กลัวที่จะลงมือทำงานในฐานะผู้กำกับ จนกระทั่งถึงวันนี้ และไม่ลืมที่จะหยิบยื่นโอกาสให้คนอื่น ในวันที่เธอสามารถยื่นให้ได้

ด้วยความที่ความชอบแฟชั่นของเธอแบ่งออกเป็น 2 ทาง ทั้งทางมินิมอล และทาง Wearable Art หรือการเอาศิลปะมาประดับอยู่บนชุดที่มีโครงสร้างค่อนข้างเรียบ งานของจีนจึงมีความเรียบที่แฝงอยู่บนความเรโทร

“ตอนนี้จีนกำลังหาสิ่งใหม่ในการทำงาน หลายๆ คนบอกว่า ดูแต่ละอันมันยังสะท้อนบุคลิกของเราอยู่ เพียงแต่ว่ารูปแบบของงานมันกำลังเปลี่ยนไปมากขึ้น”

ปัจจุบัน จีนทำงานทั้งแฟชั่นฟิล์ม มิวสิกวิดีโอ และโฆษณา เธอเล่าให้เราฟังถึงวิธีการทำงานว่าเธอกำลังทำงานที่เล่าเรื่องมากขึ้น ด้วยการเอาเส้นเรื่องมาผสมกับภาพ ให้ออกมาเป็นภาพที่เล่นกับความรู้สึกของคนดู ให้ออกมาเป็นมิวสิกวิดีโอ ซึ่งแตกต่างจากแฟชั่นฟิล์มที่เธอมักพูดถึงการตีความจากคอลเลกชันนั้นๆ และโฆษณาที่เริ่มต้นจากสคริปต์ของเอเจนซี่

จีน คำขวัญ ดวงมณี จีน คำขวัญ ดวงมณี

Behind the Jean

เบื้องหลังของภาพจีน

จีนค่อยๆ สะสมประสบการณ์ในวงการภาพเคลื่อนไหวมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นมิวสิกวิดีโอ โฆษณา หรือแฟชั่นฟิล์มก็ตาม — จากชื่อจีนที่แพร่สะพัดในวงการของคนแฟชั่น ก็ค่อยๆ เติบโตขึ้นผ่านโอกาสที่เธอได้รับ และความสามารถที่สะท้อนชัดในงานของเธอ บนมิวสิกวิดีโอของนักร้องดังจากหลากหลายค่าย แบรนด์แฟชั่น ไปจนถึงแบรนด์ขนม

ในที่สุด — วันหนึ่งในเดือนมกราคม จีนก็ได้รับการติดต่อจากแบรนด์ในฝันอย่าง Calvin Kilen กับแคมเปญ International Women’s Day แคมเปญที่ในปีนี้ต้องการแสดงพลังของผู้หญิงเอเชีย ด้วยการเชิญอินฟลูเอนเซอร์ทั่วเอเชียเข้ามาร่วมค้นหาและเข้าใจตัวตน เพื่อเอาชนะขีดจำกัดและความท้าทายทางเพศ

“ไม่ว่าจะเป็นยังไง จีนต้องทำงานนี้ให้ได้” เธอพูด ขณะเปิดตารางงานในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาให้เราดู และมันเป็นจริงอย่างที่เธอว่า เพราะตารางการทำงานของ Calvin Klein นั้นซ้อนทับกับงานอื่นๆ อย่างที่เธอพูดจริงๆ แต่สุดท้ายจีนก็สามารถผ่านไปได้ จนผลงานของเธอนั้นได้ฉายอยู่ที่ประเทศฮ่องกง

“มันเป็นตัวชี้วัดเลยกับตลอด 2 ปีกว่าๆ ที่ผ่านมาของเรา”

แม้ความรู้สึกแรกหลังจากได้รับงานนี้ จะเป็นความเหงา เพราะรุ่นพี่ในวงการเคยบอกไว้ว่าโดยปกติแล้ว ถ้ารับงานนอกจะต้องมีโปรดิวเซอร์ไทยมาช่วย และมีโปรดักชันเฮาส์ที่ไทยมาซัพพอร์ต แต่ในครั้งนี้จีนกำลังเอาตัวเองเข้าไปลุยงานนี้ด้วยคนเดียว โดยที่เธอไม่มาก่อนว่าบริษัทที่ทำงานด้วยเป็นใคร และใครเป็นผู้ร่วมงานบ้าง “ทีมที่ออกกองที่เป็นคนไทยมีแค่ตากล้อง พี่ช่างไฟ และทีมเสียง ที่เหลือเป็นชาวต่างชาติหมดเลยค่ะ”

สำหรับจีนแล้ว นี่คือตัวชี้วัดว่างานกำลังเริ่มต้นไปในระดับอินเตอร์มากขึ้น และเธอเองก็ต้องท้าทายตัวเอง ว่าจะสามารถเปลี่ยนคำศัพท์ในการกำกับได้ชัดเจนแค่ไหน

จีนบอกว่า กองถ่ายในครั้งนี้แตกต่างไปจากที่เธอเคยเห็นในประเทศไทย — เพราะมันคือการถ่ายทำที่เธอได้ใกล้ชิดกับลูกค้ามาก แม้ในวันแรกเธอจะสัมผัสได้ว่าทั้งเธอและลูกค้ายังไม่ได้ไว้ใจกันขนาดนั้น แต่พอรู้จักกันและกัน และรู้ว่าต่างคนต่างต้องการอะไร กลายเป็นว่าเธอสนุกกับกองถ่ายในครั้งนี้มาก

นั่นคือครั้งแรกที่เธอต้องนั่งทำงานด้วยการที่ฟังบทสัมภาษณ์จากคน 10 คน ในครั้งนั้นจีนได้ทำทั้งวิ่งสาดน้ำกับพื้นเพื่อให้ได้แสงสะท้อน วิ่งไปหยิบของ และฟังเรื่องราวของผู้หญิงทั้งสิบคนไปด้วย

“มันมีตอนหนึ่งเหมือนกันที่จะต้องเลิกถ่ายแล้ว ที่หมดคิวแล้ว แต่ไอเดียที่จีนคิดมามันยังไม่ได้ถ่าย แล้วจีนคิดว่ายังไงมันต้องถ่ายซีนนี้

มันเป็นซีนกระจกของเรื่องคนสุดท้ายที่เขาเป็น LGBT แล้วจีนแค่คิดว่าความท้าทายมันคือผู้หญิง 10 คนในบ้านหลังเดียว มุมที่ให้เล่นมันก็น้อยแล้ว เรารู้สึกว่าเราต้องได้ภาพที่แตกต่างกัน เรานึกขึ้นได้ว่าเรายังไม่ได้เล่นกับกระจกเลย แล้วด้วยนักแสดงคนสุดท้ายเขาผ่านจุดที่ต้องยอมรับตัวเองก่อน จึงค่อยกล้าแสดงออกหรือว่าแสดงจุดยืนทางเพศสภาพได้ขนาดนี้ จีนก็เลยคุยกับผู้ช่วยว่า อยากให้เขาเข้าไปในกระจก แล้วลองมองตัวเอง มองตาตัวเอง

ไอเดียนี้จีนได้จากที่เข้าไปในบ้านวันแรกแล้วเห็นว่ากระจกเยอะมาก มีกระจกบานหนึ่งที่จีนเข้าไปส่อง กลายเป็นว่าวันนั้นเป็นวันแรกที่เรามองตาตัวเองครั้งแรก เราก็แปลกใจว่าปกติเราไม่เคยมองตาตัวเองเลย แต่พอเราได้มองตาตัวเองมันกลายเป็นว่าเราได้รู้จักตัวเองมากขึ้น จีนก็เลยบอกผู้ช่วยว่าอยากให้เขาค่อยๆ เดินเข้าไปในกระจก มองเข้าไปในตาตัวเอง แล้วค่อยๆ ปรับอารมณ์ จากสับสนอยู่ก็เรียนรู้ที่จะรักตัวเอง และได้ยิ้มออกมาด้วยความมั่นใจ โดยที่มีภาพน้ำไหลออกมาเรื่อยๆ ตอนแรกมันอาจจะเป็นความไม่เคลียร์ มีหยดน้ำเต็มไปหมดเลย แต่พอเขาเรียนรู้ที่จะรักตัวเองแล้ว เอามือปาดน้ำที่ไหลไม่หยุด แล้วเห็นตัวตนของตัวเอง”

สุดท้าย เราก็ได้เห็นฉากสวยๆ ฉากนั้นในแคมเปญของ Calvin Klein ในที่สุด

“เราไม่เคยทำงานที่ใกล้กับคนเท่านี้มาก่อน มันมีหลายเรื่องราวที่เราฟังแล้วทำให้เราได้รับแรงซัพพอร์ตจากเรื่องเล่าของเขา จากที่เราเคยไปอย่างไม่มั่นใจ มันมีหลายอารมณ์ในงานนี้มาก ทั้งกดดันและท้าทาย แต่จีนก็ผ่านไปได้ด้วยตัวเองในที่สุด โดยมีทีมงานคอยซัพพอร์ต สุดท้ายลูกค้าก็ประทับใจเรา และเราก็ทำได้จริงๆ”

จีน คำขวัญ ดวงมณี จีน คำขวัญ ดวงมณี

Dream Comes True

ฝันที่เป็นจริง

ผลงาน International Women’s Day for Asia ที่ร่วมเดินทางกับจีนมาเป็นเวลา 3 เดือนเต็มๆ ในครั้งนี้ ได้ถูกฉายบนจอใหญ่ในเมืองฮ่องกง ที่เธอเล่าให้เราฟังว่าเธออยากจะหาเวลาไปเดินเล่นและดูด้วยตาตัวเองสักครั้ง
“งานนี้ทำให้จีนเห็นผลของความพยายามที่มีมาตลอด 2 ปี และการมาถึงจุดนี้ได้เกิดจากตัวของเราเอง ก็ยิ่งทำให้รู้สึกตื้นตันมาก เอนทรานซ์ติดจีนยังไม่มีความสุขเท่านี้เลย” จีนกล่าว

ตลอดเวลา 2 ปีกว่าๆ ที่ผ่านมา จีนได้ฝากผลงานภาพเคลื่อนไหวรวมทั้งหมดราวหกสิบชิ้นงาน และหนึ่งในงานที่ทำให้เรารู้จักเธอมากที่สุด ก็คืองานที่เธอได้ทำกับศิลปินอินดี้ ที่เธอเอ่ยปากบอกด้วยความตื่นเต้นว่า เธอเป็นแฟนมาตั้งแต่สมัยมัธยมอย่าง Tahiti 80

การโคจรมาพบกันของจีนและ Tahiti 80 ในฐานะเพื่อนร่วมงานนั้น เริ่มต้นจากการที่ Tahiti 80 มาเล่นคอนเสิร์ตในเมืองไทย และต้องการจะถ่ายมิวสิกวิดีโอ ทางค่าย SpicyDisc ที่เคยร่วมงานกับจีนจึงเสนอชื่อของเธอให้กับทางศิลปิน — ในที่สุดผลงานของเธอก็เข้าตาศิลปินในดวงใจ

“ตอนแรกจีนวางพล็อตให้พระเอกเป็นชาวฝรั่งเศส เจอสาวไทย และตกหลุมรักกัน มันเป็นการเดินทางครั้งใหม่ของทั้งคู่ แล้วพอถึงวันคอนเสิร์ตจีนก็ไปแชร์ไอเดียให้กับวง”

ด้วยความที่ชื่นชอบศิลปินวงนี้ จีนจึงอยากเห็นพวกเขาอยู่ในมิวสิกวิดีโอของเธอ — เธอเล่าให้เราฟังอย่างอารมณ์ดีว่าเธอตื๊ออยู่หลายรอบ แต่เขาไม่อยากมีตัวเองในเอ็มวีนี้จริงๆ เพราะเขาอยากได้อะไรที่ ‘ไทย’ มากๆ

“เขาชอบเอ็มวีไทย เพราะบอกว่ามันเป็นเหมือนเรื่องสั้น เกิดหลายๆ อย่างขึ้นในเพลงเดียว”

พล็อตที่ 2 ที่เกิดขึ้นจึงเป็นเรื่องราวของผู้ชายที่อยู่ต่างจังหวัดและเข้ากรุงเทพฯ มาเริ่มชีวิตใหม่ แต่สุดท้ายก็อกหัก

แต่ซาเวียร์ (นักร้องนำ) ที่ร่วมแชร์ไอเดียกับจีนนั้นเล็งเห็นว่าตัวเขามีเสียงที่สูง ประกอบกันกับช่วงนั้นมีการใช้แฮชแท็ก #MeToo อย่างแพร่หลาย ซาเวียร์จึงอยากเปลี่ยนตัวละครจากผู้ชายให้เป็นผู้หญิง เพื่อเล่าเรื่องว่าถึงอดีตจะเป็นอย่างไร แต่วันนี้ผู้หญิงคนนั้นได้เริ่มชีวิตใหม่แล้ว

จึงเกิดเป็นมิวสิกวิดีโอภาพฟุ้งๆ ประกอบจังหวะของเพลงฟังสบาย บอกเล่าเรื่องราวของหญิงสาวกับเรื่องราวความรักในเมืองใหญ่ ถ่ายทำในสถานที่ต่างๆ ของกรุงเทพมหานคร ทั้งสวนลุมฯ สะพานลอยบริเวณถนนวิทยุ ไปจนถึงรถไฟไทย และเรือด่วนเจ้าพระยา

นับว่าเป็นการดึงเสน่ห์ของเมืองไทยให้ออกมาผสานกับเรื่องราวความรักและความเจ็บปวด ด้วยภาพที่ให้กลิ่นของความเป็นตะวันตกอ่อนๆ ตามแบบฉบับของ จีน คำขวัญ อดีตแฟนคลับที่กลายมาเป็นผู้กำกับของศิลปินในดวงใจ

นอกจากนี้ เธอยังเล่าอีกหนึ่งเหตุการณ์ประทับใจ ในการทำงานกับอีกคนหนึ่งที่เรียกได้ว่าเป็นศิลปินในดวงใจอย่าง ฮิวโก้-จุลจักร จักรพงษ์ ผู้ให้อิสระในการทำงานกับเธอจนเกิดเป็นผลงานมิวสิกวิดีโอเพลง ดำสนิท

นี่คืออีกครั้งที่จีนเปิดสมุดสเกตช์ผลงานให้เราได้ดู หลังจากที่เธอเปิดโชว์ผลงานการออกแบบเสื้อผ้าเมื่อชั่วโมงก่อน

ภาพตรงหน้าคือแผนภูมิที่เธอแตกคำว่า ดำสนิท ออกมาเป็นคำต่างๆ ประกอบกับคำบอกเล่าในวันแรกที่เธอได้เข้าไปพบเจอกับศิลปินที่เธอชอบมาตลอดคนนี้

“มันเหมือนในหนังเลย เพราะภาพแรกที่เห็นคือตู้ปลายาวๆ มองออกไปเห็นแม่น้ำเจ้าพระยา จีนเกร็งมาก เพราะพี่เล็กคือศิลปินที่จีนอยากทำเอ็มวีให้มากที่สุด”

จากคำว่า ดำ ขาว ดี เลว เกิด เด็ก ไข่ไก่ ถูกร้อยเรียงให้ออกมาเป็นมิวสิกวิดีโอ บอกเล่าเรื่องราวการอยู่ในสังคมที่ผู้คนถูกบีบบังคับและตัดสินว่าขาวคือดี ดำคือไม่ดี ประกอบกับภาพแอนิเมชัน แม้จีนจะไม่ได้เป็นคนวาดแอนิเมชันเอง แต่ลายเส้นชวนให้เรานึกถึงผลงานการออกแบบเสื้อผ้าเมื่อครั้งที่จีนยังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย นั่นทำให้เราพบว่าลายเส้นยังคงถูกสรรค์สร้างและแต่งแต้มอยู่ในผลงานของจีนเสมอมา

จีนทิ้งท้ายให้เราว่า หากเธอได้ย้อนเวลากลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน เด็กหญิงจีนคนนั้นคงกำลังยืนมองเธออยู่ด้วยรอยยิ้ม “จีนในตอนนั้นคงจะพูดว่า โห… ตัวโตจัง แล้วงานก็โตขึ้นด้วย”

ในอนาคตข้างหน้า จีนวาดฝันว่าจะไปหาแรงบันดาลใจที่ประเทศสเปน สำหรับสักวันหนึ่งที่เธอจะได้สร้างหนังขึ้นมาเองสักชิ้น

“ถ้าจีนได้ทำหนังชีวประวัติตัวเอง มันคงเป็นเรื่องราวของเด็กเงียบๆ ขี้อาย ไม่มีความมั่นใจและไม่ได้พอใจในตัวเอง” เธอว่าพร้อมรอยยิ้ม “แต่เด็กคนนี้อาจจะต้องการออกไปจากสิ่งที่สังคมคาดไว้ และเป็นเด็กที่ออกมาจากความเรียบง่าย ได้ลองหนีออกจากบ้าน และลองอยู่ในที่ที่ไม่ควรอยู่…

“มันคงจะเป็นหนังสีฟ้า ที่เมื่อดำเนินมาถึงช่วงเติบโตแล้วจะมีสีสันมากขึ้น เพราะจีนเองก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะอยู่ตรงนี้ได้เหมือนกัน”  

ติดตามชมผลงานภาพถ่ายของจีนได้ใน @afilmbykhamkwan
และผลงานภาพเคลื่อนไหวใน Vimeo

จีน คำขวัญ ดวงมณี จีน คำขวัญ ดวงมณี

Writer

ฐาปนี ทรัพยสาร

อดีตนักเรียนหนังสือพิมพ์ที่ก้าวเข้าสู่วงการประชาสัมพันธ์ ผู้เชื่อมั่นว่าตัวอักษรสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ หลงใหลในวัฒนธรรมและมนุษย์

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

In Design

วิธีคิดและแรงบันดาลใจของนักออกแบบที่น่าทำความรู้จัก

17 มิถุนายน 2564
4 K

ตรงข้ามเราตอนนี้คือ ชารีฟ ลอนา ดีไซเนอร์ใหญ่แห่งสตูดิโอ Act of Kindness ผู้อยู่เบื้องหลังงานออกแบบมากมาย ทั้ง Kiatnakin Bank Boutique ตึกแถวมาดเท่ ที่ทำการธนาคารเกียรตินาคินสาขาทองหล่อ และ Magnum Cafe ผลงานชิ้นโบว์แดงที่แจ้งเกิดชารีฟในวงการ ก่อนเดินทางไปเรียนต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศ

รวมทั้งงานดีไซน์ในนามของสตูดิโอ ตั้งแต่คลินิกทันตกรรม บ้านเซเลบดารา ไปจนถึงหน้าร้านเสื้อผ้าแบรนด์ Sretsis สาขาริมหาดหัวหิน และสาขาที่ลอนดอน โปรเจกต์ร่วมกับ House of Hackney บริษัทตกแต่งภายในระดับหรูแห่งแดนผู้ดี

ถ้าด่วนสรุปว่านักออกแบบคนนี้แสนเก่งกาจจากตัวอย่างผลงานเพียงกระผีกริ้น บอกได้เลยว่าคิดผิด 

นี่เป็นเพียงหยดเดียวของน้ำจิ้มเท่านั้น

เพราะเบื้องหลังความสำเร็จทั้งหมด คืออุปสรรคที่ท้าทายและถาโถมเข้ามาครั้งแล้วครั้งเล่า เริ่มต้นตั้งแต่การกีดกันไม่ให้เรียนศิลปะจากพ่อแม่ คำกระแนะกระแหนดูแคลนของคนรอบข้าง สังคมทำงานแสนป่วยจิต สู้ทนเก็บหอมรอมริบส่งตัวเองไปเรียนปริญญาโท ที่สกอตแลนด์ ทำทีสิสจนได้รับคัดเลือกเป็นทีสิสดีเด่นของภาควิชาโดยมหาวิทยาลัยและสภาสถาปนิกของสกอตแลนด์ จบมาก็รับงานในลอนดอนจนเกือบได้ถือหุ้นบริษัท แม้กลับไทยมาเปิดสตูดิโอจนประสบความสำเร็จ ก็ยังมองชื่อเสียงเงินทองว่าเป็นของน่ากลัว

ยังไม่รวมวิธีการทำงานที่โคตรแตกต่าง คือผสานความอ่อนน้อมถ่อมตนและจริงใจแบบคนต่างจังหวัด เข้ากับความกล้าคิดวิพากษ์แบบฝรั่ง รวมทั้งใช้ปัญหาในงานดีไซน์เป็นตัวตั้ง แทนที่แรงบันดาลใจหรือสไตล์เป็นเป้าหมาย

ไม่ขอขยายความมากไปกว่านี้ เชิญคุณผู้อ่านค่อยๆ เติบโตตามเส้นทางชีวิตและสัมผัสวิธีคิดฉบับชารีฟได้ตามอัธยาศัย

ชารีฟ ลอนา จากเด็กยะลาชายแดนใต้สู่สถาปนิกและดีไซน์ไดเรกเตอร์แห่ง Act of Kindness

01 “วัยเด็กของผมคือศิลปะเลย”

เดาไม่ยากว่าชารีฟเป็นมุสลิม

แต่ที่เดายากคือภูมิลำเนาท้องถิ่นดั้งเดิมของเขาอยู่ที่อำเภอยะหา จังหวัดยะลา บอกใครคงไม่เชื่อว่านักออกแบบหนุ่มมาดเนี้ยบ เจ้าของดีกรีปริญญาโทจากสกอตแลนด์ ใช้ชีวิตในวัยเด็กกลางทุ่งริมท่า เติบโตในสังคมอิสลามสามจังหวัดชายแดนใต้ ที่แม้กรอบแนวคิดเรื่องรัฐชาติได้นิยามว่าเป็นดินแดนประเทศไทย แต่วัฒนธรรมกลับคล้ายคลึงประเทศเพื่อนบ้านมาเลเซียราวกับว่าเป็นจังหวัดหนึ่ง แวดล้อมไปด้วยอบายมุขสารพัด

แต่เพราะมีพ่อแม่เป็นครูนักบุกเบิกประจำชุมชนผู้มองการณ์ไกล ยักย้ายชารีฟและพี่สาวน้องชายออกมาอยู่ห่างจากกลางหมู่บ้าน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมให้พร้อมแก่การเรียน เด็กชายชารีฟจึงมีชีวิตแตกต่างจากเพื่อนละแวกใกล้เคียง

“ตั้งแต่จำความได้ วัยเด็กของผมคือศิลปะเลย” ดีไซเนอร์คนเก่งเท้าถึงตัวเองในวัยเยาว์

“ต้องวาดรูปเล่นอยู่บ้านเพราะไม่มีเพื่อน รู้ตัวแต่แรกว่าเป็นคนมี Aesthetic มากๆ ดื่มด่ำกับการตื่นเช้าแล้วได้ยินเสียงนก หมอกลง ฝนตก ทุ่งนา เล่นว่าวในฤดูร้อน แต่ขณะเดียวกันก็ต้องไปเรียนหนังสือในตัวจังหวัด ได้สัมผัสความเจริญของสังคมเมือง โดยมีความบ้านนอกคอยเตือนไม่ให้หลงไปกับวัตถุ โดยเฉพาะการได้เรียนทั้งภาษาอังกฤษจากโรงเรียนคริสต์ เรียนอาหรับ และไทยกลาง ทำให้ผมเข้าใจความหลากหลายและเชื่อในศิลปะที่ขับเคลื่อนวัฒนธรรมตั้งแต่เด็ก”

02 Gift from God

“ณ เวลานั้น ศิลปะเป็นเรื่องของคนเมือง ทุกคนเข้าใจว่าศิลปินต้องไส้แห้ง” เขาเผยความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้

เด็กชายชารีฟทู่ซี้ทำกิจกรรมด้านศิลปะมาตลอดวัยเรียน แม้ไม่เคยได้รับการสนับสนุนจากผู้ปกครอง แน่นอนว่าพอจะเข้ามหาวิทยาลัยก็ไม่พ้นถูกบังคับให้เรียนต่อในคณะสายวิทยาศาสตร์ ระบบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยครั้งแรกพาไปพบกับคำตอบสุดท้ายว่านี่ไม่ใช่ตำแหน่งแห่งที่ของเขา

“ทรมานมาก ขังตัวเองอยู่ในหอเพราะไม่อยากร่วมกิจกรรม แต่ผมล้อเล่นกับสิ่งที่รักไม่ได้ ถ้าอยากได้ก็ต้องลงมือทำ ระหว่างรอสอบใหม่เลยฝึกวาด Perspective เอง ผลงานบิดเบี้ยวแต่ก็สำเร็จได้ตามประสา เอาหนังสือจากอาที่เป็นสถาปนิกมาอ่าน เลิกเรียนไปเดินดูหนังสือ บ้านและสวน สอบใหม่ก็ติดหลายที่แต่ไม่ได้ไป ทะเลาะกันบ้านแทบแตก” นักอยากศึกษาสถาปัตย์เล่าเรื่องวันวานอย่างออกรส

“คงเพราะพี่สาวผมเรียนสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ และช่วงนั้นต้มยำกุ้ง จึงพอเข้าใจได้ว่าในฐานะข้าราชการต่างจังหวัด การส่งเรามาเรียนอาจดูไม่คุ้มค่า จนสุดท้ายพี่สาวช่วยพูดให้ ‘ทำไมไม่มองว่านี่คือพรสวรรค์จากพระเจ้า อย่าไปกีดขวางเลย คนประสบความสำเร็จไม่จำเป็นต้องเก่งในสายวิทยาศาสตร์เสมอไป’ พ่อแม่ถึงใจอ่อนยอมให้เรียน”

แต่กว่าถั่วจะสุกงอม งาก็ชิงไหม้ไปก่อน เพราะเลยช่วงรับสมัครเข้าศึกษาต่อของมหาวิทยาลัยรัฐไปแล้ว มาจบที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ซึ่งขณะนั้นไม่มีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ที่ชารีฟเล็งไว้

“ผมเลยเลือกเรียนออกแบบภายในซึ่งยังถือว่าอยู่ในความสนใจอยู่ ตอนสอบเข้าเขาให้ออกแบบ Kiosk ริมทะเล ก็เข้าทางเด็กใต้อย่างเราเลย จนพอเข้าไปเรียนปีหนึ่ง เพื่อนที่สอบพร้อมกันมาทักว่ามึงโคตรโง่เลย ลงไปวาดกับพื้นทำไม คนอื่นแอบดูกันหมด เราไม่รู้ไม่สนใจเพราะมัวแต่โฟกัสสิ่งที่ทำ”

คงไม่น่าแปลกใจถ้าชีวิตมหาลัยของชารีฟจะมีความกดดันเป็นเพื่อนสนิท เพราะรู้กันดีว่าค่าเทอมมหาวิทยาลัยเอกชนไม่ค่อยเป็นมิตรกับกระเป๋าสตางค์ผู้ปกครอง แต่เพราะได้เรียนสิ่งที่รัก เขาจึงทุ่มเทให้การเรียนอย่างสุดตัว

“พี่สาวสอนไว้ว่าถ้าคิดจะทำชั่วต้องฉลาด ถ้ารักจะออกนอกกรอบต้องรู้จักใช้ชีวิต ผมเลยไม่ลืมที่จะใช้ชีวิตอย่างสุดเหวี่ยง แต่ก็โฟกัสกับผลงาน กระหายวิชา และอยากเรียนรู้พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ทำให้การเรียนไม่ตกเลย

“จนพอเข้าปีสองปีสาม พ่อแม่ก็เริ่มเข้าใจ เหมือนเขาเห็นเราอยู่กับสิ่งที่รักข้ามวันข้ามคืนได้อย่างไม่ท้อ และทำออกมาได้ดี แต่กลายเป็นห่วงว่าจะมีงานทำไหม หรือจบมาเจอโลกจริงจะถูกเอาเปรียบหรือเปล่ามากกว่า เพราะเราบ้านนอกและเรียบร้อยมาก แล้วพวกเขาไม่มีความรู้ในวงการนี้เลย เลยไม่รู้ว่าสังคมจริงเป็นอย่างไร”

ชารีฟ ลอนา จากเด็กยะลาชายแดนใต้สู่สถาปนิกและดีไซน์ไดเรกเตอร์แห่ง Act of Kindness
ชารีฟ ลอนา จากเด็กยะลาชายแดนใต้สู่สถาปนิกและดีไซน์ไดเรกเตอร์แห่ง Act of Kindness

03 Be Humble

“ผมมีคำถามในใจตอนเรียนจบปริญญาตรี”

บอกใบ้ว่านี่เป็นอีกหนึ่งฉากสำคัญในชีวิต

“ทีสิสผมคือการตั้งคำถามว่าทำไมการออกแบบโรงละครบ้านเราจึงไม่เอื้อให้วงการเฟื่องฟู หาคำตอบจนพบว่าเรารับ Grandiosity แบบฝรั่งเศสเข้ามาซึ่งขัดกับวัฒนธรรมไทย เราดูลิเกกันอย่างใกล้ชิด เวทีมัน Humble มาก จึงออกแบบ Humble Theatre ที่เข้ากับนิสัยคนไทยขึ้นมา

“ปรากฏว่าผลงานออกไป ผมโดนสบประมาทว่าคุณตั้งใจทำใหญ่แบบนี้เพื่อจะเอาชนะเพื่อน จบไปไม่มีใครรับเข้าทำงานหรอก ในขณะที่อาจารย์ที่ปรึกษาชมเชยว่าเรามีศักยภาพเรียนต่อด้านนี้ที่ต่างประเทศ แต่ความจริงผมแค่อยากพิสูจน์ให้พ่อแม่เห็นเลยใส่พลังไปเต็มร้อย”

ทำไมไม่มีที่ทางสำหรับเราในประเทศนี้ คำถามกระตุ้นให้ชารีฟอยากเรียนต่อปริญญาโททันทีที่เรียนจบ เขาได้รับแรงสนับสนุนจากคนรอบข้างอย่างเต็มกำลัง จึงจัดแจงขอทุนจากมหาวิทยาลัย แต่พอคำนวณเวลาใช้ทุน ปรากฏว่าอาจต้องรับอาชีพอาจารย์ยาวนานถึง 9 ปี เจ้าตัวไม่สบายใจกับเงื่อนไขนี้ เป็นอันว่าจำต้องปัดตกไปโดยปริยาย

“แต่สาเหตุอีกอย่างคือครอบครัว” เขาเฉลย

“ผมเป็นเหมือนนกที่เคยถูกขังอยู่ในกรง วันหนึ่งแข็งแรงมากพอจะออกบิน พ่อแม่จึงกลัวว่าเราจะไม่กลับมาอีกเพราะมีบาดแผลที่เขาเคยทำไว้ แต่ผมไม่ได้มองว่าเป็นบาดแผลเลยนะ ไม่เคยคิดว่านั่นคือสิ่งที่พ่อแม่ไม่หวังดีกับเรา”

จากนั้น บัณฑิตหนุ่มจึงบ่ายหน้าสู่วงวิชาชีพนักออกแบบไทยอย่างเต็มกำลัง โดยมีเป้าหมายสำคัญคือเก็บเงินไว้ส่งตัวเองเรียนเมืองนอกให้ได้เร็วที่สุด

04 ราคาที่ต้องจ่าย

“ผมไม่ทำบริษัทไทย เพราะต้องการเอาตัวเองไปอยู่ในที่ที่ยอมรับความคิดเราได้”

ปมปัญหาเดิมยังคงทำงานในใจอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ เจ็บปวด ทว่าเป็นแรงผลักดันอันงดงาม

“ช่วงแรกที่ทำไม่มีใครสอนงานหรือช่วยเหลือเลย ทุกคนกลับบ้านกันหมดแล้ว แต่ผมยังต้องนั่งงมหาวิธีการอยู่คนเดียว ใช้ความอดทนจนสุดท้ายก็ผ่านมาได้ อย่างโปรเจกต์ออกแบบ World Bank สาขาฮานอย ปาปัวนิวกินี และออสเตรเลีย งานออกแบบออฟฟิศที่เป็นยาขม เพราะเนื้องานน่าเบื่อมาก ไม่มีใครรับทำ แต่ผมรับเพราะเชื่อว่าดีไซน์ของสำนักงานควรเปลี่ยนได้แล้ว ต้องการสลัดขนบเดิมๆ ออก จนเจ้านายเห็นศักยภาพว่าเรานำเสนอสิ่งใหม่ๆ ได้”

ช่วงนั้น งานชิ้นไหนสำคัญที่สุด-เราชิงแทงกลางปล้องด้วยความสงสัย

“โปรเจกต์ Me by TMB” เขายิ้มภูมิใจตอนเฉลย

“เป็นการออกแบบอัตลักษณ์องค์กรใหม่ทั้งหมด แนวคิดคือธนาคารควรจะปรับแต่งได้ ทุกคนต้องมีธนาคารเป็นของตัวเอง และเลือกวิธีการทำธุรกรรมได้อย่างอิสระ เพราะเป็นยุคที่มีสมาร์ทโฟนกันหมดแล้ว งานนี้สร้างความสำเร็จให้องค์กรอย่างมากจนได้เลื่อนตำแหน่ง แม้มีคนคอยซัพพอร์ต แต่ก็ยังมีหลายคนคิดสงสัย ทั้งๆ ที่เราพยายามและทุ่มเทอย่างมาก และเป็นงานที่ไม่มีใครอยากทำด้วยซ้ำ”

นอกจากงานประจำซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก ชารีฟยังรับงานนอกอีกสารพัด ตั้งแต่รับจ้างออกแบบไปจนถึงเขียนบทความด้านดีไซน์ลง Free Magazine ไม่หมิ่นเงินน้อย ไม่คอยวาสนา เก็บเบี้ยใต้ถุนร้านอย่างไม่เหน็ดหน่าย

นักออกแบบหนุ่มมุ่งมั่นสะสมทุนรอนได้พอสมควรจากการบากบั่นทำงานตลอดเกือบ 2 ปี ก่อนตัดสินใจเดินทางไปเยี่ยมเพื่อนที่ประเทศอังกฤษ และถือโอกาสไล่เยี่ยมชมตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ตั้งแต่ลอนดอนถึงสกอตแลนด์

“ไปจบตรงหลักสูตรปริญญาโทด้านสถาปัตยกรรมผังเมืองที่ Glasgow School of Art เพราะประทับใจวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยที่ตั้งใจสร้างบัณฑิตเพื่อชาเลนจ์วงการอุตสาหกรรม ไม่ได้ผลิตฟันเฟืองป้อนบริษัท และระหว่างทางก็พยายามช่วยให้นักศึกษาค้นหาตัวตนตัวเองให้เจอ ไม่จำเป็นต้องจบไปแล้วเหมือนมาจากพิมพ์เดียวกัน 

“อีกอย่างที่ชอบคือคาแรกเตอร์ของเมืองยุควิกทอเรียนที่หล่อมาก ตึกเก่าแบบเมืองในยุโรปแต่สูงกว่า ผังเมืองแบบกริดเหมือนนิวยอร์ก มีเขม่าควันจากสงครามโลกครั้งที่สองติดตามบ้านช่อง ดูเป็นเรามากที่สุด” เขาเล่าความประทับใจต่อว่าที่บ้านหลังที่สอง

ชารีฟเดินดุ่มๆ เพื่อไปกรอกใบสมัคร ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ไล่กลับมาส่งอีเมลตามขั้นตอน เด็กไทยรายนี้จึงใช้ลูกตื๊อลูกอ้อนจนได้พบคณบดี และพรีเซนต์ตัวเองแบบจัดเต็มจนได้ตอบรับเข้าเรียนต่อ ด้วยเงื่อนไขว่าต้องจัดการเอกสารมาให้ครบ เขาจึงเร่งกลับมาตุภูมิ รีบจัดแจงสรรพสิ่ง ตั้งแต่เคลียร์งานจนถึงสอบภาษาอังกฤษให้เรียบร้อยภายใน 3 เดือน เป็นช่วงฉุกละหุกมากที่สุดในชีวิตเพราะความฝันได้เดินทางมาถึงหน้าประตู แม้ทุนยังไม่ถึงเป้าที่วางไว้และยังไม่ได้บอกลาพ่อแม่สักคำก็ต้องไป เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่โอกาสจะยูเทิร์นกลับมาหาอีก

“ขึ้นเครื่องบินไปนี่ปล่อยโฮเลยทั้งๆ ที่เกิดมาไม่เคยร้อง เพราะรู้สึกว่าเราทำได้แล้ว มันมีราคาที่ต้องจ่ายเยอะมาก ทั้งความลำบากอดทน การไม่ได้ถูกเอาใจ การทำให้พ่อแม่ผิดหวัง นี่มันเหมือนฝันเลย”

ชารีฟ ลอนา จากเด็กยะลาชายแดนใต้สู่สถาปนิกและดีไซน์ไดเรกเตอร์แห่ง Act of Kindness

05 วัดเส้าหลิน

ชารีฟปักหลักเรียนพื้นฐานภาษาอังกฤษที่ลอนดอน 2 สัปดาห์ก่อนเดินทางสู่กลาสโกว

“ทุกคนสงสัยว่าทำไมไปถึงสกอตแลนด์ เรียนลอนดอนจบมาได้คอนเนกชันชัวร์ๆ แต่ตอนนั้นผมอยากเจอตัวเองเพราะรู้สึกว่ายังมีอะไรข้างในที่ปริญญาตรีสี่ปียังเค้นออกมาไม่ได้ และรู้สึกว่าอยากโฟกัสการเรียนจริงๆ กลาสโกวเป็นเหมือนวัดเส้าหลินของเรา ลอนดอนเหมาะจะเป็นเวทีแสดงผลงานมากกว่า

“พอมาเรียนจริง เรากลายเหมือนเป็นประชากรโลกที่สาม จำได้ว่าวิชา Design Method ในคลาสเถียงกันเรื่องสีแดงสวยไม่สวย เราไม่เคยถูกสอนแบบนี้เลย เวลาอาจารย์คอมเมนต์ก็บอกแค่ว่าใช้สีแดงแบบนี้มันเห่ย ไม่อธิบายเพิ่ม ความจริงสีแดงไม่ได้มีความผิด แต่สีแดงบางเฉดผิดในบริบทที่ไม่ถูกกับมันเท่านั้น”

นอกจากวิธีการสอนแตกต่างจาก อีกสิ่งที่ทำให้เขาหลงใหลแวดวงออกแบบเมืองนอกคือ Design Community

“ที่นี่ซัพพอร์ตกันมาก ไม่ใช่ว่าคุณทำงาน Luxury แล้วเหนือกว่าคนอื่น ดีไซเนอร์ นอกจากต้องวิพากษ์วิจารณ์เป็น วันหนึ่งที่เพื่อนร่วมวงการประสบความสำเร็จ ก็ต้องแสดงความยินดีและให้กำลังใจเป็นด้วย นี่คือสิ่งหนึ่งที่หล่อเลี้ยงเราให้เข้มแข็ง มองปัญหาทั้งหมดเป็นเรื่องบททดสอบ”

ชารีฟใช้ชีวิตอย่างสมถะเพื่อให้อยู่ตลอดรอดฝั่ง กระทั่งเรียนจบมาได้อย่างเก่งกาจด้วยทีสิสที่เขาสุดแสนจะภูมิใจ โดดเด่นจนคณาจารย์ออกปากชม และได้รับคัดเลือกให้เป็นทีสิสที่ดีที่สุดของสกอตแลนด์จากสภาสถาปนิกแห่งสหราชอาณาจักร แต่เหนือกว่ารางวัลสรรเสริญ คือวิธีคิดอันล้ำค่าที่ไม่มีใครขโมยไปจากเขาได้

“ตอนเรียนจบก็นั่งตกตะกอนกับอาจารย์ จนพบว่าเราเปลี่ยนแปลงไปเยอะเลยในเชิงวิธีคิด แต่ตัวตนกลับยังอยู่ที่เดิม ไม่ไปไหน อาจารย์บอกว่าโลกตะวันตกกำลังจะเปลี่ยนมาถ่อมตัวแบบเอเชีย เลยอยากให้เราเก็บวิธีการทำงานที่อ่อนน้อมแบบนี้ไว้ มันทำให้เราอยู่ที่ไหนก็ได้ และจงใช้ทักษะการวิพากษ์แบบยุโรปควบคู่ไปด้วย จึงจะอยู่รอดในวงการนี้”

ชารีฟ ลอนา จากเด็กยะลาชายแดนใต้สู่สถาปนิกและดีไซน์ไดเรกเตอร์แห่ง Act of Kindness
เส้นทางชีวิตที่โรยด้วยขวากหนามและความพยายามของ ‘ชารีฟ ลอนา’ จากเด็กยะลาสู่มหาบัณฑิต สถาปัตยกรรมผังเมืองที่สกอตแลนด์และดีไซเนอร์เจ้าของสตูดิโอออกแบบ Act of Kindness

06 Before Glory

“จำได้ว่าสองเดือนแรกเร่ร่อนไร้ที่อยู่”

เขาเผยจุดหักมุมอีกครั้งในชีวิต หลังจากตัดสินใจรับงานเป็นสถาปนิกในบริษัทหนึ่งกลางกรุงลอนดอนทันทีหลังเรียนจบ

“เพราะทำงานแล้วเงินเดือนยังไม่ออก โชคดีได้อาศัยอยู่หอเพื่อน แต่ก็ต้องแอบยามเวลาเข้า-ออก เดี๋ยวนี้เพื่อนยังแซวเลยว่าเป็นคุณชารีฟแล้วนะ แต่ก่อนยังนอนใต้เตียงกูอยู่เลย (หัวเราะ) จนได้อยู่ห้องพักจากเพื่อนชาวเกาหลีที่มาเช่าไว้แล้วต้องกลับไปเกณฑ์ทหาร ผมได้รับความช่วยเหลือมาตลอดเลยเข้าใจดีว่าชีวิตคือการให้โอกาส”

สถาปนิกไทยผู้นี้ไม่ย่อหย่อนต่ออุปสรรค ทุ่มเททุกทักษะ ทำงานจนฉายแววเข้าตาเจ้านาย บอสจึงชวนไปอยู่ที่บ้านที่ริชมอนด์ ย่านคนมีอันจะกินในลอนดอนด้วย เพื่อประหยัดค่าที่พัก วันเวลาล่วงไปพร้อมๆ กับพัฒนาการของชารีฟในสายอาชีพ เขาได้รับมอบหมายภาระงานที่ใหญ่ขึ้น จากพนักงานที่ต้องทำตามคำสั่งสู่ผู้ช่วยบริหารงานออฟฟิศ

“คงเพราะผมทำงานหนึ่งจนได้เรื่อง” -นั่นไง

“ตอนนั้นเป็นยุคที่บรรดาร้านแบรนด์เนมบน Regent Street ให้ดีไซเนอร์ทำ Window Display แข่งกัน ซึ่งเป็นเวทีแจ้งเกิดให้นักออกแบบหลายคน เช่น Faye Toogood ตอนนั้นออฟฟิศผ่านการคัดเลือก ผมเลยเปลี่ยนคาแรกเตอร์ของงานดีไซน์ทั้งหมด ใส่ความเป็นอาร์ตลงไปด้วย ไม่สถาปัตย์จ๋าๆ งานนี้สร้างชื่อเสียงมากจนเจ้านายเสนอให้ผมร่วมหุ้น

“ผมกลับมาคิดหนักมาก เพราะไม่ได้ชอบกรุงเทพฯ แต่เมืองนี้เลี้ยงเราได้ดี เหมือนปลูกต้นไม้ในดินที่พร้อม ขณะเดียวกันก็ไม่แน่ใจว่าจะพยุงธุรกิจนี้ไปต่อได้นานแค่ไหน เพราะอังกฤษกำลังจะออกจากสมาชิกสหภาพยุโรป หลายบริษัทล้มละลาย ดีไซเนอร์จบใหม่ตกงานระนาว แล้วถ้าอยู่ที่นั่น ผมปฏิเสธสถานะการเป็นพลเมืองชั้นสองไม่ได้ ระหว่างสิ่งที่อยากทำกับสิ่งที่จำเป็นต้องทำ ผมเลือกสิ่งที่จำเป็นต้องทำ คือทำให้พ่อแม่มีชีวิตที่ดีขึ้น เลยตัดสินใจกลับไทย”

นั่นเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องหรือเปล่า-เราถาม

“กำกวม ในแง่ความสำเร็จทางอาชีพ มันอาจเป็นการตัดสินใจที่ถูกที่กลับมานี่ แต่ในแง่วิถีชีวิตดีไซเนอร์ กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ไม่ให้แรงบันดาลใจเลย ผมไม่ได้สัมผัสวิถีชีวิตดีไซเนอร์จริงๆ ที่นี่ พอมีชื่อเสียงหรือประสบความสำเร็จ ทุกคนทรีตเราเปลี่ยนไป ทำให้ผมอึดอัด แต่อยู่โน่นไม่มีชนชั้นวรรณะ คนมองเราที่ผลงานและหน้าที่มากกว่า

“ช่วงแรกที่กลับมาผมไม่ให้สัมภาษณ์เลย เพราะกลัวอะไรๆ จะทำให้คนอื่นมองเราผิดไป ถ้าไม่รู้จักกันคงคิดว่าผมเป็นลูกคนมีเงินที่พ่อแม่ส่งไปเรียนเมืองนอกสบายๆ ความจริง สิ่งเหล่านี้คืออนุสาวรีย์ที่สร้างมาอย่างลำบาก Work Before Glory จริงๆ ผมไม่เคยสำเร็จโดยไม่ขยับตัวหรือมีกลีบกุหลาบโรยไว้ เลยกลัวเพลิดเพลินกับชื่อเสียงแล้วหลงลืมความเป็นเด็กบ้านนอกที่มีความใฝ่ฝันนี้และทุ่มเทกับมันจนสุดตัว กลัวความสำเร็จจะพรากไฟในการทำงานไป”

07 Act of Kindness

แปลว่าตอนนี้ความเป็นเด็กคนนั้นยังอยู่?

“ยังอยู่ครบ และนี่คือวิธีการทำงานของออฟฟิศผม”

หลังจากกลับมาไทยไม่นาน ฝีไม้ลายมือที่ชารีฟฝากไว้ในวงการก่อนไปเรียนต่อ พางานถาโถมเข้ามาหานักออกแบบหนุ่มนักเรียนนอกได้อย่างสมศักดิ์ศรี จนต้องเปิดสตูดิโอ Act of Kindness ฟอร์มทีมยอดมนุษย์ขึ้นมาช่วย

เส้นทางชีวิตที่โรยด้วยขวากหนามและความพยายามของเด็กยะลาสู่มหาบัณฑิต สถาปัตยกรรมผังเมืองที่สกอตแลนด์และดีไซเนอร์เจ้าของสตูดิโอออกแบบ Act of Kindness

“ผมพยายามอยู่กับงานในสเกลเล็กๆ ที่ยังมีส่วนร่วมกับทุกอย่างและควบคุมคุณภาพของงานได้เต็มที่ ไม่ต้องการเป็นผู้บริหารที่ชี้นิ้วสั่ง เพราะรู้สึกว่าเราเกิดมาต้องทำงานหนักเพื่อพิสูจน์อะไรบางอย่าง

“อย่างหนึ่งที่ผมเชื่อ” เขาพักจังหวะ จิบกาแฟเย็น ระยะเวลาพอให้ความสงสัยของเราทำงาน

“การทำงานบนแรงบันดาลใจ เป็นเรื่องคลีเช่ในวงการดีไซน์ การเอาแรงบันดาลใจมาเป็นตัวตั้ง หลายครั้งผลลัพธ์ไม่ได้วิ่งกลับไปสู่แรงบันดาลใจนั้นเลยด้วยซ้ำ คุณแค่เอาแรงบันดาลใจมาสร้างสตอรี่ทำให้เกิด Aesthetic Quality เท่านั้น ผมทำลายโครงสร้างวิธีการทำงานแบบนี้ไปเลยเพราะเราเป็นสถาปนิก คิดเป็นวิทยาศาสตร์ มองอะไรเป็นขั้นตอนเสมอ”

แล้วถ้าไม่เอาแรงบันดาลใจเป็นตัวตั้ง แล้วเอาอะไร-เราข้องใจ

“เอาปัญหาหรือคำถามเป็นตัวตั้ง เพราะงานดีไซน์เกิดขึ้นมาจากสิ่งนี้ อันดับแรกผมจึงพยายามหาคำถามให้เจอก่อน แล้วปล่อยให้ตัวเองสนุกกับการหาคำตอบ ประสบการณ์ระหว่างนั้นจะค่อยๆ เฉลยมาทีละนิด อย่าบังคับให้ตัวเองเห็นคำตอบเดียวเพียง เพราะมีแรงบันดาลใจอันใดอันหนึ่ง เพราะมันคือการหลอกตัวเอง”

“ผมสอนวิธีคิดแบบนี้ให้น้องในทีมเสมอ ตอนแรกๆ เขาก็งงกันนะ เพราะไม่เคยถูกสอนให้คิดวิพากษ์ ปลูกฝังจนกลายมาเป็นวัฒนธรรมการทำงานของเรา”

08 Never Take It for Granted

ชารีฟขยายความต่อทันทีว่า Act of Kindness คือสตูดิโอออกแบบอายุ 6 ขวบ ที่ยึดมั่นในสหวิทยาการ รวบรวมเอาสมาชิกผู้สนใจงานออกแบบหลากหลายแขนงเข้ามาประสานพลังกันทำงาน

“ถ้าเป็นคน ก็คงน่าจะรุ่นพวกผมนี่แหละ สามสิบต้นๆ” ดีไซน์ไดเรกเตอร์เล่าถึงสตูดิโอของเขาโดยใช้ความเปรียบ

“ยังไม่เป็นผู้ใหญ่มาก มีบุคลิกบางอย่างเฉพาะ หวนหาความงามในอดีต แต่ก็พร้อมปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงโดยไม่เปลี่ยนตัวตน ไม่ต่อต้านความเป็นไปของสังคม แต่ฉลาดเลือกดึงความเป็นตัวเองเข้ามาผสมยุคสมัยอย่างสนุกขึ้น Re-invent ไปได้เรื่อยๆ”

ปัจจุบัน Act of Kindness ให้บริการดูแล Design Service ครบวงจร ผลงานที่ผ่านมามีทั้งพื้นที่เพื่อการพาณิชย์และที่อยู่อาศัยส่วนบุคคล ตั้งแต่บ้านเซเลบดาราไปจนถึงร้านค้า คลินิกทันตกรรม และออฟฟิศธนาคาร

“ผมเชื่อว่าการทำงานตามโจทย์ลูกค้ามันลดทอนความเป็นตัวตนของนักออกแบบ ทุกปีผมจึงมีโปรเจกต์พิเศษให้ทีมได้ออกมาจากโต๊ะทำงานที่จำเจ เช่น ทำเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งตอนแรกไม่คิดว่าจะประสบความสำเร็จมากมาย แต่ปรากฏว่าได้ไปออกงานแฟร์ต่างประเทศ และได้รับคัดเลือกเป็น New Wave Asian Designer 

“การตั้งเป้าสิ่งใหม่ๆ และอนุญาตตัวเองให้มีความเสี่ยงบ้าง ทำให้เราไม่หมดไฟและพร้อมเรียนรู้ใหม่เสมอ ที่สำคัญคือเพื่อเตือนตัวเองไม่ให้ Take it for granted ว่าเราชนเพดานแล้ว สำเร็จแล้ว พอแล้ว”

เส้นทางชีวิตที่โรยด้วยขวากหนามและความพยายามของเด็กยะลาสู่มหาบัณฑิต สถาปัตยกรรมผังเมืองที่สกอตแลนด์และดีไซเนอร์เจ้าของสตูดิโอออกแบบ Act of Kindness

ไดเรกเตอร์มากความสามารถเล่าต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า หัวใจของการออกแบบสำหรับเขาคือ Kindness หรือความอ่อนน้อมถ่อมตนที่ปลูกฝังมาจากการเป็นเด็กต่างจังหวัด ยิ่งไปกว่านั้นคือความจริงใจและโอนอ่อนกับสิ่งที่ตัวเองทำเสมอ นี่คือกุญแจซึ่งคอยหล่อเลี้ยงความฝันให้ยังมีแรงขับทะยานไปข้างหน้าได้

“อยากเห็นประเทศเรามียุคทางดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ” เขาเล่าถึงความฝันลึกๆ 

“ในเยอรมนีมี Bauhaus สิงคโปร์มียุค Tropical บ้านเราไม่ใช่ว่าเอาความเป็นไทยมาแปลใหม่เฉยๆ ผมว่ามันควร นิยามความเป็นไทยในรูปแบบใหม่ได้แล้ว อุตสาหกรรมควรขับเคลื่อนไปไกลกว่านี้ พอผมกลับไปสอนนักเรียนจึงถ่ายทอดวิชาอย่างหมดเปลือกเลย อยากให้เขาสร้างการเปลี่ยนแปลง” ชารีฟในบทบาทอาจารย์พิเศษแสดงความคิดเห็น

“สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นในวงการการศึกษาแล้วอยากเปลี่ยนแปลงคือทัศนคติของอาจารย์ เด็กคือกระดาษขาว ถ้าบุคลากรยังจำกัดให้เขาอยู่ในกรอบที่คุณเคยทำมาเมื่อหกสิบปีก่อน สอนให้ซาบซึ้งกับโลก แต่คุณยังบังคับจำกัดทุกอย่างต้องอยู่ใน A2 มีหัวกระดาษ ชื่อ วันที่ ตัดสินด้วยวิธีการที่เราเคยเรียนมาในอดีต ก็ไม่ต่างอะไรกับการผลิตสกรูน็อต ไม่ได้ผลิตคอมพิวเตอร์สมองกลอย่างแท้จริง” ชารีฟยกกาแฟขึ้นมาจิบดื่มครั้งที่ 2 ส่งสัญญาณว่าตอบคำถามจบแล้ว

09 คำถามสุดท้าย

บทสนทนาดำเนินมาถึงท้ายชั่วโมงที่ 2 

สถาปนิกและนักออกแบบดูจะเป็นความฝันอันยิ่งใหญ่และความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่งของคู่สนทนาเราอย่างเห็นได้ชัด ความสุขเคล้าความเศร้า สำเร็จเจือผิดหวัง ตามคาดสลับเหนือคาด ชีวิตอันโชกโชนนี้ได้รับอะไรจากอาชีพที่คุณยอมแลกทุกอย่างเพื่อให้ได้มาบ้าง-เราถามคำถามสุดท้ายออกไปอย่างไม่ลังเล

“ระดับหยาบที่สุดคือผมมีชีวิตที่ดีขึ้นในทุกทาง มีเงินทอง ได้เจอคนดีๆ ได้ออกไปเจอโลกกว้าง แต่ในระดับที่ละเอียดขึ้น ผมได้เป็นแรงบันดาลใจให้แก่คนอื่น ผู้ที่อาจไม่มีโอกาสมากมายอยู่ตรงหน้าเหมือนผม ผู้ที่อาจกำลังตั้งคำถามต่อแนวทางงานดีไซน์ของตัวเองหรือเผชิญอุปสรรคใหญ่เหมือนผม 

“ในระดับละเอียดที่สุด ผมได้เห็นคุณค่าของชื่อเสียง ซึ่งเป็นสิ่งที่ปฏิเสธมาตลอด ในสถานการณ์โรคระบาดที่ผ่านมา ผมใช้มันช่วยคนอื่นได้จริง เราไม่ได้รับใช้ทุนนิยมหรือตอบสนองวงการอย่างเดียว เหตุการณ์นี้พิสูจน์ว่าดีไซเนอร์ก็คือมนุษย์ปุถุชน ทำงานเพื่อหาเงิน และช่วยเหลือสังคมได้ด้วย ไม่ได้อยู่กับความสวยงามอย่างเดียวเหมือนที่หลายคนคิด”

เส้นทางชีวิตที่โรยด้วยขวากหนามและความพยายามของเด็กยะลาสู่มหาบัณฑิต สถาปัตยกรรมผังเมืองที่สกอตแลนด์และดีไซเนอร์เจ้าของสตูดิโอออกแบบ Act of Kindness

ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือชีวิตที่แสนสนุกครบรส เป็นบทสนทนาอันวิเศษมากครั้งหนึ่ง

แต่เหนือไปกว่านั้น เราได้เห็นเส้นทางที่สุดแสนขรุขระเต็มไปด้วยขวากหนาม เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าความมุ่งมั่นตั้งใจและความอ่อนน้อม (Kindness) สมชื่อสตูดิโอเป็นของมีคุณ ทำให้นักออกแบบตรงหน้าคนนี้ อยู่ร่วมกับความสำเร็จอันแสนน่ากลัวได้อย่างแล้วรอดปลอดภัย

5 ผลงานออกแบบที่ชารีฟอยากเล่าให้เราฟัง

01 Magnum Cafe

เส้นทางชีวิตที่โรยด้วยขวากหนามและความพยายามของเด็กยะลาสู่มหาบัณฑิต สถาปัตยกรรมผังเมืองที่สกอตแลนด์และดีไซเนอร์เจ้าของสตูดิโอออกแบบ Act of Kindness

“เป็นโปรเจกต์สุดท้ายที่ทำก่อนบินไปเรียนต่อ แล้วทำให้เกิดข้อขัดแย้ง เพราะในขณะที่เรามีชื่อเสียงมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ใช้ชีวิตอู้ฟู่ได้ แต่พ่อแม่ยังกินข้าวยำอยู่เลย เลยตัดสินใจทิ้งวงการแล้วไปเรียนต่อ เพราะอยากตัดบท กลัวตัวเองหลงระเริงกับชื่อเสียง ในเชิงวิธีคิด ผลงานนี้เกิดขึ้นจากคำถามที่ตั้งขึ้นมาว่าไอศกรีมอยู่กับศิลปะได้ไหม สรุปว่าได้ เราใช้ดีไซน์ทำให้เกิด Artistic Value ให้แก่แบรนด์ ผสานศาสตร์อื่นมาอีกหลายแขนง เป็นหลักฐานว่าแนวทางเราไม่ผิด”

02 Fun Factory

เส้นทางชีวิตที่โรยด้วยขวากหนามและความพยายามของเด็กยะลาสู่มหาบัณฑิต สถาปัตยกรรมผังเมืองที่สกอตแลนด์และดีไซเนอร์เจ้าของสตูดิโอออกแบบ Act of Kindness

“ชิ้นนี้เป็นทีสิสของเรา ศึกษาเมืองกลาสโกวว่าทำไมประสบความสำเร็จในเชิงธุรกิจ แต่มีสถิติการฆ่าตัวตายสูง และใช้ศาสตร์ Socio-Urban มาวิเคราะห์ เล่นกับวัฒนธรรมการทำงาน เป็นโปรเจกต์ที่อาจารย์ชอบและได้ตีพิมพ์ในสหรัฐอเมริกาด้วย เป็นจุดเปลี่ยนที่อาจารย์เข้ามาบอกว่า จากเด็กเอเชียที่ตามเพื่อนไม่ทันตอนแรก มีมุมมองความคิดเปลี่ยนไปอย่างก้าวกระโดด จนตั้งคำถามกับวัฒนธรรมที่ย้อนแย้งและเสนอวิธีแก้ปัญหาได้”

03 Studio Act of Kindness

เส้นทางชีวิตที่โรยด้วยขวากหนามและความพยายามของเด็กยะลาสู่มหาบัณฑิต สถาปัตยกรรมผังเมืองที่สกอตแลนด์และดีไซเนอร์เจ้าของสตูดิโอออกแบบ Act of Kindness

“ออฟฟิศนี้สะท้อนความเป็นตัวเราจริงๆ ด้วยสไตล์ คาแรกเตอร์ และอารมณ์ในการออกแบบ” 

04 Whale House

เส้นทางชีวิตที่โรยด้วยขวากหนามและความพยายามของเด็กยะลาสู่มหาบัณฑิต สถาปัตยกรรมผังเมืองที่สกอตแลนด์และดีไซเนอร์เจ้าของสตูดิโอออกแบบ Act of Kindness

“นี่คือโปรเจกต์บ้าน พี่โต๋ (นุติ์ นิ่มสมบุญ) ที่สนุกมาก เพราะพี่โต๋ไปทางโมเดิร์น แต่ภรรยาเขาชอบทางยุโรป ผมเลยบิดความแข็งอ่อนจากสองสไตล์ออกมาเป็นองค์ประกอบต่างๆ จนนิยามไม่ได้ว่าเป็นสไตล์อะไรกันแน่ งานนี้ขุดสกิลล์มาใช้เยอะมาก เพราะมีแต่คำถามเต็มไปหมด (หัวเราะ)”

05 Monsoon House

เส้นทางชีวิตที่โรยด้วยขวากหนามและความพยายามของเด็กยะลาสู่มหาบัณฑิต สถาปัตยกรรมผังเมืองที่สกอตแลนด์และดีไซเนอร์เจ้าของสตูดิโอออกแบบ Act of Kindness

“ชิ้นสุดท้ายขอเลือกบ้านของตัวเอง ผมคงไม่ได้ฝันอะไรไปมากกว่านี้แล้ว Monsoon House เป็นบ้านที่มีคาแรกเตอร์ที่เราคิดขึ้นมา อาจไม่ได้แปลกแต่ว่ามีความหนักหน่วงอยู่ เช่น ผมตั้งใจทำให้ทุกห้องรู้สึกว่าฝนตกตลอด เพราะผมผ่านความเจ็บปวดมาเยอะ ถ้าชีวิตเรียบง่ายจะไม่มีแรงขับเคลื่อน บ้านหลังนี้อาจเป็นตัวปิดท้ายในบทความที่ดี เพราะมันคือแบบจำลองความเป็นเรา ตั้งแต่อ่อนแอที่สุดไปจนถึงสำเร็จที่สุด”

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

beautiful and bittersweetly

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load