สโตอิก เป็นแมวขี้สงสัยข้างบ้านที่แอบมองเราผ่านทางริมหน้าต่างแทบทุกวัน จะเอื้อมมือไปเกาคางทักทายก็ไม่เคยทันความว่องไวของเจ้าเหมียวสีดำตัวเล็กเลยสักครั้ง ช่วงกลางวันเรามักจะเห็นสโตอิกขึ้นไปนอนหลับตาพริ้มอยู่บนต้นไม้ใหญ่หลังบ้าน แสงอาทิตย์รำไรที่ลอดผ่านใบไม้หนาครึ้มทำให้หางสีดำยาวที่พาดอยู่บนกิ่งไม้ดูคล้ายงูจนเราเผลอสะดุ้งอยู่บ่อยๆ

สวนสาธารณะ

เจ้าของสโตอิกเป็นคุณลุงชาวเบลีซที่ใช้ชีวิตวัยเกษียณเดินทางท่องเที่ยวทวีปอเมริกาใต้อยู่หลายปี ก่อนจะตัดสินใจมาตั้งรกรากอยู่ที่เมืองบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา ซึ่งเป็นประเทศที่เราอาศัยอยู่ในตอนนั้น นอกจากสโตอิกที่คุณลุงเลี้ยงอยู่แล้ว เราก็สังเกตเห็นว่าคุณลุงมักจะถืออาหารเม็ดถุงใหญ่ออกไปแจกจ่ายให้แมวจรที่วนเวียนอยู่แถวนั้นไม่เคยขาด

สวนสาธารณะ

©barb howe,Flickr (CCBY2.0)

คุณลุงเล่าให้เราฟังว่า เจอกับสโตอิกครั้งแรกที่ Cat Park หรือสวนสาธารณะแมวในลิมา เมืองหลวงของประเทศเปรู เมื่อ 5 ปีก่อน จากที่ตั้งใจแค่อยากจะหาสวนสาธารณะเล็กๆ เงียบๆ ใกล้ที่พักเพื่อเอาไว้ไปนั่งอ่านหนังสือยามว่าง แต่โชคชะตาพาให้เดินไปเจอสวนสาธารณะที่เต็มไปด้วยแมวซึ่งคุณลุงบอกว่าจะเรียก ‘แมวจร’ หรือ ‘แมวไร้บ้าน’ ก็คงไม่ถูกสักเท่าไหร่ เพราะแมวพวกนี้มีสวนสาธารณะเป็นบ้านมา 20 กว่าปีแล้ว

สวนสาธารณะ

‘แคทพาร์ก’ ที่คุณลุงพูดถึงมีชื่อเป็นทางการว่า เคนเนดีพาร์ก (Parque Kennedy, Kenedy Park) หรือสวนสาธารณะเคนเนดี ซึ่งเป็นสวนสาธารณะที่ได้รับการตั้งชื่อเพื่อระลึกถึงประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคนเนดี ของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีบทบาทในการให้ความช่วยเหลือประเทศเปรูเป็นอย่างมากในช่วงระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง สวนแห่งนี้ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 240,000 ตารางเมตร และตั้งอยู่ใจกลางย่านมิราฟลอเรส (Miraflores) ซึ่งเป็นย่านเมืองใหม่ของลิมา มีทั้งร้านค้าชั้นนำ ร้านอาหาร และโรงแรมที่พักมากมายให้เลือก

สวนสาธารณะ

ตอนที่ได้ยินคุณลุงพูดถึงแคทพาร์คเราอดรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้ เพราะก่อนหน้าที่จะย้ายมาอยู่บัวโนสไอเรสเราเดินทางอยู่ในประเทศเปรูประมาณ 4 เดือน และมีโอกาสได้แวะไปที่ลิมาประมาณ 5 วัน ส่วนหนึ่งเพื่อหยุดพักจากการนั่งอยู่บนหลังมอเตอร์ไซค์และเพื่อเคลียร์งาน แต่เหตุผลหลักของการยอมฝ่ารถติดอันหฤโหดเข้าไปในเมืองหลวง ก็คือการไปเล่นกับแมวที่สวนเคนเนดี เพราะเราได้ยินมาจากเพื่อนหลายต่อหลายคนว่าเป็น ‘สวรรค์ของคนรักแมว’ ซึ่งก็ไม่ผิดหวังเลยแม้แต่นิดเดียว เรียกว่าถ้าอยู่ลิมาได้นานกว่านั้น เราคงโผล่หน้าไปเล่นกับแมวในสวนทุกวัน พอได้รู้ว่าคุณลุงรับสโตอิกมาจากที่นั่น เราก็เลยหาโอกาสนั่งคุยกับคุณลุงเป็นเรื่องเป็นราว

สวนสาธารณะ

©Mike, Flickr CCBY-SA2.0

 

ที่มาของประชากรแมวในสวนเคนเนดี

แมวในเคนเนดีพาร์คมีมากกว่าร้อยตัวและว่ากันว่าเป็นแบบนี้มากว่า 20 ปีแล้ว คุณลุงบอกกับเราว่าไม่มีใครรู้ที่มาจริงๆ ของแมวพวกนี้ แต่มีข้อสันนิษฐานว่าแมวตัวแรกน่าจะเป็นแมวที่บาทหลวงในโบสถ์เลี้ยงดูเอาไว้เพื่อให้จัดการกับหนู และแมวตัวนั้นก็น่าจะออกมาเตร็ดเตร่อยู่ในสวนเคนเนดีซึ่งตั้งอยู่ติดกับโบสถ์ และคงไม่คิดอยากจะย้ายไปไหนอีกเพราะทั้งหนูและแมลงอยู่ชุกชุมไปทั่ว เรียกว่ามีอาหารการกินอิ่มหนำสำราญแล้วก็ออกลูกออกหลานมามากมาย

อีกกรณีที่มีการคาดเดากันคือน่าจะมีคนจับแม่แมวท้องแก่มาปล่อยทิ้งไว้ในสวน เพราะการทำคุมกำเนิดสัตว์เลี้ยงไม่ใช่สิ่งที่นิยมทำกันในสมัยนั้น เมื่อแมวกลุ่มแรกรอดชีวิต ก็มีลูกมีหลานตามมาอีกหลายรุ่น รวมทั้งที่มีคนเอามาปล่อยเพิ่มอีกเรื่อยๆ จนทุกวันนี้ประชากรแมวในสวนเคนเดนีอยู่ที่ประมาณ 80 – 120 ตัว

“มันก็ตายบ้าง ป่วยบ้าง มีคนเอาเลี้ยงบ้าง จับไปกินบ้างก็มี”

สวนสาธารณะ สวนสาธารณะ สวนสาธารณะ

องครักษ์พิทักษ์เหมียว

คุณลุงเคยเป็นหนึ่งในกลุ่มอาสาสมัครระยะสั้นที่คอยดูแลแมวในสวน มีหน้าที่ผลัดเปลี่ยนกันเอาอาหารไปให้แมว โดยใช้วิธีแบ่งใส่ภาชนะเล็กๆ และวางไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่แต่ละต้น และคอยจนแมวกินอาหารหมดแล้วจึงเก็บภาชนะทั้งหมดกลับมาด้วย นอกจากนี้เหล่าอาสาสมัครยังดูแลเรื่องการฉีดวัคซีน ฉีดยาคุมกำเนิด และเอาแมวออกมารักษาที่คลินิกเมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย โดยเงินที่ใช้ก็ทั้งจากการควักกระเป๋าตัวเอง จากการเปิดรับบริจาคและการทำสินค้าเล็กๆ น้อยๆ มาวางขายให้แก่นักท่องเที่ยว

อาสาสมัครประจำส่วนใหญ่เป็นคนท้องถิ่น มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เข้ามาร่วมบ้างเป็นครั้งคราวโดยเฉพาะในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ งานเหล่านี้ไม่มีค่าตอบแทนใดๆ นอกจากการได้เห็นแมวกินอิ่ม นอนหลับ จะมีความเสี่ยงอยู่บ้างก็ตรงที่อาจจะสร้างความไม่พอใจให้คนที่ไม่เห็นด้วย จนบางครั้งถึงขั้นมีปากเสียงกันในขณะเดินให้อาหาร หรือที่แย่หน่อยก็อาจจะโดนลอบรุมทำร้ายตอนกลางคืน

“บางทีก็ต้องแอบทำเอา แอบให้อาหาร แอบเอาแมวไปฉีดยา บางคนเขาไม่ชอบ ไม่อยากให้มีแมวอยู่ในสวนสาธารณะกลางเมืองแบบนี้เพราะมันสกปรก”

สวนสาธารณะ สวนสาธารณะ

เรานึกถึงภาพของสวนเคนเนดีที่มีทั้งสวนดอกไม้ สนามหญ้า สนามเด็กเล่น ลานอัฒจันทร์กลางแจ้งขนาดใหญ่ สวนสาธารณะแห่งนี้มีพื้นที่ให้คนทุกเพศทุกวัยออกมาทำกิจกรรมต่างๆ ได้ตลอดวัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกนักถ้าจะมีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบเห็นแมวที่ไม่ใช่แค่ตัวสองตัว แต่มากถึง 80 ถึง 100 ตัวที่ใช้ชีวิตอยู่ตามมุมต่างๆ ของสวนเคนเนดี ทั้งที่นอนเกลือกกลิ้งอยู่บนพื้นหญ้า บางตัวก็หลับอยู่บนต้นไม้ บางตัวก็วิ่งไล่กันอยู่ในดงดอกไม้ หรือไม่ก็ออกมานอนหงายท้องให้คนนู้นคนนี้เกาพุงเล่น ถ้าเราเป็นคนไม่ชอบแมว เราอาจจะไม่ได้มองสวนแห่งนี้เป็นสวนสวรรค์ก็ได้

สวนสาธารณะ

ช่วงที่เราอยู่ในลิมาเป็นช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ทั้งศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ เราจึงได้เห็นกลุ่มอาสาสมัครที่มาตั้งซุ้มเพื่อช่วยหาบ้านให้เจ้าเหมียวในสวน โดยตัวที่ได้รับเลือกมาประกาศหาบ้านจะได้รับการฉีดวัคซีนครบถ้วนหมดแล้ว และคนที่สนใจก็สามารถรับแมวไปเลี้ยงได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่จะต้องผ่านการสัมภาษณ์พูดคุยกับกลุ่มอาสาสมัครและให้ที่อยู่ที่ติดต่อได้ เพื่อให้กลุ่มอาสาสมัครสามารถตามไปเยี่ยมแมวถึงที่บ้าน ที่ผ่านมาโครงการนี้สามารถหาบ้านใหม่ให้แมวได้กว่า 900 ตัว

“ตอนลุงไปใหม่ๆ มีแมวเกิน 150 ตัวในสวน แต่ตอนที่ลุงกับสโตอิกออกมา ก็เหลือแมวไม่ถึง 90 ตัวแล้ว ถ้าไม่มีคนเอาแมวมาทิ้งเพิ่มก็คงจะลดลงไปอีกเรื่อยๆ”

สวนสาธารณะ

“ช่วงเทศกาลคริสต์มาส ปีใหม่ วันชาติ อาสาสมัครก็ต้องไปช่วยกันจับแมวมาใส่กรงแล้วเก็บรวมๆ กันไว้ในรถบรรทุก เพราะคนในเมืองพากันมาจัดงานรื่นเริงในสวนและจุดพลุ จุดประทัดกันสนุก พอจบงานก็ช่วยกันเอาแมวมาปล่อยกลับที่สวนเหมือนเดิม”

คุณลุงพูดไปก็ลูบหัวกลมๆ ของสโตอิกไปด้วยอย่างรักใคร่

สวนสาธารณะ สวนสาธารณะ

เทศกาลกินแมวในเปรู

La Festival Gastronomico del Gato

สวนเคนเนดีไม่ได้เป็นสวรรค์สำหรับคนรักแมวเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่เป็นสวรรค์ของคนรัก ‘เนื้อ’ แมวอีกด้วย โดยในเดือนกันยายนของทุกปี เมืองลา เกบราดา (La Quebrada) ซึ่งอยู่ห่างจากลิมาประมาณ 2 ชั่วโมง จะจัดงานเฉลิมฉลองเทศกาลการกินเนื้อแมว ซึ่งนอกเหนือจากการที่คนในหมู่บ้านจะมีแมวที่เลี้ยงเอาไว้เพื่อกินเนื้อโดยเฉพาะแล้ว ก็ยังมีการจับแมวจรจากที่อื่นๆ มาใส่กรงขังเอาไว้ล่วงหน้า เมื่อถึงช่วงเทศกาลก็เอาประทัดไปผูกติดไว้กับแมว และจุดเพื่อให้แมววิ่งแข่งกัน ก่อนจะปิดงานด้วยการฆ่าและกินเนื้อแมวเหล่านั้น

เทศกาลนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นการรำลึกถึงบรรพบุรุษกลุ่มแรกที่เข้ามาตั้งรกรากในแถบนั้น และจำเป็นต้องกินแมวเพื่อเอาชีวิตรอด แต่เหตุผลนี้ได้รับการต่อต้านในวงกว้างเพราะเทศกาลที่จัดอยู่ในปัจจุบันดูจะมุ่งเน้นไปที่ความสนุกสนานของการทารุณกรรมสัตว์ และเนื้อแมวที่ถูกฆ่าก็ถูกนำมาปรุงเป็นอาหารหรูหราหลากชนิด ซึ่งไม่สอดคล้องกับจุดประสงค์ของการจัดงาน

ไม่เพียงแค่ชาวลา เกบราดา แต่นอกจากนี้ก็ยังมีชาวท้องถิ่นบางกลุ่มที่กินเนื้อแมวเป็นปกติในชีวิตประจำอยู่แล้ว เพราะเชื่อว่าเป็นยาที่ช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ

สวนสาธารณะ สวนสาธารณะ

ใน ค.ศ. 2013 มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของเปรูได้ออกมาเรียกร้องให้มีการยกเลิกเทศกาลนี้ โดยให้เหตุผลทั้งเรื่องการทารุณกรรมสัตว์และเรื่องความปลอดภัยของการกินเนื้อแมวที่อาจไม่ถูกสุขลักษณะ แต่ก็ถูกตอบโต้จากกลุ่มผู้นิยมกินเนื้อแมวว่าแมวที่กินกันส่วนใหญ่เป็นแมวที่ถูกเลี้ยงไว้เพื่อเป็นอาหารโดยเฉพาะ ไม่ต่างกับหมูหรือไก่ และวัฒนธรรมการกินเนื้อแมวก็ไม่ได้มีเพียงแค่ที่เปรู แต่ยังเกิดขึ้นในอีกหลายแห่งทั่วโลกอีกด้วย

ด้วยเหตุนี้ในช่วงใกล้เทศกาลกินแมว กลุ่มอาสาสมัครจึงมักจะคอยจับดูตาความปลอดภัยของเจ้าเหมียวในสวนเคนเนดีในช่วงกลางคืนอย่างเคร่งครัดเป็นพิเศษ เนื่องจากในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีกรณีที่แมวกว่าครึ่งสูญหายไปในช่วงใกล้เทศกาลอย่างไร้ร่องรอยหลายต่อหลายครั้ง

เราฟังคุณลุงเล่าไปและก็มองหน้าสโตอิกที่นอนตาแป๋วอยู่บนตักคุณลุงไปด้วย เจ้าแสบนี่จะฟังรู้เรื่องรึเปล่านะว่าเราสองคนกำลังคุยเรื่องอะไรกันอยู่

สวนสาธารณะ สวนสาธารณะ

หลายคนมองว่าแมวทำให้สวนเคนเนดีกลายเป็นที่รู้จักมากขึ้นในหมู่นักท่องเที่ยว ทั้งยังรู้สึกดีใจที่มีกลุ่มอาสาสมัครคอยช่วยเหลือดูแล และอยากให้ทางการลิมายื่นมือมาช่วยสนับสนุนเรื่องของอาหารและยารักษาโรคให้แก่แมวเหล่านี้บ้าง เพราะอย่างน้อยที่สุดเจ้าเหมียวก็ทำหน้าที่กำจัดหนูในสวนได้เป็นอย่างดี นอกเหนือไปจากนี้ ลิมาก็เหมือนเมืองหลวงอื่นๆ ที่คนส่วนใหญ่เช่าห้องหรือเช่าบ้านอยู่ และมีส่วนน้อยที่จะอนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ได้ การมีแมวในสวนสาธารณะให้ไปเล่นด้วยได้ตลอดจึงช่วยให้ผ่อนคลายความเครียดได้เป็นอย่างดี

แต่ก็มีคนไม่น้อยที่เห็นว่าแมวเป็นพาหะนำโรคหลากหลายชนิดและมีเขี้ยวเล็บแหลมคม ซึ่งอาจเป็นอันตรายกับเด็กๆ ที่ไปวิ่งเล่นอยู่ในสวน จึงมีการร้องเรียนต่อเทศบาลลิมาให้มีมาตรการจัดการกับแมวอยู่หลายครั้งหลายครา เช่น ให้กำจัดแมวทั้งหมดทิ้งและมีบทลงโทษคนที่มีให้อาหารแมว เป็นต้น

สวนสาธารณะ

ด้วยข้อเรียกร้องจากทั้งสองฝ่ายนี้ เทศบาลลิมาเลือกที่จะเดินสายกลางด้วยการไม่ยุ่งเกี่ยวกับการให้อาหารหรือยาใดๆ แก่แมวในสวน และในขณะเดียวกันก็กำหนดให้มีการทำความสะอาดสวนวันละ 2 ครั้ง และฉีดยาฆ่าเชื้อที่ไม่เป็นอันตรายต่อคนและแมวตามจุดต่างๆ เพื่อฆ่าเชื้อโรคและกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ เป็นการช่วยลดความกังวลที่ว่าแมวจะทำให้สวนสาธารณะกลายเป็นแหล่งเพาะพันธ์ุเชื้อโรคต่อคนในชุมชน

สวนสาธารณะ สวนสาธารณะ

ถึงแม้ประเด็นแมวในสวนเคนเนดีจะเป็นหัวข้อที่ถูกยกขึ้นมาถกเถียงกันอยู่บ่อยครั้ง และจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีข้อสรุปหรือแนวปฏิบัติที่แน่ชัด แต่สิ่งที่คนทั้งสองกลุ่มเห็นตรงกันคือจำนวนประชากรของแมวในสวนไม่ควรจะมีเพิ่มขึ้นอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากคนที่ลักลอบเอาแมวเข้ามาทิ้ง และทางเทศบาลก็รับรู้ปัญหาในข้อนี้ดี จึงได้จัดเจ้าหน้าที่ให้คอยตรวจตราดูแลรอบๆ สวนในตอนกลางคืนเพื่อป้องกัน แต่จะได้ผลในระยะยาวหรือไม่อย่างไรนั้นอาจจะต้องคอยดูกันต่อไปในอนาคต

“ถ้าลุงรับแมวทุกตัวมาเลี้ยงได้ก็คงดี แต่แค่สโตอิกตัวเดียวก็ปวดหัวจะแย่แล้ว”

ซ้อนมอไซค์ไปขั้วโลก

บันทึกของหญิงสาวผู้ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์จากยอดทวีปอเมริกาเหนือจบที่ปลายทวีปอเมริกาใต้

อันที่จริงแผนดั้งเดิมของเราในวันนั้นคือการขี่รถมอเตอร์ไซค์จากกิโต (Quito) เมืองหลวงของประเทศเอกวาดอร์ ไปยังเกวงกา (Cuenca) เมืองเล็กๆ บนเทือกเขาแอนดีสทางฝั่งใต้ของประเทศค่ะ

ด้วยระยะทางกว่า 450 กิโลเมตร เรากับคริสเตียนจึงตั้งใจออกจากโรงแรมตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดีเพื่อเลี่ยงรถติดในเมืองหลวง และเผื่อเวลาเอาไว้สำหรับการขี่รถบนเส้นทางคดเคี้ยวตามแนวเขาที่มักจะทำความเร็วได้ไม่มาก ตอนนั้นก็ยังคิดว่าถ้าโชคดี เราอาจจะไปถึงที่หมายก่อนพระอาทิตย์ตก และอาจจะพอเหลือแรงให้เดินหาอะไรกินในเมืองก่อนเข้านอนได้บ้าง

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

แต่แล้วแผนของเราก็ล่มตั้งแต่ 50 กิโลเมตรแรกค่ะ เพราะมีก้อนดินขนาดใหญ่ถล่มลงมาปิดถนนเส้นหลัก เราเห็นว่ามีร่องรอยของล้อรถยนต์ที่ขับผ่านไปบ้างแล้ว เลยคิดว่าอาจจะขี่รถตามไปได้ด้วยเหมือนกัน แต่พอลองลงเดินเข้าไปดู ก็พบว่ากองดินด้านหลังสูงกว่าฝั่งนี้พอสมควร แถมทั้งฝนและหมอกก็ทำให้ดินกลายเป็นโคลนเหนียว แค่จะยกขาเดินแต่ละก้าวก็ยังยากลำบาก จะลากรถมอเตอร์ไซค์ที่เต็มไปด้วยสัมภาระผ่านกองดินเหนียวตรงนี้ไป ก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ๆ

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

เราเดินวนเวียนสำรวจกันอยู่สักพัก แล้วก็เลยลองไปถามกลุ่มชาวบ้านที่นั่งคุยกันอยู่ไม่ไกลจากแถวนั้น ได้ความว่าดินถล่มตั้งแต่เมื่อวานเย็น แต่ถนนเส้นนี้ดินโคลนถล่มเป็นปกติอยู่แล้ว ถ้าไม่มีคนสูญหายหรือบาดเจ็บ ก็อาจจะต้องรอ 2 – 3 กว่าจะมีการขนย้ายดินออกไป 

“ขี่รถอ้อมไปทางอเลาซี (Aluasi) ก็ได้นะ กลับไปทางนี้เจอแยกแล้วเลี้ยวขวา” 

คุณลุงอีกคนที่ตอนแรกง่วนอยู่กับการเช็ดโคลนให้ลูกเจี๊ยบเดินออกมาชี้ทางให้ เราหยิบแผนที่ออกมาดูตามที่ลุงว่า เมืองอเลาซีอยู่ห่างจากจุดดินถล่มไม่ถึง 20 กิโลเมตร แต่การเดินทางย้อนกลับไปจะทำให้เราเสียเวลามากขึ้นพอสมควร คุณลุงคงจะเห็นท่าทางลังเลของเราแล้วนึกขำ ทำนองว่าไม่ไปทางนี้แล้วเธอจะไปทางไหน

“ลุงตัดสินใจให้เอง มาเที่ยวกันไม่ใช่เหรอ จะรีบไปไหนล่ะ แวะไปนั่งรถไฟที่อเลาซีก่อนแล้วกัน พรุ่งนี้ค่อยเดินทางต่อ” 

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

อเลาซี เมืองสายรุ้งในอ้อมกอดแอนดีส
Aluasi, Ecuador

เรากับคริสเตียนย้อนกลับไปอเลาซีโดยไม่ได้คาดหวังอะไรมากนอกจากจะหาที่ตั้งหลักเพื่อวางแผนก่อน และแม้แต่ตอนไปถึงก็ยังคิดว่าจะหากาแฟกันคนละแก้วแล้วค่อยเร่งออกเดินทางต่อ

อเลาซีเป็นเมืองเล็กๆ สีสันสดใสและล้อมรอบไปด้วยภูเขา ตึกรามบ้านช่องในเมืองดูน่าจะเก่าแก่ไม่น้อย เมื่อขี่รถเข้าไปแล้ว จึงได้เห็นว่าผังเมืองมีลักษณะเป็นบล็อกสี่เหลี่ยม ทำให้ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของเมือง ก็มองเห็นยักษ์ใหญ่สีเขียวที่ตั้งตระหง่านเป็นฉากหลังถนนเล็กๆ ทุกสายในเมืองได้อย่างชัดเจน 

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์
'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

“เมื่อกี้คุณลุงบอกว่ายังไงนะ ให้ไปนั่งรถไฟก่อนใช่ไหม” 

เสียงคริสเตียนแว่วๆ ลอดหมวกกันน็อกมา เรามองตามไปข้างหน้า จึงได้เห็นว่าสถานีรถไฟของที่นี่อยู่ติดกับจตุรัสกลางเมือง ตรงข้ามสถานีมีร้านกาแฟและร้านอาหารให้เลือก 3 – 4 ร้าน เราสองคนจึงจอดรถและแวะเข้าไปในร้านกาแฟที่ใกล้สถานีที่สุด ระหว่างนั้นเจ้าของร้านก็ออกมาชวนคุยด้วย

“มารอขึ้นรถไฟหรือว่าเพิ่งกลับมาจากรอบเช้าคะ วันนี้หมอกเยอะแต่วิวก็น่าจะสวยมาก” 

เราตอบกับพี่เจ้าของร้านว่าแค่บังเอิญผ่านมาเฉยๆ แต่ยังไม่ทันได้ถามอะไรเพิ่มเติม เขาก็ต้องปลีกตัวไปรับลูกค้าใหม่ที่เพิ่งเดินเข้ามา ด้วยความอยากรู้ เราเลยหยิบมือถือมาเสิร์ชหาข้อมูลเกี่ยวกับรถไฟในอเลาซี วันนี้มีแต่คนพูดถึงรถไฟของเมืองนี้

“The Devil’s Nose Train”

“ผลงานชิ้นโบว์แดงทางวิศวกรรมรถไฟในศตวรรษที่ 19”

“รถไฟจมูกปีศาจแห่งเอกวาดอร์”

“ทางรถไฟที่อันตรายที่สุดของโลก”

“สุสานแรงงานจาเมกันในแอนดีส”

ฯลฯ

โอ้โห พอไล่อ่านคร่าวๆ แล้วก็รู้สึกเขินขึ้นมาทันทีเลยค่ะ เรามาถึงเมืองนี้และอยู่ห่างสถานีรถไฟของเขาไม่กี่สิบก้าว แต่กลับไม่รู้เลยว่าอเลาซีเป็นเมืองที่มีรถไฟท่องเที่ยวชื่อเสียงโด่งดังในเอกวาดอร์ พอเจ้าของร้านกาแฟกลับมาจะคุยต่อและรู้ว่าเราสนใจเรื่องรถไฟ เจ้าตัวก็เลยรีบไปหยิบรายละเอียดมาให้ดูเยอะแยะ 

“รถไฟท่องเที่ยวสายนี้ปกติมีวันละสามเที่ยวค่ะ ตอนแปดโมงเช้า สิบเอ็ดโมง แล้วก็บ่ายสามโมง แต่ถ้าวันไหนสภาพอากาศไม่ดีก็อาจจะยกเลิกทุกเที่ยว รถออกจากสถานีอเลาซีไปสถานีซิบัมเบที่อยู่ด้านล่างแล้ววนกลับมาส่งที่เดิม ใช้เวลาทั้งทริปประมาณสองชั่วโมงครึ่ง

“ถ้าอยากไปเที่ยววันนี้ ลองไปถามหาตั๋วช่วงบ่ายอาจจะยังพอมีนะคะ” 

เรารีบทำตามคำแนะนำ วิ่งข้ามถนนไปสถานีรถไฟ เจ้าหน้าที่แจ้งว่าที่นั่งเต็มแล้ว แต่ก็ให้ลงชื่อรอตั๋วไว้สองใบ และบอกว่าช่วงบ่ายมักมีนักท่องเที่ยวเปลี่ยนใจยกเลิกตั๋วบ่อยๆ แต่ก็ไม่รับปากว่าจะได้ หลังลงชื่อเสร็จก็กลับมานั่งวางแผนเรื่องที่พักกันใหม่ ซึ่งเจ้าของร้านกาแฟก็ช่วยแนะนำโรงแรมใกล้ๆ จตุรัสให้ 2 – 3 แห่ง ตอนแรกปรึกษากันว่าเราควรรอจนกว่าจะได้ตั๋วรถไฟก่อนแล้วค่อยจองโรงแรมดีไหม

“มาเที่ยวไม่ใช่เหรอ จะรีบไปไหนล่ะ” 

คริสเตียนพยายามเลียนเสียงและท่าทางของคุณลุงที่เจอกันเมื่อเช้าอย่างเต็มที่ แล้วเราสองคนก็อดหัวเราะให้กันไม่ได้ จริงอย่างที่คุณลุงว่า จะรีบไปไหนกันนักหนา มาเที่ยวไม่ใช่เหรอ สุดท้ายเราก็ตกลงจองโรงแรมไปก่อนเพื่อเอาสัมภาระไปเก็บ และออกมาเดินเล่นในจตุรัสระหว่างรอลุ้นตั๋วรถไฟ 

ตอนนั้นเราเผื่อใจไว้แล้วว่าถ้าไม่ได้ตั๋วก็ไม่เป็นไร (เที่ยว 8 โมงของเช้าวันถัดไปเต็มแล้วเหมือนกันค่ะ และมักจะไม่มีคนยกเลิกตั๋วด้วย) 

ก่อนรถไฟออกประมาณครึ่งชั่วโมง เจ้าหน้าที่แจ้งว่ามีนักท่องเที่ยวยกเลิกตั๋วทั้งหมด 5 ใบ ซึ่งตรงกับจำนวนคนที่มาลงชื่อสำรองของรถไฟเที่ยวบ่ายพอดี อีก 3 คนมาเป็นครอบครัวพ่อแม่ลูกจากนอร์เวย์ค่ะ เราพูดคุยทักทายกันนิดหน่อย แต่เพราะหาภาษากลางที่สื่อสารกันไม่ได้ สุดท้ายก็เลยได้แต่ยิ้มและโบกมือให้กัน

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เส้นทางรถไฟจมูกปีศาจ อเลาซี – ซิบัมเบ 

La Nariz del Diablo, Alausí – Sibambe

หัวรถจักรดีเซลสีดำด้านจอดอยู่ตรงชานชาลา ตามด้วยตู้รถไฟที่ตกแต่งด้วยไม้แบบคลาสสิกอีก 4 ตู้ และมีตู้ขนสัมภาระด้านหลังสุด 1 ตู้ ด้านในจัดเป็นเก้าอี้หันหน้าเข้าหากัน ฝั่งหนึ่งเป็นเก้าอี้เดี่ยว ส่วนอีกฝั่งเป็นเก้าอี้คู่ เจ้าหน้าที่แจ้งตั้งแต่เนิ่นๆ ว่าทุกคนในรถมีพื้นที่มากพอที่จะลุกขึ้นยืนเพื่อถ่ายรูปได้ทั้งสองด้าน และกระจกหน้าต่างของรถไฟก็เลื่อนเปิดปิดได้ด้วย เพื่อให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปวิวได้โดยไม่มีเงาสะท้อน 

เราสองคนรีบนั่งประจำที่ด้วยความตื่นเต้น 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เมื่อขบวนรถเริ่มเคลื่อนตัวออกจากสถานี เจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่บรรยายก็พาทุกคนบนรถย้อนเวลากลับไปสู่จุดเริ่มต้นของรถไฟในเอกวาดอร์พร้อมๆ กัน

การสร้างรางรถไฟในเอกวาดอร์อย่างจริงจังเกิดขึ้นหลังสงครามประกาศอิสรภาพและสงครามกลางเมืองสิ้นสุดลง ผู้นำประเทศในสมัยนั้นมองว่า ความยากลำบากในการคมนาคมระหว่างเมืองเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประเทศล้าหลัง จึงมีความคิดที่จะเชื่อมต่อเมืองเหล่านั้นด้วยรถไฟ โดยเฉพาะระหว่างกิโต (Quito) ที่เป็นเมืองหลวง กับเมืองกัวยากิล (Guayaquil) ที่เป็นทั้งเมืองท่าและเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เราหยิบแผนที่ในมือถือมากดดู ขนาดเดินทางด้วยถนนในสมัยนี้ กิโตกับกัวยากิลก็ยังอยู่ห่างกันตั้ง 400 กว่ากิโลเมตร เจ้าหน้าที่บอกว่าสมัยก่อนถ้าเดินทางด้วยล่อ ก็จะใช้เวลาประมาณ 2 วัน หรือถ้าหากมีเกวียนสัมภาระไปด้วยก็อาจกินเวลาเป็นสัปดาห์ 

ปัญหาหลักคือ กัวยากิลตั้งอยู่ที่ระดับน้ำทะเล ส่วนกิโตอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 2,800 เมตร และเส้นทางระหว่างสองเมืองนี้ต้องผ่านทั้งแม่น้ำ ป่าทึบ ทางลาดชัน และยอดเขาแอนดีสที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งตลอดปี การเชื่อมกิโตกับกัวยากิลเข้าด้วยกันจึงเป็นงานที่เหนือจินตนาการ เมื่อคำนึงถึงขีดความสามารถของเทคโนโลยีในยุคสมัยนั้น 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เสียงบรรยายเป็นภาษาสเปนสลับกับอังกฤษดำเนินไป ในขณะที่วิวภูเขาสูงสลับซับซ้อนเคลื่อนผ่านหน้าต่างรถไฟไปอย่างช้าๆ ผู้โดยสารหลายคนเริ่มลุกขึ้นถ่ายรูปวิวที่สวยสมบูรณ์แบบจนแทบจะเหมือนภาพวาด เราเองก็เผลอมองออกไปด้านนอกจนไม่ได้ตั้งใจฟังไปพักใหญ่ เพิ่งจะกลับมามีสมาธิจดจ่ออีกครั้งก็ตอนที่เจ้าหน้าที่อีกท่านเดินเอาขนมกับน้ำส้มมาแจกให้ 

“ในช่วงสิบห้าปีแรกมีการสำรวจและทดลองสร้างรางรถไฟสายนี้หลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จค่ะ จนกระทั่งรัฐบาลเซ็นสัญญาให้บริษัทวิศวกรรมสัญชาติอเมริกันเข้ามาดูแล และการก่อสร้างอย่างเป็นทางการก็เริ่มขึ้นใน ค.ศ. 1899” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
ภาพ : David Brossard Flickr

ทางรถไฟที่ท้าทายและอันตรายต่อการสร้างที่สุดในโลก

หลังจากนั่งชมวิวกันมาสักพัก รถไฟก็ค่อยๆ ชะลอความเร็วลงจนจอดนิ่งสนิท เจ้าหน้าที่ชี้ให้ทุกคนมองออกไปที่อาคารด้านล่าง และบอกว่านั่นคือสถานีซิบัมเบ (Sibambe) ซึ่งเป็นสถานีปลายทางที่เราจะลงไปถึงภายใน 15 นาทีนี้ 

“สถานีซิบัมเบอยู่ต่ำลงไปกว่าเราประมาณแปดร้อยเมตรค่ะ ตอนนี้รถไฟของเราจอดอยู่บนรางที่สร้างเลียบหน้าผาหินที่ทำมุมแทบจะตั้งฉากกับพื้น จุดนี้เป็นจุดที่ยากที่สุดในการสร้างรางรถไฟประวัติศาสตร์สายนี้ เพราะต้องเจาะหินเป็นทางลาดชันแบบสลับฟันปลา เพื่อติดตั้งรางรถไฟและให้รถไฟวิ่งแบบซิกแซ็ก คือทั้งเดินหน้าและถอยหลังจนลดและเพิ่มระดับความสูงแปดร้อยเมตรภายในระยะทางสิบสองกิโลเมตรได้” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

สิ้นเสียงผู้บรรยาย รถไฟที่เรานั่งอยู่ก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวถอยหลังค่ะ เรารู้ดีว่ารถไฟสายนี้วิ่งเส้นทางนี้มาเป็นหมื่นเป็นแสนรอบแล้ว แต่ก็ยังอดกลั้นหายใจลุ้นไปกับเขาด้วยไม่ได้ และเพราะมุมที่เกือบตั้งฉากของหน้าผาทำให้หลังคาของสถานีปลายทางที่เห็นตอนแรกหายลับไปจากสายตา ยิ่งรถไฟถอยหลังลงไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งมองไม่เห็นอะไรด้านล่างเลยแม้แต่พื้นดินข้างๆ รางจนแทบรู้สึกเหมือนรถไฟทั้งขบวนลอยอยู่บนอากาศ

ตอนนั้นเรารู้สึกได้เลยว่าไม่ได้มีแค่เราคนเดียวที่กลั้นหายใจแน่ๆ เพราะนักท่องเที่ยวทั้งขบวนพร้อมใจกับเงียบและมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างใจจดใจจ่อ สักพักรถที่กำลังเคลื่อนตัวถอยหลังก็ค่อยๆ ชะลอจนหยุด และเริ่มออกเดินหน้าในทิศตรงกันข้ามอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นการลงสู่พื้นระดับเดียวกับสถานีปลายทาง

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

“รูปแบบและการทำงานของระบบรางรถไฟส่วนนี้เป็นผลงานชิ้นเอกทางวิศวกรรมระบบรางในศตวรรษที่ 19 แม้แต่แรงงานต่างชาติที่ถูกเกณฑ์มากว่าสี่พันคน ส่วนใหญ่ก็มาจากจาเมก้า เพราะเป็นกลุ่มแรงงานที่มีประสบการณ์การสร้างรางรถไฟร่วมกับวิศวกรชาวอังกฤษในจาเมก้ามาก่อน และบางส่วนก็เคยร่วมสร้างทางรถไฟของประเทศปานามามาก่อนแล้วด้วย” 

  เมื่อลงมาถึงพื้นด้านล่าง รถไฟก็แล่นผ่านสถานีซิบัมเบไปประมาณสองร้อยเมตรและจอดตรงบริเวณที่โล่งกว้าง เจ้าหน้าที่ส่งสัญญาณให้ทุกคนลงจากรถและไปรวมตัวกันอยู่ด้านข้างรถไฟ 

“กว่ารางรถไฟสายนี้จะสำเร็จ มันก็คร่าชีวิตของแรงงานเหล่านี้เกือบสองพันคน ทั้งจากอุบัติเหตุ แรงระเบิด ไข้เหลือง มาลาเรีย งูพิษ เสือจากัวร์ และสภาพอากาศที่หนาวจัด โดยเฉพาะตรงจุดนี้ซึ่งต้องใช้เวลาในการก่อสร้างนานกว่าส่วนอื่น ทำให้มีจำนวนผู้เสียชีวิตเป็นหลักพัน”

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

“ตอนนี้คุณมองเห็นจมูกของปีศาจหรือยังคะ” 

ทุกคนไปมองหน้าผาสูงชันที่มีรางรถไฟเลียบผาเรียงสลับกันไปมาอยู่ตรงหน้า เมื่อพยายามจินตนาการอีกนิดหน่อย ก็พอจะมองเห็นว่ามันมีลักษณะคล้ายใบหน้าของคนที่กำลังเงยหน้ามองท้องฟ้าอยู่ และรางรถไฟบนหน้าผาก็อยู่ตรงบริเวณจมูกของใบหน้านั้นพอดี 

“เดิมภูเขาลูกนี้มีชื่อว่ารังพญาแร้ง (The Condor’s Aerie) แต่เมื่อมีการสร้างรางรถไฟมาถึงที่นี่ ชาวพื้นเมืองก็เชื่อกันว่าเป็นการลบหลู่เทพเจ้าและปีศาจที่คุ้มครองเทือกเขาแอนดีส การที่คนงานและวิศวกรก่อสร้างพากันล้มตายก็เพราะโดนปีศาจลงโทษ โดยเฉพาะบริเวณนี้ที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากที่สุด ภูเขาลูกนี้จึงมีอีกชื่อที่เรียกกันว่า Nariz del Diablo หรือจมูกของปีศาจ และเป็นที่มาของชื่อรถไฟสายจมูกปีศาจนั่นเองค่ะ” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

สถานีปลายทางซิบัมเบ

หลังทุกคนได้ถ่ายรูปกับ ‘จมูกปีศาจ’ จนหนำใจแล้ว ก็พากันกลับขึ้นรถไฟและมาลงที่หน้าสถานีซิบัมเบ พื้นที่ของสถานีนี้มีขนาดเล็กกว่าสถานีอเลาซี แต่ด้านในก็มีพร้อมทั้งร้านขายของที่ระลึก พิพิธภัณฑ์ และร้านอาหาร นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มชาวพื้นเมืองที่มาคอยต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยการร้องเพลงและแสดงการเต้นรำแบบพื้นเมือง โดยนักท่องเที่ยวทุกคนจะมีเวลาอยู่ที่นี่ประมาณหนึ่งชั่วโมงและเลือกทำกิจกรรมอะไรก็ได้ เรากับคริสเตียนแวะไปดูโชว์เต้นรำแบบพอหอมปากหอมคอ แล้วก็แยกย้ายกันไปหามุมสงบนั่งเรียบเรียงบันทึกการเดินทางจนถึงเวลาที่ต้องขึ้นรถไฟกลับ

ระหว่างทางเจ้าหน้าที่เล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า รถไฟจากกัวยากิลวิ่งไปถึงกิโตครั้งแรกใน ค.ศ. 1908 ใช้เวลาเดินทางทั้งหมดเพียง 12 ชั่วโมง และหลังจากนั้นก็เป็นยุคที่การคมนาคมด้วยรถไฟในเอกวาดอร์รุ่งเรืองสุดขีด ทั้งการท่องเที่ยว การแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างพื้นที่บนภูเขากับเมืองท่าชายทะเลก็ก้าวหน้าไปอย่างมาก แต่เมื่อมีถนนเข้ามาแทนที่ช่วงปลาย ค.ศ. 1990 รถไฟก็ไม่ได้รับความนิยมอีกต่อไป หลายเส้นทางโดนดินถล่มจนต้องปิดถาวร บางเส้นทางถูกปล่อยทิ้งร้าง

“เกือบยี่สิบปีหลังจากนั้น เส้นทางรถไฟกัวยากิล-กิโต ปิดบริการเกือบทั้งเส้น ยกเว้นเส้นทางจมูกปีศาจระหว่างอเลาซี-ซิบัมเบ เส้นทางเดียวที่ยังเปิดรับนักท่องเที่ยวอยู่ตลอด”

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

ต้องขอบคุณเส้นทางสายนี้ค่ะ เพราะทำให้รัฐบาลมองเห็นว่านักท่องเที่ยวยังคงชื่นชอบที่จะเดินทางด้วยรถไฟและยินดีที่จะจ่ายเงินในราคาสูง เพื่อให้ได้ดื่มด่ำกับความสวยงามของเทือกเขาแอนดีสด้วยสายตาตัวเอง ใน ค.ศ. 2008 รัฐบาลทุ่มงบประมาณหลายล้านเหรียญเพื่อปรับปรุงเส้นทางรถไฟใหม่ทั้งหมด และเปิดตัวรถไฟท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ที่เน้นความหรูหราและความสะดวกสบายจนได้การตอบรับเป็นอย่างดี 

เมื่อรถไฟเทียบเข้าชานชาลาอเลาซี ทั้งพนักงานขับรถไฟ พนักงานดูแลความเรียบร้อย และเจ้าหน้าที่บรรยาย พากันมายืนเรียงแถวจับมือและขอบคุณผู้โดยสารทุกคนที่เดินลงมาจากรถอย่างกระตือรือร้น ส่วนเราเมื่อเสร็จจากที่สถานีแล้วก็แวะไปที่ร้านกาแฟอีกครั้ง เพื่อขอบคุณเจ้าของร้านให้คำแนะนำทั้งเรื่องตั๋วรถไฟและที่พัก 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เช้าวันถัดมาก่อนออกเดินทาง เราถือโอกาสออกไปเดินเล่นดูบรรยากาศในเมือง และบังเอิญเจอกับคุณลุงคนเมื่อวานในตลาด คุณลุงโบกไม้โบกมือทักทายเราสองคนมาแต่ไกล และเดินข้ามถนนเข้ามาหาพร้อมรอยยิ้มกว้าง 

“เป็นยังไง ไปขึ้นรถไฟมารึเปล่า เช้านี้ถนนใช้ได้แล้วนะ จะวิ่งกลับไปทางเดิมก็ได้ หรือว่าติดใจจะอยู่ต่ออีกก็ได้เหมือนกัน” 

ขอบคุณดินถล่มในวันนั้นที่ทำให้เราได้พบกับคุณลุง พี่ร้านกาแฟ รถไฟจมูกปีศาจ และเมืองเล็กๆ ในเทือกเขาแอนดีสแห่งนี้ 🙂 


เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
ภาพ : Beatrice Murch Flickr

สมัยก่อนการนั่งรถไฟท่องเที่ยวสายจมูกปีศาจจะเป็นการนั่งไปบนหลังคาของรถสินค้าค่ะ รอบๆ รถมีราวเหล็กสูงประมาณหน้าอกให้นั่งเกาะได้ แต่เนื่องจากนักท่องเที่ยวที่ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการเดินทางลักษณะนี้ จึงทำให้ต้องยกเลิกและเปลี่ยนมาใช้รถไฟท่องเที่ยวอย่างที่เห็นในปัจจุบันค่ะ

Writer & Photographer

เอมิลิญา รัตนพันธ์

สาวนครศรีฯ เรียนและทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่เชียงใหม่ ก่อนจะเก็บกระเป๋ามาออกทริปมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ปลายปี 2015 ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองเกวงกา ประเทศเอกวาดอร์ และยังคงเดินทางอยู่ :) Facebook ซ้อนท้ายมอไซค์ไปขั้วโลก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load