ยิปซี-คีรติ และ ยิปโซ-อริย์กันตา มหาพฤกษ์พงศ์ คือคู่พี่น้องชื่อคล้ายที่หลายคนคิดว่าพวกเธอเป็นแฝด ทั้งที่จริงๆ ทั้งคู่อายุห่างกัน 2 ปี ยิปซีเป็นพี่ และยิปโซเป็นน้อง

10 กว่าปีก่อนเราได้รู้จัก ‘ตัวละคร’ ที่รับบทโดยยิปซีและยิปโซในหนังอย่าง อนุบาล เด็กโข่ง และ 32 ธันวา แล้วได้เห็นพวกเธอแสดงด้วยกันครั้งแรกใน ส.ค.ส. สวีทตี้ 

มาวันนี้ เราได้รู้จัก ‘ตัวตน’ ของพวกเธอผ่าน YouTube

พบยิปซีใน ไหนเล่าซิ๊ เจอยิปโซใน ยิปโซต้องสู้ 

และเห็นทั้งคู่พร้อมกันใน ยิปย่อย รายการที่พี่น้องชวนกันเม้ามอย ตั้งแต่เรื่องเฮฮาอย่างการแต่งหน้า ไปจนถึงเรื่องเล่าเคล้าน้ำตาอย่างการรักตัวเอง

ยิบซีชวนยิบโซคุยถึงวันที่เผลอเกลียดตัวเอง ความรักภาคปฏิบัติ และการสลัดคราบนางเอก

ในขวบปีที่ขึ้นต้นด้วยเลข 3 ยิปซีและยิปโซผ่านชีวิตในจอมาพอประมาณ ผ่านชีวิตนอกจอมาพอสมควร เรารู้จักพวกเธอผ่านหน้าจอมามาก คงดีไม่น้อยหากได้รู้จักเรื่องราวหลังจอบ้าง

ในเมื่อทั้งคู่คุยกันเองสนุกอยู่แล้ว จะให้ The Cloud สัมภาษณ์สองสาวก็กระไรอยู่ สู้ให้พวกเธอสัมภาษณ์กันเองคงได้อรรถรสมากกว่า 

เรารีบส่งเรื่องที่อยากรู้ แนบกล้องถ่ายรูปฟิล์มแบบใช้แล้วทิ้งสองตัวให้สองสาว ภาพทั้งหมดที่คุณรับชม จึงเป็นส่วนผสมที่พี่ถ่ายน้องและน้องถ่ายพี่ ส่วนภาพที่มีสองคน… อันนี้เราไม่แน่ใจ 

แม้ชีวิตของสองสาวยิปซี-ยิปโซ จะแตกต่าง แต่เรารับประกันว่าเรื่องราวต่อไปนี้จะทำให้คุณมีความสุขและสนุกจนอมยิ้มไม่ต่างกัน

ยิบซีชวนยิบโซคุยถึงวันที่เผลอเกลียดตัวเอง ความรักภาคปฏิบัติ และการสลัดคราบนางเอก
01

คิดถึงตอนเข้าวงการและทรมานกับการแคสติ้ง

ยิปโซ : อันดับแรก ยิปซีคะ ชอบชีวิตตัวเองในวงการบันเทิงตอนไหนที่สุดคะ

ยิปซี : ชอบตอนเข้าใหม่ๆ อายุสิบแปด

ยิปโซ : ทำไมอะ

ยิปซี : มันรู้สึกว่า…

ยิปโซ : เด็ก (หัวเราะ)

ยิปซี : ไม่ใช่ๆ เด็กนี่ชอบอยู่แล้ว (ยิ้ม) เจ๊คิดถึงตัวเองตอนที่แค่ถ่ายแบบ ถ่ายโฆษณา ถ่ายเอ็มวี เพราะตอนเข้าสู่วงการละครจะมีความ Toxic บางอย่าง เราต้องพยายามปรับตัวเพื่ออยู่ในนั้นให้ได้ เจ๊เริ่มรู้สึกว่า โอเค เราเป็นนักแสดงที่เก่งขึ้น อยู่เป็นมากขึ้น แต่เราก็สูญเสียความใสบางอย่างไป แล้วเธอล่ะ ชอบชีวิตในวงการตอนไหน… เหรอเธอ (ยิ้ม)

ยิปโซ : เธอดูไม่จริงใจในการถามเราเลยอะ

ยิปซี : ชอบตอนไหนๆ (ยักไหล่ไปมา)

ยิปโซ : บี๊ไม่ชอบช่วงแรกเลย คือบี๊ไม่ใช่คนที่มีแววดารา เจ๊เข้าใจปะ เราไม่เคยเตรียมตัวมาก่อน รู้สึกเหมือนโดนโยนลงบ่อน้ำ แต่ไม่เคยมีใครสอนเราว่ายน้ำ บรรยากาศตอนแคสต์ทำให้บี๊บอกตัวเองว่า ถ้าเลือกได้ก็ไม่อยากกลับไปแคสต์แล้ว ไม่ใช่ไม่สนุกนะ แต่เป็นเพราะการแข่งขันตรงนั้นทำให้เราอึดอัด ทำไมเราต้องนั่งอยู่ในห้องเดียวกันแล้วจ้องหน้ากัน เหลือบมองว่าใครจะได้งานนี้ไป ลูกฉันดังกว่าลูกเธอนะ ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมทุกคนต้องโกรธกันขนาดนั้น (หัวเราะ) 

งานแรกบี๊เข้าไปทำ สตรอเบอรี่ชีสเค้ก กลัวนะ เราโดนคนบิลด์มาเยอะว่า อุ๊ย ผู้หญิงสิบกว่าคนอยู่ด้วยกัน น่ากลัว เดี๋ยวจะเกลียดกันรึเปล่า แต่พอเราผ่านอะไรหนักๆ มาด้วยกัน ก็ไม่เกลียดกันหรอก เราแค่กลัวไปก่อน ช่วงที่บี๊ชอบที่สุดจริงๆ คือช่วงที่เล่นละครเวที

ยิปซี : เอ้ย ตอนนั้นดี

ยิปโซ : ใช่ ตอนนั้นเล่นเรื่อง หลังคาแดง ที่ พี่ตั้ว (ศรัณยู วงษ์กระจ่าง) กำกับ เล่นกับ พี่โทนี่ (โทนี่ รากแก่น) และอีกหลายคน ก่อนหน้านั้นบี๊เล่นหนังไปแล้วหลายเรื่อง แต่ หลังคาแดง คือครั้งแรกที่ได้รู้สึกถึงศาสตร์ของวงการนี้จริงๆ 

ยิปซี : เจ๊ไม่เคยเล่นละครเวที เพราะฉะนั้น I don’t know. 

ยิปโซ : บี๊โดนจับเข้าไปอยู่ในกลุ่มคนเล็กๆ ที่วันๆ ก็ซ้อมการแสดง ร้องเพลง แล้วก็เต้น ทุกคนร่วมมือและให้เกียรติกัน ตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด เหมือนเราได้เข้าค่าย ได้เรียน ได้แสดง แถมมีคนจ่ายตังค์ด้วย

ยิปซี : แกเน้นฟรีนี่

ยิปโซ : มันจะมีอะไรครบไปมากกว่านี้เจ๊

ยิบซีชวนยิบโซคุยถึงวันที่เผลอเกลียดตัวเอง ความรักภาคปฏิบัติ และการสลัดคราบนางเอก
ยิบซีชวนยิบโซคุยถึงวันที่เผลอเกลียดตัวเอง ความรักภาคปฏิบัติ และการสลัดคราบนางเอก
02

YouTuber ทำให้กลับมาเจอกัน 

ยิปซี : งานหลักของเธอคืออะไรตอนนี้

ยิปโซ : ยิปย่อย (หัวเราะ)

ยิปซี : เป็นยังไงไหนเล่าซิ

ยิปโซ : ก่อนหน้านี้เราไม่มีงานเป็นหลักเป็นแหล่ง ก่อนโควิด-19 ดันหยุดทำละครไป พอโควิดปุ๊บก็ยาว ไม่ได้ทำอะไรเลย เพ้อฝันกับชีวิตเป็นปี พอได้มาทำ ยิปย่อย ก็ยากนะ เจ๊ก็รู้ เจ๊อยู่ด้วยตลอด 

ยิปซี : ฉันรู้ แต่ฉันทำหน้าที่เป็นผู้สัมภาษณ์เธอด้วยไง

ยิปโซ : เออๆๆ บี๊ชอบ ยิปย่อย เพราะบี๊ได้สร้างชิ้นงานของตัวเอง เราเลือกได้ว่าอยากพูดถึงอะไร ทำแบบไหน ซึ่งการสร้างชิ้นงานเองก็ยากด้วย เจ๊เก็ตมั้ย จุดที่ปิ๊งปั๊งที่สุด คือจุดที่ดำมืดที่สุดในเวลาเดียวกัน สมัยก่อนเป็นนักแสดงก็แค่ทำส่วนของเราให้ดีที่สุด แต่อันนี้เราเป็นทั้งนักแสดง พ่วงโปรดิวเซอร์ ครีเอทีฟ ประสานงาน สวัสดิการ

ยิปซี : ตัดต่อ ทำปก หรือบางทีก็ขายงานลูกค้าเอง

ยิปโซ : เออ เป็นทุกอย่างเลย มันคงทำให้เราเก่งขึ้นเนอะ แต่ก็ยากด้วย แล้วเจ๊อะ งานหลักของเจ๊คืออะไร

ยิปซี : งานหลักของเจ๊ก็คือ ที่เรียกๆ กันว่า YouTuber นี่แหละ

ยิปโซ : Oh my god ! เจ่เจ๊ เราสองคนเป็น YouTuber แล้วอะ

ยิปซี : จับพลัดจับผลูสุดๆ งงมาก เพื่อนยัดเจ๊เข้ามาในวงจรนี้ ทำรายการ ไหนเล่าซิ๊ เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตเหมือนกันนะ เจ๊เป็นคนไม่มีความมั่นใจ ไม่ค่อยได้โชว์เวอร์ชันที่เป็นเราจริงๆ ให้ใครเห็น ยิปซีอยู่ในวงการมาสิบปี เป็นคนอื่นตลอด เพื่อนสนิทมักจะถามว่า ‘มึง ยิปซีเขาเป็นคนยังไงวะ’ เจ๊รู้สึกว่าตัวเองเปราะบางมาก เหมือนเป็นตัวนิ่ม ถามตัวเองตลอดว่าถ้าเราเป็นแบบที่เราเป็นในชีวิตจริง คนจะชอบเรามั้ย เขาจะด่าเรารึเปล่า ตอนทำ ไหนเล่าซิ๊ ช่วงแรกก็ประหม่า ก่อนจะค่อยๆ เติบโตขึ้น ถึงจุดหนึ่งเราก็กล้าที่จะให้คนอื่นเห็นตัวตนของเรา โชคดีที่ทุกอย่างในรายการออกมาพอดี น่ารักและคนดูชอบ เจ๊โคตรชอบที่ได้ทำสิ่งนี้

ยิปโซ : (พยักหน้า)

ยิปซี : ที่สำคัญเลยนะ ทั้ง ไหนเล่าซิ๊ และ ยิปย่อย ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเจ๊กับเพื่อน หรือเจ๊กับโซ ดีขึ้นมาก ค่อยๆ เติบโตไปด้วยกัน เออ พูดไม่ถูกอะ แต่สวยงามจริงๆ

ยิปโซ : เออ จริง ตอนทำรายการ เราก็ทะเลาะกันบ้างเนอะ จากที่ชีวิตนี้ไม่เคยทะเลาะกันเลย มีช่วงใหญ่ๆ ที่เราสองคนไม่ได้ติดต่อกัน แต่พอมี ยิปย่อย ก็ได้คุย ได้ทะเลาะ

ยิปซี : จะฟาดกันหลายรอบ รักแต่ก็โมโห แต่พอโมโหสักพักก็กลัวโซไม่รักฉัน ดังนั้น…

ทั้งสองคน : ฉันถอยดีกว่า 

ยิปซี-ยิปโซ คุยเรื่องจากวงการบันเทิงสู่ YouTuber เมื่อสิ่งที่รักทำให้เผลอเกลียดตัวเอง ชุดแต่งงาน และความรักที่สลายอีโก้
03

ไม่เท่ แต่เกิดขึ้นจริง

ยิปโซ : ชีวิตเจ๊มีจุดเปลี่ยนอะไรบ้าง

ยิปซี : โห ชีวิตเจ๊เยอะมาก โซก่อนเลย

ยิปโซ : หูย จุดเปลี่ยน (สบถเล็กน้อย) ทำไงดี เยอะอะ

ยิปซี : เจ๊ก่อนก็ได้ เอาแบบป๊อบอัปขึ้นมาในหัวเลยนะ เจ๊ว่าเป็นตอนเข้าวงการ จากที่เป็นเด็กเนิร์ดมาก่อน เราเปลี่ยนไปเยอะมาก

ยิปโซ : ก่อนเข้าเราก็เนิร์ดพอกันแหละ (หัวเราะ)

ยิปซี : เจ๊เป็นเนิร์ดแรดอะตอนนั้น ครูทุกคนต้องรู้จักคีรติ คีรติทำเกรดมากกว่า 3.5 ทุกเทอม เป็นเด็กตั้งใจเรียน แต่หารู้ไม่ว่าจริงๆ โดดเรียนเก่งมาก เคยปีนรั้วออกไปหาแฟนอีกโรงเรียนหนึ่ง

ยิปโซ : นี่ไม่เรียกเนิร์ดแล้วมั้ยเจ๊ เข้าเรื่องๆ การเข้าวงการเปลี่ยนวิธีคิดของบี๊หลายอย่าง บี๊เพิ่งมาค้นพบช่วงหลังเอง ตอนเข้าวงการมีช่วงหนึ่งที่เราตั้งคำถามกับตัวเองเยอะมาก นิสัยเราโอเคหรือยัง เป็นที่ยอมรับของสังคมหรือยัง บี๊เอาการอยู่รอดของตัวเองไปผูกไว้กับความคิดเห็นของคน เดาว่าเจ่เจ๊ก็น่าจะเป็น ดาราทุกคนในวงการด้วย อาจจะมากน้อยไม่เท่ากัน แต่เชื่อว่าทุกคนเคยคิดว่าตัวเองต้องพึ่งพาการยอมรับจากคนอื่น

หลายคนอาจเคยมองว่าบี๊ติสท์มาก แต่แม้แต่คนที่ติสท์ที่สุดก็อาจจะติสท์เพื่อการยอมรับก็ได้ สุดท้ายบี๊ก็เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่งที่เข้ามาในวงการ แล้วรู้สึกกลัว ถ้าทำงานตรงนี้ได้ไม่ดี ถ้าคนไม่ยอมรับในผลงาน ฉันจะอยู่ไม่รอด ไม่มีงานทำ เท่ากับว่าเราเลี้ยงตัวเองไม่ได้ เลี้ยงที่บ้านไม่ได้ ทุกอย่างพังหมด ทุกวันนี้มานั่งแก้ความคิดนี้อยู่ เออ จุดเปลี่ยนของบี๊ไม่เท่ แต่มันคือความจริง 

ยิปซี : ที่โซพูดมา เจ๊ก็เป็น จุดเปลี่ยนของเจ๊คือการถูกแสตมป์ว่า ถ้ายูเป็นนางเอกลุคหมวยขาว ยูต้องมีนิสัยแบบหนึ่ง เจ๊ถูกแปะป้ายแบบนี้จนถึงยุคแห่งการปลดแอก ในที่สุดเจ๊ก็บอกตัวเองว่า ฉันจะไม่ยอมให้เธอมาตราหน้าว่าฉันต้องเป็นแบบนี้เท่านั้น ฉันจะเป็นอีกแบบหนึ่งไปเลย เอาวะ ก็ฉันเป็นอย่างนี้จะให้ทำยังไง ช่วงนั้นเริ่มมีคนถามว่า ทำไมยิปซีฉีกลุค แต่จริงๆ เราเป็นคนแบบนี้อยู่แล้ว แต่งตัวเปิดเผยอยู่แล้ว โซรู้ ที่บ้านรู้ โลกรู้

ยิปโซ : เอ่อ ตอนแรกโลกยังไม่รู้หรอกเจ๊ (หัวเราะ)

ยิปซี-ยิปโซ คุยเรื่องจากวงการบันเทิงสู่ YouTuber เมื่อสิ่งที่รักทำให้เผลอเกลียดตัวเอง ชุดแต่งงาน และความรักที่สลายอีโก้
ยิปซี-ยิปโซ คุยเรื่องจากวงการบันเทิงสู่ YouTuber เมื่อสิ่งที่รักทำให้เผลอเกลียดตัวเอง ชุดแต่งงาน และความรักที่สลายอีโก้
04

เข้าใจความสุขผิดไป

ยิปซี : อีกจุดเปลี่ยนหนึ่งคือ ช่วงที่เจ๊เหมือนกลายเป็นไอคอนด้านการออกกำลังกาย ตอนแรกเจ๊มีความสุขมากเลยนะ เมื่อก่อนเจ๊เป็นเด็กขี้โรค บี๊ก็รู้ เจ๊เลยหันมาออกกำลังกาย แล้วดันมีผลพลอยได้คือรูปร่างที่ดี แถมมีคนชอบ มากกว่านั้นคือหาเงินได้ด้วย เฮ้ย วิน-วิน ไปหมด กลายเป็นภาพจำของยิปซี คีรติ ไปช่วงหนึ่ง จนกระทั่งถึงจุดที่สามสิบกว่า ไม่ว่าเราจะออกกำลังกายหรือคุมอาหารมากแค่ไหน ผลลัพธ์ก็ไม่เหมือนเดิม เราไม่สามารถทำให้ร่างกายคงที่เหมือนตอนยี่สิบห้าได้ ช่วงนั้นเราป่วย ดีเพรส เรากดดันตัวเอง รู้สึกทำให้คนอื่นผิดหวัง กลัวว่าคนอื่นจะคิดเหมือนกับสิ่งที่เรากลัวแล้วเข้ามาคอมเมนต์ สิ่งที่เจ๊เคยมีความสุขกลายเป็นแหที่รัดและคลุมเจ๊จนไปไหนไม่ได้ 

มีช่วงหนึ่ง อันนี้ไม่เคยเล่าที่ไหนเลยนะ เจ๊ไม่กล้ามองกระจกเลย เห็นกระจกแล้วจะหันหนี เพราะกลัวส่องแล้วรู้สึกว่าตัวเองไม่สวย เจ๊ผ่านตอนนั้นมาได้เพราะเพื่อนที่ทำ ไหนเล่าซิ๊ บอกเราว่า “เธอควรใจดีกับตัวเองมากขึ้นนะ คนเราต้องแก่ขึ้น มึงสามสิบกว่าแล้ว ทำมาได้ขนาดนี้ มึงลืมชมตัวเองไปบ้างรึเปล่า” คำพูดเหล่านี้ดีมากๆ มันช่วยให้เจ๊ไม่ใจร้ายกับตัวเองมากเกินไป

ยิปโซ : มันคือการที่เรากลัวว่าเขาจะมาแสดงความผิดหวังให้เราดู สิ่งนี้เกิดขึ้นกับทุกคนที่ให้ความสำคัญกับความคิดเห็นของคนอื่น ถ้าเราเสพติดคำชมของคนอื่นเมื่อไหร่ ก็อาจจะมีจุดที่เรากลัวจะเสียมันไป วันนี้เรื่องพวกนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กับดาราแล้ว ทุกคนเป็นดารา ทุกคนมีโซเชียลมีเดีย วันหนึ่งถ้ายอดไลก์ไม่เท่าเดิมเราก็เครียด

ยิปซี : เจ๊เคยเป็นๆ มีครั้งหนึ่งช่วงออกกำลังกาย ได้ไลก์เป็นแสน จู่ๆ มีโพสต์หนึ่งไลก์ลดเหลือหกหมื่น เครียดมาก รูปนี้ไม่ดีเหรอ ทำไมวะ เกิดอะไรขึ้น

ยิปโซ : แต่นั่นแหละ สุดท้ายพอทุกคนทรมานมามากพอ เราก็จะหันกลับมาหาความสุขที่แท้จริง เหมือนที่เจ๊เจอ ไหนเล่าซิ๊ ก็ทำให้เจ๊กลับมาทบทวนตัวเองแล้วก้าวผ่านมาได้ นี่สิการยอมรับตัวเอง นี่สิเพื่อนที่เราสบายใจ

ยิปซี : โซก็เคยผ่านอะไรแบบนี้ตอนเป็นมังสวิรัติ ใช่มั้ยนะ

ยิปโซ : ใช่ บี๊เคยเป็นมังฯ แบบอ่อนๆ เรียกว่า Pescitarian คือกินปลากับไข่ได้ เห็นพี่เจ มณฑล (มณฑล จิรา) กินแบบนี้แล้วเขาดูมีความสุขมาก ตื่นขึ้นมากินแค่ผักผลไม้ กระโดดลงไปว่ายน้ำ แล้วขึ้นมาทำโยคะ เราอยากลองบ้าง สุดท้ายก็ทำได้และทำได้ง่ายด้วย ก็เลยทำมายาวๆ หกปี 

ถึงจุดหนึ่งรู้สึกว่า Pescitarian ยังไม่พอ อยากทำมากกว่านั้น วีแกนสิความจริงแท้ของมนุษย์ ฟันแบบนี้ สรีระแบบนี้ควรจะกินพืชไม่ใช่กินเนื้อ ทั้งโลกจะทำยังไงก็แล้วแต่เขา เราจะทำแบบนี้ ก็เลย Push ตัวเองมากขึ้น สรุปบี๊หันมากินวีแกนจริงๆ อีกสี่ปี รวมๆ สิบปี เกือบตาย

ยิปซี : เออ ตอนนั้นวันๆ แกอยู่กับแตงโมหนึ่งลูกบ้าง มะละกอหนึ่งแถวบ้าง

ยิปโซ : วีแกนไม่ได้มีอะไรแย่เลยนะ ไม่ว่าจะเป็นวีแกนแบบไหน แต่ปัญหาคือบี๊เป็นคนกินวีแกนที่กินไม่ดี ไม่ดีที่ว่าเคยถึงขั้นเป็น Anorexia กับ Bulimia ที่กินแล้วอาเจียน ตอนนั้นเป็นนรกของบี๊เลย บี๊เชื่อในหลัก Spiritual มันไม่ใช่ศาสนาใดศาสนาหนึ่งนะ แต่คือแก่นกลางของทุกศาสนาที่ต้องมีความเมตตา ทำดีต่อกัน บี๊เชื่อว่าการไม่เบียดเบียนคนอื่นอย่างการไม่กินเนื้อสัตว์ น่าจะช่วยให้ทั้งจิตวิญญาณและร่างกายดีขึ้น แถมเราตั้งข้อแม้ให้ตัวเองด้วยนะว่าการกินมังฯ ของเราต้องไม่ไปตัดสินคนอื่น ทุกคนเลือกได้ว่าอะไรดีที่สุดสำหรับตัวเอง ถ้าฉันกินมังสวิรัติเพราะรักสัตว์ แต่ฉันไม่รักสัตว์คนอื่นซึ่งคือมนุษย์ ฉันจะกินมังฯ ไปทำไม…

แต่สุดท้ายบี๊ค้นพบว่า คนหนึ่งที่เราตัดสินอยู่ตลอดเวลาก็คือตัวเอง กินเยอะเกินคือไม่ดี ทำไม่ได้คือไม่มีค่า เราพยายามเป็นคนดีโดยล้อมกรอบทุกอย่างไว้หมด คือบี๊ไม่ได้บอกให้เราไม่ทำสิ่งดีนะ แต่เราไม่ควรจะทำสิ่งดีแบบบังคับว่าสิ่งดีมีแค่แบบนี้แบบเดียว ตอนนั้นเลยหยุดพัก ไหนลองทำตัวธรรมดาดูซิ กินเหมือนคนอื่น ไม่คิดมาก พอเริ่มปรับตัวได้ปุ๊บ กลายเป็นว่าเราไปสุดเลย กินเนื้อกินทุกอย่าง ฉันจะปลดแอกตัวเอง

ยิปซี : เออ เจ๊งงมาก ตอนนั้นถามป๊าว่าโซไปไหน ป๊าบอกโซไปกินเนื้อย่าง เจ๊แบบ ห้ะ มันเลิกเป็นวีแกนแล้วเหรอ

ยิปโซ : ใช่ แล้วพอไปสุดอีกฝั่งหนึ่งปุ๊บ สุดท้ายมันเคลื่อนเข้าตรงกลาง บี๊คิดว่า คนเราจะเจอตรงกลางได้ ต้องไปซ้ายสุดขวาสุดก่อน แล้วจะรู้ว่าตรงกลางของเราอยู่ตรงไหน วันนี้บี๊ไม่ได้เป็นอะไรเลย ไม่ได้เป็นมังฯ ไม่ได้ไม่เป็นมังฯ แค่เป็นคนที่มีอะไรกินก็กิน ใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นอย่างเป็นธรรมชาติ กินมังสวิรัติบ้างเป็นบางมื้อ 

ยิปซี : เรื่องเดิมนี่เนอะ สุดท้ายคนเราก็สร้างกรอบบางอย่างมาคลุมตัวเองอยู่ดี ถ้ายูไม่ออกกำลังกาย ถ้ายูไม่ดูแลตัวเอง คือยูไม่โอเค 

ยิปโซ : สิ่งต่างๆ ที่เราทำ เราคิดไปว่านั่นคือสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข แต่กลายเป็นว่าสิ่งนั้นกลับสร้างข้อแม้ให้การมีความสุขของเรา บี๊คิดว่าตัวบี๊เองและใครหลายคนเข้าใจความสุขผิดไป

ยิปซี-ยิปโซ คุยเรื่องจากวงการบันเทิงสู่ YouTuber เมื่อสิ่งที่รักทำให้เผลอเกลียดตัวเอง ชุดแต่งงาน และความรักที่สลายอีโก้
05

เรียนรักภาคปฏิบัติ

ยิปซี : ถ้าให้โซสรุปชีวิตรักที่ผ่านมาของเจ๊เป็นคำคำเดียว โซว่าเป็นคำว่าอะไร

ยิปโซ : เรียนรู้เชิงปฏิบัติ เจ๊มีเรื่องราวความสัมพันธ์เยอะกว่าบี๊ บี๊ไม่ได้อยากมีความสัมพันธ์อะไรมากมาย อยากเจอดีๆ แล้วจบเลย บี๊คิดว่า สิ่งที่เจ๊ผ่านมาทั้งหมดต้องอาศัยความกล้าหาญ คุณต้องพร้อมเจ็บ เพราะไม่มีความรักครั้งไหนไม่เจ็บ แล้วเจ๊ก็ได้เรียนรู้เยอะมากจากความรักทุกครั้ง เจ่เจ๊กลายเป็นคนที่รักเป็นขึ้นเรื่อยๆ เราหาบทเรียนนี้จากที่อื่นไม่ได้นอกจากต้องเจอด้วยตัวเอง 

ไหนเจ๊รีวิวความรักของบี๊บ้างดิ นึกถึงคำไหนเป็นคำแรก

ยิปซี : นึกถึงคำว่า ลิมิเต็ด

ยิปโซ : เฮ้ย เออ จริงๆๆ

ยิปซี : ยูลิมิเต็ดทั้งในแง่ของจำนวนครั้งและปริมาณความรัก โซเป็นคนกั๊ก แต่กั๊กอย่างมีเหตุผล คือกั๊กเพราะกลัว ไปไม่สุดเพราะไม่อยากเจ็บ 

ยิปโซ : เราเชื่อมาตลอดว่า ในเรื่องความรัก ยังไงวันหนึ่งก็ต้องจากกัน แม้แต่คนที่เรารักที่สุดอย่างพ่อแม่ วันหนึ่งก็ต้องจาก เราคิดแบบนี้ตั้งแต่เด็ก เราเลยลิมิเต็ดอย่างที่เจ๊ว่า จนครั้งล่าสุดนี่แหละ บี๊ถึงได้เรียนรู้จริงๆ สักที คือถ้าเป็นในห้องเรียน เจ๊อะเรียนรู้เชิงปฏิบัติ ส่วนบี๊เป็นเด็กหนีเรียน 

ทั้งสองคน : (หัวเราะ)

ยิปซี : โซว่าความรักให้อะไรและเอาอะไรไปจากโซบ้าง

ยิปโซ : ต่อให้ประสบการณ์บี๊จะน้อย แต่บี๊ได้นะ ความรักทำให้บี๊รักเป็นมากขึ้น บี๊รู้นะว่าตัวเองช้าเหมือนเต่าเลย แต่ทุกครั้งที่บี๊มีความรัก แม้แต่ความรักที่ล้มเหลว บี๊ก็ได้เรียนรู้เสมอ อ๋อ อันนี้ไม่ใช่ อ๋อ อันนี้เจ็บตรงนี้ว่ะ ความรักทำให้บี๊เข้าใจคนอื่นๆ ที่เจ็บปวดมากขึ้น 

ส่วนความรักเอาอะไรจากบี๊ไป บี๊ว่าวันนี้ยังเอาไปไม่มากพอนะ อยากให้เอาไปมากกว่านี้อีก ความรักเอาอีโก้ของบี๊ไปเรื่อยๆ ถ้าบี๊เรียนรู้ที่จะรักเป็นไปเรื่อยๆ อีโก้อาจจะหายไปจนหมด วันหนึ่งบี๊อาจจะมีความสุขได้โดยไม่มีเงื่อนไข แล้วเธอล่ะเจ๊ ความรักให้อะไรกับเธอ (ยิ้ม)

ยิปซี : เจ๊ชอบทุกความสัมพันธ์ที่ผ่านมามากๆ ทั้งที่ได้เป็นแฟนหรือไม่ได้เป็น ทั้งที่เราทำตัวดีหรือแย่ ความรักทำให้เราเป็นแบบนี้ และที่ชอบที่สุดคือความรักทำให้รู้สึกว่า นี่แหละ เรายังมีชีวิตอยู่ ไม่ว่าจะเป็นตอนที่เรามีความสุข หรือตอนที่เศร้าแทบตายร้องไห้หัวใจบีบ เราโอบกอดทุกสิ่งทุกอย่างเลย ซาดิสต์เปล่าวะ (หัวเราะ)

เอาอะไรไปบ้าง ครั้งเดียวเลยมั้งที่เจ็บหนัก ครั้งนั้นความรักทำให้เราสูญเสียความเป็นตัวเอง ทั้งคุณค่าและการนับถือตัวเอง จะเรียกว่าเป็นความรักแบบผิดๆ ก็ได้ แต่สุดท้ายก็ดีนะที่วันนั้นเกิดขึ้น การได้เจอกับวันที่เราตกเหวนรก ทำให้ได้เรียนรู้ว่าทางนั้นน่ะผิด ฉันจะไม่ก้าวไปอีกแล้ว เจ๊ได้หันกลับมาฝึกรักตัวเอง กลับมาตัวฟูได้อีกครั้ง

06

ชุดแต่งงานธีมเจ้าหญิงและสุขแท้จริงที่ไร้เงื่อนไข

ยิปโซ : เวลาให้สัมภาษณ์ เจ่เจ๊ไม่ค่อยตอบเรื่องความฝันเลย เอาจริงๆ มีปะ

ยิปซี : จริงๆ เจ๊มีนะ แต่จะเป็นฝันยิบย่อย อยากทำอันนี้อันนู้น แล้วก็อยากมีความรักแบบป๊ากับม้า อายจัง เราดูเป็นผู้หญิงกร้านโลกเนอะ แต่ลึกๆ แล้วเจ๊มีความฝันที่จะได้แต่งงานและได้ใส่ชุดสวยๆ เป็นเจ้าหญิงดิสนีย์ เจ๊เคยส่ง Reference ชุดแต่งงานให้เพื่อนดู เป็นชุดเจ้าหญิงกระโปรงพองหมดเลย เพื่อนตอบมาว่า เฮ้ย มึงจะใส่แบบนี้ไม่ได้นะ (หัวเราะ)

ยิปโซ : เฮ้ย ได้ดิ เจ่เจ๊ไม่ต้องคิดมาก อยากทำอะไรทำเลย

ยิปซี : ก็อินเนอร์ข้างใน ฉันยังอยากเป็นเจ้าหญิงอยู่ไง

ยิปโซ : อย่าไปคิดมากเจ๊ เดี๋ยวช่วยๆ

ยิปซี : แล้วแกมีความฝันมั้ย หรือมีแต่ความมุ่งมั่นเหมือนที่พูดใน ยิปย่อย

ยิปโซ : อยากเป็นคนมีความสุข พออยู่มาเรื่อยๆ เราพยายามปรับแก้อะไรบางอย่างของตัวเองเพื่อให้มีความสุขมากขึ้น บี๊อยากมีความสุขโดยไม่พึ่งพาปัจจัยภายนอก เป็นคนที่สุขได้โดยไม่มีเงื่อนไข ไม่รู้จะเป็นได้จริงมั้ย อาจจะนามธรรมหน่อย แต่บี๊อยากเป็นจริงๆ นะ 

ยิปซี-ยิปโซ คุยเรื่องจากวงการบันเทิงสู่ YouTuber เมื่อสิ่งที่รักทำให้เผลอเกลียดตัวเอง ชุดแต่งงาน และความรักที่สลายอีโก้
ยิปซี-ยิปโซ คุยเรื่องจากวงการบันเทิงสู่ YouTuber เมื่อสิ่งที่รักทำให้เผลอเกลียดตัวเอง ชุดแต่งงาน และความรักที่สลายอีโก้
07

เป็นน้องยิปซี เป็นพี่ยิปโซ

ยิปโซ : รู้สึกยังไงที่เป็นพี่ของยิปโซ เฮ้ย มันต้องซึ้งแน่เลยอะ

ยิปซี : อย่ามาบิลด์ แค่เห็นคำถามฉันก็ขนลุกแล้ว

(นิ่งไป 5 วินาที)

ยิปซี : เจ๊จะร้องไห้อะ

ยิปโซ : อย่าเพิ่งร้อง

ยิปซี : โอเค เมื่อก่อนรู้สึกเครียด ก็เหมือนที่เคยเขียนให้โซนั่นแหละ สำหรับเจ๊ โซเป็น Beautiful Soul ตั้งแต่เด็ก การได้เป็นพี่ของคนที่ดี สวยงาม และบริสุทธิ์ขนาดนี้ เครียดจัง กดดันจัง แล้วฉันก็เอาเธอมาเทียบกับตัวเองตลอด ฉันคิดว่า ฉันคงเป็นแบบโซไม่ได้หรอก โซเจิดจ้าเหลือเกิน ขอถอยออกมาดีกว่า เพราะอยู่กับเธอแล้วฉันรู้สึกแย่กับตัวเอง ทั้งที่จริงๆ ฉันชื่นชมเธอมากๆ

จนวันหนึ่งที่เจ๊ก้าวผ่านความป๊อดของตัวเอง ได้กลับมาคุยกับโซ ได้มองกันใกล้ขึ้น ได้อยู่ข้างๆ เจ๊รู้สึกภูมิใจมากๆ ยูเป็นมนุษย์ที่พิเศษ โลกใบนี้โชคดีแล้วที่มีคนแบบนี้ โชคดีจังที่ได้รู้จักกัน ดีจังที่ตอนนี้เป็นแบบนี้

ยิปโซ: เนี่ย สุดท้ายก็ดราม่า

ยิปซี : เขาเขียนคำถามนี้มาเพื่อฆ่าเราชัดๆ เลย 

ยิปโซ : ไม่ร้องๆ ฮึบๆ อยากบอกว่าฝั่งน้องอะ ไม่เคยคิดเลยว่าเจ๊จะรู้สึกกับบี๊แบบนี้ได้ยังไง สภาพบี๊ไม่มีอะไรที่เรียกว่าเจิดจ้าเลย เจ๊ต่างหากที่เจิดจ้า ตอนเด็กๆ บี๊น้อยใจนะ ไม่เข้าใจว่าทำไมเจ่เจ๊ไม่รัก เราอยากอยู่กับพี่ แต่ทำไมพี่ไม่อยากอยู่ด้วย ฮึ้ย แย่แล้ว (น้ำตาคลอ)

ยิปซี : ไม่เป็นไร โซไม่รอดหรอก (ยิ้ม)

ยิปโซ : พอต่างคนต่างแยกย้ายไป บี๊ก็พยายามปรับตัว บอกตัวเองว่าต้องอยู่โดยไม่มีเจ๊ให้ได้ พอวันหนึ่งเราได้โคจรมาเจอกันอีกครั้ง ได้คุยกันว่าทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ ในที่สุดบี๊ก็ได้ปรับความเข้าใจกับเจ๊

ณ วันนี้ สำหรับบี๊เจ๊คือแรงบันดาลใจ ไม่ใช่ในฐานะยิปซีที่หน้าท้องสวยหุ่นดี สิ่งนี้ไม่ได้สำคัญ แต่สิ่งที่บี๊ชื่นชม คือความสามารถในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ความเข้มแข็งในทุกอย่างที่เจ๊ผ่านมาในชีวิต เจ๊ผ่านอะไรมาเยอะมาก บี๊นับถือเจ๊จริงๆ โคตรดีใจที่มาลงล็อกในจุดที่เจ่เจ๊ภูมิใจในน้องสาวและบี๊ก็นับถือพี่สาว… 

เอ้า! เจ๊หัวเราะนี่หว่า โคตรเฟกเลย 

ยิปซี : ฉันปรับมู้ดไงเธอ เย่ๆๆ

ทั้งสองคน : (หัวเราะ)

ภาพ : คีรติ และ อริย์กันตา มหาพฤกษ์พงศ์

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

สตีเฟ่น บอดลีย์ (Steven Bodley) หรือ อาจารย์สตีฟ แห่งมหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตจันทบุรี คือชาวออสเตรเลียที่พูดภาษาไทยชัดแจ๋วจากไวรัลดังบนอินเทอร์เน็ตซึ่งบันทึกโดยฝีมือนิสิต นั่นเป็นชนวนเหตุที่ทำให้เราอยากทำความรู้จักอาจารย์สอนภาษาอังกฤษท่านนี้อย่างมาก

การสนทนาร่วม 3 ชั่วโมงดำเนินด้วยภาษาไทย แน่นอนว่าชัดแจ๋ว ขนาดว่า ร.เรือ กระดกลิ้นแบบถูกต้องไม่มีผิดเพี้ยน แถมด้วยศัพท์แสงที่ไม่ธรรมดา จนเราถึงบางอ้อ เมื่ออาจารย์สตีฟเฉลยว่าอยู่ประเทศไทยมานานราว 30 ปี แม้เริ่มต้นด้วยความคิดที่ไม่อยากมาเยือนประเทศนี้เสียด้วยซ้ำ

Steven Bodley ชาวออสซี่ที่ฝันเป็นครูเพื่อเปลี่ยนสังคม กับ 30 ปีในไทยและบั้นปลายที่จันทบุรี

เขาจับพลัดจับผลูเข้ามาทำงานในประเทศไทยกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, สถาบันฝึกอบรมวิชาการโรงแรมและการท่องเที่ยว (สรท.), มหาวิทยาลัยบูรพา บางแสน และมหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตจันทบุรี ปัจจุบันอาจารย์สตีฟย้ายมาสอนและใช้ชีวิตอยู่ที่จังหวัดจันทบุรีเข้าสู่ปีที่ 5 

ความน่าสนใจ คือ เขาเกิดและเติบโตในชนบทของประเทศออสเตรเลีย มีเพื่อนเป็นไก่ เป็ด แมว บางทีก็หนังสือและต้นไม้ เขามีความฝันว่าอยากเป็น ‘ครู’ เป็นครูเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้สังคม เป็นครูเพื่อช่วยเหลือคนด้อยโอกาสให้หลุดพ้นจากกรงขังแสนคับแคบ ดังเช่นเรื่องราวชีวิตของเขาในวัยเด็ก

Steven Bodley ชาวออสซี่ที่ฝันเป็นครูเพื่อเปลี่ยนสังคม กับ 30 ปีในไทยและบั้นปลายที่จันทบุรี

ภายในหน้าต่างออนไลน์ตรงหน้า ชายตาน้ำข้าวท่าทางใจดีสวมเสื้อม่อฮ่อมสีซีด พร้อมด้วย ‘มุทิตา’ แมวหญิงสีดำขลับ แววตาสีฟ้าเขียว ที่เจ้าของบอกว่าเป็นแมวแปลก เกลียดแมว รักหมา และไม่กลัวคน นั่งอยู่บนตักและคลอเคลียไม่ห่าง สตีเฟ่นยินดีแบ่งปันเรื่องราวของเขาตั้งแต่ยังเยาว์ เยือนไทยครั้งแรก อาชีพครูตามฝัน เรียนภาษาไทย จนกระทั่งการตัดสินใจดำเนินชีวิตบั้นปลายในจังหวัดจันทบุรี 

เด็กบ้านนอกจากออสเตรเลีย

สตีเฟ่นเป็นลูกหลง ในวันที่เขาอายุครบ 1 ขวบ ก็มีอายุห่างจากพี่สาวคนแรกและพี่สาวคนที่สอง 16 ปี และ 14 ปี ตามลำดับ แถมเขายังกลายเป็นน้า โดยมีหลาน ๆ อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน

“ครอบครัวผมผู้หญิงเป็นใหญ่ ผู้ชายเป็นรอง ผู้หญิงขับเคลื่อน ผู้ชายทำกับข้าว”

การเติบโตมาในครอบครัวที่ผู้หญิงเป็นใหญ่ สอนอะไรคุณบ้าง – เราถาม

“เยอะมาก ผมกล้าแสดงออก ไม่อายที่จะพูดว่าผมร้องไห้เป็น มันทำให้ผมเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากกว่าเดิม ผมเคารพนับถือผู้หญิงมาก ๆ และเคยเขียนวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับทฤษฎีสิทธิสตรีกับการนำไปประยุกต์ใช้กับผู้ชาย ผมนี่เป็นเฟมินิสต์ตัวดุเลยครับ” สตีเฟ่นเล่าด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ

เด็กหนุ่มเติบโตมาอย่างเดียวดายทว่าเด็ดเดี่ยว เพราะพี่สาวทั้งสองคนย้ายออกจากบ้านไปอยู่กับครอบครัวตั้งแต่เขาอายุ 4 ขวบ พ่อแม่จำเป็นต้องออกไปทำงานเลี้ยงชีพ หลังเลิกเรียนสตีเฟ่นใช้เวลาอยู่กับตัวเองเป็นหลัก หุงหาอาหารด้วยตัวเอง มีบัดดี้เป็นแมว ไก่ เป็ด บางทีก็ต้นไม้

“บ้านผมยากจนนะ พ่อเป็นเทศกิจ แม่เป็นพนักงานขายของในร้านชำ ผมมั่นใจว่าถ้าพ่อไม่เลี้ยงวัว ไม่เลี้ยงไก่ ไม่ตกปลา บางทีเราก็ไม่มีกิน ส่วนหมู่บ้านที่ผมอยู่ไม่มีอะไรเลย ไม่มีรถไฟ ไม่มีรถเมล์

“ไม่มีแม้แต่ความหวัง” เขาเปรยถึง ‘บ้านเกิด’ ในชนบทของประเทศออสเตรเลีย

“มันบ้านนอกมาก ๆ เป็นสังคมการเกษตร มีประชากรแค่ 600 คน คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่ย้ายออกและทิ้งบ้านให้ร้าง เพราะอยู่ที่นี่เขาไม่มีอนาคต ส่วนเด็กในชั้นเรียนเดียวกันกับผมก็มีไม่ถึง 20 คน กระจัดกระจายกันตามฟาร์ม ซึ่งสิ่งที่ทำให้ผมเอาตัวรอดจากตรงนั้นมาได้คือหนังสือ”

Steven Bodley ชาวออสซี่ที่ฝันเป็นครูเพื่อเปลี่ยนสังคม กับ 30 ปีในไทยและบั้นปลายที่จันทบุรี
Steven Bodley ชาวออสซี่ที่ฝันเป็นครูเพื่อเปลี่ยนสังคม กับ 30 ปีในไทยและบั้นปลายที่จันทบุรี

หนังสือเป็นเพื่อน เป็นประตู และเป็นความวิเศษที่โลกใบนี้มอบให้เด็กชายสตีเฟ่น

“หนังสือทำให้ผมท่องโลกกว้าง ท่องจักรวาล ผมได้อ่านเรื่องชีวิตสมัยก่อนของคนในอังกฤษ อ่านเรื่องชีวิตของคนในมหานครนิวยอร์ก มันเหมือนผมมีปีก ปีกที่ทำให้ผมบินออกจากกรงและสังคมแคบ ๆ ในหมู่บ้านยากจน ผมใช้จินตนาการเดินทางทะลุมิติและข้ามเวลาไปอยู่ในโลกของหนังสือเล่มนั้น 

“ผมอยากทำให้คนอื่นบินได้ด้วยหนังสือเช่นเดียวกันกับผม และผมรู้นะว่ารัฐบาลออสเตรเลียมองหมู่บ้านผมและผมเป็นคนด้อยโอกาส มันผิดนะ ในเมื่อเรามีการศึกษา เรามีหนังสือ เรามีความรู้เป็นอาวุธ เท่ากับว่าเราไม่ได้ด้อยโอกาส เพราะเรามองเห็นความจริงของสถานการณ์ เราวิเคราะห์และหาหนทางออกได้ ผมกลับมองว่าส่วนหนึ่งของความด้อยโอกาสและความยากไร้เกิดขึ้นเพียงแค่ทัศนคติ

“ซึ่งผมเห็นหนทางที่จะช่วยผู้อื่นไม่ให้ด้อยโอกาสเหมือนผม นั่นคือการเป็น ‘ครู’ มันเป็นโอกาสที่จะช่วยให้คนอื่น ๆ ไม่ต้องติดอยู่ในกรง” นี่คือจุดเริ่มต้นความฝันของเด็กชายสตีเฟ่นในวัยเยาว์

แม้คะแนนสอบเอนทรานซ์ของสตีเฟ่นจะยื่นเรียนแพทยศาสตร์ได้สบายบรื๋อ แต่เขาส่ายหัว

เพราะหัวใจทั้งดวงเขามอบให้กับวิชาชีพ ‘ครู’ ไปเรียบร้อยแล้ว

มาทัศนศึกษาประเทศไทย

สตีเฟ่นและคณะเพื่อนมาประเทศไทยครั้งแรก ด้วยทริปทัศนศึกษาสมัยเรียนปริญญาตรี

“พูดตรง ๆ นะ ใจไม่ค่อยอยากมา” เขาเปรยพร้อมรอยยิ้มน้อย ๆ 

“แต่อาจารย์คะยั้นคะยอ ตื๊อจนผมยอม พอมาแล้วก็ชอบมาก ที่ยั่วใจที่สุดคือ พอไปอยู่ชนบทในเมืองไทย ทำไมมันเหมือนชนบทที่บ้านจัง ทั้ง ๆ ที่ต่างทวีป ต่างวัฒนธรรม ต่างเผ่าพันธุ์ ทุกสิ่งก็น่าจะต่างกัน แต่มันเหมือนกันจนน่าตกใจ นั่นเลยจุดประกายไฟให้ผมสนใจวัฒนธรรมและสังคมไทย

“ผมสำเร็จการศึกษาแล้ว ก็ทำงาน เก็บตังค์ ช่วงนั้นเศรษฐกิจในออสเตรเลียไม่ค่อยดี เพื่อนสนิทในไทยเขาบอกว่าเศรษฐกิจไทยดีอยู่ค่า เชิญมาทำงานที่นี่ค่า ผมคิดว่าไม่เลวนะ ก็เลยมา ลองดู”

Steven Bodley ชาวออสซี่ที่ฝันเป็นครูเพื่อเปลี่ยนสังคม กับ 30 ปีในไทยและบั้นปลายที่จันทบุรี

เขาเริ่มต้นอาชีพแรกในสยามเมืองยิ้มด้วยการทำงานกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพราะเคยเป็นมัคคุเทศก์และบังเอิญว่าบ้านเกิดของเขาอยู่ในภูมิภาคที่โด่งดังเรื่องการท่องเที่ยวระดับโลก ทำให้เขาข้องเกี่ยวกับภาษา การแปล การท่องเที่ยว วัฒนธรรมและสังคม มาโดยตลอด

ถนนสายอาชีพพาเขาเดินทางมาปักหลักที่จังหวัดชลบุรี เริ่มต้นอาชีพที่สองกับสถาบันฝึกอบรมวิชาการโรงแรมและการท่องเที่ยว (สรท.) หลังจากนั้น 4 ปี เขาก็กลายมาเป็น ‘ครู’ วิชาชีพที่เขาใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็กที่มหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี และมหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตจันทบุรี

จนเป็นครูสอนภาษาอังกฤษให้คนไทย

แล้วสอนอะไร – เราสงสัย คงพอจะเดาออกว่าหนีไม่พ้นวิชาภาษาอังกฤษเป็นแน่

“ผมเป็นอาจารย์เก็บตกครับ” เขาไม่รอให้ฉงนนาน “หมายความว่าวิชาไหนไม่มีคนอยากสอน ผมต้องสอน เช่น วิชาการพูด-ฟัง วิชาการแปล วิชาการล่าม ซึ่งผมไม่ชอบการแปลเท่าไหร่ แต่ด้วยเหตุจำเป็นทำให้ผมต้องสอน การที่ผมตั้งใจรับรู้ภาษาไทยทำให้ผมเป็นทรัพยากรสำคัญในวิชาการแปล ยิ่งสอนคู่กับอาจารย์คนไทยที่เรียนด้านวรรณกรรม ฟินเวอร์ ช่วยกันคิดภาษา ช่วยกันเกลา มันดี”

Steven Bodley ชาวออสซี่ที่ฝันเป็นครูเพื่อเปลี่ยนสังคม กับ 30 ปีในไทยและบั้นปลายที่จันทบุรี

อาจารย์สตีฟสอนวิชาเก็บตกเป็นเวลามากกว่า 20 ปีในวิทยาเขตบางแสน 

เมื่อย้ายมาวิทยาเขตจันทบุรี ก็ยังสอนวิชาเก็บตกอยู่หรือไม่ – เราสงสัย ครั้งที่สอง 

“Yes! ตอบสั้น ๆ ง่าย ๆ ครับ” เป็นคำตอบที่มาพร้อมเสียงหัวเราะ 

“ผมสอนในสาขาวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารเชิงธุรกิจ มุ่งเน้นภาษาอังกฤษ แต่เนื้อความเป็นเชิงธุรกิจ นี่เป็นความต้องการของคนในละแวกนี้ ทางมหาวิทยาลัยทำการสำรวจระยอง จันทบุรี สระแก้ว ตราด ปราจีนบุรี ว่าเขามีความต้องการใช้ภาษาอังกฤษอย่างไร ซึ่งเขาต้องการรู้ภาษาอังกฤษเพื่อธุรกิจ การสอนก็จะยกตัวอย่างเกี่ยวกับการเกษตรค่อนข้างเยอะ การท่องเที่ยวเชิงทะเล เชิงอาหาร 

“ที่นี่ปรับหลักสูตรทุก 4 ปี เรากำลังจะมีวิชาหนึ่งที่มีแต่ผมสอนได้ นั่นคือวิชาล่าม วิชานี้เกิดขึ้น เพราะหลังจากนิสิตฝึกงานและสำเร็จการศึกษาจนออกไปทำงาน อาจารย์มีหน้าที่ออกไปติดตามผลแล้วก็ขอคำแนะนำมาปรับปรุงหลักสูตร มีฟีดแบ็กค่อนข้างหนักจากภาคอุตสาหกรรมในระยอง ชลบุรี กรุงเทพฯ ว่าต้องการคนที่ทำล่ามเป็น ทุกคนในที่ประชุมก็หันหน้ามามองผม (หัวเราะ) ก็ได้วะ!

“ผมถึงเรียกว่าวิชาเก็บตก ผมยินดีครับ ถ้าทำให้เด็กผมเก่ง ผมทำ และการทำงานกับมหาวิทยาลัยขนาดเล็ก มันดีมาก ๆ วิทยาเขตจันทบุรีไม่ใหญ่เหมือนบางแสน เราทำงานเป็นทีมที่แน่นแฟ้นมาก เรารู้จักชื่อเด็กทุกคน สิ่งที่ผมภูมิใจมาก คือ วิทยาเขตของเราเด็กพิเศษมาอยู่เยอะมาก เรามีนิสิตในกลุ่ม LGBTI เยอะ มีนิสิตที่เป็นออทิสติก มีนิสิตที่เป็นโรคซึมเศร้า ผมภูมิใจที่เขากล้ามาอยู่กับเราและไว้ใจเรา”

อยากเป็นครูเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม

“ตอนเริ่มเรียนมหาวิทยาลัย ผมเห็นว่าการศึกษาเป็นเครื่องมือที่เปลี่ยนแปลงสังคมได้

“และการเป็นครู ก็เหมือนผมมีบทบาทลับ ๆ ผมไม่ใช่นักการเมืองหน้าใหญ่ที่ต้องออกมาชี้ทางนโยบาย ผมเพียงแต่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลัง แล้วค่อย ๆ แนะแนวทางให้ศิษย์ และผมสำนึกตลอดเวลาที่สอนอยู่ในห้องเรียน สิ่งที่ผมพูด สิ่งที่ผมทำ มันคือสิ่งที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสังคมได้ในอนาคต”

เป้าหมายใหญ่ของการเป็นครูคือการเปลี่ยนแปลงสังคม – เราทวนความคิด

“ถูกครับ เพราะสังคมที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง คือสังคมที่ตายไปแล้ว” – เขาตอบทันที

Steven Bodley ชาวออสซี่ที่ฝันเป็นครูเพื่อเปลี่ยนสังคม กับ 30 ปีในไทยและบั้นปลายที่จันทบุรี

จากที่อยู่ไทยมาเกือบ 30 ปี อาจารย์สตีฟคิดว่าสังคมไทยต้องเปลี่ยนแปลงอย่างไรให้ดีขึ้น

“เหนื่อยใจ” (ทำท่าปาดเหงื่อ) “ผมไม่อยากให้คนไทยทิ้งกำพืด การที่เมืองไทยเป็นเมืองเกษตร สำคัญมาก อย่าทิ้งการเกษตร และอย่าคิดว่าการพัฒนาเท่ากับความร่ำรวย ผมยอมรับว่าเงินมันอำนวยความสะดวกได้หลายสิ่ง แต่เงินไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง ในวันที่เราท้อแท้ เงินมันจะเอื้อมมากอดเรามั้ย เงินมันจะกระซิบข้างหูเรามั้ยว่า รักเธอนะ เงินมันมีประโยชน์ในวงจำกัดมาก ๆ สิ่งที่มีประโยชน์กว่าเงิน คือเพื่อนบ้าน คือคุณพ่อ คุณแม่ คือต้นกะเพราหน้าบ้านที่มีใบให้กินและรักษาดินไว้ให้เรา

“ผมอยากให้คนใส่ใจเรื่องสังคมมากกว่าใส่ใจเรื่องเงินทอง เช่น บ้านผมอยู่ที่อำเภอท่าใหม่ ก่อนหวยออก 2 สัปดาห์ ชาวบ้านบอกว่าเกลียดนายกนักหนาสาหัส แต่พอกลางเดือนกับสิ้นเดือนก็หาเงินเพื่อเขวี้ยงใส่เขาตลอดเวลา ผมว่าคนเราชอบลืมว่าการกระทำของเราเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดสังคม ถ้าเราต้องพัฒนาสังคม ก็จำเป็นต้องพัฒนาคนให้เจริญก้าวหน้า ให้คนมีเหตุมีผลและเห็นอกเห็นใจผู้อื่น 

“ถ้าวันใดสังคมไม่มีความก้าวหน้า คุณนั่นแหละต้องเป็นจุดเปลี่ยน คุณต้องกล้าและมั่นใจพอที่จะเป็นจุดริเริ่มของการเปลี่ยนแปลง โดยให้การเปลี่ยนแปลงมันเกิดขึ้นในตัวคุณก่อน ซึ่งผมไม่ใช่คนโลกสวย แต่ผมเชื่อว่าถ้าคนเราอยากเปลี่ยนโลก ก็เปลี่ยนสิวะ มันอยู่ที่มือของคุณ อยู่ที่การกระทำของคุณ”

เขาเชื่อมั่นเช่นนั้นเสมอมา

จนค้นพบว่า นี่แหละ หัวใจของความเป็นครู

เราถามผู้ประกอบวิชาชีพครูมากว่าค่อนชีวิต ว่าเขายังสนุกกับการเป็น ‘ครู’ อยู่ไหม

“สนุกครับ ถ้าไม่สนุก ผมจะทำไปทำไม เหนื่อย ถ้าผมไม่รักอาชีพครู ผมไม่เป็นหรอก และในความรู้สึกของผม ไม่มีผู้ใดเลือกเป็นครูเพราะอยากรวย อาชีพครูไม่รวยครับ รวยแต่เขือน่ะสิ” หัวเราะ

“มีครั้งหนึ่ง เด็กที่ผมสอนออกเสียง S ท้ายคำไม่ได้ ปีหนึ่งก็ไม่ได้ ปีสองก็ไม่ได้ พอปีสาม ผมขี่มอเตอร์ไซค์กลับบ้าน วันนี้อีน้องไมค์มันออกเสียง S ท้ายคำได้ วันนี้กูพร้อมตาย ชีวิตนี้กูคุ้มแล้ว 

“นี่แหละครับค่าตอบแทนและความสุขที่แท้จริงของครู คือความรู้และความสำเร็จผลของลูกศิษย์ เหมือนผมเป็นพ่อแม่เขา ผมมีส่วนร่วมในการหล่อหลอมเขา นั่นยิ่งทำให้ผมรู้สึกมีคุณค่า มันเป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่นะ ผมว่าเด็ก ๆ เขาไม่ค่อยรู้ว่าครูส่วนใหญ่รู้สึกแบบนี้” ครูคนนี้เล่าด้วยแววตาภูมิใจ

Steven Bodley ชาวออสซี่ที่ฝันเป็นครูเพื่อเปลี่ยนสังคม กับ 30 ปีในไทยและบั้นปลายที่จันทบุรี
Steven Bodley ชาวออสซี่ที่ฝันเป็นครูเพื่อเปลี่ยนสังคม กับ 30 ปีในไทยและบั้นปลายที่จันทบุรี

ตลอด 30 กว่าปีของการเป็นเรือจ้าง คุณว่าคุณค่าของความเป็น ‘ครู’ คืออะไร

“ศักดิ์ศรีครับ ผมเป็นครูด้วยใจ ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจและหวังดี ซึ่งก่อให้เกิดการเข้าใจคุณค่าในตัวเอง ผมไม่สนใจเกียรตินะ ใครมาชี้หน้าด่าผม ผมจะมองหน้าแล้วบอกว่า ครับ ใครจะชื่นชมว่าผมดี คำชื่นชมยกย่อง ผมแดกไม่อิ่ม แต่การที่ผมรู้แก่ใจว่าผมรักนิสิต ผมทำให้เขาก้าวหน้า นั่นคือศักดิ์ศรีของผม”

เรารู้ว่าครูเป็นผู้ให้ ‘ความรู้’ ในทางกลับกัน การเป็นครูทำให้คุณ ‘เรียนรู้’ อะไรบ้าง

“ผมเรียนรู้ถึงคุณค่าของความเป็นระเบียบ เรียนรู้ถึงความเก่ง ความแกร่งของวัยรุ่น เรียนรู้ถึงจรรยาบรรณและศีลธรรมของวัยรุ่น วัยรุ่นมีใจให้ซึ่งกันและกัน ผมได้รับมิตรสหายจากครูด้วยกัน พวกเราเป็นนักรบต่อต้านความโง่และต่อสู้กับความทุจริตในสังคม เหมือนเรากลายเป็นพรรคพวกเดียวกัน”

ซึ่งจำเป็นต้องเรียนภาษาไทย

จากไวรัลที่อาจารย์สตีฟพูดไทยชัดแจ๋วก็อดถามถึงการเรียนภาษาไทยของเขาไม่ได้ การอยู่ไทยจะปาเข้าปีที่ 30 ก็พอตอบข้อสงสัยนั้น แต่ขอถามอีกหน่อยน่า ว่าเริ่มเรียนภาษาไทยตั้งแต่ตอนไหน

“ตอนจำเป็นที่ต้องขึ้นสองแถวและมอเตอร์ไซต์รับจ้าง ความจำเป็นเป็นครูที่ดีที่สุด” เขาเปรย 

“ในเมื่อคุณจำเป็นต้องพูดให้รู้เรื่อง คุณจะพูดรู้เรื่อง วิธีการรับรู้ภาษาคือการใช้แล้ว ใช้เล่า ใช้อีก ใช้ซ้ำ คุณต้องฝึกและเอาภาษามาใช้จริงในชีวิตประจำวัน ผมขออภัยนะครับ แต่ทำไมโสเภณีถึงใช้ภาษาเก่ง เพราะเขาจำเป็นจะต้องพูดรู้เรื่อง ไม่เช่นนั้นเขาหาเงินหาทองไม่ได้ มันก็เหมือนกันนั่นแหละ

“ผมบอกนิสิตเสมอว่าการเรียนภาษาให้เก่งก็เหมือนการปั่นจักรยานให้เป็น ถ้าคุณอ่านหนังสือประวัติความเป็นมาของจักรยาน คุณอ่านหนังสือวิธีการประกอบจักรยาน คุณอ่านนวนิยายเกี่ยวกับการปั่นจักรยาน คุณดูหลักการทฤษฎีการทรงตัวของมนุษย์ คุณไปอ่าน ไปสัมภาษณ์ ไปพูดคุย ไปเก็บตัวอย่างงานวิจัยเกี่ยวกับจักรยานมากแค่ไหน คุณจะปั่นไม่ได้จนกระทั่งคุณแหกตูดนั่งบนอานจักรยาน 

“คุณต้องล้มแล้ว ล้มเล่า ต้องเลือดออก ถึงจะปั่นจักรยานเป็น ภาษาก็เช่นเดียวกัน กว่าคุณจะเก่งภาษาต่างประเทศคุณต้องร้องไห้ ต้องเสียเหงื่อ ต้องเสียเวลา ต้องเจ็บ ไม่เช่นนั้นคุณไม่จำ”

สนทนาภาษาไทยกับ สตีเฟ่น บอดลีย์ ครูสอนภาษาอังกฤษ ถึงชีวิตวัยเด็ก หัวใจของความเป็นครู และชีวิตหลังเกษียณ

แล้วการเรียนภาษาไทยของอาจารย์สตีฟเหมือนการปั่นจักรยานไหม 

“โอ้โห เสียเวลา เสียเหงื่อ เสียเลือด แล้วก็เสียน้ำตาเยอะมาก” – เสียน้ำตาเพราะอะไร

“เพราะมีคนด่า มีคนเข้าใจผิด ผมใช้ภาษาผิด สื่อสารไม่ได้ แต่มันก็ทำให้ผมจำนะเว้ย”

อาจารย์สตีฟก้าวผ่านหยดน้ำตาและหยาดเหงื่อเหล่านั้นมาได้อย่างไร

“ด้วยการต่อสู้สิครับ ไม่มีอะไรบนโลกใบนี้ที่ได้มาฟรีนะลูก แม้แต่ความรักก็ต้องแลกด้วยอะไรบางอย่าง ผมพ้นผ่านด้วยความแกร่ง ความตั้งใจ เช่น วันนี้คนขับสองแถวหัวเราะเยาะเย้ยผมเวลาผมพูดไม่ชัด สัปดาห์หน้า ถ้ากูขึ้นสองแถวมึงนะ มึงไม่มีวันหัวเราะกูอีกต่อไป ครั้งหน้ากูจะพูดถูก ต้องสู้” 

แล้วใครเป็นคนสอนภาษาไทยให้คุณ (รู้ว่าเป็นคำถามพื้นฐานที่สุด แต่ก็อยากรู้อยู่ดี)

“ครูสอนภาษาไทยผมที่ดีที่สุดของผม คือ มอเตอร์ไซค์รับจ้างครับ” – ทำไมคะ

“เขามีเวลาว่างระหว่างรอคิว”

“ผมคุยทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาอยากคุย เพราะเขาเป็นเจ้าของภาษา บางทีเขาถามว่าออสเตรเลียเป็นยังไง ผมก็ต้องพยายามหาคำศัพท์เกี่ยวกับพืชพันธุ์ที่ปลูกในออสเตรเลีย เกี่ยวกับการเกษตรที่พ่อของผมทำ เกี่ยวกับภูมิอากาศ สภาพอากาศ เศรษฐกิจ การปกครอง เขาถาม ผมก็ต้องหาคำตอบ บางทีดึกดื่นก็นั่งคุยกับคุณยาม บางทีนั่งสองแถวไปทำงาน เห็นคุณป้าหน้าตาใจดีนั่งตรงกันข้ามก็ชวนกันคุย 

“แม่ค้าที่ตลาดก็ใจดีนะ ผมไปเดินตลาดวัดกลาง จังหวัดชลบุรี หยิบมังคุดขึ้นมา ถามเขาว่านี่เรียกว่าอะไร เขาก็ตอบว่า ‘มังคุด’ – มังคุด ฉันพูดถูกมั้ยจ๊ะพี่ ขอซื้อหนึ่งกิโลครับ พอนั่งสองแถวกลับบ้าน ผมก็หยิบมังคุดขึ้นมา แล้วก็ท่องว่า มังคุด มังคุด มังคุด หอมหวาน เนื้อขาว ผมต้องหาเรื่องคุยเกี่ยวกับมังคุด ต้องใช้คำว่ามังคุดให้เป็น แล้วก็ยั่วยุให้คนอื่นอยากจะพูดเรื่องมังคุดด้วย เพื่อผมจะได้จำ

“สิ่งสำคัญคือแอตติจูด ถ้ามีทัศนคติที่ดีต่อภาษา จะยิ่งเป็นแรงบันดาลใจและแรงกระตุ้น”

หัวใจหลักของภาษาคือการใช้ซ้ำและใช้จริง อาจารย์สตีฟบอกเราว่า ตอนเป็นเด็กคุณรับภาษาไทยมาเยี่ยงไร ก็จงรับภาษาอังกฤษเยี่ยงนั้น แล้วคุณจะเก่งภาษาอังกฤษเท่าเทียมกับภาษาไทย 

สนทนาภาษาไทยกับ สตีเฟ่น บอดลีย์ ครูสอนภาษาอังกฤษ ถึงชีวิตวัยเด็ก หัวใจของความเป็นครู และชีวิตหลังเกษียณ

พอพูดกันด้วยภาษาไทยแล้วยิ่งมันปาก ซึ่งอาจารย์สตีฟก็เห็นพ้องกับเรา 

“ภาษาไทยเป็นภาษาที่สนุก ๆ จริงนะ เป็นภาษาที่พร้อมจะหาเรื่องทะลึ่งมาแทรกตลอดเวลา แต่มีหนึ่งสิ่งที่ทำให้ผมเกือบยอมแพ้ต่อภาษาไทยคือคำศัพท์ ภาษาไทยคำศัพท์มันเยอะฉิบหายเลย 

“สำหรับคนอ้วนอย่างผม คำว่ากินเป็นคำที่สำคัญ มีครั้งหนึ่งมอเตอร์ไซต์รับจ้างถามผมว่า ‘จารย์แดกข้าวกันมั้ย’ ผมก็นึกว่าฟังผิด ‘อะไรแตกนะครับพี่ จานแตกหรอ’ เขาบอกว่า ‘ไม่ใช่แตก แดก’

“ถึงมารู้ว่าแดกแปลว่ากิน เขาบอกว่าพูดแดกแล้วมันสะใจกว่า พอผมรู้จักคำว่ากิน คำว่าแดก ยังโดนคำว่าทานอีก ยังมีรับประทาน เสวย ฉัน ยัดห่า ฟัด ฟาด สวาปาม มันเยอะมาก เหนื่อยนะ

“ตอนนี้เริ่มติดภาษาตะวันออก อย่างคำว่า อร่อยเหาะ แปลว่า อร่อยจัง หรือคำว่า เต็มเช่ด แปลว่า เต็มไปหมดเลย, จะนั่งสองแถวก็ไม่ได้ เต็มเช่ด แล้วมีบางคำที่นิสิตสอน เช่น อยู่ แปลว่า ไม่ได้ ถ้าพูดว่า ได้อยู่ ก็แปลว่า ไม่ได้” อาจารย์สตีฟเล่าด้วยอารมณ์ขัน พร้อมยกสถานการณ์ที่เอาไปใช้จริง

และความเป็นไทยสอนให้รู้ว่า

“ในภาพรวม ผมมองว่าวัฒนธรรมไทย สังคมไทย สอนคนให้เคารพกัน ผมค่อนข้างชอบยกมือไหว้นะ และความเป็นไทยสอนให้คนมีความเกรงใจ บางทีเกรงใจก็ดี บางทีเกรงใจมากเกินไปก็ไม่ดี แล้วก็สอนคนให้เป็นมิตร ต้อนรับเก่ง ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมประเทศไทยติดอันดับการท่องเที่ยวของโลก 

“อีกอย่างคนไทยพร้อมที่จะสนุกสนานเฮฮาตลอดเวลา จิตใจกว้างไม่รังเกียจใครง่าย ๆ ในแง่ลบก็มีนะ สังคมและวัฒนธรรมไทยอาจจะสอนคนไทยให้ขี้อิจฉา สอนคนไทยให้หน้าใหญ่เกินไปหน่อย คนไทยจะสนใจหน้าตัวเองมากเกินไป และขี้ดราม่าเกินไปหน่อยด้วย ชอบเอาเรื่องเล็กมาเป็นเรื่องใหญ่ เหมือนว่าคนไทยพร้อมจะถือสาตลอด จะถืออะไรกันนักหนา ไม่หนักเหรอครับ (หัวเราะ) 

“บางทีคนไทยขี้น้อยใจ แล้วก็เชื่อคนง่ายเกินไป ควรเข้มแข็งกว่านี้หน่อยหนึ่ง อย่าไปบ้าเห่อนอก บ้าเห่อฝรั่ง อย่าไปคิดว่าโลกตะวันตกมันดีทุกอย่าง ทำไมมองไม่เห็นสิ่งดี ๆ ในบ้านตัวเองบ้าง 

“ที่เห็นบ่อยเลย คือ ผู้ใหญ่ชอบพูดว่าโลกตะวันตกดี อเมริกามันเลิศ เมืองไทยต้องไปทางนี้, ทำไมอะ เพราะอะไร เมืองไทยเป็นแบบไทย ๆ ก็ดีอยู่แล้ว ทำไมต้องไปทำเหมือนโลกตะวันตก ทำไมต้องทำตัวเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ วะ ฝรั่งตดที่ไหน คนไทยไม่ต้องสูดลึก ๆ หรอก ผมไม่ชอบ มันย้อนแย้งในตัวเองนะ เช่น ผู้ใหญ่ชอบดูถูกไทย ชื่นชมฝรั่ง พอวัยรุ่นแต่งตัว ใส่ไนกี้ ผู้ใหญ่ก็ว่า แล้วใครกันมาพูดให้วัยรุ่นไม่สนใจความเป็นไทย คุณนั่นแหละ คำพูดของคุณเป็นสิ่งที่ทำให้วัยรุ่นไม่เห็นคุณค่าของความเป็นไทย”

ส่วนบั้นปลายชีวิตขออยู่ที่ ‘จันทบุรี’

อาจารย์สตีฟยอมรับกับเราว่าเขาคือ ‘เด็กชล’ ยังคิดถึงอาหารรสอร่อยและเพื่อนพ้อง เราชวนคนวัย 54 คุยถึงแผนเกษียณ เขาว่าถ้าวันใดคนไทยเก่งภาษาอังกฤษทั้งประเทศ อาจารย์ท่านนี้คงหมดหน้าที่ และขอลาสิกขาไปบวชเป็นพระ ละทางโลก ไม่ข้องเกี่ยวฆราวาส แต่ไม่ละทิ้งความเป็นครูอย่างแน่นอน

สนทนาภาษาไทยกับ สตีเฟ่น บอดลีย์ ครูสอนภาษาอังกฤษ ถึงชีวิตวัยเด็ก หัวใจของความเป็นครู และชีวิตหลังเกษียณ

“ผมอยากบวชนะครับ เคยติดต่อวัดในจังหวัดชลบุรี คุยกับเจ้าอาวาสแล้ว เจ้าอาวาสยินดีต้อนรับแต่ท่านถามว่า โยมเคยคิดมั้ยว่าการเป็นครู เป็นการทำงานและทำบุญในเวลาเดียวกัน โยมควรพิจารณาว่าการที่โยมลางานมาบวชพระ จะเป็นการละเลยนิสิตหรือเปล่า, มันโดนใจผมนะ ผมสะดุ้งเลย 

“เจ้าอาวาสแนะนำว่าถ้าคิดจะบวชหลังเกษียณเห็นจะเป็นสิ่งที่ดีงามกว่า ผมก็เห็นชอบด้วย หลวงพ่อมีเหตุผลที่ดี คนเราจะถือสาอะไรกันหนักหนา เหตุผลของเขาดีกว่าก็ยอมเขาสิ ก็เลยรอเกษียณ

“ภายในชีวิตนี้ ถ้าเป็นไปได้ ผมก็อยากจะมีที่เพาะปลูกในจังหวัดจันทบุรีไว้ปลูกผักสวนครัวอยู่หลังเขา อยู่เงียบ ๆ พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง แค่นี้ผมแฮปปี้แล้ว และผมจะปักหลักอยู่ที่จันทบุรีไปตลอด จะใช้บั้นปลายชีวิตที่นี่ ผมเป็นเด็กบ้านนอก อยู่กับอากาศบริสุทธิ์และอยู่กับธรรมชาติมาโดยตลอด

“อีกอย่างที่นี่มีคนแก่ในหมู่บ้าน ผมมีความสุขเวลาคนแก่มาเด็ดพริก เด็ดผัก มีเด็กหนุ่มเล่นว่าวดุ๊ยดุ่ย บรรยากาศมันชวนให้มีความสุขนะ ส่วนกิจวัตรทุกวันนี้ ผมชอบปลูกต้นไม้มากเลยครับ

“ผมเป็นคนมือเย็น ปลูกดาหลาสองสี ตอนนี้เพิ่งลงฟักทอง มีพวกผักสวนครัว ตะไคร้ ข่า ถัดออกไปอีกมีลำไย เงาะ ทุเรียน มังคุด ชะมวง พริกไทย ต้นพริกไทยโคตรขยันออกผล พริกเต็มสวนเลย เผ็ดจะตายห่าสวนนี้เป็นอะไรไม่รู้ หน้าบ้านมีกล้วยไม้ เฟิร์น บอนสี เจ้าบอนสีมีคนเอามาให้ ก็เลยปลูกให้เขาเห็นทั้ง ๆ ผมที่ไม่ชอบเลย อยากให้เขาเห็นว่าผมไม่ได้ทิ้งนะ” นักปลูกมือเย็นพูดพลางหัวเราะ

สนทนาภาษาไทยกับ สตีเฟ่น บอดลีย์ ครูสอนภาษาอังกฤษ ถึงชีวิตวัยเด็ก หัวใจของความเป็นครู และชีวิตหลังเกษียณ

“แล้วก็เป็นคนชอบทำกับข้าวครับ อาหารที่ผมชอบกิน จะทำไม่อร่อย อาหารที่ผมไม่ชอบกิน ผมทำอร่อย ทำโจ๊กอร่อย มีแต่คนชม ผมไม่ชอบกิน และชาวบ้านฮือฮากันมากเวลาทำผมห่อหมก เขาตื่นเต้นกันมากเลย อะไรกันหนักหนาสาหัสแค่ห่อหมกอะ” เรายิ้มให้กับความน่ารักของคนจันท์ตาน้ำข้าว 

“ถ้ามีเวลาว่าง ผมจะไปซื้อของตามชุมชนเข้มแข็งต่าง ๆ อยากให้เงินเข้าไปถึงชุมชนดี ๆ ไปเป็นกำลังใจให้ชาวบ้าน ‘ขนมอร่อยมากเลยพี่’ ‘พริกไทยเจ้านี้หอมที่สุด’ ให้เขารู้สึกถึงคุณค่าของตัวเอง ผมอยากให้เขามั่นใจในตัวเอง ส่วนผ้าไทยก็ใส่ทุกวัน รักมาก มีหลายเจ้าที่ผมเป็นลูกค้าประจำ

“ผมไปถึงแหล่งเลย ในจังหวัดอุบลฯ จังหวัดสระแก้ว เวลาขับรถในภาคอีสานหรือเจอกี่อยู่ใต้ถุนบ้าน จอดรถเลยครับ ‘คุณน้องใส่ผ้าสวยมากเลย ทอเองหรือเปล๊า’ – ‘คุณแม่ทอค่ะ’ เอ้า คุณแม่อยู่มั้ย ผมอยากให้วัยรุ่นเห็นคุณค่าของสิ่งดี ๆ และ อยากให้เด็ก ๆ เห็นคุณค่าของความเป็นไทย”

อาจารย์สตีเฟ่น บอดเลย์ ไม่เพียงแต่พูดไทยชัดแจ๋ว แต่ชายชาวออสเตรเลียคนนี้เข้าใจสังคม วัฒนธรรม และความเป็นไทยชัดแจ๋วต่างหาก ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่เล่าเรื่องราวความประทับใจตลอด 30 ปีในประเทศไทยด้วยภาษาไทยอย่างฉะฉาน ชัดเจน และสนุกปากดังเช่นการสัมภาษณ์ในครั้งนี้ 

สนทนาภาษาไทยกับ สตีเฟ่น บอดลีย์ ครูสอนภาษาอังกฤษ ถึงชีวิตวัยเด็ก หัวใจของความเป็นครู และชีวิตหลังเกษียณ

แถม
อาจารย์สตีฟเล่าเรื่องภาษาใต้

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

ปริญญา ชัยสิทธิ์

จบอักษรฯ ทำงานสายพัฒนา Digital platform - เชื่อว่าการมีอะไรที่ไม่สมบูรณ์แบบบ้าง เป็นเรื่องน่ารัก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load