ยิปซี-คีรติ และ ยิปโซ-อริย์กันตา มหาพฤกษ์พงศ์ คือคู่พี่น้องชื่อคล้ายที่หลายคนคิดว่าพวกเธอเป็นแฝด ทั้งที่จริงๆ ทั้งคู่อายุห่างกัน 2 ปี ยิปซีเป็นพี่ และยิปโซเป็นน้อง

10 กว่าปีก่อนเราได้รู้จัก ‘ตัวละคร’ ที่รับบทโดยยิปซีและยิปโซในหนังอย่าง อนุบาล เด็กโข่ง และ 32 ธันวา แล้วได้เห็นพวกเธอแสดงด้วยกันครั้งแรกใน ส.ค.ส. สวีทตี้ 

มาวันนี้ เราได้รู้จัก ‘ตัวตน’ ของพวกเธอผ่าน YouTube

พบยิปซีใน ไหนเล่าซิ๊ เจอยิปโซใน ยิปโซต้องสู้ 

และเห็นทั้งคู่พร้อมกันใน ยิปย่อย รายการที่พี่น้องชวนกันเม้ามอย ตั้งแต่เรื่องเฮฮาอย่างการแต่งหน้า ไปจนถึงเรื่องเล่าเคล้าน้ำตาอย่างการรักตัวเอง

ยิบซีชวนยิบโซคุยถึงวันที่เผลอเกลียดตัวเอง ความรักภาคปฏิบัติ และการสลัดคราบนางเอก

ในขวบปีที่ขึ้นต้นด้วยเลข 3 ยิปซีและยิปโซผ่านชีวิตในจอมาพอประมาณ ผ่านชีวิตนอกจอมาพอสมควร เรารู้จักพวกเธอผ่านหน้าจอมามาก คงดีไม่น้อยหากได้รู้จักเรื่องราวหลังจอบ้าง

ในเมื่อทั้งคู่คุยกันเองสนุกอยู่แล้ว จะให้ The Cloud สัมภาษณ์สองสาวก็กระไรอยู่ สู้ให้พวกเธอสัมภาษณ์กันเองคงได้อรรถรสมากกว่า 

เรารีบส่งเรื่องที่อยากรู้ แนบกล้องถ่ายรูปฟิล์มแบบใช้แล้วทิ้งสองตัวให้สองสาว ภาพทั้งหมดที่คุณรับชม จึงเป็นส่วนผสมที่พี่ถ่ายน้องและน้องถ่ายพี่ ส่วนภาพที่มีสองคน… อันนี้เราไม่แน่ใจ 

แม้ชีวิตของสองสาวยิปซี-ยิปโซ จะแตกต่าง แต่เรารับประกันว่าเรื่องราวต่อไปนี้จะทำให้คุณมีความสุขและสนุกจนอมยิ้มไม่ต่างกัน

ยิบซีชวนยิบโซคุยถึงวันที่เผลอเกลียดตัวเอง ความรักภาคปฏิบัติ และการสลัดคราบนางเอก
01

คิดถึงตอนเข้าวงการและทรมานกับการแคสติ้ง

ยิปโซ : อันดับแรก ยิปซีคะ ชอบชีวิตตัวเองในวงการบันเทิงตอนไหนที่สุดคะ

ยิปซี : ชอบตอนเข้าใหม่ๆ อายุสิบแปด

ยิปโซ : ทำไมอะ

ยิปซี : มันรู้สึกว่า…

ยิปโซ : เด็ก (หัวเราะ)

ยิปซี : ไม่ใช่ๆ เด็กนี่ชอบอยู่แล้ว (ยิ้ม) เจ๊คิดถึงตัวเองตอนที่แค่ถ่ายแบบ ถ่ายโฆษณา ถ่ายเอ็มวี เพราะตอนเข้าสู่วงการละครจะมีความ Toxic บางอย่าง เราต้องพยายามปรับตัวเพื่ออยู่ในนั้นให้ได้ เจ๊เริ่มรู้สึกว่า โอเค เราเป็นนักแสดงที่เก่งขึ้น อยู่เป็นมากขึ้น แต่เราก็สูญเสียความใสบางอย่างไป แล้วเธอล่ะ ชอบชีวิตในวงการตอนไหน… เหรอเธอ (ยิ้ม)

ยิปโซ : เธอดูไม่จริงใจในการถามเราเลยอะ

ยิปซี : ชอบตอนไหนๆ (ยักไหล่ไปมา)

ยิปโซ : บี๊ไม่ชอบช่วงแรกเลย คือบี๊ไม่ใช่คนที่มีแววดารา เจ๊เข้าใจปะ เราไม่เคยเตรียมตัวมาก่อน รู้สึกเหมือนโดนโยนลงบ่อน้ำ แต่ไม่เคยมีใครสอนเราว่ายน้ำ บรรยากาศตอนแคสต์ทำให้บี๊บอกตัวเองว่า ถ้าเลือกได้ก็ไม่อยากกลับไปแคสต์แล้ว ไม่ใช่ไม่สนุกนะ แต่เป็นเพราะการแข่งขันตรงนั้นทำให้เราอึดอัด ทำไมเราต้องนั่งอยู่ในห้องเดียวกันแล้วจ้องหน้ากัน เหลือบมองว่าใครจะได้งานนี้ไป ลูกฉันดังกว่าลูกเธอนะ ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมทุกคนต้องโกรธกันขนาดนั้น (หัวเราะ) 

งานแรกบี๊เข้าไปทำ สตรอเบอรี่ชีสเค้ก กลัวนะ เราโดนคนบิลด์มาเยอะว่า อุ๊ย ผู้หญิงสิบกว่าคนอยู่ด้วยกัน น่ากลัว เดี๋ยวจะเกลียดกันรึเปล่า แต่พอเราผ่านอะไรหนักๆ มาด้วยกัน ก็ไม่เกลียดกันหรอก เราแค่กลัวไปก่อน ช่วงที่บี๊ชอบที่สุดจริงๆ คือช่วงที่เล่นละครเวที

ยิปซี : เอ้ย ตอนนั้นดี

ยิปโซ : ใช่ ตอนนั้นเล่นเรื่อง หลังคาแดง ที่ พี่ตั้ว (ศรัณยู วงษ์กระจ่าง) กำกับ เล่นกับ พี่โทนี่ (โทนี่ รากแก่น) และอีกหลายคน ก่อนหน้านั้นบี๊เล่นหนังไปแล้วหลายเรื่อง แต่ หลังคาแดง คือครั้งแรกที่ได้รู้สึกถึงศาสตร์ของวงการนี้จริงๆ 

ยิปซี : เจ๊ไม่เคยเล่นละครเวที เพราะฉะนั้น I don’t know. 

ยิปโซ : บี๊โดนจับเข้าไปอยู่ในกลุ่มคนเล็กๆ ที่วันๆ ก็ซ้อมการแสดง ร้องเพลง แล้วก็เต้น ทุกคนร่วมมือและให้เกียรติกัน ตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด เหมือนเราได้เข้าค่าย ได้เรียน ได้แสดง แถมมีคนจ่ายตังค์ด้วย

ยิปซี : แกเน้นฟรีนี่

ยิปโซ : มันจะมีอะไรครบไปมากกว่านี้เจ๊

ยิบซีชวนยิบโซคุยถึงวันที่เผลอเกลียดตัวเอง ความรักภาคปฏิบัติ และการสลัดคราบนางเอก
ยิบซีชวนยิบโซคุยถึงวันที่เผลอเกลียดตัวเอง ความรักภาคปฏิบัติ และการสลัดคราบนางเอก
02

YouTuber ทำให้กลับมาเจอกัน 

ยิปซี : งานหลักของเธอคืออะไรตอนนี้

ยิปโซ : ยิปย่อย (หัวเราะ)

ยิปซี : เป็นยังไงไหนเล่าซิ

ยิปโซ : ก่อนหน้านี้เราไม่มีงานเป็นหลักเป็นแหล่ง ก่อนโควิด-19 ดันหยุดทำละครไป พอโควิดปุ๊บก็ยาว ไม่ได้ทำอะไรเลย เพ้อฝันกับชีวิตเป็นปี พอได้มาทำ ยิปย่อย ก็ยากนะ เจ๊ก็รู้ เจ๊อยู่ด้วยตลอด 

ยิปซี : ฉันรู้ แต่ฉันทำหน้าที่เป็นผู้สัมภาษณ์เธอด้วยไง

ยิปโซ : เออๆๆ บี๊ชอบ ยิปย่อย เพราะบี๊ได้สร้างชิ้นงานของตัวเอง เราเลือกได้ว่าอยากพูดถึงอะไร ทำแบบไหน ซึ่งการสร้างชิ้นงานเองก็ยากด้วย เจ๊เก็ตมั้ย จุดที่ปิ๊งปั๊งที่สุด คือจุดที่ดำมืดที่สุดในเวลาเดียวกัน สมัยก่อนเป็นนักแสดงก็แค่ทำส่วนของเราให้ดีที่สุด แต่อันนี้เราเป็นทั้งนักแสดง พ่วงโปรดิวเซอร์ ครีเอทีฟ ประสานงาน สวัสดิการ

ยิปซี : ตัดต่อ ทำปก หรือบางทีก็ขายงานลูกค้าเอง

ยิปโซ : เออ เป็นทุกอย่างเลย มันคงทำให้เราเก่งขึ้นเนอะ แต่ก็ยากด้วย แล้วเจ๊อะ งานหลักของเจ๊คืออะไร

ยิปซี : งานหลักของเจ๊ก็คือ ที่เรียกๆ กันว่า YouTuber นี่แหละ

ยิปโซ : Oh my god ! เจ่เจ๊ เราสองคนเป็น YouTuber แล้วอะ

ยิปซี : จับพลัดจับผลูสุดๆ งงมาก เพื่อนยัดเจ๊เข้ามาในวงจรนี้ ทำรายการ ไหนเล่าซิ๊ เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตเหมือนกันนะ เจ๊เป็นคนไม่มีความมั่นใจ ไม่ค่อยได้โชว์เวอร์ชันที่เป็นเราจริงๆ ให้ใครเห็น ยิปซีอยู่ในวงการมาสิบปี เป็นคนอื่นตลอด เพื่อนสนิทมักจะถามว่า ‘มึง ยิปซีเขาเป็นคนยังไงวะ’ เจ๊รู้สึกว่าตัวเองเปราะบางมาก เหมือนเป็นตัวนิ่ม ถามตัวเองตลอดว่าถ้าเราเป็นแบบที่เราเป็นในชีวิตจริง คนจะชอบเรามั้ย เขาจะด่าเรารึเปล่า ตอนทำ ไหนเล่าซิ๊ ช่วงแรกก็ประหม่า ก่อนจะค่อยๆ เติบโตขึ้น ถึงจุดหนึ่งเราก็กล้าที่จะให้คนอื่นเห็นตัวตนของเรา โชคดีที่ทุกอย่างในรายการออกมาพอดี น่ารักและคนดูชอบ เจ๊โคตรชอบที่ได้ทำสิ่งนี้

ยิปโซ : (พยักหน้า)

ยิปซี : ที่สำคัญเลยนะ ทั้ง ไหนเล่าซิ๊ และ ยิปย่อย ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเจ๊กับเพื่อน หรือเจ๊กับโซ ดีขึ้นมาก ค่อยๆ เติบโตไปด้วยกัน เออ พูดไม่ถูกอะ แต่สวยงามจริงๆ

ยิปโซ : เออ จริง ตอนทำรายการ เราก็ทะเลาะกันบ้างเนอะ จากที่ชีวิตนี้ไม่เคยทะเลาะกันเลย มีช่วงใหญ่ๆ ที่เราสองคนไม่ได้ติดต่อกัน แต่พอมี ยิปย่อย ก็ได้คุย ได้ทะเลาะ

ยิปซี : จะฟาดกันหลายรอบ รักแต่ก็โมโห แต่พอโมโหสักพักก็กลัวโซไม่รักฉัน ดังนั้น…

ทั้งสองคน : ฉันถอยดีกว่า 

ยิปซี-ยิปโซ คุยเรื่องจากวงการบันเทิงสู่ YouTuber เมื่อสิ่งที่รักทำให้เผลอเกลียดตัวเอง ชุดแต่งงาน และความรักที่สลายอีโก้
03

ไม่เท่ แต่เกิดขึ้นจริง

ยิปโซ : ชีวิตเจ๊มีจุดเปลี่ยนอะไรบ้าง

ยิปซี : โห ชีวิตเจ๊เยอะมาก โซก่อนเลย

ยิปโซ : หูย จุดเปลี่ยน (สบถเล็กน้อย) ทำไงดี เยอะอะ

ยิปซี : เจ๊ก่อนก็ได้ เอาแบบป๊อบอัปขึ้นมาในหัวเลยนะ เจ๊ว่าเป็นตอนเข้าวงการ จากที่เป็นเด็กเนิร์ดมาก่อน เราเปลี่ยนไปเยอะมาก

ยิปโซ : ก่อนเข้าเราก็เนิร์ดพอกันแหละ (หัวเราะ)

ยิปซี : เจ๊เป็นเนิร์ดแรดอะตอนนั้น ครูทุกคนต้องรู้จักคีรติ คีรติทำเกรดมากกว่า 3.5 ทุกเทอม เป็นเด็กตั้งใจเรียน แต่หารู้ไม่ว่าจริงๆ โดดเรียนเก่งมาก เคยปีนรั้วออกไปหาแฟนอีกโรงเรียนหนึ่ง

ยิปโซ : นี่ไม่เรียกเนิร์ดแล้วมั้ยเจ๊ เข้าเรื่องๆ การเข้าวงการเปลี่ยนวิธีคิดของบี๊หลายอย่าง บี๊เพิ่งมาค้นพบช่วงหลังเอง ตอนเข้าวงการมีช่วงหนึ่งที่เราตั้งคำถามกับตัวเองเยอะมาก นิสัยเราโอเคหรือยัง เป็นที่ยอมรับของสังคมหรือยัง บี๊เอาการอยู่รอดของตัวเองไปผูกไว้กับความคิดเห็นของคน เดาว่าเจ่เจ๊ก็น่าจะเป็น ดาราทุกคนในวงการด้วย อาจจะมากน้อยไม่เท่ากัน แต่เชื่อว่าทุกคนเคยคิดว่าตัวเองต้องพึ่งพาการยอมรับจากคนอื่น

หลายคนอาจเคยมองว่าบี๊ติสท์มาก แต่แม้แต่คนที่ติสท์ที่สุดก็อาจจะติสท์เพื่อการยอมรับก็ได้ สุดท้ายบี๊ก็เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่งที่เข้ามาในวงการ แล้วรู้สึกกลัว ถ้าทำงานตรงนี้ได้ไม่ดี ถ้าคนไม่ยอมรับในผลงาน ฉันจะอยู่ไม่รอด ไม่มีงานทำ เท่ากับว่าเราเลี้ยงตัวเองไม่ได้ เลี้ยงที่บ้านไม่ได้ ทุกอย่างพังหมด ทุกวันนี้มานั่งแก้ความคิดนี้อยู่ เออ จุดเปลี่ยนของบี๊ไม่เท่ แต่มันคือความจริง 

ยิปซี : ที่โซพูดมา เจ๊ก็เป็น จุดเปลี่ยนของเจ๊คือการถูกแสตมป์ว่า ถ้ายูเป็นนางเอกลุคหมวยขาว ยูต้องมีนิสัยแบบหนึ่ง เจ๊ถูกแปะป้ายแบบนี้จนถึงยุคแห่งการปลดแอก ในที่สุดเจ๊ก็บอกตัวเองว่า ฉันจะไม่ยอมให้เธอมาตราหน้าว่าฉันต้องเป็นแบบนี้เท่านั้น ฉันจะเป็นอีกแบบหนึ่งไปเลย เอาวะ ก็ฉันเป็นอย่างนี้จะให้ทำยังไง ช่วงนั้นเริ่มมีคนถามว่า ทำไมยิปซีฉีกลุค แต่จริงๆ เราเป็นคนแบบนี้อยู่แล้ว แต่งตัวเปิดเผยอยู่แล้ว โซรู้ ที่บ้านรู้ โลกรู้

ยิปโซ : เอ่อ ตอนแรกโลกยังไม่รู้หรอกเจ๊ (หัวเราะ)

ยิปซี-ยิปโซ คุยเรื่องจากวงการบันเทิงสู่ YouTuber เมื่อสิ่งที่รักทำให้เผลอเกลียดตัวเอง ชุดแต่งงาน และความรักที่สลายอีโก้
ยิปซี-ยิปโซ คุยเรื่องจากวงการบันเทิงสู่ YouTuber เมื่อสิ่งที่รักทำให้เผลอเกลียดตัวเอง ชุดแต่งงาน และความรักที่สลายอีโก้
04

เข้าใจความสุขผิดไป

ยิปซี : อีกจุดเปลี่ยนหนึ่งคือ ช่วงที่เจ๊เหมือนกลายเป็นไอคอนด้านการออกกำลังกาย ตอนแรกเจ๊มีความสุขมากเลยนะ เมื่อก่อนเจ๊เป็นเด็กขี้โรค บี๊ก็รู้ เจ๊เลยหันมาออกกำลังกาย แล้วดันมีผลพลอยได้คือรูปร่างที่ดี แถมมีคนชอบ มากกว่านั้นคือหาเงินได้ด้วย เฮ้ย วิน-วิน ไปหมด กลายเป็นภาพจำของยิปซี คีรติ ไปช่วงหนึ่ง จนกระทั่งถึงจุดที่สามสิบกว่า ไม่ว่าเราจะออกกำลังกายหรือคุมอาหารมากแค่ไหน ผลลัพธ์ก็ไม่เหมือนเดิม เราไม่สามารถทำให้ร่างกายคงที่เหมือนตอนยี่สิบห้าได้ ช่วงนั้นเราป่วย ดีเพรส เรากดดันตัวเอง รู้สึกทำให้คนอื่นผิดหวัง กลัวว่าคนอื่นจะคิดเหมือนกับสิ่งที่เรากลัวแล้วเข้ามาคอมเมนต์ สิ่งที่เจ๊เคยมีความสุขกลายเป็นแหที่รัดและคลุมเจ๊จนไปไหนไม่ได้ 

มีช่วงหนึ่ง อันนี้ไม่เคยเล่าที่ไหนเลยนะ เจ๊ไม่กล้ามองกระจกเลย เห็นกระจกแล้วจะหันหนี เพราะกลัวส่องแล้วรู้สึกว่าตัวเองไม่สวย เจ๊ผ่านตอนนั้นมาได้เพราะเพื่อนที่ทำ ไหนเล่าซิ๊ บอกเราว่า “เธอควรใจดีกับตัวเองมากขึ้นนะ คนเราต้องแก่ขึ้น มึงสามสิบกว่าแล้ว ทำมาได้ขนาดนี้ มึงลืมชมตัวเองไปบ้างรึเปล่า” คำพูดเหล่านี้ดีมากๆ มันช่วยให้เจ๊ไม่ใจร้ายกับตัวเองมากเกินไป

ยิปโซ : มันคือการที่เรากลัวว่าเขาจะมาแสดงความผิดหวังให้เราดู สิ่งนี้เกิดขึ้นกับทุกคนที่ให้ความสำคัญกับความคิดเห็นของคนอื่น ถ้าเราเสพติดคำชมของคนอื่นเมื่อไหร่ ก็อาจจะมีจุดที่เรากลัวจะเสียมันไป วันนี้เรื่องพวกนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กับดาราแล้ว ทุกคนเป็นดารา ทุกคนมีโซเชียลมีเดีย วันหนึ่งถ้ายอดไลก์ไม่เท่าเดิมเราก็เครียด

ยิปซี : เจ๊เคยเป็นๆ มีครั้งหนึ่งช่วงออกกำลังกาย ได้ไลก์เป็นแสน จู่ๆ มีโพสต์หนึ่งไลก์ลดเหลือหกหมื่น เครียดมาก รูปนี้ไม่ดีเหรอ ทำไมวะ เกิดอะไรขึ้น

ยิปโซ : แต่นั่นแหละ สุดท้ายพอทุกคนทรมานมามากพอ เราก็จะหันกลับมาหาความสุขที่แท้จริง เหมือนที่เจ๊เจอ ไหนเล่าซิ๊ ก็ทำให้เจ๊กลับมาทบทวนตัวเองแล้วก้าวผ่านมาได้ นี่สิการยอมรับตัวเอง นี่สิเพื่อนที่เราสบายใจ

ยิปซี : โซก็เคยผ่านอะไรแบบนี้ตอนเป็นมังสวิรัติ ใช่มั้ยนะ

ยิปโซ : ใช่ บี๊เคยเป็นมังฯ แบบอ่อนๆ เรียกว่า Pescitarian คือกินปลากับไข่ได้ เห็นพี่เจ มณฑล (มณฑล จิรา) กินแบบนี้แล้วเขาดูมีความสุขมาก ตื่นขึ้นมากินแค่ผักผลไม้ กระโดดลงไปว่ายน้ำ แล้วขึ้นมาทำโยคะ เราอยากลองบ้าง สุดท้ายก็ทำได้และทำได้ง่ายด้วย ก็เลยทำมายาวๆ หกปี 

ถึงจุดหนึ่งรู้สึกว่า Pescitarian ยังไม่พอ อยากทำมากกว่านั้น วีแกนสิความจริงแท้ของมนุษย์ ฟันแบบนี้ สรีระแบบนี้ควรจะกินพืชไม่ใช่กินเนื้อ ทั้งโลกจะทำยังไงก็แล้วแต่เขา เราจะทำแบบนี้ ก็เลย Push ตัวเองมากขึ้น สรุปบี๊หันมากินวีแกนจริงๆ อีกสี่ปี รวมๆ สิบปี เกือบตาย

ยิปซี : เออ ตอนนั้นวันๆ แกอยู่กับแตงโมหนึ่งลูกบ้าง มะละกอหนึ่งแถวบ้าง

ยิปโซ : วีแกนไม่ได้มีอะไรแย่เลยนะ ไม่ว่าจะเป็นวีแกนแบบไหน แต่ปัญหาคือบี๊เป็นคนกินวีแกนที่กินไม่ดี ไม่ดีที่ว่าเคยถึงขั้นเป็น Anorexia กับ Bulimia ที่กินแล้วอาเจียน ตอนนั้นเป็นนรกของบี๊เลย บี๊เชื่อในหลัก Spiritual มันไม่ใช่ศาสนาใดศาสนาหนึ่งนะ แต่คือแก่นกลางของทุกศาสนาที่ต้องมีความเมตตา ทำดีต่อกัน บี๊เชื่อว่าการไม่เบียดเบียนคนอื่นอย่างการไม่กินเนื้อสัตว์ น่าจะช่วยให้ทั้งจิตวิญญาณและร่างกายดีขึ้น แถมเราตั้งข้อแม้ให้ตัวเองด้วยนะว่าการกินมังฯ ของเราต้องไม่ไปตัดสินคนอื่น ทุกคนเลือกได้ว่าอะไรดีที่สุดสำหรับตัวเอง ถ้าฉันกินมังสวิรัติเพราะรักสัตว์ แต่ฉันไม่รักสัตว์คนอื่นซึ่งคือมนุษย์ ฉันจะกินมังฯ ไปทำไม…

แต่สุดท้ายบี๊ค้นพบว่า คนหนึ่งที่เราตัดสินอยู่ตลอดเวลาก็คือตัวเอง กินเยอะเกินคือไม่ดี ทำไม่ได้คือไม่มีค่า เราพยายามเป็นคนดีโดยล้อมกรอบทุกอย่างไว้หมด คือบี๊ไม่ได้บอกให้เราไม่ทำสิ่งดีนะ แต่เราไม่ควรจะทำสิ่งดีแบบบังคับว่าสิ่งดีมีแค่แบบนี้แบบเดียว ตอนนั้นเลยหยุดพัก ไหนลองทำตัวธรรมดาดูซิ กินเหมือนคนอื่น ไม่คิดมาก พอเริ่มปรับตัวได้ปุ๊บ กลายเป็นว่าเราไปสุดเลย กินเนื้อกินทุกอย่าง ฉันจะปลดแอกตัวเอง

ยิปซี : เออ เจ๊งงมาก ตอนนั้นถามป๊าว่าโซไปไหน ป๊าบอกโซไปกินเนื้อย่าง เจ๊แบบ ห้ะ มันเลิกเป็นวีแกนแล้วเหรอ

ยิปโซ : ใช่ แล้วพอไปสุดอีกฝั่งหนึ่งปุ๊บ สุดท้ายมันเคลื่อนเข้าตรงกลาง บี๊คิดว่า คนเราจะเจอตรงกลางได้ ต้องไปซ้ายสุดขวาสุดก่อน แล้วจะรู้ว่าตรงกลางของเราอยู่ตรงไหน วันนี้บี๊ไม่ได้เป็นอะไรเลย ไม่ได้เป็นมังฯ ไม่ได้ไม่เป็นมังฯ แค่เป็นคนที่มีอะไรกินก็กิน ใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นอย่างเป็นธรรมชาติ กินมังสวิรัติบ้างเป็นบางมื้อ 

ยิปซี : เรื่องเดิมนี่เนอะ สุดท้ายคนเราก็สร้างกรอบบางอย่างมาคลุมตัวเองอยู่ดี ถ้ายูไม่ออกกำลังกาย ถ้ายูไม่ดูแลตัวเอง คือยูไม่โอเค 

ยิปโซ : สิ่งต่างๆ ที่เราทำ เราคิดไปว่านั่นคือสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข แต่กลายเป็นว่าสิ่งนั้นกลับสร้างข้อแม้ให้การมีความสุขของเรา บี๊คิดว่าตัวบี๊เองและใครหลายคนเข้าใจความสุขผิดไป

ยิปซี-ยิปโซ คุยเรื่องจากวงการบันเทิงสู่ YouTuber เมื่อสิ่งที่รักทำให้เผลอเกลียดตัวเอง ชุดแต่งงาน และความรักที่สลายอีโก้
05

เรียนรักภาคปฏิบัติ

ยิปซี : ถ้าให้โซสรุปชีวิตรักที่ผ่านมาของเจ๊เป็นคำคำเดียว โซว่าเป็นคำว่าอะไร

ยิปโซ : เรียนรู้เชิงปฏิบัติ เจ๊มีเรื่องราวความสัมพันธ์เยอะกว่าบี๊ บี๊ไม่ได้อยากมีความสัมพันธ์อะไรมากมาย อยากเจอดีๆ แล้วจบเลย บี๊คิดว่า สิ่งที่เจ๊ผ่านมาทั้งหมดต้องอาศัยความกล้าหาญ คุณต้องพร้อมเจ็บ เพราะไม่มีความรักครั้งไหนไม่เจ็บ แล้วเจ๊ก็ได้เรียนรู้เยอะมากจากความรักทุกครั้ง เจ่เจ๊กลายเป็นคนที่รักเป็นขึ้นเรื่อยๆ เราหาบทเรียนนี้จากที่อื่นไม่ได้นอกจากต้องเจอด้วยตัวเอง 

ไหนเจ๊รีวิวความรักของบี๊บ้างดิ นึกถึงคำไหนเป็นคำแรก

ยิปซี : นึกถึงคำว่า ลิมิเต็ด

ยิปโซ : เฮ้ย เออ จริงๆๆ

ยิปซี : ยูลิมิเต็ดทั้งในแง่ของจำนวนครั้งและปริมาณความรัก โซเป็นคนกั๊ก แต่กั๊กอย่างมีเหตุผล คือกั๊กเพราะกลัว ไปไม่สุดเพราะไม่อยากเจ็บ 

ยิปโซ : เราเชื่อมาตลอดว่า ในเรื่องความรัก ยังไงวันหนึ่งก็ต้องจากกัน แม้แต่คนที่เรารักที่สุดอย่างพ่อแม่ วันหนึ่งก็ต้องจาก เราคิดแบบนี้ตั้งแต่เด็ก เราเลยลิมิเต็ดอย่างที่เจ๊ว่า จนครั้งล่าสุดนี่แหละ บี๊ถึงได้เรียนรู้จริงๆ สักที คือถ้าเป็นในห้องเรียน เจ๊อะเรียนรู้เชิงปฏิบัติ ส่วนบี๊เป็นเด็กหนีเรียน 

ทั้งสองคน : (หัวเราะ)

ยิปซี : โซว่าความรักให้อะไรและเอาอะไรไปจากโซบ้าง

ยิปโซ : ต่อให้ประสบการณ์บี๊จะน้อย แต่บี๊ได้นะ ความรักทำให้บี๊รักเป็นมากขึ้น บี๊รู้นะว่าตัวเองช้าเหมือนเต่าเลย แต่ทุกครั้งที่บี๊มีความรัก แม้แต่ความรักที่ล้มเหลว บี๊ก็ได้เรียนรู้เสมอ อ๋อ อันนี้ไม่ใช่ อ๋อ อันนี้เจ็บตรงนี้ว่ะ ความรักทำให้บี๊เข้าใจคนอื่นๆ ที่เจ็บปวดมากขึ้น 

ส่วนความรักเอาอะไรจากบี๊ไป บี๊ว่าวันนี้ยังเอาไปไม่มากพอนะ อยากให้เอาไปมากกว่านี้อีก ความรักเอาอีโก้ของบี๊ไปเรื่อยๆ ถ้าบี๊เรียนรู้ที่จะรักเป็นไปเรื่อยๆ อีโก้อาจจะหายไปจนหมด วันหนึ่งบี๊อาจจะมีความสุขได้โดยไม่มีเงื่อนไข แล้วเธอล่ะเจ๊ ความรักให้อะไรกับเธอ (ยิ้ม)

ยิปซี : เจ๊ชอบทุกความสัมพันธ์ที่ผ่านมามากๆ ทั้งที่ได้เป็นแฟนหรือไม่ได้เป็น ทั้งที่เราทำตัวดีหรือแย่ ความรักทำให้เราเป็นแบบนี้ และที่ชอบที่สุดคือความรักทำให้รู้สึกว่า นี่แหละ เรายังมีชีวิตอยู่ ไม่ว่าจะเป็นตอนที่เรามีความสุข หรือตอนที่เศร้าแทบตายร้องไห้หัวใจบีบ เราโอบกอดทุกสิ่งทุกอย่างเลย ซาดิสต์เปล่าวะ (หัวเราะ)

เอาอะไรไปบ้าง ครั้งเดียวเลยมั้งที่เจ็บหนัก ครั้งนั้นความรักทำให้เราสูญเสียความเป็นตัวเอง ทั้งคุณค่าและการนับถือตัวเอง จะเรียกว่าเป็นความรักแบบผิดๆ ก็ได้ แต่สุดท้ายก็ดีนะที่วันนั้นเกิดขึ้น การได้เจอกับวันที่เราตกเหวนรก ทำให้ได้เรียนรู้ว่าทางนั้นน่ะผิด ฉันจะไม่ก้าวไปอีกแล้ว เจ๊ได้หันกลับมาฝึกรักตัวเอง กลับมาตัวฟูได้อีกครั้ง

06

ชุดแต่งงานธีมเจ้าหญิงและสุขแท้จริงที่ไร้เงื่อนไข

ยิปโซ : เวลาให้สัมภาษณ์ เจ่เจ๊ไม่ค่อยตอบเรื่องความฝันเลย เอาจริงๆ มีปะ

ยิปซี : จริงๆ เจ๊มีนะ แต่จะเป็นฝันยิบย่อย อยากทำอันนี้อันนู้น แล้วก็อยากมีความรักแบบป๊ากับม้า อายจัง เราดูเป็นผู้หญิงกร้านโลกเนอะ แต่ลึกๆ แล้วเจ๊มีความฝันที่จะได้แต่งงานและได้ใส่ชุดสวยๆ เป็นเจ้าหญิงดิสนีย์ เจ๊เคยส่ง Reference ชุดแต่งงานให้เพื่อนดู เป็นชุดเจ้าหญิงกระโปรงพองหมดเลย เพื่อนตอบมาว่า เฮ้ย มึงจะใส่แบบนี้ไม่ได้นะ (หัวเราะ)

ยิปโซ : เฮ้ย ได้ดิ เจ่เจ๊ไม่ต้องคิดมาก อยากทำอะไรทำเลย

ยิปซี : ก็อินเนอร์ข้างใน ฉันยังอยากเป็นเจ้าหญิงอยู่ไง

ยิปโซ : อย่าไปคิดมากเจ๊ เดี๋ยวช่วยๆ

ยิปซี : แล้วแกมีความฝันมั้ย หรือมีแต่ความมุ่งมั่นเหมือนที่พูดใน ยิปย่อย

ยิปโซ : อยากเป็นคนมีความสุข พออยู่มาเรื่อยๆ เราพยายามปรับแก้อะไรบางอย่างของตัวเองเพื่อให้มีความสุขมากขึ้น บี๊อยากมีความสุขโดยไม่พึ่งพาปัจจัยภายนอก เป็นคนที่สุขได้โดยไม่มีเงื่อนไข ไม่รู้จะเป็นได้จริงมั้ย อาจจะนามธรรมหน่อย แต่บี๊อยากเป็นจริงๆ นะ 

ยิปซี-ยิปโซ คุยเรื่องจากวงการบันเทิงสู่ YouTuber เมื่อสิ่งที่รักทำให้เผลอเกลียดตัวเอง ชุดแต่งงาน และความรักที่สลายอีโก้
ยิปซี-ยิปโซ คุยเรื่องจากวงการบันเทิงสู่ YouTuber เมื่อสิ่งที่รักทำให้เผลอเกลียดตัวเอง ชุดแต่งงาน และความรักที่สลายอีโก้
07

เป็นน้องยิปซี เป็นพี่ยิปโซ

ยิปโซ : รู้สึกยังไงที่เป็นพี่ของยิปโซ เฮ้ย มันต้องซึ้งแน่เลยอะ

ยิปซี : อย่ามาบิลด์ แค่เห็นคำถามฉันก็ขนลุกแล้ว

(นิ่งไป 5 วินาที)

ยิปซี : เจ๊จะร้องไห้อะ

ยิปโซ : อย่าเพิ่งร้อง

ยิปซี : โอเค เมื่อก่อนรู้สึกเครียด ก็เหมือนที่เคยเขียนให้โซนั่นแหละ สำหรับเจ๊ โซเป็น Beautiful Soul ตั้งแต่เด็ก การได้เป็นพี่ของคนที่ดี สวยงาม และบริสุทธิ์ขนาดนี้ เครียดจัง กดดันจัง แล้วฉันก็เอาเธอมาเทียบกับตัวเองตลอด ฉันคิดว่า ฉันคงเป็นแบบโซไม่ได้หรอก โซเจิดจ้าเหลือเกิน ขอถอยออกมาดีกว่า เพราะอยู่กับเธอแล้วฉันรู้สึกแย่กับตัวเอง ทั้งที่จริงๆ ฉันชื่นชมเธอมากๆ

จนวันหนึ่งที่เจ๊ก้าวผ่านความป๊อดของตัวเอง ได้กลับมาคุยกับโซ ได้มองกันใกล้ขึ้น ได้อยู่ข้างๆ เจ๊รู้สึกภูมิใจมากๆ ยูเป็นมนุษย์ที่พิเศษ โลกใบนี้โชคดีแล้วที่มีคนแบบนี้ โชคดีจังที่ได้รู้จักกัน ดีจังที่ตอนนี้เป็นแบบนี้

ยิปโซ: เนี่ย สุดท้ายก็ดราม่า

ยิปซี : เขาเขียนคำถามนี้มาเพื่อฆ่าเราชัดๆ เลย 

ยิปโซ : ไม่ร้องๆ ฮึบๆ อยากบอกว่าฝั่งน้องอะ ไม่เคยคิดเลยว่าเจ๊จะรู้สึกกับบี๊แบบนี้ได้ยังไง สภาพบี๊ไม่มีอะไรที่เรียกว่าเจิดจ้าเลย เจ๊ต่างหากที่เจิดจ้า ตอนเด็กๆ บี๊น้อยใจนะ ไม่เข้าใจว่าทำไมเจ่เจ๊ไม่รัก เราอยากอยู่กับพี่ แต่ทำไมพี่ไม่อยากอยู่ด้วย ฮึ้ย แย่แล้ว (น้ำตาคลอ)

ยิปซี : ไม่เป็นไร โซไม่รอดหรอก (ยิ้ม)

ยิปโซ : พอต่างคนต่างแยกย้ายไป บี๊ก็พยายามปรับตัว บอกตัวเองว่าต้องอยู่โดยไม่มีเจ๊ให้ได้ พอวันหนึ่งเราได้โคจรมาเจอกันอีกครั้ง ได้คุยกันว่าทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ ในที่สุดบี๊ก็ได้ปรับความเข้าใจกับเจ๊

ณ วันนี้ สำหรับบี๊เจ๊คือแรงบันดาลใจ ไม่ใช่ในฐานะยิปซีที่หน้าท้องสวยหุ่นดี สิ่งนี้ไม่ได้สำคัญ แต่สิ่งที่บี๊ชื่นชม คือความสามารถในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ความเข้มแข็งในทุกอย่างที่เจ๊ผ่านมาในชีวิต เจ๊ผ่านอะไรมาเยอะมาก บี๊นับถือเจ๊จริงๆ โคตรดีใจที่มาลงล็อกในจุดที่เจ่เจ๊ภูมิใจในน้องสาวและบี๊ก็นับถือพี่สาว… 

เอ้า! เจ๊หัวเราะนี่หว่า โคตรเฟกเลย 

ยิปซี : ฉันปรับมู้ดไงเธอ เย่ๆๆ

ทั้งสองคน : (หัวเราะ)

ภาพ : คีรติ และ อริย์กันตา มหาพฤกษ์พงศ์

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

เชื่อไหม.. ‘ทอไหม’ มีเวทมนตร์? 

เปล่า เราไม่ได้หมายความว่าเธอจะเสกแสงไฟออกจากไม้กายสิทธิ์ เพียงตะโกนคำว่าลูมอส หรือทำให้ขนนกลอยเคว้งได้ในอากาศ เพียงเอ่ยคำว่าวิงกาเดียม เลวีโอซ่า 

แต่ อภิญานันท์ จงภักดี หรือ ทอไหมแห่ง Drag Race Thailand ซีซัน 2 ดีไซเนอร์เจ้าของ ทอไหม สตูดิโอ มีเวทมนตร์ที่เรียกว่า ‘มือ’ และ ‘หัวใจที่เต็มไปด้วยพลังแห่งเรื่องราว’ และนั่นทำให้เธอ ‘เสก’ ชุดสุดปังอลังการได้เพียงชั่วข้ามคืน จนเกิดแฮชแท็ก #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว ทะยานว่อนไปทั่วโซเชียลมีเดีย และกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้แบรนด์ต่างจดจำ ทอไหม สตูดิโอ ในฐานะสตูดิโอที่เต็มไปด้วยความสร้างสรรค์ ประณีต และ ‘งานไว’

ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว

วันนี้ เราชวนทอไหมมาเปิดประตูเข้าสู่โลกเวทมนตร์ ที่ ทอไหม สตูดิโอ รอยยิ้มเอียงอายถูกวาดขึ้นบนใบหน้าของเธอ แววตาส่องประกายอย่างหาตัวจับยาก โดยเฉพาะในยามที่เธอเอ่ยปากเล่าให้เราฟังถึงจุดเริ่มต้นในการเป็นดีไซเนอร์

“เราไม่รู้เลยว่าเราสนใจด้านนี้ ตอนเด็กเราค่อนข้างเนิร์ด แล้วก็เป็นเด็กเรียน และโตมาในกรอบของสังคมที่พอเรียนเก่งจะโดนคาดหวังจากครู ครอบครัว ว่าเราต้องไปในสายวิชาการ แบบ เรียนเก่งอะ ต้องเป็นหมอสิ ดังนั้นเราจึงกล่อมตัวเองว่างั้นเรียนหมอแล้วกันตั้งแต่ประถม แต่จริง ๆ สิ่งที่เราชอบแล้วก็มีความสุขทุกวันคือการแต่งตัว”

เตรียมนาฬิกาย้อนเวลาของคุณไว้ให้ดี 

ก้าวเข้ามาใกล้พวกเราอีกหน่อย ทอไหมกำลังจะหมุนนาฬิกาพาเราย้อนกลับไป ณ ที่ที่เวทมนตร์ของเธอเริ่มต้นขึ้น 

ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช 

ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว

จากนครแห่งวัฒนธรรม สู่ดินแดนแห่งเวทมนตร์

“เราแต่งตัวให้คุณแม่ด้วยนะ แล้วก็จับคนนั้นคนนี้มาแต่งตัว” 

ทอไหมเริ่มต้นให้ฟัง เมื่อเราถามถึงเส้นทางจากไหมเส้นแรก ก่อนจะกลายมาเป็นตำนานคู่วงการแฟชั่นและวงการบันเทิงไทย เฉกเช่นเดียวกันกับเด็กไทยหลาย ๆ คน ทอไหมคือเด็กธรรมดาคนหนึ่งที่พบเจอกับแพสชันของเธอผ่านสิ่งใกล้ตัว นั่นคือครอบครัว รวมถึงการมีโรงเรียนเป็นสนามทดลองให้เธอได้ลองร่ายมนต์ผ่านปลายนิ้ว 

“เพราะครอบครัวของเราตั้งแต่รุ่นคุณยายและคุณแม่ ทำเสื้อผ้ามาตั้งแต่แรกเป็นธุรกิจครอบครัว ส่วนคุณป้าเป็น Jewelry Designer เขาทำให้เรารู้สึกว่าเขาเข้ามาเปิดประสบการณ์ แล้วก็เปิดโลกทัศน์มากขึ้น ว่างานในสายนี้อาจจะเหมาะกับเรานะ เพราะเขามาเห็นว่าเราทำพวกงานศิลปะได้ดี” เธอเล่าให้เราฟังอย่างตั้งใจ

นั่นทำให้เด็กหน้าห้องที่เรียนอยู่ห้องคิงในโรงเรียนประจำจังหวัด กลายมาเป็นผู้เสกชุดในงานโรงเรียน รวมถึงเสกเสื้อผ้าให้คุณแม่ของเธอใส่มาเข้าร่วมงานประชุมโรงเรียนเช่นกัน 

“ถ้าถามถึงชุดที่ชอบที่สุดของคุณแม่ คงเกิดขึ้นในช่วงที่เราอยู่ ม.ต้น ในวันประชุมผู้ปกครอง สิ่งที่เราทำหลังจากได้จดหมายเชิญผู้ปกครอง คือรื้อผ้าชิ้นที่แม่มีแล้วก็หยิบมา แล้วก็ลงมือวาด บอกแม่ว่าให้ตัดแบบนี้นะ แล้วก็บอกแม่ว่าให้ไปร้านทำผม ทำทรงนี้ เสื้อแบบนี้ กางเกงตัวนี้ รองเท้าคู่นี้ ทั้งหมดเพื่อให้ได้ลุคนี้ไปประชุมผู้ปกครอง”

นอกเหนือไปจากการเรียนหนังสือและแต่งตัวให้คุณแม่ ทอไหมยังมีความสุขกับการอ่านหนังสือนิยาย 

และหนึ่งในนิยายที่มีอิทธิพลกับเธอมากที่สุด คือ แฮร์รี่ พอตเตอร์

“เราดูหนังวน ๆ จนจำได้หมด อ่านหนังสือจนทุกคนรอบตัวจะรู้ว่าเราชอบมาก ๆ จนพูดตามไดอะล็อกได้” 

ไหนลองหน่อยค่ะ – เราว่า “ฉันชื่อรอน รอนวีสลีย์” 

เธอยิ้มกว้าง แล้วพูดว่า “ฉันแฮร์รี่ แฮร์รี่ พอตเตอร์.. ” 

เราชวนเธอให้เริ่มออกแบบโลกให้กับ ‘ฮอกวอตส์ ประเทศไทย’ ใน 1 นาที

“เราว่ามันต้องแฟนซีกว่าในโลกผู้วิเศษทั้งหมดเลยนะ ด้วยพื้นฐานจินตนาการของคนไทย ลองดูง่าย ๆ จากพวกละครจักร ๆ วงศ์ ๆ การที่เราโดนควักตาแล้วเอาลูกตากลับมาใส่เป็นปกติได้ อย่างพวก นางสิบสอง อะ มันเป็นไปไม่ได้ในโลกชีวิตจริงเลย แต่คนไทยคิดได้ หรือการที่เด็กคนหนึ่งที่มีพี่เลี้ยงเป็นทั้งงู นก ผี

“รวมถึงใน โสนน้อยเรือนงาม ที่ตัวละครคลอดลูกออกมาเป็นบ้าน มีที่ไหนในโลกจะวาไรตี้เท่าประเทศไทย เราว่ามันต้องเกินจินตนาการมาก ๆ ทุกคนจะต้องแข่งกัน อิทธิฤทธิ์จะต้องเกินจากที่ เจ.เค. โรว์ลิง เขียนแน่ ๆ เราอาจต้องมีบ้านตรี คทา จักร สังข์ หรือมีบ้านเหนือ บ้านกลาง บ้านใต้ เพราะแต่ละภาคมีวัฒนธรรมต่างกัน 

“อย่างภาคใต้จะมีกลิ่นอายของมลายู อีสานจะผสมกับความขอม เหนือจะเป็นความล้านนา ภาคกลางจะมีความเป็นลุ่มน้ำ ซึ่งแต่ละภูมิภาคมีเอกลักษณ์ที่ต่างกันชัดเจน ในหลาย ๆ ประเทศไม่มีนะ ที่แต่ละภูมิภาคต่างกันชัดเจนขนาดนี้ อันนี้เป็นเสน่ห์ที่ถ้าใส่ความเป็นไทยในโลกเวทมนตร์ มันคงจะน่าสนใจมาก ๆ แค่ป่าหิมพานต์เรายังรับวัฒนธรรมอื่นมาผสมกับจินตนาการความเป็นไทยแทรกเข้าไปเลย พอคิดแล้วก็ยิ่งรู้สึกว่ามันน่าสนใจมาก”

ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว

นั่นเป็นเพราะทอไหมใช้ชีวิตวัยเด็กอยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ดินแดนที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรม และโรงเรียนของเธอตั้งอยู่ที่ดินแดนแห่งประวัติศาสตร์ นั่นคือสระล้างดาบศรีปราชญ์ หรือแดนประหารของจังหวัด ทำให้เธอได้เห็นกำแพงเมืองเก่าตั้งแต่เด็กจนโต ในขณะที่อีกฝั่งหนึ่งเป็นแดนฝังศพของทหารพม่าในสงครามเก้าทัพ ที่ถูกคั่นกลางไว้ด้วยศาลหลักเมืองของจังหวัด

ในตอนนั้น ทอไหมไม่เคยรู้ตัวว่าเธอสนุกกับเสื้อผ้า นั่นทำให้เธอเลือกเบนเข็มไปเรียนวิชาโบราณคดีในช่วงมหาวิทยาลัยปีแรกด้วยความชื่นชอบประวัติศาสตร์ แม้เสียงหลายเสียงรอบตัวจะบอกให้เธอเข้าเรียนที่คณะแพทยศาสตร์ก็ตาม 

ด้วยการหยิบจับประวัติศาสตร์รอบตัวและความชื่นชอบในวิชาสังคมศึกษา ทำให้เธอเบนเข็มไปเข้าเรียนที่คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร และได้เปิดประตูเข้าสู่โลกของประวัติศาสตร์อีกแขนงหนึ่ง นั่นคือ ‘ประวัติศาสตร์ศิลปะ’ 

“พอเราได้เรียนโบราณคดี ในวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ เรากลับได้คำตอบกับตัวเองชัดเจนว่าเราอยากเรียนแฟชั่น เพราะพื้นฐานวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะทำให้เราได้ปูพื้นฐานตัวเอง และพอย้ายไปเรียนแฟชั่น มศว ก็ทำให้รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขจริง ๆ”

วินาทีนั้นเองที่เธอค้นพบว่าเธอสนุกกับแฟชั่นมากขนาดไหน ตั้งแต่ประถมจนโต นับตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้เธอสนุกกับมัน และครั้งหนึ่งในเรื่องราวแห่งชีวิต เธอได้มองข้ามตัวตนที่ประกอบให้กลายเป็นเธอไป 

“ตั้งแต่เด็กจนโต เราเรียนรู้เรื่องการตัดเย็บเสื้อผ้าโดยไม่รู้ตัว เราซึมซับประสบการณ์จากตรงนั้น และเรียนรู้จากมันโดยที่เราไม่ได้ใส่ใจด้วยซ้ำ พอเรากลับมาเรียนแล้วเราทำได้ขนาดนี้ แม่ยังรู้สึกประหลาดใจว่าทำไมถึงทำได้ ทั้ง ๆ ที่เขาไม่เคยสอนให้เราทำอย่างจริงจัง แต่พอเราได้มาคุยกับตัวเองจริง ๆ ได้มานั่งถามตัวเอง ได้มานั่งตกตะกอนความคิดกับตัวเอง กลายเป็นว่านี่คือสิ่งที่เรามีความสุขกับมันและเราทำได้ดี” 

และมันเป็นเช่นนั้นมา 2 ทศวรรษแล้ว

ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว

หยิบจับสิ่งใกล้ตัว เพื่อสานต่อเรื่องราว

อย่างไรนั้น ประวัติศาสตร์และมนุษย์คือส่วนหนึ่งของกันและกัน เธอชื่นชอบในประวัติศาสตร์ทุกยุค ทุกสมัย ที่ได้นำพามาพบกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม ทำให้เธอได้คำตอบว่าทำไมแต่ละเส้นไหมของแต่ละยุค จึงสร้างสรรค์ออกมาเป็นลายเฉพาะตัวเส้นนั้น นับตั้งแต่เสื้อผ้าจนถึงสถาปัตยกรรม 

“ประวัติศาสตร์ได้ให้คำตอบว่า ทำไมคนในแต่ละยุคหรือสิ่งนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลง ทำไมคนเหล่านี้ถึงมีพื้นฐานความคิดหรือสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นมาได้ มันทำให้เราเข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นศิลปะ สังคม หรือการพัฒนาอะไรต่าง ๆ” 

เพราะทอไหมบอกเราว่า หนังสือที่มีอิทธิพลในวัยเด็กของเธอ คือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ นั่นจึงเป็นปฐมบทหนึ่งที่ทำให้เธอมองเห็นภาพต่าง ๆ ชัดขึ้น รวมถึงหยิบจับวัฒนธรรมมาตัดเย็บเป็นเสื้อผ้า เช่น การตัดชุดผีตาโขนได้ในคืนเดียว! 

ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว

“สิ่งหนึ่งที่เรารู้ตัวว่าทำได้ดี คือการทำชุดขึ้นมาด้วยตัวเอง เพราะเวลาเราเห็นชุด เราเข้าใจแล้วจินตนาการออกว่า กว่าจะมาเป็นชุดนี้ มันมีขั้นตอนตั้งแต่หนึ่งจนถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ยังไง ต้องใช้อะไรบ้าง ต้องทำยังไง เพื่อที่จะให้ได้สิ่งนั้นออกมา หรือต้องเอาอะไรมา Adapt กับอะไร เพื่อที่จะให้ได้สิ่งนั้นออกมา อย่างตอนทำชุดผีตาโขน เป็นโจทย์ที่เราได้จาก นิสา (นัท นิสามณี ยูทูบเบอร์ชื่อดัง) ที่เป็นรูมเมตสมัยเรียน 

“เรารู้สึกว่าทุกงานเป็นการชาเลนจ์ตัวเอง เรามีความสุขกับงานที่ทำ พอมีความสุขกับทุกงานแล้วการที่เราเจองานไม่ซ้ำกันเลย มันทำให้รู้สึกว่าทุกวันที่ตื่นมาแล้วได้ทำงาน มันมีไฟ มีความท้าทาย กลายเป็นความสนุกในทุกวันที่ได้ทำงาน” 

วิธีการทำงานของเธอ นอกจากการทำงานที่เร็วแล้ว ทอไหมยังชอบฟังและเก็บรายละเอียดจากคนรอบตัว โดยเฉพาะในเมื่อเวลาอยู่ท่ามกลางคนเยอะ ๆ เธอจะกลายเป็นคนที่พูดน้อยมาก และชอบฟังมากกว่า เพื่อเก็บรายละเอียดให้มาสร้างสรรค์งานเสื้อผ้ามากมายให้กับผู้ที่เธอจะส่งต่องานให้ ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลหรือเซเลบริตี้ก็ตาม ตั้งแต่สมัยที่เธออยู่ประถม จนถึงตอนนี้ที่เธออายุ 31 ปี 

งานไหนที่คุณคิดว่าเป็นงานที่ทำให้รู้สึกนึกถึงตัวเองที่สุดคะ – เราถาม

“เราคิดว่าน่าจะเป็นงานยูนิฟอร์มโรงพยาบาล” ทอไหมตอบพร้อมรอยยิ้ม 

“ตอนนั้นเราต้องไปรับบรีฟจากบุคลากรทางการแพทย์ และมันทำให้เราคิดถึงตอนมัธยม ที่เราจะต้องเอาตัวเองเข้าไปใช้ชีวิตในโรงพยาบาล เหมือนในวันนั้นมันกลับกลายเป็นว่าหน้าที่เราในวันนี้ คือการที่ต้องกลับไปทำยูนิฟอร์มให้เขาเหล่านั้น ตั้งแต่บุคลากร พนักงาน ไปจนถึงอาจารย์แพทย์ เหมือนได้พูดคุย มันย้อนกลับไปว่าก่อนหน้านี้เราก็เคยมีชีวิตส่วนหนึ่งที่อยู่ในโรงพยาบาล เพื่อเตรียมตัวสอบเข้าคณะแพทย์” 

แล้วถ้าสมมติว่าวันนี้คุณเป็นหมอ คุณคิดว่าชีวิตตอนนี้เป็นแบบไหน – เราถาม

“เราก็คงจะซิ่วอยู่ดี ถ้าเข้าไปเรียนแล้วมันไม่ใช่ เราก็จะหยุดมันทันที แล้วหาทางใหม่ในสิ่งที่ตัวเองชอบ” 

ในตอนนั้น ทอไหมได้ลุกขึ้นยืน แล้วเริ่มต้นพาเราไปเดินทางตามหาเรื่องราวที่ซ่อนไว้ในเบื้องหลังของชุดแต่ละชุด เธอพาเราไปพบกับชุดราตรีของ ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก พร้อมเล่าว่า 

“นี่คือชุดที่ทำให้เราใจเต้นที่สุด เพราะใบเฟิร์นจะไปรับรางวัลนาฏราชเมื่อสองปีที่แล้ว จากเรื่อง ใบไม้ที่ปลิดปลิว” 

“ตอนนั้นทั้งเรา ทั้งตัวน้องและผู้จัดการไม่รู้หรอกว่าจะได้รางวัลมั้ย แต่ในเมื่อน้องได้เสนอชื่อเข้าไปแล้ว เราก็อยากให้น้องสวยที่สุด นั่งคุยกันหลายวันมากว่าจะทำชุดยังไงดี ให้น้องใส่สีอะไร เพื่อที่จะไปงานแล้วรู้สึกว่า ต่อให้ได้หรือไม่ได้รางวัลนี้ น้องจะต้องสวยที่สุดในวันนั้น ก็เป็นชุดในสไตล์ที่น้องไม่เคยใส่ พอน้องได้รางวัล เราได้เห็นชุดเราขึ้นไปในโมเมนต์ที่สำคัญที่สุดวันหนึ่งของชีวิตน้อง รู้สึกว่าเป็นงานที่เราภูมิใจมาก ๆ งานหนึ่ง” ทอไหมยิ้ม 

ตัดคืนเดียวไหมคะ

“ใช่ค่ะ ชุดนี้ตัดคืนเดียว”

ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว
ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว
ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว

ใช่ค่ะ ชุดนี้ตัดคืนเดียว 

“จริง ๆ เดดไลน์มันกลายเป็นชีวิตประจำวันเราไปแล้ว กลายเป็นว่าทุกคนเข้ามาหาเราด้วยชาเลนจ์ที่เราทำได้ แล้วทุกคนจะบอกว่า ฉันรู้ว่าเธอทำได้ ฉันก็เลยให้เวลาแค่นี้ บางทีก็เจอเปลี่ยนแบบในข้ามวัน กลายเป็นว่านอกจากเราสนุกกับงาน ลูกค้าเองก็ดูสนุกเหมือนกัน อย่างล่าสุดเราต้องทำงานให้กับเกมเกมหนึ่ง ได้รูปต้นแบบมาไม่ค่อยชัด แต่ลูกค้าก็จะรู้ว่าต่อให้ได้รูปไม่ชัดมา เราก็ทำให้ได้” แล้วเธอก็ทำได้จริงอย่างคำที่ลูกค้าเชื่อมั่น

ทอไหมได้เสกชุดให้กลายมาเป็นปรากฏการณ์ทั้งในวงการบันเทิงและวงการแฟชั่น ดังเช่นชุดของนางงามที่ นัท นิสามณี ยูทูบเบอร์ชื่อดัง แต่งตัวตามนางงามที่ได้รางวัลเพียงชั่วข้ามคืน ทำให้เธอซึ่งในตอนนั้นเพิ่งจบการแข่งขัน Drag Race Thailand ซีซั่น 2 ใหม่ ๆ ได้ร่วมมือกันสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับวงการบันเทิงไทย ด้วยชุดที่เหมือนนางงามบนเวทีใหญ่ไม่ผิดเพี้ยน และเกิดแฮชแท็ก #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดวันเดียว ไปทั่วโซเชียลมีเดีย

แต่นั่นก็เป็นเหมือนดาบสองคม ท่ามกลางความสุขของการทำงาน ทอไหมต้องเผชิญกับโรคประจำตัวที่กำเริบขึ้นมาจากการพักผ่อนไม่เป็นเวลาตั้งแต่สมัยเรียน จนกระทั่งถึงอายุ 29 ปี 

“หัวใจเรากำเริบครั้งแรกน่าจะอายุประมาณยี่สิบเก้า” เธอเกริ่น

“จุดพีกที่สุดคืออยู่ ๆ หัวใจเราเต้นไม่ปกติ ก็รู้สึกว่าน่าจะเป็นการพักผ่อนไม่พอ วันนั้นไม่ได้นอนมาประมาณสามหรือสี่วัน เรารู้สึกเหนื่อยง่ายจังเลย เลยบอกเพื่อนที่เป็นผู้ช่วยว่าขอไปพักแป๊บหนึ่งนะ แต่พอขึ้นไปนอนมันรู้สึกเหมือนร่างกายค่อย ๆ จมลง ค่อย ๆ จม พอจมปุ๊บ เราก็รีบกดมือถือโทรออก คิดว่าไม่น่าจะไหวแล้ว 

“เพื่อนก็พาไปโรงพยาบาลทันที พอไปถึงปุ๊บเหมือนหัวใจเราเต้นอยู่ประมาณสองร้อยสิบครั้งต่อนาที แล้วมันเต้นมาประมาณสามสี่ชั่วโมงแล้ว วันนั้นหมอบอกว่าเรากำลังเข้าสู่ภาวะหัวใจวาย ซึ่งเท่ากับว่าเราใช้ชีวิตเป็นรูทีนนี้มาสิบปีในการทำลายหัวใจและร่างกายของตัวเอง โดยที่เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นโรคหัวใจ เพราะเราคิดว่าไหว แล้วด้วยความที่เรายังเด็ก เอเนอจี้มันก็เยอะ ทุกอย่างสนุกไปหมด ทำงานมันสนุก ได้เจอเพื่อน ได้ทำงานที่มันท้าทายแล้วชาเลนจ์ตัวเอง พอสนุก มีความสุข เราก็มองข้ามการดูแลตัวเองไป แต่ตอนนี้ดูแลตัวเองมากขึ้นแล้วค่ะ”

จากนั้นมา ทอไหมเริ่มต้นทำงานที่เธอรักให้เป็นระบบมากขึ้น เธอเริ่มต้นเปิดบริษัทและมีผู้ช่วยร่วมทำงานมากขึ้น ทำให้ ทอไหม สตูดิโอ เต็มไปด้วยชีวิตของผู้คนที่มีแพสชันเหมือนกัน เพื่อที่เธอจะได้ทำงานที่รักต่อไป ควบคู่ไปกับการรักษาสุขภาพให้เป็นระบบมากขึ้นเช่นเดียวกัน 

ตัวตน เวทมนตร์ และความท้าทาย ของ ทอไหม-อภิญานันท์ จงภักดี เจ้าของ Tormai Studio

ทอไหม

นอกเหนือไปจากการเสกงานได้ในชั่วข้ามคืน ทอไหมยังมีชื่อเสียงในฐานะผู้เข้าแข่งขัน Drag Race Thailand และได้เสกชุดให้กับตัวเธอเองด้วย

“ชุดแรกที่เราทำให้ตัวเองน่าจะเป็นชุดออดิชัน แล้วก็เป็นชุดที่ถ่ายโปสเตอร์ก่อนถ่ายรายการ”

ตัวตน เวทมนตร์ และความท้าทาย ของ ทอไหม-อภิญานันท์ จงภักดี เจ้าของ Tormai Studio

ในรายการ ทอไหมได้เสกชีวิตให้กับ ‘ทอไหม’ ขึ้นมา เป็นอีกหนึ่งตัวตนที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็นมาก่อน และได้ผสานกับเสื้อผ้าจนกลายเป็นอีกหนึ่งชีวิตจริง ๆ ที่เธอวางคาแรกเตอร์ให้กับการพัฒนาของทอไหมในทุก ๆ ตอนของรายการ 

“ถ้าพูดถึงชุดที่ชอบที่สุดในรายการ คงเป็นชุดโปสเตอร์ เพราะชุดโปสเตอร์เป็นคีย์เวิร์ดที่บอกเล่าเรื่องราวและความเป็นคาแรกเตอร์ของทอไหมได้ดีที่สุด ในการที่เราค่อย ๆ ตกตะกอนแล้วตั้งโจทย์กับตัวเอง มันคือคีย์ลุคที่จะเล่าเรื่องราวให้เราได้”

ทอไหมเปิดรูปให้เราดู แล้วเริ่มต้นเล่าเรื่องราวเบื้องหลังว่า “นี่คือผ้าไหม เพราะเราวางคาแรกเตอร์ว่าเราคือทอไหม ทอไหมในรายการคือสาวคันทรี่จากต่างจังหวัด ผู้โตมากับการใส่เสื้อผ้าและทุกอย่างที่เป็นของในท้องถิ่นตัวเอง เอเลเมนต์ทุกอย่างมีความเป็นเป็นไทย ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม เขาเข้ามาในเมือง ในกรุงเทพฯ ในเมืองหลวง เพื่อจะเรียนรู้ความเป็นสาวกรุงเทพฯ ความเป็นแฟชั่น ค่อย ๆ ซึมซับความเป็นแฟชั่น แล้วหาตรงกลางระหว่างแฟชั่น ความเป็นคันทรี่ และความเป็นพื้นบ้านของไทย เพื่อเป็นตัวเอง” 

สำหรับทอไหมแล้ว เธอได้หยิบจับความเชื่อที่มหัศจรรย์ให้กลายเป็นรายละเอียดต่าง ๆ สุดพิเศษ เธอมองว่าความเชื่อของไทยเป็นสิ่งมหัศจรรย์จากจินตนาการ ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ที่กลายเป็นพญานาค และในอนาคตมันจะเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับท้องถิ่นได้เช่นกัน 

“คนไทยเอาความไม่สมบูรณ์ที่สวยงามมาสร้างมูลค่าได้ นี่คือเสน่ห์อย่างหนึ่ง สิ่งเหล่านี้ก็คือเสน่ห์ คงจะน่าเสียดายนะ ถ้าเรามองเพียงแค่มุมมองว่ามันเป็นเรื่องงมงาย”

นับตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ ทอไหมยังคงเชื่อในการหยิบจับสิ่งเล็ก ๆ ให้กลายมาเป็นเรื่องมหัศจรรย์ ตัวตนในวันแรกที่เธอชื่นชอบ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ยังคงอยู่เสมอ รวมถึงความมหัศจรรย์เล็ก ๆ จากประวัติศาสตร์ที่เธอได้หยิบสรรขึ้นมากลายเป็นเรื่องสุดพิเศษ

นั่นทำให้ทอไหมในวันนี้ คือทอไหมที่เติบโตขึ้น และยังคงมีไฟอยู่เสมอ 

“สำหรับเราในวันนี้ ทอไหมคือคนที่มีความรักการทำงาน มีแพสชันในการใช้ชีวิต และมีไฟในทุกวัน เราคิดแค่ว่าในทุก ๆ วัน เราได้ตื่นขึ้นมาทำในสิ่งที่ชอบ เรามีความสุขแล้ว การได้เงินหรือได้ผลตอบรับที่ดีมันคือผลกำไร ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของการได้ทำในสิ่งที่รัก เลยเป็นกำลังใจที่ทำให้เราอยากจะตื่นขึ้นมาทำมันทุก ๆ วัน”

เพราะในทุก ๆ หนทางที่ได้ก้าวเดิน ทอไหมค้นพบความท้าทายใหม่ ๆ อยู่เสมอ 

“ต่อให้ลูกค้าไม่ชาเลนจ์เรา เราก็ยังอยากชาเลนจ์ตัวเองในทุก ๆ วันนะ” 

และนี่คือการเดินทางของทอไหม จากวัยประถม จนถึงเธอในวัย 31 ปี 

ที่เวทมนตร์ยังคงอยู่ในทุกเส้นไหมเสมอ 

และจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป

ตัวตน เวทมนตร์ และความท้าทาย ของ ทอไหม-อภิญานันท์ จงภักดี เจ้าของ Tormai Studio
ตัวตน เวทมนตร์ และความท้าทาย ของ ทอไหม-อภิญานันท์ จงภักดี เจ้าของ Tormai Studio

Writer

ฐาปนี ทรัพยสาร

อดีตนักเรียนหนังสือพิมพ์ที่ก้าวเข้าสู่วงการประชาสัมพันธ์ ผู้เชื่อมั่นว่าตัวอักษรสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ หลงใหลในวัฒนธรรมและมนุษย์

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load