6 กุมภาพันธ์ 2563
6 K

สำหรับผู้ชื่นชอบอาหารรสชาติเผ็ดแล้ว ต่างยอมรับกันว่าในบรรดาพริกขี้หนูหลากหลายสายพันธุ์ในประเทศไทย พริกที่ยิ่งเผ็ด ต้องยิ่งกิน คงหนีไม่พ้น ‘พริกกะเหรี่ยง’

หากใครได้ชิมพริกกะเหรี่ยง คงรับรู้ถึงรสชาติอันแสบลิ้นแบบเผ็ดหอม จึงกินได้เรื่อยๆ ไม่ได้เผ็ดร้อนอย่างเดียว

ยิ่งเห็นพริกกะเหรี่ยงตากแห้งสีแดงเข้ม ต่อมน้ำลายทำงานล่วงหน้าทันที

มื้อไหนไม่มีกับข้าวอะไร เอากระเทียม พริกกระเหรี่ยง ย่างไฟสักพัก แกะเปลือกนำมาใส่ครก โขลกพริก กระเทียม เหยาะน้ำปลา บีบมะนาวนิด กินกับข้าวร้อนๆ แค่นี้ก็อร่อยท้องแล้ว

ไม่นานมานี้ผมได้มีโอกาสเดินทางลึกเข้าไปในอุทยานแห่งชาติสาละวิน ในอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ขึ้นเขาลงห้วยหลายชั่วโมง เพื่อตามหาสายพันธุ์พริกกะเหรี่ยงของชุมชนบ้านแม่กองคา

ชาวกะเหรี่ยงเรียกตนเองว่า ปกาเกอะญอ แปลว่าคนที่มีชีวิตเรียบง่ายสมถะ เป็นชนเผ่าที่มีจำนวนมากที่สุดในประเทศไทย ชุมชนบ้านแม่กองคาน่าจะเป็นหนึ่งในชุมชนปกาเกอะญอที่เก่าแก่ที่สุด มีอายุยาวนานกว่า 300 ปี หมู่บ้านกลางป่าใหญ่แห่งนี้ตั้งขึ้นมาเมื่อ พ.ศ. 2245 ก่อนการก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ถึง 80 ปี

ตามหาสายพันธุ์ พริกกะเหรี่ยง บ้านแม่กองคาในหมู่บ้านกลางป่าที่ตั้งมาก่อนกรุงรัตนโกสินทร์ถึง 80 ปี

น่าแปลกใจที่ชาวบ้านแม่กองคายังรักษาวิถีชีวิต วัฒนธรรม และประเพณีของชาวปกาเกอะญอ ได้เป็นอย่างดี แม้เวลาจะผ่านไปหลายร้อยปี

พวกเขาอาศัยอยู่ในป่าแห่งนี้ก่อนที่ทางการจะประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติสาละวินใน พ.ศ. 2537 แต่พื้นที่บ้านแม่กองคาสองหมื่นสามพันกว่าไร่คาบเกี่ยวกับอุทยานแห่งชาติและป่าสงวน ทางการก็ยอมให้กันพื้นที่ส่วนนี้ออกมาจากอุทยาน เมื่อชาวบ้านพิสูจน์มานานแล้วว่าพวกเขารักษาป่าได้จริงจังมาตลอดระยะเวลาหลายร้อยปี

“ใช้ป่ารักษาป่า ใช้น้ำรักษาน้ำ กินปลารักษาวัง กินกบรักษาผา” ผู้ใหญ่ปกาเกอะญอคนหนึ่งเล่าให้ผมฟังถึงวัฒนธรรมการดูแลป่าง่ายๆ ที่บอกต่อกันมาถึงลูกหลาน แต่ทำให้ชุมชนแห่งนี้แข็งแรงมาก

ชาวปกาเกอะญอเชื่อว่าธรรมชาติสรรพสิ่งล้วนมีเจ้าของหรือผี พวกเขาจึงให้ความเคารพธรรมชาติอย่างยิ่ง ไม่ทำอะไรที่ผิดผีเด็ดขาด การจะใช้ประโยชน์จากป่าต้องทำพิธีขอผีด้วยความอ่อนน้อม เพราะพวกเขาเชื่อในความยิ่งใหญ่แห่งธรรมชาติ มนุษย์ต่ำต้อยนักเมื่ออยู่ต่อหน้าผีเหล่านี้

ดังนั้น ความคิดในเรื่องธรรมชาติของพวกเขาจึงลึกซึ้ง อยู่ด้วยความเคารพ มากกว่าเป็นเพียง ‘ทรัพยากรธรรมชาติ’ อันมีความหมายเพียงแต่การใช้ประโยชน์

พวกเขาทำไร่หมุนเวียนในป่า เมื่อถางป่าปลูกข้าวไร่เสร็จก็จะปล่อยทิ้งไว้ 6 – 7 ปี เพื่อให้ธรรมชาติกลับคืนมา ไม่ได้ทำไร่เลื่อนลอยแบบทำลายป่าอย่างสิ้นเชิง

ผมถามพวกเขาว่า ทำไมไม่ปลูกข้าวโพดแบบที่คนแถบนี้ปลูกกัน

ตามหาสายพันธุ์พริกกะเหรี่ยงบ้านแม่กองคาในหมู่บ้านกลางป่าที่ตั้งมาก่อนกรุงรัตนโกสินทร์ถึง 80 ปี

“ทางการเคยมาส่งเสริมเหมือนกัน แต่ชาวบ้านไม่มีใครปลูก เพราะหากปลูกข้าวโพดต้องใช้ยา ยิ่งใส่ดินยิ่งแข็ง และสารเคมีจะไหลลงไปสู่ลำน้ำ เราไม่เอาสารเคมีมานานแล้ว”

เมื่อไม่ปลูกข้าวโพด ก็ไม่ต้องเผาซากไร่ข้าวโพดให้เกิดควัน แต่อาจจะเผาซากไร่หมุนเวียนกำจัดวัชพืชไปพร้อมกับการทำแนวกันไฟ งานนี้ถือเป็นการร่วมแรงร่วมใจทำกันทั้งหมู่บ้าน การทำแนวกันไฟสำคัญต่อพวกเขามาก ต้องมีการประชุมวางแผน ก่อนการปลูกพืชไร่ต้องกำจัดวัชพืชและแปลงพืชไร่มักอยู่ติดป่าใหญ่ การเผาวัชพืชจึงต้องระวังไม่ให้ลุกลามเป็นไฟป่า แบ่งกลุ่มกันทำงาน ช่วยกันตัดกิ่งไม้กำจัดเชื้อเพลิง กวาดเศษใบไม้ให้แยกเป็นทาง จนป่าบริเวณนี้ไม่เคยมีไฟป่ามานานร่วม 50 ปีแล้ว

ผมถามพวกเขาว่า ทำไมไม่เชื่อประโยชน์ของยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า หรือสารเคมี ในการทำพืชไร่

พวกเขาไม่ตอบ แต่พาผมเดินขึ้นเขาไปดูไร่พริกกะเหรี่ยง

บนพื้นที่ลาดชันที่ปลูกข้าวไร่ มีพืชนานาชนิดปลูกแซมอยู่ อาทิ เผือก มัน ข้าวโพด งา มะเขือ ผักกาด ฟักทอง โดยเฉพาะพริกกะเหรี่ยง และเห็นดอกไม้หลากสี เช่น หงอนไก่ ดาวเรือง ที่ชาวแม่กองคาปลูกดอกไม้เหล่านี้เพื่อช่วยล่อแมลงให้มาผสมพันธุ์

การปลูกพืชหลากหลายชนิดในแปลงเดียวกัน เป็นวิธีป้องกันแมลงตามธรรมชาติที่ได้ผลมากกว่าการปลูกพืชชนิดเดียวกันทั้งแปลง เพราะแมลงบางชนิดอาจจะแพ้พืชบางชนิดในแปลงเดียวกัน จึงไม่จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าแมลงแต่อย่างใด

ผมสังเกตว่าในบรรดาพืชที่ปลูก พริกกะเหรี่ยงเรียวผอมยาวดูจะโดดเด่นมากที่สุด เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของชาวบ้านแม่กองคา

ตามหาสายพันธุ์ พริกกะเหรี่ยง บ้านแม่กองคาในหมู่บ้านกลางป่าที่ตั้งมาก่อนกรุงรัตนโกสินทร์ถึง 80 ปี

ชาวบ้านจะหว่านเมล็ดพริกไปพร้อมกับตอนปลูกข้าวไร่ ผลผลิตพริกกะเหรี่ยงเริ่มเก็บในเดือนพฤศจิกายน พริกสดราคากิโลกรัมละ 60 – 80 บาท พริกแห้งราคากิโลกรัมละ 200 – 300 บาท สร้างรายได้ให้กับครอบครัวถึงปีละ 30,000 บาททีเดียว

“ปลูกเท่าไรก็ไม่พอขาย เพราะมีพ่อค้ามารับซื้อตลอด แต่เราก็ปลูกกันแค่นี้”

พริกกะเหรี่ยงของที่นี่เป็นสายพันธุ์ดั้งเดิมที่คนไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงปลูก และเก็บเมล็ดพันธุ์จากต้นเดิมไว้ปลูกในปีต่อๆ ไป

เดือนธันวาคมของทุกปี ชาวแม่กองคาจะเก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์ทุกชนิดที่ขึ้นในไร่หมุนเวียน วัฒนธรรมนี้สืบทอดกันมานาน เช่นเดียวกับเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ที่มีอายุสืบทอดมาเป็นร้อยๆ ปี

พืชผักเหล่านี้คืออาหารหลักของชาวปกาเกอะญอ พวกเขาจึงต้องเก็บเมล็ดพันธุ์สะสมไว้เพื่อเพาะปลูกปีถัดไป

พวกเขาจะคัดเลือกกอข้าวงามที่สุด ไม่กิน แต่เก็บไว้เป็นเมล็ดพันธุ์

ตามหาสายพันธุ์ พริกกะเหรี่ยง บ้านแม่กองคาในหมู่บ้านกลางป่าที่ตั้งมาก่อนกรุงรัตนโกสินทร์ถึง 80 ปี

เมล็ดพันธุ์ท้องถิ่นจึงมีคุณสมบัติแข็งแรง ไม่ต้องดูแลมาก ต้านทานโรคสูง ทนแมลงได้ดี ไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง และพันธุกรรมดั้งเดิมสามารถเจริญได้ดีในสภาพแวดล้อมท้องถิ่น เพราะปรับตัวเองให้เข้ากับสภาพแวดล้อมมานานแล้ว เปรียบว่าเมล็ดพันธุ์เติบโตในบ้านอันคุ้นเคยรู้จักมานาน จึงเจริญงอกงามได้เต็มที่ ไม่ต้องเร่งปุ๋ยเร่งยาให้เปลืองเงิน

ผมลองเอาเมล็ดพันธุ์พริกกะเหรี่ยงชนิดเดียวกันมาทดลองปลูกที่บ้าน ยอมรับว่ารสชาติสู้พริกกะเหรี่ยงที่ปลูกบ้านแม่กองคาไม่ได้ เพราะสภาพดิน อากาศ และความสูง มีส่วนกำหนดรสชาติด้วย

ครัวหลังบ้านของชาวปกาเกอะญอที่ผมขึ้นไปดูคือพื้นที่เก็บ จะเห็นเมล็ดพันธุ์ตากอยู่เหนือเตาถ่านให้แห้งสนิท 

ทุกวันนี้มีพี่น้องพื้นราบมาขอซื้อเมล็ดพันธุ์ท้องถิ่นหลากหลายชนิด รวมถึงนักเพาะพันธุ์เมล็ดท้องถิ่นทั่วประเทศต่างเดินทางมาขอดูงานที่นี่ เมล็ดพันธุ์ท้องถิ่นคืออาวุธสำคัญในการต่อกรกับเมล็ดพันธุ์จีเอ็มโอในอนาคต และการไม่ใช้สารเคมีคือการรักษาเมล็ดพันธุ์ให้แข็งแรงได้

ไม่แปลกใจ พริกท้องถิ่นอย่างพริกกะเหรี่ยงจึงมีรสชาติเผ็ดหอม ยิ่งกินยิ่งอร่อยหยุดไม่ได้จริงๆ

Writer & Photographer

Avatar

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

Small is Beautiful

เรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมแต่ทว่าสวยงามและมีพลังโดย ‘วันชัย ตัน’

“บัดนี้ ทั่วโลกต่างตระหนักว่า ภาวะโลกร้อนกำลังเป็นหายนะภัยที่คุกคามการดำรงอยู่ของทุกชีวิตบนโลกใบนี้ ถ้าหากไม่มีการแก้ไขให้เข้าสู่ภาวะสมดุล มนุษยชาติอาจถึงกาลอวสาน นั่นคือสูญพันธุ์ไปจากโลกนี้ เช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ที่ได้สูญพันธุ์ไปก่อนหน้านี้ ดังนั้น โดยหน้าที่และจิตสำนึกของพวกเรา ผมจึงขอประกาศให้พวกเราทุกคนรับทราบว่า บริษัทจะทำโครงการ Zero Emission ยุติการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และโครงการ Net Zero ปลดปล่อยสุทธิเป็นศูนย์ ตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นไปจนถึงวันบรรลุเป้าหมาย ภายในปี 2050”

ชเล วุทธานันท์ ประธานกรรมการ บริษัท เท็กซ์ไทล์แกลเลอรี่ จำกัด ผู้ผลิตแบรนด์สิ่งทอ PASAYA กล่าวในงานเปิดตัวภารกิจขององค์กรครั้งสำคัญที่สุดต่อสาธารณชนในรอบหลายปีที่ผ่านมา ภาคธุรกิจหลายแห่งได้เริ่มสนใจปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่มีไม่กี่บริษัทที่กล้าประกาศและตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจนเหมือนกับองค์กรแห่งนี้

PASAYA เป็นแบรนด์ผ้าม่าน พรม เครื่องนอน และผ้าคลุมเตียงระดับพรีเมียม โดดเด่นด้วยการออกแบบ การใช้เทคโนโลยีอันทันสมัยและใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม ทุกวันนี้เป็นแบรนด์ไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลกมายาวนาน

PASAYA โรงงานกลางป่าร้อยไร่ และอาคารกลางน้ำที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้แล้ว 3,000 ตัน

“ภารกิจที่เราทำ ไม่มีใครบังคับ แต่เป็นดีเอ็นเอขององค์กรที่ทำมาตั้งแต่ก่อตั้งแล้ว ในการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม” รติยา จันทรเทียร หรือ พี่โต้ง กรรมการผู้จัดการ พาผู้เขียนเดินเข้าไปในบริเวณของโรงงานบนเนื้อที่ร่วมร้อยไร่ในจังหวัดราชบุรี แปลกใจตรงที่ไม่มีรั้วรอบขอบชิด กำแพงกั้นอาณาเขตเหมือนโรงงานทั่วไป

“เราอยากทำให้ที่นี่เป็นโรงงานของชุมชน พนักงาน 400 คนกว่าคนส่วนใหญ่คือคนแถวนี้ทั้งนั้น” พี่โต้งเอ่ยปากขึ้น

ในอดีตเวลาเรานึกถึงโรงงานทอผ้า โดยเฉพาะแหล่งผลิตสำคัญในจังหวัดสมุทรปราการ สิ่งที่เห็นคือ โรงงานเก่าแก่ เครื่องจักรคร่ำครึ ผู้คนแออัด อากาศอุดอู้ กลิ่นเหม็น น้ำเน่า ขยะสกปรกรอบโรงงาน

“เราเคยมีโรงงานอยู่แถวพระประแดง แต่ได้ตัดสินใจย้ายโรงงานมาอยู่ที่นี่ในปี 1995 สิ่งที่เราทำก่อนคือปลูกต้นไม้และสร้างโรงบำบัดน้ำเสีย เพื่อวางรากฐานของการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีก่อนไม่ให้กระทบคนในชุมชนรอบ ๆ ไม่มีการใช้สารเคมีที่เป็นพิษและกำจัดไม่ได้ มีการบำบัดน้ำเสียครบวงจรเพื่อไม่ให้เกิดการสะสมสารเคมีในชั้นใต้ดิน รีไซเคิลน้ำได้ทั้งหมด และนำน้ำกลับใช้ได้ในขบวนการผลิตถึง 30 เปอร์เซ็นต์”

คุณรติยา จันทรเทียร เป็นลูกสาวของ อาจารย์รตยา จันทรเทียร อดีตประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร จึงได้ซึมซับสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่เด็ก ๆ

อาคารแต่ละหลังล้อมรอบไปด้วยน้ำ จนดูเหมือนอาคารกลางพื้นที่ชุ่มน้ำหรือ Wetland น้ำเหล่านี้เป็นน้ำที่ได้รับการบำบัดมาก่อน และหมุนเวียนไปตามท่อระบายน้ำที่เชื่อมต่อกัน ก่อนจะนำกลับมาใช้ใหม่ สถาปัตยกรรมอาคารโดดเด่นในความเรียบง่ายแต่มีเสน่ห์ จนดูไม่ออกว่าภายในคือโรงงานอุตสาหกรรม แต่สะอาด เย็นสบายจากน้ำที่ล้อมรอบและระบบระบายอากาศที่ไหลเวียนตลอด

PASAYA โรงงานกลางป่าร้อยไร่ และอาคารกลางน้ำที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้แล้ว 3,000 ตัน

อาคารย้อมผ้า ซึ่งมีอุณหภูมิร้อนกว่าปกติ จึงได้รับการออกแบบให้ทั้งอาคารเปิดโล่ง ไม่มีกำแพงหรือผนังจริง ช่วยทำให้พนักงานรู้สึกได้ว่า อากาศถ่ายเทเย็นสบาย ขณะที่อาคารทอผ้า มีระบบดักจับฝุ่นในอากาศ เพื่อป้องกันการสูดดมเศษเส้นด้าย เพื่อสุขภาพปอดของพนักงาน

“ผลิตภัณฑ์สิ่งทอของเราปราศจากสารพิษฟอร์มาลดีไฮด์ อันเป็นสารก่อมะเร็งที่พบในในกระบวนการผลิตสิ่งทอ ซึ่งเราใส่ใจเป็นพิเศษ จนได้รับการรับรองผลิตภัณฑ์ฉลากสีเขียวมาสิบกว่าปีแล้ว”

โรงเย็บผ้าหรืออาคาร ZigZag เป็นอาคารโดดเด่นด้วยรูปทรงที่เป็นกล่องสี่เหลี่ยม แต่พื้นที่ตรงกลางปลูกเป็นต้นไม้ราวป่าเขียวขจี ตัดกับกองผ้าที่รายล้อมอยู่โดยรอบอย่างน่าสนใจ

“ช่างตัดเย็บผ้าเป็นพนักงานที่ต้องใช้สายตา ใช้สมาธิเยอะ เพราะเป็นงานละเอียด การที่พวกเขาได้เงยหน้า พักสายตาขึ้นมาเห็นต้นไม้สีเขียว จะช่วยลดความเมื่อยล้าได้เป็นอย่างดี”

PASAYA โรงงานกลางป่าร้อยไร่ และอาคารกลางน้ำที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้แล้ว 3,000 ตัน

เหตุผลง่าย ๆ เพื่อให้พนักงานได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ทำให้อาคารแห่งนี้มีชีวิตชีวาและสดใสขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด

เราสังเกตเห็นสถาปัตยกรรมรูปทรงคล้ายปลาหมึกหรือแมงมุม หรือ Octospider ตั้งอยู่อย่างโดดเด่นกลางบึงบัว จนน่าจะเป็นแลนด์มาร์กสำหรับโรงงานแห่งนี้ที่มีความสำคัญยิ่ง แต่พอสอบถามแล้วเป็นโรงอาหาร

“เราตั้งใจจะสร้างห้องอาหารกลางน้ำเป็นสวัสดิการให้กับพนักงาน จึงให้เพื่อนสถาปนิกชาวอิตาลีออกแบบให้พนักงานได้รับประทานอาหารอย่างสบายตา มีความสุขกลางน้ำที่ผ่านการบำบัด เห็นบึงบัว ปลาและนกหลายชนิดที่มาหากินในบึงน้ำ” พี่โต้งเล่าสาเหตุเล็ก ๆ มาจากสวัสดิการของพนักงาน และการใช้พื้นที่กลางน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด

“เราตั้งเป้าหมายว่า จะทำพื้นที่ตรงนี้ให้เป็นโรงงานในป่าสีเขียว เราปลูกต้นไม้มาตั้งแต่เริ่มตั้งโรงงาน ทุกวันนี้ก็ปลูกต้นไม้ทุกวัน แต่จะจริงจังมากขึ้นร่วมกับชุมชน โดยตั้งเป้าหมาย ปลูกต้นไม้พื้นถิ่น อาทิไม้ยางนา ตะเคียนทอง มะค่าโมง สัก จามจุรี ให้ครบร้อยไร่ ภายใน 3 ปี เพื่อดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ประมาณ 300 ตันต่อปี” พี่ชเล ประธานบริษัทเข้ามาร่วมวงสนทนา

PASAYA โรงงานกลางป่าร้อยไร่ และอาคารกลางน้ำที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้แล้ว 3,000 ตัน

บนอาคารกลางริมน้ำแห่งนี้ เขาได้เล่าถึงภารกิจในอนาคตอันท้าทายว่า

“จากการทำคาร์บอนฟุตพรินต์เมื่อปีที่แล้ว โรงงานของเราปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปีละประมาณ 13,000 ตัน ปล่อยเองจากการผลิตประมาณ 6,500 ตัน จากการใช้ไฟฟ้า 3,500 ตัน ที่เหลือ 3,000 ตัน มาจากการผลิตวัตถุดิบที่เราซื้อมา ดังนั้น เราได้วางแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยการติดตั้งพลังงานโซลาร์เซลล์ขนาด 2 เมกะวัตต์ ซึ่งติดตั้งเสร็จเมื่อต้นปีนี้ และเปลี่ยนระบบเตาไอน้ำจากเชื้อเพลิงถ่านหินเป็นก๊าซแอลพีจีที่ให้ความร้อนสูงกว่าสำหรับงานฟอกย้อม สองส่วนนี้เราจะลดการปล่อยก๊าซไปได้ประมาณ 3,000 ตันในสิ้นปีนี้

“เช่นเดียวกันในอนาคต ก๊าซเรือนกระจกจากผู้ผลิตวัตถุดิบภายนอกที่เราสั่งเข้ามา ก็ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตด้วย หรือไม่เราจะเลือกซื้อวัตถุดิบจากแหล่งอื่นที่ค่อย ๆ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก” พี่โต้งเสริมต่อว่า

“เราจะทำระบบแลกเปลี่ยนความร้อนกับน้ำทิ้งหลังฟอกย้อมผ้า เพื่อนำความร้อนกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งจะช่วยลดการใช้ก๊าซลงอีกราว 25-30 เปอร์เซ็นต์ และสร้างระบบประหยัดพลังงานให้แก่สายการผลิต เช่น อาคารสามารถจำกัดบริเวณการทำความเย็น เฉพาะบริเวณที่ต้องมีคนดูแล หรือสร้างผนังกันความร้อน เพื่อลดพลังงานในการทำความเย็น และปรับปรุงระบบรีไซเคิลต่าง ๆ ให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น”

เยี่ยมโรงงาน PASAYA ดูโรงงานกลางป่า อาคารกลางน้ำ ระบบรีไซเคิลน้ำ และเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์

ภายในปี 2050 หรืออีก 28 ปีข้างหน้า พวกเขามั่นใจว่า โรงงานจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ทั้งหมดหรือเป็นศูนย์ Net Zero ตามที่ได้ประกาศไว้

“ผมเป็นคนคิดนอกกรอบเสมอ ตอนตั้งชื่อ PASAYA ก็สร้างความแปลกใจให้กับคนทั่วไป เพราะผมคิดมาจากคำว่า แพศยา ซึ่งเป็นคำที่แรงมาก แต่เชื่อไหม คนที่จะถูกเรียกว่าเป็นหญิงแพศยาได้มีไม่กี่คนหรอก เพราะต้องเป็นคนที่โดดเด่นมาก คือทั้งสวย มีเสน่ห์ ฉลาด และวางแผนเป็น พอตั้งชื่อนี้ได้ไม่นาน คนก็จดจำแบรนด์นี้ได้อย่างรวดเร็ว… เช่นเดียวกันการประกาศเรื่องนี้ก็เป็นการคิดนอกกรอบล่าสุดของเรา”

ก่อนกลับ เราแวะไปดูนิทรรศการ การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ หรือ The Six Extinction ภายในโรงงาน เพื่อให้การศึกษาแก่พนักงานว่า สิ่งมีชีวิตบนโลกหลายร้อยล้านปีที่ผ่านมา เคยสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ไป 5 ครั้งแล้วจากภัยธรรมชาติ อาทิ แผ่นดินไหว ดาวหางชนโลก แต่ครั้งที่ 6 จะเกิดขึ้นอีกไม่นาน หากเราไม่ทำอะไร ด้วยน้ำมือของมนุษย์ จากปัญหาโลกร้อนที่มนุษย์เป็นคนก่อขึ้น

เยี่ยมโรงงาน PASAYA ดูโรงงานกลางป่า อาคารกลางน้ำ ระบบรีไซเคิลน้ำ และเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์

“คนรุ่นผมเป็นส่วนหนึ่งที่ก่อปัญหานี้ หากเราไม่ทำอย่างจริงจัง คนรุ่นต่อไปก็หมดหวังกับโลกใบนี้แน่ มนุษย์กับสิ่งมีชีวิตอื่นสูญพันธุ์แน่ จะไม่มีอะไรเหลืออยู่ เมื่อเราตั้งความฝันไว้ เราจะต้องมุ่งมั่นไปให้สำเร็จ”

พี่ชเล หัวเรือใหญ่แห่ง PASAYA กับภารกิจครั้งสำคัญในชีวิตกล่าวทิ้งท้าย

Writer & Photographer

Avatar

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load