ด้วยความตื่นเต้นบวกกับอากาศที่หนาวจนนอนไม่หลับ ทำให้เราตื่นตั้งแต่ตี 3 ซึ่งเร็วกว่าเวลาที่ตั้งนาฬิกาไว้ครึ่งชั่วโมง เราลุกขึ้นยืนแต่งตัวเต็มยศ เสื้อ 5 ชั้น กางเกง 4 ชั้น ถุงเท้า 3 ชั้น ถุงมือ 2 ชั้น ความกลัวหนาวขั้นสุดนี้ทำให้ผู้หญิงร่างผอมสูงอย่างเรากลายร่างเป็นหมียักษ์ในทันที

อีก 15 นาทีจะถึงเวลานัด เราจึงนั่งรออย่างเงียบๆ อยู่คนเดียวในห้องพักท่ามกลางความมืด พยายามข่มความตื่นเต้นและความกลัวที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ความพยายามฝึกซ้อมร่างกายตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาจะได้รับการทดสอบและจบลงภายในเช้าวันนี้ โดยเนินเขาที่มีชื่อว่า คาลาปาทาร์ (Kala Patthar)

เมื่อ 7 วันที่แล้ว เราเริ่มเดินเทรคในประเทศเนปาล ตั้งแต่เมืองลุคลา (Lukla) จนมาถึงเมืองโกรักเชป (Gorakshep) เมืองที่พักสำหรับนักเดินเขาที่ต้องการไป Everest Base Camp (EBC) และเมืองนี้ยังเป็นที่ตั้งของเนินเขาสูงใหญ่คาลาปาทาร์ เป้าหมายของเราในวันนี้

นักเดินเขาส่วนใหญ่ที่มาที่นี่ จุดหมายหลักคือการไป EBC ดังนั้น จึงไม่ค่อยมีใครอยากเสียพลังงานไปกับการเดินขึ้นเนินเขาที่อยู่ระหว่างทาง ด้วยความสูงที่มากถึง 5,545 ม. ซึ่งสูงกว่า EBC ที่มีความสูง 5,380 ม. ทำให้การเดินขึ้นคาลาปาทาร์นั้นค่อนข้างยาก ทั้งอากาศที่เบาบาง ความชัน และความหนาว จึงทำให้เนินเขานี้ไม่ใช่ที่ฮิตสักเท่าไหร่สำหรับนักเดินเขามือใหม่ และถูกมองเหมือนเป็นตัวเลือกเสริมสำหรับนักเดินเขาที่มีพลังงานเหลือมากกว่า

จริงอยู่ที่สักครั้งในชีวิตของนักเดินเขาทุกคนคงอยากไป EBC การได้ไปยืนอยู่ที่จุดเริ่มต้นของยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกคือสิ่งที่ฝัน น่าเสียดายที่จุดนั้นเป็นเพียงจุดเดียวที่มองไม่เห็นยอดเขาเอเวอเรสต์ แต่ฝันของนักเดินเขาไม่ได้จบอยู่แค่นั้น เพราะยังมีบริเวณที่มองเห็นยอดเขาเอเวอเรสต์ได้ใกล้ที่สุดเท่าที่นักเดินเขามือสมัครเล่นจะทำได้ คือบนเนินเขาคาลาปาทาร์นั่นเอง บนจุดสูงสุดของเนินเขานั้น นักเดินเขาที่มุ่งมั่นจะได้รับรางวัลตอบแทนเป็นภาพพระอาทิตย์ขึ้นที่ด้านหลังยอดเขาเอเวอเรสต์ ท่ามกลางเทือกเขาหิมาลัยที่แสนจะอลังการ และแน่นอนว่า เราก็ต้องการรางวัลนี้ด้วยเหมือนกัน

ดังนั้น วันที่เราบอก ‘จาหนัก’ ไกด์รุ่นใหญ่ชาวเนปาลจอมกวนว่าจะขึ้นคาลาปาทาร์ จาหนักจึงมีสีหน้าประหลาดใจนิดหน่อย คงคิดว่ามือใหม่อย่างเราไม่น่าจะอยากขึ้นเนินเขานี้ และเพราะความสะบักสะบอมที่เราแสดงให้จาหนักเห็นมาตลอด 7 วัน ว่าเราเป็นนักเดินเขาที่อ่อนแอขนาดไหน จาหนักยิ้มมุมปากพร้อมพูดกับเราอย่างสบายๆ ว่า

“ดี! เทพคาลาปาทาร์จะเป็นคนบอกคุณเองว่าคนที่แข็งแกร่งที่สุดคือใคร”

Kala Patthar, เอเวอเรสต์ Kala Patthar, เอเวอเรสต์

ถึงเวลานัดแล้ว เราเปิดประตูห้องพักที่ทำจากไม้อัดแบบบางเฉียบแล้วเดินลงมาพบกับจาหนักและนักเดินเขาคนอื่นๆ ในทีมที่รอคอยอยู่ที่ห้องอาหาร จาหนักเป็นชาวเนปาลรุ่นใหญ่ อายุ 40 กว่าๆ เกิดและเติบโตในภูเขาสูงของเนปาล แต่หลังจากที่พวกเราได้เดินทางมาด้วยกันพักใหญ่ จึงได้รู้ว่าจริงๆ แล้วจาหนักควรเป็นชาวอำเภอท่าแซะมากกว่า ขนาดคำพูดติดปากยังเป็นคำว่า “โอเค ซันเต๋อ” ซึ่งแปลว่า “โอเค สุดหล่อ” ปกติจาหนักจะพูดจากวนๆ ทีเล่นทีจริงทุกครั้ง แต่เช้านี้ ในช่วงการอธิบายเรื่องการเดินขึ้นเขา น้ำเสียงของจาหนักไม่มีการล้อเล่นอยู่ในนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว

“เดินช้าๆ จิบน้ำบ่อยๆ พยายามทำตัวให้อบอุ่นเพราะข้างบนคุณจะหนาวแบบสุดๆ ระหว่างทางคุณอาจเกิดอาการ AMS (โรคแพ้ความสูง) หากปวดหัว และเริ่มอยากอาเจียน คุณต้องเดินลง อย่าพยายามดันทุรังเดินขึ้นเขาต่อ หากวันนี้คุณเดินไม่ถึงยอด ก็ไม่เป็นไร เพราะคุณจะกลับมาขึ้นคาลาปาทาร์เมื่อไหร่ก็ได้ แต่ถ้าคุณตายวันนี้ คุณจะไม่สามารถกลับมาขึ้นยอดเขายอดไหนได้อีกเลย”

เราทุกคนมองหน้ากันท่ามกลางความเงียบ จาหนักไม่ได้ขู่พวกเรา เพียงแต่พูดความจริงที่อยู่ตรงหน้า การเดินขึ้นเขาคือการทรมานร่างกายตัวเองอย่างช้าๆ ทุกๆ ก้าวคือพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่อากาศน้อยลงไปเรื่อยๆ เป็นการท้าทายร่างกายและจิตใจของตัวเองอย่างที่สุด

แม้ว่านี่ไม่ใช่ยอดเขายอดแรกของเรา แต่ครั้งนี้จะเป็นยอดที่สูงที่สุดเท่าที่เคยผ่านมา เราเข้าใจความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น และจะไม่ประมาทกับสิ่งนี้เป็นอันขาด เราพยักหน้ารับคำจาหนัก จากนั้นจึงสะพายเป้น้ำขึ้นหลัง ใส่ถุงมือ หยิบไม้ Pole จิตใจเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความมุ่งมั่น โดยไม่ได้รู้ตัวเลยว่าในอีก 2 ชั่วโมงข้างหน้า เราจะได้พบกับความทรมานที่สุดทั้งทางร่างกายและจิตใจของเรา

ตีสี่สิบห้า พวกเราใส่ไฟฉายคาดหัว แล้วเริ่มออกเดินทางท่ามกลางความมืดสู่ยอดเขาคาลาปาทาร์ ตามคำบอกเล่าของจาหนัก พื้นที่บนยอดเขานั้นมีหลายแบบ เริ่มด้วยดินที่มีความแข็ง ตามด้วยกรวดร่วน และด้านบนสุดเป็นก้อนหินยักษ์ทับกันไปมาที่ปกคลุมด้วยหิมะ

ช่วงแรกๆ เส้นทางเดินไม่ยากนัก แต่ด้วยความชันที่ไม่ธรรมดาและระดับความสูง 5 พันกว่าเมตรเหนือน้ำทะเล ออกซิเจนเบาบางมาก หลังจากเดินไปได้ราวๆ ครึ่งชั่วโมงก็พบกับอาการเหนื่อยผิดปกติ หัวใจเต้นรัวๆ เหมือนกับจะระเบิดออกมา อาการหอบถี่ๆ และไอเริ่มมาเป็นพักๆ ยิ่งเหนื่อยมากเท่าไหร่ยิ่งทำให้เริ่มหายใจทางปากมากขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณที่ไม่ดีเลย เพราะนั่นจะทำให้คอยิ่งแห้ง ทุกครั้งที่สูดลมหายใจเข้าจะรู้สึกได้ถึงความเย็นที่ผ่านปากและจมูกเข้าไปในร่างกาย เหมือนเวลาที่ดื่มเหล้าเพียว จะรู้สึกร้อนวาบลงไปถึงข้างใน แต่ครั้งนี้กลับกัน กลายเป็นความเย็นเฉียบที่ไหลเข้าสู่ร่างกายแทน

จาหนักไม่ได้พูดเกินจริงเรื่องความหนาวเลย ทุกครั้งที่มีลมพัดมาร่างกายจะหนาวสั่นไปหมด ผ้าบัฟที่ใส่คลุมใบหน้าเหลือไว้แค่บริเวณดวงตาช่วยป้องกันความหนาวเย็นได้ดี แต่กลับทำให้หายใจได้อย่างยากลำบาก เราต้องคอยเปิดผ้าบัฟเพื่อหายใจเป็นพักๆ แต่ทุกครั้งที่เปิดผ้าผิวหน้าก็จะแสบไปหมด เพราะต้องปะทะกับลมหนาว ริมฝีปากเริ่มแห้งแตก เจ็บหลายจุด และค่อยๆ กลายเป็นสีม่วงคล้ำ เราก้มลงมองที่เท้าตัวเอง แต่ไม่รู้สึกถึงนิ้วเท้าเลย มันชาไปหมด ได้แต่สงสัยว่าถ้าถอดรองเท้าออกมานิ้วเท้าจะหลุดออกมาจากเท้าไหม ภาพนิ้วเท้ากุดดำของคนที่โดนหิมะกัดผ่านเข้ามาในหัว เราสะบัดหน้าหนีเพื่อให้ภาพอันสยดสยองหายไป แล้วตั้งใจเดินต่อ

Kala Patthar, เอเวอเรสต์

 

ความชันค่อยๆ เพิ่มขึ้น รู้สึกได้จากน่องขาที่ปวดร้าวมากกว่าเดิม แต่เราก็ยังคงเดินต่อไปท่ามกลางความมืด ทั้งเหนื่อย หนาว และฟุ้งซ่าน ความมืดทำให้มองไม่เห็นอะไรเลย มีเพียงแสงจากไฟฉายคาดหัวคอยส่องทางให้เห็นพื้นที่ตัวเองกำลังเดินอยู่ และเมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็จะเห็นเพียงขบวนแสงไฟดวงเล็กๆ จากไฟฉายคาดหัวของเหล่านักเดินเขาที่ทอดยาวสู่เนินเขาด้านบนท่ามกลางความมืดมิด สำหรับบางคนภาพนี้อาจดูสวยงาม จนต้องหยิบกล้องขึ้นมาบันทึกไว้ แต่สำหรับเรานั้น ขบวนแสงไฟเหล่านี้กลับเป็นสิ่งที่สร้างความท้อใจอย่างมาก เพราะมันยิ่งทำให้มองเห็นความชันและระยะทางอีกยาวไกลซึ่งดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด

นี่เรามาทำอะไรที่นี่กันแน่?

มาทรมานตัวเองทำไม (วะ) ?

คำถามมากมายเริ่มเกิดขึ้นในหัว ทำให้ใจยิ่งร้อนรน กังวลว่าจะเดินขึ้นไปไม่ทันดูภาพพระอาทิตย์ขึ้นและบางทีก็กังวลว่าจะเดินขึ้นไม่ไหวควรตัดใจเดินลงแทน ความสับสนภายในจิตใจนั้นทำให้ช่วงเวลาสั้นๆ กลายเป็นยาวนานเหมือนชั่วนิรันดร์ เมื่อเรากังวลเรื่องที่ 1 หลังจากฟุ้งซ่านจนจบ มีสติได้สักพัก ก็จะเริ่มกังวลเรื่องที่ 2 และ 3 วนไปแบบนี้เรื่อยๆ ทุกก้าวเดินคือความทรมานทั้งร่างกายและจิตใจอย่างสาหัส

หลังจากฝืนทนเดินไปเรื่อยๆ ในที่สุดเราก็มาถึงครึ่งทางของคาลาปาทาร์ เราเงยหน้ามองหาเพื่อนคนอื่นๆ แต่ทุกๆ คนเดินแยกกันไปหมดแล้ว เราจึงหยุดพักเพื่อทานขนมเพิ่มพลังงาน แล้วเมื่อหันไปดูดน้ำในเป้ ปรากฏว่าดูดไม่ขึ้น เพราะน้ำดื่มกลายเป็นน้ำแข็งไปหมดแล้ว!

ด้วยอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียสทำให้น้ำในเป้เปลี่ยนสภาวะจากของเหลวกลายไปเป็นน้ำแข็งจนหมด

“ทำไมถึงลืมกระติกน้ำเก็บความร้อน!”

เราโวยวายอยู่ในใจ โมโหตัวเองที่ลืมเรื่องนี้ไปสนิท การไม่ได้ดื่มน้ำจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอาการ AMS ให้สูงขึ้น เรานั่งหมดแรงอยู่ตรงนั้น มันคือที่สุดแล้วจริงๆ ไม่เหลืออะไรอีกแล้วทั้งพลังกายและพลังใจ ได้แต่รู้สึกท้อใจ…หนาว…เหนื่อย…หิวน้ำ และโมโห นี่เราต้องเดินลงจริงๆ แล้วใช่ไหม?

เราเงยหน้ามองไปที่ยอดเขา ก็ยังคงมองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากความมืด ภาพในหัว Flashback ไปถึงรีวิวกระทู้ที่เคยอ่านก่อนมาเดินขึ้นเขาที่เนปาล เหล่าผู้คนมากมายที่บรรยายถึงความโหดบนเส้นทางคาลาปาทาร์ และมักจะจบลงที่ตรงครึ่งทาง วันนี้รู้ซึ้งแล้ว เสียงนักเดินทางที่เจอกันในเมืองก่อนหน้านี้ดังก้องอยู่ในหัว

“คาลาปาทาร์ ไปแค่ครึ่งทางก็พอแล้ว ตรงนั้นก็เห็นยอดเขาเอเวอเรสต์แล้ว วิวครึ่งทางก็เหมือนๆ กับที่ยอดนั่นแหละ”

แต่เมื่อยิ่งทบทวนคำพูดนั้น กลับยิ่งรู้สึกว่า “มันเป็นแบบนั้นจริงๆ น่ะหรอ?”

Kala Patthar, เอเวอเรสต์ Kala Patthar, เอเวอเรสต์

ในระหว่างที่กำลังนั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่นั้น แสงอาทิตย์เริ่มสาดส่อง ความอบอุ่นเริ่มเข้ามาแทนที่ พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว แม้จะยังไม่โผล่ออกมาจากด้านหลังยอดเขาเอเวอเรสต์ แต่ก็สร้างความสว่างให้กับบริเวณโดยรอบ เรามองขึ้นไปที่ยอดเนินอีกครั้ง ในที่สุดตอนนี้ก็ได้เห็นยอดคาลาปาทาร์แล้ว เราสังเกตพื้นบริเวณยอดเขาราว 100 เมตรอันแสนชันนั้น คือก้อนหินก้อนขนาดใหญ่ที่ซ้อนทับกันไปมา และถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ

ในเวลาอีกไม่นาน หิมะเหล่านี้จะโดนแสงแดดละลาย มันคงลื่นและเดินยากขึ้นไปอีกแน่นอน กะจากสายตาคิดว่าน่าจะต้องเดินขึ้นไปอีกราวๆ 1 ชั่วโมงจึงจะถึงยอด ไม่รู้ว่าทำไมแต่เมื่อมองเห็นเป้าหมายชัดเจนขึ้นแล้วกลับทำให้เรามีแรงฮึดขึ้นมา ทั้งแรงกายและแรงใจ คิดในใจว่าอีกไม่ไกล เราต้องทำได้แน่ๆๆๆ เราบอกตัวเอง ย้ำๆ อยู่แบบนั้น

เราลุกขึ้นยืนลองเช็กสภาพร่างกายของตัวเองอีกครั้ง ไม่หนาวมากแล้ว ความเหนื่อยยังไหว น้ำยังพอมีขลุกขลิก ยังไม่มีอาการโรคแพ้ความสูง เราค่อยๆ หายใจเข้า สูดอากาศเย็นเข้าเต็มปอด รวบรวมพลังทุกอย่างที่ยังเหลืออยู่ในร่าง แล้วก้าวเดินสู่ยอดเขาคาลาปาทาร์

Kala Patthar, เอเวอเรสต์ Kala Patthar, เอเวอเรสต์

 

ในที่สุดเราก็ได้เห็นภาพพระอาทิตย์ขึ้นที่ด้านหลังยอดเขาเอเวอเรสต์ท่ามกลางเทือกเขาหิมาลัย มันสวยงาม ยิ่งใหญ่ และคุ้มค่ากับความทรมานตลอดหลายชั่วโมงที่ผ่านมา การเตรียมความพร้อมร่างกายที่ก่อนหน้านี้คิดว่าเพียงพอแล้วแต่ก็ยังไม่พอจนเกือบทำให้เราไม่ได้มายืนที่จุดนี้

การเดินเขาคือการพยายามด้วยตัวเอง ไม่มีทางลัด มีแต่ต้องเตรียมพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ แล้วพาตัวเองผ่านความมุ่งมั่นไปให้ถึงจุดหมาย ภาพวิวครึ่งทางกับวิวบนยอดเหมือนหรือต่างกันนั้น เป็นสิ่งที่เราทุกคนล้วนมีคำตอบในใจที่ไม่เหมือนกัน เพราะการให้คุณค่าของสิ่งเหล่านั้นแตกต่างกัน ไม่มีคำตอบที่ถูกและคำตอบที่ผิด สิ่งที่เราทำได้คือการไปพิสูจน์ด้วยตัวเอง และหาคำตอบให้กับตัวเอง

ในตอนแรกเราคิดว่ารางวัลที่ยิ่งใหญ่จากคาลาปาทาร์คือภาพวิวสุดอลังการตรงหน้า แต่ที่จริงแล้วสิ่งที่เราได้รับคือ ‘การได้เห็นตัวเอง’ ในช่วงเวลาแห่งความสับสนตลอดเส้นทางนั้น ทำให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น เห็นด้านที่ดีที่สุดและด้านที่แย่ที่สุดของตัวเอง ทุกก้าวของการเดินขึ้นคือการถอดเปลือกสิ่งที่ติดอยู่กับตัวเรา ถอดเงื่อนไข ถอดภาพลักษณ์ ถอดพันธะในตัวเราออกไป เราไม่สามารถพาสิ่งใดติดตัวขึ้นไปบนยอดเขาได้ สุดท้ายสิ่งเดียวที่จะเหลืออยู่บนนั้นคือตัวตนที่แท้จริงของเรา

ที่จุดสูงสุดของคาลาปาทาร์เรายืนมองพระอาทิตย์ขึ้นที่หลังยอดเขาเอเวอเรสต์ด้วยความสงบ แสงแดดไล่ความหนาวและความมืดออกไปจากทุกพื้นที่ รวมทั้งจิตใจเราด้วยเช่นกัน เรายิ้มให้กับตัวเอง มีบางอย่างในตัวเราได้เปลี่ยนไปนิดหนึ่ง

Kala Patthar, เอเวอเรสต์ Kala Patthar, เอเวอเรสต์ Kala Patthar, เอเวอเรสต์

หลังจากที่เราเดินกลับลงมาถึงด้านล่าง จาหนักและลูกหาบคนอื่นๆ ยืนรอพวกเราอยู่ที่หน้าโรงแรม ทุกคนตื่นเต้นที่จะได้เจอกับเรา จึงไม่มีใครเข้าไปนั่งรอในห้องอาหารเลย เราโบกมือสุดแขนเพื่อบอกพวกเขาว่าเราปลอดภัยดี ทุกคนพากันตะโกนโห่ร้องเชียร์และปรบมือต้อนรับ ดีใจไปกับเรา จาหนักยิ้มกว้างให้พวกเรา นี่เป็นครั้งแรกในรอบ 8 วันที่จาหนักไกด์รุ่นพ่อคนนี้ยิ้มกว้างอย่างจริงใจแบบไม่กวนประสาท
“You did it!!! Very very very good. Welcome back Jan.”

เราพยักหน้าตอบพร้อมน้ำตาคลอเบ้า

“Thank you Janak.”

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

สุธีรา โมรา

ชอบพาร่างกายและจิตใจไปทรมาน เพียงเพื่อเฝ้ามองการวิวัฒนาการของตัวเอง เสพย์ติดชา รักการอ่าน Manga และแพ้ทางอาม่าอากง

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

11 สิงหาคม 2560
8 K

ก่อนจะเดินทางไปถึง ‘เกาะ Mykines’ (มีจีเนส) ฉันต้องเดินทางไปให้ถึงประเทศ Faroe Islands (หมู่เกาะแฟโร) เสียก่อน

“ฮะ! มันคือที่ไหนนะ”

“อ้อ คุ้นๆ เคยได้ยินๆ เอ๊ะ! ไม่ใช่สิ นั่นฟาโรห์ที่อียิปต์….”

“ประเทศอะไร ขอถามอากู๋แพร้บ”

คำพูดคุ้นหูจากผู้คนรอบข้างเมื่อพวกเขาได้ยินว่าฉันจะไปเที่ยวที่นี่พร้อมครอบครัว

ถ้าว่ากันโดยง่าย ประเทศหมู่เกาะแฟโรนี้ตั้งอยู่ระหว่างทะเลนอร์วีเจียนและมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือ หากดูจากแผนที่ก็อยู่ตรงกลางๆ ระหว่างประเทศนอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และสกอตแลนด์พอดีๆ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าดินแดนเล็กๆ แห่งนี้เป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกของสแกนดิเนเวีย มีธงประจำชาติเป็นรูปกากบาท (cross) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญของประเทศในแถบนี้ มีภาษาเป็นของตนเอง มีสกุลเงินของตนเอง แถมยังมีสายการบินประจำชาติด้วย

หมู่เกาะแฟโร

ฉันหมายมั่นปั้นมือมากว่าหากได้ไปเหยียบแผ่นดินหมู่เกาะแฟโรแล้ว จะต้องเดินทางไปให้ถึงเกาะมีจีเนส ซึ่งเป็น 1 ใน 18 เกาะหลักของหมู่เกาะแฟโรให้ได้ แต่การเดินทางไปที่นั่นไม่ง่ายนัก เพราะมีจีเนสเป็นเกาะที่อยู่ห่างไกลออกไปทางตะวันตกที่สุดของประเทศ ไม่มีถนนเชื่อมถึง ต้องอาศัยการเดินทางโดยเรือหรือเฮลิคอปเตอร์เท่านั้น

เอาล่ะสิ ไกลก็ไกล ไปก็ยาก เกาะก็ไม่ใหญ่ แถมมีประชากรอาศัยอยู่เพียงหยิบมือหนึ่ง ทำไมต้องดั้นด้นไปด้วย? แต่ฉันกลับคิดว่าความไม่มีอะไรเลยของเกาะแห่งนี้นี่แหล่ะที่ทำให้มีเสน่ห์น่าดึงดูด น่าไปเยือนให้เห็นกับตา คำถามเกิดขึ้นในหัวฉันมากมาย ประเทศที่จัดว่ามีสวัสดีการดีมากแห่งหนึ่งตามสไตล์สแกนดิเนเวียน แต่มีสภาพภูมิประเทศที่โหดร้าย เป็นเกาะที่มีที่ราบน้อยมาก อากาศแปรปรวนตลอดเวลา ต้นไม้ก็ไม่มี คนที่นี่เค้าอยู่กันยังไง ใช้ชีวิตยังไง แล้วกินอะไรกัน

หมู่เกาะแฟโร, ธรรมชาติ

ครอบครัวของฉันเลือกที่จะนั่งเรือไปแล้วนั่งเฮลิคอปเตอร์กลับ พวกเราออกเดินทางกันแต่เช้าเพื่อไปขึ้นเรือที่เมือง Sørvágur (ซอลวาวเออ) ใกล้ๆ สนามบินประจำชาติ กว่าจะหาจุดขึ้นเรือได้เล่นเอาเหนื่อย ไม่ใช่เพราะว่าท่าเรือใหญ่จนหาไม่เจอ แต่เป็นเพราะท่าเรือนั้นเล็กแสนเล็ก จนไม่แน่ใจว่ามาถูกที่แล้วหรือยัง เราไม่ได้จองตั๋วเรือกันมา เลยต้องไปเสี่ยงดวงเอาที่ท่าเรือ ที่นี่ไม่มีตู้ขายตั๋ว ไม่มีป้ายบอกอะไรทั้งนั้น ต้องคอยเล็งเอาเองว่าพอใกล้ถึงเวลาเรือออกจะมีเจ้าหน้าที่เดินไปที่เรือ ทุกคนก็จะกรูกันไปหาแล้วก็จ่ายเงินค่าตั๋วที่เจ้าหน้าที่นี่แหละ ก่อนที่จะได้ขึ้นเรือ แล้วเจ้าหน้าที่คนนั้นก็กลายมาเป็นผู้ขับเรือให้พวกเราในตอนหลัง

เอาล่ะสิ เอาเงินโครนเนอร์มาไม่พอ (สนนราคาค่าเรือ 60 Kroner ซึ่งอัตราแลกเปลี่ยนเท่ากับเงินของเดนมาร์ก จึงสามารถใช้โครนเนอร์ของเดนมาร์กแทนได้) จะขอรูดบัตร อ้าว! เวรกรรม! ไม่รับบัตร รับแต่เงินสดเท่านั้น ดีนะที่ฉันมีเงินยูโรติดมาด้วย เลยมีเงินพอจ่ายค่าตั๋วเรือทั้งครอบครัวได้ นี่เป็นครั้งแรกที่มาเหยียบสแกนดิเนเวียแล้วพบว่าบัตรเครดิตไม่มีความหมาย ทั้งๆ ที่ปกติแล้วคนแถบนี้แทบไม่พกเงินสด ทุกคนอยู่รอดด้วยเงินพลาสติกเท่านั้น นี่พวกเรากำลังเดินทางย้อนเวลาไปสู่ความเป็นสามัญสินะ

หมู่เกาะแฟโร, ท่องเที่ยว

45 นาทีผ่านไป เรือลำน้อยก็พาพวกเรามาถึงเกาะมีจีเนส (จนได้) ภาพแรกที่เห็นตรงหน้าคือ ‘บันได!’ ถูกต้องค่ะ เกาะมีจีเนสแม้จะมีขนาดเพียงแค่ 10 ตารางกิโลเมตร แต่ภูมิประเทศโดยส่วนใหญ่เป็นภูเขาและที่ราบบนภูเขา ท่าเรืออยู่ติดระดับน้ำทะเล จะขึ้นไปถึงหมู่บ้านได้ก็ต้องปีนบันไดขึ้นไป ฉันลอบมองดูเพื่อนร่วมทางจมูกโด่ง ผมสีน้ำตาลทอง ที่มีทั้งลุงป้าน้าอาและเด็ก ๆ ทุกคนล้วนเดินฉับๆๆๆ ขึ้นบันไดไปอย่างไม่มีรีรอ ครอบครัวชาวเอเชียหนึ่งเดียวในคณะอย่างพวกเรารอให้ทุกคนเดินกันไปก่อนจึงค่อยๆ ย่องขึ้นบันไดตามขึ้นไป

หมู่เกาะแฟโร, ธรรมชาติ

หมู่บ้านบนเกาะมีจีเนสนั้นเล็กแสนเล็ก เล่ากันว่าเมื่อ 60 ปีก่อนเคยมีประชากรมากถึงกว่า 160 คน มีทั้งโรงเรียนและโบสถ์ประจำเกาะ แต่คงเป็นเพราะความห่างไกล ไม่มีโรงพยาบาล การเดินทางใช้เวลาพอสมควร ทำให้คนที่เคยอาศัยอยู่บนเกาะแห่งนี่เลือกที่จะย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่อื่นที่เข้าถึงความสะดวกสบายได้มากกว่า จนตอนนี้มีประชากรเหลืออยู่รวมกันแค่ราวๆ 11 คน มีบ้านที่มีคนอยู่อาศัยเพียง 6 หลัง บ้านที่เหลือหลายหลังถูกทิ้งร้าง บ้างก็ถูกปล่อยเช่าสำหรับนักท่องเที่ยวผ่านเว็บไซต์ชื่อดัง ฉันได้เจอทั้งหมด 5 คนบนเกาะแห่งนี้ 2 คนอยู่ที่ท่าเรือ อีก 2 คนทาสีบ้านอยู่ และอีกคนหนึ่งอยู่ที่จุดจอดเฮลิคอปเตอร์ (โอ้โห… ฉันได้เจอคนถึงเกือบครึ่งหนึ่งของคนบนเกาะนี้เชียวเหรอ!)

หมู่เกาะแฟโร หมู่เกาะแฟโร, ธรรมชาติ หมู่เกาะแฟโร

หลายคนเดินทางมาที่เกาะมีจีเนสเพื่อมาดูนก ที่นี่เป็นสวรรค์ของผู้รักนก เพราะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์นกตามธรรมชาติ โดยเฉพาะเจ้านกพัฟฟิน (Puffin) ตัวสีดำ ท้องสีขาว ปากสีส้มๆ ตัวอ้วนกลมแสนน่ารัก และนกฟูลมาร์ (Fulmur) ตัวสีขาวเทาอ้วนกลมไม่แพ้กัน แต่จะไปให้เห็นรังตามธรรมชาติของนกเหล่านี้ก็ต้องออกแรงเดินกันนิดหน่อย

หมู่เกาะแฟโร

เส้นทางเทรกกิ้งยอดฮิตของเกาะแห่งนี้เริ่มต้นจากท่าเรือและหมู่บ้านมีจีเนสไปทางตะวันตก ผ่านหน้าผาซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของนกพัฟฟินและฟูลมาร์ เรื่อยไปจนถึงปลายสุดของเกาะซึ่งเป็นที่ตั้งของประภาคารสีขาวเด่นเป็นสง่า ระยะทางไปกลับรวมแล้วราวๆ 6 กิโลเมตร ชันบ้างเป็นระยะๆ แต่ไม่มากนัก คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถค่อยๆ ไต่ขึ้นไปถึงสันเขาได้ แม้สุดท้ายจะขอรีไทร์ให้ลูกออกไปเดินต่อกันเอง

หมู่เกาะแฟโร, ธรรมชาติ

ฉันกับน้องสะพายเป้เดินต่อไปตามทางสันเขา ขึ้นๆ ลงๆ ไปตามทางจนไปเจอด้านหนึ่งของภูเขาที่เต็มไปด้วยนกพัฟฟินเป็นร้อยๆ พันๆ ตัว บ้างเดินเล่นบนหญ้า บ้างหลบอยู่ในรูซึ่งเป็นรังของมัน แป๊บๆ ก็บินไปบินมา บ้างก็โฉบไปกินปลาที่ริมน้ำ เวลาพัฟฟินบิน มันจะกางขากางปีกดูป้อมๆ น่ารักมาก เรานั่งกินขนมไปดูพัฟฟินบินไปมา เพลินที่สุด

หมู่เกาะแฟโร, นกมัฟฟิน หมู่เกาะแฟโร, นกมิฟฟิน, ธรรมชาติ

ผ่านจากเขาด้านนี้ไปนิดนึงจะเป็นหน้าผาและสะพานเหล็กเชื่อมระหว่างหน้าผา เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของนกฟูลมาร์อีกหลายร้อยตัว หน้าผ้าหินสีน้ำตาลเข้มปรากฏลวดลายสีขาวด่างพร้อยไปทั่ว ไม่ใช่อะไรที่ไหน แต่เป็นสีจากการถ่ายท้องของนกเหล่านี้นี่เอง ตรงไหนมีแง่งหิน ตรงนั้นจะพบกับรังนก และมีลูกนกฟูลมาร์ที่มีขนฟูฟ่องพองทั่วตัวอยู่ละลานตา

หมู่เกาะแฟโร, นกมัฟฟิน หมู่เกาะแฟโร, ธรรมชาติ

เส้นทางเดินต่อไปเป็นทางราบบนสันเขาที่เชื่อมต่อไปยังที่ตั้งของประภาคาร ผ่านทุ่งหญ้าที่มองเห็นเวิ้งว้าง แต่ไม่ว่างเปล่า เพราะมีกลุ่มแกะเดินกินหญ้าไปมาตามธรรมชาติ แกะพวกนี้ขนร่วงไม่เป็นท่า จับเป็นก้อนๆ แหว่งๆ ไม่น่าดูชม เพียงมองปราดเดียวก็ชวนให้คาดเดาได้ไม่ยากว่านี่คงเป็นอาหารอันโอชะของคนที่นี่ ฉันย้อนนึกถึงไก่ที่ถูกเลี้ยงแบบ free ranch ไม่ถูกกักขังบริเวณ ทำให้อารมณ์ดี มีสุขภาพดี จึงทำให้ไข่และไก่มีคุณภาพดี มีราคาแพง แกะเหล่านี้ก็แลดูจะเรียกว่าเป็นแกะ free ranch ได้เช่นกัน พื้นที่กินหญ้าอันมหาศาล แกะคงจะอารมณ์ดีอยู่ไม่น้อย

หมู่เกาะแฟโร, ธรรมชาติ

เดินลัดเลาะบนสันเขาผ่านฝูงแกะไปได้สักระยะหนึ่ง ฉันก็มาถึงประภาคารขาวเด่นเป็นสง่าที่ปลายเกาะสักที ประภาคารแห่งนี้เป็นสัญลักษณ์ของเขตแดนประเทศหมู่เกาะแฟโรทางทิศตะวันตก ความจริงแล้วที่นี่ไม่ได้มีอะไรมากนอกจากเป็นอาคารก่อสร้างหนึ่งเดียวท่ามกลางพื้นหญ้าสีเขียวขจีทางด้านนี้ ฉันและน้องสาวเตรียมอาหารมาปิกนิกกันบนเนินเขา แน่นอน เราไม่ยอมตายเอาดาบหน้าเพราะคิดว่าการหาของกินบนเกาะแห่งนี้คงไม่ใช่เรื่องง่าย และก็เป็นอย่างที่คิดจริงๆ ที่นี่ไม่มีร้านอาหารแม้แต่ร้านเดียว มีอย่างมากคือมุมกาแฟในเกสต์เฮาส์แห่งเดียวของเกาะ ซึ่งเป็นบริการแบบชงเองจ่ายเงิน (สด) เองใส่กระป๋องไว้ เราเดินมาถึงฟากตะวันตกที่สุดของเกาะ แน่นอนว่าไม่มีอะไรเลยนอกจากประภาคารและความว่างเปล่า สิ่งมีชีวิตที่เราพบอย่างเดียวในตอนนี้คือเพื่อนนักท่องเที่ยวซึ่งต่างก็เอาอาหารง่ายๆ มานั่งปิกนิกบนสันเขาด้วยเหมือนกัน

หมู่เกาะแฟโร, ธรรมชาติ หมู่เกาะแฟโร, ธรรมชาติ

ชีวิตบนเกาะแห่งนี้เป็นไปด้วยความเรียบง่าย ฉันไม่แปลกใจถ้าหากคนที่นี่จะกินปลา แกะ และนก เป็นอาหาร ความไม่มีอะไรเลยของพื้นที่แถบนี้ทำให้ชีวิตอาจไม่มีทางเลือกมากนัก มีอะไรก็ต้องกินอย่างนั้น ผลไม้ไม่มี ผักก็ไม่มี ต้องกินสาหร่ายหรือหญ้าบางประเภทแทน ฉันโชคดีที่อากาศในวันนี้สดใส ท้องฟ้ามีเมฆบ้าง แต่นับว่าเป็นสภาพอากาศที่ดีมาก ฉันจินตนาการแทบไม่ออกว่าในวันที่มีลมพายุ ฝนฟ้าคะนอง หรือในวันที่หิมะตก อากาศหนาวเหน็บ ผู้คนบนเกาะแห่งนี้จะใช้ชีวิตกันอย่างไร นี่คงเป็นสาเหตุที่ประชากรคนบนเกาะนี้ลดลงเรื่อยๆ สิ่งที่มีอยู่บนเกาะแห่งนี้จึงอยู่บนพื้นฐานของความเป็นสามัญ เป็นไปตามธรรมชาติ ซึ่งหาได้น้อยลงทุกทีบนโลกใบนี้ ฉันพบว่านี่แหล่ะคือเสน่ห์ในความเป็นสามัญอย่างแท้จริง

ในความธรรมดาที่ไม่ธรรมดาคือ ขากลับเราเลือกนั่งเฮลิคอปเตอร์ของสายการบินแอตแลนติก แอร์เวย์ส ซึ่งเป็นสายการบินประจำชาติของแฟโร สนนราคาเพียงแค่ 145 โครนเนอร์ (สำหรับเด็กและผู้สูงอายุลด 50%) หรือไม่ถึง 800 บาทเท่านั้นเอง กัปตันใจดีพาผู้โดยสารวนดูวิวเกาะด้วยนิดนึงก่อนจะลงจอดที่สนามบินนานาชาติ Vágar (แวการ์) ภายในเวลาเพียง 11 นาที รวดเร็วทันใจดีแท้

หมู่เกาะแฟโร, ธรรมชาติ

เอ๊ะ! แต่เดี๋ยวก่อน ขาไปไปเรือ เอารถไปจอดไว้ที่ท่าเรือนี่… กรรม! สุดท้ายต้องเดินจากสนามบินไปท่าเรืออีกประมาณ 3 กิโลเมตร! อะ… ไหน ๆ ก็เดินมาเยอะแล้ว เดินอีกซักนิดจะเป็นอะไร ชีวิตกลับสู่สามัญอีกครั้งด้วยลำแข้งของตัวเอง

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

มุทริกา พฤกษาพงษ์

สาวชาวกรุง ผู้มีความเชื่อว่าการเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด การเดินทางก็เช่นกัน ชาร์จแบตเตอร์รี่ชีวิตด้วยดนตรี กีฬา อาหาร และการท่องเที่ยว หลงใหลในธรรมชาติ ภูเขา ท้องฟ้า น้ำทะเล เพราะทำให้มองเห็นตัวเองได้ชัดว่า “I’m just a tiny dot in this big universe.”

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load