16 กุมภาพันธ์ 2561
2 K

ภูเขาไฟอากุง (Agung) ที่เกาะบาหลีปะทุในเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากสื่อไทยและต่างประเทศค่อนข้างมาก เพราะบาหลีเป็นสถานที่ท่องเที่ยวติดอันดับโลก เมื่อภูเขาไฟปะทุหรือระเบิดครั้งหนึ่ง การจะเคลียร์นักท่องเที่ยวออกจากเกาะคงจะยากและน่าเวียนหัวพอดู คนที่มีกำหนดการไปเที่ยว ก็ต้องปรับแผนกันใหม่หมด

คิดแล้วก็ทำให้นึกถึงตอนที่เราต้องติดเกาะเพราะภูเขาไฟอีกลูกหนึ่งในอินโดนีเซียระเบิด

เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม 2557 เราลาพักผ่อนจากงานที่จาการ์ตาไปเที่ยวเกาะฟลอเรส (Flores) กับโคโมโด (Komodo) เป็นเวลา 6 วัน โดยเริ่มจากนั่งเครื่องบินไปบาหลี แวะเปลี่ยนเครื่องที่เมืองลาบวนบาโจ (Labuan Bajo) เพื่อไปเริ่มต้นทริปจากฝั่งตะวันออกของเกาะฟลอเรส ที่เมืองเอนเด (Ende) และนั่งรถย้อนกลับมาทางตะวันตก แวะดูเมืองต่างๆ จนถึงลาบวนบาโจอีกรอบ เพื่อที่จะลงเรือไปเกาะโคโมโด (ใช่แล้ว เกาะนั้นที่มีมังกรโคโมโดนั่นแหละ!)

ทริปนี้เริ่มต้นด้วยความน่าผิดหวัง วันแรกที่เมืองเอนเด เรานั่งรถขึ้นภูเขาไฟเกอลิมูตู (Kelimutu) และเดินเท้าต่อขึ้นไปดูปากปล่อง ซึ่งปากปล่องภูเขาไฟแห่งนี้ประกอบด้วยทะเลสาบ 3 แห่งซึ่งอยู่ติดๆ กัน แต่ละแห่งมีสีน้ำต่างกัน และเปลี่ยนสีไปได้เรื่อยๆ ตลอดปี แต่เช้านั้นหมอกลงจัด ฟ้าปิด เราไม่ได้เห็นทะเลสาบ นั่งรอกลางลมหนาวจนถึง 11 โมงฟ้าก็ยังไม่เปิด อกหักต้องกลับลงด้านล่างเพื่อมุ่งหน้าสู่เมืองต่อไป

เนื่องจากทะเลสาบสวยมาก เราขอนำรูปถ่ายภูเขาไฟเกอลิมูตูมาให้ดู นี่คือ 1 ปีต่อมา เมื่อเราตัดสินใจบินกลับไปดูภูเขาไฟโดยเฉพาะ

ช่วงต่อมาของทริปราบรื่นจนเราลืมไปว่าวันแรกน่าผิดหวังขนาดไหน และเริ่มวางแผนว่าจะกลับมาดูเกอลิมูตูอีกเมื่อไหร่ดี จนกระทั่งวันที่ 4 ของทริป เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

วันนี้เราลงเรือมุ่งหน้าสู่เกาะรินจา (Rinca) ซึ่งเป็น 1 ใน 5 เกาะของอินโดนีเซียซึ่งมีมังกรโคโมโดอาศัยอยู่ เพื่อไปเดิน trekking เป็นน้ำจิ้มก่อนจะไปเกาะที่มีมังกรโคโมโดอยู่เยอะที่สุดและมีชื่อตรงกับเจ้ามังกรตัวจริง

สภาพภูมิประเทศของเกาะรินจาส่วนใหญ่เป็นทุ่งหญ้า มีป่าโปร่งเล็กน้อย และมีเนินเตี้ยๆ กระจายหลายจุด เส้นทางเดินเขามีทั้งระยะสั้น-กลาง-ยาว แล้วแต่ชนิดของภูมิประเทศและเวลาที่นักท่องเที่ยวมี ทุกกลุ่มทุกเส้นทางจะมีเจ้าพนักงานคอยประกบเพื่ออธิบายเกี่ยวกับมังกรโคโมโดและสัตว์ป่าอื่นๆ ที่เราอาจเจอตามทาง รวมทั้งวิธีการป้องกันตัวและรับมือหากเจอมังกรวิ่งไล่พุ่งเข้าใส่ (เห็นเดินช้าต้วมเตี้ยม พี่เค้าสพรินต์ได้เร็วถึง 20 กม./ช.ม. เชียวนะ) และยังพร้อมจะช่วยดูแลเราหากเกิดอะไรขึ้นด้วย

ช่วงเวลาประมาณ 4 โมงเย็น ระหว่างกำลังเดินอยู่บนเนินที่สูงที่สุดลูกหนึ่งของเกาะ และมองดูวิวย้อนกลับไปที่ท่าเรือ เราก็ได้ยินเสียงดัง ‘boom!’ คล้ายๆ เสียงหม้อแปลงระเบิด แต่ดังกว่านั้นมาก ดังมาจากไกลๆ ทุกคนหันมามองหน้ากัน และเห็นพ้องกันว่าเราคงจะต้องรีบเดินเสียแล้ว ท่าทางพายุฝนกำลังจะมา (เอ๊ะ แต่เดือนพฤษภาคมหมดฝนแล้วนี่นา)

ระหว่างนั้นเจ้าพนักงานก็ชี้ชวนให้ดูพระอาทิตย์และเมฆสีทึมๆ บนท้องฟ้าที่แผ่กระจายไปในแบบที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน เขาบอกว่า

“Look at the sun. It looks like car’s headlight shining through the fog. I don’t see it very often.” (ดูพระอาทิตย์สิครับ เหมือนไฟหน้ารถที่ส่องทะลุหมอกออกมา ผมไม่ค่อยได้เห็นอะไรแบบนี้บ่อยๆ)

แน่ล่ะสิ ก็มันไม่ใช่เมฆนี่ เพียงแต่ตอนนั้นเรายังไม่รู้น่ะ

แสงที่สาดออกมาจากเมฆก้อนนั้นไม่เหมือนแสงแดดปกติ พระอาทิตย์เหมือนอยากจะโผล่ออกมาแต่ก็ทำไม่ได้ แต่ตอนนั้นยังไม่มีใครเอะใจ และยังแวะหามุมถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน อีกทั้งดูจากช่วงเวลาของวันแล้ว ความครึ้มของแดดก็ไม่แปลกอะไร

เมื่อเรากลับไปพักผ่อน ทานข้าวเย็น และนอนค้างบนเรือ ลูกเรือผู้น่ารักก็ทำ avocado shake ให้ดื่มเพิ่มความสดชื่นหลังจากตากแดดเดินเขากันมา ระหว่างนั้นเองเราก็เริ่มสังเกตว่ามีเศษเขม่าอยู่ในแก้ว แต่ก็ดื่มต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหันไปมองคนข้างๆ แล้วเห็นว่าบนหัวของเธอมีเขม่าขี้เถ้าเกาะเช่นกัน เอ๊ะ เขม่าในแก้วชักจะเยอะ นี่มันคืออะไรกันนะ

ตอนนั้นเองลูกเรือสีหน้าไม่ค่อยดี เดินมาบอกว่าได้ยินจากวิทยุว่า ภูเขาไฟที่อยู่แถวนั้นระเบิด

ในตอนนั้นยังไม่มีใครคิดกังวลอะไรมาก เพราะยังไม่รู้ข้อมูลว่าระเบิดแรงระดับไหน และลมพัดไปทางใด ลูกเรือจึงช่วยกันกางผ้าใบลงเพื่อกันไม่ให้เขม่าขี้เถ้าเข้ามาในเรือเยอะเกินไป หลังจากนั้นเราก็ทานข้าวเย็นกันอย่างเอร็ดอร่อย พร้อมทั้งพยายามติดต่อเพื่อนเพื่อแจ้งว่า เราปลอดภัยดี คืนนั้นเรานอนค้างกันบนเรือกลางทะเลใต้ท้องฟ้าที่มืดมิด ก่อนนอนก็คิดว่า นี่ฉันเจอภูเขาไฟระเบิดจริงๆ หรือนี่ ตื่นเต้นอะ  

ตื่นเช้าวันรุ่งขึ้น สภาพเรือมีขี้เถ้าจับหนา จากเรือสีขาวกลายเป็นสีน้ำตาล ลูกเรือแจ้งว่าทางการอินโดนีเซียประกาศปิดอุทยานแห่งชาติโคโมโด เนื่องจากทางอุทยานต้องดูแลความเรียบร้อยปลอดภัยโดยรวม และดูแลเหล่ามังกรทั้งหลายว่าได้รับผลกระทบจากขี้เถ้าภูเขาไฟหรือไม่ ทำให้เราไม่สามารถเข้าไปดูมังกร ชายหาดสีชมพู และนั่งเรือดูฝูงปลากระเบนตามกำหนดการได้ ผิดหวังอีกแล้ว!

ไกด์เห็นสีหน้าผิดหวังของเราจึงหารือกับกัปตันและลูกเรือ ได้ความว่าวันนี้เราจะกลับไปที่เกาะรินจาเพื่อเดินเขาอีกครั้ง เนื่องจากเจ้าหน้าที่ยังพอดูแลได้ ไม่ปิดเกาะ แต่ก็ไม่สนับสนุนให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเพิ่ม เราเลือกเส้นทางใหม่ไม่ให้ซ้ำกับเมื่อวาน แต่บรรยากาศโดยรวมขอใช้คำว่าให้ความรู้สึกเหมือน Apocalypse พื้นที่รอบๆ เหมือน Wasteland ขมุกขมัว เขม่าขี้เถ้าเกาะบนต้นไม้ ใบไม้ แสงอาทิตย์ส่องทะลุลงมาแทบจะไม่ได้ ทัศนวิสัยแย่มาก รู้สึกเลยว่าอากาศเป็นพิษพอควร เราหายใจไม่ค่อยออก แสบตา สภาพการเดินเขาของเราเป็นการใส่แว่นตาดำเดินในที่มืดครึ้ม และคาดผ้ากันฝุ่นปิดปากปิดจมูกเป็นไอ้โม่งกันไป ได้บรรยากาศไปอีกแบบ

หลังจากนั้น กัปตันก็พาเราแล่นเรือออกจากเกาะรินจา หนีบริเวณที่มีเถ้าถ่านภูเขาไฟปกคลุมจนเริ่มมองเห็นท้องฟ้าที่เป็นสีฟ้า แต่เวลาทัวร์ยังไม่หมด กัปตันจึงหาเกาะให้เราดำน้ำตื้นเป็นการชดเชยที่ไม่ได้ไปโคโมโด

เราได้แวะที่เกาะเล็กๆ 2 แห่ง ซึ่งมีปะการังน้ำตื้นสวยงามมาก และมีชายหาดสีชมพูที่ไกด์รับรองว่าสวยไม่แพ้ที่โคโมโด ต่างกันแค่ว่ามันไม่ใช่โคโมโดเท่านั้นเอง

ในที่สุดเราก็ได้กลับขึ้นเกาะฟลอเรสที่เมืองลาบวนบาโจเพื่อพบว่า สนามบินปิด ตามกำหนดการจะต้องเที่ยวและนอนค้างที่ลาบวนบาโจ 1 คืน แต่จากข่าวก็คงจะต้องอยู่เพิ่มอีกอย่างน้อย 1 คืน จากที่นี่เรายังมองเห็นเถ้าถ่านภูเขาไฟบนฟ้าได้อยู่เลย

เช้าวันถัดมาเราใช้เวลาส่วนใหญ่เดินติดต่อตามบริษัททัวร์และหยั่งท่าทีที่สนามบิน แน่นอนว่าไม่มีใครสามารถพาเราออกไปจากเกาะนี้ได้ เครื่องบินออกจากบาหลีเพื่อมาเกาะนี้ไม่ได้ บางคนบอกว่ามีเรือที่จะพาเราออกไปถึงเกาะลอมบอก (Lombok) หรือบาหลีได้ แต่ก็คงใช้เวลาเป็น 10 ชั่วโมง ไม่ไหวละค่ะ แต่สายการบินได้บันทึกรายละเอียดของเราไว้ และสัญญาว่าจะรีบโทรแจ้งทันที หากมีความเคลื่อนไหวใดๆ

สุดท้ายขอบคุณคุณพระคุณเจ้า เย็นนั้นเราได้รับโทรศัพท์จากสายการบินแจ้งว่าจะเริ่มบินอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ และจองที่ไว้ให้เราแล้ว สายการบินนี้ใจกล้าบ้าบิ่น เป็นสายแรกๆ ที่บินฝ่าชั้นบรรยากาศที่อาจยังมีเศษขี้เถ้าภูเขาไฟอยู่จางๆ

เครื่องบินของเราบินออกจากบาหลีและรับผู้โดยสารกลับไปได้โดยปลอดภัย ใบพัดและเครื่องยนต์อยู่ครบ รวมเวลาติดเกาะอยู่ประมาณ 1 วันครึ่ง รวมความตื่นเต้นของเหตุภูเขาไฟระเบิดประมาณ 3 วัน กลับถึงบาหลีก็ยังได้ผจญภัยร่วมกับเพื่อนผู้โดยสารติดค้างจำนวนมากที่ติดเกาะมาด้วยกันอีก เพื่อแย่งกันกลับจาการ์ตา การเดินทางในอินโดนีเซียสร้างความสนุกและลุ้นระทึกได้เสมอ

หากคุณคิดว่าประสบการณ์นี้ระทึกใจแล้ว สิ่งที่ระทึกยิ่งกว่าคือเที่ยวบินที่บินออกจากบาหลีเพื่อมาเกาะฟลอเรส จะบินแบบ hop จากเมืองหนึ่งต่อไปอีกเมืองหนึ่ง จนถึงริมฝั่งตะวันออกของเกาะ หรือจุดหมายปลายทางที่เกาะอื่นใกล้ๆ กัน ฉะนั้น คนที่รออยู่ที่เมืองเหล่านั้นไม่ได้เห็น ไม่ได้ยินภูเขาไฟระเบิด แต่ไม่มีเที่ยวบินกลับบ้าน และไม่รู้ว่าจะมีเมื่อไหร่

เพื่อนเรา 4 คนตัดสินใจเริ่มทริปจากฝั่งตรงกันข้ามกับเรา แล้วนั่งรถสวนทางกัน จึงติดอยู่ที่เมืองเหล่านี้ บางคนอยู่โรงแรมซึ่งไม่มีทีวี และไม่มี Wi-Fi รันเวย์สนามบินกลายเป็นสนามบอลของเด็กๆ ท้องถิ่น เพื่อนคนหนึ่งติดอยู่ถึง 3 วัน เนื่องจากสายการบินจำเป็นต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะเคลียร์ผู้โดยสายตกค้างได้ทั้งหมด

ทริป 8 วันนี้เป็นประสบการณ์ติดเกาะที่ทำให้เราต้องใจเย็นสวนทางกับความร้อนใต้เปลือกโลก เปลี่ยนภาพของทริปที่น่าผิดหวัง เป็นทริปที่น่าตื่นเต้น ความขลุกขลักจากเหตุสุดวิสัยเป็นเรื่องเข้าใจได้ เราไม่ได้มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องรีบร้อนกลับบ้าน ดังนั้น แทนที่จะใช้เวลาไปกับการโวยวายและอารมณ์เสีย ก็ลองมองว่าสิ่งนี้เป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้อีกแล้ว ได้สังเกตวิธีการรับมือของคนแต่ละประเภท ได้สำรวจเมืองเพิ่มขึ้น ได้ใช้เวลากับเพื่อนร่วมทาง บ่อยแค่ไหนกันที่คุณจะติดเกาะเพราะภูเขาไฟมันดันระเบิดขึ้นมา

เป็นเรื่องที่เล่าให้ลูกหลานฟังไปได้อีกนาน

สรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือ เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2557 ภูเขาไฟซังเกียง (Sangeang) ซึ่งอยู่ห่างออกไปจากเกาะรินจาประมาณ 80 กิโลเมตร เกิดระเบิดขึ้น เป็นการระเบิดใหญ่หลังจากครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2542 ควันและเขม่าขี้เถ้าลอยขึ้นฟ้าสูงถึงประมาณ 15 – 20 กิโลเมตร และแผ่ขยายไปทางตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ไกลถึงเมืองดาร์วิน (Darwin) ออสเตรเลีย กระทบกับเที่ยวบินจากออสเตรเลียเช่นกัน

เหตุการณ์นี้ไม่มีผู้เสียชีวิต เนื่องจากไม่มีผู้อยู่อาศัยบนเกาะ มีเพียงเกษตรกรบางกลุ่มที่ใช้ประโยชน์จากการทำเกษตรกรรมบนพื้นที่บางส่วน และทางการอินโดนีเซียได้ประกาศเตือน alert ระดับ 3 (จาก 1 – 4) ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ทั้งนี้อินโดนีเซียตั้งอยู่ในบริเวณ Ring of fire มีภูเขาไฟหลายร้อยลูกที่ยังคุกรุ่น (active volcano) ความเสี่ยงของภูเขาไฟปะทุหรือระเบิดมีอยู่ได้เสมอ ผู้ที่สนใจไปท่องเที่ยวควรเช็คข้อมูลให้ดีก่อนทุกครั้ง

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ดุษฎี กลิ่นโพธิ์

เกิดที่สิงห์บุรี โตในเมืองกรุง เคยเรียนหนังสือที่อเมริกาและเคยทำงานที่อินโดนีเซีย ชอบอบขนม สะสมโปสการ์ด เสพติดการวิ่ง หลงรักการปีนภูเขาไฟ และหลงใหลการหาเรื่องไปเที่ยว

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

25 มิถุนายน 2564
1 K

ได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของ ‘โฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น’ มาพักใหญ่ๆ แล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสไปสัมผัสและเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนของที่นี่สักที จนกระทั่งมีโอกาสชวนเพื่อนสุดซี้ไปพักผ่อนที่นี่กัน โดยเราเริ่มหาข้อมูลของโฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่นอย่างจริงจัง ตั้งแต่เริ่มจองบ้านพัก ซึ่งนักท่องเที่ยวจะต้องจองบ้านพักผ่านเพจ โฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น จังหวัดสุโขทัย เป็นเพจที่ดูแลโฮมสเตย์ทุกหลังในหมู่บ้านแห่งนี้ 

หลังจากแจ้งวันที่เข้าพักและโอนค่ามัดจำเรียบร้อยแล้ว ทางแอดมินจะให้เบอร์โทรศัพท์เจ้าของบ้านที่เราจะเข้าพัก เพื่อนัดให้เขามารับที่บริเวณปากทางเข้าหมู่บ้าน 

เป็นอะไรที่ตื่นเต้นดี เพราะเราไม่รู้ว่าบ้านพักหน้าตาเป็นยังไง ไปลุ้นเอาข้างหน้าค่ะ 

นอนบ้านทุ่ง กินอาหารบ้านๆ และสูดอากาศบริสุทธิ์ที่โฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น จ.สุโขทัย

และแล้ววันเดินทางไปบ้านนาต้นจั่นก็มาถึง เรานั่งรถทัวร์กรุงเทพฯ-ศรีสัชนาลัย เพื่อไปลงที่อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย จากนั้นเหมารถสามล้อให้มาส่งที่ปากทางเข้าหมู่บ้านนาต้นจั่น มีเจ้าของบ้าน ‘สองพี่น้อง’ มารอรับ

โปรแกรมวันนี้ คือการไปชมทุ่งนาเขียวขจี ซึ่งเป็นไฮไลต์ของบ้านนาต้นจั่นเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าใครที่มาเยือนบ้านนาต้นจั่น ย่อมอยากจะมาเดินทอดน่องบนสะพานไม้ไผ่ที่ทอดยาวสุดสายตา ขนาบข้างด้วยทุ่งนาสีเขียวกว้างไกล วันที่เราไป ดอกไม้ดอกหญ้าแถวนั้นกำลังแข่งกันออกดอกบานสะพรั่ง สีสันสวยงามเลยทีเดียวเชียว

จากนั้น เราไปเรียนรู้การทอผ้าของชาวสุโขทัย และชมวิธีการทำตุ๊กตาบาร์โหน ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของ คุณตาวงษ์ เสาปั้น ผู้คิดค้นและประดิษฐ์ตุ๊กตาจากไม้ ใช้เล่นเพื่อบริหารมือ เล่นได้ทุกเพศทุกวัย โดยมีวิธีการเล่นคือ บีบปลายด้านล่างของไม้ ตุ๊กตาจะโหนแกว่งราวกับคนกำลังโหนบาร์ในท่าทางต่างๆ ซึ่งเป็นของฝาก ของที่ระลึกที่ได้รับความนิยม ใครสนใจก็สั่งซื้อ แล้วทางร้านจะจัดส่งไปให้ที่บ้าน เนื่องจากมียอดจองเข้ามาเรื่อยๆ จึงต้องอดใจรอกันสักนิด

นอนบ้านทุ่ง กินอาหารบ้านๆ และสูดอากาศบริสุทธิ์ที่โฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น จ.สุโขทัย

สนุกสนานกันพอแล้ว ก็ถึงเวลาเข้าบ้านพักสองพี่น้องกันซะที บ้านสองพี่น้องที่เราได้พักครั้งนี้เป็นบ้านไม้ ภายในบริเวณบ้านประกอบด้วยบ้านหลายหลัง บ้านที่เราพักอยู่ด้านหลัง ใกล้กับห้องครัวของเจ้าของบ้าน ภายในห้องพักมีที่นอน หมอน ผ้าห่ม และเดินออกมานิดเดียวก็จะเจอห้องน้ำที่ตั้งอยู่บริเวณนอกบ้าน 

นอนบ้านทุ่ง กินอาหารบ้านๆ และสูดอากาศบริสุทธิ์ที่โฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น จ.สุโขทัย
ภาพ : www.facebook.com/HomeStayBannaTonChan/

หลังจากอาบน้ำเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาอาหารเย็น อาหารของที่นี่จะนำวัตถุดิบที่มีในท้องถิ่นมาประกอบอาหารให้นักท่องเที่ยวกิน เช่น ผักสดๆ จิ้มกับน้ำพริก ไข่ต้ม รวมถึงอาหารพื้นบ้านก็มีให้เราลิ้มลอง อย่าง ‘น้ำพริกซอกไข่’ มีส่วนผสมของพริกแห้ง กระเทียม ตำให้ละเอียดแล้วปรุงรสด้วยน้ำปลา มะนาว จากนั้นใส่ไข่ต้มที่ฝานผ่าซีกลงไป แล้วตำเบาๆ หรือคนให้เข้ากัน ก็ได้น้ำพริกซอกไข่ รสเปรี้ยว เค็ม และเผ็ด กินกับข้าวสวยร้อนๆ ผักต้มหรือผักสดๆ ก็เริ่ดค่า

นอนบ้านทุ่ง กินอาหารบ้านๆ และสูดอากาศบริสุทธิ์ที่โฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น จ.สุโขทัย

นอกจากอาหารที่ยกขบวนกันมาแบบจัดหนัก จัดเต็มแล้ว ยังมีผลไม้ตามฤดูกาลเสิร์ฟให้กินกันแบบไม่อั้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นเงาะ ลองกอง สับปะรด ทุเรียน ฯลฯ ช่วงที่เราไปได้กินเงาะกับลองกอง พออิ่มท้องแล้วก็ได้เวลานอน เพราะพรุ่งนี้เราต้องตื่นแต่เช้า เพื่อไปดูทะเลหมอกที่ ‘จุดชมวิวบ้านห้วยต้นไฮ’ ซึ่งโปรแกรมนี้ไม่ได้รวมในราคา 600 บาทนะคะ 

ใครที่สนใจ จะต้องแจ้งกับเจ้าของบ้าน เพื่อจัดเตรียมรถและจ่ายค่ารถเพิ่มเติมเองค่ะ 

นอนบ้านทุ่ง กินอาหารบ้านๆ และสูดอากาศบริสุทธิ์ที่โฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น จ.สุโขทัย

จุดชมวิวบ้านห้วยต้นไฮ ตั้งอยู่บนเขานารายณ์ ซึ่งเป็นจุดชมวิวที่สวยงามในช่วงเช้า และชมพระอาทิตย์ตกในช่วงเย็น สำหรับทริปนี้เราเลือกไปชมพระอาทิตย์ขึ้น โดยต้องเดินฝ่าความมืดขึ้นไปตามแนวเขาระยะทางประมาณ 1.5 กิโลเมตร ฟังดูเหมือนใกล้เนอะ แต่เนื่องจากเป็นทางขึ้นเขา ระยะทางที่ฟังดูใกล้ แต่เวลาเดินจริงๆ ทำไมมันไกลซะเหลือเกิน ก็ไม่รู้สินะ แต่ด้วยใจเราที่มุ่งมั่น อยากจะขึ้นไปให้ทันดูพระอาทิตย์ขึ้นให้ได้ มันก็ทำให้มีแรงฮึด 

จนในที่สุด เราก็มาถึงจุดชมวิวบ้านห้วยต้นไฮก่อนพระอาทิตย์จะขึ้นได้จริงๆ 

เนื่องจากเมื่อคืนนี้ฝนตก เช้านี้จึงทำให้เราเห็นทะเลหมอกเยอะเลย เราสูดหายใจ เอาออกซิเจนบริสุทธิ์เข้าไปให้เต็มปอด แล้วก็นั่งเฝ้ารอจนพระอาทิตย์ค่อยๆ โผล่พ้นผ่านเมฆหมอก ให้เราได้สัมผัสแสงแรกของวันที่นี่ 

จากนั้นเราลงจากเขาไปกินอาหารเช้าเมนูง่ายๆ จากเจ้าของบ้านที่บ้านสองพี่น้องกันต่อ 

เห็นหน้าตาธรรมด๊าธรรมดา แต่รสชาตินั้นไม่ธรรมดาเลยขอบอก

ปิดท้ายทริปนี้ด้วยมื้อกลางวันด้วยการกิน ‘ข้าวเปิ๊บ’ อาหารพื้นบ้านของที่นี่ ลักษณะแป้งพับเป็นห่อสี่เหลี่ยม ทำจากแป้งข้าวเจ้าและแป้งข้าวเหนียวผสมกันตามสูตร ข้างในสอดไส้ผักต่างๆ เช่น ผักบุ้ง กะหล่ำปลี ถั่วงอก โปะหน้าด้วยไข่นึ่ง หน้าตาคล้ายไข่ดาว ร่วมด้วยเครื่องอื่นๆ อาทิ หมูสับ เลือดหมู กระเทียมเจียว โรยหน้าด้วยต้นหอม ผักชี 

ข้าวเปิ๊บเสิร์ฟพร้อมน้ำซุปต้มกระดูกหมูรสกลมกล่อม จะกินแบบรสออริจินอลหรือจะเติมเครื่องปรุงต่างๆ ก็สัมผัสถึงความอร่อยของข้าวเปิ๊บบ้านนาต้นจั่นได้เช่นกัน และใกล้ร้านข้าวเปิ๊บล้มยักษ์ยังมีร้านขายผลิตภัณฑ์พื้นเมืองขึ้นชื่ออย่างผ้าทอสุโขทัย รอให้คุณมาจับจองไปฝากใครต่อใคร หรือจะฝากตัวเองก็ได้นะ ไม่ว่ากัน 

ทั้งหมดนี้ คือความสุขและความสนุกที่ได้ซึมซับจากชาวบ้านนาต้นจั่นโฮมสเตย์ ชุมชนเข้มแข็งที่ยังคงรักษาวิถีชีวิตของชุมชนเรียบง่ายและมีเสน่ห์ รอให้ทุกคนเข้ามาสัมผัส แล้วคุณจะหลงรักที่นี่ได้ไม่ยากเลย

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ชมภูนุช ฉัตรนภารัตน์

นักเขียนตัวเล็กๆ ที่ยังคงชอบเดินทางและหลงใหลในการถ่ายภาพ แม้ว่าปัจจุบันผันตัวไปเขียนบทความด้านสุขภาพแล้ว แต่ยังรักการเขียนแนวท่องเที่ยวไม่เปลี่ยนแปลง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load