16 กุมภาพันธ์ 2561
2.21 K

ภูเขาไฟอากุง (Agung) ที่เกาะบาหลีปะทุในเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากสื่อไทยและต่างประเทศค่อนข้างมาก เพราะบาหลีเป็นสถานที่ท่องเที่ยวติดอันดับโลก เมื่อภูเขาไฟปะทุหรือระเบิดครั้งหนึ่ง การจะเคลียร์นักท่องเที่ยวออกจากเกาะคงจะยากและน่าเวียนหัวพอดู คนที่มีกำหนดการไปเที่ยว ก็ต้องปรับแผนกันใหม่หมด

คิดแล้วก็ทำให้นึกถึงตอนที่เราต้องติดเกาะเพราะภูเขาไฟอีกลูกหนึ่งในอินโดนีเซียระเบิด

เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม 2557 เราลาพักผ่อนจากงานที่จาการ์ตาไปเที่ยวเกาะฟลอเรส (Flores) กับโคโมโด (Komodo) เป็นเวลา 6 วัน โดยเริ่มจากนั่งเครื่องบินไปบาหลี แวะเปลี่ยนเครื่องที่เมืองลาบวนบาโจ (Labuan Bajo) เพื่อไปเริ่มต้นทริปจากฝั่งตะวันออกของเกาะฟลอเรส ที่เมืองเอนเด (Ende) และนั่งรถย้อนกลับมาทางตะวันตก แวะดูเมืองต่างๆ จนถึงลาบวนบาโจอีกรอบ เพื่อที่จะลงเรือไปเกาะโคโมโด (ใช่แล้ว เกาะนั้นที่มีมังกรโคโมโดนั่นแหละ!)

ทริปนี้เริ่มต้นด้วยความน่าผิดหวัง วันแรกที่เมืองเอนเด เรานั่งรถขึ้นภูเขาไฟเกอลิมูตู (Kelimutu) และเดินเท้าต่อขึ้นไปดูปากปล่อง ซึ่งปากปล่องภูเขาไฟแห่งนี้ประกอบด้วยทะเลสาบ 3 แห่งซึ่งอยู่ติดๆ กัน แต่ละแห่งมีสีน้ำต่างกัน และเปลี่ยนสีไปได้เรื่อยๆ ตลอดปี แต่เช้านั้นหมอกลงจัด ฟ้าปิด เราไม่ได้เห็นทะเลสาบ นั่งรอกลางลมหนาวจนถึง 11 โมงฟ้าก็ยังไม่เปิด อกหักต้องกลับลงด้านล่างเพื่อมุ่งหน้าสู่เมืองต่อไป

เนื่องจากทะเลสาบสวยมาก เราขอนำรูปถ่ายภูเขาไฟเกอลิมูตูมาให้ดู นี่คือ 1 ปีต่อมา เมื่อเราตัดสินใจบินกลับไปดูภูเขาไฟโดยเฉพาะ

ช่วงต่อมาของทริปราบรื่นจนเราลืมไปว่าวันแรกน่าผิดหวังขนาดไหน และเริ่มวางแผนว่าจะกลับมาดูเกอลิมูตูอีกเมื่อไหร่ดี จนกระทั่งวันที่ 4 ของทริป เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

วันนี้เราลงเรือมุ่งหน้าสู่เกาะรินจา (Rinca) ซึ่งเป็น 1 ใน 5 เกาะของอินโดนีเซียซึ่งมีมังกรโคโมโดอาศัยอยู่ เพื่อไปเดิน trekking เป็นน้ำจิ้มก่อนจะไปเกาะที่มีมังกรโคโมโดอยู่เยอะที่สุดและมีชื่อตรงกับเจ้ามังกรตัวจริง

สภาพภูมิประเทศของเกาะรินจาส่วนใหญ่เป็นทุ่งหญ้า มีป่าโปร่งเล็กน้อย และมีเนินเตี้ยๆ กระจายหลายจุด เส้นทางเดินเขามีทั้งระยะสั้น-กลาง-ยาว แล้วแต่ชนิดของภูมิประเทศและเวลาที่นักท่องเที่ยวมี ทุกกลุ่มทุกเส้นทางจะมีเจ้าพนักงานคอยประกบเพื่ออธิบายเกี่ยวกับมังกรโคโมโดและสัตว์ป่าอื่นๆ ที่เราอาจเจอตามทาง รวมทั้งวิธีการป้องกันตัวและรับมือหากเจอมังกรวิ่งไล่พุ่งเข้าใส่ (เห็นเดินช้าต้วมเตี้ยม พี่เค้าสพรินต์ได้เร็วถึง 20 กม./ช.ม. เชียวนะ) และยังพร้อมจะช่วยดูแลเราหากเกิดอะไรขึ้นด้วย

ช่วงเวลาประมาณ 4 โมงเย็น ระหว่างกำลังเดินอยู่บนเนินที่สูงที่สุดลูกหนึ่งของเกาะ และมองดูวิวย้อนกลับไปที่ท่าเรือ เราก็ได้ยินเสียงดัง ‘boom!’ คล้ายๆ เสียงหม้อแปลงระเบิด แต่ดังกว่านั้นมาก ดังมาจากไกลๆ ทุกคนหันมามองหน้ากัน และเห็นพ้องกันว่าเราคงจะต้องรีบเดินเสียแล้ว ท่าทางพายุฝนกำลังจะมา (เอ๊ะ แต่เดือนพฤษภาคมหมดฝนแล้วนี่นา)

ระหว่างนั้นเจ้าพนักงานก็ชี้ชวนให้ดูพระอาทิตย์และเมฆสีทึมๆ บนท้องฟ้าที่แผ่กระจายไปในแบบที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน เขาบอกว่า

“Look at the sun. It looks like car’s headlight shining through the fog. I don’t see it very often.” (ดูพระอาทิตย์สิครับ เหมือนไฟหน้ารถที่ส่องทะลุหมอกออกมา ผมไม่ค่อยได้เห็นอะไรแบบนี้บ่อยๆ)

แน่ล่ะสิ ก็มันไม่ใช่เมฆนี่ เพียงแต่ตอนนั้นเรายังไม่รู้น่ะ

แสงที่สาดออกมาจากเมฆก้อนนั้นไม่เหมือนแสงแดดปกติ พระอาทิตย์เหมือนอยากจะโผล่ออกมาแต่ก็ทำไม่ได้ แต่ตอนนั้นยังไม่มีใครเอะใจ และยังแวะหามุมถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน อีกทั้งดูจากช่วงเวลาของวันแล้ว ความครึ้มของแดดก็ไม่แปลกอะไร

เมื่อเรากลับไปพักผ่อน ทานข้าวเย็น และนอนค้างบนเรือ ลูกเรือผู้น่ารักก็ทำ avocado shake ให้ดื่มเพิ่มความสดชื่นหลังจากตากแดดเดินเขากันมา ระหว่างนั้นเองเราก็เริ่มสังเกตว่ามีเศษเขม่าอยู่ในแก้ว แต่ก็ดื่มต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหันไปมองคนข้างๆ แล้วเห็นว่าบนหัวของเธอมีเขม่าขี้เถ้าเกาะเช่นกัน เอ๊ะ เขม่าในแก้วชักจะเยอะ นี่มันคืออะไรกันนะ

ตอนนั้นเองลูกเรือสีหน้าไม่ค่อยดี เดินมาบอกว่าได้ยินจากวิทยุว่า ภูเขาไฟที่อยู่แถวนั้นระเบิด

ในตอนนั้นยังไม่มีใครคิดกังวลอะไรมาก เพราะยังไม่รู้ข้อมูลว่าระเบิดแรงระดับไหน และลมพัดไปทางใด ลูกเรือจึงช่วยกันกางผ้าใบลงเพื่อกันไม่ให้เขม่าขี้เถ้าเข้ามาในเรือเยอะเกินไป หลังจากนั้นเราก็ทานข้าวเย็นกันอย่างเอร็ดอร่อย พร้อมทั้งพยายามติดต่อเพื่อนเพื่อแจ้งว่า เราปลอดภัยดี คืนนั้นเรานอนค้างกันบนเรือกลางทะเลใต้ท้องฟ้าที่มืดมิด ก่อนนอนก็คิดว่า นี่ฉันเจอภูเขาไฟระเบิดจริงๆ หรือนี่ ตื่นเต้นอะ  

ตื่นเช้าวันรุ่งขึ้น สภาพเรือมีขี้เถ้าจับหนา จากเรือสีขาวกลายเป็นสีน้ำตาล ลูกเรือแจ้งว่าทางการอินโดนีเซียประกาศปิดอุทยานแห่งชาติโคโมโด เนื่องจากทางอุทยานต้องดูแลความเรียบร้อยปลอดภัยโดยรวม และดูแลเหล่ามังกรทั้งหลายว่าได้รับผลกระทบจากขี้เถ้าภูเขาไฟหรือไม่ ทำให้เราไม่สามารถเข้าไปดูมังกร ชายหาดสีชมพู และนั่งเรือดูฝูงปลากระเบนตามกำหนดการได้ ผิดหวังอีกแล้ว!

ไกด์เห็นสีหน้าผิดหวังของเราจึงหารือกับกัปตันและลูกเรือ ได้ความว่าวันนี้เราจะกลับไปที่เกาะรินจาเพื่อเดินเขาอีกครั้ง เนื่องจากเจ้าหน้าที่ยังพอดูแลได้ ไม่ปิดเกาะ แต่ก็ไม่สนับสนุนให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเพิ่ม เราเลือกเส้นทางใหม่ไม่ให้ซ้ำกับเมื่อวาน แต่บรรยากาศโดยรวมขอใช้คำว่าให้ความรู้สึกเหมือน Apocalypse พื้นที่รอบๆ เหมือน Wasteland ขมุกขมัว เขม่าขี้เถ้าเกาะบนต้นไม้ ใบไม้ แสงอาทิตย์ส่องทะลุลงมาแทบจะไม่ได้ ทัศนวิสัยแย่มาก รู้สึกเลยว่าอากาศเป็นพิษพอควร เราหายใจไม่ค่อยออก แสบตา สภาพการเดินเขาของเราเป็นการใส่แว่นตาดำเดินในที่มืดครึ้ม และคาดผ้ากันฝุ่นปิดปากปิดจมูกเป็นไอ้โม่งกันไป ได้บรรยากาศไปอีกแบบ

หลังจากนั้น กัปตันก็พาเราแล่นเรือออกจากเกาะรินจา หนีบริเวณที่มีเถ้าถ่านภูเขาไฟปกคลุมจนเริ่มมองเห็นท้องฟ้าที่เป็นสีฟ้า แต่เวลาทัวร์ยังไม่หมด กัปตันจึงหาเกาะให้เราดำน้ำตื้นเป็นการชดเชยที่ไม่ได้ไปโคโมโด

เราได้แวะที่เกาะเล็กๆ 2 แห่ง ซึ่งมีปะการังน้ำตื้นสวยงามมาก และมีชายหาดสีชมพูที่ไกด์รับรองว่าสวยไม่แพ้ที่โคโมโด ต่างกันแค่ว่ามันไม่ใช่โคโมโดเท่านั้นเอง

ในที่สุดเราก็ได้กลับขึ้นเกาะฟลอเรสที่เมืองลาบวนบาโจเพื่อพบว่า สนามบินปิด ตามกำหนดการจะต้องเที่ยวและนอนค้างที่ลาบวนบาโจ 1 คืน แต่จากข่าวก็คงจะต้องอยู่เพิ่มอีกอย่างน้อย 1 คืน จากที่นี่เรายังมองเห็นเถ้าถ่านภูเขาไฟบนฟ้าได้อยู่เลย

เช้าวันถัดมาเราใช้เวลาส่วนใหญ่เดินติดต่อตามบริษัททัวร์และหยั่งท่าทีที่สนามบิน แน่นอนว่าไม่มีใครสามารถพาเราออกไปจากเกาะนี้ได้ เครื่องบินออกจากบาหลีเพื่อมาเกาะนี้ไม่ได้ บางคนบอกว่ามีเรือที่จะพาเราออกไปถึงเกาะลอมบอก (Lombok) หรือบาหลีได้ แต่ก็คงใช้เวลาเป็น 10 ชั่วโมง ไม่ไหวละค่ะ แต่สายการบินได้บันทึกรายละเอียดของเราไว้ และสัญญาว่าจะรีบโทรแจ้งทันที หากมีความเคลื่อนไหวใดๆ

สุดท้ายขอบคุณคุณพระคุณเจ้า เย็นนั้นเราได้รับโทรศัพท์จากสายการบินแจ้งว่าจะเริ่มบินอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ และจองที่ไว้ให้เราแล้ว สายการบินนี้ใจกล้าบ้าบิ่น เป็นสายแรกๆ ที่บินฝ่าชั้นบรรยากาศที่อาจยังมีเศษขี้เถ้าภูเขาไฟอยู่จางๆ

เครื่องบินของเราบินออกจากบาหลีและรับผู้โดยสารกลับไปได้โดยปลอดภัย ใบพัดและเครื่องยนต์อยู่ครบ รวมเวลาติดเกาะอยู่ประมาณ 1 วันครึ่ง รวมความตื่นเต้นของเหตุภูเขาไฟระเบิดประมาณ 3 วัน กลับถึงบาหลีก็ยังได้ผจญภัยร่วมกับเพื่อนผู้โดยสารติดค้างจำนวนมากที่ติดเกาะมาด้วยกันอีก เพื่อแย่งกันกลับจาการ์ตา การเดินทางในอินโดนีเซียสร้างความสนุกและลุ้นระทึกได้เสมอ

หากคุณคิดว่าประสบการณ์นี้ระทึกใจแล้ว สิ่งที่ระทึกยิ่งกว่าคือเที่ยวบินที่บินออกจากบาหลีเพื่อมาเกาะฟลอเรส จะบินแบบ hop จากเมืองหนึ่งต่อไปอีกเมืองหนึ่ง จนถึงริมฝั่งตะวันออกของเกาะ หรือจุดหมายปลายทางที่เกาะอื่นใกล้ๆ กัน ฉะนั้น คนที่รออยู่ที่เมืองเหล่านั้นไม่ได้เห็น ไม่ได้ยินภูเขาไฟระเบิด แต่ไม่มีเที่ยวบินกลับบ้าน และไม่รู้ว่าจะมีเมื่อไหร่

เพื่อนเรา 4 คนตัดสินใจเริ่มทริปจากฝั่งตรงกันข้ามกับเรา แล้วนั่งรถสวนทางกัน จึงติดอยู่ที่เมืองเหล่านี้ บางคนอยู่โรงแรมซึ่งไม่มีทีวี และไม่มี Wi-Fi รันเวย์สนามบินกลายเป็นสนามบอลของเด็กๆ ท้องถิ่น เพื่อนคนหนึ่งติดอยู่ถึง 3 วัน เนื่องจากสายการบินจำเป็นต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะเคลียร์ผู้โดยสายตกค้างได้ทั้งหมด

ทริป 8 วันนี้เป็นประสบการณ์ติดเกาะที่ทำให้เราต้องใจเย็นสวนทางกับความร้อนใต้เปลือกโลก เปลี่ยนภาพของทริปที่น่าผิดหวัง เป็นทริปที่น่าตื่นเต้น ความขลุกขลักจากเหตุสุดวิสัยเป็นเรื่องเข้าใจได้ เราไม่ได้มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องรีบร้อนกลับบ้าน ดังนั้น แทนที่จะใช้เวลาไปกับการโวยวายและอารมณ์เสีย ก็ลองมองว่าสิ่งนี้เป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้อีกแล้ว ได้สังเกตวิธีการรับมือของคนแต่ละประเภท ได้สำรวจเมืองเพิ่มขึ้น ได้ใช้เวลากับเพื่อนร่วมทาง บ่อยแค่ไหนกันที่คุณจะติดเกาะเพราะภูเขาไฟมันดันระเบิดขึ้นมา

เป็นเรื่องที่เล่าให้ลูกหลานฟังไปได้อีกนาน

สรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือ เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2557 ภูเขาไฟซังเกียง (Sangeang) ซึ่งอยู่ห่างออกไปจากเกาะรินจาประมาณ 80 กิโลเมตร เกิดระเบิดขึ้น เป็นการระเบิดใหญ่หลังจากครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2542 ควันและเขม่าขี้เถ้าลอยขึ้นฟ้าสูงถึงประมาณ 15 – 20 กิโลเมตร และแผ่ขยายไปทางตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ไกลถึงเมืองดาร์วิน (Darwin) ออสเตรเลีย กระทบกับเที่ยวบินจากออสเตรเลียเช่นกัน

เหตุการณ์นี้ไม่มีผู้เสียชีวิต เนื่องจากไม่มีผู้อยู่อาศัยบนเกาะ มีเพียงเกษตรกรบางกลุ่มที่ใช้ประโยชน์จากการทำเกษตรกรรมบนพื้นที่บางส่วน และทางการอินโดนีเซียได้ประกาศเตือน alert ระดับ 3 (จาก 1 – 4) ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ทั้งนี้อินโดนีเซียตั้งอยู่ในบริเวณ Ring of fire มีภูเขาไฟหลายร้อยลูกที่ยังคุกรุ่น (active volcano) ความเสี่ยงของภูเขาไฟปะทุหรือระเบิดมีอยู่ได้เสมอ ผู้ที่สนใจไปท่องเที่ยวควรเช็คข้อมูลให้ดีก่อนทุกครั้ง

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ดุษฎี กลิ่นโพธิ์

เกิดที่สิงห์บุรี โตในเมืองกรุง เคยเรียนหนังสือที่อเมริกาและเคยทำงานที่อินโดนีเซีย ชอบอบขนม สะสมโปสการ์ด เสพติดการวิ่ง หลงรักการปีนภูเขาไฟ และหลงใหลการหาเรื่องไปเที่ยว

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

25 มิถุนายน 2565
1.83 K

The Cloud x Vespa

บรึ้น ๆ ! เสียงขบวนเวสป้าบึ่งเข้ามายังนครขอนแก่นเพื่อร่วมทริป Walk with The Cloud : บึ่งแก่นนคร ชมศิลปะและวัฒนธรรมในแดนอีสาน บ้างมาจากกรุงเทพฯ บ้างมาจากขอนแก่นบ้านเฮานี่แหละ วันนี้เป็นวันที่ฟ้าไร้แดดเหมาะกับการขี่รถตากลมสุด ๆ จากจุดรวมตัว เราจะบึ่งไปที่โฮงสินไซเป็นที่แรก

เป็นความรู้สึกที่แปลกใหม่ในการขี่สกู๊ตเตอร์เที่ยวกับเพื่อนหน้าใหม่ที่เพิ่งทำความรู้จัก

เชื่อว่าทั้งคนในและคนนอกก็คงตื่นเต้นไม่ต่างกัน ไม่พูดพร่ำทำเพลง ขอสตาร์ทรถไปเบิ่งกันแน่จ้า

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

ที่นี่โฮงสินไซ

จอดสกู๊ตเตอร์ที่ ‘โฮงสินไซ’ บ้านสวนกลางเมืองจังหวัดขอนแก่น โอบล้อมด้วยรั้วไม้ไผ่และมวลแมกไม้นานาพันธุ์ สองมือยังไม่ทันล้วงกระเป๋า พวกเราก็พบกับ ผศ.ดร.ทรงวิทย์ พิมพะกรรณ์ ผู้ก่อตั้งโฮงสินไซ ที่ชวนน้อง ๆ เด็กพิเศษ มาเป็นวิทยากรพิเศษนำชมเรื่องราวของ สินไซ ด้วยกัน ที่นั่นมีเสียงจิ้งโกร่งต้อนรับพวกเราอย่างเนืองแน่น

เจ้าบ้านชวนเรานั่งล้อมวงสบาย ๆ บริเวณหน้าบ้าน แถมแจกจ่ายน้ำสมุนไพรเย็นชื่นใจดับกระหายให้คนละแก้ว (เติมได้ไม่อั้น) พร้อมขนมและผลไม้ตามฤดูกาล ก่อนจะเกริ่นแนะนำตัวและเล่าถึงวรรณคดีแบบกระชับ

สินไซ เป็นวรรณคดีของอุษาคเนย์ รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งคือ สังข์ศิลป์ชัย ท้องเรื่องไม่ได้ต่างจากวรรณคดีไทยส่วนใหญ่มากนัก แน่นอนว่า ‘สินไซ’ คือตัวเอกที่ต้องผ่านหลายเหตุการณ์ ต้องข้ามผ่าน 7 ย่านน้ำ 9 ด่านมหาภัย จนสุดท้ายก็จบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง โดยท้าวกุดสะราดสละราชสมบัติให้สินไซปกครองต่ออย่างร่มเย็นเป็นสุข

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง
ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

อาจารย์ทรงวิทย์บอกว่า โฮงสินไซนี้มีที่มาจาก โฮง หมายถึง โรง ที่บรรจุเรื่องราวของวรรณคดีเรื่อง สินไซ เอาไว้ นอกจากฟังประวัติความเป็นมาและความตั้งใจของสถานที่แห่งนี้แล้ว พวกเรายังได้เดินดูของสะสมในตู้กระจกที่เก็บรวบรวมเอกสารเกี่ยวกับวรรณคดีเรื่องนี้ประมาณ 140 – 150 รายการ ทั้งหมดเกี่ยวกับ สินไซ ในด้านต่าง ๆ ทั้งแง่รัฐศาสตร์-การเมือง งานวิจัยภาษาไทย-ลาว อีกทั้งยังมีผนังห้องประดับภาพเขียนสีน้ำเล่าเรื่อง สินไซ ซึ่งอาจารย์เป็นผู้วาด และมีมุมการต่อยอด-ประยุกต์ให้ร่วมสมัย เป็นหนังตะลุง เสื้อยืด ถ้วยกาแฟ ร่ม และของที่ระลึกต่าง ๆ

“วรรณคดีเป็นที่อยู่ของวัฒนธรรม” มหาสิลา วีระวงส์ นักปราชญ์คนสำคัญของลาวกล่าวไว้ คำกล่าวนี้ไม่เกินจริงแต่อย่างใด เพราะเมื่อมีวัฒนธรรมจึงเกิดงานศิลป์หลายอย่าง วรรณคดีก็เป็นอีกศาสตร์หนึ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นอยู่ของวัฒนธรรมนั้น ๆ ให้เห็นว่า วรรณคดีแต่ละยุคสมัย ผู้คนมีความคิด ความเชื่อ วัฒนธรรม พิธี ต่างกันหรือไม่ อย่างไร

โฮงสินไซเซอร์ไพรส์เราด้วยเสียงแคนกับหมอแคนรุ่นใหม่ ที่ผูกโยงกับ สินไซ และวัฒนธรรมอีสาน

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

“หมอลำจะไม่มีวันตาย เพราะปรับตัวง่าย พร้อมที่จะรับทุกสิ่งที่คิดว่าดีกว่า” เป็นคำกล่าวของ วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ซึ่งหมอลำไม่ตายฉันใด หมอแคนก็ไม่ตายฉันนั้น เพราะ 2 สิ่งนี้เป็นสิ่งที่อยู่คู่กัน

ถ้าหมอลำ-หมอแคน ไม่ตายแล้ว สินไซ และวัฒนธรรมอีสานก็จะไม่มีวันหายไป เพราะเชื่อมโยงกับหมอลำอย่างขาดกันไม่ได้ ยิ่งมีหมอแคนใหม่ ๆ เกิดขึ้น ยิ่งทำให้วัฒนธรรมอีสานแข็งแรงมากขึ้นด้วย

นั่นแปลว่าพวกเราจะมีโอกาสบิดเวสป้ากลับมาม่วนที่นี่อีกแน่นอน!

โมเดิร์นในมอ

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

บึ่งมาต่อกันที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ชมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นที่ออกแบบโดย อมร ศรีวงศ์, สมคิด เพ็ญภาคกุล, เฉลิมชัย ห่อนาค และ สถาพร เกตกินทะ ที่ออกแบบให้เข้ากับบริบทแวดล้อมของมอดินแดง พัฒนาภาพลักษณ์ของอาคารในสมัยนั้นให้มีสไตล์โมเดิร์น ถือได้ว่าเป็นภาพลักษณ์ของการพัฒนา แสดงออกถึงความก้าวหน้าและทันสมัย

เจ้าถิ่นที่พาพวกเราทัวร์มอและชมสถาปัตยกรรม คือ รศ.ดร.นพดล ตั้งสกุล จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้ศึกษาเกี่ยวกับตึกทั้งหมดร่วมกับอาจารย์หลายท่านในคณะ รวมถึงเปิดวิชาเลือกให้นักศึกษาสถาปัตยกรรมในคณะร่วมเก็บข้อมูลทำโมเดลออกมาเพื่ออนุรักษ์อาคารเหล่านี้ไว้ เกิดเป็นนิทรรศการ ‘อาคารสมัยใหม่ Modern Architecture’ กระซิบเลยว่า อาจารย์นพดลเล่าเรื่องสนุกมาก เพราะท่านเคยเป็นศิษย์เก่าที่นี่

อ้อ ลืมบอกว่าพวกเราเติมพลังให้เต็มพุงกันเรียบร้อยที่ร้านไก่ย่างปรีชา แถมจัดไอติมกะทิหวานมันคนละถ้วยสองถ้วย ไม่นานพวกเราก็ประจำที่ จับเวสป้าคู่ใจออกเดินทางอีกครั้ง ผ่านสะพานขาวด้วย บรรยากาศดีสุด ๆ

แดดร่มลมตก เรามาเริ่มกันที่ ‘ตึกกลม’ อาคารเรียนรวมของนักศึกษาปี 1 ที่เราเปิดประตูห้องไปทดลองนั่งเรียนเป็นนักศึกษา ก่อนเดินสำรวจโครงสร้างภายนอก พบว่าอาคารรุ่นคุณลุงสวยไม่แพ้อาคารฝั่งตะวันตกเลยทีเดียว

ส่วนภาพรวมการออกแบบ อาจารย์นพดลเล่าว่า มันบ่งบอกถึงแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก รองลงมาคือการใช้งานในภูมิอากาศแบบร้อนชื้น และตอบโจทย์ความงามภายนอกอาคาร จังหวะการออกแบบเปลือกอาคารเมื่อแสงแดดกระทบ ก็จะเกิดเฉดเงาที่แสดงถึงความงามของอาคารนั่นเอง

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง
ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

ขยับออกมาอีกนิด มองเห็น ‘ตึกหลอด’ น่าสนใจไม่แพ้กัน ด้วยรูปทรงหลอดทดลองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ เดินไปหน่อยเป็น ‘ตึก SC01 ภาควิชาเคมี’ ตัวอาคารเป็นผนังคอนกรีต สะท้อนให้เห็นสัจจะของวัสดุ ที่ช่างฝีมือฉาบคอนกรีตผิวหยาบทิ้งไว้ ถ้าถอยหลังออกมาจะเห็นการเล่นเส้นเล็ก-ใหญ่บนตัวอาคาร เป็นกลิ่นอายสถาปัตยกรรมแบบ Le Corbusier ส่วนโถงโล่งใต้อาคารไม่มีเสาคานตรงกลาง แต่ดันอยู่ด้านข้าง ห่างกันถี่ ๆ เพื่อให้นักศึกษามีพื้นที่ทำกิจกรรมมากขึ้น เมื่อแหงนหน้ามองเพดาน จะเห็นโครงสร้างตาข่ายที่ตั้งใจออกแบบให้สอดคล้องกับพื้นที่ห้องแล็บบนอาคาร

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

ถัดจากตึกภาควิชาเคมีเพียงไม่กี่ก้าว มีอาคารทรงหลังคาคอนกรีตหล่อโค้งทรงเรขาคณิตครึ่งวงกลม หรือ ‘ห้องปฏิบัติการกลางเป่าแก้ว’ ออกแบบโครงสร้าง Hyperbolic Paraboloid ซึ่งไม่ใช่ของใหม่ หากแต่เป็นการออกแบบที่คิดค้นโดยสถาปนิกเมื่อ 50 ปีก่อน ที่สำคัญคือโชว์ประสิทธิภาพของคอนกรีตได้ดีเยี่ยม

คณะเกษตรศาสตร์ เป็นคณะเก่าแก่ที่สุดในมหาวิทยาลัยขอนแก่น ‘ตึก AG 01’ เป็นตึกเรียนรวมตึกแรกของคณะ ออกแบบเพื่อเมืองร้อน สะท้อนความเป็นระบบอุตสาหกรรมเมื่อยุค 50 ปีก่อน แผงสีเขียวที่เด่นชัดนั้น ทำหน้าที่กันฝนและเป็นราวกันตกให้นักศึกษา ซึ่งสถาปนิกออกแบบได้ตรงตามโจทย์ของสถาปัตยกรรมแบบโมเดิร์นทรอปิคัล

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มีตึกที่โดดเด่น 2 หลัง หนึ่ง คือ ‘ตึกโครงเหล็ก CB’ เป็นอาคารเรียนรวมและห้องซ้อมเชียร์ มองจากด้านนอกเป็นห้องสโลปบรรยายพร้อมอัฒจันทร์ โครงสร้างท่อเหล็กสีส้มทำหน้าที่ซัพพอร์ตโครงสร้างด้านใน ตัวอาคารไม่มีคานตรงกลาง แต่คานที่รับน้ำหนักเป็นหลักอยู่ริมนอกแทน และโครงเหล็กสีส้มจี๊ดถือเป็นสัญลักษณ์ของยุคโพสต์โมเดิร์นที่นำเหล็กมาใช้ในงานออกแบบเยอะขึ้น เพื่อเพิ่มลูกเล่น ลดความน่าเบื่อ

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย
บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

สอง คือ ‘ตึกของภาควิชาวิศวกรรมโยธา’ ที่นักศึกษามายืนดูโครงสร้างและเรียนกันจริง ๆ โดดเด่นตรงมีเสาซัพพอร์ตอยู่ริมสองข้าง การหิ้วโครงสร้างที่มีแรงกระทำในแนวดิ่งและแรงกระทำกลับคืนขึ้นไป คล้ายโครงสร้างการหิ้วของสะพาน เดินโฉบด้านในอีกนิด ไปดูบันไดแบบ Freestanding Structure ที่มีจุดบรรจบเพียง 2 จุด บริเวณชานพักไม่มีเสาเลยสักต้น! เป็นความเก๋าของนักออกแบบที่ผสานหลักวิศวกรรมได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

ใหม่อีหลี – ม่วนอีหลี – มักอีหลี

น้ำมันลดไปไม่มาก ก็มาจบทริปกันที่ ‘ใหม่อีหลี’ แกลเลอรี่งานศิลปะข้างบึงแก่นนคร สถานที่ที่เราได้พักดื่มชา-กาแฟในคาเฟ่ และเดินชมงานศิลปะตั้งแต่หน้าประตูแกลเลอรี่ จนถึงด้านในที่ชวนเราไปสัมผัสวัฒนธรรมภาคอีสานผ่านงานศิลปะที่ คุณเอริค บุนนาค บูทซ์ ผู้ก่อตั้งที่นี่ขึ้นมา ถัดจากแกลเลอรี่ใหม่เอี่ยมของเชียงใหม่

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

ตอนนี้กำลังจัดนิทรรศการ ‘A Minor History | ประวัติศาสตร์กระจ้อยร่อย’ โดย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ให้ได้ชมด้วย พวกเรานั่งลงบนเก้าอี้อย่างเงียบเชียบ ตัวหนังสือวิ่งขึ้นเป็นแนวตั้งคำต่อคำ เป็นการฉายโปรเจกเตอร์แบบสลับด้านให้มาฉายบนผ้าขาว จะอ่านออกได้ด้านเดียว ซึ่งคือด้านที่มีเก้าอี้ให้รับชม

นิทรรศการนี้น่าสนใจตรงที่เป็นการเล่าเรื่องของคนธรรมดาตัวเล็ก ๆ ฉีกกรอบประวัติศาสตร์แบบเดิม ที่มักเป็นเรื่องเล่าจากมุมมองผู้มีอำนาจเพียงฝ่ายเดียว

พระอาทิตย์เกือบลับขอบฟ้า พวกเราทั้ง 20 คนถ่ายภาพร่วมกัน ก่อนเอ่ยคำร่ำลาเพื่อเตรียมตัวกลับไปทำงานตามเดิม ขอนแก่นสำหรับใครบางคนในคาราวานเวสป้าวันนี้เป็นเมืองที่เขาเคยไม่รู้จัก แต่หากมีรถคู่ใจสักคัน เพื่อนรู้ใจสักคน รับรองว่าจะท่องเที่ยวเมืองนี้ได้สนุกเหมือนกับทริปนี้แน่ ๆ

ขอนแก่นและอีกหลายสถานที่กำลังรอให้คุณมาค้นพบเช่นเดียวกับเรา ไม่ต้องไปไหนไกล เริ่มจากสตาร์ทรถแล้วบึ่งไปเลาะโลด!

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load