16 กุมภาพันธ์ 2561
2 K

ภูเขาไฟอากุง (Agung) ที่เกาะบาหลีปะทุในเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากสื่อไทยและต่างประเทศค่อนข้างมาก เพราะบาหลีเป็นสถานที่ท่องเที่ยวติดอันดับโลก เมื่อภูเขาไฟปะทุหรือระเบิดครั้งหนึ่ง การจะเคลียร์นักท่องเที่ยวออกจากเกาะคงจะยากและน่าเวียนหัวพอดู คนที่มีกำหนดการไปเที่ยว ก็ต้องปรับแผนกันใหม่หมด

คิดแล้วก็ทำให้นึกถึงตอนที่เราต้องติดเกาะเพราะภูเขาไฟอีกลูกหนึ่งในอินโดนีเซียระเบิด

เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม 2557 เราลาพักผ่อนจากงานที่จาการ์ตาไปเที่ยวเกาะฟลอเรส (Flores) กับโคโมโด (Komodo) เป็นเวลา 6 วัน โดยเริ่มจากนั่งเครื่องบินไปบาหลี แวะเปลี่ยนเครื่องที่เมืองลาบวนบาโจ (Labuan Bajo) เพื่อไปเริ่มต้นทริปจากฝั่งตะวันออกของเกาะฟลอเรส ที่เมืองเอนเด (Ende) และนั่งรถย้อนกลับมาทางตะวันตก แวะดูเมืองต่างๆ จนถึงลาบวนบาโจอีกรอบ เพื่อที่จะลงเรือไปเกาะโคโมโด (ใช่แล้ว เกาะนั้นที่มีมังกรโคโมโดนั่นแหละ!)

ทริปนี้เริ่มต้นด้วยความน่าผิดหวัง วันแรกที่เมืองเอนเด เรานั่งรถขึ้นภูเขาไฟเกอลิมูตู (Kelimutu) และเดินเท้าต่อขึ้นไปดูปากปล่อง ซึ่งปากปล่องภูเขาไฟแห่งนี้ประกอบด้วยทะเลสาบ 3 แห่งซึ่งอยู่ติดๆ กัน แต่ละแห่งมีสีน้ำต่างกัน และเปลี่ยนสีไปได้เรื่อยๆ ตลอดปี แต่เช้านั้นหมอกลงจัด ฟ้าปิด เราไม่ได้เห็นทะเลสาบ นั่งรอกลางลมหนาวจนถึง 11 โมงฟ้าก็ยังไม่เปิด อกหักต้องกลับลงด้านล่างเพื่อมุ่งหน้าสู่เมืองต่อไป

เนื่องจากทะเลสาบสวยมาก เราขอนำรูปถ่ายภูเขาไฟเกอลิมูตูมาให้ดู นี่คือ 1 ปีต่อมา เมื่อเราตัดสินใจบินกลับไปดูภูเขาไฟโดยเฉพาะ

ช่วงต่อมาของทริปราบรื่นจนเราลืมไปว่าวันแรกน่าผิดหวังขนาดไหน และเริ่มวางแผนว่าจะกลับมาดูเกอลิมูตูอีกเมื่อไหร่ดี จนกระทั่งวันที่ 4 ของทริป เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

วันนี้เราลงเรือมุ่งหน้าสู่เกาะรินจา (Rinca) ซึ่งเป็น 1 ใน 5 เกาะของอินโดนีเซียซึ่งมีมังกรโคโมโดอาศัยอยู่ เพื่อไปเดิน trekking เป็นน้ำจิ้มก่อนจะไปเกาะที่มีมังกรโคโมโดอยู่เยอะที่สุดและมีชื่อตรงกับเจ้ามังกรตัวจริง

สภาพภูมิประเทศของเกาะรินจาส่วนใหญ่เป็นทุ่งหญ้า มีป่าโปร่งเล็กน้อย และมีเนินเตี้ยๆ กระจายหลายจุด เส้นทางเดินเขามีทั้งระยะสั้น-กลาง-ยาว แล้วแต่ชนิดของภูมิประเทศและเวลาที่นักท่องเที่ยวมี ทุกกลุ่มทุกเส้นทางจะมีเจ้าพนักงานคอยประกบเพื่ออธิบายเกี่ยวกับมังกรโคโมโดและสัตว์ป่าอื่นๆ ที่เราอาจเจอตามทาง รวมทั้งวิธีการป้องกันตัวและรับมือหากเจอมังกรวิ่งไล่พุ่งเข้าใส่ (เห็นเดินช้าต้วมเตี้ยม พี่เค้าสพรินต์ได้เร็วถึง 20 กม./ช.ม. เชียวนะ) และยังพร้อมจะช่วยดูแลเราหากเกิดอะไรขึ้นด้วย

ช่วงเวลาประมาณ 4 โมงเย็น ระหว่างกำลังเดินอยู่บนเนินที่สูงที่สุดลูกหนึ่งของเกาะ และมองดูวิวย้อนกลับไปที่ท่าเรือ เราก็ได้ยินเสียงดัง ‘boom!’ คล้ายๆ เสียงหม้อแปลงระเบิด แต่ดังกว่านั้นมาก ดังมาจากไกลๆ ทุกคนหันมามองหน้ากัน และเห็นพ้องกันว่าเราคงจะต้องรีบเดินเสียแล้ว ท่าทางพายุฝนกำลังจะมา (เอ๊ะ แต่เดือนพฤษภาคมหมดฝนแล้วนี่นา)

ระหว่างนั้นเจ้าพนักงานก็ชี้ชวนให้ดูพระอาทิตย์และเมฆสีทึมๆ บนท้องฟ้าที่แผ่กระจายไปในแบบที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน เขาบอกว่า

“Look at the sun. It looks like car’s headlight shining through the fog. I don’t see it very often.” (ดูพระอาทิตย์สิครับ เหมือนไฟหน้ารถที่ส่องทะลุหมอกออกมา ผมไม่ค่อยได้เห็นอะไรแบบนี้บ่อยๆ)

แน่ล่ะสิ ก็มันไม่ใช่เมฆนี่ เพียงแต่ตอนนั้นเรายังไม่รู้น่ะ

แสงที่สาดออกมาจากเมฆก้อนนั้นไม่เหมือนแสงแดดปกติ พระอาทิตย์เหมือนอยากจะโผล่ออกมาแต่ก็ทำไม่ได้ แต่ตอนนั้นยังไม่มีใครเอะใจ และยังแวะหามุมถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน อีกทั้งดูจากช่วงเวลาของวันแล้ว ความครึ้มของแดดก็ไม่แปลกอะไร

เมื่อเรากลับไปพักผ่อน ทานข้าวเย็น และนอนค้างบนเรือ ลูกเรือผู้น่ารักก็ทำ avocado shake ให้ดื่มเพิ่มความสดชื่นหลังจากตากแดดเดินเขากันมา ระหว่างนั้นเองเราก็เริ่มสังเกตว่ามีเศษเขม่าอยู่ในแก้ว แต่ก็ดื่มต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหันไปมองคนข้างๆ แล้วเห็นว่าบนหัวของเธอมีเขม่าขี้เถ้าเกาะเช่นกัน เอ๊ะ เขม่าในแก้วชักจะเยอะ นี่มันคืออะไรกันนะ

ตอนนั้นเองลูกเรือสีหน้าไม่ค่อยดี เดินมาบอกว่าได้ยินจากวิทยุว่า ภูเขาไฟที่อยู่แถวนั้นระเบิด

ในตอนนั้นยังไม่มีใครคิดกังวลอะไรมาก เพราะยังไม่รู้ข้อมูลว่าระเบิดแรงระดับไหน และลมพัดไปทางใด ลูกเรือจึงช่วยกันกางผ้าใบลงเพื่อกันไม่ให้เขม่าขี้เถ้าเข้ามาในเรือเยอะเกินไป หลังจากนั้นเราก็ทานข้าวเย็นกันอย่างเอร็ดอร่อย พร้อมทั้งพยายามติดต่อเพื่อนเพื่อแจ้งว่า เราปลอดภัยดี คืนนั้นเรานอนค้างกันบนเรือกลางทะเลใต้ท้องฟ้าที่มืดมิด ก่อนนอนก็คิดว่า นี่ฉันเจอภูเขาไฟระเบิดจริงๆ หรือนี่ ตื่นเต้นอะ  

ตื่นเช้าวันรุ่งขึ้น สภาพเรือมีขี้เถ้าจับหนา จากเรือสีขาวกลายเป็นสีน้ำตาล ลูกเรือแจ้งว่าทางการอินโดนีเซียประกาศปิดอุทยานแห่งชาติโคโมโด เนื่องจากทางอุทยานต้องดูแลความเรียบร้อยปลอดภัยโดยรวม และดูแลเหล่ามังกรทั้งหลายว่าได้รับผลกระทบจากขี้เถ้าภูเขาไฟหรือไม่ ทำให้เราไม่สามารถเข้าไปดูมังกร ชายหาดสีชมพู และนั่งเรือดูฝูงปลากระเบนตามกำหนดการได้ ผิดหวังอีกแล้ว!

ไกด์เห็นสีหน้าผิดหวังของเราจึงหารือกับกัปตันและลูกเรือ ได้ความว่าวันนี้เราจะกลับไปที่เกาะรินจาเพื่อเดินเขาอีกครั้ง เนื่องจากเจ้าหน้าที่ยังพอดูแลได้ ไม่ปิดเกาะ แต่ก็ไม่สนับสนุนให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเพิ่ม เราเลือกเส้นทางใหม่ไม่ให้ซ้ำกับเมื่อวาน แต่บรรยากาศโดยรวมขอใช้คำว่าให้ความรู้สึกเหมือน Apocalypse พื้นที่รอบๆ เหมือน Wasteland ขมุกขมัว เขม่าขี้เถ้าเกาะบนต้นไม้ ใบไม้ แสงอาทิตย์ส่องทะลุลงมาแทบจะไม่ได้ ทัศนวิสัยแย่มาก รู้สึกเลยว่าอากาศเป็นพิษพอควร เราหายใจไม่ค่อยออก แสบตา สภาพการเดินเขาของเราเป็นการใส่แว่นตาดำเดินในที่มืดครึ้ม และคาดผ้ากันฝุ่นปิดปากปิดจมูกเป็นไอ้โม่งกันไป ได้บรรยากาศไปอีกแบบ

หลังจากนั้น กัปตันก็พาเราแล่นเรือออกจากเกาะรินจา หนีบริเวณที่มีเถ้าถ่านภูเขาไฟปกคลุมจนเริ่มมองเห็นท้องฟ้าที่เป็นสีฟ้า แต่เวลาทัวร์ยังไม่หมด กัปตันจึงหาเกาะให้เราดำน้ำตื้นเป็นการชดเชยที่ไม่ได้ไปโคโมโด

เราได้แวะที่เกาะเล็กๆ 2 แห่ง ซึ่งมีปะการังน้ำตื้นสวยงามมาก และมีชายหาดสีชมพูที่ไกด์รับรองว่าสวยไม่แพ้ที่โคโมโด ต่างกันแค่ว่ามันไม่ใช่โคโมโดเท่านั้นเอง

ในที่สุดเราก็ได้กลับขึ้นเกาะฟลอเรสที่เมืองลาบวนบาโจเพื่อพบว่า สนามบินปิด ตามกำหนดการจะต้องเที่ยวและนอนค้างที่ลาบวนบาโจ 1 คืน แต่จากข่าวก็คงจะต้องอยู่เพิ่มอีกอย่างน้อย 1 คืน จากที่นี่เรายังมองเห็นเถ้าถ่านภูเขาไฟบนฟ้าได้อยู่เลย

เช้าวันถัดมาเราใช้เวลาส่วนใหญ่เดินติดต่อตามบริษัททัวร์และหยั่งท่าทีที่สนามบิน แน่นอนว่าไม่มีใครสามารถพาเราออกไปจากเกาะนี้ได้ เครื่องบินออกจากบาหลีเพื่อมาเกาะนี้ไม่ได้ บางคนบอกว่ามีเรือที่จะพาเราออกไปถึงเกาะลอมบอก (Lombok) หรือบาหลีได้ แต่ก็คงใช้เวลาเป็น 10 ชั่วโมง ไม่ไหวละค่ะ แต่สายการบินได้บันทึกรายละเอียดของเราไว้ และสัญญาว่าจะรีบโทรแจ้งทันที หากมีความเคลื่อนไหวใดๆ

สุดท้ายขอบคุณคุณพระคุณเจ้า เย็นนั้นเราได้รับโทรศัพท์จากสายการบินแจ้งว่าจะเริ่มบินอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ และจองที่ไว้ให้เราแล้ว สายการบินนี้ใจกล้าบ้าบิ่น เป็นสายแรกๆ ที่บินฝ่าชั้นบรรยากาศที่อาจยังมีเศษขี้เถ้าภูเขาไฟอยู่จางๆ

เครื่องบินของเราบินออกจากบาหลีและรับผู้โดยสารกลับไปได้โดยปลอดภัย ใบพัดและเครื่องยนต์อยู่ครบ รวมเวลาติดเกาะอยู่ประมาณ 1 วันครึ่ง รวมความตื่นเต้นของเหตุภูเขาไฟระเบิดประมาณ 3 วัน กลับถึงบาหลีก็ยังได้ผจญภัยร่วมกับเพื่อนผู้โดยสารติดค้างจำนวนมากที่ติดเกาะมาด้วยกันอีก เพื่อแย่งกันกลับจาการ์ตา การเดินทางในอินโดนีเซียสร้างความสนุกและลุ้นระทึกได้เสมอ

หากคุณคิดว่าประสบการณ์นี้ระทึกใจแล้ว สิ่งที่ระทึกยิ่งกว่าคือเที่ยวบินที่บินออกจากบาหลีเพื่อมาเกาะฟลอเรส จะบินแบบ hop จากเมืองหนึ่งต่อไปอีกเมืองหนึ่ง จนถึงริมฝั่งตะวันออกของเกาะ หรือจุดหมายปลายทางที่เกาะอื่นใกล้ๆ กัน ฉะนั้น คนที่รออยู่ที่เมืองเหล่านั้นไม่ได้เห็น ไม่ได้ยินภูเขาไฟระเบิด แต่ไม่มีเที่ยวบินกลับบ้าน และไม่รู้ว่าจะมีเมื่อไหร่

เพื่อนเรา 4 คนตัดสินใจเริ่มทริปจากฝั่งตรงกันข้ามกับเรา แล้วนั่งรถสวนทางกัน จึงติดอยู่ที่เมืองเหล่านี้ บางคนอยู่โรงแรมซึ่งไม่มีทีวี และไม่มี Wi-Fi รันเวย์สนามบินกลายเป็นสนามบอลของเด็กๆ ท้องถิ่น เพื่อนคนหนึ่งติดอยู่ถึง 3 วัน เนื่องจากสายการบินจำเป็นต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะเคลียร์ผู้โดยสายตกค้างได้ทั้งหมด

ทริป 8 วันนี้เป็นประสบการณ์ติดเกาะที่ทำให้เราต้องใจเย็นสวนทางกับความร้อนใต้เปลือกโลก เปลี่ยนภาพของทริปที่น่าผิดหวัง เป็นทริปที่น่าตื่นเต้น ความขลุกขลักจากเหตุสุดวิสัยเป็นเรื่องเข้าใจได้ เราไม่ได้มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องรีบร้อนกลับบ้าน ดังนั้น แทนที่จะใช้เวลาไปกับการโวยวายและอารมณ์เสีย ก็ลองมองว่าสิ่งนี้เป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้อีกแล้ว ได้สังเกตวิธีการรับมือของคนแต่ละประเภท ได้สำรวจเมืองเพิ่มขึ้น ได้ใช้เวลากับเพื่อนร่วมทาง บ่อยแค่ไหนกันที่คุณจะติดเกาะเพราะภูเขาไฟมันดันระเบิดขึ้นมา

เป็นเรื่องที่เล่าให้ลูกหลานฟังไปได้อีกนาน

สรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือ เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2557 ภูเขาไฟซังเกียง (Sangeang) ซึ่งอยู่ห่างออกไปจากเกาะรินจาประมาณ 80 กิโลเมตร เกิดระเบิดขึ้น เป็นการระเบิดใหญ่หลังจากครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2542 ควันและเขม่าขี้เถ้าลอยขึ้นฟ้าสูงถึงประมาณ 15 – 20 กิโลเมตร และแผ่ขยายไปทางตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ไกลถึงเมืองดาร์วิน (Darwin) ออสเตรเลีย กระทบกับเที่ยวบินจากออสเตรเลียเช่นกัน

เหตุการณ์นี้ไม่มีผู้เสียชีวิต เนื่องจากไม่มีผู้อยู่อาศัยบนเกาะ มีเพียงเกษตรกรบางกลุ่มที่ใช้ประโยชน์จากการทำเกษตรกรรมบนพื้นที่บางส่วน และทางการอินโดนีเซียได้ประกาศเตือน alert ระดับ 3 (จาก 1 – 4) ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ทั้งนี้อินโดนีเซียตั้งอยู่ในบริเวณ Ring of fire มีภูเขาไฟหลายร้อยลูกที่ยังคุกรุ่น (active volcano) ความเสี่ยงของภูเขาไฟปะทุหรือระเบิดมีอยู่ได้เสมอ ผู้ที่สนใจไปท่องเที่ยวควรเช็คข้อมูลให้ดีก่อนทุกครั้ง

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ดุษฎี กลิ่นโพธิ์

เกิดที่สิงห์บุรี โตในเมืองกรุง เคยเรียนหนังสือที่อเมริกาและเคยทำงานที่อินโดนีเซีย ชอบอบขนม สะสมโปสการ์ด เสพติดการวิ่ง หลงรักการปีนภูเขาไฟ และหลงใหลการหาเรื่องไปเที่ยว

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

จากตัวเมืองเชียงใหม่-อำเภอเชียงดาว จากถนนคอนกรีตเริ่มกลายเป็นถนนลูกรัง ภูเขาน้อยใหญ่สองข้างทาง กับฝนที่โปรยลงมาพอให้ชื่นใจ และ ‘ดอยหลวงเชียงดาว’ สูงตระหง่านอยู่สุดสายตาหลังจากยานพาหนะพาเรามาถึงจุดหมาย ชายวัยกลางคนผมยาวดกดำเดินออกมาต้อนรับ พร้อมเชื้อเชิญเราเข้าไปยังที่พัก

“สำหรับเรา พระอาทิตย์ขึ้น เหมือนการเริ่มต้นวันใหม่ในชีวิตของคนและธรรมชาติ เป็นการตื่นนอนและเดินทางในทุกวันเหมือนดวงอาทิตย์” เนย์-สุริยาวุธ อภิวงค์ เล่าถึงที่มาและการเดินทางของเขา จากจุดเริ่มต้นจนกลายเป็น ‘ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์’

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

พบตะวัน

ตะวันตื่น เริ่มขึ้นจากการเดินทางจากเชียงใหม่ มาดูที่ดินตรงนี้ครั้งแรกกับเพื่อน เราเห็นภูเขาและพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก จากจุดนี้ทำให้เรานึกถึงภาพวาดสมัยเป็นเด็ก” เจ้าบ้านเล่าพร้อมพาเดินชมโดยรอบ

เนย์ตัดสินใจเข้ามาลองใช้ชีวิตอยู่บนที่ดินผืนนี้รวมทั้งหมด 31 ไร่ ที่มีต้นน้ำ (แม่น้ำปิง) ขนาบข้าง พร้อมกับป่าไผ่และป่าเบญจพรรณโอบล้อม ในอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

“เราเริ่มเข้ามาใช้ชีวิตที่นี่ เรียนรู้ความเป็นอยู่ของคนในชุมชนก่อน เราคิดว่าต้องเป็นคนที่นี่ให้ได้ก่อนเพื่อที่จะเข้าใจว่าสิ่งไหนควรทำ ไม่ควรทำ”

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

“เพราะเราใช้ชีวิตคลุกคลีกับชาวบ้าน เลยเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในชุมชน จากคนแปลกหน้าเริ่มกลายเป็นครอบครัว พออยู่ที่นี่ครบสามฤดูกาล เราตัดสินใจกับเพื่อนๆ ว่า ควรทำแคมป์กราวนด์ที่มีฟาร์มไก่และร้านกาแฟเล็กๆ” เนย์เล่าด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

ระหว่างบทสนทนา เสียงลมเอื่อยๆ กระทบต้นไม้ใหญ่ริมน้ำ ประกอบกับฝนที่โปรยลงมาเป็นระยะราวกับเสียงดนตรีจากธรรมชาติ และฝนสงบลงตอนเที่ยงวันพอดิบพอดี หลังจากเรากางเต็นท์และเก็บสัมภาระเรียบร้อย เนย์ตะโกนมาจากในครัวที่ทำมาจากไม้ไผ่ทั้งหลัง 

“มื้อเที่ยงวันนี้ผมจะทำ ‘คั่วแฮ่มไก่’ ให้กินนะ” 

หลังพูดจบประโยค เนย์ชักชวนเราเข้ามาในครัว ซึ่งเขากำลังเตรียมวัตถุดิบเพื่อปรุงอาหาร

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้
นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

“เมนูคั่วแฮ่มไก่ (คั่วแห้งไก่) เป็นอาหารท้องถิ่นของภาคเหนือ แต่ความพิเศษของคั่วแห้งไก่ที่เรากำลังจะทำคือ วัตถุดิบทั้งหมดหามาจากธรรมชาติ พืชผักท้องถิ่นที่ขึ้นเองริมน้ำ เก็บมาปลูกในแปลงที่ทำไว้ในฟาร์มสเตย์ ส่วนไก่ เป็นไก่พื้นเมืองที่เราเลี้ยงไว้เอง” เนย์เล่าปนยิ้มพร้อมทำอาหารต่ออย่างสนุกมือ

“บริเวณรอบๆ ไม่ได้มีแค่พืชผักอย่างเดียว แม่น้ำปิงที่นี่ใสมาก ในฤดูร้อนกับฤดูหนาวใสจนเห็นปลาเลย อยู่ที่นี่ได้กินปลาจนเบื่อ มันว่ายทวนน้ำขึ้นมาตลอด บางทีมันมากันเป็นโขยง ในแต่ละฤดูกาลจะมีปลาแตกต่างกัน อย่างช่วงนี้จะเป็นปลากด เพราะปลากดมากับน้ำขุ่น” เขาเล่าพร้อมตักอาหารใส่จาน และกินอาหารร่วมกันกับพวกเรา

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

หากสังเกตจะพบว่าสิ่งปลูกสร้างที่นี่ล้วนทำมาจากวัสดุธรรมชาติ อีกทั้งยังมีเอกลักณ์เฉพาะ ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ท่ามกลางหมู่บ้านของชนพื้นเมือง ไม่ว่าจะเป็นห้องครัว ห้องน้ำ ลานกางเต็นท์ และ แปลงผัก ล้วนทำมาจากไม้หลากหลายชนิดที่มีรูปร่างแตกต่างกันไป

“เราไม่ใช่นายทุนที่มีเงินมากมาย ก่อนที่จะมาทำฟาร์มสเตย์ เราเรียนจบทางด้านศิลปะ สาขาจิตรกรรมมาก่อน เลยมีความรัก ความชอบงานศิลปะอยู่แล้ว เลยเริ่มสร้างจากสิ่งเล็กๆ ตอนนั้นในความคิดของเรา คิดแต่ว่าจะทำยังไงให้ชาวบ้านได้ผลประโยชน์ มีรายได้ และอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ เลยเก็บวัสดุรอบตัวมาสร้างที่นี่เองทั้งหมด อย่างพวกกิ่งไม้ ต้นไม้ เป็นกิ่งไม้ที่ชาวบ้านตัดทิ้งบ้าง เก็บที่ไหลมาตามแม่น้ำบ้าง เก็บจากต้นไม้ที่โค้นล้มในป่าบ้าง

“มันอยู่ที่มุมมองและอยู่ที่คนที่จะไปจับ แล้วเอามาคิด เอามาทำ เราเคยคิดว่าต้องมีเงินเท่านั้น เท่านี้ ถึงจะสร้างบางสิ่งได้ แต่พอคิดดูดีๆ ขอแค่มีความคิด มีแรงกาย มีแรงใจ บางทีสร้างผลงานที่เรียกว่า Nature Art ขึ้นมาได้ จนหลังๆ เริ่มลดต้นทุนอะไรหลายๆ อย่าง เริ่มมีไอเดียใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ ยิ่งได้อยู่กับธรรมชาติ ยิ่งทำให้ความคิดแล่น”

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

แล้วชาวบ้านได้รับการช่วยเหลืออย่างไรบ้าง-เราถาม

“ตอนนี้เราเริ่มจากจุดเล็กๆ ชุมชนเรามีต้นน้ำกับป่าไผ่ ชาวบ้านเลยคิดกันว่าอยากทำล่องแพ เลยลองตัดไม้ไผ่มาทำแพกับชาวบ้าน พานักท่องเที่ยวที่เข้ามาพักไปล่องแพเป็นกิจกรรม แล้วรายได้จากล่องแพก็ให้ชาวบ้าน

“ตอนนี้ก็กำลังเริ่มทำอีกโครงการ เป็นโครงการปลูกไผ่ซางหม่น กำลังเริ่มเพาะกันอยู่เลย ปกติชุมชนแถวนี้จะตัดไม่ไผ่ขาย แต่ถ้าเราตัดมันไปเรื่อยๆ มันก็จะออกไม่ทัน ด้วยความที่เขตป่าของชุมชนนี้มีเกือบ สองพันไร่ ถ้าเราแบ่งออกเป็นสี่โซน ถ้าตัดโซนที่หนึ่ง ปีหน้าก็ตักโซนที่สอง หมุนเวียนกันไป ก็จะมีผลผลิตให้เราตลอดทุกปี และพอที่จะส่งออกได้เลยนะ ยิ่งผลิตภัณฑ์ไม้ไผ่ตอนนี้กำลังมาแรง ชาวบ้านเขาก็จะมีรายได้ตลอด” เจ้าบ้านเล่าอย่างภูมิใจ

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

ทิศตะวันตก

หลังตะวันค่อยๆ ลับฟ้าไปไม่นาน เจ้าบ้านเริ่มก่อกองไฟริมลานไม้ไผ่ให้พวกเรา ก่อนจะมุ่งหน้าเข้าครัวเพื่อทำอาหารเย็น อาหารมื้อนี้เป็นอีกมื้อที่เรียบง่าย หลังจากทานอาหารร่วมกันกับเจ้าบ้าน บทสนทนายามดึกของเรายังคงดำเนินต่อไป พร้อมกับแสงของกองไฟดวงเล็กๆ ที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นขึ้นเป็นกอง

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว
ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

“ท้องฟ้าตรงที่พวกเรานั่งคุยกันอยู่ ถ้ามองขึ้นไปในฤดูล่าทางช้างเผือก ที่นี่มองเห็นทางช้างเผือกด้วยตาเปล่าได้

เลย ปกติทางช้างเผือกจะขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ แล้วลับของฟ้าในทิศตะวันตกเฉียงเหนือ” เจ้าบ้านชี้มือไปบนท้องฟ้าประกอบกับเปิดโทรศัพท์มือถือ และอวดรูปภาพทางช้างเผือกที่เขาเคยถ่ายไว้

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

“ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ตอนนี้ยังสร้างไม่เสร็จดี แต่คนตามกันเข้ามาเยอะพอสมควร จนเราประหลาดใจอยู่เหมือนกัน น่าจะบอกปากต่อปากกันไปเรื่อยๆ จนธุรกิจแถวนี้เข้ามาถามตลอดว่า ทำการตลาดยังไง ฐานลูกค้า กลุ่มเป้าหมายเป็นแบบไหน เราให้คำตอบเขาไม่ได้ เพราะเราไม่ได้ทำการตลาดอะไรเลย แต่นักท่องเที่ยวมาเข้าพักอยู่ตลอด 

“เลยตอบเขาไปว่าเราไม่ได้ขายการบริการ เราขายเรื่องราวกับวิถีชีวิต อยู่ที่นี่เราเป็นตัวเอง คนสมัยนี้จะเสาะหาอะไรที่มันมีเรื่องราวและเรียบง่าย คนที่เข้ามาพักมักถามเราเสมอว่า คิดค่าบริการยังไง เพราะเราไม่ได้แจ้งไว้ในช่องทางไหนเลย เราตอบลูกค้าไปว่า ‘แล้วแต่จะให้’ เราเป็นศิลปิน เราคิดว่าในเมื่อเราสร้างผลงานชิ้นหนึ่ง แล้วมันยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เราไม่สามารถประเมินค่ามันได้ เลยบอกลูกค้าไปแบบนั้น” เขาเว้นจังหวะก่อนอธิบายเสริม

“ลูกค้าที่มาเข้าพักที่นี่จะให้มากให้น้อย เราไม่เคยคิดว่าขาดทุนสักครั้ง มันเป็นกำไรชีวิตทั้งนั้น เราคิดซะว่าได้รู้จักผู้คนมากขึ้น มาแบ่งปันเรื่องราว แบ่งปันประสบการณ์กันที่นี่ เราคิดว่านั้นเป็นกำไรของเราแล้วล่ะ” 

เนย์พูดทิ้งท้าย ก่อนพวกเราจะแยกย้ายกันไปพักผ่อน และเดินทางกลับเชียงใหม่ในตอนเช้าตรู่

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

เดินทางตามตะวันกันต่อที่ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์

ที่ตั้ง : ตำบลเมืองงาย อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ 50170 (แผนที่

โทรศัพท์ : 09 1810 5009

Facebook : Tawan Tune Farm Stay ตะวันตื่น ฟาร์มสเตย์

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

นภัสรพี ศรีบุญปวน

นักศึกษาปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่มีความฝันอยากท่องโลกกว้าง รักการเดินทาง กาแฟอเมริกาโน่ และการพบเจอเรื่องดีๆ ระหว่างการผจญภัยของชีวิต ไม่ว่าจะเป็น ผู้คน สถานที่ หรือความรู้สึก

Photographer

จารุเดช ไชยเลิศ

นักศึกษาวิจิตรศิลป์ สาขาถ่ายภาพ หนุ่มเชียงใหม่ ผู้หลงรัก ต้นไม้ กาแฟ และเสียงดนตรี ใช้กล้องเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร และเป็นข้ออ้างให้ตัวเองออกไปเจอโลก ผู้คน และธรรมชาติ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load