16 Feb 2018
4 PAGES
1 K

ภูเขาไฟอากุง (Agung) ที่เกาะบาหลีปะทุในเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากสื่อไทยและต่างประเทศค่อนข้างมาก เพราะบาหลีเป็นสถานที่ท่องเที่ยวติดอันดับโลก เมื่อภูเขาไฟปะทุหรือระเบิดครั้งหนึ่ง การจะเคลียร์นักท่องเที่ยวออกจากเกาะคงจะยากและน่าเวียนหัวพอดู คนที่มีกำหนดการไปเที่ยว ก็ต้องปรับแผนกันใหม่หมด

คิดแล้วก็ทำให้นึกถึงตอนที่เราต้องติดเกาะเพราะภูเขาไฟอีกลูกหนึ่งในอินโดนีเซียระเบิด

เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม 2557 เราลาพักผ่อนจากงานที่จาการ์ตาไปเที่ยวเกาะฟลอเรส (Flores) กับโคโมโด (Komodo) เป็นเวลา 6 วัน โดยเริ่มจากนั่งเครื่องบินไปบาหลี แวะเปลี่ยนเครื่องที่เมืองลาบวนบาโจ (Labuan Bajo) เพื่อไปเริ่มต้นทริปจากฝั่งตะวันออกของเกาะฟลอเรส ที่เมืองเอนเด (Ende) และนั่งรถย้อนกลับมาทางตะวันตก แวะดูเมืองต่างๆ จนถึงลาบวนบาโจอีกรอบ เพื่อที่จะลงเรือไปเกาะโคโมโด (ใช่แล้ว เกาะนั้นที่มีมังกรโคโมโดนั่นแหละ!)

ทริปนี้เริ่มต้นด้วยความน่าผิดหวัง วันแรกที่เมืองเอนเด เรานั่งรถขึ้นภูเขาไฟเกอลิมูตู (Kelimutu) และเดินเท้าต่อขึ้นไปดูปากปล่อง ซึ่งปากปล่องภูเขาไฟแห่งนี้ประกอบด้วยทะเลสาบ 3 แห่งซึ่งอยู่ติดๆ กัน แต่ละแห่งมีสีน้ำต่างกัน และเปลี่ยนสีไปได้เรื่อยๆ ตลอดปี แต่เช้านั้นหมอกลงจัด ฟ้าปิด เราไม่ได้เห็นทะเลสาบ นั่งรอกลางลมหนาวจนถึง 11 โมงฟ้าก็ยังไม่เปิด อกหักต้องกลับลงด้านล่างเพื่อมุ่งหน้าสู่เมืองต่อไป

เนื่องจากทะเลสาบสวยมาก เราขอนำรูปถ่ายภูเขาไฟเกอลิมูตูมาให้ดู นี่คือ 1 ปีต่อมา เมื่อเราตัดสินใจบินกลับไปดูภูเขาไฟโดยเฉพาะ

ช่วงต่อมาของทริปราบรื่นจนเราลืมไปว่าวันแรกน่าผิดหวังขนาดไหน และเริ่มวางแผนว่าจะกลับมาดูเกอลิมูตูอีกเมื่อไหร่ดี จนกระทั่งวันที่ 4 ของทริป เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

วันนี้เราลงเรือมุ่งหน้าสู่เกาะรินจา (Rinca) ซึ่งเป็น 1 ใน 5 เกาะของอินโดนีเซียซึ่งมีมังกรโคโมโดอาศัยอยู่ เพื่อไปเดิน trekking เป็นน้ำจิ้มก่อนจะไปเกาะที่มีมังกรโคโมโดอยู่เยอะที่สุดและมีชื่อตรงกับเจ้ามังกรตัวจริง

สภาพภูมิประเทศของเกาะรินจาส่วนใหญ่เป็นทุ่งหญ้า มีป่าโปร่งเล็กน้อย และมีเนินเตี้ยๆ กระจายหลายจุด เส้นทางเดินเขามีทั้งระยะสั้น-กลาง-ยาว แล้วแต่ชนิดของภูมิประเทศและเวลาที่นักท่องเที่ยวมี ทุกกลุ่มทุกเส้นทางจะมีเจ้าพนักงานคอยประกบเพื่ออธิบายเกี่ยวกับมังกรโคโมโดและสัตว์ป่าอื่นๆ ที่เราอาจเจอตามทาง รวมทั้งวิธีการป้องกันตัวและรับมือหากเจอมังกรวิ่งไล่พุ่งเข้าใส่ (เห็นเดินช้าต้วมเตี้ยม พี่เค้าสพรินต์ได้เร็วถึง 20 กม./ช.ม. เชียวนะ) และยังพร้อมจะช่วยดูแลเราหากเกิดอะไรขึ้นด้วย

ช่วงเวลาประมาณ 4 โมงเย็น ระหว่างกำลังเดินอยู่บนเนินที่สูงที่สุดลูกหนึ่งของเกาะ และมองดูวิวย้อนกลับไปที่ท่าเรือ เราก็ได้ยินเสียงดัง ‘boom!’ คล้ายๆ เสียงหม้อแปลงระเบิด แต่ดังกว่านั้นมาก ดังมาจากไกลๆ ทุกคนหันมามองหน้ากัน และเห็นพ้องกันว่าเราคงจะต้องรีบเดินเสียแล้ว ท่าทางพายุฝนกำลังจะมา (เอ๊ะ แต่เดือนพฤษภาคมหมดฝนแล้วนี่นา)

ระหว่างนั้นเจ้าพนักงานก็ชี้ชวนให้ดูพระอาทิตย์และเมฆสีทึมๆ บนท้องฟ้าที่แผ่กระจายไปในแบบที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน เขาบอกว่า

“Look at the sun. It looks like car’s headlight shining through the fog. I don’t see it very often.” (ดูพระอาทิตย์สิครับ เหมือนไฟหน้ารถที่ส่องทะลุหมอกออกมา ผมไม่ค่อยได้เห็นอะไรแบบนี้บ่อยๆ)

แน่ล่ะสิ ก็มันไม่ใช่เมฆนี่ เพียงแต่ตอนนั้นเรายังไม่รู้น่ะ

แสงที่สาดออกมาจากเมฆก้อนนั้นไม่เหมือนแสงแดดปกติ พระอาทิตย์เหมือนอยากจะโผล่ออกมาแต่ก็ทำไม่ได้ แต่ตอนนั้นยังไม่มีใครเอะใจ และยังแวะหามุมถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน อีกทั้งดูจากช่วงเวลาของวันแล้ว ความครึ้มของแดดก็ไม่แปลกอะไร

เมื่อเรากลับไปพักผ่อน ทานข้าวเย็น และนอนค้างบนเรือ ลูกเรือผู้น่ารักก็ทำ avocado shake ให้ดื่มเพิ่มความสดชื่นหลังจากตากแดดเดินเขากันมา ระหว่างนั้นเองเราก็เริ่มสังเกตว่ามีเศษเขม่าอยู่ในแก้ว แต่ก็ดื่มต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหันไปมองคนข้างๆ แล้วเห็นว่าบนหัวของเธอมีเขม่าขี้เถ้าเกาะเช่นกัน เอ๊ะ เขม่าในแก้วชักจะเยอะ นี่มันคืออะไรกันนะ

ตอนนั้นเองลูกเรือสีหน้าไม่ค่อยดี เดินมาบอกว่าได้ยินจากวิทยุว่า ภูเขาไฟที่อยู่แถวนั้นระเบิด

ในตอนนั้นยังไม่มีใครคิดกังวลอะไรมาก เพราะยังไม่รู้ข้อมูลว่าระเบิดแรงระดับไหน และลมพัดไปทางใด ลูกเรือจึงช่วยกันกางผ้าใบลงเพื่อกันไม่ให้เขม่าขี้เถ้าเข้ามาในเรือเยอะเกินไป หลังจากนั้นเราก็ทานข้าวเย็นกันอย่างเอร็ดอร่อย พร้อมทั้งพยายามติดต่อเพื่อนเพื่อแจ้งว่า เราปลอดภัยดี คืนนั้นเรานอนค้างกันบนเรือกลางทะเลใต้ท้องฟ้าที่มืดมิด ก่อนนอนก็คิดว่า นี่ฉันเจอภูเขาไฟระเบิดจริงๆ หรือนี่ ตื่นเต้นอะ  

ตื่นเช้าวันรุ่งขึ้น สภาพเรือมีขี้เถ้าจับหนา จากเรือสีขาวกลายเป็นสีน้ำตาล ลูกเรือแจ้งว่าทางการอินโดนีเซียประกาศปิดอุทยานแห่งชาติโคโมโด เนื่องจากทางอุทยานต้องดูแลความเรียบร้อยปลอดภัยโดยรวม และดูแลเหล่ามังกรทั้งหลายว่าได้รับผลกระทบจากขี้เถ้าภูเขาไฟหรือไม่ ทำให้เราไม่สามารถเข้าไปดูมังกร ชายหาดสีชมพู และนั่งเรือดูฝูงปลากระเบนตามกำหนดการได้ ผิดหวังอีกแล้ว!

ไกด์เห็นสีหน้าผิดหวังของเราจึงหารือกับกัปตันและลูกเรือ ได้ความว่าวันนี้เราจะกลับไปที่เกาะรินจาเพื่อเดินเขาอีกครั้ง เนื่องจากเจ้าหน้าที่ยังพอดูแลได้ ไม่ปิดเกาะ แต่ก็ไม่สนับสนุนให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเพิ่ม เราเลือกเส้นทางใหม่ไม่ให้ซ้ำกับเมื่อวาน แต่บรรยากาศโดยรวมขอใช้คำว่าให้ความรู้สึกเหมือน Apocalypse พื้นที่รอบๆ เหมือน Wasteland ขมุกขมัว เขม่าขี้เถ้าเกาะบนต้นไม้ ใบไม้ แสงอาทิตย์ส่องทะลุลงมาแทบจะไม่ได้ ทัศนวิสัยแย่มาก รู้สึกเลยว่าอากาศเป็นพิษพอควร เราหายใจไม่ค่อยออก แสบตา สภาพการเดินเขาของเราเป็นการใส่แว่นตาดำเดินในที่มืดครึ้ม และคาดผ้ากันฝุ่นปิดปากปิดจมูกเป็นไอ้โม่งกันไป ได้บรรยากาศไปอีกแบบ

หลังจากนั้น กัปตันก็พาเราแล่นเรือออกจากเกาะรินจา หนีบริเวณที่มีเถ้าถ่านภูเขาไฟปกคลุมจนเริ่มมองเห็นท้องฟ้าที่เป็นสีฟ้า แต่เวลาทัวร์ยังไม่หมด กัปตันจึงหาเกาะให้เราดำน้ำตื้นเป็นการชดเชยที่ไม่ได้ไปโคโมโด

เราได้แวะที่เกาะเล็กๆ 2 แห่ง ซึ่งมีปะการังน้ำตื้นสวยงามมาก และมีชายหาดสีชมพูที่ไกด์รับรองว่าสวยไม่แพ้ที่โคโมโด ต่างกันแค่ว่ามันไม่ใช่โคโมโดเท่านั้นเอง

ในที่สุดเราก็ได้กลับขึ้นเกาะฟลอเรสที่เมืองลาบวนบาโจเพื่อพบว่า สนามบินปิด ตามกำหนดการจะต้องเที่ยวและนอนค้างที่ลาบวนบาโจ 1 คืน แต่จากข่าวก็คงจะต้องอยู่เพิ่มอีกอย่างน้อย 1 คืน จากที่นี่เรายังมองเห็นเถ้าถ่านภูเขาไฟบนฟ้าได้อยู่เลย

เช้าวันถัดมาเราใช้เวลาส่วนใหญ่เดินติดต่อตามบริษัททัวร์และหยั่งท่าทีที่สนามบิน แน่นอนว่าไม่มีใครสามารถพาเราออกไปจากเกาะนี้ได้ เครื่องบินออกจากบาหลีเพื่อมาเกาะนี้ไม่ได้ บางคนบอกว่ามีเรือที่จะพาเราออกไปถึงเกาะลอมบอก (Lombok) หรือบาหลีได้ แต่ก็คงใช้เวลาเป็น 10 ชั่วโมง ไม่ไหวละค่ะ แต่สายการบินได้บันทึกรายละเอียดของเราไว้ และสัญญาว่าจะรีบโทรแจ้งทันที หากมีความเคลื่อนไหวใดๆ

สุดท้ายขอบคุณคุณพระคุณเจ้า เย็นนั้นเราได้รับโทรศัพท์จากสายการบินแจ้งว่าจะเริ่มบินอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ และจองที่ไว้ให้เราแล้ว สายการบินนี้ใจกล้าบ้าบิ่น เป็นสายแรกๆ ที่บินฝ่าชั้นบรรยากาศที่อาจยังมีเศษขี้เถ้าภูเขาไฟอยู่จางๆ

เครื่องบินของเราบินออกจากบาหลีและรับผู้โดยสารกลับไปได้โดยปลอดภัย ใบพัดและเครื่องยนต์อยู่ครบ รวมเวลาติดเกาะอยู่ประมาณ 1 วันครึ่ง รวมความตื่นเต้นของเหตุภูเขาไฟระเบิดประมาณ 3 วัน กลับถึงบาหลีก็ยังได้ผจญภัยร่วมกับเพื่อนผู้โดยสารติดค้างจำนวนมากที่ติดเกาะมาด้วยกันอีก เพื่อแย่งกันกลับจาการ์ตา การเดินทางในอินโดนีเซียสร้างความสนุกและลุ้นระทึกได้เสมอ

หากคุณคิดว่าประสบการณ์นี้ระทึกใจแล้ว สิ่งที่ระทึกยิ่งกว่าคือเที่ยวบินที่บินออกจากบาหลีเพื่อมาเกาะฟลอเรส จะบินแบบ hop จากเมืองหนึ่งต่อไปอีกเมืองหนึ่ง จนถึงริมฝั่งตะวันออกของเกาะ หรือจุดหมายปลายทางที่เกาะอื่นใกล้ๆ กัน ฉะนั้น คนที่รออยู่ที่เมืองเหล่านั้นไม่ได้เห็น ไม่ได้ยินภูเขาไฟระเบิด แต่ไม่มีเที่ยวบินกลับบ้าน และไม่รู้ว่าจะมีเมื่อไหร่

เพื่อนเรา 4 คนตัดสินใจเริ่มทริปจากฝั่งตรงกันข้ามกับเรา แล้วนั่งรถสวนทางกัน จึงติดอยู่ที่เมืองเหล่านี้ บางคนอยู่โรงแรมซึ่งไม่มีทีวี และไม่มี Wi-Fi รันเวย์สนามบินกลายเป็นสนามบอลของเด็กๆ ท้องถิ่น เพื่อนคนหนึ่งติดอยู่ถึง 3 วัน เนื่องจากสายการบินจำเป็นต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะเคลียร์ผู้โดยสายตกค้างได้ทั้งหมด

ทริป 8 วันนี้เป็นประสบการณ์ติดเกาะที่ทำให้เราต้องใจเย็นสวนทางกับความร้อนใต้เปลือกโลก เปลี่ยนภาพของทริปที่น่าผิดหวัง เป็นทริปที่น่าตื่นเต้น ความขลุกขลักจากเหตุสุดวิสัยเป็นเรื่องเข้าใจได้ เราไม่ได้มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องรีบร้อนกลับบ้าน ดังนั้น แทนที่จะใช้เวลาไปกับการโวยวายและอารมณ์เสีย ก็ลองมองว่าสิ่งนี้เป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้อีกแล้ว ได้สังเกตวิธีการรับมือของคนแต่ละประเภท ได้สำรวจเมืองเพิ่มขึ้น ได้ใช้เวลากับเพื่อนร่วมทาง บ่อยแค่ไหนกันที่คุณจะติดเกาะเพราะภูเขาไฟมันดันระเบิดขึ้นมา

เป็นเรื่องที่เล่าให้ลูกหลานฟังไปได้อีกนาน

สรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือ เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2557 ภูเขาไฟซังเกียง (Sangeang) ซึ่งอยู่ห่างออกไปจากเกาะรินจาประมาณ 80 กิโลเมตร เกิดระเบิดขึ้น เป็นการระเบิดใหญ่หลังจากครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2542 ควันและเขม่าขี้เถ้าลอยขึ้นฟ้าสูงถึงประมาณ 15 – 20 กิโลเมตร และแผ่ขยายไปทางตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ไกลถึงเมืองดาร์วิน (Darwin) ออสเตรเลีย กระทบกับเที่ยวบินจากออสเตรเลียเช่นกัน

เหตุการณ์นี้ไม่มีผู้เสียชีวิต เนื่องจากไม่มีผู้อยู่อาศัยบนเกาะ มีเพียงเกษตรกรบางกลุ่มที่ใช้ประโยชน์จากการทำเกษตรกรรมบนพื้นที่บางส่วน และทางการอินโดนีเซียได้ประกาศเตือน alert ระดับ 3 (จาก 1 – 4) ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ทั้งนี้อินโดนีเซียตั้งอยู่ในบริเวณ Ring of fire มีภูเขาไฟหลายร้อยลูกที่ยังคุกรุ่น (active volcano) ความเสี่ยงของภูเขาไฟปะทุหรือระเบิดมีอยู่ได้เสมอ ผู้ที่สนใจไปท่องเที่ยวควรเช็คข้อมูลให้ดีก่อนทุกครั้ง

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

CONTRIBUTOR

ดุษฎี กลิ่นโพธิ์

เกิดที่สิงห์บุรี โตในเมืองกรุง เคยเรียนหนังสือที่อเมริกาและเคยทำงานที่อินโดนีเซีย ชอบอบขนม สะสมโปสการ์ด เสพติดการวิ่ง หลงรักการปีนภูเขาไฟ และหลงใหลการหาเรื่องไปเที่ยว