ด้วยความตื่นเต้นบวกกับอากาศที่หนาวจนนอนไม่หลับ ทำให้เราตื่นตั้งแต่ตี 3 ซึ่งเร็วกว่าเวลาที่ตั้งนาฬิกาไว้ครึ่งชั่วโมง เราลุกขึ้นยืนแต่งตัวเต็มยศ เสื้อ 5 ชั้น กางเกง 4 ชั้น ถุงเท้า 3 ชั้น ถุงมือ 2 ชั้น ความกลัวหนาวขั้นสุดนี้ทำให้ผู้หญิงร่างผอมสูงอย่างเรากลายร่างเป็นหมียักษ์ในทันที

อีก 15 นาทีจะถึงเวลานัด เราจึงนั่งรออย่างเงียบๆ อยู่คนเดียวในห้องพักท่ามกลางความมืด พยายามข่มความตื่นเต้นและความกลัวที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ความพยายามฝึกซ้อมร่างกายตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาจะได้รับการทดสอบและจบลงภายในเช้าวันนี้ โดยเนินเขาที่มีชื่อว่า คาลาปาทาร์ (Kala Patthar)

เมื่อ 7 วันที่แล้ว เราเริ่มเดินเทรคในประเทศเนปาล ตั้งแต่เมืองลุคลา (Lukla) จนมาถึงเมืองโกรักเชป (Gorakshep) เมืองที่พักสำหรับนักเดินเขาที่ต้องการไป Everest Base Camp (EBC) และเมืองนี้ยังเป็นที่ตั้งของเนินเขาสูงใหญ่คาลาปาทาร์ เป้าหมายของเราในวันนี้

นักเดินเขาส่วนใหญ่ที่มาที่นี่ จุดหมายหลักคือการไป EBC ดังนั้น จึงไม่ค่อยมีใครอยากเสียพลังงานไปกับการเดินขึ้นเนินเขาที่อยู่ระหว่างทาง ด้วยความสูงที่มากถึง 5,545 ม. ซึ่งสูงกว่า EBC ที่มีความสูง 5,380 ม. ทำให้การเดินขึ้นคาลาปาทาร์นั้นค่อนข้างยาก ทั้งอากาศที่เบาบาง ความชัน และความหนาว จึงทำให้เนินเขานี้ไม่ใช่ที่ฮิตสักเท่าไหร่สำหรับนักเดินเขามือใหม่ และถูกมองเหมือนเป็นตัวเลือกเสริมสำหรับนักเดินเขาที่มีพลังงานเหลือมากกว่า

จริงอยู่ที่สักครั้งในชีวิตของนักเดินเขาทุกคนคงอยากไป EBC การได้ไปยืนอยู่ที่จุดเริ่มต้นของยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกคือสิ่งที่ฝัน น่าเสียดายที่จุดนั้นเป็นเพียงจุดเดียวที่มองไม่เห็นยอดเขาเอเวอเรสต์ แต่ฝันของนักเดินเขาไม่ได้จบอยู่แค่นั้น เพราะยังมีบริเวณที่มองเห็นยอดเขาเอเวอเรสต์ได้ใกล้ที่สุดเท่าที่นักเดินเขามือสมัครเล่นจะทำได้ คือบนเนินเขาคาลาปาทาร์นั่นเอง บนจุดสูงสุดของเนินเขานั้น นักเดินเขาที่มุ่งมั่นจะได้รับรางวัลตอบแทนเป็นภาพพระอาทิตย์ขึ้นที่ด้านหลังยอดเขาเอเวอเรสต์ ท่ามกลางเทือกเขาหิมาลัยที่แสนจะอลังการ และแน่นอนว่า เราก็ต้องการรางวัลนี้ด้วยเหมือนกัน

ดังนั้น วันที่เราบอก ‘จาหนัก’ ไกด์รุ่นใหญ่ชาวเนปาลจอมกวนว่าจะขึ้นคาลาปาทาร์ จาหนักจึงมีสีหน้าประหลาดใจนิดหน่อย คงคิดว่ามือใหม่อย่างเราไม่น่าจะอยากขึ้นเนินเขานี้ และเพราะความสะบักสะบอมที่เราแสดงให้จาหนักเห็นมาตลอด 7 วัน ว่าเราเป็นนักเดินเขาที่อ่อนแอขนาดไหน จาหนักยิ้มมุมปากพร้อมพูดกับเราอย่างสบายๆ ว่า

“ดี! เทพคาลาปาทาร์จะเป็นคนบอกคุณเองว่าคนที่แข็งแกร่งที่สุดคือใคร”

Kala Patthar, เอเวอเรสต์ Kala Patthar, เอเวอเรสต์

ถึงเวลานัดแล้ว เราเปิดประตูห้องพักที่ทำจากไม้อัดแบบบางเฉียบแล้วเดินลงมาพบกับจาหนักและนักเดินเขาคนอื่นๆ ในทีมที่รอคอยอยู่ที่ห้องอาหาร จาหนักเป็นชาวเนปาลรุ่นใหญ่ อายุ 40 กว่าๆ เกิดและเติบโตในภูเขาสูงของเนปาล แต่หลังจากที่พวกเราได้เดินทางมาด้วยกันพักใหญ่ จึงได้รู้ว่าจริงๆ แล้วจาหนักควรเป็นชาวอำเภอท่าแซะมากกว่า ขนาดคำพูดติดปากยังเป็นคำว่า “โอเค ซันเต๋อ” ซึ่งแปลว่า “โอเค สุดหล่อ” ปกติจาหนักจะพูดจากวนๆ ทีเล่นทีจริงทุกครั้ง แต่เช้านี้ ในช่วงการอธิบายเรื่องการเดินขึ้นเขา น้ำเสียงของจาหนักไม่มีการล้อเล่นอยู่ในนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว

“เดินช้าๆ จิบน้ำบ่อยๆ พยายามทำตัวให้อบอุ่นเพราะข้างบนคุณจะหนาวแบบสุดๆ ระหว่างทางคุณอาจเกิดอาการ AMS (โรคแพ้ความสูง) หากปวดหัว และเริ่มอยากอาเจียน คุณต้องเดินลง อย่าพยายามดันทุรังเดินขึ้นเขาต่อ หากวันนี้คุณเดินไม่ถึงยอด ก็ไม่เป็นไร เพราะคุณจะกลับมาขึ้นคาลาปาทาร์เมื่อไหร่ก็ได้ แต่ถ้าคุณตายวันนี้ คุณจะไม่สามารถกลับมาขึ้นยอดเขายอดไหนได้อีกเลย”

เราทุกคนมองหน้ากันท่ามกลางความเงียบ จาหนักไม่ได้ขู่พวกเรา เพียงแต่พูดความจริงที่อยู่ตรงหน้า การเดินขึ้นเขาคือการทรมานร่างกายตัวเองอย่างช้าๆ ทุกๆ ก้าวคือพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่อากาศน้อยลงไปเรื่อยๆ เป็นการท้าทายร่างกายและจิตใจของตัวเองอย่างที่สุด

แม้ว่านี่ไม่ใช่ยอดเขายอดแรกของเรา แต่ครั้งนี้จะเป็นยอดที่สูงที่สุดเท่าที่เคยผ่านมา เราเข้าใจความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น และจะไม่ประมาทกับสิ่งนี้เป็นอันขาด เราพยักหน้ารับคำจาหนัก จากนั้นจึงสะพายเป้น้ำขึ้นหลัง ใส่ถุงมือ หยิบไม้ Pole จิตใจเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความมุ่งมั่น โดยไม่ได้รู้ตัวเลยว่าในอีก 2 ชั่วโมงข้างหน้า เราจะได้พบกับความทรมานที่สุดทั้งทางร่างกายและจิตใจของเรา

ตีสี่สิบห้า พวกเราใส่ไฟฉายคาดหัว แล้วเริ่มออกเดินทางท่ามกลางความมืดสู่ยอดเขาคาลาปาทาร์ ตามคำบอกเล่าของจาหนัก พื้นที่บนยอดเขานั้นมีหลายแบบ เริ่มด้วยดินที่มีความแข็ง ตามด้วยกรวดร่วน และด้านบนสุดเป็นก้อนหินยักษ์ทับกันไปมาที่ปกคลุมด้วยหิมะ

ช่วงแรกๆ เส้นทางเดินไม่ยากนัก แต่ด้วยความชันที่ไม่ธรรมดาและระดับความสูง 5 พันกว่าเมตรเหนือน้ำทะเล ออกซิเจนเบาบางมาก หลังจากเดินไปได้ราวๆ ครึ่งชั่วโมงก็พบกับอาการเหนื่อยผิดปกติ หัวใจเต้นรัวๆ เหมือนกับจะระเบิดออกมา อาการหอบถี่ๆ และไอเริ่มมาเป็นพักๆ ยิ่งเหนื่อยมากเท่าไหร่ยิ่งทำให้เริ่มหายใจทางปากมากขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณที่ไม่ดีเลย เพราะนั่นจะทำให้คอยิ่งแห้ง ทุกครั้งที่สูดลมหายใจเข้าจะรู้สึกได้ถึงความเย็นที่ผ่านปากและจมูกเข้าไปในร่างกาย เหมือนเวลาที่ดื่มเหล้าเพียว จะรู้สึกร้อนวาบลงไปถึงข้างใน แต่ครั้งนี้กลับกัน กลายเป็นความเย็นเฉียบที่ไหลเข้าสู่ร่างกายแทน

จาหนักไม่ได้พูดเกินจริงเรื่องความหนาวเลย ทุกครั้งที่มีลมพัดมาร่างกายจะหนาวสั่นไปหมด ผ้าบัฟที่ใส่คลุมใบหน้าเหลือไว้แค่บริเวณดวงตาช่วยป้องกันความหนาวเย็นได้ดี แต่กลับทำให้หายใจได้อย่างยากลำบาก เราต้องคอยเปิดผ้าบัฟเพื่อหายใจเป็นพักๆ แต่ทุกครั้งที่เปิดผ้าผิวหน้าก็จะแสบไปหมด เพราะต้องปะทะกับลมหนาว ริมฝีปากเริ่มแห้งแตก เจ็บหลายจุด และค่อยๆ กลายเป็นสีม่วงคล้ำ เราก้มลงมองที่เท้าตัวเอง แต่ไม่รู้สึกถึงนิ้วเท้าเลย มันชาไปหมด ได้แต่สงสัยว่าถ้าถอดรองเท้าออกมานิ้วเท้าจะหลุดออกมาจากเท้าไหม ภาพนิ้วเท้ากุดดำของคนที่โดนหิมะกัดผ่านเข้ามาในหัว เราสะบัดหน้าหนีเพื่อให้ภาพอันสยดสยองหายไป แล้วตั้งใจเดินต่อ

Kala Patthar, เอเวอเรสต์

 

ความชันค่อยๆ เพิ่มขึ้น รู้สึกได้จากน่องขาที่ปวดร้าวมากกว่าเดิม แต่เราก็ยังคงเดินต่อไปท่ามกลางความมืด ทั้งเหนื่อย หนาว และฟุ้งซ่าน ความมืดทำให้มองไม่เห็นอะไรเลย มีเพียงแสงจากไฟฉายคาดหัวคอยส่องทางให้เห็นพื้นที่ตัวเองกำลังเดินอยู่ และเมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็จะเห็นเพียงขบวนแสงไฟดวงเล็กๆ จากไฟฉายคาดหัวของเหล่านักเดินเขาที่ทอดยาวสู่เนินเขาด้านบนท่ามกลางความมืดมิด สำหรับบางคนภาพนี้อาจดูสวยงาม จนต้องหยิบกล้องขึ้นมาบันทึกไว้ แต่สำหรับเรานั้น ขบวนแสงไฟเหล่านี้กลับเป็นสิ่งที่สร้างความท้อใจอย่างมาก เพราะมันยิ่งทำให้มองเห็นความชันและระยะทางอีกยาวไกลซึ่งดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด

นี่เรามาทำอะไรที่นี่กันแน่?

มาทรมานตัวเองทำไม (วะ) ?

คำถามมากมายเริ่มเกิดขึ้นในหัว ทำให้ใจยิ่งร้อนรน กังวลว่าจะเดินขึ้นไปไม่ทันดูภาพพระอาทิตย์ขึ้นและบางทีก็กังวลว่าจะเดินขึ้นไม่ไหวควรตัดใจเดินลงแทน ความสับสนภายในจิตใจนั้นทำให้ช่วงเวลาสั้นๆ กลายเป็นยาวนานเหมือนชั่วนิรันดร์ เมื่อเรากังวลเรื่องที่ 1 หลังจากฟุ้งซ่านจนจบ มีสติได้สักพัก ก็จะเริ่มกังวลเรื่องที่ 2 และ 3 วนไปแบบนี้เรื่อยๆ ทุกก้าวเดินคือความทรมานทั้งร่างกายและจิตใจอย่างสาหัส

หลังจากฝืนทนเดินไปเรื่อยๆ ในที่สุดเราก็มาถึงครึ่งทางของคาลาปาทาร์ เราเงยหน้ามองหาเพื่อนคนอื่นๆ แต่ทุกๆ คนเดินแยกกันไปหมดแล้ว เราจึงหยุดพักเพื่อทานขนมเพิ่มพลังงาน แล้วเมื่อหันไปดูดน้ำในเป้ ปรากฏว่าดูดไม่ขึ้น เพราะน้ำดื่มกลายเป็นน้ำแข็งไปหมดแล้ว!

ด้วยอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียสทำให้น้ำในเป้เปลี่ยนสภาวะจากของเหลวกลายไปเป็นน้ำแข็งจนหมด

“ทำไมถึงลืมกระติกน้ำเก็บความร้อน!”

เราโวยวายอยู่ในใจ โมโหตัวเองที่ลืมเรื่องนี้ไปสนิท การไม่ได้ดื่มน้ำจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอาการ AMS ให้สูงขึ้น เรานั่งหมดแรงอยู่ตรงนั้น มันคือที่สุดแล้วจริงๆ ไม่เหลืออะไรอีกแล้วทั้งพลังกายและพลังใจ ได้แต่รู้สึกท้อใจ…หนาว…เหนื่อย…หิวน้ำ และโมโห นี่เราต้องเดินลงจริงๆ แล้วใช่ไหม?

เราเงยหน้ามองไปที่ยอดเขา ก็ยังคงมองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากความมืด ภาพในหัว Flashback ไปถึงรีวิวกระทู้ที่เคยอ่านก่อนมาเดินขึ้นเขาที่เนปาล เหล่าผู้คนมากมายที่บรรยายถึงความโหดบนเส้นทางคาลาปาทาร์ และมักจะจบลงที่ตรงครึ่งทาง วันนี้รู้ซึ้งแล้ว เสียงนักเดินทางที่เจอกันในเมืองก่อนหน้านี้ดังก้องอยู่ในหัว

“คาลาปาทาร์ ไปแค่ครึ่งทางก็พอแล้ว ตรงนั้นก็เห็นยอดเขาเอเวอเรสต์แล้ว วิวครึ่งทางก็เหมือนๆ กับที่ยอดนั่นแหละ”

แต่เมื่อยิ่งทบทวนคำพูดนั้น กลับยิ่งรู้สึกว่า “มันเป็นแบบนั้นจริงๆ น่ะหรอ?”

Kala Patthar, เอเวอเรสต์ Kala Patthar, เอเวอเรสต์

ในระหว่างที่กำลังนั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่นั้น แสงอาทิตย์เริ่มสาดส่อง ความอบอุ่นเริ่มเข้ามาแทนที่ พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว แม้จะยังไม่โผล่ออกมาจากด้านหลังยอดเขาเอเวอเรสต์ แต่ก็สร้างความสว่างให้กับบริเวณโดยรอบ เรามองขึ้นไปที่ยอดเนินอีกครั้ง ในที่สุดตอนนี้ก็ได้เห็นยอดคาลาปาทาร์แล้ว เราสังเกตพื้นบริเวณยอดเขาราว 100 เมตรอันแสนชันนั้น คือก้อนหินก้อนขนาดใหญ่ที่ซ้อนทับกันไปมา และถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ

ในเวลาอีกไม่นาน หิมะเหล่านี้จะโดนแสงแดดละลาย มันคงลื่นและเดินยากขึ้นไปอีกแน่นอน กะจากสายตาคิดว่าน่าจะต้องเดินขึ้นไปอีกราวๆ 1 ชั่วโมงจึงจะถึงยอด ไม่รู้ว่าทำไมแต่เมื่อมองเห็นเป้าหมายชัดเจนขึ้นแล้วกลับทำให้เรามีแรงฮึดขึ้นมา ทั้งแรงกายและแรงใจ คิดในใจว่าอีกไม่ไกล เราต้องทำได้แน่ๆๆๆ เราบอกตัวเอง ย้ำๆ อยู่แบบนั้น

เราลุกขึ้นยืนลองเช็กสภาพร่างกายของตัวเองอีกครั้ง ไม่หนาวมากแล้ว ความเหนื่อยยังไหว น้ำยังพอมีขลุกขลิก ยังไม่มีอาการโรคแพ้ความสูง เราค่อยๆ หายใจเข้า สูดอากาศเย็นเข้าเต็มปอด รวบรวมพลังทุกอย่างที่ยังเหลืออยู่ในร่าง แล้วก้าวเดินสู่ยอดเขาคาลาปาทาร์

Kala Patthar, เอเวอเรสต์ Kala Patthar, เอเวอเรสต์

 

ในที่สุดเราก็ได้เห็นภาพพระอาทิตย์ขึ้นที่ด้านหลังยอดเขาเอเวอเรสต์ท่ามกลางเทือกเขาหิมาลัย มันสวยงาม ยิ่งใหญ่ และคุ้มค่ากับความทรมานตลอดหลายชั่วโมงที่ผ่านมา การเตรียมความพร้อมร่างกายที่ก่อนหน้านี้คิดว่าเพียงพอแล้วแต่ก็ยังไม่พอจนเกือบทำให้เราไม่ได้มายืนที่จุดนี้

การเดินเขาคือการพยายามด้วยตัวเอง ไม่มีทางลัด มีแต่ต้องเตรียมพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ แล้วพาตัวเองผ่านความมุ่งมั่นไปให้ถึงจุดหมาย ภาพวิวครึ่งทางกับวิวบนยอดเหมือนหรือต่างกันนั้น เป็นสิ่งที่เราทุกคนล้วนมีคำตอบในใจที่ไม่เหมือนกัน เพราะการให้คุณค่าของสิ่งเหล่านั้นแตกต่างกัน ไม่มีคำตอบที่ถูกและคำตอบที่ผิด สิ่งที่เราทำได้คือการไปพิสูจน์ด้วยตัวเอง และหาคำตอบให้กับตัวเอง

ในตอนแรกเราคิดว่ารางวัลที่ยิ่งใหญ่จากคาลาปาทาร์คือภาพวิวสุดอลังการตรงหน้า แต่ที่จริงแล้วสิ่งที่เราได้รับคือ ‘การได้เห็นตัวเอง’ ในช่วงเวลาแห่งความสับสนตลอดเส้นทางนั้น ทำให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น เห็นด้านที่ดีที่สุดและด้านที่แย่ที่สุดของตัวเอง ทุกก้าวของการเดินขึ้นคือการถอดเปลือกสิ่งที่ติดอยู่กับตัวเรา ถอดเงื่อนไข ถอดภาพลักษณ์ ถอดพันธะในตัวเราออกไป เราไม่สามารถพาสิ่งใดติดตัวขึ้นไปบนยอดเขาได้ สุดท้ายสิ่งเดียวที่จะเหลืออยู่บนนั้นคือตัวตนที่แท้จริงของเรา

ที่จุดสูงสุดของคาลาปาทาร์เรายืนมองพระอาทิตย์ขึ้นที่หลังยอดเขาเอเวอเรสต์ด้วยความสงบ แสงแดดไล่ความหนาวและความมืดออกไปจากทุกพื้นที่ รวมทั้งจิตใจเราด้วยเช่นกัน เรายิ้มให้กับตัวเอง มีบางอย่างในตัวเราได้เปลี่ยนไปนิดหนึ่ง

Kala Patthar, เอเวอเรสต์ Kala Patthar, เอเวอเรสต์ Kala Patthar, เอเวอเรสต์

หลังจากที่เราเดินกลับลงมาถึงด้านล่าง จาหนักและลูกหาบคนอื่นๆ ยืนรอพวกเราอยู่ที่หน้าโรงแรม ทุกคนตื่นเต้นที่จะได้เจอกับเรา จึงไม่มีใครเข้าไปนั่งรอในห้องอาหารเลย เราโบกมือสุดแขนเพื่อบอกพวกเขาว่าเราปลอดภัยดี ทุกคนพากันตะโกนโห่ร้องเชียร์และปรบมือต้อนรับ ดีใจไปกับเรา จาหนักยิ้มกว้างให้พวกเรา นี่เป็นครั้งแรกในรอบ 8 วันที่จาหนักไกด์รุ่นพ่อคนนี้ยิ้มกว้างอย่างจริงใจแบบไม่กวนประสาท
“You did it!!! Very very very good. Welcome back Jan.”

เราพยักหน้าตอบพร้อมน้ำตาคลอเบ้า

“Thank you Janak.”

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

สุธีรา โมรา

ชอบพาร่างกายและจิตใจไปทรมาน เพียงเพื่อเฝ้ามองการวิวัฒนาการของตัวเอง เสพย์ติดชา รักการอ่าน Manga และแพ้ทางอาม่าอากง

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

19 มิถุนายน 2561
4 K

1

ในรถกระบะหน้าตาสมบุกสมบัน ฉันเอื้อมมือข้างหนึ่งเกาะราวจับข้างประตูรถแน่น ขณะที่อีกข้างควานหายาดมมาจ่อใต้จมูก ไม่ได้ทำเกินกว่าเหตุเลยจริงๆ-เพราะทางข้างหน้าตอนนี้ไม่ใช่ถนนลาดยางราบเรียบ แต่ประกอบด้วยดิน หิน กรวด ที่ทำให้กระดูกแทบทุกชิ้นสั่นสะเทือนไม่หยุด

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

นี่คือเส้นทางสู่ ‘เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก’ ในจังหวัดกาญจนบุรี ที่หลายคนน่าจะคุ้นเคยจากข่าวคดีล่าเสือดำอันโด่งดัง

แต่แม้ทางสายนี้จะหฤโหดสำหรับคนเมืองอย่างฉัน กระบะคันโตกลับวิ่งบุกตะลุยไปบนถนนที่ขนาบด้วยหมู่ไม้สีเขียวเข้มอย่างราบรื่น เพราะมีคนขับผู้เชี่ยวชาญในชุดเครื่องแบบลวดลายสัตว์ป่าและต้นไม้

เขาคือหนึ่งในกลุ่มคนที่เราเรียกว่า `เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

ขณะที่มนุษย์เงินเดือนในเมืองขับรถมุ่งสู่ออฟฟิศบนตึกระฟ้า คนเหล่านี้ขับรถบนเส้นทางเช่นนี้สู่ป่าใหญ่

วันนี้ ฉันมุ่งหน้าไปยังออฟฟิศของพวกเขาตามคำชักชวนของโครงการระดมทุนเพื่อซื้อกรมธรรม์คุ้มครองชีวิตเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าที่ชื่อว่า ‘ใครรักป่ายกมือขึ้น’ ทีมงานตั้งใจไปมอบกรมธรรม์ส่วนแรกจำนวน 4,445 กรมธรรม์ให้ถึงมือผู้รับและพาผู้คนเข้าไปสัมผัสชีวิตเหล่าเจ้าหน้าที่

เวลา 2 วัน 1 คืนนับจากนี้ ฉันจะไปเรียนรู้เพื่อหาคำตอบว่าเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าคือใคร ภารกิจที่พวกเขาทำอยู่คืออะไรกันแน่

และทำไมคนเมืองอย่างเราต้องสนใจคนตัวเล็กกลางป่าใหญ่กลุ่มนี้

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

 

2

เสียงหยดฝนหล่นลงกระทบใบไม้ของป่าทุ่งใหญ่ดังเปาะแปะ ความเย็นชุ่มชื้นของผืนป่าฉ่ำฝนอบอวลอยู่รอบตัว แต่ฉันไม่ได้มีเวลาชมนกชมไม้ เพราะมัวแต่ตั้งสติกับทางเดินป่าข้างหน้าที่ทีมงานพามาเดินยามบ่าย

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

ทำไมต้องตั้งใจขนาดนั้น? ก็นั่นไง มีเสียงลื่นไถลดังมา พี่นักข่าวผู้ร่วมทริปล้มลงไปเรียบร้อย

เราออกเดินต่อไปตามทางที่หลายส่วนกลายเป็นโคลนเฉอะแฉะ อีกทั้งยังขึ้นลงเนิน แหวกพงหญ้าสูงท่วมหัวกันเป็นระยะ และยาวเหยียดหลายกิโลเมตรจนหลายคนเริ่มหายใจไม่ทัน หากเส้นทางเข้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ ว่าโหดแล้ว เมื่อเจอการเดินป่ารอบนี้ นั่นก็เป็นแค่เมนูเรียกน้ำย่อย

และนี่คือออฟฟิศของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า-ออฟฟิศที่เป็นธรรมชาติแท้จริงในทุกฤดูกาล

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

งานหลักของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าคือการออกลาดตระเวนตามเส้นทางแบบนี้เพื่อป้องกันผู้บุกรุกและเก็บข้อมูลสัตว์ป่า ซึ่งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งนี้นับเป็นหนึ่งในพื้นที่ทำงานสำคัญ เพราะทั้งเป็นส่วนหนึ่งของ ‘ป่าตะวันตก’ ซึ่งเป็นป่าใหญ่ผืนสุดท้ายของไทยที่ขึ้นชื่อเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ และเป็นส่วนหนึ่งของ ‘ป่ามรดกโลก’ ซึ่งกินอาณาเขตของผืนป่าห้วยขาแข้งและทุ่งใหญ่ทั้งสองด้าน

ระยะทาง 8 กิโลเมตรที่เราเดินกันคือระยะเบสิกที่เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าเดินต่อวัน (แปลว่าบางวันก็ไกลกว่านี้) และการเข้าป่า 1 ครั้งก็ไม่ใช่การไปเช้าเย็นกลับแบบที่เราทำ แต่คือการหายเข้าไปในป่าหลายวัน บางหนกินเวลาร่วม 1 อาทิตย์โดยมีสัมภาระ เสบียง และอาวุธหนักอึ้งบนบ่าระหว่างเดินทาง

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

“ของหนักประมาณ 20 – 30 กิโล” พี่เจ้าหน้าที่กะน้ำหนักที่ต้องแบกรับ แล้วสาธิตวิธีใช้เครื่องมือกรองน้ำจากลำธารที่ต้องใช้ เพราะไม่อาจแบกน้ำสะอาดมาได้ไม่พอให้เราชม

แต่มากกว่าน้ำหนักและระยะทางยังมีสิ่งโหดหินกว่านั้น เพราะนี่ไม่ใช่การเดินตรวจตรารอบโรงแรมใหญ่สักที่ แต่คือผืนป่ากว้างไพศาล เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตกมีพื้นที่ถึง 1,331,062 ไร่ เปรียบเทียบง่ายๆ คือใหญ่กว่ากรุงเทพฯ เสียอีก

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

ขณะที่จำนวนคนทำงาน-ซึ่งปกติควรแปรตามภาระงาน-ก็มีอยู่แค่ราว 190 คน

นี่คือเหตุผลที่เจ้าหน้าที่ต่างทำงานกันแทบไม่ได้หยุด (แม้รู้ว่าไม่มีทางเดินได้ทั่ว) อีกทั้งการออกลาดตระเวนแต่ละครั้งต้องใช้กำลังคนไม่ต่ำกว่า 5 คนเพื่อความปลอดภัย นั่นแปลว่าหากหน่วยย่อยไหนมีเจ้าหน้าที่แค่ 8 คน แต่ละเดือนก็ต้องมี 1 คนที่ ‘ควงกะ’ แทบไม่ได้โผล่หน้าออกมาจากป่า

“มันเกินกว่ารักกันแล้ว คนที่อยู่ที่นี่น่ะ” เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าคนหนึ่งเอ่ยถึงเหล่าเพื่อนร่วมงานที่เจอหน้ากันมากกว่าครอบครัว ก่อนจะบอกว่าคงดีถ้ามีคนเพิ่มมากกว่านี้

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

 ที่สำคัญ งานนี้ไม่ได้เหนื่อยแค่กายแต่ยังเสี่ยงต่อความปลอดภัย ถ้าคุณลองไปคุยกับเจ้าหน้าที่ ไม่ยากที่จะได้ยินวีรกรรมกลางป่าอย่างการถูกกระทิงพุ่งมาขวิดจากด้านหลังจนตัวลอย ไม่ก็การปะทะหรือเกือบปะทะกับผู้บุกรุกที่มีมาไม่ขาด

ฟังดูแล้ว ถ้าใช้บริบทคนเมืองมาวัดงานนี้คงต้องได้เงินเดือนสูงลิบ สวัสดิการพรั่งพร้อม

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

หากสิ่งที่เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าได้รับในปัจจุบันคือรายได้ระหว่าง 7,500 – 9,500 บาท และสวัสดิการที่ไม่เพียงพอ ยิ่งเจ้าหน้าที่คนไหนเป็นพนักงานราชการซึ่งไม่ใช่ลูกจ้างประจำของรัฐก็แทบไม่มีสิทธ์คุ้มครองอะไร นอกจากสิทธิ์พื้นฐานอย่าง 30 บาทรักษาทุกโรคที่คนไทยมีกันอยู่แล้วถ้วนหน้า

เพราะไม่สำคัญถึงถูกมองข้าม? ฉันตั้งคำถาม แต่บางคำตอบก็ผุดพรายระหว่างทาง เมื่อความอุดมสมบูรณ์ของป่าทุ่งใหญ่ทำให้เราได้พบเจอรอยเท้าสัตวป่าน่าตื่นตาบนผิวดินนุ่ม

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

“นี่คือรอยเท้ากระทิง” พี่เจ้าหน้าที่บอกก่อนหยิบอุปกรณ์วัดรอยเท้า กล้องถ่ายรูป และแผ่นเอกสาร ออกมาจดเก็บข้อมูล จากนั้นก็เล่าให้เราฟังถึงการนำข้อมูลที่ได้จากป่ามาวางแผนเพื่อดูแลสัตว์ป่าต่อไป

นาทีนี้หลายคนคงเบื่อหากต้องมานั่งฟังว่าสัตว์ป่าและผืนป่าสำคัญต่อมนุษย์อย่างไร

แต่ที่น่ารู้คือขณะเราใช้ชีวิตอยู่ในเมือง มีคนกลุ่มหนึ่งใช้ชีวิตกลางป่าเพื่อพยายาม ‘พิทักษ์’ สิ่งเหล่านี้

เพราะไม่สำคัญถึงถูกมองข้าม?

ไม่หรอก-บางทีคนเราก็มองข้ามสิ่งสำคัญ

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

 

3

เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันลืมตาตื่นมาพบบรรยากาศเขียวสดและเย็นชื่นฉ่ำของป่าหมาดฝนที่มีเสียงนกนานาชนิดคลอเป็นฉากหลัง

ไม่มีโอที ทำงานเหมือนเซเว่น แต่สิ่งที่ได้คืออากาศบริสุทธิ์นี่แหละ-พี่เจ้าหน้าที่คนหนึ่งเคยบอกไว้

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

แล้วเมื่อออกจากที่พัก ฉันก็ได้เจอ หัวหน้าวิเชียร ชินวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธ์ุแห่งนี้ที่คนรู้จักกว้างขวางจากสื่อไม่แพ้เสือดำ การพบกันตั้งแต่เมื่อวานทำให้ฉันรู้ว่าภายใต้มาดเคร่งขรึมในเครื่องแบบ เขาคือชายวัยใกล้ 40 ที่เป็นมิตรและเปี่ยมอารมณ์ขัน

ก่อนต้องกลับสู่เมือง ฉันจึงชวนหัวหน้าของเหล่าเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าสนทนา

การเป็นหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าต้องทำอะไรบ้างคะ?

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

“ว่าคนอย่างเดียว” หัวหน้าวิเชียรแกล้งบอกปนหัวเราะ ก่อนจะอธิบายถึงขอบเขตหน้าที่อันกว้างขวางตั้งแต่อบรมบริหารเจ้าหน้าที่ ดูแลงานเอกสารเรื่องการสำรวจสัตว์ป่า จนถึงการจัดการงบประมาณที่ได้รับมา ทำให้ฉันได้รู้ว่างานที่ ‘ออฟฟิศ’ แห่งนี้ไม่ได้มีแค่การเดินลาดตระเวน แต่ยังมีสิ่งอื่นต้องจัดการมากมายนัก

พร้อมกันนั้น การได้คุยกับผู้ดูแลภาพรวมก็ทำให้ฉันเห็นภาพกว้างของหลากปัญหาหนักหน่วงรวมถึงสิ่งสำคัญที่คนตัวเล็กกลางป่าใหญ่ขาดแคลน เช่น ที่ทุ่งใหญ่ด้านตะวันตกนี้มีอุปกรณ์เดินป่าเพียงพอ แต่สิ่งสำคัญที่ต้องการคือเทคโนโลยีเพื่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นโดรนสำหรับบินถ่ายภาพในป่าหรือกล้องวงจรปิดสำหรับติดในป่าเพื่อตรวจจับผู้บุกรุก

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

แน่นอนว่าหลายเรื่องต้องอาศัยการแก้ไขโครงสร้างใหญ่ เป็นเรื่องที่คนทั่วไปอาจทำอะไรไม่ได้

แต่ก็แน่นอนว่ามีสิ่งที่เราทำได้ เหมือนที่โครงการใครรักป่ายกมือขึ้นระดมทุนจนช่วยบรรเทาปัญหาสวัสดิการของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าได้สำเร็จ

ด้วยเหตุนี้ แม้ฉันจะบอกลาหัวหน้าวิเชียรและก้าวขึ้นรถกระบะเพื่อกลับสู่เมือง เรื่องราวชีวิตคนตัวเล็กกลางป่าใหญ่ที่พบเห็นจึงยังกระจ่างชัดอยู่ในดวงตาและดวงใจ

ทั้งหมดนั้นหลอมรวมกัน ไม่ได้กลายเป็นคำตอบ แต่เป็นคำถาม

คำถามที่ทำให้ฉันก้มลงมอง 2 มือตัวเอง

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

ภาพ สุวิชา พุทซาคำ

ช่วยระดมทุนเพื่อซื้อกรมธรรม์คุ้มครองชีวิตเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ากับโครงการ ‘ใครรักป่ายกมือขึ้น’ ได้ที่นี่

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

สุวิชา พุทซาคำ

อาร์ตไดเรกเตอร์ผู้เชี่ยวชาญการก่อกองไฟ และกางเตนท์ พอๆกับที่เชี่ยวชาญการใช้โปรแกรมออกแบบ สนใจเรื่องราวสิ่งแวดล้อมพอๆกับที่ชื่นชอบอุปกรณ์ไอที ถ้า IG : @sleepbird มีการเคลื่อนไหว แสดงว่าเพิ่งออกจากป่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load