ตอนนี้เป็นช่วงบ่ายโมงของวันศุกร์ เวลาที่คนส่วนมากว้าวุ่นกับการทำงาน และเป็นเวลาที่ร้านอาหารส่วนใหญ่ไม่คึกคักเท่าช่วงเย็น แต่เมื่อเดินเข้าไปในร้านอาหารญี่ปุ่นสีขาวเหลืองแห่งนี้ กลับพบลูกค้ามากมายทั้งเด็ก วัยรุ่น และผู้ใหญ่ จับจองที่นั่งเกือบเต็มร้าน และกำลังใจจดใจจ่อกับการหยิบซูชิคำโตเข้าปาก

ภายในร้านตกแต่งด้วยรูปปั้นมาสคอตเด็กชายชาวญี่ปุ่น ต้นซากุระสีชมพูกระจัดกระจายในร้านสร้างบรรยากาศความเป็นญี่ปุ่นให้แก่ผู้มาเยือนไม่น้อย

ที่นี่คือ ‘ไข่หวานบ้านซูชิ’

การเติบโตของ ไข่หวานบ้านซูชิ หลังการ Take Over ธุรกิจแฟรนไชส์ และ Drive-thru ครั้งแรก
การเติบโตของ ไข่หวานบ้านซูชิ หลังการ Take Over ธุรกิจแฟรนไชส์ และ Drive-thru ครั้งแรก

วันนี้เราได้นั่งพูดคุยกับ อัม-อมรา ไทยรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไข่หวานบ้านซูชิ (ประเทศไทย) ถึงเรื่องราวของร้านซูชิแห่งนี้ เริ่มจากบทบาทลูกแฟรนไชส์สาขาหนึ่ง สู่การเข้ามา Take Over กิจการเมื่อ 3 ปีก่อน เพราะมองเห็นศักยภาพของธุรกิจนี้ จึงพัฒนาการบริการ สร้างระบบจัดการหลังบ้าน และกำหนดมาตรฐานของทุกสาขา

จาก 70 สาขาแฟรนไชส์เดิมเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เติบโตจนมีมากกว่า 180 สาขาทั่วประเทศ และกำลังจะเปิดตัวซูชิ Drive-thru ที่แรกในไทย พร้อมวางแผนเจาะตลาดประเทศเพื่อนบ้าน และผลิตสินค้าใหม่ ๆ ตามมาเร็ว ๆ นี้

สูตรลับของซูชิร้านนี้คืออะไร

ทำไมเธอถึงมองเห็นโอกาสการเติบโตของร้านเล็ก ๆ ในวันที่ร้านอาหารญี่ปุ่นแข่งขันกันอย่างดุเดือด

เธอมีเคล็ดลับการบริหารธุรกิจอย่างไรให้เติบโตได้รวดเร็วเช่นนี้

และทำไมซูชิร้านนี้ถึงขายดีแม้ไม่ใช่เวลาคนเลิกงาน

การเติบโตของ ไข่หวานบ้านซูชิ หลังการ Take Over ธุรกิจแฟรนไชส์ และ Drive-thru ครั้งแรก
การเติบโตของ ไข่หวานบ้านซูชิ หลังการ Take Over ธุรกิจแฟรนไชส์ และ Drive-thru ครั้งแรก

จุดเริ่มต้น

เมื่อซูชิคำโตทำสดใหม่จากบาร์มาเสิร์ฟถึงโต๊ะ อัมก็เริ่มเล่าเรื่องราวตั้งแต่ต้นให้เราฟัง

แต่เดิม ไข่หวานบ้านซูชิก่อตั้งโดย เจี๊ยบ-ปุณิกา ธรรมขันธ์ และ นิกร คลังทอง เจี๊ยบประกอบอาชีพพยาบาล ส่วนนิกรเชี่ยวชาญการทำอาหารญี่ปุ่นและซอสปรุงรสต่าง ๆ จึงตัดสินใจเปิดร้านซูชิ โดยบริหารแบบธุรกิจในครอบครัว

ทางร้านวางกลยุทธ์การขายโดยตั้งราคาตั้งแต่ 10 – 40 บาท แต่ใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง รสชาติดี ให้น้ำส้มและโชยุเป็นตัวชูโรง มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ติดปากผู้บริโภค

กิจการภายใต้การบริหารของเจี๊ยบเติบโตอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางการรายล้อมของร้านอาหารญี่ปุ่นในไทย โดยมียอดขายเดือนละเกือบ 2 ล้านบาท ใช้แซลมอนเกือบ 3 ตันต่อเดือน ซึ่งยังไม่ได้รวมเมนูปลาอื่น ๆ เข้าไปด้วย

หากเทียบกับเนื้อหาภาพยนตร์ฮอลลีวูด คงเป็นเหมือนภาพยนต์เรื่อง Forrest Gump ที่ตัวเอกไปซื้อเรือกุ้ง ในวันที่มีเรือกุ้งเจ้าเก่าแล่นอยู่เต็มทะเลสาบ ใครจะไปนึกว่าวันหนึ่งเรือกุ้งลำใหม่นี้จะกลายเป็นบริษัทกุ้งที่เติบโตและมีรายได้อันดับต้น ๆ ของอเมริกา

จากร้านซูชิขนาดเล็กที่ศูนย์อาหารเมืองทองธานี ขยายตัวอย่างรวดเร็วจนมีศูนย์ฝึกอบรมลูกแฟรนไชส์ และสาขาแฟรนไชส์กว่า 20 สาขาภายในระยะเวลาไม่กี่ปี

วันหนึ่งอัมได้ทานซูชิที่ร้านของเจี๊ยบ เกิดเป็นความประทับใจแรกในคุณภาพของอาหารและการทำธุรกิจของร้าน

ซูชิที่นี่ชิ้นใหญ่ ใช้วัตถุดิบสดใหม่ และราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับเจ้าอื่นในตลาด

คุณภาพของอาหาร ยอดขายในแต่ละวัน ความนิยม เสียงตอบรับทางบวกจากผู้บริโภคจำนวนมาก และการมีผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารญี่ปุ่นอย่างนิกรคอยดูแลเรื่องสูตรอาหาร คือแรงดึงดูดให้นักศึกษาจบใหม่ผู้กำลังหาอาชีพที่มั่นคงคนนี้ เลือกลงทุนในธุรกิจที่มองด้วยตาก็รู้ว่าดี

“เราน่าจะเป็นแฟรนไชส์ประมาณลำดับที่ 22 เป็นรุ่นแรก ๆ”

การเติบโตของ ไข่หวานบ้านซูชิ หลังการ Take Over ธุรกิจแฟรนไชส์ และ Drive-thru ครั้งแรก

ยังเจ๋งได้มากกว่านี้

กิจการแฟรนไชส์เป็นไปด้วยดีเรื่อยมา ยอดขายในแต่ละวันอยู่ในระดับน่าพึงพอใจสำหรับผู้ประกอบการอย่างเธอ แต่ในทางธุรกิจไม่มีอะไรดีไปตลอด

2 ปีของการเป็นลูกแฟรนไชส์ อัมพบกับข้อจำกัดที่ทำให้กิจการเติบโตไปมากกว่านี้ไม่ได้

เดิมทีหากมีผู้สนใจเปิดแฟรนไชส์ จะได้รับการอบรมสอนสูตรการทำซูชิ ส่วนเรื่องการบริหารจัดการร้าน เมนูอาหาร โปรโมชัน การบริการ แต่ละสาขาจัดการได้เองโดยอิสระ ไม่ต้องขึ้นอยู่กับแบรนด์แม่ มาตรฐานจึงต่างกันเพราะไม่มีการควบคุมคุณภาพจากส่วนกลาง

แต่เธอยังมองว่าไข่หวานบ้านซูชิมีพื้นฐานแข็งแกร่ง เติบโตได้ในระยะยาว เพราะจุดแข็งด้านรสชาติยังครองใจลูกค้าเหนียวแน่น รวมถึงมีคนสอบถามเรื่องการขอซื้อแฟรนไชส์ตลอดเวลา เธอเชื่อว่าธุรกิจไปไกลกว่านี้ได้ หากมีระบบระเบียบในการบริหารจัดการที่ชัดเจนขึ้น

เธอจึงติดต่อเจ้าของเพื่อขอซื้อกิจการมาบริหารเองทั้งหมด

การเจรจาซื้อกิจการเป็นไปอย่างราบรื่น เพราะเจ้าของเดิมคิดจะปล่อยธุรกิจให้คนอื่นมาบริหารต่อ เนื่องจากเหตุผลส่วนตัวหลายประการ

“แรกมีบริษัทใหญ่ ๆ มาติดต่อซื้อเหมือนกัน แต่เจ้าของเดิมยังเป็นห่วงสาขาที่เคยดูแลมา ว่ารูปแบบจะเปลี่ยนไปทิศทางไหน”

“น้องอัมน่าจะทำได้ดี” เป็นคำพูดที่เจี๊ยบบอกกับเธอ “เขาคงมองว่าเราจะทำธุรกิจแบบไม่ได้หวังผลประโยชน์อย่างเดียว”

เธอเป็นลูกแฟรนไชส์สาขาแรก ๆ จึงสนิทกันเหมือนพี่น้อง ประกอบกับความมั่นใจว่า ธุรกิจทางบ้านของเธอช่วยสนับสนุนด้าน Marketing และ Branding ให้กิจการนี้พัฒนาต่อไปได้

การเติบโตของ ไข่หวานบ้านซูชิ หลังการ Take Over ธุรกิจแฟรนไชส์ และ Drive-thru ครั้งแรก

ร้านเดิม คุณภาพใหม่

ประสบการณ์สั่งสมจากการเคยเป็นลูกแฟรนไชส์ ทำให้เข้าใจว่าร้านมีข้อจำกัดตรงไหน และสาขาต้องการอะไร ไข่หวานบ้านซูชิโฉมใหม่จึงต้องมีมาตรฐานเดียวกัน แต่การเข้ามาเปลี่ยน Mindset ลูกแฟรนไชส์เดิมที่ทำแบบเดิมจนอยู่ตัวไม่ใช่เรื่องง่าย

“เราพยายามทำให้เขาเห็นว่า วันนี้เราเข้ามาพัฒนาแบรนด์ให้เติบโตไปในทิศทางไหน แล้วมันจะส่งผลกับธุรกิจเขายังไง เราเข้ามาสร้างระบบการจัดการที่ดี เช่น การจัดการวัตถุดิบ การจัดเก็บ การคิดต้นทุน เป็นต้น”

เริ่มจากตั้งศูนย์ฝึกอบรมวิธีการทำอาหารที่ถูกต้อง เรียนทั้งหมด 13 วัน เพราะอาหารเปรียบเสมือนหน้าตาของร้าน จึงต้องมีคุณภาพทั้งแง่ความสดใหม่และกระบวนการทำ

ด้านวัตถุดิบ ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวใจหลักของธุรกิจนี้ ทางสาขาใหญ่สนับสนุนเรื่องการหาวัตถุดิบที่ดีในราคาเหมาะสม ผ่านการแนะนำซัพพลายเออร์ หรือช่วยต่อรองราคาช่วงที่ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น ช่วยลดค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น มาตรฐานนี้รับประกันได้ว่า หากผู้อ่านแวะทานไข่หวานบ้านซูชิสาขาใด ปริมาณ ราคา และรสชาติอาหารก็จะใกล้เคียงกัน

การเติบโตของ ไข่หวานบ้านซูชิ หลังการ Take Over ธุรกิจแฟรนไชส์ และ Drive-thru ครั้งแรก
การเติบโตของ ไข่หวานบ้านซูชิ หลังการ Take Over ธุรกิจแฟรนไชส์ และ Drive-thru ครั้งแรก

มาถึงด้านการตลาด เธอฝึกอบรมลูกแฟรนไชส์เรื่องการโฆษณา เทคนิคเรียกยอดขาย และสิ่งจำเป็นสำหรับการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง เพื่อให้สร้างยอดขายได้ตลอด แม้ช่วงที่ตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นกำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือด

การออกโปรโมชันกระตุ้นยอดขายจากส่วนกลางก็เป็นหนึ่งในกลยุทธ์การขาย หรือกรณีที่สาขาลูกแฟรนไชส์ออกเมนูใหม่ที่มีเฉพาะสาขานั้น สาขาใหญ่ก็พร้อมสนับสนุนด้านโฆษณาให้เช่นกัน

สุดท้ายคือการจัดการภายใน มีการเปลี่ยนแปลงระบบการจัดการ ฝึกอบรมลูกแฟรนไชส์ในเรื่องที่จำเป็นต่อการทำธุรกิจ เช่น การบริหารต้นทุน การจัดการเรื่องต่าง ๆ ภายในร้าน พร้อมทั้งตรวจสอบสาขาเป็นระยะเพื่อความโปร่งใส หากเกิดปัญหาก็แก้ไขได้ทันทีและมีประสิทธิภาพ

“เรื่องวัตถุดิบ เราเน้นความสดใหม่ คุณภาพที่ดีคือต้องวันต่อวัน ถ้าวันนี้ใช้ปลาของเมื่อวาน ลูกค้าก็ไม่แฮปปี้แล้ว ต้องมีทักษะการจัดการ ควรจัดการกับแซลมอนยังไง ถ้าปลาเหลือควรทำยังไง จะนำกลับมาใช้ใหม่ยังไง คิดเมนูใหม่ ๆ ยังไง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดจากวัตถุดิบนั้น ๆ”

การเติบโตของ ไข่หวานบ้านซูชิ หลังการ Take Over ธุรกิจแฟรนไชส์ และ Drive-thru ครั้งแรก

เธอยกตัวอย่างเพิ่มว่า วิธีการหั่นก็มีส่วนอย่างมาก จะหั่นอย่างไร ใช้ส่วนไหน หั่นแบบนี้ ปลา 1 ตัวอาจขายได้แค่เมนูเดียว แต่ถ้าหั่นอีกแบบ จะเอาไปทำเมนูอื่น ๆ เพิ่มได้อีก และเป็นเหตุผลที่ทำให้ไข่หวานบ้านซูชิตรึงราคาไว้ที่คำละไม่เกิน 40 บาท

“รายละเอียดในการทำอาหารสำคัญมาก เพราะทำให้เกิดความเสียหายได้ วัตถุดิบบางอย่างเราอาจมองข้าม เช่น ก้างปลาที่นำมาใช้ประกอบเมนูอื่นได้ กำไรขาดทุนแต่ละชิ้นจะเฉลี่ยออกไป อย่างเมนูแซลมอน เราได้กำไรน้อยมาก ก็ไปถัวเฉลี่ยกับเมนูอื่น

“ลูกแฟรนไชส์หลายคนที่มาเพื่อต้องการอาชีพ ก็ต้องการระบบการจัดการด้วย ไม่ใช่แค่วันนี้จะปั้นซูชิยังไง”

อัมเปลี่ยนโมเดลธุรกิจจาก ‘แตะมือเแล้วปล่อย’ มาเป็น ‘เดินจับมือไปด้วยกัน’ จนทำให้ไข่หวานบ้านซูชิกลายเป็นแฟรนไชส์ที่มีมาตรฐานและเติบโตอย่างรวดเร็วในเวลาไม่นาน

อะไรอยู่ในซูชิ

หลังจากพาไปทัวร์ระบบการทำงานหลังบ้านของร้าน คราวนี้ถึงเวลาทำความรู้จักพระเอกของร้านอย่าง ‘ซูชิ’ ว่ามีอะไรที่ครองใจลูกค้าตลอดระยะเวลาหลายปีมานี้

วัตถุดิบสดใหม่ รสชาติดี ราคาคุ้มค่า ความหลากหลาย คือจุดเด่นของร้าน

“ซูชิคือหน้าตาของร้าน รสชาติที่ดีคือการสร้างความประทับใจ ให้ลูกค้ากลับมาทานที่ร้านเราอยู่เสมอ” เธอกล่าว

ทางร้านปฏิเสธการใช้เนื้อปลาแช่แข็งและเนื้อปลาเก่า เลือกใช้แต่เนื้อปลาที่สดใหม่วันต่อวัน และต้องราคาไม่เกิน 40 บาทต่อชิ้น ซึ่งเป็นราคาที่ผู้บริโภคทุกกลุ่มจับต้องได้ และอีกหนึ่งอาวุธลับของร้านคือ ซูชิสั่งหน้าได้เอง ลูกค้าเลือกวัตถุดิบหลายอย่างมาผสมรวมกันได้ โดยจะมีพนักงานประจำซูชิบาร์คอยบริการอย่างใกล้ชิด

และที่ขาดไม่ได้เลยคือน้ำส้ม น้ำซอส “น้ำส้มเป็นสูตรเฉพาะ เราหมักเอง ผลิตเอง ปรุงเอง สิ่งหนึ่งที่ทำให้ไข่หวานฯ เติบโตได้คือสิ่งนี้แหละ เป็นปัจจัยที่ลูกค้าทานแล้วถูกปากถูกใจ โชยุเราก็หมักเอง ปรุงเองทั้งหมด หรือเมนูอื่น ๆ นอกเหนือจากซูชิ อย่างน้ำดองแซลมอน ก็ทำจากโชยุของเราเอง ถึงขนาดมีลูกค้ามาถามว่ามีขายแยกหรือไม่”

ไข่หวานบ้านซูชิ หลังการ Take Over ธุรกิจของ อมรา ไทยรัตน์ พร้อม Drive-thru ครั้งแรกและระบบคุณภาพที่เหมือนกันทุกสาขา
ไข่หวานบ้านซูชิ หลังการ Take Over ธุรกิจของ อมรา ไทยรัตน์ พร้อม Drive-thru ครั้งแรกและระบบคุณภาพที่เหมือนกันทุกสาขา

ไปด้วยกัน ไปได้ไกล

เหมือนอย่างที่เธอบอก การบริหารสาขาเกือบ 200 แห่ง ให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกันไม่ใช่เรื่องง่าย

“ท้าทายมาก” เธอพูดลากเสียงเพื่อเน้นย้ำ “ปัญหาคือเรื่องต้นทุน บางคนไม่ยอมใช้น้ำส้ม น้ำซอสเรา เพราะอยากลดต้นทุน ซึ่งเราตรวจสอบอยู่แล้วว่าแต่ละสาขามียอดขายเท่าไหร่ ใช้น้ำส้ม น้ำซอสเท่าไหร่ แล้วตอนนี้มีจัดมีตติ้งให้ลูกแฟรนไชส์มาเจอกัน เพื่อทำความรู้จัก ให้ฟีดแบ็ก พอเขาเปิดใจ เราก็เริ่ม Audit เพื่อคุมคุณภาพให้เหมือนกันทุกสาขา แต่การ Audit ไม่ใช่การจับผิด มันคือการพัฒนาพร้อมเติบโตไปด้วยกัน ซึ่งสุดท้ายเขายินดีมาก ๆ เพราะนี่คืออาชีพของเขา เราเองก็เคยเป็นลูกแฟรนไชส์มาก่อน เราเห็นจุดอ่อน เห็นความต้องการ เรานำสิ่งนั้นมาพูดคุยกับเขา ให้รู้ว่าเราไม่ได้มาเพื่อหวังผลกำไร แต่มาเพื่อเติบโตไปพร้อมกัน”

โมเดลธุรกิจของที่นี่คือการซื้อแฟรนไชส์ครั้งแรก ไม่มีการเก็บ GP หรือส่วนแบ่งกำไรหลังจากนั้น การสนับสนุนทางการตลาดต่าง ๆ ก็ไม่คิดค่าใช้จ่าย เพราะรายได้หลักของธุรกิจนี้คือการขายน้ำส้ม น้ำซอสให้กับสาขาต่าง ๆ เมื่อแฟรนไชส์เติบโตและมีรายได้มั่นคงก็เป็นผลดีต่อบริษัทแม่ มันคือการพึ่งพากันและกัน

“เรามาเพื่อให้เติบโตไปด้วยกัน เขาขายได้ดี น้ำส้ม น้ำซอสเราก็ขายได้”

อัมเลือกทำธุรกิจอย่างช้า ๆ และยั่งยืน แม้จะเห็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดจนมีสาขาเพิ่มมานับร้อย แต่การเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกิจการนี้ก็มีเงื่อนไขมากมาย และไม่ใช่ทุกคนที่จะผ่านการคัดเลือก

เริ่มแรกคือทำเล ทีมงานต้องพิจารณาจากที่ตั้งว่าอยู่ใกล้สถานที่สำคัญ เช่น หมู่บ้าน โรงเรียน โรงพยาบาล มากน้อยแค่ไหน มีกำลังซื้อของคนในพื้นที่เท่าไหร่ เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายหลัก อย่างวัยทำงานและครอบครัวอายุประมาณ 26 – 30 ปีขึ้นไป

ทั้งนี้ ต้องคำนึงถึงระยะทางระหว่างสาขานี้และสาขาอื่น ๆ เพื่อไม่ให้เกิดการแข่งขันในพื้นที่ และเพิ่มความมั่นใจว่าสาขานี้จะสร้างกำไร รวมถึงดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืน

อย่างที่สองคือเงินทุน ด้วยความที่เป็นธุรกิจร้านอาหาร จึงจำเป็นต้องมีกระแสเงินสดจำนวนมากไว้ใช้จัดการในแต่ละวัน แฟรนไชส์จึงต้องมีความพร้อมต่อราคาวัตถุดิบที่เปลี่ยนแปลงตลอด ส่งผลโดยตรงกับ Operating Cost ประจำวัน

อย่างที่สามคือความตั้งใจ อัมย้ำเสมอว่า “การซื้อแฟรนไชส์เหมือนการซื้อครอบครัว คือความเป็นครอบครัวที่ต้องทำทุกอย่างเพื่อดูแลกัน เราดูแลเขา เขาก็ต้องให้ความสำคัญกับแบรนด์ ทั้งสองอย่างต้องไปพร้อมกัน

“เคยมีนักลงทุนท่านหนึ่งมาถามว่า ขอแค่ลงทุนอย่างเดียว แต่ไม่ลงมาดูแลกิจการได้ไหม เราตอบได้ทันทีเลยว่า ไม่ได้เด็ดขาด ร้านจะเติบโตได้ ส่วนหนึ่งต้องมาจากความใส่ใจของผู้บริหาร หากเขาไม่ตั้งใจทำร้านจริง ๆ ทางเราก็ไม่ขายแฟรนไชส์”

Have a Drive-thru

ไข่หวานบ้านซูชิ สาขาเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา เปิดใช้งานครั้งแรกในฐานะสาขาใหญ่ ประกอบไปด้วยร้านอาหาร โรงงานผลิตซอส ศูนย์กระจายสินค้า และศูนย์ฝึกอบรมครบวงจร เปรียบเสมือนหัวใจหลักในการบริหารจัดการสาขาแฟรนไชส์ที่มีมากกว่า 180 สาขาทั่วประเทศ พร้อมระบบใหม่อย่าง Drive-thru ที่นับเป็นครั้งแรกของร้านซูชิ

เหตุผลที่เลือกใช้สาขานี้เป็นที่ทดลองระบบ เนื่องจากเป็นสาขาใหญ่เพียงสาขาเดียว และมีกลุ่มลูกค้าขับขี่รถยนต์จำนวนมาก

“สาขาเลียบด่วนเปรียบเสมือน Sandbox หากไม่ทดลองก่อนอาจเป็นความเสี่ยง ในอนาคตถ้าผลตอบรับเป็นไปในทางบวก อาจมีการขยายรูปแบบ Drive-thru ไปสู่ลูกแฟรนไชส์มากขึ้น”

ไข่หวานบ้านซูชิ หลังการ Take Over ธุรกิจของ อมรา ไทยรัตน์ พร้อม Drive-thru ครั้งแรกและระบบคุณภาพที่เหมือนกันทุกสาขา

ร้านซูชิคู่คนไทย

“ความตั้งใจของเราคือ อยากให้ไข่หวานบ้านซูชิอยู่คู่คนไทย มีหลายร้านอาหารมากมายที่มีชื่อเสียงขึ้นและหายลับไปกับกาลเวลา แต่ร้านของเราไม่ใช่แบบนั้น” อัมพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

ร้านอาหารญี่ปุ่นแห่งนี้ยังไม่หยุดพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ เพื่อให้ธุรกิจเติบโตต่อไปได้อย่างแข็งแกร่ง ทั้งด้านแบรนด์ดิ้งที่ทำให้ทุกสาขาเป็นภาพจำเดียวกัน การขยายไปในห้างสรรพสินค้าเพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าใหม่ การพัฒนาสูตรอาหารเพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนไป และการนำน้ำซอสสูตรพิเศษไปวางขายตามซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านค้าชั้นนำ พร้อมแผนธุรกิจระยะใกล้ที่มีเป้าหมายเปิดสาขาในประเทศใกล้เคียง 

ธุรกิจที่ดีจึงต้องยืนหยัดในพันธกิจแรก ขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะปรับตัวตามบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงในทุก ๆ วัน และการมีโครงสร้างภายในที่แข็งแรงก็ทำให้มีชัยไปกว่าครึ่ง

เริ่มต้นจากลูกแฟรนไชส์สาขาหนึ่ง สู่การเข้ามาสานต่อธุรกิจ จนทุกวันนี้ร้านซูชิที่เธอรักมีมากกว่า 180 สาขาทั่วประเทศ

“ถ้าเราบอกว่าไม่สนใจร้านตั้งแต่แรก มันจะส่งผลระยะยาว การดูแลเอาใจใส่ลูกค้าเป็นหัวใจหลักที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืน”

ก่อนจะทิ้งท้ายว่า

“200 สาขามาแน่ในปีนี้”

ไข่หวานบ้านซูชิ หลังการ Take Over ธุรกิจของ อมรา ไทยรัตน์ พร้อม Drive-thru ครั้งแรกและระบบคุณภาพที่เหมือนกันทุกสาขา

Lessons Learned

  • ซื่อสัตย์ จริงใจ เอาใจใส่ต่อผู้เกี่ยวข้องในธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นพนักงาน ลูกค้า แฟรนไชส์ หรือแม้กระทั่งตัวเอง เพื่อเติบโตไปข้างหน้าแบบไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
  • สร้างมาตรฐานที่แข็งแรงภายใน ระบบที่โปร่งใส เพื่อคุณภาพที่ดีของสินค้า ซึ่งเป็นส่วนสำคัญให้ธุรกิจเติบโตไปอย่างแข็งแรง
  • เปิดใจมองหาโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ แม้ไม่เคยมีใครทำมาก่อน เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปของลูกค้าและสร้างโอกาสให้ธุรกิจได้เติบโต
  • ไม่ทำธุรกิจเพราะหวังเพียงผลกำไร หาเป้าหมายของตัวเองให้เจอ
  • ทำธุรกิจแบบน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า เอาใจเขามาใส่ใจเรา ไม่ว่าจะกับคู่ค้า ลูกค้า หรือพนักงาน เพื่อให้ความสำเร็จไม่ใช่แค่ของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นของทุกคน

Writers

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

สตางค์ พูลสวัสดิ์

วัยรุ่นผู้ชื่นชอบอาหารเวียดนาม ภาษาเวียดนาม ชอบสะสมรองเท้าและหนังสือพิมพ์เก่า ฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์และมาดริด

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

จากช่างภาพและเจ้าของโปรดักชันเฮาส์ผู้มีพื้นฐานมาจากฝั่งงานโฆษณา ต้องมาดำเนินธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ไม้ชื่อดังอย่างแบรนด์ Saiyart Collection ดุสิต เสมาเงิน ต้องเรียนรู้และค้นหาแก่นแท้ที่ซ่อนอยู่ในงานศิลปะกับชีวิตของผู้คนอย่างไรบ้าง

งานทุกชิ้นของ Saiyart Collection ไม่ใช่การนำไม้เก่ามารีไซเคิลเท่านั้น แต่ใส่ศิลปะลงไป มีเรื่องราว มีคอนเซปต์ ของงานแต่ละชิ้น ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่ทำให้งานของ Saiyart Collection มีจุดเด่นแตกต่างจากงานเฟอร์นิเจอร์ไม้อื่นๆ

“ทำไมคนเราต้องมีเฟอร์นิเจอร์ไม้ดีๆ สักชิ้น” เราถาม

“ผมเชื่อว่าบางอย่างคนเราก็ต้องการเปลี่ยนแปลงตลอด และก็มีบางอย่างที่คุณอยากให้อยู่คงทนคลาสสิกเป็นมรดกต่อไป และโต๊ะไม้ของไสยาสน์ก็ไม่ได้อยู่ทนแค่ยุคคุณ แต่จะอยู่คู่ไปถึงลูกหลาน ที่แปลกคือลูกค้าส่วนใหญ่เป็นลูกค้าประจำ ด้วยตัวงานเราไม่ใช่ของที่จะใช้ไป 3 – 4 ปีแล้วสึกหรอ เขาซื้อเพราะเขาต้องการเสพงานศิลปะ บางคนยังพูดติดตลกว่าอยากสร้างบ้านใหม่เพื่อซื้องานของไสยาสน์เพิ่ม”

ถ้าใครที่รักงานไม้และเข้ามาดูกระบวนการทำงานทั้งหมด จะเห็นว่าแต่ละชิ้นไม่ธรรมดา มันเต็มไปด้วยความใส่ใจ การใช้เวลาและฝีมือ ที่มาที่ไปของวัสดุและเรื่องราวที่อยู่ในนั้น

Saiyart Collection, ดุสิต เสมาเงิน

เหตุผลที่เราไม่คุยกับดุสิตในคอลัมน์ทายาทรุ่นสอง เพราะเราพบว่าแก่นแท้ของการตั้งใจรักษาคุณค่าของแบรนด์ Saiyart Collection นี้ไปไกลกว่าการรับสืบทอดกิจการ ในวันที่ไม่มีเสาหลักเขาดึงศักยภาพทีมงานและความเชื่อความศรัทธาให้แบรนด์นี้ไม่ได้ฟื้นคืนชีวิตแค่ไม้เก่า แต่คืนชีวิตและเจตนารมณ์ของผู้ก่อตั้งไว้อย่างครบถ้วน ทำให้เรามองเฟอร์นิเจอร์ไม้โต๊ะใหญ่เบื้องหน้าเรานี้ต่างไปจากเดิม

“ผมรู้ตัวว่าไม่เก่งมากเรื่องธุรกิจ แต่ผมก็รู้ตัวอีกเหมือนกันว่าถ้ารักจะเป็นศิลปินหรือทำงานศิลปะก็ต้องทำให้อยู่รอด สิ่งที่ทำได้คือพยายามตามให้ทันโลก ไม่ยึดติดกับสิ่งเดิมๆ ต้องยอมรับว่าโลกทุกวันนี้มันหมุนเร็วมาก ผมคงไม่สามารถก้าวนำหน้ามันได้ แต่อย่างน้อยก็ขอก้าวไปกับมัน ไม่หยุดหรือฝืนกับกระแส เชื่อมั่นในสิ่งที่ทำและหากทำได้ให้อธิบายเรื่องราวให้คนเข้าใจ ให้คนรู้ว่าเราสามารถทำอะไรกับไม้ได้บ้างจากเครื่องมือและและทักษะพื้นฐาน

“ก่อนหน้านี้ผมไม่ได้มองว่าตัวเองจะชอบงานไม้ ตอนที่ผมแต่งคอนโดตัวเองผมก็ซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่ดูทันสมัย จนกระทั้งวันหนึ่งผมพบว่างานโมเดิร์นมันไม่สนุกอีกต่อไปแล้ว มันอยู่กับเราแค่ปี สองปี เราก็เบื่อก็ต้องเปลี่ยน แต่โต๊ะบางตัวของคุณพ่อที่อยู่บ้าน มันตั้งอยู่ตรงนี้ที่เดิมมา 7 – 8 ปีแล้ว มันไม่โดดเด่นจากเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ ในบ้าน แต่ขณะเดียวกันผมไม่เคยรู้สึกว่ามันน่าเบื่อหรือแปลกแยกเลย”

Saiyart Collection
Saiyart Collection
Saiyart Collection

The Beginning

จุดเริ่มต้นของแบรนด์ Saiyart Collection มาจากอาจารย์ไสยาสน์ เสมาเงิน ศิลปินศิลปาธรกิตติคุณ สาขาออกแบบเชิงสร้างสรรค์ ประจำปี 2551 ผู้เชี่ยวชาญด้านเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่ผสมผสานการออกแบบและแนวคิดที่ร่วมสมัย จนทำให้ Saiyart Collection เป็นแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ไม้สัญชาติไทยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

เริ่มจากอาจารย์ไสยาสน์ทำงานเป็นพนักงานธนาคารในส่วนงานสำรวจสถานที่เพื่อก่อสร้างธนาคารสาขา แล้วย้ายไปทำงานเป็นหัวหน้าคนงานของบริษัทรับติดตั้งเฟอร์นิเจอร์จากอิตาลีที่ประเทศซาอุดีอาระเบียและบาห์เรน จึงได้เรียนรู้เรื่องเฟอร์นิเจอร์สำหรับการทำงานในปัจจุบันแม้ว่าจะไม่ใช่งานไม้ แต่ก็เป็นงานถอดประกอบเหล็กและอะลูมิเนียม

ก่อนจะกลับมาทำร้านรับซื้อของเก่ามาซ่อมชื่อร้านร้อยแปดพันเก้าที่ตลาดนัดสวนจตุจักร มีที่มาจากการเดินทางไปยังที่ต่างๆ ทั้งภาคเหนือ ภาคกลางตอนบน และพื้นที่ชนบท ทำให้อาจารย์ไสยาสน์พบเจอล้อเกวียน รางข้าวหมู อุปกรณ์เครื่องใช้ที่ทำจากไม้ ถูกทิ้งอยู่ตามใต้ถุนบ้าน ด้วยความเสียดายคุณภาพและรูปทรงของไม้เก่าจึงตัดสินใจซื้อไม้เก่าเหล่านี้กลับมาที่ร้าน แล้วลองสร้างงานขึ้นมา เป็นการสร้างงานครั้งแรกของไสยาสน์ด้วยวิธีการประกอบล้อเกวียนเป็นโต๊ะ เก้าอี้ ศาลาบ้าน เรียกว่างาน Folk Art หรือแนวคันทรี่ ความสำเร็จของงานชิ้นนั้นวัดได้จากการมีงานลักษณะนี้วางขายอยู่ในทุกที่ แต่เป็นงานที่นำแนวคิดนี้ไปเลียนแบบ

ในความตึงเครียดจากการเลียนแบบครั้งนั้น อาจารย์ไสยาสน์แปลงเปลี่ยนเป็นพลังในการพัฒนางาน จนกลายเป็นแบรนด์ Saiyart Collection ที่บอกเล่าตัวตนในแนวทางที่ร่วมสมัยมากขึ้นและเข้ากันดีกับวัสดุที่ยังมีเรื่องราวอย่างไม้ อย่างงานโต๊ะที่เป็นลายเซ็นของ Saiyart Collection ทำมาจากไม้จากเรือเอี้ยมจุ๊นเก่าที่เคยเป็นพาหนะลำเลียงขนส่งสำคัญก่อนถูกทิ้งร้างเพราะกาลเวลา นอกจากความแข็งแรงและความสวยงามของไม้สัก ไม้ตะเคียน ไม้ประดู่ ไม้แดง ไม้เต่ง ยังเต็มไปด้วยร่องรอยการใช้งานและเรื่องราวของชีวิตที่ผูกพันกับเรือ เช่นรูที่เกิดจากแผ่นไม้เจาะเชื่อมกับกระดูกงู จนเกิดเป็นลวดลายเฉพาะ

Saiyart Collection ,ไสยาสน์ เสมาเงิน

เดิมลูกค้าจะชินกับการเห็นโต๊ะที่เป็นไม้เรียบๆ ก็จะมีความรู้สึกว่าทำไมงานของไสยาสน์มีตำหนิ แต่เมื่อบอกเล่าเรื่องราวที่มาที่ไปลูกค้าก็เข้าใจและเห็นคุณค่าสิ่งนี้

“มีเรื่องตลกคือบางครั้งที่โต๊ะออกมาเรียบร้อยสวยงามมากไป ลูกค้าบอกกับเราว่า ‘ขอโทษนะครับอาจารย์ ช่วยเจาะให้มันเป็นรูปและอุดรูให้มีลายหน่อยได้ไหมครับ’ กลายเป็นแบบนั้นเลย”

ดุสิตเล่าว่า สมัยก่อนวงการเฟอร์นิเจอร์ไม้จะนิยมทายูนิเทนให้เกิดความเงา ซึ่งสำหรับ Saiyart Collection เชื่อเรื่อง finishing หรือพื้นผิวสัมผัสในงานที่เสร็จแล้วก็ต้องให้ความรู้สึกว่านี่คือไม้ มีความนุ่มและพื้นผิวที่แสดงธรรมชาติที่สุด

ตลอดเวลาเราได้ยินดุสิตพูดถึงความเป็นไสยาสน์อยู่เสมอ แล้วความเป็นไสยาสน์เป็นอย่างไร เราถาม

Life is Calling

“ความเป็นไสยาสน์ของ Saiyart Collection ลำดับแรกคือการต่อชีวิตไม้

“เราเชื่อว่าชีวิตของไม้อยู่คู่กับชีวิตของผู้คน เริ่มตั้งแต่เป็นแหล่งผลิตออกซิเจน ให้ร่มเงาเมื่อยามมีชีวิต เป็นวัตถุดิบในการทำเครื่องมือเครื่องใช้ ที่พักและยานพาหนะ โต๊ะตัวนี้อาจจะเคยเป็นเรือที่วิ่งมาแล้วกว่า 30 ปี เราอาจไม่รู้ว่าเรือลำนี้ผ่านการบรรทุกและลำเลียงสิ่งใดมาบ้าง แต่อย่างน้อยมีคนที่อยู่อาศัยกับเรือลำนี้มาช่วงชีวิตหนึ่งก่อนจะกลายเป็นโต๊ะตัวหนึ่งที่เต็มไปด้วยเรื่องราว”

Saiyart Collection
Saiyart Collection
Saiyart Collection
Saiyart Collection

Saiyart Artist Carpenter

ความเป็นไสยาสน์ลำดับที่สองคือ ความประณีตที่สืบทอดภูมิปัญญาช่างไม้ไทยผสมกับการพัฒนางานในแบบของไสยาสน์เอง

“ไม่ใช่แค่ตัวคุณพ่อ แต่เป็นสิ่งที่เราอยากให้ช่างไม้ทุกคนก้าวข้ามจากช่างไม้มาเป็นศิลปินสร้างสรรค์ เพราะภูมิปัญญาของช่างไม้ไทยมีมากกว่าการทำแค่วงกบประตู”

ด้วยประสบการณ์และองค์ความรู้ขององจารย์ไสยาสน์ผสมผสานเข้ากับเทคนิคและภูมิปัญญาของช่างไม้โบราณทำให้ Saiyart Collection แตกต่างจากแบรนด์เฟอร์นิเจอร์อื่นๆ เช่น การเข้าไม้หรือการเชื่อมต่อชิ้นไม้อย่างพอดีและแน่นหนา การเพาะไม้หรือการต่อขนาดความกว้างของไม้ให้ได้ขนาดที่ต้องการ แต่ปัจจุบันอาจจะมีปัญหาเรื่องน้ำหนักของไม้เราจริงใช้วิธีเจาะขันเพื่ออัดไม้เข้าหากัน

“สำหรับผมแล้วไม้เป็นสิ่งมีชีวิต คำว่ามีชีวิตหมายถึงมีการยืดหดขยายตัวอยู่ตลอดตามอุณหภูมิรอบตัว และข้อดีของไม้เก่าคือไม้ค่อนข้างอยู่ตัวแล้วขณะที่ไม้ใหม่ๆ จะมียางอยู่ในตัว มีความชื้น”

All You Need is Art

ลำดับที่สามคือ การสร้างศิลปะรับใช้สังคม

“คุณพ่อเป็นคนที่มีทั้งภูมิปัญญาเดิมและลองผิดลองถูก นอกจากเรื่องการต่อชีวิตไม้ คุณพ่อเป็นคนชอบงานศิลปะมาก เวลาเดินทางท่านจะชอบดูงานประติมากรรมต่างประเทศมาก และยังรู้สึกอิจฉาทุกครั้งที่เห็นงานศิลปะมากมายในที่ต่างๆ สิ่งหนึ่งที่ท่านเชื่อเสมอคือ ศิลปะควรจะอยู่คู่กับคน เพราะนอกจากจะจรรโลงใจยังสะท้อนสังคมได้อีกรูปแบบหนึ่ง”

เดิมทีอาจารย์ไสยาสน์อยากทำงานศิลปะล้วนๆ เลย แต่ด้วยความเชื่อที่ว่าเป็นศิลปินก็ต้องอยู่รอดให้ได้และต้องทำให้เข้าถึงคนให้ได้ หากคนเราเสพศิลปะด้วยการมองและคิดเองเพียงอย่างเดียวซึ่งคนจะเข้าถึงยาก วิธีการทำให้งานศิลปะเข้าถึงคนของอาจารย์ไสยาสน์ก็คือการทำงานศิลปะให้มีฟังก์ชัน หรือเฟอร์นิเจอร์ที่มีศิลปะผสมผสานเข้าไป แทนที่จะเป็นประติมากรรมเฉยๆ ก็สามารถใช้งานได้ โดยให้ความสำคัญกับพื้นฐานการออกแบบ

“สิ่งหนึ่งที่นักออกแบบมักจะลืมคือเรื่องพื้นฐานของการใช้งานที่ควรจะเป็น ความสูงของโต๊ะ เก้าอี้ มุมองศาพนักพิง เป็นตัวเลขพื้นฐานที่นักออกแบบรุ่นใหม่มักจะมองข้ามโดยมุ่งสนใจแต่หน้าตาและความสวยงาม”

รวมไปถึงงานประติมากกรรมขนาดเล็กอย่าง table top ที่มีที่มาจากความที่ประติมากรรมทั่วไปมีขนาดใหญ่มาก ลูกค้าที่จะเข้าถึงได้จำกัดอยู่เพียงบ้านหรือองค์กรขนาดใหญ่ อาจารย์ไสยาสน์จึงเริ่มทำงานชิ้นขนาดเล็กลงมา

“คุณพ่อเก่งเรื่องจัดวางองค์ประกอบมาก วิธีการคือขึ้นกับวัตถุดิบที่มี บ้างเป็นลูกเปตอง เครื่องมือช่าง ท่านจะเอาสิ่งเหล่านั้นมาสเกตช์ในหัวก่อนทำขึ้นมา จัดแสดงและจำหน่ายไปกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในปัจจุบันทีมงานยอมรับว่าจะยังไม่ผลงานทำใหม่ๆ ขึ้นมาจนกว่าจะไปให้ถึงแก่นแท้ของความเป็นไสยาสน์ เสมาเงิน”

Saiyart Collection
Saiyart Collection
Saiyart Collection

Bound to Be

ความไสยาสน์ลำดับที่สี่คือ ความผูกพันระหว่างผลงานและศิลปินช่างไม้ผู้สร้าง

ช่วงที่อาจารย์ไสยาสน์เสียชีวิต ดุสิตบอกเราว่าเขาไม่มั่นใจเลยว่าพวกเขาทีมงานทุกคนจะก้าวต่อไปได้ไหม

“พวกเราไม่ต้องการได้รับคำชมเพียงแค่งานดีงานสวย แต่แค่บอกว่า ‘นี่แหละ งานไสยาสน์’ และเราก็ได้รับคำนั้นมาจริงๆ จึงมั่นใจว่าความเป็นไสยาสน์ที่คุณพ่อหล่อหลอมพวกเรานั้นอยู่ในตัวทีมงานทุกคนจริงๆ เราเรียกคอนเซปต์ของงานช่วงหลังที่พวกเราก้าวข้ามความเสียใจนี้ว่า ผลิใบ แสดงถึงเรากำลังจะเดินต่อ เช่นเดียวกับในอนาคตที่เราต้องคิดต่อไปว่าเราจะไปในทิศทางไหน”

งานของ Saiyart Collection มีสองรูปแบบ หนึ่งคือ งานที่มาจากความต้องการของลูกค้า และสองคือ งานที่ช่างจะทำกันอยู่ตลอดเมื่อมีเวลา โดยดุสิตเป็นคนคิดคอนเซปต์รวมและคิดภาพคร่าวๆ ก่อนตกผลึกร่วมกันกับช่างโด่งผู้ทำงานใกล้ชิดอาจารย์ไสยาสน์และเข้าใจความเป็นไสยาสน์ไม่น้อยกว่าใคร โดยร่างบนกระดาษจะเปิดโอกาสให้ช่างที่รับผิดชอบมีส่วนร่วมในการคิด และพัฒนาแบบอยู่เรื่อยๆ ในกระบวนการผลิตจนออกมาเป็นงานที่สมบูรณ์

ดุสิตยังบอกอีกว่า เหตุผลที่ทำให้งานแต่ละชิ้นของ Saiyart Collection มีเอกลักษณ์และมีคุณค่าในตัวเองเป็นเพราะงานเหล่านี้ไม่ใช่งานอุตสาหกรรม ช่างทุกคนของไสยาสน์ฯ (ยกเว้นช่างสี) จะได้รับการมอบหมายงานเป็นชิ้นงานไม่ใช่งานเป็นชิ้นส่วน เช่น คนนี้ทำเก้าอี้แตงโม ก็ต้องทำทั้งตัว ไม่ใช่คนนั้นทำส่วนขา คนนั้นทำประกอบ เพราะฉะนั้นช่างทุกคนจะใส่ใจและใส่ตัวตนลงไปในงานตัวเอง ทุกคนรู้สึกว่างานนี้เป็นงานของฉัน งานที่ออกมาจึงมีความผูกพันกับตัวผู้สร้าง โดย Saiyart Collection จะออกแสดงงานปีละหนึ่งครั้งที่งานสถาปนิก เหล่าทีมช่างก็จะคอยถามว่าเก้าอี้ตัวนี้ของผมเป็นยังไงบ้าง มีคนสนใจไหม ซื้อไปหรือยัง

Saiyart Collection
Saiyart Collection

We Just Want the World Dance, Forget About the Price Tag

ดุสิตเล่าว่า สิ่งหนึ่งที่ลูกค้าต้องยอมรับคือราคาที่สูง ส่วนหนึ่งเพราะไม้จริงที่ทั้งทำงานยากจำเป็นต้องใช้เวลากว่าปกติ แต่ถึงแม้ราคาสูงแต่มั่นใจได้เลยว่างานของ Saiyart Collection ไม่ใช้งานราคาแพง

ราคาแพงคือราคาของสิ่งที่ลูกค้าได้รับไม่คุ้มค่ากับที่ต้องจ่าย

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคนหรือวัสดุที่จำกัดการทำงาน ดุสิตมองเป็นความท้าทายและโจทย์ที่ต้องแก้ไขต่อไป

“วัสดุนับวันจะหายากขึ้นเรื่อยๆ เราไม่ปฏิเสธว่ามีบ้างที่เราจำเป็นต้องใช้ไม้ใหม่ในการทำงาน แต่ยังคงพยายามใช้ไม้เก่าให้มากที่สุด จากที่เคยหาไม้เก่าขนาดยาวมากก็ต้องคิดหาวิธีต่อไม้ หรือขึ้นโครงสร้างไม้ก่อนด้วยไม้ใหม่ผสมกับการแปะไม้เก่าซึ่งใช้เวลามากกว่าเดิมหลายเท่า เราเรียกงานลักษณะนี้ว่า new bound เล่นคำกับคำว่า new born เกิดใหม่ กับ bond ให้ความหมายเรื่องการเชื่อมสัมพันธ์ประสานกัน

“เรื่องบุคลากรก็เป็นเรื่องสำคัญมากนะ คนไทยไม่อยากทำงานใช้แรงเราจึงมักจะเห็นแรงงานต่างด้าวทำงานเหล่านี้ แต่สำหรับที่นี่เราไม่มีแรงงานต่างด้าวเพราะที่นี่ไม่ใช่งานใช้แรง แต่เป็นงานใช้ทักษะ”

ดุสิตเล่าเพิ่มเติมว่า มีกราฟิกดีไซเนอร์จากนิวยอร์กมาขอฝึกงานไม้กับ Saiyart Collection หลายเดือนแล้ว ออกแบบสร้างทำโต๊ะขึ้นมาหนึ่งตัว นอกจากเขาเรียนรู้จาก Saiyart Collection ดุสิตและทีมช่างเองก็ได้เรียนรู้จากนักศึกษาฝึกงานด้วย ทั้งยังรู้สึกดีที่ยังมีคนรุ่นใหม่สนใจงานไม้อยู่

ถ้าไม้ไม่เป็นงานศิลปะกับเฟอร์นิเจอร์ มีวิธีคืนชีวิตให้ไม้อย่างไรได้อีกบ้าง

“ใช้งานให้คุ้มค่า ทุกวันนี้คนเราใช้ทรัพยากรต่างๆ ฟุ่มเฟือยเกินไป เราไม่เห็นคุณค่าที่แท้จริงของมัน จริงๆ มันสะท้อนถึงตั้งแต่การเริ่มต้นตัดสินใจซื้อหรือเลือกเสพสิ่งใดเข้ามาในชีวิตแล้ว ในยุคนี้ที่มีข้อมูลให้เลือกมากมาย คนก็ต้องการอะไรที่สะดวกได้มาง่าย ย่อยมาแล้ว ในทางตรงกันข้ามคือของเหล่านี้ก็หมดคุณค่าเร็วเช่นกัน เมื่อหมดคุณค่ามันก็อยู่กับเราได้ไม่นาน ใช้มันไม่คุ้มค่าทำให้มันเป็นขยะ

“ไม่ใช่แค่สิ่งของหรอก แม้กระทั้งความคิดกับทุกเรื่องรอบตัวในยุคนี้เลย หากเป็นของที่คนทำตั้งใจทำมากๆ สิ่งนั้นก็จะมีคุณค่าในตัวเองจนเป็นที่ต้องการ”

เราทิ้งท้ายคำถามสุดท้ายกับดุสิตถึงการนำพาแบรนด์ Saiyart Collection นี้ว่าจะไปถึงจุดไหน

“สิ่งที่เป็นโจทย์ใหญ่ของผมตอนนี้คือจะต้องไม่ทำให้เสียชื่อไสยาสน์ รักษาคุณภาพ การออกแบบ พัฒนาแบรนด์และสินค้าต้องไม่อยู่กับที่ ที่สำคัญ เราอยากเป็นแหล่งความรู้ ส่งเสริมอาชีพช่างไม้ ใครก็ตามที่อยากเริ่มต้นเรื่องงานไม้ เรายินดีต้อนรับเสมอ เพราะผมอยากให้มันไม่จบอยู่ในยุคของผม”

Saiyart Collection
ภาพ:  Saiyart Collection

Save

Save

Save

Rules

  1. ทำในสิ่งที่ชอบ
  2. จริงจังและทำสิ่งนั้นให้ดีมากพอจนทำให้คนอื่นชอบในสิ่งที่คุณทำ
  3. ก้าวให้ทันโลก อย่ายึดติดอยู่กับสิ่งเดิมๆ หรือความสำเร็จเก่าๆ
Facebook | Saiyart Collection

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load