นอกจากป่าและพื้นที่สีเขียว ตอนนี้ที่แก่งกระจานมีห้องสมุดแล้วนะ 

เวลาพูดถึงแก่งกระจาน คนส่วนใหญ่ก็จะนึกถึงผืนป่าสีเขียวของตัวอุทยานแห่งชาติ และพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติต่างๆ ตอนนี้ผืนป่าแก่งกระจานได้มีพื้นที่สาธารณะเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งแห่ง เป็นห้องสมุดสำหรับชุมชน สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่อ่านหนังสือ ทำการบ้านสำหรับเด็กๆ และสำหรับนักท่องเที่ยวที่แวะเวียนผ่านไปได้ใช้เป็นเหมือนศาลาพักผ่อนในวันหยุด

จูน เซคิโน จากบริษัท Junsekino Architect and Design เจ้าของโปรเจกต์ห้องสมุดกลางป่าสุดเรียบง่าย แต่ผ่านการดีไซน์มาแล้วทุกขั้นตอน จะมาเล่าให้เราฟังถึงความเป็นมาและแนวคิดของห้องสมุดแห่งนี้

เพราะอยากแบ่งปันหนังสือ

Kaeng Krachan Library ห้องสมุดกลางหุบเขาในแก่งกระจานที่เชื่อมความรู้ ผู้คน และธรรมชาติ เข้าหากัน

ห้องสมุดแก่งกระจานเริ่มต้นจากเจ้าของโครงการเป็นคนรักการอ่านจนมีหนังสือเก็บไว้นับร้อยเล่ม และในขณะเดียวกันก็ต้องการสร้างพื้นที่สาธารณะคืนกลับสู่ชุมชน จึงเกิดเป็นไอเดียการทำห้องสมุดสาธารณะขึ้นมา เพื่อให้เด็กๆ ได้ใช้ในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์และกลายเป็นศูนย์กลางชุมชนแห่งใหม่

คุณจูน เซคิโน สถาปนิก จึงออกแบบอาคารห้องสมุดขนาดชั้นเดียว ด้วยคอนเซปต์คืออยากให้ที่นี่กลายเป็นสถานที่ที่ทุกคนในพื้นที่เข้าถึงได้ง่าย ดีไซน์ของอาคารจึงให้ความรู้สึกสบายๆ คล้ายกับนั่งบนศาลาพักผ่อน รับลมเย็นๆ ทั้งกลางวันและกลางคืน นอกจากนี้ กิจกรรมในชุมชนก็มาใช้พื้นที่ห้องสมุดจัดงานได้อีกด้วย

Kaeng Krachan Library ห้องสมุดกลางหุบเขาในแก่งกระจานที่เชื่อมความรู้ ผู้คน และธรรมชาติ เข้าหากัน
Kaeng Krachan Library ห้องสมุดกลางหุบเขาในแก่งกระจานที่เชื่อมความรู้ ผู้คน และธรรมชาติ เข้าหากัน

“โปรเจกต์เริ่มจาก Bookshelf Zone นั่นแหละ เวลาไปห้องสมุด เราต้องมองหน้ากันและอ่านหนังสือ ไม่เอา มันทางการไป อยากให้ห้องสมุดมันดูแบบกระท่อมอันหนึ่ง เด็กใส่เสื้อยืดคีบแตะรองเท้าหนีบต้องขึ้นไปอ่านได้”

ศาลาหลังใหม่ใจกลางป่า 

Kaeng Krachan Library ห้องสมุดกลางหุบเขาในแก่งกระจานที่เชื่อมความรู้ ผู้คน และธรรมชาติ เข้าหากัน

“ตัวพื้นที่มันวางอะไรก็สวย ทำไมเราไม่ใช่พื้นที่รอบนอกให้เกิดประโยชน์ แล้วแต่ละฤดูมันไม่เหมือนกัน ความน่าสนใจแต่ละฤดูก็ไม่เหมือนกัน เลยเกิดพื้นที่ที่ไม่เปียกฝนแต่ได้แสงธรรมชาติขึ้นมา” 

ตัวห้องสมุดตั้งอยู่ใจกลางพื้นที่ชนบทได้อย่างกลมกลืน มองเผินๆ แล้วเป็นเหมือนหนึ่งในบ้านเรือนที่รายล้อมอยู่ของชุมชนแถวนั้น เพราะตัวอาคารชั้นเดียวทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสและจัดวางอย่างง่ายๆ ลงบนพื้นที่ขนาดกำลังพอดี ไม่ใหญ่โตหรือเล็กจนคับแคบ ทำให้พื้นที่นี้ดูลงตัวในทุกๆ มุมมอง 

Kaeng Krachan Library ห้องสมุดกลางหุบเขาในแก่งกระจานที่เชื่อมความรู้ ผู้คน และธรรมชาติ เข้าหากัน

คุณจูนบอกว่า ต้องการให้ห้องสมุดกลายเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ ไม่เป็นเหมือนสัตว์ประหลาดที่อยู่ๆ ก็ไปโผล่ขึ้นใจกลางป่าและทำลายความสวยงามของพื้นที่รอบด้านไปซะงั้น จึงตั้งใจออกแบบห้องสมุดขึ้นด้วยไอเดียที่เรียบง่าย สอดคล้องไปกับบริบทโดยรอบ เน้นความสวยงามของธรรมชาติให้คงอยู่มากที่สุด ลดทอนความจริงจังขึงขังของห้องสมุดออกไปให้ได้มากที่สุด

ออกแบบเพื่อใช้งานได้จริงในทุกวัน

โปรเจกต์นี้ไม่มีทางเข้าหรือทางออก ในพื้นที่สี่เหลี่ยมนี้คือเข้าทางเข้าไหนก็ได้ จะเข้าอาคารตรงมุมไหนก็ได้ ไม่มีอันไหนหน้าอันไหนหลังเพราะรูปด้านเท่ากันหมด กลายเป็นพาวิลเลียนที่มีชั้นหนังสือสี่ก้อนวางอยู่ และเห็นหนังสือจางๆ เป็นห้องสมุดที่ไม่สบายมาก บ้านๆ ศาลาธรรมดาๆ อยากให้ไม่แฟชั่นมาก คืออยากให้มันดูนิ่งๆ แล้วก็อยู่อย่างนั้นเป็นสิบปี ” 

Kaeng Krachan Library ห้องสมุดกลางหุบเขาในแก่งกระจานที่เชื่อมความรู้ ผู้คน และธรรมชาติ เข้าหากัน

นี่คือความตั้งใจที่สถาปนิกต้องการถ่ายทอดผ่านดีไซน์ออกมาถึงผู้ใช้งานจริง 

ตัวอาคารห้องสมุดชั้นเดียวแบ่งพื้นที่ออกเป็น 5 ส่วนด้วยกัน โดยให้พื้นที่ใจกลางเชื่อมต่ออีก 4 ส่วนที่เหลือ เพื่อให้บรรณารักษ์เพียงคนเดียวของห้องสมุดดูแลทุกส่วนอย่างเท่าถึง ส่วนมุมอีก 4 ช่องกลายเป็นพื้นที่เก็บหนังสือร้อยกว่าเล่ม และให้พื้นที่ที่เหลือรอบด้านกลายเป็นสถานที่พักผ่อนและนั่งเล่น ทั้งหมดอยู่รวมกันภายใต้หลังคาใสที่ยื่นออกมานอกตัวอาคารเล็กน้อยเพื่อให้ใช้งานได้ในวันฝนตก และวันที่อากาศแจ่มใสก็จะได้แสงธรรมชาติเข้าไปตลอดวัน 

Kaeng Krachan Library ห้องสมุดกลางหุบเขาในแก่งกระจานที่เชื่อมความรู้ ผู้คน และธรรมชาติ เข้าหากัน

เนื่องจากตัวอาคารตั้งอยู่ใจกลางป่าที่ไม่ว่าจะมองออกไปมุมไหนก็สวยไปหมด เป็นเรื่องน่าเสียดายถ้าคนที่มาใช้งานเลือกนั่งอยู่เพียงมุมเดียวมุมเดิมของอาคาร สถาปนิกจึงเล่นกับแสงที่ตกกระทบต่างกันในแต่ละช่วงเวลาของวัน เพื่อให้คนเปลี่ยนที่นั่งไปเรื่อยๆ และได้ชื่นชมวิวสวยๆ ที่โอบล้อมอาคารอยู่ทุกด้านแทน 

เป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติ

เพื่อให้ตัวห้องสมุดขนาด 200 ตารางเมตรได้แอบอยู่ในพื้นที่เนียนไปกับธรรมชาติและชุมชนโดยรอบมากที่สุด เหล็ก ไม้ และแผ่นลอนใส จึงกลายเป็นวัสดุหลักสำคัญที่เลือกใช้ในการก่อสร้าง นอกจากความคงทนแล้วยังเป็นวัสดุหาง่ายที่ชุมชนแถวนั้นใช้สำหรับการสร้างบ้านกันเป็นปกติ และสามารถลดค่าใช้จ่ายสำหรับการดูแลตัวอาคารระยะยาวอีกด้วย

เพราะว่าใช้วัสดุเป็นแผ่นใส ทำให้คนข้างนอกสามารถมองทะลุเข้าไปเห็นหนังสือหลายสิบเล่มถูกจัดวางเรียงกันอย่างสวยงามอยู่บนชั้นอย่างจางๆ ในศาลาหลังนี้ เป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของสถาปนิกที่ต้องการลบความน่ากลัว มืดทึบและคร่ำเครียดของห้องสมุดแบบที่หลายๆ คนคิดออกไป

นอกจากนั้น ตัวอาคารยังก่อสร้างขึ้นด้วยโครงสร้างแบบที่เรียบง่ายและจำเป็นที่สุด พื้น เสา หลังคา ผนัง และเพดาน ถูกจัดเรียงกันอย่างง่ายๆ เน้นย้ำถึงคอนเซปต์ที่วางไว้ว่า ไม่ต้องการให้สิ่งก่อสร้างนี้ไปสร้างความรำคาญใจแก่ธรรมชาติมากนัก หากต้องมีการรื้อถอนเกิดขึ้นก็จะทิ้งร่องรอยไว้ให้น้อยที่สุด

Kaeng Krachan Library ห้องสมุดกลางหุบเขาในแก่งกระจานที่เชื่อมความรู้ ผู้คน และธรรมชาติ เข้าหากัน

ห้องสมุดแห่งใหม่ในพื้นที่สีเขียว

เพราะความเรียบง่ายและตรงไปตรงมาของโปรแกรมที่สถาปนิกได้จัดวางสะท้อนผ่านตัวอาคารออกมาได้อย่างชัดเจน ทำให้เขาบรรลุจุดประสงค์อย่างที่ตั้งใจไว้

จากพื้นที่โล่งๆ กลายเป็นห้องสมุดสำหรับทุกคน เป็นพื้นที่นั่งเล่นยามเย็น เป็นพื้นที่ส่วนกลางที่เรียบง่าย กลายเป็นพื้นที่สาธารณะที่ใครๆ ก็เข้าไปใช้ได้ทั้งวัน เพิ่มความเป็นกันเองและสบายๆ เข้าไปในตัวพื้นที่โดยรอบ ทำให้ห้องสมุดแก่งกระจานกลายเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัยในชุมชน และยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวสำหรับเข้ามาแวะพักผ่อนเช่นกัน 

ภาพ : Spaceshift Studio

Writer

ณัฐณิชา โอภาสเสรีผดุง

นิสิตสถาปัตย์ สนใจประวัติศาสตร์ สถาปัตย์ ไลฟ์สไตล์ เวลาว่างหมดไปกับแมวและของกิน

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

11 พฤษภาคม 2565
1.94 K

หากพูดถึงจังหวัดเพชรบุรี จะนึกถึงอะไรกันบ้าง

เขาวัง หาดชะอำ หรือเป็นเพียงทางผ่านลงภาคใต้

จริง ๆ แล้ว เมืองนี้อุดมไปด้วยคุณค่าหลากมิติที่ซุกซ่อนอยู่ในทุกมุมเมือง กำลังรอให้คุณเข้าไปสำรวจและทำความรู้จักเพชรบุรีในแบบที่เพชรบุรีเป็น

“เมืองเพชรเหมือนมีหีบสมบัติ แต่ทุกคนนั่งทับไว้ ไม่ยอมเปิดออกมาใช้” ดิว-รชา ถาวระ หนึ่งในทีมงานจากสถาบันอาศรมศิลป์ให้ความเห็น

กว่า 10 ปีที่ผ่านมา อาศรมศิลป์เข้าไปทำโปรเจกต์ระยะยาวกับเพชรบุรี ตั้งแต่เริ่มต้นเดินสำรวจเมือง แล้วนำสิ่งดี ๆ ที่คนนอกอย่างพวกเขาพบไปชี้ให้คนในพื้นที่เห็น ว่าบ้านเกิดของตนก็มีดีไม่แพ้ที่ไหน 

คุณค่าเล็ก ๆ ที่เคยมองข้ามนี่เอง เป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมชั้นดี และมีศักยภาพในการนำไปต่อยอดได้อีกหลายทาง ไม่ว่าจะจัดงานเทศกาลตามแบบฉบับเพชรบุรี ปรับปรุงพื้นที่ชุมชนให้มีสภาพแวดล้อมที่ดี มีเสน่ห์ความเป็นท้องถิ่น จุดประกายผู้คนให้ลุกขึ้นมาพัฒนาบ้านเกิด หรือยกระดับการท่องเที่ยวให้เป็นวิสาหกิจชุมชนอย่างจริงจัง ทำให้คนภายนอกมีโอกาสสัมผัสที่นี่ในเบื้องลึก 

และสนับสนุนให้คนเมืองเพชรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในทุกวัน

โปรเจกต์พัฒนาเมืองเพชรบุรีให้เป็นชุมชนน่าอยู่ มีรายได้ และคนเพชรได้ภูมิใจในตัวเอง

แทรกซึมกับเยาวชน

“อ้าว ว่าไง ยังหล่อเหมือนเดิมเลยนะ” เสียงคุณลุงคนหนึ่งดังออกมาจากในรั้วบ้าน

ตั้งแต่เดินตามดิวเข้ามาในซอย เราก็ได้ยินเสียงทักทายไม่ขาดสาย ชัดเจนว่าชายหนุ่มชาวนครศรีธรรมราชคนนี้สนิทสนมคุ้นเคยกับผู้คนที่นี่ราวกับเป็นลูกหลานคนหนึ่ง

เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อ พ.ศ. 2555 ที่ชาวอาศรมศิลป์ 6 – 7 คน เข้าไปทำงานกับเพชรบุรีและดิว ซึ่งเป็นตัวหลักในทีม ก็ได้เริ่มทำวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโทของสถาบันอาศรมศิลป์ เกี่ยวกับการพัฒนาเมืองเพชรบุรีด้วย โดยโจทย์ที่ สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) ให้ไว้ ก็คือการพัฒนาเมืองให้เป็นต้นแบบ ‘สุขภาวะ’

“ตอนนั้นชุมชนเขามองเราเป็นนักศึกษา แค่มาสัมภาษณ์ เดี๋ยวทำวิทยานิพนธ์เสร็จแล้วก็ไป” ดิวเล่าย้อนกลับไปถึงช่วงที่เขาและชาวบ้านยังเป็นคนแปลกหน้าของกันและกัน “เราเลยต้องคิดว่า จะทำยังไงให้ชุมชนรู้สึกว่าเราตั้งใจมาทำงานด้วย เราอยากเห็นบ้านเขาพัฒนาจริง ๆ”

อาศรมศิลป์จึงตัดสินใจเริ่มขับเคลื่อนด้วยเยาวชน โดยคำแนะนำของ อาจารย์จำลอง บัวสุวรรณ์ ที่ปรึกษาของ ‘กลุ่มลูกหว้า’ เครือข่ายเยาวชนจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเยาวชนกลายมาเป็นคนในพื้นที่กลุ่มแรกที่พวกเขาได้สานสัมพันธ์และร่วมจัดกิจกรรม

“เดี๋ยวนี้เยาวชนเมืองเพชรมุ่งวิชาการ เรียนพิเศษ อยู่บ้านแม่ก็ซื้อกับข้าวให้ แทบจะไม่ได้มาเดินในชุมชน เราเลยชวนเด็ก ๆ มาลงสำรวจพื้นที่” ดิวพูดถึงกิจกรรม ‘เด็กเพชรอ่านเมือง’ ซึ่งเป็นงานที่ทำให้เยาวชนรู้จักบ้านเกิดของตัวเองมากยิ่งขึ้น จากที่ไม่เคยรู้ว่าร้านอะไรอยู่ตรงไหน บ้านใครมีประวัติความเป็นมาอย่างไร มีคุณค่าอย่างไรบ้าง ก็ได้รู้ขึ้นมาในคราวนี้

เมื่อชุมชนเห็นว่าพาเด็กประถม-มัธยมในพื้นที่เข้าไปชวนคุย ก็ยินดีให้ความร่วมมือ แล้วพวกเขาเองก็พลอยได้รับทั้งความเอ็นดูและความเชื่อมั่นว่าตั้งใจทำงานจริง ต่างจากเดิมที่ชาวบ้านมองว่าเป็นนักศึกษาจากกรุงเทพฯ ที่เข้ามาทำงานอย่างฉาบฉวย

“อย่างบ้านธรรมดาหลังหนึ่ง พอเด็ก ๆ เดินเข้าไปถาม ปู่แกก็เล่ายาวเลย อันนี้มาจากเมืองจีนนะ สั่งทำที่นู่นที่นี่นะ เรารู้สึกว่ากิจกรรมเยาวชนทำให้คนในชุมชนเห็นคุณค่าในของที่เขามี

“ได้ประโยชน์กันทั้ง 3 ฝ่ายนะ เด็กได้รู้จักบ้านเกิด เราได้เข้าใจพื้นที่มากขึ้น ชุมชนก็เห็นคุณค่าของตัวเอง และเข้าใจเรามากขึ้นเหมือนกัน”

โปรเจกต์พัฒนาเมืองเพชรบุรีให้เป็นชุมชนน่าอยู่ มีรายได้ และคนเพชรได้ภูมิใจในตัวเอง

เล่าเรื่องเมืองเพชร ให้ชาวเพชรฟัง

‘คุณค่าใกล้ตัว’ เป็นสิ่งที่นักออกแบบมองหาจากการทำงานครั้งนี้

จากการสำรวจที่ผ่านมา พวกเขาพยายามรวมรวมข้อมูลที่ได้มาสื่อสารให้เข้าใจง่าย ไม่ว่าจะเป็น ‘แผนที่ร้านโบราณ’ หรือ ‘แผนที่ของอร่อย’ โดยร้านที่อยู่บนแผนที่ ก็คือร้านเจ๋งที่เด็ก ๆ เลือกสรร ซึ่งความเจ๋งที่ว่าอาจจะไม่ใช่ของที่ขายหรือรสชาติอาหารเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงเรื่องราวที่เจ้าของร้านเล่าด้วยความภูมิใจ อย่างการขายของเพื่อส่งลูก ๆ เรียนด้วย

โปรเจกต์พัฒนาเมืองเพชรบุรีให้เป็นชุมชนน่าอยู่ มีรายได้ และคนเพชรได้ภูมิใจในตัวเอง

พอได้สื่อแผนที่มาเป็นตัวอย่าง ก็ถึงเวลาที่จะจัดเวทีประชาคม ชวนคนในชุมชนย่านเมืองเก่ารอบวัดมหาธาตุ พื้นที่เป้าหมายที่เลือกไว้มาพูดคุยเรื่องการพัฒนาเมือง

“เราเอาข้อมูลที่ได้จากการสำรวจมาวิเคราะห์ศักยภาพของเมือง ให้เห็นว่าเราเข้าใจในสิ่งที่เขามียังไงบ้าง” ดิวเล่าถึงการพูดคุยในวันนั้น “แล้วเราก็พยายามโยงให้คนเข้าใจเรื่องคุณค่า โดยการเอาแผนที่ที่ทำไว้ไปแจกในงาน เพื่อให้เขารู้สึกว่าบ้านเขามีของดีอยู่เยอะเลยนะ ไม่ใช่แค่ช่างสิบหมู่ที่ทุกคนมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่ยังมีของดีเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อาจจะใกล้หายไป

“เมืองเขามีชีวิตมาตลอด เขาไม่โดนสงคราม ไม่เคยเป็นเมืองร้างตั้งแต่อยุธยาถึงปัจจุบัน เขาอยู่กันมานาน ก็เลยมีมรดกวัฒนธรรมเยอะมาก

โปรเจกต์พัฒนาเมืองเพชรบุรีให้เป็นชุมชนน่าอยู่ มีรายได้ และคนเพชรได้ภูมิใจในตัวเอง

“ตอนนั้นเราเห็นแล้วว่าเมืองสุขภาวะของเพชรบุรีอาจไม่ใช่เรื่องสุขภาพอย่างเดียว แต่มีเรื่องต้นทุนทางวัฒนธรรมที่จะนำไปต่อยอดได้ด้วย”

ในเวทีวันนั้น นักออกแบบเห็นศักยภาพในการพัฒนา ‘ชุมชนซอยตลาดริมน้ำ’ และ ‘ชุมชนคลองกระแชง’ มากเป็นพิเศษ พวกเขาจึงตัดสินใจว่าจะเข้าไปโฟกัสในระดับชุมชนที่สองพื้นที่นี้เป็นอันดับแรก

สองชุมชนแรกเริ่ม

แล้วเวทีย่อยเวทีแรก ณ ชุมชนซอยตลาดริมน้ำก็เริ่มขึ้น โดยมีเป้าหมายในการตอบคำถามที่ว่า แท้จริงแล้วชุมชนต้องการอะไร

“เวทีนี้เด่นที่เครื่องมือครับ” เครื่องมือที่ใช้ในการพูดคุยกับชาวบ้านในครั้งนี้ เรียกว่า Photo Model 

“เราถ่ายหน้าบ้านแต่ละบ้านมาประกอบเป็นโมเดลของย่านให้เขาดู ทำให้เห็นชัดเลยว่าบ้านเขาเป็นยังไง อยากปรับปรุงตรงไหน พื้นที่ข้างบ้านเป็นยังไง มีสภาพปัญหา ศักยภาพ และความต้องการอย่างไรบ้าง” เพราะชาวบ้านไม่ใช่สถาปนิก บางทีการดูแผนที่อาจไม่ทำให้เห็นภาพมากพอ Photo Model จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ชาวบ้านเข้าใจ

โปรเจกต์พัฒนาเมืองเพชรบุรีให้เป็นชุมชนน่าอยู่ มีรายได้ และคนเพชรได้ภูมิใจในตัวเอง

แม้ในวันนั้นจะไม่สามารถนำข้อมูลศักยภาพไปต่อยอดในทันที เพราะชุมชนยังติดปัญหาเรื่องกรรมสิทธิ์การปรับปรุงที่ยังไม่เรียบร้อย แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ได้ทดลองเครื่องมือและวิธีการ ซึ่งจะนำไปใช้กับเวทีย่อยชุมชนคลองกระแชงต่อไป

“ที่คลองกระแชง พอชาวบ้านพูดถึงพื้นที่สาธารณะอย่างลานสุนทรภู่ ว่าไม่มีคนมาใช้บ้าง สกปรกบ้าง เขาก็บอกได้ว่ามีปัญหาเกิดขึ้นที่จุดไหน อยากให้แก้ไขหรือต่อยอดอะไร” เวทีนี้จัดว่าคึกคักมาก มีทั้ง โฟล์ค-ปภังกร จรรยงค์ แกนนำชุมชนผู้มีไฟในการทำงาน ทั้งลุง ๆ ป้า ๆ ชาวบ้านที่ช่วยกันออกความเห็น ทำให้สถาปนิกเห็นภาพรวมและวิสัยทัศน์ในการพัฒนาของทุกคน เช่น อยากฟื้นฟูชุมชนให้กลับมามีชีวิตชีวา โดยใช้ต้นทุนทางวัฒนธรรมในพื้นที่ อยากเชื่อมโยงพื้นที่กับฝั่งตลาด และอยากจัดถนนคนเดิน

ไม่ปล่อยให้ฝันเป็นเพียงฝัน งาน ‘เพชรบุรีดีจัง’ ที่จัดในเดือนถัดมา อาศรมศิลป์ก็ได้นำความต้องการที่ชาวบ้านได้พูดคุยกันในเวทีกลุ่มย่อยมาทดลองทำให้เกิดรูปธรรม

งานนี้เป็นมหกรรมกลางเมืองโดยเยาวชน นำโดยกลุ่มลูกหว้าและเครือข่ายเพชรบุรีดีจัง ภายใต้การสนับสนุนของแผนงานสื่อสร้างสุขภาวะเยาวชน (สสย.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) 

งานนี้เคยจัดมาก่อนแล้ว แต่ครั้งนี้รวมเอาพื้นที่ถนนคลองกระแชงและซอยตลาดริมน้ำเข้าเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่จัดงานหลักด้วย โดยพวกเขามีโอกาสออกแบบสะพานไม้ไผ่เชื่อมสองฝั่งแม่น้ำให้เดินได้สะดวกตามความเห็นของชุมชน เปลี่ยนถนนคลองกระแชงให้กลายเป็นถนนคนเดิน เปิดศาลาคามวาสีและลานสุนทรภู่ให้นักท่องเที่ยวเข้าไปได้ นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการการออกแบบพัฒนาเมือง ให้ทุกคนได้เดินดูและร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อนำไปปรับปรุงต่อ

“ฟีดแบ็กของงานดีมาก ทุกคนรู้สึกว่าพื้นที่ตรงนี้ต้องเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรม” ดิวพูดอย่างชื่นใจ “พอคนเห็นภาพ คนก็อยากทำต่อ”

หลังจากวันนั้น พวกเขาทำแบบเพื่อการพัฒนาเมืองไปเสนอชุมชนหลายอย่าง เช่น ซุ้มประตูทางเข้าออกคลองกระแชง เพื่อให้คนที่ผ่านมาได้สังเกต วางสตรีทเฟอร์นิเจอร์ เสาไฟ ปรับปรุงทัศนียภาพในซอยและสถานที่สำคัญ ซึ่งเมื่อทางชุมชนเห็นแนวทางที่ทีมนำเสนอก็ได้ชวนจัดงานอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นงานที่ชุมชนอาสาเป็นเจ้าภาพจัดงานด้วยตนเอง ใช้ชื่อว่า ‘ชมตลาดเก่า ถนนเล่าวัฒนธรรม’

ภายในงานจะมีการทดลองติดตั้งสิ่งต่าง ๆ ที่ได้เสนอกันไป เช่น ทำที่นั่งริมน้ำแบบชั่วคราว ติดตั้งซุ้มประตู โคมไฟหนังใหญ่ เสาไฟหนุมาน เวอร์ชันจำลองขนาดเท่าจริง (สเกล 1 : 1) เพื่อดูว่าเวิร์กหรือไม่ อย่างไร มีการติดป้ายให้ข้อมูลหน้าสถานที่สำคัญ ชักชวนศิลปินชาวเพชรบุรี อย่าง พี่วุฒิ หรือ ครูตั้ม มาเพนต์สตรีทอาร์ต และนำต้นทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนอย่างหนังใหญ่วัดพลับพลาชัยมาแสดง

โปรเจกต์พัฒนาเมืองเพชรบุรีให้เป็นชุมชนน่าอยู่ มีรายได้ และคนเพชรได้ภูมิใจในตัวเอง

เมื่องานประสบความสำเร็จ แบบการพัฒนาชุมชนคลองกระแชงถูกส่งไปยังหน่วยงานต่าง ๆ อะไรที่เคยเป็นแค่แบบจำลอง ก็ได้ติดตั้งลงในพื้นที่จริง สถานที่ที่เคยเงียบเหงาอย่างศาลาคามวาสี บ้านมนัส จรรยงค์ วัดพลับพลาชัย เมื่อเทศบาลเมืองเพชรบุรีเห็นศักยภาพ สนับสนุนงบประมาณปรับปรุงภูมิทัศน์ถนนคลองกระแชง 700,000 บาท ใน พ.ศ. 2559 ถือเป็นก้าวแรกของการเกิดรูปธรรมในพื้นที่ ช่วยกระตุ้นให้ชุมชนเห็นผลสำเร็จของการร่วมกันพัฒนาเมือง

“ภาครัฐไม่ต้องมาถามว่าชุมชนอยากได้อะไร ชุมชนคิดให้ทั้งหมดแล้ว แค่มาดูว่าจะสนับสนุนด้านไหนได้บ้าง” ดิวกล่าวอย่างภูมิใจ

สุดท้ายแล้วก็ได้รูปธรรมการพัฒนาพื้นที่ที่ชัดเจน ซึ่งจะเป็นต้นแบบให้ชุมชนอื่น ๆ ต่อไปได้

“พอคลองกระแชงเห็นผลสำเร็จเป็นรูปธรรม ชาวบ้านอีกฝั่งก็เริ่มเห็นภาพฝันของชุมชนตัวเอง” ใช่แล้ว เขาพูดถึงซอยตลาดริมน้ำ ชุมชนแรกที่เขาไปจัดเวทีกลุ่มย่อย คราวนี้เมื่อปัญหากรรมสิทธิ์ที่ดินคลี่คลาย ก็พร้อมให้นักออกแบบเข้าไปทำงานต่อ

ฝั่งซอยตลาดริมน้ำ จัดงาน ‘ตรอกนี้มีเรื่องเล่า’ กิจกรรมเล็ก ๆ ตอนเย็น ริมท่าน้ำศาลเจ้าพ่อเสือ มีชาวบ้านมาเล่าเรื่องภาพเก่าที่ได้จากบ้านในชุมชนอย่างสนุกสนาน ซึ่งอาศรมศิลป์ก็นำข้อมูลที่ได้จากกิจกรรมนั้นและจากกระบวนการออกแบบอย่างมีส่วนร่วมอย่างที่ทำกับคลองกระแชง ไปทำแบบร่างการพัฒนา แล้วนำเสนอกับชุมชนเพื่อลงมือทำจริง

ชุมชนซอยตลาดริมน้ำได้รับงบประมาณ 2.84 ล้านบาท ในการปรับปรุงภูมิทัศน์ซอยตลาดริมน้ำ ภายใต้โครงการพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวย่านเมืองเก่าเพชรบุรี จากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2563 ถึงจะมาช้า แต่ทุกคนก็อิ่มใจกับความสำเร็จของตลาดริมน้ำเป็นที่สุด

โปรเจกต์พัฒนาเพชรบุรีให้เป็นเมืองสุขภาวะทางวัฒนธรรม นำคุณค่าเล็ก ๆ ที่คนเพชรเองอาจไม่เคยให้ความสำคัญมาเป็นความภูมิใจ

ชุ่มชื่นหัวใจ

วันนี้เราได้เดินเข้ามาชมซอยตลาดริมน้ำเวอร์ชันพัฒนาแล้วกับดิว สถาปนิกหนุ่มจากอาศรมศิลป์ พร้อมด้วย เจ๊อร-พรรณ์นิภา ภู่แสง แกนนำซอยตลาดริมน้ำที่มาต้อนรับ

‘มีชีวิตชีวา’ เป็นคำที่ผุดขึ้นมาในหัวเราตั้งแต่ก้าวเข้ามาในซอยอาคารเก่า ซึ่งเต็มไปด้วยสตรีทอาร์ตฝีมือช่างท้องถิ่นเต็มผนังสองข้าง พร้อมด้วยป้ายบอกทาง ป้ายแสดงข้อมูล และแผนที่ชุมชนใหญ่เบ้อเริ่ม

โปรเจกต์พัฒนาเพชรบุรีให้เป็นเมืองสุขภาวะทางวัฒนธรรม นำคุณค่าเล็ก ๆ ที่คนเพชรเองอาจไม่เคยให้ความสำคัญมาเป็นความภูมิใจ

“นี่รูปตอนน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 60” เจ๊อรยิ้ม ชี้ผนังบ้านที่มีรูปชาวบ้านสองคนกำลังมีความสุขกับการนั่งเรือขณะน้ำท่วมซอย “ส่วนนั่นรูปลูกสาวเจ้าของบ้าน เขาชอบเล่นกีตาร์”

ไม่จำเป็นต้องมีภาพทางประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ รูปแสดงวิถีชีวิตของคนธรรมดา ก็ทำให้ผู้มาเยือนอย่างเราเดินเพลิดเพลินได้จนสุดซอย

จะเรียกว่าซอยแห่งความร่วมมือร่วมใจก็ไม่ผิดนัก นอกจากสตรีทอาร์ตฝีมือเหล่าศิลปินเพชรบุรี ที่ชาวบ้านและอาศรมศิลป์ช่วยกันเลือกภาพมาวาดแล้ว กระเบื้องที่พื้น เจ๊อรและชาวบ้านก็ลงมือปูกันเองทีละแผ่น

สำหรับเจ๊อร อดีตลูกจ้างเย็บผ้า ตอนแรกก็ไม่เข้าใจนักว่าอาศรมศิลป์ต้องการทำอะไร แต่ด้วยความใจดี จึงช่วยเหลือทุกคนเท่าที่ทำได้ ถ้ามีประชุมเจ๊อรก็จะเข้ามาฟัง และอาสาทำกับข้าวเลี้ยง ไป ๆ มา ๆ เมื่อมีการจัดประชุมบ่อยเข้า เธอก็เข้าใจและเริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญ เลื่อนขั้นจากผู้ร่วมประชุมเป็นเจ้าภาพใหญ่ในการขับเคลื่อนงาน ทุกวันนี้แขกไปใครมาก็ได้เจ๊คนนี้เป็นไกด์นำเที่ยวให้

“สมัยก่อนถนนเส้นนี้จะเปลี่ยว คนไม่อยากเข้ามา ผียังไม่เดินเลย” เจ๊อรเล่าด้วยอารมณ์ขัน “ตอนนี้เปลี่ยนไปทุกอย่าง จากที่คนในชุมชนไม่รู้จักการท่องเที่ยว ไม่รู้ว่าอาศรมศิลป์มาทำอะไร พอการค้าดีขึ้น เขาก็เริ่มเข้าใจ

“เราฝ่าฟันมานาน ผ่านมาทั้งน้ำตาและความสุข ภูมิใจมากที่เห็นนักท่องเที่ยวเข้ามา”

โปรเจกต์พัฒนาเพชรบุรีให้เป็นเมืองสุขภาวะทางวัฒนธรรม นำคุณค่าเล็ก ๆ ที่คนเพชรเองอาจไม่เคยให้ความสำคัญมาเป็นความภูมิใจ

ฝั่งคลองกระแชงเองก็น่าเที่ยว และทำให้ผู้ไม่เคยสัมผัสเมืองเก่าเพชรบุรีอย่างเราตื่นเต้นมากทีเดียว 

เช่นกันกับซอยตลาดริมน้ำ ตอนนี้คลองกระแชงมีป้ายต่าง ๆ ติดตั้งไว้เรียบร้อย นักท่องเที่ยวที่มาสามารถเดินตามป้ายไปชมสถานที่สำคัญ อย่างพิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดพลับพลาชัย พิพิธภัณฑ์มนัส จรรยงค์ ราชาเรื่องสั้นเมืองไทย กรุภาพมิตร ชัยบัญชา หรือศาลาคามวาสีได้

โปรเจกต์พัฒนาเพชรบุรีให้เป็นเมืองสุขภาวะทางวัฒนธรรม นำคุณค่าเล็ก ๆ ที่คนเพชรเองอาจไม่เคยให้ความสำคัญมาเป็นความภูมิใจ

‘ศาลาคามวาสี’ ศาลาการเปรียญหลังใหญ่ อดีตเคยเป็นที่ตั้งของ ‘โรงเรียนเพชรสตรี’ โรงเรียนเด็กหญิงแห่งแรกในเพชรบุรี ปัจจุบันโรงเรียนปิดตัวไปแล้ว ศาลาคามวาสีจึงเหลือหน้าที่เป็นสถานที่ประกอบกิจกรรมทางพุทธศาสนาของชาวบ้าน และเป็นเหมือนห้องรับแขกให้ชุมชนคลองกระแชง

เมื่อเราเดินผ่านศาลา ป๋าแจ็ค-สุวรรณ พวงมาลัย ผู้รับหน้าที่ดูแลที่นี่ต่อจากคุณแม่ ก็กวักมือเรียกเข้าไปเดินชมนิทรรศการในห้อง มีทั้งรูปภาพเก่า ๆ ของจังหวัดแขวนเต็มผนัง และคอลเลกชันของโบราณที่พบในแม่น้ำเพชรบุรีเรียงอยู่เต็มตู้

โปรเจกต์พัฒนาเพชรบุรีให้เป็นเมืองสุขภาวะทางวัฒนธรรม นำคุณค่าเล็ก ๆ ที่คนเพชรเองอาจไม่เคยให้ความสำคัญมาเป็นความภูมิใจ

ไม่หยุดก้าวต่อ

การท่องเที่ยวเมืองเก่าเพชรบุรีได้กลายเป็นวิสาหกิจชุมชนที่ทำโดยชาวบ้าน เมื่อมีคณะนักท่องเที่ยวมา ทุกคนก็จะพาไปที่ศูนย์วิจัยชุมชนเมืองเพชรบุรี วัดพลับพลาชัย เพื่อเล่าถึงประวัติความเป็นมาของเมืองในเบื้องต้น แล้วจึงพาไปเดินดูชุมชนต่าง ๆ กินข้าวแช่ ชมการแสดง ซึ่งนอกจากสองชุมชนแรกที่เราได้เล่าไป อาศรมศิลป์ยังขยายการพัฒนาออกไปสู่พื้นที่ใกล้เคียง อย่างชุมชนวัดเกาะและชุมชนวัดแก่นเหล็กด้วย

โปรเจกต์พัฒนาเพชรบุรีให้เป็นเมืองสุขภาวะทางวัฒนธรรม นำคุณค่าเล็ก ๆ ที่คนเพชรเองอาจไม่เคยให้ความสำคัญมาเป็นความภูมิใจ

“พอมีคนมาท่องเที่ยว พื้นที่ได้ใช้ ชาวบ้านก็มีโอกาสในการสร้างธุรกิจชุมชน” ดิวพูดถึงผลที่งอกเงย” เขาไม่ได้คิดว่าต้องมีกำไรมาก แค่ให้มีรายได้นำมาหมุนเวียน ให้คนทำงานอยู่ต่อได้เรื่อย ๆ ส่วนเงินที่เหลือก็นำกลับมาพัฒนาชุมชน”

จากสเกลชุมชน ขยับมาเป็นสเกลเมือง อาศรมศิลป์ขับเคลื่อนเพชรบุรีเป็นเมืองเดินและเมืองจักรยาน ตามกระแสนักปั่นในตอนนั้น

“การเข้าไปทำงานกับชุมชน คือเราทำให้เขามองเห็นต้นทุนที่เขามี พอเขาเห็นคุณค่าและรู้สึกภูมิใจ เขาก็จะลุกขึ้นมาต่อยอดเอง” ท้ายที่สุดแล้ว ‘ต้นทุนทางวัฒนธรรม’ เป็นสิ่งที่ทำให้ที่นี่เป็นเมืองสุขภาวะได้

ทุกวันนี้เมืองเพชรเปลี่ยนไปหลายอย่าง เมืองเก่าที่เงียบเหงากลับมีชีวิตชีวามากขึ้น ชาวบ้านธรรมดาก็ลุกขึ้นมาพัฒนาบ้านเกิดของตัวเอง จนมีนักท่องเที่ยวสนใจมากมาย งานการกุศลก็กลับกลายมาเป็นธุรกิจเพื่อชุมชนที่ยั่งยืน

โปรเจกต์พัฒนาเพชรบุรีให้เป็นเมืองสุขภาวะทางวัฒนธรรม นำคุณค่าเล็ก ๆ ที่คนเพชรเองอาจไม่เคยให้ความสำคัญมาเป็นความภูมิใจ

แล้วความตั้งใจของชาวบ้าน นำโดยโฟล์คและเจ๊อร ก็ทำให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวชุมชนเมืองเพชร ได้รับรางวัลชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ประจำปี 2561 ระดับยอดเยี่ยม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม มาครอบครอง

“เมืองไทยยังมีย่านเก่าที่เงียบเหงา ซบเซา อยู่อีกมาก เพชรบุรีจะเป็นต้นแบบการพัฒนาชุมชนที่ใช้ต้นทุนของตนเอง ฟื้นชุมชนให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง” ดิวพูดปิดท้าย

โปรเจกต์พัฒนาเพชรบุรีให้เป็นเมืองสุขภาวะทางวัฒนธรรม นำคุณค่าเล็ก ๆ ที่คนเพชรเองอาจไม่เคยให้ความสำคัญมาเป็นความภูมิใจ
ภาพ : สถาบันอาศรมศิลป์

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load