นอกจากป่าและพื้นที่สีเขียว ตอนนี้ที่แก่งกระจานมีห้องสมุดแล้วนะ 

เวลาพูดถึงแก่งกระจาน คนส่วนใหญ่ก็จะนึกถึงผืนป่าสีเขียวของตัวอุทยานแห่งชาติ และพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติต่างๆ ตอนนี้ผืนป่าแก่งกระจานได้มีพื้นที่สาธารณะเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งแห่ง เป็นห้องสมุดสำหรับชุมชน สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่อ่านหนังสือ ทำการบ้านสำหรับเด็กๆ และสำหรับนักท่องเที่ยวที่แวะเวียนผ่านไปได้ใช้เป็นเหมือนศาลาพักผ่อนในวันหยุด

จูน เซคิโน จากบริษัท Junsekino Architect and Design เจ้าของโปรเจกต์ห้องสมุดกลางป่าสุดเรียบง่าย แต่ผ่านการดีไซน์มาแล้วทุกขั้นตอน จะมาเล่าให้เราฟังถึงความเป็นมาและแนวคิดของห้องสมุดแห่งนี้

เพราะอยากแบ่งปันหนังสือ

Kaeng Krachan Library ห้องสมุดกลางหุบเขาในแก่งกระจานที่เชื่อมความรู้ ผู้คน และธรรมชาติ เข้าหากัน

ห้องสมุดแก่งกระจานเริ่มต้นจากเจ้าของโครงการเป็นคนรักการอ่านจนมีหนังสือเก็บไว้นับร้อยเล่ม และในขณะเดียวกันก็ต้องการสร้างพื้นที่สาธารณะคืนกลับสู่ชุมชน จึงเกิดเป็นไอเดียการทำห้องสมุดสาธารณะขึ้นมา เพื่อให้เด็กๆ ได้ใช้ในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์และกลายเป็นศูนย์กลางชุมชนแห่งใหม่

คุณจูน เซคิโน สถาปนิก จึงออกแบบอาคารห้องสมุดขนาดชั้นเดียว ด้วยคอนเซปต์คืออยากให้ที่นี่กลายเป็นสถานที่ที่ทุกคนในพื้นที่เข้าถึงได้ง่าย ดีไซน์ของอาคารจึงให้ความรู้สึกสบายๆ คล้ายกับนั่งบนศาลาพักผ่อน รับลมเย็นๆ ทั้งกลางวันและกลางคืน นอกจากนี้ กิจกรรมในชุมชนก็มาใช้พื้นที่ห้องสมุดจัดงานได้อีกด้วย

Kaeng Krachan Library ห้องสมุดกลางหุบเขาในแก่งกระจานที่เชื่อมความรู้ ผู้คน และธรรมชาติ เข้าหากัน
Kaeng Krachan Library ห้องสมุดกลางหุบเขาในแก่งกระจานที่เชื่อมความรู้ ผู้คน และธรรมชาติ เข้าหากัน

“โปรเจกต์เริ่มจาก Bookshelf Zone นั่นแหละ เวลาไปห้องสมุด เราต้องมองหน้ากันและอ่านหนังสือ ไม่เอา มันทางการไป อยากให้ห้องสมุดมันดูแบบกระท่อมอันหนึ่ง เด็กใส่เสื้อยืดคีบแตะรองเท้าหนีบต้องขึ้นไปอ่านได้”

ศาลาหลังใหม่ใจกลางป่า 

Kaeng Krachan Library ห้องสมุดกลางหุบเขาในแก่งกระจานที่เชื่อมความรู้ ผู้คน และธรรมชาติ เข้าหากัน

“ตัวพื้นที่มันวางอะไรก็สวย ทำไมเราไม่ใช่พื้นที่รอบนอกให้เกิดประโยชน์ แล้วแต่ละฤดูมันไม่เหมือนกัน ความน่าสนใจแต่ละฤดูก็ไม่เหมือนกัน เลยเกิดพื้นที่ที่ไม่เปียกฝนแต่ได้แสงธรรมชาติขึ้นมา” 

ตัวห้องสมุดตั้งอยู่ใจกลางพื้นที่ชนบทได้อย่างกลมกลืน มองเผินๆ แล้วเป็นเหมือนหนึ่งในบ้านเรือนที่รายล้อมอยู่ของชุมชนแถวนั้น เพราะตัวอาคารชั้นเดียวทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสและจัดวางอย่างง่ายๆ ลงบนพื้นที่ขนาดกำลังพอดี ไม่ใหญ่โตหรือเล็กจนคับแคบ ทำให้พื้นที่นี้ดูลงตัวในทุกๆ มุมมอง 

Kaeng Krachan Library ห้องสมุดกลางหุบเขาในแก่งกระจานที่เชื่อมความรู้ ผู้คน และธรรมชาติ เข้าหากัน

คุณจูนบอกว่า ต้องการให้ห้องสมุดกลายเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ ไม่เป็นเหมือนสัตว์ประหลาดที่อยู่ๆ ก็ไปโผล่ขึ้นใจกลางป่าและทำลายความสวยงามของพื้นที่รอบด้านไปซะงั้น จึงตั้งใจออกแบบห้องสมุดขึ้นด้วยไอเดียที่เรียบง่าย สอดคล้องไปกับบริบทโดยรอบ เน้นความสวยงามของธรรมชาติให้คงอยู่มากที่สุด ลดทอนความจริงจังขึงขังของห้องสมุดออกไปให้ได้มากที่สุด

ออกแบบเพื่อใช้งานได้จริงในทุกวัน

โปรเจกต์นี้ไม่มีทางเข้าหรือทางออก ในพื้นที่สี่เหลี่ยมนี้คือเข้าทางเข้าไหนก็ได้ จะเข้าอาคารตรงมุมไหนก็ได้ ไม่มีอันไหนหน้าอันไหนหลังเพราะรูปด้านเท่ากันหมด กลายเป็นพาวิลเลียนที่มีชั้นหนังสือสี่ก้อนวางอยู่ และเห็นหนังสือจางๆ เป็นห้องสมุดที่ไม่สบายมาก บ้านๆ ศาลาธรรมดาๆ อยากให้ไม่แฟชั่นมาก คืออยากให้มันดูนิ่งๆ แล้วก็อยู่อย่างนั้นเป็นสิบปี ” 

Kaeng Krachan Library ห้องสมุดกลางหุบเขาในแก่งกระจานที่เชื่อมความรู้ ผู้คน และธรรมชาติ เข้าหากัน

นี่คือความตั้งใจที่สถาปนิกต้องการถ่ายทอดผ่านดีไซน์ออกมาถึงผู้ใช้งานจริง 

ตัวอาคารห้องสมุดชั้นเดียวแบ่งพื้นที่ออกเป็น 5 ส่วนด้วยกัน โดยให้พื้นที่ใจกลางเชื่อมต่ออีก 4 ส่วนที่เหลือ เพื่อให้บรรณารักษ์เพียงคนเดียวของห้องสมุดดูแลทุกส่วนอย่างเท่าถึง ส่วนมุมอีก 4 ช่องกลายเป็นพื้นที่เก็บหนังสือร้อยกว่าเล่ม และให้พื้นที่ที่เหลือรอบด้านกลายเป็นสถานที่พักผ่อนและนั่งเล่น ทั้งหมดอยู่รวมกันภายใต้หลังคาใสที่ยื่นออกมานอกตัวอาคารเล็กน้อยเพื่อให้ใช้งานได้ในวันฝนตก และวันที่อากาศแจ่มใสก็จะได้แสงธรรมชาติเข้าไปตลอดวัน 

Kaeng Krachan Library ห้องสมุดกลางหุบเขาในแก่งกระจานที่เชื่อมความรู้ ผู้คน และธรรมชาติ เข้าหากัน

เนื่องจากตัวอาคารตั้งอยู่ใจกลางป่าที่ไม่ว่าจะมองออกไปมุมไหนก็สวยไปหมด เป็นเรื่องน่าเสียดายถ้าคนที่มาใช้งานเลือกนั่งอยู่เพียงมุมเดียวมุมเดิมของอาคาร สถาปนิกจึงเล่นกับแสงที่ตกกระทบต่างกันในแต่ละช่วงเวลาของวัน เพื่อให้คนเปลี่ยนที่นั่งไปเรื่อยๆ และได้ชื่นชมวิวสวยๆ ที่โอบล้อมอาคารอยู่ทุกด้านแทน 

เป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติ

เพื่อให้ตัวห้องสมุดขนาด 200 ตารางเมตรได้แอบอยู่ในพื้นที่เนียนไปกับธรรมชาติและชุมชนโดยรอบมากที่สุด เหล็ก ไม้ และแผ่นลอนใส จึงกลายเป็นวัสดุหลักสำคัญที่เลือกใช้ในการก่อสร้าง นอกจากความคงทนแล้วยังเป็นวัสดุหาง่ายที่ชุมชนแถวนั้นใช้สำหรับการสร้างบ้านกันเป็นปกติ และสามารถลดค่าใช้จ่ายสำหรับการดูแลตัวอาคารระยะยาวอีกด้วย

เพราะว่าใช้วัสดุเป็นแผ่นใส ทำให้คนข้างนอกสามารถมองทะลุเข้าไปเห็นหนังสือหลายสิบเล่มถูกจัดวางเรียงกันอย่างสวยงามอยู่บนชั้นอย่างจางๆ ในศาลาหลังนี้ เป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของสถาปนิกที่ต้องการลบความน่ากลัว มืดทึบและคร่ำเครียดของห้องสมุดแบบที่หลายๆ คนคิดออกไป

นอกจากนั้น ตัวอาคารยังก่อสร้างขึ้นด้วยโครงสร้างแบบที่เรียบง่ายและจำเป็นที่สุด พื้น เสา หลังคา ผนัง และเพดาน ถูกจัดเรียงกันอย่างง่ายๆ เน้นย้ำถึงคอนเซปต์ที่วางไว้ว่า ไม่ต้องการให้สิ่งก่อสร้างนี้ไปสร้างความรำคาญใจแก่ธรรมชาติมากนัก หากต้องมีการรื้อถอนเกิดขึ้นก็จะทิ้งร่องรอยไว้ให้น้อยที่สุด

Kaeng Krachan Library ห้องสมุดกลางหุบเขาในแก่งกระจานที่เชื่อมความรู้ ผู้คน และธรรมชาติ เข้าหากัน

ห้องสมุดแห่งใหม่ในพื้นที่สีเขียว

เพราะความเรียบง่ายและตรงไปตรงมาของโปรแกรมที่สถาปนิกได้จัดวางสะท้อนผ่านตัวอาคารออกมาได้อย่างชัดเจน ทำให้เขาบรรลุจุดประสงค์อย่างที่ตั้งใจไว้

จากพื้นที่โล่งๆ กลายเป็นห้องสมุดสำหรับทุกคน เป็นพื้นที่นั่งเล่นยามเย็น เป็นพื้นที่ส่วนกลางที่เรียบง่าย กลายเป็นพื้นที่สาธารณะที่ใครๆ ก็เข้าไปใช้ได้ทั้งวัน เพิ่มความเป็นกันเองและสบายๆ เข้าไปในตัวพื้นที่โดยรอบ ทำให้ห้องสมุดแก่งกระจานกลายเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัยในชุมชน และยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวสำหรับเข้ามาแวะพักผ่อนเช่นกัน 

ภาพ : Spaceshift Studio

Writer

ณัฐณิชา โอภาสเสรีผดุง

นิสิตสถาปัตย์ สนใจประวัติศาสตร์ สถาปัตย์ ไลฟ์สไตล์ เวลาว่างหมดไปกับแมวและของกิน

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

เมื่อเกิดสถานที่ใหม่ๆ คนย่อมชอบใจและชอบไปเป็นเรื่องธรรมดา แต่น่าคิดเช่นกันว่า ในวันที่พื้นที่มากมายถูกทำลายเพื่อสร้างสิ่งใหม่ การเปลี่ยนแปลงทางสถาปัตยกรรมบางอย่างอาจสร้างรอยแผลให้กับพื้นที่เดิมก็เป็นได้ ยิ่งเป็นสถานที่ที่ถูกทำลายเพียงครึ่งเดียว ทิ้งซากบ้านไม่สมบูรณ์เอาไว้ให้ดูต่างหน้า ช่างน่าเจ็บใจนัก 

สถานที่ที่ว่าคืออดีตของ Can Sau. Emergency Scenery แห่งเมืองเก่าแก่นาม Olot (อูล็อต) ประเทศสเปน ซึ่งตอนนี้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะขนาดกะทัดรัดที่ถูกสร้างทับซากบ้านเดิมอย่างรวดเร็ว ฉุกเฉินเหมาะกับชื่อ 

พื้นที่เล็กๆ แต่มีประโยชน์เหลือหลาย แถมสร้างความเป็นหนึ่งเดียวให้กับชุมชนชาวอูล็อตได้อย่างไร เชื่อว่าถ้าลองไปทำความรู้จักต้นแบบทางสถาปัตย์สุดน่ารัก จะอยากให้เจ้าฉากโค้งไปช่วยเยียวยาพื้นที่ คน และชุมชน ในอีกหลายมุมเมือง 

Can Sau. Emergency Scenery แห่งเมืองเก่าแก่นาม Olot (อูล็อต) พื้นที่สาธารณะ ประเทศสเปน
ภาพ : José Hevia

ครึ่งหนึ่งของบ้านนี้ โดนทำลายหายไป

ก่อนอื่นต้องขอเท้าความถึงเมืองรื่นรมย์อย่างอูล็อตที่ขึ้นชื่อเรื่องงานคราฟต์และศิลปะ ผสมผสานระหว่างยุคกลางและยุคสมัยใหม่เอาไว้ เลยไม่น่าแปลกใจหากเห็นที่นี่มีโรงเรียนการออกแบบหรือศิลปหัตถกรรมมากมาย  

ไม่นานก็มีโครงการพัฒนาเมืองเพื่อสร้างทางเท้าใหม่ บ้านหลังหนึ่งตั้งขวางแผนการสร้างดังกล่าวอย่างเหมาะเจาะ รัฐบาลเลยซื้อ Can Sau House และรื้อถอนเพื่อจัดแนวถนนด้านหน้าโบสถ์อย่างที่ตั้งใจ แต่เรื่องนี้คงจะจบผ่านไปแบบไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถ้าพวกเขาไม่เหลือเศษซากแปลกประหลาดเอาไว้ครึ่งหนึ่ง แถมส่วนที่เหลือไว้เป็นเพียงโครงกำแพง 3 หยัก และฝาผนังร่วมของซากบ้าน 

ไม่น่าดูเอาเสียเลย

ค.ศ. 2018 เทศบาลเมืองอูล็อต Can Sau. Emergency Scenery แห่งเมืองเก่าแก่นาม Olot (อูล็อต) พื้นที่สาธารณะ ประเทศสเปน
ภาพ : Esteve Moner

กระทั่ง ค.ศ. 2018 เทศบาลเมืองอูล็อตคงคิดเช่นกัน ว่าจะปล่อยเมืองแห่งศิลปะมายาวนานมีซากปรักหักพังเช่นนี้ได้อย่างไร จึงมอบหมายให้ Unparelld’arquitectes สตูดิโอสถาปัตย์ชื่อดังในเมือง นำโดย เอดวร์ด คาลลิส (Eduard Callís) และ กิลเลม โมไลเนอร์ (Guillem Moliner) ลงมือปรับปรุงบ้านเว้าแหว่งตรงข้ามโบสถ์ให้กลับมาดูดีและมีประโยชน์ใช้สอยอีกครั้ง  

เอดวร์ด คาลลิส (Eduard Callís) และ กิลเลม โมไลเนอร์ (Guillem Moliner)

พื้นที่สาธารณะเพิงโค้ง

โจทย์ที่ได้รับไม่ง่าย เพราะพวกเขาต้องจัดรูปแบบพื้นที่ใหม่ให้เข้ากับโครงสร้างเดิม และยังต้องคงเอกลักษณ์ให้เข้ากับถนนสายนี้ จึงเป็นที่มาของคอนเซปต์การออกแบบพื้นที่สาธารณะเปิดโล่ง ทำเป็นฉากอิฐโค้ง 3 ตอน เจาะช่องวงกลมด้านบน และเจาะช่องเล็กๆ ไว้ 4 ช่อง เพื่อใส่กระจก แล้วมาประกอบกันเป็นฟาซาด (Façade) แสนสวย

Can Sau. Emergency Scenery แห่งเมืองเก่าแก่นาม Olot (อูล็อต) พื้นที่สาธารณะ ประเทศสเปน
Can Sau. Emergency Scenery แห่งเมืองเก่าแก่นาม Olot (อูล็อต) พื้นที่สาธารณะ ประเทศสเปน
ภาพ : Unparelld’arquitectes

 

นอกจากความสวยงาม การก่ออิฐแดงเสริมเข้าไปในผนังเดิม และสร้างช่องเปิดเผยให้เห็นร่องรอยผนังเก่าด้านหลัง ส่วนร่องรอยการรื้อถอนก็ทิ้งไว้อย่างนั้น เพราะทั้งคู่ตั้งใจเก็บไว้เป็นความทรงจำของเมือง พวกเขาเลือกใช้โครงเหล็กสีแดง คู่สีที่กลมกลืนกัน ค้ำยันเพื่อรับน้ำหนักโครงสร้าง ส่วนกิมมิกด้านบนสุด คือ สถาปัตยกรรม Vault หลังคาโค้งเพิ่มความเก๋ไก๋ให้กับพื้นที่ 113 ตารางเมตร และเติมดวงไฟที่ห้อยลงมาจากเพดานโค้ง ทำให้พื้นที่สว่างขึ้นอย่างนุ่มนวล ส่องแสงสว่างไสวในยามค่ำคืน ฟื้นให้พื้นที่กลับมาคึกคัก 

เพื่อไม่ให้เสียชื่อเมืองศิลปะ ควิม โดมีน (Quim Domene) ศิลปินผู้คร่ำหวอดด้านการสร้างงานในพื้นที่สาธารณะ เลยมาช่วยรังสรรค์ช่องกระจกด้วยการหยิบเอาองค์ประกอบรอบๆ พื้นที่มาแต่งแต้ม อย่างโมเสกลวดลายเรขาคณิตบนกระจกกลม เป็นแพตเทิร์นกระเบื้องสุดคราฟต์ หัตถกรรมขึ้นชื่อของสเปน และออกแบบช่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ด้านล่าง 4 ช่อง เติมไอคอนสัญลักษณ์ของเมือง รูปจำลองพระแม่มารีย์ รายชื่อร้านดั้งเดิมที่เคยมี และผังเมืองเก่าแห่งนี้เข้าไป

ความน่ารักในการออกแบบอีกอย่างคือ ใช้วัสดุและช่างในท้องถิ่นทั้งหมด

Can Sau. Emergency Scenery แห่งเมืองเก่าแก่นาม Olot (อูล็อต) พื้นที่สาธารณะ ประเทศสเปน
เปลี่ยนซากบ้านเก่าเป็นพื้นที่สาธารณะให้คนสเปนเปิดตลาด จัดคอนเสิร์ต และใช้งานตามใจนึก

หนึ่งปีผ่านไปไวเหมือนโกหก เริ่มเห็นเจ้าโค้งนี้เป็นรูปเป็นร่าง จะว่าปรับปรุงเสร็จแล้วก็ว่าใช่ แต่ก็ไม่เชิง เพราะเป็นความตั้งใจของผู้สร้างที่อยากให้พื้นที่นี้ปรับตามสถานการณ์และการใช้งานของแต่ละคน เขาจึงออกแบบอย่างเป็นกลางและกลมกลืนกับบริบทเดิม ให้เหมาะกับการใช้งานสำหรับกิจกรรมทุกประเภท

Can Sau. Emergency Scenery แห่งเมืองเก่าแก่นาม Olot (อูล็อต) พื้นที่สาธารณะ ประเทศสเปน
ภาพ : José Hevia

ลานละเล่น แล้วแต่ชาวเมือง

พื้นที่ใหม่ไฉไลแบบนี้ มีหรือชาวเมืองอูล็อตจะพลาด กิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนถนนสายนี้จึงครึกครื้นเป็นพิเศษ จัดทั้งงานแสดงสินค้า คอนเสิร์ต และพิธีกรรมทางศาสนา เนื่องจากอยู่ห่างจากโบสถ์ Tura เพียงชั่วข้ามถนน ส่วนสมาคมในท้องถิ่นเอง ก็ใช้พื้นที่สำหรับงานเฉลิมฉลองต่างๆ ด้วย 

Can Sau. Emergency Scenery แห่งเมืองเก่าแก่นาม Olot (อูล็อต) ประเทศสเปน
ภาพ : Roger Serrat-Calvó

ความเจ๋งของที่นี่คือเป็นพื้นที่อะไรก็ได้ตามใจนึก ขึ้นอยู่กับความสนใจและประสบการณ์ และก็แล้วแต่คนจะให้นิยามว่าคืออะไร มันจึงเป็นได้ทั้งเพิง ฉาก เวที และพื้นที่สาธารณะ ซึ่งอย่างหลัง ในแง่การออกแบบเมืองเป็นตัวอย่างที่ดี ในการสรรหาพื้นที่มาสร้าง Public Space ให้ผู้คนได้ออกมาเจอกัน และเป็นตัวอย่างให้เห็นว่า ขนาดของพื้นที่ไม่สำคัญเท่าผลลัพธ์ เพราะเมื่อมีคนมาใช้งาน จะเป็นแว่นขยายให้เกิดโปรเจกต์สร้างสรรค์เช่นนี้ตามมาอีกมาก

ที่สำคัญ ยังเป็นการปรับโฉมใหม่โดยไม่ลืมคิดถึงประวัติศาสตร์ของพื้นที่ พร้อมใส่จิตวิญญาณของเมืองไว้อย่างครบถ้วน

ไม่น่าเชื่อว่าอดีตซากปรักหักพังทิ้งร้าง จะสร้างก้าวสำคัญที่ส่งผลต่อบริบทของชุมชนเมือง อนาคต เราว่าโอกาสที่จะได้เห็นพื้นที่สร้างสรรค์เกิดขึ้นทั่วหัวถนน คงไม่เกินจริงเกินไป สำหรับเมืองพัฒนาแล้วหรือกำลังพัฒนาก็ตาม

ข้อมูลอ้างอิง

www.dezeen.com

www.archdaily.com

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load