“กามุสตา”

เรากล่าวคำทักทายกับชายร่างใหญ่ใจดีผู้บินลัดฟ้ามาจากฟิลิปปินส์

ดินแดนเจ็ดพันเกาะ บ้านเกิดนักชกระบือนามอย่าง แมนนี ปาเกียว ชาติผู้ถือครองมงกุฎนางงามจักรวาลมากเป็นสถิติทวีปเอเชียด้วยจำนวน 4 สมัย แหล่งปลูกมะพร้าวระดับโลก หรือแม้แต่รถจี๊ปนีย์สีเจ็บที่แล่นลิ่วทั่วท้องถนน… ทั้งหมดนี้คือบางตัวอย่างที่ชาวต่างชาตินึกได้ทันทียามเอ่ยถึงแผ่นดินเกิดของชายผู้นี้ แต่หากเจาะจงให้นึกถึงเฉพาะชื่ออาหาร หลายคนกลับจนปัญญาที่จะตอบ

จอร์ดี้ นาวาร์รา (Jordy Navarra) ทราบดีว่าอาหารฟิลิปปินส์ที่เขาหลงใหลไม่ค่อยติดโผเรื่องแรก ๆ ที่คนชาติอื่นมักนึกถึงเวลาถามถึงจุดเด่นจุดดังของประเทศเขา แต่ขณะเดียวกัน มันก็เป็นความท้าทายชั้นดีที่ช่วยขับดันให้เชฟชาวฟิลิปปินส์คนหนึ่งก้าวไปถึงดวงดาวได้ในวันนี้

จอร์ดี้ นาวาร์รา เจ้าของร้านอาหารฟิลิปปินส์ร้านเดียวที่ติดท็อป 50 เอเชีย 3 ปีซ้อน

บุคคลซึ่งใคร ๆ ต่างขนานนามเขาว่า ‘เชฟจอร์ดี้’ เกิดที่เมืองใหญ่ใกล้ท่าอากาศยานแห่งชาติ คลุกคลีกับแผงขายอาหารพื้นบ้านตั้งแต่เล็ก เคยมีความฝันอยากเป็นสารพัดสิ่ง ไม่เว้นแม้แต่เป็นมือกลอง ก่อนมาลงเอยที่การเข้าคอร์สฝึกปรือเป็นเชฟอย่างจริงจังในวัย 23 ที่เขาบ่นว่าเริ่มต้นช้าไปหน่อย

ก้าวแรกของเขาอาจมาช้า ทว่าก้าวต่อ ๆ มาของเขาฉับไวยิ่ง ภายในไม่กี่ปีที่เขาเปิดร้าน Toyo Eatery ที่มุ่งขายอาหารและการบริการสไตล์ฟิลิปีโนในย่านมากาตีอันศิวิไลซ์ ร้านนี้ก็ได้รับการประกาศเกียรติคุณให้ติด 50 อันดับร้านอาหารดีเด่นทั่วเอเชียในรายการ Asia’s 50 Best Restaurants

นับเนื่องมาจนถึงวันที่บทความนี้ได้เผยแพร่ Toyo Eatery ก็ยังเป็นหนึ่งเดียวจากฟิลิปปินส์ที่ผงาดขึ้นไปอยู่ในรายชื่อร้านดังกล่าวถึง 3 ปีติด ทัดเทียมร้านดังจากจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฮ่องกง สิงคโปร์ และไทย ซึ่งล้วนแล้วแต่เสิร์ฟอาหารที่มีชื่อเสียงมากกว่าในสายตานานาชาติ

จอร์ดี้ นาวาร์รา เจ้าของร้านอาหารฟิลิปปินส์ร้านเดียวที่ติดท็อป 50 เอเชีย 3 ปีซ้อน

เชฟจอร์ดี้ย้ำเสมอว่า เขามีวันนี้ได้เพราะความขยัน หมั่นตักตวงความรู้ใหม่ ๆ จากทุกที่ และทุกคนที่ได้พบเผชิญในแต่ละวัน และทุกการเดินทางของเชฟชาวปินอยคนนี้ เขาไม่เพียงมอบความรู้แก่ผู้อื่น หากเขายังเป็นฝ่ายได้รับความรู้และประสบการณ์อันทรงคุณค่าจากผู้อื่นเสมอไป

เป็นโอกาสอันดีที่ สิริ ศาลา เชิญเชฟจอร์ดี้และพลพรรคชาว Toyo Eatery มาแสดงฝีมือการทำอาหารสไตล์ฟิลิปีโนในงาน The Travelling Chefs Series เมื่อกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เราจึงชวนเขามาแลกเปลี่ยนประสบการณ์เรื่องปูมหลังชีวิต พร้อมทั้งเสวนากันถึงเรื่องอร่อย ๆ ของฟิลิปปินส์และไทยตามความรู้สึกของเชฟใหญ่แห่งกรุงมะนิลา ผู้ยืนกรานว่าชอบอาหารไทยทุกเมนู!

จอร์ดี้ นาวาร์รา เจ้าของร้านอาหารฟิลิปปินส์ร้านเดียวที่ติดท็อป 50 เอเชีย 3 ปีซ้อน

ชื่อและนามสกุลของคุณคล้ายชื่อคนสเปนมาก

เป็นปกติของชาวฟิลิปีโนครับ เราเคยตกเป็นอาณานิคมสเปนนานกว่า 300 ปี เราก็ได้รับอิทธิพลมาจากอดีตเจ้าอาณานิคมมาหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นชื่อคนหรือภาษา คำว่า Kamusta ที่เราทักกันเมื่อครู่ ก็มาจากคำทักทายในภาษาสเปนว่า โกโม เอสตา (¿cómo está?) แปลว่า “คุณเป็นอย่างไร?”

ช่วยเล่าประวัติส่วนตัวคร่าว ๆ ให้คนไทยรู้จักหน่อยได้ไหม เริ่มจากเรื่องบ้านเกิดของคุณก็ได้

ผมเกิดและโตมาในเมืองปาราญาเก (Parañaque) อยู่ใต้กรุงมะนิลา คุณแม่ของผมเป็นคนที่นั่น ส่วนคุณพ่อมาจากเมืองบูตูอัน (Butuan) ทางเหนือของเกาะมินดาเนา เกาะที่อยู่ใต้สุดของประเทศ

ที่บ้านเกิดคุณมีชื่อเสียงด้านไหนบ้างครับ

มันอยู่ใกล้สนามบินมาก (หัวเราะ) ถ้าจะพูดถึงเรื่องอาหาร แถวนั้นมีของว่างยามบ่ายที่เรียกว่า ซาโกตกูลามัน (sago’t gulaman) เยอะมาก เป็นเครื่องดื่มที่ทำจากเม็ดสาคู แต่เพราะเป็นเขตเมือง อาหารหลายอย่างก็ปนเปกัน ไม่ได้มีอาหารอะไรเป็นพิเศษสำหรับที่นั่น แต่ก็เพราะที่นั่นอยู่ไม่ไกลจากทะเลด้วย อาหารริมทางที่เป็นซีฟู้ดก็จะเยอะหน่อย ที่นั่นเราจะมีแดมปา (Dampa) เป็นแผงขายอาหารที่ซื้ออาหารทะเลสด ๆ โดยมีคนปรุงให้เรากินได้หลังจากนั้น ผมโตมากับสิ่งเหล่านี้

เพราะอะไรคุณถึงมาเป็นเชฟ

อาหารเป็นความทรงจำที่เปี่ยมสุขของผมมาตลอด เป็นสิ่งที่ผมชอบตลอดมา ทุกคนที่บ้านผม โตมากับการกินดีอยู่ดี คุณยายผม คุณยายทวดผม ล้วนเคยทำอาชีพเกี่ยวกับผลไม้ ถึงตัวผมจะไม่ได้อาศัยอยู่กับพวกท่าน แต่ภูมิหลังที่มีญาติผู้ใหญ่เป็นคนในวงการอาหารก็ชักนำให้ผมเข้าสู่วงการนี้

พอผมเติบโตขึ้น ผมยิ่งรู้สึกว่าโลกของอาหารมีแต่เรื่องใหม่ ๆ และน่าสนใจสำหรับผมทั้งนั้น ภัตตาคารและร้านอาหารเป็นสถานที่สุดแสนวิเศษในสายตาของผม ผมเพลิดเพลินกับการเรียนรู้ขั้นตอนการทำ เทคนิค และวัตถุดิบต่าง ๆ รวมถึงการได้พบปะผู้คนใหม่ ๆ โดยเฉพาะคนที่มีใจรักในสิ่งเดียวกัน ทุก ๆ วันผมได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ทุกการเดินทางผมได้เรียนรู้ทุกอย่างเพิ่มขึ้น และรู้สึกว่าที่เคยรู้มีน้อยลงไปทุกที ดังนั้น จึงพูดได้ว่าผมสนุกมากกับการได้ค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ครับ

คุณเป็นเชฟมืออาชีพมาได้กี่ปีแล้ว

10 – 12 ปีครับ

ปกติคุณถนัดทำอาหารประเภทไหน

แปลกไหมถ้าผมจะตอบว่าผมไม่มีแนวอาหารที่ถนัดชัดเจนเลย ผมไม่กล้าเรียกตัวเองว่าเป็นยอดฝีมือด้านไหนหรอกนะ ผมเพียงแค่ชอบเรียนรู้เรื่องวัตถุดิบและเทคนิคการทำอาหารจานใหม่ไปเรื่อย ๆ ที่เมื่อครู่ผมพูดถึงแดมปาที่มีคนปรุงสดให้กินก็คล้าย ๆ กัน นั่นคือวิธีการเดียวกับการเตรียมอาหารของผม ผมจะดูก่อนว่าในครัวผมมีวัตถุดิบอะไรบ้าง แล้วจึงปรุงออกมาตามข้อจำกัดที่มี

จอร์ดี้ นาวาร์รา เจ้าของร้านอาหารฟิลิปปินส์ร้านเดียวที่ติดท็อป 50 เอเชีย 3 ปีซ้อน

เคยคิดไหมว่าถ้าไม่เป็นเชฟ คุณจะไปทำอาชีพไหนแทน

เคยสิ ก่อนมาทำอาหารเป็นอาชีพ ผมเคยสนใจทั้งกีฬา ทั้งดนตรี ถ้าคุณถามลูกทีมของผม พวกเขาก็จะตอบว่า ผมเคยอยากเป็นมือกลอง (ยิ้ม) อีกอาชีพที่ผมสนใจอาจจะเป็นเกษตรกร เพราะพวกเขาคือต้นน้ำของการทำครัว เป็นผู้ผลิตวัตถุดิบให้เชฟได้ใช้ ก็เป็นอีกอาชีพที่น่าสนใจในสายตาผม

แต่คุณก็เลือกมาเป็นเชฟ

ใช่ครับ ผมฝึกอยู่ที่ภัตตาคารในสหราชอาณาจักร ต่อด้วยฮ่องกงนานหลายปี ก่อนคิดได้ว่าอาหารที่เราได้ทำในร้านเหล่านั้นไม่ใช่รากเหง้าของเรา จึงกลับมาเปิดร้านของตัวเองที่ฟิลิปปินส์ในปี 2016

อาชีพเชฟเป็นที่นิยมมากแค่ไหนในประเทศของคุณครับ

ทุกวันนี้เป็นที่ยอมรับมากขึ้นเยอะแล้ว ตั้งแต่ราว 15 – 20 ปีมานี้เอง ผมเองก็เริ่มต้นอาชีพเชฟค่อนข้างช้า อายุประมาณ 23 เพิ่งจะมาเริ่ม สมัยนั้นพ่อครัวไม่ใช่อาชีพที่คนฟิลิปปินส์ที่เรียนจบไฮสกูลนึกว่าจะมาทำได้ ผมมีลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่งเป็นเชฟ ตอนเขาบอกกับพ่อเขาว่าอยากเป็นเชฟอาชีพ เท่านั้นแหละ เขาโดนพ่อด่ายับเลยว่าเป็นเชฟแล้วจะเลี้ยงตัวเองได้ยังไง ไม่เหมือนสมัยนี้ที่ยอมรับมากขึ้น ถ้าลูกหลานอยากเป็นเชฟ หลายครอบครัวก็พร้อมจะสนับสนุน ผมเลยมีความสุขมากที่มีคนสนใจอาชีพของเรามากขึ้น ๆ

จอร์ดี้ นาวาร์รา เจ้าของร้านอาหารฟิลิปปินส์ร้านเดียวที่ติดท็อป 50 เอเชีย 3 ปีซ้อน

ทราบมาว่าคุณเป็นเชฟระดับแนวหน้าของฟิลิปปินส์ เพราะเหตุใดคุณถึงก้าวมายืนในจุดนี้ได้

ย้อนกลับไปตอนที่ผมเพิ่งเปิดร้านใหม่ ความคิดที่จะทำอาหารฟิลิปปินส์โดยการทำความเข้าใจกับวัตถุดิบท้องถิ่นยังไม่เป็นที่แพร่หลายนักในตอนนั้น ร้านอาหารในฟิลิปปินส์ใช้แต่วัตถุดิบนำเข้า ชาวไร่ชาวสวนที่ทำเกษตรอินทรีย์ก็เพาะปลูกแต่พืชผักของตะวันตก ถ้าเราไปถามพวกเขาว่าคุณมีผลิตผลอะไรบ้าง เขาก็จะตอบว่ามีผักกาด มีถั่วแขก เบบี้แครอท หรือหัวผักกาดแดง แต่ไม่มีพืชพันธุ์ของฟิลิปปินส์แท้ ๆ อยู่เลย นี่ทำให้ผมตั้งคำถามว่า แล้วเราจะซื้อพืชผักของฟิลิปปินส์ได้จากที่ไหนกันนะ

ที่แย่กว่านั้นคือคนฟิลิปปินส์ไม่ค่อยเชื่อมั่นในวัฒนธรรมอาหารของเราเอง อาหารฟิลิปปินส์ถูกตีค่าเป็นแค่อาหารบ้าน ๆ สมมติว่าถ้าชาวต่างชาติอย่างคุณไปฟิลิปปินส์เพื่อทำธุรกิจหรือเยี่ยมเพื่อนฝูงก็ตามแต่ ร้านอาหารที่คนท้องถิ่นจะพาคุณไปรับประทานก็มีแต่ร้านสเปนหรือร้านญี่ปุ่น เวลามีงานเลี้ยงฉลอง คนก็จะพากันไปเลี้ยงอาหารสเปน อาหารญี่ปุ่น หรือแม้กระทั่งอาหารจีนที่พวกเขามองว่าพิเศษกว่า 

อาหารฟิลิปปินส์กินกันแค่เฉพาะในครอบครัว ในบ้านเดียวกัน ผมว่าความก้าวหน้าของผมในอาชีพเชฟเกี่ยวข้องโดยตรงกับการที่ผู้คนเริ่มยอมรับอาหารฟิลิปปินส์กันมากขึ้นนะ เพราะที่จริงแล้วคนฟิลิปปินส์ก็แยกย้ายไปทำงานอยู่ในครัวและโรงแรมทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นอาบูดาบี ดูไบ สหรัฐอเมริกา ยุโรป บนเรือสำราญ หรือแม้แต่ในร้านเบเกอรี่ฝรั่งเศส แต่แทบไม่มีใครทำอาหารฟิลิปปินส์ขายกันเลย เพราะงั้นสำหรับผม ผมรู้สึกว่าคนฟิลิปปินส์เรามีพรสวรรค์ทางการทำอาหาร แต่พวกเราต้องภูมิใจในสิ่งที่เรามีก่อน และผมคิดว่าอาชีพของผมเกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องนี้

จอร์ดี้ นาวาร์รา เจ้าของร้านอาหารฟิลิปปินส์ร้านเดียวที่ติดท็อป 50 เอเชีย 3 ปีซ้อน

นั่นจึงเป็นจุดเด่นของร้าน Toyo Eatery ในกรุงมะนิลาของคุณ

ว่าอย่างนั้นก็คงได้ครับ ร้านนี้ผมเป็นผู้ร่วมก่อตั้งกับภรรยาของผม เมย์ นาวาร์รา (May Navarra) ตั้งอยู่ที่เมืองมากาตี ซึ่งเป็นเมืองใหญ่เมืองหนึ่งในเขตมหานครมะนิลา เรามุ่งเน้นนำเสนออาหารฟิลิปปินส์ที่ปรุงขึ้นตามรสชาติ เค้าโครงด้านกลิ่น (Flavor Profile) วัตถุดิบที่ใช้ และเทคนิควิธีการปรุง ทั้งหมดเป็นไปตามแบบฉบับชาวฟิลิปีโน ดังนั้นร้านอาหารของเราจึงไม่ได้เป็นแค่ร้านอาหาร หากเป็นพื้นที่นำเสนอวัฒนธรรมอาหารของชาติเราด้วย

อะไรคือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาชีพเชฟของคุณ

การเอาตัวรอดจากโรคโควิดมาได้นี่แหละครับ ท่ามกลางวิกฤตทั่วโลก การรักษาลูกน้องทุกคนในทีมที่อยากอยู่ต่อ ให้ยังอยู่กับเราได้ทั้งหมด ยังคงเปิดร้าน ทำหน้าที่ของเราได้อยู่ในช่วงที่ยากลำบากที่สุดเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่สุดแล้วครับ เวลานี้ผมเลยมีความสุขมากที่มันกำลังจะผ่านพ้นไปแล้ว และผมกำลังจะได้ทำในสิ่งที่รักต่อไป

แล้วความสำเร็จเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการทำอาหารล่ะครับ

การได้เห็นลูกน้องที่ทำงานกับผมค่อย ๆ เติบโตในเส้นทางอาชีพของเขา ที่ผ่านมามีทั้งคนที่ยังอยู่กับเราและก้าวหน้าเรื่อย ๆ รวมทั้งมีบางคนแยกออกไปเปิดร้านเพื่อไล่ตามความฝันของตัวเขาเอง ซึ่งผมมองว่าพวกเราต่างก็จะประสบความสำเร็จในฐานะผู้ประกอบธุรกิจให้บริการในกรุงมะนิลาเหมือนกัน เพื่อจะผลักดันให้ธุรกิจการให้บริการของฟิลิปปินส์ก้าวไปข้างหน้า พวกเราจำเป็นที่จะต้องมีแนวคิดมากมายในการสร้างสรรค์คุณภาพสูง และต้องใช้คนของเรามากขึ้นในการผลักดันอย่างต่อเนื่อง ถ้าธุรกิจแขนงนี้ดีขึ้น ทั้งชาวสวนผู้ผลิตวัตถุดิบ แขกผู้มาใช้บริการ และทุก ๆ คนก็จะได้รับผลดีไปด้วย ซึ่งทุกภาคส่วนของเราจำเป็นต้องช่วยกันพัฒนาต่อไปทุกปี 

ผมภูมิใจมากที่วันนี้ได้มาเยือนประเทศไทย มาเยือนสิริ ศาลา เพราะก่อนหน้านี้สัก 10 ปี 12 ปี หรือ 15 ปี คงไม่มีใครคิดว่าเชฟอาหารฟิลิปปินส์อย่างผมจะได้รับเชิญจากต่างชาติให้มาทำอาหารฟิลิปปินส์ เพราะแม้แต่คนฟิลิปปินส์ด้วยกันเองเรายังไม่รู้สึกภูมิใจในสิ่งที่เรามีอยู่เลย ดูเหมือนว่าตอนนี้โลกหันมามองในสิ่งที่เรากำลังทำแล้ว และผมภูมิใจมากทีเดียว

ในความรู้สึกของเชฟ การเป็นเชฟที่ดีต้องมีคุณสมบัติใดบ้าง

อืม ในความคิดของผม คำจำกัดความของการเป็นเชฟมันซับซ้อนขึ้นมากเลย เมื่อก่อนถ้าพูดถึงการเป็นเชฟ คุณก็จะคิดถึงเฉพาะชีวิตในห้องครัวใช่ไหม แต่ทุกวันนี้การเป็นเชฟมีอะไรมากกว่านั้นเยอะ เชฟที่ดีต้องรู้จักการพัฒนาฝีมือลูกทีม มีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้ผลิตอย่างชาวไร่ชาวสวนและชุมชนของพวกเขา และยังต้องสื่อสารแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับลูกมือในครัว รวมทั้งบุคคลภายนอกด้วย นอกจากนี้ปัจจุบันเรายังต้องรู้จักเดินทางเพื่อเฟ้นหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ฉะนั้นแล้ว ส่วนตัวผมคิดว่าเชฟที่ดีต้องรู้จักรักษาสมดุลในหน้าที่ทุกอย่าง พร้อมกับทำหน้าที่บริหารร้านให้ดีไปด้วย ซึ่งบ่อยครั้งผมก็รู้สึกว่ามันยากที่จะทำหมดทุกอย่างนะ

จอร์ดี้ นาวาร์รา เจ้าของร้านอาหารฟิลิปปินส์ร้านเดียวที่ติดท็อป 50 เอเชีย 3 ปีซ้อน

ตลอดชีวิตการเป็นเชฟ คุณเคยได้รับรางวัลใหญ่ใดบ้างที่อยากมาแบ่งปันให้เราฟัง

ร้าน Toyo Eatery ของผมเพิ่งเปิดตัวในปี 2016 แล้วในอีก 2 ปีถัดมา เราก็ได้รับรางวัล Miele One To Watch Award 2018 อีกหนึ่งปีถัดจากนั้นเราก็ได้รับเลือกให้ติด 50 อันดับร้านอาหารที่ดีที่สุดในเอเชียในปี 2019 เป็นครั้งแรกโดยติดอันดับที่ 43 จาก 50 อันดับ และยังติด 50 อันดับติดต่อกันอีก 2 ปี ในปี 2020 และ 2021 สำหรับพวกเรา นี่เป็นเรื่องที่น่าทึ่งมาก

ขอตัวอย่างเมนูแนะนำของ Toyo Eatery หน่อยสิครับ

ผมอยากแนะนำให้รู้จักเมนู บาฮาย คูโบ (Bahay Kubo) ที่จริงแล้วชื่อ บาฮาย คูโบ เป็นชื่อเพลงพื้นบ้านที่เด็ก ๆ ทุกคนร้องได้ เป็นเพลงที่สอนให้เด็กฟิลิปปินส์ได้รู้จักกับผักชนิดต่าง ๆ เนื้อเพลงก็จะร้องเกี่ยวกับกระท่อมที่รายล้อมไปด้วยสวนผัก มีผักทั้งหมด 18 ชนิดในเพลง

ในการทำเมนูนี้ ผมก็นำผักทั้ง 18 ชนิดนั้นแหละมาปรุงรวมกันในจานเดียวเหมือนทำสลัด เพลงนี้เป็นเพลงที่ฟิลิปีโนทุกคนรู้จักอยู่แล้ว เมื่อลูกค้าของเราได้เห็นมัน เขาก็จะรู้สึกใกล้ชิดหรือผูกพันกับมัน และได้เข้าใจปรัชญาอาหารของร้านเรา ซึ่งมีจุดขายคือวัตถุดิบที่สะท้อนความเป็นฟิลิปปินส์ด้วย

ทุกวันนี้คุณทำงานอย่างไรบ้าง

นอกจากร้าน Toyo Eatery แล้ว ผมกับภรรยายังเปิดร้านเบเกอรี่ชื่อว่า Panaderya Toyo อีกด้วย เบเกอรี่นี้เราเปิดในปี 2017 สำหรับร้านนี้ เราก็ยังพยายามติดตามเสาะหาวิธีการทำอาหารฟิลิปปินส์ในรูปแบบของขนม ภรรยาของผมก็ช่วยทำร้านนี้ด้วย เธอทำทุกอย่างในร้านนี้ 

นอกเหนือจากสองร้านที่กล่าวมา เรายังเปิดออฟฟิศแห่งใหม่ที่จะใช้เป็นที่ศึกษาวัตถุดิบต่าง ๆ ของอาหารฟิลิปปินส์ ที่นี่ผมกับกลุ่มผู้ร่วมงานจะมาหารือกัน พูดคุยเกี่ยวกับวัฒนธรรมอาหารและงานฝีมือที่ถูกประเมินค่าไว้ต่ำเกินไป พร้อมทั้งหาวิธีนำเสนอสิ่งนั้น มอบประสบการณ์ที่ดีขึ้นสำหรับร้านอาหาร และใช้เวลากับการศึกษาวัสดุการทำ ส่วนผสมอาหาร และรวบรวมความรู้เกี่ยวกับผลไม้ประจำฤดูกาล อะไรทำนองนี้ครับ

จอร์ดี้ นาวาร์รา เจ้าของร้านอาหารฟิลิปปินส์ร้านเดียวที่ติดท็อป 50 เอเชีย 3 ปีซ้อน

ฤดูกาลในฟิลิปปินส์มีผลต่อการเลือกวัตถุดิบอย่างไรครับ

ที่เห็นชัดที่สุดคือเรื่องผลไม้ครับ ในประเทศฟิลิปปินส์ มีฤดูกาลย่อย ๆ สำหรับเก็บเกี่ยวผลผลิตบางอย่างที่แม้แต่ผมยังจำเป็นต้องพยายามเรียนรู้และทำความเข้าใจกับมันอยู่เลย เมื่อฤดูกาลมาถึง เราอยากจะรู้วิธีเลือกเฟ้นใช้วัตถุดิบให้เกิดประโยชน์

จะว่าไปไทยกับฟิลิปปินส์ก็อยู่ไม่ไกลจากกันนัก มีผลไม้ตามฤดูกาลเหมือนกันไหมครับ

เรียกว่าคล้ายกันดีกว่า พวกเรามีฤดูมรสุมเหมือนกันก็จริง แต่พืชผักผลไม้บางอย่างก็ไม่ได้ออกผลช่วงเดียวกัน อย่างทุเรียนของไทย ผมทราบมาว่าหน้าทุเรียนของที่นี่คือฤดูร้อน ประมาณเดือนพฤษภาคมใช่ไหมครับ แต่ที่ฟิลิปปินส์ ทุเรียนของเราจะออกผลช่วงตุลาคม เลยจากฤดูฝนไปแล้ว

ในมุมมองของคุณ อาหารฟิลิปปินส์มีลักษณะอย่างไร

สั้น ๆ คำเดียวเลย เปรี้ยวครับ

เปรี้ยวแบบมะนาวน่ะเหรอครับ

อาหารของเรามีรสเปรี้ยวจากหลายอย่าง เปรี้ยวจากมะนาวก็มี จากผลไม้อื่น ๆ ในตระกูลซิตรัสก็เยอะ มีรสเปรี้ยวจากน้ำส้มสายชูหรือผ่านกระบวนการหมัก เปรี้ยวจากกรดแล็กติก หลายอย่างก็เปรี้ยวจี๊ดจ๊าดมาก

มีเมนูใดที่โด่งดังมาก ๆ

แต่ละปีมันเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ บางปีผู้คนตื่นเต้นกับเมนูหนึ่ง แล้วปีต่อมาก็หันไปนิยมชมชอบอีกเมนูหนึ่งแทน อย่างตอนนี้เมนูที่กำลังมาแรงในแวดวงอาหารฟิลิปปินส์คือ คีนีเลา (Kinilaw) ครับ

คืออะไรครับ

คีนีเลาเป็นทั้งชื่ออาหารและกรรมวิธีการทำ เฉกเช่นเดียวกับอะโดโบ (Adobo) อาหารประจำชาติฟิลิปปินส์ที่เป็นเนื้อสัตว์หมักน้ำส้มสายชูและกระเทียม นำไปทอดจนเกรียม คำนี้ก็เป็นได้ทั้งคำนามและกริยา ถ้าพูดว่า “ฉันกินอะโดโบ (I eat adobo)” หรือ “ฉันอะโดโบ (I adobo)” ก็มีความหมายทั้งคู่

กลับมาที่คีนีเลา คือการเปลี่ยนผิวเนื้อวัตถุดิบที่นำมาทำด้วยกรดซึ่งให้ความเปรี้ยว ส่วนใหญ่จะนำปลาหรืออาหารทะเลอื่น ๆ มาทำ มีบ้างที่นำผักมาคีนีเลา แต่กรรมวิธีการหมักดองที่ให้รสเปรี้ยวจะต่างกัน แต่ละภูมิภาคก็มีสารทำความเปรี้ยวในแบบของเขา เช่น บางที่ใช้กะทิ บางที่ใช้ผัก บางที่ใช้ผลไม้

ฟังเชฟปินอยคนดัง เล่าเรื่องอาหารฟิลิปปินส์ และอาหารไทยในมุมที่คุณอาจไม่เคยนึก

วัตถุดิบที่ใช้มากในอาหารฟิลิปปินส์

กระเทียมกับน้ำส้มสายชูครับ แต่ว่าน้ำส้มสายชูของฟิลิปปินส์หมักได้จากหลายอย่าง เช่น หมักจากมะพร้าว จากตาล และจากผลไม้ชนิดอื่น ๆ ด้วย

อาหารฟิลิปปินส์ที่คุณชอบมากที่สุดคือเมนูไหน และไม่ชอบเมนูไหน

ที่ผมชอบมากสุดคงเป็นบาร์บีคิวสไตล์ฟิลิปีโน เพราะมันเป็นอาหารที่เราจะกินกันในวาระพิเศษ ในวัยเด็กผมจะได้กินก็ต่อเมื่อไม่มีใครทำอาหารที่บ้าน หรืออย่างเวลามีงานปาร์ตี้ ก็จะเป็นสิ่งหนึ่งที่อยู่คู่กับการเฉลิมฉลองของเราตลอด ผมจึงมีความทรงจำที่ดีเยี่ยมกับมัน ส่วนเมนูที่ไม่ชอบที่สุดก็คงเป็นบาร์บีคิวที่ทำจากตับไก่ครับ เพราะคนชอบย่างจนสุกเกินไป แล้วตับไก่ชิ้นนั้นก็จะแข็ง แต่ถึงผมจะไม่ชอบ ผมก็ลองกินเสมอนะ บางที่ทำแล้วผมก็ชอบ แต่ว่าที่ไหนที่ทำไม่อร่อย ผมกินไม่หมดเลย จะเห็นว่าที่ชอบและไม่ชอบก็เป็นบาร์บีคิวเหมือนกัน จะต่างกันก็แค่เนื้อที่มาทำแค่นั้นเอง (หัวเราะ)

คุณคงทราบว่าในประเทศไทย เราแบ่งอาหารออกเป็น 4 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคกลาง เหนือ อีสาน และใต้ ในประเทศฟิลิปปินส์มีการแบ่งประเภทอาหารแบบนี้หรือไม่ครับ

ถ้าให้ผมแบ่งก็คงแบ่งได้ประมาณ 3 หรือ 4 ภาค หมู่เกาะฟิลิปปินส์แบ่งออกเป็น 3 ส่วนที่สำคัญ คือเกาะลูซอนที่เป็นเกาะใหญ่ทางเหนือสุด วิซายาส และเกาะมินดาเนา

อาหารในมะนิลาเกิดจากความผสมผสานกันระหว่างอาหารหลาย ๆ ถิ่น เพราะผู้คนจากทุกสารทิศหลั่งไหลเข้ามาอยู่ในเมืองหลวง ถ้าเป็นตอนเหนือของเกาะลูซอนก็จะนิยมรสขมหน่อย มีอาหารดังชื่อว่า ปาปาอีตัน (Papaitan) ชื่อนี้แปลตรงตัวว่า ‘ขม’ เป็นซุปเครื่องในวัวที่มีรสขมตามชื่อ แล้วยังมีสตูว์เนื้อแพะที่ทำมาจากน้ำดีแพะ ให้รสขมเข้าไปอีก พวกเราเลยสรุปได้ว่า คนฟิลิปปินส์ภาคเหนือชอบอาหารขม

ถัดลงไปทางใต้คือแถบหมู่เกาะวิซายาส แถวนี้ล้อมรอบด้วยทะเล มีเกาะมากมาย อาหารทะเลและคีนีเลาจึงแพร่หลายมาก ใต้สุดของฟิลิปปินส์คือเกาะมินดาเนา ประชากรส่วนใหญ่บนเกาะนั้นเป็นมุสลิม อาหารที่พวกเขารับประทานกันก็จะเป็นอาหารฮาลาล ต่างจากส่วนอื่น ๆ ของประเทศที่นับถือคริสต์

คุณพ่อผมมาจากมินดาเนาตอนเหนือที่ยังเป็นถิ่นชาวคริสต์อยู่ อาหารที่บ้านเกิดของท่านก็จะผสมผสานกันระหว่างอาหารของวิซายาสกับมินดาเนา พวกเขาใช้สมุนไพรที่ต่างจากพื้นที่อื่น มีเครื่องดื่มเฉพาะตัว คีนีเลาของที่นั่นก็จะใส่น้ำกะทิด้วย ส่วนผสมอาหารบางอย่างก็จะพบได้เฉพาะในภาคนั้นครับ

ฟังเชฟปินอยคนดัง เล่าเรื่องอาหารฟิลิปปินส์ และอาหารไทยในมุมที่คุณอาจไม่เคยนึก

อาหารฟิลิปปินส์คล้ายกับอาหารของชนชาติใดมากที่สุด

ฟิลิปปินส์ได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมมาจากหลายชนชาติ ประวัติศาสตร์ของเราพัวพันกับการตกเป็นฝ่ายถูกล่าอาณานิคมมานานโข เราตกเป็นเมืองขึ้นสเปนนานเกือบ 350 ปี ตามด้วยสหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่นก็เข้ามาในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนที่สหรัฐฯ จะกลับมาปลดปล่อยเราเป็นอิสระ นอกจากนี้ยังมีชาวจีนเดินทางเข้ามามาก ทุกชาติที่เข้ามามอบผลิตผลและสิ่งต่าง ๆ ที่ส่งอิทธิพลต่ออาหารการกินของเรา

แล้วอาหารฟิลิปปินส์แต่ละภูมิภาคยังมีความแตกต่างกันสุด ๆ ไปเลย เพราะชนพื้นเมืองเดิมของแต่ละภาคในประเทศของเราเป็นกลุ่มชนคนละเผ่ากัน ตัวอย่างเช่นชาวตากาล็อก ชาวอีโลกาโน ชาวซีบัวโน ทุกภาคก็จะมีรสนิยมทางอาหาร รส และกลิ่นที่ไม่เหมือนกัน อย่างที่เราได้คุยถึงเรื่องนี้ไปแล้ว

ฟังเชฟปินอยคนดัง เล่าเรื่องอาหารฟิลิปปินส์ และอาหารไทยในมุมที่คุณอาจไม่เคยนึก

ถ้าเป็นอย่างนั้น อาหารที่ประเทศของคุณได้รับอิทธิพลใดมากกว่ากัน ระหว่างนักล่าอาณานิคมกับชนพื้นเมืองที่อยู่มาแต่เดิม

เรื่องนี้ตอบได้ยาก เนื่องจากยุคก่อนที่พวกเราจะตกเป็นอาณานิคมของสเปน แทบไม่มีการจดบันทึกใด ๆ เลย เรารู้จักอาหารพื้นเมืองของฟิลิปปินส์ในยุคนั้นผ่านบันทึกของอันโตนิโอ ปีกาเฟตตา นักสำรวจที่จดบันทึกการเดินทางรอบโลกให้กับเฟอร์ดินานด์ มาเจลลัน สิ่งที่เขาจดบันทึกมาจากมุมมองของคนนอก แต่ถ้าลองอ่านคำบรรยายดูแล้ว จะพบว่าอาหารของชนพื้นเมืองฟิลิปปินส์ยุคนั้นก็คล้ายกับคีนีเลาและซีนีกัง (Sinigang) ที่คนฟิลิปปินส์ในปัจจุบันยังกินกันอยู่ ผมเลยสันนิษฐานได้ว่า คีนีเลากับซีนีกังคงเป็นอาหารพื้นเมืองเดิมก่อนตกเป็นเมืองขึ้น

แล้วเมื่อสเปนเข้ามา พวกเขาได้นำศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกเข้ามาด้วย ซึ่งส่งอิทธิพลมหาศาลกับวัฒนธรรมของเรา แม้แต่เรื่องอาหารก็ได้รับผลกระทบจากศาสนาด้วย

ศาสนาส่งผลกับอาหารด้วยหรือครับ

ครับ การสร้างโบสถ์ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง ชาวสเปนใช้ไข่ขาวในขั้นตอนการสร้าง ทำให้เหลือไข่แดงเยอะมาก ไข่แดงที่เหลือก็จะถูกนำมาทำขนมหวานแบบสเปน ซึ่งในฟิลิปปินส์เรามีของหวานที่ทำจากไข่แดงผสมกับน้ำตาลเยอะ มีความเป็นไปได้ว่ามีที่มาจากการสร้างโบสถ์ของสเปน

อีกอย่างหนึ่งคือเวลาเราพูดถึงว่าสเปนปกครองฟิลิปปินส์ แต่ในความเป็นจริงสเปนไม่ได้ปกครองพวกเราโดยตรง แต่ให้เม็กซิโกที่ในอดีตเป็นเขตอาณานิคมใหญ่ของสเปนปกครองพวกเราอีกทีหนึ่ง ฉะนั้นอิทธิพลทางวัฒนธรรมต่าง ๆ รวมทั้งอาหารที่ฟิลิปปินส์ได้รับอิทธิพลจากสเปน แท้จริงคือรับผ่านเม็กซิโกมาอีกทอด กระทั่งเดี๋ยวนี้ก็ยังมีอาหารฟิลิปปินส์หลายเมนูที่ว่ากันว่าดูเหมือนอาหารสเปน ถ้าดูดี ๆ ก็จะรู้ว่าคล้ายกับอาหารเม็กซิกันมากกว่าอาหารสเปนในเมืองแม่ครับ

ฟังเชฟปินอยคนดัง เล่าเรื่องอาหารฟิลิปปินส์ และอาหารไทยในมุมที่คุณอาจไม่เคยนึก

ในปัจจุบันคุณคิดว่าอาหารฟิลิปปินส์เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติมากแค่ไหน

ผมคิดว่าคนต่างชาติพอจะรู้ แต่ยังไม่เป็นที่รู้จักทั่วไปเหมือนกับอาหารไทย ครั้งหนึ่งผมเคยไปออกงานอีเวนต์ที่ CIA Institute of America พร้อมกับ เชฟต้น-ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร พอเชฟต้นถามว่าใครรู้จักอาหารไทยหรือเคยกินอาหารไทย ทุกคนในห้องยกมือกันใหญ่ คนอเมริกันก็ยังบอกว่า “I love Thai food” แต่พอผมถามถึงอาหารฟิลิปปินส์ มีแต่คนฟิลิปปินส์ที่รู้จักและเคยกิน ถึงอย่างนั้นผมก็คิดว่าเป็นเรื่องที่ดีนะ เพราะว่าคนส่วนใหญ่กำลังอยากรู้จักอาหารของประเทศผม แล้วผมได้รับเชิญไปที่นั่น ก็เป็นหน้าที่ของผมที่จะแบ่งปันความรู้และเรื่องราวของชาติตัวเองให้ชาวต่างชาติได้รู้จัก

นับรวมครั้งนี้ด้วย คุณมาประเทศไทยกี่ครั้งแล้ว

ผมเคยมาเที่ยวไทยกับครอบครัวตั้งแต่เด็ก ๆ หลังแต่งงานก็ได้มาเที่ยวพร้อมกับภรรยา หรือมากับเพื่อนฝูง รวมกัน 3 – 4 ครั้ง แต่ถ้าได้รับเชิญมาในฐานะเชฟอาชีพ นี่เป็นครั้งที่ 2 รวมทั้งหมดก็ 5 – 6 ครั้งได้ครับ

คุณชอบอะไรในเมืองไทย

แน่นอนว่าอาหารมาเป็นที่หนึ่ง มากี่ครั้งก็ได้รู้เรื่องใหม่ ๆ เกี่ยวกับอาหารไทยทุกครั้ง ถ้าไม่นับอาหาร ที่ผมชื่นชอบมากคือผู้คน คนไทยใจดีมาก ทุกคนดีกับผมอย่างเหลือเชื่อ ทั้งใจดี บริการดี แล้วก็ชอบกรุงเทพฯ ที่ใครหลายคนว่าเป็นเมืองใหญ่ เหมือนเป็นป่าคอนกรีตไปแล้ว แต่ผมก็ยังรับรู้ได้ถึงความเป็นธรรมชาติ มีแม่น้ำลำคลอง ซึ่งของพวกนี้แทบไม่มีเหลือในเมืองใหญ่ของฟิลิปปินส์แล้ว

ฟังเชฟปินอยคนดัง เล่าเรื่องอาหารฟิลิปปินส์ และอาหารไทยในมุมที่คุณอาจไม่เคยนึก

ทราบมาว่าคุณชอบอาหารริมทาง (Street Food) ของไทยมาก เพราะอะไรถึงชอบครับ

คุณภาพสตรีทฟู้ดที่ฟิลิปปินส์ยังไม่ดีเท่าที่นี่ ผมรู้สึกว่าสตรีทฟู้ดของฟิลิปปินส์หาซื้อได้ยากกว่า และต้องจ่ายแพงกว่าเพื่อให้ได้วัตถุดิบคุณภาพดีขนาดนี้ แล้วดูเหมือนว่าสตรีทฟู้ดที่นั่นจะยังไม่ได้รับการส่งเสริมเท่าไรนัก แต่ที่เมืองไทย คุณภาพอาหารดีตั้งแต่ระดับสตรีทฟู้ดที่ขายกันข้างทางไปจนถึงร้านอาหารดัง ๆ กระทั่งอาหารที่ขายกันใน 7-Eleven ก็ยังดีกว่าที่ประเทศของผม

คนฟิลิปปินส์โดยทั่วไปรู้จักหรือเคยรับประทานอาหารไทยกันไหม

น่าจะรู้จักครับ เพราะที่กรุงมะนิลาก็มีโรงแรมดุสิตธานีไปเปิดสาขาที่นั่นนานมาแล้ว และยังมีภัตตาคารอาหารไทยที่เลื่องชื่อมากอีกด้วย

มีเมนูอาหารไทยในดวงใจหรือยัง

เยอะแยะไปหมด ผมชอบแกงเหลืองที่เผ็ด ๆ ข้าวหอมมะลิของไทยก็หอมหวนชวนรับประทานมาก แกงมัสมั่น ส้มตำ ข้าวเหนียวหมูปิ้ง หมูฝอย โจ๊ก ข้าวต้ม ผมชอบหมดเลย ดูเหมือนคนไทยจะกินอาหารเช้าได้หลากหลายดีนะ รู้สึกว่าพวกคุณมีการเริ่มต้นวันใหม่ที่ดี (ยิ้ม)

เช่นเดียวกับอาหารฟิลิปปินส์ที่ถามไปแล้ว มีเมนูที่ไม่ชอบเลยบ้างไหมครับ

ไม่มีเลย แต่จะบอกให้ก็ได้ว่าตอนแรกผมไม่ค่อยชอบข้าวเหนียวมะม่วง ไม่เข้าใจว่า Mango Sticky Rice มีอะไรพิเศษ เพราะร้านที่ผมเคยไปกินร้านแรกก็ธรรมดา แต่พอได้กินข้าวเหนียวมะม่วงของร้านหนึ่ง ข้าวเหนียวหอมกรุ่น มะม่วงเย็นกำลังดี ผมก็เริ่มชอบอาหารชนิดนี้ขึ้นมา

พูดได้ว่าตอนนี้ผมชอบอาหารทุกอย่างของประเทศไทยเลยล่ะ ทุกอย่างที่ได้กินในการมาไทยครั้งนี้ทำให้ผมได้รับรู้สิ่งใหม่ ๆ หลายประเด็นมาก เป็นต้นว่าผัดไทย เมื่อก่อนผมเคยคิดว่าเป็นอาหารเก่าแก่ที่มีมาแต่โบราณนานเนิ่น ทว่าที่จริงมันเพิ่งมีมาไม่ถึง 100 ปีนี้เอง พวกคุณอาจจะรู้ดีอยู่แล้ว แต่นี่เป็นความรู้ใหม่มากสำหรับผม

ฟังเชฟปินอยคนดัง เล่าเรื่องอาหารฟิลิปปินส์ และอาหารไทยในมุมที่คุณอาจไม่เคยนึก

ความคล้ายคลึงกันระหว่างอาหารฟิลิปปินส์และอาหารไทยคืออะไร

พวกเราได้พูดกันมาเยอะแล้ว ว่าทั้งสองประเทศมีสภาพอากาศที่คล้ายกัน พืชพรรณวัตถุดิบหลายอย่างก็มีเหมือนกัน การใช้งานก็คล้ายกัน แต่รสนิยมการกินค่อนข้างต่างน่ะครับ ตัวอย่างเช่นน้ำปลา คนฟิลิปปินส์ก็มี กระบวนการหมักก็เหมือนกับคนไทย แต่รสชาติของที่นั่นจะเข้มกว่า น้ำปลาของไทยรสอ่อนกว่า นอกจากน้ำปลา เราก็มีผลไม้สกุลส้มเหมือนกัน มีมะพร้าวเยอะเหมือนกัน แต่กรรมวิธีการนำส้มและมะพร้าวมาทำอาหารนั้นแตกต่างกันมากทีเดียว คนไทยชอบกินเผ็ด คนฟิลิปปินส์ชอบกินเปรี้ยว

ถ้าต้องแนะนำอาหารฟิลิปปินส์ให้คนไทยลองชิมสักเมนู คุณจะเลือกเมนูไหนมาแนะนำพวกเรา

ขอแบ่งเป็นของคาวกับของหวานแล้วกันนะครับ ถ้าเป็นของคาว ผมอยากแนะนำ ซีซิก (Sisig) ที่เป็นอาหารจานร้อนคล้าย ๆ ยำของไทย ทำโดยนำส่วนใบหน้าและหน้าท้องหมูมาสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วทอดในจานร้อน จะใส่พริกก็ได้ถ้าพวกคุณอยากเพิ่มความจัดจ้านให้กับมัน 

ส่วนของหวาน ขอแนะนำ ฮาโลฮาโล (Halo-halo) แปลว่า ‘รวมมิตร’ ก็คล้าย ๆ กับของหวานของไทยนั่นแหละ เพียงแต่รวมมิตรแบบฟิลิปปินส์นี้จะใส่รวมส่วนผสมแทบทุกอย่าง มากกว่าของไทย แล้วแต่ละถิ่นแต่ละภาคก็จะมีส่วนผสมที่ใส่ไม่เหมือนกันด้วย

หลังกลับไปที่ฟิลิปปินส์แล้ว คุณจะนำประสบการณ์ที่ได้รับจากการมาไทยครั้งนี้ไปประยุกต์ใช้กับการทำอาหารของคุณอย่างไร

อย่างหนึ่งเลยคือเรื่องน้ำกะทิซึ่งผมไม่เคยเอะใจมาก่อน ที่ฟิลิปปินส์ น้ำมะพร้าวก็คือน้ำมะพร้าว กะทิก็คือกะทิ แต่ของคนไทยจะมีหัวกะทิ หางกะทิ ที่ก่อให้เกิดความแตกต่างได้ อย่างที่สองคือเรื่องรสชาติเผ็ดที่คนไทยติดปาก ผมคิดว่าถ้าผมกับพวกลูกมือกลับไป พวกเราคงจะทำอาหารให้เผ็ดขึ้นกว่าเดิมหน่อยกระมัง (หัวเราะ)

สุดท้ายนี้ เชฟจอร์ดี้อยากฝากอะไรถึงคนไทยที่ใฝ่ฝันอยากเป็นเชฟบ้างไหมครับ

สำหรับใครที่ปรารถนาอยากเป็นเชฟอาชีพ คำแนะนำจากผมคือคุณต้องหมั่นฝึกฝนพัฒนาตัวเองอยู่ทุก ๆ วัน ชีวิตการทำงานในห้องครัวมีความกดดันมาก มีหลากหลายสิ่งอย่างเกิดขึ้น บางอย่างดำเนินต่อไปด้วยความยุ่งยาก ถ้าคุณใส่ใจกับการฝึกฝนตนเองอย่างที่ผมกล่าวไว้ อะไร ๆ ก็จะง่ายขึ้น บางวันอาจมีเรื่องยากผ่านเข้ามา คุณก็ต้องสู้ต่อไป พยายามเข้าไว้ในทุก ๆ วันของชีวิต ที่สำคัญคือต้องอย่าหยุดเรียนรู้ และต้องขยันศึกษาจากทุกคนที่เข้ามาพานพบ ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นใคร นี่คือคติของผมครับ

ฟังเชฟปินอยคนดัง เล่าเรื่องอาหารฟิลิปปินส์ และอาหารไทยในมุมที่คุณอาจไม่เคยนึก

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

ผศ.ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล หรือ อาจารย์จิ๊บ คือผู้อำนวยการสถาบันชาและกาแฟ แห่งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย

เธอใช้เวลากว่าสิบปีเดินทางศึกษากระบวนการผลิตชาของประเทศต่าง ๆ แล้วนำมาพัฒนาการผลิตชาในเชียงราย จากที่เคยเป็นมือปืนรับจ้างผลิตชาชั้นดี แล้วส่งออกเป็นวัตถุดิบไปให้แบรนด์ชาในจีนและไต้หวัน สู่การสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกชาและแปรรูป ด้วยการสร้างเอกลักษณ์ความเป็นชาไทยที่ไม่เหมือนประเทศอื่น ๆ

อาจารย์จิ๊บปลุกปั้นผู้ประกอบการชาเชียงรายในทุกมิติ แล้วพาไปประกวดชาในเวทีโลกที่ญี่ปุ่น

ชาไทยคว้ารางวัล 3 ปีซ้อน

ปีนี้คว้ามาได้ 4 รางวัล รางวัล Grand Gold Prize ที่เปรียบได้กับแชมป์โลก 1 รางวัล และ Gold Prize อีก 3 รางวัล

อะไรทำให้ชาที่ปลูกในประเทศไทยและแปรรูปโดยชาวไทย ชนะชาจีนและชาญี่ปุ่นซึ่งเป็นต้นตำหรับ

และอาจารย์จิ๊บคือใคร ผ่านอะไรมา ถึงพาชาไทยไปได้ไกลขนาดนี้

มาทำความรู้จักชีวิตของอาจารย์จิ๊บ ผ่านเครื่องดื่ม 5 แก้วที่จะเล่าถึงชีวิตของเธอกัน

ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล ผอ.สถาบันชาและกาแฟฯ ผู้พาชาไทยไปคว้าแชมป์โลกที่ญี่ปุ่น
แก้วแรก

น้ำเปล่า

ความบริสุทธิ์ในวัยเยาว์ที่พร้อมเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ

อาจารย์จิ๊บเป็นสาวเชียงใหม่ผู้เติบโตมาในครอบครัวที่คุณพ่อจบมาจากคณะวนศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ทำงานด้านป่าไม้ ส่วนคุณแม่ทำงานด้านการศึกษาในศาลากลางจังหวัด ในวัยเยาว์เธอจึงได้เข้าป่ากับคุณพ่อ ซึมซับพลังของธรรมชาติ และเห็นคุณพ่อเปลี่ยนเขาหัวโล้นให้กลับคืนมาเป็นป่าอีกครั้ง ในขณะเดียวกันเธอก็เป็นเด็กที่เรียนดีได้ที่หนึ่งมาตลอด เป้าหมายของเธอในวัยนั้นคือการเรียนคณะเแพทยศาสตร์ ตามความต้องการของคุณพ่อ ซึ่งเธอก็ไม่ขัดข้อง

“ชีวิตตอนนั้นเป็นเหมือนน้ำเปล่าที่บริสุทธิ์มาก พร้อมเรียนรู้ทุกเรื่อง ใครให้ทำอะไรก็ทำ มีอยู่วันหนึ่งตอน ม.5 คุณพ่อเห็นว่าเราอยู่กับป่า อยู่กับหนังสือ ไม่เคยได้ใช้ชีวิตโลดโผนแบบวัยรุ่น เขาเลยบอกว่า พ่อรู้นะว่าลูกเหนื่อย ไม่ต้องเป็นหมอก็ได้ เพราะการเรียนหมอมันเหนื่อยและหนัก อาจจะไม่เหมาะกับชีวิตลูก ต่อไปลูกอยากทำอะไรก็ทำเลย” อาจารย์จิ๊บเล่าถึงเหตุการณ์ปลดภาระหนักอึ้งที่แบกมาตลอด 15 ปีออกจากบ่า

เธอพยายามค้นหาว่า อะไรคือสิ่งที่เธออยากเรียนจริง ๆ อาจารย์จิ๊บชอบเรื่องเกษตรเหมือนคุณพ่อ แต่สนใจงานด้านแปรรูปอาหารมากกว่า เนื่องจากเพื่อนคุณพ่อแนะนำว่าน่าเรียนเรื่องเกี่ยวกับอาหาร เพราะยังไงคนก็ต้องกินอาหาร ไม่ตกงานแน่นอน เธอจึงเลือกเรียน Food Science ซึ่งเพื่อนคุณพ่ออธิบายงานให้เธอเห็นภาพว่าเป็น ‘หมออาหาร’ เมื่อรวมกับเงื่อนไขว่า อยากเรียนที่เชียงใหม่ นักเรียนระดับท็อปของโรงเรียนก็เลยเลือกเรียนที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งเปิดสอนสาขานี้มานานแล้ว

“พอคุณพ่อบอกไม่ต้องเป็นหมอ เราก็ลองไม่อ่านหนังสือ ใช้ความรู้เท่าที่มี คุณพ่อไม่ได้บังคับว่าต้องไปเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ จงเรียนแบบที่มีความสุข สนุก และไม่กดดัน นั่นคือจุดเปลี่ยนในชีวิตเลย”

ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล ผอ.สถาบันชาและกาแฟฯ ผู้พาชาไทยไปคว้าแชมป์โลกที่ญี่ปุ่น
แก้วที่สอง

โคล่า

ความสดใสซาบซ่าในวัยเรียน

อาจารย์จิ๊บเป็นลูกคนโตของบ้าน เป็นหลานคนโตของครอบครัว เรียนดีมาโดยตลอด ครอบครัวของเธอจึงคาดหวังว่า น่าจะเรียนจบมหาวิทยาลัยพร้อมเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ช่วงแรกเธอก็ยังอยู่ในเส้นทางนั้นจนกระทั่งขึ้นปี 2 เธอก็เริ่มสนุกกับการทำกิจกรรมของคณะ

“พอทำกิจกรรมมันเหมือนได้พลังอีกด้านหนึ่งกลับมา เราทำแบบหูดับตับไหม้เลย เป็นเลขาฯ สโมสรนักศึกษา ใครชวนทำอะไรทำหมด เกรดเลยเหลือแค่ 3 นิด ๆ แต่ชีวิตเรามีความสุขจังเลย เราเจอสิ่งที่ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อเพื่อน เพื่อมหาวิทยาลัย” เธอเล่าต่อว่า หลังจากเรียน ๆ เล่น ๆ มา 2 ปี เธอกลับมาตั้งใจเรียนอีกครั้งตอนปี 4 โดยตั้งเป้าว่าต้องทำเกรด 4.00 ให้ได้ทั้ง 2 เทอม ซึ่งเธอไม่พลาด

ถ้าเธอเอาจริง อะไรก็ขวางเธอไม่ได้ ทั้งเรื่องงานและเรื่องกิน

“เครื่องดื่มที่เหมาะกับชีวิตช่วงนี้คือโค้ก คนที่สนิทกันจะรู้ว่า ถ้าเห็นเราเหนื่อย สั่งโค้กให้ แป๊บหนึ่งจากหน้าบึ้ง ๆ เราจะยิ้มได้ทันที” อาจารย์จิ๊บบอกว่า ตอนนั้นหรือตอนนี้ก็ต้องเป็นโค้กออริจินัลใส่น้ำแข็งเท่านั้น “ถ้าจะกินก็กินให้มันสุดไปเลย ก็รู้อยู่แล้วว่าสารให้ความหวานคือน้ำตาล ก็กินสิ แต่ระวังว่ากินในปริมาณเท่าไหร่ถึงจะไม่กระทบกับร่างกายเยอะก็พอ”

ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล ผอ.สถาบันชาและกาแฟฯ ผู้พาชาไทยไปคว้าแชมป์โลกที่ญี่ปุ่น
แก้วที่สาม

ชาไทยเย็น

สีสันของชีวิตมหาวิทยาลัยที่หวานหอม

“ชาไทย หรือ Signature Thai Tea คือเครื่องดื่มโปรด เอกลักษณ์ของมันคือความหอมหวาน ละมุน และมีสีส้มสะดุดตา จนทำให้ชาไทยเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก” อาจารย์จิ๊บพูดถึงเครื่องดื่มที่เธอกินทุกวันตอนเรียนปริญญาโทและเอก

ในใบชามีสารคาเทชิน เมื่อทำปฏิกริยากับออกซิเจนจะเปลี่ยนเป็นสีส้ม พอทำปฏิกริยาไปเรื่อย ๆ จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ในโลกนี้ยังไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนไหนหยุดปฏิกริยานี้ให้คงไว้ที่สีส้มได้ ทั่วโลกเลยทึ่งที่ประเทศไทยทำชาสีส้มได้ จนนักวิชาการชาติต่าง ๆ พยายามมาถามเคล็ดลับจากอาจารย์จิ๊บ

ความลับนั้นคือ การเติมสี

“กฎข้อหนึ่งในการผลิตชาคือ เติมกลิ่นได้ แต่ห้ามเติมสี คนที่ทำชาไทยก็รู้ เขาเลยไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นชา แต่เป็นเครื่องดื่มภาชนะบรรจุปิดสนิท ซึ่งอนุญาตให้เติมสีผสมอาหารได้ เพราะสีส้มนี่เองที่ทำให้คนจดจำได้ เราเคยลองถอดสีผสมอาหารออก คนต่างชาติชิมแล้วก็ยังบอกว่าเป็น Thai Tea เพราะมันยังหวาน หอม ด้วยกลิ่นวานิลลากับมาริลินที่เป็นเอกลักษณ์”

นั่นคือชาไทยในความทรงจำของคนต่างชาติ

อาจารย์จิ๊บตัดสินใจเรียนปริญญาโทที่ ม.เกษตรศาสตร์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งต่อยอดจาก Food Science ที่เรียนมาตอนปริญญาตรี

ชีวิตสาวเชียงใหม่ในเมืองหลวงที่ต้องเบียดเสียดกับผู้คนในระหว่างเดินทาง และแย่งกันใช้ชีวิตกับผู้คนมากมายทำเอาเธอน้ำตาตกอยู่หลายหน แต่ไม่ว่ายังไงเธอก็ต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับสังคมใหม่ให้ได้

หนึ่งในการปรับตัวคือ อาสาเป็นผู้ช่วยสอนน้องปริญญาตรี จนติดอันดับผู้ช่วยสอนที่สอนมากที่สุดในภาควิชา จนกลายเป็นหัวหน้าก๊วนของน้อง ๆ

“วินาทีแรกที่เราเข้าไปในมหาวิทยาลัยชั้นนำ เรารู้สึกตัวเล็กมากเลย ทุกคนขยันมาก การจะทำให้คนหันมามอง เราต้องมีอะไรโชว์ สิ่งที่พูดกับอาจารย์เสมอคือ มีอะไรให้หนูช่วยไหมคะ เรายินดีทำให้ทุกอย่าง เพราะเราจะได้เรียนรู้ไปด้วย แล้วอาจารย์ก็จะช่วยเชื่อมคอนเนกชันให้เรา”

พอเรียนจบอาจารย์จิ๊บก็กลับมาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ลำปาง 1 ปี แล้วย้ายไปทำงานที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง 3 ปี จึงมีโอกาสได้กลับไปเรียนปริญญาเอกสาขาเดิมที่มหาวิทยาลัยเดิม

ช่วงนั้น ม.แม่ฟ้าหลวง ตั้งสถาบันชา เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมชาในประเทศไทย เพราะเชียงรายเป็นแหล่งปลูกชาที่ดีที่สุดในประเทศไทย อาจารย์จิ๊บผู้มีส่วนร่วมในสถาบันชาด้วยตั้งใจว่า จะไปเรียนปริญญาเอกเรื่องชา

แต่สุดท้าย อาจารย์ที่ปรึกษาของเธอก็ไม่ถนัดเรื่องชา อาจารย์จิ๊บจึงต้องทำธีสิสเรื่องข้าวเหมือนตอนปริญญาตรี

ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล ผอ.สถาบันชาและกาแฟฯ ผู้พาชาไทยไปคว้าแชมป์โลกที่ญี่ปุ่น
อาจารย์จิ๊บ ผอ.สถาบันชาและกาแฟ แห่ง ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้พาชาไทยคว้าแชมป์โลก Grand Gold Prize ที่ญี่ปุ่น
แก้วที่สี่

ชาเขียวจีน

เดินทางไปเรียนรู้เรื่องชา และพาชาไทยไปสู่สายตาชาวโลก

ปีนี้สถาบันชาและกาแฟ แห่งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มีอายุครบ 18 ปี โดยพ่วงชื่อกาแฟต่อท้ายเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมานี่เอง

อาจารย์จิ๊บรับตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันชาเมื่อ พ.ศ. 2556 ตอนนั้นเธอเชี่ยวชาญเรื่องข้าว ความรู้เรื่องชามีเพียงแค่ชาไทยเครื่องดื่มแก้วโปรดของเธอเท่านั้น เธอแยกความแตกต่างของชาจีนชนิดต่าง ๆ ไม่ได้ด้วยซ้ำ เมื่อต้องมาบริหารสถาบันชา เธอจึงเริ่มศึกษาเรื่องชาอย่างจริงจังราวกับทำวิทยานิพนธ์

“ผู้บริหารมหาวิทยาลัยให้โจทย์เราว่า ถ้าจะทำเรื่องชา เราต้องไปหาคอนเนกชัน ไปหาเพื่อนที่ประเทศจีน ท่านเลยส่งเราไปยูนนาน ให้ล่ามมาคนหนึ่ง ปล่อยให้เราลุยเลย” อาจารย์จิ๊บบินไปคุนหมิงเพื่อพบกับมหาวิทยาลัยเกษตรยูนนานและสถาบันชายูนนาน ไปคุยกับผู้เชี่ยวชาญเรื่องชาโดยที่ไม่เข้าใจศัพท์แสงอะไรเกี่ยวกับชาเลย เธอได้แต่ตั้งใจจด ๆ ๆ ทุกอย่างมาก่อน และพยายามเรียนรู้ให้ได้มากที่สุด

“เราต้องนั่งรถแวนเข้าไปในป่าในดง เดินทางลำบากมาก สิ่งที่เปิดโลกเราคือ ยูนนานอยู่ติดเชียงราย จีนตอนใต้เหมือนบ้านเรามาก เขามีแหล่งท่องเที่ยวเกี่ยวกับชาที่ขึ้นชื่อระดับ 4 ดาวของประเทศจีน มีชาผู่เอ๋อ หรือ ชาอัดแผ่น เรารู้ว่าไทยส่งวัตถุดิบไปทำชาอัดแผ่นที่จีน เราขอให้เขามาสอนทำได้ไหม เขาก็ไม่สอน แต่ทริปนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีนะ”

หลังจากนั้นอาจารย์จิ๊บก็เดินทางไปเรียนรู้และสร้างความร่วมมือกับไต้หวัน ต่อด้วยไปพรีเซนต์เรื่องชาสมุนไพร และผูกมิตรกับวงการชาญี่ปุ่นในงาน World O-CHA หรือเทศกาลชาโลก ที่จังหวัดชิซึโอกะ ประเทศญี่ปุ่น เธอใช้เวลา 7 ปีสั่งสมความรู้และประสบการณ์เรื่องชาจนเสนอให้มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงจัดประชุมวิชาการนานาชาติเรื่องชาในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2557 ซึ่งอาจารย์จิ๊บต้องตอบคำถามผู้บริหารมหาวิทยาลัยให้ได้ว่า ทำแล้วได้อะไร

“มันคือการสร้างแม่เหล็ก สร้างแสงให้มหาวิทยาลัย ให้จังหวัดเชียงราย ให้ประเทศไทย เราต้องการปักหมุดว่า ประเทศไทยมีแหล่งปลูกชาที่ดี ไม่ใช่ถูกจดจำว่า ชาไทยคือชาใส่สีแต่งกลิ่นไม่มีประโยชน์ นักวิจัยต่างชาติบางคนเรียกชาเราว่า ‘ชามะเร็ง’ ด้วยซ้ำ”

อาจารย์จิ๊บอธิบายว่า ชาดี ๆ ที่ปลูกในประเทศไทย ถูกส่งออกไปเป็นวัตถุดิบให้จีนและไต้หวัน เพราะพื้นฐานผู้ประกอบการชาบ้านเรามีบรรพบุรุษเป็นคนยูนนาน ไม่ก็คนไต้หวัน คนในวงการชาต่างประเทศจึงมองว่า ไทยเป็นเพียงมือปืนรับจ้างในการผลิตชา สร้างแบรนด์ของตัวเองไม่ได้

เธออยากเปลี่ยนความคิดนี้ให้ได้

อาจารย์จิ๊บ ผอ.สถาบันชาและกาแฟ แห่ง ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้พาชาไทยคว้าแชมป์โลก Grand Gold Prize ที่ญี่ปุ่น
ชาแก้วที่ห้า

Best Cup of Thai Tea

คุณค่าจากบรรพบุรุษสู่การสืบสานของลูกหลาน

บนโลกนี้มีชาอยู่ 2 สายพันธุ์หลัก ๆ คือ ชาจีน หรือ Camellia sinensis var. sinensis กับ ชาอัสสัม Camellia sinensis var. Assamica ชาในโซนจีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน ส่วนใหญ่เป็นชาจีน ส่วนชาอัสสัมอยู่แถบอินเดีย ศรีลังกา เป็นส่วนใหญ่

ในประเทศไทยปลูกชาอัสสัมมากว่าพันปี บางพื้นที่มีต้นชาอัสส้มอายุหลายร้อยปีที่บรรพบุรุษปลูกไว้ และชาวบ้านจำนวนไม่น้อยตัดทิ้งไปปลูกพืชเศรษฐกิจตัวอื่นอย่างไม่เห็นค่า ทั้งที่ชาอัสสัมพื้นเมืองของไทยถือเป็น 1 ใน 8 พืชชุดแรกที่ถูกเลือกเข้าโครงการอนุรักษ์สายพันธุ์พืชของกรมสมเด็จพระเทพฯ

ส่วนชาจีน คนไต้หวันนำมาปลูกที่ดอยแม่สลองเมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา แต่ก็ปรับตัวกับสภาพในเมืองไทยได้ดีมาก

“เราทำงานโดยใช้หลักของในหลวงรัชกาลที่ 9 คือ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เราต้องเข้าใจชาในโลกนี้ว่ามีมาตรฐานแบบไหน แล้วกลับมาเข้าถึงทรัพยากรของเราว่า บ้านเรามีวัตถุดิบอะไร แล้วพัฒนาด้วยพื้นฐานความรู้เทคโนโลยีที่เรามี ต่อยอดจากตรงนั้น”

แม้จะเป็นชาสายพันธุ์ที่มีต้นกำเนิดเดียวกับประเทศจีนหรือไต้หวัน แต่ปลูกในภูมิประเทศภูมิอากาศที่แตกต่าง รวมถึงมีการพัฒนาสายพันธุ์ ชาเชียงรายจึงแตกต่างจากชาจีน ส่วนขั้นตอนการแปรรูป ถึงจะทำเหมือนประเทศอื่น ๆ แต่ทุกขั้นตอนก็มีเคล็ดลับที่สั่งสมมาจากประสบการณ์อันยาวนาน

ชาที่ปลูกในประเทศไทยจึงไม่เหมือนชาที่ปลูกในประเทศอื่น

“เมื่อวานมีคนจากฝรั่งเศสมาหา เขาถามว่าชาอู่หลงของไทยตอนนี้ผลิตโดยคนจีนหรือคนไต้หวัน ในอดีตน่ะใช่ มีคนจีนคนไต้หวันมาคุมการผลิตแล้วส่งกลับไป แต่ปัจจุบันผู้ประกอบการที่เป็นทายาทธุรกิจ เขามีประสบการณ์มากพอ ทำชาด้วยตัวเองได้ เขาได้รางวัลในเวทีสากลมา 3 ปีแล้ว สิ่งนี้น่าจะบอกความสามารถในการทำชาของคนไทยได้” อาจารย์จิ๊บหมายถึงชาที่เธอลงพื้นที่ไปทำงานด้วย ทั้งเรื่องการผลิต การนำเสนอ จนถึงขั้นพาไปแข่ง

อาจารย์จิ๊บ ผอ.สถาบันชาและกาแฟ แห่ง ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้พาชาไทยคว้าแชมป์โลก Grand Gold Prize ที่ญี่ปุ่น
อาจารย์จิ๊บ ผอ.สถาบันชาและกาแฟ แห่ง ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้พาชาไทยคว้าแชมป์โลก Grand Gold Prize ที่ญี่ปุ่น

ชาเชียงราย 4 ตัวที่เพิ่งคว้ารางวัลจากเทศกาลชาโลกในปีนี้ ได้แก่ ชาขาว Forest Elegance White Tea จากโรงงานชาเทียนฮวา คว้ารางวัล Grand Gold Prize ส่วน ชาขาว Summer Vibe และชา White Peony Tea จากร้าน One Tea At A Time, ชาขาว Khiri White Tea จาก ไร่ชาวังพุดตาล และ ชาดำ BOMA Black Tea จากไร่ชา TEA 1×2 – ไร่ชา 1×2 ดอยพญาไพร คว้ารางวัล Gold Prize

ใครจะไปคิดว่า ชาไทยจะชนะชาจีนและชาญี่ปุ่นได้

“อย่าคิดว่าชาเขียวที่ดีที่สุดคือชาญี่ปุ่น อย่าคิดว่าชาดำที่ดีที่สุดคือชาอินเดีย ศรีลังกา คุณต้องเข้าใจวัตถุดิบที่มีในไทย หากระบวนการผลิตที่เหมาะสม แล้วสร้างเอกลักษณ์ต่างๆ ขึ้นมา” ผู้เชี่ยวชาญเรื่องชาของญี่ปุ่นเคยบอกอาจารย์จิ๊บไว้แบบนั้น

“นั่นคือคำพูดจากสวรรค์ที่ให้กำลังใจเรา เราไม่ต้องวิ่งตามญี่ปุ่น จีน หรือประเทศไหนเลย มันทำให้เรากล้าก้าวข้ามการผลิตเพื่อส่งออกแบบเดิม ๆ “

เชียงรายได้เปรียบผู้ผลิตชาในหลายพื้นที่ตรงที่มีทั้งชาอัสสัมและชาจีน จึงมีโอกาสพัฒนาชาเบลนด์กลิ่นรสใหม่ ๆ แบบชาฝรั่ง และชาที่เน้นรสชาติดั้งเดิมแบบชาจีน

“พัฒนาไปได้ทั้ง 2 ทาง ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเจอลูกค้ากลุ่มนั้นได้ยังไงและเราเก่งเรื่องไหน” อาจารย์จิ๊บเริ่มวิเคราะห์โอกาสของชาเชียงราย “เราเพิ่งพาน้อง ๆ ผู้ประกอบการชาไปทริปญี่ปุ่นด้วยกัน พาไปทั้งเกษตรกรผู้ปลูกชา และผู้ที่เอาวัตถุดิบมาเบลนด์ แต่ละคนถนัดกันคนละเรื่อง เมื่อเอามารวมกันคือพลังอันยิ่งใหญ่

“ถ้าเราให้ชาวอาข่าจากดอยพญาไพรซึ่งพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลยไปทำตลาดต่างประเทศ เขาคงทำไม่ได้ แต่มีน้องกลุ่มหนึ่งเอาชาจากดอยพญาไพรมาเบลนด์ เขากำลังจะส่งไปขายที่ญี่ปุ่นแล้ว มันต้องจับมือกันทั้งห่วงโซ่อุปทาน เราสอนน้อง ๆ เสมอว่า ผู้ประกอบการคือผู้ประกอบทุกเรื่องราวเข้าด้วยกัน ไม่มีใครทำได้เองเบ็ดเสร็จทุกขั้นตอน เราคือระบบนิเวศที่สร้างกันขึ้นมา เป็นพันธมิตรที่เกื้อกูลกันทางธุรกิจ”

อาจารย์จิ๊บอยากให้เราลองจิบชาไทยสักแก้ว แล้วมองชาไทยด้วยมุมมองที่ต่างไปจากเดิม มองให้เห็นว่า กว่าเกษตรกรจะดูแลต้นชาของเขาจนได้ใบชาที่ดีนั้นยากแค่ไหน ต้องตื่นแต่เช้ามืดเดินไปบนทางชัน 45 องศาเพื่อเก็บยอดชา แล้วเอามาแปรรูปด้วยขั้นตอนมากมากมาย

“ราคาชาหนึ่งแก้วที่เราจ่ายไปไม่แพงเลย มันคือเรื่องราวของการรักษาและสืบสานคุณค่าดั้งเดิมของสิ่งที่อยู่ในท้องถิ่น มันคุ้มมากเลย เราการันตีว่าชาไทยคุณภาพดี ผลิตได้เทียบเท่ามาตรฐานสากล เพียงแต่รอวันที่คนไทยยอมรับของไทย เพราะเราติดกับความเป็นต่างชาติมานานมาก”

อาจารย์จิ๊บ ผอ.สถาบันชาและกาแฟ แห่ง ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้พาชาไทยคว้าแชมป์โลก Grand Gold Prize ที่ญี่ปุ่น

อาจารย์จิ๊บสรุปทิ้งท้ายถึงคุณค่าของชาเชียงรายว่า

“วัฒนธรรมชา คือต้นทุนทางสังคมที่บรรพบุรุษสร้างไว้ให้ ลูกหลานเอานวัตกรรมมาต่อยอดเพื่อสร้างคุณค่า ถ้าเราเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมแล้ว เราจะ สืบสาน-ซาบซึ้ง-ส่งต่อ จนทำให้วัฒนธรรมนั้นคงอยู่ตลอดไป”

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

จารุเกียรติ หน่อสุวรรณ

งานประจำก็ทำ ช่างภาพก็อยากเป็น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load