2 เดือนพอดี

นับจากวันแรกที่ติดต่อขอสัมภาษณ์ จนถึงวันที่บทสัมภาษณ์นี้เผยแพร่

จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ บอกว่าช่วงนี้เธอยุ่งมาก และประเด็นข่าวที่เธอทำช่วงนี้ก็หนักมาก พอจัดรายการเสร็จก็หมดพลัง

ไม่กี่วันหลังจากติดต่อกันครั้งแรก รายการ ถามตรงๆ กับจอมขวัญ ก็เป็นที่พูดถึงทั่วบ้านทั่วเมือง เพราะทำประเด็นที่ทุกคนสนใจได้ลึกซึ้งถึงใจ

ผมแอบเสียดาย ถ้าได้สัมภาษณ์ตั้งแต่วันนั้น บทสัมภาษณ์นี้ก็จะออกพร้อมกับกระแสนั้นพอดี

แต่ก็เลิกเสียดาย เพราะสัปดาห์ต่อมา รายการของเธอ (รวมถึงภาพสีหน้าแววตาท่าทางของเธอ) ก็ถูกแชร์ว่อนโลกออนไลน์อีกครั้ง และเป็นอย่างนั้นเสมอมาในช่วง 2 เดือน

กระแสรายการของเธอไม่เคยหาย

เธอทำรายการด้วยสูตรไหน ถึงเป็นที่พูดถึงได้ต่อเนื่องยาวนานขนาดนี้

จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ พิธีกรนอกขนบ ถามเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่ถามเอาดราม่าสะใจ

แล้วลีลาการถามตรงๆ เข้าแสกหน้า กับสีหน้าท่าทางที่หลายคนนิยามว่า ‘เล่นใหญ่’ เป็นความตั้งใจหรือเปล่า

ผมไม่น่าเกริ่นอะไรเยอะ เก็บพื้นที่ไว้เล่าประสบการณ์การทำรายการข่าวเกือบ 20 ปี ของเธอดีกว่า

แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องบอกกันก็คือ จอมขวัญตัวจริงไม่เหมือนจอมขวัญในรายการ เธอไม่ได้จริงจังและดุดันแบบนั้น อาจจะตรงข้ามด้วยซ้ำ เธอเป็นคนเฮฮา เล่นมุกได้ตลอดการสนทนา เราคุยกันแบบนั้น จนบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ผมพิมพ์ (หัวเราะ) ได้ฟุ่มเฟือยที่สุดในชีวิต

(ตัดออกไปเยอะมากแล้วด้วย)

หากไม่ใส่ใว้ อาจเข้าใจว่า เธอพูดน้ำเสียงเหมือนในรายการ

ประโยคแรกเธอก็หัวเราะแล้ว

(หัวเราะ) – อันนี้ของผมเอง

ช่วงวิกฤตแบบนี้เป็นโอกาสให้นักข่าวได้แสดงฝีมือมากกว่าช่วงปกติหรือเปล่า

ไม่นะ เราเป็นคนขี้เกียจโดยพื้นฐาน (หัวเราะ) การแสดงความสามารถไม่ต้องใช้ต้นทุนสูงขนาดนี้ก็ได้ เพราะเป็นต้นทุนที่คนอื่นต้องจ่ายด้วยไง ไม่จำเป็นต้องเกิดเหตุการณ์อะไรนักข่าวก็พิสูจน์ฝีมือตัวเองได้อยู่แล้ว คนพูดกันเยอะว่านักข่าวหากินกับความผิดปกติของสังคม ความขัดแย้ง เรื่องลบ เราไม่ได้อยากให้เกิดเรื่องไม่ดี เพราะไม่จำเป็น แต่ถ้าเกิดขึ้นแล้ว เราก็ควรส่งเสียงเรื่องที่ผิดปกติหรือเรื่องที่ไม่ถูกไม่ควรมากกว่า เมื่อเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น เราจะทำยังไงกับเรื่องพวกนี้ จะใช้ความรู้วิชาชีพของตัวเองกับเรื่องพวกนี้ยังไง จะตีโจทย์ในการทำข่าวยังไง จะเลือกมุมไหนมานำเสนอ

เช่น มีคนถูกฆาตกรรม ญาติไปร้องหน่วยงานต่างๆ แล้วกลัวจะไม่ได้รับความเป็นธรรมเพราะคู่กรณีเป็นลูกหลานคนใหญ่คนโต เราอาจจะเลือกข่าวเดียวกับทุกที่ เพราะเวลามีข่าวดังๆ ทุกที่ก็เล่นหมด แต่เราจะเลือกเข้าไปที่โครงสร้างความขัดแย้ง ก็ไม่รู้ว่าทำได้ดีแค่ไหนนะ เป็นกรอบคิดของนักข่าวที่มาจากสายโครงสร้าง

ถามตรงๆ กับจอมขวัญ ถือเป็นรายการประเภทไหน

เป็นรายการสัมภาษณ์ แต่มีกลิ่นอายของความเป็นไทยรัฐ คือเป็นข่าวที่มีสีสัน และพื้นที่ข่าวที่กว้างมาก เราเลยได้สัมภาษณ์ในหัวข้อที่เราไม่เคยฝึกเลยตอนอยู่เนชั่น เราเป็นสายซีเรียส บางเรื่องอาจจะมีสีสันได้กว่านี้ แต่เราก็ยังดำดิ่งลงไปได้ แล้วดันเจอโปรดิวเซอร์สไตล์เดียวกันอีก

รายการคุณไม่เน้นขยี้เอาดราม่า

ส่วนตัวขวัญเป็นคนไม่ค่อยชอบดราม่า เพราะมันเป็นสีสันไม่ใช่แกนกลาง ตัวอย่างที่ยกบ่อยๆ คือ หวยสามสิบล้าน เนื้อเรื่องมันสนุกมากเลย ไม่ได้บอกว่าเราสนุกบนความขัดแย้งหรือความลำบากใครนะ คือมันเป็นเรื่องจริงที่มีการพิสูจน์ว่าใครเป็นเจ้าของ แต่รายการดิฉันก็พยายามอิงกฎหมายว่าตกลงมันของใครคะ ต้องถูกพิสูจน์ขั้นไหนคะ เรื่องการฟ้องร้องกันก็นั่งไล่ดูคดีว่าทั้งสองฝ่ายมีคดีอะไร แพ่งเท่าไหร่ อาญาเท่าไหร่ กี่สำนวน ใครฟ้องใคร นั่งไล่แบบนี้ แล้วก็ไม่ได้ใช้ในรายการนะ ใช้แค่ครั้งเดียวเพื่อจะตามว่าคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว

จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ พิธีกรนอกขนบ ถามเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่ถามเอาดราม่าสะใจ
จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ พิธีกรนอกขนบ ถามเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่ถามเอาดราม่าสะใจ

เชิญแขกมาออกรายการยากไหม

หืดเหมือนกันนะ เป็นงานที่โหดมากของโปรดิวเซอร์ การเชิญคนมาออกโทรทัศน์มันใช้ต้นทุนของแขกเยอะ เช่น เขาต้องมาพูดในเรื่องที่เขาก็ไม่แน่ใจว่าจะพูดได้มากน้อยแค่ไหน ต้องเดินทางมา ต้องเจอบรรยากาศที่ไม่ได้เจอทุกวัน ผนวกเข้าไปกับความเป็นจอมขวัญ จะคุยกับมันดีไหมวะ (หัวเราะ)

เคยมีคนปฏิเสธเพราะต้องคุยกับจอมขวัญไหม

ก็มีบ้างนะ บุคลิกแบบจอมขวัญก็เป็นปัญหาอย่างหนึ่งของโปรดิวเซอร์นะ ต้องขอโทษโปรดิวเซอร์ด้วย (หัวเราะ) เราไม่รู้ตัวจริงๆ ว่าเป็นคนถามดุ เราถามเพราะคิดว่าเรื่องนี้อยากรู้ เรื่องนี้ต้องถาม เวลาเราคุยกับใครในเรื่องที่เราไม่รู้ แล้วเขารู้ เราก็บุคลิกนี้แหละ พอมาเป็นนักข่าวมันก็อาจจะดูน่าอึดอัดหรือโหด จริงๆ เราไม่มีอะไรเลย เราเป็นแค่เด็กอยากรู้เฉยๆ

แขกรับเชิญกลุ่มไหนเชิญยากที่สุด

ขวัญแบ่งแขกเป็นสามกลุ่ม กลุ่มแรก เป็นคนที่โดนซักค้านตรวจสอบ ก็ยาก แม้กระทั่งขอโฟนอิน ซึ่งเราก็เข้าใจนะ แต่เราอยากให้เขาเปลี่ยนมุมมอง ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐไม่ว่าจะสังกัดใด การให้ข้อมูลกับประชาชนเป็นหน้าที่หนึ่งนะ เราเป็นผู้จ่ายภาษีย่อมมีสิทธิ์รู้ คลาสสิกมาก (หัวเราะ) ไม่ได้ทวงนะ เงื่อนไขในการได้สิทธิ์นี้มาโดยตัวมันเอง เดี๋ยวนี้ดีกว่าเมื่อก่อนเยอะ เพราะมีการพูดคุยเรื่องพวกนี้หรือชี้แจงกันจนคุ้นเคย เจ้าหน้าที่รัฐรุ่นใหม่ก็มีวิธีคิดที่ใหม่ขึ้น เป็นแบบแผนที่ลำลองขึ้น

อีกแบบคือเป็นผู้เสียหาย อันนี้เชิญง่าย เขายินดีมาเพราะต้องการพื้นที่เรียกร้องความเป็นธรรม ไม่ได้แปลว่าคนที่มาจะเป็นฝ่ายถูกนะ เพราะหน้าที่ของเราไม่ได้ตรวจสอบ ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเป็นทางการ เราแค่เปิดพื้นที่ให้เขาใช้เป็นกระบอกเสียง ในทางกลับกัน ตัวละครในคดีเดียวกันที่อยู่อีกฝั่งซึ่งไม่ได้อยากออกสื่อ เมื่อเราติดต่อไปว่า มีเรื่องนี้ ฝั่งนี้มาออกนะ อยากใหัอีกฝั่งมาด้วย ก็แล้วแต่ว่าเขาจะมาพูดไหม กรณีที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐหรือข้าราชการนะ

แล้วก็มีกลุ่มที่เป็นหัวข้อต่างๆ นอกเหนือจากคดี เช่นเรื่องที่ใช้ความเห็น ใช้ข้อมูล ไม่ได้ซักค้านใคร อันนี้ไม่ยาก

การเชิญแขกมาให้จอมขวัญซักค้านในรายการ ต้องโน้มน้าวยังไง

ไม่มีอะไรซับซ้อนเลย โปรดิวเซอร์จะพูดตรงไปตรงมาว่า ทำไมเราถึงคิดว่าเขาควรจะพูด แล้วเขาจะเจอสถานการณ์ยังไง เมื่อก่อนอาจจะยากกว่านี้นะ แต่แขกรับเชิญหมวดนี้จำนวนมากมีวิธีคิดเปลี่ยนไป อาจจะเห็นการโต้แย้งกันแสดงความคิดเห็นกันในโซเชียลมีเดียจนคุ้นเคย

จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ พิธีกรนอกขนบ ถามเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่ถามเอาดราม่าสะใจ

สิบปีก่อนรายการทอล์กอยู่ช่วงสี่ทุ่ม แล้วขยับลงมาเป็นหัวค่ำ เย็น บ่าย ตอนนี้เริ่มตั้งแต่เที่ยงแล้ว เวลามีผลอะไรกับรายการบ้าง

เรายังเคยคุยกันเลยว่า ต่อไปรายการทอล์กไม่ต้องมาตีห้าเลยเหรอ ได้สัมภาษณ์แล้วนะเว้ย (หัวเราะ) บริบทของรายการทอล์กคือ เวลาคุณมองว่าเรื่องไหนควรทำ ใครควรเป็นแขกรับเชิญ ทุกช่องก็มองเหมือนกันหมด ใช้แขกก็กลุ่มเดียวกัน พอมีโซเชียลมีเดีย รายการไหนได้แขกไปก่อนก็โพสต์ลงโซเชียลมีเดียก่อน หลายสถานีก็ปรับเวลารายการทอล์ก ซึ่งมีผลเหมือนกันในการได้แขกรับเชิญมา

มีคนถามเรื่องเลื่อนเวลาเยอะ เรายังไม่เคยอธิบายเรื่องนี้เหมือนกัน เท่าที่ได้รับการบอกมาคือ เป็นเรื่องการจัดลำดับเวลาของผังรายการ ซึ่งเราว่ามีผลหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตลาด ยุทธศาสตร์การดึงคนดู หรือดึงแขก ถ้าถามว่าเวลาของรายการเรามีผลต่อการเชิญแขกไหม ก็มีทั้งบวกและลบ ทำให้ได้แขกก่อนก็จริง แต่แขกบางหมวดก็ยังไม่เลิกงาน

หน้าที่ที่สำคัญที่สุดของพิธีกรคืออะไร

ถามในสิ่งที่คนอยากรู้ เพราะหลายเรื่องเรารู้อยู่แล้ว หลายเรื่องเราก็ไม่ได้อยากรู้ (หัวเราะ) เราเป็นคนแบบถ้ำๆ อยู่ในโลกส่วนตัว ไม่ค่อยจะอยากรู้อะไร ถ้าไม่ใช่เรื่องที่เราสนใจจริงๆ ไม่ใช่พื้นฐานของคนที่ควรจะมาเป็นนักข่าวเลย (หัวเราะ)

พอต้องทำหน้าที่พิธีกร เราก็ตีโจทย์ให้ง่ายที่สุด ซับซ้อนน้อยที่สุด เราจะถามในสิ่งที่คนอยากรู้ มีสิทธิ์รู้ ต้องรู้ เท่านั้นเอง เราเป็นคนรู้น้อย ก็ต้องเตรียมตัวทำการบ้านให้มาก บางเรื่องก็รู้คำตอบอยู่แล้ว แต่ถามเพื่อให้ผู้พูดเป็นคนพูดเอง เราพยายามเป็นผู้ถามที่ดีนะ ซึ่งไม่ได้แปลว่าผู้ตอบจะชอบผู้ถามคนนี้ (หัวเราะ)

ผู้ถามที่ดีเป็นยังไง

ต้องอยากรู้และเป็นนักฟังที่ดี อยากรู้ไม่ได้แปลว่า อยากรู้ไปซะทุกเรื่อง สิ่งสำคัญที่สุดในการเป็นนักสัมภาษณ์ที่ดีคือการฟัง ไม่ใช่คิดแต่จะถามให้คมยังไง ลึกยังไง ต้อนยังไง การถามที่ดีมาจากการฟัง ฟังอย่างเปิดใจ พร้อมฟังเขา ทำให้เขาอยากคุยกับเรา อยากบอกเรา เราไม่รู้สึกว่าเป็นการสัมภาษณ์นะ เหมือนมานั่งคุยกัน

ถ้าไม่ใช่เรื่องปัญหาโครงสร้าง รายการเราจะมีบรรยากาศของการนั่งคุยกัน บางเรื่องเราไม่ได้ถามเพราะอยากได้คำตอบ แต่ถามเพื่อสื่อสารกับเขา ว่ามีคนพร้อมฟังให้เขาระบาย มีคนอยากเข้าใจความทุกข์ของเขา มีคนเข้าใจนะว่าทำไมต้องออกมาพูดเรื่องนี้ ต้องออกมาสู้ มันเป็นมิติของความเป็นมนุษย์

เราจึงเป็นทั้งคนถามและเพื่อนมนุษย์ แล้วการเป็นคนฟังที่ดีต้องอาทรนะ มันอาจจะมีคนผิดในบางเรื่องจริง แต่เราก็ยังให้ความสำคัญกับการพูดคุย เพราะการพิสูจน์ถูกผิดมันต้องเข้าสู่กระบวนการอย่างเป็นทางการ แต่การสื่อสารผ่านสื่อ เราอยากให้สังคมคุ้นกับการพูดคุยกันได้ แม้จะเป็นเรื่องความขัดแย้ง หรือคิดต่างกัน คนสองกลุ่มนั้นต้องคุยกันได้ และไม่ได้แปลว่ากลุ่มใดต้องเปลี่ยนไปคิดเหมือนกลุ่มใด บางหัวข้อไม่ต้องมีใครชนะหรือเป็นฝ่ายถูกก็ได้

ถ้าแขกตอบไม่เหมือนสิ่งที่คุณรู้มา คุณทำยังไง

แล้วแต่ว่าเป็นเรื่องอะไร ถ้าเป็นเรื่องการเมือง มีคนถามเราเยอะว่า ไม่รู้เหรอว่าเขาโกหก บางเรื่องก็รู้อย่างชัดแจ้ง แต่นั่นคือสิทธิ์ที่เขาจะใช้ ในภาวะแบบนี้ หน้าที่ของเราคือพยายามถามเพื่อให้เขาอธิบายสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วว่าไม่จริงให้มากที่สุด เราจะเจาะเข้าไปให้ลึกที่สุด เรื่องที่แต่งขึ้นมันจะไปไม่สุด จะตันของมันเอง

ถ้าเรื่องส่วนตัว เราอาจจะบอกได้แค่ คนนี้มองมุมนี้ เขามีคำตอบชุดนี้ เราถึงบอกว่า ทำไมทุกคนที่เกี่ยวข้องถึงควรได้พูด เอาข้อมูลจากทุกมุมมาพิสูจน์กัน แต่อย่าคิดว่ารายการข่าวเป็นที่พิสูจน์ความถูกผิด ไม่ใช่ทุกคนจะพูดทุกเรื่องผ่านสื่อ ซึ่งเราก็ไม่เห็นความจำเป็นนั้น เราบอกแขกรับเชิญเสมอว่า บอกเท่าที่สบายใจ บอกเท่าที่อยากบอก รายการเราไม่ได้มีเป้าหมายให้ใครมาสารภาพอะไรกับเรา เราเป็นใคร เขาถึงต้องมาสารภาพกับเรา

ในเรื่องที่เป็นหัวข้อมาร้องเรียนหรือขอความช่วยเหลือ ถ้าคิดว่าอะไรเป็นประโยชน์ที่สื่อจะขับเคลื่อนให้ได้ก็ใช้ ถ้าคิดว่าไม่ควร ไม่ต้อง ไม่สบายใจจะตอบ ก็ไม่เป็นไรเลย ต่อให้เป็นคดีอาชญากรรม คนที่มาร้องขอความเป็นธรรมกับสื่อก็ไม่ต้องบอกเราทุกเรื่องนะ บางเรื่องเป็นแค่เรื่องส่วนตัวที่จะสร้างสีสันความลึกซึ้งให้เรื่อง ถ้าไม่เกิดประโยชน์อะไรกับตัวเขา ขวัญก็จะไม่ถามเข้าไป บางคนมากับทนาย ขวัญจะเตือนเขาในรายการด้วยซ้ำว่า ให้ทนายลองฟังนะคะ ถ้าคำถามมันจะนำไปสู่คำตอบซึ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อเขาเตือนได้เลย

ถ้วยรางวัลของเราไม่ได้มาจากการเข้าไปลึกที่สุดในพื้นที่ที่ไม่ควรจะเข้านะ แต่ถ้วยรางวัลของเราคือ คนได้ใช้ประโยชน์จากพื้นที่การทำงานของเราได้มากที่สุด อันนี้สำหรับคนที่มาร้องเรียน

ถ้าแขกบอกว่า ผมไม่ตอบ ขอให้การในชั้นศาล จะดำเนินรายการต่อกันไปยังไง

ได้ เราให้สิทธิ์นั้น เรามีทริกที่จะดำเนินรายการต่อได้ เราเจอแบบนี้น้อยนะ เพราะก่อนเข้าสู่รายการสดจะมีกระบวนการทำความเข้าใจกรอบร่วมกัน แต่เมื่อมาถึงจุดหนึ่ง โดยเฉพาะคดีส่วนตัว เราเข้าใจ แต่ถ้าเป็นคดีประโยชน์สาธารณะ อันนี้ปล่อยยาก ไม่ต้องศาลค่ะ เดี๋ยวดิฉันเนี่ยแหละค่ะจะเข้าไปหาเอง (หัวเราะ)

จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ พิธีกรนอกขนบ ถามเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่ถามเอาดราม่าสะใจ

หน้าที่พิธีกรของคุณครอบคลุมถึงการสร้างความสนุกสีสันในรายการด้วยไหม

ทีวีมีสิ่งที่ช่วยดึงดูดเยอะทั้งภาพและเสียง ถ้าเราได้สัมภาษณ์คนที่เป็นแกนกลางเรื่อง ก็ไม่ต้องทำหน้าที่สร้างแรงดึงดูดมาก แต่เราก็ต้องทำให้มันเปล่งประกายกว่าเดิม สไตล์ขวัญไม่ได้เน้นสีสันเท่าเนื้อหา แต่สีสันที่ผ่านมาอาจจะถูกเน้นโดยบุคลิกของเราเอง (หัวเราะ) ทั้งมือไม้ สีหน้า แววตา ซึ่งเราเป็นคนแบบนั้น นั่งคุยกันอยู่นี่เราก็โยกตัวตลอดเวลา คนหรือลูกข่างวะเนี่ย (หัวเราะ) เราเป็นคนเสียงดัง ขี้เล่น ตลกท่าทาง แอคติ้งเยอะ เล่นใหญ่ ซึ่งเพื่อนจะคุ้นกันอยู่แล้ว

เมื่อก่อนคุณก็ไม่ได้เล่นใหญ่ขนาดนี้นะ

เพราะเราแก่ขึ้นเลยไม่ค่อยสนใจสิ่งเหล่านี้มั้ง (หัวเราะ) พอเราเปลี่ยนมาทำเรื่องคดี ต้องสัมภาษณ์คนธรรมดาไม่ใช่คนดัง เราต้องลดความเป็นทางการของเราลงมา ไม่งั้นเขาจะเกร็ง แต่พอทำบ่อยๆ แล้วมันติดน่ะ (หัวเราะ)

เราเป็นผู้ดำเนินรายการที่หลุดแบบแผนมาก ไม่ใช่ผู้ดำเนินรายการที่ดูเป็นทางการ ดูเท่ ดูเจ๋ง เพราะเราบ้านมากเลย เวลาเรานึก หน้าเราก็นึกเลย ไม่ได้สนใจกล้องใดๆ ไม่ได้คิดว่าต้องนั่งท่าให้สวย เราต้องการสร้างบรรยากาศคนคุยกัน นี่ขนาดพยายามเป็นคนคุยกัน คนยังรู้สึกว่าเราน่ากลัวเลย ถ้าอยู่ในโหมดถามตอบตรงๆ จะน่ากลัวกว่านี้อีก ไม่มีเสียงหัวเราะ ไม่มีแซวเลย

เราแก่เกินกว่าจะเปลี่ยนบุคลิกได้แล้ว ทั้งเวลาจะเอ๊ะ จะเล่นใหญ่ เราก็เลยบอกน้องผู้กำกับว่า ไม่ต้องตัดหน้าพี่ออกจอมาก บางทีเราไม่รู้ตัวหรอกว่ากำลังทำหน้าอะไร บางครั้งช่างภาพต้องพูดเข้าหูฟังว่า พี่ถอยลงมาหน่อยได้ไหม หน้าพี่เข้าเฟรมแขกแล้ว คือเราถลึงหน้าเข้าไปเพราะเราอยากฟังเขา มันก็เข้าไปใกล้ขึ้นเรื่อยๆ (หัวเราะ)

นอกจากทีมงานคุณไม่ได้ตัดสีหน้าคุณออกแล้ว ตอนทำภาพปกวิดีโอรายการในยูทูบทุกตอน ครึ่งภาพยังเป็นรูปคุณกำลังทำสีหน้าต่างๆ ดูเหมือนสีหน้าของคุณจะเป็นที่ชื่นชอบของทีมงานนะ

(มองบน) ข้อแรกนะคะ เราไม่ได้แอคติ้ง เวลาคุยกับคนมันไม่มีเวลาแอคติ้ง ไม่งั้นสมาธิคุณจะหลุดจากสิ่งที่เขาพูด แล้วไม่รู้จะถามอะไรต่อ เพราะเราไม่มีสคริปต์คำถาม ช่วงทำรายการใหม่ๆ ขวัญถูกสอนให้มีประเด็นคำถาม พอทำมาถึงจุดหนึ่งมันไม่เวิร์กสำหรับเรา เพราะเราถามแข็งมาก เลยมีแค่เช็กลิสต์ว่า รายการวันนี้ต้องตอบสองประเด็นนี้ แต่ละประเด็นมีประเด็นย่อยๆ อะไรบ้าง คำถามของเราจะมาจากสิ่งที่เขาตอบ

ตอนอยู่ในรายการ เราไม่ได้ชักสีหน้าหรือพยายามแสดงออกทางสีหน้า เราเป็นคนขมวดคิ้วอยู่แล้ว เราเข้าใจอะไรยาก เข้าใจช้ากว่าคนอื่น บางสีหน้าเหมือนเรากำลังโกรธคำตอบแขก แต่ตอนนั้นเราคุยกันเรื่องที่เซนซิทีฟ แล้วเรากังวลเรื่องอื่น ทั้งการถามของเราและคำตอบของเขา ความเครียดไม่ได้มาจากความรู้สึกต่อคำตอบ แต่มาจากบริบททั้งหมด

คนจำนวนมากเอาสีหน้าของคุณไปใช้สรุปสิ่งที่แขกรับเชิญพูด

คนพูดกันเยอะว่า จอมขวัญมีสีหน้าแบบนี้ แสดงออกแบบนี้ เพราะรู้สึกกับแขกรับเชิญแบบนี้ พยายามทำให้แขกรับเชิญเป็นแบบนั้นแบบนี้ นั่นไม่ใช่ความตั้งใจของเราเลย เราไม่เคยมีความรู้สึกนั้น เราแทบไม่ได้รู้สึกอะไรกับตัวบุคคลด้วยซ้ำ ใจของเราไปอยู่ที่ประเด็นไม่ได้อยู่ที่คนพูด เราถูกฝึกมานานจนแยกได้จริงๆ นะ

บางสีหน้าก็ไม่ใช่ไม่เชื่อนะ แค่ เอ๊ะ เฉยๆ สงสัยว่าเป็นแบบนี้ก็ได้เหรอ การถามซ้ำๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าเราคิดว่าคนที่คุยด้วยโกหก เราแค่เอ๊ะ ยังไงต่อ

จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ พิธีกรนอกขนบ ถามเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่ถามเอาดราม่าสะใจ

คุณเคยตั้งใจเชือดแขกในรายการไหม

เราไม่เคยมีความตั้งใจนั้นเลยจริงๆ เราสอนน้องโปรดิวเซอร์ด้วยซ้ำว่า ไม่ว่าหัวข้อไหน แขกคนนั้นจะเป็นใคร ทีมงานเรามีความรู้สึกส่วนตัวยังไง ต้องตัดออกให้หมด เราต้องปฏิบัติกับแขกทุกคนเหมือนกันหมด

เราเคยมีความเข้าใจผิดตั้งแต่ทำรายการสัมภาษณ์แรกๆ บริบทแวดล้อมทำให้เราเข้าใจผิดว่า ความเท่คือการที่คนสัมภาษณ์บี้ให้แขกจนมุม แต่เราไม่เคยมีธงแบบนี้ เพราะวิธีการนี้ไม่เวิร์ก จะทำไปเพื่ออะไร ถ้าเขามาแล้วถูกปฏิบัติแบบนั้น เขาก็จะไม่มาอีก นอกรายการเขาก็จะไม่คุยกับคุณ ไม่แม้แต่จะเป็นเพื่อนคุณด้วย เราไม่ทำแบบนั้น

ถ้าวิธีการถามและบุคลิกเราทำให้เขารู้สึกว่าเขาโดนทำแบบนั้น เราก็พร้อมจะขอโทษ เราไม่มีความตั้งใจนั้นแน่ๆ เราเป็นคนคุ้นเคยกับความขัดแย้ง แต่ไม่ชอบเอาตัวไปอยู่ในความขัดแย้งโดยไม่จำเป็น ถ้าใครมารายการเราแล้วรู้สึกว่าโดนเชือด เราไม่ได้ตั้งใจจริงๆ

เวลาแขกจนมุมในรายการรู้สึกสงสารไหม

ถ้าเป็นหมวดความขัดแย้งทั่วไป เราไม่เคยเจอภาวะแบบนั้นมากนัก แต่ถ้าเป็นเรื่องประโยชน์สาธารณะที่ตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องตอบให้ได้ว่า ทำไมแบบนั้นแบบนี้ เราจะไม่ใช้ความสงสารในการสัมภาษณ์ แต่เมื่อได้คำตอบแล้ว สุดแล้ว ไปต่อไม่ได้แล้ว เราก็พอ เราจะไม่แบบ เอาอีกหน่อยให้สะใจ ถ้าเราสัมผัสได้ว่าเขากำลังเข้ามุม เราจะพยายามดึงเขากลับมา แต่ไม่รู้ว่าเขารู้สึกหรือเปล่านะ เมื่อได้คำตอบแล้วไม่ต้องทิ้งเขาไว้ตรงมุมก็ได้ เพราะเราไม่ได้ต้องการให้คนจนมุม หลังพิงกำแพงไปไหนไม่ได้

บางคนต้องพูดแทนหน่วยงานตัวเอง เขาอาจจะมีสองด้านที่ต้องรับมือ เขาอาจจะไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่พูดก็ได้ แต่เขาจะทำยังไงได้ล่ะ เราไม่รู้สึกว่าเขาคือจำเลย เราจะรู้สึกตัวตลอดเวลาว่าเราถามเฉยๆ ไม่ได้ตัดสิน เราไม่ต้องการให้เกิดการตัดสินในรายการ เพราะมันไม่ถูกต้อง มันไม่ใช่กระบวนการที่ควรจะเป็น

ตั้งแต่ทำมา ตอนไหนที่คุณชอบสุด

ตอนที่ปัญหาถูกคลี่คลาย มันพิสูจน์ได้ว่าพื้นที่ของรายการช่วยเขาได้จริงๆ อย่างเป็นรูปธรรม เช่น คดีของแม่น้องพลอย ลูกสาวหายไปสองสามปี หาไม่เจอ ก็มาร้องกับทนาย ร้องสื่อ จนได้มาออกในรายการ แล้วก็หาลูกเจอ พบว่าลูกถูกกระทำจริงๆ เป็นหน้าที่บนพื้นที่ที่เราควรจะใช้ ไม่ว่าจะเป็นคดีไหน ก็ไม่ได้เกิดจากรายการถามตรงๆ เพียงรายการเดียว แต่ทุกสื่อช่วยกัน ที่สำคัญคือ สังคม โซเชียลมีเดียเป็นกลไกที่เดินเรื่องให้ทุกคนเร็วมาก เราไม่ได้ต้องการตัดสินในรายการ แต่รายการควรจะไปหยอดน้ำมันฟันเฟืองให้เดินได้อย่างที่ควรจะเดิน

จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ พิธีกรนอกขนบ ถามเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่ถามเอาดราม่าสะใจ

ตอนที่ชอบกับตอนที่เรตติ้งดีเป็นตอนเดียวกันไหม

ไม่ (หัวเราะเสียงดัง) ไม่ใกล้กันเลย เราเป็นคนสายเครียด ตอนที่ชอบมีสองแบบ คือถนัดเข้าปากมาก กับเรื่องนี้ต้องถูกพูด เรื่องประเภทหลังนี่ท้าทายสภาพจิตใจในการรับเรตติ้งมาก (หัวเราะ) เรื่องที่เรตติ้งดีมักจะเป็นเรื่องที่อยู่ในกระแส ซึ่งไม่ใช่การวัดคุณค่าข่าวนะคะ เพราะทุกข่าวมีมุมและคุณค่าในตัวเอง แต่ก็ต้องยอมรับว่าเรตติ้งเป็นกลไกในการเดิน ในการอยู่ของสื่อในโลกทุนนิยม ถ้าคุยเรื่องนี้อีกยาวเลย (หัวเราะ)

ตอนที่เรตติ้งดีก็สร้างการเปลี่ยนแปลงได้นะ แต่ต้องประยุกต์หลายชั้นหน่อยเพราะเราเป็นคนถนัดเชื่อมแบบบ้านๆ อยู่แล้ว ส่วนเรื่องที่ควรจะถูกพูดถึงนี่คือการเขย่าตอม่อเลย เป็นการทำงานคนละแบบ เราอาจจะถนัดเขย่าตอม่อเป็นส่วนใหญ่

ช่วงก่อนหรือหลังรายการ มีเหตุการณ์อะไรสนุกๆ ที่คนดูนึกไม่ถึงบ้าง

มีเยอะเลย (หัวเราะ) มีคนบางหมวดที่เวลาออกสื่อแล้วคนจะหมั่นไส้ว่าพูดแบบนี้ได้ยังไง บางคนตัวจริงไม่ได้เป็นแบบนั้นนะ เขาแค่รู้สึกว่าเมื่อขึ้นเวทีเขาต้องมีบุคลิกนี้ เราถึงกับต้องถามเขานอกรอบว่า ทำไมพี่ต้องทำขนาดนี้ (หัวเราะ)

บางครั้งคุณก็เรียกแขกรับเชิญในรายการว่า พี่ ซึ่งพิธีกรส่วนใหญ่ไม่ทำกัน

ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในรายการเราไม่ได้เผลอนะ ตั้งใจ กรองแล้ว เพราะมันทำให้แขกสบายขึ้น คุยกันง่ายขึ้น บางครั้งคุยไปคุยมา จากคำว่าดิฉัน ก็กลายเป็นจอมขวัญ ไม่รู้ว่าควรทำหรือไม่ควรทำนะ แต่การทำแบบนี้ทำให้แขกรับเชิญรู้สึกโล่งขึ้น

ชีวิตคุณในแต่ละวันทำอะไรบ้าง

เราขอเขาทำรายการเดียวเพราะแก่แล้ว (หัวเราะ) เราคุยไลน์กับน้องๆ โปรดิวเซอร์ตลอด คุยมากหน่อยช่วงเย็นกับเช้า คุยประเด็น คุยว่าแขกรับเชิญเป็นใคร น้องๆ ก็เตรียมไป เราก็นั่งอ่านข้อมูล ช่วงบ่ายก็เข้าออฟฟิศ ไปเตรียมจัดรายการสด เราได้ประเด็นที่จะจัดรายการวันพรุ่งนี้ตั้งแต่ตอนเย็นวันนี้ แต่พรุ่งนี้เช้ามาทบทวนอีกทีว่า เอาประเด็นนี้แน่นะ เหลี่ยมนี้แน่นะ ยังเป็นแขกคนนี้อยู่ไหม ช่วงข้ามคืนถึงเช้าอาจมีอะไรเปลี่ยนแปลง

จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ พิธีกรนอกขนบ ถามเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่ถามเอาดราม่าสะใจ

ดูเหมือนทำงานไม่เยอะ

ถ้าดูผ่านหน้าจอก็ใช่ แต่ต้องมาดูเรานั่งอ่านข้อมูล สมัยที่เราจัดรายการคู่กับ คุณสุทธิชัย หยุ่น รายการสั้นมากสิบกว่านาทีต่อวัน เราต้องนั่งอ่านข้อมูลสามชั่วโมงเพื่อตอบคุณสุทธิชัยแค่สองประโยค มันต้องใช้เวลา เวลาใครบอกว่าทำงานแค่นี้เอง อยากให้มาทำจัง (หัวเราะ) มันเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนะ ที่ต้องคุยกับคนที่ไม่เคยเจอกันมาก่อนในชีวิต แล้วทำให้เขาสบายใจ อยากคุย อยากบอก

กว่าจะมานั่งคุยยิ้มๆ ได้ เราผ่านอะไรมาเยอะมาก ระหว่างทางก็ถามตัวเองตลอดว่า ใช่ไหมเนี่ย อยู่ถูกที่หรือเปล่า จะไปต่อยังไง เราถามตัวเองบ่อยมาก ตอนนี้ก็เข้าใจมากขึ้น

เคยทำงานหนักที่สุดในชีวิตแค่ไหน

ทำสัปดาห์ละเจ็ดแปดรายการ มีทั้งอ่านสั้นๆ แต่สั้นๆ ก็ต้องเตรียมเยอะมาก มีรายการรายวัน รายสัปดาห์ แล้วก็รายการที่สลับกับคนอื่นบ้าง ที่รู้สึกว่าเยอะเพราะเหลือเวลานอนน้อยมาก ที่รู้สึกว่าพอแล้วต้องหยุดก็คือ แม่โทรมาก็บอกเดี๋ยวโทรกลับ ไม่ได้โทรมาตอนที่เรากำลังทำงานสำคัญด้วยนะ อาจจะเป็นช่วงเตรียมตัว หรือตอนกำลังเหนื่อย กว่าจะโทรกลับก็นานมาก นี่คือสัญญาณเตือนว่าเสียสมดุลแล้ว

งานเยอะขนาดเราถามตัวเองว่า ทำขนาดนี้ไปเพื่ออะไร ตอนรับเราก็ไม่ได้คิดอะไร งานมันถูกมอบหมายเข้ามาพร้อมๆ กัน ตอนนั้นเราเป็นเด็กรุ่นใหม่ เขาให้ทำอะไรก็ทำ ไม่ได้รู้สึกว่าต้องเลือก ต้องเรียงลำดับความสำคัญ มันเริ่มหนักตั้งแต่อายุยี่สิบหก จนเราถามตัวเองว่า จะหนักแบบนี้อีกกี่ปี ก็ตอบว่า อีกสิบปี พออายุเริ่มสามสิบก็ตั้งใจผ่อนเลย พอสามสิบห้าเราก็ต้องการการเปลี่ยนแปลงเพื่อบาลานซ์แล้ว

พออายุสามสิบห้า คุณเลือกเก็บอะไรไว้ ตัดอะไรออก

ขอทำแต่รายการสัมภาษณ์ ขอทำรายการเดียวในด้านที่เราสนใจ ทำให้มันเข้มข้นไปเลย ไม่ใช่ว่าไม่อยากเล่าข่าว ไม่อยากทำงานอื่นนะ แต่รายการสัมภาษณ์มันหนักมาก ต้องเตรียมตัวแบบที่คนนึกไม่ออก เราเลยเลือกสิ่งที่ทำแล้วคุ้มเหนื่อย การสัมภาษณ์ทำให้เราโตขึ้นเยอะ อาจเพราะได้เจอคนหลากหลายรูปแบบ หลากหลายหัวข้อ ต้องคุยกับคู่ขัดแย้งที่อยู่ตรงหน้าเรา ได้เห็นว่าสังคมโลกและมนุษย์มันเป็นยังไง ไม่ใช่แค่ได้ชั่วโมงบิน แต่ได้ขัดเกลาชีวิตเราไปด้วย

โจทย์ของการสัมภาษณ์ยังเหลืออีกเยอะเลยที่เราจะจินตนาการได้ เรายังไม่เคยมีอันนั้น อันนี้เลย ทั้งตัวบุคคลและประเด็น ก็เลยเลือกสัมภาษณ์ ตอนเลือกเป็นช่วงที่เราถูกท้าทายจากสิ่งรอบข้างจำนวนมากด้วย ถ้าเล่าข่าวอาจจะสบายใจกว่านี้ ไม่โดนวิจารณ์ขนาดนี้ ไม่ถูกจับตาขนาดนี้

คุณยังไม่ชินกับการเป็นบุคคลสาธารณะหรือ

เราไม่ชอบอยู่ในสปอตไลต์เลย จะยี่สิบปีแล้วเรายังปรับตัวอยู่เลยนะ ความยากคือเมื่อคุณทำมาถึงจุดหนึ่งที่คนคุ้นหน้าคุ้นชื่อคุณแล้ว คุณก็จะโดนวิพากษ์วิจารณ์ได้ง่ายกว่า คุณจะรับมือมันยังไง มันเป็นสิ่งที่บุคคลสาธารณะทุกคนต้องเจอ บางคนอาจจะจัดการได้ดีกว่าเรา แต่สำหรับเราซึ่งเป็นมนุษย์ถ้ำถือเป็นเรื่องที่ยากลำบากมาก

จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ พิธีกรนอกขนบ ถามเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่ถามเอาดราม่าสะใจ

ถือว่าคุณแจ้งเกิดในวงการข่าวจากการจัดรายการคู่คุณสุทธิชัยได้ไหม

ถ้าคนนอกมองเข้ามาก็ใช่ เป็นรายการที่ออกฟรีทีวีด้วย คนเลยเห็นเด็กคนหนึ่งนั่งอยู่กับคุณสุทธิชัย ขวัญเรียนจบเอกภาษาอังกฤษ สมัครเข้าไปเป็นนักข่าวเศรษฐกิจ แต่แสดงความจำนงว่าอยากอยู่ข่าวต่างประเทศเพราะเรียนมาด้านนี้ วันหนึ่งที่จะทำรายการข่าวต่างประเทศ ต้องหาคนมาดำเนินรายการคู่กับคุณสุทธิชัย หยุ่น และคุณเทพชัย หย่อง เลยเรียกเราไปแคสต์ แล้วก็เลือกสองคน อีกคนเป็นพี่ที่อยู่โต๊ะต่างประเทศอยู่แล้ว

กดดันไหม

กดดันสิ ไม่ไช่เรื่องคนจะมองว่าเราเก่งหรือไม่เก่งนะ กดดันว่าวันนี้คุณสุทธิชัยจะถามว่าอะไร เขาชอบโยนมาในสิ่งที่ไม่ได้เตี๊ยม โดยบทบาทคุณสุทธิชัยคือคนวิเคราะห์ ขวัญเป็นลูกคู่ คุณสุทธิชัยร้องท่อนหลัก ขวัญก็ฮู้เยๆ ไป แต่เป็นลูกคู่ที่อย่าทำเพลงกูเพี้ยนนะ (หัวเราะ) น้อยมากที่แกจะบอกว่า ผมจะเล่นมุมนี้นะ คุณพูดเรื่องนี้ ส่วนใหญ่จะโยนสดเลย น่ากลัวไหมล่ะ เราก็ต้องนั่งอ่านข้อมูลสามชั่วโมงเพื่อตอบคุณสุทธิชัยให้ได้สองประโยค

บางทีแกจะโยนมาแบบ อ้า คุณจอมขวัญ อันนี้สบาย แต่ถ้าต้องเสียบเข้าไปเอง เราต้องจับจังหวะการพูดของแกให้ได้ ต้องรู้ว่าพูดอันนี้เสร็จแล้ว จบประเด็นแล้ว ซึ่งเราต้องอ่านมา ถ้าพูดถึงตรงนี้แปลว่าจบ เข้าไปเลย แรกๆ ก็มีพูดทับนิดหน่อย เราก็ผวาเลย ตายห่า เข้าผิดทาง (หัวเราะ) แต่คุณสุทธิชัยจะไม่ตำหนิเรื่องนี้ เลยทำให้กล้าเสียบ คุณสุทธิชัยก็ทราบแหละว่าทีมงานเกร็งแค่ไหน ก็พยายามให้ความคุ้นเคย ชวนคุยนอกรอบจะได้เกร็งน้อยลง

ได้วิชาอะไรมาบ้าง

สิ่งที่ได้ก็คือ ต้องเตรียมตัวให้ดี เวลาคุณจะทำอะไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าคุณจะใช้หรือไม่ใช้ข้อมูลนั้น คุณต้องอ่าน ต้องรู้ไว้ บางทีขวัญอ่านเยอะมาก นึกในใจว่า เฮ้ย ไม่ถามเลยเหรอ นี่เตรียมมาแบบมั่นใจเลยนะ แต่เตรียมไว้ก็ไม่เสียหาย ไม่ใช่ว่าเราเตรียมมาแล้วต้องโชว์ว่ารู้ อ่านไว้แค่ให้รู้ก็ได้ เหมือนวัตถุดิบ บางอย่างคุณอาจจะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้ แต่ถ้าต้องใส่คือเตรียมไว้แล้ว ไม่ต้องซื้อ

มีช่วงที่เรียกว่าทำงานด้วยความสนุกไหม

ไม่มีนิยามของการทำงานแล้วสนุกเลย (หัวเราะ) ถ้าสนุกปนเหนื่อยคือ ช่วงน้ำท่วมใหญ่ เหนื่อยจนไม่รู้ว่าจะผ่านไปได้ยังไงในแต่ละวัน เหนื่อยจนไม่รู้จะบรรยายออกมาเป็นคำพูดอะไร อีกเรื่องที่ตอนนี้พูดถึงได้อย่างสนุกคือ ช่วงการเมืองแรงๆ ตอนนั้นสะบักสะบอม โอ้ย พร้อมจะใช้ถังออกซิเจน แต่วันนี้พูดได้แล้วว่าตอนนั้นมีสีสันที่ฉูดฉาดมาก

การทำงานในช่วงนี้ต่างจากช่วงที่ผ่านๆ มายังไง

ตอนนี้อยู่ในช่วงที่คิดว่าจะออกจากคอมฟอร์ตโซนดีไหม คิดว่าเราทำอะไรได้มากกว่านี้อีกไหม ไม่ใช่เพราะเราคิดว่าตัวเองเจ๋งแล้ว สุดแล้ว แต่เราคิดว่าต้องรู้จักพื้นที่ซึ่งขยายไปมากกว่านี้แล้ว เราควรจะลองขยับออกไปอีกไหม เราอยู่กับข่าวมาเกือบยี่สิบปี ก็นึกไม่ออกว่าจะขยับไปทางด้านไหน เพราะถ้าเป็นด้านเนื้อหาข่าวเราก็ทำครบแล้ว หลังจากนี้ยังคิดไม่ออกเลย

ถ้ารายการ ถามตรงๆ กับจอมขวัญ เชิญจอมขวัญไปออก คิดว่าจะคุยเรื่องอะไร

อาจจะถามคล้ายๆ The Cloud มั้ง ทำมาตั้งนาน คิดยังไง ตอนเกิดเหตุนี้สัมภาษณ์นี้คิดยังไง แล้วทั้งหลายทั้งปวงที่ทำมาทั้งหมดคิดเห็นประการใด ขอลอกเลย (หัวเราะ)

จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ พิธีกรนอกขนบ ถามเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่ถามเอาดราม่าสะใจ

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

22 กุมภาพันธ์ 2561
61

“รีบไหม ถ้าไม่รีบเดี๋ยวอยู่กินข้าวมันไก่กันก่อน”

มีหรือผมจะปฏิเสธ เมื่อเจ้าของประโยคดังกล่าวคือ ไตรภพ ลิมปพัทธ์ พิธีกรรายการที่ทำให้น้ำย่อยในกระเพาะทำงานผิดปกติเสมอๆ อย่าง ครัวคุณต๋อย

หลังตอบรับไม่นาน ข้าวมันไก่เนื้อน่องพร้อมน้ำซุปและน้ำจิ้มก็วางอยู่ตรงหน้า หลังจากชิมเพียงไม่กี่คำผมพอจะสรุปได้ว่านี่คือข้าวมันไก่ที่อร่อยที่สุดร้านหนึ่งเท่าที่ผมเคยกินในชีวิต แต่ไม่แน่ใจว่าความอร่อยนั้นมาจากความหอมของข้าวมัน ความนุ่มของเนื้อบริเวณน่อง ความกลมกล่อมของน้ำจิ้ม หรือมาจากความหิวที่เกิดจากบทสนทนาก่อนหน้ามื้ออาหารกันแน่

ก่อนจะถึงอาหารมื้อนี้เรานั่งคุยกันเกือบ 3 ชั่วโมงที่บ้านของเขา บทสนทนาเวียนวนหลากหลายเรื่อง แต่เรื่องที่เขาคุยอย่างออกรสชาติที่สุดมีอยู่ 2 เรื่อง คือหลักศาสนา และศาสตร์ของรสชาติ

“ผมมีชีวิตนี้ขึ้นมาได้ทุกวันนี้เพราะท่านพุทธทาส แล้วชีวิตผมเป็นอย่างนี้ได้เพราะพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ผมไม่มีอย่างอื่นในชีวิต” พิธีกรวัย 62 บอกผมว่าอย่างนั้น

ส่วนเรื่องอาหาร คงไม่ต้องอธิบายอะไรมากนัก จากวันแรกที่รายการ ครัวคุณต๋อย ออกอากาศเมื่อ พ.ศ. 2556 จนถึงตอนนี้ เขาต่อยอดจนกลายเป็นสิ่งต่างๆ มากมาย ทั้งนิตยสาร แอพพลิเคชัน และงาน ‘ครัวคุณต๋อย Expo’ ที่ครั้งล่าสุดมีคนมาร่วมงานกว่า 800,000 คน และงานครั้งที่ 3 กำลังจะจัดในวันที่ 1 – 4 มีนาคม นี้

เขาคิดเช่นไร ฝันสิ่งใด กับรายการที่มีชื่อตัวเองอยู่ในนั้น และวันนี้วัยนี้เขาเชื่ออะไร ปรารถนาสิ่งใด คือสิ่งที่ผมสงสัย

ที่ผ่านมาผมนั่งฟังเขาในฐานะผู้ถามมานับไม่ถ้วน มาวันนี้ผมอยากนั่งฟังเขาในฐานะผู้ตอบบ้าง

ไตรภพ ลิมปพัทธ์

คุณเคยบอกว่าบ้านเรามีรายการอาหารมาแล้ว 50 ปี แล้วทำไมตอนนั้นคุณถึงลุกขึ้นมาทำสิ่งที่มีคนทำกันมาตั้งนานแล้ว

ผมทำรายการ ครัวคุณต๋อย เพราะผมไม่เชื่อ ผมไม่เชื่อรายการอาหาร 50 ปีที่ผมดูมาว่าคนหนึ่งคนจะทำได้ทุกอย่างแล้วอร่อย ผมไม่เชื่อว่าวันนี้คุณสอนผมทำแกงเนื้ออยู่ พรุ่งนี้คุณสอนผมทำเต้าหู้ทอด มะรืนนี้คุณจะสอนผมทำทองหยิบ อีกวันคุณจะสอนผมทำสเต๊ก แล้วอร่อยทุกอย่าง มันเป็นไปไม่ได้ อาหารมันคนละประเภทเลย

เมื่อผมไม่เชื่อ ผมก็เลยบอกว่านี่คือช่องว่างของรายการทีวีที่ชื่อ ครัวคุณต๋อย นี่คือช่องว่างอย่างแท้จริงเพราะว่าเราจะไม่ใช้คนคนเดียวสอน พอคิดรูปแบบรายการเสร็จเรียบร้อยก็เลยไปเสนอสถานี ตอนนั้นก็ไปบอกนายประวิทย์ (ประวิทย์ มาลีนนท์) ว่าเราจะทำรายการโดยเอาผู้รู้จริงที่เป็นเจ้าของสูตรจริงๆ มาสอนจริงๆ

ตอนเสนอสถานี เขาตอบรับทันทีเลยไหม

ทางสถานีบอกว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าสูตรอาหารเป็นสิ่งที่คนหวง ไม่มีใครเขาให้กัน ส่วนใหญ่ที่เรารู้ว่าทำแกงเนื้ออย่างไรก็รู้ที่เป็นสูตรกลาง อย่างผัดผักบุ้งของครัวเจ๊ง้อ เขาก็ไม่บอกหรอกว่าผัดยังไงมันถึงกรอบ ถึงอร่อยอย่างนี้ นายประวิทย์ก็บอกว่าทำไม่ได้หรอก แต่ผมบอกว่าผมทำได้ เขาก็ถามผมว่า ‘ทำได้เพราะอะไร ทำไมคุณมั่นใจว่าทำได้’ ผมบอกว่า ผมทำได้สิ เพราะผมรู้จักกับคนพวกนี้มายี่สิบ สามสิบ สี่สิบปี ทุกคน ผมกิน ผมรู้จัก ไปมาหาสู่กันตลอด เพราะฉะนั้น คนพวกนี้ถ้าผมขอ ยังไงเขาก็ให้

แล้วผมก็บอกว่าเงื่อนไขที่ผมจะทำคือหนึ่ง ทำ 5 วัน และสอง ทำตามวิถีของผม เขาก็ถามว่าคุณมั่นใจได้ยังไง คุณไม่ได้เป็นเชฟ ผมก็บอกว่า ผมไม่ใช่เชฟหรอก แต่ผมมีลิ้น ลิ้นพวกผมนี่ประเสริฐมาก เพราะลิ้นพวกผมได้ผ่านการฝึกปรือ ผ่านอะไรต่างๆ มามากมาย เพราะฉะนั้น ผมก็จะใช้ลิ้นของผม ประกอบกับเอาคนที่มีฝีมือที่สุดในประเทศนี้มาออกรายการ หลังจากคุยกันครั้งที่หนึ่ง ครั้งที่สองเขาก็ต่อรองกลับมาว่า 3 วันได้ไหม 5 วันไม่ได้หรอก ผมบอกไม่ได้ ไม่ต้องต่อรอง ถ้า 5 วันถึงทำ ไม่ 5 วันก็ไม่ทำ

5 วัน กับ 3 วัน ต่อสัปดาห์ฟังเผินๆ เหมือนจะไม่ต่างกัน ทำไมถึงไม่ยอม

ไม่เหมือน ยังไงก็ไม่เหมือน จุดที่เราจับไม่เหมือนกับจุดที่สถานีจับ เรารู้ว่าเรามีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่อยู่บ้าน กลุ่มที่ช่วงเวลานั้นเขาว่าง บางคนเกษียณเรียบร้อยแล้ว มีเงินทองทุกอย่าง แต่ความรู้ในเรื่องอาหารเรื่องสถานที่อาจจะด้อย ซึ่งเราสามารถทำรายการได้ทั้งห้าวัน เขาดูแน่นอน

คุยกันจนสุดท้ายเราจำคำพูดคุณประวิทย์ได้เลย เขาบอก ‘ต๋อยพูดไม่รู้เรื่อง’ เราก็เลยบอกว่า ‘ที่นายคบกับผมมา 30 ปี ผมเคยพูดรู้เรื่องเหรอ’ เขาก็บอกว่าถ้าอย่างนั้น ทำแล้ว 4 เดือน ถ้าไม่ประสบความสำเร็จเราต้องมาคุยกันใหม่นะ คือนายประวิทย์เป็นคนดีนะ เขาจะไม่พูดว่า ไม่อย่างนั้นผมเอาออก เขาจะไม่พูดคำนี้แน่ แต่คำว่า ‘เราค่อยคุยกันใหม่’ มันหมายความลึกซึ้งหลายนัยมากๆ เราก็บอกนายประวิทย์ว่า ไม่ต้องสี่ดงสี่เดือนหรอก ทำไปเดือนสองเดือน ถ้าไม่ดังผมเลิก เขาก็บอก โอ้โห ขี้คุย

แล้วคุณไปเอาความมั่นใจขนาดนั้นมาจากไหน

ผมไม่ได้มั่นใจในตัวผมเลย อย่าเข้าใจผิด ผมมั่นใจในตัวคนที่ผมเอามาต่างหาก ผมบอกว่าเชื่อผมเถอะ คนอย่างเจ๊ง้อ อย่างบ้านอัยการที่ทำขนม ซึ่งไม่มีวันให้สูตรใครเพราะเขาทำขนมใหญ่โต อย่างขนมหวานโชติมา ซึ่งสำหรับผมเขาคือเจ้าแม่ของขนมหวาน อย่างเจ๊เตี้ยเพชรบุรีที่ผมเรียกว่าเพชรในตม เพราะว่าสมัยก่อนคนน้อยคนจะรู้จักเขา หรือว่าร้านฉั่วคิมเฮง คนเหล่านี้ที่ผมรู้จักเป็นยอดฝีมือทั้งนั้น

แล้วคำว่าเดือนนึงของผมมันล่อเข้าไป 20 ตอนนะ เพราะฉะนั้น 2 เดือนนี่ 40 ตอนแล้วนะ ถ้าเป็นรายการคนอื่นปีนึงประมาณ 45 – 50 ตอนเองนะ แล้วสุดท้ายพอออกอากาศ 2 เดือนก็ดังเลย

จุดไหนที่บอกคุณว่ามันดัง

เรตติ้งไง เรตติ้งมันขึ้นอย่างมหาศาล คนนิยมชมชอบ แล้ววันที่เราทำตอนผัดผักบุ้งสูตรเจ๊ง้อ วันนั้นผักบุ้งในตลาดหายทุกตลาด เราจำได้เลย ทุกคนพอบ่ายเย็นก็รีบวิ่งไปซื้อผักบุ้งแล้วมาทำ

ไตรภพ ลิมปพัทธ์

แล้วตอนไปขอสูตรเจ๊ง้อเขาตกใจไหม

เขาก็บอกว่าเอาออกทีวีเลยหรอ ต้องบอกสูตรด้วยเหรอ โอ้โห ไม่เคยบอกใครเลยนะในชีวิต เจ๊ง้อเขาก็จะเน้นคำนี้ว่าไม่เคยบอกใครเลยนะในชีวิต เราก็บอกเขาว่าต้องบอก บอกให้ออกก็ออกหน่า บอกให้ทำก็ทำหน่า แค่นั้น

ทำไมมั่นใจว่าเขาจะยอมบอกสูตรอาหารซึ่งเป็นเครื่องมือทำมาหากินของเขา

มั่นใจ เพราะว่าเวลาคนเราคบหากันมันจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร และผมเคยบอกกับหลายๆ คนที่เป็นเจ้าของสูตรว่า ต่อให้คุณเอาสูตรนี้ออกอากาศไปแล้ว คนทุกคนในประเทศทำได้เหมือนคุณหมดเลย แต่เวลาเขาจะไปกิน เขาจะไปกินที่ไหน เขาก็ต้องไปกินกับเจ้าของสูตรอยู่ดี แล้วสมมติคนที่ได้สูตรไปเป็นร้านอาหาร ต่อให้เขาทำได้เรียบร้อยแล้ว กว่าเขาจะประสบความสำเร็จเขาก็ต้องใช้เวลาเท่ากับที่คุณใช้มาคือ 20 – 30 ปี เพราะอาหารหนึ่งร้านจะมาบอกว่าอร่อยแค่ผัดผักบุ้ง มันเป็นไปไม่ได้ ใครจะมากิน แล้วกว่าจะมาเป็นเจ๊ง้อมันต้องมี history ต่างๆ มากมาย แล้วสำคัญที่สุดคือความน่าเชื่อถือ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ทำกันได้ง่ายๆ ทุกคนฟังผมก็เข้าใจ เมื่อเข้าใจก็เลยยอม

ซึ่งหลังจากที่ร้านของเจ๊ง้อออกอากาศ คนก็ถล่มทลาย ซึ่งคนไม่เข้าใจ แต่เราเข้าใจตั้งแต่แรกแล้ว ถามว่าคนที่เห็นสูตรแล้วไปทำอาหารในหนึ่งร้อยคนคุณคิดว่ามีกี่คน ผมบอกคุณจริงๆ เลยนะ ไม่เกิน 10 – 20 คน ที่เหลือ 80 คนมุ่งไปกินที่ร้าน เพราะฉะนั้น ร้านเจ๊ง้อหรือร้านใครก็ตามที่มาออกรายการผม หลังจากนั้นร้านก็จะทำมาหากินแบบบ้าไปเลย คนจะไปกันแบบถล่มทลาย

แล้วเคยเจอร้านที่ปฏิเสธ ไม่ยอมบอกสูตร บ้างไหม

มี ทำไมจะไม่มี ผมเข้าใจ เป็นสิทธิของเขา

ไม่โกรธไม่เคือง

บ้า จะไปโกรธเขาทำไม บางเจ้าที่ปฏิเสธทุกวันนี้ผมยังไปกินอยู่เลย ไม่ได้หมายความว่าเขาปฏิเสธผมแล้วเธอกับฉันไม่ต้องคุยกัน เลิกคบกัน ถ้าเขาไม่ยอมออกก็เรื่องของเขา แต่ว่าเขายังอร่อยแล้วมันเรื่องอะไรที่จะไม่กินล่ะ เพราะแค่เขาไม่มาออกรายการเราเหรอ มันไม่เห็นจะเกี่ยวกันเลย

ต๋อย ไตรภพ

ความอร่อยมันเป็นเรื่องของรสนิยม แล้วคุณแยกออกได้ยังไงว่าร้านไหนอร่อยกว่าร้านอื่นๆ

คนเราอร่อยไม่เหมือนกัน เพราะเฟลเวอร์ของเราไม่เท่ากัน การลิ้มชิมรสหรือการลอง และประสบการณ์ ไม่เท่ากัน คุณว่าแกงจืดที่ถูกต้องมันควรจะหวาน เค็ม หรือจืด

แกงจืดที่ถูกต้องต้องมีรสเค็มนำ แค่เค็มนำไม่ใช่เค็มปี๋ แต่แกงจืดที่จืดมันไม่ใช่แกงจืด คนที่ไม่เคยกินก็จะไม่รู้ แต่คนที่เคยกินแกงจืดที่มีเค็มปะแล่มนิดๆ จะตกใจว่า เฮ้ย อร่อย แล้วถามว่าแกงจืดที่ใส่พริกไทยดำกับไม่ใส่พริกไทยดำต่างกันไหม ฟ้ากับเหว หรือถ้าคุณเป็นนักกินข้าวต้มปลากะพงจริงๆ คุณจะพบว่าบางร้านคุณไม่อยากกินเพราะมันเหม็นคาว ในขณะที่บางร้านคุณกินแล้วมีความสุข แล้วถามว่าข้าวต้มปลากะพงจริงๆ ต้องเป็นยังไง ระหว่างเหม็นคาวกับไม่มีกลิ่นเลย เพราะฉะนั้น คุณถามว่าอะไรอร่อย คุณก็ต้องมีประสบการณ์ไง อร่อยคืออย่างนี้ไง อร่อยคือ experience เมื่อคุณมี experience มากๆ ในที่สุดคุณก็จะกลายเป็น expert มันเป็นเรื่องธรรมดามาก

มีอะไรที่คุณกินแล้วอร่อย แต่คนอื่นบอกไม่อร่อยบ้างไหม

มีเยอะแยะไป แล้วเป็นคำพูดติดปากของคนไทย สมมติคุณกินอันนี้แล้วไม่ชอบ คุณจะพูดคำว่าไม่อร่อย ซึ่งนี่คือนิสัยของคนกิน แม้กระทั่งลูกผมก็เป็น เมื่อก่อนเขาไม่ได้ทำรายการ ครัวคุณต๋อย ผมไม่เคยว่าเขาเลย แต่วันหนึ่งเมื่อเขามาช่วยกิจการผม ถ้าวันไหนเขาบอกไม่อร่อยนี่โดนเลย ผมบอกมานั่งนี่ มาคุยกัน แล้วผมบอกเลยว่าอย่าพูดอย่างนี้อีก อันนี้คืออร่อย แต่เธอกินไม่เป็น เธอไม่รู้จักว่าความอร่อยคืออะไร คือไม่ชอบไม่เป็นไรนะ แต่ไม่ชอบให้เธอบอกว่าไม่ชอบ อย่าไปพูดว่าไม่อร่อย มันผิด ห้ามพูดจนเดี๋ยวนี้เขาพูดถูกแล้วว่าหนูไม่ชอบ

คือผมรู้ว่าอะไรอร่อย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะชอบทุกอย่างที่ผมกิน ผมกินของเป็นพันอย่าง จะชอบทุกอย่างได้ยังไง ถ้าถามว่าอันนี้อร่อยมั้ย ใช่ได้เว้ย แต่กินไหม ไม่กิน ถามว่าทำไมไม่กิน ก็ไม่ชอบ อาลัวเจ้านี้สุดยอด ทั้งหอมทั้งนุ่มทั้งนวลทุกอย่างเลย อร่อยมาก แต่เราบอกไม่เอาไม่ชอบ ต่อให้อร่อยไม่เห็นจำเป็นต้องกินเลย

คือคุณเซนซิทีฟกับคำว่า ‘ไม่อร่อย’ มาก

มันไม่ได้เซนซิทีฟกับผม มันเซนซิทีฟกับคนทำของดีๆ แล้วคุณไม่รู้จักของเขา ไปพูดว่าของเขาไม่อร่อย เซนซิทีฟกับเขามากๆ มันเจ็บปวดมากๆ อุ้ย ปลาร้าไม่กิน แหวะ มันเป็นสิทธิของคุณที่คุณจะไม่ชอบ แต่ไม่ใช่บอกว่าไม่เห็นอร่อยเลย อันนี้ผิดแล้ว คุณไม่รู้จักแล้วมาพูดว่าไม่เห็นอร่อยได้ยังไง

แล้วคุณเคยกินอะไรในรายการที่รู้สึกว่าพอกินได้ แต่จำเป็นต้องบอกว่าอร่อยบ้างไหม

ไม่มี แล้วเมนูนั้นไม่มีทางได้ออกรายการนี้ เพราะว่ากระบวนการที่จะได้ออกรายการนี้วุ่นวายมากและเรื่องเยอะมากสำหรับเจ้าของร้านอาหาร เจ้าของร้านอาหารแทบอยากจะฆ่าตัวตายกันเลย ผมไม่ได้พูดเล่น เพราะกว่าจะได้ออกคือหนึ่ง เราจะมี pre-test มีคนของเราไปชิมก่อนว่าได้เรื่องไหม สมมติว่าดี เขาก็จะมาบอกผมว่าได้เรื่อง หรือมาบอกหัวหน้างานอีกคนหนึ่งก่อน พอหัวหน้างานชิมแล้วบอกว่าได้เรื่องก็จะเอามาให้ผมชิมอีกที ถ้าได้เรื่องถึงได้ออก เพราะฉะนั้น กระบวนการมันวุ่นวายมาก บางคนเขาก็จะใช้ทางลัดคือหิ้วของมาเองเป็นหม้อเลย มาหาผมในวันอัด แล้วสมมติผมกินแล้วอร่อย ผมก็จะบอกว่าอันนี้ดีนะ แล้วกลับไปกินที่ร้าน

ทำไมยังต้องกลับไปกินที่ร้านอีก

แล้วคุณรู้มั้ยล่ะว่าใครทำมา

รอบคอบมาก

มันไม่ใช่เรื่องรอบคอบ แต่ถ้าพลาดคือฉิบหายได้เลย เพราะฉะนั้น ก็จะกลับไปกินที่ร้าน ถ้าโอเค เหมือนกัน ใช่ ทีมถ่ายถึงจะออกไปถ่าย อย่างกระบวนการคัดสรรกว่าจะเป็นอย่างนี้ได้มันค่อนข้างยุ่งยาก

นอกจากรายการโทรทัศน์ ครัวคุณต๋อย ยังต่อยอดไปเป็นนิตยสาร และอีเวนต์อย่าง ‘ครัวคุณต๋อย Expo’ ทำไมถึงคุณถึงทำหลายอย่างขนาดนั้น

แล้วคุณคิดว่าทีวีมันจะอยู่ไปอีกนานเท่าไหร่ คุณว่าทีวีแบบประเทศนี้จะอยู่ได้อีกนานเท่าไหร่ ทุกคนต้องคิด ผมทำธุรกิจผมก็ต้องคิดว่าอันนี้ต่อไปมันจะดีหรือไม่ดี สมมติคุณผลิตรถใช้น้ำมันแล้วอยู่ๆ วันหนึ่งเขาเปลี่ยนไปเป็นไฟฟ้าหมดแล้วคุณจะทำยังไง คุณคิดว่าคนที่นั่งทำรถน้ำมันอยู่เขาไม่คิดเหรอว่าจะไปขายใคร ทุกวันนี้เรามีเฟซบุ๊ก มีแอพพลิเคชันของเรา มีไลน์ แล้วผมมีงานอีกเยอะ ต่อไปนี้ทุกร้านที่มาออก ครัวคุณต๋อย เราเดลิเวอรี่หมด แล้วเรากำลังจะมีสถาบันครัวคุณต๋อย ผมจะเป็นเจ้าเดียวที่กล้าพูดได้เลยว่าสถาบันผม สมมติว่าเรียนผัดผักบุ้งก็มีเจ๊ง้อมาสอน คุณจบอะไรก็มาเรียนได้ ไม่จบอะไรก็ได้ แต่คุณต้องตั้งใจในการทำอาหาร

แล้วไม่ใช่สถาบันอย่างเดียว ต่อไปจะเป็นหลักสูตรแม่ครัวพ่อครัว จะเรียกเชฟหรือไม่เรียกเชฟก็ได้ จะเรียกอะไรก็เรียกไป แต่จะเป็นหลักสูตรหนึ่งที่อยู่ในมหาวิทยาลัย มันจะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลที่จะทำให้อาหารการกินที่ดีๆ จะได้อยู่ต่อไป

ต๋อย ไตรภพ ไตรภพ ลิมปพัทธ์

ถ้าให้ย้อนมอง คุณคิดว่าอะไรทำให้รายการ ครัวคุณต๋อย ประสบความสำเร็จ อะไรทำให้คนมางาน ‘ครัวคุณต๋อย Expo’ กว่า 800,000 คน

ผมพูดแล้วมันก็ซ้ำ ผมตอบไปเรียบร้อยแล้วคือเขาเชื่อไง reliable ตัวเดียว ขอให้เชื่อใจ

เห็นคุณย้ำคำนี้เสมอในทุกสื่อ

มันเป็นเรื่องจริง ผมไม่ปิดบัง แล้วผมพยายามบอกคนที่ทำงานเกี่ยวกับสื่อทุกคนว่า ถ้าคุณสร้างความเชื่อใจให้เขาไม่ได้ คุณไม่มีที่อยู่หรอก ทุกวันนี้คุณสร้างความหวือหวาได้ สร้างกระแสได้ ในตอนนั้นๆ แล้วก็จบ แต่ความเชื่อใจมันอาศัยเวลา คุณไปพูดกับคนว่า เชื่อผมเถอะๆ ไม่ได้ คุณต้องมีความจริงใจ เมื่อเขาเห็นความจริงใจที่เรามีเขาจึงเชื่อใจ

ผมเป็นรายการเดียวที่กล้าพูดว่า ออกรายการผมไม่มีเสียตังค์ แถมมาแล้วยังได้ตังค์ ผมไม่เก็บตังค์ใคร แล้วผมไม่ได้ว่าคนที่เขาเก็บเงินนะ เรื่องของเขา แต่ไม่ใช่วิธีของผม ผมไม่ทำ ผมเป็นรายการอาหารรายการเดียวด้วยที่ไม่มีป้ายข้างหลังเป็นน้ำมันไอ้นี่ เป็นซอสไอ้นั่น

มีเหตุผลใช่ไหมที่ปฏิเสธเงินที่จะเข้ามา

แน่นอน (เสียงสูง) ก็ผมไม่ชี้นำคนดูว่าถ้าจะทำไอ้นี่ต้องใช้น้ำมันยี่ห้อนี้ ก็ผมพูดอยู่ปาวๆ ว่าน้ำมันหมูดีที่สุด ถ้ามันมีรูปน้ำมันหมูมาติดผมก็อาจจะโอเคด้วย (หัวเราะ) แล้วก็มีคนพูดว่านมสดแทนกะทิได้ ผมบอกว่ามันแทนได้ตอนไม่มี ไม่ใช่แทนได้เพราะมันแทนได้ ผมเลยเป็นรายการเดียวที่ไม่มีป้าย

มีใครเตือนไหมว่ามันทำให้เสียโอกาสในการหารายได้นะ

เยอะแยะไป

ไตรภพ ลิมปพัทธ์

แล้วคุณตอบว่ายังไง

รวยแล้ว ผมพูดจริง คำว่ารวยแล้วหมายความว่าผมรู้วิธีทำงานให้ขายได้แค่นั้นเอง แล้วความน่าเชื่อถือมันประเมินเป็นเงินไม่ได้หรอก

ทำมาขนาดนี้ อยากรู้ว่าโดยส่วนตัวคุณมีแพสชันอะไรในอาหาร

ไม่มี ผมไม่ใช่คนมีแพสชันในใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่ถ้าผมจะทำอะไรสักอย่างในชีวิต ผมจะตั้งใจทำมันให้ดีที่สุด ในคำว่าทำมันให้ดีที่สุด ผมก็ต้องศึกษา ทีนี้ในเรื่องอาหาร ผมอาจจะเป็นคนโชคดีที่มียายที่ทำอาหารอร่อยที่สุดในโลก และผมเป็นคนปักษ์ใต้ คนปักษ์ใต้กินรสจัดอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ลิ้นของคนที่กินของรสจัดมันจะเข้าใจเรื่องรสชาติเยอะ

อย่างคนธรรมดาเขาจะกินแกงฟักกับหมูสามชั้นใช่ไหม แต่ยายผมไม่ใช่ แกงฟักต้องใส่ปลาสีเสียด คนปักษ์ใต้ใส่ปลาสีเสียดเข้าไป ความเค็ม ความคาว ของปลาสีเสียดกับฟักที่ดูดความคาวนี้เข้าไปมันทำให้อร่อยมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้น เราจะมีอะไรอย่างนี้อยู่ในสมองอยู่แล้ว ตำน้ำพริกเหมือนกัน เราจะตำยังไงให้อร่อย เรารู้ว่าถ้าวันนี้จะตำน้ำพริก เราต้องการกินสดวันนี้ เราก็จะเอาพริกไปเผาหน่อยนึง กระเทียมเผานิดนึง ฉะนั้น สิ่งเหล่านี้มันก็จะอยู่ในกมลสันดานอยู่แล้ว แต่ถ้าถามว่าเป็นคนที่รักการทำอาหารไหม เราไม่มี ไม่รัก

ปกติเข้าครัวบ้างไหม

ไม่มี ไม่เคย คำว่าไม่เคยคือให้เข้าไปเพื่อทำกับข้าวนี่อย่าฝันเลย ไม่มีทาง ไม่ใช่คนแบบนั้น แต่เป็นคนที่เข้าใจทุกขั้นตอนจริงๆ ผมจำได้ว่าตอนที่ทำรายการ ครัวคุณต๋อย ยี่หร่ามันหายไปจากตลาดนานแล้ว เพราะคนจะใช้แต่กะเพรา ผมก็ไปพูดออกรายการ พยายามหาร้านที่ทำยี่หร่ามาออกรายการให้ได้ จนวันหนึ่งยี่หร่าก็กลับมาอยู่ในตลาดอาหาร คือผัดเผ็ดเนื้อจะอร่อยให้ตายยังไงมันก็สู้ยี่หร่าเนื้อไม่ได้ หรือคุณผัดกะเพราเนื้อกับยี่หร่าเนื้อมันก็ต่างกันฟ้ากับเหว เราต้องมีความรู้ในสิ่งเหล่านี้ ต้องรู้ว่าอะไรเป็นอะไร

แล้วปกติคุณเป็นคนเลือกกินไหม

เลือก เลือกยิ่งกว่าเลือกอีก

เวลาทำงาน ข้าวกล่องในกองกินได้ไหม

ได้ คือลูกน้องผมเขาดูแลผมค่อนข้างดีมาก พูดจริงๆ ในกองผมต่อให้อาหารที่ให้ช่างฉากกินก็อร่อย แล้วช่างฉากกินยังไงผมก็กินอย่างนั้น แต่ถามว่าเวลาอาต๋อยไปกองอื่นทำยังไง ผมก็จะถามว่าคุณแยกออกหรือเปล่าว่าระหว่างเวลาที่คุณทำงานกับเวลาที่คุณไปหาอะไรอร่อยกินมันคนละเวลากัน สำหรับผมตอนทำงานอะไรก็กิน ไม่มีแม้แต่หนเดียวในชีวิตด้วยซ้ำที่ผมนั่งที่กองแล้วบอกว่าอันนี้อร่อยหรือไม่อร่อย กินได้หรือกินไม่ได้ ไม่มี ผมกินได้หมดทุกอย่าง ลูกน้องผมยังพูดเลยว่ากินได้หมดทุกอย่างเลยเหรอ เราก็ตอบว่านี่มันทำงาน คือถ้าคุณแยกถูกชีวิตคุณจะง่าย ชีวิตจะไม่ลำบาก คือคนเดี๋ยวนี้จะเอาแต่ตัวเองแล้วจะเปลี่ยนสังคม ซึ่งมันผิดนะ ผมต้องเปลี่ยนตัวเอง จัดการตัวเองถึงจะถูก ไม่ใช่จัดการสังคม

ไตรภพ ลิมปพัทธ์ ต๋อย ไตรภพ

ย้อนมองผลงานของคุณไล่ตั้งแต่ ฝันที่เป็นจริง, ทไวไลท์โชว์, เกมเศรษฐี, ทูไนท์โชว์ มาจนถึง ครัวคุณต๋อ  แล้วอยากรู้ว่าคุณมีสูตรอะไรในการเอาชนะใจกลุ่มผู้ชมที่เป็นแมสได้เสมอๆ

เรื่องการคิดรูปแบบรายการแล้วทำให้เหมาะสมมันก็เรื่องหนึ่ง มนุษย์ต้องคิดตรงนี้เป็นเพราะเราเป็นนักธุรกิจ กับอีกเรื่องหนึ่งคือเวลาจะทำรายการอะไรก็จริงใจออกไปแค่นั้นเอง มันไม่มีอย่างอื่น ความน่าเชื่อถือมันไม่มีสูตรพิสดารกว่านั้น รายการผมที่คนเขายังดูกันอยู่ก็เพราะเขาเชื่อถือ ผมไม่เคยเปลี่ยนตัวตามกระแสโลก ผมจับกระแสโลกแล้วมาคิดว่าต้องทำยังไงกับมัน แต่ผมไม่เคยคิดว่าสมัยนี้เขาเป็นอย่างนี้ก็เลยต้องเป็นอย่างนี้ ผมไม่เป็นด้วย ผมไม่เอาด้วย ทีนี้คุณจะเป็นคนแบบนี้ได้ก็ต้องมีรากฐานที่แข็งแรงจริงๆ ซึ่งผมมี

คุณต้องถามตัวเองว่าทุกวันนี้คุณทำงานหาเงินหรือทำงานหาความสุข ชีวิตผมทำงานเพื่อหาความสุข ผมทำอย่างนั้นมาตลอดชีวิต ถ้าผมทำงานหาเงินตอนนี้ทำไมผมไม่ทำเกมโชว์ คนพูดทุกวันว่าทำไมไม่เอา ฝันที่เป็นจริง กลับมาทำอีก ผมบอก ไม่ใช่ ผมทำงานหาความสุขไม่ได้ทำงานหาเงิน สำหรับผมการทำงานต้องมีความสุข และถ้าคุณทำ คุณก็ต้องรู้จักหน้าที่ ซึ่งถ้าคุณทำตามหน้าที่แล้วยังมีความสุขได้ คุณจะเหนือคนอีกเป็นล้านๆ คนบนโลกใบนี้ เพราะคุณจะยังยิ้มได้

ฟังดูคุณมีความสุขกับสิ่งที่ทำมาก อยากรู้ว่าชีวิตคุณมีความทุกข์บ้างไหม

(นิ่งคิดนาน) ผมพยายามหาจริงๆ เลยนะ แต่ผมไม่มี ผมไม่รู้จะตอบยังไง

มีมนุษย์ที่ไม่มีความทุกข์ด้วยเหรอ

คุณเข้าใจทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ไหม ถ้าคุณเข้าใจ คุณก็ต้องเข้าใจต่อไปว่าทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้เป็นทุกข์ เพราะคำว่าทุกข์แปลว่า ภาวะที่ทนอยู่ไม่ได้ คือการปรับเปลี่ยนตลอดเวลา เปลี่ยนแปลงเสมอ การไม่คงตัว มันถึงทำให้เกิดภาวะที่เป็นทุกข์ แล้วถ้าคุณเข้าใจว่าทุกอย่างมันเป็นเช่นนั้น เหมือนคุณรู้ว่าไอ้นี่เผ็ด กินเข้าไปยังไงก็เผ็ด แล้วคุณจะตกใจ ประหลาดใจ คุณจะงงงวยกับมันได้ยังไง สำหรับผมมันเป็นภาวะแบบนั้น

ก็ในเมื่อทุกอย่างมันเป็นทุกข์ มันเป็นภาวะที่เป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว มันไม่เที่ยง คำว่าไม่เที่ยงคือนั่งอยู่เช้าๆ สบายไม่มีปัญหาอะไร ตกเย็นสมมติว่าเขาโทรมาว่าบริษัทไฟไหม้ ลูกโดนรถชน เมียตาย หรืออะไรก็แล้วแต่ มันเป็นภาวะที่ไม่เที่ยงถูกไหม ซึ่งภาวะอย่างนี้เกิดได้ไหม แล้วถ้าคุณรู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ แล้วจะอะไรอีกเหรอ

สิ่งที่ผมรักที่สุดในชีวิตคือคุณยาย ผมถึงชอบพูดถึงคุณยายบ่อยๆ ผมดูแลคุณยายผมดีที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำให้ได้ แล้ววันหนึ่งยายผมตายต่อหน้าต่อตาผมเลย ทุกคนในตระกูลร้องไห้กันหมด มีผมคนเดียวที่ไม่ร้องไห้ จะร้องทำไม ก็คนเรามันตายได้ไม่ใช่เหรอ ตอนที่เขาปิดเครื่องช่วยหายใจผมก็บอกว่าลาก่อนนะยาย แล้วผมก็เป็นคนเอาศพยายขึ้นรถไปวัดด้วยกัน พี่ผมนั่งร้องไห้ใหญ่ ทุกคนร้อง มีผมคนเดียวไม่ร้อง

เจ็บปวดไหม เศร้าไหม

ผมเจ็บปวด แต่ผมไม่ร้อง

คุณเก่งมาก ไม่ร้องไห้

มันไม่ใช่เรื่องเก่ง เป็นเรื่องความเข้าใจ ความเข้าใจตรงนี้ถ้าคุณไม่ฝึกหัด ไม่ฝึกฝน ไม่เรียนรู้ ไม่ทำซ้ำ มันจะไม่อยู่กับคุณหรอก มันจะอยู่กับคุณต่อเมื่อคุณเข้าใจว่าก็คนเราตายได้ ถามว่ายายผมตายแล้วไปไหน ถ้าถามผม ในความเชื่อของผม ยายผมทำดีมาตลอดชีวิต ที่ที่ยายไปดีกว่านี้แน่นอน สมมติคุณเรียกที่นี่ว่าโลกมนุษย์ ที่นั่นคือสวรรค์ แต่ถ้ายายผมทำเลว เป็นคนใช้ไม่ได้ ยายผมก็ต้องตกนรก แต่ไม่เกี่ยวกับกรณีนี้นะ ไม่ว่ายายผมจะตกนรกหรือขึ้นสวรรค์ก็ไม่ได้เอฟเฟกต์กับผม เพราะมันก็เป็นเรื่องที่ยายผมทำเอง เป็นกรรมของยาย แล้วจะให้ผมทำยังไง

ตอนนั้นทุกคนบอกเลยถ้ายายตายผมตายแน่นอน เพราะอาต๋อยรักยายมาก ยายผมก่อนท่านจะเสียชีวิต ท่านอยู่โรงพยาบาลเอกชนมาสามสี่เดือน ในขณะที่ทุกคนบอกว่าให้ย้ายไปอยู่โรงพยาบาลรัฐ ผมบอกเลยว่าไม่ย้าย ไม่ต้องยุ่ง เสียวันละ 80,000 ทุกวัน ห้าเดือนหกเดือนก็เสียไป ไม่ต้องยุ่ง ผมมีตังค์ ทำไมล่ะ ก็โรงพยาบาลนั้นใกล้ผม ผมไปทำงานตอนเช้าก็เห็นยาย กลับมาตอนเย็นก็เห็นยาย โอเค ถ้าไปอยู่โรงพยาบาลรัฐอาจจะเสียแค่วันละหมื่น ประหยัดไป 70,000 แต่ผมไม่เห็นมีความจำเป็นต้องประหยัดไป 70,000 แล้วไม่เห็นยาย มันคิดคนละแบบ แล้วมันไม่ใช่เรื่องเสียดายหรือไม่เสียดาย แต่มันคือมีเงินที่จะทำอย่างนี้ได้หรือเปล่า แล้วเดี๋ยวก่อนนะ คุณเก็บเงินทุกวันนี้ไว้เพื่ออะไรเหรอ ก็ไม่ใช่เพื่อยามเจ็บไข้ได้ป่วยเหรอ สำหรับผมคือใช่ ผมไม่มีปัญหา

คุณดูเป็นคนเข้าใจกับสิ่งที่หลายคนหวาดกลัวอย่างความตาย

แน่นอน ถึงได้บอกว่าเวลาที่คุณเอาคำจำกัดความมาใช้กับผม บอกว่า โห ผมเก่งมากเลย ผมจะรับไม่ได้ คือมันไม่เห็นจะเก่งตรงไหนเลย มันเป็นเรื่องธรรมดามากๆ ก็คนมันต้องตาย

อย่างเมียผมตอนนี้เขาเป็นมะเร็ง วันที่เขาเป็นมะเร็งแล้วมาบอก ลูกผมนั่งอยู่ตรงนี้ 2 คนร้องไห้โฮเลย พอเขามาบอกผม ผมก็บอกว่า อืม รักษา บอกแค่นี้ ให้รักษา ไปหาหมอที่ดีที่สุด แล้วเมียผมก็บอกว่า กลุ้มใจมากเลย เดี๋ยวกุมภาพันธ์จะต้องให้คีโม ผมบอกว่าถ้าอย่างนั้น ปลายเดือนมกราคมไปเที่ยวกัน ผมก็พาเมียผมไปเที่ยว แล้วค่อยมาให้คีโมทีหลัง ถามว่าถ้าคุณเป็นมะเร็งคุณจะมีใจไปเที่ยวไหมล่ะ แต่เขามี เก่งไหมเนี่ย อันนี้แหละเก่ง (หัวเราะ)

ผมก็พาไปโน่นนี่เต็มไปหมด แล้วแต่เขาต้องการ ผมไม่ได้ใช้ชีวิตเพื่อตัวเอง ผมไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อตัวผมเอง ตัวผมเองไม่เคยมีเรื่องอะไรเลยนะ ผมไม่เคยเดือดร้อน ในชีวิตผมไม่เคยเดือดร้อน (เน้นเสียง) ในชีวิตผมไม่เคยมีปัญหา ในชีวิตผมไม่เคยปวดหัว ตั้งแต่จำความได้ ไม่เคยแบบทุกข์ใจเว้ยที่ตัวเองเป็นอย่างนี้ ไม่เคย

ไตรภพ ลิมปพัทธ์

แล้วตอนนั้นที่บริษัทไม่มีงาน 8 – 9 เดือนล่ะ

ไม่ทุกข์ ไม่สนเลย นอนสบาย นั่งเล่นหมากรุกทุกวัน แฮปปี้มีความสุข เมียกับลูกยังมาถามเลยว่า ต้องทำตัวยังไง ผมบอกว่า ทำตัวยังไงก็ได้ อย่าผิดจากเดิม แล้วให้ทำดีกว่าเดิมได้ด้วย เช่น เคยไปสปาเดือนละ 2 ครั้ง ไปมัน 4 ครั้งเลย คือชีวิตเขามันไม่เกี่ยวกันกับที่ผมไม่มีงานทำ แต่ถ้าผมไม่มีตังค์ ถ้าผมไม่ได้ทำไว้ดีแล้ว ไม่ได้มีเงินเก็บไว้บ้าง ก็อาจจะต้องบอกเขาว่า มีเท่านี้นะ จะใช้ยังไงก็ลองมาดูกันนะ แต่มันไม่อยู่ในภาวะนั้น ไม่อยู่ในฐานะนั้น จะไปกลุ้มหาอะไร กลุ้มทำไม ต้องโง่แน่ๆ เลยถ้ากลุ้ม

คุณยายเสียก็ไม่ร้องไห้ ตอนที่รู้ว่าภรรยาเป็นมะเร็งก็ไม่ร้องไห้ แล้วคนอย่างไตรภพเคยร้องไห้มั้ย

เคย โดนหมากัด โดนตี ตอนเด็กๆ

แล้วตอนที่บรรลุนิติภาวะแล้วเคยร้องไห้อีกไหม

โอ้โห ยากมากๆ ไม่มี ร้องไห้เป็นเรื่องขำ ไม่มีทาง ซาบซึ้งใจอะไรก็ตามในรายการก็ไม่ร้อง ตอนทำ ฝันที่เป็นจริง โห คนเขาร้องไห้กันทั้งเมือง ซาบซึ้งใจ ผมก็ไม่ร้อง ผมมองว่านั่นเป็นเรื่องที่ดีมาก เป็นเรื่องดีของเขา ผมก็มองแบบ สุดยอด เยี่ยมเว้ย แต่ผมไม่ได้ร้องไห้

คุณดูปล่อยวางได้กับหลายอย่างในชีวิต แต่ทำไมกับการทำงานคุณดูยังยึดติดกับมันว่าต้องดี ต้องได้อย่างที่ต้องการ

ไม่ใช่ยึดติดเลย เป็นเรื่องของการทำหน้าที่ ผมเป็นคนที่รู้จักคำว่าหน้าที่ดีที่สุดคนหนึ่งในโลก ก่อนอื่นคุณต้องรู้จัก nature ผมก่อน ผมมี nature เป็นคนขี้เกียจ ผมเป็นคนขี้เกียจมากๆ ผมเป็นคนขี้เกียจที่สุดในโลก เท่าที่ผมเคยเห็นคนขี้เกียจมา สมมตินอนอยู่ตรงนี้แล้วผมคันหู ไม้เขี่ยหูอยู่ตรงนั้น ผมยังต้องคิดแล้วคิดอีกว่าผมควรจะลุกจากตรงนี้ไปเพื่อหยิบไม้เขี่ยหูมาเขี่ยมั้ย ผมขี้เกียจขนาดนั้น แต่ผมพบว่าความขี้เกียจต้องถูกเอาชนะได้โดยการไม่ขี้เกียจ ผมเลยต้องปรับตัวเองใหม่ ผมจึงกลายเป็นคนขี้เกียจที่ชงกาแฟก็ชงเอง ล้างแก้วกาแฟก็ล้างเอง อะไรที่อยู่ในซิงค์ล้างจานทั้งหมดผมก็ล้างให้ เมียผมจะโกรธผมมาก ถามว่าเธอไปล้างทำไม แต่ผมไม่ได้ทำให้เขา เขาไม่เคยรู้ ผมทำให้ตัวผมเอง ถ้าอะไรที่เป็นภารกิจ ผมต้องทำ ผมไม่เคยลุกจากที่นอนแล้วไม่จัดที่นอน ผมทำทุกอย่างเองหมดเพราะผมขี้เกียจ ไม่อย่างนั้นคุณจะฆ่ามันได้ยังไงล่ะ ถ้าคุณไม่มีวิริยะ มันเป็นธรรมดานะ ไม่ใช่เรื่องผิดธรรมดา คนที่สอนผมคือพระพุทธเจ้า ถ้าโยมขี้เกียจขนาดนี้ โยมก็ต้องขยัน

แต่ผมไม่ได้ยึดติดกับการทำงาน ไม่สน เวลาที่ประสบความสำเร็จก็ประสบไป คุณถามคนพวกนี้ได้ (ชี้ไปที่ลูกน้อง) เวลาประสบความสำเร็จผมเคยคุยมั้ย ผมไม่เคยพูดถึงเรื่องความสำเร็จที่ผมได้รับในชีวิต คำถามที่เขาจะได้ยินจากผมคือ มีปัญหาอะไรหรือเปล่า มีก็บอกมี ไม่มีก็บอกไม่มี จบ ผมไม่เคยพูดเรื่องที่ผ่านเลยแล้ว ว่าเก่งอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่เคย

อดีตไม่มีความหมายเลยหรือ

ไม่มี รางวัลผมก็ไม่เก็บ รางวัลผมอยู่ในกล่องหมด ผมไม่มีสน บางคนเขามาพูดว่าตอนนั้นเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ผมบอก ตอนไหนเหรอ ผมจำไม่ได้จริงๆ

ตอนที่ผมได้รางวัลเมขลาตัวแรก พอเขาประกาศชื่อ ไตรภพ ลิมปพัทธ์ ผมขึ้นเวทีไป เอามือไปรับ แล้วตอนที่ผมจับรางวัลปุ๊บผมยูเรก้าทันทีเลย มันวินาทีนั้นเลยนะว่า อ๋อ ไอ้นี่เหรอที่จะทำให้กูเสียคน ที่จะทำให้กูเปลี่ยนไป ตั้งแต่นั้นมารางวัลทุกตัวถึงอยู่ใต้บันไดหมด ไม่เคยโชว์รางวัล ไม่มีห้องเก็บรางวัล ซึ่งถ้าผมไม่ได้รับความสำเร็จ หรือไม่เคยได้อะไรอย่างนี้ ผมอาจจะกลายเป็นคนต้องการความสำเร็จก็ได้ ผมอาจจะกลายเป็นคนที่ทะยานอยาก แต่เมื่อผมเคยได้มามันเปลี่ยนให้ผมหนักแน่นขึ้น มั่นคงขึ้น

คุณดูไม่ยึดติดกับอะไร แล้วสิ่งต่างๆ ที่ทำอยู่ทุกวันนี้ทำไปเพื่ออะไร ยังมีอะไรให้ไขว่คว้า

ไม่มีๆ ไม่ได้อยากทำเลย ก็บอกแล้วว่าขี้เกียจ แต่ผมทำเพื่อพวกเขา จงใช้ชีวิตอยู่เพื่อคนอื่นเถอะ เพราะคนอื่นมีความสุข เราจะได้ไม่มีทุกข์ คิดง่ายมากๆ เลย จงอย่าใช้ชีวิตเพื่อตัวเองเลย เพราะบางทีการใช้ชีวิตเพื่อตัวเองมันต้องเบียดเบียนผู้อื่น แล้วมันอาจจะทำให้ผู้อื่นเป็นทุกข์ แล้วเมื่อเขาเป็นทุกข์เราก็จะเป็นทุกข์ด้วย

อย่างที่บอก ชีวิตผมไม่มีอะไรเลย เสื้อผ้า รองเท้า ไม่เคยซื้อ ห้างสรรพสินค้าไม่เคยเดินมา 30 ปี ผมไม่เคยไปไหน ถ้าไม่ใช่งานไม่มีทางไป แล้วเวลาไปลูกน้องเขาต้องจูงผมตลอด เพราะผมเดินไม่ถูก อย่างบ้านผมอยู่ตรงนี้มา 20 – 30 ปีแล้ว แต่ผมได้ไปเมืองทองธานีก็เพราะผมจัดครัวคุณต๋อย Expo ก่อนหน้านี้ผมก็ไม่เคยไป

คือชีวิตคุณมีแค่บ้านกับที่ทำงาน

ใช่ๆ แล้วจะให้ไปไหน (หัวเราะ)

ไตรภพ ลิมปพัทธ์ ไตรภพ ลิมปพัทธ์

แล้วชีวิตคุณเอา input มาจากไหน

ผมก็หาความรู้ของผมสิ ทำไมผมต้องเข้าห้างด้วยเหรอ ผมไม่ต้องเข้าผมก็หาความรู้ได้ ผมอยากดูหนัง หนังเรื่องนี้เขาบอกดี ผมก็บอกไปเอามา แค่นั้น

เห็นลูกน้องคุณแซวว่าเพลง คุกกี้เสี่ยงทาย ของ BNK48 ก็รู้จัก

เออๆ (หัวเราะ) อ้าว ทำไมผมจะไม่รู้ ผมรู้จักหมด ผมพูดได้เลย ผมรู้ว่าสิ่งนี้จะดังเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เพราะสิ่งนี้เกิดที่ญี่ปุ่น แล้วไปทำที่ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย แล้วคนที่นั่นบ้ามากๆ ก็เริ่มประสบความสำเร็จ ผมรู้ก่อนจะดังในประเทศไทย

ดูจากสิ่งที่ว่ามาและงานที่คุณทำ เหมือนคุณเป็นคนที่มีเซนส์ในการคาดเดาว่าอะไรจะดัง

ไม่ใช่เซนส์ สังคมมันเป็นอย่างนั้น ภาพรวมทั้งหมดเป็นอย่างนั้น ถ้าเอาจิ๊กซอว์มาต่อๆ กันคุณจะเห็นว่าโลกเดี๋ยวนี้เป็นยังไง

คุณจะได้ยินคำนี้จากผมมาสิบกว่าปียี่สิบปีแล้วว่า โลกยุคหน้ามนุษย์จะเป็น individual person แต่ไม่เคยมีใครฟังผม เพราะว่าตอนที่ผมพูดเมื่อยี่สิบปีที่แล้วมนุษย์ชอบ gathering ออกมารวมกันเยอะๆ ไปคอนเสิร์ต ไปเฮ แต่ผมบอกว่าไม่ใช่ โลกยุคหน้ามนุษย์จะเป็น individual person จะโดดเดี่ยวมากขึ้น แล้วมันก็เป็นจริงตามนี้

เดี๋ยวนี้ทุกคนโดดเดี่ยวมาก ทุกคนก็นึกว่ากูมีเพื่อน มีเฟซบุ๊กมีอะไร แต่ความจริงไม่มีเลย มึงไม่มี คนที่มาลงเขาก็จะอวดตัวเขาว่าเขาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ไอ้นี่บางทีดูเขาเสร็จก็รังเกียจเขาอีก ทำให้ตัวเองไกลจากเขามากขึ้น ไม่ใช่ว่าเล่นเฟซบุ๊กแล้วใกล้กับเขามากขึ้นนะ บางคนเขาไปปารีส แล้วเขาก็นั่งอยู่ในร้านกาแฟสวยๆ แล้วก็ถ่ายรูปสวยๆ มาลง ไอ้คนนั่งดูแทนที่จะคิดว่า เฮ้ย เราจะไปปารีสดีไหม เปล่าเลย โหย หมั่นไส้มัน ซึ่งความหมั่นไส้ก็ทำให้เกิดระยะทางห่างขึ้นไปอีก มนุษย์ก็เริ่มโดดเดี่ยวขึ้น โดดเดี่ยวขึ้น ผมพูดมาตั้งนานแล้วว่ามนุษย์จะโดดเดี่ยว แล้วก็โดดเดี่ยวจริงๆ

ในฐานะผู้มาก่อน คุณพอมองออกไหมว่าพวกเราจะหลุดพ้นจากความโดดเดี่ยวเหล่านี้ไปได้ยังไง

ไม่มีทาง มันเป็นนวัตกรรม โลกเข้ามาสู่ยุคซึ่งเครื่องมือเครื่องไม้เป็นอย่างนี้ จนวันนึงไอ้ยุคนี้พังไป แล้วโลกก็จะกลับมาอยู่รวมกันกันอีกทีนึง แล้วก็พังอีก แล้วก็กลับมารวมกัน แล้วก็พังอีก มันจะเป็นอย่างนั้น มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันไม่เที่ยง มันเป็นวัฏฏะ เป็นอิทัปปัจจยตา เมื่อสิ่งนี้มีสิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้นสิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เพราะสิ่งนี้ดับไปสิ่งนี้จึงดับไป มันเป็นอย่างนี้แน่นอน คุณต้องอยู่เป็นผู้เข้าใจ ไม่ใช่อยู่เป็นผู้ที่อยากให้มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ คุณอยากไม่ได้หรอก

ไตรภพ

แล้วทุกวันนี้คุณมีเฟซบุ๊กมั้ย

มี เอาไว้ส่อง ก็ผมทำงาน ผมก็ต้องเอาไว้ส่อง เวลาเขาพูดเรื่องนี้ขึ้นมาผมก็ต้องดูว่ามันเป็นยังไง แต่ผมไม่เคยโพสต์อะไรเลยแม้แต่อันเดียว ถามว่าผมมีอินสตาแกรมมั้ย มี เอาไว้ส่อง แต่ไม่โพสต์

ทำไมถึงไม่โพสต์อะไรเลย

ก็ชีวิตผมมันไม่มีอะไร (เน้นเสียง) คุณว่าถ้าผมถ่ายต้นไม้ 30 วันแล้วโพสต์ทุกวันมันจะเป็นยังไง เฟซบุ๊กผมคงมีรูปต้นไม้เต็มไปหมดเลย เพราะชีวิตผมไม่มีอะไรเลย แล้วต้นไม้ก็ไม่ใช่ของผม ของเมียผม เขาเป็นคนชอบต้นไม้

ในชีวิตคุณคุยกับคนมาแล้วมากมาย ถ้าให้ย้อนมอง คุณพอจะเห็นจุดร่วมอะไรของมนุษย์บ้างไหม

โง่

มีมนุษย์ที่ฉลาดไหม

มี พระพุทธเจ้าไง คนที่เข้าใจว่าจะต้องหาวิชามาแทนที่อวิชชา แต่คนในโลกโง่มากกว่าฉลาดอยู่แล้ว เพราะมีอวิชชาครอบงำอยู่ อวิชชาแปลว่า ความไม่รู้ความจริง ความไม่รู้สิ่งที่ถูกต้อง สิ่งหนึ่งที่มนุษย์ไม่เคยเปลี่ยน เปลี่ยนน้อยมาก เปลี่ยนเฉพาะบุคคล คือเรื่องนี้เรื่องเดียว

เวลาพูดคุณพูดต้องพูดให้ถึงแก่น จะไปพูดทำไมว่ามีไฟฟ้า มีประปา อันนั้นฉลาด แต่ฉลาดในเรื่องของวิทยาศาสตร์ ฉลาดในเรื่องของรูปร่างตัวตน ไม่ได้ฉลาดในเรื่องของจิตใจ เอาง่ายๆ ผมถามคุณว่า ที่คุณทำสิ่งต่างๆ ทุกวันนี้เพื่ออะไร คุณมีชีวิตอยู่ทุกวันนี้เพื่ออะไร คุณตอบได้ไหม สมมติผมถามคุณแค่นี้ ‘คุณมีชีวิตอยู่ทุกวันนี้เพื่ออะไร’ คุณลองตอบสิ คุณตอบไม่ได้ เพราะอะไรรู้เปล่า เพราะคุณไม่ได้นึก ที่คุณตอบช้าเพราะคุณไม่ถามตัวเอง ไม่ใช่เพราะคุณมีหลายคำตอบ คุณไม่เคยรู้เลยว่าคุณอยู่เพื่ออะไร บ้าไหมนี่ แล้วผมถามคุณต่อไปว่าคุณบ้าหรือดี คุณมีชีวิตอยู่โดยคุณไม่รู้ว่าคุณมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร

ไตรภพ

Writer

Avatar

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load