2 เดือนพอดี

นับจากวันแรกที่ติดต่อขอสัมภาษณ์ จนถึงวันที่บทสัมภาษณ์นี้เผยแพร่

จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ บอกว่าช่วงนี้เธอยุ่งมาก และประเด็นข่าวที่เธอทำช่วงนี้ก็หนักมาก พอจัดรายการเสร็จก็หมดพลัง

ไม่กี่วันหลังจากติดต่อกันครั้งแรก รายการ ถามตรงๆ กับจอมขวัญ ก็เป็นที่พูดถึงทั่วบ้านทั่วเมือง เพราะทำประเด็นที่ทุกคนสนใจได้ลึกซึ้งถึงใจ

ผมแอบเสียดาย ถ้าได้สัมภาษณ์ตั้งแต่วันนั้น บทสัมภาษณ์นี้ก็จะออกพร้อมกับกระแสนั้นพอดี

แต่ก็เลิกเสียดาย เพราะสัปดาห์ต่อมา รายการของเธอ (รวมถึงภาพสีหน้าแววตาท่าทางของเธอ) ก็ถูกแชร์ว่อนโลกออนไลน์อีกครั้ง และเป็นอย่างนั้นเสมอมาในช่วง 2 เดือน

กระแสรายการของเธอไม่เคยหาย

เธอทำรายการด้วยสูตรไหน ถึงเป็นที่พูดถึงได้ต่อเนื่องยาวนานขนาดนี้

จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ พิธีกรนอกขนบ ถามเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่ถามเอาดราม่าสะใจ

แล้วลีลาการถามตรงๆ เข้าแสกหน้า กับสีหน้าท่าทางที่หลายคนนิยามว่า ‘เล่นใหญ่’ เป็นความตั้งใจหรือเปล่า

ผมไม่น่าเกริ่นอะไรเยอะ เก็บพื้นที่ไว้เล่าประสบการณ์การทำรายการข่าวเกือบ 20 ปี ของเธอดีกว่า

แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องบอกกันก็คือ จอมขวัญตัวจริงไม่เหมือนจอมขวัญในรายการ เธอไม่ได้จริงจังและดุดันแบบนั้น อาจจะตรงข้ามด้วยซ้ำ เธอเป็นคนเฮฮา เล่นมุกได้ตลอดการสนทนา เราคุยกันแบบนั้น จนบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ผมพิมพ์ (หัวเราะ) ได้ฟุ่มเฟือยที่สุดในชีวิต

(ตัดออกไปเยอะมากแล้วด้วย)

หากไม่ใส่ใว้ อาจเข้าใจว่า เธอพูดน้ำเสียงเหมือนในรายการ

ประโยคแรกเธอก็หัวเราะแล้ว

(หัวเราะ) – อันนี้ของผมเอง

ช่วงวิกฤตแบบนี้เป็นโอกาสให้นักข่าวได้แสดงฝีมือมากกว่าช่วงปกติหรือเปล่า

ไม่นะ เราเป็นคนขี้เกียจโดยพื้นฐาน (หัวเราะ) การแสดงความสามารถไม่ต้องใช้ต้นทุนสูงขนาดนี้ก็ได้ เพราะเป็นต้นทุนที่คนอื่นต้องจ่ายด้วยไง ไม่จำเป็นต้องเกิดเหตุการณ์อะไรนักข่าวก็พิสูจน์ฝีมือตัวเองได้อยู่แล้ว คนพูดกันเยอะว่านักข่าวหากินกับความผิดปกติของสังคม ความขัดแย้ง เรื่องลบ เราไม่ได้อยากให้เกิดเรื่องไม่ดี เพราะไม่จำเป็น แต่ถ้าเกิดขึ้นแล้ว เราก็ควรส่งเสียงเรื่องที่ผิดปกติหรือเรื่องที่ไม่ถูกไม่ควรมากกว่า เมื่อเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น เราจะทำยังไงกับเรื่องพวกนี้ จะใช้ความรู้วิชาชีพของตัวเองกับเรื่องพวกนี้ยังไง จะตีโจทย์ในการทำข่าวยังไง จะเลือกมุมไหนมานำเสนอ

เช่น มีคนถูกฆาตกรรม ญาติไปร้องหน่วยงานต่างๆ แล้วกลัวจะไม่ได้รับความเป็นธรรมเพราะคู่กรณีเป็นลูกหลานคนใหญ่คนโต เราอาจจะเลือกข่าวเดียวกับทุกที่ เพราะเวลามีข่าวดังๆ ทุกที่ก็เล่นหมด แต่เราจะเลือกเข้าไปที่โครงสร้างความขัดแย้ง ก็ไม่รู้ว่าทำได้ดีแค่ไหนนะ เป็นกรอบคิดของนักข่าวที่มาจากสายโครงสร้าง

ถามตรงๆ กับจอมขวัญ ถือเป็นรายการประเภทไหน

เป็นรายการสัมภาษณ์ แต่มีกลิ่นอายของความเป็นไทยรัฐ คือเป็นข่าวที่มีสีสัน และพื้นที่ข่าวที่กว้างมาก เราเลยได้สัมภาษณ์ในหัวข้อที่เราไม่เคยฝึกเลยตอนอยู่เนชั่น เราเป็นสายซีเรียส บางเรื่องอาจจะมีสีสันได้กว่านี้ แต่เราก็ยังดำดิ่งลงไปได้ แล้วดันเจอโปรดิวเซอร์สไตล์เดียวกันอีก

รายการคุณไม่เน้นขยี้เอาดราม่า

ส่วนตัวขวัญเป็นคนไม่ค่อยชอบดราม่า เพราะมันเป็นสีสันไม่ใช่แกนกลาง ตัวอย่างที่ยกบ่อยๆ คือ หวยสามสิบล้าน เนื้อเรื่องมันสนุกมากเลย ไม่ได้บอกว่าเราสนุกบนความขัดแย้งหรือความลำบากใครนะ คือมันเป็นเรื่องจริงที่มีการพิสูจน์ว่าใครเป็นเจ้าของ แต่รายการดิฉันก็พยายามอิงกฎหมายว่าตกลงมันของใครคะ ต้องถูกพิสูจน์ขั้นไหนคะ เรื่องการฟ้องร้องกันก็นั่งไล่ดูคดีว่าทั้งสองฝ่ายมีคดีอะไร แพ่งเท่าไหร่ อาญาเท่าไหร่ กี่สำนวน ใครฟ้องใคร นั่งไล่แบบนี้ แล้วก็ไม่ได้ใช้ในรายการนะ ใช้แค่ครั้งเดียวเพื่อจะตามว่าคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว

จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ พิธีกรนอกขนบ ถามเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่ถามเอาดราม่าสะใจ
จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ พิธีกรนอกขนบ ถามเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่ถามเอาดราม่าสะใจ

เชิญแขกมาออกรายการยากไหม

หืดเหมือนกันนะ เป็นงานที่โหดมากของโปรดิวเซอร์ การเชิญคนมาออกโทรทัศน์มันใช้ต้นทุนของแขกเยอะ เช่น เขาต้องมาพูดในเรื่องที่เขาก็ไม่แน่ใจว่าจะพูดได้มากน้อยแค่ไหน ต้องเดินทางมา ต้องเจอบรรยากาศที่ไม่ได้เจอทุกวัน ผนวกเข้าไปกับความเป็นจอมขวัญ จะคุยกับมันดีไหมวะ (หัวเราะ)

เคยมีคนปฏิเสธเพราะต้องคุยกับจอมขวัญไหม

ก็มีบ้างนะ บุคลิกแบบจอมขวัญก็เป็นปัญหาอย่างหนึ่งของโปรดิวเซอร์นะ ต้องขอโทษโปรดิวเซอร์ด้วย (หัวเราะ) เราไม่รู้ตัวจริงๆ ว่าเป็นคนถามดุ เราถามเพราะคิดว่าเรื่องนี้อยากรู้ เรื่องนี้ต้องถาม เวลาเราคุยกับใครในเรื่องที่เราไม่รู้ แล้วเขารู้ เราก็บุคลิกนี้แหละ พอมาเป็นนักข่าวมันก็อาจจะดูน่าอึดอัดหรือโหด จริงๆ เราไม่มีอะไรเลย เราเป็นแค่เด็กอยากรู้เฉยๆ

แขกรับเชิญกลุ่มไหนเชิญยากที่สุด

ขวัญแบ่งแขกเป็นสามกลุ่ม กลุ่มแรก เป็นคนที่โดนซักค้านตรวจสอบ ก็ยาก แม้กระทั่งขอโฟนอิน ซึ่งเราก็เข้าใจนะ แต่เราอยากให้เขาเปลี่ยนมุมมอง ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐไม่ว่าจะสังกัดใด การให้ข้อมูลกับประชาชนเป็นหน้าที่หนึ่งนะ เราเป็นผู้จ่ายภาษีย่อมมีสิทธิ์รู้ คลาสสิกมาก (หัวเราะ) ไม่ได้ทวงนะ เงื่อนไขในการได้สิทธิ์นี้มาโดยตัวมันเอง เดี๋ยวนี้ดีกว่าเมื่อก่อนเยอะ เพราะมีการพูดคุยเรื่องพวกนี้หรือชี้แจงกันจนคุ้นเคย เจ้าหน้าที่รัฐรุ่นใหม่ก็มีวิธีคิดที่ใหม่ขึ้น เป็นแบบแผนที่ลำลองขึ้น

อีกแบบคือเป็นผู้เสียหาย อันนี้เชิญง่าย เขายินดีมาเพราะต้องการพื้นที่เรียกร้องความเป็นธรรม ไม่ได้แปลว่าคนที่มาจะเป็นฝ่ายถูกนะ เพราะหน้าที่ของเราไม่ได้ตรวจสอบ ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเป็นทางการ เราแค่เปิดพื้นที่ให้เขาใช้เป็นกระบอกเสียง ในทางกลับกัน ตัวละครในคดีเดียวกันที่อยู่อีกฝั่งซึ่งไม่ได้อยากออกสื่อ เมื่อเราติดต่อไปว่า มีเรื่องนี้ ฝั่งนี้มาออกนะ อยากใหัอีกฝั่งมาด้วย ก็แล้วแต่ว่าเขาจะมาพูดไหม กรณีที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐหรือข้าราชการนะ

แล้วก็มีกลุ่มที่เป็นหัวข้อต่างๆ นอกเหนือจากคดี เช่นเรื่องที่ใช้ความเห็น ใช้ข้อมูล ไม่ได้ซักค้านใคร อันนี้ไม่ยาก

การเชิญแขกมาให้จอมขวัญซักค้านในรายการ ต้องโน้มน้าวยังไง

ไม่มีอะไรซับซ้อนเลย โปรดิวเซอร์จะพูดตรงไปตรงมาว่า ทำไมเราถึงคิดว่าเขาควรจะพูด แล้วเขาจะเจอสถานการณ์ยังไง เมื่อก่อนอาจจะยากกว่านี้นะ แต่แขกรับเชิญหมวดนี้จำนวนมากมีวิธีคิดเปลี่ยนไป อาจจะเห็นการโต้แย้งกันแสดงความคิดเห็นกันในโซเชียลมีเดียจนคุ้นเคย

จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ พิธีกรนอกขนบ ถามเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่ถามเอาดราม่าสะใจ

สิบปีก่อนรายการทอล์กอยู่ช่วงสี่ทุ่ม แล้วขยับลงมาเป็นหัวค่ำ เย็น บ่าย ตอนนี้เริ่มตั้งแต่เที่ยงแล้ว เวลามีผลอะไรกับรายการบ้าง

เรายังเคยคุยกันเลยว่า ต่อไปรายการทอล์กไม่ต้องมาตีห้าเลยเหรอ ได้สัมภาษณ์แล้วนะเว้ย (หัวเราะ) บริบทของรายการทอล์กคือ เวลาคุณมองว่าเรื่องไหนควรทำ ใครควรเป็นแขกรับเชิญ ทุกช่องก็มองเหมือนกันหมด ใช้แขกก็กลุ่มเดียวกัน พอมีโซเชียลมีเดีย รายการไหนได้แขกไปก่อนก็โพสต์ลงโซเชียลมีเดียก่อน หลายสถานีก็ปรับเวลารายการทอล์ก ซึ่งมีผลเหมือนกันในการได้แขกรับเชิญมา

มีคนถามเรื่องเลื่อนเวลาเยอะ เรายังไม่เคยอธิบายเรื่องนี้เหมือนกัน เท่าที่ได้รับการบอกมาคือ เป็นเรื่องการจัดลำดับเวลาของผังรายการ ซึ่งเราว่ามีผลหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตลาด ยุทธศาสตร์การดึงคนดู หรือดึงแขก ถ้าถามว่าเวลาของรายการเรามีผลต่อการเชิญแขกไหม ก็มีทั้งบวกและลบ ทำให้ได้แขกก่อนก็จริง แต่แขกบางหมวดก็ยังไม่เลิกงาน

หน้าที่ที่สำคัญที่สุดของพิธีกรคืออะไร

ถามในสิ่งที่คนอยากรู้ เพราะหลายเรื่องเรารู้อยู่แล้ว หลายเรื่องเราก็ไม่ได้อยากรู้ (หัวเราะ) เราเป็นคนแบบถ้ำๆ อยู่ในโลกส่วนตัว ไม่ค่อยจะอยากรู้อะไร ถ้าไม่ใช่เรื่องที่เราสนใจจริงๆ ไม่ใช่พื้นฐานของคนที่ควรจะมาเป็นนักข่าวเลย (หัวเราะ)

พอต้องทำหน้าที่พิธีกร เราก็ตีโจทย์ให้ง่ายที่สุด ซับซ้อนน้อยที่สุด เราจะถามในสิ่งที่คนอยากรู้ มีสิทธิ์รู้ ต้องรู้ เท่านั้นเอง เราเป็นคนรู้น้อย ก็ต้องเตรียมตัวทำการบ้านให้มาก บางเรื่องก็รู้คำตอบอยู่แล้ว แต่ถามเพื่อให้ผู้พูดเป็นคนพูดเอง เราพยายามเป็นผู้ถามที่ดีนะ ซึ่งไม่ได้แปลว่าผู้ตอบจะชอบผู้ถามคนนี้ (หัวเราะ)

ผู้ถามที่ดีเป็นยังไง

ต้องอยากรู้และเป็นนักฟังที่ดี อยากรู้ไม่ได้แปลว่า อยากรู้ไปซะทุกเรื่อง สิ่งสำคัญที่สุดในการเป็นนักสัมภาษณ์ที่ดีคือการฟัง ไม่ใช่คิดแต่จะถามให้คมยังไง ลึกยังไง ต้อนยังไง การถามที่ดีมาจากการฟัง ฟังอย่างเปิดใจ พร้อมฟังเขา ทำให้เขาอยากคุยกับเรา อยากบอกเรา เราไม่รู้สึกว่าเป็นการสัมภาษณ์นะ เหมือนมานั่งคุยกัน

ถ้าไม่ใช่เรื่องปัญหาโครงสร้าง รายการเราจะมีบรรยากาศของการนั่งคุยกัน บางเรื่องเราไม่ได้ถามเพราะอยากได้คำตอบ แต่ถามเพื่อสื่อสารกับเขา ว่ามีคนพร้อมฟังให้เขาระบาย มีคนอยากเข้าใจความทุกข์ของเขา มีคนเข้าใจนะว่าทำไมต้องออกมาพูดเรื่องนี้ ต้องออกมาสู้ มันเป็นมิติของความเป็นมนุษย์

เราจึงเป็นทั้งคนถามและเพื่อนมนุษย์ แล้วการเป็นคนฟังที่ดีต้องอาทรนะ มันอาจจะมีคนผิดในบางเรื่องจริง แต่เราก็ยังให้ความสำคัญกับการพูดคุย เพราะการพิสูจน์ถูกผิดมันต้องเข้าสู่กระบวนการอย่างเป็นทางการ แต่การสื่อสารผ่านสื่อ เราอยากให้สังคมคุ้นกับการพูดคุยกันได้ แม้จะเป็นเรื่องความขัดแย้ง หรือคิดต่างกัน คนสองกลุ่มนั้นต้องคุยกันได้ และไม่ได้แปลว่ากลุ่มใดต้องเปลี่ยนไปคิดเหมือนกลุ่มใด บางหัวข้อไม่ต้องมีใครชนะหรือเป็นฝ่ายถูกก็ได้

ถ้าแขกตอบไม่เหมือนสิ่งที่คุณรู้มา คุณทำยังไง

แล้วแต่ว่าเป็นเรื่องอะไร ถ้าเป็นเรื่องการเมือง มีคนถามเราเยอะว่า ไม่รู้เหรอว่าเขาโกหก บางเรื่องก็รู้อย่างชัดแจ้ง แต่นั่นคือสิทธิ์ที่เขาจะใช้ ในภาวะแบบนี้ หน้าที่ของเราคือพยายามถามเพื่อให้เขาอธิบายสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วว่าไม่จริงให้มากที่สุด เราจะเจาะเข้าไปให้ลึกที่สุด เรื่องที่แต่งขึ้นมันจะไปไม่สุด จะตันของมันเอง

ถ้าเรื่องส่วนตัว เราอาจจะบอกได้แค่ คนนี้มองมุมนี้ เขามีคำตอบชุดนี้ เราถึงบอกว่า ทำไมทุกคนที่เกี่ยวข้องถึงควรได้พูด เอาข้อมูลจากทุกมุมมาพิสูจน์กัน แต่อย่าคิดว่ารายการข่าวเป็นที่พิสูจน์ความถูกผิด ไม่ใช่ทุกคนจะพูดทุกเรื่องผ่านสื่อ ซึ่งเราก็ไม่เห็นความจำเป็นนั้น เราบอกแขกรับเชิญเสมอว่า บอกเท่าที่สบายใจ บอกเท่าที่อยากบอก รายการเราไม่ได้มีเป้าหมายให้ใครมาสารภาพอะไรกับเรา เราเป็นใคร เขาถึงต้องมาสารภาพกับเรา

ในเรื่องที่เป็นหัวข้อมาร้องเรียนหรือขอความช่วยเหลือ ถ้าคิดว่าอะไรเป็นประโยชน์ที่สื่อจะขับเคลื่อนให้ได้ก็ใช้ ถ้าคิดว่าไม่ควร ไม่ต้อง ไม่สบายใจจะตอบ ก็ไม่เป็นไรเลย ต่อให้เป็นคดีอาชญากรรม คนที่มาร้องขอความเป็นธรรมกับสื่อก็ไม่ต้องบอกเราทุกเรื่องนะ บางเรื่องเป็นแค่เรื่องส่วนตัวที่จะสร้างสีสันความลึกซึ้งให้เรื่อง ถ้าไม่เกิดประโยชน์อะไรกับตัวเขา ขวัญก็จะไม่ถามเข้าไป บางคนมากับทนาย ขวัญจะเตือนเขาในรายการด้วยซ้ำว่า ให้ทนายลองฟังนะคะ ถ้าคำถามมันจะนำไปสู่คำตอบซึ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อเขาเตือนได้เลย

ถ้วยรางวัลของเราไม่ได้มาจากการเข้าไปลึกที่สุดในพื้นที่ที่ไม่ควรจะเข้านะ แต่ถ้วยรางวัลของเราคือ คนได้ใช้ประโยชน์จากพื้นที่การทำงานของเราได้มากที่สุด อันนี้สำหรับคนที่มาร้องเรียน

ถ้าแขกบอกว่า ผมไม่ตอบ ขอให้การในชั้นศาล จะดำเนินรายการต่อกันไปยังไง

ได้ เราให้สิทธิ์นั้น เรามีทริกที่จะดำเนินรายการต่อได้ เราเจอแบบนี้น้อยนะ เพราะก่อนเข้าสู่รายการสดจะมีกระบวนการทำความเข้าใจกรอบร่วมกัน แต่เมื่อมาถึงจุดหนึ่ง โดยเฉพาะคดีส่วนตัว เราเข้าใจ แต่ถ้าเป็นคดีประโยชน์สาธารณะ อันนี้ปล่อยยาก ไม่ต้องศาลค่ะ เดี๋ยวดิฉันเนี่ยแหละค่ะจะเข้าไปหาเอง (หัวเราะ)

จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ พิธีกรนอกขนบ ถามเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่ถามเอาดราม่าสะใจ

หน้าที่พิธีกรของคุณครอบคลุมถึงการสร้างความสนุกสีสันในรายการด้วยไหม

ทีวีมีสิ่งที่ช่วยดึงดูดเยอะทั้งภาพและเสียง ถ้าเราได้สัมภาษณ์คนที่เป็นแกนกลางเรื่อง ก็ไม่ต้องทำหน้าที่สร้างแรงดึงดูดมาก แต่เราก็ต้องทำให้มันเปล่งประกายกว่าเดิม สไตล์ขวัญไม่ได้เน้นสีสันเท่าเนื้อหา แต่สีสันที่ผ่านมาอาจจะถูกเน้นโดยบุคลิกของเราเอง (หัวเราะ) ทั้งมือไม้ สีหน้า แววตา ซึ่งเราเป็นคนแบบนั้น นั่งคุยกันอยู่นี่เราก็โยกตัวตลอดเวลา คนหรือลูกข่างวะเนี่ย (หัวเราะ) เราเป็นคนเสียงดัง ขี้เล่น ตลกท่าทาง แอคติ้งเยอะ เล่นใหญ่ ซึ่งเพื่อนจะคุ้นกันอยู่แล้ว

เมื่อก่อนคุณก็ไม่ได้เล่นใหญ่ขนาดนี้นะ

เพราะเราแก่ขึ้นเลยไม่ค่อยสนใจสิ่งเหล่านี้มั้ง (หัวเราะ) พอเราเปลี่ยนมาทำเรื่องคดี ต้องสัมภาษณ์คนธรรมดาไม่ใช่คนดัง เราต้องลดความเป็นทางการของเราลงมา ไม่งั้นเขาจะเกร็ง แต่พอทำบ่อยๆ แล้วมันติดน่ะ (หัวเราะ)

เราเป็นผู้ดำเนินรายการที่หลุดแบบแผนมาก ไม่ใช่ผู้ดำเนินรายการที่ดูเป็นทางการ ดูเท่ ดูเจ๋ง เพราะเราบ้านมากเลย เวลาเรานึก หน้าเราก็นึกเลย ไม่ได้สนใจกล้องใดๆ ไม่ได้คิดว่าต้องนั่งท่าให้สวย เราต้องการสร้างบรรยากาศคนคุยกัน นี่ขนาดพยายามเป็นคนคุยกัน คนยังรู้สึกว่าเราน่ากลัวเลย ถ้าอยู่ในโหมดถามตอบตรงๆ จะน่ากลัวกว่านี้อีก ไม่มีเสียงหัวเราะ ไม่มีแซวเลย

เราแก่เกินกว่าจะเปลี่ยนบุคลิกได้แล้ว ทั้งเวลาจะเอ๊ะ จะเล่นใหญ่ เราก็เลยบอกน้องผู้กำกับว่า ไม่ต้องตัดหน้าพี่ออกจอมาก บางทีเราไม่รู้ตัวหรอกว่ากำลังทำหน้าอะไร บางครั้งช่างภาพต้องพูดเข้าหูฟังว่า พี่ถอยลงมาหน่อยได้ไหม หน้าพี่เข้าเฟรมแขกแล้ว คือเราถลึงหน้าเข้าไปเพราะเราอยากฟังเขา มันก็เข้าไปใกล้ขึ้นเรื่อยๆ (หัวเราะ)

นอกจากทีมงานคุณไม่ได้ตัดสีหน้าคุณออกแล้ว ตอนทำภาพปกวิดีโอรายการในยูทูบทุกตอน ครึ่งภาพยังเป็นรูปคุณกำลังทำสีหน้าต่างๆ ดูเหมือนสีหน้าของคุณจะเป็นที่ชื่นชอบของทีมงานนะ

(มองบน) ข้อแรกนะคะ เราไม่ได้แอคติ้ง เวลาคุยกับคนมันไม่มีเวลาแอคติ้ง ไม่งั้นสมาธิคุณจะหลุดจากสิ่งที่เขาพูด แล้วไม่รู้จะถามอะไรต่อ เพราะเราไม่มีสคริปต์คำถาม ช่วงทำรายการใหม่ๆ ขวัญถูกสอนให้มีประเด็นคำถาม พอทำมาถึงจุดหนึ่งมันไม่เวิร์กสำหรับเรา เพราะเราถามแข็งมาก เลยมีแค่เช็กลิสต์ว่า รายการวันนี้ต้องตอบสองประเด็นนี้ แต่ละประเด็นมีประเด็นย่อยๆ อะไรบ้าง คำถามของเราจะมาจากสิ่งที่เขาตอบ

ตอนอยู่ในรายการ เราไม่ได้ชักสีหน้าหรือพยายามแสดงออกทางสีหน้า เราเป็นคนขมวดคิ้วอยู่แล้ว เราเข้าใจอะไรยาก เข้าใจช้ากว่าคนอื่น บางสีหน้าเหมือนเรากำลังโกรธคำตอบแขก แต่ตอนนั้นเราคุยกันเรื่องที่เซนซิทีฟ แล้วเรากังวลเรื่องอื่น ทั้งการถามของเราและคำตอบของเขา ความเครียดไม่ได้มาจากความรู้สึกต่อคำตอบ แต่มาจากบริบททั้งหมด

คนจำนวนมากเอาสีหน้าของคุณไปใช้สรุปสิ่งที่แขกรับเชิญพูด

คนพูดกันเยอะว่า จอมขวัญมีสีหน้าแบบนี้ แสดงออกแบบนี้ เพราะรู้สึกกับแขกรับเชิญแบบนี้ พยายามทำให้แขกรับเชิญเป็นแบบนั้นแบบนี้ นั่นไม่ใช่ความตั้งใจของเราเลย เราไม่เคยมีความรู้สึกนั้น เราแทบไม่ได้รู้สึกอะไรกับตัวบุคคลด้วยซ้ำ ใจของเราไปอยู่ที่ประเด็นไม่ได้อยู่ที่คนพูด เราถูกฝึกมานานจนแยกได้จริงๆ นะ

บางสีหน้าก็ไม่ใช่ไม่เชื่อนะ แค่ เอ๊ะ เฉยๆ สงสัยว่าเป็นแบบนี้ก็ได้เหรอ การถามซ้ำๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าเราคิดว่าคนที่คุยด้วยโกหก เราแค่เอ๊ะ ยังไงต่อ

จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ พิธีกรนอกขนบ ถามเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่ถามเอาดราม่าสะใจ

คุณเคยตั้งใจเชือดแขกในรายการไหม

เราไม่เคยมีความตั้งใจนั้นเลยจริงๆ เราสอนน้องโปรดิวเซอร์ด้วยซ้ำว่า ไม่ว่าหัวข้อไหน แขกคนนั้นจะเป็นใคร ทีมงานเรามีความรู้สึกส่วนตัวยังไง ต้องตัดออกให้หมด เราต้องปฏิบัติกับแขกทุกคนเหมือนกันหมด

เราเคยมีความเข้าใจผิดตั้งแต่ทำรายการสัมภาษณ์แรกๆ บริบทแวดล้อมทำให้เราเข้าใจผิดว่า ความเท่คือการที่คนสัมภาษณ์บี้ให้แขกจนมุม แต่เราไม่เคยมีธงแบบนี้ เพราะวิธีการนี้ไม่เวิร์ก จะทำไปเพื่ออะไร ถ้าเขามาแล้วถูกปฏิบัติแบบนั้น เขาก็จะไม่มาอีก นอกรายการเขาก็จะไม่คุยกับคุณ ไม่แม้แต่จะเป็นเพื่อนคุณด้วย เราไม่ทำแบบนั้น

ถ้าวิธีการถามและบุคลิกเราทำให้เขารู้สึกว่าเขาโดนทำแบบนั้น เราก็พร้อมจะขอโทษ เราไม่มีความตั้งใจนั้นแน่ๆ เราเป็นคนคุ้นเคยกับความขัดแย้ง แต่ไม่ชอบเอาตัวไปอยู่ในความขัดแย้งโดยไม่จำเป็น ถ้าใครมารายการเราแล้วรู้สึกว่าโดนเชือด เราไม่ได้ตั้งใจจริงๆ

เวลาแขกจนมุมในรายการรู้สึกสงสารไหม

ถ้าเป็นหมวดความขัดแย้งทั่วไป เราไม่เคยเจอภาวะแบบนั้นมากนัก แต่ถ้าเป็นเรื่องประโยชน์สาธารณะที่ตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องตอบให้ได้ว่า ทำไมแบบนั้นแบบนี้ เราจะไม่ใช้ความสงสารในการสัมภาษณ์ แต่เมื่อได้คำตอบแล้ว สุดแล้ว ไปต่อไม่ได้แล้ว เราก็พอ เราจะไม่แบบ เอาอีกหน่อยให้สะใจ ถ้าเราสัมผัสได้ว่าเขากำลังเข้ามุม เราจะพยายามดึงเขากลับมา แต่ไม่รู้ว่าเขารู้สึกหรือเปล่านะ เมื่อได้คำตอบแล้วไม่ต้องทิ้งเขาไว้ตรงมุมก็ได้ เพราะเราไม่ได้ต้องการให้คนจนมุม หลังพิงกำแพงไปไหนไม่ได้

บางคนต้องพูดแทนหน่วยงานตัวเอง เขาอาจจะมีสองด้านที่ต้องรับมือ เขาอาจจะไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่พูดก็ได้ แต่เขาจะทำยังไงได้ล่ะ เราไม่รู้สึกว่าเขาคือจำเลย เราจะรู้สึกตัวตลอดเวลาว่าเราถามเฉยๆ ไม่ได้ตัดสิน เราไม่ต้องการให้เกิดการตัดสินในรายการ เพราะมันไม่ถูกต้อง มันไม่ใช่กระบวนการที่ควรจะเป็น

ตั้งแต่ทำมา ตอนไหนที่คุณชอบสุด

ตอนที่ปัญหาถูกคลี่คลาย มันพิสูจน์ได้ว่าพื้นที่ของรายการช่วยเขาได้จริงๆ อย่างเป็นรูปธรรม เช่น คดีของแม่น้องพลอย ลูกสาวหายไปสองสามปี หาไม่เจอ ก็มาร้องกับทนาย ร้องสื่อ จนได้มาออกในรายการ แล้วก็หาลูกเจอ พบว่าลูกถูกกระทำจริงๆ เป็นหน้าที่บนพื้นที่ที่เราควรจะใช้ ไม่ว่าจะเป็นคดีไหน ก็ไม่ได้เกิดจากรายการถามตรงๆ เพียงรายการเดียว แต่ทุกสื่อช่วยกัน ที่สำคัญคือ สังคม โซเชียลมีเดียเป็นกลไกที่เดินเรื่องให้ทุกคนเร็วมาก เราไม่ได้ต้องการตัดสินในรายการ แต่รายการควรจะไปหยอดน้ำมันฟันเฟืองให้เดินได้อย่างที่ควรจะเดิน

จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ พิธีกรนอกขนบ ถามเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่ถามเอาดราม่าสะใจ

ตอนที่ชอบกับตอนที่เรตติ้งดีเป็นตอนเดียวกันไหม

ไม่ (หัวเราะเสียงดัง) ไม่ใกล้กันเลย เราเป็นคนสายเครียด ตอนที่ชอบมีสองแบบ คือถนัดเข้าปากมาก กับเรื่องนี้ต้องถูกพูด เรื่องประเภทหลังนี่ท้าทายสภาพจิตใจในการรับเรตติ้งมาก (หัวเราะ) เรื่องที่เรตติ้งดีมักจะเป็นเรื่องที่อยู่ในกระแส ซึ่งไม่ใช่การวัดคุณค่าข่าวนะคะ เพราะทุกข่าวมีมุมและคุณค่าในตัวเอง แต่ก็ต้องยอมรับว่าเรตติ้งเป็นกลไกในการเดิน ในการอยู่ของสื่อในโลกทุนนิยม ถ้าคุยเรื่องนี้อีกยาวเลย (หัวเราะ)

ตอนที่เรตติ้งดีก็สร้างการเปลี่ยนแปลงได้นะ แต่ต้องประยุกต์หลายชั้นหน่อยเพราะเราเป็นคนถนัดเชื่อมแบบบ้านๆ อยู่แล้ว ส่วนเรื่องที่ควรจะถูกพูดถึงนี่คือการเขย่าตอม่อเลย เป็นการทำงานคนละแบบ เราอาจจะถนัดเขย่าตอม่อเป็นส่วนใหญ่

ช่วงก่อนหรือหลังรายการ มีเหตุการณ์อะไรสนุกๆ ที่คนดูนึกไม่ถึงบ้าง

มีเยอะเลย (หัวเราะ) มีคนบางหมวดที่เวลาออกสื่อแล้วคนจะหมั่นไส้ว่าพูดแบบนี้ได้ยังไง บางคนตัวจริงไม่ได้เป็นแบบนั้นนะ เขาแค่รู้สึกว่าเมื่อขึ้นเวทีเขาต้องมีบุคลิกนี้ เราถึงกับต้องถามเขานอกรอบว่า ทำไมพี่ต้องทำขนาดนี้ (หัวเราะ)

บางครั้งคุณก็เรียกแขกรับเชิญในรายการว่า พี่ ซึ่งพิธีกรส่วนใหญ่ไม่ทำกัน

ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในรายการเราไม่ได้เผลอนะ ตั้งใจ กรองแล้ว เพราะมันทำให้แขกสบายขึ้น คุยกันง่ายขึ้น บางครั้งคุยไปคุยมา จากคำว่าดิฉัน ก็กลายเป็นจอมขวัญ ไม่รู้ว่าควรทำหรือไม่ควรทำนะ แต่การทำแบบนี้ทำให้แขกรับเชิญรู้สึกโล่งขึ้น

ชีวิตคุณในแต่ละวันทำอะไรบ้าง

เราขอเขาทำรายการเดียวเพราะแก่แล้ว (หัวเราะ) เราคุยไลน์กับน้องๆ โปรดิวเซอร์ตลอด คุยมากหน่อยช่วงเย็นกับเช้า คุยประเด็น คุยว่าแขกรับเชิญเป็นใคร น้องๆ ก็เตรียมไป เราก็นั่งอ่านข้อมูล ช่วงบ่ายก็เข้าออฟฟิศ ไปเตรียมจัดรายการสด เราได้ประเด็นที่จะจัดรายการวันพรุ่งนี้ตั้งแต่ตอนเย็นวันนี้ แต่พรุ่งนี้เช้ามาทบทวนอีกทีว่า เอาประเด็นนี้แน่นะ เหลี่ยมนี้แน่นะ ยังเป็นแขกคนนี้อยู่ไหม ช่วงข้ามคืนถึงเช้าอาจมีอะไรเปลี่ยนแปลง

จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ พิธีกรนอกขนบ ถามเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่ถามเอาดราม่าสะใจ

ดูเหมือนทำงานไม่เยอะ

ถ้าดูผ่านหน้าจอก็ใช่ แต่ต้องมาดูเรานั่งอ่านข้อมูล สมัยที่เราจัดรายการคู่กับ คุณสุทธิชัย หยุ่น รายการสั้นมากสิบกว่านาทีต่อวัน เราต้องนั่งอ่านข้อมูลสามชั่วโมงเพื่อตอบคุณสุทธิชัยแค่สองประโยค มันต้องใช้เวลา เวลาใครบอกว่าทำงานแค่นี้เอง อยากให้มาทำจัง (หัวเราะ) มันเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนะ ที่ต้องคุยกับคนที่ไม่เคยเจอกันมาก่อนในชีวิต แล้วทำให้เขาสบายใจ อยากคุย อยากบอก

กว่าจะมานั่งคุยยิ้มๆ ได้ เราผ่านอะไรมาเยอะมาก ระหว่างทางก็ถามตัวเองตลอดว่า ใช่ไหมเนี่ย อยู่ถูกที่หรือเปล่า จะไปต่อยังไง เราถามตัวเองบ่อยมาก ตอนนี้ก็เข้าใจมากขึ้น

เคยทำงานหนักที่สุดในชีวิตแค่ไหน

ทำสัปดาห์ละเจ็ดแปดรายการ มีทั้งอ่านสั้นๆ แต่สั้นๆ ก็ต้องเตรียมเยอะมาก มีรายการรายวัน รายสัปดาห์ แล้วก็รายการที่สลับกับคนอื่นบ้าง ที่รู้สึกว่าเยอะเพราะเหลือเวลานอนน้อยมาก ที่รู้สึกว่าพอแล้วต้องหยุดก็คือ แม่โทรมาก็บอกเดี๋ยวโทรกลับ ไม่ได้โทรมาตอนที่เรากำลังทำงานสำคัญด้วยนะ อาจจะเป็นช่วงเตรียมตัว หรือตอนกำลังเหนื่อย กว่าจะโทรกลับก็นานมาก นี่คือสัญญาณเตือนว่าเสียสมดุลแล้ว

งานเยอะขนาดเราถามตัวเองว่า ทำขนาดนี้ไปเพื่ออะไร ตอนรับเราก็ไม่ได้คิดอะไร งานมันถูกมอบหมายเข้ามาพร้อมๆ กัน ตอนนั้นเราเป็นเด็กรุ่นใหม่ เขาให้ทำอะไรก็ทำ ไม่ได้รู้สึกว่าต้องเลือก ต้องเรียงลำดับความสำคัญ มันเริ่มหนักตั้งแต่อายุยี่สิบหก จนเราถามตัวเองว่า จะหนักแบบนี้อีกกี่ปี ก็ตอบว่า อีกสิบปี พออายุเริ่มสามสิบก็ตั้งใจผ่อนเลย พอสามสิบห้าเราก็ต้องการการเปลี่ยนแปลงเพื่อบาลานซ์แล้ว

พออายุสามสิบห้า คุณเลือกเก็บอะไรไว้ ตัดอะไรออก

ขอทำแต่รายการสัมภาษณ์ ขอทำรายการเดียวในด้านที่เราสนใจ ทำให้มันเข้มข้นไปเลย ไม่ใช่ว่าไม่อยากเล่าข่าว ไม่อยากทำงานอื่นนะ แต่รายการสัมภาษณ์มันหนักมาก ต้องเตรียมตัวแบบที่คนนึกไม่ออก เราเลยเลือกสิ่งที่ทำแล้วคุ้มเหนื่อย การสัมภาษณ์ทำให้เราโตขึ้นเยอะ อาจเพราะได้เจอคนหลากหลายรูปแบบ หลากหลายหัวข้อ ต้องคุยกับคู่ขัดแย้งที่อยู่ตรงหน้าเรา ได้เห็นว่าสังคมโลกและมนุษย์มันเป็นยังไง ไม่ใช่แค่ได้ชั่วโมงบิน แต่ได้ขัดเกลาชีวิตเราไปด้วย

โจทย์ของการสัมภาษณ์ยังเหลืออีกเยอะเลยที่เราจะจินตนาการได้ เรายังไม่เคยมีอันนั้น อันนี้เลย ทั้งตัวบุคคลและประเด็น ก็เลยเลือกสัมภาษณ์ ตอนเลือกเป็นช่วงที่เราถูกท้าทายจากสิ่งรอบข้างจำนวนมากด้วย ถ้าเล่าข่าวอาจจะสบายใจกว่านี้ ไม่โดนวิจารณ์ขนาดนี้ ไม่ถูกจับตาขนาดนี้

คุณยังไม่ชินกับการเป็นบุคคลสาธารณะหรือ

เราไม่ชอบอยู่ในสปอตไลต์เลย จะยี่สิบปีแล้วเรายังปรับตัวอยู่เลยนะ ความยากคือเมื่อคุณทำมาถึงจุดหนึ่งที่คนคุ้นหน้าคุ้นชื่อคุณแล้ว คุณก็จะโดนวิพากษ์วิจารณ์ได้ง่ายกว่า คุณจะรับมือมันยังไง มันเป็นสิ่งที่บุคคลสาธารณะทุกคนต้องเจอ บางคนอาจจะจัดการได้ดีกว่าเรา แต่สำหรับเราซึ่งเป็นมนุษย์ถ้ำถือเป็นเรื่องที่ยากลำบากมาก

จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ พิธีกรนอกขนบ ถามเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่ถามเอาดราม่าสะใจ

ถือว่าคุณแจ้งเกิดในวงการข่าวจากการจัดรายการคู่คุณสุทธิชัยได้ไหม

ถ้าคนนอกมองเข้ามาก็ใช่ เป็นรายการที่ออกฟรีทีวีด้วย คนเลยเห็นเด็กคนหนึ่งนั่งอยู่กับคุณสุทธิชัย ขวัญเรียนจบเอกภาษาอังกฤษ สมัครเข้าไปเป็นนักข่าวเศรษฐกิจ แต่แสดงความจำนงว่าอยากอยู่ข่าวต่างประเทศเพราะเรียนมาด้านนี้ วันหนึ่งที่จะทำรายการข่าวต่างประเทศ ต้องหาคนมาดำเนินรายการคู่กับคุณสุทธิชัย หยุ่น และคุณเทพชัย หย่อง เลยเรียกเราไปแคสต์ แล้วก็เลือกสองคน อีกคนเป็นพี่ที่อยู่โต๊ะต่างประเทศอยู่แล้ว

กดดันไหม

กดดันสิ ไม่ไช่เรื่องคนจะมองว่าเราเก่งหรือไม่เก่งนะ กดดันว่าวันนี้คุณสุทธิชัยจะถามว่าอะไร เขาชอบโยนมาในสิ่งที่ไม่ได้เตี๊ยม โดยบทบาทคุณสุทธิชัยคือคนวิเคราะห์ ขวัญเป็นลูกคู่ คุณสุทธิชัยร้องท่อนหลัก ขวัญก็ฮู้เยๆ ไป แต่เป็นลูกคู่ที่อย่าทำเพลงกูเพี้ยนนะ (หัวเราะ) น้อยมากที่แกจะบอกว่า ผมจะเล่นมุมนี้นะ คุณพูดเรื่องนี้ ส่วนใหญ่จะโยนสดเลย น่ากลัวไหมล่ะ เราก็ต้องนั่งอ่านข้อมูลสามชั่วโมงเพื่อตอบคุณสุทธิชัยให้ได้สองประโยค

บางทีแกจะโยนมาแบบ อ้า คุณจอมขวัญ อันนี้สบาย แต่ถ้าต้องเสียบเข้าไปเอง เราต้องจับจังหวะการพูดของแกให้ได้ ต้องรู้ว่าพูดอันนี้เสร็จแล้ว จบประเด็นแล้ว ซึ่งเราต้องอ่านมา ถ้าพูดถึงตรงนี้แปลว่าจบ เข้าไปเลย แรกๆ ก็มีพูดทับนิดหน่อย เราก็ผวาเลย ตายห่า เข้าผิดทาง (หัวเราะ) แต่คุณสุทธิชัยจะไม่ตำหนิเรื่องนี้ เลยทำให้กล้าเสียบ คุณสุทธิชัยก็ทราบแหละว่าทีมงานเกร็งแค่ไหน ก็พยายามให้ความคุ้นเคย ชวนคุยนอกรอบจะได้เกร็งน้อยลง

ได้วิชาอะไรมาบ้าง

สิ่งที่ได้ก็คือ ต้องเตรียมตัวให้ดี เวลาคุณจะทำอะไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าคุณจะใช้หรือไม่ใช้ข้อมูลนั้น คุณต้องอ่าน ต้องรู้ไว้ บางทีขวัญอ่านเยอะมาก นึกในใจว่า เฮ้ย ไม่ถามเลยเหรอ นี่เตรียมมาแบบมั่นใจเลยนะ แต่เตรียมไว้ก็ไม่เสียหาย ไม่ใช่ว่าเราเตรียมมาแล้วต้องโชว์ว่ารู้ อ่านไว้แค่ให้รู้ก็ได้ เหมือนวัตถุดิบ บางอย่างคุณอาจจะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้ แต่ถ้าต้องใส่คือเตรียมไว้แล้ว ไม่ต้องซื้อ

มีช่วงที่เรียกว่าทำงานด้วยความสนุกไหม

ไม่มีนิยามของการทำงานแล้วสนุกเลย (หัวเราะ) ถ้าสนุกปนเหนื่อยคือ ช่วงน้ำท่วมใหญ่ เหนื่อยจนไม่รู้ว่าจะผ่านไปได้ยังไงในแต่ละวัน เหนื่อยจนไม่รู้จะบรรยายออกมาเป็นคำพูดอะไร อีกเรื่องที่ตอนนี้พูดถึงได้อย่างสนุกคือ ช่วงการเมืองแรงๆ ตอนนั้นสะบักสะบอม โอ้ย พร้อมจะใช้ถังออกซิเจน แต่วันนี้พูดได้แล้วว่าตอนนั้นมีสีสันที่ฉูดฉาดมาก

การทำงานในช่วงนี้ต่างจากช่วงที่ผ่านๆ มายังไง

ตอนนี้อยู่ในช่วงที่คิดว่าจะออกจากคอมฟอร์ตโซนดีไหม คิดว่าเราทำอะไรได้มากกว่านี้อีกไหม ไม่ใช่เพราะเราคิดว่าตัวเองเจ๋งแล้ว สุดแล้ว แต่เราคิดว่าต้องรู้จักพื้นที่ซึ่งขยายไปมากกว่านี้แล้ว เราควรจะลองขยับออกไปอีกไหม เราอยู่กับข่าวมาเกือบยี่สิบปี ก็นึกไม่ออกว่าจะขยับไปทางด้านไหน เพราะถ้าเป็นด้านเนื้อหาข่าวเราก็ทำครบแล้ว หลังจากนี้ยังคิดไม่ออกเลย

ถ้ารายการ ถามตรงๆ กับจอมขวัญ เชิญจอมขวัญไปออก คิดว่าจะคุยเรื่องอะไร

อาจจะถามคล้ายๆ The Cloud มั้ง ทำมาตั้งนาน คิดยังไง ตอนเกิดเหตุนี้สัมภาษณ์นี้คิดยังไง แล้วทั้งหลายทั้งปวงที่ทำมาทั้งหมดคิดเห็นประการใด ขอลอกเลย (หัวเราะ)

จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ พิธีกรนอกขนบ ถามเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่ถามเอาดราม่าสะใจ

2 เดือนพอดี

นับจากวันแรกที่ติดต่อขอสัมภาษณ์ จนถึงวันที่บทสัมภาษณ์นี้เผยแพร่

จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ บอกว่าช่วงนี้เธอยุ่งมาก และประเด็นข่าวที่เธอทำช่วงนี้ก็หนักมาก พอจัดรายการเสร็จก็หมดพลัง

ไม่กี่วันหลังจากติดต่อกันครั้งแรก รายการ ถามตรงๆ กับจอมขวัญ ก็เป็นที่พูดถึงทั่วบ้านทั่วเมือง เพราะทำประเด็นที่ทุกคนสนใจได้ลึกซึ้งถึงใจ

ผมแอบเสียดาย ถ้าได้สัมภาษณ์ตั้งแต่วันนั้น บทสัมภาษณ์นี้ก็จะออกพร้อมกับกระแสนั้นพอดี

แต่ก็เลิกเสียดาย เพราะสัปดาห์ต่อมา รายการของเธอ (รวมถึงภาพสีหน้าแววตาท่าทางของเธอ) ก็ถูกแชร์ว่อนโลกออนไลน์อีกครั้ง และเป็นอย่างนั้นเสมอมาในช่วง 2 เดือน

กระแสรายการของเธอไม่เคยหาย

เธอทำรายการด้วยสูตรไหน ถึงเป็นที่พูดถึงได้ต่อเนื่องยาวนานขนาดนี้

จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ พิธีกรนอกขนบ ถามเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่ถามเอาดราม่าสะใจ

แล้วลีลาการถามตรงๆ เข้าแสกหน้า กับสีหน้าท่าทางที่หลายคนนิยามว่า ‘เล่นใหญ่’ เป็นความตั้งใจหรือเปล่า

ผมไม่น่าเกริ่นอะไรเยอะ เก็บพื้นที่ไว้เล่าประสบการณ์การทำรายการข่าวเกือบ 20 ปี ของเธอดีกว่า

แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องบอกกันก็คือ จอมขวัญตัวจริงไม่เหมือนจอมขวัญในรายการ เธอไม่ได้จริงจังและดุดันแบบนั้น อาจจะตรงข้ามด้วยซ้ำ เธอเป็นคนเฮฮา เล่นมุกได้ตลอดการสนทนา เราคุยกันแบบนั้น จนบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ผมพิมพ์ (หัวเราะ) ได้ฟุ่มเฟือยที่สุดในชีวิต

(ตัดออกไปเยอะมากแล้วด้วย)

หากไม่ใส่ใว้ อาจเข้าใจว่า เธอพูดน้ำเสียงเหมือนในรายการ

ประโยคแรกเธอก็หัวเราะแล้ว

(หัวเราะ) – อันนี้ของผมเอง

ช่วงวิกฤตแบบนี้เป็นโอกาสให้นักข่าวได้แสดงฝีมือมากกว่าช่วงปกติหรือเปล่า

ไม่นะ เราเป็นคนขี้เกียจโดยพื้นฐาน (หัวเราะ) การแสดงความสามารถไม่ต้องใช้ต้นทุนสูงขนาดนี้ก็ได้ เพราะเป็นต้นทุนที่คนอื่นต้องจ่ายด้วยไง ไม่จำเป็นต้องเกิดเหตุการณ์อะไรนักข่าวก็พิสูจน์ฝีมือตัวเองได้อยู่แล้ว คนพูดกันเยอะว่านักข่าวหากินกับความผิดปกติของสังคม ความขัดแย้ง เรื่องลบ เราไม่ได้อยากให้เกิดเรื่องไม่ดี เพราะไม่จำเป็น แต่ถ้าเกิดขึ้นแล้ว เราก็ควรส่งเสียงเรื่องที่ผิดปกติหรือเรื่องที่ไม่ถูกไม่ควรมากกว่า เมื่อเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น เราจะทำยังไงกับเรื่องพวกนี้ จะใช้ความรู้วิชาชีพของตัวเองกับเรื่องพวกนี้ยังไง จะตีโจทย์ในการทำข่าวยังไง จะเลือกมุมไหนมานำเสนอ

เช่น มีคนถูกฆาตกรรม ญาติไปร้องหน่วยงานต่างๆ แล้วกลัวจะไม่ได้รับความเป็นธรรมเพราะคู่กรณีเป็นลูกหลานคนใหญ่คนโต เราอาจจะเลือกข่าวเดียวกับทุกที่ เพราะเวลามีข่าวดังๆ ทุกที่ก็เล่นหมด แต่เราจะเลือกเข้าไปที่โครงสร้างความขัดแย้ง ก็ไม่รู้ว่าทำได้ดีแค่ไหนนะ เป็นกรอบคิดของนักข่าวที่มาจากสายโครงสร้าง

ถามตรงๆ กับจอมขวัญ ถือเป็นรายการประเภทไหน

เป็นรายการสัมภาษณ์ แต่มีกลิ่นอายของความเป็นไทยรัฐ คือเป็นข่าวที่มีสีสัน และพื้นที่ข่าวที่กว้างมาก เราเลยได้สัมภาษณ์ในหัวข้อที่เราไม่เคยฝึกเลยตอนอยู่เนชั่น เราเป็นสายซีเรียส บางเรื่องอาจจะมีสีสันได้กว่านี้ แต่เราก็ยังดำดิ่งลงไปได้ แล้วดันเจอโปรดิวเซอร์สไตล์เดียวกันอีก

รายการคุณไม่เน้นขยี้เอาดราม่า

ส่วนตัวขวัญเป็นคนไม่ค่อยชอบดราม่า เพราะมันเป็นสีสันไม่ใช่แกนกลาง ตัวอย่างที่ยกบ่อยๆ คือ หวยสามสิบล้าน เนื้อเรื่องมันสนุกมากเลย ไม่ได้บอกว่าเราสนุกบนความขัดแย้งหรือความลำบากใครนะ คือมันเป็นเรื่องจริงที่มีการพิสูจน์ว่าใครเป็นเจ้าของ แต่รายการดิฉันก็พยายามอิงกฎหมายว่าตกลงมันของใครคะ ต้องถูกพิสูจน์ขั้นไหนคะ เรื่องการฟ้องร้องกันก็นั่งไล่ดูคดีว่าทั้งสองฝ่ายมีคดีอะไร แพ่งเท่าไหร่ อาญาเท่าไหร่ กี่สำนวน ใครฟ้องใคร นั่งไล่แบบนี้ แล้วก็ไม่ได้ใช้ในรายการนะ ใช้แค่ครั้งเดียวเพื่อจะตามว่าคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว

จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ พิธีกรนอกขนบ ถามเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่ถามเอาดราม่าสะใจ
จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ พิธีกรนอกขนบ ถามเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่ถามเอาดราม่าสะใจ

เชิญแขกมาออกรายการยากไหม

หืดเหมือนกันนะ เป็นงานที่โหดมากของโปรดิวเซอร์ การเชิญคนมาออกโทรทัศน์มันใช้ต้นทุนของแขกเยอะ เช่น เขาต้องมาพูดในเรื่องที่เขาก็ไม่แน่ใจว่าจะพูดได้มากน้อยแค่ไหน ต้องเดินทางมา ต้องเจอบรรยากาศที่ไม่ได้เจอทุกวัน ผนวกเข้าไปกับความเป็นจอมขวัญ จะคุยกับมันดีไหมวะ (หัวเราะ)

เคยมีคนปฏิเสธเพราะต้องคุยกับจอมขวัญไหม

ก็มีบ้างนะ บุคลิกแบบจอมขวัญก็เป็นปัญหาอย่างหนึ่งของโปรดิวเซอร์นะ ต้องขอโทษโปรดิวเซอร์ด้วย (หัวเราะ) เราไม่รู้ตัวจริงๆ ว่าเป็นคนถามดุ เราถามเพราะคิดว่าเรื่องนี้อยากรู้ เรื่องนี้ต้องถาม เวลาเราคุยกับใครในเรื่องที่เราไม่รู้ แล้วเขารู้ เราก็บุคลิกนี้แหละ พอมาเป็นนักข่าวมันก็อาจจะดูน่าอึดอัดหรือโหด จริงๆ เราไม่มีอะไรเลย เราเป็นแค่เด็กอยากรู้เฉยๆ

แขกรับเชิญกลุ่มไหนเชิญยากที่สุด

ขวัญแบ่งแขกเป็นสามกลุ่ม กลุ่มแรก เป็นคนที่โดนซักค้านตรวจสอบ ก็ยาก แม้กระทั่งขอโฟนอิน ซึ่งเราก็เข้าใจนะ แต่เราอยากให้เขาเปลี่ยนมุมมอง ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐไม่ว่าจะสังกัดใด การให้ข้อมูลกับประชาชนเป็นหน้าที่หนึ่งนะ เราเป็นผู้จ่ายภาษีย่อมมีสิทธิ์รู้ คลาสสิกมาก (หัวเราะ) ไม่ได้ทวงนะ เงื่อนไขในการได้สิทธิ์นี้มาโดยตัวมันเอง เดี๋ยวนี้ดีกว่าเมื่อก่อนเยอะ เพราะมีการพูดคุยเรื่องพวกนี้หรือชี้แจงกันจนคุ้นเคย เจ้าหน้าที่รัฐรุ่นใหม่ก็มีวิธีคิดที่ใหม่ขึ้น เป็นแบบแผนที่ลำลองขึ้น

อีกแบบคือเป็นผู้เสียหาย อันนี้เชิญง่าย เขายินดีมาเพราะต้องการพื้นที่เรียกร้องความเป็นธรรม ไม่ได้แปลว่าคนที่มาจะเป็นฝ่ายถูกนะ เพราะหน้าที่ของเราไม่ได้ตรวจสอบ ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเป็นทางการ เราแค่เปิดพื้นที่ให้เขาใช้เป็นกระบอกเสียง ในทางกลับกัน ตัวละครในคดีเดียวกันที่อยู่อีกฝั่งซึ่งไม่ได้อยากออกสื่อ เมื่อเราติดต่อไปว่า มีเรื่องนี้ ฝั่งนี้มาออกนะ อยากใหัอีกฝั่งมาด้วย ก็แล้วแต่ว่าเขาจะมาพูดไหม กรณีที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐหรือข้าราชการนะ

แล้วก็มีกลุ่มที่เป็นหัวข้อต่างๆ นอกเหนือจากคดี เช่นเรื่องที่ใช้ความเห็น ใช้ข้อมูล ไม่ได้ซักค้านใคร อันนี้ไม่ยาก

การเชิญแขกมาให้จอมขวัญซักค้านในรายการ ต้องโน้มน้าวยังไง

ไม่มีอะไรซับซ้อนเลย โปรดิวเซอร์จะพูดตรงไปตรงมาว่า ทำไมเราถึงคิดว่าเขาควรจะพูด แล้วเขาจะเจอสถานการณ์ยังไง เมื่อก่อนอาจจะยากกว่านี้นะ แต่แขกรับเชิญหมวดนี้จำนวนมากมีวิธีคิดเปลี่ยนไป อาจจะเห็นการโต้แย้งกันแสดงความคิดเห็นกันในโซเชียลมีเดียจนคุ้นเคย

จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ พิธีกรนอกขนบ ถามเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่ถามเอาดราม่าสะใจ

สิบปีก่อนรายการทอล์กอยู่ช่วงสี่ทุ่ม แล้วขยับลงมาเป็นหัวค่ำ เย็น บ่าย ตอนนี้เริ่มตั้งแต่เที่ยงแล้ว เวลามีผลอะไรกับรายการบ้าง

เรายังเคยคุยกันเลยว่า ต่อไปรายการทอล์กไม่ต้องมาตีห้าเลยเหรอ ได้สัมภาษณ์แล้วนะเว้ย (หัวเราะ) บริบทของรายการทอล์กคือ เวลาคุณมองว่าเรื่องไหนควรทำ ใครควรเป็นแขกรับเชิญ ทุกช่องก็มองเหมือนกันหมด ใช้แขกก็กลุ่มเดียวกัน พอมีโซเชียลมีเดีย รายการไหนได้แขกไปก่อนก็โพสต์ลงโซเชียลมีเดียก่อน หลายสถานีก็ปรับเวลารายการทอล์ก ซึ่งมีผลเหมือนกันในการได้แขกรับเชิญมา

มีคนถามเรื่องเลื่อนเวลาเยอะ เรายังไม่เคยอธิบายเรื่องนี้เหมือนกัน เท่าที่ได้รับการบอกมาคือ เป็นเรื่องการจัดลำดับเวลาของผังรายการ ซึ่งเราว่ามีผลหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตลาด ยุทธศาสตร์การดึงคนดู หรือดึงแขก ถ้าถามว่าเวลาของรายการเรามีผลต่อการเชิญแขกไหม ก็มีทั้งบวกและลบ ทำให้ได้แขกก่อนก็จริง แต่แขกบางหมวดก็ยังไม่เลิกงาน

หน้าที่ที่สำคัญที่สุดของพิธีกรคืออะไร

ถามในสิ่งที่คนอยากรู้ เพราะหลายเรื่องเรารู้อยู่แล้ว หลายเรื่องเราก็ไม่ได้อยากรู้ (หัวเราะ) เราเป็นคนแบบถ้ำๆ อยู่ในโลกส่วนตัว ไม่ค่อยจะอยากรู้อะไร ถ้าไม่ใช่เรื่องที่เราสนใจจริงๆ ไม่ใช่พื้นฐานของคนที่ควรจะมาเป็นนักข่าวเลย (หัวเราะ)

พอต้องทำหน้าที่พิธีกร เราก็ตีโจทย์ให้ง่ายที่สุด ซับซ้อนน้อยที่สุด เราจะถามในสิ่งที่คนอยากรู้ มีสิทธิ์รู้ ต้องรู้ เท่านั้นเอง เราเป็นคนรู้น้อย ก็ต้องเตรียมตัวทำการบ้านให้มาก บางเรื่องก็รู้คำตอบอยู่แล้ว แต่ถามเพื่อให้ผู้พูดเป็นคนพูดเอง เราพยายามเป็นผู้ถามที่ดีนะ ซึ่งไม่ได้แปลว่าผู้ตอบจะชอบผู้ถามคนนี้ (หัวเราะ)

ผู้ถามที่ดีเป็นยังไง

ต้องอยากรู้และเป็นนักฟังที่ดี อยากรู้ไม่ได้แปลว่า อยากรู้ไปซะทุกเรื่อง สิ่งสำคัญที่สุดในการเป็นนักสัมภาษณ์ที่ดีคือการฟัง ไม่ใช่คิดแต่จะถามให้คมยังไง ลึกยังไง ต้อนยังไง การถามที่ดีมาจากการฟัง ฟังอย่างเปิดใจ พร้อมฟังเขา ทำให้เขาอยากคุยกับเรา อยากบอกเรา เราไม่รู้สึกว่าเป็นการสัมภาษณ์นะ เหมือนมานั่งคุยกัน

ถ้าไม่ใช่เรื่องปัญหาโครงสร้าง รายการเราจะมีบรรยากาศของการนั่งคุยกัน บางเรื่องเราไม่ได้ถามเพราะอยากได้คำตอบ แต่ถามเพื่อสื่อสารกับเขา ว่ามีคนพร้อมฟังให้เขาระบาย มีคนอยากเข้าใจความทุกข์ของเขา มีคนเข้าใจนะว่าทำไมต้องออกมาพูดเรื่องนี้ ต้องออกมาสู้ มันเป็นมิติของความเป็นมนุษย์

เราจึงเป็นทั้งคนถามและเพื่อนมนุษย์ แล้วการเป็นคนฟังที่ดีต้องอาทรนะ มันอาจจะมีคนผิดในบางเรื่องจริง แต่เราก็ยังให้ความสำคัญกับการพูดคุย เพราะการพิสูจน์ถูกผิดมันต้องเข้าสู่กระบวนการอย่างเป็นทางการ แต่การสื่อสารผ่านสื่อ เราอยากให้สังคมคุ้นกับการพูดคุยกันได้ แม้จะเป็นเรื่องความขัดแย้ง หรือคิดต่างกัน คนสองกลุ่มนั้นต้องคุยกันได้ และไม่ได้แปลว่ากลุ่มใดต้องเปลี่ยนไปคิดเหมือนกลุ่มใด บางหัวข้อไม่ต้องมีใครชนะหรือเป็นฝ่ายถูกก็ได้

ถ้าแขกตอบไม่เหมือนสิ่งที่คุณรู้มา คุณทำยังไง

แล้วแต่ว่าเป็นเรื่องอะไร ถ้าเป็นเรื่องการเมือง มีคนถามเราเยอะว่า ไม่รู้เหรอว่าเขาโกหก บางเรื่องก็รู้อย่างชัดแจ้ง แต่นั่นคือสิทธิ์ที่เขาจะใช้ ในภาวะแบบนี้ หน้าที่ของเราคือพยายามถามเพื่อให้เขาอธิบายสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วว่าไม่จริงให้มากที่สุด เราจะเจาะเข้าไปให้ลึกที่สุด เรื่องที่แต่งขึ้นมันจะไปไม่สุด จะตันของมันเอง

ถ้าเรื่องส่วนตัว เราอาจจะบอกได้แค่ คนนี้มองมุมนี้ เขามีคำตอบชุดนี้ เราถึงบอกว่า ทำไมทุกคนที่เกี่ยวข้องถึงควรได้พูด เอาข้อมูลจากทุกมุมมาพิสูจน์กัน แต่อย่าคิดว่ารายการข่าวเป็นที่พิสูจน์ความถูกผิด ไม่ใช่ทุกคนจะพูดทุกเรื่องผ่านสื่อ ซึ่งเราก็ไม่เห็นความจำเป็นนั้น เราบอกแขกรับเชิญเสมอว่า บอกเท่าที่สบายใจ บอกเท่าที่อยากบอก รายการเราไม่ได้มีเป้าหมายให้ใครมาสารภาพอะไรกับเรา เราเป็นใคร เขาถึงต้องมาสารภาพกับเรา

ในเรื่องที่เป็นหัวข้อมาร้องเรียนหรือขอความช่วยเหลือ ถ้าคิดว่าอะไรเป็นประโยชน์ที่สื่อจะขับเคลื่อนให้ได้ก็ใช้ ถ้าคิดว่าไม่ควร ไม่ต้อง ไม่สบายใจจะตอบ ก็ไม่เป็นไรเลย ต่อให้เป็นคดีอาชญากรรม คนที่มาร้องขอความเป็นธรรมกับสื่อก็ไม่ต้องบอกเราทุกเรื่องนะ บางเรื่องเป็นแค่เรื่องส่วนตัวที่จะสร้างสีสันความลึกซึ้งให้เรื่อง ถ้าไม่เกิดประโยชน์อะไรกับตัวเขา ขวัญก็จะไม่ถามเข้าไป บางคนมากับทนาย ขวัญจะเตือนเขาในรายการด้วยซ้ำว่า ให้ทนายลองฟังนะคะ ถ้าคำถามมันจะนำไปสู่คำตอบซึ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อเขาเตือนได้เลย

ถ้วยรางวัลของเราไม่ได้มาจากการเข้าไปลึกที่สุดในพื้นที่ที่ไม่ควรจะเข้านะ แต่ถ้วยรางวัลของเราคือ คนได้ใช้ประโยชน์จากพื้นที่การทำงานของเราได้มากที่สุด อันนี้สำหรับคนที่มาร้องเรียน

ถ้าแขกบอกว่า ผมไม่ตอบ ขอให้การในชั้นศาล จะดำเนินรายการต่อกันไปยังไง

ได้ เราให้สิทธิ์นั้น เรามีทริกที่จะดำเนินรายการต่อได้ เราเจอแบบนี้น้อยนะ เพราะก่อนเข้าสู่รายการสดจะมีกระบวนการทำความเข้าใจกรอบร่วมกัน แต่เมื่อมาถึงจุดหนึ่ง โดยเฉพาะคดีส่วนตัว เราเข้าใจ แต่ถ้าเป็นคดีประโยชน์สาธารณะ อันนี้ปล่อยยาก ไม่ต้องศาลค่ะ เดี๋ยวดิฉันเนี่ยแหละค่ะจะเข้าไปหาเอง (หัวเราะ)

จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ พิธีกรนอกขนบ ถามเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่ถามเอาดราม่าสะใจ

หน้าที่พิธีกรของคุณครอบคลุมถึงการสร้างความสนุกสีสันในรายการด้วยไหม

ทีวีมีสิ่งที่ช่วยดึงดูดเยอะทั้งภาพและเสียง ถ้าเราได้สัมภาษณ์คนที่เป็นแกนกลางเรื่อง ก็ไม่ต้องทำหน้าที่สร้างแรงดึงดูดมาก แต่เราก็ต้องทำให้มันเปล่งประกายกว่าเดิม สไตล์ขวัญไม่ได้เน้นสีสันเท่าเนื้อหา แต่สีสันที่ผ่านมาอาจจะถูกเน้นโดยบุคลิกของเราเอง (หัวเราะ) ทั้งมือไม้ สีหน้า แววตา ซึ่งเราเป็นคนแบบนั้น นั่งคุยกันอยู่นี่เราก็โยกตัวตลอดเวลา คนหรือลูกข่างวะเนี่ย (หัวเราะ) เราเป็นคนเสียงดัง ขี้เล่น ตลกท่าทาง แอคติ้งเยอะ เล่นใหญ่ ซึ่งเพื่อนจะคุ้นกันอยู่แล้ว

เมื่อก่อนคุณก็ไม่ได้เล่นใหญ่ขนาดนี้นะ

เพราะเราแก่ขึ้นเลยไม่ค่อยสนใจสิ่งเหล่านี้มั้ง (หัวเราะ) พอเราเปลี่ยนมาทำเรื่องคดี ต้องสัมภาษณ์คนธรรมดาไม่ใช่คนดัง เราต้องลดความเป็นทางการของเราลงมา ไม่งั้นเขาจะเกร็ง แต่พอทำบ่อยๆ แล้วมันติดน่ะ (หัวเราะ)

เราเป็นผู้ดำเนินรายการที่หลุดแบบแผนมาก ไม่ใช่ผู้ดำเนินรายการที่ดูเป็นทางการ ดูเท่ ดูเจ๋ง เพราะเราบ้านมากเลย เวลาเรานึก หน้าเราก็นึกเลย ไม่ได้สนใจกล้องใดๆ ไม่ได้คิดว่าต้องนั่งท่าให้สวย เราต้องการสร้างบรรยากาศคนคุยกัน นี่ขนาดพยายามเป็นคนคุยกัน คนยังรู้สึกว่าเราน่ากลัวเลย ถ้าอยู่ในโหมดถามตอบตรงๆ จะน่ากลัวกว่านี้อีก ไม่มีเสียงหัวเราะ ไม่มีแซวเลย

เราแก่เกินกว่าจะเปลี่ยนบุคลิกได้แล้ว ทั้งเวลาจะเอ๊ะ จะเล่นใหญ่ เราก็เลยบอกน้องผู้กำกับว่า ไม่ต้องตัดหน้าพี่ออกจอมาก บางทีเราไม่รู้ตัวหรอกว่ากำลังทำหน้าอะไร บางครั้งช่างภาพต้องพูดเข้าหูฟังว่า พี่ถอยลงมาหน่อยได้ไหม หน้าพี่เข้าเฟรมแขกแล้ว คือเราถลึงหน้าเข้าไปเพราะเราอยากฟังเขา มันก็เข้าไปใกล้ขึ้นเรื่อยๆ (หัวเราะ)

นอกจากทีมงานคุณไม่ได้ตัดสีหน้าคุณออกแล้ว ตอนทำภาพปกวิดีโอรายการในยูทูบทุกตอน ครึ่งภาพยังเป็นรูปคุณกำลังทำสีหน้าต่างๆ ดูเหมือนสีหน้าของคุณจะเป็นที่ชื่นชอบของทีมงานนะ

(มองบน) ข้อแรกนะคะ เราไม่ได้แอคติ้ง เวลาคุยกับคนมันไม่มีเวลาแอคติ้ง ไม่งั้นสมาธิคุณจะหลุดจากสิ่งที่เขาพูด แล้วไม่รู้จะถามอะไรต่อ เพราะเราไม่มีสคริปต์คำถาม ช่วงทำรายการใหม่ๆ ขวัญถูกสอนให้มีประเด็นคำถาม พอทำมาถึงจุดหนึ่งมันไม่เวิร์กสำหรับเรา เพราะเราถามแข็งมาก เลยมีแค่เช็กลิสต์ว่า รายการวันนี้ต้องตอบสองประเด็นนี้ แต่ละประเด็นมีประเด็นย่อยๆ อะไรบ้าง คำถามของเราจะมาจากสิ่งที่เขาตอบ

ตอนอยู่ในรายการ เราไม่ได้ชักสีหน้าหรือพยายามแสดงออกทางสีหน้า เราเป็นคนขมวดคิ้วอยู่แล้ว เราเข้าใจอะไรยาก เข้าใจช้ากว่าคนอื่น บางสีหน้าเหมือนเรากำลังโกรธคำตอบแขก แต่ตอนนั้นเราคุยกันเรื่องที่เซนซิทีฟ แล้วเรากังวลเรื่องอื่น ทั้งการถามของเราและคำตอบของเขา ความเครียดไม่ได้มาจากความรู้สึกต่อคำตอบ แต่มาจากบริบททั้งหมด

คนจำนวนมากเอาสีหน้าของคุณไปใช้สรุปสิ่งที่แขกรับเชิญพูด

คนพูดกันเยอะว่า จอมขวัญมีสีหน้าแบบนี้ แสดงออกแบบนี้ เพราะรู้สึกกับแขกรับเชิญแบบนี้ พยายามทำให้แขกรับเชิญเป็นแบบนั้นแบบนี้ นั่นไม่ใช่ความตั้งใจของเราเลย เราไม่เคยมีความรู้สึกนั้น เราแทบไม่ได้รู้สึกอะไรกับตัวบุคคลด้วยซ้ำ ใจของเราไปอยู่ที่ประเด็นไม่ได้อยู่ที่คนพูด เราถูกฝึกมานานจนแยกได้จริงๆ นะ

บางสีหน้าก็ไม่ใช่ไม่เชื่อนะ แค่ เอ๊ะ เฉยๆ สงสัยว่าเป็นแบบนี้ก็ได้เหรอ การถามซ้ำๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าเราคิดว่าคนที่คุยด้วยโกหก เราแค่เอ๊ะ ยังไงต่อ

จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ พิธีกรนอกขนบ ถามเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่ถามเอาดราม่าสะใจ

คุณเคยตั้งใจเชือดแขกในรายการไหม

เราไม่เคยมีความตั้งใจนั้นเลยจริงๆ เราสอนน้องโปรดิวเซอร์ด้วยซ้ำว่า ไม่ว่าหัวข้อไหน แขกคนนั้นจะเป็นใคร ทีมงานเรามีความรู้สึกส่วนตัวยังไง ต้องตัดออกให้หมด เราต้องปฏิบัติกับแขกทุกคนเหมือนกันหมด

เราเคยมีความเข้าใจผิดตั้งแต่ทำรายการสัมภาษณ์แรกๆ บริบทแวดล้อมทำให้เราเข้าใจผิดว่า ความเท่คือการที่คนสัมภาษณ์บี้ให้แขกจนมุม แต่เราไม่เคยมีธงแบบนี้ เพราะวิธีการนี้ไม่เวิร์ก จะทำไปเพื่ออะไร ถ้าเขามาแล้วถูกปฏิบัติแบบนั้น เขาก็จะไม่มาอีก นอกรายการเขาก็จะไม่คุยกับคุณ ไม่แม้แต่จะเป็นเพื่อนคุณด้วย เราไม่ทำแบบนั้น

ถ้าวิธีการถามและบุคลิกเราทำให้เขารู้สึกว่าเขาโดนทำแบบนั้น เราก็พร้อมจะขอโทษ เราไม่มีความตั้งใจนั้นแน่ๆ เราเป็นคนคุ้นเคยกับความขัดแย้ง แต่ไม่ชอบเอาตัวไปอยู่ในความขัดแย้งโดยไม่จำเป็น ถ้าใครมารายการเราแล้วรู้สึกว่าโดนเชือด เราไม่ได้ตั้งใจจริงๆ

เวลาแขกจนมุมในรายการรู้สึกสงสารไหม

ถ้าเป็นหมวดความขัดแย้งทั่วไป เราไม่เคยเจอภาวะแบบนั้นมากนัก แต่ถ้าเป็นเรื่องประโยชน์สาธารณะที่ตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องตอบให้ได้ว่า ทำไมแบบนั้นแบบนี้ เราจะไม่ใช้ความสงสารในการสัมภาษณ์ แต่เมื่อได้คำตอบแล้ว สุดแล้ว ไปต่อไม่ได้แล้ว เราก็พอ เราจะไม่แบบ เอาอีกหน่อยให้สะใจ ถ้าเราสัมผัสได้ว่าเขากำลังเข้ามุม เราจะพยายามดึงเขากลับมา แต่ไม่รู้ว่าเขารู้สึกหรือเปล่านะ เมื่อได้คำตอบแล้วไม่ต้องทิ้งเขาไว้ตรงมุมก็ได้ เพราะเราไม่ได้ต้องการให้คนจนมุม หลังพิงกำแพงไปไหนไม่ได้

บางคนต้องพูดแทนหน่วยงานตัวเอง เขาอาจจะมีสองด้านที่ต้องรับมือ เขาอาจจะไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่พูดก็ได้ แต่เขาจะทำยังไงได้ล่ะ เราไม่รู้สึกว่าเขาคือจำเลย เราจะรู้สึกตัวตลอดเวลาว่าเราถามเฉยๆ ไม่ได้ตัดสิน เราไม่ต้องการให้เกิดการตัดสินในรายการ เพราะมันไม่ถูกต้อง มันไม่ใช่กระบวนการที่ควรจะเป็น

ตั้งแต่ทำมา ตอนไหนที่คุณชอบสุด

ตอนที่ปัญหาถูกคลี่คลาย มันพิสูจน์ได้ว่าพื้นที่ของรายการช่วยเขาได้จริงๆ อย่างเป็นรูปธรรม เช่น คดีของแม่น้องพลอย ลูกสาวหายไปสองสามปี หาไม่เจอ ก็มาร้องกับทนาย ร้องสื่อ จนได้มาออกในรายการ แล้วก็หาลูกเจอ พบว่าลูกถูกกระทำจริงๆ เป็นหน้าที่บนพื้นที่ที่เราควรจะใช้ ไม่ว่าจะเป็นคดีไหน ก็ไม่ได้เกิดจากรายการถามตรงๆ เพียงรายการเดียว แต่ทุกสื่อช่วยกัน ที่สำคัญคือ สังคม โซเชียลมีเดียเป็นกลไกที่เดินเรื่องให้ทุกคนเร็วมาก เราไม่ได้ต้องการตัดสินในรายการ แต่รายการควรจะไปหยอดน้ำมันฟันเฟืองให้เดินได้อย่างที่ควรจะเดิน

จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ พิธีกรนอกขนบ ถามเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่ถามเอาดราม่าสะใจ

ตอนที่ชอบกับตอนที่เรตติ้งดีเป็นตอนเดียวกันไหม

ไม่ (หัวเราะเสียงดัง) ไม่ใกล้กันเลย เราเป็นคนสายเครียด ตอนที่ชอบมีสองแบบ คือถนัดเข้าปากมาก กับเรื่องนี้ต้องถูกพูด เรื่องประเภทหลังนี่ท้าทายสภาพจิตใจในการรับเรตติ้งมาก (หัวเราะ) เรื่องที่เรตติ้งดีมักจะเป็นเรื่องที่อยู่ในกระแส ซึ่งไม่ใช่การวัดคุณค่าข่าวนะคะ เพราะทุกข่าวมีมุมและคุณค่าในตัวเอง แต่ก็ต้องยอมรับว่าเรตติ้งเป็นกลไกในการเดิน ในการอยู่ของสื่อในโลกทุนนิยม ถ้าคุยเรื่องนี้อีกยาวเลย (หัวเราะ)

ตอนที่เรตติ้งดีก็สร้างการเปลี่ยนแปลงได้นะ แต่ต้องประยุกต์หลายชั้นหน่อยเพราะเราเป็นคนถนัดเชื่อมแบบบ้านๆ อยู่แล้ว ส่วนเรื่องที่ควรจะถูกพูดถึงนี่คือการเขย่าตอม่อเลย เป็นการทำงานคนละแบบ เราอาจจะถนัดเขย่าตอม่อเป็นส่วนใหญ่

ช่วงก่อนหรือหลังรายการ มีเหตุการณ์อะไรสนุกๆ ที่คนดูนึกไม่ถึงบ้าง

มีเยอะเลย (หัวเราะ) มีคนบางหมวดที่เวลาออกสื่อแล้วคนจะหมั่นไส้ว่าพูดแบบนี้ได้ยังไง บางคนตัวจริงไม่ได้เป็นแบบนั้นนะ เขาแค่รู้สึกว่าเมื่อขึ้นเวทีเขาต้องมีบุคลิกนี้ เราถึงกับต้องถามเขานอกรอบว่า ทำไมพี่ต้องทำขนาดนี้ (หัวเราะ)

บางครั้งคุณก็เรียกแขกรับเชิญในรายการว่า พี่ ซึ่งพิธีกรส่วนใหญ่ไม่ทำกัน

ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในรายการเราไม่ได้เผลอนะ ตั้งใจ กรองแล้ว เพราะมันทำให้แขกสบายขึ้น คุยกันง่ายขึ้น บางครั้งคุยไปคุยมา จากคำว่าดิฉัน ก็กลายเป็นจอมขวัญ ไม่รู้ว่าควรทำหรือไม่ควรทำนะ แต่การทำแบบนี้ทำให้แขกรับเชิญรู้สึกโล่งขึ้น

ชีวิตคุณในแต่ละวันทำอะไรบ้าง

เราขอเขาทำรายการเดียวเพราะแก่แล้ว (หัวเราะ) เราคุยไลน์กับน้องๆ โปรดิวเซอร์ตลอด คุยมากหน่อยช่วงเย็นกับเช้า คุยประเด็น คุยว่าแขกรับเชิญเป็นใคร น้องๆ ก็เตรียมไป เราก็นั่งอ่านข้อมูล ช่วงบ่ายก็เข้าออฟฟิศ ไปเตรียมจัดรายการสด เราได้ประเด็นที่จะจัดรายการวันพรุ่งนี้ตั้งแต่ตอนเย็นวันนี้ แต่พรุ่งนี้เช้ามาทบทวนอีกทีว่า เอาประเด็นนี้แน่นะ เหลี่ยมนี้แน่นะ ยังเป็นแขกคนนี้อยู่ไหม ช่วงข้ามคืนถึงเช้าอาจมีอะไรเปลี่ยนแปลง

จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ พิธีกรนอกขนบ ถามเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่ถามเอาดราม่าสะใจ

ดูเหมือนทำงานไม่เยอะ

ถ้าดูผ่านหน้าจอก็ใช่ แต่ต้องมาดูเรานั่งอ่านข้อมูล สมัยที่เราจัดรายการคู่กับ คุณสุทธิชัย หยุ่น รายการสั้นมากสิบกว่านาทีต่อวัน เราต้องนั่งอ่านข้อมูลสามชั่วโมงเพื่อตอบคุณสุทธิชัยแค่สองประโยค มันต้องใช้เวลา เวลาใครบอกว่าทำงานแค่นี้เอง อยากให้มาทำจัง (หัวเราะ) มันเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนะ ที่ต้องคุยกับคนที่ไม่เคยเจอกันมาก่อนในชีวิต แล้วทำให้เขาสบายใจ อยากคุย อยากบอก

กว่าจะมานั่งคุยยิ้มๆ ได้ เราผ่านอะไรมาเยอะมาก ระหว่างทางก็ถามตัวเองตลอดว่า ใช่ไหมเนี่ย อยู่ถูกที่หรือเปล่า จะไปต่อยังไง เราถามตัวเองบ่อยมาก ตอนนี้ก็เข้าใจมากขึ้น

เคยทำงานหนักที่สุดในชีวิตแค่ไหน

ทำสัปดาห์ละเจ็ดแปดรายการ มีทั้งอ่านสั้นๆ แต่สั้นๆ ก็ต้องเตรียมเยอะมาก มีรายการรายวัน รายสัปดาห์ แล้วก็รายการที่สลับกับคนอื่นบ้าง ที่รู้สึกว่าเยอะเพราะเหลือเวลานอนน้อยมาก ที่รู้สึกว่าพอแล้วต้องหยุดก็คือ แม่โทรมาก็บอกเดี๋ยวโทรกลับ ไม่ได้โทรมาตอนที่เรากำลังทำงานสำคัญด้วยนะ อาจจะเป็นช่วงเตรียมตัว หรือตอนกำลังเหนื่อย กว่าจะโทรกลับก็นานมาก นี่คือสัญญาณเตือนว่าเสียสมดุลแล้ว

งานเยอะขนาดเราถามตัวเองว่า ทำขนาดนี้ไปเพื่ออะไร ตอนรับเราก็ไม่ได้คิดอะไร งานมันถูกมอบหมายเข้ามาพร้อมๆ กัน ตอนนั้นเราเป็นเด็กรุ่นใหม่ เขาให้ทำอะไรก็ทำ ไม่ได้รู้สึกว่าต้องเลือก ต้องเรียงลำดับความสำคัญ มันเริ่มหนักตั้งแต่อายุยี่สิบหก จนเราถามตัวเองว่า จะหนักแบบนี้อีกกี่ปี ก็ตอบว่า อีกสิบปี พออายุเริ่มสามสิบก็ตั้งใจผ่อนเลย พอสามสิบห้าเราก็ต้องการการเปลี่ยนแปลงเพื่อบาลานซ์แล้ว

พออายุสามสิบห้า คุณเลือกเก็บอะไรไว้ ตัดอะไรออก

ขอทำแต่รายการสัมภาษณ์ ขอทำรายการเดียวในด้านที่เราสนใจ ทำให้มันเข้มข้นไปเลย ไม่ใช่ว่าไม่อยากเล่าข่าว ไม่อยากทำงานอื่นนะ แต่รายการสัมภาษณ์มันหนักมาก ต้องเตรียมตัวแบบที่คนนึกไม่ออก เราเลยเลือกสิ่งที่ทำแล้วคุ้มเหนื่อย การสัมภาษณ์ทำให้เราโตขึ้นเยอะ อาจเพราะได้เจอคนหลากหลายรูปแบบ หลากหลายหัวข้อ ต้องคุยกับคู่ขัดแย้งที่อยู่ตรงหน้าเรา ได้เห็นว่าสังคมโลกและมนุษย์มันเป็นยังไง ไม่ใช่แค่ได้ชั่วโมงบิน แต่ได้ขัดเกลาชีวิตเราไปด้วย

โจทย์ของการสัมภาษณ์ยังเหลืออีกเยอะเลยที่เราจะจินตนาการได้ เรายังไม่เคยมีอันนั้น อันนี้เลย ทั้งตัวบุคคลและประเด็น ก็เลยเลือกสัมภาษณ์ ตอนเลือกเป็นช่วงที่เราถูกท้าทายจากสิ่งรอบข้างจำนวนมากด้วย ถ้าเล่าข่าวอาจจะสบายใจกว่านี้ ไม่โดนวิจารณ์ขนาดนี้ ไม่ถูกจับตาขนาดนี้

คุณยังไม่ชินกับการเป็นบุคคลสาธารณะหรือ

เราไม่ชอบอยู่ในสปอตไลต์เลย จะยี่สิบปีแล้วเรายังปรับตัวอยู่เลยนะ ความยากคือเมื่อคุณทำมาถึงจุดหนึ่งที่คนคุ้นหน้าคุ้นชื่อคุณแล้ว คุณก็จะโดนวิพากษ์วิจารณ์ได้ง่ายกว่า คุณจะรับมือมันยังไง มันเป็นสิ่งที่บุคคลสาธารณะทุกคนต้องเจอ บางคนอาจจะจัดการได้ดีกว่าเรา แต่สำหรับเราซึ่งเป็นมนุษย์ถ้ำถือเป็นเรื่องที่ยากลำบากมาก

จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ พิธีกรนอกขนบ ถามเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่ถามเอาดราม่าสะใจ

ถือว่าคุณแจ้งเกิดในวงการข่าวจากการจัดรายการคู่คุณสุทธิชัยได้ไหม

ถ้าคนนอกมองเข้ามาก็ใช่ เป็นรายการที่ออกฟรีทีวีด้วย คนเลยเห็นเด็กคนหนึ่งนั่งอยู่กับคุณสุทธิชัย ขวัญเรียนจบเอกภาษาอังกฤษ สมัครเข้าไปเป็นนักข่าวเศรษฐกิจ แต่แสดงความจำนงว่าอยากอยู่ข่าวต่างประเทศเพราะเรียนมาด้านนี้ วันหนึ่งที่จะทำรายการข่าวต่างประเทศ ต้องหาคนมาดำเนินรายการคู่กับคุณสุทธิชัย หยุ่น และคุณเทพชัย หย่อง เลยเรียกเราไปแคสต์ แล้วก็เลือกสองคน อีกคนเป็นพี่ที่อยู่โต๊ะต่างประเทศอยู่แล้ว

กดดันไหม

กดดันสิ ไม่ไช่เรื่องคนจะมองว่าเราเก่งหรือไม่เก่งนะ กดดันว่าวันนี้คุณสุทธิชัยจะถามว่าอะไร เขาชอบโยนมาในสิ่งที่ไม่ได้เตี๊ยม โดยบทบาทคุณสุทธิชัยคือคนวิเคราะห์ ขวัญเป็นลูกคู่ คุณสุทธิชัยร้องท่อนหลัก ขวัญก็ฮู้เยๆ ไป แต่เป็นลูกคู่ที่อย่าทำเพลงกูเพี้ยนนะ (หัวเราะ) น้อยมากที่แกจะบอกว่า ผมจะเล่นมุมนี้นะ คุณพูดเรื่องนี้ ส่วนใหญ่จะโยนสดเลย น่ากลัวไหมล่ะ เราก็ต้องนั่งอ่านข้อมูลสามชั่วโมงเพื่อตอบคุณสุทธิชัยให้ได้สองประโยค

บางทีแกจะโยนมาแบบ อ้า คุณจอมขวัญ อันนี้สบาย แต่ถ้าต้องเสียบเข้าไปเอง เราต้องจับจังหวะการพูดของแกให้ได้ ต้องรู้ว่าพูดอันนี้เสร็จแล้ว จบประเด็นแล้ว ซึ่งเราต้องอ่านมา ถ้าพูดถึงตรงนี้แปลว่าจบ เข้าไปเลย แรกๆ ก็มีพูดทับนิดหน่อย เราก็ผวาเลย ตายห่า เข้าผิดทาง (หัวเราะ) แต่คุณสุทธิชัยจะไม่ตำหนิเรื่องนี้ เลยทำให้กล้าเสียบ คุณสุทธิชัยก็ทราบแหละว่าทีมงานเกร็งแค่ไหน ก็พยายามให้ความคุ้นเคย ชวนคุยนอกรอบจะได้เกร็งน้อยลง

ได้วิชาอะไรมาบ้าง

สิ่งที่ได้ก็คือ ต้องเตรียมตัวให้ดี เวลาคุณจะทำอะไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าคุณจะใช้หรือไม่ใช้ข้อมูลนั้น คุณต้องอ่าน ต้องรู้ไว้ บางทีขวัญอ่านเยอะมาก นึกในใจว่า เฮ้ย ไม่ถามเลยเหรอ นี่เตรียมมาแบบมั่นใจเลยนะ แต่เตรียมไว้ก็ไม่เสียหาย ไม่ใช่ว่าเราเตรียมมาแล้วต้องโชว์ว่ารู้ อ่านไว้แค่ให้รู้ก็ได้ เหมือนวัตถุดิบ บางอย่างคุณอาจจะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้ แต่ถ้าต้องใส่คือเตรียมไว้แล้ว ไม่ต้องซื้อ

มีช่วงที่เรียกว่าทำงานด้วยความสนุกไหม

ไม่มีนิยามของการทำงานแล้วสนุกเลย (หัวเราะ) ถ้าสนุกปนเหนื่อยคือ ช่วงน้ำท่วมใหญ่ เหนื่อยจนไม่รู้ว่าจะผ่านไปได้ยังไงในแต่ละวัน เหนื่อยจนไม่รู้จะบรรยายออกมาเป็นคำพูดอะไร อีกเรื่องที่ตอนนี้พูดถึงได้อย่างสนุกคือ ช่วงการเมืองแรงๆ ตอนนั้นสะบักสะบอม โอ้ย พร้อมจะใช้ถังออกซิเจน แต่วันนี้พูดได้แล้วว่าตอนนั้นมีสีสันที่ฉูดฉาดมาก

การทำงานในช่วงนี้ต่างจากช่วงที่ผ่านๆ มายังไง

ตอนนี้อยู่ในช่วงที่คิดว่าจะออกจากคอมฟอร์ตโซนดีไหม คิดว่าเราทำอะไรได้มากกว่านี้อีกไหม ไม่ใช่เพราะเราคิดว่าตัวเองเจ๋งแล้ว สุดแล้ว แต่เราคิดว่าต้องรู้จักพื้นที่ซึ่งขยายไปมากกว่านี้แล้ว เราควรจะลองขยับออกไปอีกไหม เราอยู่กับข่าวมาเกือบยี่สิบปี ก็นึกไม่ออกว่าจะขยับไปทางด้านไหน เพราะถ้าเป็นด้านเนื้อหาข่าวเราก็ทำครบแล้ว หลังจากนี้ยังคิดไม่ออกเลย

ถ้ารายการ ถามตรงๆ กับจอมขวัญ เชิญจอมขวัญไปออก คิดว่าจะคุยเรื่องอะไร

อาจจะถามคล้ายๆ The Cloud มั้ง ทำมาตั้งนาน คิดยังไง ตอนเกิดเหตุนี้สัมภาษณ์นี้คิดยังไง แล้วทั้งหลายทั้งปวงที่ทำมาทั้งหมดคิดเห็นประการใด ขอลอกเลย (หัวเราะ)

จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ พิธีกรนอกขนบ ถามเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่ถามเอาดราม่าสะใจ

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“I’ll be the last one standing

Two hands in the air, I’m a champion”
คำร้องท่อนแรกแทร็ก The Champion ของ แคร์รี อันเดอร์วูด (Carrie Underwood) ที่ได้ยินเมื่อไหร่ ก็ชวนนึกถึง แชมป์-ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน 

เขามีชื่อเล่นว่า ‘แชมป์’ ตรงตามเนื้อเพลง, เป็นผู้รักษาประตูไทยที่ประสบความสำเร็จมากสุดในประวัติศาสตร์ จากการคว้า 25 โทรฟี่ในระดับสโมสรร่วมกับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และปัจจุบัน ศิวรักษ์ได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ ‘กัปตันทีมชาติไทย’ 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี

เราประหลาดใจไม่น้อย พอรู้ว่าเจ้าตัวเพิ่งผ่านวันคล้ายวันเกิดปีที่ 37 ของตัวเอง เพราะปกตินักเตะอาชีพเมื่ออายุเกิน 35 ปีขึ้นไป มักอยู่ช่วงใกล้ปลดระวาง เนื่องจากสภาพร่างกายโรยราตอบสนองได้ไม่เหมือนวัยหนุ่มสาว ความสามารถก็ตกลงมาจากเดิม 

ในขณะที่นักฟุตบอลรุ่นราวคราวเดียวกับ แชมป์ ศิวรักษ์ รีไทร์เกือบหมดแล้ว เขากลับยืนหยัดอยู่เป็นคนสุดท้าย และรักษามาตรฐานการป้องกันประตูอันยอดเยี่ยมไว้ได้อย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง

นั่นคือความน่าทึ่งของ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ที่สัมผัสได้ด้วยสายตา จากมุมมองแฟนบอลที่ติดตามดูเขามานานนับสิบปี กระทั่งบทสนทนาในช่วงบ่ายวันหนึ่ง ได้เปลี่ยนความเข้าใจเราที่มีต่อตัวเขาอย่างสิ้นเชิง 

น้อยคนนักจะรู้ว่า กว่าจะมาเป็น ‘แชมป์’ คนที่ใครก็ต่างอิจฉาในความสำเร็จมากมาย ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เริ่มต้นเล่นตำแหน่งนี้ จากสถานะนายประตูสำรองมือ 4 มือ 5 ที่ลืมโอกาสลงเฝ้าไปได้เลย 

‘แชมป์’ ผลักดันตัวเองจากโกลปลายแถวที่มักถูกมองข้าม ก้าวมาสู่ผู้รักษาประตูแนวหน้า และผู้นำในสนามของทีมชาติไทยได้อย่างไร 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี
6

“ผมเริ่มต้นเล่นฟุตบอลตอนอายุหกขวบ เล่นมาหมดทุกตำแหน่งยกเว้นประตู ส่วนใหญ่จะยืนเป็นกองหน้า เคยได้รางวัลดาวซัลโวด้วยนะ” เสียงจากปลายสายบอกกับเราถึงจุดเริ่มต้น

“พออายุประมาณสิบสามปี คุณพ่อ (ประสิทธิ์ เทศสูงเนิน) จับผมมาฝึกตำแหน่งผู้รักษาประตู ซึ่งผมไม่ถนัดเลย ฝืนธรรมชาติตัวเองมาก ตอนนั้นไม่เข้าใจพ่อเหมือนกันว่าทำไมตัดสินใจแบบนี้ แต่คิดว่าท่านคงมีเหตุผลของท่าน เพราะท่านเคยเล่นตำแหน่งนี้มาก่อนด้วย ท่านคงสอนผมได้ ผมก็เชื่อฟัง ทำตามที่พ่อบอก ไม่ได้งอแงอะไร”

ลองจินตนาการถึง เด็กชาย ม.1 ที่เล่นเป็นตัวเอาต์ฟิลด์มาเกินครึ่งชีวิต แต่วันหนึ่งกลับถูกคุณพ่อตัวเอง ผู้มีอาชีพเป็นคุณครูและโค้ชฟุตบอลทีมเยาวชนระดับจังหวัด บังคับให้เปลี่ยนมาสวมถุงมือ ยืนจังก้าอยู่หน้าปากประตู 

นี่คือบททดสอบอันยากลำบากด่านแรกของ แชมป์ ศิวรักษ์ แม้มีส่วนสูงที่เหมาะสม และในอดีตคุณพ่อประสิทธิ์ เทศสูงเนิน เคยปลุกปั้น จอห์น-น.อ.กัมปนาท อั้งสูงเนิน จนก้าวไปติดทีมชาติไทยมาแล้ว

“ผมพูดได้เลยว่าที่ตัวเองปรับตัวให้เข้ากับฟุตบอลสมัยใหม่ได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพ่อมองเห็นอนาคต และวางแผนให้ผมเล่นตำแหน่งนี้มาตั้งแต่เด็ก” ศิวรักษ์ย้อนความหลัง 

“ท่านรู้ว่าในอีกยี่สิบปีข้างหน้า ฟุตบอลไทยจะเป็นอาชีพเต็มตัว ให้ค่าตอบแทนสูง ต่อยอดสร้างเกียรติยศชื่อเสียงแก่วงศ์ตระกูลได้ รวมถึงในอนาคต ฟุตบอลสมัยใหม่ต้องการผู้รักษาประตูที่ใช้เท้าเล่นบอลได้ดีด้วย

“พ่อจึงให้ผมเริ่มต้นเล่นตำแหน่งอื่นก่อน เพื่อฝึกการใช้เท้าไปในตัว และอีกอย่างเพื่อให้ผมเข้าใจธรรมชาติของผู้เล่นแต่ละตำแหน่ง อย่างผมเคยยืนกองหลังมาก่อน พอถูกจับไปยืนประตู ผมก็สั่งการเพื่อนได้ หรือเวลาเจอกับกองหน้าฝ่ายตรงข้าม ผมรู้ว่าธรรมชาติตำแหน่งนี้เป็นอย่างไร นั่นคือข้อได้เปรียบของผม”

แล้วข้อเสียเปรียบสำหรับคนที่เล่นตำแหน่งอื่นมาก่อน แล้วเปลี่ยนมาฝึกเป็นผู้รักษาประตูตอนอายุ 13 ปีล่ะ 

“ผมสู้เด็กคนอื่นไม่ได้เลย ต่างกันราวฟ้ากับดิน อยู่โรงเรียนก็เป็นตัวสำรองไม่ได้ลง ติดทีมฟุตบอลนักเรียนจังหวัดนครราชสีมา ก็เป็นมือสี่ มือห้า เพราะผมเริ่มต้นช้า ถึงแม้จะใช้เท้าดี แต่รับบอลไม่อยู่มือ เบสิกเราแย่มาก ไม่เหมือนคนที่ฝึกตำแหน่งนี้มาตั้งแต่แรก”

ศิวรักษ์ไม่เคยมีส่วนร่วมกับฟุตบอลรายการใหญ่ระดับประเทศเหมือนผู้เล่นทีมชาติไทยส่วนใหญ่ ที่สร้างชื่อมาจากบอลนักเรียน อาทิ กรมพละศึกษา, แชมป์กีฬา 7 สี ฯลฯ แค่เบียดลงสนามเป็นตัวจริงของทีมจังหวัด สำหรับเขาก็ถือว่ายากมากแล้ว 

4 ปีแรกที่เขาเริ่มฝึกเป็นโกล แชมป์ทำได้แค่ซ้อมกับทีมอย่างมีระเบียบวินัย พยายามตั้งใจทำทุกอย่างที่โค้ชสอน แม้สุดท้ายจบลงที่ม้านั่งสำรอง เฝ้ามองเพื่อนๆ ลงสนามในวันแข่งขัน และมันคงน่าเบื่อไม่น้อยสำหรับคนหนุ่มวัย 17 

ตอนนั้นคุณเคยตั้งคำถามกับตัวเองหรือเปล่าว่า บางทีคุณอาจไม่เหมาะกับตำแหน่งนี้ 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี

“ผมพยายามมาถึงขนาดนี้แล้ว หันหลังกลับไปคงไม่ได้ ทุกวันผมคิดแค่ว่า ออกไปซ้อมบอลเพื่อพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น ยังไม่ต้องไปคิดถึงเรื่องทีมชาติหรอก เอาแค่เก่งพอที่จะเล่นให้ทีมจังหวัด หรือในอนาคต ความฝันสูงสุดเลยคือ อยากต่อยอดไปเล่นไทยลีกสักครั้งก็คงดี”

สมัยวัยรุ่น แชมป์ ศิวรักษ์ ชอบอ่านหนังสือพิมพ์กีฬารายวันและรายสัปดาห์มาก แทบไม่เคยพลาดเลยสักเล่ม คอลัมน์ที่เจ้าตัวชอบมากคือ บทความแนะนำนักฟุตบอลดาวรุ่งอายุน้อย แม้คนเหล่านั้นจะมีอายุอานามใกล้เคียงกับเขาเอง แต่เจ้าตัวก็รู้สึกชื่นชมในความเก่งของเด็กรุ่นเดียวกันอยู่ดี 

วันหนึ่งที่ดูแสนธรรมดา สายตาของนักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย เหลือบไปเห็นกรอบเล็กๆ ในหนังสือพิมพ์กีฬาที่เขาซื้อมา ใจความบอกว่า ทีมนักเรียนไทย รุ่นอายุ 18 ปี เตรียมเปิดคัดตัวเยาวชน เพื่อรวมทีมไปแข่งศึกชิงแชมป์เอเชีย ที่ประเทศมาเลเซีย 

“ผมไม่เคยเข้ากรุงเทพฯ มาก่อนในชีวิต แต่อยากไปคัดตัวมาก ผมหยิบหนังสือพิมพ์ไปให้พ่อดู ขอให้พ่อพาไปคัดหน่อย พ่อจึงพาผมนั่งรถบัสจากโคราชไปส่งที่กรุงเทพฯ จากนั้นพาไปฝากกับเพื่อนพ่อ ซึ่งทำงานออฟฟิศอยู่ในห้องใต้สนามศุภชลาศัย

“ด้วยความที่การคัดตัวใช้เวลาหลายวัน ผมไม่ได้มีเงินติดตัวมากมาย ไม่รู้จักใครในกรุงเทพฯ จึงขออาศัยนอนใต้โต๊ะทำงานของเพื่อนพ่อทุกวัน พอตอนเช้าได้เวลามีคนเข้ามาทำงาน ผมก็ตื่นออกไปข้างนอก หานอนตามใต้ต้นไม้ บนอัฒจันทร์บ้าง เพื่อรอเวลาช่วงเย็นที่เขาเรียกซ้อม”

5

ท่ามกลางเด็กนับร้อยชีวิตที่แบกความฝันมาคัดตัว ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เล่าว่าเขารับรู้ได้ทันทีเลยว่า ฝีมือตัวเองคงไม่อาจสู้กับผู้รักษาประตูคนอื่นได้ เขาจึงเสนอตัวเป็น ‘ลูกหาบ’ คอยช่วยงานเหล่าสตาฟโค้ชที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน ทั้งยืนกลางแดดเก็บลูกบอล ยกน้ำ วิ่งไปซื้อของ ตลอดจนช่วยเก็บอุปกรณ์

คุณทำแบบนั้นทำไม 

“ก็คงอารมณ์เด็กบ้านนอกเข้ากรุงครั้งแรกที่อยากติดทีมชาติไทย ตอนนั้นฝีมือผมอยู่ปลายแถวมาก โกลคนอื่นที่มาคัดเขาเบสิกดีทั้งนั้น

“ผมพยายามทำให้โค้ชเห็นว่า ผมมาที่นี่ด้วยความตั้งใจจริง วันแรกที่มาคัดตัว ผมอาสาขอโค้ชช่วยเก็บบอล เขาเรียกใช้ให้ทำอะไร ผมทำหมด จน อาจารย์ปรีชาพัฒน์ ประยุทธ์เรืองกิจ (หนึ่งในทีมสตาฟโค้ช) ท่านคงสงสารผม ทุกวันหลังการคัดตัวเสร็จสิ้น ท่านจะเรียกผมมาติวพิเศษคนเดียว”

คงเป็นเพราะความขยัน ตั้งใจ ที่เขาแสดงออกมากกว่าใคร จึงทำให้ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ถูกเรียกติดทีมนักเรียนไทย รุ่นอายุ 18 ปี ในฐานะผู้รักษาประตูสแตนด์บาย มือ 4 ทั้งที่ความจริงสตาฟโค้ชไม่จำเป็นต้องเรียกเขาไปร่วมทีมก็ได้ เพราะถึงเอาไปก็ส่งชื่อลงแข่งขันไม่ได้อยู่ดี (ลงทะเบียนผู้รักษาประตูได้แค่ 3 คน)

“โค้ชคงเมตตา เห็นผมขยัน จึงอยากให้ผมได้ไปลองหาประสบการณ์ร่วมกันกับทีม แม้ผมจะไม่มีชื่อในรายการนั้นเลย แต่การติดทีมนักเรียนไทยครั้งแรก มันจุดประกายให้ผมอยากพัฒนาตัวเอง เพื่อสักวันหนึ่งจะได้ลงเล่นให้ทีมชาติไทย

“ปีนั้นผมกลับไปซ้อมหนักกว่าเดิมอีก ตั้งใจว่าเดี๋ยวพออายุสิบแปดปีจะมาคัดตัว (ทีมนักเรียนไทย) อีก หนึ่งปีผ่านไป ผมอายุสิบแปดปี ตัดสินใจกลับมาคัดอีกครั้ง คราวนี้ได้ติดทีมนักเรียนไทย เป็นหนึ่งในสามผู้รักษาประตู” 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

ครั้งนี้คุณได้ลงสนามเป็นตัวจริงไหม 

“เปล่า ผมก็ยังเป็นตัวสำรองอยู่ดี ไม่ได้เล่นเลย” เขาตอบพร้อมเสียงหัวเราะ

บทเรียนจากการไม่ได้ลงสนามตัวจริงถึง 2 ทัวร์นาเมนต์ ทำให้ศิวรักษ์มองเห็นจุดบกพร่องของตัวเองชัดยิ่งกว่าเดิม เมื่อสิ้นสุดการแข่งขัน เขาจึงกลับบ้านเกิดไป เพื่อฝึกทักษะพื้นฐานของผู้รักษาประตูเพียงอย่างเดียว

“ผมคิดว่าการยืนตำแหน่ง การใช้เท้า จังหวะเซฟลูกยาก ผมทำได้ดีกว่าคนอื่น แต่ที่เราไม่ถูกเลือก เป็นเพราะพื้นฐานเราสู้คนอื่นไม่ได้ ปีนั้นผมซ้อมแต่เบสิกอย่างเดียว อยู่บ้านก็ทุ่มบอลใส่กำแพง เซ็ตละสองสามร้อยครั้ง ฝึกคนเดียวด้วยตัวเอง ทำท่าเดิมซ้ำๆ จนกว่าจะรับเข้าซองไม่หลุดมือ

“ผมทำแบบนี้ทุกวัน ทำมาไม่รู้กี่พันกี่หมื่นครั้ง พอลองเอาไปใช้สนามซ้อม เราเล่นได้ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะพื้นฐานเราแน่นขึ้น ปัจจุบันผมอายุสามสิบเจ็ดปีแล้ว ก็ยังซ้อมปาบอลใส่ผนังอยู่คนเดียว ไม่เชื่อก็ลองถามคนรู้จักผมได้เลย”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
4

“It’s all about who wants it the most”

ไม่มีผู้รักษาประตูคนไหนในโลกปรารถนาเป็นตัวสำรองตลอดไป เพราะความโหดร้ายของตำแหน่งนี้คือ ถ้าไม่เป็นตัวจริง โอกาสลงสนามในเกมนั้นแทบเป็นศูนย์เลย ต่างจากผู้เล่นตำแหน่งอื่นที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนได้ตลอดเวลา 

แม้ในวัย 19 ปี ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน จะคุ้นชินกับเก้าอี้สำรองมากกว่ายืนเฝ้าพื้นที่หน้าปากประตู มักถูกมองข้ามมากกว่าได้รับเลือก แต่เขาไม่เคยละทิ้งความเชื่อมั่นว่า สักวันหนึ่งตัวเองต้องเป็นเบอร์หนึ่งให้ได้ 

อาจารย์วิสูตร วิชายา ติดต่อมาทางพ่อ ถามว่าอยากให้ผมไปอยู่กับทีมสโมสรธนาคารกรุงเทพไหม เขากำลังมองหาประตูมือสามมือสี่ที่เป็นเยาวชน มาเป็นลูกหม้อ เพราะโค้ชเห็นผมมีดีกรีเคยติดทีมนักเรียนไทยชุดสิบแปดปี”

เหมือนเสียงสวรรค์ที่เขารอคอย ศิวรักษ์ไม่ลังเลที่จะออกจากบ้านเกิดมาอยู่เมืองกรุงเพียงลำพัง แลกกับเงินเดือน 6,000 บาท

ธนาคารกรุงเทพในไทยลีกยุคนั้นจัดเป็นสโมสรทุนหนา มีขุมกำลังผู้เล่นชั้นดีเต็มทีม เฉพาะแค่ตำแหน่งผู้รักษาประตู มีทั้ง สมเกียรติ ปัสสาจันทร์ และ วัชรพงษ์ กล้าหาญ สองโกลฝีมือระดับแถวหน้าของเมืองไทยซึ่งขับเคี่ยวแย่งชิงมือหนึ่ง

ขณะที่ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เป็นเพียงเด็กหนุ่มวัย 19 ปี ได้ซ้อมกับร่วมกับรุ่นพี่ภายในทีมชุดใหญ่ แต่คงไม่กล้าไปฝากความหวังหรือคิดว่าเขาจะเบียดสมเกียรติกับวัชรพงษ์ ให้ไปนั่งสำรองดูเขาลงเฝ้าเสาได้หรอก

“พวกพี่ๆ (สมเกียรติ ปัสสาจันทร์, วัชรพงษ์ กล้าหาญ) เขาเก่งมากจริงๆ” ศิวรักษ์เอ่ยปากถึงสองอดีตรุ่นพี่ในทีมบัวหลวง 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมพยายามก๊อปทุกอย่างที่พี่เกียรติและพี่อ้วน (วัชรพงษ์) ทำตอนอยู่ในสนามซ้อม อยากรู้อะไรผมถามหมด ไม่เคยอาย เช่น ผมถามพี่เกียรติว่า ทำไมพี่ถึงลุกเร็ว แกบอกให้ผมลองล้มแบบทำท่าหงายหลังกับคว่ำหลังลุก อ๋อ ผมถึงได้เข้าใจว่าทำไมแกถึงเซฟท่านี้ เพราะนับตั้งแต่นั้นมา ผมไม่เคยหงายหลังรับบอลอีกเลย

“ผมถามพี่อ้วนว่า ทำไมถึงออกไปรับลูกเปิดด้านข้างได้ดีจัง ทั้งที่แกตัวเล็กกว่าผมมาก พี่อ้วนก็สอนว่า เราต้องไปถึงจุดที่บอลจะตกก่อน เพื่อชิงความได้เปรียบ ไม่ใช่รอบอลมาใกล้ถึงแล้วค่อยกระโดดไป บางทีมันไม่ทัน ซึ่งก็จริงอย่างที่แกสอน”

สัมผัสแรกในฟุตบอลอาชีพนัดแรกของ แชมป์ ศิวรักษ์ มาเร็วกว่าที่เขาคิด เนื่องจากสโมสรธนาคารกรุงเทพ เปิดฤดูกาล 2003 ด้วยผลงานสะดุดแพ้หลายเกม วิสูตร วิชายา จึงตัดสินใจทดลองส่งมือโกลคนหนุ่มที่รอ ‘โอกาส’ พิสูจน์ตัวเองมาทั้งชีวิต

เหมือนฉากของพระเอกในซีรีส์เกาหลีไม่มีผิด เกมนัดดังกล่าว ศิวรักษ์ใช้ทั้งมือและเท้าช่วยเซฟ มีส่วนสำคัญในการพาทีมคว้าชัยชนะ 1 – 0 พร้อมกับถูกเลือกให้เป็นแมน ออฟ เดอะแมตช์ หลังจากนั้น ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน สามารถยึดตำแหน่งมือหนึ่งสโมสรธนาคารกรุงเทพมาต่อเนื่อง 4 ซีซั่น ก่อนย้ายไปอยู่ทีมที่ใหญ่กว่าอย่างบีอีซี เทโรศาสน ใน ค.ศ. 2008 

สิ่งที่เราสนใจคือ คุณให้กำลังใจหรือบอกกับตัวเองอย่างไรในวันที่มีสถานะเป็นแค่ตัวสำรอง ผมชวนเขาย้อนความหลัง 

“อย่างแรกคือ เราต้องยอมรับความจริงว่าฝีมือยังสู้เขาไม่ได้ แสดงว่าประตูตัวจริงเขาต้องมีอะไรที่ดีกว่าเรา เราก็ต้องพยายามให้มากกว่าเดิม พัฒนาตัวเองต่อไป แต่อันดับแรกต้องกล้ายอมรับความจริงให้ได้ก่อนว่าเรายังดีไม่พอ

“ถ้าเรามัวแต่ปิดกั้น คิดว่าตัวเองเก่งแล้ว เราก็จะอยู่กับที่ อย่าลืมว่าฟุตบอลมันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อาชีพผู้รักษาประตูไม่มีหรอกครับ ไม่โดนยิง ยังไงก็ต้องเสียประตูอยู่แล้ว

“ฉะนั้น เราต้องเต็มที่กับการฝึกซ้อมทุกมื้อ เผื่อเวลาโดนคู่แข่งยิงเข้า เราก็จะไม่ต้องมานั่งเสียใจว่า กูทำเต็มที่ยังวะ อ๋อ ลูกนี้ เราเสียประตูเพราะเซฟไม่ได้จริงๆ งั้นไม่เป็นไร เอาใหม่”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
3

เชื่อหรือไม่ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ก่อนจะได้โทรฟี่ 25 แชมป์ (ไทยลีก 6 สมัย, เอฟเอ คัพ 4 สมัย, โตโยต้า ลีกคัพ 5 สมัย, ไทยแลนด์ แชมเปี้ยน คัพ 1 สมัย, โตโยต้า พรีเมียร์ คัพ 3 สมัย, แม่โขง คลับ แชมเปี้ยนชิพ 2 สมัย, ฟุตบอลพระราชทานถ้วย ก. 4 สมัย) ครั้งหนึ่ง เขาเคยมือเปล่าไร้ความสำเร็จในระดับสโมสร ทั้งตอนที่ค้าแข้งกับสโมสรธนาคารกรุงเทพและบีอีซี เทโรศาสน จนอายุล่วงเลยเข้าสู่วัย 27 ปี

“ตั้งแต่เริ่มต้นเล่นกับธนาคารกรุงเทพ ผมคิดมาเสมอว่าทำอย่างไรถึงช่วยให้ทีมเป็นแชมป์ แต่หน้าที่ของผมทำได้เพียงช่วยให้ทีมเสียประตูน้อยสุด อย่างน้อยถ้าเราไม่โดนยิง ทีมก็มีโอกาสได้หนึ่งแต้มเป็นอย่างต่ำ ผมจึงฝึกฝนตัวเองอย่างหนักในทุกปี

“ผมไม่เคยลงสนามด้วยเป้าหมายว่า ปีนี้ฉันอยากช่วยให้ทีมติดท็อปทรี สมมติฤดูกาลหนึ่งมีสามสิบนัด ผมบอกกับตัวเองก่อนลงสนามทุกนัด ตั้งแต่เกมแรกของฤดูกาลว่าต้องได้แชมป์นะ ต้องเป็นจ่าฝูงให้ได้ พอไม่ได้ตามที่หวังไว้ ก็มีผิดหวังเป็นธรรมดา แต่อย่างน้อยมันทำให้เรารู้ว่า ณ ตอนนั้น เรายังดีไม่พอ ปีหน้าต้องทำให้ดีกว่าเดิม”

ในฤดูกาล 2010 สโมสรบุรีรัมย์ พีอีเอ (บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในปัจจุบัน) ทีมหน้าใหม่ตัดสินใจดึงตัว แชมป์ ศิวรักษ์ ไปเป็นส่วนหนึ่งเพื่อไล่ล่าถ้วยรางวัล เขาตอบรับข้อเสนอนั้น เพราะสโมสรแห่งนี้เปี่ยมไปด้วยแรงกระหายอยากประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกับตัวเขาที่โหยหา รอคอยมันมานานแสนนาน 

ส่วนเรื่องราวหลังจากนั้นน่ะเหรอ ก็คือประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการลูกหนังไทยไงล่ะ! 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
2

“ชีวิตผมมันธรรมดามากเลยนะ” 

เขาเกริ่นถึงตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง แม้ปัจจุบันจะเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับอย่างมาก ในฐานะกัปตันทีมชาติไทย

“ผมตื่นเช้าออกกำลังกาย เข้ายิม ซ้อมคนเดียว ครอบครัวจะได้เห็นผมอีกทีก็ตอนเกือบเที่ยง เพราะผมออกไปตั้งแต่เช้าตรู่ ทำแบบนี้ตลอด ตกเย็นไปซ้อมฟุตบอล ช่วงว่างระหว่างนั้นก็มีดูแลธุรกิจบ้าง หากเว้นว่างจากการทำงาน ผมก็อยู่บ้านกับลูก ภรรยา ไม่ได้มีชีวิตหวือหวาอะไร”

หากศิวรักษ์บอกว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่คือความธรรมดา คงเป็นความธรรมดาที่แสนพิเศษ ไม่อย่างนั้นเราคงเห็นนักฟุตบอลอายุ 37 ปี ยืนระยะอยู่ในเกมระดับสูงเต็มไปหมด 

ยิ่งคุณประสบความสำเร็จมากเท่าไหร่ พอถึงช่วงวัยหนึ่งก็อาจรู้สึกถึงจุดอิ่มตัว หมดความกระหาย ไม่แปลกเลยหากใครหลายคนจะบอกลาอาชีพนักฟุตบอล ตอนอายุเท่ากันหรือน้อยกว่า ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน 

คุณมีวิธีรักษามาตรฐานการเล่น สภาพร่างกาย และระดับของแรงจูงใจได้อย่างไร ในเมื่อผ่านการคว้าแชมป์ทุกรายการภายในประเทศ 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมยังพัฒนาตัวเองไปได้อีกไง ผมไม่เชื่อว่าคนเราแก่เกินจะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ยกตัวอย่าง เอ็ดวิน ฟาน เดอซาร์ (Edwin van der Sar-อดีตผู้รักษาประตูสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ได้แชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก สมัยที่สอง ตอนอายุ 38 ปี) เขาก็ยังรักษาฟอร์มพีกจนถึงอายุสามสิบเก้าสี่สิบปี ผมจึงเชื่อว่าถ้าเราดูแลตัวเองดี เราสามารถยืนระยะการเล่นกีฬาไปถึงอายุสี่สิบปีได้แน่นอน

“ผมเข้มงวดตั้งแต่อาหาร เพราะบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เคยส่งผมไปฝึกฟุตบอลกับสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ที่นั่นทำให้ผมเห็นว่านักฟุตบอลระดับโลกเขาดูแลตัวเองอย่างไร พอเดินทางกลับไป ผมก็ศึกษาหาข้อมูลงานวิจัย เพื่อหาคำตอบว่านักกีฬาวัยอย่างผม ควรกินอะไรถึงจะมีประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด ผมจริงจังถึงขั้นนั้นเลยนะ

“ผมเป็นคนไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ อยู่แล้ว หลังจากนั้นก็ปรับอาหารการกิน ผมไม่กินของมัน ของทอด แม้แต่ไข่ผมก็ไม่กินแบบทอดน้ำมัน กินแบบไข่ต้มแทน ผมรับประทานผัก ผลไม้ เป็นหลัก เสริมด้วยธัญพืชและถั่ว ส่วนแป้งและขนม ผมกินน้อยมาก ขนาดกาแฟผมยังไม่ใส่น้ำตาลเลย ผมกินแบบนี้มาหลายปีแล้ว ผลลัพธ์คือไขมันในร่างกายผมน้อยกว่าเกณฑ์ทั่วไป ซ้อมฟุตบอลได้นานขึ้น ระบบขับถ่าย ระบบเผาผลาญ ในร่างกายทำงานได้ดี

“มันสำคัญมากต่อตัวผม เพราะยิ่งอายุมากขึ้น ผมยิ่งซ้อมหนักขึ้นกว่าเดิม จากเคยซ้อมเช้า-เย็น มื้อละหนึ่ง ชั่วโมง ก็เพิ่มเวลาเป็นมื้อละหนึ่งชั่วโมงยี่สิบนาที แต่ผมยังไหวอยู่ เพราะเลือกกินแต่ของมีประโยชน์ และให้พลังงานเพียงพอ

“ดังนั้น ทุกคนเก่งขึ้นได้ ไม่เกี่ยวหรอกคุณอายุเท่าไหร่ สมมติคุณอายุสี่สิบ ห้าสิบปี ถ้าคุณไม่เคยขี่มอเตอร์ไซค์มาก่อนในชีวิต แต่พยายามหัดทุกวัน ยังไงวันหนึ่งก็ต้องขี่ได้อยู่แล้ว เหมือนกันเลย นักฟุตบอลยิ่งซ้อมเยอะยิ่งเก่ง เว้นเสียแต่ว่า คุณไม่เอาจริงเอาจังกับมันมากพอ แค่นั้นเอง”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
1

“I’ve been waiting my whole life

To see my name in lights”

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ถูกเรียกตัวติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ครั้งแรกตอนอายุ 20 ปี แต่หลายสิบปีที่ผ่านมา เขามีสถานะเป็นเพียงแค่ตัวสำรองอดทน ที่อาจได้รับโอกาสเป็นครั้งคราว แต่ไม่ใช่มือ 1 ตัวจริง

แม้เขาจะประสบความสำเร็จกับสโมสร บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้รางวัลเกียรติยศส่วนตัวมากมายแค่ไหน แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่ถูกเลือกเป็นคนแรกของทัพช้างศึกอยู่ดี 

อายุของแชมป์ในตอนนั้นกำลังเข้าสู่วัย 35 ปี ซึ่งในทางปฏิบัติดูไปได้ยากเหลือเกินที่จะเบียดแย่งชิงมือหนึ่งมาได้

ผมถามเขาว่าทำไมคุณถึงยังไม่ถอดใจเลิกเล่นทีมชาติไทย เพราะ 14 – 15 ปีที่ผ่านมา คุณเหมือนเหนื่อยฟรี เป็นได้แค่เพียงมือ 2 – 3 ของทีม 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมบริสุทธิ์ใจอยากช่วยชาติ ไม่ว่าสถานะใดก็ตาม ทุกครั้งที่มีชื่อ ผมถือว่านี่คือโอกาสอันยิ่งใหญ่ของตัวผม เพราะคนเรามีโอกาสได้ติดธงแค่ช่วงชีวิตที่เล่นฟุตบอลเท่านั้น

“ทุกครั้งที่มีประกาศรายชื่อทีมชาติไทย ผมยังลุ้นและตื่นเต้นเสมอ ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอยู่ ผมคิดว่ายิ่งเรามีประตูเก่งๆ ติดมามากเท่าไหร่ ยิ่งส่งผลดีต่อทีมชาติ ผมคิดถึงผลการแข่งขันเป็นหลัก ใครจะลงเป็นประตูตัวจริงก็ได้ ไม่เป็นไร เราส่งกำลังใจให้เขาข้างสนาม ขอให้ทำหน้าที่ให้ดี เพื่อให้ทีมชาติไทยชนะ

“ส่วนตัวผม ถ้าตอนนี้ยังไม่ได้รับโอกาส ก็คงต้องกลับไปฝึกซ้อมให้มากกว่าเดิมในวันข้างหน้า บางทีการที่ผมไม่ได้เป็นมือหนึ่งทีมชาติมานานหลายปี ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมอยากพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อสักวันจะได้มีโอกาสนั้น ผมภูมิใจเสมอเวลาสวมเสื้อทีมชาติไทย”

ความพยายามของ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ในที่สุดก็ไม่สูญเปล่า เพราะหัวหน้าผู้ฝึกสอนทัพช้างศึกคนปัจจุบัน อากิระ นิชิโนะ (Akira Nishino) ตัดสินใจเลือกผู้รักษาประตูจอมเก๋า ทำหน้าที่เป็น ‘กัปตันทีมชาติไทย’

คงไม่ต้องบรรยายว่าเขาภาคภูมิใจกับบทบาทนี้มากแค่ไหน สำหรับคนที่รอโอกาสมาทั้งชีวิต จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้รับเกียรติให้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม 

“มันคงเป็นผลของความพยายามที่ผมพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ยอมอดทนซ้อมเยอะแบบไม่กลัวเหนื่อย ผมมั่นใจแม้กระทั่งปัจจุบัน ผมก็ยังคงซ้อมหนักอยู่ และน่าจะเป็นผู้รักษาประตูที่ซ้อมพิเศษมากกว่าใครๆ”

ชีวิตของ ‘ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน’ นายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

ติดตามข่าวเคลื่อนไหวของฟุตบอลทีมชาติไทย ได้ทาง Facebook : ช้างศึก

“I’ll be the last one standing

Two hands in the air, I’m a champion”
คำร้องท่อนแรกแทร็ก The Champion ของ แคร์รี อันเดอร์วูด (Carrie Underwood) ที่ได้ยินเมื่อไหร่ ก็ชวนนึกถึง แชมป์-ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน 

เขามีชื่อเล่นว่า ‘แชมป์’ ตรงตามเนื้อเพลง, เป็นผู้รักษาประตูไทยที่ประสบความสำเร็จมากสุดในประวัติศาสตร์ จากการคว้า 25 โทรฟี่ในระดับสโมสรร่วมกับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และปัจจุบัน ศิวรักษ์ได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ ‘กัปตันทีมชาติไทย’ 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี

เราประหลาดใจไม่น้อย พอรู้ว่าเจ้าตัวเพิ่งผ่านวันคล้ายวันเกิดปีที่ 37 ของตัวเอง เพราะปกตินักเตะอาชีพเมื่ออายุเกิน 35 ปีขึ้นไป มักอยู่ช่วงใกล้ปลดระวาง เนื่องจากสภาพร่างกายโรยราตอบสนองได้ไม่เหมือนวัยหนุ่มสาว ความสามารถก็ตกลงมาจากเดิม 

ในขณะที่นักฟุตบอลรุ่นราวคราวเดียวกับ แชมป์ ศิวรักษ์ รีไทร์เกือบหมดแล้ว เขากลับยืนหยัดอยู่เป็นคนสุดท้าย และรักษามาตรฐานการป้องกันประตูอันยอดเยี่ยมไว้ได้อย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง

นั่นคือความน่าทึ่งของ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ที่สัมผัสได้ด้วยสายตา จากมุมมองแฟนบอลที่ติดตามดูเขามานานนับสิบปี กระทั่งบทสนทนาในช่วงบ่ายวันหนึ่ง ได้เปลี่ยนความเข้าใจเราที่มีต่อตัวเขาอย่างสิ้นเชิง 

น้อยคนนักจะรู้ว่า กว่าจะมาเป็น ‘แชมป์’ คนที่ใครก็ต่างอิจฉาในความสำเร็จมากมาย ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เริ่มต้นเล่นตำแหน่งนี้ จากสถานะนายประตูสำรองมือ 4 มือ 5 ที่ลืมโอกาสลงเฝ้าไปได้เลย 

‘แชมป์’ ผลักดันตัวเองจากโกลปลายแถวที่มักถูกมองข้าม ก้าวมาสู่ผู้รักษาประตูแนวหน้า และผู้นำในสนามของทีมชาติไทยได้อย่างไร 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี
6

“ผมเริ่มต้นเล่นฟุตบอลตอนอายุหกขวบ เล่นมาหมดทุกตำแหน่งยกเว้นประตู ส่วนใหญ่จะยืนเป็นกองหน้า เคยได้รางวัลดาวซัลโวด้วยนะ” เสียงจากปลายสายบอกกับเราถึงจุดเริ่มต้น

“พออายุประมาณสิบสามปี คุณพ่อ (ประสิทธิ์ เทศสูงเนิน) จับผมมาฝึกตำแหน่งผู้รักษาประตู ซึ่งผมไม่ถนัดเลย ฝืนธรรมชาติตัวเองมาก ตอนนั้นไม่เข้าใจพ่อเหมือนกันว่าทำไมตัดสินใจแบบนี้ แต่คิดว่าท่านคงมีเหตุผลของท่าน เพราะท่านเคยเล่นตำแหน่งนี้มาก่อนด้วย ท่านคงสอนผมได้ ผมก็เชื่อฟัง ทำตามที่พ่อบอก ไม่ได้งอแงอะไร”

ลองจินตนาการถึง เด็กชาย ม.1 ที่เล่นเป็นตัวเอาต์ฟิลด์มาเกินครึ่งชีวิต แต่วันหนึ่งกลับถูกคุณพ่อตัวเอง ผู้มีอาชีพเป็นคุณครูและโค้ชฟุตบอลทีมเยาวชนระดับจังหวัด บังคับให้เปลี่ยนมาสวมถุงมือ ยืนจังก้าอยู่หน้าปากประตู 

นี่คือบททดสอบอันยากลำบากด่านแรกของ แชมป์ ศิวรักษ์ แม้มีส่วนสูงที่เหมาะสม และในอดีตคุณพ่อประสิทธิ์ เทศสูงเนิน เคยปลุกปั้น จอห์น-น.อ.กัมปนาท อั้งสูงเนิน จนก้าวไปติดทีมชาติไทยมาแล้ว

“ผมพูดได้เลยว่าที่ตัวเองปรับตัวให้เข้ากับฟุตบอลสมัยใหม่ได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพ่อมองเห็นอนาคต และวางแผนให้ผมเล่นตำแหน่งนี้มาตั้งแต่เด็ก” ศิวรักษ์ย้อนความหลัง 

“ท่านรู้ว่าในอีกยี่สิบปีข้างหน้า ฟุตบอลไทยจะเป็นอาชีพเต็มตัว ให้ค่าตอบแทนสูง ต่อยอดสร้างเกียรติยศชื่อเสียงแก่วงศ์ตระกูลได้ รวมถึงในอนาคต ฟุตบอลสมัยใหม่ต้องการผู้รักษาประตูที่ใช้เท้าเล่นบอลได้ดีด้วย

“พ่อจึงให้ผมเริ่มต้นเล่นตำแหน่งอื่นก่อน เพื่อฝึกการใช้เท้าไปในตัว และอีกอย่างเพื่อให้ผมเข้าใจธรรมชาติของผู้เล่นแต่ละตำแหน่ง อย่างผมเคยยืนกองหลังมาก่อน พอถูกจับไปยืนประตู ผมก็สั่งการเพื่อนได้ หรือเวลาเจอกับกองหน้าฝ่ายตรงข้าม ผมรู้ว่าธรรมชาติตำแหน่งนี้เป็นอย่างไร นั่นคือข้อได้เปรียบของผม”

แล้วข้อเสียเปรียบสำหรับคนที่เล่นตำแหน่งอื่นมาก่อน แล้วเปลี่ยนมาฝึกเป็นผู้รักษาประตูตอนอายุ 13 ปีล่ะ 

“ผมสู้เด็กคนอื่นไม่ได้เลย ต่างกันราวฟ้ากับดิน อยู่โรงเรียนก็เป็นตัวสำรองไม่ได้ลง ติดทีมฟุตบอลนักเรียนจังหวัดนครราชสีมา ก็เป็นมือสี่ มือห้า เพราะผมเริ่มต้นช้า ถึงแม้จะใช้เท้าดี แต่รับบอลไม่อยู่มือ เบสิกเราแย่มาก ไม่เหมือนคนที่ฝึกตำแหน่งนี้มาตั้งแต่แรก”

ศิวรักษ์ไม่เคยมีส่วนร่วมกับฟุตบอลรายการใหญ่ระดับประเทศเหมือนผู้เล่นทีมชาติไทยส่วนใหญ่ ที่สร้างชื่อมาจากบอลนักเรียน อาทิ กรมพละศึกษา, แชมป์กีฬา 7 สี ฯลฯ แค่เบียดลงสนามเป็นตัวจริงของทีมจังหวัด สำหรับเขาก็ถือว่ายากมากแล้ว 

4 ปีแรกที่เขาเริ่มฝึกเป็นโกล แชมป์ทำได้แค่ซ้อมกับทีมอย่างมีระเบียบวินัย พยายามตั้งใจทำทุกอย่างที่โค้ชสอน แม้สุดท้ายจบลงที่ม้านั่งสำรอง เฝ้ามองเพื่อนๆ ลงสนามในวันแข่งขัน และมันคงน่าเบื่อไม่น้อยสำหรับคนหนุ่มวัย 17 

ตอนนั้นคุณเคยตั้งคำถามกับตัวเองหรือเปล่าว่า บางทีคุณอาจไม่เหมาะกับตำแหน่งนี้ 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี

“ผมพยายามมาถึงขนาดนี้แล้ว หันหลังกลับไปคงไม่ได้ ทุกวันผมคิดแค่ว่า ออกไปซ้อมบอลเพื่อพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น ยังไม่ต้องไปคิดถึงเรื่องทีมชาติหรอก เอาแค่เก่งพอที่จะเล่นให้ทีมจังหวัด หรือในอนาคต ความฝันสูงสุดเลยคือ อยากต่อยอดไปเล่นไทยลีกสักครั้งก็คงดี”

สมัยวัยรุ่น แชมป์ ศิวรักษ์ ชอบอ่านหนังสือพิมพ์กีฬารายวันและรายสัปดาห์มาก แทบไม่เคยพลาดเลยสักเล่ม คอลัมน์ที่เจ้าตัวชอบมากคือ บทความแนะนำนักฟุตบอลดาวรุ่งอายุน้อย แม้คนเหล่านั้นจะมีอายุอานามใกล้เคียงกับเขาเอง แต่เจ้าตัวก็รู้สึกชื่นชมในความเก่งของเด็กรุ่นเดียวกันอยู่ดี 

วันหนึ่งที่ดูแสนธรรมดา สายตาของนักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย เหลือบไปเห็นกรอบเล็กๆ ในหนังสือพิมพ์กีฬาที่เขาซื้อมา ใจความบอกว่า ทีมนักเรียนไทย รุ่นอายุ 18 ปี เตรียมเปิดคัดตัวเยาวชน เพื่อรวมทีมไปแข่งศึกชิงแชมป์เอเชีย ที่ประเทศมาเลเซีย 

“ผมไม่เคยเข้ากรุงเทพฯ มาก่อนในชีวิต แต่อยากไปคัดตัวมาก ผมหยิบหนังสือพิมพ์ไปให้พ่อดู ขอให้พ่อพาไปคัดหน่อย พ่อจึงพาผมนั่งรถบัสจากโคราชไปส่งที่กรุงเทพฯ จากนั้นพาไปฝากกับเพื่อนพ่อ ซึ่งทำงานออฟฟิศอยู่ในห้องใต้สนามศุภชลาศัย

“ด้วยความที่การคัดตัวใช้เวลาหลายวัน ผมไม่ได้มีเงินติดตัวมากมาย ไม่รู้จักใครในกรุงเทพฯ จึงขออาศัยนอนใต้โต๊ะทำงานของเพื่อนพ่อทุกวัน พอตอนเช้าได้เวลามีคนเข้ามาทำงาน ผมก็ตื่นออกไปข้างนอก หานอนตามใต้ต้นไม้ บนอัฒจันทร์บ้าง เพื่อรอเวลาช่วงเย็นที่เขาเรียกซ้อม”

5

ท่ามกลางเด็กนับร้อยชีวิตที่แบกความฝันมาคัดตัว ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เล่าว่าเขารับรู้ได้ทันทีเลยว่า ฝีมือตัวเองคงไม่อาจสู้กับผู้รักษาประตูคนอื่นได้ เขาจึงเสนอตัวเป็น ‘ลูกหาบ’ คอยช่วยงานเหล่าสตาฟโค้ชที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน ทั้งยืนกลางแดดเก็บลูกบอล ยกน้ำ วิ่งไปซื้อของ ตลอดจนช่วยเก็บอุปกรณ์

คุณทำแบบนั้นทำไม 

“ก็คงอารมณ์เด็กบ้านนอกเข้ากรุงครั้งแรกที่อยากติดทีมชาติไทย ตอนนั้นฝีมือผมอยู่ปลายแถวมาก โกลคนอื่นที่มาคัดเขาเบสิกดีทั้งนั้น

“ผมพยายามทำให้โค้ชเห็นว่า ผมมาที่นี่ด้วยความตั้งใจจริง วันแรกที่มาคัดตัว ผมอาสาขอโค้ชช่วยเก็บบอล เขาเรียกใช้ให้ทำอะไร ผมทำหมด จน อาจารย์ปรีชาพัฒน์ ประยุทธ์เรืองกิจ (หนึ่งในทีมสตาฟโค้ช) ท่านคงสงสารผม ทุกวันหลังการคัดตัวเสร็จสิ้น ท่านจะเรียกผมมาติวพิเศษคนเดียว”

คงเป็นเพราะความขยัน ตั้งใจ ที่เขาแสดงออกมากกว่าใคร จึงทำให้ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ถูกเรียกติดทีมนักเรียนไทย รุ่นอายุ 18 ปี ในฐานะผู้รักษาประตูสแตนด์บาย มือ 4 ทั้งที่ความจริงสตาฟโค้ชไม่จำเป็นต้องเรียกเขาไปร่วมทีมก็ได้ เพราะถึงเอาไปก็ส่งชื่อลงแข่งขันไม่ได้อยู่ดี (ลงทะเบียนผู้รักษาประตูได้แค่ 3 คน)

“โค้ชคงเมตตา เห็นผมขยัน จึงอยากให้ผมได้ไปลองหาประสบการณ์ร่วมกันกับทีม แม้ผมจะไม่มีชื่อในรายการนั้นเลย แต่การติดทีมนักเรียนไทยครั้งแรก มันจุดประกายให้ผมอยากพัฒนาตัวเอง เพื่อสักวันหนึ่งจะได้ลงเล่นให้ทีมชาติไทย

“ปีนั้นผมกลับไปซ้อมหนักกว่าเดิมอีก ตั้งใจว่าเดี๋ยวพออายุสิบแปดปีจะมาคัดตัว (ทีมนักเรียนไทย) อีก หนึ่งปีผ่านไป ผมอายุสิบแปดปี ตัดสินใจกลับมาคัดอีกครั้ง คราวนี้ได้ติดทีมนักเรียนไทย เป็นหนึ่งในสามผู้รักษาประตู” 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

ครั้งนี้คุณได้ลงสนามเป็นตัวจริงไหม 

“เปล่า ผมก็ยังเป็นตัวสำรองอยู่ดี ไม่ได้เล่นเลย” เขาตอบพร้อมเสียงหัวเราะ

บทเรียนจากการไม่ได้ลงสนามตัวจริงถึง 2 ทัวร์นาเมนต์ ทำให้ศิวรักษ์มองเห็นจุดบกพร่องของตัวเองชัดยิ่งกว่าเดิม เมื่อสิ้นสุดการแข่งขัน เขาจึงกลับบ้านเกิดไป เพื่อฝึกทักษะพื้นฐานของผู้รักษาประตูเพียงอย่างเดียว

“ผมคิดว่าการยืนตำแหน่ง การใช้เท้า จังหวะเซฟลูกยาก ผมทำได้ดีกว่าคนอื่น แต่ที่เราไม่ถูกเลือก เป็นเพราะพื้นฐานเราสู้คนอื่นไม่ได้ ปีนั้นผมซ้อมแต่เบสิกอย่างเดียว อยู่บ้านก็ทุ่มบอลใส่กำแพง เซ็ตละสองสามร้อยครั้ง ฝึกคนเดียวด้วยตัวเอง ทำท่าเดิมซ้ำๆ จนกว่าจะรับเข้าซองไม่หลุดมือ

“ผมทำแบบนี้ทุกวัน ทำมาไม่รู้กี่พันกี่หมื่นครั้ง พอลองเอาไปใช้สนามซ้อม เราเล่นได้ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะพื้นฐานเราแน่นขึ้น ปัจจุบันผมอายุสามสิบเจ็ดปีแล้ว ก็ยังซ้อมปาบอลใส่ผนังอยู่คนเดียว ไม่เชื่อก็ลองถามคนรู้จักผมได้เลย”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
4

“It’s all about who wants it the most”

ไม่มีผู้รักษาประตูคนไหนในโลกปรารถนาเป็นตัวสำรองตลอดไป เพราะความโหดร้ายของตำแหน่งนี้คือ ถ้าไม่เป็นตัวจริง โอกาสลงสนามในเกมนั้นแทบเป็นศูนย์เลย ต่างจากผู้เล่นตำแหน่งอื่นที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนได้ตลอดเวลา 

แม้ในวัย 19 ปี ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน จะคุ้นชินกับเก้าอี้สำรองมากกว่ายืนเฝ้าพื้นที่หน้าปากประตู มักถูกมองข้ามมากกว่าได้รับเลือก แต่เขาไม่เคยละทิ้งความเชื่อมั่นว่า สักวันหนึ่งตัวเองต้องเป็นเบอร์หนึ่งให้ได้ 

อาจารย์วิสูตร วิชายา ติดต่อมาทางพ่อ ถามว่าอยากให้ผมไปอยู่กับทีมสโมสรธนาคารกรุงเทพไหม เขากำลังมองหาประตูมือสามมือสี่ที่เป็นเยาวชน มาเป็นลูกหม้อ เพราะโค้ชเห็นผมมีดีกรีเคยติดทีมนักเรียนไทยชุดสิบแปดปี”

เหมือนเสียงสวรรค์ที่เขารอคอย ศิวรักษ์ไม่ลังเลที่จะออกจากบ้านเกิดมาอยู่เมืองกรุงเพียงลำพัง แลกกับเงินเดือน 6,000 บาท

ธนาคารกรุงเทพในไทยลีกยุคนั้นจัดเป็นสโมสรทุนหนา มีขุมกำลังผู้เล่นชั้นดีเต็มทีม เฉพาะแค่ตำแหน่งผู้รักษาประตู มีทั้ง สมเกียรติ ปัสสาจันทร์ และ วัชรพงษ์ กล้าหาญ สองโกลฝีมือระดับแถวหน้าของเมืองไทยซึ่งขับเคี่ยวแย่งชิงมือหนึ่ง

ขณะที่ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เป็นเพียงเด็กหนุ่มวัย 19 ปี ได้ซ้อมกับร่วมกับรุ่นพี่ภายในทีมชุดใหญ่ แต่คงไม่กล้าไปฝากความหวังหรือคิดว่าเขาจะเบียดสมเกียรติกับวัชรพงษ์ ให้ไปนั่งสำรองดูเขาลงเฝ้าเสาได้หรอก

“พวกพี่ๆ (สมเกียรติ ปัสสาจันทร์, วัชรพงษ์ กล้าหาญ) เขาเก่งมากจริงๆ” ศิวรักษ์เอ่ยปากถึงสองอดีตรุ่นพี่ในทีมบัวหลวง 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมพยายามก๊อปทุกอย่างที่พี่เกียรติและพี่อ้วน (วัชรพงษ์) ทำตอนอยู่ในสนามซ้อม อยากรู้อะไรผมถามหมด ไม่เคยอาย เช่น ผมถามพี่เกียรติว่า ทำไมพี่ถึงลุกเร็ว แกบอกให้ผมลองล้มแบบทำท่าหงายหลังกับคว่ำหลังลุก อ๋อ ผมถึงได้เข้าใจว่าทำไมแกถึงเซฟท่านี้ เพราะนับตั้งแต่นั้นมา ผมไม่เคยหงายหลังรับบอลอีกเลย

“ผมถามพี่อ้วนว่า ทำไมถึงออกไปรับลูกเปิดด้านข้างได้ดีจัง ทั้งที่แกตัวเล็กกว่าผมมาก พี่อ้วนก็สอนว่า เราต้องไปถึงจุดที่บอลจะตกก่อน เพื่อชิงความได้เปรียบ ไม่ใช่รอบอลมาใกล้ถึงแล้วค่อยกระโดดไป บางทีมันไม่ทัน ซึ่งก็จริงอย่างที่แกสอน”

สัมผัสแรกในฟุตบอลอาชีพนัดแรกของ แชมป์ ศิวรักษ์ มาเร็วกว่าที่เขาคิด เนื่องจากสโมสรธนาคารกรุงเทพ เปิดฤดูกาล 2003 ด้วยผลงานสะดุดแพ้หลายเกม วิสูตร วิชายา จึงตัดสินใจทดลองส่งมือโกลคนหนุ่มที่รอ ‘โอกาส’ พิสูจน์ตัวเองมาทั้งชีวิต

เหมือนฉากของพระเอกในซีรีส์เกาหลีไม่มีผิด เกมนัดดังกล่าว ศิวรักษ์ใช้ทั้งมือและเท้าช่วยเซฟ มีส่วนสำคัญในการพาทีมคว้าชัยชนะ 1 – 0 พร้อมกับถูกเลือกให้เป็นแมน ออฟ เดอะแมตช์ หลังจากนั้น ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน สามารถยึดตำแหน่งมือหนึ่งสโมสรธนาคารกรุงเทพมาต่อเนื่อง 4 ซีซั่น ก่อนย้ายไปอยู่ทีมที่ใหญ่กว่าอย่างบีอีซี เทโรศาสน ใน ค.ศ. 2008 

สิ่งที่เราสนใจคือ คุณให้กำลังใจหรือบอกกับตัวเองอย่างไรในวันที่มีสถานะเป็นแค่ตัวสำรอง ผมชวนเขาย้อนความหลัง 

“อย่างแรกคือ เราต้องยอมรับความจริงว่าฝีมือยังสู้เขาไม่ได้ แสดงว่าประตูตัวจริงเขาต้องมีอะไรที่ดีกว่าเรา เราก็ต้องพยายามให้มากกว่าเดิม พัฒนาตัวเองต่อไป แต่อันดับแรกต้องกล้ายอมรับความจริงให้ได้ก่อนว่าเรายังดีไม่พอ

“ถ้าเรามัวแต่ปิดกั้น คิดว่าตัวเองเก่งแล้ว เราก็จะอยู่กับที่ อย่าลืมว่าฟุตบอลมันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อาชีพผู้รักษาประตูไม่มีหรอกครับ ไม่โดนยิง ยังไงก็ต้องเสียประตูอยู่แล้ว

“ฉะนั้น เราต้องเต็มที่กับการฝึกซ้อมทุกมื้อ เผื่อเวลาโดนคู่แข่งยิงเข้า เราก็จะไม่ต้องมานั่งเสียใจว่า กูทำเต็มที่ยังวะ อ๋อ ลูกนี้ เราเสียประตูเพราะเซฟไม่ได้จริงๆ งั้นไม่เป็นไร เอาใหม่”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
3

เชื่อหรือไม่ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ก่อนจะได้โทรฟี่ 25 แชมป์ (ไทยลีก 6 สมัย, เอฟเอ คัพ 4 สมัย, โตโยต้า ลีกคัพ 5 สมัย, ไทยแลนด์ แชมเปี้ยน คัพ 1 สมัย, โตโยต้า พรีเมียร์ คัพ 3 สมัย, แม่โขง คลับ แชมเปี้ยนชิพ 2 สมัย, ฟุตบอลพระราชทานถ้วย ก. 4 สมัย) ครั้งหนึ่ง เขาเคยมือเปล่าไร้ความสำเร็จในระดับสโมสร ทั้งตอนที่ค้าแข้งกับสโมสรธนาคารกรุงเทพและบีอีซี เทโรศาสน จนอายุล่วงเลยเข้าสู่วัย 27 ปี

“ตั้งแต่เริ่มต้นเล่นกับธนาคารกรุงเทพ ผมคิดมาเสมอว่าทำอย่างไรถึงช่วยให้ทีมเป็นแชมป์ แต่หน้าที่ของผมทำได้เพียงช่วยให้ทีมเสียประตูน้อยสุด อย่างน้อยถ้าเราไม่โดนยิง ทีมก็มีโอกาสได้หนึ่งแต้มเป็นอย่างต่ำ ผมจึงฝึกฝนตัวเองอย่างหนักในทุกปี

“ผมไม่เคยลงสนามด้วยเป้าหมายว่า ปีนี้ฉันอยากช่วยให้ทีมติดท็อปทรี สมมติฤดูกาลหนึ่งมีสามสิบนัด ผมบอกกับตัวเองก่อนลงสนามทุกนัด ตั้งแต่เกมแรกของฤดูกาลว่าต้องได้แชมป์นะ ต้องเป็นจ่าฝูงให้ได้ พอไม่ได้ตามที่หวังไว้ ก็มีผิดหวังเป็นธรรมดา แต่อย่างน้อยมันทำให้เรารู้ว่า ณ ตอนนั้น เรายังดีไม่พอ ปีหน้าต้องทำให้ดีกว่าเดิม”

ในฤดูกาล 2010 สโมสรบุรีรัมย์ พีอีเอ (บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในปัจจุบัน) ทีมหน้าใหม่ตัดสินใจดึงตัว แชมป์ ศิวรักษ์ ไปเป็นส่วนหนึ่งเพื่อไล่ล่าถ้วยรางวัล เขาตอบรับข้อเสนอนั้น เพราะสโมสรแห่งนี้เปี่ยมไปด้วยแรงกระหายอยากประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกับตัวเขาที่โหยหา รอคอยมันมานานแสนนาน 

ส่วนเรื่องราวหลังจากนั้นน่ะเหรอ ก็คือประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการลูกหนังไทยไงล่ะ! 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
2

“ชีวิตผมมันธรรมดามากเลยนะ” 

เขาเกริ่นถึงตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง แม้ปัจจุบันจะเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับอย่างมาก ในฐานะกัปตันทีมชาติไทย

“ผมตื่นเช้าออกกำลังกาย เข้ายิม ซ้อมคนเดียว ครอบครัวจะได้เห็นผมอีกทีก็ตอนเกือบเที่ยง เพราะผมออกไปตั้งแต่เช้าตรู่ ทำแบบนี้ตลอด ตกเย็นไปซ้อมฟุตบอล ช่วงว่างระหว่างนั้นก็มีดูแลธุรกิจบ้าง หากเว้นว่างจากการทำงาน ผมก็อยู่บ้านกับลูก ภรรยา ไม่ได้มีชีวิตหวือหวาอะไร”

หากศิวรักษ์บอกว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่คือความธรรมดา คงเป็นความธรรมดาที่แสนพิเศษ ไม่อย่างนั้นเราคงเห็นนักฟุตบอลอายุ 37 ปี ยืนระยะอยู่ในเกมระดับสูงเต็มไปหมด 

ยิ่งคุณประสบความสำเร็จมากเท่าไหร่ พอถึงช่วงวัยหนึ่งก็อาจรู้สึกถึงจุดอิ่มตัว หมดความกระหาย ไม่แปลกเลยหากใครหลายคนจะบอกลาอาชีพนักฟุตบอล ตอนอายุเท่ากันหรือน้อยกว่า ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน 

คุณมีวิธีรักษามาตรฐานการเล่น สภาพร่างกาย และระดับของแรงจูงใจได้อย่างไร ในเมื่อผ่านการคว้าแชมป์ทุกรายการภายในประเทศ 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมยังพัฒนาตัวเองไปได้อีกไง ผมไม่เชื่อว่าคนเราแก่เกินจะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ยกตัวอย่าง เอ็ดวิน ฟาน เดอซาร์ (Edwin van der Sar-อดีตผู้รักษาประตูสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ได้แชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก สมัยที่สอง ตอนอายุ 38 ปี) เขาก็ยังรักษาฟอร์มพีกจนถึงอายุสามสิบเก้าสี่สิบปี ผมจึงเชื่อว่าถ้าเราดูแลตัวเองดี เราสามารถยืนระยะการเล่นกีฬาไปถึงอายุสี่สิบปีได้แน่นอน

“ผมเข้มงวดตั้งแต่อาหาร เพราะบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เคยส่งผมไปฝึกฟุตบอลกับสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ที่นั่นทำให้ผมเห็นว่านักฟุตบอลระดับโลกเขาดูแลตัวเองอย่างไร พอเดินทางกลับไป ผมก็ศึกษาหาข้อมูลงานวิจัย เพื่อหาคำตอบว่านักกีฬาวัยอย่างผม ควรกินอะไรถึงจะมีประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด ผมจริงจังถึงขั้นนั้นเลยนะ

“ผมเป็นคนไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ อยู่แล้ว หลังจากนั้นก็ปรับอาหารการกิน ผมไม่กินของมัน ของทอด แม้แต่ไข่ผมก็ไม่กินแบบทอดน้ำมัน กินแบบไข่ต้มแทน ผมรับประทานผัก ผลไม้ เป็นหลัก เสริมด้วยธัญพืชและถั่ว ส่วนแป้งและขนม ผมกินน้อยมาก ขนาดกาแฟผมยังไม่ใส่น้ำตาลเลย ผมกินแบบนี้มาหลายปีแล้ว ผลลัพธ์คือไขมันในร่างกายผมน้อยกว่าเกณฑ์ทั่วไป ซ้อมฟุตบอลได้นานขึ้น ระบบขับถ่าย ระบบเผาผลาญ ในร่างกายทำงานได้ดี

“มันสำคัญมากต่อตัวผม เพราะยิ่งอายุมากขึ้น ผมยิ่งซ้อมหนักขึ้นกว่าเดิม จากเคยซ้อมเช้า-เย็น มื้อละหนึ่ง ชั่วโมง ก็เพิ่มเวลาเป็นมื้อละหนึ่งชั่วโมงยี่สิบนาที แต่ผมยังไหวอยู่ เพราะเลือกกินแต่ของมีประโยชน์ และให้พลังงานเพียงพอ

“ดังนั้น ทุกคนเก่งขึ้นได้ ไม่เกี่ยวหรอกคุณอายุเท่าไหร่ สมมติคุณอายุสี่สิบ ห้าสิบปี ถ้าคุณไม่เคยขี่มอเตอร์ไซค์มาก่อนในชีวิต แต่พยายามหัดทุกวัน ยังไงวันหนึ่งก็ต้องขี่ได้อยู่แล้ว เหมือนกันเลย นักฟุตบอลยิ่งซ้อมเยอะยิ่งเก่ง เว้นเสียแต่ว่า คุณไม่เอาจริงเอาจังกับมันมากพอ แค่นั้นเอง”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
1

“I’ve been waiting my whole life

To see my name in lights”

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ถูกเรียกตัวติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ครั้งแรกตอนอายุ 20 ปี แต่หลายสิบปีที่ผ่านมา เขามีสถานะเป็นเพียงแค่ตัวสำรองอดทน ที่อาจได้รับโอกาสเป็นครั้งคราว แต่ไม่ใช่มือ 1 ตัวจริง

แม้เขาจะประสบความสำเร็จกับสโมสร บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้รางวัลเกียรติยศส่วนตัวมากมายแค่ไหน แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่ถูกเลือกเป็นคนแรกของทัพช้างศึกอยู่ดี 

อายุของแชมป์ในตอนนั้นกำลังเข้าสู่วัย 35 ปี ซึ่งในทางปฏิบัติดูไปได้ยากเหลือเกินที่จะเบียดแย่งชิงมือหนึ่งมาได้

ผมถามเขาว่าทำไมคุณถึงยังไม่ถอดใจเลิกเล่นทีมชาติไทย เพราะ 14 – 15 ปีที่ผ่านมา คุณเหมือนเหนื่อยฟรี เป็นได้แค่เพียงมือ 2 – 3 ของทีม 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมบริสุทธิ์ใจอยากช่วยชาติ ไม่ว่าสถานะใดก็ตาม ทุกครั้งที่มีชื่อ ผมถือว่านี่คือโอกาสอันยิ่งใหญ่ของตัวผม เพราะคนเรามีโอกาสได้ติดธงแค่ช่วงชีวิตที่เล่นฟุตบอลเท่านั้น

“ทุกครั้งที่มีประกาศรายชื่อทีมชาติไทย ผมยังลุ้นและตื่นเต้นเสมอ ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอยู่ ผมคิดว่ายิ่งเรามีประตูเก่งๆ ติดมามากเท่าไหร่ ยิ่งส่งผลดีต่อทีมชาติ ผมคิดถึงผลการแข่งขันเป็นหลัก ใครจะลงเป็นประตูตัวจริงก็ได้ ไม่เป็นไร เราส่งกำลังใจให้เขาข้างสนาม ขอให้ทำหน้าที่ให้ดี เพื่อให้ทีมชาติไทยชนะ

“ส่วนตัวผม ถ้าตอนนี้ยังไม่ได้รับโอกาส ก็คงต้องกลับไปฝึกซ้อมให้มากกว่าเดิมในวันข้างหน้า บางทีการที่ผมไม่ได้เป็นมือหนึ่งทีมชาติมานานหลายปี ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมอยากพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อสักวันจะได้มีโอกาสนั้น ผมภูมิใจเสมอเวลาสวมเสื้อทีมชาติไทย”

ความพยายามของ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ในที่สุดก็ไม่สูญเปล่า เพราะหัวหน้าผู้ฝึกสอนทัพช้างศึกคนปัจจุบัน อากิระ นิชิโนะ (Akira Nishino) ตัดสินใจเลือกผู้รักษาประตูจอมเก๋า ทำหน้าที่เป็น ‘กัปตันทีมชาติไทย’

คงไม่ต้องบรรยายว่าเขาภาคภูมิใจกับบทบาทนี้มากแค่ไหน สำหรับคนที่รอโอกาสมาทั้งชีวิต จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้รับเกียรติให้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม 

“มันคงเป็นผลของความพยายามที่ผมพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ยอมอดทนซ้อมเยอะแบบไม่กลัวเหนื่อย ผมมั่นใจแม้กระทั่งปัจจุบัน ผมก็ยังคงซ้อมหนักอยู่ และน่าจะเป็นผู้รักษาประตูที่ซ้อมพิเศษมากกว่าใครๆ”

ชีวิตของ ‘ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน’ นายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

ติดตามข่าวเคลื่อนไหวของฟุตบอลทีมชาติไทย ได้ทาง Facebook : ช้างศึก

Writer

อลงกต เดือนคล้อย

เจ้าของเพจ alongwrite และบรรณาธิการบทสัมภาษณ์แห่ง Main Stand

Photographer

ศุภกิตติ์ วิเศษอนุพงศ์

ช่างภาพประจำทีมชาติไทยชุดใหญ่ ที่ได้รับโอกาสติดตามทีมมาตั้งแต่ปี 2016

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load