ท๊อป-จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา คือหนึ่งในบุคคลที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดในแวดวงการเงินไทย ณ ขณะนี้

เขาเกิดวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1990 และกำลังจะอายุ 31 ปีในเวลาไม่ถึงเดือน

ชายวัยเลขสามคนนี้คือ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ หรือ Bitkub แพลตฟอร์มการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) ในวินาทีที่ ’บิตคอยน์’ (Bitcoin) มีมูลค่าพุ่งขึ้นสูงเกิน 1,000,000 บาทต่อบิตคอยน์ เมื่อ 3 มกราคมที่ผ่านมา

ท็อป-จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา อดีตเด็กเกเร เจ้าของตลาดสกุลเงินคริปโต Bitkub วัย 30 ปี

สำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคย บิตคอยน์คือหนึ่งในสกุลเงินดิจิทัลที่เราสามารถใช้ในการแลกเปลี่ยนซื้อขายคล้ายสกุลเงินทั่วไป แต่สกุลเงินนี้ทำงานผ่านเทคโนโลยีบล็อคเชน (Blockchain) ทำให้ไม่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของสถาบันการเงินใด ผู้คนสามารถโอนเงินระหว่างประเทศด้วยความเร็วหลักวินาที ไม่ต้องรอนานนับวันเหมือนที่เคยเป็นมา

ปรากฏการณ์นี้ ทำให้ Bitkub เติบโตขึ้น 1,000 เปอร์เซ็นต์ภายในเวลา 7 วัน ถือเป็นเรื่องน่าเฉลิมฉลองสำหรับสตาร์ทอัพขนาดราว 220 คนที่เพิ่งเปิดมาเพียง 3 ปี

ในขณะเดียวกัน ปริมาณผู้ใช้งานที่สมัครเข้ามาในระบบอย่างล้นหลามเกินวันละ 40,000 คน จนทำงานกันแทบไม่ทันความคาดหวัง ก็ถือเป็นวิกฤตครั้งใหญ่ที่ซีอีโอวัยเพียง 30 ปีคนนี้ต้องเรียนรู้และผ่านพ้นไปให้ได้

มีคำกล่าวว่า การทำสตาร์ทอัพเหมือนกระโดดลงจากหน้าผา แล้วต้องสร้างเครื่องบินใหม่ระหว่างทางให้ทันเพื่อไม่ตาย

ชีวิตของท๊อปตอนนี้เป็นแบบนั้น

ท็อป-จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา เจ้าของ Bitkub

ย้อนกลับไป 20 ปีก่อน คงไม่มีใครเชื่อว่าท๊อปจะเติบโตมาแบกรับสถานการณ์อันหนักอึ้งขนาดนี้

ในวัยเยาว์ เขาเป็นเด็กเกเรที่ทะเลาะกับเพื่อนอยู่เสมอ และผลการเรียนตกต่ำ ทำให้ไม่สามารถยื่นเข้าเรียนในระบบมหาวิทยาลัยไทยตามที่คาดหวังไว้

แต่เพราะไม่ชอบความพ่ายแพ้ เขากลับใจ นั่งอ่านหนังสือวันละ 12 ชั่วโมงเป็นกิจวัตร ก่อนคว้าเกียรตินิยมอันดับหนึ่งจากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ และเรียนจบปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ สำเร็จตามใฝ่ฝัน

ถึงอย่างนั้น เขาก็เป็นคนหนุ่มวัย 20 ต้นๆ คนหนึ่งที่ยังไม่รู้จะทำอะไรอย่างแน่ชัด

จนกระทั่งเจอคำว่า ‘บิตคอยน์’ เมื่อ 8 ปีที่แล้ว ในวันที่ยังแทบไม่มีคนไทยรู้จัก และมองเห็นคลื่นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นกับวงการการเงิน

ท๊อปไม่เพียงมองเห็นศักยภาพว่าเทคโนโลยีนี้จะเปลี่ยนโลกเท่านั้น เขาเชื่อสุดใจ และลงทุนเปิดบริษัทแรกด้วยตัวคนเดียวในวัย 23 ปี

ระหว่างทาง เขาเจอคำครหา การต่อต้าน และการเรียกตัวไปรับการตรวจสอบจากหน่วยงานภาครัฐอยู่บ่อยครั้ง เพราะไม่มีใครเข้าใจว่าเขาทำอะไร

จนวันนี้ เมื่อพูดถึงสกุลเงินดิจิทัล ท๊อปคือหนึ่งในคนแรกๆ ที่ใครต่างนึกถึงและวิ่งเข้าหา

คุณอาจยังไม่เข้าใจ หรือสงสัยในเรื่องเหล่านี้ที่ท๊อปกำลังทำอยู่ แต่ไม่เป็นไรเลย

เพราะเราจะชวนคุณไปรู้จักเบื้องหลังชีวิตและความคิดของชายผู้ใช้ความอดทนถึงขีดสุด เพื่อพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า ฝันที่เขาเชื่อเสมอมานั้นเป็นเรื่องจริง

ท็อป-จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา เจ้าของ Bitkub

เมื่อต้นปีที่ราคาบิตคอยน์กำลังจะแตะ 1 ล้านบาท คุณตั้งสเตตัสว่า “ถ้าบิตคอยน์ถึง 1 ล้าน ฉันจะ…” หลังจากนั้นก็มีคนมาตอบในคอมเมนต์มากมาย แต่ที่เราไม่เคยรู้คือ ถ้าบิตคอยน์ถึง 1 ล้าน ท๊อป จิรายุส จะทำอะไร

ผมถือยาวอยู่แล้วครับ ผมเป็น Strong Believer (หัวเราะ)

ผมมีความเชื่อมั่นในสิ่งนี้ อาจจะมากกว่าคนอื่นโดยเฉลี่ยเพราะอยู่กับมันมาแปดปีแล้ว เป็นคนไทยคนแรกๆ ที่นำสิ่งนี้มาให้ประเทศเรารู้จัก ผลักดันจนถูกต้องตามกฎหมาย เพราะฉะนั้น ผมซื้อตั้งนานแล้ว และไม่เคยคิดจะขายด้วย การที่ราคามันถึงหนึ่งล้านบาทเลยไม่ได้ส่งผลกับตัวผม

ตัวเลขหนึ่งล้านมันดึงดูดความสนใจคน ทำให้คนพูดถึงมันมากขึ้นอีกครั้ง เลยประกาศให้ทุกคนรู้ว่าตอนนี้มันมีค่าเท่านี้แล้วนะ ปรากฏว่าแค่โพสต์นั้นโพสต์เดียวได้ยอดทั้งหมดล้านห้าแสน Reach แบบออร์แกนิก แล้วคนก็สมัครกันเข้ามาถล่มทลาย ที่ Bitkub ตอนนี้รับลูกค้ากันวันละสี่หมื่นคนทุกวัน นึกภาพสนามกีฬาใหญ่ๆ สเตเดียมที่จุคนเยอะๆ มาวันละสนาม พรุ่งนี้ก็จะมาอีกสนามหนึ่ง ตอนนี้กำลังโดนต่อว่าทั้งประเทศครับ รับลูกค้าไม่ทัน 

ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่เปิด Bitkub เลยไหม

ปีที่แล้ววางแผนว่าบริษัทต้องโตหกร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าเป็นเป้าหมายที่ใหญ่มากสำหรับบริษัทในประเทศ แต่ผลคือเราโตหนึ่งพันเปอร์เซ็นต์ มากกว่าที่คาดไว้ตั้งสี่ร้อย พอราคาต่อบิตคอยน์ถึงหนึ่งล้านบาท พวกเราโตอีกพันเปอร์เซ็นต์ภายในเจ็ดวันจากจุดที่สูงอยู่แล้ว เราเลยรับไม่ทันจริงๆ งานที่เราทำต้องมีทีมงานอย่างต่ำหกร้อยถึงเจ็ดร้อยคน ถึงจะรับไหว แต่ตอนนี้เรามีกันอยู่แค่สองร้อยยี่สิบคน ต้องทำงานข้ามปีกันทุกคน

ตอนแรกคิดว่าเป็น Good Problem แต่ตอนนี้ชื่อเสียงเริ่มเสียแล้ว เพราะสัญญาไว้ว่าต้องเปิดบัญชีให้ได้ภายใน ยี่สิบสี่ชั่วโมง แต่รอเจ็ดวันก็ยังไม่ได้เลยครับตอนนี้ ต้องขอโทษลูกค้าด้วย เราให้เครดิตคนละห้าร้อยบาทเพื่อชดเชยตรงนี้ วันหนึ่งบริษัทต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นวันละยี่สิบล้าน เพื่อตอบแทนลูกค้าที่เราทำผิดสัญญาจริงๆ

คุณบอกว่าตัวเองเป็น Strong Believer ที่อยู่กับสิ่งนี้มานานกว่า 8 ปี ในขณะที่นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ไว้วางใจใน บิตคอยน์ เป็นคนยืนหยัดในสิ่งที่เชื่อมั่นมาตั้งแต่เด็กเลยหรือเปล่า

ไม่ครับ ความจริงผมเปลี่ยนไปเยอะ ตอนเด็กกับตอนโตเหมือนเป็นคนละคนเลย สมัยเด็กๆ นี่ซ่ามาก เป็นหัวหน้าแก๊ง ลองคิดภาพเด็กผู้ชายที่เพื่อนๆ ไม่อยากจะยุ่ง หาเรื่องเพื่อน จนอาจารย์ใหญ่เรียกผู้ปกครองไปคุย คุณแม่ก็ร้องไห้ตลอด 

วีรกรรมที่แสบที่สุดคืออะไร

ชกต่อยกับเพื่อนจนเพื่อนแขนหักตอนปอหก จนคุณแม่ให้ย้ายจากกรุงเทพฯ ซึ่งเราอยู่มาตลอดตั้งแต่เกิด ไปดัดนิสัยที่นิวซีแลนด์ โดยหวังว่าวันหนึ่งถ้าสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป ลูกชายเขาคงจะเปลี่ยนเป็นเด็กที่ดีขึ้น ซึ่งก็ไม่ได้ตั้งใจเรียนอะไร ยังซ่าอยู่ แต่ถ้าให้ไปพูดต่อหน้าคนเยอะๆ จะอายมาก สั่นไปหมด Public Speaking ไม่ได้เลย 

สุดท้าย ถึงจุดเปลี่ยนตอนมหาวิทยาลัย ตอนจบมอหกที่นิวซีแลนด์คือไม่มีมหาวิทยาลัยรับเรียน มันเลยเป็นปมด้อยในใจเรา ทำไมเราแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ ก็เลยปรับตัว เข้าห้องสมุดเป็นครั้งแรก อ่านหนังสือหนักขึ้นเรื่อยๆ วันละ สี่ห้าชั่วโมง หลังๆ นี่วันละสิบสองชั่วโมงทุกวัน สุดท้ายได้เกียรตินิยมเหรียญทองของเหรียญทองทั้งหมดที่มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ แล้วก็เข้ามหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดได้ กลายเป็นเด็กเรียนดีขึ้นมา แล้วก็ชอบพูดต่อหน้าคน ยิ่งคนเยอะยิ่งดี อันไหนที่เคยไม่ใช่เราในอดีต กลายเป็นตรงกันข้ามหมดทุกอย่าง

ท็อป-จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา เจ้าของ Bitkub

นอกจากตำรา คุณเรียนรู้อะไรจากการเข้าห้องสมุดวันละ 12 ชั่วโมงทุกวัน 

เรียนรู้สองอย่างครับ อย่างแรกคือความอดทน จากคนหนึ่งที่ไม่เคยอยู่นิ่งกับที่ แล้วอยู่ดีๆ ต้องเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือให้นั่งเฉยๆ มันทรมานนะ แต่เราตัดสินใจไปแล้ว สัญญากับตัวเองแล้วว่าจะเปลี่ยนเป็นเด็กเรียนดีให้ได้ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวตอนอายุแปดสิบเก้าสิบมองกลับมา มันจะเป็นปมใหญ่ในใจที่ไม่เคยถูกแก้ เรายอมเสียสละชีวิตวัยรุ่นที่พอเข้ามหาวิทยาลัยก็อยากมีแฟน อยากไปปาร์ตี้ 

อย่างที่สองคือเรียนรู้ที่จะเรียนรู้ให้เป็น การเรียนที่อังกฤษโดยเฉพาะที่ออกซ์ฟอร์ด อาจารย์เขาไม่ได้ป้อนเข้าปาก เปเปอร์ยี่สิบปีนี่ไม่เคยซ้ำเลย แล้วเราก็ทำไม่ได้ตลอด เรียนอะไรก็ไม่เข้าใจ อาจารย์เป็นระดับรางวัล Nobel Prize เข้าไปในห้องได้แต่นั่งจด ออกมาปุ๊บต้องเข้าห้องสมุดแล้วสอนตัวเอง อ่านนอกตำราเพื่อที่จะทำให้ตัวเองเข้าใจให้ได้

ท็อป-จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา เจ้าของ Bitkub

ความฝันของเด็กชายท๊อป จิรายุส ในวันนั้นคืออะไร

แล้วแต่ช่วงครับ ช่วงเด็กๆ อยากเป็นนักฟุตบอล ชอบ คริสเตียโน โรนัลโด (Christiano Ronaldo) มาก เล่นฟุตบอลทุกพักสิบนาที พักเที่ยง ตอนเย็นคุณแม่มารับก็ไม่กลับ สุดท้ายต้องนั่งรถเมล์กลับเอง เพราะคุณแม่รอไม่ไหว บางทีก็กลับไปก่อน สนุกกับฟุตบอลมาก เด็กคนอื่นเขาจะเก็บพวกของเล่นใช่ไหม ผมเก็บลูกฟุตบอลเต็มไปหมด

พอเข้ามหาวิทยาลัยก็ยังไม่ได้มีความฝันระยะยาว แค่เหตุผลที่เลือกเศรษฐศาสตร์ตอนปริญญาตรี เพราะเป็นวิชาที่ทำได้ดีที่สุดแล้วในช่วงมัธยม คิดแค่นั้นเอง เป้าหมายสั้นๆ คือการได้เกียรตินิยมเหรียญทอง แล้วก็เข้าเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยที่เราอยากเข้า แต่เราไม่กล้าใส่ชื่อลงไปตอนปริญญาตรี ปริญญาโทใส่มันให้หมดเลย ตอนเรียนปริญญาโทก็ไม่รู้จะเป็นอะไร ขอแค่จบมาให้ได้ก็พอแล้ว เพราะว่ามันเรียนหนักมากจริงๆ ที่ออกซ์ฟอร์ด ถ้าจะให้กลับไปทำอีกทีหนึ่งก็คงไม่ทำแล้ว มันเป็นหนึ่งในหลายๆ สิ่งของโลกที่ทำแค่ครั้งเดียวในชีวิตก็พอแล้ว (หัวเราะ)

ท็อป-จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา อดีตเด็กเกเร เจ้าของตลาดสกุลเงินคริปโต Bitkub วัย 30 ปี
ท็อป-จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา อดีตเด็กเกเร เจ้าของตลาดสกุลเงินคริปโต Bitkub วัย 30 ปี

คุณเปลี่ยนไปเยอะ มีสิ่งไหนที่ไม่เคยเปลี่ยนไหม

อย่างหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนเลยคือ ถ้าเรารู้สึกว่าระบบเก่าไม่ดีหรือเราไม่ชอบอะไร เราจะไปสร้างระบบใหม่เอง เหมือนตอนเด็กที่ชอบเล่นฟุตบอลมากๆ ก่อนจะพักสิบนาทีที่โรงเรียนต้องวางแผนแล้ว คนนี้อยู่ทีมนี้ คนนี้อยู่ทีมนั้น

พัก 10 นาทีก็ยังเล่นเหรอ

สิบนาทีก็ยังเล่น (หัวเราะ) แล้วถ้าใครทำอะไรไม่ถูกใจเรา เราจะไปซื้อลูกฟุตบอลใหม่ แล้วตั้งทีมใหม่ ชวนเพื่อนกลุ่มใหม่มาเล่นกับเรา บางทีคนที่เราชวนมาก็ไปชวนพี่ภารโรงที่โรงอาหารมาเล่นด้วย ความขบถในตัวเองน่าจะเป็นสิ่งที่ไม่เคยหายไป ตอนไปทำงานที่เซี่ยงไฮ้ที่ Silicon Valley เรารู้ว่าเราทำได้ดีกว่านี้ แต่ทำไม่ได้ ติด Hierachy ติดโครงสร้างองค์กร มันอึดอัด เราก็ออกมาสร้างสตาร์ทอัพ สร้างระบบของตัวเอง 

แต่สิ่งที่เพิ่มเติมคือความอดทนที่ได้จากการเรียนมหาวิทยาลัย เราได้รู้ว่าถ้าเรามีเป้าหมายชัดเจน แล้วลงมือทำทุกวันจริงๆ มันจะทำได้ จากเด็กที่เคยได้แต่ที่หนึ่งจากข้างหลัง กลายเป็นได้ที่หนึ่งของที่หนึ่ง ถ้าเราพยายามจริงๆ มันทำได้ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ ผมจะมีเป้าหมายแค่อย่างเดียวต่อทุกช่วงชีวิต ตอนเปิดบริษัทแรกคือการพิสูจน์ให้เห็นว่าเราถูก คนอื่นผิด คนที่มีสองแขนสองขาและความเชื่อที่ชัดเจน มุ่งทำมันทุกวันเป็นระยะเวลานาน มันเปลี่ยนโลกได้เหมือนกัน

วิชาเศรษฐศาสตร์ทำให้คุณเห็นโอกาสมากกว่าคนอื่นยังไง

วิชาที่ผมชอบที่สุดคือประวัติศาสตร์ของการเงิน มันทำให้เรารู้ระบบเศรษฐกิจโลก เมื่อก่อนไม่ใช่กระดาษนะ มันมาจาก Evolution ของเปลือกหอย ของหินสีเหลือง แล้วค่อยมากเป็นระบบเบรตตันวูดส์ (Bretton Woods System)

ระบบการเงินเปลี่ยนทุกห้าสิบปี ค.ศ. 1929 คือเกิดดีเปรสชัน ค.ศ. 1949 มี Bretton Wood System มา ค.ศ. 1971 เป็น Post-Bretton Woods System 

ทุกวันนี้ยังจำได้แม่นอยู่เลยเพราะอ่านหนักมาก (หัวเราะ) ซึ่ง ค.ศ. 2021 ก็จะครบห้าสิบปีนับจาก ค.ศ. 1971 น่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของวงการการเงิน เหมือนที่ สตีเวน จอบส์ (Steve Jobs) เคยพูดไว้ เราจะมาถึงวันนี้ไม่ได้ถ้าไม่รู้จัก Connecting the dots ย้อนหลัง ถ้าเรามองกลับไป จะเจอเหตุผลที่อธิบายว่า ทำไมเศรษฐศาสตร์ในวันนั้น มันช่วยเราในวันนี้ มันเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมเชื่อมั่นเกี่ยวกับบิตคอยน์มาก 

ผมว่าคนที่เราเจอ ประสบการณ์ที่เราเจอ หนังสือที่เราอ่าน มันทำให้แต่ละคนแตกต่างกัน ทำให้ทุกคนมีความเชื่อที่แตกต่างกัน ซึ่งเศรษฐศาสตร์ก็เป็นอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ผมคิดต่างจากคนอื่น ทำให้เราเข้าใจในอีกมุมว่าเงินไม่จำเป็นต้องจับต้องได้ เปลือกหอยหรือหินยังเป็นเงินได้เลยในอดีต มันทำให้ผมเข้าใจ Blockchain หรือบิตคอยน์ได้มากกว่าคนอื่น

ท็อป-จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา เจ้าของ Bitkub

ตอนเริ่ม Bitkub คุณได้รับความสนใจเยอะมาก เพราะประสบความสำเร็จมาตั้งแต่บริษัทแรก (coins.co.th) และยังชนะการแข่งขัน FinTech Challenge ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องดีของการทำธุรกิจ คุณเคยกังวลกับความคาดหวังที่คนอื่นมีให้บ้างไหม

อันนี้มีตลอดครับ กดดันตลอดตั้งแต่สามปีที่เปิดมา อะไรที่โตเป็นพันเปอร์เซ็นต์มันกดดันอยู่แล้ว เราทำงานเหมือนคนทั่วไปไม่ได้ ต้องทำงานกันแบบไม่มีชีวิตเท่าไร คนไหนทำงานกับผมไม่ได้ ต้องออกก็มี ยิ่งคนลงทุนให้เรามาก ความคาดหวังก็ยิ่งสูง ไม่มีใครให้เงินเราฟรีๆ เราต้องโตให้ไว ให้เร็วกว่าบริษัทอื่น ต้องสร้างปาฏิหาริย์ให้ได้ 

เราโชคดีที่เจอทีมเก่ง แม้เขาใช้เวลาปรับตัว แต่เราผ่านอะไรกันมาเยอะ ผมไม่ได้เก่ง คนรอบตัวผมเก่ง ผมถึงมาถึงจุดนี้ได้ ผมเป็นแค่วาทยกรที่ช่วยทุกคนให้เล่นดนตรีได้ การถือเงินลูกค้าสองหมื่นล้าน ความคาดหวังมันสูงมาก มันเหมือนแบกหินก้อนใหญ่ๆ เอาจริงๆ เหมือนการเรียนที่ออกซ์ฟอร์ด ทรมานมาก ไม่สนุก คนในอยากออก คนนอกอยากเข้า แต่สุดท้ายก็ภูมิใจ

ท็อป-จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา อดีตเด็กเกเร เจ้าของตลาดสกุลเงินคริปโต Bitkub วัย 30 ปี
ท็อป-จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา อดีตเด็กเกเร เจ้าของตลาดสกุลเงินคริปโต Bitkub วัย 30 ปี

คุณผิดพลาดมามากแค่ไหน

ผิดพลาดมาเยอะครับ เราไม่ค่อยได้เล่าเรื่องที่ผิดพลาด ออนไลน์และสื่อส่วนมากก็มักจะไม่ถาม แต่มันเป็นสิ่งที่ทำให้เราโต ความจริงเหมือนการขี่จักรยานเลย คุณจะเป็นนักขี่จักรยานที่เก่งที่สุดในโลกได้ยังไงถ้าไม่เคยล้มมาก่อน จะอ่านหนังสือสอนขี่จักรยานสักกี่เล่ม ยังไงก็ขี่ไม่เป็น คุณต้องขี่ ต้องล้ม แล้วลุกขึ้นมา สุดท้ายจะเก่งเอง

แต่ครั้งนี้ผมโชคดีที่ทำธุรกิจในวงการเดิมเป๊ะ ล้มมาแล้วไม่รู้กี่ครั้ง แล้วพอมาทำบริษัทใหม่ที่สอง มันไม่ล้มแล้ว ขี่จักรยานเป็นแล้ว อยู่ที่ว่าต้องขี่เร็วขึ้น

งั้นขอถามเลยแล้วกัน คุณผิดพลาดอะไรมาบ้าง

เล่าได้เป็นสองสามชั่วโมงเลยนะ (หัวเราะ) 

ตอนเปิดบริษัทแรก ปปง. (สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน) เรียกตัว พนักงานลาออกไปครึ่งบริษัท ทำไปเรื่อยๆ บริษัทใหญ่ขึ้น แบงก์ชาติก็เรียกตัวอีก ให้ไปรายงานว่าทำอะไร สร้างเงินแข่งกับแบงก์ชาติหรือเปล่า โอนข้ามประเทศมีใบอนุญาตหรือยัง แต่ยังไม่หมด ยังโดนสรรพากรเรียกอีก หนีภาษีไหม 

ตอนนั้นออฟฟิศอยู่ที่ร้านคุณพ่อคุณแม่ ทะเลาะกันอีก เขาบอกให้ปิดบริษัท เพราะแบงก์ชาติเขียนจดหมายให้แบงก์พาณิชย์เลยว่า บิตคอยน์อาจเป็นแชร์ลูกโซ่ มูลค่าจะเหลือศูนย์ในไม่นาน อย่าเข้าไปยุ่ง แต่เราก็ดื้อครับ ดื้อในความเชื่อของเราว่าการเงินจะต้องเปลี่ยนไปในอนาคต กัดฟันสู้ต่อ ทำสิ่งที่คนไม่เข้าใจก็หนักแล้ว แต่ทำสิ่งที่คนต่อต้าน แม้แต่ครอบครัวยังต่อต้านยิ่งหนักกว่า อย่างน้อยจะระบายให้ฟังก็ไม่ได้ คุยกับพ่อแม่ไม่ได้ คุยกับเพื่อนก็ไม่ได้อีก

ตอนโดน ปปง.เรียกตัว เราบอกลูกน้องไม่ได้ด้วยซ้ำ ถ้าคนออกทั้งบริษัทนี่ตายเลย เก็บจดหมายอยู่คนเดียวแล้วแก้ไขปัญหาเอง โทรหาเพื่อนที่จบจากโรงเรียนกฎหมายดังๆ แต่ละคนก็บอก Good Luck เรามีเงินจ่ายเขานะ แต่ไม่มีใครกล้าเอาตัวเองมาเสี่ยง เครียดจนทุกวันศุกร์ต้องขับรถไปสนามบินดอนเมือง จิ้มไฟล์ทที่ใกล้จะออกตอนนั้น ไปที่ไหนก็ได้คนเดียวเงียบๆ เปลี่ยนสภาพแวดล้อม นั่งคิด วันอาทิตย์ค่อยนั่งเครื่องบินกลับ แล้วเริ่มงานใหม่วันจันทร์ ทำแบบนี้อยู่เจ็ดสัปดาห์ ไม่รู้เหมือนกันทำไมไม่ยอมแพ้ อาจเพราะเป็นคนที่ไม่ชอบความพ่ายแพ้ สู้ต่อ สุดท้ายก็ผ่านมาได้ และไม่คิดเหมือนกันว่าจะมาถึงจุดนี้

เคยไหมที่สักแวบในหัวคิดว่า สิ่งที่เราเชื่อว่าถูกมันอาจจะผิดก็ได้

มันมีท้อนะ อยากยอมแพ้หลายครั้ง แต่มันไม่ยอม เหนื่อยก็นอน ตื่นมาก็ทำงานใหม่ทุกวันจนชินเป็นนิสัยไปแล้ว อย่างปีที่แล้วทำงานทุกวัน เจ็ดวันต่อสัปดาห์ ตลอด 365 วัน เพิ่งได้พักวันสิ้นปี วันที่ 31 ธันวาคมที่ผ่านมา แล้ววันที่ 1 ก็รับศึกหนัก 

เคยถามตัวเองว่ากำลังทำอะไรกับชีวิตอยู่ ทำไมไม่ไปหางานทำเหมือนคนอื่น แฮปปี้เหมือนคนอื่น มานั่งแบกอะไรก็ไม่รู้ ชีวิตเราไม่จำเป็นต้องเสี่ยงขนาดนี้นี่ มันมีคำถามตลอดว่าจะเลิกดีไหม แต่ก็ไม่เคยยอมแพ้ เราเชื่อในสิ่งนี้ และเราอยากพิสูจน์ให้คนอื่นเห็นว่าสิ่งที่เราทำมันเป็นความจริง และเราคิดถูก

ในหนึ่งวัน คุณทำอะไรบ้าง

ตื่นมาต้องเช็ก Slack ก่อน หน้าที่หลักของผมตั้งแต่จันทร์ถึงศุกร์คือการ Unlock ศักยภาพของทีม และตามงานสำคัญๆ ส่วนเสาร์อาทิตย์จะเป็นวันส่วนตัว ชอบมาก ได้ Unlock ศักยภาพตัวเอง 

อย่างปีที่แล้วมีสัมภาษณ์ทุกวัน วันละครั้ง หรือไม่ก็ไปพูดตามที่ต่างๆ พูดเสร็จก็ขับรถไปร้านกาแฟ ตามงานทีม ทำถึงตีสองตีสามแล้วแต่วัน วันที่มีสัมภาษณ์จะเริ่มตั้งแต่เก้าโมงเช้า ส่วนวันสุดสัปดาห์ก็อาจจะตื่นสายหน่อย นอนพอ แต่ก็ไปทำงานอยู่ดี (หัวเราะ)

ท็อป-จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา เจ้าของ Bitkub

ดูเป็นซีอีโอที่ทำงานลงแรงหนัก

ที่ผ่านมาผมเป็น Wartime CEO ทำทุกอย่างเพื่อให้บริษัทอยู่รอด รู้ทุกดีเทล แทบจะเป็นเผด็จการเลยครับ ขวาไปขวา ซ้ายไปซ้าย เพราะเราเป็นองค์กรสตาร์ทอัพที่มีการระดมทุนเยอะ แปลว่ามีความคาดหวังของนักลงทุนสูงไปด้วย มันเหมือนกระโดดจากหน้าผาแล้วต้องประกอบเครื่องบินให้ทันก่อนที่มันจะถึงพื้น เวลาหนึ่งนาทีมันสำคัญขนาดนั้น

Wartime คือให้สงครามเป็นตัวกำหนดวัฒนธรรมในองค์กร เพราะเราไม่มีเวลากำหนด แต่พอบริษัททำกำไรแล้ว ผมเปลี่ยนตัวเองเป็น Peacetime CEO เราจะไม่ให้สงครามมากำหนดวัฒนธรรมองค์กรแล้ว เราจะเน้นการสร้างบริษัทให้ยั่งยืน 

เมื่อก่อนผมจะเป็นคนบอกเวลา มาทำงานทุกวันต้องบอกว่าทำนู่นทำนี่ แต่หลังจากนี้ผมจะเป็นคนสร้างนาฬิกามากขึ้น ไม่บอกเวลาแล้ว แต่จะให้ความสำคัญกับ Core Values ขององค์กร เป้าหมายของการเปิดบริษัท และวัฒนธรรมองค์กรมากขึ้น ผมจะให้คนผิดพลาดมากขึ้นเพื่อให้เติบโต มองคนในระยะยาวมากขึ้น

เราจะดูแลคนในองค์กรที่เติบโต 1,000 เปอร์เซ็นต์ใน 7 วันได้ยังไง

ผมเพิ่งประกาศกับพนักงานว่า บริษัท Bitkub ทำกำไรขนาดนี้ จะน่าเสียดายมากเลยถ้าเป็นบริษัทที่ไม่น่าอยู่ เมื่อเราไม่ขาดทุนก็ควรทำให้บริษัทน่าอยู่ น่าอยู่ในที่นี้ไม่ใช่สบายนะ ไม่สบายอยู่แล้ว แต่เราอยากให้เป็นบริษัทที่มาทำงานทุกวันแล้วเก่งขึ้น แปลว่าเราต้องเอาคนที่เก่งกว่าเฉลี่ยอย่างน้อยห้าคนมาทำงานกับเรา 

หลักการของผมคือ Hire slow, fire fast หรือคัดคนเข้าให้ช้า คัดคนออกให้เร็ว อาจฟังดูใจร้าย แต่ถ้าเราอยากเป็นมากกว่า Good Company ที่ถ้าวันหนึ่งผมไม่อยู่แล้วก็ยังเป็นบริษัทที่น่าชื่นชม เติบโตเร็ว ให้แรงบันดาลใจคนรุ่นใหม่ได้ เป็น Great Company เราต้องคิดต่าง ก่อนที่พนักงาน Bitkub จะผ่านการทดลองงาน ผมจะเรียกเมเนเจอร์สองคนที่ทำงานกับคนคนนั้นเข้ามาและถามสามคำถาม

หนึ่ง ถ้าวันนี้ผมไล่คนนี้ออก แล้วคุณต้องรับคนใหม่ เทียบกับอีกหมื่นคนที่สมัครงานเข้ามา คุณจะรับคนนี้กลับเข้ามาทำงานอีกครั้งไหม 

สอง คนนี้ทำให้คุณอยากมาทำงานในเช้าวันจันทร์หรือเปล่า

และคำถามสุดท้ายที่สำคัญมากคือ คนนี้เก่งกว่าคุณอย่างน้อยหนึ่งด้านไหม ถ้าเขาอ้ำๆ อึ้งๆ แปลว่าพนักงานคนนี้ไม่ใช่ A Player แต่เป็น B Player คุณเป็น A คุณรับ B เดี๋ยว B ก็จะไปรับ C แบบนี้บริษัทลงเขาแน่นอน เพราะ B ไม่มีทางรับ A เดี๋ยวเขาจะเด่นกว่า จะแซงเรา เราต้องรับคนที่ A รับคนที่ A+ เพราะหน้าที่ของผมไม่ใช่มาคอยบอกว่ากลยุทธ์ต่อไปคืออะไร คุณเก่ง คุณต้องบอกผมสิ คนรอบตัวผมเก่งกว่าผมหมดเลย Action ต่อไปควรทำอะไร Business Strategy ถัดไปควรเป็นอะไร เราเริ่มที่คน ไม่ได้เริ่มที่ What แล้ว คนจะเป็นคนบอกเองว่าไอเดียที่ดีต่อไปคืออะไร

ท็อป-จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา อดีตเด็กเกเร เจ้าของตลาดสกุลเงินคริปโต Bitkub วัย 30 ปี

ในขณะที่บริษัทจำนวนมากพยายามทำให้พนักงานรักองค์กร ผูกพันกับองค์กร เพื่อจะได้ทำงานด้วยกันไปนานๆ คุณกลับเชื่อในหลักการ Hire slow, fire fast แล้วอะไรคือเหตุผลที่คนยังอยากทำงานกับ Bitkub

การเป็นผู้นำในบริษัทที่ใหญ่ขึ้น ต้องทำให้คนในองค์กรเข้าใจตรงกัน เช่น เราห้ามเรียกทุกคนใน Bitkub ว่า ครอบครัว ห้ามพูดเด็ดขาด ถ้าพูดเมื่อไร เราจะไล่คนออกไม่เป็น เราจะไม่กล้า สมมติน้องชายผมทำงานไม่ดีเลย ผมไม่มีทางไล่เขาออกจากครอบครัว มันก็ต้องยอมปิดตากันไปเรื่อยๆ ซึ่งมันสร้าง Unicorn (ธุรกิจ Startup ที่มีมูลค่าบริษัทมากกว่า 1 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ) ไม่ได้

Bitkub คือ Professional Sport Team การจะชนะ Champion League เราต้องมีเป้าหมายเดียวกัน และต้องฝึกหนักกว่าคนอื่น สมมติ ผมซื้อตัวคุณมาเป็นกองหน้า แต่ถ้ากองหลังบาดเจ็บ คุณต้องเล่นแทนได้ เราจึงมีสิ่งที่เรียกว่า Ownership and Beyond

Ownership คือความรับผิดชอบ นักบัญชีต้องรับผิดชอบในการปิดบัญชีให้ทัน Customer Support ก็ต้องซัพพอร์ตลูกค้าให้ได้ ส่วน Beyond คือการทำนอกเหนือจากนั้น สมมติทีม HR ทำจ่ายเงินเดือนเสร็จแล้ว เห็นทีมการตลาดนั่งแพ็กของส่งลูกค้าไม่ทัน คุณควรเข้าไปช่วย 

ในองค์กรเราไม่มีคำว่าแผนก ต้องพูดคำว่าทีม เพราะถ้าพูดคำว่าแผนกเรื่อยๆ มันจะมีกำแพงขึ้นมาแล้ว มีแผนก มีชั้น มีการโยนความผิด โยนความรับผิดชอบ พอใช้คำว่าทีมเรื่อยๆ ก็เป็นหนึ่ง Bitkub เรามีเป้าหมายเดียวกันที่จะชนะแชมเปี้ยนชิป

เป้าหมายในการทำงานของคุณคืออะไร

ผมบอกพนักงานเลยว่า ถ้าวันนี้ทุกคนมีเงินเป็นพันล้านเป็นหมื่นล้านหมดแล้ว เราเปิดบริษัทนี้เพื่ออะไร สำหรับผม ผมมีเป้าหมายสองแบบคือ Internal กับ External 

เป้าหมายแบบ Internal ถ้าผมนอนอยู่บ้านเฉยๆ ผมจะเป็นท๊อป จิรายุส คนเดิม แต่ถ้าผมเปิด Bitkub และทุกคนเก่งกว่าผมหมด หนึ่งปีผ่านไปผมมองกลับมา ผมเป็นท๊อป จิรายุส ที่เก่งขึ้น ผมต้องการเป็นคนที่เก่งขึ้นแบบที่เงินซื้อไม่ได้ ฉะนั้น การที่เราอยากเป็นคนที่เก่งขึ้น ค่าเฉลี่ยคนอย่างน้อยห้าคนรอบตัวต้องเก่งกว่าเรา บริษัทเราเลยดึงดูดคนประเภทหนึ่งที่ไม่กลัวว่าจะตกงาน แต่อยากเป็น Top Performer ตกงานก็ตกสิ เพราะคนอื่นมาแย่งตัวฉันอยู่แล้ว ไม่เคยต้องยื่น CV มีแต่คนมา Headhunt

รู้ไหมครับว่าที่ Bitkub ตอนนี้ เราเปิดรับสมัครทุกตำแหน่งเลย ถึงแม้ว่าตำแหน่งนั้นจะเต็มอยู่แล้วนะ คนอื่นก็สงสัย รู้สึกไม่ปลอดภัยเลยทำงานที่นี่ สัมภาษณ์ตำแหน่งฉันตลอด แต่คนที่ทำเต็มที่แล้ว เขาไม่ต้องกลัว เรารับคนเก่งเข้ามาก่อน ถ้าคนไม่เก่งขึ้น บริษัทเราจะเก่งขึ้นไม่ได้

แล้วเป้าหมายแบบ External ล่ะ

ตอนนี้ไปร้านกาแฟ พนักงานเอามือถือออกมาเข้าแอปฯ Bitkub ให้ดู “ผมเป็นลูกค้าอยู่นะ” “ทำแบบนี้ยังไง” หรือ รปภ. หน้าคอนโดฯ ที่ผมเพิ่งย้ายเข้ามาถามว่า “นี่คุณท๊อป จิรายุส หรือเปล่าครับ ผมดูทุกวิดีโอเลย” สำหรับบริษัทที่เปิดมาแค่สามปี แต่เข้าถึงคนได้เยอะกว่าที่คิดไว้ แม้ตอนนี้สเกลยังเป็นแค่ในกรุงเทพฯ แต่เราอยากให้ไปต่างจังหวัดและระดับโลก

เราเปิดบริษัทเพื่อสร้างโอกาสให้กับคนไทยทุกคน โดยการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ มีหลายคนขอบคุณผมที่สร้าง Bitkub ขึ้นมา ทำให้เขาเข้าถึงการลงทุนมหาศาล ซึ่งวันนี้เรามีสี่บริษัทในเครือ อย่าง Bitkub Academy เปิดมาเพื่อให้ความรู้คน มีการจัด Conference ทุกสัปดาห์ มีห้องเรียนในออฟฟิศ เปลี่ยนธีมไปเรื่อยๆ ทุกเดือน 

อีกหน่อยเราจะ Democratize ห้องคอนโดฯ หรือที่ดิน ให้เหลือแค่สิบบาทยี่สิบบาท ก็เป็นเจ้าของส่วนหนึ่งของห้องคอนโดได้ เก็บเงินปันผลได้เหมือนกัน มันเป็นการเข้าถึงโอกาสใหม่ที่เมื่อก่อนมีแค่คนรวยที่เข้าถึง และสองเดือนหน้าเราจะเปิดตลาดชื่อว่า Fans Token ทำให้ศิลปินไทยมีรายได้มากขึ้น ซื้อขายเพลง ซื้อขายบัตรจับมือ ซื้อขายรูปภาพ 

ถ้าวันหนึ่ง Bitkub ล้มเหลว คุณจะทำยังไง

ผมก็ยังภูมิใจที่มันเข้ามากระตุ้นให้ประเทศขยับ ให้คนปรับตัว ถ้าไม่มีคู่แข่ง ไม่มีใครแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงวงการการเงินได้จริงๆ ก็จะไม่มีใครกล้าทำ พอมีคนหนึ่งทำขึ้นมา ก็เลยบีบให้มีการปรับตัว ธนาคารต้องเริ่มปรับตัว ตลาดหลักทรัพย์ต้องปรับตัว มันคือการผลักดันประเทศให้เดินต่อไปข้างหน้า สุดท้ายถ้าเราแพ้ก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยเราได้เป็นตัวกระตุ้น ถ้าชนะก็จะเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่กล้าทำธุรกิจสตาร์ทอัพมากขึ้น 

สมมติ 6 เดือนข้างหน้านี้ บริษัทจะอยู่ได้ด้วยตัวมันเองโดยที่คุณไม่ต้องเข้าไปดูแล คุณอยากเอาเวลาทั้งหมดไปทำอะไร

มีสองอย่างครับ อย่างแรกคือ ไปเที่ยวทุกประเทศของโลก อยากไปเรียนรู้ประเพณี วัฒนธรรม คุยกับคนใหม่ๆ เพื่อที่เราจะได้เข้าใจโลกใบนี้มากขึ้น ไม่ได้แคบอยู่แค่ไม่กี่ประเทศ สัมผัสอุณหภูมิ รสชาติ และประสบการณ์ใหม่ๆ แต่ไม่มีโอกาสได้ทำเลยครับ เพราะยุ่งมากๆ

อย่างที่สอง อยากไปสร้างอะไรก็ตามที่แก้ปัญหาให้กับโลก เช่น ขยะในมหาสมุทร ถ้าไม่ต้องกังวลเรื่องภาระ บริษัทหรือลูกน้องที่ต้องดูแล จะหาเวลาคิดทางแก้ให้กับปัญหาของโลก

แล้วก็ใช้เวลากับครอบครัวมากขึ้น คุณแม่แซวตลอดว่าปีหนึ่งจะได้เจอหน้าลูกแค่ตอนวันเกิดคุณพ่อคุณแม่ และต้องนัดล่วงหน้า (หัวเราะ)

สุดท้ายจริงๆ ถ้าอยากลงทุนในบิตคอยน์วันนี้สายไปไหม

ต้องฟังหูไว้หู ถามผมก็ต้องบอกว่าโอเคอยู่แล้ว (หัวเราะ) 

แนะนำแบบนี้ครับ ให้ใช้เงินเย็น อย่าเป็นเงินร้อนหรือเงินที่มีผลต่อชีวิตเรา เอาเงินที่เสี่ยงได้ สมมติวันนี้เพื่อนชวนไปกินชาบู เราไม่ไปแล้วกินมาม่าแทน เอาเงินมาซื้อบิตคอยน์ เก็บทิ้งไว้สิบปี ถ้าสมมติฐานเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ชาบูมื้อนั้นจะกลายเป็นชาบูที่แพงมากๆ แค่หยุดกินชาบูสักมื้อหนึ่ง แล้วก็ทิ้งเงินนี้ไว้ลืมไปเลย ไม่ต้องเทรด ใครจะรู้คุณอาจจะเกษียณด้วยเงินก้อนนี้ก็ได้ 

แต่ถ้ามันขาดทุนก็ไม่เป็นไร มันแค่ชาบูหนึ่งมื้อ

*การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

ท็อป จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา, Bitkub

Writers

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

วันจันทร์ที่ ๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๑

ปกติในชีวิตประจำวันฉันไม่ได้จดบันทึก

แค่เขียนสิ่งต่างๆ ในหน้าที่การงานก็แทบไม่เหลือเวลาพักผ่อนแล้ว หรือบางวันมันก็ผ่านไปอย่างน่าเบื่อ ไม่มีอะไรสลักสำคัญให้บันทึกหรอก-ฉันคิดอย่างนั้น

ผู้ใหญ่อย่างฉันมีข้ออ้างเสมอนั่นแหละ โชคดีที่ฉันมีคำเรียกข้ออ้างเหล่านั้นไม่ให้ตัวเองรู้สึกผิดมากนักว่าเหตุผล

แต่วันนี้ เมื่อฉันคุยกับเด็กหญิงคนหนึ่งจบ มันทำให้ฉันอยากกลับบ้านมาคว้าปากกาจดบันทึกความประทับใจลงในสมุด

เด็กหญิงคนนี้ชื่อ เรไร สุวีรานนท์ หรือชื่อเล่นว่า ‘ต้นหลิว’

ฉันรู้จักเรไรครั้งแรกผ่านเพจในเฟซบุ๊กของเธอที่ชื่อ ‘เรไรรายวัน’ เพจของเธอนำเสนอบันทึกประจำวันด้วยลายมือ โดยเธอบันทึกทุกวันติดต่อกันมาแล้วกว่า ๓ ปี

บันทึกของเรไรไม่ใช่บันทึกที่บอกว่าเด็กหญิงคนหนึ่งตื่นกี่โมง หรือทำอะไรบ้างในแต่ละวัน แต่เธอจะเลือกสิ่งที่ประทับใจหรือเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งมาเขียนเล่า โดยใส่ความคิดความรู้สึกลงไป ซึ่งความคิดและความรู้สึกของเรไรนั่นเองคือสิ่งที่น่าหลงใหล และทำให้ใครหลายคนหลงรัก

สิ่งที่เธอบันทึกบางวันทำเอาผู้ใหญ่อย่างฉันอดทึ่งไม่ได้ว่า เด็กอายุ ๙ ขวบคิดและเขียนได้คมคายเพียงนี้เลยหรือ ความคิดของเรไรคล้ายถอดสิ่งปรุงแต่งของผู้ใหญ่จนทำให้เหลือเพียงสัจธรรมอันแสนเรียบง่ายที่ฉันหลงลืมไปเมื่อใช้ชีวิตมาบนโลกนานกว่า ๓๑ ปี

บางค่ำคืนฉันนั่งยิ้มได้นานๆ เมื่ออ่านบันทึกของเธอจบลง

ฉันไม่แน่ใจว่าบนโลกใบนี้มีสิ่งงดงามมากน้อยแค่ไหน แต่ฉันแน่ใจว่าตัวอักษรของเรไรคือหนึ่งในสิ่งงดงามนั้น

วันนี้ฉันตื่นเต้นไม่น้อยที่เราจะได้พบกัน สิ่งหนึ่งที่ฉันสังเกตได้จากการสนทนาคือเรไรมักพูดถึงคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ ตา ยาย หรือน้องชายฝาแฝด และจากการนั่งคุยกันทำให้ฉันพบว่า มันคล้ายการอ่านบันทึกของเธออยู่อย่างหนึ่ง คือมันทำให้ฉันยิ้มไม่หุบ แม้เราร่ำลากันไปแล้ว

ต้นส้มแสนรัก คือวรรณกรรมเยาวชนที่ฉันรัก ส่วนเรไรชื่อเล่นว่าต้นหลิวและเปี่ยมไปด้วยความรัก ฉันจึงอยากตั้งชื่อบันทึกในวันนี้ล้อกับวรรณกรรมเยาวชนเล่มนั้นว่า ‘ต้นหลิวแสนรัก’

ได้แต่หวังว่าเมื่อทุกคนอ่านบันทึกการพูดคุยนี้จบลงจะรู้สึกเหมือนกันว่า ความเป็นเด็กคือหนึ่งในสิ่งงดงามของโลกที่เราอยู่อาศัย และฉันหวังว่ามันจะยังพอหลงเหลืออยู่บ้างในตัวของเราทุกคน

ปกติเรไรชอบวันเด็กไหม รอวันเด็กหรือเปล่า

ระหว่างแต่ละปีมันจะมีเรื่องสนุกๆ ก็เลยไม่ค่อยได้รออะไรวันเด็กเยอะ แต่ถ้าใกล้ๆ ก็จะรอค่ะ

เรไรรู้ไหมว่าทำไมต้องมีวันเด็ก

เมื่อกี้ตอนนั่งอยู่บนรถหนูก็ถามแม่ว่าวันเด็กมันเกิดมาจากอะไร แม่ก็บอกว่าเขาอาจจะอยากให้ความสำคัญกับเด็ก อย่างเช่นมีวันแม่ มีวันพ่อ อะไรอย่างนี้ แม่บอกแบบนั้น

แล้วเรไรรู้สึกว่าวันเด็กพิเศษมั้ย

มันอาจจะเป็นวันที่คุณพ่อคุณแม่ใจดีกับลูก ไม่ดุลูก

ซึ่งเรไรอยากให้เป็นอย่างนั้นทุกวันมั้ย

ไม่ค่ะ ถ้าเป็นอย่างนั้นทุกวันก็จะไม่ใช่วันพิเศษสำหรับเด็ก

เรไรเคยอยากเป็นผู้ใหญ่มั้ย

ไม่อยาก ไม่อยากทำงาน (ยิ้ม)

แล้วทุกวันนี้ที่เรไรบันทึกไม่รู้สึกเหมือนทำงานเหรอ

ไม่รู้สึก ไม่ใช่งาน มันไม่เหมือนงานเลย

แต่ต้องทำทุกวันเลยนะ

มันก็เหมือนไปเรียนหนังสือทุกวัน ทำทุกวัน เขียนทุกวัน

แล้วเป็นเด็กดียังไง

(นิ่งคิดนาน) อ๋อ เข้าสวนสนุกได้ เพราะผู้ใหญ่เข้าไปเล่นไม่ได้ ถ้าอันไหนที่เป็นเครื่องเล่นของเด็ก

มีอะไรที่อยากทำแต่ทำไม่ได้เพราะเป็นเด็กมั้ย

ขับรถ หนูอยากขับรถ

ทำไมถึงอยากขับรถ

คือน้องแฝดของหนูเป็นคนที่ชอบเล่นรถมาก แล้วพอเจอน้องทีไรหนูต้องเล่นรถกับน้อง กลายเป็นว่าหนูชอบรถไปด้วย อยากขับรถ จะได้ไปเที่ยวกับน้อง

เห็นเรไรเคยบอกว่าชอบไปเที่ยว ทำไมชอบไปเที่ยว

เวลาหนูไปเที่ยวหนูจะได้เอาประสบการณ์ที่หนูเคยไปเที่ยวมาเขียนบันทึกด้วย เก็บไว้เป็นความทรงจำ

ทำไมเราต้องบันทึกเก็บไว้เป็นความทรงจำด้วย

เพราะว่าหนูไม่อยากเป็นคนที่ขี้ลืม เพราะอย่างปู่ทวดหนูเขาเป็นอัลไซเมอร์ หนีออกจากบ้านแล้วหาทางกลับบ้านไม่เจอ บ้านอยู่อ่างทองแล้วก็หลงไปที่อื่น กลับบ้านไม่ได้

แล้วมีอยู่ครั้งหนึ่งหนูขำมากเลยค่ะ หนูเคยถามตาทวดว่า ตาทวดรู้เปล่าว่าคุณตาคือใคร คือความจริงคุณตาเป็นลูกของตาทวด แล้วตาทวดก็บอกว่า ใครอะ คือถามว่าคุณตาคือใคร หนูก็เลยสงสัยว่าทำไมจำลูกตัวเองไม่ได้

เรไรก็เลยอยากบันทึกไว้กันลืม

ใช่ค่ะ เพราะว่าไม่อยากขี้ลืม เพราะอย่างครั้งที่แล้วหนูไประยอง แล้วคุณแม่ให้หนูไปหยิบหมวก บอกว่าลืมหมวกไว้ตรงที่นั่ง แล้วไม่ได้ลืมหมวกอย่างเดียวนะคะ ลืมกระเป๋า ลืมถุง ลืมหมวก หนูต้องถือของสองสามอย่างไปหาแม่ หนักมากเลย

เรไรว่าการลืมน่ากลัวยังไง ลืมไปก็ไม่เห็นเป็นไร

บางทีอาจจะลืมครอบครัวตัวเอง ก็เลยเขียนเก็บไว้

มีคนชอบบอกว่าไปเที่ยวตอนเด็กๆ โตขึ้นเดี๋ยวก็ลืม แล้วเรไรคิดว่าเราจะไปเที่ยวทำไมในเมื่อโตขึ้นเดี๋ยวก็ลืม

หนูคิดว่าถ้าหนูลืมบางเรื่องก็อาจเป็นเพราะว่า ถ้าเราไปดูรูปถ่ายอย่างเดียวมันก็จำไม่ได้ไงคะ อาจจะไม่รู้ด้วยว่าตอนนั้นเกิดอะไรบ้าง หนูก็เลยคิดว่าเขียนบันทึกเก็บไว้ดีกว่า เพราะว่าจะได้อ่านเป็นคำพูดด้วย

ในชีวิตที่ผ่านมา มีเรื่องไหนที่เรไรดีใจที่สุด

มีเพื่อนเล่น (เสียงร่าเริง)

ทำไมง่ายจัง

มีน้องแฝดไง (ยิ้ม)

การมีน้องน่าดีใจยังไง

ก็มีเพื่อนเล่น

ก่อนหน้านี้เหงาเหรอ

ไม่มีเพื่อนเล่น เวลาเล่นของเล่นก็เหงา เพราะว่าตอนนั้นชวนคุณพ่อคุณแม่ก็บอกว่าขอหลับก่อน ถ้าเล่นก็ลงไปเล่นคนเดียว

ตอนนี้มีอะไรที่เรไรอยากได้มากๆ มั้ย

(คิดนาน)

หรือถ้าสมมติให้เรไรขอพรอะไรก็ได้ข้อเดียว เรไรจะขออะไร

(ตอบทันที) ขอให้คุณยายกับคุณแม่หายปวดขา ปวดหลัง เพราะว่าคุณยายปวดหลังมาก ก่อนหนูคลอดคุณยายผ่าไหล่ แล้วพอโตมาก่อนมีน้องแฝดคุณยายผ่าเข่า แล้วพอน้องแฝดเกิดมาปุ๊บคุณยายก็ผ่าส้นเท้า เหมือนกับว่ากระดูกที่ส้นเท้ามันงอกออกมาก็ต้องผ่าทิ้ง แล้วตอนนี้คุณยายก็เหมือนแพ้ยาอะค่ะ หน้าถลอกเต็มเลย เป็นแผลบวม คือตอนแรกก็ไม่รู้ค่ะว่าเป็นอะไร ตอนแรกใต้ตาสองข้างบวมเลย เป็นสีม่วง แล้วพอผ่านไปหลายๆ อาทิตย์ก็เริ่มลอกออกมา แล้วพอไปหาหมอ หมอก็บอกว่าแพ้ยา หลังจากนั้นก็เป็นเต็มหลัง ขาก็มี มีทั้งตัวเลย แล้วหนูก็ร้องไห้ ถามว่าคุณยายจะตายมั้ย

ทำไมร้องไห้

เพราะว่าอยู่กับคุณยายมาตั้งแต่เด็กเลย รักคุณยายมากเลย มีอยู่ช่วงหนึ่งค่ะที่หนูไปใต้กับคุณยาย ตอนนั้นยังเป็นเบบี๋อยู่เลย คุณยายพาไปใต้ แล้วตอนนั้นหนูผื่นขึ้นเต็มหน้า แพ้อะไรก็ไม่รู้ คุณยายก็จะต้องรีบอุ้มหนูขึ้นเครื่องบินกลับบ้านเลย

เรไรขอพรได้แค่ข้อเดียว ทำไมขอให้คนอื่น ไม่ขอให้ตัวเอง

เพราะอยากให้คุณยายกับคุณแม่อยู่กับหนูไปนานๆ

สิ่งสำคัญในชีวิตของเรไรคืออะไร

ครอบครัว พ่อ แม่ คุณตา คุณยาย น้องแฝด

ไม่ใช่ของเล่นเหรอ

มันก็แค่ของเล่น บางทีครอบครัวก็เป็นของเล่น อย่างเช่นบางทีหนูจะชอบเล่นกับน้องแฝดแบบน้องเป็นลูกแมว แล้วหนูเป็นคนเลี้ยงน้อง แล้วบางทีคุณพ่อก็เคยให้หนูขี่หลังเป็นช้างเลย

คือครอบครัวเป็นของเล่นให้เราได้ แต่ของเล่นเป็นครอบครัวให้เราไม่ได้

ไม่ได้ เพราะว่าของเล่นมันไม่มีชีวิต

เรไรดูรักน้อง รักพ่อ รักแม่ รักตา รักยาย แล้วเรไรรู้มั้ยว่าความรักคืออะไร

ความรักคือเราทำสิ่งดีๆ ให้คนที่เรารักแล้วก็อยากดูแลเขามากที่สุด

เรไรเคยบันทึกว่า แม่มักจะทำเรื่องร้ายให้เป็นเรื่องดีได้เสมอ ทำไมคิดอย่างนั้น

เพราะว่าเวลาน้องแกล้งหนูแล้วหนูร้องไห้ เจ็บ คุณแม่ก็บอกว่า ‘ไม่เป็นไร เราเล่นอย่างอื่นกันดีกว่ามั้ย’ ทำให้หนูมีความสุขได้

ถ้ามีไทม์แมชชีนแบบโดราเอมอน เรไรอยากนั่งไปอดีตหรือไปอนาคต อยากถอยหลังหรือไปข้างหน้า

ถอยหลัง (ตอบทันที)

ทำไม

ขอน้องผู้หญิง (ยิ้ม) ย้อนเวลากลับไปขอน้องผู้หญิง คนเดียวก็ยังดี พอมีน้องแฝดเป็นผู้ชายก็ต้องซื้ออะไรใหม่ๆ เยอะเลย เสื้อผ้าก็ต้องซื้อใหม่ แต่ถ้าเป็นน้องผู้หญิงก็ใส่เสื้อผ้าของหนูได้หมดเลย

เคยคิดไหมว่าอีก 10 ปีข้างหน้าตัวเองจะเป็นยังไง

กี่ขวบแล้วนะคะ

สิบเก้า

นึกไม่ออกเลย

แล้วมีความฝันมั้ยว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร

ส่วนใหญ่แล้วคนจะคิดว่าหนูอยากเป็นนักเขียน ไม่อยากเป็นสักกะนิดเลย

แต่เรไรออกหนังสือมา 2 เล่มแล้วนะ

ไม่เลย ไม่อยากเป็นเลย หนูเป็นคนที่ไม่ชอบการเขียนอยู่แล้ว แต่หนูเขียนไว้เพื่อเก็บไว้อ่านตอนโต เพราะว่าหนูเป็นคนที่ชอบถามคุณยายคุณตามากเลยว่าตอนเด็กๆ หนูเป็นยังไง หนูเป็นคนที่อยากรู้ว่าตอนเด็กๆ ตัวเองเป็นยังไง

ทำไมอยากรู้เรื่องในอดีต รู้ไปแล้วได้อะไร

ชอบฟัง เพราะว่าบางทีก็เป็นเรื่องตลก

เช่นอะไร

คุณยายเคยเล่าให้หนูฟัง คือตอนนั้นที่หนูคลอดออกมาแล้วหนูลืมตาข้างเดียว หนูก็ไม่เข้าใจว่าทำไม (หัวเราะ)

ไม่ชอบเขียน ทำไมเขียนมาได้ทุกวัน

เพราะว่าหนูเป็นคนที่เวลาทำอะไรจะไม่เลิก จะทำต่อๆ ไป ถ้าทำไม่ได้ก็จะพยายาม เหมือนกับเวลาว่ายน้ำ คือตอนแรกหนูก็ว่ายไม่เก่ง แล้วพอตอนหลังๆ ก็ว่ายเก่งขึ้น

ถ้าไม่อยากเป็นนักเขียนอยากเป็นอะไร

หนูอยากเป็นหลายอย่าง (ยิ้ม) แต่ถ้าที่ชอบ ตอนนี้อยากเป็นหมอ

ทำไมอยากเป็นหมอ

ได้รักษาคนไข้ พอโตไปคุณพ่อคุณแม่ไม่สบายก็อาจจะรักษาให้

ทุกวันนี้เรไรได้กลับไปอ่านบันทึกเก่าๆ มั้ย

อ่านเฉพาะบางวันค่ะ คือวันที่หนูว่างๆ เลยอะค่ะ แต่ถ้าถามว่าทุกวันหนูกลับมาอ่านบันทึกของตัวเองมั้ย หนูก็ไม่ค่อยค่ะ พอเขียนเสร็จแล้ว อ่านทวนปุ๊บ โพสต์ลงเฟซบุ๊ก แล้วก็ไปเล่นเลย ไม่ยุ่งกับบันทึกอะไรหลังจากนั้น

เรไรเขียนว่าจะเขียนเรื่องประทับใจในแต่ละวัน มีวันไหนที่ไม่มีเรื่องประทับใจมั้ย

มีนะคะ บางวันที่หนูอยู่บ้านอย่างเดียว

แล้วทำยังไง

ความจริงบางวันก็มีหลายๆ เรื่องที่อยากเขียนใช่มั้ยคะ ก็ถ้าเป็นวันนั้น หนูก็จะเอาเรื่องเก่าๆ ที่ยังไม่ได้เขียนมาเขียนเก็บไว้ เรื่องประทับใจที่ยังไม่ได้เขียน หรือไม่ก็จะไปเขียนว่าเวลาที่อยู่ในบ้านกับน้องแล้วก็เล่นกับน้อง น้องเป็นยังไงบ้างตอนนี้

ไม่มีวันไหนเลยเหรอที่ไม่มีอะไรจะเขียนแล้ว

คือคุณแม่เคยบอกหนูว่าทุกเรื่องเขียนได้หมด ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหญ่ๆ แล้วก็บอกว่าบันทึกที่หนูเขียนมันไม่ใช่บันทึกกิจวัตรประจำวัน ไม่ใช่ตื่นนอน อาบน้ำ แปรงฟัน ล้างหน้า กินข้าว แต่งตัว ไปโรงเรียน ถ้าเขียนอย่างนั้นทุกวันบางวันมันก็อาจจะซ้ำ มันก็จะน่าเบื่อ คุณแม่ก็เคยเป็น คือแต่ก่อนคุณแม่ก็เขียนบันทึกค่ะ แต่เป็นกิจวัตรประจำวันก็เลยเบื่อ ก็เลิกไปเลย

แม่เคยเบื่อ แล้วเรไรเคยเบื่อมั้ย

ไม่เคย เพราะว่าพยายาม บางทีถ้าง่วงๆ ก็จะลุกขึ้นไปกินยาอมที่มันซ่าๆ ก็จะตื่นตัว แล้วก็ไปล้างหน้า

เรไรบอกว่าจะบันทึกเรื่องที่มีความสุขแล้วก็ประทับใจ ทำไมไม่บันทึกเรื่องที่เศร้า เรื่องที่เสียใจ ด้วย

เคยเขียน แต่ไม่ได้เขียนทุกเรื่อง เพราะว่าถ้าเราโตไปเราไปอ่านมันก็จะน่าเบื่อ เพราะว่ามีแต่เรื่องเศร้าๆ ให้อ่าน

เรื่องเศร้าไม่ดีเหรอ วันหนึ่งมันอาจจะทำให้เราคิดถึงก็ได้

ถ้าวันหน้าเรามีความสุขแล้วเราต้องอ่านบันทึกเรื่องเศร้าๆ ก็อาจจะทำให้ไม่ค่อยมีความสุขเลยก็ได้ แล้วถ้าเขียนเรื่องความเศร้า คนอื่นก็จะเศร้าไปด้วยเวลาอ่าน

เรไรกลัวอะไรที่สุดในชีวิต

หนูกลัวงูมากที่สุด แต่ว่าสัตว์อีกประเภทหนึ่งที่หนูกลัวมากแล้วก็แพ้ด้วย ถ้าเจอมันหนูจะคันไปทั้งตัวคือแมลงสาบ หนูแพ้แมลงสาบ คันแบบแดงทั้งแขนเลยอะค่ะ หรือถ้าแมลงน่ากลัวหนูก็กลัวหมดเลย

กลัวอะไรอย่างอื่นอีกมั้ย

กลัวแค่พวกสัตว์อะไรอย่างนี้ ไม่ได้กลัวคนอะไรเลย ไม่ได้กลัวแม่ แต่กลัวครู ครูดุ

มีอะไรที่ทำให้เรไรร้องไห้บ่อยๆ บ้างมั้ย

น้องแกล้ง ตอนนั้นยังเป็นเด็ก น้องเอาฟันมากัดหน้าอก เจ็บมาก ก็ร้องไห้เลย

โกรธน้องไหม

โกรธนิดหนึ่ง แล้วก็หาย

ตั้งแต่เกิดมาเหตุการณ์ที่ทำให้เรไรเสียใจที่สุดคือเหตุการณ์ไหน

พี่หวานตาย พี่หวานคือหมาที่บ้าน วันนั้นกลับมาจากโรงเรียนตอนประมาณวันอังคาร กลับมาสักพักหนึ่งนะคะ เข้าบ้านขึ้นไปหาแม่ แล้วแม่ลงมา พี่หวานก็ตาย

ร้องไห้มั้ย

ร้องไห้เลยค่ะ ร้องไห้ทั้งบ้านยกเว้นน้องแฝด เพราะน้องแฝดไม่รู้เรื่อง ร้องไห้อะไรกัน

หนูก็ไม่รู้ว่าทำไม ก่อนวันนั้นตอนกลางคืน หนูก็ถามแม่เรื่องพี่หวานเยอะเลย ถามแม่ว่าพี่หวานจะตายมั้ย วันรุ่งขึ้นมาพี่หวานก็ตายเลย เหมือนที่หนูคิดเลย

ได้บอกอะไรกับพี่หวานมั้ย

ก็ไม่ได้บอกอะไร ร้องไห้อย่างเดียว แม่เคยบอกหนูว่า แม่พูดกับพี่หวานวันหนึ่งก่อนที่พี่หวานจะตาย แม่บอกว่า เดี๋ยวแม่ก็จะตามพี่หวานขึ้นไปข้างบนสวรรค์

เรไรเข้าใจสิ่งที่แม่บอกพี่หวานมั้ย

พอแม่ตายแม่จะไปอยู่กับพี่หวาน

ตอนนั้นร้องไห้นานแค่ไหน

ก็ร้องแค่วันเดียว พอพี่หวานตายแล้วก็ร้องไห้ (ลากเสียง) แล้วพอจะฝังศพพี่หวานหนูก็หายเลย

คือไม่ได้เอาพี่หวานไปเผาเลยนะคะ ฝังไว้หลังบ้านตรงในสวนน่ะค่ะ มันจะเป็นกระเบื้อง ก็ต้องเอากระเบื้องออก แล้วก็ขุดออกมาแล้วก็ลากพี่หวานวางลงไป แล้วก็ปิด เอากระถางดอกไม้วาง ตอนนี้คือกระถางดอกไม้ปิดหมดเลย

ทำไมร้องไห้แค่วันเดียว ไม่เสียใจแล้วเหรอ

คุณพ่อปลอบ บอกว่าไม่เป็นไร

สมมติซื้อหมาตัวใหม่มาให้เรไรแทนพี่หวานเอามั้ย

(ส่ายหน้า)

ทำไม ก็หมาเหมือนกัน

ก็ไม่ใช่พี่หวาน มันแทนกันไม่ได้

เหตุการณ์นั้นสอนอะไรบ้าง

คือคุณลุงก็เคยบอกหนูว่าหมาไม่ควรกินอาหารคน แต่ที่บ้านก็กินแล้วเผื่อเก็บไว้ให้พี่หวานกินทุกอย่างเลย

ทุกวันนี้คิดถึงพี่หวานมั้ย

คิดถึง

เวลาคิดถึงทำยังไง

ก็จะเดินไปหลังบ้าน เดินไปตรงที่ขุดไว้ มีอยู่วันหนึ่งที่แม่เดินไปในครัว มันจะมีหน้าต่าง แล้วก็พูดว่า พี่หวานเป็นยังไงบ้าง

แล้ววันที่พี่หวานตาย เรไรเขียนบันทึกมั้ย

เขียนค่ะ เคยเขียน วันนั้นไปโรงเรียนคุณครูก็บอกว่าเสียใจด้วย ครูก็อ่าน

เรไรบอกว่าจะบันทึกเรื่องประทับใจ ไม่บันทึกเรื่องเศร้า แล้วทำไมถึงบันทึกเรื่องนี้

มันเป็นเรื่องเศร้าที่หนูอยากเก็บไว้จริงๆ (ยิ้ม)

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load