The Cloud x Central Tham

รู้ไหมว่าจากไร่ต้นกำเนิด ผักผลไม้ต้องเดินทางไกลแค่ไหนกว่าจะมาถึงมือพวกเราในเมือง

พืชผลสดใหม่จากมือชาวไร่จะถูกส่งไปยังศูนย์รวมสินค้าเกษตรท้องถิ่น เดินทางต่อไปยังตลาดค้าส่งในหลากหลายพื้นที่ จากนั้นมุ่งหน้าสู่ตลาดค้าปลีก ก่อนจะมาอวดสายตาบนชั้นจำหน่ายสินค้าในที่สุด 

การเดินทางอันยาวไกลทำให้พืชผลที่เกษตรกรขายออกจากไร่ด้วยราคากิโลกรัมละ 3 บาท สามารถมาถึงมือผู้บริโภคอย่างเราด้วยราคาที่สูงถึงกิโลกรัมละ 30 บาท เพราะกำไรแต่ละทอดที่พ่อค้าคนกลางบวกเข้าไปจากค่าขนส่ง ไม่ใช่แค่แพงระยับ แต่ค่าขนส่งระยะไกลเหล่านี้ยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือ Carbon Footprint จำนวนมหาศาล ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของภาวะโลกร้อน

ทั่วโลกจึงเกิด Farmers’ Market ทางเลือกในการซื้อพืชผลโดยตรงจากเกษตรกรท้องถิ่นขึ้น เพื่อชวนให้ผู้บริโภคเลือกกินเลือกใช้สินค้าที่ผลิตในพื้นที่ละแวกบ้านก่อน เมื่อไม่ต้องขนส่งไกล พืชผลใน Farmers’ Market จึงสดใหม่จากไร่ แถมยังเป็นการเพิ่มรายได้ให้ชุมชน เพราะผลผลิตทางการเกษตรส่วนใหญ่มาจากเกษตรกรรายย่อย

ตอนนี้ที่จังหวัดอุดรธานีมีโครงการน่ารักชื่อ ‘จริงใจ Farmers’ Market’ ตลาดขายผักผลไม้ปลอดภัย ปลอดสารพิษ และผลผลิตเกษตรอินทรีย์ที่จริงใจสมชื่อ เพราะนอกจากจะเป็นตลาดที่เปิดโอกาสให้เกษตรกรชุมชนมาพบปะผู้ซื้อได้โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางแล้ว โครงการนี้ยังช่วยเกษตรกรท้องถิ่นพัฒนาผลผลิตตั้งแต่ต้นจนถึงปลายน้ำ

จริงใจ Farmers’ Market’
จริงใจ Farmers’ Market’

จริงใจ Farmers’ Market ดำเนินการโดยบริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด ภายใต้โครงการ ‘เซ็นทรัล ทำ’ (Central Tham) ที่มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างชุมชน และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน ด้วยแนวคิด Creating Shared Value (CSV) หรือการสร้างสรรค์คุณค่าให้กับสังคม เพื่อสร้างพื้นที่แห่งความสำเร็จร่วมกันระหว่างธุรกิจและสังคม

The Cloud จึงอยากชวนคุณไปภาคอีสาน เยี่ยมแหล่งผลิตผักเพื่อพูดคุยกับชาวไร่และทีมงานจริงใจ Farmers’ Market ไปดูพลังของตลาดที่เปิดโอกาสให้เกษตรกรได้พัฒนาความรู้ ทั้งในเชิงเกษตร การขาย และวิธีเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตทางการเกษตรจากไร่ชุมชนเล็กๆ ที่นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนอย่างยั่งยืน

01

ผักสดจากไร่

  “ชาวบ้านแถวนี้ปลูกผักและทำนามาตั้งแต่แม่จำความได้ อ่างเก็บน้ำทำให้เรามีน้ำกินใช้ตลอดทั้งปี” แม่ตวง-ตวงพร พาแสง หัวหน้ากลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มปลูกผักตำบลนาดี เริ่มเล่าขณะพาเราเดินฝ่าแดดไปชมแปลงผักที่ออกดอกผลเขียวขจีแปลงใหญ่

ที่นี่คือเกษตรแปลงใหญ่บริเวณอ่างเก็บน้ำกุดลิงง้อ ตำบลนาดี อำเภอเมืองอุดรธานี ที่ปลูกพืชผักนานาชนิดส่งตลาดในเมืองมานานกว่า 60 ปี ก่อนจะมีอ่างเก็บน้ำ ชาวบ้านทำนาหน้าฝนและปลูกผักช่วงหน้าแล้ง เป็นวัฏจักรเช่นนี้เรื่อยมา ความสมบูรณ์ของพืชพันธุ์แปรผันตามฟ้าฝนแต่ละขวบปี

จริงใจ Farmers’ Market’

เมื่ออ่างเก็บน้ำแห่งนี้สร้างเสร็จใน พ.ศ. 2501 ชาวบ้านสามารถทำการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะมีน้ำสำรองไว้ใช้ แม่ตวงเล่าย้อนความหลังสมัยยังสาวให้ฟังว่า แม้จะสามารถปลูกพืชผลให้พอขายได้ตลอดปี แต่เกษตรกรชาวบ้านก็ทำได้เพียงรอพ่อค้าคนกลางเข้ามารับพืชผักไปขายและต่อรองราคาไม่ได้มากนัก

“เวลาพ่อค้าคนกลางมารับผักจากไร่ เขายังไม่ได้ซื้อนะ เขาจะให้ราคาไว้และเอาไปขายก่อน เช่นเขาบอกว่าผักนี้ให้ราคากิโลกรัมละ 10 บาท เขาก็จะเอาผักเข้าเมืองไป พอวันต่อมาเขามาบอกว่าเมื่อวานขายไม่ได้เลย ขอลดราคาเหลือแค่กิโลกรัมละ 5 บาทแล้วกัน ไม่ใช่แค่ขอลด แต่บางทีเขาเอาผักมากองคืนไว้หน้าบ้านเลยก็มี”

แม่ตวงอธิบายว่า ที่ต่อรองราคากับพ่อค้าคนกลางไม่ค่อยได้ เพราะแต่ก่อนชาวบ้านปลูกผักและขายบ้านใครบ้านมัน เมื่อผลผลิตทางการเกษตรขายไม่ได้ราคา ชาวบ้านจึงละทิ้งที่นาเข้าเมืองไปทำงานรับจ้าง เป็นแบบนั้นมานานหลายสิบปี 

จริงใจ Farmers’ Market’

จนเมื่อ 13 ปีก่อน เกษตรกรผู้ปลูกผักละแวกนี้ได้รวมกลุ่มกันจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน ทำให้ชาวบ้านเริ่มมีสิทธิ์มีเสียงในการต่อรองราคากับพ่อค้าคนกลางมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็เริ่มพัฒนาไปสู่การผลิตผักปลอดสารพิษ

แม่ตวงเล่าว่า จากสมาชิกแรกก่อตั้ง 15 คน ทุกวันนี้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนขยับขยายจนมีสมาชิกปัจจุบัน 57 คน ไร่ผักของสมาชิกทุกคนใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ทำปุ๋ย ทำน้ำหมักใช้เอง เป็นการทำเกษตรอย่างใส่ใจที่ให้ใจไปเต็มร้อย เมื่อผลผลิตพัฒนาคุณภาพขึ้น แน่นอนว่าใครๆ ก็อยากได้ผักของกลุ่มปลูกผักตำบลนาดีไปประกอบอาหาร

จริงใจ Farmers’ Market’

“ทุกวันนี้เราปลูกผักตามฤดูกาลส่งตลอดทั้งปี มากกว่า 20 ชนิด เช่น ชะอม พริก มะเขือเปราะ บวบ มะนาว คะน้า ต้นหอม มะเขือยาวสีเขียว โหระพา กะเพรา ผักบุ้งจีน แตงกวา ผักของเราทุกชนิดมีใบ GAP (Good Agricultural Practice) ซึ่งเป็นระบบประกันคุณภาพในการผลิตอาหารเพื่อให้เกิดความปลอดภัย

“ถึงจะเป็นเกษตรกรกลุ่มเล็กๆ แต่เราก็ไม่เคยคิดจะหยุดพัฒนา เทียบกับเมื่อก่อนที่รายได้ไม่สม่ำเสมอ ปลูกแล้วไม่มีตลาด บางทีต้องทิ้งเพราะไม่มีใครซื้อ ตอนนี้ชาวบ้านส่วนใหญ่มุ่งหน้ากลับบ้านมาปลูกผักขาย ผลผลิตของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มปลูกผักตำบลนาดีอยู่ที่ 2 – 3 ตันต่อเดือน”

นอกจากจะส่งขายที่โรงพยาบาลอุดรธานี โรงพยาบาลค่ายประจักษ์ และตลาดร่มเขียวแล้ว ตอนนี้ผักสดจากไร่ของตำบลนาดียังได้ขึ้นห้างไปขายที่ Tops Supermarket และตลาดจริงใจ Farmers’ Market 

02

ผักสดปลอดภัยในแพ็กเกจ

จากไร่ แม่ตวงพาเราเดินเลียบอ่างเก็บน้ำ เข้าสู่พื้นที่ทำการของกรมชลประทาน และมาหยุดที่อาคารเล็กหน้าตาสะอาดสะอ้านหลังหนึ่ง

“ที่นี่คือโรงแพ็กผัก เมื่อก่อนเวลาเก็บผลผลิตเสร็จ ชาวบ้านจะนำผักมาล้างน้ำในกะละมังที่บ้าน นั่งกับพื้นดิน เด็ดขั้วพริกขั้วมะเขือ ปอกฟัก ตัดรากหอม ทำกันเองแบบง่ายๆ

“จนเมื่อเราเริ่มมีโอกาสได้นำผักไปขายที่ Tops Supermarket ได้พูดคุยกับทีมงานของท็อปส์และเซ็นทรัล เราจึงค่อยๆ เรียนรู้ว่าพวกแม่เป็นเกษตรกรก็จริง แต่ไม่ใช่แค่ปลูกแล้วจบ กระบวนการที่มากกว่านั้นคือการแพ็กพืชผักของเรา ก่อนจะส่งไปถึงมือผู้บริโภค” 

จริงใจ Farmers’ Market’

ทำไมการแพ็กผักจึงสำคัญ แม่ตวงอธิบายเพิ่มว่า ในการทำเกษตร เรื่องของเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะผักปลอดสารพิษ เพราะการคัดบรรจุผักอย่างถูกวิธีจะช่วยลดการสูญเสียและความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับพืชผัก ช่วยเพิ่มศักยภาพให้ผลผลิตทางการเกษตรมีความสดใหม่โดยไม่ต้องพึ่งสารเคมี

โรงแพ็กผักแห่งนี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณกว่า 400,000 บาท จากกลุ่มเซ็นทรัล จำกัด ในการปรับปรุงอาคารเก่าของกรมชลประทาน เพื่อใช้เป็นอาคารคัดบรรจุผักกลุ่มผู้ใช้น้ำบ้านนาดี พร้อมทั้งจัดซื้ออุปกรณ์สำหรับการคัดล้าง ตกแต่ง และบรรจุผัก ให้อย่างครบครัน เพื่อให้ผ่านการตรวจรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และผ่านมาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practice) ในการพัฒนาระบบการจัดการขยะและของเสียเพื่อลดการปนเปื้อน

จริงใจ Farmers’ Market’

“กลุ่มปลูกผักตำบลนาดีมาถึงวันนี้ได้เพราะมีผู้ใหญ่หลายฝ่ายยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ นอกจากกลุ่มเซ็นทรัลจะช่วยสนับสนุนเงินแล้ว ยังมีกรมชลประทานและ อบต. นาดี ช่วยสนับสนุนสถานที่ และมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีช่วยเรื่องตรวจสอบความปลอดภัย เพื่อโรงแพ็กผักของเราจะได้ผ่านมาตรฐานรับรอง”

อาคารเก่าของกรมชลประทานหลังนี้ เดิมคืออาคารศูนย์ผู้ใช้น้ำที่สร้างขึ้นเพื่อให้กลุ่มผู้ใช้น้ำของอ่างเก็บน้ำกุดลิงง้อใช้เป็นสาธารณะประโยชน์ตั้งแต่แรก เมื่อกลุ่มเซ็นทรัลเสนองบประมาณในการช่วยชาวบ้านพัฒนาการคัดบรรจุผักเพื่อเพิ่มคุณภาพและมูลค่าของผลผลิต กรมชลประทานจึงยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือในส่วนของสถานที่จัดตั้ง เพื่อช่วยให้เกษตรกรในพื้นที่ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร

“ท่าน ผอ.กรมชลประทาน เพิ่นเห็นว่ากลุ่มวิสาหกิจชุมชนของเรายังเล็ก ถ้าต้องลงทุนสร้างโรงแพ็กผักใหม่ทั้งหลัง คงเสียเงินมาก หากวันหนึ่งกลุ่มของเราเติบโตแข็งแรงดีแล้ว ต้องการสร้างโรงแพ็กผักให้ใหญ่ขึ้นบนที่ดินของกรมชลประทาน เพิ่นก็ยินดี”

03

บทบาทของชาวไร่ที่เปลี่ยนไป

“ทุกคนต้องใส่รองเท้า ผ้าปิดปาก สวมหมวก ผ้ากันเปื้อน และถุงมือ ในส่วนที่สัมผัสกับผัก” แม่ตวงอธิบายพร้อมกับยื่นหมวกคลุมผมและรองเท้าบูตให้ ก่อนที่เราจะได้เข้าไปเยี่ยมชมโรงแพ็กผักของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มปลูกผักตำบลนาดี  

หลังจากเกษตรกรนำผักสดจากไร่มาส่ง แม่ตวงและทีมโรงแพ็กผักจะนำผักมาล้างในน้ำอุณหภูมิปกติ จากนั้นนำลงแช่ในน้ำเย็นจัดตามลักษณะใบ ผักใบอ่อนแช่ 1 – 2 นาที ผักใบแข็งแช่ไม่เกิน 5 นาที เพราะถ้าแช่นานเกินไปผักจะช้ำ การแช่ผักในน้ำเย็นจัดแบบนี้จะช่วยคงความสดของผักไว้ในได้นานถึง 2 วัน แม้ไม่ได้ซีลในถุงพลาสติก

จริงใจ Farmers’ Market’

น้ำที่ใช้ล้างผักต้องสะอาดถึงขั้นดื่มได้ เช่นเดียวกับอุปกรณ์ทุกชิ้นที่ใช้ในโรงแพ็กผักต้องสะอาดถูกสุขอนามัย อย่างตะกร้าใส่ผักก็ต้องล้างแล้วเอาใบตองรองก่อน จึงจะวางผักลงไป จากนั้นปิดด้วยใบตองและผ้าชุบน้ำเพื่อกักเก็บความเย็นระหว่างขนส่ง

“เมื่อก่อนเราแพ็กผักใส่ถุงพลาสติก จนได้ไปขายที่จริงใจ Farmers’ Market ซึ่งเขาเน้นวัสดุธรรมชาติ กลุ่มปลูกผักตำบลนาดีจึงลองเปลี่ยนมาใช้วัสดุธรรมชาติในการแพ็กผัก โดยใช้ใบตองเย็บเป็นกระทงใส่ผักแทนถุงพลาสติก และใช้ตอกรัดแทนหนังยาง

“กลายเป็นเสน่ห์ที่สร้างมูลค่าเพิ่ม บางทีลูกค้าเห็นผักในแพ็กเกจธรรมชาติของเรา เขาก็ควักมือถือขึ้นมาถ่ายรูป เรียกเพื่อนๆ มาช่วยกันซื้ออีก แม่ก็กลับมาบอกเกษตกรในกลุ่ม ให้เขารู้ว่าผลิตภัณฑ์ก็มีผลกับยอดขาย ไม่ใช่แค่ผักมีคุณภาพอย่างเดียว

“ตอนนี้ชาวบ้านนำใบตอง ทำตอกมาขายให้โรงแพ็กผักของเรา มีร้านอาหารใหญ่ที่เขาเห็นแพ็กเกจของเราที่จริงใจ Farmers’ Market มาจ้างให้เราทำกระทงใส่อาหารจากธรรมชาติส่งให้เขา ถือเป็นการสร้างงานให้ชาวบ้านและขยายตลาดอีกช่องทางหนึ่ง”

แม่ตวงเล่าว่า กลุ่มเซ็นทรัลไม่ได้เข้ามาช่วยสนับสนุนแค่เรื่องเงินในการทำโรงแพ็กผักเท่านั้น แต่ทีมงานของเซ็นทรัลยังเข้ามาสอนองค์ความรู้หลายอย่างให้เกษตรกรชาวบ้าน ตั้งแต่สอนคัดเกรดผลผลิตทางการเกษตรให้ได้มาตรฐาน ทั้งน้ำหนัก ความยาว ความสมบูรณ์ ไปจนถึงเทคนิคการขายปลีกที่กลุ่มเซ็นทรัลเชี่ยวชาญ 

“เมื่อปีที่แล้วแม่ส่งตัวแทนสมาชิกกลุ่มปลูกผักตำบลนาดีที่เป็นคนรุ่นใหม่ไปเรียนเรื่อง QR Code กับทางเซ็นทรัล เขาสอนวิธีสร้างฐานข้อมูลผลผลิตทางการเกษตร ให้สินค้าทุกตัวของเรามีข้อมูลและรายละเอียด ลูกค้าสามารถเข้ามาอ่านได้โดยการสแกน QR Code ที่ติดอยู่กับแพ็กเกจผักแต่ละชนิด กลุ่มของเรากำลังพยายามปรับตัวให้ทันยุคสมัยและรูปแบบการบริโภคที่เปลี่ยนไป” แม่ตวงเล่าพร้อมรอยยิ้ม

04

ตลาดที่แสนจริงใจ

ผักสดปลอดสารพิษจากกลุ่มปลูกผักตำบลนาดีและอีกหลายไร่รอบอุดรธานีเดินทางเข้าเมืองสู่จริงใจ Farmers’ Market ตลาดขายผักผลไม้ปลอดภัย ปลอดสารพิษ และผลผลิตเกษตรอินทรีย์ที่กลุ่มเซ็นทรัล ได้เริ่มดำเนินการที่จังหวัดอุดรธานีเป็นแห่งแรก ภายในศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา อุดรธานี 

ทำไมห้างใหญ่อย่างเซ็นทรัลที่มี Tops Supermarket อยู่แล้ว จึงมาเปิดตลาดเกษตรกรอย่างจริงใจ Farmers’ Market คุณพิชัย จิราธิวัฒน์ Executive Director, CENTRAL Group อธิบายให้เราฟังว่า จากความเชี่ยวชาญในการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมค้าปลีกในไทยมากว่า 71 ปี กลุ่มเซ็นทรัลตระหนักดีว่าการส่งเสริม สนับสนุน และยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคมเป็นส่วนสำคัญของการดำเนินธุรกิจ

จริงใจ Farmers’ Market

โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรที่เป็นรากฐานสำคัญของประเทศ ต้องประสบกับปัญหาในการจัดจำหน่าย ตลอดจนรายได้และราคาที่ไม่เป็นธรรม และที่ผ่านมา แม้ว่ากลุ่มเซ็นทรัลจะเข้าไปช่วยเหลือสนับสนุนด้วยการให้บริษัทในกลุ่มทั้ง Central Food Hall และ Tops Supermarket รับซื้อสินค้าตรงจากเกษตรกรมากว่า 20 ปี เพื่อจำหน่ายในกว่า 270 สาขา แต่ยังไม่สามารถช่วยเหลือเกษตรกรได้เท่าที่ควร

“โดยปกติ ผัก ผลไม้ และอาหารสด จะถูกส่งเข้ามาที่ศูนย์รับสินค้าแต่ละภูมิภาคของท็อปส์ จากนั้นจึงกระจายไปตามสาขาต่างๆ ระบบโลจิสติกส์ใช้เวลาพอสมควร เราจึงมองว่าการทำตลาดสำหรับเกษตรกรชุมชน ที่แหล่งผลิตสินค้าอยู่ไม่ไกล ขนส่งในระยะเวลาไม่นานหรือที่เรียกว่า Local Sourcing จะช่วยให้ลูกค้าได้บริโภคสินค้าสดใหม่ปลอดภัยจากท้องถิ่น

“เกษตรกรเองก็ได้มาทดลองและเรียนรู้วิธีการขายสินค้าแบบค้าปลีก ซึ่งเป็นจุดแข็งที่กลุ่มเซ็นทรัลเชี่ยวชาญและอยากส่งต่อ Know-how นี้ให้เกษตรกร และเป็นการเปิดโอกาสให้เกษตรกรชุมชนได้พบปะผู้ซื้อโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง” คุณพิชัยอธิบาย

จริงใจ Farmers’ Market

  จริงใจ Farmers’ Market ขายอาหารปลอดภัยจากเกษตรกรและชุมชนกว่า 315 รายการ แบ่งเป็นโซนพืช ผักและผลไม้ที่หมุนเวียนไปตามฤดูกาล ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจหากเกษตกรบางคนจะหายหน้าไปจากตลาดบางช่วง และกลับมาใหม่ช่วงฤดูที่พืชในไร่ออกผล 

โซนต่อมาคืออาหารพร้อมรับประทาน ซึ่งทุกร้านเป็นอาหารในท้องถิ่น คุณพิชัยเล่าให้ฟังว่า ช่วงแรกๆ จริงใจ Farmers’ Market เปิดโอกาสให้ร้านค้าเลือกได้ว่าจะมาขายวันไหนบ้างก่อนเพื่อดูผลตอบรับจากผู้บริโภค ปรากฏว่าขายดีมาก จนทุกวันนี้บางร้านสามารถต่อยอดสินค้าของตัวเองออกไปได้อีกมากมาย และมียอดขายดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก

อย่างร้านขนมบ้าบิ่นแม่รำไพ แต่ก่อนไม่มีหน้าร้าน จนได้มาขายที่นี่ นอกจากได้พบปะลูกค้าแล้ว แม่รำไพยังได้พูดคุยกับเพื่อนๆ เกษตรกรชุมชนที่นำพืชผลมาขาย เกิดการพัฒนาสูตรร่วมกันโดยใช้วัตถุดิบในจริงใจ Farmers’ Market 

  จากเดิมที่มีแค่รสมะพร้าวอ่อน ตอนนี้ขนมบ้าบิ่นแม่รำไพมีทั้งรสกล้วยหอม มันม่วง และใบเตยที่ขายดีเทน้ำเทท่าถูกใจลูกค้า จนหลานชายแม่รำไพต้องลาออกจากงานประจำมาช่วยขาย จากยอดขายวันละหลักร้อย กลายเป็นวันละหลายหมื่นบาท ทุกวันนี้ขนมบ้าบิ่นแม่รำไพได้มาขายไกลถึงห้างเซ็นทรัลสาขาต่างๆ ในกรุงเทพฯ 

จริงใจ Farmers’ Market เปิดทำการมากว่า 7 เดือน มีเกษตรกรเข้าร่วมจาก 54 ชุมชน จำนวน 350 ครัวเรือน มียอดขายรวมของตลาดกว่า 22 ล้านบาท สร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ จากเดิมที่รายได้ต่อหัวต่อเดือนอยู่ที่ 13,500 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 42,850 บาทต่อเดือน

“นอกจากอุดรธานี ในปีนี้กลุ่มเซ็นทรัลเปิดโครงการจริงใจ Farmers’ Market เพิ่มที่เชียงราย ขอนแก่น พะเยา และมีแผนที่จะขยายโครงการไปอีก 10 แห่ง ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคของประเทศภายในสิ้นปีนี้” คุณพิชัยเล่าทิ้งท้าย

05

ปลอดภัยจากมือชาวไร่สู่มือผู้บริโภค

พืชผักทุกชนิดที่ขายในจริงใจ Farmers’ Market เป็นผลผลิตทางการเกษตรที่ปลอดภัย เพราะตลาดแห่งนี้ทำงานร่วมกับสาธารณสุขจังหวัดและมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ในการตรวจสอบสารพิษที่ปนเปื้อนอยู่ในสินค้า

พี่หอม-ประสงค์ ปู่เพ็ง General Manager-Centrality Project (Local sourcing) เล่าให้เราฟังว่า ทีมงานของจริงใจ Farmers’ Market จะลงไปตรวจสอบการปนเปื้อนของสารพิษตั้งแต่ในดิน ที่แปลงผักของเกษตรกรแต่ละไร่ เพื่อให้มั่นใจว่าพืชผลที่ส่งเข้ามานั้นปลอดภัยต่อผู้บริโภคจริงๆ

“นอกจากการตรวจสารพิษที่แปลงผักของเกษตรกรแล้ว เรายังมีจุดตรวจสอบความปลอดภัยที่จริงใจ Farmers’ Market โดยมีน้องๆ นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี มาช่วยสุ่มตัวอย่างสินค้าตรวจสอบด้วยชุดตรวจ GT-Pesticide Residue Test Kit ซึ่งเป็นชุดทดสอบยาฆ่าแมลงและสารพิษตกค้างในผักผลไม้ในอาหารเป็นประจำทุกวันเสาร์-อาทิตย์

จริงใจ Market ตลาดที่เกษตรกรชุมชนได้ขายผักผลไม้ปลอดภัยโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง

“เมื่อตรวจสารพิษเสร็จ เราจะมีป้ายประกาศให้ผู้บริโภครับทราบว่าพืชผลชนิดไหนของเกษตรกรเจ้าใดบ้างที่ผ่านการตรวจสอบแล้วว่าไม่มีสารพิษตกต้าง ถ้าสินค้าชนิดใดไม่ผ่านการทดสอบ เราจะงดจำหน่ายทันที และไม่นำสินค้าชนิดนั้นขึ้นชั้นวางจนกว่าจะตรวจสอบจนมั่นใจว่าไม่มีสารพิษตกค้างอีก”

ที่ผ่านมา ตรวจพบสารพิษตกค้างจากพืชผลที่เกษตรกรนำมาขายที่จริงใจ Farmers’ Market น้อยมาก สำหรับรายที่ตรวจพบ ทีมงานจะเข้าไปพูดคุยกับเกษตรกรและช่วยหาสาเหตุว่าสารพิษตกค้างเหล่านั้นมาจากไหน หากเกษตรกรไม่ได้ใช้ยาฆ่าแมลง สารพิษอาจมาจากแปลงข้างเคียงหรือเปล่า 

จริงใจ Market ตลาดที่เกษตรกรชุมชนได้ขายผักผลไม้ปลอดภัยโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง

“การวิเคราะห์ตรงนี้จะช่วยให้เกษตรกรรู้แนวทางป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำ และเป็นการย้ำให้เกษตรกรรับทราบถึงความเข้มงวดในแง่ความปลอดภัยของตลาดแห่งนี้” พี่หอมอธิบายพร้อมหยิบขนมตาลสีสวยในกระทงใบตองให้เราลองชิม

ขนมตาลในมือหวานหอมและเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ จริงใจ Farmers’ Market ตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหาถุงพลาสติก ที่นี่จึงงดแจกถุงหูหิ้วพลาสติกให้ลูกค้ามาตั้งแต่เปิดตลาด

เรามองไปยังชั้นวางผลิตภัณฑ์ของพี่น้องเกษตรกรชุมชน ที่ล้วนห่อหุ้มด้วยวัสดุธรรมชาติ แล้วก็นึกถึงคำพูดของแม่ตวงที่แปลงผักว่า “เกษตรกรไทยทุกวันนี้พร้อมพัฒนาความรู้และคุณภาพสินค้า องค์กรใหญ่ต่างๆ ก็พร้อมช่วยสนับสนุน เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงกันในวงจรเศรษฐกิจอย่างเข้าอกเข้าใจ ยั่งยืน และปลอดภัยตั้งแต่ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง”

‘เซ็นทรัล ทำ’ (Central Tham) คือโครงการที่ทุกคนในองค์กรเซ็นทรัลร่วมมือกัน ‘ทำ’ ภายใต้แนวคิด CSV (Creating Shared Values) เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างชุมชน และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแก่พนักงานและสังคมอย่างยั่งยืน

โดยจัดทำโครงการที่สอดคล้องกับกรอบแนวคิดความยั่งยืนขององค์กร (Sustainable Framework) ใน 4 ด้าน คือ

People (การศึกษาและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คน) Prosperity (การสร้างรายได้ให้ชุมชนในเรื่องการพัฒนาสินค้าชุมชน) Planet (คุณภาพสิ่งแวดล้อม) และ Peace and Partnership (ความสงบสุข ศิลปวัฒนธรรม และความร่วมมือ) เพื่อพัฒนาสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

รักอิสระ มุกดาม่วง

เป็นคนจังหวัดอุดรธานี-ถิ่นภาคอีสาน โดยกำเนิด รักอิสระเคยดร็อปเรียนตอนมัธยมแล้วไปเป็นเด็กล้างจานที่ร้านอาหารไทยในอเมริกา 1 ปี ชอบเดินทางท่องเที่ยว ถ่ายรูป และสนใจภาพเชิงสารคดีเป็นพิเศษ

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

ในช่วง 2 ปีมานี้ มีคนใจดีลุกขึ้นมาทำจิตอาสาเยอะแยะไปหมด The Cloud เองได้เล่าเรื่องราวของจิตอาสามาแล้วมากมาย ทุกคนล้วนแล้วแต่มีความเชี่ยวชาญ และความตั้งใจที่จะช่วยเพื่อนร่วมสังคมฝ่าฟันวิกฤตการณ์โรคระบาดโควิด-19 ในด้านต่างๆ ด้วยวิธีการตามความถนัดและกำลังที่แต่ละคนพอจะแบ่งปันได้

วันนี้อยากพากลุ่มจิตอาสากลุ่มเล็กๆ ชื่อ ‘1+1 Homerun and Friends for Home Isolation’ หรือเรียกสั้นๆ ได้ว่า ‘Homerun 1+1’ มาแนะนำตัวให้ทุกคนรู้จัก ผ่านการพูดคุยกับ เปิ้ล-ชนิยา นาคะลักษณ์ หรือ เปิ้ล Homerun ผู้เป็นทั้งผู้บริหารและนักวิจัยเชิงคุณภาพที่บริษัท โฮมรัน กรุ๊ป บริษัทวิจัยการตลาดที่มีนักการตลาดต่อคิวอยากร่วมงานด้วยมากมาย และวันนี้เธอก็เพิ่มงานหัวหน้าทีมจิตอาสา Homerun 1+1 นี้เข้าไปในตารางงานประจำวันอีกหนึ่งงาน

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

Homerun 1+1 เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ประชาชนยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือกันเอง แม้จะเป็นกลุ่มเล็กๆ ช่วยเหลือคนได้หลักพัน แต่ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้มีอาชีพทำความเข้าใจความต้องการของผู้คนเห็นว่าไม่สนใจไม่ได้

ณ วันที่คุยกัน Homerun 1+1 มีเคสผู้ป่วยที่พวกเขาให้ความช่วยเหลือสะสมอยู่ที่ 2,290 ครัวเรือนหรือ 9,160 คน หากเฉลี่ยว่า 1 ครัวเรือนมีสมาชิก 4 คน 

Homerun 1+1 ดูแลทั้งผู้ป่วยโควิด-19 และคนรอบๆ ผู้ป่วยที่แม้จะยังตรวจไม่เจอไวรัส แต่ก็ใจแป้วไปถึงตาตุ่มแล้ว โดยการเพิ่มปัจจัยบวกให้พวกเขาได้มีโอกาสเยียวยาตัวเอง

Homerun 1+1 ใช้เครื่องมือของนักวิจัยการตลาด อย่าง Deep Listening หรือการฟังอย่างเข้าใจ และวิเคราะห์ความต้องการจริงๆ ของผู้พูด เพื่อมาออกแบบความช่วยเหลือแบบเฉพาะครอบครัว เฉพาะบุคคล 

เปิ้ลอธิบายว่า “มันคือการอ่านระหว่างบรรทัด ใช้ใจสัมผัสมากกว่าใช้สมอง การแจกข้าวกล่องทำให้เขาอิ่มท้องเป็นมื้อๆ แต่เจตนารมณ์ในการจะพาคนออกจากทุกข์ ในวันที่เขาอ่อนแอที่สุด มันจะช่วยเขาอย่างยั่งยืนได้”

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

นักอ่านระหว่างบรรทัด

การรู้จักผู้บริโภคเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นๆ ในงานด้านการตลาด 

นักวิจัยการตลาดคือผู้เข้าใจและรับรู้สิ่งที่ผู้บริโภคต้องการแม้ไม่ได้พูด แล้วนำมาวิเคราะห์ เพื่อให้นักการตลาดเสนอสินค้าเพื่อตอบความต้องการนั้นได้

เปิ้ลเป็นนักวิจัยการตลาดมาหลายสิบปี เชี่ยวชาญเรื่องการอ่านใจคน ผ่านการฟังทั้งสิ่งที่ถูกพูดและไม่ถูกพูด หรือแม้จะพูดแต่จริงๆ แล้วเป็นการพูดเพื่อปิดบังเรื่องที่ไม่อยากพูดถึง แล้วนำมาวิเคราะห์ ว่าสิ่งที่ได้ยินคืออะไร สิ่งที่ไม่ได้ยินคืออะไร

“เลยได้เข้าใจว่าแม้ความเจ็บปวดเกิดขึ้นในทุกเรื่อง ในทุกจังหวะของชีวิตอยู่แล้ว แต่เรื่องโควิดเป็นแผลที่ไม่ได้รับการเยียวยา” เปิ้ลเล่าสิ่งที่เธอค้นพบจากการคุยกับผู้คนในยุคสมัยที่โควิด-19 เข้ามาเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในสังคม

ด้วยสายตานักวิจัย เปิ้ลบอกว่า “เรื่องจิตใจเป็นมุมที่หลายคนหลงลืมโควิด-19 ทำให้หลายหัวใจเจ็บปวดมาก”

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

ตามหลักทางวิทยาศาสตร์ มนุษย์ต้องการความปลอดภัยทางร่างกาย ต้องการความเติมเต็มด้านปัจจัย 4 แล้วถึงจะคำนึงเรื่องความสบายใจ

แต่เปิ้ลพบว่าหลายครั้ง เวลาเกิดมีปัญหามากระทบ สิ่งแรกที่สั่นไหวคือจิตใจ และแม้ร่างกายกับปากท้องจะได้รับการดูแลแล้ว บางครั้งจิตใจก็ยังไม่หายดี

นอกจากความช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรมแล้ว Homerun 1+1 จึงดูแลไปถึงใจด้วย 

เปลี่ยนจากเป็นผู้ดู มาเป็นผู้เล่น

เปิ้ลและทีมงานเริ่มโครงการ Homerun 1+1 ตอนยังไม่มีระบบการรับคนไข้แบบศูนย์พักคอยและการรักษาแบบ Home Isolation 

ความช่วยเหลือยังมีให้อย่างจำกัด ยังมีคนที่โรงพยาบาลไม่รับเข้ารักษาเพราะว่าไม่เข้าเกณฑ์ หรือเทียบกับคนอื่นแล้ว มีคนที่อาการหนักกว่าอยู่เยอะมาก

“จังหวะนั้นการติดเชื้อควบคุมยากแล้ว มีคนป่วยเยอะมากที่ไม่ผ่านเกณฑ์ได้รักษาในโรงพยาบาล แต่ญาติหรือครอบครัวเขารอไม่ได้ เขาทนไม่ได้ที่จะไม่ทำอะไรเลย” เปิ้ลบอกถึงเหตุผลที่เปลี่ยนจากผู้ดูและตั้งคำถาม มาเป็นผู้เล่นที่อยากพาคนออกจากความทุกข์นั้น

แล้วก็เล่าต่อว่า “เราเริ่มจากการดูแลกายด้วยการแจกยา ช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจด้วยการแจกอาหารไปกับยาด้วย ของที่เราให้คือปัจจัยบวกที่ใส่เข้าไปในชีวิตเขา และผลจากสิ่งเหล่านั้นเรากำหนดไม่ได้

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ
Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

“แต่เมื่อเขาได้รับกล่องจากเรา สิ่งที่เขาได้รับแน่ๆ คือความอุ่นใจว่าเขาไม่ได้สู้อย่างเดียวดาย ความเจ็บปวดทางใจมันดีขึ้นได้ทันที เขารู้ว่าเขามีคนรับฟัง ชีวิตมันมีความหวัง ”

“พี่คือรายแรกที่ติดต่อกลับมาเลย”

“ขอบคุณนะคะ หนูไม่มีใครเลย”

คือถ้อยคำที่จิตอาสา Homerun 1+1 ได้ยินเสมอ จิตอาสามือใหม่ไฟแรงกลุ่มนี้ จึงโดดเด่นเรื่องความไว พอได้รับเคสก็จะรีบโทรทันที และส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะได้รับความช่วยเหลือในชั่วข้ามคืน 

เปิ้ลบอกว่า “เขาเห็นเราเป็นที่พึ่ง เราต้องรีบไป”

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ
Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

นอกจากความไวแล้ว เปิ้ลยังเล่าความพิเศษของจิตอาสา Homerun 1+1 ให้ฟังอีกว่า “จิตอาสาของเราไม่ใช่แบบเข้ามาแล้วจากไป เพราะเราเชื่อว่าโรคมันไม่หยุดพัฒนา ยาที่ให้ไปจะต้องคอยติดตามและรักษาตามอาการ เฉลี่ยอยู่ที่สองถึงสามครั้ง คนที่อาสาเข้ามาส่วนใหญ่ก็จะเป็นแนวเจ๊าะแจ๊ะ โทรไปถามอาการ หรือไลน์คุยกับลูกเคสจนสนิทสนมกันไป”

จิตอาสากลุ่มแรกคือคนในบริษัท Homerun Group ที่เปิ้ลเป็นผู้บริหารอยู่ แต่จากที่คิดว่าจะมีวันละ 3 เคส เอาเข้าจริงมีเคสติดต่อเข้ามาวันละเฉลี่ย 60 เคส เปิ้ลจึงเปิดรับสมัครจิตอาสาเพิ่ม

 จิตอาสาที่ยกมือเข้ามาก็มีทั้งคนรู้จัก เช่นคนที่เคยร่วมงานกัน แต่ก็มีคนที่ไม่เคยรู้จักกับเปิ้ลหรือ Homerun Group เลยด้วย Homerun 1+1 จึงมีจิตอาสาจากทั้งสายนักวิจัย นักการตลาด สาย Coaching บางคนเป็นคนที่เคยป่วยแล้วหายก็มาเป็นจิตอาสา เขาบอกเปิ้ลว่าอยากจะส่งต่อความช่วยเหลือที่ได้รับให้กับผู้ที่ยังต้องการ

อาสาดูแลใจ

“เราบอกจิตอาสาให้ดูแลลูกเคสดั่งลูก” เปิ้ลพูดถึงนโยบายหลักของกลุ่ม 

“เพราะเวลาที่คนรู้ตัวว่าติดโควิด เขาต้องการคนแคร์ เวลาโทรหาเขาก็อย่าถามแค่เรื่องอาการ แต่ให้ถามไปถึง อาหารการกิน และสภาพจิตใจด้วย”

เปิ้ลเล่าว่าจิตอาสาแต่ละคนก็มีเทคนิคเฉพาะตัว เป็นการสร้างสัมพันธ์กันแบบเพื่อน ไม่ใช่แบบหมอกับคนไข้ ซึ่งเท่าที่เห็นผู้ป่วยจะกล้าถาม กล้าซักมากกว่า 

ดูได้จากคำถาม เช่น ‘หนูเอาหมาออกไปอึนอกบ้านไม่ได้ หมาหนูฝึกมาให้อึนอกบ้านเท่านั้น พอหนูเป็นโควิด หมาก็เลยไม่ได้อึมาสองวัน หนูจะทำยังไงดี’ 

เปิ้ลสวมหมวกนักวิจัยแล้ววิเคราะห์ว่า “ถ้าเป็นชีวิตปกติ เราก็คงหาทางออกได้ แต่นี่เขาต้องมาถามเรา ความมั่นใจมันหายไป สูญเสียตัวตนไปชั่วคราว หน้าที่เราก็คือต้องกอบความมั่นใจขึ้นมาก่อน จะไปบอกให้เขาฮึบๆ อย่างเดียวมันไม่ได้ ”

เคสนี้จิตอาสาจึงแนะนำไปว่า ‘เอาแบบนี้ไหม เราออกไปตอนที่คนอื่นยังไม่ออกจากบ้าน สักตีสี่ ตื่นมาเอาหมาออกไปก่อน หมาจะได้อึ’

เปิ้ลเชื่อว่าบทสนทนาที่มอบความเห็นอกเห็นใจ และเชื่อมโยงคนเข้าด้วยกันแบบนี้ ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกโดดเดี่ยว แล้วเขาก็จะค่อยๆ เผยออกมาว่าเขาต้องการอะไรบ้าง ทำให้ทีมจิตอาสาช่วยเหลือเขาได้มากขึ้น

คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด
คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด

เหมือนกับงานวิจัยที่การจะทำความเข้าใจสิ่งที่เขาขาดต้องอาศัยข้อมูลแวดล้อมเยอะมาก 

การสอบสวนโรคทางใจคือการต้องเปิดใจและรับฟัง สิ่งที่สำคัญกว่าลิสต์คำถาม คือการฟังระหว่างบรรทัดว่าเขาต้องการอะไร

นอกจากคำถามหลักเช่นอายุเท่าไหร่ ฉีดวัคซีนหรือยัง มีโรคประจำตัวหรือเปล่า ที่บ้านอยู่กันกี่คน เปิ้ลบอกว่าเมื่อคุ้นเคยกันแล้วอาจจะได้ข้อมูลเพิ่ม 

เปิ้ลเล่าว่า ถ้าคุยแล้วพบว่าที่บ้านนั้นมีเด็ก Homerun 1+1 ก็จะแจกของเล่น ขนม สีวาดเขียน เกมอะไรต่างๆ แถมไปด้วย 

“ฟีดแบ็กที่เราได้คือพ่อแม่ถ่ายรูปมาเป็นรูปที่ลูกเขายิ้มตอนเปิดกล่องแล้วเจอของเล่น เขามีความสุขกว่าเรื่องที่ตัวเองได้รับความช่วยเหลืออีก” เปิ้ลเล่าเสียเราเห็นภาพรอยยิ้มน้อยๆนั้นไปด้วย

“หรือถ้าเขาเล่าว่าเขาอยู่บ้านเช่า ประโยคนี้คือประโยคที่มีมูลค่า เราก็จะได้รู้ว่าเขาอาจจะขาดแคลนอาหารหรือมีพื้นที่จำกัด ห้องน้ำอาจจะห้องน้ำเดียว” เปิ้ลอ่านบริบทนี้อย่างตั้งใจไม่แพ้เวลาทำวิจัยให้สินค้าอุปโภคบริโภค

แถมยังแบ่งปันเคล็ดลับให้เอาไปใช้กันได้ด้วย เปิ้ลบอกว่า “อย่างรูปที่เขาใช้ใน LINE ก็บอกอะไรได้หลายอย่าง บางคนโพสท่าแบบเปรี้ยวจี๊ดเลย เราก็จะเดาว่าเขาเป็นสายโซเชียล ก็น่าจะมีศักยภาพในการคุยตอบโต้ทางไลน์ได้ เข้าถึงข้อมูลใหม่ๆ ไวๆ ได้” 

คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด

ให้ยาหัวใจ

มาถึงระลอกที่ 4 กันแล้ว หลายๆ คนคงนึกภาพออกว่า เวลาใครรู้ตัวว่าเป็นโควิดมักจะช็อก เปิ้ลให้นิยามว่าอาการใกล้เคียงกับตอนรู้ว่าเป็นมะเร็ง หรือเวลาที่รู้ว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยงก็จะตกใจจนทำอะไรไม่ถูก

ความสับสนมักเกิดขึ้นเมื่อมีอาการเหมือนเป็นโควิด-19 ทุกอย่าง แต่ตรวจแล้วไม่พบเชื้อ หรือบางคนตรวจแต่ละครั้งผลไม่เหมือนกัน

ในระบบสาธารณสุขแบบเป็นทางการที่ต้องอาศัยตัวชี้วัด จะถือว่าคนเหล่านี้ไม่เป็นคนไข้โควิด-19 แต่สำหรับที่ Homerun 1+1 จะชวนให้ดูร่างกาย เช่น เริ่มมีอาการ มีน้ำมูก เริ่มไอ แม้จะตรวจแล้วได้ผลว่าไม่ติดเชื้อก็ขอความช่วยเหลือเพื่อเริ่มรักษาได้ 

แต่บางคนก็เชื่อเครื่องมากกว่าอาการ

เปิ้ลเล่าว่า “บางคนเป็นกลุ่มเสี่ยงและมีอาการทุกอย่าง แต่ก็ไม่เชื่อว่าตัวเองเป็นเพราะเครื่องบอกว่าไม่เป็น เลยยังไม่ยอมกินยา อาสาของเราต้องไปถามหมอว่า ถ้าเป็นแบบนี้ หมอคิดว่าติดไหม ให้หมอตอบแล้วเราก็สแนปหน้าจอส่งไปให้ ถ้าเป็นหมอพูดเขาก็พอจะเชื่อ” 

และบางคนที่ไม่มีอาการแล้ว แต่ใจมันยังไม่หาย เปิ้ลก็ยินดีให้ยาต่อเป็นยาใจ

“บางครั้งจิตอาสาก็โดนเหวี่ยงว่ากินยาแล้วไม่ได้ดีขึ้น คนไข้เริ่มอารมณ์เสียเพราะคนอื่นดีขึ้นแต่เขาไม่ดีขึ้น เราค้นพบว่าทางออกที่จะทำให้สบายใจกันมากขึ้นคือเราจะส่งยาไปให้เพิ่ม แล้วก็ส่งวิตามินซีไป เขาก็รู้สึกดีขึ้น รู้สึกว่าได้รับการรักษาเพิ่มเติม ไม่นานก็บอกว่าหายแล้ว” 

ตามที่รู้กัน ภูมิต้านทานของคนเราแข็งแรงจากสภาวะร่างกาย การพักผ่อน และจิตใจ 

ใครก็รู้ว่าเวลาจิตตก อะไรๆ มันก็พร่อง 

เปิ้ลเลยเชื่อว่าถ้าเข้าใจธรรมชาติของจิตใจ เราให้ยาเขาไปมันก็จบ แต่ถ้าเราไม่ให้ยาเขา เขาจะไม่มีวันบอกว่าเขาหาย

เปิ้ลบอกว่า “อย่าไปต่อต้าน เพราะนาทีนี้มันเป็นเวลาที่เขาอ่อนแอและกังวล ถ้าเป็นบริบทการทำงาน ลูกน้องมาบอกว่าหนูเป็นอย่างนี้ๆ เราอาจจะยืนยันกลับไปว่าไม่เธอไม่เป็น พี่ไม่ให้ยา พี่ไม่ช่วย แต่ในวันที่เขาอ่อนแอมากๆ มันจำเป็นที่จะต้องดูแลใจ เพราะท้ายที่สุดโรคนี้มันเป็นโรคที่ต้องมีภูมิต้านทาน

คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด

“คนเรามีศักยภาพในการทนความทุกข์ได้ไม่เท่ากัน” เปิ้ลบอกจากประสบการณ์

“สิ่งที่เราทำได้คือ เพิ่มพลังบวกเข้าไปผ่านทางจิตอาสา ถ้าจิตอาสามีกระแสบวกในตัว เขาก็จะไปส่งต่อให้ผู้ป่วยและผู้ป่วยก็จะส่งต่อให้กับคนรอบข้างได้ 

“และสุดท้าย เชื่อไหมว่าจิตอาสาหลายคนบอกว่าได้รับพลังบวกจากลูกเคสกลับมา มากกว่าที่ให้เขาไปเสียอีก” เปิ้ลเล่าอย่างผู้รวยพลังบวก

ใช้ใจเป็นยา

ด้วยธรรมชาติของไวรัสทำให้ผู้ป่วยโควิด-19 ต้องโดดเดี่ยว ทั้งๆ ที่กายก็ป่วย ทำให้ใจก็อ่อนแอ

การดูแลแบบที่เราเห็นๆ กันชวนให้เปิ้ลคิดว่า มันจำเป็นต้องเป็นอย่างนั้นเสมอไปไหม 

เปิ้ลยกตัวอย่างว่าเวลาใครตรวจแล้วเจอว่าเป็นโควิด-19 คนรอบข้างจะหวาดกลัว ใครๆ ก็ถอยห่าง และอาจโดนรับตัวให้อยู่โรงพยาบาลทันที หลังจากนั้นผู้ป่วยก็จะไม่เจอใครไปสักพัก นอกจากมนุษย์ที่แต่งตัวเหมือนนักบินอวกาศ 

ในขณะที่ถ้าผู้ป่วยอยู่บ้านและเข้าระบบ Home Isolation ได้ ก็จะได้อยู่ในโลกปกติ

เปิ้ลเล่าว่า “มีเคสคุณยายที่ป่วยติดเตียงเป็นโควิด ลูกสาวที่ดูแลใกล้ชิดมาตลอดมาขอชุด PPE จากเรา เราก็ทักว่าคุณดูแลคุณแม่มาใกล้ชิดขนาดนี้ เราคิดว่ายากมากที่จะไม่ติด ใส่ชุด PPE ไปก็ไม่น่าจะช่วย จะทำให้คุณแม่จะนึกว่ามีนักบินอวกาศมาดูแลเสียเปล่าๆ ให้แม่เห็นว่าลูกสาวมาดูแลน่าจะดีกว่า

“คนที่สุขภาพแข็งแรง ไม่ได้มีโรคที่มีความเสี่ยง อย่างเบาหวาน ความดัน เราก็สามารถเพิ่มภูมิ ลดโอกาสจะติดเชื้อไวรัส และอยู่บ้านร่วมกับผู้ป่วยอย่างระมัดระวังได้” เปิ้ลชวนคิด 

อีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้ใจไม่สั่นไหวจนเกินควร เมื่อรู้ว่าตัวเองหรือคนใกล้ตัวติดโควิดคือการเตรียมใจ วางแผนซ้อมใหญ่ว่าถ้าหากติดโควิดแล้วเราจะเตรียมอะไรบ้าง จะให้ผู้ป่วยอยู่ห้องไหน แยกใครไว้ที่ไหนบ้าง จะต้องโทรเบอร์อะไรบ้าง ต้องกินยาอะไรบ้าง 

เปิ้ลบอกว่า “อยากเปรียบเทียบเหมือนตอนที่จะคลอดลูก หมอจะบอกให้จัดกระเป๋าที่มีของจำเป็นเตรียมไว้ มีเบอร์หมอเตรียมไว้ เมื่อมันเกิดขึ้นจริงเราจะได้เห็นภาพเป็นขั้นตอน”

จิตอาสาที่ Homerun 1+1 เคยสำรวจว่า อะไรคือสิ่งที่คนไข้อยากทำมากที่สุดหลังจากหายป่วย ผลการสำรวจออกมาว่า ‘การกินหมูกระทะ’ คือสิ่งที่คนอยากทำมากที่สุด

มองอย่างนักการตลาดอาจจะทำแคมเปญโปรโมชันลด แลก แจก แถมหมูกระทะ แบบส่งทั้งหมูและกระทะฟรีถึงบ้าน 

แต่มองอย่างนักวิจัยเชิงลึก เปิ้ลบอกว่า “มันสื่อถึงการได้กลับมาอยู่ร่วมกัน และได้ทำกิจกรรมร่วมกันของคนในครอบครัว 

“เขามองว่ามันเป็นการฉลองชีวิต”

1+1 

1+1 เท่ากับเท่าไหร่ ?

“1 คือคนที่มีเจตนารมณ์จะเพิ่มปัจจัยบวกเข้าไปในสถานการณ์นี้ และเจตนารมณ์ที่ว่ามันมีพลังมากจนทำให้มีอีก 1 คนหรือมากกว่ายกมือขึ้นมาร่วมกับเรา

“แต่ถ้าเราไปควบคุมหรือคาดหวังผลลัพธ์เมื่อไหร่เราจะแพ้”

เปิ้ลบอกเราด้วยเชื่อว่า เวลาตั้งใจจะทำอะไรเราทำได้แค่บวก แต่จงอย่าไปกะเกณฑ์กับผลลัพธ์ที่จะได้

หรือจะมองว่า 1+1 เป็นมิติจิตอาสากับผู้ป่วยก็ได้ แต่ผลลัพธ์คือเท่าไหร่อันนี้ก็ป่วยการจะไปตั้งความหวังด้วยเหมือนกัน

เปิ้ลบอกว่า “เราทำได้แค่เติมปัจจัยบวกให้กับผู้ป่วยแต่เขาจะตอบสนองแค่ไหน หรือผลลัพธ์ด้านสุขภาพเขาจะเป็นอย่างไรมันก็เกินอำนาจที่เราจะไปควบคุม”

“ทีมจิตอาสาของเราต้องคอยเตือนตัวเองอยู่เรื่อยๆ ว่า มันไม่ใช่งานที่เราต้องไปบีบบังคับให้ได้ผลลัพธ์อย่างที่เราคาดหวัง เราจะเอาภาพที่ต้องการแล้วไปบังคับให้เขากินยาแบบที่เราบอกมันไม่ได้ 

“คนป่วยแต่ละคนเขาก็มีพื้นฐานร่างกาย ความเชื่อ และจังหวะชีวิตแบบของเขา เราอาสาเข้ามาช่วย จงให้ใจที่จะเดินไปพร้อมกับเขา” 

อะไรคือเรื่องที่ยากที่สุดในการทำจิตอาสา ?

นักกิจกรรมตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยอย่างเปิ้ลตอบว่า “การทำจิตอาสาทำให้เราได้เตือนตัวเองให้ทำตัวเล็กลง ต้องเคารพคนที่เข้ามาอาสาร่วมทาง แล้วก็ต้องยอมที่จะไม่ได้ดั่งใจทุกเรื่อง ต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน และเตือนตัวเองบ่อยๆ ว่าเขาอาสาเข้ามา เขามีจังหวะชีวิตของเขา และเราควบคุมทุกอย่างไม่ได้”

เปิ้ลชวนให้คิดว่าในสังคมที่เรามีคนใจดีเยอะมากพอๆ กับคนที่ต้องการความช่วยเหลือ คุณค่าไม่ได้อยู่ที่ปริมาณงานหรือตัววัดผลในการทำความดี แต่อยู่ที่ความปรารถนาดีที่เราจะหยิบยื่นให้กัน

แม้ภารกิจยังไม่จบ แต่เปิ้ลก็บอกว่ารู้สึกอิ่มใจกับภารกิจจิตอาสาขนาดเล็กนี้แบบเต็มหัวใจ 

“ขอบคุณสองพันกว่าครอบครัวที่อนุญาตให้เราได้เข้าไปในบ้านเขาผ่านรูปผ่านบทสนทนา ได้เห็นเรื่องราวของเขา จากที่เป็นคนแปลกหน้า ก็มาเปิดใจเล่าเรื่องความรู้สึกที่ลึกๆ ให้เราฟัง” 

เปิ้ลบอกว่า “วันนี้เรามีลูกเคสประมาณสี่สิบครัวเรือนต่อวัน เทียบกับสิบเจ็ดล้านครัวเรือนทั่วประเทศมันเล็กน้อยมาก ถ้าวันหนึ่งเงินบริจาคหมด หรือคนไข้หมดเราก็ต้องเลิก เราคงไม่ไปต่อสู้เพื่อจะทำต่อไปเรื่อยๆ”

Homerun 1+1 ไม่ได้ตั้งใจจะลุกขึ้นมาเปลี่ยนโลก แต่มีเจตนารมณ์ตั้งใจให้คนพ้นจากทุกข์ แม้จะรู้ว่าการเห็นคนอื่นทุกข์แล้วเก็บมาทุกข์จนอยากจะลุกขึ้นมาจัดการมัน นั่นก็เป็นการพยายามจะควบคุมผลลัพธ์ในรูปแบบหนึ่ง 

“แต่มันเป็นธรรมชาติ เราปล่อยมันไป เดี๋ยวเราก็เรียนรู้ เราไม่ต้องไปตั้งเป้าว่าจะให้ใครมาบอกว่าเราเป็นคนดี แต่เจตนารมณ์ที่เรามี มันจะเปลี่ยนเรา” เปิ้ลกล่าวอย่างนักวิจัยที่รู้จักใจด้วยเอง

คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด

Writer

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

คนกรุงเทพฯ ที่มีความสนใจหลากหลายตั้งแต่เรื่องมนุษย์ไปจนถึงเรื่องนอกโลก ทำงานโฆษณาเป็นอาชีพ แต่ก็ยังอยากทำอะไรอีกหลายอย่าง ชอบบทสนทนาดีๆ ที่มากับกาแฟอุ่นๆ เป็นที่สุด

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load