The Cloud x Central Tham

รู้ไหมว่าจากไร่ต้นกำเนิด ผักผลไม้ต้องเดินทางไกลแค่ไหนกว่าจะมาถึงมือพวกเราในเมือง

พืชผลสดใหม่จากมือชาวไร่จะถูกส่งไปยังศูนย์รวมสินค้าเกษตรท้องถิ่น เดินทางต่อไปยังตลาดค้าส่งในหลากหลายพื้นที่ จากนั้นมุ่งหน้าสู่ตลาดค้าปลีก ก่อนจะมาอวดสายตาบนชั้นจำหน่ายสินค้าในที่สุด 

การเดินทางอันยาวไกลทำให้พืชผลที่เกษตรกรขายออกจากไร่ด้วยราคากิโลกรัมละ 3 บาท สามารถมาถึงมือผู้บริโภคอย่างเราด้วยราคาที่สูงถึงกิโลกรัมละ 30 บาท เพราะกำไรแต่ละทอดที่พ่อค้าคนกลางบวกเข้าไปจากค่าขนส่ง ไม่ใช่แค่แพงระยับ แต่ค่าขนส่งระยะไกลเหล่านี้ยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือ Carbon Footprint จำนวนมหาศาล ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของภาวะโลกร้อน

ทั่วโลกจึงเกิด Farmers’ Market ทางเลือกในการซื้อพืชผลโดยตรงจากเกษตรกรท้องถิ่นขึ้น เพื่อชวนให้ผู้บริโภคเลือกกินเลือกใช้สินค้าที่ผลิตในพื้นที่ละแวกบ้านก่อน เมื่อไม่ต้องขนส่งไกล พืชผลใน Farmers’ Market จึงสดใหม่จากไร่ แถมยังเป็นการเพิ่มรายได้ให้ชุมชน เพราะผลผลิตทางการเกษตรส่วนใหญ่มาจากเกษตรกรรายย่อย

ตอนนี้ที่จังหวัดอุดรธานีมีโครงการน่ารักชื่อ ‘จริงใจ Farmers’ Market’ ตลาดขายผักผลไม้ปลอดภัย ปลอดสารพิษ และผลผลิตเกษตรอินทรีย์ที่จริงใจสมชื่อ เพราะนอกจากจะเป็นตลาดที่เปิดโอกาสให้เกษตรกรชุมชนมาพบปะผู้ซื้อได้โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางแล้ว โครงการนี้ยังช่วยเกษตรกรท้องถิ่นพัฒนาผลผลิตตั้งแต่ต้นจนถึงปลายน้ำ

จริงใจ Farmers’ Market’
จริงใจ Farmers’ Market’

จริงใจ Farmers’ Market ดำเนินการโดยบริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด ภายใต้โครงการ ‘เซ็นทรัล ทำ’ (Central Tham) ที่มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างชุมชน และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน ด้วยแนวคิด Creating Shared Value (CSV) หรือการสร้างสรรค์คุณค่าให้กับสังคม เพื่อสร้างพื้นที่แห่งความสำเร็จร่วมกันระหว่างธุรกิจและสังคม

The Cloud จึงอยากชวนคุณไปภาคอีสาน เยี่ยมแหล่งผลิตผักเพื่อพูดคุยกับชาวไร่และทีมงานจริงใจ Farmers’ Market ไปดูพลังของตลาดที่เปิดโอกาสให้เกษตรกรได้พัฒนาความรู้ ทั้งในเชิงเกษตร การขาย และวิธีเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตทางการเกษตรจากไร่ชุมชนเล็กๆ ที่นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนอย่างยั่งยืน

01

ผักสดจากไร่

  “ชาวบ้านแถวนี้ปลูกผักและทำนามาตั้งแต่แม่จำความได้ อ่างเก็บน้ำทำให้เรามีน้ำกินใช้ตลอดทั้งปี” แม่ตวง-ตวงพร พาแสง หัวหน้ากลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มปลูกผักตำบลนาดี เริ่มเล่าขณะพาเราเดินฝ่าแดดไปชมแปลงผักที่ออกดอกผลเขียวขจีแปลงใหญ่

ที่นี่คือเกษตรแปลงใหญ่บริเวณอ่างเก็บน้ำกุดลิงง้อ ตำบลนาดี อำเภอเมืองอุดรธานี ที่ปลูกพืชผักนานาชนิดส่งตลาดในเมืองมานานกว่า 60 ปี ก่อนจะมีอ่างเก็บน้ำ ชาวบ้านทำนาหน้าฝนและปลูกผักช่วงหน้าแล้ง เป็นวัฏจักรเช่นนี้เรื่อยมา ความสมบูรณ์ของพืชพันธุ์แปรผันตามฟ้าฝนแต่ละขวบปี

จริงใจ Farmers’ Market’

เมื่ออ่างเก็บน้ำแห่งนี้สร้างเสร็จใน พ.ศ. 2501 ชาวบ้านสามารถทำการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะมีน้ำสำรองไว้ใช้ แม่ตวงเล่าย้อนความหลังสมัยยังสาวให้ฟังว่า แม้จะสามารถปลูกพืชผลให้พอขายได้ตลอดปี แต่เกษตรกรชาวบ้านก็ทำได้เพียงรอพ่อค้าคนกลางเข้ามารับพืชผักไปขายและต่อรองราคาไม่ได้มากนัก

“เวลาพ่อค้าคนกลางมารับผักจากไร่ เขายังไม่ได้ซื้อนะ เขาจะให้ราคาไว้และเอาไปขายก่อน เช่นเขาบอกว่าผักนี้ให้ราคากิโลกรัมละ 10 บาท เขาก็จะเอาผักเข้าเมืองไป พอวันต่อมาเขามาบอกว่าเมื่อวานขายไม่ได้เลย ขอลดราคาเหลือแค่กิโลกรัมละ 5 บาทแล้วกัน ไม่ใช่แค่ขอลด แต่บางทีเขาเอาผักมากองคืนไว้หน้าบ้านเลยก็มี”

แม่ตวงอธิบายว่า ที่ต่อรองราคากับพ่อค้าคนกลางไม่ค่อยได้ เพราะแต่ก่อนชาวบ้านปลูกผักและขายบ้านใครบ้านมัน เมื่อผลผลิตทางการเกษตรขายไม่ได้ราคา ชาวบ้านจึงละทิ้งที่นาเข้าเมืองไปทำงานรับจ้าง เป็นแบบนั้นมานานหลายสิบปี 

จริงใจ Farmers’ Market’

จนเมื่อ 13 ปีก่อน เกษตรกรผู้ปลูกผักละแวกนี้ได้รวมกลุ่มกันจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน ทำให้ชาวบ้านเริ่มมีสิทธิ์มีเสียงในการต่อรองราคากับพ่อค้าคนกลางมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็เริ่มพัฒนาไปสู่การผลิตผักปลอดสารพิษ

แม่ตวงเล่าว่า จากสมาชิกแรกก่อตั้ง 15 คน ทุกวันนี้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนขยับขยายจนมีสมาชิกปัจจุบัน 57 คน ไร่ผักของสมาชิกทุกคนใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ทำปุ๋ย ทำน้ำหมักใช้เอง เป็นการทำเกษตรอย่างใส่ใจที่ให้ใจไปเต็มร้อย เมื่อผลผลิตพัฒนาคุณภาพขึ้น แน่นอนว่าใครๆ ก็อยากได้ผักของกลุ่มปลูกผักตำบลนาดีไปประกอบอาหาร

จริงใจ Farmers’ Market’

“ทุกวันนี้เราปลูกผักตามฤดูกาลส่งตลอดทั้งปี มากกว่า 20 ชนิด เช่น ชะอม พริก มะเขือเปราะ บวบ มะนาว คะน้า ต้นหอม มะเขือยาวสีเขียว โหระพา กะเพรา ผักบุ้งจีน แตงกวา ผักของเราทุกชนิดมีใบ GAP (Good Agricultural Practice) ซึ่งเป็นระบบประกันคุณภาพในการผลิตอาหารเพื่อให้เกิดความปลอดภัย

“ถึงจะเป็นเกษตรกรกลุ่มเล็กๆ แต่เราก็ไม่เคยคิดจะหยุดพัฒนา เทียบกับเมื่อก่อนที่รายได้ไม่สม่ำเสมอ ปลูกแล้วไม่มีตลาด บางทีต้องทิ้งเพราะไม่มีใครซื้อ ตอนนี้ชาวบ้านส่วนใหญ่มุ่งหน้ากลับบ้านมาปลูกผักขาย ผลผลิตของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มปลูกผักตำบลนาดีอยู่ที่ 2 – 3 ตันต่อเดือน”

นอกจากจะส่งขายที่โรงพยาบาลอุดรธานี โรงพยาบาลค่ายประจักษ์ และตลาดร่มเขียวแล้ว ตอนนี้ผักสดจากไร่ของตำบลนาดียังได้ขึ้นห้างไปขายที่ Tops Supermarket และตลาดจริงใจ Farmers’ Market 

02

ผักสดปลอดภัยในแพ็กเกจ

จากไร่ แม่ตวงพาเราเดินเลียบอ่างเก็บน้ำ เข้าสู่พื้นที่ทำการของกรมชลประทาน และมาหยุดที่อาคารเล็กหน้าตาสะอาดสะอ้านหลังหนึ่ง

“ที่นี่คือโรงแพ็กผัก เมื่อก่อนเวลาเก็บผลผลิตเสร็จ ชาวบ้านจะนำผักมาล้างน้ำในกะละมังที่บ้าน นั่งกับพื้นดิน เด็ดขั้วพริกขั้วมะเขือ ปอกฟัก ตัดรากหอม ทำกันเองแบบง่ายๆ

“จนเมื่อเราเริ่มมีโอกาสได้นำผักไปขายที่ Tops Supermarket ได้พูดคุยกับทีมงานของท็อปส์และเซ็นทรัล เราจึงค่อยๆ เรียนรู้ว่าพวกแม่เป็นเกษตรกรก็จริง แต่ไม่ใช่แค่ปลูกแล้วจบ กระบวนการที่มากกว่านั้นคือการแพ็กพืชผักของเรา ก่อนจะส่งไปถึงมือผู้บริโภค” 

จริงใจ Farmers’ Market’

ทำไมการแพ็กผักจึงสำคัญ แม่ตวงอธิบายเพิ่มว่า ในการทำเกษตร เรื่องของเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะผักปลอดสารพิษ เพราะการคัดบรรจุผักอย่างถูกวิธีจะช่วยลดการสูญเสียและความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับพืชผัก ช่วยเพิ่มศักยภาพให้ผลผลิตทางการเกษตรมีความสดใหม่โดยไม่ต้องพึ่งสารเคมี

โรงแพ็กผักแห่งนี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณกว่า 400,000 บาท จากกลุ่มเซ็นทรัล จำกัด ในการปรับปรุงอาคารเก่าของกรมชลประทาน เพื่อใช้เป็นอาคารคัดบรรจุผักกลุ่มผู้ใช้น้ำบ้านนาดี พร้อมทั้งจัดซื้ออุปกรณ์สำหรับการคัดล้าง ตกแต่ง และบรรจุผัก ให้อย่างครบครัน เพื่อให้ผ่านการตรวจรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และผ่านมาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practice) ในการพัฒนาระบบการจัดการขยะและของเสียเพื่อลดการปนเปื้อน

จริงใจ Farmers’ Market’

“กลุ่มปลูกผักตำบลนาดีมาถึงวันนี้ได้เพราะมีผู้ใหญ่หลายฝ่ายยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ นอกจากกลุ่มเซ็นทรัลจะช่วยสนับสนุนเงินแล้ว ยังมีกรมชลประทานและ อบต. นาดี ช่วยสนับสนุนสถานที่ และมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีช่วยเรื่องตรวจสอบความปลอดภัย เพื่อโรงแพ็กผักของเราจะได้ผ่านมาตรฐานรับรอง”

อาคารเก่าของกรมชลประทานหลังนี้ เดิมคืออาคารศูนย์ผู้ใช้น้ำที่สร้างขึ้นเพื่อให้กลุ่มผู้ใช้น้ำของอ่างเก็บน้ำกุดลิงง้อใช้เป็นสาธารณะประโยชน์ตั้งแต่แรก เมื่อกลุ่มเซ็นทรัลเสนองบประมาณในการช่วยชาวบ้านพัฒนาการคัดบรรจุผักเพื่อเพิ่มคุณภาพและมูลค่าของผลผลิต กรมชลประทานจึงยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือในส่วนของสถานที่จัดตั้ง เพื่อช่วยให้เกษตรกรในพื้นที่ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร

“ท่าน ผอ.กรมชลประทาน เพิ่นเห็นว่ากลุ่มวิสาหกิจชุมชนของเรายังเล็ก ถ้าต้องลงทุนสร้างโรงแพ็กผักใหม่ทั้งหลัง คงเสียเงินมาก หากวันหนึ่งกลุ่มของเราเติบโตแข็งแรงดีแล้ว ต้องการสร้างโรงแพ็กผักให้ใหญ่ขึ้นบนที่ดินของกรมชลประทาน เพิ่นก็ยินดี”

03

บทบาทของชาวไร่ที่เปลี่ยนไป

“ทุกคนต้องใส่รองเท้า ผ้าปิดปาก สวมหมวก ผ้ากันเปื้อน และถุงมือ ในส่วนที่สัมผัสกับผัก” แม่ตวงอธิบายพร้อมกับยื่นหมวกคลุมผมและรองเท้าบูตให้ ก่อนที่เราจะได้เข้าไปเยี่ยมชมโรงแพ็กผักของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มปลูกผักตำบลนาดี  

หลังจากเกษตรกรนำผักสดจากไร่มาส่ง แม่ตวงและทีมโรงแพ็กผักจะนำผักมาล้างในน้ำอุณหภูมิปกติ จากนั้นนำลงแช่ในน้ำเย็นจัดตามลักษณะใบ ผักใบอ่อนแช่ 1 – 2 นาที ผักใบแข็งแช่ไม่เกิน 5 นาที เพราะถ้าแช่นานเกินไปผักจะช้ำ การแช่ผักในน้ำเย็นจัดแบบนี้จะช่วยคงความสดของผักไว้ในได้นานถึง 2 วัน แม้ไม่ได้ซีลในถุงพลาสติก

จริงใจ Farmers’ Market’

น้ำที่ใช้ล้างผักต้องสะอาดถึงขั้นดื่มได้ เช่นเดียวกับอุปกรณ์ทุกชิ้นที่ใช้ในโรงแพ็กผักต้องสะอาดถูกสุขอนามัย อย่างตะกร้าใส่ผักก็ต้องล้างแล้วเอาใบตองรองก่อน จึงจะวางผักลงไป จากนั้นปิดด้วยใบตองและผ้าชุบน้ำเพื่อกักเก็บความเย็นระหว่างขนส่ง

“เมื่อก่อนเราแพ็กผักใส่ถุงพลาสติก จนได้ไปขายที่จริงใจ Farmers’ Market ซึ่งเขาเน้นวัสดุธรรมชาติ กลุ่มปลูกผักตำบลนาดีจึงลองเปลี่ยนมาใช้วัสดุธรรมชาติในการแพ็กผัก โดยใช้ใบตองเย็บเป็นกระทงใส่ผักแทนถุงพลาสติก และใช้ตอกรัดแทนหนังยาง

“กลายเป็นเสน่ห์ที่สร้างมูลค่าเพิ่ม บางทีลูกค้าเห็นผักในแพ็กเกจธรรมชาติของเรา เขาก็ควักมือถือขึ้นมาถ่ายรูป เรียกเพื่อนๆ มาช่วยกันซื้ออีก แม่ก็กลับมาบอกเกษตกรในกลุ่ม ให้เขารู้ว่าผลิตภัณฑ์ก็มีผลกับยอดขาย ไม่ใช่แค่ผักมีคุณภาพอย่างเดียว

“ตอนนี้ชาวบ้านนำใบตอง ทำตอกมาขายให้โรงแพ็กผักของเรา มีร้านอาหารใหญ่ที่เขาเห็นแพ็กเกจของเราที่จริงใจ Farmers’ Market มาจ้างให้เราทำกระทงใส่อาหารจากธรรมชาติส่งให้เขา ถือเป็นการสร้างงานให้ชาวบ้านและขยายตลาดอีกช่องทางหนึ่ง”

แม่ตวงเล่าว่า กลุ่มเซ็นทรัลไม่ได้เข้ามาช่วยสนับสนุนแค่เรื่องเงินในการทำโรงแพ็กผักเท่านั้น แต่ทีมงานของเซ็นทรัลยังเข้ามาสอนองค์ความรู้หลายอย่างให้เกษตรกรชาวบ้าน ตั้งแต่สอนคัดเกรดผลผลิตทางการเกษตรให้ได้มาตรฐาน ทั้งน้ำหนัก ความยาว ความสมบูรณ์ ไปจนถึงเทคนิคการขายปลีกที่กลุ่มเซ็นทรัลเชี่ยวชาญ 

“เมื่อปีที่แล้วแม่ส่งตัวแทนสมาชิกกลุ่มปลูกผักตำบลนาดีที่เป็นคนรุ่นใหม่ไปเรียนเรื่อง QR Code กับทางเซ็นทรัล เขาสอนวิธีสร้างฐานข้อมูลผลผลิตทางการเกษตร ให้สินค้าทุกตัวของเรามีข้อมูลและรายละเอียด ลูกค้าสามารถเข้ามาอ่านได้โดยการสแกน QR Code ที่ติดอยู่กับแพ็กเกจผักแต่ละชนิด กลุ่มของเรากำลังพยายามปรับตัวให้ทันยุคสมัยและรูปแบบการบริโภคที่เปลี่ยนไป” แม่ตวงเล่าพร้อมรอยยิ้ม

04

ตลาดที่แสนจริงใจ

ผักสดปลอดสารพิษจากกลุ่มปลูกผักตำบลนาดีและอีกหลายไร่รอบอุดรธานีเดินทางเข้าเมืองสู่จริงใจ Farmers’ Market ตลาดขายผักผลไม้ปลอดภัย ปลอดสารพิษ และผลผลิตเกษตรอินทรีย์ที่กลุ่มเซ็นทรัล ได้เริ่มดำเนินการที่จังหวัดอุดรธานีเป็นแห่งแรก ภายในศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา อุดรธานี 

ทำไมห้างใหญ่อย่างเซ็นทรัลที่มี Tops Supermarket อยู่แล้ว จึงมาเปิดตลาดเกษตรกรอย่างจริงใจ Farmers’ Market คุณพิชัย จิราธิวัฒน์ Executive Director, CENTRAL Group อธิบายให้เราฟังว่า จากความเชี่ยวชาญในการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมค้าปลีกในไทยมากว่า 71 ปี กลุ่มเซ็นทรัลตระหนักดีว่าการส่งเสริม สนับสนุน และยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคมเป็นส่วนสำคัญของการดำเนินธุรกิจ

จริงใจ Farmers’ Market

โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรที่เป็นรากฐานสำคัญของประเทศ ต้องประสบกับปัญหาในการจัดจำหน่าย ตลอดจนรายได้และราคาที่ไม่เป็นธรรม และที่ผ่านมา แม้ว่ากลุ่มเซ็นทรัลจะเข้าไปช่วยเหลือสนับสนุนด้วยการให้บริษัทในกลุ่มทั้ง Central Food Hall และ Tops Supermarket รับซื้อสินค้าตรงจากเกษตรกรมากว่า 20 ปี เพื่อจำหน่ายในกว่า 270 สาขา แต่ยังไม่สามารถช่วยเหลือเกษตรกรได้เท่าที่ควร

“โดยปกติ ผัก ผลไม้ และอาหารสด จะถูกส่งเข้ามาที่ศูนย์รับสินค้าแต่ละภูมิภาคของท็อปส์ จากนั้นจึงกระจายไปตามสาขาต่างๆ ระบบโลจิสติกส์ใช้เวลาพอสมควร เราจึงมองว่าการทำตลาดสำหรับเกษตรกรชุมชน ที่แหล่งผลิตสินค้าอยู่ไม่ไกล ขนส่งในระยะเวลาไม่นานหรือที่เรียกว่า Local Sourcing จะช่วยให้ลูกค้าได้บริโภคสินค้าสดใหม่ปลอดภัยจากท้องถิ่น

“เกษตรกรเองก็ได้มาทดลองและเรียนรู้วิธีการขายสินค้าแบบค้าปลีก ซึ่งเป็นจุดแข็งที่กลุ่มเซ็นทรัลเชี่ยวชาญและอยากส่งต่อ Know-how นี้ให้เกษตรกร และเป็นการเปิดโอกาสให้เกษตรกรชุมชนได้พบปะผู้ซื้อโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง” คุณพิชัยอธิบาย

จริงใจ Farmers’ Market

  จริงใจ Farmers’ Market ขายอาหารปลอดภัยจากเกษตรกรและชุมชนกว่า 315 รายการ แบ่งเป็นโซนพืช ผักและผลไม้ที่หมุนเวียนไปตามฤดูกาล ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจหากเกษตกรบางคนจะหายหน้าไปจากตลาดบางช่วง และกลับมาใหม่ช่วงฤดูที่พืชในไร่ออกผล 

โซนต่อมาคืออาหารพร้อมรับประทาน ซึ่งทุกร้านเป็นอาหารในท้องถิ่น คุณพิชัยเล่าให้ฟังว่า ช่วงแรกๆ จริงใจ Farmers’ Market เปิดโอกาสให้ร้านค้าเลือกได้ว่าจะมาขายวันไหนบ้างก่อนเพื่อดูผลตอบรับจากผู้บริโภค ปรากฏว่าขายดีมาก จนทุกวันนี้บางร้านสามารถต่อยอดสินค้าของตัวเองออกไปได้อีกมากมาย และมียอดขายดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก

อย่างร้านขนมบ้าบิ่นแม่รำไพ แต่ก่อนไม่มีหน้าร้าน จนได้มาขายที่นี่ นอกจากได้พบปะลูกค้าแล้ว แม่รำไพยังได้พูดคุยกับเพื่อนๆ เกษตรกรชุมชนที่นำพืชผลมาขาย เกิดการพัฒนาสูตรร่วมกันโดยใช้วัตถุดิบในจริงใจ Farmers’ Market 

  จากเดิมที่มีแค่รสมะพร้าวอ่อน ตอนนี้ขนมบ้าบิ่นแม่รำไพมีทั้งรสกล้วยหอม มันม่วง และใบเตยที่ขายดีเทน้ำเทท่าถูกใจลูกค้า จนหลานชายแม่รำไพต้องลาออกจากงานประจำมาช่วยขาย จากยอดขายวันละหลักร้อย กลายเป็นวันละหลายหมื่นบาท ทุกวันนี้ขนมบ้าบิ่นแม่รำไพได้มาขายไกลถึงห้างเซ็นทรัลสาขาต่างๆ ในกรุงเทพฯ 

จริงใจ Farmers’ Market เปิดทำการมากว่า 7 เดือน มีเกษตรกรเข้าร่วมจาก 54 ชุมชน จำนวน 350 ครัวเรือน มียอดขายรวมของตลาดกว่า 22 ล้านบาท สร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ จากเดิมที่รายได้ต่อหัวต่อเดือนอยู่ที่ 13,500 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 42,850 บาทต่อเดือน

“นอกจากอุดรธานี ในปีนี้กลุ่มเซ็นทรัลเปิดโครงการจริงใจ Farmers’ Market เพิ่มที่เชียงราย ขอนแก่น พะเยา และมีแผนที่จะขยายโครงการไปอีก 10 แห่ง ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคของประเทศภายในสิ้นปีนี้” คุณพิชัยเล่าทิ้งท้าย

05

ปลอดภัยจากมือชาวไร่สู่มือผู้บริโภค

พืชผักทุกชนิดที่ขายในจริงใจ Farmers’ Market เป็นผลผลิตทางการเกษตรที่ปลอดภัย เพราะตลาดแห่งนี้ทำงานร่วมกับสาธารณสุขจังหวัดและมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ในการตรวจสอบสารพิษที่ปนเปื้อนอยู่ในสินค้า

พี่หอม-ประสงค์ ปู่เพ็ง General Manager-Centrality Project (Local sourcing) เล่าให้เราฟังว่า ทีมงานของจริงใจ Farmers’ Market จะลงไปตรวจสอบการปนเปื้อนของสารพิษตั้งแต่ในดิน ที่แปลงผักของเกษตรกรแต่ละไร่ เพื่อให้มั่นใจว่าพืชผลที่ส่งเข้ามานั้นปลอดภัยต่อผู้บริโภคจริงๆ

“นอกจากการตรวจสารพิษที่แปลงผักของเกษตรกรแล้ว เรายังมีจุดตรวจสอบความปลอดภัยที่จริงใจ Farmers’ Market โดยมีน้องๆ นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี มาช่วยสุ่มตัวอย่างสินค้าตรวจสอบด้วยชุดตรวจ GT-Pesticide Residue Test Kit ซึ่งเป็นชุดทดสอบยาฆ่าแมลงและสารพิษตกค้างในผักผลไม้ในอาหารเป็นประจำทุกวันเสาร์-อาทิตย์

จริงใจ Market ตลาดที่เกษตรกรชุมชนได้ขายผักผลไม้ปลอดภัยโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง

“เมื่อตรวจสารพิษเสร็จ เราจะมีป้ายประกาศให้ผู้บริโภครับทราบว่าพืชผลชนิดไหนของเกษตรกรเจ้าใดบ้างที่ผ่านการตรวจสอบแล้วว่าไม่มีสารพิษตกต้าง ถ้าสินค้าชนิดใดไม่ผ่านการทดสอบ เราจะงดจำหน่ายทันที และไม่นำสินค้าชนิดนั้นขึ้นชั้นวางจนกว่าจะตรวจสอบจนมั่นใจว่าไม่มีสารพิษตกค้างอีก”

ที่ผ่านมา ตรวจพบสารพิษตกค้างจากพืชผลที่เกษตรกรนำมาขายที่จริงใจ Farmers’ Market น้อยมาก สำหรับรายที่ตรวจพบ ทีมงานจะเข้าไปพูดคุยกับเกษตรกรและช่วยหาสาเหตุว่าสารพิษตกค้างเหล่านั้นมาจากไหน หากเกษตรกรไม่ได้ใช้ยาฆ่าแมลง สารพิษอาจมาจากแปลงข้างเคียงหรือเปล่า 

จริงใจ Market ตลาดที่เกษตรกรชุมชนได้ขายผักผลไม้ปลอดภัยโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง

“การวิเคราะห์ตรงนี้จะช่วยให้เกษตรกรรู้แนวทางป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำ และเป็นการย้ำให้เกษตรกรรับทราบถึงความเข้มงวดในแง่ความปลอดภัยของตลาดแห่งนี้” พี่หอมอธิบายพร้อมหยิบขนมตาลสีสวยในกระทงใบตองให้เราลองชิม

ขนมตาลในมือหวานหอมและเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ จริงใจ Farmers’ Market ตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหาถุงพลาสติก ที่นี่จึงงดแจกถุงหูหิ้วพลาสติกให้ลูกค้ามาตั้งแต่เปิดตลาด

เรามองไปยังชั้นวางผลิตภัณฑ์ของพี่น้องเกษตรกรชุมชน ที่ล้วนห่อหุ้มด้วยวัสดุธรรมชาติ แล้วก็นึกถึงคำพูดของแม่ตวงที่แปลงผักว่า “เกษตรกรไทยทุกวันนี้พร้อมพัฒนาความรู้และคุณภาพสินค้า องค์กรใหญ่ต่างๆ ก็พร้อมช่วยสนับสนุน เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงกันในวงจรเศรษฐกิจอย่างเข้าอกเข้าใจ ยั่งยืน และปลอดภัยตั้งแต่ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง”

‘เซ็นทรัล ทำ’ (Central Tham) คือโครงการที่ทุกคนในองค์กรเซ็นทรัลร่วมมือกัน ‘ทำ’ ภายใต้แนวคิด CSV (Creating Shared Values) เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างชุมชน และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแก่พนักงานและสังคมอย่างยั่งยืน

โดยจัดทำโครงการที่สอดคล้องกับกรอบแนวคิดความยั่งยืนขององค์กร (Sustainable Framework) ใน 4 ด้าน คือ

People (การศึกษาและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คน) Prosperity (การสร้างรายได้ให้ชุมชนในเรื่องการพัฒนาสินค้าชุมชน) Planet (คุณภาพสิ่งแวดล้อม) และ Peace and Partnership (ความสงบสุข ศิลปวัฒนธรรม และความร่วมมือ) เพื่อพัฒนาสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

รักอิสระ มุกดาม่วง

เป็นคนจังหวัดอุดรธานี-ถิ่นภาคอีสาน โดยกำเนิด รักอิสระเคยดร็อปเรียนตอนมัธยมแล้วไปเป็นเด็กล้างจานที่ร้านอาหารไทยในอเมริกา 1 ปี ชอบเดินทางท่องเที่ยว ถ่ายรูป และสนใจภาพเชิงสารคดีเป็นพิเศษ

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

“กินไก่เยอะเดี๋ยวจะเป็นเกาต์นะ”

คำเตือนอันคุ้นเคยที่มักได้ยินจากคนรอบตัวเมื่อเห็นว่าเรากำลังกินไก่เยอะกว่าปกติ อาจเกิดจากภาพจำของคนเป็นเกาต์ที่ต้องร้องโอดโอยทุกครั้งแม้จะกินไก่ไปเพียงไม่กี่ชิ้น

สรุปแล้วกินไก่ในจำนวนมากแล้วเป็นเกาต์จริงหรือ

วันนี้เราพามาหาคำตอบกับ รศ.ดร.วุฒิไกร บุญคุ้ม ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายวิจัยและพัฒนาด้านการปรับปรุงพันธุ์สัตว์ (NCAB) มหาวิทยาลัยขอนแก่น อาจารย์ผู้คลุกคลีกับการศึกษาวิจัยไก่มาหลายสิบปี

ไก่ KKU1 ไก่ไร้เก๊าท์ ไก่บ้านพันธุ์ใหม่ แบรนด์ 'ไก่ย่างขามแก่น' ที่คนเป็นเกาต์กินได้

“ในคน 1,000 คน จะมีคนเป็นโรคเกาต์ 2 – 4 คน ซึ่งถือว่าสูง เพราะมักไปแฝงอยู่ที่โรคอื่น เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน เกาต์ไปแฝงอยู่ในโรคเหล่านี้แล้วค่อยแสดงอาการออกมาภายหลัง โดยเฉพาะคนที่อายุ 30 ปีขึ้นไป การขับหรือการระบายกรดยูริกจากไตไปสู่ภายนอกร่างกายมีประสิทธิภาพลดลง ฉะนั้นยิ่งมีอายุเยอะ นอกจากโรคต่าง ๆ แล้วก็ยังมีโรคเกาต์ที่จะตามมาด้วย”

ดังนั้น การกินไก่เยอะไม่ได้ทำให้เป็นเกาต์ แต่การกินไก่ในปริมาณมากจะไปกระตุ้นการสะสมกรดยูริกตามข้อต่าง ๆ ในร่างกาย ผู้ป่วยจึงเกิดอาการปวดจนรู้สึกไม่อยากกินไก่ไปอีกนาน

“คนเป็นเกาต์เองเคยบอกว่า เขาเคยกินไก่เป็นตัว ๆ แต่พอเป็นเกาต์ก็กินไก่ไม่ได้เลย น่าเสียดายไก่หอม ๆ ที่เขาเคยชอบกิน มันแสดงให้เห็นว่าเขายังอยากกินอยู่ จุดนี้กลายเป็นหัวใจสำคัญที่เรามองว่า จะทำยังไงให้เขาได้กลับไปดำเนินชีวิตให้เหมือนปกติได้มากที่สุด”

การเกิดขึ้นของโครงการ ‘ไก่ไร้เก๊าท์’ ภายใต้ความดูแลของคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เกิดขึ้นด้วยเหตุนี้ เราอยากพาไปทำความรู้จักและเปิดใจกับไก่ไร้เก๊าท์ ของ มข. ที่จะเข้ามาลบภาพจำเดิม ๆ ของคนไทยให้หมดไป

ไก่ KKU1 ไก่ไร้เก๊าท์ ไก่บ้านพันธุ์ใหม่ แบรนด์ 'ไก่ย่างขามแก่น' ที่คนเป็นเกาต์กินได้

มอขอไข่ กับ ไก่ไม่กลัวเกาต์

อาจารย์วุฒิไกรเล่าให้เราฟังว่า จุดเริ่มต้นเกิดจากการที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จับมือร่วมกับกรมปศุสัตว์ จากข้อกังวลว่าสัตว์พื้นเมืองของประเทศไทยกำลังจะสูญหายไป เพราะประเทศไทยมีการนำเข้าและใช้ทรัพยากรจากต่างประเทศมากกว่าที่ผ่านมาเยอะขึ้น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยและกรมปศุสัตว์จึงมองหาพันธมิตรที่เชี่ยวชาญด้านการเก็บรักษาพันธุกรรม เพื่อจะเข้ามาแก้ไขปัญหานี้ ซึ่งมหาวิทยาลัยขอนแก่นป็นหนึ่งในหน่วงยงานคู่คิดคู่วิจัยที่ได้รับการคัดเลือก

 “มหาวิทยาลัยขอนแก่นเข้าร่วมการวิจัยตั้งแต่ พ.ศ. 2549 ขณะนั้น เราเป็นหนึ่งไม่กี่มหาวิทยาลัยที่ศึกษาวิจัยและอนุรักษ์สัตว์พื้นเมือง เรามีความรู้และมีบุคลากรด้านปรับปรุงพันธุ์อยู่ การวิจัยนี้เราจึงเริ่มต้นศึกษาที่ไก่พื้นเมืองไทยแท้เป็นอันดับแรก”

แม้เป้าหมายแรกจะเป็นการวิจัยเพื่ออนุรักษ์พันธุ์สัตว์พื้นเมือง ซึ่งทีมวิจัยคณะเกษตรศาสตร์ มข. เห็นถึงปัญหาของคนในสังคมไปพร้อม ๆ กับการอนุรักษ์พันธุ์ไก่พื้นเมืองได้ด้วย

ไก่ KKU1 ไก่ไร้เก๊าท์ ไก่บ้านพันธุ์ใหม่ แบรนด์ 'ไก่ย่างขามแก่น' ที่คนเป็นเกาต์กินได้

“การแก้ปัญหาของเราคงไม่ได้ช่วยให้คนเป็นโรคเกาต์หาย แต่ช่วยให้พวกเขาใช้ชีวิตได้ปกติมากขึ้น คนเป็นเกาต์ก็อยากรับประทานไก่เหมือนกัน แต่เพียงแค่เขารับประทานไม่ได้ ไก่คืออาหารทั่วไปที่คนเรากินประจำ ฉะนั้น ไก่ KKU1 จึงพัฒนามาเพื่อวัตถุประสงค์นี้ ไม่ใช่เพื่อลดโรค หรือทำให้โรคเกาต์หายไปจากโลก”

ใช้เวลากว่าสิบปีในการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ กระทั่งได้ไก่ KKU1 (เคเคยูวัน) แบบแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2560 และได้ขึ้นทะเบียนพาณิชย์ใน พ.ศ. 2563 

“ผมเข้ามาในทีมวิจัยตั้งแต่แรกใน พ.ศ. 2546 ตอนนั้นยังเป็นโครงการเล็ก ๆ เราเริ่มพัฒนาตั้งแต่พันธุ์ไก่ประดู่หางดำ ไก่พื้นเมืองชี กระทั่งมาเป็นไก่ KKU1 ซึ่งทีมเราร่วมกันขึ้นทะเบียนพาณิชย์แล้ว เพื่อแสดงให้เห็นว่าหลังจากที่ปรับปรุงพันธุ์มา เรามีงานวิจัยรองรับและกล้าจะบอกสังคมได้ว่า ไก่ตัวนี้ช่วยให้คนที่เป็นโรคเกาต์กลับมาชีวิตแบบปกติได้”

อาจารย์ยังบอกกับเราต่อว่า เป็นความโชคดีที่โครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากทีมนักวิจัยหลากหลายคณะ ตั้งแต่คณะแพทยศาสตร์และคณะเภสัชศาสตร์ที่ช่วยเรื่องการตรวจวิเคราะห์สารตกค้าง ตรวจสารสำคัญแล้วทำเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ มีคณะวิศวกรรมศาสตร์และคณะเศรษฐศาสตร์ที่เข้ามาดูในเรื่องของเครื่องมือและต้นทุน-กำไร เพราะโปรเจกต์นี้ยังมีโครงการไปส่งเสริมอาชีพและกระจายรายได้สู่ชาวบ้านด้วย 

“แนวคิดพันธุ์ไก่เพื่อสุขภาพท้าทายมากในวงการปรับปรุงพันธุ์ เพราะที่ผ่านมามักมองแค่การปรับปรุงลักษณะทั่วไปให้ดียิ่งขึ้น แต่ยังไม่ได้มองไปถึงปลายน้ำหรือผู้บริโภคว่าเขาต้องการแค่ให้ไก่โตเร็ว ไข่ดก เท่านั้นหรือเปล่า เพราะแท้จริงแล้วคนเราต้องการกินอาหารดีและมีคุณภาพที่ดี” 

สำหรับอาจารย์วุฒิไกรแล้ว ภายใต้ความท้าทายของโปรเจกต์นี้ ยังแฝงไปด้วยความสนุกจากการค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ที่นำไปสู่การใช้ประโยชน์ได้จริงอีกด้วย

“ตัวผมเองก็ต้องกินไก่เหมือนกัน เราต้องนึกถึงตัวเราเองด้วยว่า ถ้าจะพัฒนาอะไรขึ้นมา เราก็ต้องพัฒนาอาหารที่มีคุณค่าต่อสุขภาพ คนมองว่ากินไก่แล้วเป็นเกาต์ นี่คือภาพจำทั่วไปที่คนมอง เราเลยอยากเปลี่ยนแนวคิดนั้น ให้เป็นกินไก่แล้วก็มีสุขภาพดีได้เช่นกัน”

ไก่ KKU1 ไก่ไร้เก๊าท์ ไก่บ้านพันธุ์ใหม่ แบรนด์ 'ไก่ย่างขามแก่น' ที่คนเป็นเกาต์กินได้
ไก่ KKU1 ไก่ไร้เก๊าท์ ไก่บ้านพันธุ์ใหม่ แบรนด์ 'ไก่ย่างขามแก่น' ที่คนเป็นเกาต์กินได้

ไก่ 3 LOW

ไก่พื้นเมืองไทยที่ทีมวิจัยเริ่มต้นปรับปรุงมีอยู่ 2 สายพันธุ์ ได้แก่ ไก่ประดู่หางดำและไก่ชี ตัวหลักที่นำมาใช้พัฒนาเป็น KKU1 คือไก่ชี

“ไก่ชีเป็นต้นพันธุ์ที่นำมาสร้างไก่ KKU1 เหตุผลเพราะไก่พื้นเมืองเขาจะมีคุณสมบัติในด้านสารอาหารและโภชนาการที่ดี งานวิจัยตีพิมพ์ของพวกเรายืนยันว่า ในไก่พื้นเมืองไทยมีสารสำคัญหลายตัวที่มีประโยชน์ต่อผู้บริโภค จากไก่ชีตรงนี้เราอยากนำมันมาปรับปรุงพันธุ์ ซึ่งข้อด้อยของไก่ชีคือโตช้า ต้องใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 70 วัน เราเลยสร้างเป็นลูกผสมกับไก่เนื้อ เพื่อให้เกษตรกรมีรอบการผลิตเร็วขึ้น แต่คงคุณสมบัติโตเร็วแบบไก่เนื้อ รวมถึงคงโภชนาการที่ดีแบบไก่พื้นเมืองด้วย”

อาจารย์วุฒิไกรเสริมว่าคนไทยมีความรู้เกี่ยวกับไก่พื้นเมืองไทยน้อยมาก และส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าไก่พื้นเมืองมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย

“สัตว์พื้นเมืองของเรามีความโดดเด่นเยอะ หลายประเทศเวลาพูดถึงสัตว์พื้นเมืองเขาจะหวงแหนมาก แต่สำหรับบ้านเราอาจจะไม่ เพราะเราชื่นชอบสิ่งใหม่ ๆ อย่างความชื่นชอบในเนื้อวัววากิวหรือหมูดำคุโรบูตะ จากงานวิจัยเราพบว่าสัตว์พื้นเมืองให้ประโยชน์หลายอย่าง และให้มากกว่าของแปลกใหม่จากแหล่งอื่นที่เรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีประโยชน์จริงไหม แต่เพราะยุคสมัยเปลี่ยนไป เราเลยไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์จากของดีที่เรามีอยู่แล้ว

“อีกด้านที่คนรู้น้อยคือ การที่ไก่พื้นเมืองโตช้า ทำให้เกิดการสะสมสารอาหารดีหลายอย่างไปแบบช้า ๆ ไม่เหมือนกับไก่เนื้อ ฉะนั้น กรดยูริกที่ไปกระตุ้นอาการของโรคโรคเกาต์ จึงพบในไก่พันธุ์พื้นเมืองน้อยกว่าในไก่เนื้อตามท้องตลาด”

ด้วยเหตุนี้ไก่ KKU1 จึงเป็นไก่คุณภาพ 3 LOW ที่ย่อมากจาก Low Uric, Low Fat และ Low Cholesterol

ไก่ KKU1 ไก่ไร้เก๊าท์ ไก่บ้านพันธุ์ใหม่ แบรนด์ 'ไก่ย่างขามแก่น' ที่คนเป็นเกาต์กินได้

“กรดยูริกเป็นตัวสำคัญที่ทำให้เกิดโรคเกาต์ ซึ่งพบในไก่พื้นเมืองน้อยกว่าในไก่เนื้อถึงประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นถ้าคนที่เป็นโรคเกาต์มารับประทานไก่ KKU1 เขาก็ยังรับประทานได้เมื่อเทียบกับการรับประทานไก่เนื้อปกติที่หากเขาทานคำสองคำ กรดยูริกก็จะสะสมในข้อกระดูกแล้วไปกระตุ้นอาการปวดข้อ เราเคยลองให้คนเป็นโรคเกาต์ชิมไก่ KKU1 ปรากฏว่าเขาทานได้ถึงครึ่งตัวแบบไม่ได้มีปัญหาอะไร”

เราคุยกับอาจารย์วุฒิไกรด้วยคำว่าไก่พันธุ์พื้นเมืองมาตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ หลายคนอาจจะรู้สึกไม่คุ้นชิน ต่อจากนี้เราขอใช้คำว่า ‘ไก่บ้าน’ ตามความเคยชินของหลาย ๆ คนดีกว่า

เมื่อพูดถึงคำว่า ไก่บ้าน สรรพคุณเนื้อน้อย เนื้อเหนียว มักเป็นที่รู้กันในชาวไก่เลิฟเวอร์

“มีโอกาสก็อยากให้ลองชิมไก่ที่ มข. ดูนะครับ เพราะเราคำนึกถึงประเด็นคุณภาพเนื้อเช่นกัน เราไม่ได้มองแค่ว่าอยากให้ KKU1 โตเร็วขึ้นเท่านั้น แต่มองคุณภาพเนื้อและสารสำคัญที่มีประโยชน์ต่อผู้บริโภค เรามองครอบคลุมในหลายลักษณะไปพร้อมกัน ข้อกังวลเรื่องเนื้อน้อยหรือเนื้อเหนียว ผมอยากให้มาลองเองเลยครับ เพราะผมเชื่อว่ามันจะเปลี่ยนภาพจำเรื่องคุณภาพเนื้อไก่บ้านแบบเดิม ๆ ของผู้บริโภคได้แน่นอน”

ไก่ KKU1 ไก่ไร้เก๊าท์ ไก่บ้านพันธุ์ใหม่ แบรนด์ 'ไก่ย่างขามแก่น' ที่คนเป็นเกาต์กินได้

ชุมชนไก่ไร้เก๊าท์

การเดินทางสิบกว่าปีของทีมวิจัยไก่ไร้เก๊าท์ มาถึงจุดที่ส่งไก่ KKU1 ออกสู่ตลาดและฟาร์มต่าง ๆ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งไก่ KKU1 กำลังเดินทางเข้าไปสู่ตลาด Modern Trade ภายใต้ชื่อ ‘ไก่ย่างขามแก่น’ จำหน่ายทั้งใน Lemon Farm, Foodland, Villa Market, TOPS market และ Agro Outlet KKU อีกทั้งยังกระจายไปในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น อย่างจุดจำหน่ายสินค้าคณะเกษตรศาสตร์ ม.ขอนแก่น, โรงแรมโฆษะ และเข้าสู่ตลาดชุมชนในจังหวัดด้วย โดยไก่ KKU1 มีผลตอบรับที่ดีและได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน

“ทางจังหวัดก็พยายามผลักดันให้ KKU1 เป็นหนึ่งในอาหารขึ้นชื่อของจังหวัดขอนแก่นเทียบเคียงกับไก่ย่างเขาสวนกวาง เพียงแต่ว่าตลาดแตกต่างกัน ในขณะเดียวกันก็มีองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร อย่างมูลนิธิปิดทองหลังพระ นำเอาไก่ KKU1 ไปส่งเสริมอาชีพให้กับเกษตรกร เพราะที่ผ่านมาเกษตรกรมีอาชีพหลากหลาย แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ยังอยู่ในฐานะยากจน ซึ่งไก่ KKU1 ทำให้รอบการผลิตเร็วขึ้น ต้นทุนเมื่อหักกำไรแล้วยังมากกว่าการลงทุนทำเกษตรกรรมชนิดอื่นเสียอีก”

คุณสมบัติและข้อดีทั้งหลายที่อาจารย์วุฒิไกรเล่าให้ฟัง ทำเอาเราแอบสงสัยว่า แบบนี้ราคาไก่ KKU1 ต้องแพงหรือเปล่า

“เป็นราคาที่จับต้องได้เมื่อเทียบกับไก่เนื้อทางการค้าที่ขายกันในปัจจุบัน ราคาอาจจะสูงกว่าไก่เนื้อพันธุ์การค้านิดหน่อย แต่ไม่ได้แพงระดับไก่บ้าน เช่น ตอนนี้กิโลกรัมละ 65 บาท เป็นราคากลาง ๆ เมื่อเทียบกับคุณสมบัติของ KKU1 แถมรสชาติยังมีความเป็นไก่บ้าน เนื้อนุ่มฉ่ำไม่เหนียว เป็นราคาที่เกษตรกรเองเขาก็อยู่ได้ เพราะส่วนใหญ่คนชอบตั้งราคาเพื่อให้ผู้บริโภคซื้อเยอะ ๆ แต่มักลืมไปว่าต้นน้ำก็ต้องอยู่ให้ได้ ดังนั้นเราเลยมองให้ครบทั้ง Supply Chain ต้นน้ำอยู่ได้ ปลายน้ำก็พอใจในอาหาร” 

แม้ว่าตอนนี้ไก่ KKU1 ออกสู่ตลาดกว่า 2 ล้านตัวแล้ว หนึ่งในนั้นคือตลาดชุมชนที่ทีมวิจัยร่วมกับมูลนิธิปิดทองหลังพระ ส่งออกไก่ KKU1 กระจายไปยัง 2 ชุมชนหลักของจังหวัดของแก่น เรียกได้ว่าเป็นชุมชนไก่ KKU1 และชุมชนไก่ประดู่หางดำแบบร้อยเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

ไก่ KKU1 ไก่ไร้เก๊าท์ ไก่บ้านพันธุ์ใหม่ แบรนด์ 'ไก่ย่างขามแก่น' ที่คนเป็นเกาต์กินได้

ตอนนี้เราเริ่มเปิดให้กับเกษตรกรที่สนใจได้เลี้ยงและจำหน่ายแล้ว เรามีชุมชนไก่ KKU1 และไก่ประดู่หางดำในจังหวัดขอนแก่น คือทั้งชุมชนเลี้ยงไก่ของเราทั้งหมดเลย มันเกิดจากการเป็นการบอกต่อกันไปในชุมชนว่า เลี้ยงแล้วดี เลี้ยงได้ในระยะสั้นแต่ขายแล้วได้กำไร ไก่ KKU1 เลี้ยงที่ชุมชนน้ำพอง และไก่ประดู่หางดำเลี้ยงที่ชุมชนอุบลรัตน์”

ทั้งอำเภอน้ำพองและอำเภออุบลรัตน์ ต่างเป็นพื้นที่ใกล้เขื่อนอุบลรัตน์ของจังหวัดขอนแก่น หลายคนอาจมองว่าบริเวณนี้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ จึงเหมาะกับการทำเกษตรกรรมและเลี้ยงสัตว์ แต่อาจารย์วุฒิไกรให้เหตุผลกับเราอีกแบบ

2 พื้นที่นี้ดูเหมือนจะมีปริมาณน้ำดี แต่ 2 ชุมชนนี้เป็นชุมชนที่มีปัญหาด้านน้ำมาไม่ถึงที่สุด โดยปกติถ้าน้ำดีเกษตรกรจะเลือกปลูกพืช ปลูกข้าว ปลูกข้าวโพดก่อนทำปศุสัตว์ เพราะปศุสัตว์ใช้น้ำน้อยกว่า แต่ 2 พื้นที่นี้มีปัญหาในเรื่องการไม่มีน้ำใช้ การเลี้ยงปศุสัตว์จึงน่าจะเป็นทางออกที่เหมาะสมที่สุด

“อีกความท้าทายที่สำคัญก็คือ 2 พื้นที่นี้เป็นพื้นที่ที่มีรายได้ต่อครัวเรือนต่ำที่สุดในจังหวัดขอนแก่น ซึ่งถ้าเราเอาไก่ไปให้เขาเลี้ยง แล้วเขายึดเป็นอาชีพเพื่อสร้างรายได้ที่มากกว่ารายได้ขั้นต่ำของเขาได้ นั่นคือสิ่งที่เราเรียกว่าประสบความสำเร็จ ซึ่งทั้ง 2 พื้นที่ก็ทำได้ตามเป้าหมายของเราเรียบร้อยแล้ว”

ชุมชนน้ำพองและชุมชนอุบลรัตน์มีรายได้ต่อครัวเรือนมากขึ้นจากการเลี้ยงไก่ KKU1 มากว่า 5 ปีแล้ว และมีแนวโน้มการเลี้ยงเพิ่มขึ้นมากเรื่อย ๆ หลายร้อยครัวเรือน ซึ่งแต่ละครัวเรือนไม่ได้เลี้ยงแค่ตัวเดียว แต่เรียกได้ว่าเลี้ยงบ้านละ 100 – 200 ตัวเลยก็ว่าได้ เพราะแบบนั้นไก่ KKU1 จึงเริ่มพบเห็นได้มากขึ้นในหลาย ๆ ตลาดแล้ว

“ตลาดเบื้องต้นของชาวบ้านเลยคือตลาดชุมชน เพราะไก่ KKU1 ก็เป็นความต้องการของคนในชุมชน ขายแค่ในชุมชนก็หมดแล้ว เพราะไก่บ้านหาซื้อยาก อีกตลาดคือมีคนมารับซื้อ มีพ่อค้าคนกลางที่รับไก่ชำแหละแล้วส่งไปยังตลาดกลางต่าง ๆ ของจังหวัด อย่างบริษัทประชารัฐรักสามัคคีที่เป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างขอนแก่นกับกรุงเทพฯ”

ระหว่างที่คุยกัน อาจารย์วุฒิไกรย้ำอยู่เสมอว่าไก่บ้านมีหลายสายพันธุ์และมีประโยชน์โดดเด่นมากมาย ด้วยความหลากหลายนั้น ทำให้อาจารย์แอบกระซิบกับเราว่า ทีมวิจัย ม.ขอนแก่น ยังคงไม่หยุดพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ไก่บ้าน และจะมีอาหารดี ๆ มาให้สังคมได้รู้จักกันอีกแน่ ๆ

เรามีไก่กระดูกดำซึ่งเราวิจัยมาเป็นสิบปีเช่นกัน ปกติคนไทยเชื้อสายจีนจะรู้ว่าไก่ดำมีคุณสมบัติเป็นยาสมุนไพร แต่เราพบข้อจำกัดคือไก่ดำเนื้อไม่อร่อย คนจีนจึงมักรับประทานกับน้ำซุป เราเลยปรับปรุงให้เนื้อมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ต่อผู้บริโภคน้อยลง แล้วเพิ่มอัตราการเติบโตของไก่มากขึ้น ซึ่งปีหน้าเราอาจจะได้เห็นตัวนี้กัน

“อีกตัวเป็นไฮไลต์ที่เราดำเนินการอยู่คือไก่ประดู่หางดำ เราจับมือกับบริษัทเอกชนเพื่อผลิตไข่ขาวอัดเม็ด จากคนเสียงร่ำลือของคนโบร่ำโบราณมักบอกว่า ‘กินไข่ขาวสิจะได้เพิ่มปริมาณเกล็ดเลือดได้’ จากคำธรรมดา ๆ เราก็เอามาวิจัยว่าไข่ขาวของไก่พื้นเมืองมันมีอะไรดี และลองทำเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อเพิ่มมูลค่า เกษตรกรจะได้ยิ่งมีกำไรมากขึ้นด้วย”

ขณะที่ไก่บ้านสายพันธุ์อื่นกำลังพัฒนาตามมาแล้ว ไก่ KKU1 ก็ไม่ได้หยุดพัฒนาไว้เพียงเท่านี้เช่นกัน

“เราอยากพัฒนาไก่ KKU1 ให้มีคุณภาพสู่การเป็นอาหารฮาลาล แบรนด์ฮาลาลจะมีหลายมาตรฐาน มีมาตรฐานฮาลาลไทย ฮาลาลซาอุดีอาระเบีย ฮาลาลมาเลเซีย แต่เราอยากเป็นแบรนด์ฮาลาลของโลกและส่งออกไปไก่ KKU1 สู่ทุกประเทศ ตอนนี้เราทำทุกอย่างได้อย่างมีมาตรฐานระดับโลกเอาไว้หมดแล้ว เหลือแค่ทำอย่างไรให้เราขยับมาตรฐานตรงนี้สูงขึ้นถึงขนาดส่งออกสู่สากลได้ นี่คืออีกเป้าหมายที่เรามองไว้”

ไก่ KKU1 ไก่ไร้เก๊าท์ ไก่บ้านพันธุ์ใหม่ แบรนด์ 'ไก่ย่างขามแก่น' ที่คนเป็นเกาต์กินได้

Writer

กชกร ด่านกระโทก

มนุษย์แมนนวล ผู้หลงใหลในกลิ่นและสัมผัสของหนังสือ ใช้เวลาว่างไปกับการอ่านนิยาย/มังงะ สนุกไปกับการเดินทาง และชื่นชอบในการเรียนรู้โลกทัศน์ของกลุ่มชาติพันธุ์

Photographer

ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

นักเรียนวารสารศาสตร์จากมอน้ำชี ที่เชื่อว่าชีวิตต้องผ่านน้ำ เบื่อการเรียนออนไลน์ อยากเรียนจบแล้ว รักใครรักจริง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load