บุญล้อม เต้าแก้ว เป็นเกษตรกร เป็นปราชญ์ชาวบ้านที่เชี่ยวชาญเรื่องการออกแบบพื้นที่ทำการเกษตร การจัดการน้ำ การทำน้ำหมักสมุนไพรไล่แมลง และทุกเรื่องเกี่ยวกับการดูแลรักษาพืชผักผลไม้ สมุนไพร และปศุสัตว์ ที่เกษตรกรพึงมี

บุญล้อม เต้าแก้ว

เมื่อแรกที่พบเจอกัน เราตั้งใจใช้เวลาเพียงไม่นานทำความรู้จักพื้นที่ ก่อนนั่งคุยกันยาวๆ ถึงเส้นทางชีวิตและวิถีที่เขาเลือกเดิน หวังนำไปถ่ายทอดคนเมืองหรือคนที่สนใจนำหลักปรัชญาไปปรับใช้กับชีวิตประจำวัน

แต่ความจริงหาได้เป็นอย่างนั้น

ทั้งที่ไม่ใช่ครั้งแรกของการเที่ยวศูนย์เรียนรู้เกษตรพอเพียงชุมชน แต่ที่สวนล้อมศรีรินทร์ ตำบลหนองโน อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี กลับทำให้เราสนุกกับภูมิปัญญาชาวบ้านที่ซ่อนอยู่ในทุกๆ 3 ก้าว กว่าจะเดินชมเล้าไก่ เยี่ยมเป็ด แวะดูเห็ดใต้ป่าไผ่ ผ่านทางเดินแนวดงกล้วยแซมด้วยต้นราชพฤกษ์เป็นระยะ ไปถึงที่นาขนาดพอปลูกกินกันในครอบครัว ไปสู่แปลงผักสวนครัวที่ปลูกเผื่อไปแลกผักกับชาวบ้านที่ตลาด ก็ใช้เวลา 1 ชั่วโมงกำลังพอดี

จากที่เคยได้ยินแต่ชื่อมาตลอดชีวิต วันนี้เรากลับเข้าใจอย่างถ่องแท้ในเวลาสั้นๆ

หนึ่งในตัวอย่างที่อยากเริ่มลงมือทำในวันนี้คือ หลุมพอเพียงขนาด 2 x 2 เมตร ที่บุญล้อมแนะนำการปลูกพืช 5 ระดับ สูง กลาง เตี้ย เลื้อยเรี่ยดิน และหัวใต้ดิน

เริ่มจากปลูกไม้สูง 4 มุม เช่น ตะเคียน ยางนา มะค่า มะฮอกกานี กระถิน ตามด้วยปลูกไม้กลาง ได้แก่ ไม้ผลต่างๆ เช่น มะม่วง กระท้อน อยากกินอะไรก็ใส่เข้าไป

ไม้เตี้ยต้นที่มือเอื้อมหยิบถึง เช่น มะละกอ กล้วย มะนาว ไม้เลื้อยเรี่ยดิน เช่น ฟักทอง แตง แฟง พริก กะเพรา มะเขือ โหระพา และไม้หัวใต้ดิน เช่น ข่า ขิง เชื่อเถอะว่าหลุมพอเพียง 1 หลุมปลูกพืชได้มากถึง 32 ชนิด ซึ่งอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ทะเลาะกัน ไม่แย่งอาหารกัน เพราะรากอยู่คนละระดับ

อดไม่ได้ที่จะเชื่อมโยงกับความแตกต่างหลากหลายที่อยู่ร่วมกันอย่างสวยงาม

ยิ่งได้ฟังบุญล้อมอธิบายเรื่องเกษตรอินทรีย์ด้วยต้นทุนบัญชีครัวเรือน นักเรียนเศรษฐศาสตร์อย่างเรายิ่งตื่นเต้น เพราะไม่เพียงเข้าใจง่าย แต่ยังทำง่าย ไม่ต้องเกร็งกับข้อจำกัดเรื่องการใช้สาร ปลอดสาร หรือภาษายากๆ อีกต่อไป

บุญล้อม เต้าแก้ว เป็นครูที่เรียนรู้จากการทำผิดมามากพอ

จากคนที่ทำเกษตรไม่เป็นเลยในวันแรก มาวันนี้กลายเป็นปราชญ์ชาวบ้านที่เกษตรกรทุกคนให้การยอมรับ

เรานับถือสิ่งที่เขาเพียรทำและถ่ายทอดอย่างไม่มีเหนื่อย และถ้าคุณรู้ตารางงาน 365 วันของบุญล้อม พี่บุญล้อม หรือครูบุญล้อม ที่ออกไปแนะนำเกษตรกรที่ต้องการความช่วยเหลือตอนนี้ คุณจะคิดเหมือนกัน

ใครบางคนคงกำลังอ่านเรื่องนี้อยู่ที่มุมใดมุมหนึ่งของโลก ตั้งคำถามกับชีวิตและสิ่งที่ทำอยู่ ลองฟังเรื่องราวของปราชญ์ชาวบ้านคนนี้ดู คุณอาจไม่ได้อยากลุกขึ้นมาทำสวนทำไร่ในวินาทีที่อ่านจบ แต่อย่างน้อยคุณจะเริ่มเห็นความหมายของชีวิต

1

พาตัวและใจกลับบ้าน : ลูกชาวนา นักเรียนไฟฟ้า คณะประมง พนักงานสุขภัณฑ์

ย้อนกลับไปวัยเด็ก เด็กชายบุญล้อมไม่ได้ต่างจากลูกชาวนาส่วนใหญ่ที่ครอบครัวพร้อมให้การศึกษาที่ดี แม้งานที่ทำเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวจะหนักหนาขนาด 100 ไร่

“เราโตมากับนาข้าว บ้านมีที่นา 20 ไร่ เช่าพื้นที่คนแถวนั้นอีก 80 ไร่ พอปลูกข้าวเสร็จ ก็ใช้เวลานวดข้าวกันอีกเป็นเดือน นำไปสีแล้วเข้ายุ้งข้าว 2 ยุ้งใหญ่ๆ พอถึงเดือนมีนาคมจะมีรถสิบล้อมาขนข้าวไปโรงสี 4 – 5 วันต่อมาก็เรียกพ่อไปรับเงิน พอได้เงินมาพ่อก็นำไปใช้หนี้ตั้งแต่ ธ.ก.ส. เรื่อยมา กว่าจะถึงบ้านเงินหมดพอดี ชีวิตวนเวียนอยู่แบบนี้ เริ่มกู้เงินเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ กว่าจะเริ่มทำนาตอนมิถุนายนก็มีรายจ่ายให้ใช้ระหว่างทาง” บุญล้อมเล่าว่า เวลาแต่ละปีหมุนเวียนเปลี่ยนไปอย่างนั้น จนเขาไม่เคยคิดอยากเป็นชาวนาเหมือนพ่อเลยสักนิด

ช่วง ม.ต้น เราตัดสินใจจะเรียนวิชาชีพเกี่ยวกับไฟฟ้า เพราะเห็นลุงทำงานมีรายได้ดี มั่นคง แต่พอไปช่วยงานก็เบื่อ ไม่อยากทำต่อ อยากเป็นทหารตำรวจ เลยกลับไปเรียนสายสามัญซึ่งเรียนไม่เก่ง เกรดไม่ดีก็เลิกอยากเป็นตำรวจ ครูที่ปรึกษาแนะนำให้เรียนต่อคณะประมงที่อยุธยา”

หลังเรียนจบบุญล้อมเริ่มต้นชีวิตด้วยการเป็นพนักงานขายกระเบื้องและสุขภัณฑ์ จากพนักงานจัดเรียงขึ้นเป็นหัวหน้าแผนกในเวลาไม่นาน

“พอทำงานครบ 1 ปี หัวหน้าเขาก็ให้ย้ายไปเป็นหัวหน้าที่สาขาอื่น เรามองเป็นความก้าวหน้า แต่เพื่อนรอบตัวไม่ได้มองเหมือนกับเรา เขาไม่ได้มองว่าเราทำงานเก่ง เขามองว่าเราได้ดีเพราะเราเลียเจ้านาย ตอนนั้นเสียใจว่าทำไมคิดกับเราแบบนั้น เลยลาออกมาทั้งที่ได้เงินเดือนหมื่นกว่าบาท

“แต่ก็ยังไม่คิดจะไปทำเกษตรอยู่ดี เพราะรู้ว่าทำไปก็ไม่มีเงินเก็บ จึงขอเงินแม่มาลงทุนค้าขาย ซื้อสบู่ ยาสีฟัน น้ำมันพืช เป็นซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดย่อมวิ่งขายตามตลาดนัด ขายดีได้กำไรดี แต่ใช้ชีวิตแบบไม่พอดี เรากิน เราเที่ยว ซื้อทุกอย่างที่อยากจะกิน พอปี 2540 ฟองสบู่แตก คนที่เคยเป็นลูกค้าเราก็กลายมาเป็นพ่อค้าแม่ขายเหมือนกัน จากที่เคยมีร้านแบบนี้ร้านเดียวก็กลายเป็น 3 – 4 ร้าน เริ่มขายไม่ดี” จากธุรกิจที่ให้รายได้เป็นกอบเป็นกำ ในที่สุดกลายเป็นหนี้สินมูลค่ากว่า 300,000 บาท

ความทรงจำในวัยเด็กทำให้บุญล้อมเข้าใจว่าเกษตรกรเป็นอาชีพที่ไม่มีเงินเก็บ แต่ทุกครั้งที่กลับบ้านไปขอยืมพ่อท่านก็มีให้ยืมทุกครั้ง จนในที่สุดพ่อก็ชวนให้กลับมาอยู่บ้าน

“ตอนนั้นเราก็ยังไม่มั่นใจว่าถ้ากลับไปแล้วจะหาเงินคืนพ่อยังไง แต่จากที่เคยหาเงิน 300 บาทต่อวัน มาซื้อข้าวกินให้ครบ 3 มื้อ กลายเป็นว่าเหลือเงิน 300 บาท เพราะอยากกินอะไรก็เก็บของรอบบ้านมาประกอบอาหาร” เขาพูดพร้อมชี้ให้ดูยอดกระถินที่เพิ่งแตกใบเช้านี้

บุญล้อม เต้าแก้ว
2

มีเห็ดมีผล : ความรู้ที่มีต้นเหตุเพราะเพาะเห็ด

ย้อนกลับไปช่วงปี 2535 ก่อนที่ผมจะกลับมาช่วยพ่อเต็มตัว พ่อเปลี่ยนวิถีการทำเกษตรหลังจากเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ว่าด้วยเรื่องการแบ่งพื้นที่เป็น 4 ส่วน มีน้ำ มีนา มีพื้นที่ปลูกผัก และที่อยู่อาศัย

สิ่งที่พ่อทำไม่ใช่การหยิบยกวิธีการทั้งหมดมาทำอย่างไม่ประมาณตน แต่ท่านดูบริบทที่สำคัญและทำได้จริงก่อน ซึ่งพ่อพบว่าน้ำมีความสำคัญในการทำเกษตร ถ้ามีถนน มีไฟฟ้า และอื่นๆ แต่ไม่มีน้ำ ยังไงก็ทำเกษตรไม่ได้ จึงขุดหนองน้ำขึ้นมา ซึ่งก็ต้องใช้เงิน แต่ไม่มีใครยอมให้กู้ พอดีพ่อรู้จักกับคนขุดดินขายก็เลยยกดิน 1 ไร่ให้เขาแลกกับหนองน้ำไว้ทำเกษตร พอมีน้ำก็ปลูกพริก กะเพรา มะเขือ มีกินแล้วยังมีรายได้เข้ามา

เมื่อตัดสินใจกลับบ้าน ด้วยความเป็นนักธุรกิจในตัว บุญล้อมเริ่มมองหาวิธีหารายได้

“ตอนนั้นเห็ดนางฟ้าภูฐานกำลังเป็นที่นิยม จึงขอเงินลงทุนจากพ่อ โดยคำนวณว่าถ้าขายเห็ดนางฟ้าภูฐาน 50 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 50 บาท จะได้เงิน 2,000 บาทต่อวัน ซึ่งถ้าจะให้ได้ 50 กิโลกรัม ต้องใช้ก้อนเชื้อเห็ด 2,000 ก้อน ก้อนละ 8 บาท รวมเป็นเงิน 16,000 บาท จากนั้นต้องมีโรงเรือนมาตรฐานใช้เงินสร้าง 20,000 บาท เป็นเงินทุนที่ขอยืมพ่อทั้งหมด 40,000 บาท” บุญลือผู้เป็นพ่อไม่ลังเลที่จะให้ลูกชายยืมเงิน เพียงแต่ขอให้บุญล้อมตอบคำถาม 3 ข้อดังนี้

“ข้อแรก จะขายเห็ดนางฟ้าภูฐานที่ออกมาให้ใคร เราตอบไม่ได้

“ข้อสอง โรคของเห็ดนางฟ้าภูฐานได้แก่อะไรบ้าง เราก็ตอบไม่ได้เพราะไม่รู้ ไม่ศึกษามาก่อน ศึกษาแค่ตัวเงินว่าหากขายได้จะได้เงินเท่าไหร่

“และข้อสาม วิธีดูแลรักษาเห็ดนางฟ้าภูฐานได้แก่อะไรบ้าง เช่นเคย เราตอบไม่ได้ ตอนนั้นรู้แค่ว่าเราจะทำเพื่อเอาเงินไปใช้หนี้ธุรกิจที่แล้ว คิดจะเอาเงินอย่างเดียวแต่ไม่เคยศึกษาเลย” บุญล้อมเล่า

แม้ตอบคำถามของผู้เป็นพ่อไม่ได้ ท่านก็ยังให้ยืมเงินแค่บางส่วน ก่อนจะแนะนำให้บุญล้อมตัดไม้ไผ่ท้ายสวนมาประกอบห้องโรงเรือนขนาด 3 x 4 เมตร ทำให้ใช้ต้นทุนสร้างโรงเรือนขนาดย่อมเพียง 3,000 บาท พร้อมทดลองเพาะก้อนเชื้อ 200 ก้อนก่อน จนได้เห็ดชุดแรกจำนวน 5 กิโลกรัม

“สิ่งที่เกิดขึ้นคือเราขายไม่เป็นเพราะไม่เคยขายและไม่กล้าขาย นับวันเห็ดยิ่งออกมาเยอะ กินไม่ทันมันก็เสีย ช่วงที่ดูแลใหม่ๆ เรากลัวไม่ออกดอกเห็ดก็เอาสายยางฉีดน้ำเข้าไปในก้อนเชื้อ แทนที่จะออกดอกเห็ดก็เกิดราดำเน่าทั้งห้อง เป็นบทเรียนสำคัญเลยว่าจะทำอะไรให้ศึกษาเรียนรู้วิธีการก่อนลงทุนทำจริงจัง”

ต่อมาบุญล้อมมีโอกาสรู้จัก อาจารย์ยักษ์-ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร ซึ่งมาทำโครงการทฤษฎีใหม่เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งบนพื้นที่สระบุรี โดยก่อนลงพื้นที่อาจารย์ยักษ์ขอให้คนจากพัฒนาชุมชนสระบุรีไปอบรมที่มาบเอื้องก่อน 5 วัน 4 คืน ผมจึงมีโอกาสติดตามไปเรียนรู้ด้วย เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผมเริ่มเรียนรู้เรื่องศาสตร์พระราชาอย่างจริงจัง

3

บริหารจัดการต้นทุน : ความมีเหตุมีผลในวิชาการเกษตร (เศรษ) ฐศาสตร์

ในวันที่ตัดสินใจเป็นเกษตรกรเต็มตัว คุณมองภาพหรือตั้งใจอยากจะเป็นเกษตรกรแบบไหน เราถาม

“ผมไม่ได้เลือกปฏิบัติว่านี่คือเกษตรทฤษฎีเก่าหรือใหม่ สิ่งที่ผมทำคือการเกษตรแบบผสมผสาน การสื่อสารว่าเรากำลังทำเกษตรอินทรีย์ 100 เปอร์เซ็นต์ เกษตรกรเขาก็อาจจะไม่เข้าใจ ผมจึงเลือกใช้คำว่า ‘ลดต้นทุน’ เวลาคุยกันด้วยต้นทุนจะชวนให้เขาเห็นว่าเงินที่หามาได้นั้นหายไปกับอะไรบ้าง

“ทุกครั้งที่ถามเกษตรกรว่าปลูกข้าว 10 ไร่ เหลือเงินเท่าไหร่ เขาจะบอกว่า ประมาณ 20,000 เงินที่เหลือหมดไปกับปุ๋ย ยา พันธุ์ข้าว และอื่นๆ ผมก็ถามเขาว่าคิดค่าแรงตัวเองเท่าไหร่ เขาก็ถามกลับมาว่า ทำไมต้องคิด ถ้าคิดก็ไม่เหลือเงินน่ะสิ ซึ่งผมยืนยันว่าต้องคิดต้นทุนของทุกอย่างเพื่อหาทางลดต้นทุนเหล่านั้น”

บุญล้อมเล่าว่า แนวทางลดต้นทุนทั้งหมดนั้นรัชกาลที่ 9 มีพระราชดำริให้แล้ว ลดต้นทุนด้วยการใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก สมุนไพรขับไล่แมลง รวมถึงความรู้ที่มีปราชญ์ชาวบ้านรวบรวมไว้มากมายและทำได้จริง

เป็นเรื่องง่ายมากที่ใครจะเริ่มทำเกษตรแบบมักง่าย ซื้อปุ๋ยกระสอบมาหว่านแล้วนั่งหวังกับฟ้ากับฝนว่าจะได้ผลผลิตที่ดี ทั้งที่ก็ไม่กล้าใช้สมุนไพรขับไล่แมลงเพราะไม่โฆษณาว่าดี สู้ปุ๋ยที่มีเงินซื้อโฆษณามากกว่าไม่ได้

“ก็มีคนมาเสนอขายปุ๋ยถึงที่นี่เหมือนกันนะ ยาฆ่าแมลงก็เยอะ” บุญล้อมเล่า

“แล้วคุณตอบกลับเขาไปว่าอย่างไร” เราถาม

“ผมก็บอกว่าไปใส่ให้ดูหน่อย แล้วมาดูแลให้หน่อยนะ ถ้าออกผลผลิตดีเดี๋ยวจะลองซื้อ แต่ก็ไม่เห็นใครมาลองให้ดูนะ จะว่าไปก็โทษไม่ได้หรอก เขาเป็นคนขาย มีหน้าที่ขาย ขายเสร็จได้เงินก็ปัดตูดออกไป” บุญล้อมรีบตอบ

ในฐานะนักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่สนใจเรื่องความยั่งยืนในธุรกิจ ทั้งยังเคยชินกับการหารายได้มากกว่าลดต้นทุน เพราะเชื่อในประสิทธิภาพและกลไกราคาที่ตลาดคัดสรร นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้ยินการนิยามเกษตรอินทรีย์ด้วยเหตุและผลทางต้นทุน ทั้งยังเห็นด้วยว่ามีวิธีการลดต้นทุนและเพิ่มรายได้มากมายให้เกษตรกรเลือกทำ เพื่อที่จะไม่ติดอยู่ในกับดักความจนอย่างที่เป็นมา

“เวลาพูดเรื่องเกษตรอินทรีย์ทุกคนจะนึกถึงการปลูกพืชผลไม้โดยไม่ใช้สารเคมี ยาฆ่าแมลง มีข้อจำกัดมากมายเต็มไปหมด เกษตรกรจึงไม่ค่อยอยากทำ แต่ในความเข้าใจของเรา เกษตรอินทรีย์คือการปลูกไว้กิน ไว้แบ่งปันคนอื่น เมื่อนิยามคนละแบบวิธีการก็คนละแบบเลย เราจะคิดถึงความปลอดภัยและการปลอดสารกับทุกเรื่อง ซึ่งหากเอาตัวเลขผลกำไรจากผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์มาเป็นแรงจูงใจให้ทำเกษตรอินทรีย์ เมื่อไม่เป็นตามที่คาดหวังเกษตรกรก็รู้สึกล้มเหลว” บุญล้อมอธิบาย

บุญล้อม เต้าแก้ว

เขาเสริมว่า ที่มาของชุดความคิดนี้มาจากการปฏิบัติจริงในบ้านของเขา ซึ่งตอนแรกอาจจะเริ่มจากไม่มีเงิน แต่แทนที่จะหาแต่รายได้เขาต้องรู้จักการลดรายจ่าย มีวิธีการและองค์ความรู้มากมายเพียงเลือกใช้ให้เหมาะสมกับภูมิศาสตร์และสังคมของตัวเอง

ขอยกตัวอย่างในพื้นที่แปลงผักที่บุญล้อมเล่าว่าเขาไม่มีเงินซื้อผ้ามาคลุม จึงเลือกปลูกกล้วยให้ใบโตพรางแสง

เขาบอกว่า ปลูกกล้วยได้ทั้งเครือ ได้ทั้งหน่อ ก้านกล้วยก็ใช้เป็นที่ค้ำผักให้เครือของบวบ ถั่ว และตำลึง พันก้านขึ้นไป ปกติเกษตรกรนิยมใช้ตาข่ายหรือไม้ล้อมซึ่งใช้ได้หนเดียวก็ต้องทิ้ง แต่ก้านกล้วยที่หมดอายุขัย เมื่อวางลงไปในดิน ราดด้วยน้ำหมักเข้มข้น กลบด้วยดิน ทิ้งไว้ 2 สัปดาห์แล้วสับให้กลายเป็นปุ๋ย ก้านเหล่านั้นจะย่อยสลาย ดินก็ได้ธาตุอาหารเพิ่มขึ้น ไม่ต้องย้ายที่ปลูกเพราะเรารู้จักปรุงดินให้ดี

อีกตัวอย่างคือวิธีเลี้ยงไก่อินทรีย์กึ่งผสมผสานเชิงพาณิชย์ของบุญล้อม

เขาเล่าว่า รูปแบบของการเลี้ยงไก่แบบทั่วไปให้อาหารแห้ง ไก่ 1 ตัว กินอาหาร 1 ขีด ต่อตัวต่อวัน ถ้าอาหาร 2 บาท ไข่ออกมา 3 บาท ยังไงก็เจ๊ง ขณะที่เกษตรอินทรีย์ ไก่ 10 ตัว จะไข่เพียง 5 ฟอง แต่จะขายไข่ในราคาสูงกว่าทั่วไป

แต่ถ้าเป็นระบบลดต้นทุนด้วยการให้อาหารข้น คือใช้อาหารแห้งผสมน้ำหมัก ไก่ 10 ตัว ได้ไข่ 9 ฟอง ซึ่งใครสะดวกเลี้ยงแบบไหนก็ได้ เพียงแต่เขาไม่สนับสนุนการเลี้ยงแบบกรงตับซึ่งเลี้ยงไก่อย่างแออัด ให้ไก่กินน้ำ กินอาหาร และรอเก็บไข่ วนเวียนแค่นั้น ไก่จะเครียดเกินไป ส่งผลต่อไข่ที่ออกมาและส่งผลต่อสุขภาพร่างกายเราหากกินไข่เครียดเหล่านั้น

4

ใช้ธรรมชาติบำบัด : มีภูมิคุ้มกันในตัวเองและสร้างภูมิคุ้มกันในคนอื่น

กว่า 7 ปีที่ทำงานในโครงการ ‘พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน’ ร่วมกับมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติและเชฟรอนประเทศไทย ในการผนึกกำลังร่วมกันแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งตามแนวทางศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่น ทำให้บุญล้อมได้พบเจอปราชญ์ชาวบ้านและผู้คนหลากหลายวัย และความสนใจที่เขายกให้เป็นครู เกิดเป็นองค์ความรู้เฉพาะตัวที่เขาตกผลึกและเผยแพร่แก่คนที่ต้องการจริงๆ ผ่านการลงมือทำ เลือกพิสูจน์มากกว่าจะปักใจเชื่อเพียงแค่เขาบอกมา

บุญล้อมจะศึกษาและทดลองหาความจริงว่าสิ่งที่ได้ยินมาใช้กับพื้นที่ของเขาได้หรือไม่ เกิดการเรียนรู้และทำซ้ำๆ เมื่อเกิดประโยชน์ก็บอกต่อ

เขาเล่าวิธีการจัดการองค์ความรู้ที่มาจากหลายทิศหลายทางให้ฟังว่า จงลองผิดลองถูกกับพื้นที่จริง เพราะบางอย่างใช้กับบางพื้นที่ไม่ได้ผล เช่นน้ำหมักบางชนิดใช้กับพื้นที่ภาคอีสานดี แต่ใช้กับภาคกลางไม่ได้ผล ก่อนหาคำตอบว่าทำไมไม่ได้ผล บุญล้อมก็พบว่าเป็นเรื่องของดิน น้ำ อากาศ แสงแดด

“ผมเชื่อเรื่องการทดลองปฏิบัติ ยิ่งไม่ได้ผลยิ่งต้องหาสาเหตุให้พบ หลายครั้งที่การส่งเสริมเกษตรจากส่วนกลางนั้นดี แต่ไม่ได้ดีกับทุกคน เช่น เกษตรกรชาวสระบุรีไปดูงานภาคอีสาน พบว่าเลี้ยงจิ้งหรีดขายได้ตัวละบาท กลับมาก็ลงทุนทำโรงเรือนทันที พอขายก็ขายไม่ได้เพราะคนภาคกลางไม่นิยมกินจิ้งหรีด เช่นกัน การจะส่งเสริมให้ปลูกผักอะไรก็ต้องดูว่าคนในสังคมเขากินอะไรกัน เรื่องแบบนี้ต้องใช้ทักษะและความรู้รอบตัวเยอะแยะ เวลาไปลงพื้นที่ที่ไหนผมจะใช้เวลาช่วงเช้าเดินตลาดเช้า ดูว่าเขาขายอะไร กินอะไร เรื่องนี้สำคัญนะ” บุญล้อมเล่า

“อะไรคือวิธีที่คุณใช้ขอความรู้จากปราชญ์ชาวบ้าน” เราถาม

“ใช้วิธีนั่งคุยกับพวกเขา ใช้ความอ่อนน้อมถ่อมตนที่มีถามเรื่องที่สงสัย

“คนโบราณบอกว่าให้ปลูกพืชข้างขึ้น ไม่ใช่แค่ชื่อเป็นมงคล แต่เป็นเพราะการปลูกข้างขึ้นแสงของพระจันทร์เต็มดวงจะส่องลงมากระทบดินทำให้ดินอุ่น มีอุณหภูมิที่พืชจะงอกงาม พอใบเริ่มแตกก็เข้าสู่ข้างแรมพอดี แมลงที่มากินใบจะมองไม่เห็น เป็นภูมิปัญญาที่เขาถือกันมาตลอด เมื่อจับมาเจอกับภูมิปัญญาสมัยนี้ ใช้วิธีห่มดินด้วยเศษฟางรักษาอุณหภูมิพืชก็งอกงาม หรืออีกตัวอย่างที่เขาบอกว่าห้ามฉี่รดจอมปลวก เพราะเป็นจุดยุทธศาสตร์ของน้ำบริสุทธิ์ เป็นจุดที่น้ำจืด ไม่กร่อย ไม่กระด้าง มีความเป็นกรดด่างพอดี” คำตอบของบุญล้อมมักจะกลับมาที่เรื่องการทดลองและหาความรู้อยู่เสมอ

บุญล้อม เต้าแก้ว
5

ผิดเป็นครู : งานของครูผู้ชอบทำโดยชอบธรรม

นอกจากเป็นเกษตรกร งานของบุญล้อมที่ศูนย์เรียนรู้เกษตรพอเพียงชุมชน สวนล้อมศรีรินทร์ ตำบลหนองโน อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี คือผู้ดูแลและปรับปรุงไม่ให้สวนของเขาต้องอยู่นิ่ง

“ที่ผมได้เป็นครูเพราะผมเรียนรู้จากการทำผิดมามากพอ เมื่อเจอกับเรื่องที่ไม่รู้ก็อยากหาคำตอบ เริ่มจากคิดว่าใครน่าจะให้คำตอบเราได้ ซึ่งเราจะไม่คิดถึงคนคนนั้นคนเดียว ผมใช้ครูเปลืองมาก 4 – 5 คน จนกว่าจะได้คำตอบที่ตกผลึกเพื่อเผยแพร่ต่อไป

“สำหรับศูนย์เรียนรู้ เพราะเราอยากให้คนที่กลับมาเรียนรู้ซ้ำได้บทเรียนใหม่ๆ กลับไป นอกจากออกแบบชุดขององค์ความรู้ เราชอบศึกษาความรู้จากที่อื่นๆ เพื่อเพิ่มพูนให้พื้นที่ของเรา” คิวเรเตอร์และครูประจำชั้นศูนย์เรียนรู้แห่งนี้เล่าถึงงานที่ทำ

“จากคนที่ทำเกษตรไม่เป็นเลยในวันแรก มาวันหนึ่งกลายเป็นปราชญ์ชาวบ้านที่ทุกคนให้การยอมรับ ทำให้คุณต้องเปลี่ยนตัวเองอย่างไรบ้าง” เราถาม

“ตอนเด็กๆ ผมเป็นคนพูดไม่เก่งเลย จำได้ว่าชอบเล่นกีฬามาก ชีวิตอยู่กับกีฬา ให้นำเสนอหน้าห้องนี่ไม่ได้เลย พอกลับมาช่วยงานคุณพ่อ ฟังพ่อบรรยายหน้าห้อง ตามท่านพาคนเดินชมพื้นที่จนซึมซับ รู้ว่าต้องพาชมอะไร ให้ความรู้เรื่องไหน เริ่มศึกษามากขึ้นเพื่อให้มีความรู้มาเล่ามากขึ้น จากนั้นจึงเริ่มบรรยายหน้าห้องได้บ้าง” บุญล้อมเล่า

เขายังจำห้องเรียนแรกที่สอนได้ดี นักเรียนกลุ่มแรกของเขาคือชาวบ้านแถวนั้น

“ตอนแรกกล้าๆ กลัวๆ ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอยู่ สำหรับผมการบรรยายคือการเล่าประสบการณ์ชีวิตจริง เมื่อชาวบ้านเชื่อว่าเราเป็นเกษตรกรที่ทำให้ประสบความสำเร็จ เขาก็จะเชื่อและตั้งใจฟังสิ่งที่ถ่ายทอด มากกว่าฟังนักวิชาการจากส่วนกลาง

“มีครั้งหนึ่งไปพูดให้ชาวบ้านที่อุบลราชธานีฟัง วันแรกมากัน 30 คน ตอนแรกไม่แน่ใจเพราะเราเตรียมมาพูดหลักบันได 9 ขั้น และ 3 ห่วง 2 เงื่อนไข โดยเขียนเป็นแผนภาพด้วยตัวเองทั้งหมด เขียนให้เขาดู พูดให้เขาฟัง วันต่อมามากัน 60 คนเลย เขาไปชวนกันมาเพราะได้ความรู้ สอนเรื่องปุ๋ยหมัก น้ำซาวข้าว สมุนไพรไล่แมลง วันต่อมาทำแชมพู สบู่ ปุ๋ยหมักน้ำ

“ไม่ใช่ว่าเขาอยากได้ของที่ทำ แต่เขาอยากลงมือทำได้จริงๆ อย่างน้ำซาวข้าวแปลงมาทำจุลินทรีย์น้ำซาวข้าว ใช้ฉีดเร่งการเจริญเติบโตของพืช ใช้เทใส่ห้องส้วมแก้ปัญหาส้วมเต็ม หรือใส่มะกรูดแช่ทิ้งไว้ 1 เดือน นำไปขัดพื้นห้องน้ำแทนน้ำยาขัดห้องน้ำ ชาวบ้านตื่นเต้นกับเรื่องเหล่านี้มาก” บุญล้อมเล่าถึงชั้นเรียนที่เขาประทับใจ

“อะไรคือเรื่องที่คุณมักจะสอนหรือให้คำแนะนำแก่คนที่มาขอเสมอ” เราถาม

อย่ายึดติดกับสิ่งต่างๆ นั่นคือให้มองภาพรวมดีกว่ายึดติดในผลที่เป็นรูปธรรม เช่นมาทำเกษตรก็อย่ายึดติดว่าทำแล้วต้องรวย” บุญล้อมตอบก่อนเสริมว่าเมื่อเรากินอาหารที่ปลูกเอง ไม่ได้ซื้อมา เราก็จะปลอดภัย ไม่ป่วย ไม่ต้องไปหาหมอ เขาพยายามชวนให้ผู้ที่สนใจมองเรื่องชีวิตประจำวันมากกว่าจะสอนวิธีทำเกษตรให้ร่ำรวยเงินทอง โดยมีหลักในการทำงาน 5 ข้อที่เขายึดถือเสมอ

มีความเพียร มีความอดทน ต้องไม่ใจร้อน ต้องไม่พูดมาก และไม่ทะเลาะกัน

บุญล้อม เต้าแก้ว

“ขาดข้อใดข้อหนึ่งไม่ได้ รอบนี้ทำไมปลูกมะเขือไม่ขึ้น อย่าไปโทษว่ามือร้อน แต่ให้ลองปลูกซ้ำๆ ต้องใช้ความเพียรพยายาม อดทนทำต่อ ไม่รีบไม่เร่ง ลงมือทำ อย่าพูดมาก ใครจะว่าอย่างไรอย่าไปทะเลาะกับเขา อาชีพเกษตรกรไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด อย่าลาออกมาทำ ไม่งั้นตายแน่”

บุญล้อมบอกว่า ความยากของการสอนคือความไม่รู้ว่าคนที่กำลังคุยอยู่รู้อะไรมาบ้าง มากหรือน้อย

“ผมจะเริ่มจากการเป็นคนไม่รู้ก่อนเสมอ ถามเขาก่อนโดยไม่แสดงตัวว่าเรามีความรู้เหนือเขา แต่จะคอยเสริมจุดที่ไม่รู้ ไม่ตั้งตนบอกสอนโดยไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วเขาเก่งกว่าเราเยอะ เพราะฉะนั้น จุดยืนเวลาทำงานทุกครั้งคือ ผมจะต้องคุมสถานการณ์นี้ของตัวเอง มองให้ออกว่าคนที่มาเขามองหาอะไร และอะไรคือเรื่องที่เราช่วยเสริมได้

“ตอนนี้เจอปัญหาว่าคนอยากทำเกษตร แต่ยังไม่เข้าใจว่าจะทำอย่างไร เราก็แนะนำให้ไปปูพื้นฐานที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้องก่อน เพื่อเข้าใจเหตุและผลของรูปแบบการใช้ธรรมชาติทำการเกษตรผสมผสาน เพื่อที่จะไม่ต้องคอยตอบคำถามเดิมทุกครั้ง ทำไมต้องคำนวณพื้นที่ปลูกข้าวไว้กิน หรือทำไมต้องขุดหนองน้ำ ก็เพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ยามแล้ง ซึ่งหากทุกพื้นที่ช่วยกันเก็บน้ำ 100,000 ราย เราจะเก็บน้ำได้เท่ากับ 4 เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ทุกบ้านจะรอดเพราะมีกินมีใช้ตลอดปี กรุงเทพฯ อยู่รอด ไม่ต้องใช้งบประมาณทำเขื่อนให้เสียพื้นที่ป่าและค่าใช้จ่ายอื่นๆ”

“จากวันแรกจนถึงวันนี้ ตัวตนของคุณเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง” เราถาม

บุญล้อมนิ่งคิดก่อนจะตอบว่า จากคนที่ไม่ค่อยสนใจเรื่องของคนอื่น ก็กลายเป็นคนอยากให้คนอื่น เปลี่ยนจากคนที่มุ่งแต่จะหาเงิน กลายเป็นคนที่รู้ว่าความสุขที่แท้จริงคือการอยู่กับครอบครัวพร้อมหน้า ก่อนจะทิ้งท้ายความชื่นใจที่เขารู้สึกจากสิ่งที่ทำมาตลอดเวลา 7 ปี

“ความชื่นใจของเราคือการได้เป็นผู้ให้ ดีใจทุกครั้งที่รู้ว่าความเหนื่อยของเราสร้างความสุขให้คนอื่นได้ เราไม่ได้หวังจะรวยหรือมีผลกำไรจากสิ่งนี้ เราแค่อยากเห็นเขากลับมาอยู่บนพื้นที่ของตัวเอง อยู่กับครอบครัว มีความสุขเหมือนที่เราเป็นอยู่ ก็แค่นั้นเอง”

บุญล้อม เต้าแก้ว

โครงการ ‘พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน


Website : ajourneyinspiredbytheking.org
Facebook : พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

นอกจากต้นไม้และหม้อทอดไร้น้ำมัน ก็คงเป็นการลงทุนนี่แหละ ที่มีคนแห่กันเข้าสู่วงการเยอะเป็นประวัติการณ์ในช่วงโควิด-19 ซึ่งเราเห็นกันได้จากปรากฏการณ์จองหุ้น PTTOR และกระแสที่ใครๆ ก็ซื้อ Cryptocurrency (และใจหายใจคว่ำราวกับนั่งรถไฟเหาะ)

การลงทุนในกองทุนรวม เป็นอีกอย่างที่คนสนใจกันเยอะมาก สถานการณ์นี้ช่วยส่งให้ FINNOMENA แพลตฟอร์มซื้อขายกองทุนกลายเป็นที่พูดถึง และเป็นที่รักของนักลงทุนด้วยความรวดเร็ว

ทีแรกผมคิดว่า FINNOMENA คือสื่อที่ทำเนื้อหาด้านการลงทุน เพราะเขาเล่าเรื่องการลงทุนได้สนุกและมีเสน่ห์ ทั้งผ่านตัวหนังสือ เสียง และวิดีโอ ไลฟ์รายวันก็ทำให้เราเห็นว่า ผู้ชมของพวกเขาแน่นหนาและน่ารักมาก

แต่จริงๆ แล้ว FINNOMENA คือสตาร์ทอัพด้านฟินเทค ทีมงานเกือบทั้งหมดในจำนวนร่วม 200 คน เป็นคนสายเทค ไม่ใช่นักลงทุน

ถ้าไม่เคยรู้จัก ผมขอแนะนำ FINNOMENA ด้วยตัวเลขชุดนี้

ตอนนี้มีคนเปิดบัญชีซื้อกองทุนกับ FINNOMENA กว่า 100,000 คน

ถ้านับเป็นจำนวนเงิน รอบครึ่งปีที่ผ่านมา ยอดเงินลงทุนขยับจาก 14,000 ล้านบาท เป็น 32,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 90 เปอร์เซ็นต์

ช่วงโควิด-19 มีคนหลายสาขาอาชีพศึกษาเรื่องการลงทุนจนช่ำชอง แล้วมาทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านการลงทุนให้กับลูกค้าของ FINNOMENA เกือบ 2,000 คน

รายการ Morning Brief รวมทุกข่าวสารเพื่อการลงทุน และให้คำแนะนำเรื่องกองทุน มียอดผู้ชมราว 20,000 คน เกินหน้ารายการวิเคราะห์การลงทุนของสื่อออนไลน์อื่น บางวันก็มากกว่ารายการข่าวช่องดังด้วยซ้ำ

เนื้อหาของ FINNOMENA ในทุกช่องทางเข้าถึงคนแบบออร์แกนิกเดือนละกว่า 100,000,000 Reach

ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้คือ เจษฎา สุขทิศ CEO แบงค์-ชยนนท์ รักกาญจนันท์ และ กิ๊ก-กสิณ สุธรรมนัส ผู้ร่วมก่อตั้ง

เจษฎารู้ตัวว่าชอบการลงทุนตั้งแต่ ม.ต้น หลังจากนั้นชีวิตเขาก็ไม่เคยวอกแวกไปทางอื่น

เขาเรียนจบปริญญาตรีจากคณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ แล้วเริ่มทำงานในสายการลงทุนตอนอายุ 20 ปี แล้วเติบโตแบบก้าวกระโดด เขารับตำแหน่งผู้จัดการกองทุนด้วยวัย 23 ปี แล้วก็นั่งเก้าอี้ CIO (Chief Investment Officer) ที่ CIMB-Principal ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของสายอาชีพนี้ตอนอายุ 30 ปี

เจษฎารักการสื่อสารเรื่องการลงทุนมาตั้งแต่วัยหนุ่ม เขาใช้นามปากกา FunTalk เขียนเรื่องการลงทุนผ่านคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ เปิดเว็บไซต์ Fundmanagertalk.com ของตัวเอง พอมีเฟซบุ๊กก็เปิดเพจ ซึ่งช่วงหนึ่งถือเป็นเพจการลงทุนที่มีคนติดตามมากที่สุดในประเทศ

เมื่อ 6 ปีก่อน ตอนอายุ 34 ปี เขาตัดสินใจลาออกมาทำสตาร์ทอัพของตัวเองที่ชื่อ FINNOMENA แปลว่า ปรากฏการณ์ทางการเงิน

วันนี้ก็ดูเหมือนจะเป็นแบบนั้นจริงๆ

เจษฎา สุขทิศ ผู้ปั้น FINNOMENA สตาร์ทอัพฟินเทคด้วยหัวใจ จนทำยอดได้เกิน 32,000 ล้านบาท

ในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา ตัวเลขคนซื้อกองทุนผ่าน FINNOMENA เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ตัวเลขนี้บอกอะไรเราบ้าง

ผมทำเรื่องการลงทุนมายี่สิบปีแล้ว ทำอยู่อย่างเดียว เมื่อก่อนคนลงทุนน้อยมาก คนไทยที่มีรายได้มีอยู่สามสิบสามล้านคน ซื้อสลากกินแบ่งฯ ประมาณสิบห้าล้านคน หรือครึ่งหนึ่ง ก่อนโควิดมีพอร์ตลงทุนในหุ้นที่ยังแอคทีฟไม่ถึงล้านคน ซื้อกองทุนรวมล้านกว่าคน คิดเป็นห้าเปอร์เซ็นต์ของผู้มีรายได้ แต่ถ้าอเมริกาคือตัวเลขจะสูงถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์ ส่วนมาเลเซียประมาณยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์

พอเกิดโควิดก็มีการเปลี่ยนผ่านสู่ New Normal สู่ Post-pandemic World ซึ่งเกิดขึ้นในโลกของการลงทุนด้วย Wealth Management กลายเป็นส้มหล่น คนอยู่บ้านเยอะ คนรู้สึกไม่มั่นคง ถ้าโลกเลวร้ายขนาดนี้ ฉันต้องหารายได้เพิ่ม แหล่งรายได้ที่สองก็สำคัญขึ้นมา คนเลยสนใจลงทุนจริงจัง

สุดท้าย แรงกระตุ้นที่อยู่ในยีนของมนุษย์หลักๆ มีสองอย่าง คือความรัก กับ เงิน สถิติอาชญากรรมทั่วโลกอันดับสองคือเรื่องชู้สาว สิ่งที่ทำให้คนฆ่ากันตายมากที่สุดในโลกคือเงิน เงินจึงเป็นสิ่งกระตุ้นที่รุนแรงที่สุดในใจมนุษย์อยู่แล้ว คนอยากรวยก็เสพเนื้อหาเกี่ยวกับการลงทุนเยอะขึ้นมากๆ ผมจัดไลฟ์เมื่อหกปีก่อน คนดูหลักร้อย เดี๋ยวนี้สองหมื่น ด้วยการเข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมของโควิด การ Disrupt ต่างๆ และแรงกระตุ้นจากข้างในของคน ทำให้ช่วงนี้คนสนใจลงทุนเยอะมาก

นักลงทุนหน้าใหม่กลุ่มไหนที่คุณสนใจเป็นพิเศษ

เข้ามากันทุกช่วงอายุเลย คนอายุเยอะๆ ก็เพราะกิจการถูกกระทบ เอาเงินมาลงทุนดีกว่า ช่วงสองสามปีที่ผ่านมาราคาหุ้นบริษัทเทคโนโลยีเติบโตมหาศาล ลงทุนแล้วก็ประสบความสำเร็จ พอสำเร็จก็บอกต่อ เลยไหลกันเข้า

กลุ่มที่น่าสนใจคือ น้องๆ รุ่นใหม่ Cryptocurrency ใช้เวลาสั้นมาก ปีสองปีมีนักลงทุนล้านกว่าคนแล้ว เท่ากับที่กองทุนใช้เวลายี่สิบปี เด็กปีสามปีสี่เดี๋ยวนี้มี Crypto Wallet กันหมดแล้ว นี่เป็นอีกกระแส แต่ก็มีกฎหมายน่ารักๆ เกี่ยวกับการลงทุนที่ผมไม่ค่อยเข้าใจ เขาบอกว่าจะซื้อกองทุนรวมได้ต้องอายุยี่สิบปีขึ้นไป เด็กเรียนเรื่องการเงินตั้งแต่มัธยม สุดท้ายก็ต้องเก็บเงินในบัญชีเงินฝาก ดอกเบี้ยศูนย์จุดกว่าๆ เปอร์เซ็นต์ ไปเรื่อยๆ จริงๆ ม.3 ม.4 ควรลงทุนพอร์ตง่ายๆ ได้แล้ว เก็บเงินค่าขนมร้อยบาท ก็ควรลงทุนได้

พอกระแส Cryptocurrency มา ก็ส่งผลบวกไปหาตัวอื่น ทำให้คนอยากลงทุนมากขึ้น ต้นปีที่ผ่านมา PTTOR เปิดให้จองหุ้น เกิดกระแสแบบที่ไม่เคยเกิดมาก่อนในประเทศไทย คือมีจำนวนคนจอง ถ้าผมจำไม่ผิดแปดแสนคน แทบจะเท่าบัญชีหุ้นทั้งประเทศ หลายคนที่จองก็ไม่มีบัญชีหุ้น จองๆ ไปก่อน แล้วค่อยเปิดบัญชีหุ้น พอมีกองทุนอะไรใหม่ๆ คนก็สนใจตามๆ กัน ผมทำกองทุนก็ได้รับกระแสนี้ด้วย น้องๆ หลายคนลงคริปโตฯ แล้วรู้สึกว่ามันเสี่ยงเกินไป ถ้าจะหมดข้ามคืนก็หมดเลย พอกดดูเจอ FINNOMENA มีเนื้อหาลงทุนด้วย ยากดีเว้ย ศึกษากันเถอะ ก็เกิดเป็นกระแสแบบนี้ครับ

ตำแหน่งสุดท้ายของคุณก่อนลาออกมาทำ FINNOMENA คือ CIO ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของสายอาชีพนี้ และเป็นความฝันของคุณมาตลอด อะไรทำให้ยอมทิ้งมาทำสตาร์ทอัพ

ผมเคยคิดว่าจะเกษียณด้วยการเป็น Fund Manager จริงๆ นะ เพราะมันโอเคแล้ว มั่นคง ผมก็ทำมาสิบห้าปี จนเมื่อหกปีก่อน ผมเห็นความเปลี่ยนแปลง สาขาของธนาคารเริ่มปิดตัวลง อีกอย่างคนต่างประเทศถึงกับมาดูงานที่เมืองไทย ว่าทำไมผลิตภัณฑ์การลงทุนถึงขายผ่านสาขาธนาคาร แทนที่จะขายผ่านบริษัทแบบที่ปรึกษาการลงทุน ผมเห็น Mega Trend ที่กำลังเปลี่ยน ผมเชื่อว่าเทรนด์ของการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์การลงทุนจะเปลี่ยนจากสาขาธนาคารไปสู่บริษัทที่ปรึกษา แล้วก็เริ่มเป็นแบบนั้นจริงๆ ช่วงโควิดภาพรวมของอุตสาหกรรมบริหารเงินลงทุนติดลบนะ แต่ธุรกิจของ FINNOMENA โตประมาณหนึ่งเท่าตัว แสดงว่าสิ่งที่เราเชื่อมันเป็นแบบนั้นจริงๆ

คุณชอบอะไรในอาชีพผู้จัดการกองทุน

ข้อดีอย่างหนึ่งคือ เราต้องกำหนดมุมมองต่อธุรกิจตลอดเวลาว่า ธุรกิจไหนจะเป็นขาขึ้น หุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีเกือบพันบริษัท ถ้าผมอยากรู้ว่า ธุรกิจธนาคารเป็นยังไงก็นัด คุณกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ คุยในฐานะนักลงทุนสถาบันได้ อยากรู้ว่าธุรกิจค้าปลีกเป็นยังไง ผมก็นัด คุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ คุย ผมทำได้เพราะผมซื้อหุ้นบริษัทเขาทีละมากๆ เป็นหลักร้อยล้าน พันล้าน เวลาผมอยากเจอเขา เขาก็อยากให้เจอ ผมเลยได้คุยกับคนเก่งๆ ระดับประเทศ ได้ฟังความคิดเขา

ผู้บริหารในดวงใจของผมท่านหนึ่งคือ คุณพิทักษ์ รัชกิจประการ เจ้าของปั๊ม PT โอ้โห ฟังทีไรขนลุกทุกที เราก็มีมุมมองว่า Mega Trend คืออะไร เราจะทำ FINNOMENA ด้วยความเชื่อในเทรนด์อะไร ในโอกาสนั้น อะไรคือจุดแข็งของเราที่คนอื่นไม่มี เราจะไปทำสิ่งนั้น ถ้าถามว่า ทำไมถึงกล้า ก็เพราะมั่นใจจากความรู้ จากมุมมองที่เราเชื่อว่าเป็นโมเดลธุรกิจที่แข็งแรง

เจษฎา สุขทิศ ผู้ปั้น FINNOMENA สตาร์ทอัพฟินเทคด้วยหัวใจ จนทำยอดได้เกิน 32,000 ล้านบาท

ขออนุมัติภรรยาลาออกยากไหม

ตอนนั้นอายุสามสิบสี่ ก็คุยกับแฟน ยากนะ ต้นทุนค่าเสียโอกาสมันเยอะไง กว่าจะพาตัวเองขึ้นมาถึงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ด้านการลงทุน เงินเดือนเยอะกว่าตอนนี้อีก มีห้องทำงานมองออกไปเห็นตึกสวยๆ มีคนขับรถ มีเลขาฯ ในขณะที่บ้านก็ต้องผ่อน ลูกอ่อนๆ สามคน ถ้าออกมาคือต้องใช้เงินเก็บตัวเอง โชคดีที่ผมซื้อกองทุนตั้งแต่ยังเด็ก เงินเก็บก็โตหลายเท่าตัวเหมือนกัน ตอนออกมาก็คิดว่าอยู่ได้สักสองสามปี ไม่ถึงกับทำให้ครอบครัวลำบาก ไปคุยกับผู้ใหญ่ในวงการธนาคาร เขาว่าถ้าอยากกลับมาเอางานดีๆ ของโลกมนุษย์เงินเดือน สักสองปียังกลับมาได้ เขายังไม่ลืมเธอหรอก แต่ถ้าเลยสองปีไม่ต้องกลับมาแล้ว ไม่มีคนรู้จักแล้ว

แฟนเห็นหน้าผมแบบอยากมาก เขารู้นิสัยผมไง เวลาผมเจอฉันทะ อิคิไก แพสชัน จะเรียกอะไรก็แล้วแต่ มันจะเป็นแบบนี้ทุกทีเลย จนช่วงหลังผมสงบลงเยอะ เพราะพาร์ตเนอร์ผมเขาสอนผมทำสมาธิ ผมเป็นคริสต์ แต่ไปบวชมาแล้วนะ ไปอยู่วัด หลวงพ่อปราโมทย์ (ปราโมทย์ ปาโมชฺโช) วิธีคิดก็เปลี่ยนไป เริ่มแก่แล้วด้วยมั้ง ตอนนั้นตื่นเต้นมากๆ แฟนก็เลยให้ทำ

จำวันสุดท้ายที่ทำงานได้ไหม

แรงกระตุ้นอย่างหนึ่งของผมคือหนังสือเรื่อง Dare to do ของ คุณกรณ์ จาติกวณิช เรื่องการเมืองผมไม่ได้อยู่ฝั่งไหนนะ ช่วงทวิตเตอร์มาปีแรก ผมก็ทวีตคุยกับคุณกรณ์ คุณสุทธิชัย หยุ่น ตลอด เราก็ปลื้มนะ รัฐมนตรีคลังมาตอบเราได้ไง ในหนังสือของคุณกรณ์เล่าเรื่องกบห้าตัวที่ตัดสินใจกระโดดลงน้ำเพื่อหาชีวิตแบบใหม่ พอตัดสินใจแล้ว สุดท้ายบนขอนไม้ก็ยังมีกบห้าตัวเหมือนเดิม เพราะไม่ลงมือทำสักที ผมอ่านแล้วก็ เฮ้ย ไม่ได้แล้ว อ่านประวัติของ เมย์ After You (กุลพัชร์ กนกวัฒนาวรรณ) บอย ท่าพระจันทร์ หมูทอดเจ๊จง ก็ยิ่งฮึกเหิม เอาวะ กูต้องลงมือทำแล้ว กระโดดแม่งเลย

ผมทำงานวันสุดท้าย 15 พฤษภาคม ค.ศ. 2015 วันนั้นคุณกรณ์จัดงานเปิดตัวหนังสือที่โรงแรมดุสิตฯ พอดี พอผมเก็บของใส่กล่อง ถอดหัวโขนแล้ว ผมก็ไปงาน เจอคุณกรณ์ตัวเป็นๆ ครั้งแรก ผมแนะนำตัวว่า ผม FundTalk ที่ทวีตคุยกัน ผมอ่าน Dare to do แล้วลาออกเลย เขาถามว่า ก่อนหน้านี้ทำอะไร ผมบอกว่า เป็น CIO อยู่ที่ CIMB Principal เขาถามว่า แล้วลาออกมาทำไมเนี่ย ก็ผมอ่านหนังสือพี่ กบมันต้องกระโดดลงน้ำไม่ใช่เหรอ คุณกรณ์บอก ชิบหายแล้ว ถ้าไปแล้วไม่รุ่งไม่เกี่ยวกับพี่นะ (หัวเราะ) ผมคิดในใจว่า อ้าว กูลาออกมาแล้วนะเว้ย (หัวเราะ)

สรุปคือ แรงกระตุ้นที่ทำให้ผมทำ FINNOMENA คือ หนังสือเล่มหนึ่ง บวกมุมมอง และความเป็นมนุษย์ที่ขับเคลื่อนด้วยแพสชัน ก็จับพลัดจับผลูมาครับ

พอถอดหัวโขน ทิ้งเงินเดือนเยอะๆ แล้ว ชีวิตเป็นยังไงบ้าง

ผู้จัดการกองทุนดูเป็นอาชีพที่หรูหรา แต่ผมเชื่อว่า มันคือหัวโขนทั้งนั้น มนุษย์เราก็มีสองแขน สองขาเหมือนกันหมด ก่อนลาออก ผมดูแลเงินแสนล้าน ซึ่งไม่ใช่เงินผม เป็นเงินนักลงทุน เอาเงินคนโน้นคนนี้มารวมกัน เลยเป็นกองทุนรวม แล้วผมก็บริหาร พอดูแลเงินเยอะๆ ธนาคารต่างประเทศอย่างโกลด์แมนแซคส์ (Goldman Sachs) หรือเมอร์ริล ลินช์ (Merrill Lynch) ก็เข้ามาหาเรา ตอนผมเป็น CIO ผมเคยกินอาหารอย่างดี บิลออกมาทั้งโต๊ะมื้อละแสน ซึ่งผมไม่ได้จ่ายนะ

ตอนมาทำ FINNOMENA ใหม่ๆ ออฟฟิศอยู่ตรงข้ามสีลมคอมเพล็กซ์ จำได้เลยว่าเวลานั้นต้องประหยัด เงินเดือนตัวเองหมื่นห้า เราต้องเขียมไว้ ปกติเรากินข้าวแกงมื้อละสี่สิบบาท หรูสุดก็ฮะจิบังชามละร้อย มีวันหนึ่ง ตอนเย็นก่อนจัดไลฟ์ ผมข้ามถนนมากับพี่แบงค์ คู่หูของผม เหนื่อยจังเลยว่ะ หาอะไรดีๆ กินหน่อยไหม เรายืนดูโปรโมชันหน้าหมูเกาหลี 359 บาท แล้วก็คุยกันนานมากว่าแพงไปไหมวะ เป็นภาพที่ผมจำได้แม่นเลย

ทำไมคุณถึงทำแต่กองทุน

ผมเปรียบแบบนี้ ถ้าเป็นคริปโตฯ คือน้ำเดือด หุ้นเป็นน้ำร้อน กองทุนเป็นน้ำอุ่น ฝากแบงค์เป็นน้ำเย็น ผมเคยอยู่มาหลายอุณหภูมิแล้ว ผมเลือกที่จะอยู่น้ำอุ่น ไม่อยากไปเล่นกับความโลภของคนมากเกินไป มันน่าเบื่อ ถ้าอยู่น้ำร้อน วิธีทำคอนเทนต์จะเป็นอีกแบบเลย ซื้อหุ้นตัวนี้เดี๋ยวจะขึ้น เดี๋ยวจะรวย ได้ห้าสิบเปอร์เซ็นต์ในสามเดือน มันมีวิธีพูดแบบนี้ ส่วนใหญ่วัยรุ่นชอบน้ำเดือดๆ แต่ก็ต้องมีที่สำหรับน้ำอุ่นแบบที่อยู่แล้วพอดีๆ

ตอนผมอายุยี่สิบกับสี่สิบก็มีวิธีคิดที่เปลี่ยนไปเยอะ ผมเลือกน้ำอุ่น ลงเงินไปแล้ว อยากตื่นเช้ามาไม่ต้องทนฟังคนด่าเยอะๆ (หัวเราะ) หวังผลตอบแทนปีละแปดเปอร์เซ็นต์ สิบเปอร์เซ็นต์ สิบปีเงินขึ้นเท่าตัว ไม่ใช่เดือนหนึ่งเงินขึ้นเท่าตัว มันคนละเกมกัน อย่าลืมว่าทำธุรกิจแบบนี้ต้องรับผิดชอบเงินของคนเยอะมากๆ แล้วยิ่งเขาเชื่อเรา มันอาจจะเป็นเงินเก็บทั้งหมดของเขา ผมเลือกที่จะไม่ให้ผลตอบแทนเยอะเกินไป ไม่เสี่ยงเกินไป กองทุนเป็นแบบนั้น กองทุนมีขนาดห้าหกล้านล้านบาท ถือว่าใหญ่ประมาณหนึ่งในสามของฐานเงินฝากของประเทศเลยนะ ใหญ่มาก

เจษฎา สุขทิศ ผู้ปั้น FINNOMENA สตาร์ทอัพฟินเทคด้วยหัวใจ จนทำยอดได้เกิน 32,000 ล้านบาท

อดีตนายกสมาคมฟินเทคประเทศไทยรุ่นแรกอย่างคุณ วางแผนการทำฟินเทคของตัวเองแบบไหน

ผมได้เจอผู้ประกอบการเยอะ ทั้งรุ่นผม รุ่นใหม่ หลายคนมีฝันแต่ไม่เคลียร์ คิดว่าเราจะทำอะไรก็ได้ แต่ชีวิตจริงไม่ได้สวยหรูแบบนั้น หลายคนมีไอดอลเป็น มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) เป็น สตีฟ จอบส์ (Steve Jobs) เป็น เจฟฟ์ เบโซส์ (Jeff Bezos) เลยมีแนวคิดแบบ Change The World เยอะมาก แต่ตอนนี้ซาลงแล้วนะ แนวคิดแบบนี้ถ้าจะทำให้สำเร็จต้องมีเส้นทางเดินที่ชัดเจน แล้วมีสิ่งที่เรียกว่า Unfair Advantage จริงๆ

ถ้าเป็นศัพท์ของ ไมเคิล พอร์เตอร์ (Michael Porter) โปรเฟสเซอร์ฮาร์วาร์ดที่รัฐบาลไทยเคยจ้างมาพูดชั่วโมงละล้าน เขาใช้คำว่า Durable Comparative Advantage ไม่ใช่ว่าทำอะไรก็ได้บนโลกใบนี้ ถ้ามีโอกาสสูงที่เราทำได้ดีกว่าคนอื่นค่อยทำ นี่เป็นสิ่งที่ต้องเติมเข้าไปในจิตวิญญาณของผู้ประกอบการรุ่นใหม่เลยครับ

อะไรทำให้บริษัทที่ไม่มีใครรู้จัก ขายสินค้าที่น่าเชื่อถืออย่างกองทุนแข่งกับธนาคารได้

พฤติกรรมการรับคุณค่า (Value) ของคนเปลี่ยนไป เมื่อก่อนเวลาคนจะใช้บริการ Wealth Managemnet เขาคาดหวังสิทธิพิเศษ ได้สมาชิกฟิตเนสฟรี ได้ส่วนลด แต่ตอนนี้เริ่มเห็นคุณค่าของสิ่งที่ผมขอเรียกว่า Value Creation Content มากขึ้น

ในช่วงโควิดนี้ผมพยายามปรับ Work-life Balance ของชีวิต สิ่งหนึ่งที่ผมทำคือ อยากมีเวลาเล่นกับลูกสามคน ผมเลยหัดเล่นเกม ปกติผมไม่เล่นเลยนะ พอเล่นแล้วก็ติด ก็ดูสตรีมเกม เมื่อก่อนผมคิดว่าเป็นเรื่องไร้สาระมาก ใครจะมานั่งดูเกมเมอร์สตรีมเกมวะ แต่พอผมเล่นเกมสแลมดังก์ต้องฝึกทำท่าโน้นท่านี้ มันต้องไปดูเกมเมอร์เก่งๆ ทำ พอดูไปเยอะๆ ผมก็เริ่มเติมตังค์ในเกม แบบไม่ไหวแล้ว ผมต้องเก่งกว่านี้จะได้ชนะลูกได้ การเติมตังค์เนี่ยเติมผ่านแอปฯ อะไรก็ได้ แต่ผมเลือกซื้อคูปองผ่าน Boysick Channel เพราะผมดูเขาไปสิบกว่าชั่วโมง จนเป็นแฟนคลับเขา ผมได้ Value Creation Content จาก Boysick ผมมีทางเลือกระหว่างจ่ายเงินเติมเกมให้ Google กับลำบากหน่อยไปซื้อโค้ดโอนเงินผ่านแอปฯ ธนาคาร แต่ผมยอมลำบากเพื่ออุดหนุน Boysick

FINNOMENA ทำแบบนั้น เราทำเนื้อหาด้วยวิธีคิดที่ต่าง ทำเนื้อหาที่ให้คุณค่ากับคน หวังว่าคุณค่าที่ให้ไปคนจะรู้สึกซาบซึ้ง ถ้าเขารู้ว่า FINNOMENA ทำอะไรที่เกี่ยวข้อง เขาจะมาอุดหนุนเราเอง

เจษฎา สุขทิศ ผู้ปั้น FINNOMENA สตาร์ทอัพฟินเทคด้วยหัวใจ จนทำยอดได้เกิน 32,000 ล้านบาท

อะไรทำให้ยอดชมรายการ Morning Brief ของคุณแซงหน้าทุกสื่อธุรกิจ บางวันแซงรายการข่าวดังๆ ด้วยซ้ำ

ต้องให้เครดิตพี่แบงค์ เป็นคนที่บ้าการทำเนื้อหามากๆ ผมว่าเหตุผลหนึ่งคือ ค่ายอื่นเขาอาจจะมีธนาคารหรือบริษัทหลักทรัพย์เป็นสปอนเซอร์ให้ทุกเดือน ก็มีเนื้อหาของธนาคารนั้นมาเต็มเลย ไปเชิญคนของธนาคารนั้นมาขายของ แต่ FINNOMENA ไม่ได้คิดกับเนื้อหาแบบนั้น เราคิดว่าจะทำเนื้อหายังไงให้คนชอบที่สุด เวลาไลฟ์ผมก็จะขำๆ ให้ลูกเตรียมมุกให้บ้าง เนื้อหาการเงินก็ฟังยากอยู่แล้ว ทำยังไงให้สนุก พอคนให้ค่ากับเนื้อหา ผสมกับ Mega Trend และช่องทางการจัดจำหน่ายที่เปลี่ยนไป บวกกับโมเดลการทำธุรกิจของเรา ก็เป็นโอกาสให้ FINNOMENA เติบโตขึ้นมาได้

อะไรทำให้คนเชื่อใจ FINNOMENA จนคนเอาเงินมาลงทุนด้วยสามหมื่นกว่าล้านบาท

หนึ่ง เราเป็นมิตรกับทุก บลจ. เพราะเราช่วยเอากองทุนเขามาขาย พอเรามีขนาดใหญ่ประมาณหนึ่งเขาก็แฮปปี้กับเรา แล้วเราก็ไม่ได้เป็น บลจ. หรือคู่แข่งเขาด้วย

สอง เราเป็นกลาง ตอนผมอยู่ บลจ. ที่มีบริษัทแม่เป็นแบงก์ ก็มีทำสื่อบ้าง เวลาเขียนก็ต้องเชียร์แบงก์ตัวเอง จะบอกว่ากองทุนของคู่แข่งดีก็ไม่ได้ แต่พออยู่ FINNOMENA ผมแนะนำได้ทุกที่

อีกเรื่อง เป็นเรื่องง่ายๆ ที่มีความหมายจริงๆ นะ ตอนอยู่ในโลกเก่าของผม ผมแนะนำให้คนขายออกไม่ค่อยได้ ถ้าคนขายกองทุนออกกันหมด เดี๋ยวกองทุนปิด พอเราเป็นกลาง หลักในการแนะนำการลงทุนของเรามีข้อเดียวคือ เลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับนักลงทุน ไม่ต้องสนใจเป้า กล้าแนะนำให้ขาย ไม่กลัวกองทุนมีปัญหา นักลงทุนที่อยู่กับเรานานๆ จะรู้ว่า ที่นี่มันตั้งใจเลือกจริงเว้ย พอบอกให้ขาย มันก็เอาจริงเว้ย

ตอนประกาศให้นักลงทุนเทขาย ผู้จัดการกองทุนเขาไม่โทรมาด่าคุณเหรอ

เวลา FINNOMENA เข้าไปลงทุนในกองทุน ถ้ากองแม่เขามีหมื่นล้าน ผมจะเข้าไม่เกินสามพันล้าน เวลาแนะนำให้ขาย ผมให้ขายหมดนะ ขายจนซีอีโอ บลจ. โทรมาบอกว่าใจเย็นๆ นะ ผมก็บอกว่า พี่ ผมเช็กแล้ว ผมขายไม่กระทบพี่นะ ตอนนี้ลูกค้าผมกำไรเยอะแล้ว ขอเอาเงินออกก่อน เดี๋ยวผมกลับเข้ามาใหม่นะพี่ เขาก็โอเค พี่พวกนี้เจ้านายเก่าผมทั้งนั้นเลย

เวลาเจอคนที่อยากลงทุนแต่ไม่อยากหาข้อมูล ให้บอกมาเลยว่าให้ซื้ออะไร คุณจะตอบเขายังไง

การลงทุนเป็นความสัมพันธ์ของ ความรู้ กับ ผลตอบแทน ยิ่งคุณรู้ลึก รู้จริงมากเท่าไหร่ ก็จะให้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น เวลาคนถามว่าซื้ออะไรดี ผมก็บอกได้นะ แต่สุดท้ายคุณก็จะเฟล ถ้ายังลงทุนโดยการฟังว่าซื้ออะไรดี ผมอยากให้คุณลงทุนด้วยการเข้าไปรู้จริงๆ ว่ามันคืออะไร ผมลงทุนก็ไม่ใช่ว่า ไม่ขาดทุนนะ ขาดทุนเป็นปกติ แต่ผมรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่

กลไกในการประคับประคองต่อเงินลงทุนของเราจะเปลี่ยนแปลงไป เมื่อระดับความรู้ของเราเพิ่มขึ้น ผมถึงเคี่ยวเข็ญคนที่มาดูไลฟ์แบบเข้มมาก ใครดูวันจันทร์กับพฤหัสนี่มึนตึ้บแน่นอน เพราะมันยากมาก ผมยังบอกทีมงานเลยว่ายากไปไหมวะ เอาขนาดนี้เลยเหรอ พอถามคนดูว่ายากไปไหม คนก็พิมพ์มาว่า เดี๋ยวไปดูซ้ำ ขอสไลด์ด้วย จนกลายเป็นนักเรียนกันหมด มุมหนึ่งก็ภูมิใจนะ มนุษย์เราก็อยากมีประโยชน์ ใจเราจะฟูๆ เวลาทำสไลด์ยากๆ แล้วคนบ่น อยากให้อธิบายใหม่ ผมจะรู้สึกว่าเรามีประโยชน์

ชายหนุ่มผู้ทิ้งความมั่นคงไปทำสิ่งที่เขาเชื่อว่าจะเปลี่ยนโลกการลงทุน จนเกิด FINNOMENA แพลตฟอร์มการลงทุนที่มีคนใช้บริการกว่าแสนคน

เวลา FINNOMENA ส่งสัญญาณ Tactical Call ให้เข้าลงทุนในกองไหนสักกองเพื่อเก็งกำไร มีเงินเข้ามาสักเท่าไหร่

ประมาณพันล้านบาท

แค่เด้งข้อความกับเขียนบทความสั้นๆ ก็มีเงินเข้ามาพันล้านบาทภายในไม่กี่ชั่วโมง แสดงว่ามุมมองของ FINNOMENA มีอิทธิพลต่อนักลงทุนมากเลยนะ

ตอนตั้ง FINNOMENA ใหม่ๆ ผมคุยกับพี่แบงค์ ผมขอเล่าประวัติพี่แบงค์หน่อยนะ เราอยู่ในวงการเดียวกันมาสิบห้าปี เขาอายุมากกว่าผมหกเดือน แต่ผมเรียกเขาว่าพี่ด้วยความเคารพ เมื่อก่อนเขาใช้ชื่อ Mr.Messenger อยู่ในห้องสินธรที่ Pantip ผมเป็นแฟนคลับเขา ผมชอบเขียนมาตั้งแต่ยังไม่มีบล็อก ไม่มีเฟซบุ๊ก ผมเขียนลงหนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ กรุงเทพธุรกิจ พี่แบงค์เขียน Pantip ผมสร้างเฟซบุ๊กเพจให้พี่แบงค์ เพราะเฮียแกโลว์เทคเหลือเกิน ผมบอกว่าสร้างเพจชื่อ Sinthorn ให้แล้ว ลองหัดใช้ แล้วเอาไปทำต่อ ทำทวิตเตอร์ให้เขาด้วยนะ แป๊บเดียวเอง ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊กของเขามีคนตามมากว่าผมประมาณห้าเท่า เขาเกิดมาเพื่อเป็นนักเขียน เมื่อกี้เราคุยถึงไหนนะ

Tactical Call

ผมเคยคุยกับพี่แบงค์เมื่อหกปีที่แล้วว่า ถ้าเรากำหนดมุมมองไปเรื่อยๆ ตั้งใจทำให้ดี แล้ววันหนึ่งไลฟ์เราคนสนใจทั้งวงการ คนแห่ลงทุนตามที่เราแนะนำ มันคงฟินพิลึกนะ ตอนนี้มันชักจะเริ่มมีผลแล้วนะ ผมได้ยินว่า พวก RM (Relationship Manager) ตามธนาคารที่มีกันเป็นร้อยๆ พันๆ คน เขาดู Morning Brief กันหมด ตามดูไลฟ์ของเราตลอด หน่วยวิเคราะห์ของธนาคารก็ดู

คุณพูดอยู่เสมอว่า รายได้ของ FINNOMENA ไม่ได้เก็บจากผู้ลงทุน แต่ได้เปอร์เซ็นต์จาก บลจ.

ใช่ครับ เป็นรายได้ทั้งหมดเลย เพระว่าผมไม่ได้ชาร์ตจากลูกค้า

ถามจริงๆ เนื้อหาที่คุณแนะนำกองทุนต่างๆ ทั้งบทความและในรายการ ไม่มี Advertorial ที่ บลจ. มาจ่ายเงินจ้างให้เชียร์เลยหรือ

ก่อนหน้านี้ไม่มีเลย เป็นศูนย์ครับ แต่หลังๆ เราลองทำแบบนี้ พฤติกรรมการเสพข้อมูลของคน เขาไม่ได้อยากฟัง FINNOMENA อย่างเดียว เขาอยากฟัง Branded Content ด้วย แล้วก็เริ่มมี บลจ. ติดต่อมาว่าอยากแนะนำกองทุนนี้ พร้อมจะจ่ายเงินให้ ก่อนหน้านี้ผมไม่รับเลย แต่ตอนหลังผมรับ แต่ต้องลงเนื้อหาในนามแบรนด์นะ เช่น ผู้เขียนคือ บลจ. A ไม่ใช่ FINNOMENA ผมเป็นสื่อให้ เป็นผู้ดำเนินรายการให้ คุณเอาผู้เชี่ยวชาญมาพูดในนาม บลจ. ซึ่งผมจะไม่เชียร์ ถ้ามีคนถามว่า กองที่เขียนถึงในเว็บ คุณชอบหรือเปล่า ผมก็จะพูดตรงๆ ว่า ผมไม่ได้ชอบหรือชอบ นี่คือข้อตกลงกับทุก บลจ. ผมขอมีอิสระในการคอมเมนต์

ชายหนุ่มผู้ทิ้งความมั่นคงไปทำสิ่งที่เขาเชื่อว่าจะเปลี่ยนโลกการลงทุน จนเกิด FINNOMENA แพลตฟอร์มการลงทุนที่มีคนใช้บริการกว่าแสนคน

ตอนนี้คุณทำงานในบทบาทไหนเยอะสุด ผู้บริหาร ผู้จัดการกองทุน หรือสื่อมวลชน

น่าจะเป็นเหมือนที่ปรึกษา เป็นโค้ชให้ทีมงานครับ ตอนนี้ขยายทีมกว่าสองร้อยคนแล้ว ตอนเป็นพนักงานประจำ ผมต้องบริหารคนสักสามสิบคน เป็นสายเดียวกันคือ ผู้จัดการกองทุน นักวิเคราะห์การลงทุน แต่ปัจจุบันค่อนข้างท้าทายกว่า หลักคิดของผมคือ ให้ความสำคัญกับทีมงานอันดับหนึ่ง ลูกค้าอันดับสอง แล้วค่อยผู้ถือหุ้นอันดับสาม ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงเป็นผู้ถือหุ้นอันดับหนึ่ง เพราะผู้ถือหุ้นปลดเราได้

ตอนนี้ทีมงานอันดับหนึ่ง เพราะถ้าทีมทำงานด้วยความรัก จะทุ่มเทร้อยเปอร์เซ็นต์ สุดท้ายคุณค่าก็จะไปถึงลูกค้าหรือนักลงทุน พอลูกค้าแฮปปี้ ก็ซื้อเราเยอะ บริษัทก็รายได้ดี กำไรดี ผู้ถือหุ้นก็แฮปปี้ เป็นทอดๆ เราทำงานกับคนหลายกลุ่ม ต้องจัดลำดับให้ดีๆ

แต่ส่วนตัวลึกๆ ผมก็ยังชอบทำงานแบบนักวิเคราะห์มากกว่า ผมเขียนบทความหรือจัดพอร์ตการลงทุนให้ลูกค้าได้ทั้งวัน สนุกกว่าเยอะ แต่โดยบทบาทตอนนี้ต้องทำงานบริหารเป็นโค้ช เป็นที่ปรึกษา คงต้องเป็นแบบนี้อีกพักใหญ่

ดูแลลูกทีมที่เป็นคนสายเทคยากไหม

คนรุ่นใหม่ซึ่งเก่งกว่าเรามากๆ เขาต้องการความเป็นเจ้าของ ต้องการเป้าหมาย แต่ไม่ต้องการให้บอกว่าทำยังไง วิธีการเขาจะไปโซโล่เอง คนรุ่นใหม่ไม่ชอบกลไกการ Approve ผมไม่มีการ Approve แต่ตกลงกันว่า แต่ละส่วน แต่ละทีม แต่ละโปรเจกต์ กติกาคืออะไร เป้าหมายคืออะไร กรอบที่เขาไปได้สุดแค่นี้นะ ถ้ายังอยู่ใน Sandbox นี้ลุยไปเลย แต่ถ้าเลยจุดนี้ไป ต้องมาคุยกัน มันจะไม่ได้อย่างที่เราถูกใจทั้งหมด แต่ถ้าจัดการดีๆ มันจะอะเมซิ่งมาก หลายอย่างที่เกิดที่ FINNOMENA วันนี้ ไม่ได้มาจากไอเดียผม บางอย่างผมก็ไม่เห็นด้วย แต่ถ้าเราเลือกทางนี้แล้ว ก็ต้องปล่อยให้เป็นไป แรกๆ ก็ทุกข์หน่อย ดูไม่ได้ดั่งใจเลย สักพักก็ดีเหมือนกันนะ

คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่าดูข้อมูลบริษัทต่างๆ ดูราคาหุ้นได้ทั้งวันทั้งคืน มันสนุกตรงไหน

ผมชอบอ่านข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทว่า เจ็ดร้อยบริษัทตอนนี้เขาทำอะไรอยู่ ขยายธุรกิจยังไง เหมือนคนโรคจิตนิดๆ คือ เวลาดูบริษัทประกาศงบการเงิน เหมือนลุ้นหวย ผมมีในใจว่าบริษัทนี้ต้องกำไรดีแน่ๆ เพราะกำลังทำสิ่งนี้อยู่ มั่นใจว่าต้องดีกว่าที่ตลาดคาด พอออกมาดีกว่าจริงๆ ฟินว่ะ อะไรแบบนี้

ทำไมคุณถึงชอบเล่าเรื่องการลงทุน

มันเป็นการเติมเต็มตัวเอง เขียนแล้วรู้สึกมีประโยชน์ รู้สึกได้รับการยอมรับตามทฤษฎี Maslow ผมอินกับอาชีพผู้จัดการกองทุนมาก FundTalk มาจาก Fund Manager Talk ผมมีเว็บไซต์ fundmanagertalk.com วันนี้ก็ยังอยู่นะ เป็นเว็บไซต์ยุคแรกๆ เลย ช่วงหนึ่งเฟซบุ๊กเพจของผมมียอดคนตามและ Engagement สูงที่สุดในหมวดการเงินการลงทุน แต่พอมีคนทำเยอะๆ ก็แซงผมไปกันหมดแล้ว (หัวเราะ) 

ยุคหนึ่ง Fund Manager เป็นอาชีพที่หลายคนใฝ่ฝันอยากเป็น พื้นฐานมาจากตรงนั้น Fund Manager ก็เลยมา Talk ผมว่าตัวเองมีทักษะเล่าเรื่องยากๆ ให้เข้าใจง่าย เขียนเรื่องยากๆ ให้อ่านรู้เรื่อง พอทำแล้วก็ได้โปรโมตอาชีพตัวเอง ได้เติมเต็ม ง่ายๆ ก็คือ อยากให้คนรู้จัก แต่พอมองย้อนกลับไป การเขียนของผมมีผลต่ออาชีพ ต่ออะไรหลายๆ อย่างของเรา พาเราไปเจอคนเยอะมากๆ

ชายหนุ่มผู้ทิ้งความมั่นคงไปทำสิ่งที่เขาเชื่อว่าจะเปลี่ยนโลกการลงทุน จนเกิด FINNOMENA แพลตฟอร์มการลงทุนที่มีคนใช้บริการกว่าแสนคน
ชายหนุ่มผู้ทิ้งความมั่นคงไปทำสิ่งที่เขาเชื่อว่าจะเปลี่ยนโลกการลงทุน จนเกิด FINNOMENA แพลตฟอร์มการลงทุนที่มีคนใช้บริการกว่าแสนคน

คุณเติบโตในเส้นทางสายอาชีพเร็วมาก เคยได้รางวัลนักเศรษฐศาสตร์ดาวรุ่งจากธรรมศาสตร์ แล้วก็ขึ้นถึงตำแหน่งสูงสุดของสายผู้จัดการกองทุนตอนอายุ 30 นิดๆ อะไรทำให้คุณโตเร็วขนาดนี้

ผมชอบงาน Fund Manager มาก พอชอบเราก็เปลี่ยนความชอบเป็นความเชี่ยวชาญ เพราะเราทำไปได้เรื่อยๆ ผมอ่านข้อมูลการลงทุนเหมือนอ่านนิยาย ผมอยู่กับมันได้ทั้งวัน แล้วแรงเราก็เยอะเลยทำงานที่ถีบตัวเองได้ไว ผมเริ่มทำงานตอนอายุยี่สิบ ทำงานถึงสี่ทุ่มทุกวัน แล้วก็เรียนปริญญาโทไปด้วย สอบ CFA (Chartered Financial Analyst) ไปด้วย หนึ่งเลเวลต้องอ่านหนังสือแปดเล่ม ผมทำทุกอย่างพร้อมกัน ถ้าถามว่าอะไรทำให้โตเร็ว ก็เพราะผมมีเป้าหมายที่ชัดมาก นั่นคือความโชคดีอันดับหนึ่ง แล้วก็น่าจะเป็นคนที่กิเลสหนามาก อยากได้ อยากมี อยากเป็น ทะเยอทะยานสูง ก็เลยทำทุกอย่างเหมือนกินเอ็มร้อยห้าสิบตลอดเวลา ผมไม่ใช่คนเรียนเก่งนะ จบปริญญาตรีเกรด 2.9 พอเป้าหมายชัด มีแรงฮึด อึดดี ก็เลยพุ่งๆๆ ชนเป้าหมายอย่างเดียว

การไปถึงเป้าหมายเร็ว มีข้อเสียไหม

นั่นคือจุดที่ผมเสียใจ ผมทำงานมาครบยี่สิบปีพอดี พอมองย้อนกลับไป ผมคงย้อนกลับไปเรียน ม.ปลาย สักสามปี ไม่ต้องรีบไขว่คว้าอะไรเร็วขนาดนี้ ตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมาผมแลกอะไรไปเยอะเหมือนกัน ไม่มีอะไรที่เราได้มาฟรีๆ ตอนยี่สิบลุยแหลก จนถึงวันนี้ผมยังไม่เคยหยุดเลยนะ ถ้าผมลาออกจากงานทีนึงวันศุกร์ ผมเริ่มที่ใหม่วันจันทร์เลย ไม่เคยหยุด ไม่เคยปิดเทอม

ถ้าโทรหาตัวเองสมัยเรียนมหาวิทยาลัยได้นาทีนึงอยากบอกอะไร

กินเหล้าให้น้อยๆ หน่อย เดี๋ยวแก่แล้วไม่มีแรง ตอนเด็กๆ ผมเที่ยวหนักมาก ออกไปเที่ยวสองทุ่ม กลับถึงหอที่ธรรมศาสตร์รังสิตตีห้า หลับในห้องเรียนทุกวัน แล้วก็อยากจะบอกตัวเองตอนทำงานใหม่ๆ ว่า การที่เรามีแรงขับแบบนั้น ทำงานหักโหมแบบนั้น มันต้องแลกด้วยอะไรหลายๆ ในชีวิตนะ ช่วงที่ผมถีบตัวเองจัดๆ เพื่อนที่คบกันมาสมัยเด็กๆ ผมไม่คุยเลยนะ เหมือนเราไปเจออะไรบางอย่างที่อยากทำ เราก็สลัดทุกอย่างออกหมด ไม่มีเวลาให้ใครเลย เราอินของเราอยู่คนเดียว เพื่อนๆ เรียกผมว่า เจ็ทเดี๋ยวโทรกลับ ซึ่งผมก็ไม่เคยโทรกลับเลยด้วย ใครชวนไปไหนก็เดี๋ยวโทรกลับ แล้วหายไปเลย เพื่อนๆ ก็ค่อยๆ เลิกคบไปเยอะเหมือนกัน

มาถึงวันนี้ก็เสียดายนะ เรียน ม.ปลาย ก็เรียนแค่สองปีจบ มันไม่ต้องรีบขนาดนั้นก็ได้ อายุยี่สิบก็เริ่มทำงานแล้ว รีบจังเลย ปกติเขาเป็น Fund Manager กันตอนอายุสามสิบ ผมยี่สิบสามก็เป็นแล้ว การได้เป็นเร็วมันตอบสนองความทะเยอทะยานของตัวเอง แต่บางครั้งการได้เป็น ได้มี ในสิ่งที่อยาก ก็ไม่ได้สนุกขนาดนั้น

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load