บุญล้อม เต้าแก้ว เป็นเกษตรกร เป็นปราชญ์ชาวบ้านที่เชี่ยวชาญเรื่องการออกแบบพื้นที่ทำการเกษตร การจัดการน้ำ การทำน้ำหมักสมุนไพรไล่แมลง และทุกเรื่องเกี่ยวกับการดูแลรักษาพืชผักผลไม้ สมุนไพร และปศุสัตว์ ที่เกษตรกรพึงมี

บุญล้อม เต้าแก้ว

เมื่อแรกที่พบเจอกัน เราตั้งใจใช้เวลาเพียงไม่นานทำความรู้จักพื้นที่ ก่อนนั่งคุยกันยาวๆ ถึงเส้นทางชีวิตและวิถีที่เขาเลือกเดิน หวังนำไปถ่ายทอดคนเมืองหรือคนที่สนใจนำหลักปรัชญาไปปรับใช้กับชีวิตประจำวัน

แต่ความจริงหาได้เป็นอย่างนั้น

ทั้งที่ไม่ใช่ครั้งแรกของการเที่ยวศูนย์เรียนรู้เกษตรพอเพียงชุมชน แต่ที่สวนล้อมศรีรินทร์ ตำบลหนองโน อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี กลับทำให้เราสนุกกับภูมิปัญญาชาวบ้านที่ซ่อนอยู่ในทุกๆ 3 ก้าว กว่าจะเดินชมเล้าไก่ เยี่ยมเป็ด แวะดูเห็ดใต้ป่าไผ่ ผ่านทางเดินแนวดงกล้วยแซมด้วยต้นราชพฤกษ์เป็นระยะ ไปถึงที่นาขนาดพอปลูกกินกันในครอบครัว ไปสู่แปลงผักสวนครัวที่ปลูกเผื่อไปแลกผักกับชาวบ้านที่ตลาด ก็ใช้เวลา 1 ชั่วโมงกำลังพอดี

จากที่เคยได้ยินแต่ชื่อมาตลอดชีวิต วันนี้เรากลับเข้าใจอย่างถ่องแท้ในเวลาสั้นๆ

หนึ่งในตัวอย่างที่อยากเริ่มลงมือทำในวันนี้คือ หลุมพอเพียงขนาด 2 x 2 เมตร ที่บุญล้อมแนะนำการปลูกพืช 5 ระดับ สูง กลาง เตี้ย เลื้อยเรี่ยดิน และหัวใต้ดิน

เริ่มจากปลูกไม้สูง 4 มุม เช่น ตะเคียน ยางนา มะค่า มะฮอกกานี กระถิน ตามด้วยปลูกไม้กลาง ได้แก่ ไม้ผลต่างๆ เช่น มะม่วง กระท้อน อยากกินอะไรก็ใส่เข้าไป

ไม้เตี้ยต้นที่มือเอื้อมหยิบถึง เช่น มะละกอ กล้วย มะนาว ไม้เลื้อยเรี่ยดิน เช่น ฟักทอง แตง แฟง พริก กะเพรา มะเขือ โหระพา และไม้หัวใต้ดิน เช่น ข่า ขิง เชื่อเถอะว่าหลุมพอเพียง 1 หลุมปลูกพืชได้มากถึง 32 ชนิด ซึ่งอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ทะเลาะกัน ไม่แย่งอาหารกัน เพราะรากอยู่คนละระดับ

อดไม่ได้ที่จะเชื่อมโยงกับความแตกต่างหลากหลายที่อยู่ร่วมกันอย่างสวยงาม

ยิ่งได้ฟังบุญล้อมอธิบายเรื่องเกษตรอินทรีย์ด้วยต้นทุนบัญชีครัวเรือน นักเรียนเศรษฐศาสตร์อย่างเรายิ่งตื่นเต้น เพราะไม่เพียงเข้าใจง่าย แต่ยังทำง่าย ไม่ต้องเกร็งกับข้อจำกัดเรื่องการใช้สาร ปลอดสาร หรือภาษายากๆ อีกต่อไป

บุญล้อม เต้าแก้ว เป็นครูที่เรียนรู้จากการทำผิดมามากพอ

จากคนที่ทำเกษตรไม่เป็นเลยในวันแรก มาวันนี้กลายเป็นปราชญ์ชาวบ้านที่เกษตรกรทุกคนให้การยอมรับ

เรานับถือสิ่งที่เขาเพียรทำและถ่ายทอดอย่างไม่มีเหนื่อย และถ้าคุณรู้ตารางงาน 365 วันของบุญล้อม พี่บุญล้อม หรือครูบุญล้อม ที่ออกไปแนะนำเกษตรกรที่ต้องการความช่วยเหลือตอนนี้ คุณจะคิดเหมือนกัน

ใครบางคนคงกำลังอ่านเรื่องนี้อยู่ที่มุมใดมุมหนึ่งของโลก ตั้งคำถามกับชีวิตและสิ่งที่ทำอยู่ ลองฟังเรื่องราวของปราชญ์ชาวบ้านคนนี้ดู คุณอาจไม่ได้อยากลุกขึ้นมาทำสวนทำไร่ในวินาทีที่อ่านจบ แต่อย่างน้อยคุณจะเริ่มเห็นความหมายของชีวิต

1

พาตัวและใจกลับบ้าน : ลูกชาวนา นักเรียนไฟฟ้า คณะประมง พนักงานสุขภัณฑ์

ย้อนกลับไปวัยเด็ก เด็กชายบุญล้อมไม่ได้ต่างจากลูกชาวนาส่วนใหญ่ที่ครอบครัวพร้อมให้การศึกษาที่ดี แม้งานที่ทำเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวจะหนักหนาขนาด 100 ไร่

“เราโตมากับนาข้าว บ้านมีที่นา 20 ไร่ เช่าพื้นที่คนแถวนั้นอีก 80 ไร่ พอปลูกข้าวเสร็จ ก็ใช้เวลานวดข้าวกันอีกเป็นเดือน นำไปสีแล้วเข้ายุ้งข้าว 2 ยุ้งใหญ่ๆ พอถึงเดือนมีนาคมจะมีรถสิบล้อมาขนข้าวไปโรงสี 4 – 5 วันต่อมาก็เรียกพ่อไปรับเงิน พอได้เงินมาพ่อก็นำไปใช้หนี้ตั้งแต่ ธ.ก.ส. เรื่อยมา กว่าจะถึงบ้านเงินหมดพอดี ชีวิตวนเวียนอยู่แบบนี้ เริ่มกู้เงินเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ กว่าจะเริ่มทำนาตอนมิถุนายนก็มีรายจ่ายให้ใช้ระหว่างทาง” บุญล้อมเล่าว่า เวลาแต่ละปีหมุนเวียนเปลี่ยนไปอย่างนั้น จนเขาไม่เคยคิดอยากเป็นชาวนาเหมือนพ่อเลยสักนิด

ช่วง ม.ต้น เราตัดสินใจจะเรียนวิชาชีพเกี่ยวกับไฟฟ้า เพราะเห็นลุงทำงานมีรายได้ดี มั่นคง แต่พอไปช่วยงานก็เบื่อ ไม่อยากทำต่อ อยากเป็นทหารตำรวจ เลยกลับไปเรียนสายสามัญซึ่งเรียนไม่เก่ง เกรดไม่ดีก็เลิกอยากเป็นตำรวจ ครูที่ปรึกษาแนะนำให้เรียนต่อคณะประมงที่อยุธยา”

หลังเรียนจบบุญล้อมเริ่มต้นชีวิตด้วยการเป็นพนักงานขายกระเบื้องและสุขภัณฑ์ จากพนักงานจัดเรียงขึ้นเป็นหัวหน้าแผนกในเวลาไม่นาน

“พอทำงานครบ 1 ปี หัวหน้าเขาก็ให้ย้ายไปเป็นหัวหน้าที่สาขาอื่น เรามองเป็นความก้าวหน้า แต่เพื่อนรอบตัวไม่ได้มองเหมือนกับเรา เขาไม่ได้มองว่าเราทำงานเก่ง เขามองว่าเราได้ดีเพราะเราเลียเจ้านาย ตอนนั้นเสียใจว่าทำไมคิดกับเราแบบนั้น เลยลาออกมาทั้งที่ได้เงินเดือนหมื่นกว่าบาท

“แต่ก็ยังไม่คิดจะไปทำเกษตรอยู่ดี เพราะรู้ว่าทำไปก็ไม่มีเงินเก็บ จึงขอเงินแม่มาลงทุนค้าขาย ซื้อสบู่ ยาสีฟัน น้ำมันพืช เป็นซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดย่อมวิ่งขายตามตลาดนัด ขายดีได้กำไรดี แต่ใช้ชีวิตแบบไม่พอดี เรากิน เราเที่ยว ซื้อทุกอย่างที่อยากจะกิน พอปี 2540 ฟองสบู่แตก คนที่เคยเป็นลูกค้าเราก็กลายมาเป็นพ่อค้าแม่ขายเหมือนกัน จากที่เคยมีร้านแบบนี้ร้านเดียวก็กลายเป็น 3 – 4 ร้าน เริ่มขายไม่ดี” จากธุรกิจที่ให้รายได้เป็นกอบเป็นกำ ในที่สุดกลายเป็นหนี้สินมูลค่ากว่า 300,000 บาท

ความทรงจำในวัยเด็กทำให้บุญล้อมเข้าใจว่าเกษตรกรเป็นอาชีพที่ไม่มีเงินเก็บ แต่ทุกครั้งที่กลับบ้านไปขอยืมพ่อท่านก็มีให้ยืมทุกครั้ง จนในที่สุดพ่อก็ชวนให้กลับมาอยู่บ้าน

“ตอนนั้นเราก็ยังไม่มั่นใจว่าถ้ากลับไปแล้วจะหาเงินคืนพ่อยังไง แต่จากที่เคยหาเงิน 300 บาทต่อวัน มาซื้อข้าวกินให้ครบ 3 มื้อ กลายเป็นว่าเหลือเงิน 300 บาท เพราะอยากกินอะไรก็เก็บของรอบบ้านมาประกอบอาหาร” เขาพูดพร้อมชี้ให้ดูยอดกระถินที่เพิ่งแตกใบเช้านี้

บุญล้อม เต้าแก้ว
2

มีเห็ดมีผล : ความรู้ที่มีต้นเหตุเพราะเพาะเห็ด

ย้อนกลับไปช่วงปี 2535 ก่อนที่ผมจะกลับมาช่วยพ่อเต็มตัว พ่อเปลี่ยนวิถีการทำเกษตรหลังจากเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ว่าด้วยเรื่องการแบ่งพื้นที่เป็น 4 ส่วน มีน้ำ มีนา มีพื้นที่ปลูกผัก และที่อยู่อาศัย

สิ่งที่พ่อทำไม่ใช่การหยิบยกวิธีการทั้งหมดมาทำอย่างไม่ประมาณตน แต่ท่านดูบริบทที่สำคัญและทำได้จริงก่อน ซึ่งพ่อพบว่าน้ำมีความสำคัญในการทำเกษตร ถ้ามีถนน มีไฟฟ้า และอื่นๆ แต่ไม่มีน้ำ ยังไงก็ทำเกษตรไม่ได้ จึงขุดหนองน้ำขึ้นมา ซึ่งก็ต้องใช้เงิน แต่ไม่มีใครยอมให้กู้ พอดีพ่อรู้จักกับคนขุดดินขายก็เลยยกดิน 1 ไร่ให้เขาแลกกับหนองน้ำไว้ทำเกษตร พอมีน้ำก็ปลูกพริก กะเพรา มะเขือ มีกินแล้วยังมีรายได้เข้ามา

เมื่อตัดสินใจกลับบ้าน ด้วยความเป็นนักธุรกิจในตัว บุญล้อมเริ่มมองหาวิธีหารายได้

“ตอนนั้นเห็ดนางฟ้าภูฐานกำลังเป็นที่นิยม จึงขอเงินลงทุนจากพ่อ โดยคำนวณว่าถ้าขายเห็ดนางฟ้าภูฐาน 50 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 50 บาท จะได้เงิน 2,000 บาทต่อวัน ซึ่งถ้าจะให้ได้ 50 กิโลกรัม ต้องใช้ก้อนเชื้อเห็ด 2,000 ก้อน ก้อนละ 8 บาท รวมเป็นเงิน 16,000 บาท จากนั้นต้องมีโรงเรือนมาตรฐานใช้เงินสร้าง 20,000 บาท เป็นเงินทุนที่ขอยืมพ่อทั้งหมด 40,000 บาท” บุญลือผู้เป็นพ่อไม่ลังเลที่จะให้ลูกชายยืมเงิน เพียงแต่ขอให้บุญล้อมตอบคำถาม 3 ข้อดังนี้

“ข้อแรก จะขายเห็ดนางฟ้าภูฐานที่ออกมาให้ใคร เราตอบไม่ได้

“ข้อสอง โรคของเห็ดนางฟ้าภูฐานได้แก่อะไรบ้าง เราก็ตอบไม่ได้เพราะไม่รู้ ไม่ศึกษามาก่อน ศึกษาแค่ตัวเงินว่าหากขายได้จะได้เงินเท่าไหร่

“และข้อสาม วิธีดูแลรักษาเห็ดนางฟ้าภูฐานได้แก่อะไรบ้าง เช่นเคย เราตอบไม่ได้ ตอนนั้นรู้แค่ว่าเราจะทำเพื่อเอาเงินไปใช้หนี้ธุรกิจที่แล้ว คิดจะเอาเงินอย่างเดียวแต่ไม่เคยศึกษาเลย” บุญล้อมเล่า

แม้ตอบคำถามของผู้เป็นพ่อไม่ได้ ท่านก็ยังให้ยืมเงินแค่บางส่วน ก่อนจะแนะนำให้บุญล้อมตัดไม้ไผ่ท้ายสวนมาประกอบห้องโรงเรือนขนาด 3 x 4 เมตร ทำให้ใช้ต้นทุนสร้างโรงเรือนขนาดย่อมเพียง 3,000 บาท พร้อมทดลองเพาะก้อนเชื้อ 200 ก้อนก่อน จนได้เห็ดชุดแรกจำนวน 5 กิโลกรัม

“สิ่งที่เกิดขึ้นคือเราขายไม่เป็นเพราะไม่เคยขายและไม่กล้าขาย นับวันเห็ดยิ่งออกมาเยอะ กินไม่ทันมันก็เสีย ช่วงที่ดูแลใหม่ๆ เรากลัวไม่ออกดอกเห็ดก็เอาสายยางฉีดน้ำเข้าไปในก้อนเชื้อ แทนที่จะออกดอกเห็ดก็เกิดราดำเน่าทั้งห้อง เป็นบทเรียนสำคัญเลยว่าจะทำอะไรให้ศึกษาเรียนรู้วิธีการก่อนลงทุนทำจริงจัง”

ต่อมาบุญล้อมมีโอกาสรู้จัก อาจารย์ยักษ์-ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร ซึ่งมาทำโครงการทฤษฎีใหม่เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งบนพื้นที่สระบุรี โดยก่อนลงพื้นที่อาจารย์ยักษ์ขอให้คนจากพัฒนาชุมชนสระบุรีไปอบรมที่มาบเอื้องก่อน 5 วัน 4 คืน ผมจึงมีโอกาสติดตามไปเรียนรู้ด้วย เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผมเริ่มเรียนรู้เรื่องศาสตร์พระราชาอย่างจริงจัง

3

บริหารจัดการต้นทุน : ความมีเหตุมีผลในวิชาการเกษตร (เศรษ) ฐศาสตร์

ในวันที่ตัดสินใจเป็นเกษตรกรเต็มตัว คุณมองภาพหรือตั้งใจอยากจะเป็นเกษตรกรแบบไหน เราถาม

“ผมไม่ได้เลือกปฏิบัติว่านี่คือเกษตรทฤษฎีเก่าหรือใหม่ สิ่งที่ผมทำคือการเกษตรแบบผสมผสาน การสื่อสารว่าเรากำลังทำเกษตรอินทรีย์ 100 เปอร์เซ็นต์ เกษตรกรเขาก็อาจจะไม่เข้าใจ ผมจึงเลือกใช้คำว่า ‘ลดต้นทุน’ เวลาคุยกันด้วยต้นทุนจะชวนให้เขาเห็นว่าเงินที่หามาได้นั้นหายไปกับอะไรบ้าง

“ทุกครั้งที่ถามเกษตรกรว่าปลูกข้าว 10 ไร่ เหลือเงินเท่าไหร่ เขาจะบอกว่า ประมาณ 20,000 เงินที่เหลือหมดไปกับปุ๋ย ยา พันธุ์ข้าว และอื่นๆ ผมก็ถามเขาว่าคิดค่าแรงตัวเองเท่าไหร่ เขาก็ถามกลับมาว่า ทำไมต้องคิด ถ้าคิดก็ไม่เหลือเงินน่ะสิ ซึ่งผมยืนยันว่าต้องคิดต้นทุนของทุกอย่างเพื่อหาทางลดต้นทุนเหล่านั้น”

บุญล้อมเล่าว่า แนวทางลดต้นทุนทั้งหมดนั้นรัชกาลที่ 9 มีพระราชดำริให้แล้ว ลดต้นทุนด้วยการใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก สมุนไพรขับไล่แมลง รวมถึงความรู้ที่มีปราชญ์ชาวบ้านรวบรวมไว้มากมายและทำได้จริง

เป็นเรื่องง่ายมากที่ใครจะเริ่มทำเกษตรแบบมักง่าย ซื้อปุ๋ยกระสอบมาหว่านแล้วนั่งหวังกับฟ้ากับฝนว่าจะได้ผลผลิตที่ดี ทั้งที่ก็ไม่กล้าใช้สมุนไพรขับไล่แมลงเพราะไม่โฆษณาว่าดี สู้ปุ๋ยที่มีเงินซื้อโฆษณามากกว่าไม่ได้

“ก็มีคนมาเสนอขายปุ๋ยถึงที่นี่เหมือนกันนะ ยาฆ่าแมลงก็เยอะ” บุญล้อมเล่า

“แล้วคุณตอบกลับเขาไปว่าอย่างไร” เราถาม

“ผมก็บอกว่าไปใส่ให้ดูหน่อย แล้วมาดูแลให้หน่อยนะ ถ้าออกผลผลิตดีเดี๋ยวจะลองซื้อ แต่ก็ไม่เห็นใครมาลองให้ดูนะ จะว่าไปก็โทษไม่ได้หรอก เขาเป็นคนขาย มีหน้าที่ขาย ขายเสร็จได้เงินก็ปัดตูดออกไป” บุญล้อมรีบตอบ

ในฐานะนักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่สนใจเรื่องความยั่งยืนในธุรกิจ ทั้งยังเคยชินกับการหารายได้มากกว่าลดต้นทุน เพราะเชื่อในประสิทธิภาพและกลไกราคาที่ตลาดคัดสรร นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้ยินการนิยามเกษตรอินทรีย์ด้วยเหตุและผลทางต้นทุน ทั้งยังเห็นด้วยว่ามีวิธีการลดต้นทุนและเพิ่มรายได้มากมายให้เกษตรกรเลือกทำ เพื่อที่จะไม่ติดอยู่ในกับดักความจนอย่างที่เป็นมา

“เวลาพูดเรื่องเกษตรอินทรีย์ทุกคนจะนึกถึงการปลูกพืชผลไม้โดยไม่ใช้สารเคมี ยาฆ่าแมลง มีข้อจำกัดมากมายเต็มไปหมด เกษตรกรจึงไม่ค่อยอยากทำ แต่ในความเข้าใจของเรา เกษตรอินทรีย์คือการปลูกไว้กิน ไว้แบ่งปันคนอื่น เมื่อนิยามคนละแบบวิธีการก็คนละแบบเลย เราจะคิดถึงความปลอดภัยและการปลอดสารกับทุกเรื่อง ซึ่งหากเอาตัวเลขผลกำไรจากผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์มาเป็นแรงจูงใจให้ทำเกษตรอินทรีย์ เมื่อไม่เป็นตามที่คาดหวังเกษตรกรก็รู้สึกล้มเหลว” บุญล้อมอธิบาย

บุญล้อม เต้าแก้ว

เขาเสริมว่า ที่มาของชุดความคิดนี้มาจากการปฏิบัติจริงในบ้านของเขา ซึ่งตอนแรกอาจจะเริ่มจากไม่มีเงิน แต่แทนที่จะหาแต่รายได้เขาต้องรู้จักการลดรายจ่าย มีวิธีการและองค์ความรู้มากมายเพียงเลือกใช้ให้เหมาะสมกับภูมิศาสตร์และสังคมของตัวเอง

ขอยกตัวอย่างในพื้นที่แปลงผักที่บุญล้อมเล่าว่าเขาไม่มีเงินซื้อผ้ามาคลุม จึงเลือกปลูกกล้วยให้ใบโตพรางแสง

เขาบอกว่า ปลูกกล้วยได้ทั้งเครือ ได้ทั้งหน่อ ก้านกล้วยก็ใช้เป็นที่ค้ำผักให้เครือของบวบ ถั่ว และตำลึง พันก้านขึ้นไป ปกติเกษตรกรนิยมใช้ตาข่ายหรือไม้ล้อมซึ่งใช้ได้หนเดียวก็ต้องทิ้ง แต่ก้านกล้วยที่หมดอายุขัย เมื่อวางลงไปในดิน ราดด้วยน้ำหมักเข้มข้น กลบด้วยดิน ทิ้งไว้ 2 สัปดาห์แล้วสับให้กลายเป็นปุ๋ย ก้านเหล่านั้นจะย่อยสลาย ดินก็ได้ธาตุอาหารเพิ่มขึ้น ไม่ต้องย้ายที่ปลูกเพราะเรารู้จักปรุงดินให้ดี

อีกตัวอย่างคือวิธีเลี้ยงไก่อินทรีย์กึ่งผสมผสานเชิงพาณิชย์ของบุญล้อม

เขาเล่าว่า รูปแบบของการเลี้ยงไก่แบบทั่วไปให้อาหารแห้ง ไก่ 1 ตัว กินอาหาร 1 ขีด ต่อตัวต่อวัน ถ้าอาหาร 2 บาท ไข่ออกมา 3 บาท ยังไงก็เจ๊ง ขณะที่เกษตรอินทรีย์ ไก่ 10 ตัว จะไข่เพียง 5 ฟอง แต่จะขายไข่ในราคาสูงกว่าทั่วไป

แต่ถ้าเป็นระบบลดต้นทุนด้วยการให้อาหารข้น คือใช้อาหารแห้งผสมน้ำหมัก ไก่ 10 ตัว ได้ไข่ 9 ฟอง ซึ่งใครสะดวกเลี้ยงแบบไหนก็ได้ เพียงแต่เขาไม่สนับสนุนการเลี้ยงแบบกรงตับซึ่งเลี้ยงไก่อย่างแออัด ให้ไก่กินน้ำ กินอาหาร และรอเก็บไข่ วนเวียนแค่นั้น ไก่จะเครียดเกินไป ส่งผลต่อไข่ที่ออกมาและส่งผลต่อสุขภาพร่างกายเราหากกินไข่เครียดเหล่านั้น

4

ใช้ธรรมชาติบำบัด : มีภูมิคุ้มกันในตัวเองและสร้างภูมิคุ้มกันในคนอื่น

กว่า 7 ปีที่ทำงานในโครงการ ‘พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน’ ร่วมกับมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติและเชฟรอนประเทศไทย ในการผนึกกำลังร่วมกันแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งตามแนวทางศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่น ทำให้บุญล้อมได้พบเจอปราชญ์ชาวบ้านและผู้คนหลากหลายวัย และความสนใจที่เขายกให้เป็นครู เกิดเป็นองค์ความรู้เฉพาะตัวที่เขาตกผลึกและเผยแพร่แก่คนที่ต้องการจริงๆ ผ่านการลงมือทำ เลือกพิสูจน์มากกว่าจะปักใจเชื่อเพียงแค่เขาบอกมา

บุญล้อมจะศึกษาและทดลองหาความจริงว่าสิ่งที่ได้ยินมาใช้กับพื้นที่ของเขาได้หรือไม่ เกิดการเรียนรู้และทำซ้ำๆ เมื่อเกิดประโยชน์ก็บอกต่อ

เขาเล่าวิธีการจัดการองค์ความรู้ที่มาจากหลายทิศหลายทางให้ฟังว่า จงลองผิดลองถูกกับพื้นที่จริง เพราะบางอย่างใช้กับบางพื้นที่ไม่ได้ผล เช่นน้ำหมักบางชนิดใช้กับพื้นที่ภาคอีสานดี แต่ใช้กับภาคกลางไม่ได้ผล ก่อนหาคำตอบว่าทำไมไม่ได้ผล บุญล้อมก็พบว่าเป็นเรื่องของดิน น้ำ อากาศ แสงแดด

“ผมเชื่อเรื่องการทดลองปฏิบัติ ยิ่งไม่ได้ผลยิ่งต้องหาสาเหตุให้พบ หลายครั้งที่การส่งเสริมเกษตรจากส่วนกลางนั้นดี แต่ไม่ได้ดีกับทุกคน เช่น เกษตรกรชาวสระบุรีไปดูงานภาคอีสาน พบว่าเลี้ยงจิ้งหรีดขายได้ตัวละบาท กลับมาก็ลงทุนทำโรงเรือนทันที พอขายก็ขายไม่ได้เพราะคนภาคกลางไม่นิยมกินจิ้งหรีด เช่นกัน การจะส่งเสริมให้ปลูกผักอะไรก็ต้องดูว่าคนในสังคมเขากินอะไรกัน เรื่องแบบนี้ต้องใช้ทักษะและความรู้รอบตัวเยอะแยะ เวลาไปลงพื้นที่ที่ไหนผมจะใช้เวลาช่วงเช้าเดินตลาดเช้า ดูว่าเขาขายอะไร กินอะไร เรื่องนี้สำคัญนะ” บุญล้อมเล่า

“อะไรคือวิธีที่คุณใช้ขอความรู้จากปราชญ์ชาวบ้าน” เราถาม

“ใช้วิธีนั่งคุยกับพวกเขา ใช้ความอ่อนน้อมถ่อมตนที่มีถามเรื่องที่สงสัย

“คนโบราณบอกว่าให้ปลูกพืชข้างขึ้น ไม่ใช่แค่ชื่อเป็นมงคล แต่เป็นเพราะการปลูกข้างขึ้นแสงของพระจันทร์เต็มดวงจะส่องลงมากระทบดินทำให้ดินอุ่น มีอุณหภูมิที่พืชจะงอกงาม พอใบเริ่มแตกก็เข้าสู่ข้างแรมพอดี แมลงที่มากินใบจะมองไม่เห็น เป็นภูมิปัญญาที่เขาถือกันมาตลอด เมื่อจับมาเจอกับภูมิปัญญาสมัยนี้ ใช้วิธีห่มดินด้วยเศษฟางรักษาอุณหภูมิพืชก็งอกงาม หรืออีกตัวอย่างที่เขาบอกว่าห้ามฉี่รดจอมปลวก เพราะเป็นจุดยุทธศาสตร์ของน้ำบริสุทธิ์ เป็นจุดที่น้ำจืด ไม่กร่อย ไม่กระด้าง มีความเป็นกรดด่างพอดี” คำตอบของบุญล้อมมักจะกลับมาที่เรื่องการทดลองและหาความรู้อยู่เสมอ

บุญล้อม เต้าแก้ว
5

ผิดเป็นครู : งานของครูผู้ชอบทำโดยชอบธรรม

นอกจากเป็นเกษตรกร งานของบุญล้อมที่ศูนย์เรียนรู้เกษตรพอเพียงชุมชน สวนล้อมศรีรินทร์ ตำบลหนองโน อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี คือผู้ดูแลและปรับปรุงไม่ให้สวนของเขาต้องอยู่นิ่ง

“ที่ผมได้เป็นครูเพราะผมเรียนรู้จากการทำผิดมามากพอ เมื่อเจอกับเรื่องที่ไม่รู้ก็อยากหาคำตอบ เริ่มจากคิดว่าใครน่าจะให้คำตอบเราได้ ซึ่งเราจะไม่คิดถึงคนคนนั้นคนเดียว ผมใช้ครูเปลืองมาก 4 – 5 คน จนกว่าจะได้คำตอบที่ตกผลึกเพื่อเผยแพร่ต่อไป

“สำหรับศูนย์เรียนรู้ เพราะเราอยากให้คนที่กลับมาเรียนรู้ซ้ำได้บทเรียนใหม่ๆ กลับไป นอกจากออกแบบชุดขององค์ความรู้ เราชอบศึกษาความรู้จากที่อื่นๆ เพื่อเพิ่มพูนให้พื้นที่ของเรา” คิวเรเตอร์และครูประจำชั้นศูนย์เรียนรู้แห่งนี้เล่าถึงงานที่ทำ

“จากคนที่ทำเกษตรไม่เป็นเลยในวันแรก มาวันหนึ่งกลายเป็นปราชญ์ชาวบ้านที่ทุกคนให้การยอมรับ ทำให้คุณต้องเปลี่ยนตัวเองอย่างไรบ้าง” เราถาม

“ตอนเด็กๆ ผมเป็นคนพูดไม่เก่งเลย จำได้ว่าชอบเล่นกีฬามาก ชีวิตอยู่กับกีฬา ให้นำเสนอหน้าห้องนี่ไม่ได้เลย พอกลับมาช่วยงานคุณพ่อ ฟังพ่อบรรยายหน้าห้อง ตามท่านพาคนเดินชมพื้นที่จนซึมซับ รู้ว่าต้องพาชมอะไร ให้ความรู้เรื่องไหน เริ่มศึกษามากขึ้นเพื่อให้มีความรู้มาเล่ามากขึ้น จากนั้นจึงเริ่มบรรยายหน้าห้องได้บ้าง” บุญล้อมเล่า

เขายังจำห้องเรียนแรกที่สอนได้ดี นักเรียนกลุ่มแรกของเขาคือชาวบ้านแถวนั้น

“ตอนแรกกล้าๆ กลัวๆ ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอยู่ สำหรับผมการบรรยายคือการเล่าประสบการณ์ชีวิตจริง เมื่อชาวบ้านเชื่อว่าเราเป็นเกษตรกรที่ทำให้ประสบความสำเร็จ เขาก็จะเชื่อและตั้งใจฟังสิ่งที่ถ่ายทอด มากกว่าฟังนักวิชาการจากส่วนกลาง

“มีครั้งหนึ่งไปพูดให้ชาวบ้านที่อุบลราชธานีฟัง วันแรกมากัน 30 คน ตอนแรกไม่แน่ใจเพราะเราเตรียมมาพูดหลักบันได 9 ขั้น และ 3 ห่วง 2 เงื่อนไข โดยเขียนเป็นแผนภาพด้วยตัวเองทั้งหมด เขียนให้เขาดู พูดให้เขาฟัง วันต่อมามากัน 60 คนเลย เขาไปชวนกันมาเพราะได้ความรู้ สอนเรื่องปุ๋ยหมัก น้ำซาวข้าว สมุนไพรไล่แมลง วันต่อมาทำแชมพู สบู่ ปุ๋ยหมักน้ำ

“ไม่ใช่ว่าเขาอยากได้ของที่ทำ แต่เขาอยากลงมือทำได้จริงๆ อย่างน้ำซาวข้าวแปลงมาทำจุลินทรีย์น้ำซาวข้าว ใช้ฉีดเร่งการเจริญเติบโตของพืช ใช้เทใส่ห้องส้วมแก้ปัญหาส้วมเต็ม หรือใส่มะกรูดแช่ทิ้งไว้ 1 เดือน นำไปขัดพื้นห้องน้ำแทนน้ำยาขัดห้องน้ำ ชาวบ้านตื่นเต้นกับเรื่องเหล่านี้มาก” บุญล้อมเล่าถึงชั้นเรียนที่เขาประทับใจ

“อะไรคือเรื่องที่คุณมักจะสอนหรือให้คำแนะนำแก่คนที่มาขอเสมอ” เราถาม

อย่ายึดติดกับสิ่งต่างๆ นั่นคือให้มองภาพรวมดีกว่ายึดติดในผลที่เป็นรูปธรรม เช่นมาทำเกษตรก็อย่ายึดติดว่าทำแล้วต้องรวย” บุญล้อมตอบก่อนเสริมว่าเมื่อเรากินอาหารที่ปลูกเอง ไม่ได้ซื้อมา เราก็จะปลอดภัย ไม่ป่วย ไม่ต้องไปหาหมอ เขาพยายามชวนให้ผู้ที่สนใจมองเรื่องชีวิตประจำวันมากกว่าจะสอนวิธีทำเกษตรให้ร่ำรวยเงินทอง โดยมีหลักในการทำงาน 5 ข้อที่เขายึดถือเสมอ

มีความเพียร มีความอดทน ต้องไม่ใจร้อน ต้องไม่พูดมาก และไม่ทะเลาะกัน

บุญล้อม เต้าแก้ว

“ขาดข้อใดข้อหนึ่งไม่ได้ รอบนี้ทำไมปลูกมะเขือไม่ขึ้น อย่าไปโทษว่ามือร้อน แต่ให้ลองปลูกซ้ำๆ ต้องใช้ความเพียรพยายาม อดทนทำต่อ ไม่รีบไม่เร่ง ลงมือทำ อย่าพูดมาก ใครจะว่าอย่างไรอย่าไปทะเลาะกับเขา อาชีพเกษตรกรไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด อย่าลาออกมาทำ ไม่งั้นตายแน่”

บุญล้อมบอกว่า ความยากของการสอนคือความไม่รู้ว่าคนที่กำลังคุยอยู่รู้อะไรมาบ้าง มากหรือน้อย

“ผมจะเริ่มจากการเป็นคนไม่รู้ก่อนเสมอ ถามเขาก่อนโดยไม่แสดงตัวว่าเรามีความรู้เหนือเขา แต่จะคอยเสริมจุดที่ไม่รู้ ไม่ตั้งตนบอกสอนโดยไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วเขาเก่งกว่าเราเยอะ เพราะฉะนั้น จุดยืนเวลาทำงานทุกครั้งคือ ผมจะต้องคุมสถานการณ์นี้ของตัวเอง มองให้ออกว่าคนที่มาเขามองหาอะไร และอะไรคือเรื่องที่เราช่วยเสริมได้

“ตอนนี้เจอปัญหาว่าคนอยากทำเกษตร แต่ยังไม่เข้าใจว่าจะทำอย่างไร เราก็แนะนำให้ไปปูพื้นฐานที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้องก่อน เพื่อเข้าใจเหตุและผลของรูปแบบการใช้ธรรมชาติทำการเกษตรผสมผสาน เพื่อที่จะไม่ต้องคอยตอบคำถามเดิมทุกครั้ง ทำไมต้องคำนวณพื้นที่ปลูกข้าวไว้กิน หรือทำไมต้องขุดหนองน้ำ ก็เพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ยามแล้ง ซึ่งหากทุกพื้นที่ช่วยกันเก็บน้ำ 100,000 ราย เราจะเก็บน้ำได้เท่ากับ 4 เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ทุกบ้านจะรอดเพราะมีกินมีใช้ตลอดปี กรุงเทพฯ อยู่รอด ไม่ต้องใช้งบประมาณทำเขื่อนให้เสียพื้นที่ป่าและค่าใช้จ่ายอื่นๆ”

“จากวันแรกจนถึงวันนี้ ตัวตนของคุณเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง” เราถาม

บุญล้อมนิ่งคิดก่อนจะตอบว่า จากคนที่ไม่ค่อยสนใจเรื่องของคนอื่น ก็กลายเป็นคนอยากให้คนอื่น เปลี่ยนจากคนที่มุ่งแต่จะหาเงิน กลายเป็นคนที่รู้ว่าความสุขที่แท้จริงคือการอยู่กับครอบครัวพร้อมหน้า ก่อนจะทิ้งท้ายความชื่นใจที่เขารู้สึกจากสิ่งที่ทำมาตลอดเวลา 7 ปี

“ความชื่นใจของเราคือการได้เป็นผู้ให้ ดีใจทุกครั้งที่รู้ว่าความเหนื่อยของเราสร้างความสุขให้คนอื่นได้ เราไม่ได้หวังจะรวยหรือมีผลกำไรจากสิ่งนี้ เราแค่อยากเห็นเขากลับมาอยู่บนพื้นที่ของตัวเอง อยู่กับครอบครัว มีความสุขเหมือนที่เราเป็นอยู่ ก็แค่นั้นเอง”

บุญล้อม เต้าแก้ว

โครงการ ‘พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน


Website : ajourneyinspiredbytheking.org
Facebook : พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

ป่วยก็ควรพัก แต่ผู้หญิงคนนี้ป่วยหนักแล้วไปเก็บกาแฟ

เหนื่อยก็ควรพอ แต่ผู้หญิงคนนี้ไม่เคยท้อเพื่อไปสมาคมกาแฟ

ทุกโปรเจกต์การตลาด ถ้าอาจารย์ไม่สั่ง ผู้หญิงคนนี้ก็จะขายแต่กาแฟ

เชื่อแล้วว่า นุ่น-ณัฏฐ์รดา คุณะวิวัฒนานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Bluekoff และนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย คือผู้คลั่งไคล้ ‘กาแฟ’ อย่างแท้จริง

เธอนิยามชีวิตตัวเองว่าถึงขั้นรากเลือด เพราะเคยมีคืนวันที่ต้องประคองการเรียนไปพร้อมกับการทำงานประจำและงานที่สมาคมฯ ซึ่งอย่างหลังสุดไม่เลือกก็คงได้ แต่สำหรับหญิงสาวที่ก้าวขึ้นมาเป็นซีอีโอบริษัทกาแฟครบวงจรตั้งแต่อายุเพียง 27 ปี และได้รับเลือกเป็นนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทยตอนอายุ 32 ปี สิ่งนี้มีความหมายมากเกินกว่าจะตัดทิ้ง

The Cloud มีโอกาสพูดคุยถึงชีวิตที่ (ยัง) ขาดกาแฟไม่ได้ของนุ่น ตั้งแต่วันที่เธอแอบลิ้มลองกาแฟหยดแรกในวัยประถม วันที่เธอแบกร่างป่วย ๆ ไปเก็บกาแฟ วันที่เธอส่งอีเมลขอดูโรงคั่วในต่างประเทศแล้วได้รับอนุญาตแบบงง ๆ จนถึงวันที่กาแฟมอบบทเรียนชีวิตให้เธอรู้จักตั้งเป้าหมายเพื่อสังคม

ชีวิตที่มีกาแฟนำทางของ ‘นุ่น ณัฏฐ์รดา’ ซีอีโอ Bluekoff และนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย

The Girl in the Coffee Land

เด็กหญิงคนหนึ่งเติบโตขึ้นในบ้านที่สมาชิกครอบครัวทุกคนดื่มกาแฟ วันเสาร์-อาทิตย์ผู้ใหญ่จะชงกาแฟในกระป๋องสเตนเลส โดยไม่ลืมชงโอวัลตินแยกให้เด็กน้อยดื่ม แต่ด้วยความเป็นเจ้าหนูจำไม ทำให้นุ่นอยากลองมากกว่าแค่โอวัลติน จนแม่ต้องออกปากเตือนว่า “กินกาแฟเยอะแล้วจะโง่นะ”

เรื่องนี้หลอกนุ่นไม่ได้ เพราะเธอรู้ตัวว่าหัวดี

หลังจากนั้นชีวิตของนุ่นและกาแฟก็มาบรรจบกันสมัย ป.5

“แม่เป็นคนชอบกินกาแฟ แต่ตอนนี้เขาไม่อินเท่าเรานะ (หัวเราะ) สมัยเด็กแม่พาไปซื้อของที่ตลาดปีนัง ซึ่งเคยมีกาแฟที่หนีภาษีขาย เราก็ดูแม่ซื้อ แต่หลัง ๆ แม่จะฝากเราซื้อ ด้วยความเป็นเจ้าหนูจำไม เราเลยสงสัยว่า กาแฟมีตั้งร้อยชนิดในร้าน ทำไมแม่ต้องฝากซื้ออันนี้ มันต่างกันอย่างไร

“พอสงสัยแบบนั้น เราก็เลยซื้อมาลองให้หมด!” เธอเล่าอย่างออกรส

การทดลองของนุ่นเริ่มขึ้นโดยเน้นกาแฟราคาถูกตามประสาเด็ก โหลแก้วบรรจุกาแฟต่างยี่ห้อ ต่างชนิด ต่างสูตร มีจุดสังเกตที่ฝาต่างสี เธอหยิบโหลแก้วที่เล็กที่สุดเพื่อนำมาชงดื่มแบบกาแฟดำ

“เราเอามาลองชิมว่ามันต่างกันอย่างไร ซึ่งจุดที่กระตุ้นความสงสัยของเราคือ ชิมแล้วมันดันต่าง! เราก็ลามไปชิมยี่ห้ออื่น เมื่อโตขึ้นอีก จากขวดก็ซื้อแบบซอง กลายเป็นเริ่มสนใจเครื่องดื่มชนิดนี้มาตั้งแต่นั้น”

เจ้าของเรื่องเล่าให้ฟังว่าเธอเรียนจบค่อนข้างเร็ว หลังสำเร็จการศึกษาที่โรงเรียนคอนแวนต์ เธอไปเรียนต่อที่ ACC หรือโรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชยการ ตอนอายุเพียง 14 – 15 ปี ซึ่งแน่นอนว่าเธอยังดื่มกาแฟเป็นประจำและดื่มทุกชนิด ตั้งแต่กาแฟโบราณจนถึงกาแฟในห้างอย่าง Black Canyon และ coffeeToday

“Au Bon Pain ด้วย หารเงินกับเพื่อนซื้อเครื่องดื่ม Iced Mocha Blast ทุกวัน” เธอเสริม

ราวกับคนที่ชอบกลายเป็นคนที่ใช่ นุ่นเริ่มเดินลัดเลาะเข้าไปถึงหลังเคาน์เตอร์ เพื่อขอดูกรรมวิธีการชง แต่บางครั้งคำขอก็ถูกปฏิเสธพร้อมความสงสัยว่า ‘เด็กคนนี้เข้ามาทำอะไร’ แม้จะถูกโยนผ้าไล่ แต่เธอก็ไม่ย่อท้อ นั่นจึงกลายมาเป็นนิสัยติดตัวที่ ‘ขอให้ได้ลองก่อน เพราะไม่มีอะไรเสียหาย’

หลังเรียนจบในวัยเพียง 21 ปี เธอเริ่มต้นทำงานที่จังหวัดระยองในโรงงานผลิตชิ้นส่วนเครื่องบินแห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งที่นั่น เธอมีความสุขกับเครื่องกดกาแฟที่ให้พนักงานเอาเมล็ดไปเอง

แต่เมื่อความสนุกจบลงด้วยแก้วอันว่างเปล่า นุ่นย้อนกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า ท่ามกลางหน้าที่การงานที่ดีและการประสบความสำเร็จ ความเพลิดเพลินกับการทำงานหายไปไหน หรือแท้จริงแล้ว เธอทำอะไรที่มีคุณค่าได้มากกว่านั้นหรือเปล่า

“สิ่งที่ทำให้นุ่นใจกล้าขึ้นคือ ช่วงปี 2012 – 2013 นุ่นไปเจอหนังสือเรื่อง บันทึกการเดินทางในโลกกาแฟ ของ ซาน-ชาตรี ตรีเลิศกุล มันเหมือนการอ่านอัตชีวประวัติของคน แต่ทำให้เราได้รู้จักอุตสาหกรรมกาแฟของต่างประเทศ”

หลังจากนั้น การเดินทางของนุ่นโดยมีกาแฟนำทางก็เริ่มขึ้น

ชีวิตที่มีกาแฟนำทางของ ‘นุ่น ณัฏฐ์รดา’ ซีอีโอ Bluekoff และนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย

Coffee Star

เธอบอกกับเราผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่สัญญาณไม่เสถียรว่า เธอโชคดีที่ได้พบกับคนในวงการมากมาย ทั้งเจ้าของหนังสืออย่าง ซาน-ชาตรี ตรีเลิศกุล และ ไนซ์-ศิรฎา เตชะการุณ จาก P&F Coffee รวมไปถึง วัล-วัลลภ ปัสนานนท์ เจ้าของร้าน Nine One Coffee และอดีตนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย

ก่อนหน้าที่จะพบกับวัลลภ นุ่นมีความฝันเหมือนวัยรุ่นทั่วไปที่อยากทำงานในต่างประเทศ แต่เมื่อได้ทำแล้ว เธอกลับค้นพบว่าตัวเองมองข้ามสิ่งดี ๆ ที่อยู่รอบตัวไปอย่าง ‘กาแฟไทย’ สุดท้ายนุ่นจึงย้อนกลับมาตีโจทย์ว่า หากเธอชอบมากขนาดนี้ จะทำอย่างไรให้คนรู้จักมันมากขึ้น

“แล้วก็มาถึงทริปเปลี่ยนโลกที่ไร่ของพี่วัล ตอนไปหาพี่วัล นุ่นป่วยหนัก ไข้ขึ้น หน้าแดง พี่วัลให้พัก แต่นุ่นไม่ยอม ไม่พัก ฉันจะไปเก็บกาแฟ เพราะอยากเก็บสิ่งที่ได้เรียนรู้ให้เต็มที่ ต้องสุดกับมัน”

นุ่นพูดขำ ๆ ว่า ทำให้ดีที่สุด แล้วไปหยุดที่โรงพยาบาล

ชีวิตที่มีกาแฟนำทางของ ‘นุ่น ณัฏฐ์รดา’ ซีอีโอ Bluekoff และนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย

ก่อนหน้านี้ เธอเคยไปพักที่รีสอร์ตของวัลลภ เขามีนโยบายให้ผู้เข้าพักดื่มกาแฟฟรีเท่าไหร่ก็ได้ ทำให้นุ่นได้ลิ้มลองความพิเศษของกาแฟไทย ถึงขั้นที่รู้สึกว่า ‘นี่คือของดีมีอนาคต’

“แต่กาแฟไทยขาดอะไร” เธอตั้งคำถามและครุ่นคิดกับตัวเอง

“การสื่อสาร การประชาสัมพันธ์ คืองานที่เราทำมาตลอด สิ่งนี้เป็นตัวช่วยในการโปรโมตให้ชาวต่างชาติรู้ เรามีของดี และอยากทำอะไรดี ๆ ให้ประเทศ สรุปเลยว่าตอนนั้นกาแฟไทยขาด Marketing (การตลาด) และ Operation Supply Chain (การบริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ) เรายังไม่มีระบบเหมือนต่างประเทศ ไม่มีรัฐบาลคอยจัดการให้เป็นระบบ”

คิดเสร็จสรรพ นุ่นก็ไปเรียนปริญญาโทเรื่องกาแฟ ไม่ใช่! นุ่นไปเรียนปริญญาโทด้าน Marketing และ Supply Chain Operation เพื่อมาดูแลกาแฟไทย

“แล้วเชื่อไหมว่านุ่นทำโปรเจกต์เกี่ยวกับกาแฟมาตลอด ช่วงที่เรียนอยู่ ACC ทำเรื่อง Coffee Shop สมัยปริญญาตรียังแตะ ๆ เรื่องกาแฟมาตลอด พอเรียนปริญญาโทก็ตั้งใจทำแต่การตลาดกาแฟล้วน ยกเว้นอาจารย์มอบโจทย์ให้ถึงจะไปทำแบรนด์อื่น ยอมรับว่าแต่ก่อนเรียนให้จบเร็ว ความรู้ไม่เยอะ แต่ตอนเรียนปริญญาโท คือเราใส่ความพยายามและความต้องการต่อยอดความรู้เข้าไปอย่างเต็มที่”

ในที่สุด แนวคิดที่เรียนมาจึงถูกนำมาประยุกต์ใช้กับวงการนี้อย่างที่ตั้งใจ

“ย้อนกลับไปอีกว่า ความชอบที่มีต่อเครื่องดื่มชนิดนี้ยังทำให้เราอยากรู้อะไรอีกมากมาย ตอนที่ทำงานอยู่ระยอง บ้านอยู่สมุทรปราการ เรียน NIDA ไม่ไหวเลยย้ายมาทำงานที่กรุงเทพฯ เรายังทำงานกับบริษัทต่างชาติเหมือนเดิม ครั้งนี้เป็นบริษัทน้ำมันระดับโลก พอเขาส่งเราไปเมืองนอก เราก็ถึงจุดที่ไม่ได้ไปแค่ร้าน แต่ไปถึงโรงคั่วแล้ว

“นุ่นใช้วิธีเดิมคือเสิร์ชก่อนว่าจะไปเมืองไหน หาชื่อโรงคั่ว แล้วส่งอีเมลไป บอกว่าขอเข้าไปดูได้ไหม แบกกาแฟพี่วัลไปด้วย ส่งไปประมาณ 20 – 30 เจ้า ตอบกลับมา 4 เจ้า ซึ่งก็ดีนะ เขายังตอบกลับมา (หัวเราะ)”

เธอบอกว่าอย่าดูถูกเรื่องการส่งอีเมลแบบนี้เด็ดขาด เพราะมันทำให้เธอไปไกลถึงโรงคั่ว Small Batch และได้เห็นกระบวนการทุกอย่างมาแล้ว

ชีวิตที่มีกาแฟนำทางของ ‘นุ่น ณัฏฐ์รดา’ ซีอีโอ Bluekoff และนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย

ความกระตือรือร้นของเธอไม่หยุดแค่นั้น แฟนพันธุ์แท้คนนี้เข้าคอร์สเรียนจนได้ใบประกาศนียบัตรมามากมาย และมีตำแหน่งด้านกาแฟการันตีความสามารถ ทั้ง Q Arabica Grader, COE Sensory Evaluation Training และ Thai Specialty Coffee Awards Sensory Judge 2020 – 2022 นอกจากนี้ เธอยังศึกษาจากหนังสือและงานวิจัยทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษมาแล้วกว่า 200 เล่ม

“พี่วัลสอนให้นุ่นเก็บกาแฟ พี่ซานสอนเรา Cupping ในแง่การทำธุรกิจก็ได้จาก พี่อ๋า-ศุภชัย ศรีวิตตาภรณ์ ประธานกรรมการ Bluekoff ตอนนั้นนุ่นสติแตกอย่างหนัก พอพี่ ๆ ทุกคนเห็นว่า เราอยู่ทุกที่ของกาแฟก็เลยชวนเรามาช่วยงานสมาคมฯ ซึ่งตอนนั้นยังไม่เป็นสมาคมฯ ด้วย นุ่นนั่งฟังอยู่เงียบ ๆ เรียนก็ยังไม่จบ งานประจำก็มี (หัวเราะ) จังหวะนี้รากเลือดจริง”

บางคนอาจสงสัยเช่นเดียวกับพ่อแม่ของนุ่นว่า ทำไมเธอจึงเลือกมาช่วยงานสมาคมฯ ทั้งที่ไม่ได้ค่าตอบแทนอะไร แถมยังทำให้ชีวิตวุ่นวายยิ่งกว่าเก่า แต่นุ่นมองกลับกันว่า นี่คือการเรียนรู้แบบ Fast Track

“Win-Win กันทั้งสองฝ่าย พ่อแม่บอกว่างานนี้ไม่ได้เงิน แถมเสี่ยงอันตราย (ไปดอย) แต่นุ่นว่าการได้นั่งตรงนั้นคือความโชคดี พอทำ Thailand Coffee Fest 2016 ปีแรกก็มันมาก วันธรรมดามาไม่ค่อยได้เพราะติดงานประจำ ส่วนเสาร์-อาทิตย์ก็โดดเรียนไปเลย จบสวยงาม มีประกวด 10 สุดยอดเมล็ดกาแฟไทย ทำให้เห็นความเจ๋งของกาแฟไทยอย่างที่ตั้งใจไว้”

นับจากนั้น นุ่นก็ได้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาวงการนี้อย่างเป็นทางการ

ชีวิตที่มีกาแฟนำทางของ ‘นุ่น ณัฏฐ์รดา’ ซีอีโอ Bluekoff และนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย
ชีวิตที่มีกาแฟนำทางของ ‘นุ่น ณัฏฐ์รดา’ ซีอีโอ Bluekoff และนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย

Bluekoff to Blueprint

“สิ่งแรกที่คิดกับ Bluekoff คือเป็นธุรกิจที่ใหญ่และแมส ไม่ Specialty อย่างที่เราต้องการ แต่หลังจากที่ได้พบกับพี่ ๆ เราเห็นว่า Bluekoff เป็น Specialty แต่สเกลใหญ่มาก มีอะไรให้สนุกเยอะมาก ตั้งแต่บนดอย ทำเรื่องดินกับเกษตรกร มีโรงคั่ว โรงสี คาเฟ่ หน้าร้าน ครบวงจรในสิ่งที่คนอยากเรียนรู้ มันคือสนามเด็กเล่นดี ๆ นี่เอง”

พนักงานใหม่เริ่มงานกับศุภชัยด้วยความกังวลหลายด้าน แต่เมื่อเขารับฟัง เปิดใจ และสนับสนุนการทำงานอย่างไม่ยั้ง พร้อมคำนึงถึงความอยู่รอดของธุรกิจเจ้าเล็กเจ้าน้อยอยู่เสมอ ทำให้นุ่นถูกใจหลักการที่ตรงกัน สุดท้ายจึงตัดสินใจปักหลักอยู่ที่ Bluekoff ตั้งแต่นั้นมา

คุยกับ นุ่น-ณัฏฐ์รดา คุณะวิวัฒนานนท์ ผู้บริหารที่คลั่งไคล้กาแฟ จนก้าวขึ้นมาเป็นซีอีโอ Bluekoff ตั้งแต่อายุ 27

“กาแฟอย่างเดียวไม่เคยทำให้รู้สึกเบื่อ จะมีเบื่อบ้างก็เรื่องงาน” เธอหัวเราะ แล้วเริ่มวิเคราะห์การทำงานให้ฟังอย่างตั้งใจ

นุ่นใช้หลักการ 2 ข้อคือ ทำทุกอย่างอย่างมืออาชีพและซื่อตรง นอกจากนี้ เธอมักจะกลับมารีวิวตัวเองเสมอว่า ตัดสินใจอะไรพลาดบ้างหรือไม่ แล้วครั้งต่อไปจะจัดการสิ่งเหล่านั้นอย่างไร

“เรามี Best Case Scenario, Ideal Scenario และ Worst Case Scenario เผื่อไว้ ถ้าทำออกมาแล้วสำเร็จ ก็ต้องแชร์ความสำเร็จให้คนรอบตัวด้วย เพราะนุ่นว่าไม่มีใครประสบความสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว สุดท้ายแล้วทุกคนก็จะช่วยกัน นอกนั้นคือทำอะไรก็ซัดให้เต็มข้อ จะได้ไม่ต้องมานั่งเฟลคูณสอง”

ทั้งหมดคือรายละเอียดความเป็นมืออาชีพที่นุ่นพูดถึงตั้งแต่ต้น และเป็นสาเหตุให้เธอปวดหัวในบางครั้ง “Expect the best, Prepare for the worst” อีกฝ่ายพูดไปตบโต๊ะไป

“ความเป็นมืออาชีพต้องมาพร้อมความถูกต้อง มันง่ายมากถ้าเราไม่ซื่อสัตย์ แต่พอเรามีหลักการที่ต้องซื่อสัตย์ มันเพิ่มความยากเข้าไป แต่เราจะมีชีวิตที่สบายใจขึ้น” เธอยิ้ม เราพยักหน้ารับ

เราลองถามเธอว่า ปัจจุบันร้อยเปอร์เซ็นต์ในห้วงความคิดของเธอเกี่ยวกับเครื่องดื่มชนิดนี้อย่างเดียวไหม เจ้าตัวขมวดคิ้วและบอกว่า “ไม่” แต่โดยรวมเธอคิดถึงเรื่องงานเป็นหลัก ทั้งงานสมาคมฯ และงานของ Bluekoff นอกจากนี้ก็มีเรื่องครอบครัวที่เพิ่งมาดีกันหลังทำงาน เพราะทางบ้านไม่เห็นด้วยเรื่องการทำงานเกี่ยวกับกาแฟมากนัก แต่ในวัยนี้ นุ่นเริ่มมองเห็นความโชคดีที่มีครอบครัวรออยู่ที่บ้าน เธอจึงพยายามจัดสรรเวลาให้ลงตัว

จบจากคำถามดังกล่าว เราเบรกความจริงจังด้วยการถามเธอว่า แล้วเสน่ห์ของกาแฟคืออะไร ทำไมเธอจึงยังอยู่กับมันได้ตลอด

อีกฝ่ายสบตากับเราด้วยสีหน้าผ่อนคลายทันที

“กาแฟเนี่ย” เธอเงยหน้ามองเพดานอย่างครุ่นคิด ท่าทางคำตอบจะเยอะมาก จนเรียบเรียงเป็นประโยคไม่ถูกอยู่นานสองนาน

“เสน่ห์ของมันคือการทำให้เราเรียนรู้ได้ตลอดเวลา มันน่าสนใจ สมมติคุณมีแฟนสักคน บางทีมันตันเพราะเรารู้ทุกอย่าง ไม่มีอะไรให้เซอร์ไพรส์ แต่กาแฟช่างมีอะไรให้ค้นหา ลึกลับซับซ้อน สายพันธุ์ใหม่ก็มา บางอย่างมีมานาน แต่กลับมีวิวัฒนาการต่อเนื่องไม่หยุด

“กาแฟไม่เคยทำร้ายใคร มันมีความเฉพาะตัวในแง่ของธุรกิจด้วย อย่างช่วงโควิด-19 ยอดขายก็สูงสุด” เธอยกตัวอย่างการปิดยอดขายของ Bluekoff ที่ทำให้ต้องยกมือเฮ! แต่นั่นก็เพราะทุกคนร่วมด้วยช่วยกัน และทุกคนมีความพยายามในการพัฒนาตัวเอง

คุยกับ นุ่น-ณัฏฐ์รดา คุณะวิวัฒนานนท์ ผู้บริหารที่คลั่งไคล้กาแฟ จนก้าวขึ้นมาเป็นซีอีโอ Bluekoff ตั้งแต่อายุ 27

“นุ่นมาถึงจุดนี้ได้ใน Bluekoff และวงการกาแฟ ยอมรับว่าผู้ใหญ่ใจดี แต่เขาจะไม่สนับสนุนเลย ถ้าเราไม่ได้พัฒนาตัวเองมาก่อน ไม่ศึกษามาก่อน ไม่เตรียมตัวมาก่อน ณ โมเมนต์ที่เขาให้โอกาส นุ่นโคตรพร้อมที่จะรับโอกาส แม้กระทั่งการไปดูโรงคั่ว นุ่นไม่ได้รอโอกาส แต่นุ่นสร้างโอกาสด้วย มันอยู่ที่ว่าคุณพร้อมเปิดโอกาสให้ตัวเองแค่ไหน และคุณยินดีทำงานหนักเพื่อพัฒนาตัวเองไหม”

นุ่นสรุปให้ฟังอีกอย่างว่า ต้นทุนชีวิตของคนอาจไม่เท่ากัน แต่สิ่งที่เรามีเท่ากันคือ ‘เวลา’

หญิงสาวคนนี้รู้ว่าเธอจะบริหารเวลาอย่างไร เพื่อให้เกิดความก้าวหน้าในความรู้และอาชีพการงาน จึงทำให้เธอมาไกลถึงจุดนี้ในวัยที่เพิ่งย่างเข้าเลข 3 ได้ไม่กี่ปี

“นุ่นทำงานเป็นซีอีโอตอนอายุ 27 เรื่องอายุมีผลต่อการทำงาน เนื่องจากประเทศไทยมีสิ่งที่เรียกว่า ‘วัยวุฒิ’ ที่ต่างชาติไม่มีกัน เขามี Seniority แต่วัยวุฒิเป็นสิ่งที่คนไทยค่อนข้างจริงจัง ปัญหาเรื่องอายุจะมีแค่ช่วง First Impression เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญกว่าคือเราดีลกับผู้ใหญ่อย่างไร คุณรีแอ็กกับสิ่งที่เกิดขึ้นแบบเด็ก ๆ หรือคุณหัดเรียนรู้จากคนที่เป็นผู้ใหญ่ว่าเขาจัดการอย่างไร”

การทำงานกับศุภชัยทำให้เธอรู้จักความใจเย็นและกลยุทธ์อ่อนนอก แข็งใน เตรียมพร้อมพบเจอกับคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกเชื้อชาติ โดยเปิดรับความต่างของแต่ละคน และตั้งใจ ‘ฟัง’ เพื่อความเข้าใจ จากนั้นจึง ‘พูดคุย’ ด้วยความใส่ใจ

ซีอีโอที่สละเวลารับประทานอาหารเที่ยงมาพูดคุยกับเราหยิบโทรศัพท์ขึ้นมารับสายสำคัญ จังหวะนั้นเราเห็นรอยสักเล็ก ๆ ที่แขนของเธอ เมื่อนุ่นวางสาย เราจึงขอเปลี่ยนบทสนทนาไปเรื่องที่ผ่อนคลายกว่า คือความรักที่เธอมีต่อกาแฟถูกส่งผ่านรอยสักบนตัวบ้างไหม

“มันไม่ได้หมายถึงกาแฟโดยตรง แต่คือแรงบันดาลใจของชีวิตในการทำเพื่อกาแฟ” เธอโชว์รอยสักจากหนังสือชื่อ Manual of the Warrior of Light ของ Paulo Coelho ให้เราชม รอยนั้นมีลักษณะเหมือนดอกไม้ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่มีอยู่ในหนังสือทุกหน้า

“ในนั้นมีบทที่บอกว่าเมื่อ Warrior of Light เจออุปสรรคจะทำอย่างไร เราว่าใช้หลักการของเขาทำให้ตัวเองมีประโยชน์ในการพัฒนากาแฟไทยได้ หนังสือเล่มนี้จึงเหมือนเกิดมาเพื่อเรา เพราะการที่เราจะเป็นผู้พัฒนากาแฟไทย โดยเฉพาะจุดที่ยืนอยู่ ไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ หรือการพัฒนาที่ต้นน้ำ พอมันพัฒนาตลอด ภาพใหญ่มันยากและเยอะ หนังสือเล่มนี้ทำให้เรารู้สึกว่าต้องเป็น Warrior of Light ถึงจะรอด”

เธอบอกว่า ไม่สักเป็นรูปกาแฟ เพราะมันตรงเกินไป และรอยสักของเธอทุกรอยมีผลต่อระดับจิตวิญญาณ ไม่ใช่แค่ความชอบ

นุ่นโชว์รอยสักอื่นผ่านหน้าจอ มีทั้งรอยดาวินชี และสัญลักษณ์อินเดียนแดงที่หมายถึง Leadership Energy และ Humble เธอยังปิดท้ายหัวข้อด้วยว่า การสักเป็นความท้าทายชีวิตอย่างหนึ่ง ที่ต้องพร้อมทำงานหนักกว่าคนอื่นเพื่อพิสูจน์ตัวเอง เพราะสังคมบางส่วนยังมองคนมีรอยสักไม่ดีนัก

คุยกับ นุ่น-ณัฏฐ์รดา คุณะวิวัฒนานนท์ ผู้บริหารที่คลั่งไคล้กาแฟ จนก้าวขึ้นมาเป็นซีอีโอ Bluekoff ตั้งแต่อายุ 27

เราคิดว่า เธอเป็นผู้หญิงที่ทำงานหนักในทุกด้าน ถ้าอย่างนั้นในวันที่เหนื่อย อะไรเป็นสิ่งเยียวยาเธอ

“วันไหนที่เหนื่อยเหมือนจะตาย แค่ได้ชิมกาแฟที่เข้า Top 10 ก็หายเหนื่อยแล้ว หรือถ้าคืนนั้นมีเวลาคิดทบทวนถึงเรื่องราวที่ผ่านมา รวมถึงความสำเร็จเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่บ่งบอกว่าวงการกาแฟไทยกำลังเดินไปข้างหน้า เท่านั้นก็หายเหนื่อย เพราะจากที่เราเดินทางกันมา มันมาไกลมาก

“ส่วนการเยียวยารายวัน ถ้าเป็นโซฟาตัวเดิมกับเบียร์ 1 กระป๋องก็โอเคแล้ว” เธอเสริม

ตลอดการสนทนา เราตั้งข้อสังเกตว่า จุดมุ่งหมายของเธอถูกตั้งขึ้นและดำเนินไปเพื่อคนอื่นในสังคมเสมอ นุ่นบอกว่านั่นคือความเห็นแก่ตัวของเธอที่อยากทำตัวให้เป็นประโยชน์ เพราะฉะนั้น การทำเพื่อคนในวงการกาแฟไทยจึงเป็นเป้าหมายอันเห็นแก่ตัวของเธอเอง

“ตอนนี้วงการพัฒนาขึ้นเยอะ การทำงานของเรากับเกษตรกรที่ต่างวัยกันยังคงมีอยู่ แต่ในอนาคต เรารู้ว่าวงการนี้จะไปไกลมาก เพราะคนรุ่นใหม่กลับบ้านไปทำมากขึ้น พวกเขากล้าลอง เจเนอเรชันเปลี่ยนและโต และจะไม่กลับไปที่เดิม ด้วยความที่คนรุ่นใหม่ตัดสินใจเร็ว สิ่งที่พลาดจะมีเยอะขึ้น แต่จะเกิดการพัฒนาที่รวดเร็ว

“ยกตัวอย่าง การประกวด 10 สุดยอด Thai Specialty Coffee Awards เมื่อปีที่แล้ว เกษตรกรพลาดเยอะมาก หมักกาแฟมาแบบน้ำส้มสายชู กรรมการก็ท้องเสีย คะแนนต่ำ ไม่ได้แย่ เพราะเป็นกระแสกาแฟหมัก เกษตรกรยังจับจุดไม่ถูก แต่เพราะเขาลองแล้วพลาด พอมาปีนี้ปรากฏว่า เกษตรกรรุ่นใหม่จับจุดได้ เขาแชร์ข้อมูลกันจนผลลัพธ์ดีมาก Top 20 คะแนนต่ำคือ 85 ซึ่งถือว่าสูง ภาพรวมกาแฟไทยอัปขึ้นมาเฉลี่ย 3 – 4 แต้ม แปลว่าเขาพลาดแล้วเรียนรู้ นี่คืออนาคตของกาแฟไทย เป็นวัฏจักรที่คล่องตัว ลอง-ผิด-ทำใหม่ นุ่นจะรอดูนวัตกรรมใหม่ ๆ ในอนาคต”

คุยกับ นุ่น-ณัฏฐ์รดา คุณะวิวัฒนานนท์ ผู้บริหารที่คลั่งไคล้กาแฟ จนก้าวขึ้นมาเป็นซีอีโอ Bluekoff ตั้งแต่อายุ 27

เธอทิ้งท้ายว่า ในวัยเด็กเคยมีความฝันที่จะเก็บเงินเยอะ ๆ เพื่อเปิดร้านกาแฟในวัยเกษียณ แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่าความฝันนั้นลอยหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่

ซีอีโออนาคตไกลนึกไม่ออกว่า ชีวิตจะเป็นไปในทิศทางใดหากไม่ได้ทำงานด้านนี้แล้ว

“การขาดกาแฟไปเหมือนชีวิตไร้จุดหมาย นอกจากงานบริหารที่มีความรู้อยู่แล้ว ก็คงต้องมองหาเป้าหมายชีวิตใหม่ เป็นเป้าหมายที่มีคุณค่าเพื่ออะไรสักอย่างเหมือนเดิม ตายไปจะได้ไม่เสียดาย แต่ตอนนี้ถ้าเราอยู่ในวงการแล้วทำตัวมีประโยชน์ได้ก็ดี นุ่นอยากเตรียม10 สุดยอดกาแฟไทยไปกระจายให้คนลองกิน อยากโปรโมตกาแฟไปเมืองนอก นี่คือเรื่องเล็ก ๆ ที่อยากทำ ก็กาแฟไทยมันดีอย่างนั้นแหละค่ะ (ยิ้ม)”

เราขอลาปลายสายไปรับประทานอาหารกลางวันอย่างอิ่มเอมใจ คงไม่มีใครเชื่อว่าความสงสัยใคร่รู้ของเด็กหญิงคนหนึ่ง จะสร้างผู้บริหารที่เปลี่ยนความชอบเป็นการงานที่มั่นคงได้ ทั้งงานนั้นยังไม่ได้มอบประโยชน์ให้เพียงตัวเอง แต่ยังเผื่อแผ่ถึงคนรอบข้างตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ จากยอดดอยจนถึงใครสักคนที่สดชื่นและหายปวดหัวเมื่อได้ดื่มกาแฟ

ป.ล. ปัจจุบัน นุ่นดื่มกาแฟวันละ 2 แก้ว แก้วละประมาณ 300 ซีซี (เผื่อใครสงสัยว่าเธอติดกาแฟมากกว่าคนทั่วไปหรือเปล่า)

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

สโรชา อินอิ่ม

Freelance photographer ชอบความอิสระ ชอบเดินทางท่องเที่ยว บันทึกความทรงจำผ่านภาพถ่าย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load