ป้าเจี๊ยบ-นงลักษณ์ ชัยฤทธิไชย คือนักกีฬาลองบอร์ดดาวน์ฮิลล์ทีมชาติไทยวัย 63 ปี

เธอเป็นคนสนุกกับชีวิต ใช้ชีวิตในแบบที่เห็นตรงหน้า และปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติโดยไม่ต้องเข้มงวดกับแบบแผนอะไร

ป้าเจี๊ยบ นงลักษณ์ ชัยฤทธิไชย นักกีฬาทีมชาติวัย 63 ปีที่มีกีฬา Longboard มาทำให้ชีวิตวัยเกษียณสนุกขึ้น

ในขณะเดียวกันก็รู้ว่าความไม่แน่นอนคือสิ่งที่แน่นอนที่สุดในชีวิต

หมอวินิจฉัยว่าเธอเป็นโรคมะเร็งเต้านมเมื่อหลายปีก่อน 

ป้าเจี๊ยบพยายามใช้ชีวิตเหมือนเดิมให้ได้มากที่สุด ปรับเปลี่ยนแค่บางเรื่องอย่างการพักผ่อนและมื้ออาหาร จนหายดี

อาการป่วยสอนให้เธอรู้จักการมีชีวิตมากขึ้น

และได้หัดเล่นลองบอร์ดเป็นครั้งแรก

เธอเดินทางไปทั่วประเทศเพื่อเล่นลองบอร์ดกับกลุ่มคนที่ชอบกีฬาชนิดนี้เหมือนกัน มีทั้งเด็ก วัยรุ่น และผู้ใหญ่ แต่ไม่มีใครอายุเกินเธอเลยสักคน

จนได้เป็นตัวแทนไปแข่งขันกีฬาซีเกมส์ที่ประเทศฟิลิปปินส์เมื่อปีกลาย

ป้าเจี๊ยบ นงลักษณ์ ชัยฤทธิไชย นักกีฬาทีมชาติวัย 63 ปีที่มีกีฬา Longboard มาทำให้ชีวิตวัยเกษียณสนุกขึ้น

นั่นคือเรื่องราวชีวิตฉบับย่อของป้าเจี๊ยบที่มีลูกชาย ดี้-โสธีระ ชัยฤทธิไชย เล่าให้ฟังร่วมกันในบ่ายวันนั้นที่บ้านของพวกเขา ชั้นล่างแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ WooferLab Studio Bangkok สตูดิโออัดเพลงของดี้ และ Zazu Longboards Bar ร้านขายลองบอร์ดที่มีคนแวะเวียนเข้ามาเรื่อยๆ

ส่วนเรื่องฉบับเต็มคือบทสัมภาษณ์ความคิดด้านล่าง ที่จะทำให้คุณเข้าใจว่าทำไมผู้หญิงที่เคยป่วยเป็นโรคมะเร็งวัยเลข 6 คนนี้ตัดสินใจเล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีมที่แม้แต่คนอายุ 30 ก็ยังคิดแล้วคิดอีกว่าจะเล่นดีหรือไม่

ก่อนจะมาเล่นลองบอร์ด คุณทำงานมาหลายอาชีพมาก

ป้าเจี๊ยบ : เคยทำงานโรงแรม แล้วออกมาทำทัวร์ตั้งแต่สมัยยุคไฟแรง สักยี่สิบสามสิบปีที่แล้ว หลังจากนั้นก็ทำไปเรื่อย ย้ายไปอยู่ปากช่องเพื่อทำโรงงานซักผ้า เลี้ยงลูก บริการลูก พาไปนู่นไปนี่ เคยทำรังนกขาย ใส่ถุงไปขายตลาดกลางคืน มีทำเม็ดมะม่วงหิมพานต์หลายสูตร พาลูกทำ ลูกก็ชอบ ไม่ได้อายที่ต้องหิ้วของไปขาย พอลูกคนเล็กสอบติดกรุงเทพฯ ก็ย้ายกลับมากรุงเทพฯ ตอนนี้ก็อยู่มาประมาณสิบห้าสิบหกปีแล้ว

เหมือนชีวิตป้าเจี๊ยบไม่ได้มีแผนตายตัวมาตั้งแต่ต้น

ป้าเจี๊ยบ : ใช่ เราเป็นคนไม่มีแผนอะไร เป็นคนใช้ชีวิตง่ายๆ ไปตามภาพที่เห็นตรงหน้าตอนนั้นว่าเราอยากทำอะไร ตอนเด็กๆ เราก็เป็นเด็กต่างจังหวัดทั่วไป ใช้ชีวิตเรียบง่ายในต่างจังหวัด ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ เรียนหนังสือปกติ ตกเย็นก็เล่นกับเพื่อนบนถนนหน้าบ้าน เสาร์อาทิตย์ก็อาจจะมีไปเล่นน้ำคลอง เที่ยวป่า เที่ยวเขา เดินทางไกลตามอัตภาพเด็กต่างจังหวัด

เวลาครูถามตอนเด็กว่า “โตขึ้นอยากเป็นอะไร” อาชีพไหนที่แล่นเข้ามาไหนหัว

ป้าเจี๊ยบ : อันนั้นยังไม่เข้าใจจนถึงทุกวันนี้เลยว่าทำไมถึงถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร มันจะมีเด็กสักกี่คนที่คิดออก เราเองก็เป็นคนหนึ่งในนั้นที่คิดไม่ออกว่าโตขึ้นเราจะเป็นอะไรได้ ตอนเป็นเด็กนักเรียนอยู่โรงเรียน เราเล่นกีฬา แล้วจะมีเพื่อนบางคนที่เขาเล่นเก่งๆ เป็นนักวิ่งลมกรด เขาได้ไปแข่งระดับจังหวัด ระดับอำเภอ ไปแข่งอะไรต่างๆ เรามองว่าเขาเท่มาก ส่วนตัวเองคือเล่นไปหมด เล่นไปทั่ว ไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าเราอยากเป็นนักกีฬาประเภทไหน อยากเล่นอะไรก็เล่น เล่นบาส ว่ายน้ำคลอง ตีแบด ปั่นจักรยาน ทำด้วยอารมณ์สนุกของเรา แต่เราปลื้มคนนี้ โดยที่ไม่ได้คิดว่าอยากจะเป็นเหมือนเขานะ แค่ชอบเขา

ป้าเจี๊ยบ นงลักษณ์ ชัยฤทธิไชย นักกีฬาทีมชาติวัย 63 ปีที่มีกีฬา Longboard มาทำให้ชีวิตวัยเกษียณสนุกขึ้น

จริงๆ ก็มีแววมาตั้งแต่เด็กแล้วนะ

ป้าเจี๊ยบ : ชอบ ชอบเล่น

แต่ตอนมหาวิทยาลัย ป้าเจี๊ยบกลับเลือกเรียนคณะอักษรฯ

ป้าเจี๊ยบ : มีเพื่อนชักนำ เราไม่เคยคิดเลยว่าอยากเป็นอะไร ตอนทำงานโรงแรมก็มีคนชักนำ ออกมาทำทัวร์ก็มีคนชักนำ มันเหมือนไม่มีความเป็นตัวตนของตัวเองหรือเปล่าก็ไม่รู้เนอะ แต่ที่เราไปทำ เราทำแล้วเราสนุก เราทำแล้วเราชอบ เหมือนเราเป็นคนที่เวลาได้ทำอะไรแล้วจะชอบสิ่งที่ตัวเองทำ แต่ไม่มีแผนว่าอยากทำนู่น อยากทำนี่ พอได้ทำมันก็สนุกในแต่ละวัน

จะบอกว่าคุณเลือกจะมองข้อดีของชีวิตมากกว่าได้ไหม

ป้าเจี๊ยบ : จะใช่หรือเปล่าไม่รู้ แต่เราไม่ชอบคิดถึงอะไรที่มันร้าย อะไรที่มันไม่มีความสุข เราไม่ชอบ เราจะไม่ฝักใฝ่เรื่องที่ทำให้เราเสียเวลา การที่เราไปหมกมุ่นอยู่กับความทุกข์ ไปหมกมุ่นอยู่กับปัญหา เราถือว่ามันเสียเวลา เป็นเรื่องที่ไม่น่าใส่ใจ ชีวิตไม่ได้ผ่านจุดเปลี่ยนอะไรให้คิดแบบนี้นะ เราเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เล็กๆ เลย ชีวิตเราเลยโลดแล่นไปเรื่อยๆ จะว่าว่าเรื่อยเปื่อยก็ได้ ไร้สาระเนอะ (หัวเราะ)

บ้านเราไม่ค่อยเข้มงวด ไม่ค่อยเลย พ่อแม่ก็อยากให้เรียนหนังสือแหละ แต่ไม่ได้ชี้นำว่าต้องไปเรียนอันนั้น ต้องไปเรียนอันนี้ ต้องไปเป็นอย่างนั้น ต้องไปเป็นอย่างนี้ หรืออาจจะเป็นเพราะเขาภาระเยอะ เยอะเกินกว่าที่จะมาระบุว่าลูกทั้งเจ็ดคนต้องเป็นอะไร เขาค่อนข้างฟรีสไตล์ ครอบครัวเราไม่ได้มีศักยภาพพอให้ลูกเรียกร้องอะไรได้ตามที่อยากจะได้ เราถูกสอนให้พอใจในสิ่งที่เราเป็น ในสิ่งที่เรามี ในที่ที่เราอยู่ 

คุณดูเป็นคนยืดหยุ่นมาก

ป้าเจี๊ยบ : เป็นคนทำอะไรก็ได้

แล้วเป็นคุณแม่ที่ยืดหยุ่นด้วยไหม

ป้าเจี๊ยบ : ยืดหยุ่นหรือยืดย้วย

ดี้ : ตอบยากนะ ตอนเราเรียน เขาก็อยากให้ปกติเหมือนคนอื่นนั่นแหละ อยากให้เรียนเก่ง แต่ถามว่าบังคับทิศทางการเรียนของเราไหม ก็ไม่ได้บังคับ เพียงแต่จะมีกฎระเบียบที่โตมาเราก็ต้องแหกตามเด็กปกติ สมมติขอออกไปเล่นสเก็ต กลับช้าก็โดนว่า แต่เขาไม่ได้จำกัดว่าเราต้องเป็นหมอ เป็นวิศวกร มันอาจจะไม่ใช่ความคาดหวัง ที่ผ่านมาเราทำผิดกี่ครั้ง เขาให้โอกาส คุยกันรู้เรื่องจบ อันนี้ผิดนะ ไม่ดีนะ ไม่ควรทำซ้ำนะ เราก็ทำซ้ำแหละ แต่เราก็ได้รับโอกาสเสมอ ความสัมพันธ์บ้านเรามันเลยสบายๆ

รุ่นแม่ดื้อนะ ไม่ปกติ เทียบกับพ่อแม่เพื่อนดูแล้วแม่ไม่ปกติ ลุงผมก็ไม่ปกติ บ้านเราเลยไม่เหมือนชาวบ้าน เพราะช่วงวัยรุ่น ผมก็เคยรู้สึกว่า เอ๊ะ กูมีปัญหากับสังคมหรือเปล่า อยู่ที่บ้านกูก็ไม่เป็นไรนี่ (หัวเราะ) 

ป้าเจี๊ยบ : สังคมยุคเขา โรงเรียนติวเตอร์กำลังบูม ทุกบ้านส่งลูกไปเรียน แต่เรามองว่าทำไมเขาต้องเคี่ยวเข็ญลูกเขามากมายขนาดนั้น ซึ่งเข้าใจได้ว่าเขาคงวางแผนอนาคตให้ลูกไว้ เขาถึงต้องส่งลูกไปเรียน แต่ลูกบ้านเรา โรงเรียนเลิกปุ๊บ ไปรับ ขึ้นรถไปว่ายน้ำ วิ่งเล่น วาดรูประบายสี เรียนหนังสือวันหนึ่งหกเจ็ดชั่วโมง พอแล้ว เราอยากให้ลูกได้วิ่งเล่น ได้หกล้ม ได้ชิงช้าโขกหัวบ้าง

ป้าเจี๊ยบ นงลักษณ์ ชัยฤทธิไชย นักกีฬาทีมชาติวัย 63 ปีที่มีกีฬา Longboard มาทำให้ชีวิตวัยเกษียณสนุกขึ้น

ได้ความ ‘ชีวิตไม่มีแผน’ ของแม่ติดตัวมาบ้างไหม

ดี้ : บ้านเราไม่มีแผนอยู่แล้ว ตั้งแต่ยายแล้ว แผนมันอาจจะคิดไว้ได้นิดหน่อย แต่ใช้ไม่ได้จริงทั้งหมดหรอก อย่างโควิดนี่เห็นได้ชัดเลย แค่เรารับอาการเมื่อมันผิดแผน แล้วสนุกกับชีวิตต่อ แค่นั้นเอง
ป้าเจี๊ยบ : ต้องปรับตัวให้ได้ ต้องไม่จมอยู่กับเรื่องที่ไม่เป็นไปตามหวัง โอเค มันเป็นแบบนั้นไม่ได้ เรารีบลุกขึ้นมาหาอะไรใหม่ทำ ความหวังต้องมี ทุกคนต้องมีอยู่แล้ว แต่หวังแล้ว ถ้าสมมติไม่เป็นดังหวัง เราจะไม่เสียใจขนาดนี้

วิธีคิดแบบนี้ต้องฝึกยังไง

ดี้ : ผมเรียนมาเป็นรุ่นๆ อย่างผมก็ฟังแม่เล่าเรื่องรุ่นยาย แต่ถ้าจะถามยาย ยายก็อาจจะเล่าลำบาก แกอายุร้อยสามปีแล้ว อย่างยายมีลูกเยอะ ผ่านช่วงยุคสงครามโลก ลำบาก บ้านก็เป็นคนทำมาหากิน วันหนึ่งก๋งเสีย ก๋งเป็นเหมือนหัวเรี่ยวหัวแรงของครอบครัว ยายก็ต้องดูแลทุกอย่างต่อ ไม่ได้มานั่งฟูมฟาย หาวิธีดูแลลูกต่อในสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป พอมายุคผม โตมากับแม่ เราก็ผ่านวิกฤตต้มยำกุ้งที่ต้องย้ายจากกรุงเทพฯ ไปอยู่ปากช่อง มันต้องไปต่อ ไม่รู้สอนต่อกันมายังไงเหมือนกัน แต่ที่บ้านผมเวลาผิดหวัง ไม่มีใครไม่ไปต่อ
ป้าเจี๊ยบ : อยู่ให้เป็น มีน้อยใช้น้อย มีมากจะใช้มากบ้างก็ได้

พอคิดแบบนี้ มันทำให้ชีวิตที่ได้ใช้เป็นอย่างไร

ป้าเจี๊ยบ : ง่ายขึ้น สบายขึ้น ไม่ได้ง่ายแบบอยากได้อะไรก็ได้ อยากมีอะไรก็มี ก็แค่คิดว่ามีไม่ได้ก็ไม่มี คิดง่ายๆ อย่างนั้นดีกว่า ง่ายกว่า รับผิดชอบกับสิ่งตรงหน้าให้ดีที่สุด แล้วชีวิตมันจะไปต่อเรื่อยๆ 

ดี้ : ถ้าอยากมีก็ทำให้มี แต่ไม่ต้องเครียดขนาดนั้น ไม่ต้องเครียดขนาดไปทำเรื่องไม่ดีเพื่อให้มันมี

จะพูดได้ไหมว่าการป่วยเป็นโรคมะเร็งคือจุดเปลี่ยนชีวิต

ป้าเจี๊ยบ : มันก็ไม่ถึงกับเปลี่ยนนะ เรายังดำเนินชีวิตปกติของเรา อาจใส่ใจเรื่องอาหารสุขภาพขึ้นนิดหนึ่ง แต่ไม่ได้เคร่งว่าต้องเลิกกินอันนี้นะ เลิกกินอันนั้นนะ บางอย่างก็เลิกกินไปเองตามธรรมชาติ ธรรมชาติมันพาเราไป ด้วยเรื่องวัย เรื่องที่อวัยวะในร่างกายมันทำงานได้ไม่เหมือนเดิม

ดี้ : ยายผมอายุเท่านี้ยังกินหมูสามชั้นอยู่เลย

ป้าเจี๊ยบ : อยากกินก็กิน อยากทำก็ทำ แต่รู้ลิมิต รู้สติ

ก่อนจะป่วย เคยคิดเรื่องความไม่แน่นอนของชีวิตมาก่อนไหม

ป้าเจี๊ยบ : เรารู้ว่าความไม่แน่นอนมันคือสิ่งที่ใช่ที่สุดมาตลอดเวลา ตั้งแต่เล็กๆ เราก็เจอเรื่องนี้ สมัยพ่อยังอยู่ ยังทำมาค้าขาย ชีวิตเราก็ค่อนข้างสบาย พอไม่มีพ่อ ความสบายก็ลดลง โตมาช่วงหนึ่งก็อาจจะสบายมากหน่อย พอเลยไปอีกช่วง ด้วยเงื่อนไขและสภาพแวดล้อมโดยรอบทำให้เราสบายน้อยลง เราก็รับได้ 

เรารู้อยู่แล้วว่าชีวิตไม่แน่นอน แล้วก็รู้อยู่แล้วว่าวันหนึ่งอาจจะเจ็บป่วย ป่วยแล้วรักษาได้ก็รักษา รักษาไม่ได้ก็ตาย รับได้ 

ป้าเจี๊ยบ นงลักษณ์ ชัยฤทธิไชย นักกีฬาทีมชาติวัย 63 ปีที่มีกีฬา Longboard มาทำให้ชีวิตวัยเกษียณสนุกขึ้น

รับมือกับอาการป่วยครั้งนั้นอย่างไร

ป้าเจี๊ยบ : เหมือนเขา (โรค) ค่อยๆ เริ่มก่อตัว แล้วเราก็ค่อยๆ ศึกษาเขาไป ใช้เวลาอยู่ด้วยกันเป็นปี จนเขาไม่ไหวแล้ว เราก็ โอเค ไปหาหมอกัน มาถึงขั้นนี้ก็ต้องพึ่งคนที่มีความรู้ความชำนาญในด้านนี้ เราไม่คิดจะหาหมอเลย จนวันที่ไปหาหมอแล้วบอกว่า มาผ่าตัด

ทำไมถึงปล่อยทิ้งไว้นานขนาดนั้น

ป้าเจี๊ยบ : เพราะเราก็ยังสบายดีอยู่นะ เรายังเล่นได้ ยังใช้ชีวิตได้ ลึกๆ มันรู้แหละว่าผิดปกติ แต่เขายังไม่ได้รบกวนเราถึงขั้นล้มหมอนหนอนเสื่อ ยังไม่เป็นภาพคนเป็นมะเร็งที่เราคิด นอนติดเตียงอยู่บ้าน เรายังใช้ชีวิตปกติ ยังขับรถไปหัวหิน คืนนี้ยังตีแบดอยู่ทั้งๆ ที่นัดหมอวันรุ่งขึ้น 

เรายังมีแรง พลังงานยังเหลืออีกเยอะ ซึ่งอันนี้เราต้องขอโทษวงการแพทย์ที่ทำให้เขาหนักใจกับเรา มาวันนี้เรากลับไปมอง มีอีกหลายคนที่เป็นเหมือนเราเลย อย่างแม่เพื่อนลูกก็อาการเดียวกับเราเลย ไม่ได้ไปหาหมอ จนวันหนึ่งปรากฏชัดแล้วก็เลยไปหาหมอ แต่ที่พูดไม่ได้สนับสนุนให้คนละเลยเหมือนเรานะ อย่างน้อยตรวจสุขภาพปีละครั้งให้รู้ความเป็นไปในร่างกายของตัวเอง เพื่อเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายตัวเอง เรื่องป่วยเราไม่ได้เล่าให้ใครฟังเลยนะ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่

ดี้ : ส่วนเราไม่รู้เรื่อง จนผ่าก็ยังไม่รู้เรื่อง

ถ้าเป็นแม่เราคงโกรธแย่

ดี้ : ไม่เห็นต้องโกรธเลย วันก่อนหน้าไปผ่าเขาไปเล่นตีแบตที่สวนตามปกติ สายๆ อีกวันแม่มาบอกว่า เดี๋ยวออกไปข้างนอกหน่อย ไม่ได้บอกว่าจะไปไหน แล้วก็โทรมาบอกว่า ไม่กลับบ้านนะ มาผ่าตัด ผมก็ถามว่าเป็นอะไร เขาบอกไม่เป็นไร ไม่ต้องกลัวนะ พรุ่งนี้เดี๋ยวค่อยว่ากัน ปกติที่บ้านไม่ค่อยคิดอะไรกันอยู่แล้ว ไม่ได้คิดว่าจะเป็นเรื่องใหญ่โต เขานอนโรงพยาบาลอยู่สองสามวัน แล้วเราก็ไปรับ ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าเป็นมะเร็งหรือเปล่า รู้แค่ผ่า ยังไม่มีผลทางการแพทย์ยืนยัน หลังจากนั้นเขาก็กำลังใจดีมาก ทำทุกอย่างปกติ พยายามออกไปข้างนอก แต่ไม่ได้ดันทุรังว่า “ฉันต้องลุกมาวิดพื้น”

ป้าเจี๊ยบ : เพราะเราก็ใช้ชีวิตปกติ ไม่ได้ “โอ๊ย ฉันต้องป่วย ฉันต้องแย่ ฉันต้องนอนนะ” วันไหนไม่ไหวก็จะขอนอน เดี๋ยวหิวข้าวแล้วจะไปกินเอง ไม่ต้องเรียก ไม่ต้องตาม ไม่ต้องอะไรทั้งสิ้น ทุกคนทำเรื่องของตัวเองไป เราจัดการตัวเอง ซึ่งระหว่างที่เราป่วย พี่สาวเราก็ป่วยเป็นมะเร็งปอดด้วย

พอเจอเหตุการณ์แบบนี้ทั้งกับตัวเองและคนใกล้ตัว ที่เขาเคยบอกว่า “เราไม่เห็นคุณค่าของสิ่งหนึ่งหรอกจนกว่าเรากำลังจะเสียมันไป” เป็นเรื่องจริงไหม

ป้าเจี๊ยบ : ระหว่างที่เรากำลังทำคีโมอยู่ น้าเราที่เป็นน้องสาวแม่เสียที่พิมาย เราก็ไปงานศพ ช่วยงานเขาจนเสร็จ ขับรถไปเองคนเดียวแล้วอยู่เป็นอาทิตย์ ในขณะที่ร่างกายก็ไม่โอเค แต่คิดว่าต้องไป ผ่านไปไม่นาน ลูกพี่ลูกน้องที่สนิทกันก็เสีย ช่วงนั้นคนนั้นคนนี้ตาย เราเลยมองว่า คนเราถึงเวลาตายก็คือตาย จะไปยื้อไม่ให้ตายก็ไม่น่าทำ ยิ่งมาเจอกับพี่สาวที่อยู่ด้วยกัน อยู่บ้านเดียวกัน ตื่นเช้ามาเราต้องหาข้าวให้เขากิน ต้องทำโน่นทำนี่ให้เขา เพราะพอเขารู้ตัวปุ๊บ เขาทรุดไปเลย เราเลยได้บทเรียนว่า หนึ่ง อย่าละเลยสุขภาพ มีโอกาสก็ไม่ตรวจซะ แล้วก็อย่าใช้ร่างกายให้เปลืองนัก ใช้เยอะก็ต้องฟื้นฟูเยอะ ทำงานเยอะก็ต้องเล่นให้เยอะ

แต่ก่อนป้าเจี๊ยบใช้ชีวิตหักโหมเหรอ

ป้าเจี๊ยบ : เยอะ แต่ก่อนบ้างาน ไม่นอนสามคืนสี่คืนก็ทำได้ ช่วงคริสต์มาสปีใหม่ที่งานเยอะๆ ก็ทำงานไป สนุกสนานไป

ดี้ : สมัยเด็กๆ ผมไม่เจอแม่นะ ตีห้าเขาออกจากบ้านแล้ว กลับมาสามทุ่มสี่ทุ่มเราก็นอนแล้ว อยู่กับยายสองคน

ป้าเจี๊ยบ : ใครถามว่าลูกโตเท่าไหนแล้ว เราทำมืออย่างนี้ไม่ได้นะ (วัดความสูงแนวตั้ง) เราทำมือแบบนี้ (วัดความยาวแนวนอน) เพราะเห็นทีไรก็เป็นตอนนอน

ป้าเจี๊ยบ นงลักษณ์ ชัยฤทธิไชย นักกีฬาทีมชาติวัย 63 ปีที่มีกีฬา Longboard มาทำให้ชีวิตวัยเกษียณสนุกขึ้น
ป้าเจี๊ยบ นงลักษณ์ ชัยฤทธิไชย นักกีฬาทีมชาติวัย 63 ปีที่มีกีฬา Longboard มาทำให้ชีวิตวัยเกษียณสนุกขึ้น

แล้วมาเริ่มเล่นลองบอร์ดได้ยังไง

ดี้ : เราไม่ได้สอนนะ เขาหยิบเล่นเอง 

ป้าเจี๊ยบ : เราเห็นเขาเล่นแล้วอยากลอง เล่นได้ไม่ได้ไม่รู้ แต่เผอิญหยิบขึ้นมาแล้วมันเล่นได้ เล่นได้เลย ทรงตัวได้

ไถรอบสนามได้เลย สนามบาส เราก็ เฮ้ย เล่นได้นี่ ไม่ยากเท่าไหร่เนอะ ก็ฝึกอยู่ตรงนั้น จากรอบสนามบาสก็เป็นรอบสนามใหญ่ของสวนสาธารณะ จนบอกลูกว่าไปซื้อให้หน่อยสิ

วันนั้นเลย?

ป้าเจี๊ยบ : อีกวันสองวันต่อจากนั้น แต่ไม่เคยคิดว่าจะไปไกลแค่ไหน เพราะบ้านเราไม่เคยคิดการใหญ่อยู่แล้ว ไม่ได้คิดจะจริงจัง เป็นความรัก ความสนุกมากกว่า เวลามีแข่งตรงไหน เราอยากไป ไม่ได้อยากไปเพราะอยากชนะ แต่อยากไปเล่นกับคนอื่น อยากไปเห็นคนอื่นเล่น อยากไปแคมป์ อยากไปทำอาหาร ได้ไปต่างจังหวัด ได้ไปเที่ยว ได้เจอคน มันอิสระ

ดี้ : มันมีส่วนประกอบเยอะ มันท้าทายเสมอ Spot ที่เปลี่ยนไป ถนนที่เปลี่ยนไป หรือแม้กระทั่งถนนเส้นเดิมแต่ลงคนละ Run แต่ละ Run ก็มีเสน่ห์เหมือนกัน เหมือนคนเล่นเรือใบในล่องน้ำเดิม แต่บางทีลมไม่เหมือนเดิม ก็เป็นบรรยากาศของมัน

ป้าเจี๊ยบ : วันนี้ที่เราตื่นมาแล้วยังมีลมหายใจ เราทำอะไรที่ให้ตัวเองมีความสุขได้ เราพอแล้ว

ตอนแม่ขอให้ซื้อลองบอร์ดให้หน่อย ไม่กังวลเหรอ

ดี้ : ไม่เลย ไปซื้อเลย ซื้อเผื่อทุกคนในบ้าน น้องสาว หลาน ผมอาจจะเป็นลูกอกตัญญูหรือเปล่า ผมไม่เคยกังวลเรื่องสุขภาพแทนเขาเลย ไม่เคยห่วงเพราะมองไปก็ไม่มีอะไรน่าห่วง มันมีเตือนบ้างอะไรบ้าง แม่ระวังรถ ขับรถดีๆ ดูดีๆ นะ ไปเช้าแทนไหม แต่ถามว่าหนักใจ กังวลหรือเปล่า ไม่เลย บางคนอาจจะด่าก็ได้เนอะ แม่อายุขนาดนี้ ปล่อยให้ขับรถกลางคืนคนเดียวได้ไง จริงๆ ก็แอบห่วง แต่ถามว่ากังวลไหม อย่าไปเลยไหม เราไม่ได้เป็นแบบนั้น

ป้าเจี๊ยบ : คนรอบตัวเลิกห่วงกันหมดแล้วแหละ เราเคยได้ยินคนใกล้ตัวให้สัมภาษณ์กับหูตัวเองว่า ตอนเล่นใหม่ๆ ก็ห่วงแกเหมือนกันนะ แต่พอเห็นแกล้มบ่อยแล้วเอาตัวรอดได้ก็โอเคนะ 

เรามาเล่นสิ่งนี้ เราเจอคนมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่เรารู้สึกคือ เด็กๆ เหล่านี้เขาดูแลกัน ห่วงใยกัน มันไม่ใช่ความห่วงใยแบบหกล้มก็ไปอุ้มขึ้นมา แต่เขาจะดูๆ อยู่ตลอด เป็นกลุ่มคนที่รักในสิ่งเดียวกันมาเจอกัน ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ได้เหมือนเปี๊ยบทุกอย่าง แต่ละคนก็มีชีวิตของตัวเอง แต่พออยู่บนเขาแล้วเล่นบอร์ด ทุกคนเหมือนกันหมดเลย กินง่ายๆ ได้ ไม่ว่าจะมาจากครอบครัวแบบไหน รวยหรือไม่รวย 

ดี้ : บางคนมาเป็นครอบครัว พ่อมาเล่น ลูกเมียมาแคมปิ้งรอ มันเลยไม่ใช่แค่คนเล่นสเก็ตแล้ว 

ป้าเจี๊ยบ นงลักษณ์ ชัยฤทธิไชย นักกีฬาทีมชาติวัย 63 ปีที่มีกีฬา Longboard มาทำให้ชีวิตวัยเกษียณสนุกขึ้น

มีคนวัยเดียวกับป้าเจี๊ยบไหม

ป้าเจี๊ยบ : ก่อนหน้านี้ที่เห็นคือเป็นคนเดียวในประเทศไทย แต่ตอนนี้มีอีกคนที่เขาเล่นพารามอเตอร์มาก่อน เฟี้ยวมาก อายุหกสิบ เขาเล่นกีฬาเยอะ พอเห็นเราเล่นอันนี้ได้ เขาก็ฝึกจนเล่นได้จริงๆ 

พอได้ใช้ชีวิตกับคนหลายๆ รุ่น หลายๆ วัย ชีวิตวัยเลข 6 ของป้าเจี๊ยบสดชื่นขึ้นไหม

ป้าเจี๊ยบ : ถ้าถามอย่างนั้นก็ใช่อยู่นะ เราได้ศึกษาคนแต่ละวัย แต่ละรุ่น นั่งมองว่าคนนี้เป็นอย่างนี้ คนนั้นเป็นอย่างนั้น คิดอย่างนั้นอย่างนี้ บางทีตอนแรกเราคิดว่าคนนี้จะเข้ากับเราไม่ได้ แต่พอได้รู้จักจริงๆ ก็โอเค มันต้องมีสักจุดหนึ่งที่เข้ากันได้ ซึ่งแค่นั้นก็พอใจแล้ว เราจะไม่คิดว่า ทุกคนต้องปรับทุกอย่างให้เหมือนเรา ต้องลงล็อกเป๊ะๆ ต้องยอมรับความแตกต่าง พออายุมากกว่า จะมีจุดที่รู้สึกว่าเราควรเตือนเขาไหม บางเรื่องก็เตือน บางเรื่องก็ปล่อยให้ไปเรียนรู้เอาเองตามวิถีของเขา เพราะบางทีถ้าเขาไม่เจออุปสรรคหรือปัญหาด้วยตัวเอง เขาจะคิดไม่ออกว่าต้องแก้ยังไง

เราเรียนรู้ว่า เราคนละวัยกับเขา แต่จะต้องปรับตัวยังไงให้อยู่กับเขาได้ ให้เขาไม่รำคาญ ให้เขาไม่ออกปากว่า “ทริปนี้ไม่อยากให้ป้าคนนี้มาเลย” อาจจะมีก็ได้นะ แต่ไม่รู้ถือว่าไม่มี (อมยิ้ม)

การเล่นลองบอร์ด ถ้าว่าการตามตรง ร่างกายของป้าเจี๊ยบอาจจะสู้คนอื่นๆ ไม่ได้ แต่มีข้อได้เปรียบของการอายุมากข้อไหนที่ทำให้คุณเล่นกีฬาชนิดนี้ได้ดีกว่า

ป้าเจี๊ยบ : (ส่ายหัว)

ไม่มีเลยเหรอ (หัวเราะ)

ป้าเจี๊ยบ : ทุกอย่างอยู่ที่ใจ แล้วเราก็จัดการตัวเอง มันเท่ากันหมด แต่เท่าในที่นี่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะเข้าเส้นชัยพร้อมกัน อยู่ที่จุดสมดุล ใครกลัวอะไรหรือกล้าอะไร เราไม่สามารถไปล่วงรู้ เท่าที่เราเห็นทุกคนที่อยู่ตรงนี้ ทุกคนอยู่กันได้ ทุกคนเล่นกันได้ ลงจากจุดสตาร์ทเดียวกันไปยังปลายทางเดียวกัน โดยที่บางคนก็ล้มกลางทาง บางคนก็ไม่

ป้าเจี๊ยบ นงลักษณ์ ชัยฤทธิไชย นักกีฬาทีมชาติวัย 63 ปีที่มีกีฬา Longboard มาทำให้ชีวิตวัยเกษียณสนุกขึ้น

มันจริงจังไปถึงขั้นเป็นตัวแทนประเทศไทยได้ยังไง

ดี้ : กลุ่มมันเล็ก มีคนเล่นอยู่ประมาณห้าสิบคน แล้วเขาบรรจุกีฬาชนิดนี้ในการแข่งขันซีเกมส์ ประเทศไทยต้องการคนเข้าแข่งขัน เลยมีการคัดตัวนักกีฬาทีมชาติ ผู้หญิงลงแข่งสี่คน แม่ติดที่สาม คนที่ไปคัดก็ไปเพราะอยากไปเล่นทั้งนั้นแหละ 

ป้าเจี๊ยบ : วันที่ไปคัดเลือก ไม่มีคิดเลยว่าตัวเองจะติดเข้าไปตรงนั้น ทุกคนเชียร์กันหมดเลย เวลาถึงรอบเรา ทุกคนมาเชียร์เรา ถึงรอบคนอื่น เราก็ไปยืนเชียร์คนอื่น ใครได้ทุกคนก็ดีใจ ไม่มีใครรู้สึกว่าจะต้องเก่งเหนือใคร อย่างเราเขียนบนเฟซบุ๊กว่าวันนี้จะไปมอหินขาวนะ พอไปถึงมอหินขาวเจอคนเต็มเลย ทุกคนมาเล่นด้วยกันหมด ไม่ได้มีใครแอบไปเล่น แอบไปซ้อม ไม่อยากให้ใครมารู้เทคนิคฉัน คนนี้ทำท่านี้ไม่ได้ อีกคนทำได้ก็มาสอนกัน

เคยถูกใครสบประมาทไหม

ป้าเจี๊ยบ : ไม่รู้เรียกว่าสบประมาทเปล่านะ แต่ตอนที่เราติดทีมชาติใหม่ๆ นั่งทำบอร์ดอยู่หน้าบ้าน แล้วมีคนเดินมาถามว่า จะไปสู้เขาได้เหรอ เราก็บอกว่าไม่รู้หรอก จะสู้ได้ไม่ได้เราไม่รู้ แต่เราไปแล้ว เราต้องทำหน้าที่ของเราแล้ว จากที่เล่นเพื่อความสนุก ได้เจอแก๊ง ได้กิน ได้นอน สังสรรค์กัน จากตรงนั้นมันกลายเป็นหน้าที่ เพราะคำว่าทีมชาติมันเป็นหน้าที่ เราต้องทำให้เต็มที่ เราต้องทำให้ดีที่สุด เพื่อให้ประเทศอื่นๆ ที่อยู่ในการแข่งขันนั้นได้เห็นว่าประเทศเรามีศักยภาพ ประเทศเราทำได้ เราอาจจะไม่ชนะในเกม แต่อย่างน้อยชาติอื่นจะได้เห็นความสามารถของเรา ขณะเดียวกันเราก็ได้เห็นความสามารถของเขาว่าเก่งขนาดไหน จะได้จำเขามาปรับปรุงตัวเอง ปรับปรุงทีมเรา

สิ่งที่ยากที่สุดในการเล่นลองบอร์ดคืออะไร

ป้าเจี๊ยบ : สิ่งที่ยากที่สุดเหรอ หาตังค์ซื้อของนี่ยากที่สุดแล้ว มันแพ้งแพง (หัวเราะ) กิเลสเรายากที่สุดแล้ว นอกนั้นใจเอาชนะได้หมด

ป้าเจี๊ยบ นงลักษณ์ ชัยฤทธิไชย นักกีฬาทีมชาติวัย 63 ปีที่มีกีฬา Longboard มาทำให้ชีวิตวัยเกษียณสนุกขึ้น

เป็นสายชอบแต่งบอร์ดด้วยหรือเปล่า

ดี้ : อะโธ่ โธ่ โธ่ อย่าให้พูดเลย เห็นใครกดช้อปปิ้งนี่เอาละ 

ป้าเจี๊ยบ : เราจะดูคลิป วันนี้ฝรั่งเขาเล่นอะไรกัน วันนี้มีอุปกรณ์อะไรออกมาใหม่ ตัวนี้มีเทคโนโลยีอะไร ดีกว่าของเดิมที่เรามีอยู่ยังไง เราศึกษา แล้วค่อยๆ ดูว่าเราจำเป็นต้องใช้มันไหม เราเล่นขนาดนั้นไหม 

ดี้ : แต่เรามีรถทุกคันไม่ได้ แม่นี่จะมีรถทุกคันเลย (หัวเราะ)

จากเหตุการณ์ที่ผ่านมาตั้งแต่การป่วย การเริ่มเล่นกีฬาลองบอร์ดในวัยเท่านี้ จนถึงเป็นตัวแทนทีมชาติไทย คุณได้เรียนรู้อะไรจากสิ่งเหล่านี้

ป้าเจี๊ยบ : เรื่องการเรียนรู้มันไม่จบไม่สิ้น บางทีที่เรารู้มาตลอดว่าคนเป็นมะเร็งต้องตาย มาถึงวันนี้ อ้าว ไม่ใช่เว้ย มันไม่ใช่แล้ว มันเปลี่ยนไปเรื่อย 

หรือเคยไหม สมมติวันหนึ่งเราแต่งตัวแบบนี้ออกมาจากบ้าน แล้วเพื่อนถามว่า โห ทำไมวันนี้แต่งตัวอย่างงี้อะ ไม่สวยเลย แต่มันคือความสุขของเรา แล้วก็ไม่ได้เดือดร้อนเขา ก็ปล่อยให้เขาพูดไปเถอะ การที่เขาไม่ชอบก็เป็นปัญหาของเขา แต่เราชอบ แค่นั้นเลยง่ายๆ อย่าไปเยอะ

ป้าเจี๊ยบ นงลักษณ์ ชัยฤทธิไชย นักกีฬาทีมชาติวัย 63 ปีที่มีกีฬา Longboard มาทำให้ชีวิตวัยเกษียณสนุกขึ้น

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“ตีลูกกอล์ฟให้ถึงดวงจันทร์ ถึงพลาดก็ยังอยู่ท่ามกลางดวงดาว”

ประโยคสุดคลาสสิกจากโฆษณา ‘ทีมกอล์ฟสิงห์’ เมื่อหลายสิบปีก่อน น่าจะเป็นคำที่เหมาะสมที่สุดสำหรับใช้เปิดเรื่องราวของ ธงชัย ใจดี

ไม่มีใครในประเทศไทยไม่รู้จักชื่อของเขา เพราะนี่คือนักกีฬาชายไทยที่ก้าวออกไปเป็นดวงดาวที่ส่องแสงสว่างอยู่ในวงการกอล์ฟอาชีพโลก ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

12 แชมป์เอเชียน ทัวร์ 8 โทรฟี่ยูโรเปียน ทัวร์ และ 1 พีจีเอ ทัวร์ แชมเปียนส์ บนแผ่นดินอเมริกา อีกทั้งยังทำเงินรางวัลสะสมตลอดอาชีพการเล่นกอล์ฟได้ทะลุ 600 ล้านบาท

ประวัติศาสตร์หน้าแล้วหน้าเล่าของวงการกอล์ฟไทย ถูกขีดเขียนโดย ธงชัย ใจดี ทั้งที่เขาเริ่มต้นทุกอย่างช้ากว่าคนอื่น กว่าจะจับก้านเหล็กหวดวงสวิงครั้งแรกก็ตอนอายุ 16 ปีแล้ว แถมออกสตาร์ทเทิร์นโปรตอนวัยแตะเลข 3

ในวันนั้นแทบไม่มีใครเชื่อเลยว่า ธงชัย ใจดี จะมาได้ไกลขนาดนี้ แต่โปรผู้นี้ก็สวมหัวใจสิงห์อันกล้าแกร่ง ออกเดินทางไปสู่การแข่งขันระดับโลกจนประสบความสำเร็จกลับมา และส่งต่อแรงบันดาลใจไม่รู้จบให้แก่นักกอล์ฟไทยในยุคหลังจากนั้น 

3,000

แสงแดดประเทศไทยสาดส่องและแผดเผาผิวหนังของร่างชายคนหนึ่งจนมีริ้วรอยไหม้เกรียม ทว่าตัวเขายังคงปาดเหงื่อที่ไหลริน เดินแบกถุงกอล์ฟด้วยตัวเอง ไปตีลูกให้ลงหลุมแล้วหลุมเล่าอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่อให้ได้ตัวเลขอย่างที่เขาตั้งใจวันละ 3,000 ครั้ง

เขาปลุกตัวเองตื่นตั้งแต่ตี 5 และซ้อมหนักจนถึง 3 ทุ่มของทุกวันตลอดระยะเวลา 1 ปี โดยมีเป้าหมายและความฝันในการไปคัดตัว สู่การเป็น ‘นักกอล์ฟทีมชาติไทย’

แต่ระหว่างบอกเล่าเรื่องราวในอดีต ธงชัยกลับยิ้มที่มุมปากและเอ่ยว่า “ที่ผมบังคับตัวเองให้ฝึกซ้อมได้หนักขนาดนี้ เพราะชีวิตผมเคยลำบากมากกว่านั้นเยอะ ฝึกแค่นี้สำหรับผมสบายมาก

“ผมเห็นกอล์ฟมาตั้งแต่เกิด เพราะบ้านอยู่ติดกับสนาม แต่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้มีโอกาสมาเล่น เพราะนี่เป็นกีฬาสำหรับคนที่มีเงินมากถึงจะเล่นได้ อีกอย่างตัวผมไม่ได้สนใจกอล์ฟด้วย ผมชอบเล่นฟุตบอลมากกว่า

“สนามกอล์ฟของทหารที่ลพบุรีนี่แหละคือสนามฟุตบอลของผมกับเพื่อน ๆ ตอนดึกผมกับพรรคพวกจะแอบข้ามรั้วเข้าไปเตะบอลกัน เพราะฟุตบอลเป็นกีฬาที่ไม่ต้องใช้เงินมาก ลูกฟุตบอลแค่ลูกเดียวก็เล่นกันได้เป็นกลุ่มแล้ว”

ธงชัยอาจไม่เคยคิดฝันว่าวันหนึ่งจะได้กลายมาเป็น ‘นักกีฬาชาวไทย’ ที่แฟนกอล์ฟทั่วโลกรู้จัก แต่การเติบโตอยู่ข้าง ๆ กรีนหญ้า ก็คงส่งอิทธิพลไม่น้อยให้เขาได้ซึมซับกีฬาชนิดนี้เข้าไปโดยไม่รู้ตัว เริ่มจากการประดิษฐ์ไม้กอล์ฟโดยใช้ไม้ไผ่บ้าง พลาสติกบ้าง เพื่อเล่นสนุกกับเพื่อน ๆ

ไปจนถึงการเข้าไปงมหาลูกที่ตีตกในคลองของสนามกอล์ฟ เพื่อนำมาขายต่อ หาเงินค่าขนมไปโรงเรียน ธงชัยก็เคยทำเป็นประจำมาตั้งแต่อายุ 7 ขวบ

แชมป์ PGA Tour แรกในวัย 52 ของ ‘ธงชัย ใจดี’ โปรระดับโลกที่เริ่มจากงมลูกกอล์ฟในสนามขาย

“ซื้อลูกกอล์ฟไหมครับ” ธงชัยในวัยหนุ่มเอ่ยปากถามลูกค้าที่เข้ามาตีกอล์ฟในสนาม นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาได้มารู้จักนักธุรกิจในจังหวัดท่านหนึ่ง

“ตอนนั้นผมอายุ 16 ปี เป็นจังหวะเดียวกับที่ข้อเท้าเริ่มมีปัญหา ส่งผลต่อการเล่นฟุตบอล ผมก็เอาลูกกอล์ฟมาขายให้กับนักธุรกิจคนนั้น ท่านเอ่ยปากพูดขึ้นมาว่า ‘ลองตีให้ดูหน่อยสิ’ ผมก็ปฏิเสธไปเพราะผมตีไม่เป็น อุปกรณ์ก็ไม่มี

“แต่ท่านก็ลองให้ผมหัดตีกอล์ฟเรื่อย ๆ บางครั้งก็แอบเดินตามท่านไปตี 4 – 5 หลุม ที่บอกว่าต้องแอบเพราะผมไม่ได้เป็นเมมเบอร์ ถ้าสารวัตรทหารเห็น ผมต้องโดนไล่ออกจากสนามแน่ ไม้กอล์ฟอันแรกในชีวิตผมก็ได้มาจากไม้เก่าของท่าน รวมถึงท่านยังเป็นคนที่เสียค่าสมัครสมาชิกกอล์ฟคลับให้ผมอีกด้วย”

ในความคิดของ ธงชัย ใจดี เขาคิดแค่ว่าเมื่อได้รับโอกาสให้ได้มาสัมผัสกับกีฬาชนิดนี้แล้ว สิ่งเดียวที่คงทำได้ดีที่สุด คือ พยายามตอบแทนด้วยผลงานที่ดีที่สุด เท่าที่เด็กหนุ่มคนหนึ่งจะทำได้ในทุกรายการที่เดินทางไปแข่ง ทั้งแมตช์การกุศลและตามทัวร์นาเมนต์สมัครเล่น

“ครั้งแรกที่ผมลงแข่งกอล์ฟสมัครเล่นในประเทศไทย ผมเห็นเสื้อแข่งของนักกีฬาหลายคนติดโลโก้ ‘สิงห์’ เพราะสิงห์สนับสนุนวงการกอล์ฟไทยมายาวนาน ผมน่าจะเป็นเจเนอเรชันที่ 2 – 3 ของสิงห์แล้วด้วยซ้ำ จวบจนถึงวันนี้ สิงห์สนับสนุนนักกอล์ฟไทยมาน่าจะเจเนอเรชันที่ 10 แล้วมั้งครับ

“ผมเคยคิดนะว่า ถ้าวันหนึ่งได้มีโลโก้สิงห์มาติดอยู่บนเสื้อแข่งบ้างคงเท่ไม่น้อย จนกระทั่ง พี่เปี๊ยก-ศุภพร มาพึ่งพงศ์ (ผู้บรรยายกีฬา) แนะนำให้ผมรู้จักกับ คุณสันติ ภิรมย์ภักดี นายก็ให้การสนับสนุนผมมาโดยตลอด ตั้งแต่ปี 1995 จนถึงทุกวันนี้ ยาวนานไหมครับ”

อย่างที่ธงชัยบอก ไม่ใช่แค่เขาคนเดียวที่มีสปอนเซอร์เป็นสิงห์ แต่เขาพบเห็นนักกีฬาจำนวนมากในไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันได้รับเงินเดือนจากบุญรอดบริวเวอรี่ รวมถึงการสนับสนุนจนกลายเป็นรากฐานสำหรับการพัฒนากอล์ฟในเมืองไทย เพราะนักกอล์ฟที่ลงแข่งเกือบทั้งหมด ล้วนมีสิงห์เป็นผู้ให้โอกาสและอยู่เคียงข้างพวกเขา

แชมป์ PGA Tour แรกในวัย 52 ของ ‘ธงชัย ใจดี’ โปรระดับโลกที่เริ่มจากงมลูกกอล์ฟในสนามขาย

เรียนรู้จากความลำบาก 

แม้ธงชัยเริ่มต้นจับไม้กอล์ฟครั้งแรกตอนเรียนอยู่ชั้น ม.4 ซึ่งค่อนข้างช้า แต่ความขยันฝึกซ้อม ก็ทำให้ภายในระยะเวลา 3 ปี ธงชัย ใจดี ยกระดับตัวเองขึ้นมาเป็นดาวรุ่งที่ตีกอล์ฟได้ไม่ธรรมดา

เขาจึงได้บรรจุเข้ารับราชการที่ศูนย์สงครามพิเศษ ลพบุรี ในโควตานักกีฬากอล์ฟ เพื่อแข่งขันให้หน่วยในกีฬากองทัพบก และที่นี่เอง ธงชัยได้พบกับบทเรียนชีวิตที่สอนให้เขารู้จักคำว่า ‘อดทน ระเบียบวินัย และการเอาชนะใจตัวเอง’

“ผมไม่ได้นึกถึงการเป็นโปรกอล์ฟเลย คิดแค่ว่ากีฬานี้ทำให้ผมได้เป็นข้าราชการ มีเงินเดือน มีสวัสดิการเลี้ยงดูครอบครัว เลยอยากซ้อมและเล่นให้เต็มที่ ให้คุ้มกับโอกาสที่ได้มา 

“มันยากมากสำหรับผมในตอนนั้น เพราะผมบรรจุแบบไม่ได้ผ่านการเป็นนักเรียนนายสิบมาก่อน ก็เลยต้องปรับตัวค่อนข้างเยอะ เราต้องอดทน มีระเบียบวินัย มีความเข้มแข็งทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เพราะสังคมทหารมีแค่เจ้านายกับลูกน้อง เราต้องทนให้ได้ ถ้าไม่ไหวก็ต้องลาออกไป

“ชีวิตการเป็นทหารของผม ทำงานครึ่งวัน อีกครึ่งวันซ้อมกอล์ฟ ถ้าวันไหนเข้าเวรก็ทำงานเต็มวัน ไม่ได้ซ้อม ถ้าช่วงของการฝึก ผมจะไม่ได้ซ้อมเลย ด้วยความที่หน่วยของผมเป็นหน่วยรบ จึงต้องถูกส่งไปฝึกหลักสูตรพลร่ม 1 ปี และหลังจากนั้นก็ถูกส่งไปเรียนหลักสูตรจู่โจม เป็นเวลา 3 เดือนที่ไม่ได้กลับบ้านเลย

“นั่นคือช่วงเวลาที่หนักสุดแล้วในชีวิต ในตอนที่ฝึกหลักสูตรจู่โจม จะกินก็ไม่ได้กิน จะนอนก็ไม่ได้นอน บางวันโดนฝึกแบบ 24 ชั่วโมง บางสัปดาห์ไม่ได้อาบน้ำเลยในช่วงการฝึก เพราะเป็นการจำลองสถานการณ์รบ มีทั้งภูเขา ทะเล และป่าเบื้องต้น

“สิ่งที่ได้เรียนรู้จากวันนั้นคือ ถ้าร่างกายเราไหว เราจะไปถึงจุดหมายที่ตั้งใจไว้อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเจอกับความยากลำบากแค่ไหน ผมก็จะไม่ท้อและถอดใจ

“ตอนที่ฝึกหลักสูตรจู่โจม ผมลำบากมาก เสียเหงื่อไปเป็นโอ่งได้ แต่ก็ผ่านมาแล้ว จนได้เครื่องหมายเสือคาบดาบมาประดับบนอก

“ดังนั้น ทุกเรื่องในชีวิตไม่ว่าจะหนักหนาแค่ไหน เราก็จะต้องผ่านไปให้ได้ ผมนำสิ่งที่ได้เรียนรู้เรื่องความอดทน การดูแลร่างกาย ระเบียบวินัย มาปรับใช้กับตัวเองในตอนเล่นกอล์ฟ

“ผมเคยฝึกซ้อมวันละ 12 – 13 ชั่วโมง ตีวันละ 2,000 – 3,000 ครั้ง เพราะผมอยากติดทีมชาติมาก ซ้อมอย่างนี้อยู่ 1 ปีเต็ม ผมบอกกับตัวเองว่า ต้องทำให้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ ถึงแม้จะเหนื่อยมากก็ตาม

“เพราะลำบากกว่านี้ผมก็เคยทำมาแล้ว การเป็นทหารสอนให้เป็นคนที่อดทนจริง ๆ”

แชมป์ PGA Tour แรกในวัย 52 ของ ‘ธงชัย ใจดี’ โปรระดับโลกที่เริ่มจากงมลูกกอล์ฟในสนามขาย

อย่ามองกลับหลัง

ผลพวงจากความสำเร็จในการกวาดเหรียญทองซีเกมส์ 1995 ที่จังหวัดเชียงใหม่ของทีมกอล์ฟชายไทย ทั้งประเภทเดี่ยวและทีม ย่อมสร้างความคาดหวังให้กับคนไทย เมื่อมหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ 1998 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพเวียนมาถึง บรรยากาศรอบสนามจึงเต็มไปด้วยกองเชียร์ที่แห่เข้ามา เพราะอยากเห็น ‘กอล์ฟชายไทย’ กอบโกยเหรียญระดับทวีปมาครองต่อหน้าคนทั้งชาติ

“จากการฝึกซ้อมหนักตลอด 1 ปี ผมก็ได้ติดทีมชาติไทย ตอนปี 1995 และอยู่ในทีมชุดที่คว้าเหรียญทองซีเกมส์ที่เชียงใหม่

“ช่วงเก็บตัวซ้อมทีมชาติเกือบ 5 ปี ผมได้เรียนรู้หลายอย่าง ผมไม่ใช่นักกอล์ฟที่ทักษะดีมากนัก ช่วงแรกผมตีโดยอาศัยความรู้สึก แต่ก็ได้รับการขัดเกลาและคำแนะนำต่าง ๆ ในทีมชาติมีเก็บสถิติด้วย

“ทำให้ตอนหลังออกสวิงได้ดีขึ้น จนช่วง 1 ปีก่อนแข่งเอเชียนเกมส์ 1998 ตอนนั้นเป็นช่วงพีกที่สุดของผม ซ้อมดีมาก และเริ่มมองถึงการออกไปเป็นโปรกอล์ฟอาชีพแล้ว

“พอถึงช่วงเวลาแข่งเอเชียนเกมส์ ปรากฏว่าเรากดดันตัวเองจนเล่นพลาด เพราะแฟน ๆ กีฬาชาวไทยและสื่อมวลชนเริ่มตั้งความหวังกับกอล์ฟชายไทยว่าไปถึงเหรียญทองได้

“ผมไม่มีประสบการณ์ในการรับมือกับแรงกดดันขนาดนั้น ทุกอย่างในสนามจึงออกมาไม่เหมือนที่เคยทำได้ตอนซ้อม มันจึงเป็นอีกหนึ่งบทเรียนให้ตัวเอง”

จบการแข่งขันเอเชียนเกมส์ในบ้านเราปี 1998 กอล์ฟทีมชาติไทยกลับบ้านแบบมือเปล่า ไม่ได้แม้กระทั่งเหรียญทองแดงติดมือกลับมาเลย

ธงชัย ใจดี ยอมรับว่าเขาผิดหวังและเสียใจกับผลงาน แต่ก็ไม่ปล่อยให้อดีตย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง ความพ่ายแพ้เป็นเรื่องปกติที่ทุกคนต้องพบเจอ ฉะนั้น เราต่างเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมาได้ จงอย่าให้อดีตที่ไม่เป็นดั่งใจ มาฉุดรั้งตัวเราไม่ให้ไปสู่ความสำเร็จในอนาคต

“เป็นธรรมดาถ้าเราตั้งใจทำอะไรสักอย่าง แล้วมันไม่เป็นไปตามที่ตัวเองต้องการก็ย่อมเสียใจ แต่ความพ่ายแพ้ไม่ได้ทำให้เราตาย เรายังมีชีวิตและลมหายใจอยู่

“เราต้องเข้าใจก่อนว่าไม่มีนักกอล์ฟคนไหนในโลกที่ชนะได้ทุกสนาม เราแค่ต้องเรียนรู้กับมัน เติบโตก้าวต่อไป ผมเลยไม่ได้อยู่กับความเสียใจนานนัก เพราะผมจะไม่หันหลังกลับไปมองอดีต มันผ่านไปแล้ว ไม่มีใครย้อนเวลากลับไปได้

“ตอนที่ผมตัดสินใจอยากออกไปเทิร์นโปร ผมรู้ตัวว่าจะต้องเจอกับคนเก่งอีกมากมาย ผมต้องเล่นคนเดียว ไม่เหมือนตอนเป็นมือสมัครเล่นที่ส่วนใหญ่เราเล่นเป็นทีม วันไหนเราเล่นไม่ดี ก็ยังมีเพื่อนร่วมทีมช่วย

“ผมรู้ว่ากอล์ฟอาชีพอาจทำให้ผมต้องพบเจอกับความผิดหวังอีกนับครั้งไม่ถ้วน ยิ่งระดับการแข่งขันสูงขึ้น ก็ยิ่งท้าทายมากขึ้น แต่ผมก็พร้อมที่จะออกเผชิญหน้ากับมัน เพราะมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่า เราอยากพัฒนาตัวเองให้ไปได้ไกลกว่าเดิม”

สวมหัวใจสิงห์

ลมหนาวปลายปี 1999 ผ่านพัดเข้ามากระทบร่างของ ธงชัย ใจดี เหมือนเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า การเริ่มต้นในเส้นทางนักกอล์ฟอาชีพกำลังเริ่มต้นขึ้นแล้ว

ไม่มีใครรู้ว่าชายไทยวัย 30 ปีที่เพิ่งเทิร์นโปรจะไปได้ไกลแค่ไหน แม้กระทั่งตัวเขาเอง รวมถึงผู้สนับสนุนที่กล้าลงทุนเม็ดเงิน เพื่อสานฝันให้ธงชัยเปลี่ยนสถานะจากมือสมัครเล่นมาเป็น ‘โปรกอล์ฟอาชีพ’

แต่ในวันหนึ่งที่ธงชัยเริ่มมีความฝันใหญ่ขึ้น นั่นคือการเทิร์นโปรแข่งในระดับเอเชียน ทัวร์ เขายอมรับว่าลำพังแค่ตัวเขาคนเดียว คงไม่มีทางไปถึงจุดนั้นได้แน่นอน เนื่องจากการเล่นอาชีพมีค่าใช้จ่ายสูง

สันติ ภิรมย์ภักดี จึงเป็นคนที่เขานึกถึง ธงชัยตัดสินใจหอบความฝันไปบอกเล่ากับผู้ใหญ่ที่ตนเรียกว่า ‘นาย’ และบทสนทนาก็จบลงเพียงระยะเวลาสั้น ๆ

พร้อมไหม ถ้าพร้อมแล้วจะรออะไร ทันทีที่สิ้นประโยคนี้จากผู้บริหารบุญรอดบริวเวอรี่ ประตูสู่เวทีระดับโลกของ ธงชัย ใจดี ก็เปิดกว้างออกทันที

“ทุกครั้งที่ผมชนะ ท่านจะเป็นคนแรกที่ส่งข้อความมาแสดงความยินดี บางปีผมอาจทำผลงานได้ไม่ดี ท่านก็มีแต่กำลังใจให้ตลอด ‘สู้ ๆ ไม่เป็นไร ปีหน้าเอาใหม่ เล่นกอล์ฟให้สนุก’

“ทุกครั้งที่ออกไปแข่งขัน ผมจึงพยายามสู้กับทุกอุปสรรคที่ผ่านเข้ามา ไม่ว่าจะยากแค่ไหน ผมก็สู้เต็มที่ให้สมกับที่ได้รับโอกาส

“คุณสันติท่านเป็นคนที่มีแต่ให้ ไม่เคยหวังสิ่งใดตอบแทน ขอให้เรามีอนาคตที่ดี เลี้ยงดูครอบครัวได้ และเป็นคนดีของสังคมก็พอ ท่านไม่ได้ต้องการอะไรอย่างอื่นจากเราเลย

“พวกเราทีมนักกอล์ฟของสิงห์เคยถามคุณสันตินะครับว่า เราจะตอบแทนสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร คุณสันติตอบกลับทุกคนมาว่า ไม่ต้องตอบแทนอะไรท่านเลย เมื่อไหร่ที่ประสบความสำเร็จแล้ว อย่าลืมที่จะส่งต่อโอกาสเหล่านั้นให้กับคนอื่น ๆ ใช้ประสบการณ์ที่มีสร้างคนรุ่นต่อ ๆ ไป” เจ้าของโรงเรียนสอนกอล์ฟธงชัย ใจดี และผู้ก่อตั้งมูลนิธิธงชัย ใจดี เพื่อสานต่อโอกาสให้เด็กยากไร้ได้เล่นกอล์ฟเผย

วงสวิงสู่ดวงดาวของ ‘ธงชัย ใจดี’ จากเด็กงมลูกกอล์ฟในสนามขาย สู่นักกอล์ฟศึกเอเชีย ยุโรป และแชมป์ PGA Tour ในวัย 52 ปี

ชนะใจตัวเองและสนามให้ได้ก่อน

ปีแรกในการเป็นนักกอล์ฟอาชีพในเอเชียน ทัวร์ ของ ธงชัย ใจดี จบลงแบบมือเปล่า ทำได้ดีสุดคือติดท็อป 5 ในบางรายการ

ทว่าเพียงไม่กี่เดือนต่อมาหลังจากนั้น ธงชัยก็พุ่งทะยานขึ้นไปสู่การเป็นมือ 1 ของทัวร์ เดินหน้ากวาดแชมป์ต่อเนื่องแทบทุกปี อย่างน้อยปีละ 1 รายการ จนทำเงินรางวัลสะสมสูงสุดในฤดูกาลของเอเชียน ทัวร์ ได้ถึง 3 ปี

ไม่เพียงเท่านั้น หนึ่งในรายการที่เขาชนะเลิศ (เมย์แบงก์ มาเลเซียน โอเพ่น ปี 2004) จัดเป็นทัวร์นาเมนต์โคแซงชั่น จึงทำให้ธงชัยได้สิทธิ์ไปเล่นยูโรเปียน ทัวร์ แบบไม่ต้องคัดเลือก ซึ่งเวลานั้นไม่ค่อยมีนักกอล์ฟชายจากภูมิภาคเอเชียที่ได้ไปแข่งในยูโรเปียน ทัวร์ ที่ระดับความเข้มข้นและเงินรางวัลสูงกว่าเอเชียน ทัวร์

“ผมเป็นโปรไทยยุคแรก ๆ ที่ได้เล่นยูโรเปียน ทัวร์ แบบเต็มตัว ปีแรกที่ได้เล่นในยุโรป ผมตกรอบบ่อยมาก เพราะเราไม่เคยเล่นในสภาพอากาศแบบนี้

“บ้านเราฝนตกเม็ดใหญ่ก็เลิกแข่งแล้วใช่ไหม แต่ที่ยุโรป บางวันเจอกับลม ฝน และหนาว เราก็ต้องเล่นให้ได้ อุณหภูมิ 2 องศาเซลเซียสก็ต้องตีต่อ

“ผมท้อเหมือนกันในช่วงปีแรก เคยคิดจะเลิกก็มี แต่มาคิดอีกที ตอนเป็นทหารลำบากกว่านี้ยังทนได้เลย ก็ต้องสู้ต่อไป ตราบใดที่ร่างกายยังไหวอยู่

“อย่างเรื่องภาษา ตอนมาใหม่ ๆ ผมก็ยังพูดไม่ค่อยได้ เวลาเดินทางไปต่างประเทศผมเคยกลัวด่านตรวจคนเข้าเมือง กลัวกรอกข้อมูลไม่ถูก แต่เรื่องภาษาจำเป็นมากหากอยากจะแข่งในยุโรป ผมจึงซื้อหนังสือ เรียนพูดอังกฤษ 96 ชั่วโมงด้วยตนเอง มาอ่าน ศึกษาด้วยตัวเอง ผมอ่านหนังสือเล่มนี้ทุกครั้งที่เข้าห้องน้ำ ทุกวันนี้ก็ยังพกติดตัวมาอ่านอยู่

“ผมพยายามสังเกตว่า เวลานักกอล์ฟให้สัมภาษณ์เขาพูดอะไรกันบ้าง ก็ฝึกจากตรงนั้น เรื่องแกรมมาร์ผมอาจไม่เก่ง เพราะผมเน้นจำเป็นประโยค เป็นคำที่ใช้ในการเล่นกอล์ฟมากกว่า แต่ตอนนี้ก็สื่อสารได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว

“ผมเคยใส่เสื้อกันฝนตัวใหญ่ซ้อมกลางแดดบ้านเรานี่แหละ เหงื่อออกท่วมตัวเลย แต่ก็ต้องทนเพื่อให้ตัวเองชินกับเสื้อกันฝน เวลาไปแข่งจริงที่ยุโรป หากต้องหยิบเสื้อกันฝนมาใส่ เราก็จะตีได้ไม่มีปัญหา”

จากที่เคยตกรอบอย่างสม่ำเสมอในปีแรก ธงชัยเริ่มปรับตัวได้ดีขึ้นในปีต่อ ๆ มา จนอันดับดีขึ้นและก้าวขึ้นเป็นอีกหนึ่งนักกอล์ฟแถวหน้าของการแข่งขันในยุโรป ด้วยการกวาดแชมป์ยูโรเปียน ทัวร์ มาครองถึง 8 รายการ

เขายืนยันว่า ทุกความสำเร็จล้วนมาจากการฝึกซ้อมหนักและความกล้าที่จะเดินต่อไป แม้ช่วงเริ่มต้นอาจต้องพบกับความผิดหวังเข้ามารบกวนใจบ่อยครั้ง แต่เขาก็เลือกปักหลักยืนสู้กับมันหลุมแล้วหลุมเล่า จนสุดท้ายก็ปักหมุดหมายของนักกอล์ฟไทยบนทวีปยุโรปได้อย่างเต็มภาคภูมิ

“ผมเป็นคนที่ไม่ได้มีพื้นฐานดี แต่ขยันซ้อม ชอบเรียนรู้ตลอดเวลา และพยายามหาโอกาสให้ตัวเองเสมอ ผมไม่กลัวที่จะก้าวต่อไปในสเต็ปที่ใหญ่ขึ้น ถ้าเราคิดออกมา (เล่นอาชีพในยูโรเปียน ทัวร์) แล้ว เราก็ต้องสู้ให้ถึงที่สุด มันไม่ตายหรอกครับ เพราะถ้าตาย นักกอล์ฟที่มาแข่งในยุโรปคงตายหมดแล้ว

“อย่าเพิ่งคิดว่าตัวเองสู้ไม่ได้ เราเป็นคนไทย สรีระเป็นรอง หรือเราสู้ไม่ได้ เพราะเราไม่คุ้นกับอากาศ อย่าเอาสิ่งเหล่านี้มาเป็นข้อจำกัดให้ไม่กล้าที่จะออกมา

“เพราะถ้าเราชนะใจตัวเองไม่ได้ เอาชนะสนามไม่ได้ ก็คงเป็นแชมป์ไม่ได้หรอกครับ หากผมมายุโรปแล้วไม่สู้ เล่นแค่หวังเข้ารอบ ผมจะมาทำไม”

ตีลูกกอล์ฟให้ถึงดวงจันทร์

ความสำเร็จและเงินรางวัลที่กอบโกยได้มากมายหลายร้อยล้านบาทในยูโรเปียน ทัวร์ ไม่ได้ทำให้เขาอิ่มตัวกับอาชีพนี้จนหมดความท้าทายและไฟในการแข่งขัน

ตรงกันข้าม สถานการณ์โควิด-19 ที่แพร่ระบาดหนักทั่วยุโรป จนทำให้เขาไม่ได้แข่งขันนานถึง 14 เดือน กลับยิ่งปลุกไฟในตัวธงชัยให้กระหาย อยากไปแสดงความท้าทายใหม่ ด้วยการคว้าแชมป์ในสหรัฐอเมริกา ดินแดนที่เป็นแหล่งรวมตัวของสุดยอดนักกอล์ฟมือดีแถวหน้าของโลก

“ช่วงที่เป็นมือ 1 เอเชีย และติดท็อป 50 ของโลก ผมเคยมีโอกาสไปแข่งขันที่อเมริกาบ้าง ปีละไม่กี่แมตช์ แต่ผลงานของผมไม่ค่อยดีนัก เพราะนักกีฬาเจ้าถิ่นเขาคุ้นสนามมากกว่า อีกทั้งรูปแบบการเล่นก็แตกต่าง ที่อเมริกาต้องตีลูกให้สูง มันยาก

“ไม่เหมือนที่ยุโรป ตอนนี้ผมปรับตัวได้ สนุกกับการแข่งขัน เพราะเรามีประสบการณ์ ผมจึงมีเป้าหมายอยากเอาชนะรายการในอเมริกาให้ได้ จนมาถึงปี 2020 – 2021 โควิด-19 ระบาดหนัก ทำให้ในยุโรปไม่มีทัวร์แข่ง ส่วนที่อเมริกาเริ่มมีการผ่อนปรน

“แล้วก็มีทัวร์สำหรับซีเนียร์ (การแข่งขันสำหรับนักกอล์ฟที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป) เรายิ่งรู้สึกสนุกและอยากเข้าไปเล่น เพราะมีแต่คนเก่ง ๆ หลายคนที่เคยชื่นชม เคยติดตามดูเขามานาน บางคนเราไม่เคยมีโอกาสเล่นกับเขาในยุคที่เขารุ่งเรือง แต่วันนี้เราก็ได้มาแข่งกับเขาในสนามเดียวกัน

“ผมเลยตัดสินใจบินมาอยู่อเมริกา 9 เดือนเต็ม ตั้งแต่เดือนเมษายน-ธันวาคม 2021 เพื่อคัดตัวเข้าร่วมการแข่งขัน ผมต้องเริ่มตั้งแต่ไปคัดตัวกับนักกอล์ฟนับพันคน เพื่อหา 5 คนเข้าไปเล่น เนื่องจากช่วงโควิด-19 มีการจัดอันดับใหม่ ผมจึงต้องมาคัดตัวทุกรายการเพื่อเก็บสะสมคะแนน และหาโอกาสให้ตัวเองได้ลงเล่นในทัวร์แต่ละรายการ”

ธงชัย ใจดี ไม่เคยชนะการแข่งขันอาชีพประเภทเดี่ยวมานานถึง 6 ปีแล้ว นับตั้งแต่ครั้งสุดท้ายได้แชมป์ เฟรนช์ โอเพ่น ปี 2016 ทว่าความพ่ายแพ้ไม่อาจหยุดยั้งให้เขาล้มเลิกหรือคิดแขวนก้านเหล็ก ธงชัยยังคงออกไปคัดตัวและลงแข่งในทุกโอกาสที่มีสิทธิ์

จนมาถึงรายการ American Family Insurance Championship ซึ่งเป็น PGA Tour Champions ที่มีเงินรางวัลสูง ซึ่งผู้ชนะจะได้รับเงินสูงถึง 360,000 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 12.24 ล้านบาท) โปรวัย 52 ปี คัดตัวไม่ผ่านในรอบ Monday Qualifiers เขาจึงตัดสินใจจะกลับไปฝึกซ้อมที่เมืองแอตแลนตา โดยได้จองตั๋วเครื่องบินสำหรับเดินทางแล้ว

วงสวิงสู่ดวงดาวของ ‘ธงชัย ใจดี’ จากเด็กงมลูกกอล์ฟในสนามขาย สู่นักกอล์ฟศึกเอเชีย ยุโรป และแชมป์ PGA Tour ในวัย 52 ปี

กระทั่งทางผู้จัดการแข่งขันแจ้งว่ามีการเปลี่ยนแปลงกฎ ธงชัยจึงได้รับโควตาเข้าร่วมทัวร์นาเมนต์ และเรื่องราวหลังจากนั้นก็เป็นประวัติศาสตร์…

“ในวันที่อายุมากขึ้น แน่นอนว่าสายตาเราไม่คมชัดเหมือนเดิม อ่านไลน์ไม่ขาดเหมือนแต่ก่อน แต่นั่นก็ทำให้เราต้องทำการบ้านเยอะขึ้น สิ่งสำคัญคือการดูแลร่างกายก่อนบินมาแข่งที่อเมริกา ผมใช้เวลาถึง 3 วันในการตรวจร่างกายทุกอย่าง สแกน MRI เพื่อเช็กว่าส่วนไหนบกพร่อง หลังเป็นอย่างไร สมอง ช่องท้อง หัวใจ ทุกอย่างโอเคไหม

“เพราะการจะเป็นแชมป์ คุณต้องฟิตสมบูรณ์พร้อมทั้งสัปดาห์ แข่ง 4 วัน คุณต้องรักษาระดับการเล่นให้สม่ำเสมอ ถ้าไม่พร้อมจริงก็ไม่มีทางเป็นแชมป์ได้เลย ผมไปถึงสนามนี้ ตอนแรกก็ไม่คาดคิดว่าจะเป็นแชมป์หรอก

“แต่พอได้ลองซ้อม ผมยังคุยกับแคดดี้เลยว่า สนามเข้าทางผมมาก ทั้งที่ไม่เคยลงแข่งที่นี่ ผมใช้เวลาในการกลิ้งลูกหาจังหวะ เช็กบนกรีนนานมาก ถ้าเราเปิดดี เราก็มีโอกาส

“ผมโชคร้ายที่หลุมทำคะแนนตีไปติดต้นไม้ ทำให้สถานการณ์ผมตามหลัง แต่ในจังหวะถัดมา ผมทำเบอร์ดี้ได้ยาวทีเดียว ผมจึงพลิกนำ 1 คะแนนก่อนแข่งหลุมสุดท้าย”

ธงชัยได้รับเสียงปรบมือจากผู้ชมทั่วประเทศ ซึ่งต่างชื่นชมในหัวใจอันเป็นนักสู้ของโปรไทยวัย 52 ปี ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากแค่ไหน เขาก็ฝ่าฟันจนได้สัมผัสแชมป์ PGA Tour Champions เป็นครั้งแรกในชีวิต

แม้เป็นการแข่งขันระดับซีเนียร์ แต่ความโหดหินก็ไม่น้อยเลย และนี่คงเป็นอีกหนึ่งย่างก้าวที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งเขาได้ส่งต่อแรงบันดาลใจให้โปรไทยรุ่นต่อ ๆ ไป กล้าที่จะออกไปสู่เวทีระดับโลก

“น้อง ๆ รุ่นใหม่พัฒนาขึ้นเยอะ ปัจจุบันเรามีนักกอล์ฟไทยใน LPGA นับ 10 คน ส่วนในเอเชียน ทัวร์ เรามีคนไทยเล่นอยู่เกือบครึ่งของทัวร์ เพราะนักกอล์ฟบ้านเรามีศักยภาพขึ้นมาก และทางสิงห์เองก็ให้การสนับสนุนเด็กไทยมาตลอด ตั้งแต่รุ่นก่อนหน้าผมจนถึงรุ่นใหม่

“อย่าง โปรแพตตี้-ปภังกร ธวัชธนกิจ ก็เป็นแชมป์ระดับเมเจอร์ LPGA มาแล้ว หรืออย่าง น้องทีเค-รัชชานนท์ ฉันทนานุวัฒน์ คนนี้น่าจับตามอง เพราะอายุแค่ 15 ปี แต่น้องขยัน มุ่งมั่นเกินวัย จนเอาชนะในรายการอาชีพของผู้ใหญ่ได้ รอแค่จังหวะและโอกาสเท่านั้น

“ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่น้อง ๆ มีโอกาส อยากให้น้องทุกคนในทีมกอล์ฟของสิงห์ตั้งใจและทำมันให้ได้ เพราะมันอาจเปลี่ยนชีวิตน้องได้เลย เช่น หากได้ลงแข่งในรายการโคแซงชั่น ก็อยากให้น้องพยายามเล่นให้ดีที่สุด เพื่อจะได้คว้าสิทธิ์ไปแข่งในยูโรเปียน ทัวร์ แบบไม่ต้องคัดตัว

“ผมอยากให้น้อง ๆ เด็กไทยรุ่นใหม่ได้ออกมาเล่นทัวร์ใหญ่ ๆ เพื่อนำชื่อเสียงกลับไปสู่ประเทศไทย”

คำโฆษณาของสิงห์ เคยบอกว่า “ตีลูกกอล์ฟให้ถึงดวงจันทร์ ถึงพลาดก็ยังอยู่ท่ามกลางดวงดาว” คงเป็นไตเติ้ลที่เหมาะสมกับชีวิตของผู้ชายที่ชื่อ ธงชัย ใจดี ในวัย 52 ปี

เขาอาจเริ่มต้นช้าและไม่ได้มีต้นทุนชีวิตที่เป็นแต้มต่อ แต่เพราะความมานะบากบั่น ไม่เคยกลัวล้มเหลวและขยันทุ่มเทให้กับกีฬาชนิดนี้แบบสุดตัวอย่างไม่เปลี่ยนแปลง ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งให้เขามาไกลเกินกว่าจะมีใครจินตนาการ หากมองจากวันแรกที่จับไม้กอล์ฟตอนอายุ 16 ปี

“สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยในตัวผมคือ ผมสู้ ผมไม่ท้อ และมีเป้าหมายชัดเจน ถ้าวันนี้ทำสำเร็จเป้าหมายที่หนึ่ง ผมก็ต้องมองหาเป้าหมายใหม่เพื่อให้ตัวเองได้เดินหน้าต่อไป ผมเหลือแชมป์เมเจอร์ที่ยังไม่เคยได้ ก็ยังเป็นเกียรติยศที่ผมอยากคว้ามาครองให้ได้

“ตราบใดที่ผมยังมีชีวิตอยู่ ผมก็ยังจะเล่นกอล์ฟต่อไป สู้มันไปทุกวัน จนกว่าจะเดินไม่ได้ ผมถึงค่อยเลิกเล่น แต่ถ้าตอนนี้ผมยังเดินไหว ยังตีได้ในระดับนี้ ผมคงไม่มีทางล้มเลิกความฝัน ผมยังคงตื่นมาและพร้อมที่จะสู้กับชีวิตในเช้าวันใหม่เสมอครับ”

Writer

อลงกต เดือนคล้อย

เจ้าของเพจ alongwrite และบรรณาธิการบทสัมภาษณ์แห่ง Main Stand

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load