10 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 ข้าพเจ้ามีโอกาสพบกับ คุณจรินทร์ เบน หรือที่ใครๆ มักเรียกท่านว่า ลุงแจ็ก แห่งพิพิธภัณฑ์วัดเกต เมืองเชียงใหม่ เพราะท่านคือผู้ที่เป็นกำลังสำคัญในการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์แห่งนี้

ข้าพเจ้าตั้งใจมาขอความรู้จากท่าน เกี่ยวกับการทำไม้ของคนอังกฤษในดินแดนล้านนาเมื่อราว 100 กว่าปีก่อน ด้วยเพราะลุงแจ็กนั้นเป็นทายาทของผู้จัดการบริษัทบอร์เนียว (The Borneo Company Limited) หรือบริติชบอร์เนียว ซึ่งเป็นบริษัทที่เข้ามารับสัมปทานทำไม้จากรัฐบาลไทยในครั้งนั้น ลุงแจ็กมีอายุ 90 ปีแล้ว เรียกได้ว่าเป็นตัวแทนคนสุดท้ายของยุคสมัยนั้นเลยทีเดียว

เรื่องฝรั่งค้าไม้จาก ลุงแจ็ก-จรินทร์ เบน อดีตนักสำรวจป่าไม้คนสุดท้ายของ บ.บอร์เนียว

เมื่อข้าพเจ้าไปพบลุงแจ็กที่บ้าน ท่านมีท่าทียินดีอย่างยิ่งจนข้าพเจ้าประหลาดใจ เพราะได้ยินมาว่าท่านไม่สบาย ป่วยมากทีเดียว ประโยคแรกที่ท่านทักทายข้าพเจ้าก็คือ “ผมคิดอยากให้คนมาถามเรื่องมันเป็นยังไง วันหลังไม่มีแล้ว เรื่องนี้หมดไปแล้ว” ข้าพเจ้าไม่ทันฉุกคิดว่านี่คือคำบอกเล่าเป็นนัยๆ ของลุงแจ็กว่า ท่านอาจจะเหลือเวลาอีกไม่นานนักที่จะบอกเล่าเรื่องราวในอดีตให้คนรุ่นหลังฟัง

เรื่องที่ลุงแจ็กอยากเล่าคือเรื่องการทำไม้ของบริติชบอร์เนียว ที่ลุงแจ็กมีบทบาทสำคัญเพราะเป็นมือขวาของ วิลเลียม เบน ผู้จัดการใหญ่ของบริติชบอร์เนียว ซึ่งก็คือคุณพ่อของลุงแจ็กนั่นเอง

เรื่องฝรั่งค้าไม้จาก ลุงแจ็ก-จรินทร์ เบน อดีตนักสำรวจป่าไม้คนสุดท้ายของ บ.บอร์เนียว

ดินแดนล้านนาไทยเมื่อราว 100 กว่าปีก่อน มีป่าไม้สักอุดมสมบูรณ์มาก พ.ศ. 2426 รัฐบาลไทยอนุญาตให้ชาวต่างชาติเข้ารับสัมปทานทำไม้ในประเทศไทยได้ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือบริติชบอร์เนียว 

ลุงแจ็กเล่าอย่างกระตือรือร้นให้ข้าพเจ้าฟังว่า 

เมื่อบริติช บอร์เนียว ได้สัมปทานไม้จากรัฐบาลไทย

“ปกติการทำไม้ของบริษัทบอร์เนียวนี่ บอร์เนียวเป็นตัวแทนเท่านั้นเอง เราเช่าจากรัฐบาลไทย พอได้มาแล้วให้ผู้รับเหมาที่เป็นคนไทยทำอีกทีหนึ่ง เพราะฉะนั้น การทำไม้เป็นเรื่องของคนไทยทั้งหมด”

วิลเลียม เบน พ่อของลุงแจ็กได้ซื้อที่ดินผืนใหญ่นับร้อยไร่เพื่อสร้างเป็นที่ทำการของบริษัทและเป็นบ้านพัก

“ที่ของบริษัทบอร์เนียว พ่อผมซื้อกว้างมากถึงโรงเรียนปรินส์รอแยลวิทยาลัย มีอยู่ประมาณร้อยกว่าไร่ ซื้อสองหมื่นบาท สมัยก่อนมันเป็นที่ทำนา แต่ที่ของบริษัทจริงๆ มีสามสิบแปดไร่เท่านั้นเอง นอกนั้นเป็นที่นาหมด ที่พวกนี้พ่อผมซื้อให้ในนามของพวกผม ตอนนั้นฝรั่งคงซื้อไม่ได้”

ลุงแจ็กได้เข้าทำงานกับบริษัทบอร์เนียวในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้รับเงินเดือน 200 บาท โดยทำหน้าที่สำรวจไม้ตามบัญชีที่ได้รับสัมปทานจากรัฐบาลไทย ซึ่งการสำรวจไม้เป็นขั้นตอนก่อนการตัดไม้ที่จะมีผู้มารับช่วงต่อไป

เรื่องฝรั่งค้าไม้จาก ลุงแจ็ก-จรินทร์ เบน อดีตนักสำรวจป่าไม้คนสุดท้ายของ บ.บอร์เนียว

เดินเท้าจากเมืองสู่ป่าสัก 

ลุงแจ็กเล่าด้วยความสนุกสนานว่า ในช่วงแรกที่เดินทางไปสำรวจป่าไม้นั้นต้องใช้วิธีเดินเท้าเข้าไป “คนทั้งหมู่บ้านทั้งอำเภอไม่รู้จักว่ารถยนต์คืออะไร เวลาไปเมืองวิน แม่วินเดี๋ยวนี้รถยนต์ไปยี่สิบกว่านาที ผมต้องนอนค้างคืนหนึ่ง เพราะเดินตั้งแต่สันป่าตองไปถึงเมืองวิน ตั้งแต่แม่ริมถึงสะเมิงผมก็เดินขึ้นเขาวันยังค่ำ รถยนต์มีเฉพาะทางหลวงอย่างเดียว บริษัทบอร์เนียวนำรถยนต์เข้าสะเมิงครั้งแรก เพราะต้องใช้ประโยชน์ในการทำป่าไม้ ก็เลยทำทางเอารถยนต์เข้าไปลากไม้ในนั้น ชาวบ้านมาดูรถกันเยอะเพราะไม่เคยเห็น

“ทางบริษัทก็ให้หนังสือเล่มหนึ่ง เป็นสมุดมาจากรัฐบาล ไม้สักทั้งหลายในป่านี่รัฐบาลเป็นคนกานให้ เพราะกลัวฝรั่งจะตัดไม้ขนาดเล็กๆ เสียหาย ไม้สมัยก่อนมันใหญ่มาก เขาจะกานให้มันตายเป็นป่าๆ แล้วส่งบัญชีนี้ให้บริษัทบอร์เนียว”

กานไม้ คือการทำให้ไม้ยืนต้นตายเพื่อให้ต้นไม้แห้งและมีน้ำหนักเบา เหมาะสำหรับการขนส่งและการใช้ประโยชน์เนื้อไม้ วิธีกานไม้โดยใช้มีดหรือขวานฟันเปลือกรอบลำต้นให้เป็นแถบกว้างลึก บางทีอาจลึกเข้าไปถึงเนื้อไม้ ซึ่งในชั้นเปลือกไม้จะประกอบด้วยเนื้อเยื่อเจริญของเปลือก ท่อลำเลียงอาหาร เนื้อเยื่อเจริญของท่อน้ำและท่ออาหาร ชั้นเนื้อในประกอบด้วยท่อท่อน้ำ (ข้อมูลจากสำนักวิจัยและพัฒนาป่าไม้) 

“สองปีผ่านไป ไม้แห้งสนิทดีแล้ว บอร์เนียวก็มอบสมุดนี้ให้กับพวกผม ก็หลายคนน่ะพรรคพวก แล้วก็แบ่งกัน ห้วยนี้ ห้วยนั้น ลำน้ำนี้ แม่น้ำนั้น รับผิดชอบไปคนละจุด แล้วพวกผมไปสำรวจตามเบอร์ที่เขาให้ สมมติลำห้วยนี้ 1-2-3-4-5-6-7 ขึ้นไปจนสุดลำห้วย แล้วกลับลงมาอีกที แล้วก็ขึ้นไปอีกกลับมา ขึ้นไปอีกจนหมด แล้วขึ้นด้านซ้าย ลงด้านขวา ลงมาสำรวจ ลงมาจนหมดบัญชีที่เขาให้เรา เช่น ไม้นี่ถูกไฟไหม้ไปไหม เหลืออยู่เท่าไร ครบตามบัญชี ตามจำนวนหรือไม่ พวกผมจะเป็นคนสำรวจ

เรื่องฝรั่งค้าไม้จาก ลุงแจ็ก-จรินทร์ เบน อดีตนักสำรวจป่าไม้คนสุดท้ายของ บ.บอร์เนียว

“เขาจะให้คนงานสองคน ผมอีกหนึ่งคนเดินทางไปสำรวจ คนงานก็หาบเสื้อผ้า หม้อข้าว หม้อแกงอะไรไป แล้วก็เข้าป่า ไม่มีบ้านคน เดินสำรวจตามจุดที่เขามอบให้ เราก็สำรวจไป เบอร์ 1-2-3-4-5 ถ้าเบอร์ 6 ไฟไหม้ เราก็ทำเครื่องหมายให้จนครบจำนวนหมด แล้วทุกคนก็มอบบัญชีให้กับบริษัท บริษัทจะเปิดประมูลกับผู้รับเหมาซึ่งเป็นคนไทย ผู้รับเหมาใหญ่ๆ จริงๆ ส่วนมากเป็นคนแพร่กับคนลำปาง คนเชียงใหม่มีน้อย พวกนี้เรียกว่าพ่อเลี้ยง เขาจะมารับมอบที่เราสำรวจเสร็จแล้วก็เริ่มลงมือตัดตามเบอร์ เกินไปหนึ่งเบอร์ไม่ได้ ฝรั่งสมัยก่อนเขาเข้มงวดมาก เขาตัดตามเบอร์ที่เรามอบให้กับบริษัท พอเขาตัดล้มลงหมดแล้ว จะตัดเป็นท่อนนี่ตัดเองไม่ได้ พวกผมต้องไปวัดให้ พวกผมตามหลังเขาไปสำรวจแล้วก็ตัดท่อน ไม้ต้นนี้จะตัดได้กี่ท่อนๆ ต้องอยู่ที่พวกผม พยายามทำให้มันยาวที่สุด สวยที่สุดที่จะทำได้”

เหตุผลสำคัญที่คนของบริษัทบอร์เนียวต้องมาควบคุมการตัดไม้เป็นท่อนอย่างเข้มงวดนั้น ลุงแจ๊กเล่าว่าไม้สวยๆ ยาวๆ ที่ช้างลากไม่ไหวหรือลำบาก ผู้รับเหมาจะตัดให้สั้น บริษัทบอร์เนียวกลัวไม้จะเสียหาย ต้องให้พวกลุงไปวัด ให้มันยาวดีที่สุดที่เขาจะลากได้ แล้วทำเครื่องหมายให้ตัดตามนั้น

“ไม้ที่ตัดเป็นท่อนแล้วอยู่บนภูเขา ตอนนี้เป็นหน้าที่ของผู้รับเหมา เขาเรียกผู้รับเหมาตัดฟันชักลาก ส่วนมากใช้คนกะเหรี่ยงตัดฟันแล้วชักลาก โดยจ้างช้างจากบนภูเขาของชาวกะเหรี่ยงทั้งหลาย มีเจ็ดถึงแปดตัว หรือไม่ก็ห้าถึงหกตัว ทั้งตัดฟันชักลากจากบนห้วยลึกๆ ที่ยากๆ ลากมาไว้บนฝั่งลำห้วยใหญ่ๆ กองไว้สามร้อยท่อน สองร้อยท่อน เรียงตามฝั่งเป็นแถว เขาเรียกว่าหมอนไม้ พอเสร็จแล้วก็ส่งมาให้ฝรั่งเดินทางออกไปวัดขนาดอยู่บนฝั่ง เป็นเงินเท่าไรก็จ่ายให้ผู้รับเหมา เป็นอันหมดหน้าที่ผู้รับเหมา คือตัดฟันชักลากมาไว้บนฝั่งเท่านั้นเอง

“ช้างของบริษัทบอร์เนียวมีเยอะ อยู่เป็นจุดๆ ตามหมอนไม้พวกนี้ หน้าแล้งพวกผมมีหน้าที่ดูแลไฟป่า ถางไม่ให้ไฟเข้ามาถึงกองไม้ รอจนเดือนมิถุนายน วันหนึ่งวันไหนที่ฝนตกหนัก ลำห้วยขึ้นเร็วมาก พอฝนตกหนักทั้งวันทั้งคืน น้ำเต็มลำห้วย หน้าที่ช้างของบริษัทบอร์เนียวคืองัดไม้ลงน้ำ รีบๆ งัดลงไม่ให้เหลือเลย น้ำพวกนี้จะพาไม้ไหลไปตามลำห้วย ไปสู่ลำน้ำอีกที ไล่ต่อกันไปจนถึงลำน้ำแม่ปิง เพราะว่าฝนจะมามิถุนายน เดือนอื่นไม่มีฝน เราก็ต้องรอจนกว่าฝนจะตกหนัก ลำห้วยขึ้นก็รีบไล่ลงทันที ไม้ติดฝั่งที่ไหน ก็มีช้างเป็นช่วงๆ ไล่ต่อกันไปจนถึงลำน้ำแม่ปิง”

ลุงแจ็กเล่าว่า ไม้สักที่ตัดแล้วเอามาล่องไปตามลำน้ำปิงนั้นมีมากจนเต็มลำน้ำเลยทีเดียว

“ลำน้ำปิงสมัยก่อนกว้างกว่านี้ จะเดินบนไม้ซุงโดยไม่ถูกน้ำเลย ข้ามไปข้ามมาได้ ไม้มันมากขนาดนั้น แล้วมีช้างอยู่เป็นจุดๆ จนถึงตาก จนถึงกำแพงเพชร เขาจะทำแพเล็กๆ แล้วจูงไปถึงนครสวรรค์ ถึงนครสวรรค์เขาจะทำแพประมาณ สามร้อยท่อน ใหญ่มาก แล้วจ้างเรือยนต์ขนาดใหญ่วิ่งล่องไปจนถึงอยุธยา เข้าโรงเลื่อย ตรงนี้ผมไม่ค่อยมีความรู้ ผมคุมถึงแค่นครสวรรค์เท่านั้นเอง”

สำรวจไม้ในป่า คือช่วงชีวิตที่มีความสุขที่สุด

จนถึงวันนี้ ลุงแจ็กยังระลึกเสมอว่าช่วงชีวิตที่มีความสุขที่สุด ก็คือช่วงที่เดินสำรวจไม้ในป่านี่เอง 

“ชีวิตผมทั้งชีวิตมีความสุขอยู่ตอนที่ตรวจสำรวจไม้ มีความสุขมาก แล้วไม่เคยนอนบนบ้านคน หกถึงเจ็ดปีครับ นอนบนดิน ฤดูฝนก็หน้าผาที่มันยื่นออกไป พอมีร่มได้ เราก็อยู่อย่างนั้น หน้าแล้งมาก็นอนบนเกาะ มีเกาะแก่งอะไรนี่ล่ะ แต่มีความสุขที่สุด ไม่ต้องคิดถึงเรื่องเงินเรื่องอะไร”

“แล้วอาหารที่จำเป็นที่สุดของเราคือปลาทูเค็ม (ลุงแจ๊กหัวเราะชอบใจเสียงดังมาก) ปลาทูเค็มก็ดีที่สุดแล้ว ผมออกมาในเมืองที มาส่งรายงานอะไรก็ซื้อไปสองกิโล ก็มันไม่มีอะไรกินอยู่ในป่า แล้วผมก็ตกเบ็ดเอาปลาขึ้นมากินเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรเลย แล้วชาวบ้านก็ไม่ค่อยอยู่แถวนั้น เราไม่ได้อยู่กลางหมู่บ้าน อยู่ห่างจากชาวบ้าน โหคุณ ในป่ามีใบไม้เกือบทุกชนิด เรากินได้ เราก็เอาใบไม้พวกนี้แหละมากิน แล้วผมเป็นนักตกเบ็ดมือหนึ่ง ในลำห้วยสมัยก่อนชาวบ้านเขาจับปลาไม่เก่ง สู้เราไม่ได้ ผมก็บอก เอ้า ตั้งหม้อแกง จะไปเอาปลามา เดี๋ยวผมก็ไปตกเบ็ดปลาสดๆ ขึ้นมา เราอยู่ในป่าจริงๆ ไม่มียุง ไม่มีอะไร อากาศมันดีมาก”

พนักงานของบอร์เนียว

“คุณไปที่พิพิธภัณฑ์วัดเกตนะ มีภาพภาพหนึ่ง พนักงานของบริษัทบอร์เนียว มีพม่า มีขมุ ขั้นเสมียน ขั้นพนักงาน เป็นคนพม่า เพราะว่าพวกนี้รู้ภาษาอังกฤษ ก็เลยมาทำงานเป็นพนักงานใหญ่รองจากฝรั่ง คนไทยเราไม่ได้ทำงานกับฝรั่ง เพราะความรู้ภาษาอังกฤษไม่มีเหมือนพวกพม่า เขาทำบัญชี ทำการเงิน ภาษาอังกฤษเขาได้สบายมาก รูปที่พิพิธภัณฑ์ถ่ายเฉพาะตำแหน่งสูงๆ รูปพนักงานของบริษัทบอร์เนียวจำนวนหลายสิบคน คิดว่าเป็นพม่าเกือบหมด”

เรื่องฝรั่งค้าไม้จาก ลุงแจ็ก-จรินทร์ เบน อดีตนักสำรวจป่าไม้คนสุดท้ายของ บ.บอร์เนียว

หมดสัมปทานไม้ บอร์เนียวฯ เปลี่ยนมาขายของสารพัด

“ตอนหลังไม้หมดสัญญาแล้ว บริษัทบอร์เนียวก็เปลี่ยนเป็นออฟฟิศใหญ่สำหรับค้าขายภาคเหนือทั้งหมด มารวมกันที่นี่ โอ้โหคุณ ขายของมากเหลือเกิน มีฟิล์มโกดัก อักฟ่า เป็นโกดัง ยางรถยนต์ไฟร์สโตน คุณเชื่อไหม ขนมก็ขาย ขายทุกอย่าง (ลุงแจ็กหัวเราะเสียงดัง) เครื่องดื่มแอคต้าไวท์ (เครื่องดื่มสำเร็จรูปรสช็อคโกแลต) สมัยก่อนน่ะยังสู้โอวัลตินของบริษัทดีทแฮล์มไม่ได้ เป็นคู่แข่งกัน ขายตะไบตรา 4 ตะไบ ตะไบเล็กๆ สำหรับเลื่อย แล้วก็ยารักษาโรคมากเหลือเกิน เข้าไปขายในโรงพยาบาลทุกแห่ง ร้านขายยาทุกแห่ง ยาแก้ปวดเอสโปร ดังที่สุดสมัยก่อน” 

“ชีวิตคือการทำงาน” พ่อเป็นตัวอย่างที่ดีมาก

คุณวิลเลียม เบน ผู้จัดการของบริษัทบอร์เนียว ผู้เป็นบิดา เป็นต้นแบบในการทำงานอย่างเอาจริงเอาจังจนลมหายใจสุดท้ายของลุงแจ็ก 

“พ่อผมเขาอยู่ในป่าตั้งแต่ไม่ได้เป็นผู้จัดการเลย โดยมากพักอยู่ในป่า ไม่ชอบอยู่ในเมือง ชีวิตเขาคือการทำงาน เขาคุมไม้ไป ไม่สบายป่วยไปโรงพยาบาล หมอบอกว่าเป็นมะเร็งที่กระเพาะ จะมีชีวิตอยู่ได้อีกหนึ่งปี ถ้ามะเร็งลามไปติดอีกที่เขาจะต้องตาย พ่อรู้อย่างนี้ออกจากโรงพยาบาลเข้าป่าเลย

“นายแพทย์ที่รักษาพ่อผมมาบอกผมว่าให้เรียกผู้จัดการใหญ่กลับมา อย่าให้ทำงานเพราะจะอยู่ได้อีกหนึ่งปี พ่อผมบอกว่าทำงานก็ตาย ไม่ทำงานก็ตาย เพราะฉะนั้น อยู่ในป่าดูแลไม้ดีกว่า แล้วจุดสุดท้ายของชีวิตของเขาเป็นเรื่องแปลก นายอินขมุเล่าให้ฟังว่า มีไม้อยู่สามร้อยท่อนในลำห้วย ต้องลากออกให้หมด น้ำแห้งขอด ช้างก็ลากวันละสองท่อน สามท่อน สี่ท่อน เรียงในลำห้วยให้น้ำพาไป เขารออยู่ทั้งที่ป่วยมาก มีวันหนึ่งฝนตกหนักมาก น้ำเอาสามร้อยท่อนออกไปหมดเลย เขาก็เหมารถกลับมา ผ่านหน้าบ้านที่อยู่ในบอร์เนียวไปอยู่โรงพยาบาลแมคคอร์มิค สองวันก็ตาย”

กล่าวคำอำลา

ข้าพเจ้านั่งคุยกับลุงแจ็คอีกสักพักจนบ่ายคล้อย ก็เกรงใจว่าจะรบกวนเวลาพักผ่อนของท่านจึงขอตัวลากลับ และขออนุญาตลุงแจ็กว่า อยากจะกลับมาขอความรู้เพิ่มเติมอีกสักครั้ง ลุงแจ็กหัวเราะชอบใจแล้วบอกว่า

“ผมดีใจที่คุณมาสัมภาษณ์เรื่องไม้ เพราะถ้าผมตายแล้ว จะไม่มีใครสืบไปแล้ว”

ข้าพเจ้าไม่มีโอกาสกลับไปหาลุงแจ็กอีกเลย เพราะต้องกลับไปทำงานที่กรุงเทพฯ เมื่อพอมีเวลาที่จะกลับไปหาท่าน ท่านก็ไม่อยู่ให้คุยด้วยอีกแล้ว

ลุงแจ็กจากไปเมื่อวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2556 ด้วยโรคชรา 6 เดือนกว่าหลังจากที่ข้าพเจ้าได้พบท่าน

ขอขอบคุณ

1. ครอบครัวของลุงแจ๊ก-จรินทร์ เบน

2. วรวิมล ชัยรัต

3. ปลายอ้อ ทองสวัสดิ์

4. สมหวัง ฤทธิเดช

Writer

อรวรรณ โอวาทสาร

นักเขียน-นักทำสารคดีโทรทัศน์ ผู้หลงใหลการสืบค้นข้อมูลทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ปตท. คือบริษัทพลังงานแห่งชาติ หลายคนทราบกันดี

แต่ปัจจุบันภารกิจหลักของ ปตท. ไม่ได้มีเพียงเรื่องการสร้างความมั่นคงทางพลังงานเท่านั้น แต่ยังมีภารกิจที่คำนึงถึงสังคมส่วนรวมที่กว้างกว่าแค่เพียงธุรกิจตัวเอง เช่น เรื่องสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในด้านต่างๆ ตามวิสัยทัศน์ปัจจุบันที่ว่า ‘Powering Life with Future Energy and Beyond’ 

เมื่อธุรกิจไม่อาจดำรงอยู่ได้ด้วยตัวคนเดียวอีกต่อไป แต่ต้องดูแลรับผิดชอบสังคมของทุกคนร่วมกัน และควรวางแผนให้เกิดความยั่งยืนจริง ปตท. ในฐานะองค์กรใหญ่ที่เกี่ยวโยงกับชีวิตผู้คนมากมาย เห็นความสำคัญของเรื่องนี้และจัดตั้งทีมที่คอยดำเนินการอย่างจริงจัง

The Cloud นัดหมายพูดคุยกับ คุณดวงพร เที่ยงวัฒนธรรม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กำกับดูแลองค์กรและกิจการสัมพันธ์ ของ ปตท. เพื่อสอบถามแนวคิดและทิศทางการทำงานเพื่อสังคมของธุรกิจที่มีเครือข่ายอยู่ทั่วประเทศและพนักงานประจำหลายพันคน

หลังจากทำงานในสายธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่นเป็นเวลานาน ผู้บริหารหญิงคนนี้พลิกบทบาทมาดูแลหนึ่งในหน่วยงานสำคัญที่ช่วยสร้างผลกระทบต่อสังคมควบคู่ไปกับการเติบโตของธุรกิจ

“ปตท. มีวิสัยทัศน์ว่า องค์กรต้องเติบโตควบคู่ไปกับการดูแลชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ทุกฝ่ายมีคุณภาพชีวิตที่ดีและยั่งยืนขึ้น ด้วยความเชื่อว่าเราอยู่คนเดียวไม่ได้ ถ้าเกิดสังคมและสิ่งแวดล้อมรอบข้างไม่ดี เราก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน” คุณดวงพรกล่าว 

แม้จะอยู่ในสถานการณ์วิกฤตอย่างโควิด-19 ที่เศรษฐกิจฝืดเคือง แต่ ปตท. กลับตัดสินใจจ้างงานเพิ่ม และฝึกฝนทักษะความรู้ให้คนนับหมื่น เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้น

และนอกจากดูแลงานด้านกิจการเพื่อสังคมแล้ว อีกหน้าที่สำคัญของหน่วยงานนี้ คือการกำกับดูแลภายในองค์กร จัดการเรื่อง GRC (Governance, Risk Management, Compliance) ให้บริษัทดำเนินการไปอย่างมีธรรมาภิบาล โปร่งใส ปฏิบัติตามมาตรฐานและกฎข้อบังคับต่างๆ 

ดูแลทั้งภายในและภายนอก สอดคล้องไปกับค่านิยม ‘SPIRIT + D’ ที่แทนการผลักดันให้พนักงานเป็นคนเก่ง คนดี มีคุณธรรม พร้อมนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาขับเคลื่อนองค์กร

ธุรกิจพลังงานชั้นนำคิดเรื่องสังคมและมีวิธีการขับเคลื่อนการดำเนินการต่างๆ อย่างไร สร้างผลกระทบได้มากน้อยแค่ไหน เราขอชวนคุณมาสำรวจจิตวิญญาณของ ปตท. ไปด้วยกัน

ภารกิจเพื่อสังคมของ ปตท. ธุรกิจพลังงานที่ทำงานการศึกษาและจ้างงานนับหมื่นในยุคโควิด-19

For People & Planet

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ปตท. ดำเนินงานด้านกิจการเพื่อสังคมในหลากหลายเรื่อง แต่ช่วงปีที่ผ่านมา ทีมงานของคุณดวงพรเลือกวางแผนและปฏิบัติงานเฉพาะด้านให้ชัดเจนขึ้น เพื่อให้เกิดประสิทธิผลที่ชัดเจน 

“เรามองว่ามีเรื่องอะไรบ้างที่เรามุ่งเน้นแล้วจะเกิดผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและประเทศได้มากที่สุด จนตอนนี้มีความชัดเจนขึ้นว่าคือเรื่องการศึกษา เพราะเป็นการลงทุนในมนุษย์ (People) และสิ่งแวดล้อม เพื่อรักษาโลก (Planet)” คุณดวงพรเล่าสองประเด็นสำคัญที่หยิบยกเป็นเรื่องหลักขององค์กร

“เยาวชนคืออนาคตของประเทศชาติ และในทางเศรษฐกิจ ประเทศเราจำเป็นต้องเปลี่ยนจาก Resource-based หรือการมุ่งเน้นใช้ทรัพยากรให้เกิดผลิตภัณฑ์ กลายเป็น Knowledge-based ที่คิดค้นอะไรที่สร้างคุณค่าใหม่และนวัตกรรม จึงต้องบ่มเพาะพวกเขาด้วยทักษะที่ทำให้สามารถดำเนินชีวิตในอนาคต” 

ภารกิจเพื่อสังคมของ ปตท. ธุรกิจพลังงานที่ทำงานการศึกษาและจ้างงานนับหมื่นในยุคโควิด-19
ภารกิจเพื่อสังคมของ ปตท. ธุรกิจพลังงานที่ทำงานการศึกษาและจ้างงานนับหมื่นในยุคโควิด-19

เพื่อดำเนินการตามแนวคิดนี้ เมื่อ พ.ศ. 2558 ปตท. จึงก่อตั้ง ‘โรงเรียนกำเนิดวิทย์​ (KVIS)’ โรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่มุ่งเน้นด้านวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะ และ ‘สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC)’ ศูนย์รวมของนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญหลากหลายแขนง เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางการวิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้แก่ประเทศ

รวมถึงช่วยพัฒนาหลักสูตรร่วมกับโรงเรียนในเครือข่ายทั้งหมด 204 โรงเรียนใน 17 จังหวัด โดยเน้นสอดแทรก 4E ที่จำเป็นคือ

‘Energy Literacy’ หรือความเข้าใจด้านพลังงาน เพราะทุกธุรกิจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทั้งสิ้น คนควรทราบว่าต้องใช้พลังงานในรูปแบบใดให้เหมาะสมและประหยัดที่สุด

‘Environmental Awareness’ หรือการตระหนักรู้และสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม ที่เราต้องเร่งรักษาไว้ร่วมกัน

‘Entrepreneurship’ หรือความเป็นผู้ประกอบการ เพื่อให้เมื่อมีไอเดีย พวกเขาสามารถสร้างธุรกิจของตัวเองให้อยู่รอด

และ ‘Ethics and Growth Mindset’ หรือจริยธรรมและการคิดถึงสังคมส่วนรวม เพราะคนควรจะเก่งและดีไปควบคู่กัน

ข้อดีคือ หลักสูตรในโรงเรียนเหล่านี้เกิดขึ้นจากการถ่ายทอดวิชาและประสบการณ์ของผู้คนในแวดวงธุรกิจที่ปฏิบัติงานจริงๆ ทำให้สะท้อนความเป็นจริงของโลกได้เป็นอย่างดี ส่งเสริมศักยภาพของผู้เรียนให้พร้อมกับการทำงานในอนาคต

ทิศทางการขับเคลื่อนสังคมของ ปตท. ธุรกิจที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมดูแล People และ Planet ร่วมกับชุมชน

ส่วนในด้านสิ่งแวดล้อม เมื่อการดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานยังจำเป็นต้องปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกระหว่างทาง ปตท. พยายามปรับเปลี่ยนกระบวนการต่างๆ ให้เป็นมิตรต่อสรรพสิ่งร่วมโลกมากยิ่งขึ้นเสมอมา และแสวงหาหนทางการดูดซับ กักเก็บก๊าซเรือนกระจกเหล่านั้น เพื่อมุ่งสู่บริษัทที่ปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero Carbon)

หนึ่งในวิธีที่ ปตท. เลือกใช้คือการสร้างพื้นที่สีเขียว อาจฟังดูเป็นทางออกทั่วไป แต่พวกเขาทำอย่างจริงจัง ตั้งแต่ พ.ศ. 2537 โดยปลูกต้นไม้และฟื้นฟูป่าที่ถูกทำลายรวมแล้วมากกว่า 1 ล้านไร่ทั่วภูมิภาค ได้รับการดูแลมาอย่างต่อเนื่องจากการร่วมมือกับเครือข่ายด้านสิ่งแวดล้อม ก่อนต่อยอดด้วยการจัดตั้งเป็น สถาบันปลูกป่าและระบบนิเวศ ปตท. และศูนย์เรียนรู้ 3 แห่ง ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ระยอง และกรุงเทพมหานคร ทำงานกับชุมชนเพื่อพิทักษ์ผืนป่าและส่งต่อความรู้ให้ประชาชน

นอกเหนือจาก 2 เรื่องหลักด้านบนแล้ว ปตท. ยังมุ่งเน้นการพัฒนาชุมชนแบบไม่เน้นการบริจาคเงิน แต่สร้างความยั่งยืนผ่านการหาโอกาสทางธุรกิจให้ชุมชนอย่างมีเป้าหมาย เพราะสุดท้ายแล้ว ชุมชนต้องยืนหยัดอยู่ได้ด้วยตัวเอง

“เมื่อไปทำธุรกิจบนพื้นที่ใกล้เคียงกับชุมชน ต้องช่วยให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเจริญเติบโตไปพร้อมกัน ไม่ทำลายหรือสร้างผลกระทบแก่เขา” คุณดวงพรเน้นย้ำความตั้งใจขององค์กร โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้คือ ‘สานพลังวิสาหกิจ’ หน่วยงานด้านวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ของ ปตท. ที่ตั้งขึ้นมาขับเคลื่อนเรื่องนี้โดยตรง

และเมื่อเกิดวิกฤตใหญ่อย่างการแพร่ระบาดของโควิด-19 ปตท. และบริษัทในกลุ่ม มีส่วนร่วมสนับสนุนหน่วยงานทางการแพทย์ ทั้งด้านเครื่องมือ ทุนทรัพย์ และความสามารถ ตั้งแต่เริ่มการระบาดจนถึงปัจจุบัน มูลค่ารวมแล้วกว่า 1,700 ล้านบาท

ทั้งหมดนี้คือความตั้งใจส่วนหนึ่งของ ปตท. ที่อาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับด้านพลังงานโดยตรง แต่ดำเนินการเพื่อขับเคลื่อนสังคมไปพร้อมๆ กัน

ทิศทางการขับเคลื่อนสังคมของ ปตท. ธุรกิจที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมดูแล People และ Planet ร่วมกับชุมชน
ทิศทางการขับเคลื่อนสังคมของ ปตท. ธุรกิจที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมดูแล People และ Planet ร่วมกับชุมชน

Restart Thailand

สถานการณ์โควิด-19 ทำให้หลายบริษัทต้องชะลอการจ้างงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เมื่อเห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจและสังคม ปตท. ซึ่งพอมีทรัพยากรอยู่จึงตัดสินใจไม่นิ่งเฉย จัดตั้งโครงการ ‘Restart Thailand’ เพื่อสร้างโอกาสทางการงานรวมกว่า 25,000 อัตรา ตั้งแต่เมื่อปีก่อน เปิดรับแรงงานทั้งในโครงการก่อสร้าง พนักงานประจำเพิ่มเติม และนักศึกษาจบใหม่ระดับอาชีวศึกษาและปริญญาตรีที่อยากพัฒนาภูมิลำเนาของตนให้ดียิ่งขึ้น

“เรายังคงดำเนินโครงการลงทุนเพื่อสร้างเศรษฐกิจประเทศและสร้างงานในสภาวะเศรษฐกิจถดถอย การจ้างงานจะช่วยให้คนที่ตกงานจากสถานการณ์ยังคงได้พัฒนาตัวเอง เมื่อสถานการณ์ฟื้นฟูกลับมาเป็นปกติ เขาจะมีประสบการณ์และองค์ความรู้ที่จะไปทำงานอื่นต่อ และโครงการของเราก็ดำเนินการต่อได้เลย” 

ในจำนวนการจ้างงานนี้ กว่า 900 คนคือกำลังสำคัญที่เข้ามาช่วยผลักดันโครงการ ‘นวัตกรรมสร้างรอยยิ้ม’ มุ่งเน้นการใช้ศักยภาพและเทคโนโลยีของ ปตท. ไปแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจชุมชนแต่ละพื้นที่อย่างยั่งยืน ประกอบด้วย 2 ด้านหลักๆ คือ Smart Farming และ Smart Marketing

ทิศทางการขับเคลื่อนสังคมของ ปตท. ธุรกิจที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมดูแล People และ Planet ร่วมกับชุมชน
ทิศทางการขับเคลื่อนสังคมของ ปตท. ธุรกิจที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมดูแล People และ Planet ร่วมกับชุมชน

“ชุมชมส่วนใหญ่ในเครือข่ายเป็นภาคเกษตรกรรมที่ยังทำงานแบบเดิมอยู่ แต่เขาสามารถเอานวัตกรรมที่เรามีไปใช้ในงานเกษตร มาปรับปรุงประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และทำให้เกิดผลิตผลที่ดีขึ้น สิ่งที่ทำคือการคัดเลือกและจ้างนักศึกษาจบใหม่พื้นที่เข้าโครงการ Restart Thailand มาอบรมให้ความรู้ในเรื่องนวัตกรรม อุปกรณ์ต่างๆ ที่สามารถนำไปใช้พัฒนาการเกษตรได้ สอนการวิเคราะห์ความคุ้มทุน จากนั้นก็ทำให้เขาลงไปวิเคราะห์พื้นที่จริงและนำเสนอโปรเจกต์ ว่าต้องการลงทุนในอุปกรณ์อะไร เพื่อพัฒนาผลิตผลในด้านไหน คุ้มค่าการลงทุนหรือไม่

“โดยมีพนักงานกลุ่ม ปตท. ในพื้นที่คอยให้คำแนะนำและประสานงานด้วย” คุณดวงพรเล่าถึงงานด้าน Smart Farming ที่ริเริ่มในยี่สิบห้าพื้นที่นำร่องที่กลุ่ม ปตท. ดูแลอย่างใกล้ชิดและขับเคลื่อนงานตามบริบทของชุมชนที่เป็นอยู่

เช่น บางพื้นที่ต้องจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจขึ้นมาใหม่ เพื่อการบริหารจัดการระยะยาว แต่บางพื้นที่มีความพร้อม เริ่มติดตั้งนวัตกรรมใหม่ๆ ของกลุ่ม ปตท. อย่างโรงเรือนอัจฉริยะที่ตั้งเวลารดน้ำอัตโนมัติด้วยระบบ IoT (Internet of Things) ระบบโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ หรือโดรนการเกษตร เพื่อใช้งาน ลองปลูกพืชใหม่ๆ และขยายการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ปตท. ไม่ได้ทำเพียงหน่วยงานเดียว แต่ยังจับมือกับภาคส่วนต่างๆ เช่น กรมพัฒนาที่ดิน สำหรับการตรวจวิเคราะห์สภาพดิน และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA สำหรับงบประมาณสนับสนุนโครงการ เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของชุมชนจริง 

“เราไม่ได้เชี่ยวชาญทุกเรื่อง หลายๆ งานทำคนเดียวอาจจะยาก จึงร่วมมือเป็นพันธมิตรกับพาร์ตเนอร์ที่มีทักษะและองค์ความรู้ที่แตกต่างกัน เปิดรับการทำงานกับพาร์ตเนอร์ที่มีพันธกิจสอดคล้อง เพื่อให้เกิดอิมแพคที่กว้างขึ้น”

ทิศทางการขับเคลื่อนสังคม ธุรกิจที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมดูแล People และ Planet ร่วมกับชุมชน
ทิศทางการขับเคลื่อนสังคม ธุรกิจที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมดูแล People และ Planet ร่วมกับชุมชน

ส่วนทางด้าน Smart Marketing เป็นการเสริมศักยภาพด้านการขายผลิตภัณฑ์ของชุมชน รวมไปถึงแหล่งท่องเที่ยว แม้จะมีสินค้าหรือสถานที่น่าท่องเที่ยวเพียงใด แต่หากขาดกลยุทธ์การขายและประชาสัมพันธ์ในช่องทางที่เหมาะสม ให้คนได้สัมผัสเอกลักษณ์และเสน่ห์ประจำพื้นที่ ก็คงไปไม่ได้ไกล

วิธีการทำงานเรื่องนี้คล้ายกับ Smart Farming คือการให้ความรู้คนในพื้นที่จากโครงการ Restart Thailand ในเรื่องการตลาด จากนั้นให้เขาลงพื้นที่เพื่อสำรวจผลิตภัณฑ์ชุมชน และเสนอผลิตภัณฑ์ที่จะพัฒนา

ทาง ปตท. ยังสร้าง Online Market Platform ‘ชุมชนยิ้มได้’ เพื่อเพิ่มตัวเลือกช่องทางการขายและจัดส่ง สำหรับผลิตภัณฑ์ในโครงการที่ผ่านการคัดสรรมาแล้วโดยเฉพาะ

ปัจจุบัน มีร้านค้าอยู่บนแพลตฟอร์มราว 195 ร้าน รวมกว่า 672 ผลิตภัณฑ์ ทั้งอาหารแปรรูป ผ้าและเครื่องแต่งกาย ของตกแต่งและของใช้ สมุนไพรแปรรูป และเครื่องดื่ม

หากใครเป็นสายช้อป อยากสนับสนุนชุมชน ขอชวนลองแวะเวียนไปอุดหนุนผลิตภัณฑ์ชุมชนบนเว็บไซต์ www.ชุมชนยิ้มได้.com กันได้เลย

“ต่อไปจะมีผลิตภัณฑ์บนแพลตฟอร์มมากขึ้น และหลายพื้นที่จะใช้เทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่มากขึ้น แม้โควิด-19 จะทำให้เกิดอุปสรรคเรื่องการเดินทางและสื่อสารบ้าง แต่ทางทีมที่ทำงานยังมุ่งมั่นเหมือนเดิม” ผู้บริหารหญิงกล่าวถึงความตั้งใจและทุ่มเทของพนักงาน ที่ช่วยประคับประคอง ดูแลกัน เพื่อผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปให้ได้ด้วยกัน

ทิศทางการขับเคลื่อนสังคม ธุรกิจที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมดูแล People และ Planet ร่วมกับชุมชน

ดูแลทั้งภายนอกและภายใน

แม้ ปตท. จะมีผู้บริหารและทีมที่ดูแลงานด้านกิจการสังคมโดยเฉพาะ แต่หากอยากขับเคลื่อนให้เกิดผลในวงกว้างจริง ความร่วมมือกันของคนทั้งองค์กรเป็นเรื่องสำคัญ

โชคดีที่พนักงานปัจจุบันของ ปตท. มีความสนใจและพร้อมช่วยเหลือเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ภารกิจนี้จึงไม่ยากเกินเอื้อมไปนัก 

“เราสังเกตเห็นว่าคนในองค์กรมีใจช่วยเหลือสังคมและจิตสาธารณะอยู่แล้ว จากการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่ผ่านมา แต่อาจมีข้อจำกัดบ้าง เช่น งานเยอะ ไม่มีเวลา แต่ถ้าว่างเมื่อไรก็สนใจที่จะทำ สิ่งที่ทีมเราทำได้ คือการออกแบบและอำนวยความสะดวกให้เขามีโอกาสเข้าถึงกิจกรรมเหล่านี้มากขึ้น” คุณดวงพรกล่าว การสร้างพื้นที่ให้เข้าถึงง่ายและหลากหลาย จะช่วยให้คนในองค์กรได้ช่วยเหลือตามความถนัดและเหมาะสม

นอกจากผลักดันการทำงานเพื่อสังคมรอบข้างแล้ว สิ่งสำคัญไม่แพ้กันที่ต้องทำในการบริหารองค์กรที่ดี คือการกำกับดูแลธรรมาภิบาลขององค์กร ให้ปฏิบัติตามข้อบังคับอย่างถูกต้องเหมาะสม ซึ่งเป็นหนึ่งในหน้าที่สำคัญที่คุณดวงพรต้องดูแลด้วยเช่นกัน

ถ้าภายนอกดูดี แต่ภายในมีข้อขัดข้อง ก็คงไม่ใช่เรื่องดีเท่าไรนัก

“เราต้องดูให้กระบวนการทำงานตั้งแต่หน้างานจนถึงระดับผู้บริหารมีประสิทธิภาพ และไม่เกิดช่องว่างให้คนทุจริต ต้องมีการตรวจสอบกันและกันในกระบวนการตัดสินใจทั้งหมด เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด” คุณดวงพรเล่าถึงหน้าที่อีกส่วนที่สำคัญไม่แพ้กัน เพื่อให้ ปตท. เป็นบริษัทที่รับผิดชอบต่อสังคม

ความท้าทายคือ ปตท. เป็นรัฐวิสาหกิจซึ่งยังอยู่ภายใต้ระเบียบราชการบางส่วน เดิมมีวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่ค่อยกล้าทำในสิ่งที่แตกต่าง แต่เมื่อโลกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว มีการแข่งขันสูง ปตท. ต้องหาวิธีปรับปรุงกระบวนการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยยังรักษาธรรมาภิบาลไว้ครบถ้วน เปิดพื้นที่ให้คนได้ทดลองเสี่ยงหรือทำอะไรที่นอกกรอบเดิมมากขึ้น บนกระบวนการทำงานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน

ถือเป็นโจทย์สำคัญที่ผู้บริหารหญิงคนนี้ต้องทำงาน เพื่อขับเคลื่อนให้ ปตท. ดูแลผู้คนรอบข้างทั้งภายนอกและภายในองค์กรได้อย่างสมบูรณ์

แต่อย่างน้อย เราพอจะวางใจได้ว่า ปตท. จะคำนึงถึงสิ่งนี้อยู่ในกระบวนการของธุรกิจตลอดเวลา

Future and Beyond

ในอนาคต ปตท. ตั้งเป้าไว้ว่า จะไม่ได้เป็นเพียงธุรกิจพลังงานอย่างที่หลายคนคุ้นเคย แต่ครอบคลุมไปถึงธุรกิจด้านไลฟ์สไตล์ที่เข้าถึงผู้บริโภคหลากหลายมากขึ้น ทำให้หน่วยงานที่ดูแลกำกับดูแลองค์กรและกิจการสัมพันธ์ต้องพร้อมปรับตัวให้สอดคล้องกับธุรกิจ โดยไม่หลงลืมที่จะสร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมถึงคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสังคมอย่างรอบด้านมากกว่าเดิมด้วย

ประเทศไทยยังมีปัญหาอีกหลายมิติที่ต้องได้รับการพัฒนา องค์กรขนาดใหญ่ที่มีทรัพยากรถือเป็นอีกหนึ่งผู้เล่นสำคัญที่สามารถช่วยเหลือและรับผิดชอบต่อสังคม น่าติดตามว่าก้าวเดินต่อไปของ ปตท. และองค์กรขนาดใหญ่อีกหลายแห่ง จะมีทิศทางการดูแลส่วนรวมร่วมกันอย่างไร

ถ้าทุกคนทำงานอย่างมีธรรมาภิบาลและช่วยเหลือกัน เราจะรีสตาร์ทกลับคืนสู่สภาวะปกติได้ในเร็ววันนี้ และสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ในอนาคตได้ร่วมกัน

ทิศทางการขับเคลื่อนสังคมของ ปตท. ธุรกิจพลังงานที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมดูแล People และ Planet ร่วมกับชุมชน

ขอบคุณภาพบางส่วนจาก ปตท.

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load