พ.ศ. 2556 ละคร สุภาพบุรุษจุฑาเทพ ดังไกลจนประเทศจีนซื้อลิขสิทธิ์ไปฉาย ทำสาวจีนกรี๊ดแตก กลายเป็นคุณชายจุฑาเทพฟีเวอร์กันทั่วโซเชียล และในไทยเองก็ดังขนาดที่ตรวจสอบข้อมูลทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2556 (หลังละครออนแอร์) พบว่ามีการตั้งชื่อเด็กเกิดใหม่ตามชื่อของคุณชายตัวละครเอกทั้งห้ากว่า 1,000 คน 

พ.ศ. 2558 ละคร หนึ่งในทรวง เรตติ้งดีข้ามประเทศ ไปไกลถึงประเทศจีนเจ้าเดิม อาหมวยอาตี๋อินจัด ตั้งทีม 3 ทีมแปลซับจีนกันวันต่อวัน ซึ่งถือว่าไวที่สุด กระทั่งมีกระทู้ 心的唯一 (ซินเตอเหวยอี-ชื่อละคร หนึ่งในทรวง ภาษาจีน) ใน Baidu Tieba แอปพลิเคชันสังคมออนไลน์ขนาดใหญ่อันดับต้นๆ ของจีน พูดคุยเรื่องคุณหนึ่งกับปุ้มโดยเฉพาะ

พ.ศ. 2559 ละคร ปดิวรัดา ที่เจอกระแสแอนตี้ตั้งแต่ยังไม่เปิดกล้อง ถูกมองว่าเป็นแค่ละครสนองแฟนคลับคู่จิ้น ‘จิราณี’ เท่านั้น สุดท้าย ปลัดศรัณย์และริน ระพี ก็ลบคำครหา พา ปดิวรัดา ละครที่สอดแทรกแง่คิดคำคม ไต่ลำดับความแรงจนประเทศกัมพูชาขอซื้อลิขสิทธิ์ไปฉาย 

พ.ศ. 2561 ละคร หนึ่งด้าวฟ้าเดียว ละครพีเรียดที่ออนแอร์ต่อติด บุพเพสันนิวาส ละครแห่ง พ.ศ. ที่สร้างกระแสแม่นายไปทั่วประเทศ เปิดตัวด้วย #หนึ่งด้าวฟ้าเดียว ติดอันดับหนึ่งเทรนด์ทวิตเตอร์กรุงเทพมหานคร และกระชากกระแสพุ่งเหนือแม่นายด้วยเรตติ้งตอนแรก กรุงเทพมหานคร 7.2 ทั่วประเทศ 4.8 

เจมส์ จิรายุ จากคุณชายวัย 19 ผู้ไม่รู้อะไรเลย สู่วัย 26 ที่รู้ว่าจะไม่หยุดพัฒนาตัวเอง

พ.ศ. 2562 ละคร กรงกรรม ละครน้ำดีที่ทำให้นักแสดงหลายคนได้พลิกบทบาท แม้เปิดตอนแรกมาด้วยเรตติ้ง 3.167 แต่ กรงกรรม ตอน 17 เรตติ้งกลับพุ่งทะยานทั่วประเทศถึง 8.9 และกรุงเทพมหานคร 12.5 เกิดเป็นกระแส #กรงกรรมep16 #กรงกรรมep17 ติดเทรนด์ทวิตเตอร์อันดับ 2 ของโลก

พ.ศ. นี้ ละคร เล่ห์บรรพกาล เป็นกระแสติดเทรนด์อันดับ 1 ทวิตเตอร์ทุกวันที่ออกอากาศ และเป็นละครอีกเรื่องที่ดังข้ามประเทศ จน VieOn (OTT) แพลตฟอร์มละครออนไลน์ของเวียดนามซื้อลิขสิทธิ์ไปออกอากาศพร้อมไทย 

ถ้าอ่านไวๆ นี่อาจเป็นลิสต์ความสำเร็จของละครช่อง 3

ถ้าอ่านดีๆ นี่เป็นเส้นทางชีวิตของใครคนหนึ่ง ตัวละครลับของลิสต์ด้านบนที่เป็นตัวละครหลักของละครแทบทุกเรื่องที่ว่ามา คือ เจมส์-จิรายุ ตั้งศรีสุข นักแสดงหนุ่มที่ตอนอายุ 19 ประเดิมวงการบันเทิงด้วยบทบาทคุณชาย พระเอก 1 ใน 5 ตอนของ 5 สิงห์จุฑาเทพ ซึ่งตอนนั้นเขายัง “งง” กับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบตัว แต่ก็ผ่านมาได้ด้วยตัวช่วยที่ชื่อ ‘ความพยายาม’ จนเกิดผลลัพธ์แบบ (โปรดเลื่อนขึ้นไปบรรทัดที่ 1) 

เจมส์ จิรายุ ตั้งศรีสุข จากคุณชายวัย 19 ผู้ไม่รู้อะไรเลย สู่วัย 26 ที่รู้ว่าจะไม่หยุดพัฒนาตัวเอง

วันนี้ เจมส์จิ (ขออนุญาตเรียกชื่อนิยม) อายุ 26 อยู่ในวงการบันเทิงมา 7 ปี ตัวเลขนี้ไม่มาก ไม่น้อย แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ การยืนระยะมาเท่านี้โดยกราฟไม่ตก แม้ไม่ใช่หมอดูดวงชะตา ก็พอบอกได้ว่ากราฟชีวิตในฐานะนักแสดงของเขาพุ่งขึ้นตั้งแต่เป็นคุณชายพุฒิภัทร ส่วนแฟนละครก็อาจบอกได้ว่าฝีไม้ลายมือจากเรื่องแรกถึงเรื่องปัจจุบันเติบโตขึ้นจนไร้แววเด็กหนุ่มอายุ 19 เมื่อ 7 ปีก่อน 

ตอนได้เป็นพระเอกละครเรื่องแรกเขาเรียกมันว่า ‘ความบังเอิญ’ เวลาผ่านไป เขาเรียกมันว่า ‘โอกาส’ 

หน้าจอ เขาเป็น ‘นักแสดง’ หลังจอ เขาเป็น ‘ผู้กำกับ’ ที่กำกับกำหนดชีวิตตัวเองบนเส้นทางที่เขาใช้เวลาตลอดชีวิตในวงการบันเทิงค้นหา จนพบหนทางของเขาเอง

ผู้กำกับคนนี้คว้าโอกาสที่ว่า ใช้การเรียนรู้พัฒนาตัวเองในทุกวัน ผลิตงานคุณภาพทุกชิ้น ออกสู่สายตาผู้ชมทุกคน เบื้องหลังกองถ่ายชีวิตของเขาเป็นแบบไหน

3

2

ไม่ต้องแอ็คชั่น!

เจมส์ จิรายุ ตั้งศรีสุข จากคุณชายวัย 19 ผู้ไม่รู้อะไรเลย สู่วัย 26 ที่รู้ว่าจะไม่หยุดพัฒนาตัวเอง

How to be Super Rookie

“เด็กชายจิรายุไม่ได้มีอะไรวิเศษวิโสเลย เป็นเด็กติดเกมครับ เล่มเกมทั้งวันทั้งคืน” นายจิรายุเล่าย้อนอดีต ไม่ไกลเท่า เล่ห์บรรพกาล สักอนุบาล 3 เห็นจะได้

“ครอบครัวผมเลี้ยงมาแบบไม่เคร่งครัดอะไรมากนัก เป็นครอบครัวที่ชิลล์มาก อยากทำอะไรก็ทำ แต่มีอย่างเดียวที่โดนบังคับคือต้องนอนก่อนสี่ทุ่ม ผมนอนกับพ่อแม่จนถึงมอหก เพราะว่าที่บ้านมีแอร์เครื่องเดียว ถ้าเกิดผมอยากจะเล่นเกม ผมต้องตื่นเช้ามาเล่นก่อนไปโรงเรียน แล้วกลับมาก็เล่นต่อ เป็นชีวิตเด็กติดเกมที่มึงจะติดอะไรนักหนา”

แล้วความฝันของเด็กติดเกมคนนั้นคืออะไร-เราถาม

“วิศวกรคอมพิวเตอร์”

ไม่น่าถาม

“ผมเริ่มประกอบคอมตอนปอหก ศึกษาภาษาซี การทำเว็บ เริ่มรู้จัก Google AdSense อ่านหนังสือช่างคอม ผมสมัยเด็กมีความชอบแหละ แต่ไม่ได้ทะเยอทะยานจนบรรลุเป้าหมายขนาดเล่นจนเป็นเกมเมอร์ มันไม่ถึงขนาดนั้น ผมเล่นไปแล้วก็แพ้ แพ้แล้วทำไงดีวะ หัวร้อน เลยเปิดเซิร์ฟเวอร์แฮ็กเองที่บ้าน แฮ็กเสกของในเกมมาสู้กับคนอื่น”

แล้วเด็กติดเกมคนนั้นมาเป็นคุณชายพุฒิภัทรได้ยังไง-เราคิด

“ผมเรียกว่าเป็นความบังเอิญครับ”

เจมส์ จิรายุ ตั้งศรีสุข จากคุณชายวัย 19 ผู้ไม่รู้อะไรเลย สู่วัย 26 ที่รู้ว่าจะไม่หยุดพัฒนาตัวเอง

ทั้งการเข้ากรุงเทพฯ และบทพระเอก เป็นการจับพลัดจับผลู เจมส์จิอาจบอกอย่างนั้น

แต่ในสายตานักเจียระไนเพชรอย่าง ปิ๊ก-ฌาณฉลาด ทวีทรัพย์ คนที่พาเจมส์จิเข้าวงการ เขาเห็นประกายแสงแรกของเพชรเม็ดนี้จากเพียงแวบแรกที่เห็นรูปโปรไฟล์เฟซบุ๊ก เหลี่ยมแรก มีหน้าตาเป็นทรัพย์ เหลี่ยมที่สอง เป็นเด็กอายุ 18 ที่สูง 184 ซม. เหลี่ยมที่สาม ร่างกายกำยำมีกล้ามเนื้อเพราะออกกำลังกาย เหลี่ยมที่สี่ นอกจากพิมพ์พระเอก ฌาณฉลาดเติบโตมากับยุคสื่อละครวิทยุที่เสียงนำภาพ ไม่เพียงดู เขาฟังเด็กหนุ่ม เจมส์จิมีเสียงของพระเอก 

ว่ากันว่า หากเพชรเหลี่ยมไม่สวยก็จะไม่เล่นไฟ และเด็กหนุ่มคนนี้ประกอบด้วยเหลี่ยมมุมและความเป็นไปได้ที่จะล้อแสงสปอตไลต์ของวงการ มากพอที่จะเรียกว่าเพชรน้ำหนึ่ง

คุณสมบัติเหล่านี้ไม่ใกล้เคียงกับนิยามของคำว่า Fluke หรอก-เสียงค้านดังขึ้นในใจเรา

ฌาณฉลาดปั้นดารายุค 90 มาแล้วหลายคน ทั้งปิ๊บ-รวิชญ์ เทิดวงศ์, จ๊อบ-นิธิ สมุทรโคจร, วุ้นเส้น-วิริฒิพา ภักดีประสงค์, ดอน ธีระธาดา, วิกกี้-สุนิสา เจทท์ และขวัญ-อุษามณี ไวทยานนท์ เขาลาวงการสู่เส้นทางข้าราชการการเมือง กินเวลา 8 ปี แล้วหวนสู่เส้นทางสายดาวนี้อีกครั้งในยุคที่สื่อในยุคก่อนหน้าพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ เข้าสู่ยุคของทีวีดิจิทัลและโซเชียลมีเดีย

เจมส์จิคือ Prototype ของเขาและของยุค

 

ความฝันของเด็กชายจิรายุหล่นหายไปช่วงซัมเมอร์ ม.6 รู้ตัวอีกทีเขาก็ตอบรับคำชวนจากพิจิตรเข้ากรุงเทพฯ รู้ตัวอีกหนเขาก็ได้ไปแคสต์และรับบทคุณชายหมอแห่งวังจุฑาเทพ 

“เป็นเด็กใหม่เพิ่งย้ายโรงเรียนต้องทำการบ้านหนักแค่ไหน”

“ผมเตรียมตัวน้อยมาก อยู่ดีๆ ก็ได้รับเล่น แล้วโปรดักชันทุกอย่างมันพร้อมหมด ต้องถ่ายเลย ตอนนั้นป้าแจ๋วส่งผมไปเรียนไปเรียนกับครูเงาะทั้งหมดห้าวัน

“หมายถึงห้าชั่วโมงนะครับ ไปเรียนวันละชั่วโมง” 

ดูเหมือนว่าวิญญาณแฮ็กเกอร์ในตัวเด็กชายจิรายุจะยังไม่หายไปไหน เด็กอายุ 19 เพิ่งเคยได้รับบทพระเอก ไม่สิ ต้องเรียกว่าเพิ่งเคยเล่นละคร เรียนการแสดงเพียง 5 ชั่วโมงก่อนจะเข้าฉาก ซึ่งผลการเรียนก็ดีเด่นเกินจากเวลาเพียง 5 ชั่วโมงนั้นไปไกลโข (โปรดเลื่อนขึ้นไปบรรทัดที่ 1 อีกครั้ง) 

เราจินตนาการตามว่าเขาคงกดดันไม่น้อย

แต่…

“ตอนนั้นไม่รู้ว่าความกดดันเป็นยังไง เรายังไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาพูดกันว่าโปรเจกต์นี้มันยิ่งใหญ่มากนะมันเป็นยังไง เพราะเป็นละครฉลองวาระครบรอบสี่สิบสองปีช่องสาม แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเจอตอนอยู่หน้าเซ็ตคือตื่นเต้นมาก นึกภาพว่าผมเป็นเด็กต่างจังหวัด ได้เข้ามากรุงเทพฯ แล้วคนที่เราเคยเห็นเขาในทีวียืนอยู่ตรงหน้าพูดบทกับเรา สภาพผมตอนนั้นคือเหงื่อแตกพลั่ก ประโยค ‘ได้ครับ อย่างนั้นเดี๋ยวเราไปทางนั้นกัน’ แค่นี้ผมยังพูดไม่ได้เลย ผมพูดเป็น ได้ครับ @#$%&*”

“ตอนถ่ายทำคุณพูดผิดเบอร์ไหนหรอ” 

“อู๊ย เกือบทุกประโยค” เขาส่งท้ายประโยคด้วยเสียงหัวเราะ

เจมส์ จิรายุ ตั้งศรีสุข จากคุณชายวัย 19 ผู้ไม่รู้อะไรเลย สู่วัย 26 ที่รู้ว่าจะไม่หยุดพัฒนาตัวเอง

How to be a Learner

ขอยึดรีโมต กดเปลี่ยนช่องจากคอเมดี้มาดราม่า

“การเข้าวงการบันเทิงตั้งแต่อายุน้อย ทำให้คุณสูญเสียอะไรในชีวิตไปมั้ย”

“ผมไม่ได้มองว่ามันเป็นการสูญเสีย แต่มองว่ามันเป็นความสนุกอีกแบบหนึ่ง” เขาว่า

“ผมได้เรียนรู้จากละครเรื่องแรก กับผู้กำกับ ทีมงาน นักแสดงรุ่นพี่ นักแสดงผู้ใหญ่ทุกคน ผู้ช่วยคนหนึ่งของพี่แหม่ม ธิติมา และป้าแจ๋ว เขารู้ว่าไอ้นี่แม่งใหม่มาก พูดบทยังไม่ได้เลย ทุกวันที่กองถ่ายเว้นว่าง ไม่มีถ่าย เขาก็จะเรียก เจมส์มึงมานี่เลย แล้วก็มานั่งต่อบทกัน เอาให้จำให้ได้  

“การแสดงป้าแจ๋วเขาก็จะค่อนข้างเขี้ยวหน่อย เขาชำนาญการปั้นเด็กใหม่ รู้ว่าจะต้องทำยังไง เขาสอนวิธีคิดว่า มึงต้องคิดอย่างนี้ รู้สึกอย่างนี้ ในฉากฉากนี้ ไม่ใช่เอาแต่พูดบทออกไป มึงต้องคิดว่ามึงจะไปช่วยเขา มึงต้องทำยังไง ผมโดนป้าแจ๋วด่า ป้าแจ๋วตี เกือบทุกวัน”

วิธีออกแบบตัวละครของเจมส์จิเป็นยังไง-ผู้ (นิยม) ชม (ชอบ) หน้าจออย่างเราถาม

“คุยกับผู้กำกับ ถามเขาเลยว่าภาพที่อยู่ในหัวเขามันเป็นยังไง อย่างเรื่อง เล่ห์บรรพกาล ตัวละครยุค ร.5 จะเป็นคนที่ค่อนข้างจริงจังกับงานมากๆ แต่จะมีมุมอ่อนหวานเรื่องความรักกับแม่ดวงแข แล้วตัวเมื่อพันปีที่แล้วก็จะเป็นจอมเวทย์ ดูนิ่งๆ ไม่หวือหวาเรื่องอื่นๆ ส่วนคนปัจจุบันก็เป็นคนที่ดูกากที่สุดเลย ผมก็มาหาจุดของแต่ละตัวละคร เช่นคาแรกเตอร์ที่ชัดเจน อย่างตัวละครแรก ตัวปัจจุบัน จะพูดเร็วๆ หน่อย พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง ดูเป็นเป็นคนลูกเล่นแพรวพราว คนยุค ร.5 ก็จะพูดช้าลง คนพันปีที่แล้วจะพูดเนิบที่สุด รวมถึงวิธีการเดิน วิธีการยืน

“อาชีพนักแสดงเราจะต้องเชื่อว่าเราจะแสดงได้ และเราออกแบบการแสดงได้”

ก้าวแรกในวงการบันเทิงของเจมส์จิอาจเป็นเพราะ ‘ความบังเอิญ’ แต่เมื่อก้าวเองจนหยัดยืนได้อย่างมั่นคง เขาใช้ ‘การเรียนรู้’ สร้างมันให้เป็น ‘โอกาส’ ในชีวิต

ดาราในยุคก่อนอาจฉายแสงด้วยรูปกาย แต่ดารายุคดิจิทัล อย่างน้อยก็เจมส์จิ กดสูตร ‘ไอดอล’ ภายใต้คู่มือที่เรียกว่า Artist Management โดยมีผู้จัดการส่วนตัวเป็น Creative Group Head สร้าง Strategy ที่ทำให้เขาเป็นได้มากกว่านักแสดง คือเทรนเด็กให้เป็นนักแสดงแล้วเพิ่มทักษะด้านการพัฒนาบุคลิกภาพ 

แน่นอนว่าคนยังเลือกดูหนัง ละคร แต่ในชีวิตจริง หากได้ชื่อศิลปินต้องเอนเตอร์เทนได้ มีเอ็มวีให้คนดู มีเพลงให้คนฟัง มีเอ็กซ์คลูซีฟทริป มีคอนเสิร์ต ฯลฯ เท่าที่ช่องทางจะอำนวย

ยุคสมัยที่เจมส์จิเพิ่งก้าวสู่วงการบันเทิง เป็นยุคเดียวกับที่ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ถือกำเนิด ภาพในจอแก้วจึงไม่เพียงพออีกต่อไป ในระหว่างที่รอละครออกอากาศช่วง 3 ทุ่มถึง 4 ทุ่มจึงต้องมีอะไรให้ผู้ชมติดตามดูได้บ้าง จึงเป็นที่มาของคุณสมบัติซูเปอร์สตาร์ คือร้อง เต้น เล่นดนตรี

“ผมไปเทรนสองประเทศ คือเกาหลีใต้ แล้วก็ญี่ปุ่น เพราะผู้จัดการอยากให้ในปีหนึ่งผมได้ไปค้นหาอะไรใหม่ๆ ลองศึกษาโลกอื่นๆ บ้าง

“ที่ญี่ปุ่นผมมีโอกาสเล่นซีรีส์ ทำเพลงญี่ปุ่นสองเพลง และไลฟ์โชว์ ผมได้เห็นว่าเขาเป็นประเทศที่เตรียมตัวกันดีมากๆ การเตรียมตัวเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับคนญี่ปุ่นเลย ตรงต่อเวลา เตรียมงานเป๊ะมาก ละครไทยจะมีเปิดหัว ไดอะล็อก ปิดท้าย แต่ของญี่ปุ่นเขาจะเขียนไบเบิลของเขา จดว่าซีนนี้ต้องถ่ายยังไง มุมกล้องยังไง แล้วมันต้องเล่นยังไง รับแคบรับอะไร เขียนไว้ทั้งหมดแล้ว ละเอียดมาก 

เจมส์ จิรายุ ตั้งศรีสุข จากคุณชายวัย 19 ผู้ไม่รู้อะไรเลย สู่วัย 26 ที่รู้ว่าจะไม่หยุดพัฒนาตัวเอง

“ส่วนเกาหลีใต้อุตสาหกรรมบันเทิงเขาแข่งขันกันสูงมาก ผมได้เห็นเนื้อในของเขาว่าพยายามกันขนาดไหน อย่างลิซ่า BLACKPINK กว่าจะออกมาได้นี่ผมว่ามาจากเป็นพันคนที่เรียน มันจะมีการสอบ และมีคนสอบไม่ผ่าน โดยการตัดสินของผู้บริหาร คนที่ดูแลการฝึก ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าฝึกมานานแค่ไหน ถ้าคุณไม่พัฒนา ถ้าคุณไม่ดีขึ้น เขาเชิญออกเลย”

โลกใบอื่นที่ว่าเปลี่ยนโลกคุณไหม-เราสงสัย

“มันหล่อหลอมให้เห็นว่าการทำงานมีหลายแง่มุม ทำให้ผมอยากพัฒนาตัวเอง ผมรู้สึกว่ามันเป็นรากฐานสำคัญ พอตัวเองดีขึ้น ทุกอย่างจากวงเล็กๆ มันจะกว้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ครอบครัว สังคม

“ผมได้ทำงาน เจอคนเยอะ มีโอกาสเห็นมุมมองใหม่ๆ ของชีวิต และเมื่อสามสี่ปีที่แล้ว ตอนเริ่มรู้ตัวแล้วว่าฉันยังไม่รู้อะไรเลยนะ สิ่งที่ฉันรู้มันแค่หางอึ่งเท่านั้นเอง เป็นจุดเปลี่ยนหนึ่งที่สำคัญ เพราะเริ่มรู้แล้วว่าสิ่งที่ผมเคยเจอมันไม่ใช่นะ หลังจากนั้นเลยได้เห็น ได้ศึกษา อะไรมากขึ้น ที่ผมมีไอเดียเรื่อง Self Improvement ก็มาจากตอนนี้ด้วยเหมือนกัน”

เหตุผลที่เจมส์จิไปเทรนแต่ละครั้ง เพราะโลกออนไลน์นั้นไม่แน่นอน วันนี้คนอาจชอบคุณ พรุ่งนี้คนอาจไม่ชอบแล้ว เพราะมีดาวดวงใหม่เกิดขึ้นทุกวัน วิธีที่จะทำให้คนรักและคิดถึงเจมส์จิ จึงเป็นการการเอาหัวใจไปฝากไว้สักที่หนึ่ง ให้คนดูได้คิดถึง สร้างงานใหม่ๆ แล้วค่อยบินกลับมาเมืองไทย มากไปกว่านั้น คือให้ศิลปินได้เรียนรู้ที่จะเป็นตัวจริง 

จากเด็กที่เคยเต้นแต่ลีลาศ เล่นกีตาร์ก็เรียนผ่านยูทูบ ร้องเพลงก็ร้องแบบอยากจะร้องก็ร้องไป ชั่วเวลาไม่กี่เดือนในโลกอีกใบ เขาบ่มเพาะตัวเอง กลายเป็นคนต้นแบบของเด็กรุ่นใหม่ที่มุ่งหวังจะมีความสำเร็จ หรือที่เรียกว่า ‘ไอดอล’

เคล็ดลับอีกข้อคืออะไรรู้มั้ย 

…เพราะตัวละครที่เขาสวมบทบาท 

อย่างคุณชายหมอใน สุภาพบุรุษจุฑาเทพ และปลัดศรัณย์ใน ปดิวรัดา คุณชายหมอนำเสนอเรื่องการรักษาผู้ป่วยอย่างเท่าเทียม ปลัดศรัณย์เป็นข้าราชการตงฉินผู้ไม่เคยคอร์รัปชัน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นไอดอลในรูปแบบหนึ่ง เจมส์จิจึงมีฐานแฟนคลับเป็นผู้ใหญ่ ที่รักเขาแล้วก็รักเลย ไม่วิ่งหนีไปสู่กระแสใหม่ๆ

แต่ชีวิตคนเราคงไม่ได้มีแค่โชค ต้องมีอุปสรรคมาทดสอบกันบ้าง ถ้าสำหรับ เจมส์ จิรายุ อาจจะเป็นความหน้าตาดีรึเปล่า

“ผมเชื่อว่าการที่เราทำอะไรสักอย่างดีแล้ว คนจะยอมรับเองโดยไม่มองเรื่องหน้าตา 

“แต่มีสิ่งหนึ่งที่ติดในใจคือ ตอนนี้ผมยังทำได้ไม่ดีนักอย่างที่คิดไว้ตามไม้บรรทัดของผม”

ที่สุดปลายไม้บรรทัดของ เจมส์ จิรายุ มันระบุว่าอะไรกันนะ

“ผมอยากเป็นคนทำงานศิลปะ แค่นั้นเองครับ ผมไม่แน่ใจนะว่านักแสดงคนอื่นเป็นยังไง หรือคนภายนอกมองกลับมายังไง แต่ในความรู้สึกของผม ผมอยากเป็นแค่คนทำงานศิลปะแต่ละชิ้นให้ดีมากๆ ซึ่งงานศิลปะหลักๆ ในวงการบันเทิงมีอยู่ประมาณสามอย่างที่ฝันไว้ คือหนึ่ง เล่นทุกเรื่องคนก็เชื่อไปตามคาแรกเตอร์ ตามสถานการณ์ ที่ผมเล่น ได้ฟีดแบ็กที่ดี คนดูได้แง่คิด สอง ดนตรี อันนี้เป็นความฝันของผมตั้งแต่ตอนเด็กๆ สาม ผมอยากเป็นสายเอ็น สร้างความบันเทิง สร้างความสุข ให้ผู้คนได้” 

ตอนอายุ 19 เขาเผลอทำความฝันหนึ่งในวัยเด็กหล่นหาย แต่ระหว่างทาง เขาพบเจอความฝันครั้งใหม่ในวัย 26 คือการเป็น ‘ศิลปิน’ ผู้สร้าง ‘งานศิลปะ’ และเหมือนครั้งนี้เขาจะมุ่งมั่นบรรจงทำมันสุดฝีมือ

พิสูจน์จากละครทุกเรื่องที่ดังเปรี้ยงปร้าง มีกิจกรรมตามติดชีวิตเจมส์จิ 24 ชั่วโมง มีสติกเกอร์ไลน์ และถึงขั้นทำโยเกิร์ตขาดตลาดมาแล้ว 

“ใช่ๆ อาทิตย์แรกขายได้ล้านถ้วยมั้งครับ”

“แปลว่าคุณประสบความสำเร็จรึยัง”

“คงประสบความสำเร็จในจุดใดจุดหนึ่งแหละ แต่มันยังไม่ประสบความสำเร็จตามสิ่งที่อยู่ในใจผม ในนิยามของคนที่มองมามันก็คงชัดเจนว่า หนึ่งคือ ดัง สอง ขายของให้เขาได้ ก็ได้รับตังค์พรีเซ็นเตอร์ไป แต่มันก็ยังไม่ประสบความสำเร็จตามสามข้อนั้น”

เราขอให้เขายกแผ่นป้ายให้คะแนนตัวเอง

“ผมว่าน่าจะหกอะ”

“กะให้เต็มสิบเมื่อไหร่” 

เขาเก็บแผ่นป้ายแล้วตอบทันที

“ต้องไม่เกินสองปีนี้ สองปีมาสี่ปีแล้ว” เราแอบได้ยินเสียงหัวเราะของคุณกรรมการจากปลายสาย

เจมส์ จิรายุ ตั้งศรีสุข จากคุณชายวัย 19 ผู้ไม่รู้อะไรเลย สู่วัย 26 ที่รู้ว่าจะไม่หยุดพัฒนาตัวเอง

How to be an Artist

คุณเรียกละครว่าเป็นงานศิลปะ-เราทัก

“ผมว่ามันเป็นสิ่งที่สมมติขึ้นมาครับ เกิดจากจินตนาการของการทำงานร่วมของบทประพันธ์ คนเขียนบท นักแสดง ทีมงาน แล้วสร้างเป็นงานชิ้นหนึ่งขึ้นมา ซึ่งมันให้ความเพลิดเพลินหรือให้แง่คิดอะไรบางอย่างกับคนดู คล้ายงานศิลปะ”

ละครไม่ใช่แค่เอนเตอร์เทนเมนต์-เราทาย

“ใช่ ตอนทำงานกับพี่อ๊อฟในเรื่อง กรงกรรม ผมได้เรียนรู้ว่าทำไมพี่อ๊อฟถึงทำ กรงกรรม วันแรกเขาบอกว่า นายยื่นบทมา บอกให้ทำเรื่องนี้ พอทำไปทำมาผมถึงได้แง่คิดมากขึ้นว่า เพราะ กรงกรรม เป็นเรื่องที่สอนคนเยอะมากในแง่มุมต่างๆ แล้วแต่ว่าคนจะมองเห็นมุมไหน เพราะประสบการณ์แต่ละคนไม่เหมือนกัน ประสบการณ์ร่วมกับละครมันแล้วแต่บุคคล วิธีการของพี่อ๊อฟคือให้ความบันเทิงแปดสิบเปอร์เซ็นต์ ให้ความรู้ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ให้ความรู้ไปเยอะ คนจะไม่ใส่ใจ แต่ถ้าให้ความสนุกไปก่อนแล้วอิงความรู้ คนจะรู้สึกกับสิ่งนั้นมากขึ้น”

เจมส์ จิรายุ ตั้งศรีสุข จากคุณชายวัย 19 ผู้ไม่รู้อะไรเลย สู่วัย 26 ที่รู้ว่าจะไม่หยุดพัฒนาตัวเอง

“จากละครเรื่องแรกถึงเรื่องปัจจุบัน เจมส์จิเข้าใจอะไรมากขึ้นอีก” 

เราสวมบทนักสืบ สืบเรื่องคุณชายหมอ ถึงราวิ ขุนอุทัยโยธิน และเพลิงฟ้า 

“ในทางการแสดง ตอน คุณชายพุฒิภัทร แค่จำบทให้ได้ก็เป็นบุญหัวผมแล้ว แต่พอ เล่ห์บรรพกาล ผมมีไอเดียมากขึ้น ดีไซน์ตัวละครว่าจะเล่นในมุมไหนได้บ้าง เข้าใจบทมากขึ้น เข้าใจซีนมากขึ้น เราต้องยืนตำแหน่งไหน เราต้องเล่นให้ไม่เด่นกว่าใคร

“ในทางความคิด แรกๆ ผมอาจไม่รู้เรื่องว่าเราทำสิ่งนั้นเพื่ออะไร เราทำสิ่งนั้นไปทำไม จุดแรกคือ ไม่รู้หรอก มีหน้าที่ทำก็ทำตามนั้น จุดที่สอง เอ๊ย หรือว่าเราทำอย่างอื่นได้วะ แต่ก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าเราจะทำอะไร เราจะมีทางใหม่ๆ มั้ย ค้นหาไปเรื่อยๆ และจุดที่สามก็คือ พอเราเริ่มรู้แล้วว่าเราอยากจะทำอะไร เราก็แค่มุ่งเป้าไป พยายามทำมันในทุกๆ วันเพื่อให้มันสำเร็จ ซึ่งตอนนี้ผมอยู่ในจุดสุดท้าย แค่รอชนะตัวเองเพื่อไปถึงจุดนั้นให้ได้”

ใครเป็นแฟนพันธุ์เจมส์จิต้องรู้แน่ว่าเขาทั้งเล่นละคร เล่นหนัง ถ่ายแบบ ร้องเพลงประกอบละคร เล่นคอนเสิร์ต เป็นพิธีกรรายการ เป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้า เป็นทูตสันถวไมตรี มาหมดแล้ว… 

มีอะไรที่คุณยังไม่เคยทำและอยากทำมากๆ อีก-เราถาม

“ผมอินกับคนแต่งเพลง เช่น พี่บอย โกสิยพงษ์, พี่สิงโต, พี่แสตมป์, THE TOYS, พี่รัฐ TATTOO COLOUR, The Parkinson, พี่หนึ่ง ETC. และมีความฝันว่าวันหนึ่งจะแต่งเพลงได้นะ ผมอยากจะสื่อสารอะไรบางอย่างออกไปจากไอเดียตัวเอง รู้สึกว่ามันคงแฮปปี้ดี 

“ครั้งแรกในชีวิตที่ผมอยากแต่งเพลงเพราะมีโอกาสเจอพี่บอยโก ผมถามเขาว่า พี่บอยครับแต่งเพลงยังไงหรอครับ ผมอยากแต่งเพลงเป็น เขาบอกว่า ต้องหยิบกีตาร์ขึ้นมาเล่นสักทีหนึ่ง แล้วหาเรื่องแต่งไปเรื่อยๆ สมัยก่อนพี่แต่งเพลงด้วยการเปิดหนังสือพิมพ์ จิ้มไปสักคอลัมน์หนึ่ง อาจจะเป็นเรื่องธุรกิจ ข่าวอาชญากรรม ข่าวกีฬา แล้วเอาไปตีความ ตีความเสร็จก็แต่ง แล้วก็ลองไปดูเนื้อเพลงของแต่ละคน เพราะแต่ละคนจะมีสไตล์ต่างกัน เขาก็ให้ไปศึกษา”

“หลงใหลสิ่งนี้แค่ไหน”

“จากเต็มสิบนี่น่าจะแปดเก้าเลย”

ดนตรีเป็นหนึ่งในความฝันของเด็กชายจิรายุที่เขาไม่เคยหลงลืม ทุกวันนี้เขายังคงพัฒนาขีดความสามารถของตัวเอง นอกจากใช้วิธีถามเอาจากผู้รู้ ก็เรียนร้องเพลงกับครูผู้เชี่ยวชาญ

“ผมเป็นเด็กขี้เสือกครับ เหมือนต้องหาสูตรโกงตลอดเวลาว่าจะต้องทำยังไงให้มันดีที่สุดได้ ผมรู้สึกว่าถ้าเราจะทำอะไรสักอย่างเบสิกเป็นสิ่งสำคัญที่สุด”

How to be James Jirayu

“เป็นคนที่สร้างงานศิลปะ สร้างรอยยิ้มและแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้”

นี่คือภาพของศิลปินคนนี้ที่เขาอยากให้คนดูจดจำ

“วันแรกที่เข้ามา งง ไม่เข้าใจ รู้สึกว่าไม่อยากตื่นไปถ่ายละคร เพราะกลัวพูดบทผิด แต่วันนี้ผมอยากพัฒนา อยากเข้าใจ อยากทำ และอยากทำให้มันดีขึ้น”

นี่คือการเปลี่ยนแปลงของคนที่วงการบันเทิงให้ฉายาว่า ซูเปอร์สตาร์สายฟ้าแลบ เพราะการดังชั่วข้ามคืน

“สิ่งที่ยากที่สุดคือการเอาชนะตัวเอง ในเมื่อวันหนึ่งเรารู้ละว่าเราต้องทำอะไรบ้าง พัฒนาอะไรบ้าง ศัตรูที่สำคัญที่สุดเลยคือตัวเองนี่แหละ ทุกคนมีอารมณ์นี้ แต่ผมเชื่อว่าเราเป็นคนที่ดีกว่านี้ได้ ถ้าเราตั้งใจนะ ตั้งใจให้มากกว่านี้ด้วย”

นี่คือความรู้ที่เขาได้จากวงการที่เป็นเหมือนโรงเรียนแห่งแรกของอาชีพนักแสดง aka คนสร้างงานศิลปะ

วันนี้สิ่งที่เขาไม่มี สิ่งที่ผู้คนรอบตัวพยายามให้เขาได้เรียนรู้ ตกตะกอนแล้ว เจมส์จิเป็นเพชรที่ทำให้นักเจียระไนรู้สึกคุ้มค่าในการตามหา และคู่ควรที่จะถูกเลือกขึ้นไปประดับยอดมงกุฎ

อายุงานในวงการของผู้ชายชื่อ เจมส์ จิรายุ ไม่มาก ไม่น้อย เหมือนที่เกริ่น แต่เขาก็ถือว่าเป็นดาวฤกษ์อายุน้อยที่ฉายแสงมาตลอดการทำงานบนเส้นทางสายดวงดาว ช่วงอายุขัยของมันจะยาวนานแค่ไหนกัน

“ผมว่ามันไม่มีหมดอายุหรอก เราทำอะไรไปได้เรื่อยๆ ถ้าเราอยากทำมัน เราอาจจะเป็นนักแสดงไปจนแก่เลยก็ได้ หรือเราอาจจะไปเป็นผู้กำกับก็ได้ หรือไปเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ก็ได้ เราเปลี่ยนเป็นอะไรก็ได้ในวงการบันเทิง ผมว่ามันแล้วแต่เรานิยาม ถ้าเรานิยามมันแค่การเป็นดารา พระเอก อันนั้นมันก็อาจจะจริง อาจหมดอายุได้ตามกาลเวลา แต่ถ้าพูดเรื่องงานศิลปะ ยังไงมันก็ไม่มีทางหมด ตราบใดที่เรายังคงสร้างงานศิลปะนั้นต่อไปได้”

เจมส์ จิรายุ ตั้งศรีสุข จากคุณชายวัย 19 ผู้ไม่รู้อะไรเลย สู่วัย 26 ที่รู้ว่าจะไม่หยุดพัฒนาตัวเอง

เรากด Save ไฟล์บทสัมภาษณ์แล้ว แต่คำตอบของเขายังดังในหัว 

ละคร พยากรณ์ซ่อนรัก จะออนแอร์เมื่อไหร่กันนะ…

อ้าว เราเผลอคิดดังไปเหรอเนี่ย!

ขอขอบคุณ ฌาณฉลาด ทวีทรัพย์ และ กุลศิริ วรบุตร

Writer

ศกุนตลา แย้มปิ๋ว

นักเรียนวรรณคดีที่มักเรื่องอาหาร ท้องถิ่น วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ การเดินทาง และเด็กจิ๋ว มีความฝันสามัญว่าอยากมีเวลาทำอาหารรสที่ชอบด้วยตัวเอง ตัวอยู่กรุงเทพฯ อัมพวา หรือเมืองกาญจน์ แต่ใจและภาพอินสตาแกรมอยู่ทุกที่ที่ไปเที่ยว

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

แม้นางงามที่ชื่อ แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส จะไปไม่ถึงฝันในเวทีประกวดระดับจักรวาล แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้หญิงที่ชื่อ แอนชิลี สก็อต-เคมมิส มอบบางสิ่งบางอย่างที่มีคุณค่ามากกว่าความสวยให้กับประเทศไทย

ก่อนที่แฮชแท็ก #RealSizeBeauty จะโลดแล่นอยู่บนหน้าจอมือถือ พร้อมกับรูปภาพผู้คนที่อวดโฉมเรือนร่างของตนด้วยความมั่นใจ 

สำหรับแอนชิลี แสงไฟบนเวทีอาจมีไว้ให้ใครบางคนเฉิดฉาย มงกุฎหรือสายสะพายก็อาจมีไว้แค่เป็นสัญลักษณ์ เธอตั้งใจมาที่นี่เพื่อบอกว่าความสวยไม่เคยมีมาตรฐาน

แอนก้าวขาขึ้นมาบนเวทีนางงามพร้อมกับค่านิยมใหม่สุดกล้าหาญ ด้วยโครงร่างสูงใหญ่ 183 เซนติเมตรของสาวลูกครึ่งออสเตรเลีย-ไทย และร่างกายแข็งแรงแบบฉบับกัปตันทีมวอลเลย์บอล 2 ปีซ้อน แต่ถึงกระนั้นเธอก็ยังฉีกยิ้มกว้าง ทำลายทุกข้อครหา ตอบคำถามอย่างชาญฉลาด ปิดท้ายด้วยการสร้างตำนาน คว้ารางวัลชนะเลิศจากความแตกต่างที่เธอมี 

บอกตามตรงว่าเราเข้าใจได้ทันทีตั้งแต่แรกเห็น ว่านางงามผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดเป็นเช่นไร จากละอองไอแห่งความมั่นใจที่ปกคลุมรอบตัวเธอ และจากทุกคำตอบที่ชัดถ้อยชัดคำ แม้จะมีบางคำถามที่เข้าใจยาก แต่สาวลูกครึ่งก็พยายามอย่างสุดฝีมือ อาจเพราะรู้ว่าทุกการกระทำของเธอจะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนอีกมากมาย ต่อให้แสงไฟบนเวทีจะดับลงแล้วก็ตาม

พบกันคราวนี้ เราขออนุญาตชวนแอนชิลี ในฐานะพรีเซนเตอร์คนใหม่ของคอลเกต กลับไปออดิชันรอบ Keyword อีกครั้งโดยไม่จับเวลา และถามเธอถึงเรื่องราวสำคัญที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มกว้าง 

คอลเกตอ๊อพติคไวท์โอทู,Smile Out Loud,ยิ้มมั่นสวยมั่น,Colgate,แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส,

Keyword No.1 ผู้หญิง

“ผู้หญิงเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังที่สุด เราทุกคนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผู้หญิงคิดในมุมมองที่แตกต่าง ผู้หญิงไม่อยากทำเหมือนใคร ไม่มีอะไรจะให้พลังผู้หญิงมากไปกว่าการที่ผู้หญิงให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เพื่อให้เราได้เป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ เมื่อไรที่คุณยอมรับในสิ่งที่คุณเป็น เมื่อนั้นคุณจะสู้สุดกำลัง และจะไม่มีใครหยุดยั้งคุณได้”

ชีวิตเปลี่ยนไปยังไงบ้างหลังจบการประกวด

เปลี่ยนมาก จากคนที่มีชีวิตสนุกมาก เที่ยวทะเล อาบแดด อิสระ ไม่มีข้อจำกัด หลังได้มงกุฎ เรารู้ว่าเราเป็นต้นแบบให้กับใครหลายคน เรามีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ 

เพราะแอนเชื่อว่าเด็ก ๆ ที่กำลังมองอยู่เขาจะเลียนแบบหลายอย่างที่แอนทำ ซึ่งเด็กเหล่านี้เขาต้องการ Role Model ที่ดี ที่ไม่ได้สอนอะไรผิด ๆ ให้เขา แอนเลยตั้งใจย้อนกลับมาดูตัวเองว่าแอนเป็นคนยังไง เราจะพัฒนาตัวเองยังไงให้เด็กพวกนี้เติบโตมาในโลกที่ไม่วัดคุณค่าของเขาจากรูปร่าง ที่ปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเคารพ กล้าที่จะพูด แต่ขณะเดียวกันก็ให้เกียรติคนอื่นด้วย 

ถ้า Role Model ของเด็ก ๆ คือแอน แล้ว Role Model ของแอนคือใคร

คุณพ่อค่ะ เขาเป็นคนที่ฉลาดมาก ไม่เคยหยุดเรียนรู้ ไม่เคยคิดว่าตัวเองรู้เยอะเกินไป ถ้าไม่รู้อะไรเขาจะยอมรับว่าไม่รู้ เขาเลือกด้วยว่าอะไรที่ควรใช้เวลา อะไรไม่ควร แล้วเขาก็เชื่อว่าทุกคนมีข้อดีในตัวเอง 

คุณหยิบอะไรจากพ่อมาปรับใช้กับตัวเองบ้าง

My curiosity ความอยากรู้ แอนชอบการเรียนรู้มาก (ลากเสียง) อยากรู้อะไรก็จะอ่าน แล้วก็การฟัง พ่อเป็นคนที่ตั้งใจฟังมาก พ่อฟังโดยไม่ได้คิดว่าจะตอบอะไร แต่คิดว่าจะช่วยเขาได้ยังไง

คอลเกตอ๊อพติคไวท์โอทู,Smile Out Loud,ยิ้มมั่นสวยมั่น,Colgate,แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส,

คุณเป็นคนมั่นใจแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร

แอนมั่นใจตั้งแต่เด็ก เพราะแอนไม่เคยมองคุณค่าของตัวเองหรือคนอื่นจากภายนอก คุณค่าของแอนไม่ได้มาจากภาพลักษณ์ เสื้อผ้าที่แอนใส่ จากสิว กระบนใบหน้า หรือแผลเป็น 

แอนเห็นคุณค่าของตัวเองจากการคิดว่า ฉันปฏิบัติต่อคนอื่นดีไหม ฉันพัฒนาตัวเองตลอดไหม ฉันช่วยเหลือเพื่อนหรือเปล่า แอนมองแบบนั้นแทน แอนไม่เคยไม่มั่นใจเรื่องรูปร่าง มันไม่ใช่เรื่องที่แอนคิดในชีวิตประจำวัน 

พอเรากลับมาไทย แล้วเรามีหุ่นฝรั่ง ชอบมีคนบอกว่าเราอ้วน เราตัวใหญ่ คือปฏิเสธไม่ได้ว่าบางทีก็เจ็บ แต่กลับมาคิดดูแล้ว แอนว่ามันเป็นโอกาสมากกว่าที่เราจะพูดเรื่องนี้ 

ทุกวันนี้เวลาโดนว่าเรื่องหุ่น ความมั่นใจของแอนมาจากแคมเปญ #RealSizeBeauty แอนเชื่อว่ามันไม่ได้เป็นแคมเปญที่แอนสร้างมาเอง แต่มันเป็นของทุกคนที่ร่วมกันสร้างแรงบันดาลใจ

รู้ไหมว่าหลายคนไม่ได้ชื่นชอบคุณแค่เพราะหุ่นหรือหน้าตา แต่ชอบเพราะสิ่งที่คุณทำ 

เวลาคนมาพูดว่าชอบทัศนคติ ชอบความคิดของแอน แอนภูมิใจมาก เพราะคนเห็นคุณค่าของแอนที่ไม่ได้มาจากภายนอก แอนขอบคุณพ่อแม่ที่สอนแอนมาอย่างดี แล้วก็ทำให้แอนเป็นคนที่พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ แอนคิดว่าการเลี้ยงลูกเป็นสิ่งที่ยากมาก ๆ อยากขอบคุณที่เขาใช้เวลากับแอน 

แสดงว่าการเลี้ยงดูของครอบครัวส่งผลต่อความมั่นใจ

การที่แอนเป็นผู้หญิงแบบทุกวันนี้ แอนต้องยกความดีความชอบให้คุณพ่อ คุณแม่ น้องชาย เพราะเขาจะถามตลอดว่าเรียนเป็นยังไงบ้าง เรียนหนังสือเพิ่มไหม ถามว่าแอนปฏิบัติต่อเพื่อนที่โรงเรียนยังไง เขาสอนให้แอนเคารพความเป็นมนุษย์ของคนอื่น และทุกคนมีศักดิ์ศรีในตัวเอง 

ความมั่นใจเลยมาจากข้างใน จากจิตใจของแอนเอง สะท้อนออกมาว่าแอนเป็นคนแบบไหน แอนให้ของขวัญคนไหม ทำกับข้าวให้คนกินรึเปล่า ไม่เคยมีอะไรมาจากรูปลักษณ์ภายนอกของแอนเลย

ฟังดูเหมือนคุณเป็นเด็กที่เติบโตมาอย่างดี แล้วเริ่มรู้ตัวตอนไหนว่า Beauty Standard ส่งผลกับชีวิต

แอนเคยไปแคสงานตอนอายุ 13 ปี แล้วโดนบอกให้ไปลดน้ำหนัก 10 กิโล ตอนนั้นแอนยังไม่รู้เลยว่า Beauty Standard คืออะไร เพราะยังเด็กมาก จำได้แค่เราโกรธ แต่ไม่รู้ว่าโกรธอะไร แล้วแอนก็กลับไปคิด ว่าทำไมเราต้องลดน้ำหนักด้วย เราก็ยังเรียนดี เพื่อนก็ยังรักเรา เล่นกีฬาก็ได้ มันเกี่ยวอะไรกับน้ำหนัก 

แอนโดนล้อเรื่องปากเยอะมากด้วย เพราะแอนเป็นคนปากใหญ่ เคยกลับไปบ้านแล้วร้องไห้ถามคุณแม่ว่า ‘Mom, Can I make my lips smaller?’ ให้เขาตัดปากออกให้เล็กลงได้ไหม แต่สังคมมันเปลี่ยนไปแล้ว 

เช่น เรื่องหุ่น เมื่อก่อน Muscular Body หุ่นแบบนักกีฬา มีกล้ามเนื้อ เขาไม่ค่อยชอบกัน ทุกวันนี้คือแสดงถึงความแข็งแรง สวยมาก 

ทำไมเราต้องมาเป็นเหยื่อของมาตรฐานสังคมที่ไม่เหมือนเดิมตลอดเวลา แค่ฉลองให้ตัวเอง เป็นตัวของตัวเอง ถามตัวเองให้มั่นใจว่าฉันชอบตัวเองแล้วหรือยัง แอนคิดว่าชีวิตจะสบายขึ้น เป็นอิสระ ไม่ต้องคอยต่อสู้กับตัวเอง

โตมาแบบฝรั่ง มีความมั่นใจเต็มเปี่ยม สนุกกับการเล่นกีฬา ทำไมคุณถึงต้องมาประกวดนางงาม

เราเป็นลูกครึ่ง มีคุณยายคนไทยที่การดูนางงามคือความสุขของเขา อยากให้หลานเป็นตั้งแต่เด็ก คุณแม่ก็ชอบแซวให้เราเป็น แอนก็ไม่เคยคิดว่าจะไปเป็นนะ แค่เก็บไว้ในใจตัวเองว่า โอเค อาจจะไปก็ได้ แต่แอนรู้ว่าถ้าแอนจะไปประกวดหรือไปทำอะไร แอนต้องมีจุดประสงค์ 

ตอนย้ายกลับไปออสเตรเลีย แอนเห็นวัฒนธรรมที่แตกต่างกันมาก โดยเฉพาะเรื่อง Beauty Standard ที่ออสเตรเลียมันก้าวผ่านไปได้แล้ว ถึงเวลาที่ประเทศไทยของเราควรสนับสนุนเรื่องนี้ แอนเลยมาประกวดด้วยจุดประสงค์ที่อยากช่วยเหลือสังคม

คิดยังไงถึงกล้าทำเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีนางงามที่มีมาตรฐานกำหนดชัดเจน

แอนเห็นว่ามันจำเป็น สิ่งที่แอนกำลังทำคือสิ่งที่สังคมต้องการ 

ถ้าเราอยากทำเพื่อสังคมจริง ๆ เราจะไม่กลัวว่าใครจะว่าอะไรไหม ความกล้าหาญมันจะมาเอง แต่ก็ต้องยอมรับว่าทีมที่ส่งแอนไป ครอบครัวแอน สนับสนุนทุกอย่าง นี่เป็นจุดแข็งของแอน มีพวกเขาเป็นพื้นที่ปลอดภัย ทำให้แอนหยัดยืนได้ตลอด แอนก็เลยมีความกล้า เพราะแอนรู้ว่าถ้าไม่ประสบความสำเร็จ เรายังมีคนอยู่ข้าง ๆ

ชีวิตที่เปลี่ยนอดีตให้เป็นพลังของ แอนชิลี ผู้หญิงที่เชื่อว่าความสวยไม่ต้องมีมาตรฐาน

Keyword No.2 ความสวย

ความสวยจะออกมาจากตัวตนที่แท้จริงข้างใน สะท้อนให้เห็นว่าคุณเป็นใครในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง คุณมีวิธีปฏิบัติหรือโต้ตอบกับเพื่อนมนุษย์อย่างไร สิ่งที่งดงามที่สุดคือการที่คุณอนุญาตให้ตัวเองเปล่งประกาย มอบทุกความจริงใจ มอบทุกความสุขให้คนอื่นได้สัมผัส 

“เราจะสวยได้มากกว่าถ้าเราทุกคนแตกต่างกัน เพราะความสวยนั้นหลากหลาย เป็นเอกลักษณ์ เป็นตัวคุณ แอนหวังว่าคุณจะเฉลิมฉลองและภาคภูมิใจกับการเป็นตัวเอง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม”

นอกจากเรื่องรูปร่าง คุณเคยโดนล้อเรื่องอะไรอีกบ้างไหม

ส่วนมากจะเป็นเรื่องเชื้อชาติ ด้วยความที่เราเป็นลูกครึ่ง เขาจะเรียกเราว่า ‘ฝรั่ง’ ซึ่งทำให้เรารู้สึกแปลกแยกมาก แต่แอนโชคดีที่คุณพ่อเป็นคนบอกว่า หนูเกิดที่ไทย เติบโตที่ไทย ความคิด ทัศนคติ การเคารพผู้ใหญ่ มันมาจากการที่หนูเป็นคนไทย ถึงแม้รูปร่างหน้าตาอาจจะไม่ใช่ แต่ข้างในเราเป็นคนไทย

หรือความ Feminine แอนไม่ค่อยได้ทำตัวเหมือนผู้หญิงหวาน ๆ แอนเป็นคนพูดเยอะ พูดเก่ง กล้าแสดงออก ไม่ใช่ผู้หญิงที่ตรงตามวัฒนธรรมไทย เขาจะชอบแซวกันว่า ‘เป็นแบบนี้จะหาแฟนได้ไหมเนี่ย’ 

อีกเรื่องคือฟันกระต่ายของแอน ตอนเด็ก ๆ โดนล้อเยอะมากนะ เมื่อก่อนก็ไม่ค่อยยิ้มโชว์ฟัน เพราะไม่อยากโดนเรียกว่ากระต่าย บางคนอาจจะคิดว่าน่ารัก แต่แอนไม่ค่อยมั่นใจ 

ตอนนั้นคุณผ่านมาได้ยังไง

เราเริ่มหัวเราะกลับ เพื่อนเรียกเราว่า Bugs Bunny แอนก็ตอบกลับว่า Yes, I am. มันเป็นสัญลักษณ์ของแอน แอนเป็นคนปากใหญ่ ยิ้มก็ต้องใหญ่ แอนเลือกไม่ให้คำพูดของคนอื่นมีผลกระทบกับชีวิต 

แอนเชื่อว่าไม่มีใครฟันไม่สวย มันคือเอกลักษณ์ของเขา ต่อให้โดนล้อเรื่องฟันกระต่ายเยอะมาก แต่ฟันคู่นี้ก็ทำให้แอนเป็นแอน เวลาแอนยิ้ม คนจะยิ้มตาม เพราะแอนยิ้มแบบจริงใจ ยิ้มแบบ Smile Out Loud ถ้าเรายิ้มแล้วคนอื่นมีความสุข ทำไมเราจะไม่ยิ้ม 

สำหรับคนที่ต้องการกำลังใจ ไม่ว่ารอยยิ้มของคุณจะเป็นแบบไหน ทุกคนสวยได้ในแบบของตัวเอง รอยยิ้มของทุกคนแตกต่างกันก็จริง แต่สิ่งที่เหมือนกันคือคุณกำลังเติมความสดใสให้กับโลก ไม่ต้องกังวลค่ะ

เพราะอะไรทุกคนถึงต้องยอมรับตัวเอง หรือหัวเราะกลับไปแบบที่คุณทำเวลาโดนล้อ

เพราะความแตกต่างจะอยู่กับเราตลอดไป มันเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ทุกคนมีสิทธิ์เลือกว่าเราจะเสียใจขนาดไหน มีความสุขขนาดไหน นี่คือร่างกายของเรา หน้าตาของเรา รอยยิ้มของเรา และแอนเลือกที่จะไม่เศร้าไปกับมัน

แล้วในวงการนางแบบที่การทำหน้านิ่ง ขึงขัง เวลาถ่ายภาพ กลายเป็นลุคของผู้หญิงทำงาน มากกว่าการยิ้มสดใส 

แอนว่าแล้วแต่สไตล์นะ เราไม่ยิ้มเพราะเรากำลังขายเสื้อผ้า ซึ่งหน้าเฟียส (Fierce) ก็กลายเป็นงานอีกแบบหนึ่งไปแล้ว 

หรือมันเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ที่ผู้หญิงไม่เคยเป็นผู้นำ ต้องต่อสู้อย่างหนักเพื่อสิทธิ เพื่อสวัสดิการ ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเด็กผู้หญิงที่ร่าเริงตลอดเวลา การไม่ยิ้มคงทำให้รู้สึกเหมือน ฉันไม่ได้มาเล่น ๆ ฉันมาสู้กลับ แต่แอนว่าถ้ายิ้มมันจะคอนเนกกับคนได้มากกว่านะ

ทำไมคุณถึงคิดว่ารอยยิ้มเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นใจ

Because It’s you เพราะมันเป็นตัวคุณไง เหมือนกับประโยคที่บอกว่า Eyes don’t lie ดวงตาไม่เคยโกหก เวลาเรายิ้ม ตาเราก็จะยิ้มไปด้วย มันเห็นเลยว่าคุณกำลังมีความสุขหรือกำลังมั่นใจจริง ๆ รึเปล่า

ชีวิตที่เปลี่ยนอดีตให้เป็นพลังของ แอนชิลี ผู้หญิงที่เชื่อว่าความสวยไม่ต้องมีมาตรฐาน

กลัวไหมถ้าคนจะมองว่าคุณมั่นใจเกิน

คนคิดไปแล้วค่ะว่าแอนมั่นใจเกิน

เพราะแอนไม่อยากให้คนที่มองแอนเป็นต้นแบบ เห็นแอนไม่โอเค เห็นแอนไม่มั่นใจ เขาอาจจะไม่โอเคมากกว่าแอนอีก 

แอนเองก็ไม่ได้มั่นใจตลอดเวลา เวลาเราโดนบูลลี่เรื่องรูปร่าง ทั้งที่เราพยายามมาก ๆ ที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง บางทีแอนก็รู้สึกว่านี่ไม่ต่างอะไรกับ Me VS The World 

คนที่รู้จักแอนจริง ๆ จะรู้ว่าแอนเจ็บปวดมากที่คนชอบคิดว่าแอนมั่นใจเกินไป เพราะแอนไม่ใช่คนแบบนั้น แอนรู้ว่าลิมิตของความมั่นใจอยู่ตรงไหน แต่หลังได้ตำแหน่ง แอนก็ยอมให้คนคิดว่าแอนมั่นใจเกินไปเลย เพราะแอนรู้ว่าแอนมีบทบาทสำคัญมาก ๆ ต่อสังคม แอนกำลังทำเรื่อง Beauty Standard เพื่อเปลี่ยนแปลงค่านิยม ให้ทุกคนมีความมั่นใจ เป็นตัวของตัวเองได้โดยไม่ต้องฟังเสียงของใคร

นอกจากเรื่องรูปร่าง รอยยิ้ม มีเรื่องอะไรอีกที่คุณอยากรณรงค์เพื่อให้คนมองข้ามความสวยและวัดกันที่ความสามารถ

Cyberbullying แอนคิดว่าเราควรรณรงค์เรื่องนี้ด้วยกันถ้าอยากให้สังคมพัฒนา ควรพูดถึงเยอะ ๆ ไม่ควรทำเป็นมองไม่เห็นอีกต่อไปแล้ว 

สำหรับแอน มันคือการไม่ให้เกียรติ เรามีหน้าที่สอนเด็กรุ่นใหม่ที่กำลังใช้โซเชียลว่า คำบางคำสร้างความเจ็บปวดได้ มนุษย์คนหนึ่งไม่มีสิทธิ์มาทำให้มนุษย์อีกคนเจ็บปวดขนาดนั้นโดยไม่มีเหตุผล และถ้าจะแชร์ความคิดเห็น แอนว่าอย่างน้อยต้องติเพื่อก่อ สมมติมีคนไม่ชอบชุดที่แอนใส่ ก็บอกว่าชุดนี้ไม่ค่อยสวย อยากให้ใส่อีกชุดหนึ่ง แทนที่จะบอกว่าไม่สวยเพราะแอนใส่แล้วหน้าอกห้อย มันมีวิธีที่เราจะช่วยให้เขาสวยขึ้นได้ โดยไม่ด้อยค่าเขา

แล้วกับคนธรรมดาที่ไม่มีชื่อเสียงโด่งดัง เขาจะร่วมรณรงค์ยังไง

Educate yourself เราควรให้ความรู้แก่ตัวเอง เรียนรู้ว่าการบูลลี่มีผลกระทบรุนแรงขนาดไหน ทุกคนควรรู้ว่าการบูลลี่คืออะไร มีแบบไหนบ้าง ไม่ว่าจะในอินเทอร์เน็ต ในโรงเรียน ในชีวิตจริง เราทุกคนมีหน้าที่ เพราะเราอยู่ในสังคมเดียวกัน แล้วก็อย่าทำเป็นมองไม่เห็น เรียกร้องเลย กล้าที่จะพูดออกมาว่ามันผิด ถ้าเราทำจนสิ่งนี้เป็นเรื่องธรรมดา สังคมมันจะเปลี่ยนแปลงได้

อยากบอกอะไรกับคนที่ยังคิดว่าคุณมาถึงจุดนี้ได้ง่าย ๆ เพราะ Beauty Privilege 

ไม่อยาก ไม่ต้องรู้หรอกว่ามันยากขนาดไหน แอนไม่ชอบพูดเลย แต่แอนจะใช้เวลา ใช้พลังงานทั้งหมดที่มีของแอน ผลักดันประเด็นสังคมให้กับคนที่เขาอยากฟัง ส่วนคนที่ไม่อยาก แอนจะรอจนกว่าเขาจะพร้อม เพราะนั่นก็เป็นสิทธิ์ของเขาเช่นกัน

แอนมี Beauty Privilege ไหม แอนต้องยอมรับว่ามี แต่แอนทำอะไรกับสิ่งนี้ล่ะ แอนรณรงค์เรื่องรูปร่างหน้าตา เรื่องความมั่นใจในตัวเอง เรื่องรอยยิ้มให้ไปไกลขึ้น ให้สังคมนี้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทำลายมาตรฐานความสวย ค่านิยมแบบเดิม ๆ

การที่เรามี Privileges ไม่ใช่เฉพาะหน้าตา แค่เราได้เรียนโรงเรียนดี ๆ  เกิดในครอบครัวดี ๆ เราก็มีความรับผิดชอบต่อสังคมแล้วนะ เพราะคนที่เขามีความยากลำบาก มันไม่ใช่ความผิดของเขาคนเดียว 

คุณเหนื่อยกับสิ่งที่ทำอยู่บ้างไหม

เหนื่อยเรื่องโดนบูลลี่ แต่ว่าไม่ท้อ เพราะแอนท้อไม่ได้ สิ่งที่แอนต้องก้าวข้ามมาเพื่อจะมาอยู่จุดนี้ทำให้เราท้อไม่ได้ มีหลายคนกำลังมองแอนเป็นต้นแบบ มีทีมที่ตั้งใจช่วยแอนทุกวินาที ทำให้แอนต้องมั่นใจ เดินหน้าต่อ แล้วแอนก็รักในสิ่งที่แอนทำ

แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส นางงามที่กล้าพูดเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีประกวด และคว้ารางวัลชนะเลิศด้วยทรวดทรงอันแท้จริง

Keyword No.3 รอยยิ้ม

“เวลาที่ใครสักคนยิ้มออกมา เหมือนเขามอบทั้งความสดใส ความสุข ความจริงใจ โลกใบนี้งดงามขึ้นได้จากทุกรอยยิ้มที่ส่งต่อถึงกัน ถ้าสามารถบอกอะไรกับทุกคนได้หนึ่งอย่าง แอนอยากจะบอกให้ทุกคนยิ้มต่อไป และขอให้ยิ้มออกมาอย่างมั่นใจค่ะ”

จากวันที่คุณยังเด็ก ผ่านมาแล้วเป็นสิบปี ทำไมทุกวันนี้ยังมีการล้อเลียนกันอยู่

เพราะว่าเรายังไม่มีคนต้นแบบที่กล้าโชว์ความแตกต่าง ต้นแบบที่เด็ก ๆ เห็นแล้วจะโตมาเอาเยี่ยงอย่าง ทุกวันนี้โซเชียลมีเดียมีแต่ความสวยงามตามมาตรฐาน แอนว่ามันคล้าย ๆ กับ Soft Power

วัฒนธรรมเราก็เป็นแบบนี้ เราคอมเมนท์รูปร่างหน้าตากันทุกวัน มันถูกส่งต่อกันมาจนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ทำให้คนไทยไม่กล้าที่จะมั่นใจในตัวเองสักที

แล้วคุณรับมือยังไง

เราเข้าใจว่าทุกคนมีความแตกต่าง และความแตกต่างเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้เราโดดเด่น มีออร่าของตัวเอง คนจะว่าเรื่องรูปร่างก็ว่าได้ แต่แอนรู้ว่าแอนแข็งแรง แอนสุขภาพดี แอนก็ปล่อยวางได้ในระดับหนึ่ง 

แต่ในมุมมองที่แอนก็เป็นมนุษย์ เป็นผู้หญิง อายุแค่ 22 ปี บางทีเราก็รับมือไม่ได้เป็นธรรมดาค่ะ ซึ่งแอนกล้าที่จะยอมรับว่าแอนไม่โอเค แอนคิดว่า การที่ทุกคนกล้าที่จะยอมรับว่าตัวเองไม่โอเค มันจะช่วยสร้างความมั่นใจให้คนอื่นได้ ว่าเราทุกคนไม่ต้องรู้สึกดีตลอดเวลา

ในวันที่คุณยิ้มไม่ออก รู้สึกท้อ คุณดึงเอาความมั่นใจกลับมาด้วยวิธีไหน

เราเลือกได้ว่าจะให้สิ่งเหล่านั้นเข้ามามีผลกับชีวิตหรือปล่อยวาง เวลามีคนบอกให้เราไปทำฟันให้เท่ากัน บางทีเราก็ไม่ยิ้มดีกว่า ทำหน้านิ่งไปเลย เพราะจิตใจเราไม่พร้อมรับความคิดเห็นแย่ ๆ แล้วแอนเป็นคนยิ้มปลอม ๆ ไม่ได้ จะเห็นเลยว่า แอนยิ้มพร้อมกับตา 

แต่ต้องยอมรับว่าการได้เป็นพรีเซนเตอร์งานนี้ดึงความมั่นใจของแอนกลับมานะ เพราะแบรนด์ระดับโลกมองเห็นความแตกต่างของแอน ช่วยทำให้แอนมั่นใจมากขึ้นว่าแอนไม่ได้พยายามขับเคลื่อนสังคมอยู่คนเดียว และถ้าเราช่วยกันทำทุกคนมันจะดีขนาดไหน สังคมมันจะเปลี่ยน

แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส นางงามที่กล้าพูดเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีประกวด และคว้ารางวัลชนะเลิศด้วยทรวดทรงอันแท้จริง

อะไรบ้างที่จะเปลี่ยน หลังจากแคมเปญนี้ออกไป

ทัศนคติ ความคิด การตัดสินกันที่รูปร่างหน้าตา มันจะเปลี่ยนไป ถามว่ายังมีอยู่ไหม มีแน่นอนค่ะ แต่ทุกคนจะมีความมั่นใจมากขึ้น เป็นตัวของตัวเองได้มากขึ้น ไม่ยอมให้ใครมาตัดสินเราจากภายนอกอีก คิดดูว่าสังคมที่เต็มไปด้วยความแตกต่างหลากหลายจะงดงามมากขึ้นขนาดไหน เพราะประเทศไทยเรามีความสวยงามมากอยู่แล้ว มีวัฒนธรรมที่ดี เพียงแต่ตัวตนที่แท้จริงของเราถูกกดทับด้วยมาตรฐานความสวยมานานเกินไป 

อยากให้สังคมก้าวข้ามผ่านเรื่องรูปร่างและมองที่ความสามารถมากกว่า เพราะมาตรฐานของความสวยเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เราเป็นใครถึงไปบังคับให้ใครเป็นแบบไหน เราต้องภูมิใจในสิ่งที่เราเป็น ทั้งรูปร่าง สีผิว ความสูง ฯลฯ

คุณจะขับเคลื่อน #SmileOutLoud ในฐานะพรีเซนเตอร์ของคอลเกต ไปพร้อม ๆ กับแคมเปญ #RealSizeBeauty ยังไง

สำหรับแอน สิ่งที่คอลเกตทำมันมากกว่าการขายยาสีฟันออกใหม่นะ แต่เขากำลังเปลี่ยนแปลงค่านิยมของสังคม เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้แอนเลือกรับงานนี้ ทุกคนจะได้รู้ว่าความเป๊ะมันไม่มีในโลก เราไม่ต้องเป็นคนที่สวยเป๊ะทุกอย่างก็ได้ 

#RealSizeBeauty ไม่ใช่แค่เรื่องหุ่น แต่คือการเฉลิมฉลองให้กับการเป็นตัวเอง ส่วน #SmileOutLoud ก็คือความมั่นใจที่สะท้อนออกมาผ่านรอยยิ้ม  ไม่ว่าเราจะมีฟันแบบไหน ฟันไม่สวยแต่เราก็สามารถยิ้มสวยมั่นใจในแบบของเราได้ ซึ่งสองแคมเปญนี้เป็นเรื่องเดียวกันด้วยซ้ำ  ขอบคุณที่คอลเกตมองเห็นความสำคัญในจุดนี้ และเลือกแอน เพราะฟันแอนก็ไม่ได้เท่ากัน แต่มันก็ทำให้แอนเป็นแอน

แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส นางงามที่กล้าพูดเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีประกวด และคว้ารางวัลชนะเลิศด้วยทรวดทรงอันแท้จริง

ตอกย้ำความเชื่อของแบรนด์ Colgate ที่อยากเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความมั่นใจให้ทุกคนผ่าน Smile Out Loud ที่ร่วมกับ แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส, ซูซี่-ณัฐวดี ไวกาโล และผู้หญิงอีกหลายคนทั่วเอเชีย ที่อยากเปลี่ยนนิยามและสนับสนุนให้คนอื่น ๆ มั่นใจในความเป็นตัวเอง เราจึงมี #คอลเกตอ๊อพติคไวท์โอทู ยาสีฟันที่ช่วยเสริมความมั่นใจสำหรับกิจวัตร Beauty Oral Care ที่มี O2 Technology จะช่วยให้ทุกคนมั่นใจที่จะยิ้มแสดงออกความเป็นตัวของตัวเอง พร้อมที่จะ Smile Out Loud กันทั้งประเทศ

และติดตามอ่านเรื่องราวของ ซูซี่-ณัฐวดี ไวกาโล ได้ที่ readthecloud.co/suziewadee/ 

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load