21 พฤศจิกายน 2563
18 K

เข้าเรื่องเลยนะ

การแบ่งมื้อแบบอิตาเลียน

โดยทั่วไปแล้วอาจเรียงลำดับได้เป็นอย่างนี้

1. ออเดิร์ฟ (antipasti)

2. อาหารจานแรก (primi piatti)

3. อาหารจานที่สอง (secondi piatti)

4. สลัด (insalata)

5. ขนมหรือผลไม้ (dessert)

ถ้าเป็นการชวนเพื่อนมากินกันที่บ้าน ก็มักจะต่อท้ายที่ กาแฟ และสนทนาท่ามกลางม่านควันบุหรี่คล้ำครึ้มคุมเวร

ออเดิร์ฟ

แน่นอนนี่ไม่ใช่จานบังคับ การไม่มีย่อมไม่เป็นไร แต่ถ้าไปกินอาหารตามร้านล่ะก็ แนะนำจริงๆ ให้สั่ง เพราะปาสต้านั้น อิตาเลียนจะไม่มีวันต้มรอไว้เป็นอันขาด ที่จะให้ต้มสุกไว้ก่อนแล้วถึงเวลามาใส่ตะกร้อลวกนั้นอย่าหมาย มีเรื่องเล่าจริงเท็จอย่างไรไม่รู้ พูดกันเล่นๆ ว่า เมื่อโทรศัพท์มือถือได้อุบัติขึ้นในอิตาลีนั้น ประโยคที่คนอิตาเลียนพูดมากที่สุดคือ “จะถึงบ้านแล้วแม่ ต้มปาสต้าได้เลย”

การสั่งออเดิร์ฟในร้านอาหารจึงเป็นการประวิงเวลา และไม่ให้เรานั่งแทะขนมปังขาไก่จนหมดสิ้นนั่นเอง

กินอย่างอิตาลีคืออย่าโยนขนมปัง ไม่ขอ Ketchup ในร้านพิซซ่า และดื่มเอสเปรสโซตบท้ายเท่านั้น, อาหารอิตาลี
บรุสเก็ตต้า
ภาพ : www.cucchiaio.it/ricetta/ricetta-bruschetta-pomodoro/

อนึ่ง ถ้าไม่รู้จะสั่งอะไร ขอแนะนำ bruschetta ซึ่งออกเสียงว่า บรุส-เก็ต-ต้า อันเป็นขนมปังอิตาเลียนปิ้งแล้ววางหน้าด้วยมะเขือเทศสับหยาบปรุงรส ส่วนผสมมีน้อย แต่นี่เป็นเหมือนการโหมโรง เป็นการอวดฝีมือการคัดเลือกวัตถุดิบของทางร้านได้เป็นอย่างดีทีเดียว

อาหารจานแรก (primi piatti)

คืออาหารตระกูลแป้ง มีปาสต้า (pasta) เป็นหลัก แต่ก็ไม่ได้มีแต่ปาสต้าหรอกนะ คนทางเหนืออาจจะกินข้าว หรือแป้งข้าวโพดหรือที่เรียกว่า polenta ก็ได้

กินอย่างอิตาลีคืออย่าโยนขนมปัง ไม่ขอ Ketchup ในร้านพิซซ่า และดื่มเอสเปรสโซตบท้ายเท่านั้น, อาหารอิตาลี

เวลาที่คุณไปกินตามร้านอาหารนั้น หากเขามิได้เชื้อเชิญ คุณมิควรเล่นแร่แปรธาตุในการเปลี่ยนหน้าเปลี่ยนซอสไปมา ด้วยว่า หนึ่ง คนทำย่อมมิได้สั่นติ้วหรือทอยลูกเต๋าจับคู่เส้นกับซอส หากแต่ใคร่ครวญไตร่ตรองมาอย่างแยบคายแล้วว่าซอสใดควรกินกับปาสต้าเส้นใด ใช่ ซอสหรือหน้าต่างๆ ของปาสต้านั้น มันมีความเข้มข้นไม่เหมือนกัน ปาสต้าก็เช่นกัน บางเส้นก็ถูกออกแบบมาให้ซอสเกาะได้ดีขึ้น และประการที่สองอันเป็นประการต่อเนื่องก็คือ ถ้าคุณไม่เป๊ะพอ คุณอาจปล่อยเด๋อได้ เช่น สปาเก็ตตี้ไม่มีวันลงน้ำ (ซุป) เป็นอันขาด เป็นอาทิ

อาหารจานสองคืออะไร

อาหารจานที่สองคืออาหารที่มีเนื้อสัตว์เป็นตัวเอก เนื้อสัตว์ก็คือเนื้อสัตว์ คงไม่ต้องการอรรถาธิบายใดๆ แต่นอกจากหมู เนื้อ ไก่ ปลาแล้ว คุณก็อาจจะได้เจอเนื้ออื่นๆ ได้แก่ เนื้อหมูป่า เนื้อกระต่าย ฯลฯ

คนที่ไม่กินเนื้อวัว ต้องหมั่นเช็กให้ดีก่อนสั่งนะ และหากไปกินตามร้านอาหาร แทนที่จะให้บริกรยืนสาธยายไปแต่ละเมนูว่าอะไรเป็นอะไร ขอแนะนำให้บอกบริกรเลยว่า ตัวเองไม่กินอะไร เขาจะได้แนะนำให้ได้อย่างคล่องแคล่วรวดเร็ว ส่วนถ้าเขาเชิญไปกินที่บ้าน ก็ควรบอกเขาไปเลยโดยไม่ต้องรอให้เขาถามว่าเราไม่กินเนื้อวัว

สลัดค่อยตามมา

ใช่แล้ว อิตาเลียนกินสลัดทีหลัง ที่น่าสนใจก็คือ สิ่งที่เรียกว่า Italian Dressing นั้น ไม่มีอยู่จริงในอิตาลี คนอิตาเลียนปรุงสลัดด้วยน้ำมันมะกอกและบัลซามิก (รสเหมือนจิ๊กโฉ่ว) เท่านั้น

ของหวานหรือผลไม้

สำหรับอิตาเลียนนั้น เมื่อจบสลัดแล้ว ถ้ากินที่บ้าน ความเป็นไปได้สูงคือผลไม้ตามฤดูกาล อันมีส้มปรากฏอยู่แทบทุกฤดู ของหวานอิตาเลียนทำค่อนข้างยากและใช้เวลา แต่ถ้าไปกินตามร้านอาหารก็ควรสั่งของหวาน ไอศกรีมเหรอ จริงๆ ถ้าอยู่ในอิตาลีไม่ค่อยแนะนำให้สั่งนะ เดินกินตามถนนดูแก่นแก้วกฤษดาดอยกว่าเยอะ

พิซซ่าไปไหน ทำไมไม่มีพิซซ่า

ดูก่อนภราดรทั้งหลาย อันว่าพิซซ่า (ซึ่งออกเสียงเป็นภาษาอิตาเลียนเป๊ะๆ ว่า “ปิ๊ต-ส่ะ”) นั้น เป็นของกินที่ Stand Alone หาได้อยู่ในเซ็ตนี้ไม่

เอาล่ะ ต่อไปนี้ได้เวลาขึ้นโต๊ะอาหารเสียที

ข้อปฏิบัติ ธรรมเนียม ความเชื่อบนโต๊ะอาหาร

การกินปาสต้า ใช้ส้อมหมุนกับพื้นจานเท่านั้น ไม่มีการใช้ช้อนช่วย อันนี้พูดถึงการกินแบบอิตาเลียนนะ ถ้าคุณไปขึ้นโต๊ะในระดับ International กว่านั้น ก็จะพบว่ามีการใช้ช้อนประคอง ก็อย่าไปจิ๊จ๊ะให้มันมากไป มันจะเป็นบ้า เรื่องเล็กจะกลายเป็นเรื่องใหญ่

วิธีม้วนปาสต้านั้น คือดันปาสต้าในจานไปทางหนึ่งก่อน พอให้มีที่สักนิดในการหมุด จากนั้นใช้ส้อมสอยเส้นปาสต้าออกมาสักสี่ซ้าห้าเส้น แล้วเอามาหมุนตรงนั้น พยายามทำเนียนๆ หน่อย พูดจาหัวเราะหัวใคร่กับทุกคนไปเรื่อยๆ อย่าเอาเป็นเอาตายกับมันมาก จนดูราวกับเรากำลังไขน็อตตรึงจานไว้กับโต๊ะ

การม้วนสปาเก็ตตี้โดยไม่ใช้ช้อน
https://www.wikihow.com/Eat-Spaghetti

อย่าตัดเส้นปาสต้า ถ้าทนไม่ได้ ให้เปลี่ยนไปสั่งขนมจีนแป้งหมักมากิน

อย่ากัดเส้นสปาเก็ตตี้หรือเส้นยาวใดๆ ให้หล่นเผละผละลงมาจากปากอย่างน่าเวทนา เพราะนอกจากจะไม่งามแล้ว คุณกำลังดับอนาคตอันใกล้ของคุณในการกิน เพราะเส้นปาสต้าที่ขาดเหล่านั้นจะไม่มีวันหมุนขึ้นมาได้อีกต่อไป

ว่าด้วยช้อน ช้อนใหญ่ใช้สำหรับทานซุป ส่วนช้อนเล็กก็เอาไว้ชงกาแฟเวลาเติมน้ำตาล กับกินขนมเท่านั้น เพราะฉะนั้น ถ้ามีเมนูข้าวมา เช่น ริซอตโต ก็ต้องกินด้วยส้อมเช่นกัน

ไม่นั่งบนโต๊ะอาหาร 13 คน เพราะมันจะเป็นจำนวนของ The Last Supper หากบังเอิญว่ามี 13 พอดี เขาจะขยับโต๊ะให้แยกออกจากกันนิดหนึ่งพอเป็นพิธี

ห้ามทำเกลือหก ถ้าทำเกลือหก ก็ไม่ต้องกรีดร้อง ทึ้งผม โทษตัวเองว่าเป็นกาลกิณีและขอให้เจ้าบ้านนำตัวเองไปลอยแพล้างซวย ก็เพียงแค่บรรจงหยิบเกลือนั้น ทิ้งข้ามไหล่อีกข้าง กริยาเดียวกับตอนโยนเหรียญที่น้ำพุเทรวี่ แต่ไม่ต้องเหวี่ยงแรงขนาดนั้น และที่สำคัญ ไม่ต้องพริ้มตาอธิษฐาน จะอธิษฐานอะไรเล่า เอิ้ว!

แต่ถ้าทำไวน์หก คนทั้งโต๊ะจะพากันร้องว่า อัลเลเกรีย (ไชโย) ในทันที เรื่องนี้ตำนานไม่ปรากฏ แต่เดาว่าคงขำว่า จะต้องมีใครเมาเข้าแล้วในโต๊ะนี้

เมื่อมีคนขอให้ช่วยส่งเกลือหรือพริกไทยให้หน่อย ตามสมบัติผู้ดีอิตาเลียนแล้วไซร้ พึงส่งให้ทั้งสองอย่าง เพราะมันควรจะอยู่ด้วยกันตลอด แล้วเวลาส่ง ก็หยิบแล้ววาง ให้คนถัดไปหยิบแล้ววาง ทำอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ห้ามปล้นกลางทางคือดักโรยเสียก่อน และห้ามทำหก ที่เขาให้วางก่อนก็เพราะกลัวหกนี่ล่ะ

กินอย่างอิตาลีคืออย่าโยนขนมปัง ไม่ขอ Ketchup ในร้านพิซซ่า และดื่มเอสเปรสโซตบท้ายเท่านั้น, อาหารอิตาลี
 ที่ใส่เกลือกับพริกไทย
ภาพ : gotti.shop/brandani-porta-sale-e-pepe-in-porcellana-bianca-cuore.html

การใช้ขนมปังปาดซอสที่เหลือบนจาน เขาทำกันในบรรยากาศที่เป็นกันเองนะ มักจะทำที่บ้านหรือไปกินข้าวบ้านเพื่อน เพราะบางครั้งมันก็มีนัยของการชื่นชมคนทำ ทำให้คนทำปลื้ม จริงๆ ไม่แนะนำให้ทำในที่สาธารณะนะ แต่ถ้าจะทำก็… (เขยิบเท้าถอยห่างออกมาก้าวหนึ่งด้วยจริตของรัดเกล้าในท้ายเพลง บ้านทรายทอง)

กินอย่างอิตาลีคืออย่าโยนขนมปัง ไม่ขอ Ketchup ในร้านพิซซ่า และดื่มเอสเปรสโซตบท้ายเท่านั้น, อาหารอิตาลี
การใช้ขนมปังเช็ดจาน
ภาพ : pt.toluna.com/opinions/2354227/Perch-si-dice-fare-la-scarpetta-intendendo-pulire-con-un-pezzo-di-pane-quel-che-resta-nel-piatto

ประเมินกำลังในการกินด้วย ถ้ารู้ว่าจะต้องกินอาหารจานเนื้อ อย่ากินอาหารจานแป้งให้อิ่มเกิน

ขนมปังคือพระเยซู อย่าโยนเล่น อย่าจับหงาย และอย่าเอามีดไปปักเล่น

กินอาหารอิตาเลียน ปรุงได้ไหม

คำตอบคือ ปรุงได้ แต่ได้ไม่กี่รสหรอกนะ ใส่เกลือ ใส่พริกไทย อาจจะมีคนเถียงว่า tabasco ไง เห่ลโล่ว! นั่นมันเม็กซิกันมั้ย ไม่ห้ามไม่ให้ใส่ ปากใครก็ปากมัน แต่อย่าไปตำหนิอะไรทางร้านถ้าหากขอแล้วเขาไม่มีให้ เหมือนไปขอจิ๊กโฉ่วในร้านข้าวแกงงี้

แต่สิ่งหนึ่งซึ่งบางท่านอาจจะไม่ทราบคือ ท่านสามารถปรุงให้เผ็ดได้ และทุกร้านจะมีของอย่างหนึ่งซ่อนเอาไว้ คือ น้ำมันพริก มันคือน้ำมันมะกอกที่ใส่พริกดองหรือทำอะไรสักอย่างเอาไว้ น้ำมันพริกนี่โรยใส่อาหารอะไรก็นัว คือ มันนัวกว่าการใส่พริกป่นแดงแห้งๆ มาก

กินอย่างอิตาลีคืออย่าโยนขนมปัง ไม่ขอ Ketchup ในร้านพิซซ่า และดื่มเอสเปรสโซตบท้ายเท่านั้น, อาหารอิตาลี
น้ำมันเผ็ด
ภาพ : www.lacucinadibacco.it/olio-piccante-fatto-in-casa

พาร์มีซานชีส

อย่าโชว์เหนือโดยการขอชีสมาโรยหน้าปาสต้าทุกหน้าไป เพราะมันมีกฎอยู่เหมือนกัน คือจะไม่โรยพาร์มีซานชีสกับอาหารทะเลเป็นอันขาด จบนะ

สั่งอาหารไม่ครบคน

จริงๆ อิตาเลียนไม่มีธรรมเนียมการสั่ง 2 แต่มา 3 พร้อมขอจานแบ่งนะ แต่เดี๋ยวนี้เหมือนจะยอมรับได้มากขึ้นในหลายๆ ร้าน แต่ถ้าหากไม่อยากเสี่ยงกับการถูกดุ มีอีกวิธีคือ สั่งของคนละประเภทกันแล้วมาแบ่งกันกิน เช่น ถ้าไปกัน 2 คน คนหนึ่งก็สั่งจานแป้ง อีกคนสั่งจานเนื้อ แล้วเอามาแบ่งกันโดยที่ไม่ต้องขอจานแบ่ง อย่างนี้ก็เวิร์กนะ ไปกัน 3 เหรอ อีกคนก็สั่งพิซซ่าสิ

ค่า coperto

สิ่งที่หลายคนคิดว่าอิตาเลียนโกงคือเรื่องนี้ ค่าโคแปร์โต้ ซึ่งมันก็คือค่าหัวนั่นเอง บางคนก็เรียกว่าค่าขนมปัง บ้างก็ว่าค่าซักผ้าปูโต๊ะ แต่ฉันว่าบอกว่าค่าหัวยังจะเข้าใจได้เสียมากกว่า นั่นก็คือ เมื่อคุณนั่งลงที่โต๊ะ คุณก็เสียค่านั่งแล้ว จะราคาเท่าไหร่ก็แล้วแต่ร้าน 2 ยูโรน่าจะเป็นอย่างต่ำ มันก็คือค่า Service Charge อย่างหนึ่งล่ะมั้ง แต่มันก็แฟร์ดีนะ คือ มันกันคนมานั่งกันเยอะแต่สั่งกันน้อย อย่างน้อยร้านก็ได้เงินจากการเสียพื้นที่ให้ลูกค้าคนอื่นไปล่ะ

ขอ Ketchup ในร้านพิซซ่า

(ชี้นิ้ว แขนตึง) นั่นประตู!

กาแฟตอนตบท้าย

ขอให้เป็นเอสเปรสโซเท่านั้น เขาจะถามว่าเอากาแฟมั้ย แค่เราตอบรับ ก็จะได้เอสเปรสโซแล้ว ไม่ต้องสาธยายให้มากความ

อะไรนะ คัปปุชชีโน?

เอามันไปโบย

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

ช่วงนี้รู้สึกได้รับข่าวสารเชิงแพทย์และวิทยาศาสตร์กันมากมายจนแทบจะกระอัก บางทีร่างกายก็ต้องการเสพอะไรที่หลีกหนีไปจากนั้นบ้าง วันนี้มาล้อมวงในห้องมืด จุดเทียนไว้กลางวง ฟังเรื่องบ้านผีสิงกัน จริงบ้างไม่จริงบ้าง จะเล่าตามที่ได้อ่านเจอมาก็แล้วกัน 

1. เคหาสน์สีแดง แห่งแคว้นลอมบาร์ดี

เคหาสน์สีแดง แห่งแคว้นลอมบาร์ดี
ภาพ : it.wikipedia.org/wiki/Villa_De_Vecchi

ชื่อจริงๆ ของบ้านนี้คือบ้านของ (ตระกูล) เดเวคคี (Casa De Vecchi) สร้างในศตวรรษที่ 19 ตามบัญชาของ ท่านเคานต์เฟลิเช เด เวคคี (Felice De Vecchi) เป็นบ้านสองชั้น มีห้องใต้ดิน ตั้งอยู่ในเขตคอร์เตนอวา (Cortenova) ใกล้กับทะเลสาบโคโม่ 

บ้านสีแดงชาดนี้ปัจจุบันสีได้หลุดลอกออกไปบ้างแล้ว ยิ่งดูน่ากลัวเหมือนบาดแผลที่ถลอกปอกเปิก บางคนก็เรียกบ้านหลังนี้ว่า ‘บ้านแม่มด’ บ้างก็ว่าเพราะเคยมีเจ้าลัทธิซาตานคนหนึ่งเคยหมายตาบ้านหลังนี้ไว้ เพื่อเป็นที่ชุมนุมผู้ที่บูชาซาตานและแม่มด แต่ถึงยังไม่ได้ทำ บ้างก็ว่ามีการชุมนุมอยู่บ่อยๆ สรุปง่ายๆ ว่า บ้านนี้ดูเป็นทำเลทองของผู้นิยมซาตานและมนตร์ดำ

5 คฤหาสน์ผีสิงทั่วอิตาลี พร้อมตำนานสนุกชวนขนลุกไม่แพ้เรื่องผีไทย
ภาพ : brividihorror.it/villa-de-vecchi/

ตำนานเล่าว่า วันหนึ่งท่านเคานต์ออกไปเดินเล่น พอกลับมาบ้านก็พบว่าภรรยาถูกฆาตกรรม ใบหน้าของศพเละไม่เหลือดี มิหนำซ้ำลูกสาวยังหายไปด้วย ท่านเคานต์จึงเก็บข้าวเก็บของออกจากบ้านนั้นและไม่กลับไปอีกเลย ในขณะที่สายไม่มูก็อุตส่าห์ไปสืบทะเบียนราษฎร์พบว่า ท่านเป็นโสด ไม่มีลูกไม่มีเมีย 

ยังไม่ยอม สายมูก็บอกว่าเคยได้ยินเสียงผู้หญิงร้องจากโหยหวนออกจากบ้านอันว่างเปล่าหลังนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคืนที่วันยาวที่สุดในรอบปีที่เรียกกันว่าครีษมายันและเหมายัน 

ผู้ที่ดูแลบ้านหลังนั้นออกมาบอกว่า ไม่จริ๊ง ไม่จริง บ้านหลังนี้ผีไม่มีสางอะไรทั้งนั้น จะมีก็เขานี่แหละที่หลอกเป็นผีเพื่อไล่พวกที่มาป้วนเปี้ยนวุ่นวาย

แต่สิ่งที่เพิ่มความขลังให้แก่บ้านหลังนี้อีกหนึ่งเรื่องก็คือ เมื่อไม่กี่ปีก่อนนี้ มีเหตุการณ์แผ่นดินถล่มเกิดที่แถบนี้ สร้างความเสียหายมากมายให้แก่เมืองและเมืองอื่นๆ โดยรอบ แต่บ้านหลังนี้กลับไม่ได้รับความกระทบกระเทือนเลยแม้แต่น้อย

2. เคหาสน์ดาริโย (Ca’ Dario) ที่เวนิส

บ้านหลังนี้สร้างในศตวรรษที่ 15 อันเป็นยุคที่เวนิสรุ่งเรืองอย่างถึงที่สุด ตั้งอยู่บนคลองใหญ่ Canal Grande หรือ แกรนด์ คะแนล เลย เกือบจะถึงปากคลองแล้ว อยู่เยื้องไปทางขวาของท่าเรือ Giglio

เรื่องความงามไม่ต้องพูดถึง ดูจากภาพที่โมเน่ต์วาดก็แล้วกัน

เคหาสน์ดาริโย (Ca’ Dario) ที่เวนิส
Claude Monet, Venice, Palazzo Dario, olio su tela, The Art Institute of Chicago, 1908.
ภาพ : artadvisor.art.blog/2021/04/06/ca-dario-il-palazzo-maledetto-di-venezia

ตำนานที่เล่าขานในฐานะ ‘บ้านต้องคำสาป’ คือ คนในบ้านมักไม่ค่อยตายดีกันอยู่หลายราย เริ่มตั้งแต่แรกสร้าง ลูกสาวเจ้าของบ้านฆ่าตัวตายเพราะพิษเศรษฐกิจของสามี จากนั้นสามีและลูกชายของเธอก็ตาย (โหง) ตามไป แล้วจากนั้น เจ้าของบ้านรุ่นต่อๆ มาก็ตายไม่ดีกันหลายคน ใครผ่านบ้านนี้ก็พากันขนพองสยองเกล้า 

เช่นเดียวกับบ้านผีสิงหรือบ้านต้องคำสาปหลายแห่ง มักจะไม่ได้เล่าต่อๆ กันมานับตั้งแต่แรกสร้างหรอก มันจะต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นสักอย่าง แล้วผู้คนถึงได้ตั้งกองกันฟื้นฝอยหาตะเข็บกันอย่างเอิกเกริก เหมือนหวยออก ทุกอย่างที่ผ่านมาล้วนเป็นลางบอกเหตุทั้งสิ้น

ข่าวใหญ่ข่าวนั้นคือ ในวันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ. 1970 ท่านเคานต์คนหนึ่งถูกหนุ่มชู้รักฆ่าตาย ณ บ้านหลังนี้ เหตุการณ์อันรุนแรงและฉาวโฉ่เช่นนี้ อาจเกิดขึ้นไม่บ่อยนักในเวนิสอันแสนโรแมนติก จึงอาจเป็นชนวนทำให้คนเวนิสขุดเรื่องบ้านหลังนี้มาเล่ากันสนุกปาก ใครเด็ดกว่าชนะ อะไรทำนองนั้น 

5 คฤหาสน์ผีสิงทั่วอิตาลี พร้อมตำนานสนุกชวนขนลุกไม่แพ้เรื่องผีไทย
ภาพ : commons.wikimedia.org/wiki/File

แต่ตามความเป็นจริงแล้ว มีผู้ออกมาศึกษาว่า แทบไม่มีอะไรเป็นจริงเลย พ่อแม่ลูกต้นเรื่องที่ว่านั้นถึงจะมีอยู่จริง แต่แม่ป่วยตาย พ่อก็ป่วยตาย ลูกที่ในข่าวว่าตายจากการสงครามนั้น ก็ไม่ใช่ลูก แต่เป็นลูกหลานในหลายศตวรรษให้หลังที่ชื่อ-นามสกุลซ้ำกัน นอกจากนี้ บ้านยังถูกเปลี่ยนมือมาอีกหลายชั่วอายุคน หลายศตวรรษ มีทั้งคนในตระกูล คนนอกตระกูล หลากเชื้อชาติ แต่ไม่เคยมีใครฆ่าตัวตายในบ้านหลังนั้นเลย

3. เคหาสน์มัญโญนี จังหวัดแฟร์รารา (Magnoni, Ferrara)

เคหาสน์มัญโญนี จังหวัดแฟร์รารา (Magnoni, Ferrara)
ภาพ : storie.ivipro.it/db/villa-magnoni/

บ้านหลังนี้อยู่ในเขตโคนา (Cona) ห่างจากเมืองแฟร์ราร่าไม่กี่กิโลเมตร เข้าสู่วงการบ้านผีสิงในช่วง ค.ศ. 1980 นี้เอง ผู้สร้างตำนานเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง อันที่จริงคือกลุ่มหนึ่งอาจจะเหมาะกว่า เด็กกลุ่มนี้แอบย่องเข้าไปในบ้านร้างแห่งนี้ แล้วประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิตกันยกก๊วน มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่รอดมาเล่าเรื่องราวในคืนนั้นให้คนอื่นฟังว่า ขณะที่พวกเขากำลังย่องเข้าไปบุกรุกบ้านร้างหลังนั้นอย่างคึกคะนอง สายตาของพวกเขาก็ไปปะกับสายตาเกรี้ยวกราดคู่หนึ่งจากหน้าต่างบ้านชั้นบนพร้อมชี้หน้าแผดเสียงไล่ จนพวกเขาลนลานวิ่งหนีออกมาแทบไม่ทัน จนมาประสบอุบัติเหตุดังกล่ว

หลังจากการบอกเล่าของเด็กคนนั้น หน้าต่างทุกบานของบ้านก็ถูกปิดสนิท แต่หลังจากนั้นไม่นาน หน้าต่างบานหนึ่งก็เปิดออกมาอย่างหาคำอธิบายไม่ได้ เป็นหน้าต่างบานที่เด็กหนุ่มคนนั้นพูดถึงนั่นเอง

บ้านหลังนี้ถูกทิ้งร้างและดูเหมือนไม่มีใครรู้จักเจ้าของคนปัจจุบัน มีนักล่าผีหลายคนที่ยังคงเข้าไปในบ้าน เรื่องที่เล่าขานกันก็ยังเป็นเรื่องเสียงกระซิบของผู้หญิงและเสียงกรีดร้องอันเยือกเย็น แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือเงาดำที่อยู่หน้าหน้าต่างชั้นสองของบ้าน… ใช่ บานนั้น

4. ปราสาทมนเตแบลโล เมืองรีมีนี (Castello di Montebello, Rimini) 

ปราสาทมนเตแบลโล เมืองรีมีนี (Castello di Montebello, Rimini)
ภาพ : www.hotel-sangiorgio.com/montebello-torriana-castello-azzurrina

รีมีนีไม่ได้มีดีแค่ชายหาดหน้าร้อน ที่เขตปอจโจ โตรียานา (Poggio Torriana) ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดรีมีนี มีปราสาทซึ่งคู่ควรแก่การเป็นบ้านผีสิงที่น่ากลัวที่สุดแห่งหนึ่งของอิตาลีด้วย

ตำนาน (คำนี้การันตีความเลื่อนลอย แต่สนุก) ได้กล่าวถึงตัวละครสำคัญคือ หนูน้อยอัซซูรีนา (Azzurrina) ซึ่งเป็นลูกสาวของอูกุชโชเน ดิ มอนเตแบลโล (Uguccione Di Montebello)

เด็กน้อยคนนี้เกิดในราวช่วงหลังของคริสตศตวรรษที่ 14 เธอเกิดมาเป็นเด็กเผือก ซึ่งในสมัยนั้นผู้คนมองว่าเป็นปีศาจร้าย เป็นกาลกิณี ผู้เป็นพ่อจึงจำต้องขังลูกสาวตัวเองให้อยู่แต่ในปราสาทโดยมียามเฝ้า 2 คน วันหนึ่งเด็กน้อยเล่นลูกบอลผ้าแล้วลูกบอลกลิ้งตกลงไปในห้องใต้ดิน เธอจึงวิ่งลงไปเก็บ ลงไปไม่นานยามทั้งสองซึ่งอยู่ด้านบนก็ได้ยินเสียงกรีดร้องของเด็กน้อย แต่พอวิ่งลงไปดูก็ไม่พบอะไร ไม่พบใคร…แม้แต่อัซซูรีน่าเอง

ล้อมวงฟังเรื่อง 5 คฤหาสน์ผีดุทั่วอิตาลีที่จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่ทำคนขนพองสยองเกล้าทั่วอิตาลี
ภาพ : www.hotelcorallorimini.com/it/blog/entroterra/castello-montebello-la-leggenda-azzurrina/

แม้จะหาเท่าไหร่ก็ไม่พบร่างของเด็กน้อย อย่างไรก็ตามก็ดูเหมือนว่าเธอจะยังคงวนเวียนอยู่ในปราสาทแห่งนี้ เพราะทุกๆ 5 ปีในวันครีษมายัน อันเป็นวันที่เธอหายตัวไป เธอจะปรากฏให้เห็น ปัจจุบันปราสาทหลังนี้เปิดให้เข้าชมด้วย

5. เคหาสน์วัลเลมานี แห่งเมืองอังโคนา (Palazzo Vallemani, Ancona)

เคหาสน์วัลเลมานี แห่งเมืองอังโคนา (Palazzo Vallemani, Ancona)
ภาพ : Loscrignodelmistero.webnode.it

เคหสถานอันเป็นตำนานหลอนแห่งนี้ ตั้งอยู่บนเนินเขาเมืองแซรรา ซัน ควิรีโก (Serra San Quirico) เขตจังหวัดอังโคนา ต้นเหตุแห่งเรื่องเกิดขึ้นเมื่อช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนี้เอง 

เรื่องเล่าว่าวันหนึ่งในช่วงสงคราม บ้านหลังนี้ได้จัดงานเลี้ยงเล็กๆ ขึ้นมา จู่ๆ ทหารนาซีก็ได้บุกเข้ามากราดยิงผู้คน ณ ที่นั้น คร่าชีวิตผู้คนไปราว 20 ราย ก่อนตายท่านเคานต์ได้ลั่นวาจาว่าจะอยู่ปกป้องบ้านหลังนี้ของท่านตลอดไปไม่ให้ใครมาย่ำยี 

จากนั้นบ้านหลังนี้ก็มีกิตติศัพท์ในเรื่องผีพื้นฐานทั่วๆ ไป เช่นมีเสียงร้อง ฯลฯ จนกระทั่งเรื่องๆ ใหญ่ๆ ได้เกิดขึ้นนับแต่ ค.ศ. 1970 เป็นต้นมา

บ่าวสาวคู่หนึ่งเกี่ยวก้อยกันไปถ่ายวิดีโอสั้นๆ กันที่นั่น ตอนถ่ายก็เหมือนจะดีๆ อยู่ แต่พอกลับมา ภาพทั้งหมดมืดสนิท แต่มีเสียงไวโอลินงานเลี้ยงดังเป็นแบกกราวด์

อีกรายหนึ่งเกิดราว ค.ศ. 1980 เด็กสาวคนหนึ่งเข้าไปเดินเล่นที่นั่น แล้วก็แวะโบสถ์เล็กๆ ของบ้าน เธอไปเจอรูปถ่ายบ่าวสาวคู่หนึ่งใส่ชุดสมัยต้นศตวรรษตั้งอยู่ในนั้น เธอเห็นว่าสวยดีก็เลยฉวยกลับบ้าน คืนนั้นเธอฝันร้าย เธอฝันว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งมากระซิบข้างหูบอกให้เธอเอารูปไปคืน เธอกรีดร้องตื่นขึ้นมา แล้วพบว่าแม่ของเธอยืนหน้าซีดเผือดอยู่ตรงประตู แม่บอกว่าได้ยินเสียงลูกสาวร้อง เธอก็เลยเข้ามาดู แต่สิ่งที่เธอเจอคือ ผู้หญิงแต่งชุดขาวคนหนึ่งกำลังกระซิบอะไรบางอย่างอยู่ข้างหูลูกสาวเธอ ก่อนจะหายวับไป

ไหนๆ ก็ทำกันถึงขนาดนี้แล้ว ผู้คนแถวนั้นเลยจัดให้ครบ โดยเรียกหน้าผาซึ่งอยู่ตรงนั้นว่า ‘หน้าผาปีศาจ’ เป็นอันครบจบในที่เดียว

ขอปิดท้ายด้วยเรื่องของตัวเอง จะว่าเรื่องของตัวเองก็ไม่ถูกหรอก เรียกได้ว่าใกล้ตัวที่สุดแล้ว วันหนึ่งไปนั่งกินข้าวที่บ้านพี่คนไทยคนหนึ่งในเซียน่า จริงๆ เป็นอพาร์ตเมนต์แบ่งห้องเช่ากับนักเรียนต่างชาติคนอื่นๆ บ้านอยู่ในเขตเมืองเก่า ก็บอกว่า บ้านนี้น่าอยู่ดีนะ พี่ก็บอกว่าใช่ แต่ก็เหมือนจะไม่ได้อยู่กันแค่เท่าที่เห็น 

แหม ชงมาขนาดนี้พี่ต้องเล่าแล้วละ เธอบอกว่า เช้าวันหนึ่งขณะที่ทุกคนสาละวนกันอยู่ในครัว กินโน่นนี่เตรียมตัวจะออกไปเรียนกัน พี่คนนี้ก็ทักเพื่อนร่วมบ้านอีกคนว่า 

“แหม เมื่อคืนนอนดึกจัง ฉันตื่นมาเข้าห้องน้ำ ได้ยินเสียงล้างจานก่อกแก่กอยู่ในครัว”

เพื่อนคนนั้นชะงัก แล้วถามกลับว่า

“อ้าว ไม่ใช่เธอเหรอ” แล้วก็หันไปหาอีกคนหนึ่ง

“เปล่า แต่ชั้นก็ได้ยิน”

ทั้งสามคนมองหน้ากัน แล้วก็ก้มหน้าก้มตากินอาหารเช้าของตัวเองต่อไป

ฉันซึ่งเคยแต่ได้ยินเรื่องผีสระผมมาบ้างแล้ว วันนั้นได้ยินเรื่องผีล้างจาน ในใจนึกว่า เออหนอ โลกเรานี้มีอะไรให้เรียนรู้ได้ไม่รู้จบจริงๆ ผีเองก็ไม่ได้สักแต่ว่าจะมาแหกอก ยืนตะคุ่ม หรือเหวี่ยงจาน ปัดหนังสือตกจากชั้น ผีรักความสะอาดก็มีกับเขาด้วยเหมือนกัน

สัพเพสัตตาฯ

ข้อมูลอ้างอิง

storiedimenticate.it/villa-de-vecchi/

Loscrignodelmistero.webnode.it

www.vanillamagazine.it/

www.sixt.it/magazine/viaggi/case-infestate-italia/ 

www.misteridelmondo.it/

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load