21 พฤศจิกายน 2563
26 K

เข้าเรื่องเลยนะ

การแบ่งมื้อแบบอิตาเลียน

โดยทั่วไปแล้วอาจเรียงลำดับได้เป็นอย่างนี้

1. ออเดิร์ฟ (antipasti)

2. อาหารจานแรก (primi piatti)

3. อาหารจานที่สอง (secondi piatti)

4. สลัด (insalata)

5. ขนมหรือผลไม้ (dessert)

ถ้าเป็นการชวนเพื่อนมากินกันที่บ้าน ก็มักจะต่อท้ายที่ กาแฟ และสนทนาท่ามกลางม่านควันบุหรี่คล้ำครึ้มคุมเวร

ออเดิร์ฟ

แน่นอนนี่ไม่ใช่จานบังคับ การไม่มีย่อมไม่เป็นไร แต่ถ้าไปกินอาหารตามร้านล่ะก็ แนะนำจริงๆ ให้สั่ง เพราะปาสต้านั้น อิตาเลียนจะไม่มีวันต้มรอไว้เป็นอันขาด ที่จะให้ต้มสุกไว้ก่อนแล้วถึงเวลามาใส่ตะกร้อลวกนั้นอย่าหมาย มีเรื่องเล่าจริงเท็จอย่างไรไม่รู้ พูดกันเล่นๆ ว่า เมื่อโทรศัพท์มือถือได้อุบัติขึ้นในอิตาลีนั้น ประโยคที่คนอิตาเลียนพูดมากที่สุดคือ “จะถึงบ้านแล้วแม่ ต้มปาสต้าได้เลย”

การสั่งออเดิร์ฟในร้านอาหารจึงเป็นการประวิงเวลา และไม่ให้เรานั่งแทะขนมปังขาไก่จนหมดสิ้นนั่นเอง

กินอย่างอิตาลีคืออย่าโยนขนมปัง ไม่ขอ Ketchup ในร้านพิซซ่า และดื่มเอสเปรสโซตบท้ายเท่านั้น, อาหารอิตาลี
บรุสเก็ตต้า
ภาพ : www.cucchiaio.it/ricetta/ricetta-bruschetta-pomodoro/

อนึ่ง ถ้าไม่รู้จะสั่งอะไร ขอแนะนำ bruschetta ซึ่งออกเสียงว่า บรุส-เก็ต-ต้า อันเป็นขนมปังอิตาเลียนปิ้งแล้ววางหน้าด้วยมะเขือเทศสับหยาบปรุงรส ส่วนผสมมีน้อย แต่นี่เป็นเหมือนการโหมโรง เป็นการอวดฝีมือการคัดเลือกวัตถุดิบของทางร้านได้เป็นอย่างดีทีเดียว

อาหารจานแรก (primi piatti)

คืออาหารตระกูลแป้ง มีปาสต้า (pasta) เป็นหลัก แต่ก็ไม่ได้มีแต่ปาสต้าหรอกนะ คนทางเหนืออาจจะกินข้าว หรือแป้งข้าวโพดหรือที่เรียกว่า polenta ก็ได้

กินอย่างอิตาลีคืออย่าโยนขนมปัง ไม่ขอ Ketchup ในร้านพิซซ่า และดื่มเอสเปรสโซตบท้ายเท่านั้น, อาหารอิตาลี

เวลาที่คุณไปกินตามร้านอาหารนั้น หากเขามิได้เชื้อเชิญ คุณมิควรเล่นแร่แปรธาตุในการเปลี่ยนหน้าเปลี่ยนซอสไปมา ด้วยว่า หนึ่ง คนทำย่อมมิได้สั่นติ้วหรือทอยลูกเต๋าจับคู่เส้นกับซอส หากแต่ใคร่ครวญไตร่ตรองมาอย่างแยบคายแล้วว่าซอสใดควรกินกับปาสต้าเส้นใด ใช่ ซอสหรือหน้าต่างๆ ของปาสต้านั้น มันมีความเข้มข้นไม่เหมือนกัน ปาสต้าก็เช่นกัน บางเส้นก็ถูกออกแบบมาให้ซอสเกาะได้ดีขึ้น และประการที่สองอันเป็นประการต่อเนื่องก็คือ ถ้าคุณไม่เป๊ะพอ คุณอาจปล่อยเด๋อได้ เช่น สปาเก็ตตี้ไม่มีวันลงน้ำ (ซุป) เป็นอันขาด เป็นอาทิ

อาหารจานสองคืออะไร

อาหารจานที่สองคืออาหารที่มีเนื้อสัตว์เป็นตัวเอก เนื้อสัตว์ก็คือเนื้อสัตว์ คงไม่ต้องการอรรถาธิบายใดๆ แต่นอกจากหมู เนื้อ ไก่ ปลาแล้ว คุณก็อาจจะได้เจอเนื้ออื่นๆ ได้แก่ เนื้อหมูป่า เนื้อกระต่าย ฯลฯ

คนที่ไม่กินเนื้อวัว ต้องหมั่นเช็กให้ดีก่อนสั่งนะ และหากไปกินตามร้านอาหาร แทนที่จะให้บริกรยืนสาธยายไปแต่ละเมนูว่าอะไรเป็นอะไร ขอแนะนำให้บอกบริกรเลยว่า ตัวเองไม่กินอะไร เขาจะได้แนะนำให้ได้อย่างคล่องแคล่วรวดเร็ว ส่วนถ้าเขาเชิญไปกินที่บ้าน ก็ควรบอกเขาไปเลยโดยไม่ต้องรอให้เขาถามว่าเราไม่กินเนื้อวัว

สลัดค่อยตามมา

ใช่แล้ว อิตาเลียนกินสลัดทีหลัง ที่น่าสนใจก็คือ สิ่งที่เรียกว่า Italian Dressing นั้น ไม่มีอยู่จริงในอิตาลี คนอิตาเลียนปรุงสลัดด้วยน้ำมันมะกอกและบัลซามิก (รสเหมือนจิ๊กโฉ่ว) เท่านั้น

ของหวานหรือผลไม้

สำหรับอิตาเลียนนั้น เมื่อจบสลัดแล้ว ถ้ากินที่บ้าน ความเป็นไปได้สูงคือผลไม้ตามฤดูกาล อันมีส้มปรากฏอยู่แทบทุกฤดู ของหวานอิตาเลียนทำค่อนข้างยากและใช้เวลา แต่ถ้าไปกินตามร้านอาหารก็ควรสั่งของหวาน ไอศกรีมเหรอ จริงๆ ถ้าอยู่ในอิตาลีไม่ค่อยแนะนำให้สั่งนะ เดินกินตามถนนดูแก่นแก้วกฤษดาดอยกว่าเยอะ

พิซซ่าไปไหน ทำไมไม่มีพิซซ่า

ดูก่อนภราดรทั้งหลาย อันว่าพิซซ่า (ซึ่งออกเสียงเป็นภาษาอิตาเลียนเป๊ะๆ ว่า “ปิ๊ต-ส่ะ”) นั้น เป็นของกินที่ Stand Alone หาได้อยู่ในเซ็ตนี้ไม่

เอาล่ะ ต่อไปนี้ได้เวลาขึ้นโต๊ะอาหารเสียที

ข้อปฏิบัติ ธรรมเนียม ความเชื่อบนโต๊ะอาหาร

การกินปาสต้า ใช้ส้อมหมุนกับพื้นจานเท่านั้น ไม่มีการใช้ช้อนช่วย อันนี้พูดถึงการกินแบบอิตาเลียนนะ ถ้าคุณไปขึ้นโต๊ะในระดับ International กว่านั้น ก็จะพบว่ามีการใช้ช้อนประคอง ก็อย่าไปจิ๊จ๊ะให้มันมากไป มันจะเป็นบ้า เรื่องเล็กจะกลายเป็นเรื่องใหญ่

วิธีม้วนปาสต้านั้น คือดันปาสต้าในจานไปทางหนึ่งก่อน พอให้มีที่สักนิดในการหมุด จากนั้นใช้ส้อมสอยเส้นปาสต้าออกมาสักสี่ซ้าห้าเส้น แล้วเอามาหมุนตรงนั้น พยายามทำเนียนๆ หน่อย พูดจาหัวเราะหัวใคร่กับทุกคนไปเรื่อยๆ อย่าเอาเป็นเอาตายกับมันมาก จนดูราวกับเรากำลังไขน็อตตรึงจานไว้กับโต๊ะ

การม้วนสปาเก็ตตี้โดยไม่ใช้ช้อน
https://www.wikihow.com/Eat-Spaghetti

อย่าตัดเส้นปาสต้า ถ้าทนไม่ได้ ให้เปลี่ยนไปสั่งขนมจีนแป้งหมักมากิน

อย่ากัดเส้นสปาเก็ตตี้หรือเส้นยาวใดๆ ให้หล่นเผละผละลงมาจากปากอย่างน่าเวทนา เพราะนอกจากจะไม่งามแล้ว คุณกำลังดับอนาคตอันใกล้ของคุณในการกิน เพราะเส้นปาสต้าที่ขาดเหล่านั้นจะไม่มีวันหมุนขึ้นมาได้อีกต่อไป

ว่าด้วยช้อน ช้อนใหญ่ใช้สำหรับทานซุป ส่วนช้อนเล็กก็เอาไว้ชงกาแฟเวลาเติมน้ำตาล กับกินขนมเท่านั้น เพราะฉะนั้น ถ้ามีเมนูข้าวมา เช่น ริซอตโต ก็ต้องกินด้วยส้อมเช่นกัน

ไม่นั่งบนโต๊ะอาหาร 13 คน เพราะมันจะเป็นจำนวนของ The Last Supper หากบังเอิญว่ามี 13 พอดี เขาจะขยับโต๊ะให้แยกออกจากกันนิดหนึ่งพอเป็นพิธี

ห้ามทำเกลือหก ถ้าทำเกลือหก ก็ไม่ต้องกรีดร้อง ทึ้งผม โทษตัวเองว่าเป็นกาลกิณีและขอให้เจ้าบ้านนำตัวเองไปลอยแพล้างซวย ก็เพียงแค่บรรจงหยิบเกลือนั้น ทิ้งข้ามไหล่อีกข้าง กริยาเดียวกับตอนโยนเหรียญที่น้ำพุเทรวี่ แต่ไม่ต้องเหวี่ยงแรงขนาดนั้น และที่สำคัญ ไม่ต้องพริ้มตาอธิษฐาน จะอธิษฐานอะไรเล่า เอิ้ว!

แต่ถ้าทำไวน์หก คนทั้งโต๊ะจะพากันร้องว่า อัลเลเกรีย (ไชโย) ในทันที เรื่องนี้ตำนานไม่ปรากฏ แต่เดาว่าคงขำว่า จะต้องมีใครเมาเข้าแล้วในโต๊ะนี้

เมื่อมีคนขอให้ช่วยส่งเกลือหรือพริกไทยให้หน่อย ตามสมบัติผู้ดีอิตาเลียนแล้วไซร้ พึงส่งให้ทั้งสองอย่าง เพราะมันควรจะอยู่ด้วยกันตลอด แล้วเวลาส่ง ก็หยิบแล้ววาง ให้คนถัดไปหยิบแล้ววาง ทำอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ห้ามปล้นกลางทางคือดักโรยเสียก่อน และห้ามทำหก ที่เขาให้วางก่อนก็เพราะกลัวหกนี่ล่ะ

กินอย่างอิตาลีคืออย่าโยนขนมปัง ไม่ขอ Ketchup ในร้านพิซซ่า และดื่มเอสเปรสโซตบท้ายเท่านั้น, อาหารอิตาลี
 ที่ใส่เกลือกับพริกไทย
ภาพ : gotti.shop/brandani-porta-sale-e-pepe-in-porcellana-bianca-cuore.html

การใช้ขนมปังปาดซอสที่เหลือบนจาน เขาทำกันในบรรยากาศที่เป็นกันเองนะ มักจะทำที่บ้านหรือไปกินข้าวบ้านเพื่อน เพราะบางครั้งมันก็มีนัยของการชื่นชมคนทำ ทำให้คนทำปลื้ม จริงๆ ไม่แนะนำให้ทำในที่สาธารณะนะ แต่ถ้าจะทำก็… (เขยิบเท้าถอยห่างออกมาก้าวหนึ่งด้วยจริตของรัดเกล้าในท้ายเพลง บ้านทรายทอง)

กินอย่างอิตาลีคืออย่าโยนขนมปัง ไม่ขอ Ketchup ในร้านพิซซ่า และดื่มเอสเปรสโซตบท้ายเท่านั้น, อาหารอิตาลี
การใช้ขนมปังเช็ดจาน
ภาพ : pt.toluna.com/opinions/2354227/Perch-si-dice-fare-la-scarpetta-intendendo-pulire-con-un-pezzo-di-pane-quel-che-resta-nel-piatto

ประเมินกำลังในการกินด้วย ถ้ารู้ว่าจะต้องกินอาหารจานเนื้อ อย่ากินอาหารจานแป้งให้อิ่มเกิน

ขนมปังคือพระเยซู อย่าโยนเล่น อย่าจับหงาย และอย่าเอามีดไปปักเล่น

กินอาหารอิตาเลียน ปรุงได้ไหม

คำตอบคือ ปรุงได้ แต่ได้ไม่กี่รสหรอกนะ ใส่เกลือ ใส่พริกไทย อาจจะมีคนเถียงว่า tabasco ไง เห่ลโล่ว! นั่นมันเม็กซิกันมั้ย ไม่ห้ามไม่ให้ใส่ ปากใครก็ปากมัน แต่อย่าไปตำหนิอะไรทางร้านถ้าหากขอแล้วเขาไม่มีให้ เหมือนไปขอจิ๊กโฉ่วในร้านข้าวแกงงี้

แต่สิ่งหนึ่งซึ่งบางท่านอาจจะไม่ทราบคือ ท่านสามารถปรุงให้เผ็ดได้ และทุกร้านจะมีของอย่างหนึ่งซ่อนเอาไว้ คือ น้ำมันพริก มันคือน้ำมันมะกอกที่ใส่พริกดองหรือทำอะไรสักอย่างเอาไว้ น้ำมันพริกนี่โรยใส่อาหารอะไรก็นัว คือ มันนัวกว่าการใส่พริกป่นแดงแห้งๆ มาก

กินอย่างอิตาลีคืออย่าโยนขนมปัง ไม่ขอ Ketchup ในร้านพิซซ่า และดื่มเอสเปรสโซตบท้ายเท่านั้น, อาหารอิตาลี
น้ำมันเผ็ด
ภาพ : www.lacucinadibacco.it/olio-piccante-fatto-in-casa

พาร์มีซานชีส

อย่าโชว์เหนือโดยการขอชีสมาโรยหน้าปาสต้าทุกหน้าไป เพราะมันมีกฎอยู่เหมือนกัน คือจะไม่โรยพาร์มีซานชีสกับอาหารทะเลเป็นอันขาด จบนะ

สั่งอาหารไม่ครบคน

จริงๆ อิตาเลียนไม่มีธรรมเนียมการสั่ง 2 แต่มา 3 พร้อมขอจานแบ่งนะ แต่เดี๋ยวนี้เหมือนจะยอมรับได้มากขึ้นในหลายๆ ร้าน แต่ถ้าหากไม่อยากเสี่ยงกับการถูกดุ มีอีกวิธีคือ สั่งของคนละประเภทกันแล้วมาแบ่งกันกิน เช่น ถ้าไปกัน 2 คน คนหนึ่งก็สั่งจานแป้ง อีกคนสั่งจานเนื้อ แล้วเอามาแบ่งกันโดยที่ไม่ต้องขอจานแบ่ง อย่างนี้ก็เวิร์กนะ ไปกัน 3 เหรอ อีกคนก็สั่งพิซซ่าสิ

ค่า coperto

สิ่งที่หลายคนคิดว่าอิตาเลียนโกงคือเรื่องนี้ ค่าโคแปร์โต้ ซึ่งมันก็คือค่าหัวนั่นเอง บางคนก็เรียกว่าค่าขนมปัง บ้างก็ว่าค่าซักผ้าปูโต๊ะ แต่ฉันว่าบอกว่าค่าหัวยังจะเข้าใจได้เสียมากกว่า นั่นก็คือ เมื่อคุณนั่งลงที่โต๊ะ คุณก็เสียค่านั่งแล้ว จะราคาเท่าไหร่ก็แล้วแต่ร้าน 2 ยูโรน่าจะเป็นอย่างต่ำ มันก็คือค่า Service Charge อย่างหนึ่งล่ะมั้ง แต่มันก็แฟร์ดีนะ คือ มันกันคนมานั่งกันเยอะแต่สั่งกันน้อย อย่างน้อยร้านก็ได้เงินจากการเสียพื้นที่ให้ลูกค้าคนอื่นไปล่ะ

ขอ Ketchup ในร้านพิซซ่า

(ชี้นิ้ว แขนตึง) นั่นประตู!

กาแฟตอนตบท้าย

ขอให้เป็นเอสเปรสโซเท่านั้น เขาจะถามว่าเอากาแฟมั้ย แค่เราตอบรับ ก็จะได้เอสเปรสโซแล้ว ไม่ต้องสาธยายให้มากความ

อะไรนะ คัปปุชชีโน?

เอามันไปโบย

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

เขียนเรื่องนี้ด้วยได้รับแรงบันดาลใจจากไอร้อนของประเทศเรา ในอิตาลีตอนนี้ยังไม่ร้อนหรอก อากาศดีด้วยซ้ำ จะร้อนเอาจริงจัง สิงหาฯ โน่น แล้ว เมื่อเอย เมื่อนั้น เราก็จะได้เจออิตาเลียนเต็มเมืองไทย ส่วนจะเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า หนีร้อนมาพึ่งเย็น หรือหนีเสือปะจระเข้นั้น ก็แล้วแต่จะคิดกันไป

หน้าร้อนในอิตาลีนั้น นับคร่าว ๆ เอาช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม-สิงหาคม อย่าลืมว่าอิตาลีมี 4 ฤดู ฤดูละ 3 เดือน คูณ 4 ก็ 12 เดือน พอดิบพอดี

พอย่างเข้าหน้าร้อน อิตาเลียนก็จิตใจไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว ตั้งท่าจะเตรียมเที่ยวกันท่าเดียว เรื่องวางแผนเที่ยวน่ะเหรอ บางบ้านวางกันเป็นปี หาไม่แล้วที่พักหรืออะไรต่ออะไรก็จะเต็มเอา

ในช่วงกรกฎาคม-สิงหาคม อย่าได้ติดต่อธุรกิจ เพราะมักจะไม่ได้รับการตอบรับ จะทำอะไรให้รีบทำเสียตอนนี้ หรือไม่อีกทีก็เริ่มชีวิตกันใหม่ต้นเดือนกันยายน… ไม่ได้ฟังดูเหมือนโหราพยากรณ์เกินไปใช่ไหม

จะดึงดันไปเที่ยวอิตาลีช่วงนั้นเหรอ เอาซี่… (เสียงสูงมาก) ถ้าคิดว่ายังร้อนในไทยไม่พอ แต่ก็ว่าไม่ได้ เพราะของ Sales ช่วงกรกฎาฯ ก็ล่อตาล่อใจอยู่ใช่หยอกเสียเมื่อไหร่ แต่ถ้าไปช่วงเดือนสิงหาคมนั้น มีแนวโน้มสูงว่าจะได้พบเมืองร้าง หากคิดว่า ดีสิ เมืองจะได้สงบ ๆ ก็ให้นึกด้วยว่า ร้านอาหารใด ๆ ก็อาจจะปิดด้วย เราก็อาจจะต้องต้มมาม่ากินอย่างสงบ ในโรงแรมอันแสนสงบไปด้วยเช่นกัน

สรุปว่า คนทั้งประเทศพร้อมใจกันเที่ยวโดยไม่ได้นัดหมายนั่นเอง (โถ พระหมายของโยม โดนอีกแล้ว) เมื่อคนไม่อยู่ จะเปิดร้านไว้ทำไม ก็ถือโอกาสนี้ไปเที่ยวด้วยสิ

หยิบยืมเงินเที่ยว

การเที่ยวแต่ละครั้งใช้เงินจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบ้านที่มีสมาชิกในครอบครัวเยอะ อาจารย์ชาวอิตาเลียนเคยบอกว่า บางคนถึงกับหยิบยืมเงินคนใกล้ตัวเพื่อไปเที่ยว ร้อนถึงนักเรียนไทยผู้ไม่เข้าใจความคิดนี้เลย ถามว่า ทำไมไม่รอให้มีเงินแล้วค่อยไปเที่ยวละ อาจารย์บอกว่า “เพราะหน้าร้อนไม่เคยคอยใคร”

คำกล่าวสั้น ๆ ถึงแม้จะไม่สามารถอ้างถึงอิตาเลียนในภาพรวมได้ แต่สะท้อนให้ตระหนักได้ว่า ความแตกต่างระหว่างเรากับเขาอย่างหนึ่งคือ ฤดูกาลที่ชัดเจน สำหรับเรา ไปหน้าไหนก็คงไม่ต่างกันเท่าใดนัก ไม่สิ พอถึงหน้าหนาวเราก็เต้นหรับ ๆ ขยับเตรียมขึ้นเหนือเหมือนกันละ

กลับมามองเขาบ้าง ถ้าเขามีเงินในช่วงที่อากาศไม่ดีล่ะ ถ้ามีเงินในช่วงที่ลูก ๆ เปิดเทอมล่ะ ฯลฯ การไม่ไปเที่ยวหน้าร้อนก็คือ สูญเสียวันเวลาพักผ่อนไป 1 ปีนั่นเอง เพราะฉะนั้นเมื่อตอนอิตาลีคิดจะปิดประเทศช่วงโควิดนั้น ไม่มีช่วงไหนเลยที่คนอิตาเลียนจะเดือดเนื้อร้อนใจได้มากเท่ากับตอนที่กลัวว่า หน้าร้อนจะไม่ได้เที่ยว

ความร้อนแบบอิตาเลียน

ความร้อนของฤดูร้อนในอิตาลีหรือในยุโรปนั้น ยากแท้หยั่งถึง เรา ซึ่งถึงไม่ชอบแต่ก็แอบขิงคนทั้งโลกว่า เรามีหน้าร้อนที่ร้อนที่สุด ร้อนราวกับซ้อมตกนรกก็มิปานนั้น เมื่อเปรียบกับร้อนแบบอิตาลี เป็นความร้อนกันคนละแบบ

อิตาลีเวลาร้อนจัด ๆ จะร้อนแบบซาวน่า คือ แห้ง ๆ แผดเผา ในขณะที่ของไทยร้อนแบบห้องอบไอน้ำ เหงื่อตกเผาะ ๆ ๆ ตัวเหนียวหนุบหนับตลอดเวลา แต่ที่ทำให้หน้าร้อนในอิตาลีดูสิ้นหวังไปกว่า คือ เราโผไปหาความเย็นที่ไหนไม่ได้เลย ห้างก็ไม่ได้ใหญ่โตให้เราเดินแช่แอร์ได้ (อิตาเลียนเองก็ไม่ค่อยมีนิสัยชอบเดินห้าง) ร้านต่าง ๆ ถ้าไม่ใหญ่จริงก็ไม่มีแอร์

คลายร้อนตอนซัมเมอร์แบบคนอิตาลี อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเรานึกไม่ถึง
ภาพ : www.italymagazine.com

แล้วคลายร้อนกันอย่างไร

สมัยนี้ที่ไหนก็คงมีแอร์ แต่โดยทั่วไปสิ่งแรกที่ทำคือ เปิดประตู เปิดหน้าต่าง ให้ลมเข้า สมัยที่เรียนอยู่ในยุคต้น 90 ก็เป็นอย่างนั้น พอถึงหน้าร้อน โรงเรียนก็เปิดหน้าต่าง วันดีคืนดีคงเห็นว่าทั้งเด็กทั้งครูหน้าโรยกันไปตาม ๆ กัน ก็ซื้อพัดลมมาให้ตัวนึง นับว่าน่ารักมาก ขอขอบพระคุณมหาวิทยาลัยสำหรับชาวต่างชาติแห่งเมืองเซียน่ามา ณ ที่นี้ด้วย

ในยุคเดียวกัน บนรถก็เปิดหน้าต่าง ทั้งรถเมล์ รถไฟ โรงภาพยนตร์หลายแห่งปิดหน้าร้อน แต่ก็ทำให้เกิดความโรแมนติกในหลาย ๆ ที่ กล่าวคือ มีการจัดหนังกลางแปลง อย่างเช่นที่เมืองเซียน่า จัดฉายหนังกลางแปลงกันบนโรงละครโบราณ ที่ป้อมปราการของเมืองกันเลยทีเดียว

คลายร้อนตอนซัมเมอร์แบบคนอิตาลี อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเรานึกไม่ถึง
หนังกลางแปลงที่เซียนา
ภาพ : www.radiosienatv.it
คลายร้อนตอนซัมเมอร์แบบคนอิตาลี อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเรานึกไม่ถึง
สถานที่ฉายหนังยามที่ไม่มีหนัง มันคือโรงละครโบราณ
ภาพ : www.gazzettadisiena.it

พัดลมของพี่ ส.ว.

ขอแทรกเรื่องส่วนตัว ย้อนไปเมื่อปี 1992 อันเป็นครั้งแรกที่ฉันได้รู้จักความร้อนของอิตาลี บ้านที่ฉันพักอยู่นั้น มีพี่คนไทยอยู่พร้อมกับแฟนอันเป็นหนุ่มหล่อลูกผู้มีอันจะกินจากทางใต้ของอิตาลี ให้ชื่อภาษาไทยยามเม้าต่อหน้าและลับหลังว่า พี่ ส.ว.อันย่อมาจาก Salvatore ซึ่งเจ้าตัวก็รู้ พูดชื่อนี้ทีไรหันขวับทุกที

พี่ ส.ว. รักแฟนมาก เมื่อสาวเจ้าบ่นว่าร้อน พี่ ส.ว. ได้ซื้อของที่ไม่ได้มีกันทุกบ้านมาให้ตนเองและแฟน นั่นคือ พัดลม

วันที่พี่ ส.ว. ถือพัดลมเข้าบ้านมานั้น คนข้างบ้านและผู้ที่เช่าบ้านอยู่ด้วยต่างมองตามอย่างตื่นเต้น มองตามตั้งแต่ประตูเข้าบ้านไปจนพี่ ส.ว. เปิดพัดลมให้มันส่ายหน้าไปมา ทุกคนทำหน้าเหมือนกลัวห้องจะพองลม

จะว่าไป พัดลมก็ไม่ได้แพงอะไรมากมายนัก แต่ถ้าคิดว่าในปีหนึ่งจะได้เปิดแค่ราว 2 เดือน กับอีกอย่าง ลมที่ออกมาก็ไม่ค่อยต่างจากไดร์เป่าผมขนาดใหญ่สักเท่าไหร่ ก็ดูเป็นของฟุ่มเฟือยนิด ๆ สำหรับคนอิตาเลียน ทั้งนี้ไม่นับทางใต้ที่อุณหภูมิสูงกว่าทางเหนือ พัดลมก็อาจะไม่ได้เป็นของหายากเท่า

ของกินหน้าร้อน

ย่อมไม่ใช่ข้าวแช่ที่เอามาเข่นกันว่าของใครของแท้ คนไหนของปลอม คนนี้เจ้า คนนั้นไพร่

แน่นอน ไอศกรีมย่อมมาแรงโดยไม่ต้องเสียเวลาบรรยาย แต่อีกอย่างคือ ‘กรานีตา’ (granita) ต้นตำรับต้องของเกาะซิชีเลีย มันก็คล้าย ๆ น้ำผลไม้แช่เย็นจนขึ้นเกล็ดนั่นล่ะ

คลายร้อนตอนซัมเมอร์แบบคนอิตาลี อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเรานึกไม่ถึง
กรานีตามะนาว
ภาพ : calabrianelpiatto.it

ส่วนผลไม้หน้าร้อนของอิตาลี ได้แก่ เชอรี่ สตรอเบอรี่ มะเดื่อ (Fig) แอปริคอต เนสโปลา (Nespola ในภาษาอิตาเลียน ชื่ออังกฤษคือ Medlar) ลูกพลัม พีช แตงโม เบอรี่ต่าง ๆ (อิตาเลียนเรียกรวม ๆ ว่า ผลไม้สีแดง) เมล่อน เป็นอาทิ

คลายร้อนตอนซัมเมอร์แบบคนอิตาลี อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเรานึกไม่ถึง
เนสโปลา
ภาพ : www.cedior.com

ส่วนผลไม้อีกอย่างที่จะโผล่มาตอนหน้าร้อน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองท่องเที่ยว แต่ไม่ใช่ผลไม้อิตาเลียนหรอกนะ คือ มะพร้าว ขายชิ้นละราว ๆ 1 ยูโร การจัดวางของการขายมะพร้าวนี้เหมือนกันทุกแห่งคือ เรียงรายเป็นชั้นอยู่ในน้ำพุขนาดเล็ก นักท่องเที่ยวทั้งอิตาเลียนและไม่อิตาเลียน ชอบซื้อเอามาขบกิน ใช่ ต้องขบ หรือไม่ก็เอากระต่ายมาขูด เพราะหน้าตาดูแก่ห้าวเหลือเกิน เหมาะแก่การนำไปคั้นกะทิต้มสายบัว

วิธีดับร้อนของชาวอิตาลีในช่วงซัมเมอร์ เขาทำอะไร ไปเที่ยวไหน กินอะไร และคลายร้อนกันยังไง
ภาพ : www.afar.com

ของกินที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล ไม่ได้มีเพียงผลไม้เท่านั้น ตามร้านขายเครื่องดื่ม (Bar) เครื่องดื่มบางอย่างก็จะมีขายเฉพาะช่วงหน้าร้อนเช่นกัน เช่น ชาพีชเย็น นมอัลมอนด์เย็น ปัจจุบันทุกอย่างมีขายเป็นกล่องหมดแล้ว แต่ถ้าจะกินแบบสด ๆ กดจ๊อกใส่แก้วแบบน้ำเก๊กฮวยตามตู้แช่หน้าร้านขายยาในเมืองไทย ต้องรอหน้าร้อนเท่านั้น หมดหน้าร้อน เก็บเรียบ อยากกินต้องทำเอง

คนอิตาเลียนไปไหนช่วงหน้าร้อน

โดยทั่วไปแล้ว ยุคก่อนโควิด สถิติบอกว่า คนอิตาเลียนนิยมเที่ยวในประเทศมากกว่านอกประเทศ ในประเทศก็ได้แก่ เกาะซาร์เดนยา (Sardegna) เกาะซิชิเลีย (Sicilia) แคว้นปูลเยีย (Puglia) ที่อยู่ตรงส้นรองเท้าบูต นอกประเทศก็ได้แก่ หมู่เกาะเล็ก ๆ แถวสเปน สรุปว่าโดยส่วนใหญ่ไม่ไปไหนไกล น่าจะเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายเรื่องการเดินทางนั่นเอง เพราะเวลาไปทีก็ยกกันไปทั้งครอบครัว

วิธีดับร้อนของชาวอิตาลีในช่วงซัมเมอร์ เขาทำอะไร ไปเที่ยวไหน กินอะไร และคลายร้อนกันยังไง
เกาะซาร์เดนยา
ภาพ : www.worldatlas.com

แต่ในปี 2020 มหาวิทยาลัยคูซาโน (Università Cusano) ได้ทำวิจัยซึ่งก็อิงกับสถิติของสำนักงานสถิติแห่งชาติอิตาลี (Istat) ออกมาว่า คนอิตาเลียนในท่องเที่ยวน้อยลงมาก และนิยมเที่ยวกันอยู่แต่ในแคว้นที่ตัวเองอยู่ การเที่ยวก็เป็นไปเพื่อพักผ่อนหย่อนใจจริง ๆ การเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เช่น ดูโบสถ์ ดูพิพิธภัณฑ์น้อยลงไม่ใช่แค่กว่าเดิม แต่ลดลงอย่างฮวบฮาบ

เหตุผลหลักของการไม่เที่ยว คือเรื่องเศรษฐกิจมาเป็นอันดับหนึ่ง การกลัวโควิดมาเป็นอันดับสอง ส่วนถ้าจะออกไปเที่ยวนอกแคว้นนั้น แคว้นที่คนอยากไปที่สุดสองแคว้นคือ แคว้นทัสกานีและแคว้นปูลเยีย ที่ได้กล่าวไปแล้ว

แต่มีสถานที่อีกแห่ง ที่เชื่อว่า หากถามวัยรุ่นอิตาเลียนจะต้องติดโผอย่างแน่นอน คือ รีมีนี (Rimini)

วิธีดับร้อนของชาวอิตาลีในช่วงซัมเมอร์ เขาทำอะไร ไปเที่ยวไหน กินอะไร และคลายร้อนกันยังไง
รีมีนี 
ภาพ : it.hotels.com

รีมีนี เป็นเมืองที่มีชายหาดกว้าง ยาว ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของอิตาลี อยู่ในแคว้นเอมิเลีย-โรมัญญา (Emilia-Romagna) แล้วก็มีเมืองอื่น ๆ ในละแวก เช่น เชเซนาติโค (Cesenatico) อันเป็นฉากของซีรีส์ Netflix เรื่อง ‘Summertime’ ใครอยากพอเห็นภาพวัยรุ่นอิตาเลียนในช่วงหน้าร้อนริมหาด ขอแนะนำให้ดูเรื่องนี้ เพลงเพราะ นางเอกหน้าเก๋มาก

วิธีดับร้อนของชาวอิตาลีในช่วงซัมเมอร์ เขาทำอะไร ไปเที่ยวไหน กินอะไร และคลายร้อนกันยังไง
ภาพ : cdn.shopify.com
วิธีดับร้อนของชาวอิตาลีในช่วงซัมเมอร์ เขาทำอะไร ไปเที่ยวไหน กินอะไร และคลายร้อนกันยังไง
ภาพ : movieplayer.it

จริง ๆ แล้ว เคยคิดที่จะพาลูกศิษย์ลูกหาไปเริงร่าอยู่ริมหาดกับคนอิตาเลียน

แต่ไม่กล้าเสี่ยงเลย

โควิดก็เรื่องหนึ่ง แต่ที่กลัวกว่านั้นคือ

ขากลับ จะไม่ยอมกลับด้วยน่ะสิ

แหล่งข้อมูล 

www.unicusano.it/blog

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load