ตอนแรก ขึ้นต้นเรื่องว่า “วันนี้ขอบังอาจพูดถึงสิ่งที่ไม่ค่อยเชี่ยวชาญ” แต่แล้วก็ขอเปลี่ยนใจ เพราะถ้าจะขึ้นต้นอย่างนี้ ก็ต้องทำกับทุกบทความที่เขียนนี่ล่ะ

วันนี้จะพาคุณเข้าร้านกาแฟในอิตาลี และการสั่งอย่างไรไม่ให้เด๋อ

CAFÉ VS BAR

ประการแรกขอแบ่งร้านกาแฟออกเป็น 2 ประเภท Bar คือร้านเครื่องดื่มทั่วๆ ไปที่พบได้แทบจะทุกหัวถนนในอิตาลี มีเครื่องดื่มเสิร์ฟทุกอย่างเท่าที่พึงมี บรรยากาศเป็นกันเองมาก ในขณะที่ Café (หรือบางทีก็สะกด Caffè) นั้น มักจะดูสวยงาม มีเรื่องราวประวัติศาสตร์ มีบรรยากาศเชื้อเชิญให้นั่งคุยกัน มากกว่าจะมาซดกาแฟแล้วจากไป

เข้า Café ไปดูว่าคนอิตาลีสั่งกาแฟอย่างไร อิตาเลียนไม่สั่งเอสเปรสโซ คัปปุชชีโนไม่กินตอนบ่าย, วิธีสั่งกาแฟแบบคนอิตาลี
บาร์ที่สถานีรถไฟแห่งหนึ่งกับการกินกาแฟแบบไม่นั่ง
ภาพ : www.ilcittadino.it

ขั้นตอนบางประการในร้านกาแฟ

การบริโภคกาแฟ หรือเรียกด้วยภาษาชาวบ้าน คือการกินกาแฟในอิตาลีนั้น โดยทั่วๆ ไปมีอยู่ 2 แบบ คือนั่งกับยืน

การยืนนั้น ก็คือการไม่นั่งโต๊ะ ส่วนจะเกาะเคาน์เตอร์ดื่มหรือป้วนเปี้ยนอยู่แถวนั้นก็แล้วแต่ร้าน บางร้านจัดโต๊ะสูงไว้ให้มุมหนึ่ง ไม่มีเก้าอี้ นั่นแปลว่า นั่นละ คือมุมยืนกิน ซึ่งราคาก็จะเป็นมิตรกว่า

ส่วนการนั่งโต๊ะ ก็อาจจะแบ่งออกไปเป็น 2 ประเภทย่อยๆ อีก คือนั่งในร้านกับนั่งที่บริเวณหน้าร้านอันสวยงามตรงข้ามเป็นมหาวิหาร ฯลฯ

เข้า Café ไปดูว่าคนอิตาลีสั่งกาแฟอย่างไร อิตาเลียนไม่สั่งเอสเปรสโซ คัปปุชชีโนไม่กินตอนบ่าย, วิธีสั่งกาแฟแบบคนอิตาลี
บรรยากาศในร้านกาแฟแห่งหนึ่งในโรม (Antico Caffè Greco)
ภาพ : www.cool-cities.de

ถ้านั่งในร้าน อันนี้แล้วแต่ บางร้านก็คิดเงินค่านั่ง บางร้านก็ไม่คิดเงิน เพราะฉะนั้น เวลาสั่งกาแฟ เรื่องนี้ต้องให้ชัด ถ้าเขาเชิญให้นั่งก็ต้องถามว่าต้องจ่ายเพิ่มไหม หรือถ้าดูเป็นร้านกาแฟเล็กๆ ไม่น่ามีอะไร ก็ถามเขาว่าจะนั่งต้องจ่ายเพิ่มไหม ไม่ต้องอาย ส่วนใหญ่ถ้าเป็นร้านธรรมดาๆ ในเมืองเล็กๆ เงียบๆ ก็ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม แต่ถามไว้ก่อนก็ดี

ส่วนร้านที่อยู่ในย่านท่องเที่ยวและมีหน้าร้านเปิดให้อาบแดดอุ่นหรือให้แสงจันทร์อาบไล้นั้น จงเช็กราคาหน้าร้านให้จงดี อย่าหาว่าไม่เตือน มิเช่นนั้นสิ่งที่จะ Pale มากกว่าแสงจันทร์ก็คือสีหน้าของคุณเองตอนเรียกเก็บเงิน

เข้า Café ไปดูว่าคนอิตาลีสั่งกาแฟอย่างไร อิตาเลียนไม่สั่งเอสเปรสโซ คัปปุชชีโนไม่กินตอนบ่าย, วิธีสั่งกาแฟแบบคนอิตาลี
บรรยากาศการนั่งจิบกาแฟอาบแดดอุ่น บริเวณหน้าร้านกาแฟฟลอเรียน จตุรัสซานมาร์โก เมืองเวนิส
ภาพ : cafesoftheworld.wordpress.com

มีผู้หวังดีติ่งร้านกาแฟแบบเอเชียๆ บอกมานานแล้วว่า ควรเตือนท่านผู้หวังว่าจะนั่งทำงาน อ่านหนังสือ (แต่คงไม่มีใครคิดจะไปสอนพิเศษใช่ไหม) ทอดอารมณ์ที่ร้านกาแฟในอิตาลีว่า บรรยากาศของร้านกาแฟในอิตาลี ที่เรียกว่า Bar นั้น มันไม่เอื้อแก่วิถีชีวิตอ้อยส้อยแบบที่หลายคนจินตนาการแต่อย่างไร มันค่อนข้างเร่งรีบและเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตของคนอิตาลีมากกว่าเป็นสิ่งเสริมในชีวิต ใช่ กาแฟสำหรับคนอิตาลีเป็นปัจจัยสำคัญในชีวิตนอกเหนือจากเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค โดยซ่อนอยู่ในหมวดของอาหารนั่นเอง

การสั่งกาแฟ

สำหรับร้านทั่วๆ ไปที่มีผู้คนไม่หนาแน่น คุณกินเสร็จแล้วก็จ่าย แต่ถ้าเป็นบางร้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งร้านดังๆ คนเยอะๆ บาริสต้า (อันมาจากคำว่า bar+ista) ก็จะเชื้อเชิญให้คุณไปจ่ายเงินที่แคชเชียร์ก่อน บอกให้หมดนะว่าจะเอาอะไร เช่น คัปปุชชีโนหนึ่ง ขนมหนึ่ง (ขนมก็พอ ยังไม่ต้องตัดสินใจชัดเจนว่าจะกินอะไร ส่วนใหญ่จะราคาเดียวกัน) พอจ่ายเงินแล้วก็เอาตั๋วหรือใบเสร็จนี่ล่ะ เดินไปที่บาริสต้ายื่นให้เขา ถ้ากินขนมด้วย ระหว่างนี้ก็เดินไปเลือกขนมแล้วยื่นใบเสร็จส่วนขนมให้เขา เดินกลับมาที่บาริสต้าคนเดิม ก็จะได้ทั้งเครื่องดื่มและของกินเสร็จสรรพงับกิน

มีอะไรขายในร้านกาแฟ

ในร้านนอกจากเครื่องดื่มร้อนเย็นแล้ว ก็จะมีขนมอบไว้กินคู่กัน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นครัวซองต์กับโดนัทหลากหลายสายพันธุ์ อย่าหวังจะได้กินปาสต้า (Pasta) เว้นแต่จะเป็นร้านใหญ่โตในย่านท่องเที่ยว แต่ก็ไม่ควรไหม หิวก็ไปกินที่ร้านอาหารสิ จะมากินก๋วยเตี๋ยวที่ร้านกาแฟทำไม พิกล

เอาล่ะ พร้อมจะเข้าร้านกาแฟแล้วใช่ไหม ต่อไปนี้คือข้อควรรู้ในการสั่งกาแฟในอิตาลี

1. สิ่งที่คุณเรียกว่า ‘ลาเต้’

ถ้าคุณสั่ง ‘ลาเต้’ ในอิตาลี สิ่งที่คุณได้มาก็มาซึ่งเครื่องดื่มสีขาวอุ่นๆ มีฟองนิดๆ เมื่อคุณจิบแล้วก็จะพบว่ามันคือนมร้อนนั่นเอง ไม่ต้องร้องแรกแหกกระเชอแต่อย่างใด สิ่งที่ควรจัดการที่สุดคือความคิดของคุณต่างหาก ด้วยว่า Latte นั้น (ในภาษาอิตาลีออกเสียงว่า ลัต-เต) แปลว่า ‘นม’ นั่นเอง ถ้าคุณอยากได้อะไรๆ อย่างที่คุณนึกไว้ในใจนั้น คุณต้องสั่งว่า Caffellatte (กัฟแฟลัตเต) ใช่ คุณต้องเรียกให้เต็มยศ

2. สิ่งที่คุณเรียกว่า ‘มัคเคียโต้’

เมื่อคุณสั่งแค่มัคเคียโต้ คุณก็มีแนวโน้มที่จะได้กาแฟมัคเคียโต้นั่นล่ะ ไม่เถียง ส่วนหน้าตาจะเหมือนกับที่คุณคุ้นเคยหรือเปล่านั่นอีกเรื่อง เพราะในอิตาลีมันคือกาแฟ ‘เหยาะ’ นม นอกจากนี้ สิ่งที่จะบอกอีกอย่างก็คือ จริงๆ แล้วในอิตาลีมี Macchiato อีกอย่างหนึ่งนั่นก็คือ Latte Macchiato ซึ่งก็คือนมเหยาะกาแฟ เพราะอันที่จริงแล้วในภาษาอิตาลีนั้น Macchiato แปลว่า ‘เปื้อน’ หลักการของเครื่องดื่มคู่นี้ก็คือของดำเปื้อนของขาว ของขาวเปื้อนของดำนั่นเอง

3. มอคค่า (Moka) 

สำหรับคนอิตาลีนั้น มันคือ หม้อต้มกาแฟแบบอิตาลี ไม่ใช่กาแฟผสมช็อกโกเลตแต่อย่างใด เครื่องดื่มแบบนั้นมีในอิตาลีหรือเปล่าก็ไม่รู้ ไม่เคยเห็นเหมือนกัน เคยมีเพื่อนอิตาลีคนหนึ่งมาเมืองไทย สั่งม็อคค่ากินด้วยความตื่นเต้นที่คิดว่าจะได้กินกาแฟแบบโบราณ พอจิบเข้าไป เพื่อนแทบพังร้าน

เข้า Café ไปดูว่าคนอิตาลีสั่งกาแฟอย่างไร อิตาเลียนไม่สั่งเอสเปรสโซ คัปปุชชีโนไม่กินตอนบ่าย, วิธีสั่งกาแฟแบบคนอิตาลี
หม้อต้มกาแฟแบบอิตาลีที่เรียกว่า MOKA
ภาพ : it.wikipedia.org/wiki/Moka

4. อิตาเลียนสั่ง Espresso กันไหม

คำตอบคือ ไม่

แต่… เดี๋ยวก่อน

ไม่ได้บอกว่าเขาไม่กิน

คนอิตาลีสั่งกาแฟที่เราเรียกกันว่า Espresso ว่า ‘Caffè’ หรือกาแฟเฉยๆ กล่าวคือ ถ้าสั่งกาแฟด้วยคำว่า Caffè ก็จะได้มาซึ่งกาแฟดำข้นเหนียวในถ้วยเล็กจิ๋วที่ทั่วโลกรู้จักกันในนาม Espresso นั่นล่ะ แต่ถ้าเราอยากได้กาแฟแบบที่เราคุ้นเคยกันดี ก็ต้องสั่งว่า Caffè Americano ที่แปลว่ากาแฟอเมริกัน

5. อิตาเลียนมีวิธีสั่งกาแฟได้หลายประเภทมาก รวมทั้ง Cappuccino ไม่เอาฟอง

สำหรับเราคงรู้สึกว่า ไม่ได้สิ คัปปุชชีโนจะต้องมีฟอง ไม่มีฟองจะเป็นคัปปุชชีโนไปได้อย่างไร ประหนึ่งพจมานแห่งบ้านทรายทองที่ไร้เปียฉันนั้น คำตอบก็คือ มี มีจริงๆ ความเป็นคัปปุชชีโนนั้น แท้จริงเป็นที่สัดส่วนระหว่างนมร้อนกับกาแฟ (เอสเปรสโซ่) ที่อยู่ในนั้น มากกว่าจะเป็นเรื่องของฟอง ฟองที่คุณเห็นนั้น จริงๆ แล้วมันเป็นผลพวงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของการอุ่นนม 

เข้า Café ไปดูว่าคนอิตาลีสั่งกาแฟอย่างไร อิตาเลียนไม่สั่งเอสเปรสโซ คัปปุชชีโนไม่กินตอนบ่าย, วิธีสั่งกาแฟแบบคนอิตาลี
เอสเปรสโซ หรือที่คนอิตาลีเรียกแค่ ‘กาแฟ’ เฉยๆ
ภาพ : www.scattidigusto.i

คุณคงนึกออกว่า การเก็บรักษานมนั้นต้องเก็บไว้ในที่เย็น ครั้นพอเราจะเอานมใส่ไปในกาแฟร้อนๆ ก็จะทำให้ทุกอย่างเย็นไปหมด คนชงจึงต้องอุ่นนม วิธีการที่เขาทำกันก็คือ เทนมใส่เหยือกสเตนเลส พ่นไอน้ำร้อนๆ ลงไปในนมพร้อมขยับไปมาให้ความร้อนทั่วถึง ซึ่งตรงนี้ละที่จะทำให้เกิดฟองขึ้นมา จากนั้นจึงจะเทนมที่อุ่นแล้วนี้ลงในถ้วยกาแฟที่มีเอสเปรสโซ่รออยู่ ฟองจึงเป็นสิ่งที่ตามมาเฉยๆ ไม่ได้ตั้งใจอะไรทั้งนั้น ถ้าเราสั่งคัปปุชชีโนไม่เอาฟอง (Cappuccino Senza Schiuma) เขาก็แค่เอาด้ามช้อนกันฟองตอนรินนมอุ่นลงในถ้วย เท่านั้นเอง

เข้า Café ไปดูว่าคนอิตาลีสั่งกาแฟอย่างไร อิตาเลียนไม่สั่งเอสเปรสโซ คัปปุชชีโนไม่กินตอนบ่าย, วิธีสั่งกาแฟแบบคนอิตาลี
การอุ่นนม
ภาพ : www.caffevergnano.com

6. คัปปุชชีโนไม่ดื่มกันตอนบ่ายจริงไหม

เอาจริงๆ นะ ตอนเด็กๆ ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน เพราะสั่งทีไรก็ได้กินทุกที พอมีคนพูดกันหนาหูเรื่องนี้ ในยูทูบก็มีกูรูชาวอิตาลีออกมาหลายคน เอาล่ะสิ ก็…เพื่อความเซฟ ก็ได้แต่บอกคนใกล้ๆ ตัวว่า ถ้าไม่อยากเสี่ยงก็ไม่ต้องสั่ง ทั้งๆ ที่ในใจรู้ว่า ถ้าสั่งก็ต้องได้อย่างแน่นอน แล้วในที่สุด ก็เก็บความกังขานี้ไว้ต่อไปไม่ได้ บ่ายวันหนึ่ง ณ ร้านกาแฟที่สถานีรถไฟโบโลญญา (ชื่อนี้รับประกันความใหญ่โตของสถานีฯ เพราะเป็นชุมทางใหญ่ทางตอนเหนือของประเทศ) ก็ได้ออกภาคสนาม โดยการสั่งว่า “ฉันสั่งคัปปุชชีโนได้ไหม” คนชงขมวดคิ้วถามกลับมาว่า “ทำไมจะไม่ได้ล่ะ” ถามกลับ “ก็มีคนบอกว่าคัปปุชชีโนไม่กินตอนบ่าย” ชายคนชงหัวเราะเบาๆ แล้วถามกลับมาว่า “ใครบอก” พร้อมตะโกนเข้าไปถามแม่ที่อยู่หลังร้าน แม่ก็ตะโกนถามกลับมาว่า “ใครบอก” เป็นอันปิดคดี อย่างน้อยที่ร้านกาแฟเมืองโบโลญญาก็ไม่ได้คิดอย่างนี้ ส่วนที่อื่นคิดยังไงก็สุดแท้แต่ แต่ถ้าเจอบาริสต้าตอบกลับมาว่า “คุณไม่มีวันจะได้กินคัปปุชชีโนที่ร้านนี้ อย่าคิดนะว่าเงินซื้ออะไรได้ทุกอย่าง” ฝากถามกลับไปด้วยว่า ที่บ้านดูเรื่อง สวรรค์เบี่ยง ด้วยเหรอ

อย่างไรก็ตาม ก็ใช่ว่าเรื่องนี้ไม่มีมูลเอาเสียเลย เนื่องจากว่าอิตาเลียนมักดื่มคัปปุชชีโนเป็นอาหารเช้าคู่กับครัวซองต์ เรารู้สึกกับการเห็นคนกินโจ๊กเป็นอาหารมื้อเที่ยงฉันใด อิตาเลียนคงเห็นคนดื่มคัปปุชชีโนตอนบ่ายฉันนั้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อิตาเลียนถือเป็นอนันตริยกรรมของการกินคัปปุชนีโนคือ การกินหลังอาหาร กล่าวคือ ถ้าคุณเดินดุ่มไปสั่งคัปปุชชีโนในช่วงบ่าย คนชงอาจจะชงให้ แต่ถ้าคุณกินอาหารจบมื้อแล้วขอกาแฟเป็นคัปปุชชีโน งานนี้อิตาเลียนอาจมีสะอึก บริกรที่รับคำสั่งอาจจะกัดฟันกรอด หรือถ้าเป็นเพื่อนอิตาลีที่กินร่วมโต๊ะอยู่ก็อาจจะกรีดร้อง ขว้างปา ทำมือจีบใส่ ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น สิ่งที่ซ่อนอยู่ในความต้องห้ามนี้คือ อิตาเลียนไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของนมหลังอาหาร ซึ่งพออธิบายแล้วก็เข้าใจได้เนาะ เพราะฉะนั้น หากเพื่อนอิตาลีของคุณขู่จะฆ่าถ้าคุณสั่งคัปปุชชีโนหลังอาหาร แล้วคุณเลี่ยงไปสั่ง “กัฟแฟลัตเต” แทน คุณก็ไม่รอดอยู่ดี

7. Venti 

เรื่องสุดท้ายที่นึกออกคือ ‘Venti’ คำนี้ออกเสียงว่า เวนตี แปลว่า 20 ในภาษาอิตาลี ลองจินตนาการแล้วกันว่าถ้าคุณสั่งกาแฟด้วยคำว่า Venti จะเกิดอะไรขึ้น 

ขอให้มีความสุข สนุกกับกาแฟ

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

ช่วงนี้รู้สึกได้รับข่าวสารเชิงแพทย์และวิทยาศาสตร์กันมากมายจนแทบจะกระอัก บางทีร่างกายก็ต้องการเสพอะไรที่หลีกหนีไปจากนั้นบ้าง วันนี้มาล้อมวงในห้องมืด จุดเทียนไว้กลางวง ฟังเรื่องบ้านผีสิงกัน จริงบ้างไม่จริงบ้าง จะเล่าตามที่ได้อ่านเจอมาก็แล้วกัน 

1. เคหาสน์สีแดง แห่งแคว้นลอมบาร์ดี

เคหาสน์สีแดง แห่งแคว้นลอมบาร์ดี
ภาพ : it.wikipedia.org/wiki/Villa_De_Vecchi

ชื่อจริงๆ ของบ้านนี้คือบ้านของ (ตระกูล) เดเวคคี (Casa De Vecchi) สร้างในศตวรรษที่ 19 ตามบัญชาของ ท่านเคานต์เฟลิเช เด เวคคี (Felice De Vecchi) เป็นบ้านสองชั้น มีห้องใต้ดิน ตั้งอยู่ในเขตคอร์เตนอวา (Cortenova) ใกล้กับทะเลสาบโคโม่ 

บ้านสีแดงชาดนี้ปัจจุบันสีได้หลุดลอกออกไปบ้างแล้ว ยิ่งดูน่ากลัวเหมือนบาดแผลที่ถลอกปอกเปิก บางคนก็เรียกบ้านหลังนี้ว่า ‘บ้านแม่มด’ บ้างก็ว่าเพราะเคยมีเจ้าลัทธิซาตานคนหนึ่งเคยหมายตาบ้านหลังนี้ไว้ เพื่อเป็นที่ชุมนุมผู้ที่บูชาซาตานและแม่มด แต่ถึงยังไม่ได้ทำ บ้างก็ว่ามีการชุมนุมอยู่บ่อยๆ สรุปง่ายๆ ว่า บ้านนี้ดูเป็นทำเลทองของผู้นิยมซาตานและมนตร์ดำ

5 คฤหาสน์ผีสิงทั่วอิตาลี พร้อมตำนานสนุกชวนขนลุกไม่แพ้เรื่องผีไทย
ภาพ : brividihorror.it/villa-de-vecchi/

ตำนานเล่าว่า วันหนึ่งท่านเคานต์ออกไปเดินเล่น พอกลับมาบ้านก็พบว่าภรรยาถูกฆาตกรรม ใบหน้าของศพเละไม่เหลือดี มิหนำซ้ำลูกสาวยังหายไปด้วย ท่านเคานต์จึงเก็บข้าวเก็บของออกจากบ้านนั้นและไม่กลับไปอีกเลย ในขณะที่สายไม่มูก็อุตส่าห์ไปสืบทะเบียนราษฎร์พบว่า ท่านเป็นโสด ไม่มีลูกไม่มีเมีย 

ยังไม่ยอม สายมูก็บอกว่าเคยได้ยินเสียงผู้หญิงร้องจากโหยหวนออกจากบ้านอันว่างเปล่าหลังนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคืนที่วันยาวที่สุดในรอบปีที่เรียกกันว่าครีษมายันและเหมายัน 

ผู้ที่ดูแลบ้านหลังนั้นออกมาบอกว่า ไม่จริ๊ง ไม่จริง บ้านหลังนี้ผีไม่มีสางอะไรทั้งนั้น จะมีก็เขานี่แหละที่หลอกเป็นผีเพื่อไล่พวกที่มาป้วนเปี้ยนวุ่นวาย

แต่สิ่งที่เพิ่มความขลังให้แก่บ้านหลังนี้อีกหนึ่งเรื่องก็คือ เมื่อไม่กี่ปีก่อนนี้ มีเหตุการณ์แผ่นดินถล่มเกิดที่แถบนี้ สร้างความเสียหายมากมายให้แก่เมืองและเมืองอื่นๆ โดยรอบ แต่บ้านหลังนี้กลับไม่ได้รับความกระทบกระเทือนเลยแม้แต่น้อย

2. เคหาสน์ดาริโย (Ca’ Dario) ที่เวนิส

บ้านหลังนี้สร้างในศตวรรษที่ 15 อันเป็นยุคที่เวนิสรุ่งเรืองอย่างถึงที่สุด ตั้งอยู่บนคลองใหญ่ Canal Grande หรือ แกรนด์ คะแนล เลย เกือบจะถึงปากคลองแล้ว อยู่เยื้องไปทางขวาของท่าเรือ Giglio

เรื่องความงามไม่ต้องพูดถึง ดูจากภาพที่โมเน่ต์วาดก็แล้วกัน

เคหาสน์ดาริโย (Ca’ Dario) ที่เวนิส
Claude Monet, Venice, Palazzo Dario, olio su tela, The Art Institute of Chicago, 1908.
ภาพ : artadvisor.art.blog/2021/04/06/ca-dario-il-palazzo-maledetto-di-venezia

ตำนานที่เล่าขานในฐานะ ‘บ้านต้องคำสาป’ คือ คนในบ้านมักไม่ค่อยตายดีกันอยู่หลายราย เริ่มตั้งแต่แรกสร้าง ลูกสาวเจ้าของบ้านฆ่าตัวตายเพราะพิษเศรษฐกิจของสามี จากนั้นสามีและลูกชายของเธอก็ตาย (โหง) ตามไป แล้วจากนั้น เจ้าของบ้านรุ่นต่อๆ มาก็ตายไม่ดีกันหลายคน ใครผ่านบ้านนี้ก็พากันขนพองสยองเกล้า 

เช่นเดียวกับบ้านผีสิงหรือบ้านต้องคำสาปหลายแห่ง มักจะไม่ได้เล่าต่อๆ กันมานับตั้งแต่แรกสร้างหรอก มันจะต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นสักอย่าง แล้วผู้คนถึงได้ตั้งกองกันฟื้นฝอยหาตะเข็บกันอย่างเอิกเกริก เหมือนหวยออก ทุกอย่างที่ผ่านมาล้วนเป็นลางบอกเหตุทั้งสิ้น

ข่าวใหญ่ข่าวนั้นคือ ในวันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ. 1970 ท่านเคานต์คนหนึ่งถูกหนุ่มชู้รักฆ่าตาย ณ บ้านหลังนี้ เหตุการณ์อันรุนแรงและฉาวโฉ่เช่นนี้ อาจเกิดขึ้นไม่บ่อยนักในเวนิสอันแสนโรแมนติก จึงอาจเป็นชนวนทำให้คนเวนิสขุดเรื่องบ้านหลังนี้มาเล่ากันสนุกปาก ใครเด็ดกว่าชนะ อะไรทำนองนั้น 

5 คฤหาสน์ผีสิงทั่วอิตาลี พร้อมตำนานสนุกชวนขนลุกไม่แพ้เรื่องผีไทย
ภาพ : commons.wikimedia.org/wiki/File

แต่ตามความเป็นจริงแล้ว มีผู้ออกมาศึกษาว่า แทบไม่มีอะไรเป็นจริงเลย พ่อแม่ลูกต้นเรื่องที่ว่านั้นถึงจะมีอยู่จริง แต่แม่ป่วยตาย พ่อก็ป่วยตาย ลูกที่ในข่าวว่าตายจากการสงครามนั้น ก็ไม่ใช่ลูก แต่เป็นลูกหลานในหลายศตวรรษให้หลังที่ชื่อ-นามสกุลซ้ำกัน นอกจากนี้ บ้านยังถูกเปลี่ยนมือมาอีกหลายชั่วอายุคน หลายศตวรรษ มีทั้งคนในตระกูล คนนอกตระกูล หลากเชื้อชาติ แต่ไม่เคยมีใครฆ่าตัวตายในบ้านหลังนั้นเลย

3. เคหาสน์มัญโญนี จังหวัดแฟร์รารา (Magnoni, Ferrara)

เคหาสน์มัญโญนี จังหวัดแฟร์รารา (Magnoni, Ferrara)
ภาพ : storie.ivipro.it/db/villa-magnoni/

บ้านหลังนี้อยู่ในเขตโคนา (Cona) ห่างจากเมืองแฟร์ราร่าไม่กี่กิโลเมตร เข้าสู่วงการบ้านผีสิงในช่วง ค.ศ. 1980 นี้เอง ผู้สร้างตำนานเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง อันที่จริงคือกลุ่มหนึ่งอาจจะเหมาะกว่า เด็กกลุ่มนี้แอบย่องเข้าไปในบ้านร้างแห่งนี้ แล้วประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิตกันยกก๊วน มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่รอดมาเล่าเรื่องราวในคืนนั้นให้คนอื่นฟังว่า ขณะที่พวกเขากำลังย่องเข้าไปบุกรุกบ้านร้างหลังนั้นอย่างคึกคะนอง สายตาของพวกเขาก็ไปปะกับสายตาเกรี้ยวกราดคู่หนึ่งจากหน้าต่างบ้านชั้นบนพร้อมชี้หน้าแผดเสียงไล่ จนพวกเขาลนลานวิ่งหนีออกมาแทบไม่ทัน จนมาประสบอุบัติเหตุดังกล่ว

หลังจากการบอกเล่าของเด็กคนนั้น หน้าต่างทุกบานของบ้านก็ถูกปิดสนิท แต่หลังจากนั้นไม่นาน หน้าต่างบานหนึ่งก็เปิดออกมาอย่างหาคำอธิบายไม่ได้ เป็นหน้าต่างบานที่เด็กหนุ่มคนนั้นพูดถึงนั่นเอง

บ้านหลังนี้ถูกทิ้งร้างและดูเหมือนไม่มีใครรู้จักเจ้าของคนปัจจุบัน มีนักล่าผีหลายคนที่ยังคงเข้าไปในบ้าน เรื่องที่เล่าขานกันก็ยังเป็นเรื่องเสียงกระซิบของผู้หญิงและเสียงกรีดร้องอันเยือกเย็น แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือเงาดำที่อยู่หน้าหน้าต่างชั้นสองของบ้าน… ใช่ บานนั้น

4. ปราสาทมนเตแบลโล เมืองรีมีนี (Castello di Montebello, Rimini) 

ปราสาทมนเตแบลโล เมืองรีมีนี (Castello di Montebello, Rimini)
ภาพ : www.hotel-sangiorgio.com/montebello-torriana-castello-azzurrina

รีมีนีไม่ได้มีดีแค่ชายหาดหน้าร้อน ที่เขตปอจโจ โตรียานา (Poggio Torriana) ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดรีมีนี มีปราสาทซึ่งคู่ควรแก่การเป็นบ้านผีสิงที่น่ากลัวที่สุดแห่งหนึ่งของอิตาลีด้วย

ตำนาน (คำนี้การันตีความเลื่อนลอย แต่สนุก) ได้กล่าวถึงตัวละครสำคัญคือ หนูน้อยอัซซูรีนา (Azzurrina) ซึ่งเป็นลูกสาวของอูกุชโชเน ดิ มอนเตแบลโล (Uguccione Di Montebello)

เด็กน้อยคนนี้เกิดในราวช่วงหลังของคริสตศตวรรษที่ 14 เธอเกิดมาเป็นเด็กเผือก ซึ่งในสมัยนั้นผู้คนมองว่าเป็นปีศาจร้าย เป็นกาลกิณี ผู้เป็นพ่อจึงจำต้องขังลูกสาวตัวเองให้อยู่แต่ในปราสาทโดยมียามเฝ้า 2 คน วันหนึ่งเด็กน้อยเล่นลูกบอลผ้าแล้วลูกบอลกลิ้งตกลงไปในห้องใต้ดิน เธอจึงวิ่งลงไปเก็บ ลงไปไม่นานยามทั้งสองซึ่งอยู่ด้านบนก็ได้ยินเสียงกรีดร้องของเด็กน้อย แต่พอวิ่งลงไปดูก็ไม่พบอะไร ไม่พบใคร…แม้แต่อัซซูรีน่าเอง

ล้อมวงฟังเรื่อง 5 คฤหาสน์ผีดุทั่วอิตาลีที่จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่ทำคนขนพองสยองเกล้าทั่วอิตาลี
ภาพ : www.hotelcorallorimini.com/it/blog/entroterra/castello-montebello-la-leggenda-azzurrina/

แม้จะหาเท่าไหร่ก็ไม่พบร่างของเด็กน้อย อย่างไรก็ตามก็ดูเหมือนว่าเธอจะยังคงวนเวียนอยู่ในปราสาทแห่งนี้ เพราะทุกๆ 5 ปีในวันครีษมายัน อันเป็นวันที่เธอหายตัวไป เธอจะปรากฏให้เห็น ปัจจุบันปราสาทหลังนี้เปิดให้เข้าชมด้วย

5. เคหาสน์วัลเลมานี แห่งเมืองอังโคนา (Palazzo Vallemani, Ancona)

เคหาสน์วัลเลมานี แห่งเมืองอังโคนา (Palazzo Vallemani, Ancona)
ภาพ : Loscrignodelmistero.webnode.it

เคหสถานอันเป็นตำนานหลอนแห่งนี้ ตั้งอยู่บนเนินเขาเมืองแซรรา ซัน ควิรีโก (Serra San Quirico) เขตจังหวัดอังโคนา ต้นเหตุแห่งเรื่องเกิดขึ้นเมื่อช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนี้เอง 

เรื่องเล่าว่าวันหนึ่งในช่วงสงคราม บ้านหลังนี้ได้จัดงานเลี้ยงเล็กๆ ขึ้นมา จู่ๆ ทหารนาซีก็ได้บุกเข้ามากราดยิงผู้คน ณ ที่นั้น คร่าชีวิตผู้คนไปราว 20 ราย ก่อนตายท่านเคานต์ได้ลั่นวาจาว่าจะอยู่ปกป้องบ้านหลังนี้ของท่านตลอดไปไม่ให้ใครมาย่ำยี 

จากนั้นบ้านหลังนี้ก็มีกิตติศัพท์ในเรื่องผีพื้นฐานทั่วๆ ไป เช่นมีเสียงร้อง ฯลฯ จนกระทั่งเรื่องๆ ใหญ่ๆ ได้เกิดขึ้นนับแต่ ค.ศ. 1970 เป็นต้นมา

บ่าวสาวคู่หนึ่งเกี่ยวก้อยกันไปถ่ายวิดีโอสั้นๆ กันที่นั่น ตอนถ่ายก็เหมือนจะดีๆ อยู่ แต่พอกลับมา ภาพทั้งหมดมืดสนิท แต่มีเสียงไวโอลินงานเลี้ยงดังเป็นแบกกราวด์

อีกรายหนึ่งเกิดราว ค.ศ. 1980 เด็กสาวคนหนึ่งเข้าไปเดินเล่นที่นั่น แล้วก็แวะโบสถ์เล็กๆ ของบ้าน เธอไปเจอรูปถ่ายบ่าวสาวคู่หนึ่งใส่ชุดสมัยต้นศตวรรษตั้งอยู่ในนั้น เธอเห็นว่าสวยดีก็เลยฉวยกลับบ้าน คืนนั้นเธอฝันร้าย เธอฝันว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งมากระซิบข้างหูบอกให้เธอเอารูปไปคืน เธอกรีดร้องตื่นขึ้นมา แล้วพบว่าแม่ของเธอยืนหน้าซีดเผือดอยู่ตรงประตู แม่บอกว่าได้ยินเสียงลูกสาวร้อง เธอก็เลยเข้ามาดู แต่สิ่งที่เธอเจอคือ ผู้หญิงแต่งชุดขาวคนหนึ่งกำลังกระซิบอะไรบางอย่างอยู่ข้างหูลูกสาวเธอ ก่อนจะหายวับไป

ไหนๆ ก็ทำกันถึงขนาดนี้แล้ว ผู้คนแถวนั้นเลยจัดให้ครบ โดยเรียกหน้าผาซึ่งอยู่ตรงนั้นว่า ‘หน้าผาปีศาจ’ เป็นอันครบจบในที่เดียว

ขอปิดท้ายด้วยเรื่องของตัวเอง จะว่าเรื่องของตัวเองก็ไม่ถูกหรอก เรียกได้ว่าใกล้ตัวที่สุดแล้ว วันหนึ่งไปนั่งกินข้าวที่บ้านพี่คนไทยคนหนึ่งในเซียน่า จริงๆ เป็นอพาร์ตเมนต์แบ่งห้องเช่ากับนักเรียนต่างชาติคนอื่นๆ บ้านอยู่ในเขตเมืองเก่า ก็บอกว่า บ้านนี้น่าอยู่ดีนะ พี่ก็บอกว่าใช่ แต่ก็เหมือนจะไม่ได้อยู่กันแค่เท่าที่เห็น 

แหม ชงมาขนาดนี้พี่ต้องเล่าแล้วละ เธอบอกว่า เช้าวันหนึ่งขณะที่ทุกคนสาละวนกันอยู่ในครัว กินโน่นนี่เตรียมตัวจะออกไปเรียนกัน พี่คนนี้ก็ทักเพื่อนร่วมบ้านอีกคนว่า 

“แหม เมื่อคืนนอนดึกจัง ฉันตื่นมาเข้าห้องน้ำ ได้ยินเสียงล้างจานก่อกแก่กอยู่ในครัว”

เพื่อนคนนั้นชะงัก แล้วถามกลับว่า

“อ้าว ไม่ใช่เธอเหรอ” แล้วก็หันไปหาอีกคนหนึ่ง

“เปล่า แต่ชั้นก็ได้ยิน”

ทั้งสามคนมองหน้ากัน แล้วก็ก้มหน้าก้มตากินอาหารเช้าของตัวเองต่อไป

ฉันซึ่งเคยแต่ได้ยินเรื่องผีสระผมมาบ้างแล้ว วันนั้นได้ยินเรื่องผีล้างจาน ในใจนึกว่า เออหนอ โลกเรานี้มีอะไรให้เรียนรู้ได้ไม่รู้จบจริงๆ ผีเองก็ไม่ได้สักแต่ว่าจะมาแหกอก ยืนตะคุ่ม หรือเหวี่ยงจาน ปัดหนังสือตกจากชั้น ผีรักความสะอาดก็มีกับเขาด้วยเหมือนกัน

สัพเพสัตตาฯ

ข้อมูลอ้างอิง

storiedimenticate.it/villa-de-vecchi/

Loscrignodelmistero.webnode.it

www.vanillamagazine.it/

www.sixt.it/magazine/viaggi/case-infestate-italia/ 

www.misteridelmondo.it/

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load