รถดับเครื่องยนต์บริเวณด้านหน้า Cimitero degli Allori สุสานเล็กๆ ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากจุดหมายปลายทางในฟลอเรนซ์ที่กำลังมุ่งหน้า เขาเดินอ้อมตัวอาคารเก่าแก่ เลาะเลี้ยวลงเนินสู่ทางเดินที่เรียงรายไปด้วยหลุมศพของเหล่านักเขียน กวี และศิลปินเรืองนาม ครู่เดียวก็มาหยุดอยู่หน้าหลุมศพที่สลักรูปองค์พระเยซูเจ้าแล้ววางช่อดอกไม้ไว้เคียงนาม Corrado Feroci ชื่อเดิมของ ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี พลางน้อมจิตบอกกล่าวกับครู ว่าวันพรุ่งนี้ศิษย์จะขอทำเต็มที่เพื่อให้ผู้คนในอิตาลีได้รับรู้ถึงเกียรติและคุณูปการที่ท่านได้สรรค์สร้างแก่ประเทศไทย

“จากกรีซผมต่อเรือเฟอร์รี่เข้ามาทางดินแดนตอนใต้ของอิตาลี ก็เป็นอันสิ้นสุดภารกิจด้วยระยะเวลาราว 1 ปี 6 เดือน หลังจากนั้นจึงนัดหมายกับ ดำรง วงศ์อุปราช เพื่อนและลูกศิษย์อีกคนหนึ่งของอาจารย์ศิลป์ ซึ่งขณะกำลังจัดแสดงงานศิลปะอยู่ที่ฝรั่งเศสมาพบกันยังฟลอเรนซ์ เราออกตระเวนนำเสนอผลงานไปตามแกลเลอรี่ต่างๆ จนกระทั่งแกลเลอรี่ Numéro ได้หยิบยื่นโอกาสให้จัดแสดงงานศิลปะในบ้านเกิดของอาจารย์สมดังความตั้งใจ”

อินสนธิ์ วงศ์สาม พักเรื่องราวชวนตื่นเต้นจากการเดินทางไกล ก่อนเผยว่าศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี คือผู้อยู่เบื้องหลังแรงบันดาลใจให้เขาออกท่องโลกด้วยสกูตเตอร์แลมเบรตต้าจากไทยสู่อิตาลี ทั้งยังเป็นบุคคลสำคัญที่จุดประกายองค์ความรู้ด้านศิลปศาสตร์ในเมืองไทยให้กว้างขวาง ผ่านการสร้างสรรค์ผลงานประกอบกับการนำตำราของสถาบันแห่งนี้มาแปลเป็นฉบับภาษาไทยให้ลูกศิษย์ในมหาวิทยาลัยศิลปากรได้ศึกษาและเก็บเกี่ยวแนวคิดศิลปวิทยาในยุคต่างๆ ซึ่งนับเป็นการปูรากฐานอันเข้มแข็งให้ศิลปินไทยหลายท่านที่มีชื่อเสียงในปัจจุบัน รวมถึงตัวเขาที่ได้รับแบบฝึกหัดอันเข้มงวดจากอาจารย์ จนทำให้สามารถพัฒนาตัวตนและผลงานด้วยจิตวิญญาณอิสระเสมอมา

อินสนธิ์ วงศ์สาม

บรรยากาศเงียบสงบในห้องบรรยายถูกทำลายด้วยเสียงปรบมือกึกก้อง ก่อนที่ทุกคนในห้องจะทยอยกันออกไปชื่นชมผลงานศิลปะร่วม 40 ชิ้น ที่เขานำมาจัดแสดงในวาระนี้ด้วยความสนใจเท่าทวีเมื่อได้ฟังเรื่องราวของมัน

ในปี 2559 สายลมฤดูร้อนพัดมาพร้อมการเดินทางมาเยือนของ Pier Luigi Tazzi ภัณฑารักษ์ชาวอิตาลี ตามนัดหมาย อินสนธิ์พาเขาเยี่ยมชมผลงานศิลปะส่วนตัวที่จัดแสดงไว้ตามเรือนโบราณรอบอุทยานธรรมะและหอศิลป์ ทันใดนั้นเขาสัมผัสได้ถึงไฟชีวิตของศิลปินบนผลงานภาพพิมพ์แกะไม้และประติมากรรมใต้ท้องทะเล จึงมีความยินดียิ่งหากอินสนธิ์จะนำผลงานชุดนี้ร่วมจัดแสดงนิทรรศการเนื่องในโอกาสครบรอบ 500 ปี ของสถาบัน Accadamia di belle Arti di Firenze เพื่อเป็นเกียรติแก่ ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี พร้อมเชิญชวนให้เป็นวิทยากรพิเศษในเวทีบรรยายรำลึกประสบการณ์และความคิด ผ่านสายตาลูกศิษย์ของหนึ่งในบุคคลสำคัญผู้สร้างชื่อแก่เสียงสถาบันแห่งนี้

วัยหนุ่ม

ซิมโฟนีของบีโธเฟนคลอมาตั้งแต่ต้นคาบ หรือบางวันอาจได้รื่นรมย์กับโซนาตาของโมสาร์ท เพราะก่อนเริ่มเรียนทุกชั่วโมง อาจารย์ศิลป์มักเปิดดนตรีคลาสสิกสร้างสมาธิให้กับนักศึกษา จนลูกศิษย์ลูกหาหลายคนประทับใจมาถึงทุกวันนี้ อินสนธิ์ก็เช่นกันที่กลายมาเป็นคนหลงใหลท่วงทำนองดนตรีคลาสสิก ทั้งยังเคารพชื่นชมในการเรียนการสอนของอาจารย์ท่านนี้เป็นอย่างมาก กระทั่งไม่ยอมรับในตัวอาจารย์ท่านอื่นๆ

“อาจารย์ศิลป์ท่านจะคอยชี้แนะผมทุกครั้งเวลาทำคอมโพซิชันและส่งเสริมให้ทำศิลปะอิมเพรสชันนิสม์ ผมได้ความรู้จากท่านมามาก อย่างเรื่องประวัติศาสตร์ศิลป์ เกร็ดความรู้เรื่องดนตรี อีกทั้งยังพาวิทยากรเก่งๆ มาให้ความรู้นักศึกษา เช่น พระองค์เจ้าเปรมบุรฉัตรที่มาสอนวิชาภาษาอังกฤษ คุณหญิงจินตนา ยศสุนทร สอนภาษาฝรั่งเศส หรือพระยาอนุมานราชธนสอนอ่านเขียนบทกวี ซึ่งในตอนนั้นผมไม่สนใจเรียนกับอาจารย์ท่านอื่นเลย เพราะคิดว่าสิ่งที่เขาสอนเป็นสิ่งที่เรารู้แล้ว โดยเฉพาะทักษะเชิงช่างสิบหมู่ที่เคยช่วยคุณพ่อทำมาหมด ไม่ว่าจะเป็นเขียนลายไทยศาลพระภูมิ เชื่อมเครื่องประดับ ติดสอยห้อยตามไปทำงานปิดทอง งานปูนปั้น และติดกระจกประดับลวดลายที่วัดตั้งแต่ตอนอายุ 8 ขวบ”

วีรกรรมขวางหูขวางตาที่เข้าขั้นรั้นและด่าทออาจารย์ของอินสนธิ์ ทำให้เขาเกือบโดนตัดสิทธิ์ขาดจากการเป็นนักศึกษาตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 ทว่าด้วยทักษะฝีมือที่ไม่กระด้างกระเดื่องเหมือนพฤติกรรม อาจารย์ศิลป์จึงอนุญาตให้หยุดพักการเรียน 1 เดือน ไม่ได้ผิดหวังแต่ยังไม่หายฟุ้งซ่าน อินสนธิ์จึงเดินทางกลับบ้านมาครองชายผ้าเหลืองและจำวัดอยู่ที่วัดพระธาตุดอยสุเทพ เชียงใหม่ ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำวิปัสสนาและปฏิบัติตามกิจของสงฆ์ จนครบกำหนดก็ลาสิกขาแล้วกลับมาเข้าชั้นเรียน

“พอกลับมาผมก็ไม่ค่อยพูดจากับใคร พวกอาจารย์บอกว่า ไอ้นี่มันหายบ้าแล้ว แต่จริงๆ แล้วผมไม่ได้หาย ไม่ได้เปลี่ยน ผมยังเป็นคนเดิม แค่การปฏิบัติธรรมช่วยเยียวยาให้ผมสงบขึ้นเท่านั้น”

การเรียนราบรื่นสะดุดหยุดลงอีกครั้งตอนอยู่ชั้นปีที่ 3 เมื่อเขาตัดสนใจพับเก็บตำราแล้วสมัครใจเกณฑ์ทหารด้วยหวังนำเบี้ยหวัด (ในสมัยนั้นทหารจะได้รับเบี้ยหวัดหรือเงินตอบแทนราวๆ 370 บาททุกเดือนกระทั่งอายุครบ 40 ปี) มาใช้เป็นทุนศึกษาต่อให้จบชั้นปริญญาตรี

ความกล้าได้กล้าเสียและมีพ่อเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตบ่มเพาะตัวตนของอินสนธิ์มาตั้งแต่เล็ก ในวัยเด็กเขาเคยฝันอยากเป็นนักมวยเช่นปู่ แต่เมื่อรู้ว่าไม่ใช่เส้นทาง เขาวางมันทันทีและไม่เคยคิดผิดหวัง แล้วหันมาเอาจริงเอาจังกับงานหัตถศิลป์ในฐานะลูกมือและลูกไม้ใต้ต้นของช่างสล่าและครูภูมิปัญญาท้องถิ่น

ความทะเยอทะยานเป็นอีกสมบัติ เพราะแม้ไม่ใช่เด็กหัวดีและมีเกเรอยู่บ้างจนในทุกเสาร์-อาทิตย์ต้องถูกผูกติดเตียงนอนฟังพ่ออบรมสั่งสอนธรรมมะ แต่ถึงคราวโดนสบประมาทเขาก็มุ่งมั่นเด็ดขาดจนสามารถสอบติด 1 ใน 2 ที่นั่งโควต้าโรงเรียนประจำจังหวัด ก่อนเปิดภาคเรียนมายืนเคารพเพลงชาติกับเสาธงใหม่เอี่ยมที่พ่ออาสาเปลี่ยนให้โรงเรียนด้วยตื่นเต้นดีใจยิ่งกว่า ครั้นจบ ม.7 จึงเบนเข็มสู่โรงเรียนเตรียมมหาวิทยาลัยศิลปากร

“คุณพ่ออยากให้ผมเป็นช่างเหมือนท่าน และอยากให้ได้รับปริญญา ท่านจึงไปปรึกษา อาจารย์ทวี นันทขว้าง ซึ่งอาจารย์ก็แนะนำว่าให้ลองส่งไปเรียนเตรียมมหาวิทยาลัยศิลปากรดู ปี 2496 ผมนั่งรถไฟเข้ากรุงเทพฯ เป็นครั้งแรกในชีวิต โดยตอนนั้นคุณพ่อฝากฝังให้ไปอาศัยอยู่กับพระอาจารย์ที่รู้จักกันที่วัดสุทัศน์ พักฟรี กินฟรี จะไปโรงเรียนก็เดินไปเพราะไม่ไกลกันมาก จบเตรียมก็ต่อมหาวิทยาลัยศิลปากร คณะจิตรกรรม เข้าเรียนในรุ่นที่ 10 แต่จบช้ากว่าเพื่อนไป 1 ปี เพราะขอพักเรียนไปเป็นทหารจะได้ไม่ต้องรบกวนเงินส่งเสียจากทางบ้านแล้วเอาเบี้ยหวัดมาเรียนต่อ”

อินสนธิ์ วงศ์สาม อินสนธิ์ วงศ์สาม

สู่การเดินทาง

“อ่านหนังสือหมื่นเล่มไม่สู้เดินทางพันลี้” สายตาคนจะเฉียบแหลมหากรู้จักออกไปแสวงหาความรู้ อินสนธิ์เชื่อเช่นนี้ ทำให้หลังเรียนจบเมื่อพบว่าเส้นทางศิลปินที่ใฝ่ฝันยังพร่องประสบการณ์ เขาจึงขอทุนสนับสนุนจาก Bangkok Art Center แล้วออกเดินทางทั่วประเทศไทย

“ผมใช้เวลาประมาณ 1 ปี เดินทางไปทุกจังหวัดเพื่อเรียนรู้และพัฒนามุมมองในการทำงานศิลปะ โดยประทับใจในภูมิทัศน์และธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ของภาคตะวันออกมาก จนทำให้เขียนภาพเกี่ยวกับทะเลเยอะเป็นพิเศษ พอจบทริปผมคัดเลือกภาพไปจัดแสดงนิทรรศการพร้อมเปิดประมูลได้เงินมาราว 30,000 บาท ซึ่งต่อมาเงินก้อนนี้ก็ได้กลายเป็นทุนสำหรับการเดินทางไกล”

ในการจัดแสดงศิลปะครั้งนั้นอินสนธิ์ได้พบกับ สุภาพ กาฬสินธุ์ ผู้เอ่ยปากชวนเดินทางไปอิตาลี ประจวบเหมาะกับความตั้งใจเดิมที่อยากเยี่ยมเยียนบ้านเกิดของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี เขาจึงคว้าโอกาสนี้ไว้โดยไม่ลังเล แต่แล้วรถยนต์ที่ทั้งคู่หวังใจว่าจะใช้เป็นพาหนะท่องโลกส่อปัญหาอิดออด อินสนธิ์จึงหาทางออกด้วยการเขียนโครงการขอสปอนเซอร์เสนอ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งทางบริษัทก็ตอบรับและสนับสนุนความฝันด้วยสกูตเตอร์ Lambretta TV175 Serie II 1 คัน แถมจำหน่ายอีกคันให้ในราคาหั่นครึ่ง 8,000 บาท นอกจากนี้ พวกเขายังได้รับความช่วยเหลือเรื่องค่าน้ำมันระหว่างทางจากบริษัท Esso

“ตอนนั้นบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ อยู่แถวสี่แยกปทุมวัน ผมเข้าไปรับรถที่นั่นแล้วเข็นออกมาจนถึงสวนลุม เพราะยังขี่ไม่เป็น ฝึกขี่ตั้งแต่เช้ายันเย็นวันเดียวก็คล่อง จากนั้นจึงติดต่อราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทยและกรมตำรวจเพื่อขอออกใบขับขี่สากล หนังสือรับรอง แล้วก็เอกสารผ่านแดน”

ผลงานศิลปะภาพพิมพ์กว่า 200 ชิ้นถูกจัดแจงม้วนเก็บใส่กล่องสังกะสีแน่นหนา พร้อมด้วยอุปกรณ์วาดภาพ เครื่องไม้เครื่องมือช่าง และสัมภาระส่วนตัว ที่บรรจุลงในกระเป๋าหนังพ่วงข้างอย่างดี แต่ก่อนที่จะได้ออกไปเผชิญโลกกว้าง ครูผู้จุดไฟในการเดินทางครั้งนี้ก็จำจากไกล

“4 พฤษภาคม 2505 เป็นวันที่ผมได้คุยกับอาจารย์ศิลป์เป็นครั้งสุดท้าย วันนั้นผมเข้าไปรับเอกสารรับรองการเป็นนักศึกษาศิลปะ ซึ่งท่านอยากให้ผมนำติดตัวไปด้วยเพื่อใช้เป็นใบเบิกทางหากต้องการขอจัดแสดงงานตามแกลเลอรี่ต่างๆ หลังจากนั้น 10 วันท่านก็เสียชีวิต ผมเคารพศพท่านและบอกกล่าวร่ำลาว่า ผมจะไปแล้วนะอาจารย์ จะไปให้ถึงบ้านอาจารย์ให้ได้ แล้วสัปดาห์ถัดมาผมก็เริ่มการเดินทาง”

อินสนธิ์ วงศ์สาม อินสนธิ์ วงศ์สาม

ถนนศิลปิน

ถนนทุกสายมุ่งหน้าสู่ฟลอเรนซ์ อินสนธิ์ไม่จำเป็นต้องพกแผนที่นำทาง เพราะเขาอาศัยวิ่งตามถนนสายหลักที่รถบรรทุกขับผ่าน บ้างแวะถามไถ่ข้อมูลจากเจ้าถิ่น หรือตัดสินเลือกเส้นทางยามอับจนในบางสถานการณ์ด้วยการโยนเหรียญเสี่ยงทาย วิธีการนี้พาเขาและสุภาพข้ามถึงปีนังได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

ก่อนขยับขึ้นฝั่งเมืองโกลกาตา ประเทศอินเดีย ประเทศที่ทั้งคู่ต้องจ่ายค่าน้ำชาไปหลายรูปี ความตื่นเต้นสนุกสนานที่วาดภาพไว้เริ่มกลับกลายเป็นยากลำบากเมื่อทุนรอนที่นำติดตัวมาเหลือเพียง 1,200 บาท สุภาพจึงขอถอนตัวกลับบ้าน ส่วนอินสนธิ์เลือกเดินทางไปตั้งหลักอยู่อาศัยกับวัดพุทธในโอลด์เดลี เขียนรูปหาเลี้ยงชีพและหาทุนคืนร่วม 3 เดือน แล้วมุ่งหน้าสู่ปากีสถาน แวะจัดแสดงผลงานในแกลเลอรี่เมืองละฮอร์ เสร็จสรรพลุยต่อไปยังอัฟกานิสถาน หยุดพักชมความงดงามของกรุงเตหะราน เมืองที่ทำให้เขามีโอกาสจัดทำโปสเตอร์ให้กับองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวประเทศอิหร่าน และได้รับทุนสนับสนุนจาก UNESCO ในการเดินทางศึกษาโบราณสถานแห่งอารยธรรมเปอร์เซีย

หลังจากปิดนิทรรศการที่ 2 ของทริป ณ สถานกงสุลฝรั่งเศสในกรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี อินสนธิ์ก็ขึ้นเกาะคอฟู ประเทศกรีซ ดินแดนที่เขากล่าวชื่นชมว่าประทับใจมากที่สุดในการเดินทาง เพราะมันได้มอบสีสันใหม่ให้กับชีวิตและการทำงานสร้างสรรค์

“ที่ประเทศกรีซ ผมอาศัยอยู่กับสองตายายชาวประมงบนเกาะคอฟู ซึ่งท่านเมตตาให้ผมพักที่ห้องของลูกชายซึ่งขณะนั้นแกไปทำงานอยู่เยอรมนี ในวันที่เจอผมท่านเล่าว่าเป็นวันที่หาปลาได้เยอะเป็นพิเศษ จึงเชื่อว่าผมนำโชคมาให้ ท่านทั้งสองดูแลผมเหมือนลูกเหมือนหลาน และมีเรื่องปลื้มใจมากๆ ที่ผมเก็บจำมาจนทุกวันนี้ คือถ้าวันไหนยายทำเมนูปลา ตาจะเลือกทานส่วนหัว ส่วนยายจะทานหาง แล้วเหลือกลางลำตัวให้ผมทานเสมอๆ

“ผมพักอยู่กับท่านนานร่วมเดือน ได้เห็นวิถีชีวิตชาวประมง ได้เรียนรู้วัฒนธรรมและสังคมของคนที่นั่น รวมถึงเขียนภาพเกี่ยวกับทะเลเยอะมาก จนวันหนึ่งก็ขออำลาทั้งสองย้ายไปเช่าบ้านอยู่กับเพื่อนก็ชาวอเมริกันที่บังเอิญพบเจอกันและรู้สึกถูกชะตา ช่วง 4 – 5 เดือนในบ้านเช่าผมกลับมาทำงานภาพพิมพ์แกะไม้อีกครั้ง โดยตั้งใจว่าอยากนำไปจัดแสดงที่ยุโรป แต่เมื่อลองยกผลงานทั้งหมดไปจัดแสดงที่เอเธนส์ก็มีศิลปินนานาชาติวิพากษ์วิจารณ์ว่า งานศิลปะแบบประเพณีเช่นนี้เหมือนเป็นงานที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาและไม่มีความเป็นสากล นี่จึงเป็นเสมือนจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมหันมาทำงานศิลปะแบบนามธรรม”

การเดินทางไกลที่กินระยะเวลาโดยประมาณ 1 ปีกับอีก 6 เดือนสิ้นสุดลง เมื่อเรือเฟอร์รี่ล่องข้ามผืนน้ำสีครามของเอเดรียติกจรดท่าเทียบบริเวณชายฝั่งทางตอนใต้ของอิตาลี อินสนธิ์ควบสกูตเตอร์แล่นไปบนท้องถนนโดยมีหลักไมล์อยู่ที่กรุงโรม แต่ก่อนจะถึงเป้าหมายรถก็ดันเสียหายระหว่างทาง เขาจึงต้องออกแรงจูงเจ้าแลมเบรตต้าเพื่อนยากกลับบ้านเกิดของมันอีก 1 วันเต็มๆ ก่อนจะพารถไปซ่อมแซมในอู่ที่ยอมแลกค่าแรงเป็นงานศิลปะ

“ทันทีที่ถึงโรมผมก็เช็กอินเข้าที่พัก Youth Hostel แล้วเอารถไปเข้าอู่ ระหว่างที่ซ่อมช่างก็ชวนคุยเรื่อยเปื่อย จนพอแกทราบว่าผมเป็นศิลปินก็ขอชมพอร์ตฟอลิโอแล้วยื่นข้อเสนอมาว่าจะซ่อมให้ฟรีๆ แลกกับรูปภาพ 1 รูป ผมตกลงตามนั้น แต่เสร็จสรรพก่อนแยกย้าย แกเสนอเพิ่ม คราวนี้แลกกับห้องพัก ได้จังหวะผมเลยตัดสินใจขนข้าวของย้ายเข้ามาพักอยู่ฟรี”

ในอิตาลีอินสนธิ์มีโอกาสไปได้เดินทางไปเยี่ยมชมบ้านเกิดของศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี ด้วยความปีติยินดีที่ทำสำเร็จสมดังตั้งใจและสามารถรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับอาจารย์ พร้อมกันนั้นยังรู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ครั้งหนึ่งผลงานของเขาได้จัดแสดงในโมเดิร์นอาร์ตแกลเลอรี่ที่มีชื่อเสียงของเมืองฟลอเรนซ์

อินสนธิ์ วงศ์สาม อินสนธิ์ วงศ์สาม อินสนธิ์ วงศ์สาม

ชีวิตไม่จีรัง

สกูตเตอร์แลมเบรตต้าไม่ฟื้นขึ้นมาอีกเลยหลังกลับจากฟลอเรนซ์ อินสนธิ์จึงจำเป็นต้องขอฝากมันไว้กับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโรม ก่อนจับรถไฟกลางคืนเดินทางต่อไปยังเวียนนาเพื่อพบปะกับ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัน ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำประเทศออสเตรีย และแลกเปลี่ยนผลงานศิลปะเป็นต้นทุนสนับสนุนการใช้ชีวิตต่อในนครแห่งศิลปะและดนตรี จนเมื่อฤดูหนาวผ่านพ้นก็ย้ายมาผจญโชคยังกรุงปารีส

“ช่วงชีวิตที่ฝรั่งเศสเนี่ยถือเป็นช่วงที่ลำบากที่สุด เพราะผมอยู่ในเมืองที่มีค่าครองชีพค่อนข้างสูง อยู่ได้สิบกว่าวันเงินก็หมดเกลี้ยง จนต้องไปอาศัยนอนตามสวนสาธารณะ ประทังชีวิตด้วยขนมปังที่ทางคริสตจักรแจกจ่ายสำหรับคนยากไร้และคนเร่ร่อน จากนั้นไม่นานก็หางานทำเป็นเด็กเสิร์ฟ ผู้ช่วยกุ๊ก พี่เลี้ยงเด็ก กระทั่งช่างซ่อมประปา เพื่อขวนขวายหาทางเอาตัวรอด จนวันหนึ่งก็มีคนแนะนำว่าให้ลองไปสมัครเรียนดูเพราะจะได้คูปองกินอาหารกลางวันฟรีทุกวัน

“ผมเห็นว่าเข้าท่าก็เลยเอาพอร์ตฟอลิโอไปยื่นที่ École Nationale Supérieure des Arts Décoratifs ตอนสัมภาษณ์อาจารย์ที่นั่นก็สงสัยว่าผมเป็นศิลปินแล้วจะมาเรียนอีกทำไม ผมตอบเขาไปซื่อๆ ว่า ผมไม่ได้มาเรียนหวังเอาใบปริญญา แต่ผมอยากมีชีวิตอยู่ต่อที่นี่เพราะอยากศึกษาศิลปะและอยากหาที่ทางจัดแสดงผลงาน”

Master’s Degree จบลง พร้อมกับการตกหลุมรักผู้หญิงคนหนึ่ง บาร์บาร่า ครูศิลปะลูกครึ่งฝรั่งเศส-อเมริกัน คือคนรักคนแรกของอินสนธิ์ ทั้งคู่คบหาและมีลูกชายด้วยกัน 1 คน โดยระหว่างที่บาร์บาร่ากำลังตั้งท้องและกลับไปพักรักษาตัวที่อเมริกานั้น เป็นช่วงเดียวกันกับที่อินสนธิ์ได้พบหม่อมเจ้ามารศีสุขุมพันธุ์ บริพัตร ซึ่งช่วยแนะนำให้เขาได้จัดแสดงงานศิลปะสมความมุ่งมาดปรารถนา ทว่าเมื่อนิทรรศการเริ่มได้ไม่นานก็มีเหตุให้ต้องเดินทางไปลองไอส์แลนด์เพื่อดูแลภรรยาซึ่งกำลังท้องแก่ ก่อนปลงใจไม่หวนคืนฝรั่งเศส แล้วอยู่พิสูจน์ตัวเองกับเพื่อนศิลปินที่ยืนกรานว่าอเมริกานี่แหละคือพื้นที่เบ่งบานของงานศิลปะแอ็บสแตรคต์โดยแท้ พร้อมทั้งยื่นข้อเสนอว่ายินดีสนับสนุนผลงานของเขาเดือนละชิ้นในราคา 500 เหรียญฯ

หลังเก็บหอมรอมริบในนิวยอร์กจนได้เงินมา 1 ก้อน อินสนธิ์ก็ย้ายมาเช่าห้องแถวย่านแมนฮัตตัน แหล่งรวมยิปซี คนจร และศิลปินตกยากผู้หอบความฝันมาต่อเติมลำพังในตึกร้างเช่น แอนดี้ วอร์ฮอล เขาเปิดสตูดิโอของตัวเองทำงานศิลปะและหยิบจับทักษะเชิงช่างของพ่อมาประดิษฐ์เครื่องประดับประยุกต์จากเศษวัสดุเหลือใช้ขาย

8 ปีในอเมริกาเคลื่อนผ่านไปเบาหวิว พร้อมกับระยะห่างที่ก่อตัวในความสัมพันธ์ซึ่งจบลงอย่างเรียบง่าย และในไม่ช้าก็ได้พบลอร่า หญิงชาวอเมริกันที่ต่อมากลายเป็นภรรยาคนที่ 2 ทั้งคู่ประคองชีวิตเข้มข้นแบบอเมริกันชน และช่วงนี้เองที่อินสนธิ์เริ่มต้นโปรเจกต์ที่พลิกชะตาชีวิตและเปลี่ยนความคิดเขาไปสิ้นเชิง

อินสนธิ์ วงศ์สาม

Where artists come from? What are artists? Where are artists going?

“ประมาณปี 1966 ผมเริ่มโปรเจกต์ประติมากรรมใต้ทะเล เพราะผมรู้สึกว่าที่นิวยอร์กกำลังประสบปัญหามลพิษทางทะเล ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมากต่อสิ่งแวดล้อม และความเป็นความตายของสัตว์และมนุษย์ ผมจึงตัดสินใจไปซื้อบ้านแถวนิวเจอร์ซีสำหรับใช้เวลาทำโมเดลต้นแบบผลงานศิลปะ 408 ชิ้น โดยตั้งใจว่าจะนำไปปรึกษานักวิทยาศาสตร์และวิศวกรเพื่อต่อยอดให้มันเป็นประติมากรรมที่สามารถติดตั้งใต้ท้องทะเล พร้อมกับมีฟังก์ชันเพิ่มออกซิเจน เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำหรือแนวปะการังเทียมเพื่อฟื้นฟูทะเลให้กลับมาใสสะอาด แล้วตอนนั้นยังคิดไปอีกว่าหากมันสำเร็จก็อยากจะทำ Landscape Art Space บนดาวเทียม”

แต่หลังจากนำเสนอโปรเจกต์ก็ถูกพับไม่ได้รับทุนสานต่อ อินสนธิ์ผิดหวัง ความเครียดรุมเร้า และกลายเป็นคนดื่มหนัก เขาตั้งคำถามกับผลงานที่ไม่มีใครเห็นความสำคัญ สับสนกับศิลปะที่ไร้ค่าและศิลปินที่ไม่รู้ว่าควรมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร ในเมื่อไม่มีสิทธิแม้แต่จะส่งเสียงให้ผู้คนได้ตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม จนในที่สุดเขาก็ตัดสินใจเลิกราจากศิลปะ และเข้ารับการบำบัดแอลกอฮอล์ในโรงพยาบาลราวเดือนกว่าด้วยเงินค่ารักษาที่แปรสภาพมาจากรถยนต์และทรัพย์สิน กระทั่งเมื่อทางบ้านทราบข่าวจึงส่งตั๋วเครื่องบินมาให้หอบหิ้วชะตากรรมแห่งชีวิตและความว่างเปล่ากลับคืนสู่รัง

“พอถึงเมืองไทยพ่อพูดกับผมประโยคหนึ่งว่า ‘มึงรักเมียเท่าพ่อรึไง พ่อเลี้ยงมึงมาตลอดชีวิต จะเลี้ยงมึงไปจนตายก็ยังได้’ ตอนนั้นผมดีใจมากและรู้สึกอยากกลับบ้าน” อินสนธิ์หัวเราะเหมือนเด็กๆ

เขาหวนคืนป่าซางพร้อมเงินเบี้ยหวัดที่พ่อเก็บสะสมไว้ให้ตั้งแต่ออกจากบ้านไป 11 ปี เงินจำนวนนั้นมากพอจะครอบครองที่ดินตั้งหลักชีวิตใหม่ เขาจึงเลือกปลูกกระท่อมหลังน้อยอยู่อาศัยในหมู่บ้านห้วยไฟเพื่อเยียวยาสภาพจิตใจท่ามกลางป่าเขา ตัดขาดจากสังคมอันวุ่นวายและหารายได้ด้วยการเป็นเกษตรกรสวนพริก

กระทั่งอยู่มาวันหนึ่งขณะพินิจเศษซากตอไม้เหลือทิ้งจากการตัดขายให้กับนายทุนสัมปทานป่า ก็พลันเกิดความรู้สึกปะทุรุนแรงต่อคุณค่าของธรรมชาติที่ขาดไร้ซึ่งความใยดี เขาจึงประกาศรับซื้อเศษซากตอไม้จากชาวบ้านแล้วลงมือฟื้นคืนชีวิตให้กับมัน ด้วยการกลับมาเริ่มต้นทำงานศิลปะอีกครั้งในรูปแบบงานแกะสลักไม้ ซึ่งภายหลังผลงานลักษณะดังกล่าวของเขาได้รับคำนิยามว่าเป็นงานศิลปะรูปแบบ Organic Form ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และถือเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่ทำให้เขาได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประติมากรรม) ประจำปี 2542

อินสนธิ์ วงศ์สาม อินสนธิ์ วงศ์สาม อินสนธิ์ วงศ์สาม

มนตร์รักป่าซาง

2 ปีถัดมาพรหมลิขิตก็ชักพาดอกรักมาผลิบานในบ้านป่า เมื่อหม่อมเจ้าจันทร์จิรายุวัฒน์ รัชนี ได้ชักชวน มีเซียม ยิบอินซอย, เขียน ยิ้มศิริ และเวเนเซีย วอล์คกี้ ประติมากรหญิงชาวอังกฤษ ไปเยี่ยมเยียนอินสนธิ์หลังจากทราบข่าวคราวการกลับไทย

ผลงานแกะสลักไม้ของเขาได้รับคำชื่นชมจากมีเซียม เช่นเดียวกับเวเนเซีย วอล์คกี้ ที่รู้สึกประทับใจในความเด็ดเดี่ยวและวิถีการทำงานของอินสนธิ์ เธอหวนกลับมาพบปะและให้กำลังใจเขาบ่อยครั้ง บ้างอยู่เป็นเพื่อนพูดคุย บ้างช่วยวิจารณ์งานศิลปะ รวมถึงรักษาบรรเทายามเขาเจ็บป่วยทางภาวะอารมณ์ ด้วยการจัดตารางสเกตช์งานลงปฏิทินเพื่อฝึกฝนสมาธิและทำลายจิตใจที่ฟุ้งซ่าน จนความสนิทสนมเติบโตเป็นความรักและพลังใจให้อินสนธิ์กลับมามุ่งมั่นสร้างสรรค์งานศิลปะด้วยความมั่นใจ

ทั้งสองออกมาสร้างเรือนหอหลังใหม่ พร้อมดำเนินชีวิตตามแบบฉบับคู่รักศิลปินที่น่ารักซึ่งจัดสรรน้ำหนักของการงานแห่งชีวิตและความรักได้อย่างสมดุล อินสนธิ์จับสิ่วราวนิ้วที่ 11 พัฒนาผลงานสู่รูปแบบถอดประกอบเข้าไม้สลักเดือยอันโดดเด่น จนได้รับรางวัลศิลปินแห่งชาติปี 2542 ปีเดียวกันกับการตัดสินใจเปิดบ้านเป็น ‘อุทยานธรรมะและหอศิลป์’ เพื่อแบ่งปันองค์ความรู้ในพุทธศาสนาผ่านงานศิลปะร่วมสมัยของเขาและภรรยา ที่จัดแสดงไว้ในหอศิลป์เรือนโบราณ อาคารนิทรรศการ และติดตั้งกระจายตามจุดต่างๆ รอบอุทยานอันร่มรื่น รวมถึงจัดกิจกรรมฝนฝึกโยคะ ปั่นจักรยานธรรมะสัญจรที่ถ่ายทอดหลักของมรรค 8 สู่ชีวิตประจำวัน และสนับสนุนการอนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน อาทิ การทอผ้าและย้อมสีจากธรรมชาติ

อุทยานธรรมะและหอศิลป์เป็นความตั้งใจของผมกับภรรยามานานมากแล้ว คือน่าจะย้อนไปราว 20 ปีที่แล้ว ที่เราเริ่มต้นสร้างมัน โดยในตอนนั้นเราเดินทางไปอินเดียกันบ่อยมากเพราะภรรยาของผมค่อนข้างมีความสนใจในอุดมการณ์ของมหาตมะคานธีและศรัทธาในองค์ดาไลลามะ จนบังเอิญได้พบกับเศรษฐีที่อินเดียซึ่งยกที่ดินให้เรา 70 ไร่ สำหรับสร้างเป็นอุทยานธรรมะและสวนมรดกในเมืองคยา

“หลังกลับมาจากอินเดียเวเนเซียก็เขียนโครงการนี้เสนอไปยังองค์การสหประชาชาติ ส่วนผมช่วยรับผิดชอบในการออกแบบแปลนพื้นที่ แต่พอได้รับงบประมาณมาเสร็จสรรพกลับพบว่าเงินก้อนนี้ไม่สามารถนำไปใช้ทำธุรกรรมในต่างแดน เราจึงตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยการนำมาปลูกอาคารหลังแรกและไม่ได้รับการสานต่อทุนจาก UN ซึ่งภายในอาคารหลังดังกล่าว ปัจจุบันจัดแสดงผลงานประติกรรมชิ้นเอก ‘น้ำพุแห่งปัญญา’ ของเวเนเซีย ที่แสดงถึงการไหลเวียนไม่รู้จบสิ้นของการพัฒนาปัญญาญาณของมนุษย์ รวมถึงจัดแสดงผลงานภาพร่างต้นแบบทั้งหมดในโครงการอุทยานธรรมะและสวนมรดกเมืองคยา”

อินสนธิ์ วงศ์สาม อินสนธิ์ วงศ์สาม

ปัจจุบันอินสนธิ์ยังสร้างสรรค์งานศิลปะอย่างมีวินัยโดยในนิทรรศการเดี่ยวครบรอบ 84 ปี ครั้งล่าสุด ‘Ora et Labora’ อันมีความหมายว่า ‘Pray and Work’ ซึ่งจัดขึ้นที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเชียงใหม่ เขาได้นำเสนอผลงานแบบร่างจำนวน 365 ชิ้น ที่ฟูมฟักสม่ำเสมอในช่วงระหว่างตี 3 ถึง 6 โมงเช้าตลอดระยะเวลา 1 ปี พร้อมจัดแสดงผลงานจิตรกรรมที่ใช้ส้นเท้าและมือในการรังสรรค์ เพื่อบอกเล่าสีสันประสบการณ์ที่ได้ค้นพบจากการออกเดินทางท่องโลกและบนเส้นทางชีวิตศิลปิน ทั้งยังสะท้อนแง่คิดในการสร้างงานศิลปะที่ไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่ในขอบเขตของวัสดุอุปกรณ์ เพราะศิลปะจริงแท้เพียงสะท้อนจากภายใน

นอกจากใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการสร้างศิลปะ สองสามีภรรยาก็ไม่ลืมที่จะหาโอกาสพักผ่อนและพากันออกเดินทางแสวงหาประสบการณ์และเปิดมุมมองใหม่ๆ ในต่างประเทศทุกปี จนกระทั่งเวเนเซียย่างเข้าสู่วัย 70 เผชิญความเจ็บป่วยจากโรคร้าย และจากไปในวันที่ 28 พฤษภาคม 2560

อินสนธิ์ วงศ์สาม อินสนธิ์ วงศ์สาม อินสนธิ์ วงศ์สาม

“ศิลปะนามธรรมทำให้ชีวิตอยู่สบายและสงบขึ้นไปตามวัย ทุกวันนี้ศิลปะช่วยเยียวยาจิตใจของผมไว้มากหลังจากสูญเสียภรรยาไป เพราะทุกครั้งที่ได้ลงมือทำงานผมมักรู้สึกว่าเขายังอยู่เคียงข้างเป็นกำลังใจ ทำให้ผมมีความมั่นใจและเข้มแข็ง ฉะนั้น สำหรับผมศิลปะจึงสำคัญมากต่อมนุษย์ เพราะถ้ามนุษย์ไม่มีศิลปะจะทำให้ไม่รู้จักคุณค่าของมนุษย์ และสำคัญที่สุดคือ ไม่รู้จักแม้กระทั่งคุณค่าของตัวเอง”

ในวัย 85 ปี อินสนธิ์บอกว่าสิ่งที่เขาอยากทำมากที่สุด คืออีก 5 ปีข้างหน้าอยากจัดแสดงงานศิลปะของตัวเองอีกครั้ง

อินสนธิ์ วงศ์สาม

Writer

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

Studio Visit

แวะเยี่ยมสตูดิโอของศิลปินเพื่อทำความรู้จักคนสร้างงานศิลปะอีกกลุ่มในอีกมุม

“ยากจังเลย ผมค่อนข้างต่อต้านคำว่า ‘ศิลปิน’ นะ เพราะสำหรับผม คำนี้หมายถึงผู้สร้างสรรค์งานศิลปะที่ทำให้คนมีจิตใจสว่างไสว นำไปสู่การตื่นรู้อะไรบางอย่าง แต่ผมไม่ใช่เลยสักนิด”

โจ้-เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล คู่สนทนาของเราคราวนี้รีบตอบทันควัน เมื่อเราชวนเขาย้อนมองถึงนิยามของตัวเอง

เขาคือคนทำงานศิลปะร่วมสมัย ผู้หยิบปัญหาสิ่งแวดล้อมมาสร้างสรรค์งานศิลปะ ผู้นำหนอนแมลงวันมาทำงานจนถูกแบนจากแกลเลอรี่ไปพักใหญ่ๆ และผู้มีผลงานชื่อดังไปอวดโฉมชาวโลกถึงประเทศเบลเยียม

โจ้ เรืองศักดิ์ ศิลปิน ‘นักสะสมหายนะ’ ผู้นำหนอน กระดูกหมา และต้นแมนเดรก มาทำงานศิลปะ

“แนวทางของผมเป็นการควานหาสิ่งซึ่งถูกซ่อนไว้ใต้พรมให้เจอ แล้วนำมาเปิดเผย เพื่อชี้ให้เห็นปัญหามากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

“คนเอเชียมักซ่อนภาพไม่เหมาะสมเอาไว้ แต่การทำความเข้าใจปัญหา ต้องอาศัยการซื่อสัตย์ต่อความจริง ซึ่งเป็นหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่ขัดกับธรรมเนียมปฏิบัติ หากพรีเซนต์แต่ภาพสวยงาม แล้วซ่อนความเลวร้ายไว้ตลอดเวลา สังคมจะเดินต่อไปอย่างไร เราต้องรู้ต้นตอของปัญหา ตระหนักว่าถนนของเรามีอุปสรรคขวากหนามอยู่ ไม่ใช่มองขึ้นฟ้า เห็นว่าสวยดี แล้วเดินต่อไปโดยไม่รู้ว่าข้างหน้าคือเหว”

ก่อนจะแหงนหน้ามองฟ้า ดื่มด่ำความงามของผืนนภาสีครามสด เราขอชวนคุณผู้อ่านก้มหน้าสู่ดิน ค้อมหลังฟังเสียงสารพันปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เรืองศักดิ์นำมาสร้างสรรค์งานศิลปะ

ตั้งแต่สิงสาราสัตว์ที่เกือบสิ้นวงศ์พงศาเพราะน้ำมือมนุษย์ ความรุนแรงอันแสนอยุติธรรมต่อสัตว์เลี้ยงผู้ซื่อสัตย์ น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่ใครก็เอาไม่อยู่ มหาธุลีพิบัติภัย PM 2.5 ซึ่งแวะเวียนเยี่ยมเยียนเราทุกฤดูหนาว ไปจนถึง Reincarnation III – Ecologies of Life นิทรรศการเสียงกระซิบจากสัตว์สูญพันธุ์ ที่เพิ่งจัดแสดงไปเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา

โจ้ เรืองศักดิ์ ศิลปิน ‘นักสะสมหายนะ’ ผู้นำหนอน กระดูกหมา และต้นแมนเดรก มาทำงานศิลปะ

01 “ผมเคยเชื่อในระบบ”

หลังจากถามไถ่สารทุกข์สุขดิบของศิลปินนักอนุรักษ์ ท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาดซึ่งนับวันยิ่งไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น เราเริ่มต้นบทสนทนาอย่างเป็นทางการด้วยการถามทวนต่อจากบทสนทนาตอนต้น

คุณมองตัวเองคือผู้เปิดเผยขยะใต้พรม ?

“พยายามเป็น ก่อนหน้านี้ผมเคยเชื่อในระบบเหมือนกัน คือเชื่อว่าทุกอย่างจะดำเนินไปอย่างไหลลื่นตามระบบที่วางไว้ เช่น โรงงานอุตสาหกรรมมีระบบจัดการสารพิษ ขยะได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม ไม่หลุดรอดไปสู่ที่ต่างๆ สัตว์เลี้ยงของมนุษย์ไม่ได้ถูกขโมยมาจากธรรมชาติ 

“แต่เราต่างรับรู้กันดีว่าอุตสาหกรรมทิ้งสารพิษออกมาเยอะแยะ ขยะหลุดรอดไปในสิ่งแวดล้อมมากมาย สัตว์ในจตุจักรไม่น้อยถูกลักลอบนำเข้ามาแบบผิดกฎหมาย เรากลับเลือกจะไม่มอง แต่ซ่อนไว้เพราะเหนียมอายต่อความจริง”

“ผมจึงเลิกเชื่อในระบบ” น้ำเสียงหนักแน่นแต่เรียบนิ่ง

โจ้ เรืองศักดิ์ ศิลปิน ‘นักสะสมหายนะ’ ผู้นำหนอน กระดูกหมา และต้นแมนเดรก มาทำงานศิลปะ

ก่อนเล่าเหตุผลตอกย้ำความไม่เชื่อมั่นในประสิทธิภาพของระบบ ที่มาจากเหตุการณ์อุบัติเหตุรถไฟตกรางในสเปน เพราะระบบเศรษฐกิจตกต่ำในช่วง Hamburger Crisis ทำให้ต้องลดการดูแลรักษาลง รถไฟซึ่งควรจะเลี้ยวโค้งไปดีๆ จึงตกราง และเหตุการณ์สะพานขนาดใหญ่ในอิตาลีพังถล่มลงมา เพราะไม่ได้รับการดูแลรักษามากว่า 20 ปี

“ผมตั้งคำถามว่า เราจะเชื่อในระบบต่างๆ อย่างหมดสิ้นหมดใจไปถึงร้อยปีพันปีได้อย่างไร ในเมื่อทุกอย่างเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จะรู้ได้อย่างไรว่ามันหมดสภาพไปแล้ว หากรัฐยิ่งซุกซ่อนอะไรไว้ ก็จะยิ่งเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้นอีก”

หลังจาก ‘เลิกเชื่อในระบบ’ โจ้จึงเริ่มภารกิจแสวงหาทุกปัญหาที่มนุษย์กระทำต่อสิ่งแวดล้อมอย่างหาญกล้า แต่กลับซุกซ่อนไว้เพราะขวยเขินหน้าบาง และนำมาดัดแปลงเป็นงานศิลปะ

“การเคลื่อนไหวนี้กระตุ้นให้ผมออกมาทำงานขุดคุ้ยเผยแผ่ แล้วผมเชื่อในงานศิลปะยุคใหม่ ซึ่งแม้มีความขัดแย้งในตัวมันสูง แต่ยังประนีประนอม เปิดโอกาสให้คนวิพากษ์วิจารณ์เพื่อคิดหาแง่มุมใหม่จากมันซ้ำไปซ้ำมาได้เสมอ”

โจ้ เรืองศักดิ์ ศิลปิน ‘นักสะสมหายนะ’ ผู้นำหนอน กระดูกหมา และต้นแมนเดรก มาทำงานศิลปะ

02 “ทำไมเราต้องทำงานเพนต์อยู่”

เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล เรียนจบด้านศิลปะโดยตรงจากรั้วเพาะช่าง ทักษะการสร้างสรรค์จึงไม่ใช่ข้อกังขาเคลือบแคลง แต่ความน่าสนใจคือรูปแบบการทำงานซึ่งก้าวออกนอกขนบ ผิดแผกไปจากเพื่อนศิลปินรุ่นเดียวกัน

เช่นคราวหนึ่งเมื่อครั้งเป็นนักเรียน เขานำเวชภัณฑ์และเศษอาหารเหลือใช้มาบรรจุลงในหลอดแก้ว สร้างเป็นงานศิลปะจัดวาง ปรากฏว่าผลงานชิ้นนั้นเป็นแกะดำของงาน เพราะบรรดามิตรสหายต่างขุดกลเม็ดเด็ดพรายขึ้นมาทำจิตรกรรมประกวดประขันกัน เขาจึงเจียมตัวเองดีว่าแนวทางของตนเป็น ‘ตัวประหลาด’ ของวงการ

“ผมเคยตั้งคำถามว่า ‘ทำไมเราต้องทำงานเพนต์อยู่’

“คำตอบคลิเช่มาก โลกทุกวันนี้มีเทคโนโลยีมากมาย ภาพถ่ายก็เคลื่อนไหวเป็นวิดีโอได้แล้ว ในเมื่อมันมีของจริงแบบสามมิติ แสดงร่อยรอยเรื่องราวทุกอย่างซึ่งแปดเปื้อนไว้ได้ด้วยตัวเองอยู่ ทำไมไม่เอามาใช้เลยล่ะ จะเพนต์เพื่อชักจูงให้คนเชื่อว่าสิ่งตรงหน้าสร้างความรู้สึกนึกคิดได้จริงทำไม

“ตอนแรกๆ ก็ยังไม่เคลียร์ว่าจะเป็นงานศิลปะได้อย่างไร แต่พอเห็นศิลปินชาวฝรั่งเศสตระเวนเก็บขยะตลอดสองปีเพื่อทำงานศิลปะ แล้วมันก็เป็นศิลปะได้จริง จึงรู้ว่าเป็นไปได้ นั่นคือเมื่อสามสิบปีก่อน สมัยที่เพื่อนผมยังเพนต์กันอยู่เลย”

โจ้สะสมความสนใจข้อนี้ไว้เป็นเหมือนปุ๋ยยา เสริมความเชื่อของตนให้อุดมสมบูรณ์ จนผลิดอกออกผลมาเป็นนิทรรศการ Metamorphosis ศิลปะจัดวางของเขาครั้งแรกที่ Siam Art Museum เมื่อ ค.ศ. 2001

“ผมเล่นเรื่องกระบวนการแปรสัณฐาน เปรียบเทียบระหว่างหนอนผีเสื้อซึ่งดูเป็นกระบวนการเติบโตอันงดงาม กับหนอนแมลงวันซึ่งดูน่ารังเกียจ เอาของจริงมาวางในแท่นคู่กัน เพื่อให้ผู้ชมสำรวจดูความรู้สึกของตัวเองต่อสัตว์ทั้งสองชนิด

“แต่ก็ต้องปิดตัวลงก่อนโปรเจกต์นั้นจบ เพราะเจ้าของรู้สึกว่ากลิ่นของหนอนแมลงวันกินเนื้อเน่ารบกวนผู้ชมมากจนคนไม่มา เลยมีช่วงสั้นๆ ที่ผมเหมือนถูกแบนจากบรรดาแกลเลอรี่ ว่าอย่าไปชวนไอ้นี่มาโชว์นะ เดี๋ยวแกลเลอรี่เสียชื่อ”

โจ้ เรืองศักดิ์ ศิลปิน ‘นักสะสมหายนะ’ ผู้นำหนอน กระดูกหมา และต้นแมนเดรก มาทำงานศิลปะ

เขาเล่าความหลังพลางหัวเราะ ใช้ความตลกขบขันกำบังบทเรียนชีวิตครั้งสำคัญบนถนนสายศิลปิน ก่อนขยายความถึงกลวิธีสร้างสรรค์งานศิลปะสุดเจ๋งจากเพื่อนร่วมวงการต่างชาติที่เจ้าตัวประทับใจ

“อย่างศิลปินชาวดัตช์ชื่อ Startel เขาทำห้องมืด ขนาดประมาณสี่สิบตารางเมตร ที่มีแต่หนอนแมลงวันคลานยั้วเยี้ยเป็นล้านตัว ใช้ไมโครโฟนจับเสียงการเคลื่อนไหวเบาๆ แล้วขยายเสียงผ่านลำโพง ซึ่งส่องแสงอัลตราไวโอเลตจากข้างบนลงมา รับกับสเต็ปทางเดิน เข้ามาตอนแรกจะมองไม่เห็นว่าพื้นเป็นอะไร แต่พอตาเริ่มชินกับห้องมืด จะเห็นว่าพื้นห้องทั้งหมดเต็มไปด้วยหนอนแมลงวันที่ยังมีชีวิต นั่นคือความสุดของศิลปิน

“คิวเรเตอร์งานนั้นหมกมุ่นกับเรื่องสภาวะการมีชีวิตของสิ่งที่ตายไปแล้วมากๆ ครั้งหนึ่งเขาหยิบเอาปรากฏการณ์ Electrochemical Cell คือชิ้นส่วนที่ตายไปแล้ว แต่ยังมีปฏิกิริยาเคมีและไฟฟ้าอยู่เล็กน้อยมาเป็นมุกในงาน พอดีเพื่อนเขานิ้วขาด จึงเอามาแช่ในฟอร์มาลีน แล้วใช้แอมป์มิเตอร์เสียบเข้าไป ใช้คอมพิวเตอร์แปลงกระแสไฟฟ้า ซึ่งยังหลงเหลืออยู่เป็นคลื่นเสียงหอนออกมาจากลำโพง ราวกับว่านิ้วนั้นยังมีชีวิตอยู่

“หรือมีศิลปินอีกคนหนึ่ง เอาเศษกระดูกวัวเป็นตันๆ จากโรงเชือดมากองพะเนิน แล้วปล่อยให้มันเน่า แต่ดินที่เบลเยียมมีแบคทีเรีย ซึ่งเปลี่ยนไขมันในกระดูกเป็นสีม่วง ฉะนั้น งานจะค่อยๆ เปลี่ยนจากสีเลือดเป็นสีม่วง ดูสวยและน่ากลัวในคราวเดียวกัน”

ประสบการณ์ล้ำค่าจากการได้ออกไปปฏิสัมพันธ์กับแวดวงศิลปะต่างประเทศ ตีเปิดเพดานความคิดให้กว้างขวางออกอย่างไปไม่จำกัด วิสัยทัศน์ของเรืองศักดิ์แผ่ขยายไพศาล จนพบว่าผลงานตัวเองเป็นเพียงเศษเสี้ยวกระผีกริ้นแห่งความเป็นไปได้ทั้งหมด ตราบเท่าที่ ‘ศิลปะ’ อนุญาต

03 “ความซับซ้อนของวิทยาศาสตร์คืองานศิลปะ”

“ประเด็นคือ ผมมองว่าทำไมจะ ‘ไม่’ ล่ะ” โจ้อธิบายถึงสาเหตุที่หยิบเอาประเด็นทางวิทยาศาสตร์มาทำงานศิลปะ

“ในเมื่อโลกกำลังเปลี่ยนไปสู่จุดที่เริ่มพูดถึงความจริงมากขึ้น และความจริงนั้นไม่ใช่ด้านแห้งแล้ง เราเจอวิทยาศาสตร์แห้งแล้งกันมาตลอด คือไม่มีความเป็นมนุษย์ วิชาการจ๋า

“เช่น พอบอกว่ายุงชนิดนี้อยู่ตามแหล่งน้ำ ก็จะเจอแต่จำนวนของยุง สารเคมีในน้ำ เป็นข้อมูลซึ่งคนทั่วไปบอกว่า ‘ตายดีกว่า’ ถ้าเชื่อมโยงให้เห็นความซับซ้อนของระบบนิเวศ ยุงชนิดนี้คืออาหารของปลาชนิดนั้น ปลาชนิดนั้นก่อให้เกิดอย่างนี้ๆ คนจะรู้สึกว่ามันมีพลวัตร แล้วจะไม่เห็นวิทยาศาสตร์ด้านเดียวอีกต่อไป แต่จะเห็นวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อนมากขึ้น และสำหรับผม ความซับซ้อนของวิทยาศาสตร์คืองานศิลปะ

“ผมแค่จับบางแง่มุมขึ้นมาสื่อสารเพื่อให้เชื่อมโยงกับคนเท่านั้น” 

เรืองศักดิ์ส่งแววตามุ่งมั่นผ่านกล้องอย่างแจ่มชัดตลอดการตอบคำถาม จนเราสนิทใจในแนวทางของเขา

สนทนากับ โจ้-เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล นักสื่อสารปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านศิลปะ ถึงการผสานโลกวิทย์กับศิลป์เข้าด้วยกัน

04 ประเด็นที่รู้สึกว่าเป็นประเด็น

เรื่องวิทยาศาสตร์มีเหลี่ยมมุมนับแสนล้านให้เลือกเล่น ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่พร้อมได้รับการเปิดเผยก็มีอีกนับโกฏิพัน กฎเกณฑ์ในใจของเรืองศักดิ์ในการเลือกประเด็นมาทำงานคือ “ต้องเป็นประเด็นที่รู้สึกว่าเป็นประเด็นก่อน”

“บางทีเห็นว่าเป็นข่าวใหญ่ ส่งผลกระทบต่อสังคมวงกว้าง แต่ดันอยู่ไกลมาก เช่น การฆ่าวาฬในฟินแลนด์หรือเดนมาร์ก การฆ่าหมีขั้วโลก หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล พวกนี้เป็นประเด็นนะ แต่ผมยังไปไม่ได้ไง แต่อย่างตอนน้ำท่วม พ.ศ. 2554 บ้ามผมอยู่รังสิต ได้รับผลกระทบเต็มๆ หลังจากอพยพครอบครัวไปอยู่ที่อื่น เลยคิดทำโปรเจกต์ขึ้นด้วยไอเดียคือการเก็บตัวอย่างน้ำให้ได้มากที่สุด นี่ก็เป็นเรื่องที่รู้สึกว่าเป็นประเด็นและใกล้ตัว”

เรืองศักด์ยกตัวอย่างขยายความ ก่อนเล่าถึงโปรเจกต์นั้นต่อว่า การเข้าไปเก็บข้อมูลครั้งนั้น สะท้อนมุมมองทางการเมืองบางอย่าง

“การเข้าไปในพื้นที่ยากมาก นั่งแท็กซี่ไปก็ได้แค่ดรอปไว้ตรงโทลเวย์ ต้องเดินเท้าเข้าไปเอง บางพื้นที่ก็ต้องให้ทหารที่เข้าไปได้ช่วยเก็บมาให้ บางครั้งก็วานเพื่อนจากเขตต่างๆ ช่วยเก็บ จนได้ภาพเปรียบเทียบชัดเจนว่า รอบๆ กรุงเทพฯ นี่น้ำท่วมเละเลย แต่ใจกลางเมืองท่วมแค่สิบห้าเซนติเมตรเอง”

การนำ ‘ของจริง’ มาใช้ทำงานศิลปะ ไม่ว่าจะ ‘จริงมาก’ -หยิบมาใช้โต้งๆ ปราศจากการแปลงโฉม หรือ ‘จริงน้อย’ -พลิกแพลงเปลี่ยนฟอร์มให้ซับซ่อนขึ้นหน่อย ก็ล้วนเป็นเอกลักษณ์ข้อหนึ่งที่ประกอบในผลงานของเขาทุกชิ้น

“ผมมองว่าวัตถุจริงในพื้นที่นั้นๆ พูดแต่ละประเด็นด้วยตัวมันเองได้อย่างครบถ้วน อย่างกรณีน้ำท่วม ผมอาจเก็บเสาไฟที่มีคราบน้ำท่วมก็ได้ ซึ่งชัดเจนกว่าตัวอย่างน้ำในหลอดแก้วด้วยซ้ำ แต่ผมไม่มีอำนาจขนาดนั้นไง

“ผมนิยามมันว่าเป็นการเก็บหลักฐาน ไม่ใช่ในรูปแบบวิทยาศาสตร์ แต่เป็นรูปแบบของงานศิลปะ เพราะฉะนั้น มันจึงเปลี่ยนแปลงประเด็นในการสื่อสารไปได้อย่างไหลลื่น ขึ้นอยู่กับว่ามีปัจจัยหรือประเด็นอะไรในช่วงนั้นๆ”

แต่การเอาของจริงมาใช้ ทำให้งานของคุณดูจะเป็นปัญหาทุกครั้งที่ไปจัดแสดง-เราว่า

“ใช่” เขาลากเสียงพยางค์ขานรับยาวขึ้นนิด พร้อมพยักหน้าเห็นด้วยสองสามครั้ง

“เพราะว่ามันจริงเกินไป แต่นี่คือวิทยาศาสตร์ของชิ้นงานที่ไม่มีข้อต่อรอง บิดเบือนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และเชิงกายภาพไม่ได้ ผมอยากแสดงความประทับใจเชิงอารมณ์ สะเทือนอารมณ์ของผู้ชมให้ตระหนักถึงปัญหา”

05 แจ้งเกิด

หมุดหมายแรกที่แจ้งเกิดให้เรืองศักดิ์เป็นที่รู้จักในวงการศิลปะระดับนานาชาติ คือผลงานศิลปะจัดวางชุด ‘Revenge’ เมื่อ ค.ศ. 2006 เขาหอบเอาเศษกระดูกสุนัข 5 ตัว ซึ่งตายอย่างอยุติธรรม ไร้ความปรานีจากเจ้านาย ไปแสดงที่เบลเยียม จัดแจงให้อยู่ในท่วงท่าเกรี้ยวกราดดุร้าย แสดงอากัปกิริยาไม่เป็นมิตร เพื่อแก้แค้นต่อความโหดเหี้ยมที่พวกมันถูกกระทำ

สนทนากับ โจ้-เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล นักสื่อสารปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านศิลปะ ถึงการผสานโลกวิทย์กับศิลป์เข้าด้วยกัน
สนทนากับ โจ้-เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล นักสื่อสารปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านศิลปะ ถึงการผสานโลกวิทย์กับศิลป์เข้าด้วยกัน
ภาพ : เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล

สุนัขแช่แข็งในโรงพยาบาลสัตว์ที่เขาขอมาใช้ทำงานศิลปะชิ้นนี้ ต่างมีเบื้องหลังแสนอดสู บางตัวถูกเจ้าของวางยาเบื่อเพราะจะย้ายไปอเมริกา และพามาทิ้งไว้อย่างไร้วี่แวว บางตัวตัวโดนรถชน มีพลเมืองดีเก็บมาส่งโรงพยาบาล แต่พอรู้ว่าตายก็ทิ้งไว้อย่างนั้น

“จะเห็นว่าในงานเดียว เราเจอสองประเด็นซ้อนกันอยู่อย่างแนบเนียน เห็นความอำมหิตของเจ้าของสัตว์ และความใจดีมีเมตตาแต่ไม่สุดของมนุษย์อยู่”

ผลงานอันแยบคายชุดนี้เปิดประตูแห่งโอกาสให้กว้างออก อ้ารับโอกาสครั้งสำคัญในชีวิต

“ปีต่อมาผมได้รับการติดต่อให้ไปร่วมแสดงในนิทรรศการเปิดตัวพิพิธภัณฑ์ใหม่ในเบลเยียม จึงเริ่มคิดทำ Ash Heart Project ขึ้น รับกับคอนเซ็ปต์งานที่เกี่ยวข้องกับด้านชีววิทยา”

เขาเริ่มเล่าที่มาที่ไปของโปรเจกต์อันน่าทึ่ง เป็นการหล่อประติมากรรมหัวใจขึ้นจากเศษขี้เถ้า ซึ่งได้จากการเผาพืชและสัตว์หลายร้อยสปีชีส์ที่ได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมของมนุษย์ ประสานพลังจัดเรียงไว้ด้วยกันเพื่อชี้ให้เห็นความหลากหลายและความสำคัญของสิ่งมีชีวิตแต่ละสายพันธุ์

สนทนากับ โจ้-เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล นักสื่อสารปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านศิลปะ ถึงการผสานโลกวิทย์กับศิลป์เข้าด้วยกัน
ภาพ : เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล

“ตั้งแต่ต้นไม้ถูกโค่น ปลาตายจากสารปนเปื้อน นกฮูกโดนรถขยี้ตายบนถนน กะโหลกหมี ขาหน้าช้าง สัตว์ป่าหายากซึ่งถูกใช้เป็นยา อาจารย์สัตวแพทย์ส่งงูเหลือมพม่าที่ชาวบ้านตีตายในนครสวรรค์มาให้ เพื่อนซึ่งกำลังทำวิจัยด้านยุงส่งยุงลายมาให้หมื่นตัว ตอนนั้นตู้เย็นเหม็นเน่ามาก ผมเผาพืชและสัตว์กว่า 271 ชนิด ทุกวันตลอดสี่เดือน เป็นคนก่อ PM 2.5 มากที่สุดในช่วงเวลาหนึ่งเลย” ศิลปินเผยเบื้องหลังแสนทรหดผ่านน้ำเสียงจริงจังปนหัวเราะ

Ash Heart Project บินลัดฟ้าจากเบลเยียม แวะจัดแสดงต่อที่สิงคโปร์ช่วงสั้นๆ กับตรงดิ่งกลับมาตุภูมิ การเดินทางนี้เป็นเสมือนเส้นทางการเติบโตของผลงาน ที่เมื่อผลัดเปลี่ยนที่ตั้งและกลุ่มผู้ชม ก็สำแดงแง่มุมใหม่ๆ ออกมาให้ศิลปินผู้สร้างสรรค์และคิวเรเตอร์ได้ว้าวอยู่เสมอ

“พอไปแสดงที่สิงคโปร์ มันมีประเด็นอย่างหนึ่งผุดออกมา คือ Taboo (สิ่งต้องห้าม) ของคนเอเชีย พอเขารู้ว่าทำขึ้นจากขี้เถ้าจากการเผาสัตว์จริงก็จะถอยหลังหนีทันที เพราะช่วงนั้นตรุษจีน เขาถือว่าเป็นโชคร้าย ไม่ควรเข้าใกล้หรือแตะต้อง ถึงขนาดมีผู้ชมคนหนึ่งบอกว่า ‘It curses me.’ ด้วยซ้ำ”

06 “แล้วคุณเป็นใคร”

เรืองศักดิ์ไม่ได้หยิบแง่มุมทางวิทยาศาสตร์มาเล่าผ่านศิลปะโดยปราศจากหลักการเหตุผลรองรับ เพราะเขาใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร​์เป็นหลักยึดในการทำงานทุกครั้ง ตั้งแต่เริ่มเสาะหาปัญหา รวมรวมหลักฐาน ทดลอง และสรุปความออกมาเป็นผลงานชวนขบคิด นั่นทำให้หลีกเลี่ยงที่ต้องปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในแวดวงวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อมไม่ได้

“แต่พอบอกว่าทำงานศิลปะแล้วต้องการค้นหาข้อมูลเชิงลึกปุ๊บ อันดับแรกมักเจอคำถามว่า ‘แล้วคุณเป็นใคร’

สนทนากับ โจ้-เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล นักสื่อสารปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านศิลปะ ถึงการผสานโลกวิทย์กับศิลป์เข้าด้วยกัน

“คือคำถามนี้ก็สำคัญในตัวมันเองนะ เพราะทุกวงการก็เป็นแบบนี้ เช่น ถ้ามีเด็กรุ่นใหม่เข้ามาถามว่า อยากเจอหนอนผีเสื้อชนิดนี้จังเลย ผมก็จะตอบว่าต้องศึกษาว่ามันกินอะไร แต่ถ้ารำคาญก็บอกว่าไปหาก่อนสิ ไปอ่านก่อนสิ มันคือคำตอบเดียวกัน ประเด็นคือการจะก้าวไปสู่จุดนั้นได้ คุณต้องมีข้อมูลในหัวก่อน และทำให้เขาเชื่อถือว่าคนที่กำลังคุยอยู่ด้วยนั้นสำคัญมากพอที่จะคุยด้วย

“บางครั้งผมเองก็ยังไม่ได้ความร่วมมือเลย” สิ้นเสียงพวกเราก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกัน หลังจากนั้นเขาจึงเสริมเรื่องด้วยความประทับจากงาน Ash Heart Project อันเลืองชื่อ

“ตอนนั้นได้เพื่อนนักมานุษยวิทยาช่วยติดต่อไปยังสวนพฤกษศาสตร์ชื่อ Meise ปรากฏว่าได้เข้าพบผู้อำนวยการเลย ตอนแรกก็คิดว่าจะเข้าไปพูดคุยเฉยๆ แต่ปรากฏว่าเขาบริจาค Mandrake พืชตระกูลมันฝรั่งที่มีพิษร้ายแรงต่อระบบประสาท มีชื่ออยู่ในปกรณัมต่างๆ รวมทั้งใน Harry Potter ด้วย ไอ้ต้นที่ดึงขึ้นมาจากดินแล้วกรีดร้องน่ะ ทั้งที่เขาเองก็มีแค่ห้าหัว นั่นคือสิ่งที่ผมประทับใจสุดๆ เวลาคุณติดต่อประสานงานอะไรแล้วได้สิ่งเหนือความคาดหมายกลับมา

“ต่อมาใน ค.ศ. 2015 ผมทำเรื่องขอกระดูก Brabant ม้าเบลเยียมตัวใหญ่โตและขนยาวๆ มีประวัติศาสตร์ยาวนานมาก ทำหน้าที่ลากปืนใหญ่มาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 แต่พอหมดยุคสงครามก็หมดหน้าที่ ยิ่งเจอ Hamburger Crisis ก็ถูกเชือดทิ้งไปมากเพราะค่าใช้จ่ายในการดูแลสูง รอนานถึงสามปี จนได้มาจริงๆ แม้เป็นแค่กระดูกกรามเพียงชิ้นเดียว ไม่ได้ทั้งกะโหลก ก็มหึมาพอให้มีสารที่จะสื่อออกมาเยอะมาก

“ทั้งหมดนี้มันดีลได้เพราะมีคนเห็นคุณค่าของการทำงานศิลปะ ผมยังหวังว่าการประสานงานจะเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น คงไม่ถึงกับไหลลื่นร้อยเปอร์เซ็นต์นะ เพราะแต่ละประเด็นมีความซับซ้อนและละเอียดอ่อนไม่เท่ากัน บางคนเข้าใจ บางคนไม่เข้าใจ แต่อย่าเปรียบเทียบกับประเทศไทยเลย”

07 “ผมเป็นนักสะสมหายนะ”

สนทนากับ โจ้-เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล นักสื่อสารปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านศิลปะ ถึงการผสานโลกวิทย์กับศิลป์เข้าด้วยกัน

“ผมเคยพูดเล่นกับเพื่อนว่า ผมเป็นนักสะสมหายนะ” 

ศิลปินตรงข้ามหัวร่ออย่างออกรส พลางตอบคำถามแรกที่เราดึงกลับมาใช้อีกคราวในช่วงท้ายของการสนทนา

และนั่นคือการยืนยันครั้งที่สองว่าเขาไม่ใช่ศิลปินอย่างที่ใครๆ เข้าใจ

“งานของผมนำเสนอปัญหาที่เราไม่อยากเห็น ผมจึงไม่เรียกงานของผมว่าเป็นศิลปะ มันคาบเกี่ยวกันระหว่างภาพตัดแปะบนหน้าข่าว ชิ้นส่วนหลักฐาน ประจักษ์พยาน เสียงพูดคุยของคน ซึ่งผมไม่ได้มีส่วนในสมการนี้เลย แค่ไปเลือกมาโชว์เท่านั้น

สนทนากับ โจ้-เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล นักสื่อสารปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านศิลปะ ถึงการผสานโลกวิทย์กับศิลป์เข้าด้วยกัน

“ผมเชื่อลึกๆ ว่าในแต่ละประเด็นควรต้องมีคนทำอะไรแบบนี้อยู่ และในเรื่องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผมอาจไม่ใช่คนถูกที่สุดด้วยซ้ำ เพราะมันมีอีกหลากหลายวิถีทาง แม้กระทั่งงานเพนต์ที่ผมไม่เชื่อ ก็อาจมีศิลปินสร้างงานออกมาแล้วเปลี่ยนใจคนมากกว่าผมก็ได้ แต่อย่างน้อยที่สุด ผมยังอยากทำงานศิลปะ เพื่อนำเสนอความจริงซึ่งปฏิเสธไม่ได้อยู่” 

ผู้ไม่นิยามตัวเองว่าเป็นศิลปิน แสดงปณิธานที่เขาสมาทานมาตลอดหลายสิบปี พร้อมกระซิบบอกเป็นนัยว่า งานศิลปะควรมีอีกฟังก์ชันต่อมนุษย์ นอกเหนือจากการอำนวยสุนทรียภาพขั้นพื้นฐานเพียงเท่านั้นเสมอ

“ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องหลักเลยแหละ

“ในภาพวาดสวยงาม มีต้นไม้เป็นพื้นหลัง เราเคยจำได้ไหมว่าต้นไม้นั้นรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร สปีชีส์ไหน เราไม่เคยจำได้เพราะเราเลือกมองแต่จุดที่พึงพอใจมากกว่า จะให้ความสำคัญก็ต่อเมื่อถูกไฮไลต์ขึ้นมา แต่ในยุคนี้เราค้นคว้าข้อมูลได้ง่ายขึ้น ภาพวาดจึงไม่ใช่แค่ภาพวาดอีกต่อไป งานศิลปะจึงไม่ใช่แค่งานศิลปะอีกต่อไป นอกจากความงามพื้นฐาน งานศิลปะทุกชิ้นมี ‘อีก’ หนึ่งบทบาทประกอบกันอยู่แล้ว”

หนึ่งใน ‘อีก’ บทบาทเหล่านั้นคือการสื่อสารด้านสิ่งแวดล้อมอย่างที่เรืองศักดิ์กำลังทุ่มกายและใจขมักเขม้นลงแรง

“แต่ตอนนี้ยังส่งเสียงได้เบาบางอยู่นะ” เขาว่า

“เพราะถ้าพูดได้เสียงดังมาก ก็จะโผล่มาแค่ประเด็นเดียว โดยหลักการ มนุษย์จะย่อยข้อมูลข่าวสารให้ง่ายและสั้นลงเสมอ ซึ่งผมต่อต้านวิธีนี้มากที่สุด เราตัดประเด็นซับซ้อนที่คิดว่าไม่สำคัญออกไปไม่ได้ ทุกอย่างเกี่ยวเนื่องกันเป็นพลวัตร นั่นคือคุณกำลังสร้างภาพนิ่งให้ธรรมชาติ

“ผมเชื่อว่ามันเป็นการส่งต่อ ผมจึงพยายามขยายผลกระทบให้สืบเนื่องกับหลายๆ เรื่อง หลายคนช่วยกันพูดน่ะดีแล้ว ยิ่งสร้างความเชื่อมั่นว่าคนไม่น้อยตระหนักถึงสิ่งเดียวกัน ถ้าพูดคนเดียวก็จะกลายเป็นไอดอลทันที แล้วถ้าไอดอลคนนั้นเทไปด้านใดด้านหนึ่งอย่างเดียว แล้วประเด็นอื่นที่ถูกทิ้งไปจะเป็นอย่างไร”

โจ้จึงมีสถานะเป็นศิลปินเดี่ยวผู้พร้อมร่วมงานกับผู้รู้จริงแบบทีมอยู่เสมอ เพราะนอกจากตระหนักอยู่ในใจดีว่า ผลงานของตัวเองที่ผ่านมาเป็นเพียงหนึ่งแง่มุมจากทัศนคติส่วนตัว ยังเห็นว่าหลายหัวย่อมดีเบตประเด็นกันได้คมคายและลึกซึ้งกว่าหัวเดียว ทั้งยังพาเมสเซจที่งานมุ่งสื่อสารไปได้ไกลอย่างมีชั้นเชิงมากยิ่งขึ้นแน่นอน

บทสนทนาแสนอร่อยซึ่งดำเนินมาร่วม 2 ชั่วโมง ทิ้งคำถามสุดท้ายไว้ในหัวเราว่า ในบรรดาปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เราต่างประสบพบเจอทุกวันนี้ คุณเป็นห่วงปัญหาไหนมากที่สุด

“ใกล้ตัวที่สุดตอนนี้คือเรื่องหายนะต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นกับแม่น้ำโขง เพราะผมไม่เห็นว่าจะมีอำนาจไหนเข้าไปช่วยเหลือได้เลย

“ปัญหาใหญ่ที่สุดของประเทศไทยตอนนี้ คือเราจะอนุรักษ์สัตว์ที่สวยงามเท่านั้น คุณจะอนุรักษ์หนอนหรือไส้เดือนดินหรือเปล่า ถ้ารู้ว่าสปีชีส์นี้กำลังหมดไป แต่ทุกอย่างจะดีขึ้นเรื่อยๆ ถ้าคนเริ่มตระหนักและเห็นค่าของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดอย่างเท่าเทียม”

สนทนากับ โจ้-เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล นักสื่อสารปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านศิลปะ ถึงการผสานโลกวิทย์กับศิลป์เข้าด้วยกัน

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

กองบรรณาธิการผู้คนพบความสุขในวัยใกล้เบญจเพสจากบทสนทนาดีๆ กับคนดีๆ และเพลงรักสุดแสน Bittersweet ของ Mariah Carey

Photographer

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load