8 พฤศจิกายน 2561
37,990

อิ้งค์-วรันธร เปานิล

เข้าสู่วงการเพลงครั้งแรกในฐานะสมาชิกวง Chilli White Choc ของค่ายกามิกาเซ่ เมื่ออายุ 12 ปี และออกจากวงการ 2 ปีให้หลัง

กลับเข้าสู่วงการบันเทิงอีกครั้ง กับการรับบทนางเอกภาพยนตร์เรื่อง Snap แค่…ได้คิดถึง ของ คงเดช จาตุรันต์รัศมี เมื่อ 3 ปีก่อน

ปีเดียวกับที่เธอเซ็นสัญญาเป็นนักร้องกับค่าย Boxx Music

เธอเรียนจบมาทางด้านร้องเพลงคลาสสิก แต่เลือกทำเพลงซินธ์ป๊อปที่เธอรัก ซิงเกิล 5 เพลงที่ผ่านมาของเธอโด่งดังติดทุกชาร์ต เช่นเดียวกับตัวเธอที่กลายเป็นนักร้องหน้าใหม่ซึ่งใครๆ ก็ชื่นชม

เธอเพิ่งออกซิงเกิลใหม่ล่าสุด ความลับมีในโลก

บทสัมภาษณ์ไหนๆ ก็มักจะแนะนำ อิ้งค์ วรันธร แบบนี้

แต่ The Cloud ขอแนะนำเธอเพิ่มเติมว่า

เธอเป็นคนที่ชอบเล่าเรื่องงาน และเล่าแต่เรื่องงาน เวลาพูดถึงเธอ เราจึงนึกออกแต่เรื่องงาน เราแทบไม่เห็นชีวิตในมิติอื่นของเธอเลย

เธอเป็นคนที่มีแพสชันเรื่องงานดนตรีแบบล้นปรี่ ไม่ใช่แค่ทำเพลงให้ดี ยังแต่รวมถึงการวางตัวให้ดีด้วย

เธอเป็นคนที่ตั้งใจฟังทุกคำถาม ทวนคำถามซ้ำ ใช้เวลาคิด และค่อยๆ ตอบ ตั้งแต่คำถามแรกถึงคำถามสุดท้าย

“อิ้งค์เป็นคนคิดมาก” เธอว่าอย่างนั้น

ความคิดมากหลายๆ เรื่องของเธอน่าสนใจมาก และดูจะเกินวัย 24 ปีไปมาก

Th.INK แบบอิ้งค์ เป็นแบบนี้

อิ้งค์ วรันธร อิ้งค์ วรันธร

ในบรรดาบทสัมภาษณ์ทั้งหมดของคุณ ชิ้นที่สนุกที่สุดคือคุณคุยกับคงเดช จาตุรันต์รัศมี คุณถามคำถามได้น่าสนใจมาก คุณชอบคุยกับคนเหรอ

ใช่ อิ้งค์ชอบคุยกับคน ชอบเรียนรู้ชีวิตกับคน ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใครอิ้งค์ได้รับสิ่งที่จุดประกายอะไรสักอย่างกลับมาตลอดเลย ตอนไปเล่นคอนเสิร์ตกับพี่ๆ ศิลปินอิ้งค์ก็คุยกับเขานะ เวลามีปัญหาชีวิตอิ้งค์จะขอนัดคุยกับพี่เดช (คงเดช จาตุรันต์รัศมี) ทุกวันนี้พี่เดชเป็นเหมือนคุณพ่ออีกคนแล้ว เขาไม่ได้พูดเพื่อให้กำลังใจเรา แต่จะพูดสิ่งที่เป็นความจริงให้เรายอมรับ แล้วเดินต่อไป อิ้งค์เคยมีปัญหาเรื่องงานแล้วถามเขาว่า สิ่งที่เราเจอเป็นเรื่องปกติของการทำงานใช่ไหม เขาบอกว่า ไม่ใช่ มันเป็นเรื่องปกติของชีวิต ทุกวันนี้พี่ลูกสองแล้วยังเจอเรื่องอะไรแบบนี้เลย ไม่ว่าอิ้งค์จะไปอยู่จุดไหนก็จะเจอมัน คำพูดของเขาช่วยให้เราหายเร็วขึ้น

ปัญหาใหญ่สุดที่คุณเคยเจอคืออะไร

มันมีทั้งที่เล่าได้และเล่าไม่ได้ อิ้งค์เป็นคนคิดมากเกินไปจนรบกวนชีวิต บางทีเราเล่นคอนเสิร์ตเสร็จก็เอาคอมเมนต์จากคนรอบตัวมาคิด ทำไมเราไม่ทำแบบนี้ ไม่คิดแบบนี้ เราคาดหวังกับมันมากเกินไปว่าต้องดี จนกดดันตัวเอง ถึงวันหนึ่งเราก็รู้สึกว่าเราเป็นคนห่วยๆ คนรอบข้างบอกว่าเราพัฒนาขึ้น แต่เราอยากพัฒนามากกว่านี้ มันเป็นแผลใหญ่มากนะ จนกระทั่งมีคอนเสิร์ตปิดอีพีอัลบั้มของอิ้งค์ที่ช่วยปลดล็อกทุกอย่าง วันนั้นฝนตกรถติด แต่คนหกเจ็ดร้อยคนก็ออกจากบ้านมาดูเรา มันทำให้เรามั่นใจ อิ้งค์มีปัญหาเรื่องการพูดบนเวที การบิลด์คนให้เล่นไปกับเรา วันนั้นทำได้ทุกอย่างเลย เหมือนได้ก้าวข้ามปัญหาใหญ่ในใจมาได้ ก็มาตั้งใจลุยกับซิงเกิลนี้แบบเต็มที่มาก เพราะเราเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้นแล้ว

คุณทำได้ไม่ดีจริงๆ หรือคุณเป็นเพอร์เฟกชันนิสต์

ก็อาจจะด้วย แต่อิ้งค์ไม่เคยประเมินว่าตัวเองเก่งเลยตั้งแต่แรก เวลาไปโชว์เราก็มีความสุขนะ แต่จะกลับมาหาจุดบกพร่องของโชว์ อิ้งค์มีโจทย์กับพี่ครีเอทีฟตลอดว่า งานแรกอิ้งค์ทำให้คนเฮไม่ได้ งานที่สองทำยังไงก็ได้ให้คนเฮ งานที่สามทำให้พื้นที่ข้างหน้าไม่มีที่ว่าง เราควรจะก้าวขึ้นบันไดไปเรื่อยๆ ไม่ใช่อยู่ที่เดิม บางทีเราก็มองหาความเพอร์เฟกต์จากโชว์นั้นมากจนเกินไป ทำให้ลืมว่าเราก็มีความสุขกับสิ่งเล็กๆ รอบตัวได้ ความสุขมันก็อยู่ที่เดิมนั่นแหละ เพียงแต่เรามองหาแต่จุดที่บกพร่อง คอนเสิร์ตครั้งที่ผ่านมาเลยไม่คิดว่าจะทำให้มันไม่มีจุดบกพร่อง อยากทำอะไรก็ทำ

วันนั้นได้พลังอะไรกลับบ้านมาบ้าง

ไม่รู้จะเรียกมันว่าอะไร ได้รับทุกอย่างเลย ไม่ใช่แค่ความสุข แต่ได้รับประสบการณ์จากการทำงานด้วย ลิสต์เพลงก็มาจากเรา การจัดไฟของแต่ละเพลงก็คิดเอง ดูโปสเตอร์ เลือกเสื้อผ้า ไปยืมเสื้อผ้ายังไปยืมเองเลย ด้วยความที่อิ้งค์อยู่กับ Boxx Music มาตั้งแต่วันแรก ถ้ามีอะไรที่เราช่วยได้เราก็ช่วย เข้าประชุมทุกครั้ง จากศิลปินร้องเพลง ได้มามีส่วนร่วมกับทุกอย่าง มันเป็นคอนเสิร์ตที่เป็นความฝันของเราตั้งแต่ออกเพลง เหงา เหงา เราอยากมีคอนเสิร์ตของตัวเอง คนดูจะกี่คนก็ได้ ตอนท้ายอิ้งค์พูดขอบคุณทุกคนไปเกือบชั่วโมง พูดไปร้องไห้ไป อิ้งค์ซ้อมพูดขอบคุณในห้องซ้อมไม่ได้เลยนะ เพราะพูดแล้วร้องไห้ตลอด

อิ้งค์ วรันธร อิ้งค์ วรันธร

ทำไมพูดขอบคุณถึงยากขนาดนั้น

โหย ยากนะ อิ้งค์ขอบคุณเรียงทีละคนเลย เราจะหาโอกาสขอบคุณคนที่ทำงานให้เราขนาดนั้นได้ที่ไหน นี่เป็นคอนเสิร์ตของเราเอง จะทำอะไรก็ได้ อิ้งค์มาอยู่ตรงนี้ได้ไม่ใช่เพราะอิ้งค์คนเดียว คนรอบตัวมีส่วนผลักดันให้เด็กคนหนึ่งโตขึ้น ได้ทำงานดีๆ ออกมา อิ้งค์รู้สึกขอบคุณทุกอย่างเลย ขอบคุณคนที่มาดูซึ่งมีความหมายกับเรามาก ตอนนั่งรถกลับบ้านนึกถึงตัวเองตอนเด็ก เด็กคนที่ขึ้นเวทีไปร้องเพลงการ์ตูนแบบสั่นๆ รู้สึกว่าเด็กคนนั้นน่าจะดีใจที่มีวันนี้เกิดขึ้น เขาน่าจะบอกเราว่า ขอบคุณนะพี่อิ้งค์ที่ทำให้มันเกิดขึ้น

แล้วคุณอยากบอกอะไรเด็กคนนั้น

ขอบคุณที่ร้องเพลงในรถกับพ่อทุกเช้า พ่อเลยเห็นว่าเราชอบแล้วส่งไปเรียนร้องเพลง จริงๆ ส่งไปเรียนทั้งบ้านเลย แต่เหลืออิ้งค์คนเดียวที่รอด อยากขอบคุณที่ไม่เลิกชอบมัน จำได้ว่าตอนนั้นอิ้งค์มีความสุขกับการร้องเพลงจริงๆ เป็นความสุขที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องภาระหน้าที่ เป็นความสุขที่ได้แต่งตัวเป็นมู่หลานขึ้นไปร้องเพลงให้พ่อแม่ฟัง ร้องให้ตัวเองมีความสุข มันบริสุทธิ์มาก และขับเคลื่อนให้เรามาถึงตรงนี้ ถ้าวันนั้นขึ้นเวทีแล้วไม่มีความสุขหรืออาย วันนี้คงไม่ใช่แบบนี้ ขอบคุณตัวเองที่กล้าทำสิ่งที่ชอบ

3 ปีก่อนคุณเคยเขียนว่า วันเปลี่ยนชีวิตของคุณคือวันที่สอบเข้า ม.ปลาย สายศิลป์-ภาษา เอกอังกฤษ ไม่ได้ ถึงตอนนี้มันยังเป็นวันเปลี่ยนชีวิตที่สำคัญที่สุดอยู่ไหม

ยังใช่อยู่ ถ้าไม่มีวันนั้นเราอาจจะหลงทางไปหลายอย่างเลย นั่นคือจุดเปลี่ยนจริงๆ เราชอบภาษาอังกฤษ แล้วเราก็ชอบร้องเพลงนะ แต่ไม่ได้คิดว่าการเรียนร้องเพลงคือคำตอบของชีวิตขนาดนั้น แต่เราสอบเข้าศิลป์ภาษาไม่ได้เพราะคะแนนไม่ถึง ตอนนั้นเป็นเด็กที่เล่นไปวันๆ ทำกิจกรรม ไม่ได้มีเป้าหมายอะไรในชีวิตเลย ดูบอร์ดแล้วไม่มีชื่อเรา เราเฟลมาก ในขณะที่เพื่อนรอบตัวเฮกันหมด แต่เราไม่มีสิทธิ์เรียนสิ่งที่เราอยากเรียน มันทำให้เราคิดว่า ทำไม 3 ปีที่ผ่านมาเราห่วยจัง ทำไมไม่วางแผนชีวิตให้ดีกว่านี้ ทำไมคนอื่นทำได้ แต่เราทำไม่ได้ ทำให้กลับมามองตัวเองเยอะมาก เราไม่อยากเจอเหตุการณ์นี้อีกตอน ม.6 แต่อีกแง่ก็ถือว่าโชคดีนะที่เราไม่ติด

ทำไม

ถ้าวันนั้นติดเราอาจจะไม่ได้เห็นคุณค่าของความพยายามเท่าวันนี้ก็ได้ ถ้าติดคงใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ ไม่ได้เอาแพสชันของตัวเองมาอยู่ในการเรียน วันนั้นอิ้งค์เลือกเรียนสิ่งที่ชอบคือร้องเพลง รู้สึกว่านี่แหละชีวิตอิ้งค์ เราอยากเรียนสิ่งนี้ต่อในมหาวิทยาลัย

คุณได้อะไรจากการเรียนร้องเพลง

อิ้งค์เริ่มเรียนเอกดุริยางค์ตั้งแต่ ม.4 ตอนนั้นก็ไม่ได้เครียดมาก แต่มีจุดมุ่งหมายว่าอยากเรียนร้องเพลงคลาสสิกที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่อิ้งค์คุ้นเคยมาตั้งแต่แรก มันไม่ใช่แค่เรียนร้องเพลง แต่ต้องเรียนวิชาพื้นฐานของทุกเอก แข่งกับทุกเอก ทำให้อิ้งค์ต้องกลับมามองตัวเองใหม่หมดเลยว่ายังไม่มีวินัยพอ อ่านโน้ตไม่ค่อยเก่ง ไม่ขยันซ้อม ก็ต้องกลับมามีวินัย ก่อนนอนต้องวอร์มเสียงที่เรียกว่า ซอลเฟจ (Solfège) กดโน้ตที่จะร้องเป็นเมโลดี้ แล้วฮัมๆๆ ให้มันเข้าไปอยู่ในตัวเรา

สังคมในจุฬาฯ ก็หลากหลายมาก พอรู้จักคนหลายๆ สังคมก็รู้ว่าควรวางตัวแบบไหน โชคดีที่ได้ทำงานที่หลากหลาย เป็นจุฬาฯ คทากร ทำละครเวทีคณะ ซึ่งหนักมาก อิ้งค์ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ทั้งเขียนบท เช่าชุด ซื้อของ ดีลกับวงออร์เคสตร้าวงใหญ่ พอมาทำงานจริงก็ทำให้เราคุยกับคนอื่นค่อนข้างรู้เรื่อง รู้จักระบบของงาน

อิ้งค์ วรันธร

คุณร้องบรอดเวย์ได้ ร้องคลาสสิกได้ ทุกวันนี้มาร้องเพลงป๊อป เคยมีคนบอกว่าเสียดายทักษะที่มีไหม

พี่ป๊อด โมเดิร์นด็อก เพิ่งบอก ไปเล่นคอนเสิร์ตด้วยกัน เขารู้ว่าอิ้งค์จบคลาสสิกมา เขาถามว่า ขึ้นเสียงสูงได้ใช่ไหม ขึ้นไปเลย เขาบอกว่า การที่เราเรียนมามันดีนะ มันคือสิ่งพิเศษที่ไม่ใช่ใครก็ร้องได้ ขึ้นเวทีไปพี่ป๊อดให้อิ้งค์โชว์ร้องคลาสสิกเลย เขาบอกว่า เราควรหาโอกาสแสดงให้คนอื่นรู้บ้างเพราะมันเป็นสิ่งที่ดี แต่จะร้องโชว์เลยก็ไม่ได้ ต้องมีคนชงให้แบบพี่นี่แหละ (หัวเราะ)

ความสุขของอาชีพนักร้องคืออะไร

เป็นอาชีพที่ทำให้คนอื่นมีความสุขได้ มีแรงบันดาลใจลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างได้ เปลี่ยนบางคนได้ ทำให้คนรู้สึกดีขึ้นได้ ไม่ใช่แค่คนเดียว แต่เป็นคนในวงกว้างเป็นร้อย หรือเป็นล้าน อย่างที่ พี่ตูน (อาทิวราห์ คงมาลัย) ทำ อิ้งค์เป็นศิลปินใหม่ เวลาได้เล่นคอนเสิร์ตกับศิลปินที่ชอบอย่าง P.O.P, Friday, โมเดิร์นด็อก มวลความสุขที่ได้รับจากพวกเขาบนเวทีทำให้เราอยากเป็นศิลปินที่ดีขึ้น อยากจะเป็นแบบเขา เขาจุดประกายให้เราอยากทำมากกว่าแค่ขึ้นไปร้องบนเวที

คุณไม่ค่อยเปิดเผยชีวิตส่วนตัวในโลกโซเชียลสักเท่าไหร่ เป็นความตั้งใจหรือเปล่า

ใช่ สิ่งที่เราชอบทำคือร้องเพลง เราก็โชว์ออกไป มันเป็นมุมที่เราสบายใจจะให้คนอื่นเห็น อิ้งค์ไม่ได้ลงรูปตลอดเวลา คิดก่อนลงเยอะมากว่าคนจะได้อะไรจากสิ่งที่เราลง ลงแล้วโอเคไหม เราเป็นคนสาธารณะแล้วจะลงอะไรต้องคิดดีๆ เป็นแบบนี้ตั้งแต่เข้ามาทำงาน

สมัยอยู่กามิกาเซ่

เพิ่งเป็นตอนอยู่กับ Boxx Music ถ้าเลื่อนลงไปดูล่างๆ จะเห็นว่าสมัยเรียนมหาวิทยาลัยเราลงทุกอย่างนะ แต่พอมาอยู่ตรงนี้โซเชียลก็ไม่ใช่สิ่งหลักของชีวิตแล้ว เราไม่ได้อยู่กับมันตลอดเวลา ข้อดีคือมันเป็นช่องทางให้เราได้แสดงตัวตนให้แฟนคลับรู้จัก ได้ประกาศว่าจะไปเล่นที่นี่นะ แต่มันไม่ใช่สิ่งที่เราต้องโชว์ความเป็นตัวเองทั้งหมด

สิ่งที่คุณทำได้ดีมากๆ รองจากร้องเพลงคืออะไร

ยากมาก (คิดนาน) ทำขนม ทำอาหาร ก็พอได้ แต่ที่ดีที่สุดอาจจะเป็นที่รับฟังของคน เราเป็นคนที่เพื่อนชอบมาเล่าเรื่องส่วนตัวให้ฟัง อาจจะเป็นคนที่เขาคุยด้วยแล้วสบายใจ เวลามีคนมาปรึกษาเราจะปล่อยให้เขาระบาย ไม่ตัดสินว่าเขาถูกหรือผิด เราบอกว่า เราเข้าใจนะ บางคนเขาก็รู้อยู่แล้วว่าสิ่งที่ทำดีหรือไม่ดี จะแก้ปัญหายังไง เขาแค่ต้องการคนรับฟังให้เขาทบทวนสิ่งที่เขาคิด ทบทวนเสร็จเขาก็สบายใจขึ้น อิ้งค์น่าจะเป็นผู้รับฟังที่ดีนะ

อิ้งค์ วรันธร อิ้งค์ วรันธร

ถ้าเอาคำว่า อิ้งค์ วรันธร ไปเสิร์ชในกูเกิล คำแรกที่เจอต่อท้ายคือ ‘แฟน’ คุณคิดว่าทำไมคนถึงอยากรู้เรื่องนี้ที่สุด

ใช่ (หัวเราะ) อิ้งค์เคยเอาชื่อตัวเองไปเสิร์ช เคาะสเปซบาร์ก็ขึ้นคำว่าแฟนมาเลย คงเพราะไม่มีใครรู้หรือเปล่า

คุณจะตอบกูเกิลว่าอะไร

ยุ่ง (หัวเราะ) เห็นแล้วก็ตกใจนะ ตอนนั้นไม่มีแฟนไง เราก็อยากรู้ว่าเขาจะพูดถึงว่ายังไง เข้าไปดูมันก็ไม่มีอะไร

ความรักตอนอายุ 20 กับ 24 ต่างกันเยอะไหม

เยอะ ตอน 20 มีแฟนตอนเรียนมหาวิทยาลัย เป็นความรักแบบสดใส โลกสีชมพูมาก เหมือนเพลง เกี่ยวกันไหม เจอแล้วเขิน เจอแล้วมีความสุข ไปกินข้าว ไปดูหนังกัน แต่ไม่ได้มีชีวิตส่วนตัวเข้าไปมาก ตอนนี้ไม่น่าจะใช่แค่เรื่องนั้นแล้ว คงไม่ใช่แค่เขินๆ เรามีเรื่องเครียด เรื่องงานที่มากขึ้น เวลาเราอยู่ในจุดที่ไม่มีความสุข การมีแฟนอาจจะเป็นจุดที่ทำให้เรามีความสุขขึ้นได้ เป็นที่ปรึกษาได้ งานของเราไม่ใช่งานที่ใครก็เข้าใจ เขาต้องเข้าใจมันมากๆ ใจกว้างมากๆ เราอาจไม่ได้มีเวลาให้เขามากด้วย ถ้ามีแฟนก็ต้องช่วยสนับสนุนกันและกัน

คุณเคยบอกว่า ชอบผู้ชายที่แพสชันมากกว่าหน้าตา แพสชันดีกว่าหน้าตายังไง

ถ้ามีแพสชันแล้วหน้าตาดีก็โอเคนะคะ (หัวเราะ) เรามีแพสชัน ทำในสิ่งที่ชอบ มีเป้าหมาย คนที่มีแพสชันคือคนที่มีเสน่ห์มาก ไม่ต้องอยากเป็นนายกฯ หรือเปลี่ยนโลกใบนี้ แค่เป็นคนที่มุ่งมั่นกับสิ่งที่ตัวเองกำลังทำ หรือทำหน้าที่ของเขาได้ดีมากๆ ก็ได้ มันเป็นเครื่องยืนยันว่าเขาไม่ได้ใช้ชีวิตไปวันๆ เราชอบตรงนั้น

รู้สึกยังไงบ้างที่มีคนชมรูปลักษณ์ของคุณพอๆ กับเพลง

เวลาที่มีคนชมว่าเราสวยมาก น่ารักมาก ก็รู้สึกขอบคุณที่เขามองเห็นอิ้งค์แบบนั้น แต่เราไม่เคยมองตัวเองว่าสวยขนาดนั้น ยังมีคนอีกมากมายที่สวยกว่าเรา หน้าเรียวกว่าเรา ฟันสวยกว่าเรา ตาสวยกว่าเรา อิ้งค์ไม่ได้เก็บคำชมมาคิดว่าเราต้องสวยให้เขาดู ต้องสวยกว่านี้ เราก็สวยแบบที่เราทำได้ไปเรื่อยๆ แต่อิ้งค์จะดีใจมากเวลามีคนชมเพลง ชมว่าเราร้องดี รูปลักษณ์เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมาได้ แต่การร้องเพลงคือตัวตนของเราที่เขาสัมผัสได้ถึงสิ่งที่เราตั้งใจทำ เราอยากทำให้มีคำชมแบบนี้เพิ่มขึ้นๆ มากกว่า

ความลับที่มีในโลกของอิ้งค์ วรันธร คืออะไร

ถ้าเล่าก็ไม่ใช่ความลับสิ (หัวเราะ)

อิ้งค์ วรันธร

งั้นอะไรคือเรื่องเกี่ยวกับอิ้งค์ วรันธร ที่คนทั่วไปไม่รู้

อิ้งค์ละเมอเก่งมาก (หัวเราะ) ทุกวันนี้นอนคนเดียวเลยไม่รู้ว่ายังละเมอหรือเปล่า เมื่อก่อนตอนช่วงมัธยมนอนกับคุณพ่อ อิ้งค์เคยนอนละเมอร้องเพลงจนจบเพลงเลย ตอนนั้นฝันว่าตัวเองร้องเพลงอยู่บนเวที พ่อก็ฟังจนจบแล้วก็คิดว่าต้องปรบมือไหม ตอนไปญี่ปุ่นนอนกับ พี่เอิ๊ต ภัทรวี ศรีสันติสุข ก็ละเมอว่าไปคุยกับอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย อาจารย์ขาเทคนิคที่อาจารย์สอนดีมากเลย หนูยังใช้มันอยู่เลย ละเมอพูดไปเรื่อย พี่เอิ๊ตก็งงว่าพูดกับใคร

คุณไปแข่งแฟนพันธุ์แท้ตอนไหนได้บ้าง

(คิดนานมาก) ตอนคงเดช จาตุรันต์รัศมี รู้ทุกอย่างแน่นอน อิ้งค์ไม่เคยรู้จักพี่เดชมาก่อน รู้จักวันที่มาแคสต์หนัง (Snap) กลับไปก็ตามดูงานทุกอย่างของเขาเลย

ชอบหนังเรื่องไหนของคงเดชที่สุด

ตอบว่า Snap ได้ไหม จริงๆ ชอบแทบทุกเรื่อง เพราะมันไม่ใช่หนังหน้าเดียว มีอะไรซ้อนให้เราคิดได้อีก Snap เป็นสิ่งที่เปิดโลกทุกอย่างของอิ้งค์ ทั้งการแสดง เปลี่ยนความคิดในการดูหนังฟังเพลงของเรา ก่อนหน้านี้ดูแต่หนังที่ดูง่าย พอได้มาเล่นก็เปิดใจให้หนังอินดี้มากขึ้น หนังสือที่พี่เดชเขียนอิ้งค์ก็ตามอ่านนะ ที่ชอบ Snap เพราะมันเกิดขึ้นกับตัวเรา บทที่เราเล่นออกไป พอกลับมานั่งดูอีกที อีกที อีกที ทำไมความหมายมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ดูกี่ทีก็ร้องไห้

ร้องไห้ให้กับอะไร

เรารู้จักตัวละครผึ้งมากกว่าแค่ดูในหนัง แต่เราร่วมสร้างคาแรกเตอร์นี้ขึ้นมา รู้จักเขา รู้ว่าเขาคิดอะไร พอถึงจุดที่เขาร้องไห้ เรารู้ว่าในใจเขาคิดอะไร อยากให้เป็นยังไง แต่มันเป็นไปไม่ได้ไง

นอกจากคงเดช คุณอยากคุยกับใครอีกไหม

เอมี่ ไวน์เฮาส์ (Amy Winehouse) อิ้งค์ดูสารคดีเขาแล้วร้องไห้เลย ชีวิตเขาเต็มไปด้วยแพสชันสุดๆ แต่ด้วยหน้าที่การงานทำให้เขาต้องเจอปัญหาอะไรมากมาย เขารับมันได้ยังไง น่าจะเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานให้เราได้ อยากนั่งคุยกับเขาในวันที่เขายังมีความสุขอยู่ เรามีคำถามเยอะมากในหัว แต่คงไม่กล้าถามเยอะ ให้เขาเล่าให้ฟังดีกว่า

เรื่องล่าสุดที่ได้เรียนรู้คือ

เรียนรู้ที่จะทำงานแบบผู้ใหญ่มากขึ้น มีการจัดการทุกอย่างที่ดีขึ้น 3 ปีที่ผ่านมาอิ้งค์โตขึ้นมาก ทัศนคติในการมองโลกก็เปลี่ยนไป ประสบการณ์สอนให้เราอยู่กับความจริงมากขึ้น เมื่อก่อนจะค่อนข้างโลกสวย มองว่าถ้าตั้งใจเดี๋ยวมันก็ดีเอง แต่บางทีแค่ตั้งใจอาจจะไม่พอ ถ้ามีแผนการทำงาน มีการเตรียมตัว มันจะดีกว่าแน่ๆ

อิ้งค์ วรันธร อิ้งค์ วรันธร

วันนี้คุณก็เลยพยายามจะขอดูคำถามก่อน

ใช่ เราเคยไปตอบหน้างาน พอเป็นไลฟ์สดเราไม่ได้เตรียมตัว ไม่มีอะไรในหัว เราไม่ใช่คนพูดเก่ง ตรงนั้นคือจุดบกพร่อง อิ้งค์ไม่ได้กลัวว่าตอบแล้วจะเสียลุคนะ แต่กังวลว่าตอนนี้มีคนชื่นชอบเรามากขึ้น สิ่งที่เราพูดอาจจะสร้างแรงบันดาลใจให้บางคนได้ หรือทำให้บางคนเปลี่ยนความคิดได้เลยนะ เราก็อยากให้คนอ่านได้อะไรจากการให้สัมภาษณ์ของเรา เราคิดมากขึ้น

ความสนุกของการเป็นอิ้งค์ วรันธร คือ

ได้เจอคนเยอะมาก ได้เจอศิลปินที่เราชอบเยอะมาก เติมพลังตัวเองง่ายมากเลย วันไหนเศร้า เสียใจ ก็มีคนดีๆ มากมายที่เราไปหาพลังบวกได้อยู่รอบตัว อิ้งค์เป็นคนที่ไม่โกรธง่าย ไม่โกรธนาน สุดท้ายก็จะกลับมามองในแง่ดีได้เสมอ แต่ความสนุกของอิ้งค์ยิ่งโตยิ่งน้อยลงนะ เมื่อก่อนอาจจะสนุกเพราะไปสวนสนุก ไปดูหนังกับเพื่อน แต่ตอนนี้ความสนุกของเราอยู่บนเวทีกับการทำงาน กับการคุยกับคน

ความไม่สนุกของการเป็นอิ้งค์ วรันธร คือ

เป็นคนคิดมากเกินไป เอาหลายๆ เรื่องมาแบกกับตัวเองมากเกินไป

คุณตั้งใจคิดกับทุกเรื่องของชีวิต เหมือนตั้งใจคิดก่อนตอบคำถามทุกข้อแบบนี้หรือเปล่า

ใช่ เป็นคนคิดเยอะ คิดทุกอย่าง คิดก่อนทำ

อะไรทำให้เป็นคนแบบนั้น

อยู่บ้านเราเป็นพี่คนโต เราเคยทำอะไรที่เราพอใจและไม่พอใจในตัวเอง ก็ค่อยๆ เรียนรู้กับมันมาเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าถ้าเราคิดก่อนทำก็ดีนะ มันไม่ได้เสียหายอะไร มันมีข้อดีมากกว่าทำโดยไม่ได้คิดแน่ๆ

เวลามีคนมาสัมภาษณ์หรือตอนที่เราทำหน้าที่เป็นอิ้งค์ ถือไมค์บนเวที ถ้ามันสามารถสร้างอะไรให้คนที่มาดูหรือมาฟังได้ อิ้งค์ก็อยากจะทำให้เกิดขึ้นในทุกๆ ครั้ง เมื่อก่อนเราอาจจะไม่ได้เห็นค่าของสิ่งที่ทำอยู่ว่ามันให้อะไรกับใคร มีค่าแค่ไหน จนมีคนเดินมาบอกอิ้งค์ว่า พี่เป็นแรงบันดาลใจให้ผมเล่นกีตาร์ หรือมีคนส่งข้อความมาว่า เขาประสบอุบัติเหตุ เดินไม่ได้ เขาเคยเป็นนักดนตรีมาก่อน ทุกวันนี้เขากลับมาเล่นดนตรีได้อีกครั้งเพราะอิ้งค์ อ่านแล้วเราร้องไห้เลย

ดังนั้น การที่เราได้พูด ได้ให้สัมภาษณ์ ได้ขึ้นคอนเสิร์ต เราก็อยากทำให้ดีที่สุด เพราะไม่ใช่แค่ตัวเราเองที่ได้รับพลังนี้ คนดูก็ได้รับโดยที่เราไม่รู้ตัว เราพยายามทำมันให้ดีที่สุดทุกอย่าง

อิ้งค์ วรันธร

Facebook | Ink Waruntorn
Instagram | inkwaruntorn
Youtube | BOXX MUSIC

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ในวันที่ละครเรื่อง วิมานทราย ออกอากาศเป็นวันแรกทางช่อง one31 The Cloud ได้รับคำชวนให้มานั่งคุยกับ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา นางเอกของเรื่อง ตอน 5 โมงเย็นที่แกรมมี่

เอสเธอร์เริ่มต้นเข้าวงการบันเทิงจากการถ่ายแบบให้นิตยสารวัยรุ่นตอนอายุ 12 ปี เล่นโฆษณาตอนอายุ 14 ปี แล้วรับบทนางเอกครั้งแรกทางช่องสาม ตอนอายุ 17 ปี ผลงานที่ทำให้เธอเป็นที่รู้จักคือละครเรื่อง สุภาพบุรุษจุฑาเทพ ตอน คุณชายรณพีร์

พอหมดสัญญาเธอก็ตัดสินใจผันตัวมาเป็นนักแสดงอิสระ แล้วก็โด่งดังเป็นพลุแตกจากละครเรื่อง เล่ห์รตี ทางช่อง one31

พีอาร์ประจำช่องเดินมาขอโทษ บอกว่านัดหมายวันนี้จะล่าช้าออกไปหน่อย เพราะยังสัมภาษณ์คิวก่อนหน้าไม่เสร็จ เธอให้สัมภาษณ์สื่อติดกันมาตั้งแต่เช้า หลังจากนี้ก็ยังมีคิวต่อ ผมไม่มีปัญหาอะไร เพราะไม่ได้มีนัดหมายอะไรต่อ

อีกพักใหญ่ ๆ เอสเธอร์ก็เดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม แต่แววตาดูเหมือนจะเหลือแบตเตอรี่ขีดสุดท้าย เธอขอใช้พลังงานก้อนนี้ถ่ายรูปให้เสร็จก่อน

เราได้เริ่มคุยกันช่วงหัวค่ำในวันอันหนักหน่วงของเธอ แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ซ่อนความเหนื่อยล้าไว้หลังเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม

เอสเธอร์เป็นคนพูดตรง คิดอย่างไรเธอก็ตอบอย่างนั้น ถ้าอ่านแค่ตัวอักษรอาจรู้สึกว่า ทำไมดุจัง แต่ถ้าได้นั่งคุยอยู่ด้วยกัน จะเห็นว่าเธอเล่าทุกเรื่องอย่างสนุกสนาน ตามประสาสาวขี้เล่น

มาทำความรู้จักเอสเธอร์ในมุมที่คุณอาจจะไม่เคยรู้จักมาก่อนไปพร้อม ๆ กัน

นักเล่นเกม นักปลูกต้นไม้ ความรัก และชีวิตหลังหน้าจอของนางเอก เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา

วันนี้คุณให้สัมภาษณ์มากี่รอบแล้ว

น่าจะเจ็ดนะคะ แล้วก็ยังมีอีกสื่อเป็นสื่อที่แปด

คุณเคยให้สัมภาษณ์สื่อสูงสุดวันละกี่ราย

หนูว่าวันนี้นะคะ

ดาราบางคนชอบคุยกับสื่อ บางคนก็ไม่ชอบเลย คุณอยู่ในกลุ่มไหน

ครึ่ง ๆ ค่ะ บางคนคุยสนุกหนูก็ชอบคุย แต่บางคนก็อาจจะไม่ได้ฟังเราพูด เขาก็จะถามแล้วถามอีก เราก็คิดในใจ เอ้า เพิ่งตอบไป เอ๊ะ พี่ได้ฟังหรือเปล่า (หัวเราะ) ถ้าเป็นแบบนี้ก็คิดว่า เมื่อไหร่จะเสร็จสักที หรือบางคนก็อาจจะยิงคำถามตรงเกินไป เช่น ทำตรงนี้ได้เงินเท่าไหร่ เอ๊ะ ในชีวิตจริงเราก็ไม่ถามเพื่อนว่าได้เงินเดือนเท่าไหร่นะ อย่างน้อยก็ถามว่าได้กี่หลักก็ยังดี เราอาจจะสบายใจที่จะตอบกว่า

คุณให้สัมภาษณ์สื่อมาสิบปี ช่วยรีวิวการสัมภาษณ์ของสื่อให้ฟังหน่อย อะไรคือสิ่งที่เหมือนเดิม และอะไรคือสิ่งที่เปลี่ยนไป

ถามเรื่องแฟนเหมือนเดิมค่ะ กับ พี่เคน (ภูภูมิ พงศ์ภาณุภาค) ก็เกือบจะเจ็ดปีแล้ว ทุกปีก็ต้องถาม ความรักเป็นยังไงบ้าง ๆๆๆๆ (หัวเราะ) สิ่งที่ต่างคือมันจะเป็นสเต็ปค่ะ ช่วงนี้ศึกษากันอยู่ค่ะ ดีค่ะ ลงตัวค่ะ ช่วงนี้มีปัญหานิดนึงค่ะ ก็พยายามปรับแก้อยู่ค่ะ ช่วงนี้ไอจีรูปหายนะคะ เกิดอะไรขึ้นคะ มีแผนจะแต่งงานหรือยังคะ จะมีลููกไหม ก็ครบเจ็ดปีพอดีค่ะ (หัวเราะ)

ถ้าเราไม่คุยกับเอสเธอร์เรื่องงาน แฟน ต้นไม้ คุยเรื่องอะไรถึงจะสนุกที่สุด

เรื่องเล่นเกมค่ะ (หัวเราะเสียงดัง) หนูชอบเล่นเกม หนูติด ROV แล้วหนูก็เพิ่งจะเริ่มเล่น Dota

นักเล่นเกม นักปลูกต้นไม้ ความรัก และชีวิตหลังหน้าจอของนางเอก เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา
นักเล่นเกม นักปลูกต้นไม้ ความรัก และชีวิตหลังหน้าจอของนางเอก เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา

ก๊วนตีป้อมของคุณมีใครบ้าง

มีหลายกลุ่มค่ะ เริ่มจากน้องชายของตัวเอง แฟนตัวเอง ขยับมาอีกก็เป็นแก๊งในหมู่บ้าน ซึ่งเป็นเพื่อนของน้องชาย แล้วก็เพื่อนในเกม

เพื่อนในเกมรู้ไหมว่าเราคือเอสเธอร์

รู้ค่ะ มีช่วงนึงที่ไอดีในเกม หนูตั้งชื่อหนู เขาก็ เอ๊ะ ใช่ไหม เราก็ไม่ได้ฟันธงว่าใช่ไหม เล่นด้วยกันบ่อย ๆ เขาก็รู้แหละว่าเป็นเรา ทุกวันนี้สามทุ่ม หนูจะหยิบโทรศัพท์มาเล่นเกมอยู่บนเตียงนอน ถ้าไม่ได้ทำงานนะคะ

มันสนุกตรงไหน

มันเป็นเกมที่เราช่วยกันเล่น แม้ว่ารูปแบบการเล่นจะเหมือนเดิม แต่ทุุกครั้งมันไม่เหมือนเดิม บางทีเราจะแพ้แล้วแต่ก็พลิกกลับมาชนะได้วินาทีสุดท้าย เวลาเพื่อนผู้ชายเล่น เขาจะพูดกันไม่หยุด พูดอะไรตลก ๆ เราก็ชอบฟัง หนูเล่นมาห้าปีแล้ว ตั้งแต่เปิดตัวใหม่ ๆ ถึงวันนี้ก็ยังเล่นอยู่ พี่เคนที่ติดก่อน เลิกเล่นไปแล้ว จนหนูต้องไปหาเพื่อนเล่นเอง

เก่งไหม

เซียนพอใช้ได้เลย หนูอยู่แรงค์คอนฯ (ลำดับที่ 7 จาก 8) แต่มีแค่ยี่สิบดาว ขี้โม้ไหมคะ (หัวเราะ)

การโตมาในบ้านที่คุณพ่อเป็นคนไทย คุณแม่เป็นคนมาเลเซีย พิเศษกว่าบ้านอื่นยังไงบ้าง

คุณแม่เป็นคนที่ค่อนข้างเปิดกว้าง เรื่องขนบธรรมเนียมมารยาทอาจจะหยวน ๆ กันได้ บ้านอื่นอาจจะไม่กล้าใช้เท้าเหยียบปุ่มพัดลม แต่บ้านหนูใช้เท้าเหยียบได้ไม่เป็นไร ชิลล์ ๆ

คุณเล่นโฆษณาครั้งแรกตอนอายุสิบสี่ จำความรู้สึกตอนแคสต์งานผ่านได้ไหม

จำได้ค่ะ หนูแคสต์เป็นร้อยงานกว่าจะได้ มันมีอยู่สองช่วง ช่วงแรกแคสต์เป็นร้อยงานไม่ได้เลย จนหยุดไปช่วงนึง ไปจัดฟันจนใกล้จะเสร็จแล้ว กลับมาแคสต์อีกทีก็ได้ เป็นโฆษณาโคโลญจน์ ตอนที่เขาบอกว่าได้ เราก็ จริงเหรอ งง ๆ แต่ดีใจมาก ตอนเห็นตัวเองในทีวีก็ตื่นเต้นมาก เราโผล่มาแค่วินาทีเดียว มีผู้หญิงห้าหกคน เราอยู่รั้งท้าย แทบไม่เห็นเลย เมื่อก่อนไม่มียูทูบเราก็ต้องรอดูช่วงโฆษณา ว่าจะมีโฆษณาเรามาไหม พอโฆษณามาเราก็ มาแล้ว ๆ พ่อแม่ก็ตื่นเต้นมาก ลูกฉันเล่นโฆษณา

ชีวิตนอกจอ ความรัก ความฝัน และวันว่างของ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ในวัย 27 ปี

คุณเล่นละครตอนตั้งแต่อายุสิบเจ็ด การเริ่มทำงานหนักตั้งแต่ตอนนั้น ส่งผลต่อชีวิตวัยรุ่นไหม

ถ้ามองกลับไปก็ส่งผลนะ อย่างเรื่องการเรียน หนูแทบไม่ได้เรียนเลย หยุดเรียนหลายวัน พอกลับไปก็ตามไม่ทัน ตอนสอบเราก็ว่างเปล่ามาก ไม่รู้เรื่อง เป็นแบบนี้จนถึงเรียนจบเลย ตารางงานก็แน่น มันทำให้เราไม่สนิทกับเพื่อน ไปเรียนก็ไม่รู้จะอยู่กลุ่มไหน ถ้าเป็นชีวิตวัยรุ่น ก็อาจจะไม่ได้มีปัญหามาก บางครั้งที่เพื่อนไปเที่ยวกันเยอะ ๆ เราก็อยากไปบ้าง แต่ไปไม่ได้เพราะติดงาน ชีวิตช่วงนั้นแทบไม่ค่อยได้ใช้ชีวิตค่ะ ชีวิตมันวนลูป ทำงานเสร็จกลับบ้านนอน ตื่นเช้าเอาใหม่ วนแบบนี้หลายปี นาน ๆ ได้ไปดูหนังกับเพื่อนสักที เราก็ดีใจมาก แต่คุณแม่ก็ไปรับไปส่งตลอด

ตอนนี้คุณสนิทกับเพื่อนกลุ่มไหนที่สุด

มีเพื่อนคนเดียวค่ะ เพื่อนที่สนิทมาก ๆ รู้ทุกอย่างมีแค่คนเดียว เป็นเพื่อนตั้งแต่สมัย ม.สาม แล้วก็เป็นคนนี้คนเดียวจนถึงทุุกวันนี้

คุณไม่ค่อยมีเวลาให้เพื่อนเหรอ

หนููก็ไม่รู้เหมือนกัน เรื่องเวลาอาจจะเกี่ยว แล้วก็เป็นคนที่เปิดใจหมดเปลือกยาก ส่วนมากเป็นเพื่อนคุยเล่น เพื่อนที่ทำงาน ไม่ได้ลงลึกเรื่องครอบครัว เป็นแบบนั้นซะเป็นส่วนใหญ่

ไม่มีกลุ่มเพื่อนสนิทที่เป็นดาราด้วยกันเหรอ

ไม่มีค่ะ คนนี้เคยทำงานด้วยกัน คุยเรื่องงานได้ คนนี้ออกไปกินข้าวคุยกันแบบผิวเผินได้ ไม่ได้รู้ชีวิตส่วนตัวลึก ๆ ไม่เคยไปที่บ้านเรา หนูเป็นคนที่ไม่ค่อยเปิดตัว ไม่รู้ทำไม อาจจะเป็นการเลี้ยงดูของคุณแม่ตั้งแต่เด็ก ด้วยความที่คุณแม่ค่อนข้างมีระเบียบวินัย ไปไหนมาไหนกับคุณแม่ตลอด เหมือนมีคุณแม่เป็นเพื่อน มีอะไรก็คุยกับคุณแม่ทุกอย่าง

ความสุขที่สุดที่คุณเคยได้รับจากวงการบันเทิงคืออะไร

เงินก้อนแรกค่ะ (หัวเราะ) ตอนนั้นเรายังเด็กมาก ได้เงินมาตอนนั้นมันก็เยอะนะ เราก็ดีใจจังเลย

ชีวิตนอกจอ ความรัก ความฝัน และวันว่างของ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ในวัย 27 ปี

แล้วความเจ็บปวดที่สุดที่วงการบันเทิงเคยมอบให้คุณล่ะ

น่าจะเป็นข่าวนะคะ เป็นข่าวที่ไม่ดี แล้วอยู่ดี ๆ ก็มีคนมาคอมเมนต์ว่าเราหนักมาก เป็นเหตุการณ์หนัก ๆ แค่ครั้งเดียวในชีวิต มันมาจากละครที่เราเล่นค่อนข้างดัง มีกระแสคู่จิ้น แฟนคลับก็เชียร์ให้คบกันจริง แล้วมันท่าไหนก็ไม่รู้ อยู่ดี ๆ ก็เหมือนเราผิด มีคนมาคอนเมนต์ว่าเรา แจกสตรอว์เบอร์รี่ทั้งสวนในคอมเมนต์ใต้รูปเรา ก็แปลกดี

ตอนนั้นรู้สึกยังไง

อย่างแรกเลย รู้สึกว่า อะไรวะ (หัวเราะ) แล้วก็ค่อย ๆ ตกตะกอน ก็รู้สึกเสียใจจังเลย มันไม่จริง ไม่ใช่แบบนั้น บางคนพิมพ์เหมือนรู้ดีจังเลย เหมือนเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นแน่นอน แต่มันไม่เคยมีอะไรแบบนี้เกิดขึ้นเลย เราอยู่ในจุดที่จะไปตอบคอมเมนต์เขาก็ไม่ใช่ ด้วยลักษณะนิสัยเราก็จะเครียด จะร้องไห้อยู่คนเดียว

ร้องหนักแค่ไหน

ร้องไห้จนไม่อยากทำงาน ไม่อยากทำอะไร เป็นอยู่ช่วงใหญ่ ๆ เลย จนขอพักทุกอย่างแล้วหนีไปพักร้อนต่างประเทศ สุดท้ายก็กลับมาหายดีหลั่นล้าเหมือนเดิม (หัวเราะ) ตอนนี้แข็งแกร่งมาก เป็นหญิงเหล็กเลยค่ะ

ในชีวิตนักแสดง จุดเปลี่ยนครั้งไหนที่ถือว่าใหญ่ที่สุด

น่าจะเป็นช่วงที่หนูไม่ต่อสัญญา หนูยังเด็กด้วย ตอนนั้นรู้สึกว่า เราไม่มีสิทธิ์ในการเลือกรับงานเลย ก็คิดว่าจะต่อสัญญาดีไหม ถ้าต่อก็อาจจะไม่มีความสุข ถ้าไม่ต่อแล้วจะมีงานไหม ตอนนั้นคิดถึงขั้นว่า ถ้าไม่ต่อแล้วไม่มีใครจ้างเรา ไม่ได้เล่นละครต่อ ก็เรียนให้จบแล้วไปทำอย่างอื่น ก็ตัดสินใจไม่ต่อสัญญา มันจะเป็นยังไงก็ให้เป็น แล้วก็กลายมาเป็นเส้นทางในอาชีพนักแสดงแบบทุกวันนี้

เวลาดูละครที่ตัวเองเล่น คุณตั้งใจดูอะไรที่สุด

ดูการแสดง ว่าเล่นเป็นยังไง โดยรวมเป็นยังไง ดูแล้วก็มักจะรู้สึกว่า ถ้าวันนั้นเราทุ่มสุดตัวมากกว่านี้นะ มันจะดีกว่านี้แน่เลย (หัวเราะ) แต่ก็คิดย้อนกลับไปว่า วันนั้นเราไม่ไหวจริง ๆ มันไม่ได้แล้ว ก็จะตีกันไปตีกันมาแบบนี้

ชีวิตนอกจอ ความรัก ความฝัน และวันว่างของ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ในวัย 27 ปี
ชีวิตนอกจอ ความรัก ความฝัน และวันว่างของ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ในวัย 27 ปี

ถ้าพูดถึงบรรยากาศในกองถ่ายเรื่อง วิมานทราย คุณชอบอะไรที่สุด

ถึงแม้จะเป็นเรื่องที่เนื้อหาเครียดมาก แต่บรรยากาศการทำงานของทุกคนมีความสุขมาก มีความสุขทุกครั้งที่ไปกอง ภาพที่นึกถึงคือ ผู้กำกับ (เมธี เจริญพงศ์) ชอบแซวนักแสดง แซวทีมพร็อพ แซวทีมพี่ ๆ เสื้อผ้า ผู้กำกับเป็นคนอารมณ์ดีมาก

เอสเธอร์ตัวจริงในสายตาเพื่อน ต่างจากเอสเธอร์ที่เป็นดารายังไง

คนมักจะมองว่าเราเป็นคนน่ารัก สดใส เรียบร้อย สวย ๆ แต่ชีวิตจริงไม่ได้สวยแบบนั้น แต่งตัวก็ไม่ค่อยเป็น ไม่มีเทสต์ เพื่อนต้องคอยแก้เรื่องการแต่งตัวให้ เพื่อนชอบบอกว่า หนูแต่งตัวไม่วัยรุ่น วันเกิดหนูเพื่อนต้องซื้อเสื้อผ้ามาให้ ตัวจริงหนูกระโดกกระเดก รั่ว ๆ เกรียน ๆ ค่ะ

ถ้าอยากจะเจอเอสเธอร์ตัวจริง ต้องไปเดินแถวไหนถึงจะมีโอกาสเจอคุณมากที่สุด

ร้านกาแฟ (K+E Café) แล้วก็ร้านอาหาร Supree by K+E Cafe ที่คลองหนึ่งกับคลองสี่ (หัวเราะ) วนอยู่แค่นี้ ช่วงนี้ไปร้านอาหารบ่อยกว่าร้านกาแฟ เพราะไปกินข้าวที่ร้านตัวเอง ความสุขคือ เราได้กินในสิ่งที่เราชอบ รสชาติที่เราชอบ เมนูที่เราชอบ ทุกอย่างที่เป็นความชอบของเราอยู่ในร้านตัวเองหมดเลย จานโปรดของหนูคือ ผัดหมี่ค่ะ เป็นเมนููที่ทำกินกันในบ้านตั้งแต่ยังเด็ก วันนี้ได้มาแชร์ให้ลูกค้าชิมด้วย

ถ้าเราไถหน้าฟีดในไอจีของคุณ จะเจอรูปอะไรเยอะสุด

น้องหมา ต้นไม้ แล้วก็พวกสถานที่สวย ๆ อินทีเรียสวย ๆ รูปแฟนก็ขึ้นด้วย เพราะชอบส่องแฟนค่ะ (หัวเราะ)

คุณดูอะไรในไอจีแฟน

ดูว่าทำอะไรที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร (หัวเราะ) แล้วก็ดูรูปที่คนแท็กมา หนูดูช่องนั้นประจำ ดูเยอะกว่ารูปที่ลงอีก (หัวเราะ)

ชีวิตนอกจอ ความรัก ความฝัน และวันว่างของ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ในวัย 27 ปี

ชีวิตคุณเสียน้ำตาให้กับอะไรบ่อยสุด

แฟนค่ะ กับครอบครัว หนูเป็นคนที่น้ำตามาเร็ว ถ้าหงุดหงิดเรื่องอะไร น้ำตาจะไหลเลย บางทีหนูก็ไม่ได้อยากร้องไห้นะ แต่มันมาเอง แค่คุยกันไม่เข้าใจนิดหน่อย ความอึดอัดข้างในก็จะทำให้น้ำตาไหล

น้ำตามาบ่อยไหม

ช่วงที่มีเรื่องเครียดหนัก ๆ ก็มาถี่หน่อย มาทุกวัน ช่วงไหนแฮปปี้ก็ไม่มาเลย

ชอบต้นไม้พันธุ์ไหนที่สุดในเนอสเซอรี่ของคุณ

อัลโบ้ค่ะ (Monstera borsigiana Albo Variegata) มันเลี้ยงง่าย สวย ขึ้นไว ทำได้ไว แข็งแรง แล้วเราก็ขายได้เงินไวค่ะ (หัวเราะ)

ถ้ามองไปอนาคตอีกสักห้าปี คุณเห็นภาพเรื่องงานหรือครอบครัวชัดกว่ากัน

น่าจะเป็นเรื่องงานชัดกว่า อาจจะเพราะเราโฟกัสเรื่องงานด้วย เรื่องแต่งงานคือเรื่องรอง ไม่ค่อยเห็นภาพสักเท่าไหร่

อีกห้าปี คุณเห็นตัวเองทำอะไรอยู่

อยู่ในสวน ปลูกต้นไม้ หิ้วของ รดน้ำ แล้วก็เดินวนไปวนมา

ชีวิตนอกจอ ความรัก ความฝัน และวันว่างของ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ในวัย 27 ปี

คุณให้สัมภาษณ์เรื่องลูกอยู่บ่อย ๆ คุณคิดจะตั้งชื่อลูกเป็นภาษาฮิบรูเหมือนชื่อคุณไหม

คิดชื่อแล้วค่ะ แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นภาษาอะไร เป็นชื่อในพระคัมภีร์ ถ้าเป็นผู้หญิงจะให้ชื่อว่า เคสิยาห์ (Keziah) หนูรู้สึกว่าเขียนแล้วสวย ลายเซ็นลูกต้องสวยแน่ ๆ หนูมีปมเรื่องลายเซ็น เพราะเป็นตัว E S T H มันคิดลายเซ็นให้สวยยากมาก น้อง ๆ อีกสองคน ชื่อเขาเขียนออกมาสวยมาก ทำไมชื่อเราไม่ขึ้นด้วยตัว K หรือ C จะได้ตวัดแล้วสวย ๆ หน่อย คิดเล่น ๆ นะคะ (หัวเราะ)

ถ้าให้โทรคุยกับตัวเองได้หนึ่งนาที คุณอยากคุณกับเอสเธอร์ในวัยสิบเจ็ด หรือ สามสิบเจ็ด

สามสิบเจ็ดค่ะ จะถามว่า ทำอะไรอยู่ ชีวิตน่าจะดีมากเลยใช่ไหม ตอนนั้นน่าจะแต่งงานแล้ว แต่งงานแล้วดีไหม ครอบครัวเป็นไงบ้าง โอเคอยู่ใช่ไหม ก็คงประมาณนี้ค่ะ

ชีวิตนอกจอ ความรัก ความฝัน และวันว่างของ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ในวัย 27 ปี

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load