ใน 10 ปีนี้…ร้านหนังสือในญี่ปุ่นมีจำนวนลดลงไปกว่า 5,000 ร้าน

คนญี่ปุ่นอ่านหนังสือน้อยลง เพราะลูกค้าที่เป็นนักอ่านหันไปซื้อหนังสือทางออนไลน์

ร้านหนังสือใหญ่ๆ ในญี่ปุ่นพยายามปรับตัวด้วยการตกแต่งร้าน การจัดหนังสือตามธีมที่น่าสนใจ ตลอดจนนำเครื่องเขียนเข้ามาขาย เพื่อดึงดูดลูกค้ากลุ่มวัยรุ่นมากขึ้น

ส่วนร้านหนังสือเล็กๆ ก็กลายเป็นผู้แพ้ในสนามนี้ เพราะเงินทุน ทำเล ขนาดร้าน และจำนวนหนังสือ นั้นสู้ร้านหนังสือขนาดยักษ์ใหญ่ไม่ได้เลย

แต่ก็ยังมีร้านหนังสือเล็กๆ ขนาดห้องแถวเดียวร้านหนึ่ง ณ เมืองเล็กๆ ในจังหวัดฮอกไกโดที่ยืนหยัดมาได้กว่า 60 ปี จนบัดนี้มีแฟนๆ นับพันคนเฝ้ารอหนังสือจากร้านแห่งนี้ส่งไปถึงมือพวกเขา

ร้านหนังสือแห่งนี้ชื่อว่า ร้านอิวาตะ-โฉะเต็น

อิวาตะ-โฉะเต็น

เจ้าของร้านคนปัจจุบันคือ คุณโทโอรุ อิวาตะ ซึ่งสืบทอดร้านหนังสือจากคุณพ่อ

ร้านสีเขียวอ่อนแห่งนี้ตั้งอยู่หน้าสถานีซุนากาว่า สถานีเล็กๆ ซึ่งอยู่ไกลจากเมืองใหญ่อย่างซัปโปโร 1 ชั่วโมง

สมัยก่อน หากร้านค้าส่งส่งหนังสืออะไรมาฝากขายที่ร้านอิวาตะ อิวาตะก็ขายได้หมดเสมอ แต่ในช่วง 20 – 30 ปีหลังเริ่มมีห้างสรรพสินค้า ร้านเช่า DVD เข้ามาแย่งลูกค้าที่อ่านหนังสือไปมากขึ้น

นอกจากนี้ จำนวนประชากรในเมืองซุนากาว่าก็มีจำนวนลดลง เนื่องจากอุตสาหกรรมถ่านหินซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหลักประจำเมืองหายไป

อิวาตะพยายามสุดความสามารถเพื่อยื้อชีวิตของร้านหนังสือเล็กๆ แห่งนี้ไว้ให้ได้

เขาลองเพิ่มบริการจัดส่งหนังสือถึงบ้านลูกค้า

ลองขยายเวลาเปิด-ปิดร้านให้นานขึ้น

ลองจัดสัมมนา เชิญนักเขียนดังๆ มาพูด

แต่สุดท้าย ยอดขายก็มิได้กระเตื้องขึ้นเลย

อิวาตะทำงานหนักมากจนป่วยเข้ารักษาที่โรงพยาบาล

ในวันที่เขาฟื้นตัวและออกจากโรงพยาบาล เขาถามตัวเองว่า “อะไรคือคุณค่าของงานที่เขาทำอยู่ มันเป็นแค่การซื้อหนังสือมาแล้วก็ขายทอดต่อเท่านั้นเองหรือ”

อิวาตะจึงเริ่มเปลี่ยนวิธีการขายหนังสือใหม่… จากการขายหนังสือที่ขายดี มาเป็นการขายหนังสือที่ตนเองคิดว่าดี และต้องการจะขาย

โทโอรุ อิวาตะ

เขามองว่างานของเขาเหมือนการโยนลูกบอล นักเขียนเขียนผลงานดีๆ สำนักพิมพ์นำไปเข้าเล่ม จัดรูปแบบ ออกแบบหนังสือให้สวยงาม ร้านหนังสืออย่างเขาจึงควรมีหน้าที่ส่งผลงานดีๆ เช่นนี้ต่อไปให้ลูกค้า

แม้กระนั้น ยอดขายร้านหนังสืออิวาตะก็ยังไม่ดีขึ้นสักเท่าไร

วันหนึ่งเขาไปทานข้าวกับรุ่นพี่ที่โรงเรียน รุ่นพี่ยื่นเงินให้เขา 10,000 เยน (ประมาณ 3.5 พันบาท) แล้วบอกว่า “ช่วยเลือกหนังสือที่น่าจะเหมาะกับพี่ให้หน่อย”

อิวาตะจึงกลับไปที่ร้าน นั่งคิดถึงชีวิต นิสัย ความสนใจ ของรุ่นพี่ แล้วคัดหนังสือมาให้สิบกว่าเล่ม

ปรากฏว่ารุ่นพี่อ่านแล้วชอบใจมาก จึงบอกต่อแก่คนอื่นๆ

หลังจากนั้น ทุกเดือนจะมีลูกค้ามาขอให้อิวาตะช่วยจัดหนังสือที่เหมาะกับตนเองให้เดือนละ 2 – 3 คน

จนวันหนึ่งมีรายการโทรทัศน์ถ่ายทอดเกี่ยวกับ ‘บริการการเลือกหนังสือในงบ 10,000 เยน’ นี้ ทำให้มีผู้สนใจร้านอิวาตะเป็นจำนวนมาก ในช่วงนั้นอิวาตะได้รับอีเมลขอรับบริการนี้ถึงวันละ 300 ฉบับเลยทีเดียว

บริการเลือกหนังสือในงบ 10,000 เยน

ผู้ที่สมัครรับบริการนั้นมาจากทั่วประเทศ และเป็นคนที่อิวาตะไม่เคยรู้จักมาก่อน

เขาจะจัดหนังสือให้คนไม่รู้จักได้อย่างไร

อิวาตะทำแบบสอบถามง่ายๆ ชุดหนึ่ง

ภาษาญี่ปุ่น

คำถามมีตั้งแต่คำถามทั่วไป เช่น อายุ จำนวนสมาชิกในครอบครัว อาชีพ หนังสือที่ประทับใจ

ตลอดจนคำถามที่สะท้อนทัศนคติและไลฟ์สไตล์ของลูกค้า เช่น ชอบตัวเองตอนอายุเท่าไรมากที่สุด สำหรับคุณแล้วความสุขหมายถึงอะไร หรือในชีวิตนี้มีเรื่องที่มีความสุขมากๆ หรือทุกข์มากๆ อะไรบ้าง

เมื่ออ่านแบบสอบถามจบอิวาตะจะค่อยๆ เลือกหนังสือให้กับลูกค้า

ลูกค้าท่านหนึ่งต้องคอยดูแลคุณแม่ที่ป่วยหนัก ทำให้เธอไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง เธอเล่าถึงประสบการณ์ที่ทุกข์ที่สุดในชีวิต คือตอนที่คุณแม่ของเธอเพิ่งเสียชีวิตไปไม่นาน อิวาตะเลือกหนังสือบทกวีสั้นๆ หนังสือสอนการถักนิตติ้ง และนิยายที่ตัวละครสู้ตามความฝันของตัวเอง

ลูกค้าหลายคนแปลกใจกับหนังสือที่อิวาตะส่งมาให้ เนื่องจากเป็นหนังสือที่ตนเองไม่เคยนึกหยิบมาอ่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือประเภทโคลงกลอน แต่พอได้อ่านแล้วก็ประทับใจ

ขณะที่หยิบหนังสือแต่ละเล่มขึ้นมาอ่าน ทุกคนมักจะเดาเสมอๆ ว่าอิวาตะต้องการส่งข้อความให้กำลังใจหรือให้คำแนะนำตนผ่านหนังสือว่าอะไรบ้าง

นั่นเป็นเสน่ห์ของบริการเลือกหนังสือให้ในงบหมื่นเยนของอิวาตะ

สิ่งที่ร้านหนังสือเล็กๆ ทำ (ได้)

อิวาตะเป็นคนเลือกและห่อหนังสือให้ลูกค้าเองทั้งหมด

นอกจากนี้ เขาพยายามติดแสตมป์ลายต่างๆ เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกตื่นเต้นตั้งแต่เห็นห่อพัสดุ

หนังสือญี่ปุ่น ซองจดหมาย

เมื่อลูกค้าเปิดกล่องออกมาพวกเขาจะพบหนังสือและจดหมายจากคุณอิวาตะ ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าเป็นจำนวนมาก เช่น ฉบับล่างนี้คุณอิวาตะเขียนว่า

แด่คุณ XXX

ตอนที่ผมอายุ 20 – 30 ปีนั้นผมเองก็ทำอะไรผิดพลาดมาเยอะ ทำอะไรก็รู้สึกทำไม่ค่อยดี และชอบโทษคนอื่นๆ เสมอๆ แม้ชีวิตในช่วงนั้นจะเป็นประสบการณ์แย่ๆ ของผม แต่หันกลับไปมองดูอีกที ประสบการณ์เหล่านั้นก็กลายเป็นเรื่องบวกได้

สิ่งที่ยากที่สุดคือการทบทวนตัวเองครับ สิ่งที่ผมคิดว่าทำแล้วดีมากๆ คือ การเขียนไดอารี่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทุกข์หรือสุข หากได้ลองเขียนออกมา คุณจะพบตัวตนอีกคนของคุณที่คอยชี้ให้เห็นแนวทางที่แตกต่างครับ

หากมีหนังสือเพียงเล่มใดเล่มหนึ่งที่เป็นประโยชน์กับคุณ XXX ผมจะดีใจมากครับ ขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งครับ

ภาษาญี่ปุ่น

อิวาตะไม่ได้พยายามเลียนแบบร้านหนังสือขนาดใหญ่ …และเขาไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ด้วย

เงินทุนก็ไม่พอ พนักงานก็ไม่มี จำนวนลูกค้าที่อยู่ในเมืองก็ไม่ได้มีมากนัก

แต่เมื่ออิวาตะพยายามทำสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เพื่อลูกค้า พยายามทำสิ่งที่ร้านอื่นๆ มองว่า ‘ดูยุ่งยาก ดูยากลำบาก’ ในที่สุด สิ่งที่อิวาตะทำก็กลายเป็นสิ่งที่มีเพียงแค่อิวาตะเท่านั้นที่ทำได้

ปัจจุบัน มีลูกค้าสมัครเข้ามารับบริการเลือกหนังสือถึงรอบละ 6,000 คน อิวาตะต้องจับสลากและเลือกลูกค้าเพียงแค่ 300 คนเท่านั้น เนื่องจากเขาจะค่อยๆ อ่านข้อมูลลูกค้า ค่อยๆ คิด และคัดสรรหนังสือ พร้อมห่ออย่างประณีต วันหนึ่งจึงทำออร์เดอร์ได้เพียง 5 รายเท่านั้น

แต่อิวาตะก็ยินดี เพราะเขาอยากส่งมอบหนังสือดีๆ ที่เหมาะกับคุณผู้อ่านแต่ละคน ที่สำคัญ บริการ 10,000 เยนนี้มีแค่ค่าหนังสือกับค่าส่งเท่านั้น ไม่มีค่าคัดเลือกหนังสือใดๆ เลย

สุดท้ายนี้ คุณอิวาตะกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า

“ร้านอิวาตะเป็นร้านหนังสือที่มีความสุขที่สุดครับ (ถึงจะไม่ค่อยทำกำไรก็เถอะ)”

อิวาตะ โฉะเต็น

Writer & Photographer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

6 มิถุนายน 2565
3.33 K

ใคร ๆ ก็มักเรียกบริษัทแห่งนี้ว่า เป็นบริษัทที่จำหน่ายสินค้าผ่านทางไปรษณีย์ แต่พวกเขาไม่ค่อยพึงพอใจกับคำนี้สักเท่าไร พวกเขาไม่ชอบคำว่า ‘การขายสินค้าผ่านทางไปรษณีย์’ หรือ ‘ธุรกิจขายแคตตาล็อก’ พวกเขานิยามตนเองว่าเป็นบริษัทที่ทำการตลาดทางตรง โดยมีความเชื่อว่า พวกเขาจะสร้างความสุขที่ทุกคนจะมีความสุขไปด้วยกัน 

จุดเริ่มต้น 

บริษัท Felissimo ก่อตั้งเมื่อปี 1965 เป็นบริษัทที่นำสินค้าแปลกใหม่ หรือสินค้าครีเอทีฟมาขายในญี่ปุ่น 

เมื่อลูกชายคนโตเข้ามาบริหาร เขาเห็นโอกาสในการจำหน่ายสินค้าผ่านแคตตาล็อก ทางบริษัทเริ่มแจกแคตตาล็อกสินค้าฟรี ลูกค้าคนไหนสนใจก็โทรสั่งสินค้าได้ เมื่อบริษัทเริ่มเป็นที่รู้จัก ทางบริษัทจึงเริ่มเปลี่ยนมาจำหน่ายแคตตาล็อกสินค้านั้นตามร้านหนังสือแทน 

คำว่า ‘Felissimo’ มาจากคำว่า ‘Felicity’ ที่แปลว่า มีความสุขมาก แต่ดัดแปลงคำแบบภาษาอิตาลี เพิ่ม Simo เข้าไป โดยแฝงความหมายว่า ‘ความสุขที่ยิ่งใหญ่และยิ่งยวด’ 

ปรัชญาของบริษัท คือ สร้างความสุขที่ทุกคนจะมีความสุขไปด้วยกัน

จุดเด่นประการหนึ่งของ Felissimo คือ การทำ Subscription Model กล่าวคือ หากผู้อ่านสนใจสินค้าซีรีส์ไหน ก็สมัครคอร์สต่อเนื่อง เช่น ซีรีส์ตะกร้าจัดบ้าน ซีรีส์กระเป๋าใส่เครื่องสำอาง อย่างซีรีส์ถ้วยน้ำชาลายดอกไม้ อาจมีระยะเวลา 5 ครั้ง เดือนแรกอาจเป็นถ้วยลายดอกไม้สีแดงมาส่ง เดือนถัดไปเป็นลายสีเหลือง สีเขียว สีฟ้า ไล่ไปจนครบ 5 ครั้ง นั่นทำให้ลูกค้ารู้สึกตื่นเต้นว่า เดือนนี้ตนเองจะได้รับสินค้าลายอะไร สีไหน ดีไซน์แบบไหน ยิ่งสะสมครบ ก็ยิ่งจัดเป็นเซ็ตสวยงาม 

เมื่อธุรกิจอีคอมเมิร์ซเริ่มเป็นที่นิยม Felissimo ก็หันมาจำหน่ายสินค้าทางออนไลน์ด้วยเช่นกัน 

เมื่อต้องทบทวนกลยุทธ์ใหม่

ในช่วงแรกของการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการจำหน่ายสินค้าเก๋ ๆ ผ่านทางแคตตาล็อก ตลอดจนการให้ลูกค้าสมัครโปรแกรมซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง ทุกอย่างดูแปลกใหม่สำหรับผู้บริโภค แต่เมื่อระยะเวลาผ่านมา 40 ปี มีคู่แข่งรายใหม่ ๆ เข้ามา ทั้งจากบริษัทญี่ปุ่นเองและบริษัทต่างประเทศ ยิ่งเมื่อผู้บริโภคค้นหาและซื้อสินค้าทางอีคอมเมิร์ซได้อย่างคล่องแคล่ว สินค้า Felissimo อาจไม่ได้ดูแปลกใหม่สำหรับผู้บริโภคอีกต่อไป

สิ่งนี้สะท้อนในยอดขายของ Felissimo ที่ค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ ยอดขายช่วงปี 2010 เหลือเพียงแค่ 2 ใน 3 ของยอดขายเมื่อ 5 ปีก่อนเท่านั้น

ทาง Felissimo ก็พยายามปรับบริการต่าง ๆ เช่น การเพิ่มสินค้าหมวด ‘Just One’ หรือซื้อเพียงแค่ครั้งเดียว แต่บริษัทก็พบว่า การทำเช่นนี้อาจไม่ได้ใช้จุดแข็งของบริษัทสักเท่าใด 

ทางออก คือ การตั้ง ‘ชมรม’

ในปี 2010 พนักงานกลุ่มหนึ่งคุยกันว่า อยากแก้ปัญหาแมวจรจัดที่โดนกำจัดทิ้ง เมื่อพูดคุยกัน ทุกคนก็รู้ว่า พวกเขารักแมวกันมาก ๆ พนักงานกลุ่มนี้จึงตั้ง ‘ชมรมแมว’ โดยร่วมกันคิดไอเดีย พัฒนาสินค้าสำหรับคนรักแมว เพื่อนำรายได้ส่วนหนึ่งไปบริจาคมูลนิธิ จะได้ช่วยเหลือเหล่าแมวเหมียวได้ 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.projectdesign.jp

เมื่อคนรักแมว คิดสินค้าเพื่อคนรักแมวด้วยกัน สินค้าจึงออกมาชวนอมยิ้มมาก ไม่ว่าจะเป็นหมอนกอดแมว หมอนข้างที่วางบนตักแล้วทรงคล้ายแมวหนุนตัก หรือที่นอนแมวที่ทำเป็นรูปทาร์ตผลไม้ หากแมว (สีครีม) ไปนอน ก็จะดูเหมือนทาร์ตน่าทานไปโดยปริยาย (น่าร๊ากกก! เอาเงินดิฉันไป!) 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

สินค้าจากชมรมแมวขายดิบขายดีเป็นอย่างมาก ทุกเดือนแฟนคลับแมวแมวก็จะตั้งตารอว่า มีสินค้าเกี่ยวกับแมวอะไรออกมาอีกบ้าง 

บริษัทจึงเริ่มเห็นทางสว่างว่า แทนที่จะจำหน่ายสินค้าตามหมวดสินค้า เช่น หมวดแฟชั่น หมวดของแต่งบ้าน ลองทำสินค้าตาม ‘ความสนใจ’ ของคน

ทุกวันพุธช่วงเช้า พนักงาน Felissimo จะรวมตัวกัน และช่วยกันคิดว่า ‘พวกเขาเอง’ อยากทำสินค้าธีมไหน สนใจอะไร 

ในปีถัดมา ก็เกิด ‘ชมรมสาวรัก DIY’ สำหรับสาว ๆ ที่ชอบทำงานฝีมือหรือตกแต่งห้องเอง ปัจจุบัน Felissimo มีชมรมเกือบ 30 ชมรมในบริษัท เช่น ชมรมนกน้อย ชมรมเต่าและทะเล ชมรมเวทมนตร์ (มีจำหน่ายชุดแม่มดน่ารัก ๆ สร้อยคอนำโชค กระเป๋าเครื่องสำอางที่หน้าตาเหมือนหนังสือเวทมนตร์)

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

พนักงานจัดอีเวนต์ทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ของคนรักสิ่งต่าง ๆ ในชมรมนั้น โดยที่ตัวพนักงานเองก็สนุก มีความสุข เพราะได้ทำในสิ่งที่ตนเองสนใจ และรู้เรื่องนั้น ๆ ดีอยู่แล้ว แถมได้ทำงานกับเพื่อนร่วมงานที่มีเรื่องคุยกันถูกคอด้วย

สิ่งที่น่าสนใจ คือ เวลาตั้งชมรม พนักงานจะต้องตั้งเสาธง (Flag) หลักก่อน กล่าวคือ พวกเขาต้องการสร้างสังคมแบบไหน เช่น ชมรมแมว ต้องการสร้างสังคมที่มนุษย์กับแมวจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข โดยมุ่งมั่นที่จะช่วยแมวที่อาจโดนกำจัดได้

นอกจากนี้ Felissimo กำหนดเงื่อนไข 3 ประการ คือ หนึ่ง สิ่งนั้นมีโอกาสพัฒนาเป็นธุรกิจได้ สอง มีความเป็นเอกลักษณ์ สาม เป็นประโยชน์แก่สังคม ถึงจะสร้างเป็นชมรมได้ (แค่ความชอบอย่างเดียวนั้นยังไม่พอ) 

เมื่อพนักงานได้ทำในสิ่งที่พวกเขารัก

มีพนักงานกลุ่มหนึ่ง ชอบไปดูละครเวที ดูคอนเสิร์ต ซึ่งหลายครั้ง ก็ต้องไปต่างจังหวัดไกล ๆ พวกเธอเคยใช้กระเป๋าลาก แต่ลากขึ้นลงรถไฟ ก็ไม่ค่อยสะดวกสักเท่าไร พวกเธอจึงออกแบบกระเป๋าขนาดมหึมา ที่สะพายหลังได้ ใส่รองเท้าอีก 1 คู่ ชุด เสื้อผ้า เครื่องแต่งหน้า แท่งไฟนีออนได้

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : style.nikkei.com

ส่วนชมรมมิวเซียม เป็นการรวมตัวของพนักงานที่ชอบไปชมงานนิทรรศการ ก็ออกแบบสินค้าสำหรับคนที่รักการไปมิวเซียม เช่น รองเท้าที่เหมาะกับการไปดูงานแกลเลอรี่ศิลปะ เดินนาน ๆ ก็ไม่เมื่อย ส้นรองเท้าเป็นยาง เดินแล้วเสียงไม่ดังรบกวนผู้อื่น ตัวสายรูปตัว T ที่ยึด ทำให้รองเท้าเกาะกับเท้าได้ง่าย ส้นสูงเพียง 3.5 เซนติเมตร ก็กำลังพอเหมาะกับการทำให้ขาดูยาว แต่ไม่เมื่อยเมื่อเดินนาน ๆ (อยากได้!!!) 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : note.com

ส่วนสินค้าที่มีประโยชน์เชิงอารมณ์ เช่น กระเป๋าเครื่องสำอางที่รูปทรงคล้ายพัดของเจ้าหญิงยุคเฮอัน

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
เจ้าหญิงยุคไหน ๆ ก็ต้องสวยงาม
ภาพ : note.com

สำหรับคนทั่วไป เมื่อเห็นสินค้าเหล่านี้แล้วอาจรู้สึกเฉย ๆ แต่สำหรับคนที่ชอบทำกิจกรรมนั้น ๆ หรือมีไลฟ์สไตล์ตรงกับสมาชิกชมรม ก็จะรู้สึกถูกใจ และค่อย ๆ เข้ามาอยู่ในวงของ Felissimo ในที่สุด

สินค้าที่คนอยากซื้ออย่างต่อเนื่อง

นอกจากสินค้าจากชมรมต่าง ๆ แล้ว Felissimo ยังคงรักษาเป้าหมายในการทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เมื่อบริษัทมีจุดเริ่มต้นจาก Subscription Model ทำอย่างไรให้ลูกค้ารักและอยากซื้อสินค้าจาก Felissimo อย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้เป็นสิ่งที่บริษัทคิดเสมอในการพัฒนาสินค้า ตลอดจนแบรนด์ใหม่ ๆ 

ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์​ You + More ซึ่งหากออกเสียงไว ๆ ก็จะกลายเป็นคำว่า ‘Humour’ นั่นเอง 

คอนเซ็ปต์แบรนด์ คือ สร้างรอยยิ้มและความสนุกสนานให้กับชีวิตประจำวันที่ผู้คนคุ้นชิน

ยกตัวอย่างเช่น หมอนข้างหัวไชเท้าน้อย เวลาโอบกอด จะเหมือนอุ้มเด็ก แต่หน้าตาเป็นหัวไชเท้า น่ารักน่าเอ็นดู

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

หรือร่มเทมปุระ ที่ปลอกเป็นเปลือกกุ้งทอด ส่วนตัวร่ม เป็นลายกุ้ง ด้ามจับ ก็ทำเป็นหางกุ้ง (ฮ่า ๆ ๆ) 

Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ภาพ : www.felissimo.co.jp

เป็นแบรนด์ที่ชวนอมยิ้มสมชื่อ 🙂 

ส่วนอีกแบรนด์ ชื่อ 1/d (อ่านว่า Once a day) คอนเซปต์ คือ ‘The housekeeping brand that makes daily living easy.’ ทำให้การทำความสะอาดบ้านเป็นเรื่องง่าย ทำพื้นที่ให้สะอาด แทนที่จะเก็บกวาดเมื่อสกปรก 

แบรนด์นี้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เช่น สเปรย์ทำความสะอาดห้องน้ำ สบู่ขัดอ่างล้างจาน แปรงล้างขวด ผ้าขนหนูแห้งไว เป็นตัวช่วยที่จะทำให้บ้านสะอาดอย่างง่ายดาย และที่สำคัญ บรรจุภัณฑ์ดูเรียบง่าย ไม่กินที่ ยิ่งใช้เป็นเซ็ต ก็จะยิ่งดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทำให้บ้านดูเป็นระเบียบ เพียงแค่จากการวางขวดเท่านั้น 

Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
สเปรย์ทำความสะอาด
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
สบู่ขัดอ่างล้างจาน 
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
แปรงอเนกประสงค์
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ผ้าขนหนูแห้งไว
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ถุงมือแอลกอฮอล์
ภาพ : www.felissimo.co.jp

หากมองชีวิตประจำวันของเรา 

ในการดำเนินธุรกิจ อาจมีช่วงเวลาที่ธุรกิจไปได้ดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป โมเดลความสำเร็จนั้น อาจไม่เหมาะกับบริบทในยุคใหม่ 

Felissimo ได้ลองผิดลองถูก จนพบว่า สิ่งที่พวกเขาปรับเปลี่ยนได้ คือ การออกสินค้าแนวใหม่ ที่ตอบโจทย์ชีวิตและไลฟ์สไตล์ผู้คนในยุคสมัยปัจจุบันยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน พวกเขายังคงมุ่งมั่นในการสร้างแฟนคลับ ทำให้ลูกค้าชื่นชอบและผูกพันกับ Felissimo ซึ่งแนวคิดนี้ สะท้อนในการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างชมรม ตลอดจนการคิดสินค้าที่ผู้บริโภคอยากกลับมาซื้อบ่อย ๆ อย่างน้ำยาทำความสะอาดนั่นเอง

ค้นหาให้เจอว่า อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจควรรักษา อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจต้องเปลี่ยนแปลง 

“ผมคิดว่า หลักคิดแบบ Economy of Scale หมดยุคสมัยไปแล้ว สิ่งที่สำคัญในอนาคต คือ เศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ เราจะสร้างและรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างไร นั่นต่างหาก เป็นสิ่งสำคัญต่อการอยู่รอดของธุรกิจ”คาซึฮิโกะ ยาซากิ ประธานรุ่นที่ 3 

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load