เรามาถึงบ้านหลังใหม่เอี่ยมของ ไอซ์-ณัฐรัตน์ นพรัตยาภรณ์ หรือ ไอซ์ซึ ก่อนเวลานัดหมายเล็กน้อย จึงพอมีเวลาให้ใช้สายตาสำรวจคร่าวๆ

ภายในเบรกความนิ่งเนี้ยบของบ้านสีขาวด้วยโทนสีไม้แสนอบอุ่น เติมไม้ยืนต้นทะลุขึ้นไปถึงชั้นสอง เพดานสูงโปรงเปิดช่องแสงให้ส่องสว่างกระทบผนังที่ติดภาพของศิลปินคนโปรด ทั้ง David Hockney, Kusama Yayoi, Robert Motherwell, Joan Miró i Ferrà และอาจารย์อนันต์ ปาณินท์ ราวกับอยู่ในแกลเลอรี่

ข้างห้องที่เรานั่งอยู่ เป็นโซนนั่งเล่นในสวนหินแบบเซน มีโต๊ะไม้ขนาดยาวเป็นพระเอกอยู่ตรงกลาง ด้านข้างติดระแนงไม้ซี่ห่างพอให้แดดไล้ลอดเปลี่ยนองศาตามช่วงโมงยาม คล้ายแสดงวัฏจักรความเป็นไป

ใช่บ้านสวยน่าอยู่อย่างเดียวเสียเมื่อไหร่ ไอซ์ซึเป็นคนติดบ้านแต่ไหนแต่ไร ทำงานเสร็จก็กลับบ้าน ไกลสุดที่ไปก็คือห้างใกล้บ้าน

แต่อย่างไร คนติดบ้านก็เก็บเสื้อผ้าไปโกอินเตอร์ ด้วยตั้งใจเบิกทางให้นางแบบนายแบบรุ่นหลัง และพิสูจน์ให้วงการแฟชั่นไทยเห็นความสามารถของคนไทย

การทุ่มเททุกบทบาทการแสดงของ ไอซ์ซึ จากเด็กปั๊ม ฆาตกร สู่ผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย

ย้อนกลับไป ไอซ์ในวัย 19 ก้าวเท้าเข้าสู่วงการนายแบบ ก่อนเป็นที่รู้จักในฐานะนายแบบไทยคนแรกๆ ที่มีชื่อเสียงในวงการนายแบบต่างประเทศ เขาเป็นนายแบบไทยคนแรกที่ได้เดินใน Seoul Fashion Week กับแบรนด์เบอร์ต้นของประเทศเกาหลีใต้

ด้วยรูปร่างหน้าตาและคอนเนกชันที่มี ไอซ์ซึจะเข้าทำงานที่ไหนก็ได้ง่ายๆ แต่เขากลับหอบพอร์ตส่งใบสมัครเข้าสังกัด Agency Garten โมเดลลิ่ง TOP 5 ที่รับนายแบบเพียง 15 คน ด้วยตัวเอง เพราะอยากให้ได้รับเลือกจากผลงานและความสามารถที่มี

วันที่ตัดสินใจเลือกไปเกาหลี ไอซ์ซึพกเช็กลิสต์แบรนด์เสื้อผ้า-นิตยสารดังนับ 10 เล่มที่ตั้งใจจะร่วมงานให้ได้ เมื่อทำได้ครบ ถึงเวลาที่เขาต้องเลือกเส้นทางใหม่ เพื่อชาเลนจ์ตัวเองอีกครั้ง นั่นคือการเป็นนักแสดงที่เกาหลีต่อ หรือบินกลับไทย

แน่ล่ะ เขาติดบ้าน

พี่ไอติม คือผลงานแจ้งเกิดในฐานะนักแสดงของนายแบบดาวรุ่ง จากเรื่อง มาลี เพื่อนรัก..พลังพิสดาร

จากนั้นก็ดังเป็นพลุแตกจากบทบาท ปุณ พระเอกคนซื่อ ในซีรีส์ แก๊สโซฮัก..รักเต็มถัง

คุณเดาถูก-ชื่อไอซ์ซึ (ออกเสียงแบบชาวเกาหลี) ก็มาพร้อมกับเรื่องนั้นด้วย เพราะนางเอกคือ ไอซ์-ปรีชญา พงษ์ธนานิกร เพื่อป้องกันความสับสนเวลาคนเรียก

นอกจากเรียนการแสดง ในโปรเจกต์นั้น ไอซ์ซึตั้งใจเดินทางขึ้นไปใช้ชีวิตบนดอย เพื่อซึมซาบวัฒนธรรมและวิธีการพูดของชาวลาหู่ ไปเป็นสมัครเป็นเด็กปั๊ม หัดเติมน้ำมัน เช็ดกระจกจนคล่องแคล่ว ไม่มีใครบอกให้เขาทำ แต่ไอซ์ซึอยากแสดงให้เป็นธรรมชาติจนทำให้คนดูเชื่อในตัวละครนั้นจริงๆ กระทั่งช่วงที่ไม่มีถ่าย เขามักก็เข้าไปในกองเพื่อสังเกตและเรียนรู้วิธีแสดงจากดารารุ่นใหญ่

อีกหลายเรื่องต่อมา เราจึงได้เห็นเขาเอาตัวเข้าไปอินกับทุกบทบาท ทั้งลดน้ำหนักไปกว่า 14 กิโลกรัมเพื่อรับบทปาย นักวาดการ์ตูนผู้มีอาการทางจิตในเรื่อง The Collector เรียนโยคะเพราะบทในเรื่อง VOICE สัมผัสเสียงมรณะ คือนักธุรกิจผู้เล่นโยคะเป็นงานอดิเรก บางวันก็เปิดดูรูปศพไปด้วย กินข้าวไปด้วย เพราะอีกมุม แทนคุณเป็นฆาตกรโรคจิต หรือล่าสุด เขาทั้งต้องเพิ่มและลดน้ำหนัก โกนผม เพื่อรับบทชายหนุ่มผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะสุดท้ายในเรื่อง One For The Road ภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกที่คว้ารางวัล World Dramatic Special Jury Award สาขา Creative Vision จาก Sundance Film Festival 2021 ซึ่งกำกับโดย บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ และมี หว่องกาไว เป็นโปรดิวเซอร์

บางครา ความอินนั้นเกือบทำให้เขาหลุดออกจากบทบาทไม่ได้ในชีวิตจริง

การได้มาคุยกันครั้งนี้ นักแสดงหนุ่มพูดถึงการพัฒนาทักษะมากกว่า 1 รอบ เราจึงพบว่าเขาเป็นคนที่ไม่รอโอกาสให้ตกมาใส่มือ แต่พยายามใช้มือคว้าโอกาส 

เขาว่า เพราะเขารักวงการนี้ และไอซ์ซึในวัย 30 ก็ยอมรับว่าตัวเองเลือกงาน

งานที่ว่าไม่ใช่บทที่เล่นแล้วดังอย่างเดียว แต่เป็นบทที่ดีด้วย

ชีวิตไอซ์ซึไม่ได้ราบเรียบ มีขึ้น มีลง โลดโผน ทะเยอทะยานตามวันวัย จากเด็กเกเร หนีออกจากบ้าน จับพลัดจับผลูไปเป็นนายแบบ เข้าสู่วงการบันเทิงดัง มีชื่อเสียง แล้วมีช่วงพยายามดิ้นรนหางาน ไปเสนอพอร์ตตามค่ายหนัง แต่ก็ถูกปฎิเสธจนเกือบถอดใจออกจากวงการ ล่าสุดได้ฝากฝีมือเล่นหนังรางวัล และตอนนี้กำลังมีความสุขกับชีวิตที่สงบพร้อมแมว 3 ตัว

ทำไมถึงชอบอยู่บ้าน

เราไม่รู้ว่าจะไปอยู่ข้างนอกทำไมดีกว่า ถ้าอยู่บ้านมีอะไรให้ทำเยอะมาก

เช่น

โห หลายอย่างมากครับ ตื่นมาดูหนัง อ่านหนังสือ ทำอาหารกิน อยู่กับแมว อยู่กับแฟน เราออกแบบบ้านให้เหมาะกับตัวเองมากๆ มีที่ได้ออกกำลังกาย ได้โยคะ ได้วอร์มเสียง วอร์มร่างกาย เตรียมพร้อมในการแสดง

ชอบอยู่บ้านมากกกกก ไม่ชอบกันเหรอ

ชอบสิ ชอบไปบ้านคนอื่นด้วย แล้วชอบอ่านหนังสือแนวไหน

หนังสือเกี่ยวกับจิตวิทยา พัฒนาตัวเอง หรือการดูแลตัวเอง Why We Sleep ต้องนอนยังไง หรือว่าเรื่องที่เป็นความรู้อย่าง Sapiens ก็ชอบ หนังสือการ์ตูนก็ชอบ (หัวเราะ)

รองลงมาจะเป็นพวกนิยายที่ต้องใช้จินตนาการ เพื่อเป็นแบบฝึกหัดให้เราจินตนาการตามเรื่องราว ซึ่งมีส่วนช่วยในงานด้านการแสดง และอีกอย่างคือเราเรียนรัฐศาสตร์ อ่านพวกหนังสือประวัติศาสตร์การเมืองด้วย 

การทุ่มเททุกบทบาทการแสดงของ ไอซ์ซึ จากเด็กปั๊ม ฆาตกร สู่ผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย

ไอซ์ซึชอบอยู่บ้านขนาดนี้ ทำไมตัดสินใจไปเป็นนายแบบที่เกาหลี

เราเป็นนายแบบมาสี่ถึงห้าปี สะสมพอร์ตได้ประมาณหนึ่ง แล้วก็เริ่มมีช่วงที่งานวนกลับมาถ่ายเล่มเดิมซ้ำๆ จนเรารู้สึกว่าอยากไปต่อ บวกกับเทรนด์ลูกครึ่งกำลังมา ตอนนั้นเขาฮิตชาวต่างชาติมากกว่าชาวไทย สังเกตได้เลยว่าในโชว์มีนายแบบฝรั่งหรือเกาหลีที่หน้าคล้ายๆ เราประมาณเจ็ดสิบต่อสามสิบ เราก็ เฮ้ย เสื้อผ้าแบรนด์ไทยมันควรให้นายแบบไทยใส่เพื่อให้คนไทยดูว่าใส่แล้วจะออกมาเป็นอย่างไร ทำไมเราถึงโดนชาวต่างชาติแย่งงาน แล้วทำไมคนไทยถึงซัพพอร์ตชาวต่างชาติ จนทำให้เราตั้งคำถามว่า เราด้อยกว่าชาวต่างชาติจริงๆ หรือ

มันเป็นแรงผลักดันและอยากพิสูจน์ให้ดีไซเนอร์หรือคนที่อยู่ในวงการแฟชั่นไทยได้เห็นว่า เรานายแบบไทยก็ไม่ได้แพ้นายแบบต่างชาติที่เขามาทำงานนะ ส่วนในฐานะนายแบบคนหนึ่ง เราก็อยากไปได้ไกลกว่าที่ตัวเองเคยเป็นอยู่ เลยเริ่มแกะว่าเขามาทำงานในเมืองไทยกันได้ยังไง แล้วทำกลับกัน

ที่เกาหลีการแข่งขันสูงมาก ทำยังไงให้ได้เป็นหนึ่งใน 15 คนของ Agency Garten และยืนระยะอยู่ในวงการนายแบบได้นานหลายปี

ฝึกครับ (ตอบทันที) ฝึกทุกวัน หนักมาก บ้านเขามีนายแบบเป็นพันคน มันต้องใช้ฝีมือจริงๆ ถ้าไม่ดีพอก็คงไม่ได้

ระดับไอซ์ซึยังต้องฝึกอีกเหรอ

เราถ่ายมาทุกแบบ คิดว่าเก่งประมาณหนึ่ง มั่นใจมาก เดือนแรกที่ไปแคส โดนด่ายับ เจ้าของสังกัดบอกว่าเดินไม่ได้เลย ทำไมขาเบี้ยว โพสต์ท่าก็ต้องมีอารมณ์มากกว่านี้ เราอยู่เมืองไทยก็โพสต์ท่านายแบบ ล้วงกระปงกระเป๋าไป แต่ของเขามันต้องมีอารมณ์ในท่าที่โพสต์ด้วย ต้องสื่อออกมาทางภาพ ซึ่งพัฒนาทักษะเราเยอะมาก

แต่ก่อนเราก็ไม่รู้ว่าเขาจ้างเพราะอะไร คิดเขาน่าจะชอบ แต่ความจริงไม่ใช่ เราเป็นตัวพ่วงนะ โดนฝากยัดไปให้มีผลงานไว้ก่อน โดยที่ทักษะเรายังไม่มีเลย

แล้วหลังจากที่รู้ว่าอยู่ไทยเราเป็นเด็กฝาก ตอนนั้นเกิดอะไรขึ้นต่อ

เราไม่ได้อยากเป็นแบบนั้น เลยเชื่อว่าคนที่โดนฝากเข้าไป เขาก็รู้สึกไม่มั่นใจในตัวเองเหมือนกัน มันเป็นปมว่าไม่ได้เว้ย เราต้องทำงานให้คุ้มค่ากับเงินที่เขาให้มา เริ่มจริงจังกับการเป็นนายแบบ แล้วยิ่งไปเกาหลี เรายิ่งรู้เลยว่าการฝากมันไม่เกิดขึ้นง่ายๆ เพราะเอเจนซี่คือแบรนดิ้ง เด็กที่อยู่คือนายแบบมืออาชีพที่ผ่านการคัดจากเอเจนซี่มาแล้ว ดีไซเนอร์เขาก็จะมั่นใจว่าเราถูกฝึกอย่างดี

การทุ่มเททุกบทบาทการแสดงของ ไอซ์ซึ จากเด็กปั๊ม ฆาตกร สู่ผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย

เคยรู้เหตุผลที่เราได้รับเลือกเข้า Agency Garten ไหม

เหมือนเขาเห็นแพสชัน คำถามแรกที่สังกัดถามคือ คุณมาเกาหลีเพื่ออะไร ความฝันของคุณคืออะไร ซึ่งเราไม่เคยโดนคำถามแบบนี้เลยตอนทำงานในเมืองไทย มีแต่บอกว่าทำงานอันนี้สิ ได้เงินสี่พัน ห้าพันบาท (สมัยก่อนนะ) ดีกว่านอนตีพุงอยู่บ้าน

เราบอกเขาว่าอยากถ่ายนิตยสารสิบเล่มกับอีกสามโชว์ที่หาข้อมูลไว้แล้วว่าจะร่วมงานให้ได้ เขาก็บอกว่าผมจะทำให้มันเกิดขึ้นให้ได้ เหมือนให้คำมั่น เราเลยตกลงจะสู้ไปด้วยกัน ซึ่งเขาทำอย่างนี้กับทุกคนที่เข้ามาในการทำงาน แต่ละคนก็จะต่างกันไป บางคนอยากทำเงินให้ได้มากที่สุด เขาก็พาไปทำ Commercial บางคนอยากเป็นนักแสดง งั้นก็ต้องเปิดทางก่อน

บทเรียนที่ได้จากการเป็นนายแบบที่เกาหลี และยังสอนเราอยู่จนทุกวันนี้

โห หลายอย่าง แต่หลักๆ คือความจริงจังในการทำงาน ความเป็นระบบในการทำงานทุกด้าน เพราะทุกคนมีแพสชันมาก บางคนดร็อปเรียนมาเพื่อเป็นนายแบบ เวลาเขาคุยกันก็คุยเรื่องงานแบบซีเรียสมากๆ พอมันมีแพสชันเลยเกิดความจริงจังขึ้นมา และยิ่งมีการแข่งขันก็ยิ่งมีความจริงจังเข้าไปใหญ่ ทำให้เราเรียนรู้ว่า การจริงจังกับงานจนออกมาได้ดีเป็นอย่างนี้นี่เอง และต้องสร้างคาแรกเตอร์ให้ชัดด้วย เพื่อให้แบรนด์เลือกเรา

การทุ่มเททุกบทบาทการแสดงของ ไอซ์ซึ จากเด็กปั๊ม ฆาตกร สู่ผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย

แล้วคาแรกเตอร์ที่ไอซ์สร้างตอนที่อยู่เกาหลีคืออะไร

เราจะสร้างตามงาน ไม่เป็นสไตล์ไหนเลย เช่น แบรนด์นี้เขาต้องการลุคร็อกๆ ก็หาชุดที่เป็นร็อกๆ ใส่ แล้วให้เขานึกว่าเราเป็นคนแบบนั้น ถ้าต้องการลุคสนุก จะหาเสื้อสีสดใสใส่ไปแคส ทำให้มีโอกาสทำงานเยอะกว่าการคงคาแรกเตอร์เดียว แล้วก็ไม่ได้มีสไตลิสต์ให้นะ ต้องแต่งตัวเอง แต่ต้นสังกัดจะแนะนำว่าดีไซเนอร์คนนี้ชอบอะไร ให้ถ่ายรูปเสื้อผ้าที่หามาให้ดูก่อนไปว่าผ่านไหมแล้วค่อยไปแคส ถ้าวันหนึ่งแคสห้าที่ แคสเสร็จก็ต้องกลับบ้าน เปลี่ยนชุด แล้วก็ส่งไปให้เขาอย่างนี้สับไปสับมา เหมือนเขาหัดให้เราทำอะไรเอง

อยู่ตั้งหลายปี ฟังดูก็น่าจะไปได้ดี ทำไมถึงกลับมา

เราต้องบินไปบินกลับ พอเหนื่อยมันไม่สนุกเลย จนวันสุดท้ายที่เห็นว่าทำสิ่งที่ตั้งใจไว้ครบแล้ว ได้เดินแฟชั่นโชว์ของ pushBUTTON แบรนด์ที่สุดของเกาหลี ในสังกัดจากสิบห้าคนที่ได้เดินมีแค่สองคน

เราไปบอกเขาว่าทำสำเร็จแล้วนะ เขาก็ถามว่าจะเอายังไงกับชีวิตการทำงานของคุณที่เกาหลี ถ้าจะไปต่อ เดี๋ยวพาไป แต่ต้องเริ่มเรียนภาษาและต้องไปเล่นภาพเคลื่อนไหวแล้ว อย่าง TV Series หรือมิวสิกวิดีโอ

คือเราได้เล่นมิวสิกวิดีโอสองตัว แต่ปัญหาเป็นเรื่องการสื่อสาร และถ้าเป็นนายแบบต่อ ปีถัดไปมันก็วนลูปเหมือนเมืองไทย ถ้าไม่ไปสายการแสดง เลยคิดว่าถ้าเกิดเป้ามันได้แล้ว เราจะทำต่อไปทำไม

เลยกลับมาเมืองไทยก่อน มาอยู่กับแฟน มาอยู่กับแมว ก็มีความสุข และลองหาหนทางใหม่ของตัวเอง จนเจองานด้านการแสดง

ถ้าอยากเป็นนักแสดง อยู่ที่เกาหลีมันไม่ท้าทายกว่าเหรอ

ที่เกาหลีอะมันโคตรท้าทายเลย แต่อย่างแรก สามปีต้องหายไปจากชีวิตเราเพราะต้องไปเรียนภาษาก่อนเลย พอคิดว่าไปครั้งละสามเดือนก็เหนื่อยจะตายแล้ว แฟนก็ไม่ได้อยู่ด้วย แมวก็ไม่ได้อยู่ด้วย ก่อนหน้านี้มีครั้งหนึ่งเรากลับมาแมวตายไปแล้ว

เห้ย

ถ้าย้ายสำมะโนครัวไปอยู่มันก็โอเค แต่เแฟนเราเขามีงานที่นี่ แล้วเราเป็นคนให้ความสำคัญกับความรัก ถ้าไปไล่ตามอะไรสักอย่างเพื่อพิสูจน์ตัวเอง แล้วให้แฟนต้องมานั่งทรมานที่ไม่ได้เจอเรา และเราทรมานที่ไม่ได้เจอเขา เราไม่เอาดีกว่า ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ซัพพอร์ตเรานะ

ประเด็นที่สำคัญก็คือ ถ้าทำไปสามปีแล้วมันไม่ได้ขึ้นมาล่ะ กลายเป็นว่าเวลาที่เราจะได้อยู่กับคนที่เรารักหายไปเลย เป็นอะไรที่ต้องตัดสินใจหนัก คิดแล้วก็เครียดว่าจะเอายังไงดี

แล้วเอาไง

พอไปแล้วมีชื่อเสียง คนก็เริ่มคาดหวังว่าต้องไปไกลแบบ พี่นิชคุณ หรเวชกุล นะ คุณต้องไปให้ไกลกว่านี้นะถึงขนาดมีรายการตามไปสัมภาษณ์ที่เกาหลีเลย เราก็เฮ้ย จริงหรอ เรามาที่นี่เพื่ออะไร ถ้ามาเพื่อพิสูจน์ก็เราพิสูจน์ได้แล้วว่านายแบบไทยสู้นายแบบชาวต่างชาติได้ พอกลับไทย วงการแฟชั่นก็ให้ความสนใจเรามากกว่าเดิม

หายหน้าจากวงการไปหลายปีเหมือนกัน ทำยังไงถึงเข้าสู่วงการนักแสดงได้

กลับมาก็เริ่มคิดวางแผนว่าจะเอายังไงดี ถามตัวเองคำถามแรกว่าอยากทำงานที่ไหน เราก็ไปหาข้อมูลเหมือนเดิม การไปเกาหลีมันสอนให้รู้ตรงนี้ด้วยว่าการวางแผนงานคืออะไร การทำพอร์ตมันคืออะไร

ช่วงนั้นเราดู พี่มาก..พระโขนง ดูหนังของ GDH ชื่นชอบและคิดว่าเป็นค่ายที่น่าจะดีมากๆ ที่นักแสดงไปเล่นหนังได้ด้วย เราโทรหา พี่ก้อง Hive Salon (กฤษฏิ์ จิระเกียรติวัฒน) ปรึกษาว่าพอจะมีหนทางให้เข้าไปขายโปรไฟล์กับค่ายไหม ซึ่งบังเอิญช่วงนั้นมีการแคสติ้งเรื่อง ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ เดอะ ซีรีส์ ซีซั่น 1 พอดี แต่แคสไม่ผ่านนะครับ

อ้าว

ที่ได้เล่นเป็นซีซั่นสองครับ ตอนนั้นพี่แจนที่เป็นโปรดิวเซอร์ของ ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ เดอะ ซีรีส์ เขาชอบ เลยบอกทาง GDH ให้เซ็นไว้ก่อนแล้วเดี๋ยวค่อยหาโปรเจกต์ให้ลงทีหลัง โป๊ะเชะ ก็อยากจะเลือกที่นี่อยู่แล้ว

ที่ผ่านมา แต่ละบทบาทห่างไกลความเป็นตัวของไอซ์ซึมากๆ เรารู้มาว่าคุณมักเอาตัวเองไปลองเป็นแบบตัวละครนั้นๆ เช่น ขึ้นดอยไปอยู่กับชาวลาหู่ ไปเป็นเด็กปั๊ม เช็ดกระจก ส่งผักในตลาด เป็นครูสอนศิลปะเด็ก ฯลฯ ทำไมต้องทำขนาดนั้น

ตัวเราเองทำงานจริงจังกับตัวละครอยู่แล้ว กับชอบดูหนังตั้งแต่เด็ก เคยทำงานที่ร้านเช่าวิดีโอ เมื่อตอนอายุประมาณสิบห้า สิบหก รู้ว่าฝรั่งเขาเล่นกันประมาณไหน จริงจังแค่ไหน ไปเห็นการทำงานของวงการบันเทิงเกาหลีที่จริงจังมาก เราก็เลยอยากให้มันออกมาดีที่สุด

เรามองว่าการแสดงที่ดีคือการถ่ายทอดได้อย่างสมจริงที่สุด ทำให้คนดูได้รู้สึก เห็นแล้วเข้าใจชีวิตมนุษย์คนนั้น เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วเห็นว่าถ้าเราเป็นตัวละครนั้นก็ทำแบบเดียวกัน

เช่น การเติมน้ำมัน การที่ไปทำท่าเติม มันได้แค่ภาพเฉยๆ อินเนอร์มันไม่ได้ ในฐานะนักแสดงเราจำเป็นต้องรู้ว่า การเติมน้ำมันทุกวัน มันส่งผลต่อมุมมองของตัวละครอย่างไรบ้าง แล้วพอเราลองทำงานเป็นเด็กปั๊มดูจริงๆ ทำให้เราเข้าใจว่า การที่ตัวละครชาวลาหู่อยู่แต่ในหุบเขา ไม่ได้ไปไหน แทบไม่รู้จักห้างสรรพสินค้า มันเป็นความไม่รู้ ความไร้เดียงสา เลยส่งผลออกมาจากสายตาตอนแสดง

และคิดว่าเราไม่ได้เก่งแบบมีพรสวรรค์ ไม่ได้เกิดมา Born to Be เป็นนักแสดง เรามองว่าตัวเอง Wanna be นักแสดงมากกว่า ซึ่งเวลาได้ยินคำว่า Wanna be จากคนอื่นมันจะเป็นคำในแง่ลบ แต่บอกเลยว่าเรา Wanna be เพราะอยากเป็น และทำทุกอย่างเพื่อให้มันได้เป็น เรามองแบบนี้ตั้งแต่เริ่มจากการทำงานเลย อยากเป็นนายแบบ อยากทำให้มันดี อยากพิสูจน์ให้คนเห็น พอเราทำได้ด้วยความสามารถ ด้วยฝีมือ ด้วยความทุ่มเทของเรา มันก็กลายเป็นว่าเราชื่นชอบคำนี้นะ

 เราเชื่อนะ เรื่อง The Collector ที่เล่นเป็นคนโรคจิต กับ VOICE สัมผัสเสียงมรณะ ที่เป็นฆาตกร น่ากลัวมาก

The Collector เป็นเรื่องที่เราใช้วิธี Method Acting (การแสดงที่ต้องกลายเป็นตัวละครนั้นจริงๆ) ร้อยเปอร์เซ็นต์ ลดน้ำหนัก ย้ายไปเช่าคอนโดฯ อยู่คนเดียวแบบตัวละครที่แฟนเขาตาย แล้วก็แปะรูปการ์ตูนผีเต็มห้อง อยู่ในความรู้สึกแบบนั้นของตัวละคร จนหนังจบ เรากลับมาใช้ชีวิตแบบเดิมของเราแล้วทำให้เกิดความสับสน ยิ่งตัว แทนคุณ ที่เป็นฆาตกรโรคจิตใน VOICE สัมผัสเสียงมรณะ นี่เราทำอะไรบ้ามาก เพราะอยากลอง เลยนั่งเปิดดูรูปศพตอนกินข้าวไปด้วย

ที่บอกว่าละครต้องเล่นใหญ่ หนังต้องเล่นน้อย เพราะถ้าจอเล็กต้องเล่นใหญ่ให้คนดูรู้สึก เรามองว่าไม่มีแล้ว สุดท้ายเมื่อลงใน Video Streaming ก็จอเล็กกันหมด เลยมาเริ่มหาวิธีการแสดงที่ดีที่สุดของตัวเอง คือรู้สึกอะไรก็เล่นจริงไปตามที่รู้สึก

ไม่ถึงขั้นอินจนกลับมาไม่ได้ใช่ไหม

บอกเลยว่าแรกๆ เป็นนะ เพราะเรายังใหม่กับการแสดงแบบนี้ แต่ก็ได้เรียนรู้และพัฒนามากขึ้น หลังตอนเล่น The Collector จบ เรากลายเป็นคนไม่ชอบแต่งตัวเหมือนตัวละครเป็นเวลาเกือบครึ่งปี พอมีประสบการณ์มากขึ้น ทำให้เรารู้ตัวและกลับมาใช้ชีวิตปกติได้เร็วขึ้น

การทุ่มเททุกบทบาทการแสดงของ ไอซ์ซึ จากเด็กปั๊ม ฆาตกร สู่ผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย

 การทุ่มเททำแบบนี้ทำให้พลาดอย่างอื่นไปไหม เช่น เอาเวลาไปรับงานอื่นอีกได้

พลาดน่ะพลาดครับ หมายถึงเสียดายโอกาส เพราะเรารับงานทีละโปรเจกต์ แต่เราพร้อมจะแลก เพราะเราอยากทำงานที่รับมาให้ดีที่สุด ถ้ารับหลายงาน มันทำให้เราไม่สามารถทุ่มเวลาให้งานใดงานหนึ่งอย่างเต็มที่

ระหว่างบทที่ดีกับบทที่ดัง ไอซ์เลือกแบบไหน

บทที่ดีครับ อันนี้คือไม่ต้องคิดเลย งานเราออกมาน้อยมาก ทำงานมาห้าหกปี มีแค่ห้าหกงาน เราเลือกเล่นแต่บทที่อยากเล่นจริงๆ ซึ่งถ้างานไหนเป็นบทที่ดีและดังก็ยิ่งดีเลยครับ

นอกจากบทแล้ว รับงานด้วยเหตุผลอื่นอีกไหม

ทีมงานที่เก่งครับ พอมาอยู่ในวงการนี้ เราจะรู้ว่าผู้กำกับคนไหนเก่งบ้าง ตากล้องคนไหนเทพ บางเรื่องอยากเล่นเพราะตากล้องเลยก็มีนะ แบบคนนี้ถ่ายเรื่องนั้นโคตรเท่เลย ถ้าเราอยู่ในกล้องที่เขาถ่าย เราจะเท่ อะไรประมาณนี้ (หัวเราะ)

สุดท้ายเราจะได้ประสบการณ์ในการร่วมงาน เราจะเก่งขึ้นก็ต่อเมื่อได้เจอคนเก่งๆ ให้โจทย์ที่ยากกับเรา ล่าสุดเจอพี่บาส ณัฐวุฒิ ผู้กำกับในเรื่อง One For The Road โห คนนี้โคตรเก่ง เป็นคนที่ละเอียดมาก รู้เลยว่าทำไมเขาทำหนังแล้วประสบความสำเร็จ พอเราได้ทำงานกับคนเก่ง ทักษะเราจะพัฒนาขึ้นอัตโนมัติด้วยความรวดเร็ว

เราอยากเก่ง อยากพัฒนาฝีมือ ก็เลยอยากร่วมงานกับคนเก่งๆ

อะไรคือสิ่งที่ได้จากการร่วมงานกับผู้กำกับระดับโลกและโปรดิวเซอร์ระดับโลกอีกบ้าง

ความภูมิใจ ไม่คิดเลยว่าจะมีโอกาสนี้ เจ๋งว่ะ แต่ที่ได้มากๆ คือทักษะ อย่างในเรื่องมีการด้นสดเยอะมาก บางทีพอถึงหน้าเซ็ตเขาบอกทิ้งบทไปเลย ไม่ต้องสนใจ เล่นใหม่แบบที่คุณอยากเล่นเลย บางทีก็มีซีนเสริมเข้ามา อย่างตอนพักกองแล้วเขาเห็นว่าพระอาทิตย์แสงสวยดี มาถ่ายซีนนี้กัน จะได้ใช้หรือไม่ได้ใช้ไม่รู้แหละ ลองเล่นดู ซึ่งมันสนุกมาก เหมือนกับเราเป็นตัวละครอยู่แล้วอิมโพรไวซ์ได้ นักแสดงคนอื่นก็พร้อมอยู่กับเราในโมเมนต์นั้นจริงๆ

แล้วในอนาคตอยากเป็นนักแสดงที่ไปไกลกว่านี้ไหม

จริงๆ ตอนนี้ก็พอมีเอเจนซี่ทางฝั่งอเมริกาและเกาหลี ติดต่อมาบ้าง เลยอยู่ในช่วงการตัดสินใจว่าอยากจะไปหรือไม่ เพราะมันเป็นการเริ่มต้นใหม่และเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเรา ซึ่งการตัดสินใจครั้งนี้ มันต้องไม่ตัดสินใจด้วยเหตุผลที่อยากจะพิสูจน์ให้ใครเห็น เพราะเราเคยผ่านจุดพวกนั้นมาแล้ว

จุดไหน

ช่วงดาวน์ ไม่มีคนยอมรับ ตอนออกจาก GDH มาเป็นฟรีแลนซ์ เคยเอาพอร์ตตัวเองไปขายค่ายหนังต่างๆ ในเมืองไทยว่าเราอยากร่วมงานด้วย

แล้วได้ไหม

ไม่ได้ เขาเลือกคนที่มีชื่อเสียงกว่าเรา เลยทำให้กลับมาคิดว่าเราไม่ดีเหรอ ตอนนั้นเป็นช่วงหลังเล่นเรื่อง The Collector คนน่าจะเห็นแล้วว่าเราทำได้

สุดท้ายพอทำให้รู้สึกว่าเราไม่มีชื่อเสียงพอเขาเลยไม่สนใจ เลยท้อ จะเลิกเป็นนักแสดงแล้ว พี่บาสก็ติดต่อมา มันทำให้เรารู้สึกมีกำลังใจในการทำงานแสดงต่อไป เพราะมีคนเห็นค่าของสิ่งที่เราทำ

การทุ่มเททุกบทบาทการแสดงของ ไอซ์ซึ จากเด็กปั๊ม ฆาตกร สู่ผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย

ตอนนี้เลยกลายเป็นว่าเข้าใจธรรมชาติของวงการที่มีขึ้น มีลง

ใช่ครับ เมื่อก่อนจะมองในแง่ลบว่าชอบคนดังนี่หว่า แต่ตอนนี้พอโตขึ้น เราเริ่มรู้แล้วขาดอะไร ขาดชื่อเสียง แล้วจะอุดเรื่องชื่อเสียงนี้อย่างไร ต้องไปเล่นโปรเจกต์ที่มีชื่อเสียงมากขึ้นหรือว่าแมสมากขึ้น แต่ถ้าไม่เล่น อย่าหวังเลยว่าเขาจะมองเราในฐานะนักแสดงที่ดัง เลยมองว่าถ้าเรายังไม่พร้อมที่จะทำแบบนั้น ก็ต้องรับกับสิ่งที่เราเป็นอยู่ตรงนี้ได้

เป้าหมายตอนนี้ คือไม่อยากมีชื่อเสียงแล้ว

ถ้าตัวเราเองที่ไม่ใช่ไอซ์ซึที่เป็นนักแสดง เราไม่ได้อยากมีชื่อเสียง คือปกติเราอยู่แต่บ้านทุกวัน แทบไม่ได้ออกไปไหน ชื่อเสียงมันก็ไม่ได้ใช้นะ เลยว่าคิดว่าไม่ต้องการชื่อเสียง แต่ต้องการการทำงานที่เรารัก ซึ่งต้องอาศัยชื่อเสียง ถ้ามีชื่อเสียงก็มีโปรเจกต์ดีๆ เข้ามาให้เลือกเยอะขึ้น

มีตัวละครแบบไหนที่อยากเล่นแล้วยังไม่ได้เล่น

เยอะมากจนน่าจะบอกไม่หมด แต่ที่คิดว่าอยากเล่นแต่คงไม่ได้แล้ว เพราะอายุเกิน คือเป็นเด็กวัยรุ่นอายุสิบห้า สิบหก ที่มีปัญหาแบบในซีรีส์ Hormones วัยว้าวุ่น เราเคยผ่านประสบการณ์ชีวิตแบบนั้นมาก่อน ติดเกม หนีออกจากบ้าน เกเร ต่อยตี มันคงดีมากเพราะเราเข้าใจตัวละครในนั้น เราพร้อมที่จะถ่ายทอดเขา ถ้าย้อนเวลาไปได้คงเป็นนักแสดงตั้งแต่ตอนนั้นแล้วล่ะ (หัวเราะ)

ถ้าสมมติว่าไอซ์ในวันนี้ย้อนกลับไปบอกไอซ์ตอนอายุ 15 – 16 ที่หนีออกจากบ้านวันนั้น จะบอกว่าอะไร

ก็คงไม่บอกอะไรครับ เอาเลย เพราะว่าถ้าไม่มีประสบการณ์ตอนนั้นคงไม่มีวันนี้ มันสอนเราเยอะ ทำให้เราสร้างตัวขึ้นมาเอง ไปทำงานร้านวิดีโอ ไปเป็นพนักงานเสิร์ฟร้านอาหารญี่ปุ่น ไปเฝ้าร้านเกม หลายอย่างมาก เพื่อเลี้ยงตัวเอง ไปอยู่ตามสลัม แฟลต นอนข้างมอเตอร์ไซค์ อาบน้ำในไปรษณีย์ แล้วจับพลัดจับผลูเป็นได้นายแบบ

การที่มีชื่อเสียงตั้งแต่อายุยังน้อย ส่งอิทธิผลถึงชีวิตไหม

ถ้าในแง่ของชื่อเสียงไม่มีนะครับ หมายถึงว่าเราเป็นคน Introvert มากเลยครับ อยู่แต่บ้าน ไม่ได้ไปสังสรรค์ ไม่ได้มีแก๊งเพื่อน ไม่ได้ใช้ชื่อเสียงตัวเองให้เป็นประโยชน์ครับ (หัวเราะ) ว่างั้นเถอะ ไม่ได้ใช้เลย ทำงานเสร็จก็กลับบ้าน กลับบ้านเสร็จพอไปห้างใกล้ๆ ก็แต่งตัวเหมือนอยู่บ้าน เขาก็จำเราไม่ได้ แต่พอมีคนรู้จักทำให้เราไม่ค่อยสบายเนื้อสบายตัวเท่าไหร่ เหมือนมีคนจับตามองตลอดเวลา ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เราต้องแลกมาจากการเป็นนักแสดง คนอื่นเขาไปอาจเจอคนเยอะ ก็จะได้รับผลกระทบเยอะ แต่เราแทบไม่ได้เจอคนเลย อยู่แต่บ้าน ไม่ได้ออกไปไหน เอฟเฟกต์มันน้อยมาก

แต่ก่อนคืออยากดัง อยากมีชื่อเสียง ซึ่งอันนั้นไม่ใช่สิ่งที่เราคิด แต่เป็นสิ่งที่คนอื่นคิดมาให้ พอย้อนกลับมาถามตัวเองจริงๆ ว่าต้องการสิ่งนั้นมากน้อยขนาดไหน ก็เลยรู้ว่ามันออกแบบตัวเองได้ เมื่อก่อนเราแข่งขันเยอะ แล้วทางที่แข่งมันเป็นทางเส้นเดียว เพราะสมัยก่อนนักแสดงมันเป็นแบบนี้ เข้ามาในวงการปุ๊บ ถ่ายละครจบเรื่องนี้ เล่นต่อ เล่นต่อ เดี๋ยวคนดูลืม พอเข้ามาในวงการ ผู้ใหญ่จะบอกอย่างนี้ คนจะได้เห็น ได้พรีเซนเตอร์ ได้อีเวนต์ กอบโกยรายได้ เหมือนเป้าหมายที่เขาบอกมันเป็นการแสดงเพื่ออย่างอื่น ซึ่งเราก็ทำตามที่เขาบอก

พอเราโตขึ้น เริ่มทำงานมาสักระยะหนึ่งก็เริ่มคิด เห้ย หยุดก่อนนะ ไม่มีความสุขเลย

เราไม่ได้แสดงเพื่อกอบโกยรายได้ให้มากที่สุด เราอยากแสดงเพราะเราชอบมัน อยากเล่าเรื่อง คือการแสดงมันเป็นงานที่ได้เงินก็จริง แต่เราไม่ได้มุ่งหวังจะรวยจากการแสดง พอมาตอนนี้เราเริ่มเข้าใจตัวเองแล้วว่าอยากทำทำไม

การทุ่มเททุกบทบาทการแสดงของ ไอซ์ซึ จากเด็กปั๊ม ฆาตกร สู่ผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย

ถ้าปฏิเสธงานแล้วไม่กลัวไม่มีงานเข้ามาอีกหรอ

ไม่นะครับ เราคิดแล้วว่าเราปฏิเสธเพราะอะไร เรามีเหตุผล คือเราไม่อยากทำหลายงานแล้วงานออกมาไม่มีคุณภาพเพราะเราทำไม่ไหว 

ส่วนมากเวลามีคนติดต่อมา เราก็บอกเขาตรงๆ เขาก็เข้าใจว่าไม่ได้รับจริงๆ พอวันหนึ่งมีโปรเจกต์ที่เขาคิดว่าเราเหมาะแล้วเรายังว่างอยู่ก็ได้ทำด้วยกัน มันเป็นการปฏิเสธที่เกิดจากความเข้าใจครับ

วันนี้ถ้าชีวิตไอซ์เป็นเกม คิดว่าจะเป็นเกมอะไร

เป็นเกมปลูกผักครับ ก็ค่อยปลูกไปเรื่อยๆ ค่อยๆ สร้างเนื้อสร้างตัว สุดท้ายตอนจบก็คือมีบ้านที่สมบูรณ์ ไปขอผู้หญิงแต่งงาน อยู่บ้าน สบายใจ มีความสุข แล้วก็วนลูปไปแบบอินฟินิตี้

ไม่อยากพิชิตด่านใหม่

ปลูกผักก็มีด่านใหม่นะครับ ในเกมก็ต้องเลี้ยงต้นไม้ใหม่ แต่เป็นบรรยากาศแห่งความชิลล์ ไม่ได้ไปแข่งขันกับฟาร์มคนอื่น ปลูกในฟาร์มของเราเอง คงไม่ใช่เกมแนวต่อสู้พิชิตอะไร มันเหนื่อย เราเคยเป็นมาก่อน ถ้าเป็นตอนนี้เรารู้สึกว่าเป็นปลูกผักดีกว่า เลี้ยงนู่นเลี้ยงนี่ไป ขยายพื้นที่ไปเรื่อยๆ

โอ้โห ต่างจากเกม DOTA ที่เราไปได้แชมป์มาเลยนะ

อันนั้นมันเป็นช่วงอายุก่อนยี่สิบห้าด้วย คนละคน เหมือน Coming of Age เลย ช่วงที่ไปเกาหลีมันมีการพิสูจน์ตัวเองเยอะ มีการแข่งขัน อยากจะสู้ให้ได้ ถ้าเป็นตอนนั้นคงเป็นเกมต่อสู้

เราไปค้นหาชื่อไอซ์ซึในกูเกิล ที่ขึ้นมามีทั้ง ไอซ์ซึ-แฟน ไอซ์ซึ-อายุ ไอซ์-ศัลยกรรม ไอซ์ซึ-หายไปไหน สมมติตอนนี้ให้เปลี่ยนคำติดการค้นหาในกูเกิลได้ อยากให้มีอะไรพ่วงหลัง

คงเป็น ‘ไอซ์ซึ นักแสดง’ คือคำว่าไอซ์ซึ เป็นชื่อในวงการ คือคนที่ทำงานเป็นนักแสดง

 แต่ถ้าเป็นไอซ์อย่างเดียว ‘ไอซ์ เลี้ยงแมว’ อะไรแบบนี้ (ยิ้ม)

การทุ่มเททุกบทบาทการแสดงของ ไอซ์ซึ จากเด็กปั๊ม ฆาตกร สู่ผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

เราไปถึงสถานที่นัดหมายก่อนเวลาหลายสิบนาที แต่ดาว TikTok ที่เรานัดพบอย่าง ซูซี่-ณัฐวดี ไวกาโล ก็มาถึงก่อนเราแล้ว เธอนั่งอยู่บนโซฟาอย่างสบาย ๆ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาท่องโลกออนไลน์ตามสไตล์สาวโซเชียลคนดังและหนึ่งในผู้สนับสนุนความเท่าเทียมในสังคม

จำได้ว่าเราเคยอ่านประวัติชีวิตของซูซี่มาตั้งแต่หลายปีก่อน จากเด็กหญิงลูกครึ่งไทย-แอฟริกัน ที่ตั้งคำถามกับตัวเองและคุณแม่ว่า ‘ทำไมเธอจึงไม่เกิดมาผิวขาว’ สู่ดาว TikTok ผู้ทลายกรอบความงามแบบเดิม เดินหน้าเพื่อความเปิดกว้าง และลดอคติที่มีต่อสีผิวและเชื้อชาติ

หากใครยังจำได้ ซูซี่เริ่มเป็นที่รู้จักจากการคัฟเวอร์คลิปลิปซิงก์ประโยคเด็ด “ส้มหยุด” ของ สิตางศุ์ บัวทอง นักแสดงและเน็ตไอดอลชื่อดัง หลังจากที่ซูซี่กลายมาเป็นที่สนใจของสังคม เธอรับรู้ได้ว่าประเด็นเชื้อชาติและสีผิวเป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่สังคมไทยไม่เข้าใจและยังไม่เปิดกว้างพอจะยอมรับ 

ดาว TikTok คนนี้จึงตั้งใจเดินหน้าโดยเริ่มช่วยเหลือและแนะนำคนใกล้ตัวทั้งลูกครึ่งไทย-แอฟริกัน รวมถึงบุคคลทั่วไปที่เข้ามาติดตามให้เริ่มรักตัวเองและกล้าจะโอบรับตัวตนมากขึ้น เพราะการมีรูปร่างหน้าตาที่หลากหลายไม่เคยเป็นเรื่องผิด และไม่มีวันเป็นเรื่องผิดโดยเด็ดขาด!

เราชวนซูซี่พูดคุยถึงตัวตนและความเปลี่ยนแปลงของปัญหาที่เธอเผชิญมาตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน พร้อมแชร์เรื่องราวที่เข้าไปเสริมสร้างความมั่นใจให้กับผู้คนรอบตัว รวมถึงปฏิบัติการ (อย่างไม่เป็นทางการ แต่จะทำเรื่อย ๆ) เพื่อทลายมาตรฐานความงามแบบเก่า สร้างมาตรฐานใหม่ให้ทุกคนดูดีและพร้อม Shine ในแบบของตัวเอง

ซูซี่ ณัฐวดี ดาว TikTok ไทย-แอฟริกัน ผู้ผลักดันความหลากหลายให้ทุกคนเฉิดฉายในแบบตัวเอง

01
ปัจจุบันแซ่บ ๆ แบบฉบับซูซี่

หลังจากที่คุณกลายเป็นดาว TikTok ชีวิตเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

เปลี่ยนไปเยอะมากค่ะ ไปไหนมาไหนคนก็รู้จัก ทำอะไรคนก็เรียกซูซี่นั่น ซูซี่นี่ แฮปปี้ค่ะ นอกจากมาขอถ่ายรูปก็มีบางเคสที่มาขอบคุณ ขอบคุณที่เราเป็นที่รู้จักและทำให้เขามีความมั่นใจได้

คิดว่าแฟนคลับที่เข้ามาทักทายชื่นชอบอะไรในตัวคุณ

คิดว่าเขาน่าจะชอบตัวตนของซูซี่ เราอารมณ์ดี หัวเราะในแบบของตัวเอง มันทำให้คนติดตามมาตลอด บางคนติดตามทุกคลิปไม่พอนะคะ มีทวงคลิปด้วยว่าเมื่อไหร่จะลงอีก (หัวเราะ)

กลายเป็นดาวแล้ว ตัวตนเปลี่ยนไปบ้างไหม

ไม่เลยค่ะ เหมือนเดิมเลย ซูซี่ชอบที่ได้ทำงานที่รักโดยที่เรายังเป็นเรา ไม่ได้คิดเลยว่าจะมีโอกาสได้ทำในสิ่งที่ชอบแบบนี้

เคยรู้สึกเซอร์ไพรส์กับผลลัพธ์ที่ความเป็นตัวเองนำมาให้คุณไหม

เราคิดว่าการเป็นตัวตนของเรามันเป็นเรื่องปกติ เราเป็นผู้หญิงที่ร่าเริงสดใสมานาน จนได้มาเป็นที่รู้จักเลยทำให้รู้ว่า สิ่งที่เราเป็นมันอิมแพคคนได้มากขนาดนี้ สิ่งที่เราเป็นมันทำให้คนมีกำลังใจ เราเซอร์ไพรส์ตรงนี้มากกว่าที่การเป็นตัวเราทำให้หลายคนมีความสุข และได้เป็นตัวของเขาเองมากขึ้น

ตอนนี้หลายคนเห็นคุณเป็นสาวมั่น กล้าแสดงออก สมัยเด็กก็มั่นแบบนี้เลยไหม

ตอนเด็ก ๆ มั่นใจ แต่ไม่เท่านี้ เพราะเรายังเป็นเด็ก เราโดนล้อ โดนสังคมรอบข้างกดทับมาตลอดว่าความเป็นเราอยู่ตรงข้ามกับคำว่าสวย สวยของไทยต้องขาว แต่เราดำ! ฟันต้องชิด แต่เราห่าง! ผมต้องตรง แต่เราหยิก! มันตรงข้ามหมดเลย! ถึงเราร่าเริง แต่ข้างในก็แอบไม่มั่นใจอยู่ด้วย พอเราโตขึ้น เปลี่ยนสังคมเพื่อน ความมั่นใจเรากลับเพิ่มขึ้นมาก เราเริ่มเข้าใจว่าเราไม่ได้แปลกค่ะ

พอเป็นแบบนั้น เราเลยไม่คิดจะดัดฟัน ไม่ทำให้ตัวเองขาวขึ้น ไม่ยืดผม เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองเพื่อใคร ซูซี่พูดเสมอว่า ถ้าเราจะเปลี่ยนตัวเอง เราต้องเปลี่ยน เพราะไม่ชอบมันจริง ๆ เรามองแล้วไม่แฮปปี้ ทุกคนควรจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขนะ ถ้าเรามองแล้วไม่มีความสุขก็ค่อยเปลี่ยน แต่ซูซี่มีความสุขเวลาที่หัวเราะและยิ้มในกระจก ก็เลยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน

ซูซี่ ณัฐวดี ดาว TikTok ไทย-แอฟริกัน ผู้ผลักดันความหลากหลายให้ทุกคนเฉิดฉายในแบบตัวเอง

หลายคนมองว่าคนผิวดำ หัวเราะอร่อย มักจะต้องเป็นตัวตลก คุณคิดอย่างไร

ไม่เป็นค่ะ! เราเป็นหญิงสาวอารมณ์ดี! ไม่ใช่ตัวตลกนะคะ 

ซูซี่อยากให้คนไทยเข้าใจนะคะ Mindset สื่อละครที่ทำให้คนผิวแทน ผิวดำ ผมหยิกเป็นตัวอะไรก็ไม่รู้ เราไม่โอเค!

คุณเจอคนบูลลี่เรื่องอะไรเยอะที่สุด แล้วคุณผ่านมันมาได้อย่างไร

เจอเรื่องเหยียดเชื้อชาติเยอะมาก รูปลักษณ์ภายนอก ดำ ฟันห่าง เอาจริง ๆ มันยากนะคะที่จะมีความมั่นใจจนผ่านมาได้ แต่อย่าตัดสินไปก่อนว่า ฉันไม่มีวันทำได้ เราต้องกล้า ต้องหยุดกลัว หยุดฟังคำที่ทำให้เราหยุดพัฒนาตัวเอง 

ถ้าอยากแต่งตัว ยังไม่ต้องฟังเสียงที่บอกว่าไม่สวย อย่าไปกังวลกับเสียงของคนรอบข้างจนลืมความต้องการของตัวเอง ลองดูก่อน แล้วมองในกระจกเองว่าเวิร์กหรือไม่เวิร์ก ถึงจะบอกว่าต้องกล้า แต่ไม่ต้องกล้าเว่อร์นะคะ ค่อย ๆ กล้าขึ้นในทุกวัน นี่คือวิธีของซูซี่ที่เวิร์กแน่นอน แต่มันใช้เวลา ความมั่นใจไม่ได้สร้างได้ในเดือนสองเดือนอยู่แล้ว อย่าตีกรอบตัวเองแคบเกินไป เพราะโลกใบนี้มันใหญ่มาก

ได้ยินว่าเพื่อนลูกครึ่งของคุณก็ต้องเผชิญปัญหาเรื่องทัศนคติจนไม่กล้าเป็นตัวเองเหมือนกัน คุณช่วยพวกเขาอย่างไร

จริง ๆ เยอะค่ะ แต่มีเพื่อนคนหนึ่งเป็นลูกครึ่ง เขาเครียดตลอดว่าใส่เสื้อผ้าจะดูหมองไหม เพราะเขาเป็นลูกครึ่งเหมือนกัน ซูซี่ก็จัดเลย เอา Mindset ที่เราได้รับมาบอกเขาไป ผิวอะไรใส่ไปเลย ดำก็ใส่สีแดงสวย ทำไมหรอ!? เพื่อนคนนั้นจากที่คอยยืดผมก็หยุด ยอมรับความเป็นตัวเองมากขึ้น

เรียกว่าคุณเป็นผู้ปกป้องเพื่อน ๆ

เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปตอนเรียน เราปกป้อง เพราะเพื่อนเป็นเกย์ ถูกบูลลี่ เราไฟต์มาก เพราะไม่ชอบมาตั้งแต่เด็กแล้วเรื่องการบูลลี่ ล้อเลียน มันไม่ควรเกิดขึ้น หรือถ้าเกิดขึ้นก็ต้องไม่มีซูซี่อยู่ในนั้น ถ้าอยู่ฉันจะปกป้องเพื่อนของฉัน! ซูซี่ยอมรับค่ะว่าเราแรงเหมือนกัน เพราะสิ่งที่เราเจอ มันทำให้เราซอฟต์ไม่ได้ สังคมมันโหดร้ายจริง ๆ นะ เราก็บอกเพื่อนด้วยว่าอย่าเงียบ ถ้าเธอเงียบเขาจะมาอีก แต่ช่วยเท่าไหร่ก็ไม่หมดค่ะ เด็กแต่ละคนถูกเลี้ยงดูต่างกัน

การเลี้ยงดูเป็นสิ่งสำคัญที่หล่อหลอมให้เด็กเข้าใจคนอื่น

ถูกค่ะ เด็กบางคนไม่มีนิสัยบูลลี่เลย มันต้องย้อนกลับไปที่สถาบันครอบครัวด้วย ซูซี่พูดตลอด การที่พ่อแม่บูลลี่ให้เด็กดู เด็กก็เข้าใจว่าการไปตัดสินแล้วล้อเลียนเป็นเรื่องสนุก เพราะพ่อแม่ฉันก็ทำ ซูซี่มองว่าสถาบันครอบครัวเปลี่ยนสังคมให้น่าอยู่ขึ้นได้

หลัง ๆ คนชอบโทษโรงเรียน เอาบ้านก่อนเลย เพราะพ่อแม่คือตัวอย่างที่เด็กมักจะเลียนแบบ แต่ทั้งสองสถาบันสำคัญทั้งคู่ค่ะ ไม่งั้นแย่แน่ นิสัยแย่กันไปใหญ่

ซูซี่ ณัฐวดี ดาว TikTok ไทย-แอฟริกัน ผู้ผลักดันความหลากหลายให้ทุกคนเฉิดฉายในแบบตัวเอง

คุณเองก็มีครอบครัวแล้ว คุณบอกเล่าเรื่องเหล่านี้กับลูกบ้างไหม

แต่ก่อนไม่เข้าใจจริง ๆ ค่ะ แต่พอมีลูกแล้ว เราเข้าใจเลยว่าเราคือส่วนสำคัญที่จะทำให้ลูกเห็นว่าควรไปทางไหน กับเด็กคุณก็ไม่ต้องไปว่าเขานะ คุณว่าเขา เขาก็จะไม่มั่นใจในตัวเอง ความมั่นใจช่วยให้เด็กกล้าแสดงออก กล้าทำกิจกรรม เราไม่ควรเห็นเด็กถูกกดทับด้วยเรื่องหน้าตา สีผิว หรือผม พวกเขาควรเข้าใจในความหลากหลายและความเป็นตัวเอง เขาควรรู้ว่าการที่เขาเป็นแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องผิดเลย ซูซี่สอนเรื่องพวกนี้ให้ลูกเสมอ

แล้วเวลาคุณเจอคนเดินเข้ามาว่า คุณทำอย่างไร

มีคนมาว่าก็สวนเลยค่ะ ปากแซ่บ เพราะว่าเกิดที่ไทย สกิลล์ปากต้องได้ แม่บอกว่าถ้าไม่ปกป้องตัวเองไม่มีใครช่วยนะ ปากเลยแซ่บมาแต่เด็ก (หัวเราะ)

หลายคนมองว่าเป็นคนดังไม่ต้องไปคุยกับคนที่มีอคติกับเราก็ได้ คุณคิดแบบนั้นไหม

ไม่ใช่ค่ะ ใครจะเงียบก็ได้ แต่ซูซี่ไม่เงียบ สวนหมดทุกดอก เพราะเรามองว่าการที่คุณเข้ามาคนหนึ่งคน มันเป็นเรื่องที่ผิดอยู่แล้ว คุณรู้อยู่แก่ใจว่ามันผิด เราไม่ยอมให้เขามาว่าแล้วหายไปเลยหรอก ซูซี่จัดให้หมดค่ะ เขาไม่มีเหตุผลที่จะเข้ามาว่าเรา หรือว่าเขาชินกับการวิพากษ์วิจารณ์คนอื่น ถ้าอย่างนั้นคุณก็มาถูกที่แล้ว จัดให้ เราจะค่อย ๆ กำจัดคนเหล่านี้ที่ชอบว่าคนอื่นออกไป ตอนนี้ก็แทบไม่เหลือค่ะ 

มีการเหยียดแบบอื่นที่คุณเคยเจออีกไหม

มีคนถามว่า ผิวดำแบบนี้จะมีแฟนหรอ โอ้โห ซูซี่มีลูก มีสามีแล้วค่ะ (หัวเราะ) 

โอ๊ย! ซูซี่มีคำถามตลอดว่า ทำไมยังมีคนที่ถามแบบนี้อยู่อีก เพราะเราเจอคนบูลลี่แบบนี้ตอนเด็ก ไม่คิดเลยว่าอายุเท่านี้ยังจะเจอคนกลุ่มนี้ ตาต่อตาฟันต่อฟันไปเลย 

นั่นคือโลกของความเป็นจริงที่คุณเผชิญมาตลอด

ใช่ค่ะ ซูซี่อยู่กับความจริง โลกของความจริงมันเป็นแบบนี้ บางทีเหตุผลใช้กับคนเหล่านี้ไม่ได้ เขาไม่น่ารักเลยค่ะ

ซูซี่ ณัฐวดี ดาว TikTok ไทย-แอฟริกัน ผู้ผลักดันความหลากหลายให้ทุกคนเฉิดฉายในแบบตัวเอง

02
แซ่บด้วยกันบนรันเวย์ของตัวเอง

ก่อนที่คุณจะเป็นคนมั่นใจและพาคนอื่นมั่นใจในรูปร่างหน้าตาของตัวเองได้อย่างตอนนี้ ความรู้สึกที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง

ไม่มีใครรู้ว่าเรารู้สึกอย่างไร เหมือนเราถูกตัดสิน เขาจะคิดว่าเราแปลกประหลาด ทั้ง ๆ ที่เราเป็นแค่สาวลูกครึ่งไทย-แอฟริกัน เดี๋ยวก่อน! เราไม่ได้เป็น Monster นะคะ (หัวเราะ) อย่างในโรงเรียนมีคนดำคนเดียวคือเรา เราก็คิดว่าตัวเองแปลกไม่เหมือนชาวบ้าน พอโตเปลี่ยนสังคมถึงจะรู้ เราไม่ได้แปลกค่ะ ไม่มีใครแปลก คนที่ไม่รู้และไม่เห็นความหลากหลายจึงปฏิบัติกับเราแบบนี้ จริง ๆ ในโลกอันแสนกว้างใหญ่ ไม่มีใครแปลก เราคือคนปกติค่ะ เป็นอะไรก็คือตัวตนของเรา ยอมรับตัวตนค่ะ

ได้ยินว่าอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนของคุณคือการได้พบเจอกับเพื่อนต่างชาติ

เล่าแล้วจะเหมือนสาวนักเที่ยวไหม (หัวเราะ) คือเพื่อนของซูซี่เป็นชาวต่างชาติที่มาเรียนในประเทศไทย เราก็รู้จักกันเลยเอาเรื่องของเราไปแชร์ก็เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม เขาเองก็อยากรู้ว่าการเป็นคนดำในประเทศไทยยากไหม เพราะเขาเป็นคนดำเหมือนกัน พอมาถึงประเทศเราก็เจอคนไทยมองแปลก ๆ เราเลยอธิบายให้เขาฟังว่ามันเป็นเพราะทัศนคติของคนในสังคม พอแชร์กันไปมา ซูซี่ก็เรียนรู้ว่าถ้าเราเปลี่ยน Mindset ของเรา ยังไงเราก็อยู่กับตัวตนของเราได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ต่อให้เราย้ายไปอยู่ที่ใดในโลก ซูซี่ก็จะเป็นซูซี่แบบนี้

ถ้าเลือกได้จะย้ายไหม

(หัวเราะ) ตอนนั้นเพื่อนตกใจเรื่องบรรทัดฐานความงามของสังคมไทย เขาก็ถามว่าทำไมเราไม่ย้าย แต่เรามองว่า การย้ายไม่ใช่คำตอบสักเท่าไหร่ ซูซี่ขอบคุณตัวเองที่ยังอยู่นะคะ เพราะการที่เราได้อยู่ทำให้เราได้ช่วยเปลี่ยน Mindset ของใครหลายคนให้เขารักตัวเอง กล้ายิ้ม กล้าแต่งตัว และมั่นใจในตัวเองมากขึ้น

คุณก้าวไปข้างหน้า พาคนอื่นมั่นใจในตัวเอง ตอนนี้ขอบข่ายการช่วยเหลือของคุณขยายขึ้นบ้างไหม

เราก้าวไปมากกว่าแต่ก่อนมาก สมัยก่อนเราสร้างความมั่นใจให้ตัวเองและเพื่อนอีกนิดหน่อยในวงเล็กนิดเดียว แต่ทุกวันนี้เราส่งออกไปกว้างมากและมันเวิร์ก บางคนเจอเราข้างนอก เขาบอกว่า หนูไม่เคยอยากแต่งหน้าแต่งตัวเลย จนหนูมารู้จักพี่ ซูซี่รู้สึกว่าสิ่งที่เราเป็นมันช่วยได้เยอะขนาดนี้เลยหรอ ใจหนึ่งเราแอบเศร้าตรงที่ว่า ถ้าเราไม่เป็นที่รู้จัก เขาจะต้องอยู่ในโลกที่จำกัดไปอีกนานเท่าไหร่ ผิวดำทาปากแดงไม่สวย ใครบอก ห้ะ! (ทำตาโต) เราไม่อยากให้คนไทยกดคนไทยด้วยกันให้อยู่ภายใต้ความทรมานแบบนี้เลย

ซูซี่ ณัฐวดี ดาว TikTok ไทย-แอฟริกัน ผู้ผลักดันความหลากหลายให้ทุกคนเฉิดฉายในแบบตัวเอง

ในมุมมองของคุณ เวลาผ่านไป ปัญหายังมีเหมือนเดิม แต่สังคมไทยถือว่าก้าวหน้าขึ้นไหม

ซูซี่ว่าดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนนะคะ แต่ถามว่าดีขึ้นมากไหม… (ทำท่าคิดแล้วหัวเราะ) มันไม่ได้เปลี่ยนแบบว้าว แต่ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนแน่ ๆ หลายคนออกมาแสดงความเป็นตัวเองมากขึ้น เมื่อก่อนที่มีแต่สื่อโทรทัศน์ ตอนนี้มีโซเชียลมีเดีย ประเทศไทยเลยถือว่าก้าวหน้าไปในระดับที่เราก็แฮปปี้ แต่ถามว่าพอใจสุดไหม ก็ยัง เพราะยังมีอยู่ค่ะ ซูซี่ก็ยังโดนว่าทำไมไม่ดัดฟัน ทำไมไม่ยืดผม แต่ซูซี่ฟันห่างก็สวยได้ มั่นใจได้ค่ะ เด็กรุ่นใหม่เองก็เปิดรับสิ่งใหม่ ๆ ซูซี่ว่าต้องดีขึ้นแน่ ๆ 

หลายคนไม่อยากทำสวย เพราะคิดว่าสวยไปก็มีคนที่สวยกว่าที่จะได้รับโอกาสในสังคมมากกว่า คุณเห็นด้วยไหม

ทุกคนหน้าตาไม่เหมือนกันนะ หุ่นไม่เหมือนกัน คาแรกเตอร์ไม่เหมือนกัน ทำไมคนที่ดูดีกว่า สวยกว่าในนิยามของสังคมที่เห็น ๆ กันอยู่ถึงมีโอกาสมากกว่า ทั้งที่ทุกคนควรมีโอกาส การเปิดกว้างทำให้ผู้หญิงเก่งที่มีหน้าตา รูปร่างหลากหลายเฉิดฉายได้เหมือนกัน ผู้หญิงมีความสามารถก็ควรเปิดกว้างให้พวกเขาได้ Shine ค่ะ

ไม่อยากให้ใครก็ตามเอาหน้าตาไปเปรียบเทียบกัน แต่อยากให้เทียบที่ความสามารถ

เรื่อง Beauty Privilege ไม่ได้มีแค่ที่ไทย มันมีทั่วโลก เราอย่าไปเทียบกับเขา ถ้าเขาสบายใจจะสวยตรงตาม Beauty Standard นั่นเป็นความพึงพอใจของเขา แต่สำหรับเรา ถ้าเราพยายามแล้วเหนื่อย เรามาอยู่ในโลกของเราได้ค่ะ ประสบความสำเร็จเหมือนกัน ในโลกใบนี้ไม่ใช่คนสวยอย่างเดียวที่จะประสบความสำเร็จ อย่ายัดตัวเองลงไปในกรอบนั้น

ทุกอย่างมันอยู่ที่ Mindset และการปลูกฝัง แต่การปลูกฝังบ้านเรายังติดอยู่กับความงามแบบเดิม ๆ พอผู้หญิงเสพมาก ๆ เขาก็จะนอยตัวเองว่าไม่สวย ไม่กล้าใช้ชีวิต ไม่มั่นใจ เพราะไม่ตรงตาม Beauty Norm ที่ส่งต่อกันมา คนแบบซูซี่ยังมีไม่เยอะมาก ยังเป็นพลังขับเคลื่อนที่ถือว่าน้อยนิด หลายคนดูแล้วมั่นใจ แต่หลายคนดูแล้วก็ยังไม่มี ซึ่งตรงนี้บังคับกันไม่ได้ แต่เราจะเดินหน้าด้วยกัน

ถ้ามาตรฐานความงามที่สังคมกำหนดมันเป็นปัญหา งั้นสร้างใหม่เป็นของตัวเองเลยได้ไหม

ได้เลย! ต้องแบบนั้นเลยค่ะ สร้างเอง ใครก็ดูดีได้ ไม่ต้องกลัว ผู้หญิงหลายคนโกนผมก็สวยได้ ไม่เห็นต้องใส่วิก เราไม่ได้หลอกตัวเองนะ ถ้าซูซี่หลอกตัวเองคงไม่ปล่อยให้ฟันห่างจนอายุ 26 หรอก เราคงจะดัดไปแล้ว แต่เราแฮปปี้กับตัวเราจริง ๆ

คุณคิดอย่างไรกับเทรนด์ที่เห็นกันบนโซเชียลอย่างการทำโมเดลเฟส หน้านิ่ง ไม่ยิ้ม 

ถ้าทำเพราะอยากเฟียสก็โอเคค่ะ เอาไว้ถ่ายรูป แต่ต้องไม่ทำเพราะอาย ไม่กล้ายิ้ม อย่านะ อย่าทำ การทำโมเดลเฟส เพราะไม่กล้ายิ้ม ฟันไม่สวย มันไม่ได้ค่ะ รอยยิ้มไม่เคยเป็นปัญหา สำหรับซูซี่ที่ฟันห่าง รอยยิ้มก็ไม่เคยเป็นปัญหา ซูซี่ฟันห่างเหมือนแม่และคุณยาย ซึ่งแม่ซูซี่ยิ้มม่วนมาก (หัวเราะ) แม่ไม่ดัดฟัน แต่ก็ยิ้มกว้าง นั่นคือเสน่ห์ที่คนมองเห็นเขาจดจำ

อีกอย่างคือ ซูซี่ชมตัวเองได้ไม่อายปากเลยว่า ฟันห่างเข้ากับหน้าซูซี่ เรายิ้มแล้วเราสวย เอาเป็นว่า เปลี่ยน Mindset ค่ะ การที่ไม่กล้ายิ้มเพราะมีฟันเหลืองหรือฟันห่าง มันเป็นเพราะคุณมีภาพอยู่ในหัวหรือเปล่าว่าต้องเป็นแบบไหน พอเป็นไม่ได้ คุณเลยไม่กล้ายิ้ม แล้วทำไมคุณต้องเป็นแบบนั้น

'ซูซี่ ณัฐวดี' เปลี่ยนการกดทับเป็นแรงผลักดันในการลดอคติทางเชื้อชาติ ปล่อยความสามารถให้เฉิดฉายอย่างเท่าเทียม

พอมีชื่อเสียงแล้ว คุณมีแผนการเปลี่ยนทัศนคติของสังคมเรื่องการเหยียดสีผิว เหยียดเชื้อชาติ หรือการบูลลี่บ้างไหม

ถ้าเป็นการวางแผนเลยอาจจะไม่มี แต่เราจะเป็นตัวเราแบบนี้ตลอดไป ซูซี่จะทำให้คนเห็นผ่านคลิปแล้วซึมซับไปเรื่อย ๆ ให้เขารู้ว่ามันมีคนที่อาจจะไม่ได้สวยตามมาตรฐาน แต่สวยในแบบของตัวเอง ไม่ว่าจะผิวสีไหน หน้าตาเป็นอย่างไรก็ดูดีได้ อย่างน้อยก็ให้คนรุ่นใหม่เปลี่ยนความคิดในการมองความงามให้ต่างไปจากเดิม สาวพลัสไซส์ก็ออกมาแสดงจุดยืนกันมากขึ้น เราได้ขยายสังคม ได้เชื้อเชิญให้คนที่อยากแสดงความเป็นตัวเอง แต่ไม่ตรงกับมาตรฐานทั่วไป ออกมาแสดงจุดยืน มันเป็นอะไรที่ดีนะ ทำให้ Beauty Privilege ไม่ได้มีอิทธิพลขนาดนั้น เพราะทุกคนจะได้รับโอกาสเท่ากันหมด

อีกอย่างหนึ่งคือ เราเองต้องการกล้าพูดด้วยว่า เราไม่ชอบในบางสิ่งที่คนอื่นพูด กล้าเตือน กล้าบอกความรู้สึก เราไม่ควรจะทำร้ายจิตใจกัน การเคารพกันและกันมันง่ายมากเลยนะ สวยไม่สวยก็เป็นตัวตนที่เราต้องเคารพ บ้านเราไม่ค่อยชมกันสักเท่าไหร่ด้วย เปลี่ยนคำว่ากล่าวเป็นคำชมดีกว่า ถ้าทุกคนมั่นใจด้วยกัน เราจะสร้างมาตรฐานใหม่ของตัวเองได้

ถ้าก้าวข้ามจุดที่ไม่มั่นใจไปได้ จะมีอะไรรออยู่

ความสุขของชีวิต ถ้าไม่มีความมั่นใจ เราจะเครียดคนเดียว ทุกคนมีความมั่นใจได้ อย่าไปเป็นอย่างคนอื่น ซูซี่ไม่เคยเอาตัวเองไปเทียบกับใครถึงได้เป็นตัวเองจนถึงทุกวันนี้

แต่ถ้าสุดท้ายคุณไม่มั่นใจจนอยากเปลี่ยน ก็ต้องเปลี่ยน เพราะเราอยากให้เขามีความสุขที่สุด ซูซี่เคยอยู่ในจุดที่ไม่มั่นใจ ซูซี่รู้ว่าต่อให้เขาดูกี่สื่อ กี่แรงผลักดัน เขาก็ไม่มั่นใจ เพื่อความสุขที่มากขึ้นอาจจะออกกำลังกาย หรือทำอะไรก็ได้ที่ดีต่อตัวเองและสร้างความมั่นใจ อาจจะเหนื่อยหน่อย แต่ความสุขแรกที่ได้มาหลังจากความเหนื่อย ซูซี่ว่ามันคุ้มนะ

พอจะมีเคล็ดลับความดูดีง่าย ๆ ในแบบของตัวเองแนะนำไหม

ถ้าอย่างซูซี่ เราจะชอบตัวเองเวลาหัวเราะ เวลายิ้ม บางงานที่บรีฟให้ขรึม ๆ เราจะรู้สึกว่าไม่เป็นตัวเราเท่าไหร่ คนรอบข้างเขาก็ฟินเวลาเราเป็นตัวเอง เพราะฉะนั้น ซูซี่ว่ารอยยิ้มนี่แหละเสน่ห์ ใครยิ้มก็ดูดี โลกสดใส มันคือการแสดงความเป็นตัวของตัวเองออกมา รอยยิ้มของใครก็ของคนนั้น ไม่มีใครเหมือน นี่คือความพิเศษ แล้วรอยยิ้มก็ไม่ต้องซื้อ บางทีทักทายกันก็ไม่ต้องพูด แค่ยิ้มให้กันก็แฮปปี้แล้ว

แต่หลายคนมีปัญหาเรื่องการจัดฟัน บางคนฟันเหลืองเลยไม่มั่นใจที่จะยิ้ม

ซูซี่ฟันห่างนะ (หัวเราะ) แต่มันทำให้เรายิ้มสวยในแบบของเรา มันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง เรื่องฟันเหลืองมันมีทางแก้ เปลี่ยนยาสีฟันไหมคะ ใช้ Colgate ก็ได้ (หัวเราะ) ถ้าเรื่องใหญ่คือสุขภาพฟันมากกว่า ไม่ใช่สวยหรือไม่สวย ถ้าสุขภาพฟันไม่ดี แนะนำให้ไปหาหมอ ส่วนเรื่องสวยไม่สวย ไม่ต้องกลัว ยังไงมันก็เป็นเรา

คุณคิดว่าถ้าทุกคนช่วยกันจะรีเซ็ตความสวยแบบเดิม ๆ ได้บ้างไหม

ตอนนี้ซูซี่ร่วมกับ Colgate ในการทำสิ่งนั้น ซูซี่เชื่อว่าทำได้ การที่ Colgate เห็นว่าซูซี่ยิ้มอย่างมั่นใจทัั้งที่ฟันซูซี่ห่างแล้วเขายังเลือกซูซี่มา ก็หมายความว่าเขายอมรับในความงามอันหลากหลายจริง ๆ ขนาดเขาโฆษณายาสีฟัน แสดงว่าเรามีจุดยืนเหมือนกัน คนที่เห็น คนที่ดูควรทราบได้แล้วว่า ถ้าเธออยากจะสวย อยากจะดูดี อยากจะมั่นใจ เธอไม่ต้องมีฟันชิดก็สวยได้ เราทำให้คุณดูแล้ว

อยากให้อนาคตหลังแคมเปญนี้ออกไปเป็นอย่างไร

ทุกคนควร Smile Out Loud โดยไม่ต้องเขินอาย ซูซี่ก็เป็นแบบนั้น มันเป๊ะมากที่คนมีทัศนคติเหมือนกันอย่างเรา คุณแอนชิลี และ Colgate มาร่วมกันทำแคมเปญ Smile Out Loud เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับทุกคน มันจะช่วยสร้างสังคมอันหลากหลาย โดยที่ไม่ต้องมีใครถูกกดทับกับความสวยแบบเดิม ๆ

อย่างที่ซูซี่พูดไปตั้งแต่ต้น การถูกกดทับด้วยมาตรฐานเดิม ๆ นิยามความงามแบบเดิม ๆ ควรถูกเปลี่ยนได้แล้ว คนรุ่นใหม่นี่แหละค่ะที่ช่วยกันยอมรับความงามในแบบของตัวเอง โดยไม่ต้องกังวลกับสายตาหรือเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากคนรอบข้าง เราต้องเปลี่ยนนิยามความสวยที่ใครก็ไม่รู้กำหนดไว้ รีเซ็ตให้เป็นของแต่ละคนไปเลย ทีนี้ ซูซี่เชื่อว่าเราจะโอบกอดความเป็นตัวเองมากขึ้น สนับสนุนให้กันและกันมีความมั่นใจ และใช้ความมั่นใจนั้นสร้างความสุขให้กับชีวิตตัวเองต่อไป

'ซูซี่ ณัฐวดี' เปลี่ยนการกดทับเป็นแรงผลักดันในการลดอคติทางเชื้อชาติ ปล่อยความสามารถให้เฉิดฉายอย่างเท่าเทียม

Colgate ร่วมกับ แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส, ซูซี่-ณัฐวดี ไวกาโล และผู้หญิงอีกหลายคนทั่วเอเชีย ในแคมเปญ Smile Out Loud เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความมั่นใจ และสนับสนุนความเป็นตัวของตัวเอง ผ่าน #คอลเกตอ๊อพติคไวท์โอทู ยาสีฟันที่ช่วยเสริมความมั่นใจสำหรับกิจวัตร Beauty Oral Care ที่มี O2 Technology ซึ่งจะช่วยให้ทุกคนมั่นใจที่จะยิ้มแสดงความเป็นตัวของตัวเอง และพร้อมที่จะ Smile Out Loud กันทั้งประเทศ

ติดตามอ่านเรื่องราวของ แอชิลี สก๊อต-เคมมิส ได้ในวันพรุ่งนี้

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load