ช่วงนี้ชาวอิตาเลียนโดยเฉพาะชาวโบโลญญาคงยังไม่หุบยิ้ม เพราะสิ่งก่อสร้างอันเป็นสัญลักษณ์ของเมืองเพิ่งได้รับการบันทึกจากยูเนสโกให้เป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมอีกแห่ง สิ่งนั้นก็คือสิ่งที่คนโบโลญญาเรียกว่า ‘I portici’ (อิ ป้อรฺติฉิ) 

มันคืออะไร ดูเผินๆ มันก็คือระเบียงทางเดินใต้ตัวอาคารนั่นเอง ในภาษาสถาปัตยกรรมไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไรดี มีคนใช้คำว่า ‘มุขเสาเรียง’ ซึ่งเพราะดีเหมือนกัน แต่ยังไม่คุ้นปากเลย ตอนนี้ขอใช้คำว่าระเบียงทางเดินไปก่อนก็แล้วกัน 

I Portici ระเบียงทางเดินโบโลญญาที่ยาวมาก เก่ามาก จนได้เป็นแหล่งมรดกโลกยูเนสโก
ภาพ : bologna.repubblica.it

ฉันได้ยินกิตติศัพท์หรือรู้จักมุขเสาเรียงหรือระเบียงทางเดินนี้มาตั้งแต่ก่อนไปอิตาลี ครั้งนั้น เมื่อรู้ว่าจะได้ไปโบโลญญา อาจารย์ก็ให้โบรชัวร์แหล่งท่องเที่ยวของเมืองมาดูไปพลางๆ ในนั้นย่อมมีภาพระเบียงทางเดินที่ว่านี่ ตอนนั้นก็ยังไม่เข้าใจว่ามีอะไรน่าตื่นเต้น จนกระทั่งภายหลังจึงได้รู้ว่า ระเบียงทางเดินเช่นนี้ถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญของโบโลญญา ไม่มีที่ไหนในโลกที่เยอะและยาวกว่าที่นี่แล้ว 

เมืองโบโลญญาส่งระเบียงทางเดินนี้ไปให้ยูเนสโกพิจารณา และได้รับการบรรจุไว้ในกลุ่ม ‘เข้าชิง’ มาตั้งแต่ ค.ศ. 2006 แล้วคนโบโลญญาก็ลุ้นจิกเบาะมาตลอดว่าจะได้รับการพิจารณาหรือเปล่า จนในที่สุดวันที่ 28 กรกฎาคมปีนี้ (ค.ศ. 2021) คนโบโลญญาก็ได้เฮกันเสียที

ที่มาของระเบียงทางเดิน

ถ้ากลับไปอ่านด้านบนอีกครั้ง จะเห็นว่าเขียนไว้ว่า ‘ดูเผินๆ’ ซึ่งในรูป ต่อให้จ้องนานๆ ก็ยังคงเป็นทางเดินอยู่ดี จริงๆ แล้วมันไม่ได้ตั้งใจสร้างให้เป็นทางเดินหรอก

ตามประวัติย้อนไปได้ตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 อันเป็นจุดพลิกผันครั้งสำคัญของเมืองโบโลญญา คือการที่เมืองมีมหาวิทยาลัยแห่งแรกของทวีปยุโรปขึ้นมา ประชากรก็เพิ่มมากขึ้น มีผู้คนเดินทางมาศึกษามากมาย เมื่อมีคนมามาก พ่อค้าแม่ขายก็ตามกันมาเป็นกระพรวน เมื่อมีผู้คนมากขึ้น ทำยังไงดี ที่ก็มีอยู่แค่นั้น ทางการจึงอนุญาตให้บรรดาบ้านเรือนต่างๆ สร้างชั้นบนงอกเงื้อมออกไปได้ โดยยังคงให้ด้านล่างเป็นที่สัญจรไปมาของผู้คนได้อยู่ดี แต่ค้ำยันให้ดีนะ เสาไม้ไง เอามาค้ำหน่อยเป็นไร

I Portici ระเบียงทางเดินโบโลญญาที่ยาวมาก เก่ามาก จนได้เป็นแหล่งมรดกโลกยูเนสโก
ภาพ : www.tripadvisor.it

ดั่งนี้แล้ว บ้านช่องต่างๆ จึงมีชั้นบนงอกยื่นออกมา ด้วยหวังผลเพียงแค่ให้มีที่อยู่อาศัยเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม ผลพลอยได้ก็คือ ด้านล่างก็เป็นทางเดินที่มีหลังคากั้น ฝนร่วง ฟ้าร้อง หิมะโรยก็หาได้กลัวไม่ นับว่าเด็ดโดยแท้

ชะรอยทางการคงคิดเห็นเป็นประการเดียวกัน ใน ค.ศ. 1288 จึงออกกฎหมายกำหนดเป็นเรื่องเป็นราวว่า ต่อไปนี้ใครจะสร้างบ้านเรือน ต้องมีลักษณะอย่างนี้นะ คือข้างล่างต้องมีทางเดินได้ โดยทางเดินนั้นถือเป็นที่สาธารณะ

เมื่อบ้านทุกหลังมีมุขออกมาอย่างนี้เรียงๆ กันไปแล้ว มันจึงกลายสภาพเป็นทางเดินต่อเนื่องกันเป็นธรรมดา กฎหมายดังกล่าวในตอนหลังจึงกำหนดกฎเกณฑ์ในการสร้างส่วนหน้าของอาคารนี้ให้สูงไม่ต่ำกว่า 7 บาทโบโลญญา (บาทที่แปลว่าเท้านี่แหละ) หรือราว 2.66 เมตร แล้วก็ปรับอีกทีใน ค.ศ. 1352 ให้เป็น 10 บาทโบโลญญา หรือราว 3.6 เมตร เพื่อให้คนขี่ม้าผ่านได้ด้วย และใน ค.ศ. 1568 ก็กำหนดให้เสาค้ำยันนั้นเป็นอิฐหรือหินเท่านั้น ไม่ให้ใช้ไม้แล้ว

ด้วยเหตุดังนี้แล โบโลญญาจึงเต็มไปด้วยระเบียงทางเดิน ซึ่งเฉพาะในเมืองก็ยาวรวมๆ กันได้กว่า 38 กิโลเมตร หากรวมนอกกำแพงเมืองด้วยก็จะยาวถึง 53 กิโลเมตรเลยทีเดียว

ต่อมาเป็นรายการ ‘ที่สุด’ ของมุขเสาเรียงเหล่านี้

ยาวที่สุดในโบโลญญา หรือในอิตาลี หรือในโลก คือทางเดินขึ้นโบสถ์ซันลูกา อันมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า Santuario della Madonna di San Luca ตั้งอยู่บนยอดเขาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมือง ใครเคยนั่งรถไฟไปหรือจะผ่านโบโลญญาจะต้องได้เห็นโบสถ์นี้แต่ไกล อารมณ์เหมือนผ่านนครปฐมแล้วเห็นยอดองค์พระ หรือผ่านสุพรรณฯ แล้วเห็นหอบรรหาร ถ้าจุดหมายปลายทางของใครคือโบโลญญา เตรียมลุกขึ้นหยิบกระเป๋าแล้วไปรอที่ประตูได้เลย 

I Portici ระเบียงทางเดินโบโลญญาที่ยาวมาก เก่ามาก จนได้เป็นแหล่งมรดกโลกยูเนสโก
ภาพ : www.harpersbazaar.com 

ทางเดินดังกล่าวยาวเกือบ 4 กิโลเมตรหรือจะให้เป๊ะๆ คือ 3.976 กิโลเมตร ครั้งหนึ่งฉันเคยพาเพื่อนเดินขึ้นไป นับเป็นการกระทำที่บ้าระห่ำมาก ราวกับจะจาริกแสวงบุญก็มิปาน พอจวนจะถึงน้ำตาก็แทบเล็ด ไม่ใช่ปลื้มปีติอะไรทั้งสิ้น เขาปิดโบสถ์พอดี

I Portici ระเบียงทางเดินโบโลญญาที่ยาวมาก เก่ามาก จนได้เป็นแหล่งมรดกโลกยูเนสโก
ภาพ : www.weekendpremium.it

สำหรับระเบียงทางเดินที่สูงที่สุดอยู่ที่ถนน (Via) Altabella บริเวณหน้าสำนักอัครมุขมณฑลแห่งโบโลญญา (Palazzo dell’Arcidiocesi di Bologna) สูงเกือบถึง 10 เมตร จะด้วยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ยากจะเดา แต่เมื่อเราอยู่ตรงนั้นจะรู้สึกตัวเล็กขึ้นมาทันที

สถาปัตยกรรมเด่นของเมืองโบโลญญา เมื่อกฎการสร้างทางเดินสาธารณะใต้ที่อยู่ ทำให้เกิดระเบียงยาวๆ ทั่วบ้านทั่วเมือง
ภาพ : facciamoungiroincentro.blogspot.com

ระเบียงทางเดินที่กว้างที่สุดอยู่ที่โบสถ์ Basilica di Santa Maria dei Servi อยู่ในใจกลางเมืองมากๆ นอกจากจะเป็นระเบียงที่กว้างที่สุดแล้ว ยังมีลักษณะไม่เหมือนใครคือเป็นทางเดินรูปสี่เหลี่ยมอีกด้วย

สถาปัตยกรรมเด่นของเมืองโบโลญญา เมื่อกฎการสร้างทางเดินสาธารณะใต้ที่อยู่ ทำให้เกิดระเบียงยาวๆ ทั่วบ้านทั่วเมือง
Santa Maria dei Servi
ภาพ : facciamoungiroincentro.blogspot.com

ส่วนทางเดินที่แคบที่สุดนั้นอยู่ที่ Via Senzanome (แปลว่า ถนนไม่มีชื่อ สมัยก่อนตอนเดินผ่านยังแอบขำว่า ถ้าบ้านอยู่ถนนนี้แล้วบอกใคร เขาจะหาว่ากวนหรือเปล่า) แคบแค่ 95 ซม. ใช่ ไม่ถึงเมตรด้วยซ้ำ ชื่อเล่นของทางเดินช่วงนี้เรียกว่า ระเบียงเฉี่ยวถัน ฟังดูเป็นหนังจีนมากๆ แต่จริงๆ พยายามแปลไม่ให้อุจาด เพราะด้วยความแคบนี้ จึงทำให้คนที่เดินสวนกันต้องเสียดสีกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เอ๊ะ หรือหลีกเลี่ยงได้แต่ไม่เลี่ยง เพราะในสมัยโบราณย่านนี้เต็มไปด้วยสำนักโคมเขียวนั่นเอง

หากมองหาทางเดินสวยๆ เชิญที่ถนนฟารีนี (Via Farini) มีภาพวาดเฟรสโก้บนเพดาน ทำเอานักท่องเที่ยวเดินคอตั้งบ่ามาแล้วไม่น้อย

แต่ถ้าอยากดูของเก่าก็ต้องไปที่ถนน Strada Maggiore ตรงที่เรียกว่า Casa Isolani อันมีระเบียงเสาค้ำที่ทำด้วยไม้อันเป็น 1 ใน 8 แห่งของโบโลญญาที่หลงเหลืออยู่ ระเบียงนี้มีมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 13 

สถาปัตยกรรมเด่นของเมืองโบโลญญา เมื่อกฎการสร้างทางเดินสาธารณะใต้ที่อยู่ ทำให้เกิดระเบียงยาวๆ ทั่วบ้านทั่วเมือง
Casa Isolani
ภาพ : odm.sviluppoaptservizi.com

แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่ของเก่าให้เห็นในโบโลญญา บรรดาอาคารใหม่ๆ ของเมืองก็มีทางเดินแบบนี้ทั้งนั้น แต่ที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะเป็นที่ย่านนอกเมืองออกไปทางทิศตะวันตก ทางเดินนี้มีชื่อเล่นว่า ‘ระเบียงรถไฟ’ (portico del treno) ที่มันยาวถึง 600 เมตรและดูเหมือนรถไฟกำลังเลี้ยวโค้ง

สถาปัตยกรรมเด่นของเมืองโบโลญญา เมื่อกฎการสร้างทางเดินสาธารณะใต้ที่อยู่ ทำให้เกิดระเบียงยาวๆ ทั่วบ้านทั่วเมือง
ระเบียงรถไฟ
ภาพ : bologna.repubblica.it

ส่วนระเบียงทางเดินที่คนโบโลญญารักที่สุด น่าจะเป็นระเบียงที่เรียกว่า ‘อิล ปาวัลโยเน’ (Il Pavaglione) ซึ่งเลาะถนน Archiginnasio ข้างโบสถ์ San Petronio อันเป็นโบสถ์ประจำเมือง ระเบียงนี้มีประวัติศาสตร์การค้าขายมานับตั้งแต่สมัยโบราณ จนวันนี้ ระเบียงทางเดินแห่งนี้ก็ยังเป็นแหล่งช้อปปิ้งที่คนโบโลญญานิยมมาเดินกัน เพื่อชมร้านสวยๆ และเพื่อพบปะกัน นอกจากนี้แล้ว บริเวณนี้ยังเป็นที่ตั้งของอาคารที่ครั้งหนึ่งเคยใช้เป็นที่ทำการของมหาวิทยาลัยโบโลญญาอีกด้วย ตอนนี้ก็ยังเปิดให้เข้าชมอยู่

สถาปัตยกรรมเด่นของเมืองโบโลญญา เมื่อกฎการสร้างทางเดินสาธารณะใต้ที่อยู่ ทำให้เกิดระเบียงยาวๆ ทั่วบ้านทั่วเมือง
มุมหนึ่งของระเบียง Il Pavaglione
ภาพ : www.farmaciediturno.org

ข้อมูลอ้างอิง

comune.bologna.it/portici/

emiliaromagnaturismo.it/it/arte-cultura/citta-darte/bologna-portici

facciamoungiroincentro.blogspot.com/2018/02/i-portici.html

initalia.virgilio.it/ecco-come-sono-nati-i-portici-a-bologna-15136

whc.unesco.org/en/list/1650/ 

www.bolognawelcome.com/it/blog/i-portici-di-bologna

www.ilrestodelcarlino.it/bologna/cronaca/portici-storia-curiosita-1.6638170

youtu.be/WHmFL0DCUjo 

Writer

Avatar

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

เรื่องในวันนี้ไม่ใช่เรื่องบุญเรื่องกุศลแต่อย่างใด สำหรับท่านที่ไม่รู้จักคำว่า ปล่อยไก่ นั้น ราชบัณฑิตฯ ท่านได้ให้คำนิยามอย่างใจร้ายว่า ‘(ปาก) ก. แสดงความโง่ออกมา’ 

อนึ่ง ปาก นั้น หมายถึง ภาษาปาก ส่วน ก. นั้น หมายถึง เป็นคำกริยา 

การไปอยู่ผิดที่ผิดทาง ผิดภาษา ผิดวัฒนธรรมนั้น การปล่อยไก่ถือเป็นเรื่องต้องทำใจ แต่ต้องเรียนรู้ ไม่ใช่เอ็นดูตัวเองเสียเต็มประดา ในแง่หนึ่ง มันคือ Culture Shock คือความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรม แต่จริง ๆ แล้วมันก็มีอย่างอื่นอีกด้วย จึงตั้งชื่อเรื่องรวม ๆ ไว้เช่นนั้น

เรื่องการปล่อยไก่หรือแสดงความโง่เขลาเบาปัญญานั้น จะยกตัวอย่างใครได้ดีเท่ายกตัวเอง ซึ่งดูเสี่ยงคุกเสี่ยงตารางน้อยที่สุดแล้ว

หลายเรื่องที่ยกขึ้นมาอาจจะมีทับซ้อนกับตอนอื่น ๆ ของ Miss Italy ขอจงให้อภัย

เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว ฉัน ผู้ซึ่งแทบไม่เคยไปเมืองนอกมาก่อนเลย มีอันจะต้องไปอิตาลี แถมยังหน้าหนาวอีกด้วย เงินทองที่บ้านก็ไม่ค่อยจะมี แค่ซื้อกระเป๋าเดินทางอย่างเดียวก็ตัวเบาแล้ว แม่จึงไปขอรับบริจาคชุดกันหนาวมาจากเพื่อน ๆ ซึ่งก็ได้มาจำนวนหนึ่ง เลือกเอาตัวที่ใส่ได้พับใส่กระเป๋าเดินทางไป

ไปถึงก็ได้ใช้จริง ๆ แต่มีอยู่ตัวหนึ่งเรียบ โก้ เป็นทรงโอเวอร์โค้ตทั่วไป สีเบจ ดูดีมาก ฉันเก็บไว้ใช้นาน ๆ ที แต่ทุกครั้งที่ใส่ ผู้คนก็จะมองพร้อมเอาศอกกระทุ้งสีข้างเพื่อน ทั้งต่อหน้าและเหลียวหลัง ยังความปลื้มปีติมาให้แก่ฉันจนสุดประมาณ แอบเสียดายที่หน้าหนาวมีแค่ 3 เดือน 

วันหนึ่งเพื่อนคนไทยจะมาเยี่ยมจากฝรั่งเศส ฉันก็บอกเพื่อนให้ช่วยแต่งตัวหน่อย ฉันต้องดูดี เพื่อนจะได้เบาใจว่าฉันอยู่สบาย ไม่อัตคัดแล้ว เพื่อนอิตาเลียนก็เอาอันโน้นมาแมตช์อันนี้ โน่นนี่จนพอใจ เมื่อเสร็จ ก่อนจะออกจากบ้าน ฉันก็คว้าเสื้อตัวเก่งออกไปโดยมิได้ถามอะไรเพื่อน ราวกับสิ่งนี้เป็นท็อปปิ้งที่ต้องใส่อยู่แล้วอย่างแน่นอน

“บุสก้าจะใส่เสื้อตัวนี้ออกไปเหรอ” เพื่อนถาม

“ใช่ ทำไมเหรอ” ฉันตอบ พลางดูว่า เอ หรือมันมีอะไรเปื้อนไหม

“ก็…” เพื่อนหันไปทางหน้าต่างก่อนจะกลับมาตอบ “ฝนไม่ได้ตกนี่”

เกิดความเงียบงันไปพักใหญ่ ฉันซึ่งไม่เข้าใจในตอนแรก แต่แล้วก็เริ่มเข้าใจอะไรราง ๆ แล้วภาพผู้คนที่มองฉันพลางอมยิ้มตลอดเหมันตฤดูในโบโลญญาก็ค่อย ๆ Flashback เข้ามาในสมอง ทีละคน ทีละฉาก ที่ฉันคิดว่าเขายิ้มด้วยความชื่นชมนั้น จริง ๆ คงไม่ใช่แล้ว ที่พยักเพยิดให้เพื่อนดู คงไม่ไช่แบบเสื้อหรูไฮ หากแต่เป็น ดูคนนี้สิเธอ ใส่เสื้อกันฝนเดินอ่ะ เปิ่นเทิ่นมันเทศ เทเวศร์สำปะหลังสุด ๆ 

เย็นวันนั้น ฉันพับเสื้อใส่กระเป๋าทันที ฝนตกก็ไม่ใส่ กางร่มเอา

4 เรื่องเด๋อด๋าที่ 'ครูก้า' เคยปล่อยไก่ในอิตาลี ทั้งเสื้อตัวเก่ง รถเมล์ จนถึงภาษา
ภาพ : Lawrence Chismorie on Unsplash

ที่อิตาลีขับรถทางขวามือ ตรงข้ามกับประเทศไทยและอังกฤษ ความเฉิ่มเด๋อพื้นฐานคือ เวลารอรถเมล์อยู่คนเดียว ก็จะชอบเผลอหันไปมองทางขวา ซึ่งแน่นอน รถเมล์มาทางซ้าย หวิดจะเด็ดหัวอยู่หลายหน เพราะดูไม่ดูเปล่า มีการชะเง้อชะแง้แลชำเลืองออกนอกถนนอีกด้วย

อีกสิ่งหนึ่งที่ระบบการขนส่งในอิตาลีมักทำ คือการคุมเวลาเดินรถ ที่ป้ายรถเมล์จะบอกว่า รถเมล์สายนี้จะมาตอนกี่โมง กี่นาที การบอกเวลารถเป็นสิ่งที่สำคัญมาก โดยเฉพาะกับรถที่นาน ๆ มาที เช่น ทุกครึ่งชั่วโมง พลาดทีไปโรงเรียนสายเลย

วันหนึ่งฉันออกบ้านสายนิดเดียว แล้วคนเซียน่าก็ได้เรื่องไปเอ็นจอยกันหนึ่งวัน

บ้านของฉันอยู่ใกล้สี่แยกนอกเมือง รถไม่พลุกพล่าน พอวิ่งลงไปก็พบว่า รถที่ตัวเองจะต้องขึ้นนั้น ออกจากป้ายแล้ว และมาจอดติดไฟแดงอยู่กลางสี่แยก

ด้วยความเป็นเมืองเล็กอย่างเซียน่า และคนขับก็คนเดิม (เพราะขึ้นเที่ยวนี้ทุกวัน) ฉันก็โบกไม้โบกมือแต่ไกลขอขึ้นรถด้วย ซึ่งถ้าเป็นเมืองใหญ่นี่อย่าได้หวัง คุณลุงใจดีก็กวักมือให้รีบมา แล้วฉันก็วิ่งไปด้านที่ฉันคุ้นเคยนั่นคือ…. ด้านที่เป็นหน้าต่าง

ไม่ใช่แค่นั้น ผีห่าซาตานตัวไหนก็ไม่รู้มาเข้าทรงองค์ประทับให้ตะโกนโหวกเหวกว่า “ประตูไปไหน ประตูไปไหน ทำไมไม่มีประตู”

ทุกคนในรถพร้อมใจกันโบกไม้โบกมือให้ฉันไปอีกฝั่งหนึ่งของรถ 

ฉันเดินขึ้นรถซึ่งมีประตูในฝั่งที่มันควรจะอยู่ ฉันไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ในขณะที่คนในรถดูมีความสุขกับการมีโชว์ให้ดูแต่เช้า โดยนักแสดงจากโพ้นทะเล

4 เรื่องเด๋อด๋าที่ 'ครูก้า' เคยปล่อยไก่ในอิตาลี ทั้งเสื้อตัวเก่ง รถเมล์ จนถึงภาษา
ภาพ : Anna Vi on Unsplash

อันที่จริง สิ่งที่ชวนทำให้เราขายหน้ามิได้อยู่ที่เรื่องราวทางวัฒนธรรมเท่านั้น ภาษาเนี่ย บางครั้งก็เล่นงานเราได้อยู่ได้ไม่น้อยเช่นกัน ต่อไปนี้เป็นเรื่องของภาษาอิตาเลียน แต่คิดว่าทุกคนคงตามเรื่องได้ไม่ยาก 

เริ่มจากทำความเข้าใจตรงนี้ก่อน

pizza = พิซซ่า อ่านว่า ปิ๊ต-ส่ะ

piazza = ลานกว้าง จตุรัส อ่านว่า เปี๊ยต-ส่ะ

4 เรื่องเด๋อด๋าที่ 'ครูก้า' เคยปล่อยไก่ในอิตาลี ทั้งเสื้อตัวเก่ง รถเมล์ จนถึงภาษา
ภาพ : Lorenzo Fustaino on Unsplash

บางทีนะ ลิ้นก็พันกัน วันหนึ่งด้วยความเหนื่อยและหิว ก็บอกลุงคนขายพิซซ่าเจ้าประจำกลางเซียน่า ตั้งใจจะบอกว่า ขอพิซซาชิ้นหนึ่ง แต่ปากไปออกเสียงอีกคำ

ไม่มีซะละที่คุณลุงจะยอมพลาดโอกาสทองในครั้งนี้ เธอชี้ออกไปนอกร้าน พลางอมยิ้มพูดอย่างมีชัยว่า “โน่น! นังเด๋อ”

คำสุดท้าย ลุงไม่ได้พูด แต่ฉันรู้สึกของฉันเอง

ยังอยู่ในร้านพิซซ่า อันนี้ไม่ได้เด๋อเอง แต่เพื่อนเด๋อ และต่อ ๆ มาก็เห็นลูกศิษย์เด๋ออยู่อย่างไม่หยุดหย่อน คือ จะขอ basilico (โหระพา, กะเพรา) แต่ไปพูดว่า basilica อันแปลว่า มหาวิหาร ราวกับว่าจะต้องเข้าฟังมิสซาก่อนกินพิซซ่าถาดนี้ก็มิปาน

4 เรื่องเด๋อด๋าที่ 'ครูก้า' เคยปล่อยไก่ในอิตาลี ทั้งเสื้อตัวเก่ง รถเมล์ จนถึงภาษา
ภาพ : Fineas Anton on Unsplash

เรื่องต่อไปนี้เกิดขึ้นในห้องเรียน

เกริ่นให้ฟังก่อนว่า ที่เรียกว่าโรงเรียนที่เซียน่านั้น จริง ๆ เป็นมหาวิทยาลัยสำหรับชาวต่างชาติ นักเรียนในห้องจึงเป็นคนต่างชาติหมด 

ทุกเช้าวันจันทร์ ครูจะให้พวกเราเล่าว่า ไปทำอะไรกันมาบ้างในช่วงวันหยุด เราก็จะเล่าไป โม้บ้างจริงบ้างก็เล่าไป ไม่มีใครมาเช็ก เพราะจุดประสงค์คือฝึกภาษาทั้งพูดและฟัง

มาถึงเพื่อนคนหนึ่ง เธอเล่าว่าไปตกปลา เล่นน้ำ 

“สนุกมากเลย น้ำเย็นสบ๊ายสบาย พวกเธอต้องไปกันนะ” เพื่อน ๆ พยักหน้ากัน ถามว่าอยู่ที่ไหน 

“มันเป็นคลองเล็ก ๆ ” หน้าของเธอยังคงสดใสราวกับพรายน้ำแสนซน “ไหลมาจาก อาโน” เธอบอก

พวกเราทุกคนเข้าใจว่าเธอจะบอกว่า Arno อันเป็นชื่อแม่น้ำสายใหญ่ของแคว้นทัสกานี เพียงแต่เธอไม่ได้กระดกลิ้น รรรร เท่านั้นเอง 

แต่มีคนหนึ่งไม่ได้ยินอย่างที่เราได้ยิน

นั่นคืออาจารย์

อาจารย์หัวเราะพรืดออกมา แล้วก็สอนต่อไม่ได้อีกเลย และไม่ยอมบอกว่าหัวเราะเรื่องอะไร ให้เราเปิดดิกฯ กันเอง

พวกเราเปิดดิกฯ กันมือเป็นระวิง จึงได้รู้ว่า ชื่อแม่น้ำอาร์โน (Arno) นั้น หากไม่กระดกลิ้นเพียงนิดเดียวก็จะกลายเป็นคำว่า ano ซึ่งแปลว่า รูทวาร เมื่อประกอบกับเรื่องน้ำใสไหลเย็นแลเห็นตัว แหวกว่ายกอบัวอยู่ไหว ๆ พร้อมทั้งเชิญชวนให้เราไปสรงสนานด้วยนั้น อาจารย์ผู้มีจินตนาการอันชัดเจนและกว้างไกลจึงไม่สามารถสอนต่อได้ด้วยประการฉะนี้

ขออีกเรื่องเกี่ยวกับคำนี้ คำนี้ถ้าออกเสียงยาว คือ อาโน (ano) ก็แปลอย่างที่บอกไปแล้ว แต่ถ้าออกเสียงสั้นเป็น อันโน จะแปลว่า ปี (anno) ผู้ที่แยกเสียงสั้นเสียงยาวไม่ได้นั้น เมื่อต้องการจะบอกประโยคเช่น “ฉันอายุ 25 ปี” (ซึ่งในโครงสร้างภาษาอิตาเลียนแปลตรงตัวว่า ฉันมี 25 ปี) ก็จะเสี่ยงกับการที่อิตาเลียนจะได้ยินว่า เรามีบางสิ่งอยู่ในตัวถึง 25 หน่วย ถ้าคุณบอกอายุของคุณแล้วเขากลั้นหัวเราะละก็ ใช่ละ

ใครมีเรื่องเด๋ออะไรจะมาเล่า เชิญแลกเปลี่ยนกันได้ในเพจ ‘ครูก้า’ เพื่อมิให้ชนรุ่นหลังได้อัปยศเยี่ยงเรา

4 เรื่องเด็ดและ Culture Shock ที่ ‘ครูก้า’ เคยประสบและปล่อยไก่ไว้ในอิตาลี ทั้งเสื้อตัวเก่ง รถเมล์ จนถึงภาษา
ภาพ : Giuseppe Mondì on Unsplash

Writer

Avatar

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load